ฟังเพลงออนไลน์ GREEN WAVE ONLINE 106.5 - เพลงดีดีกับความรู้สึกดีดี

News Updates

GREEN MORNING SHOW

GREEN MORNING SHOW 15 พ.ค. 67

16 พ.ค. 2024

GREEN MORNING SHOW 15 พ.ค. 67

ทอล์กข่าวสุดปัง เติมพลังก่อนไปทำงาน ทุกเช้า 07:00 - 08:00 น.

GREEN MORNING SHOW 14 พ.ค. 67

16 พ.ค. 2024

GREEN MORNING SHOW 14 พ.ค. 67

ทอล์กข่าวสุดปัง เติมพลังก่อนไปทำงาน ทุกเช้า 07:00 - 08:00 น.

GREEN MORNING SHOW 13 พ.ค. 67

14 พ.ค. 2024

GREEN MORNING SHOW 13 พ.ค. 67

ทอล์กข่าวสุดปัง เติมพลังก่อนไปทำงาน ทุกเช้า 07:00 - 08:00 น.

GREEN MORNING SHOW 8 พ.ค. 67

09 พ.ค. 2024

GREEN MORNING SHOW 8 พ.ค. 67

ทอล์กข่าวสุดปัง เติมพลังก่อนไปทำงาน ทุกเช้า 07:00 - 08:00 น.

GREEN MORNING SHOW 30 เม.ย. 67

02 พ.ค. 2024

GREEN MORNING SHOW 30 เม.ย. 67

ทอล์กข่าวสุดปัง เติมพลังก่อนไปทำงาน ทุกเช้า 07:00 - 08:00 น.

GREEN MORNING SHOW 29 เม.ย. 67

02 พ.ค. 2024

GREEN MORNING SHOW 29 เม.ย. 67

ทอล์กข่าวสุดปัง เติมพลังก่อนไปทำงาน ทุกเช้า 07:00 - 08:00 น.

CLUB FRIDAY

Club Friday One Night Stand | 17 พฤษภาคม 2567

17 พ.ค. 2024

Club Friday One Night Stand | 17 พฤษภาคม 2567

สองควีนเรื่องรัก คลับที่พักของหัวใจ ทุกคืนวันศุกร์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน กับดีเจพี่อ้อย พี่ฉอด ทาง GREENWAVE 106.5 FM

Club Friday 108 คำถามหัวใจ | 26 เมษายน 2567

26 เม.ย. 2024

Club Friday 108 คำถามหัวใจ | 26 เมษายน 2567

สองควีนเรื่องรัก คลับที่พักของหัวใจ ทุกคืนวันศุกร์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน กับดีเจพี่อ้อย พี่ฉอด ทาง GREENWAVE 106.5 FM

เพื่อนเป็นหมอ

รู้ทันก่อนเป็น #โรคความดันสูงงง ️| FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

15 พ.ค. 2024

รู้ทันก่อนเป็น #โรคความดันสูงงง ️| FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

รู้ทันก่อน #ความดันสูง ️ ก่อนจะถึงวันความดันโลหิตโลก หมอเพื่อนกับดีเจเฟี๊ยต ขอพาทุกคนไปเช็กอาการ และตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน #โรคความดันสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอันตรายด้วยกัน ใครที่เคยร้อนจนเหมือนจะเป็นลม หรือไม่แน่ใจว่ากำลังเข้าข่ายโรคความดันรึป่าว มาเช็กกันได้ที่ เพื่อนเป็นหมอ EP. นี้ กับหมอเพื่อนและดีเจเฟี๊ยต บอกเลยว่าความรู้อัดแน่นตามสไตล์เพื่อนเป็นหมอเหมือนเดิม #GreenWave1065 #เพื่อนเป็นหมอ #หมอเพื่อน #ดีเจเฟี๊ยต #วันความดันสูงโลก #โรคความดัน #สุขภาพ #ความดัน

ส่องไอเดียซื้อของขวัญ ให้คนที่บ้าน ซื้อฝากได้ตั้งแต่เด็ก - ผู้สูงอายุ | FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

15 พ.ค. 2024

ส่องไอเดียซื้อของขวัญ ให้คนที่บ้าน ซื้อฝากได้ตั้งแต่เด็ก - ผู้สูงอายุ | FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

ใครกำลังหาซื้อของขวัญให้กับที่บ้านมาดูเพื่อนเป็นหมอ EP.นี้กัน ได้ของถูกใจแบบดีต่อสุขภาพด้วยแน่นอน! #GreenWave1065 #เพื่อนเป็นหมอ #หมอเพื่อน #ดีเจพียู #ไอเดียเลือกของขวัญ #สุขภาพ #ความดัน

ปวดหลังแบบนี้ใช่ออฟฟิศซินโดรมไหมหมอ ? | FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

18 มี.ค. 2024

ปวดหลังแบบนี้ใช่ออฟฟิศซินโดรมไหมหมอ ? | FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

ลุกก็โอยยยย นั่งก็โอยยยยย อาการแบบนี้มันใช่ออฟฟิศโดรมอย่างเดียวจริงหรอ ? แล้วอาการปวดหลัง เป็นเพราะเราอายุเยอะจริงไหม ? มาฟังคำตอบจากหมอเพื่อน พร้อมผู้ช่วยจาก The Selection กันได้เลย #GreenWave1065 #เพื่อนเป็นหมอ #หมอเพื่อน #ดีเจเป้ #เวลลี่ #ออฟฟิศซินโดรม #มนุษย์ออฟฟิศ #คนทำงาน #TheSelection #เลือกที่ใช่ให้สุขภาพ

แน่ใจหรอ ว่ากินช็อกโกแลตเสี่ยงแค่เรื่องของน้ำตาล ? | FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

19 ก.พ. 2024

แน่ใจหรอ ว่ากินช็อกโกแลตเสี่ยงแค่เรื่องของน้ำตาล ? | FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

ช็อกโกแลต กินแล้ว FAT ใคร ๆ ก็รู้ แต่มันยังมีแฝงความเสี่ยงในโรคอื่น ๆ ที่คิดไม่ถึงอยู่อีกด้วย แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะคุณหมอไม่ได้ฝากไว้แค่อันตรายของช็อกโกแลต แต่ยังฝากถึงข้อดีไว้ด้วยเหมือนกัน แต่จะกินแค่ไหนถึงเสี่ยง หรือต้องกินเท่าไหร่ถึงดี ตามไปหาคำตอบกันใน EP.นี้ #GreenWave1065 #เพื่อนเป็นหมอ #ดีเจดาด้า #หมอเพื่อน #วาเลนไทน์ #ช็อกโกแลต #เบาหวาน #สุขภาพ

พิชิตเป้าหมาย 2024 ด้วยสุขภาพดีแบบครบสูตร!| FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

07 ก.พ. 2024

พิชิตเป้าหมาย 2024 ด้วยสุขภาพดีแบบครบสูตร!| FULL EP เพื่อนเป็นหมอ

เปิดปีแบบสุขภาพดี เพราะดีเจเป้ชวนหมอไปออกกำลังกาย แต่ EP.นี้พิเศษ ไม่ได้มีแค่หมอกับดีเจเป้แต่ยังมีต๊อก สุทินาถด้วยยย โอ้โห้ สนุกแน่ ๆ ไม่รู้ว่าหมอจะได้ออกกำลังกาย คุยเรื่องสุขภาพ หรือ ต้องเป็นกรรมการห้ามคู่นี่กันแน่ แต่ที่รู้ ๆ คุณหมอเพื่อนจะมาฝากเคล็ดลับสุขภาพดีแบบครบสูตร ให้พร้อมลุยกับปี 2024 อย่างแน่นอน !! ใครที่ปีนี้มีเป้าหมายสุขภาพดีติดตามได้ #GreenWave1065 #เพื่อนเป็นหมอ #ดีเจเป้ #หมอเพื่อน #ต๊อกสุทินาถ #สุขภาพ #ตรวจสุขภาพ #ออกกำลังกาย

เลือก Probiotic ที่ใช่กับตัวเราได้ไม่ยาก | FULL EP.32

31 ม.ค. 2024

เลือก Probiotic ที่ใช่กับตัวเราได้ไม่ยาก | FULL EP.32

เป็นไหม? กิน Probiotic เหมือนเพื่อน แต่ได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน เป็นไหม? กิน Probiotic แล้วแต่ยังรู้สึกสมดุลลำไส้ไม่ดี นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า เราต้องการ Probiotic ที่แตกต่างกันไงหละ

HEALTHY LIFESTYLE

รู้หรือไม่ กินผิด ปวดกระเพาะ

07 พ.ค. 2024

รู้หรือไม่ กินผิด ปวดกระเพาะ

กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมกับปากของเรา และเป็นส่วนกลางระหว่างปากกับก้น จึงมีความสำคัญมากกับระบบย่อยอาหาร การรับประทานอาหารเข้าไป แบบเดิมๆ อาจจะทำให้กระเพาะอาหารของคุณมีปัญหาได้ มาดูกันว่าอะไรบ้างที่ทำให้กระเพาะของคุณมีปัญหาค่ะ1.ทานอาหารเร็วเกินไปการรับประทานอาหารนั้นควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนแล้วค่อยกลืน อย่างน้อยควรเคี้ยว 20 ครั้งนะคะ2.ทานอาหารไม่ตรงเวลาเมื่อทานอาหารเข้าไปถุงน้ำดีจะหลั่งน้ำดีเผื่อที่จะมาย่อยอาหารที่เรารับประทาน เวลาหิวน้ำดีก็จะหลั่งออกมาเหมือนกัน แต่เมื่อเราทานไม่ตรงเวลาน้ำดีจะหลั่งออกตามเวลา แต่พอไม่มีอาหารย่อย น้ำดีจะค่อยๆกัดกระเพาะ ทำให้กระเพาะเป็นแผลค่ะ3.เดี๋ยวกินอาหารที่ร้อน เดี๋ยวกินอาหารที่เย็นสลับกันไปกระเพาะอาหารปรับสภาพไม่ทัน ทำให้ปวดท้องได้ง่าย4.ทานขัาวแล้วดื่มน้ำตามทำให้การย่อยของกระเพาะอาหารทำได้ยากขึ้น ควรดื่มน้ำหลังอาหาร 30 นาทีนะคะ5.ชอบทานอาหารที่เผ็ดร้อนความเผ็ดร้อนจะไปกระตุ้นกระเพาะอาหารทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้ค่ะ6.ทานอาหารเวลากลางคืนกระเพาะอาหารทำงานหนักกว่าปกติ แทนที่จะได้พักผ่อน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้วนด้วยนะคะรู้แบบนี้แล้วเราควรปฏิบัติตัวให้ถูกสุขอนามัยนะคะ เพื่อป้องกันรักษาไม่ให้กระเพาะอาหารของเราทำงานหนัก เพราะปกติเขาก็ทำงานหนักอยู่แล้วน๊า ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

Fit check เลือกสูทแบบไหนคือ ใช่ สำหรับคุณผู้ชาย

03 พ.ค. 2024

Fit check เลือกสูทแบบไหนคือ ใช่ สำหรับคุณผู้ชาย

SUITSสูท หรือ ชุดสูท หากเรานึกถึงคำนี้กันแล้ว หลายคนอาจคิดถึงเสื้อผ้าที่มีดีไซต์ที่เอกลักษณ์เฉพาะตัว มักสวมใส่ ใช้กันในการทำงาน หรือวันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะในงานรื่นเริงอย่าง งานแต่ง หรือจะจริงจังอย่าง งานพิธี ผู้คนก็มักสวมใส่ชุดสูทกันอยู่เสมอ ๆ แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าทำไม ต้อง “ชุดสูท”Suit (สูท) คือเครื่องแต่งกายแบบที่หลากสไตล์ สากล ที่ต้องประกอบไปด้วย Suit Jacket (แจ๊คเก็ตสูท) ใส่คู่กับ Suit Trousers (กางเกงสูทขายาว) โดยใช้เนื้อผ้าและโทนสีที่เหมือนกันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือพูดกันง่ายๆว่า สูท คือ ชุดที่ตัดมาจากผ้าผืนเดียวกันนั้นเอง ประวัติศาสตร์ของสูทนั้นมีมานานตั้งแต่สมัยตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เลยทีเดียว ในยุคสมัยนั้น สูท เป็นดั่งตัวแทนความมีอารยะ ความหรูหราฟู่ฟ่า และเสริมความสง่างาม ให้ผู้สวมใส่มี บุคลิกภาพที่ดี ดูภูมิฐานทางปัญญาด้วยความเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่แปลกเลยที่ สูท จะกลายเป็นเครื่องแต่งกายยอดนิยมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนถึงยุคสมัยปัจจุบันเราจะมาแนะนำกับรูปแบบ สูท ยอดฮิต มีอะไรกันบ้าง และเหมาะกับใครSingle-Vent หรือ สูท แบบกระดุม แถวเดียว เหมาะกับทุกรูปร่าง มีแบบ 1 / 2 / 3 กระดุม1 กระดุมเอกลักษณ์ แฟชั่นสูทแนวแคชชวล สมัยใหม่ ใส่สบาย เหมาะสำหรับผู้ชายรูปร่างเล็ก ใส่แล้วดูหุ่นดี เน้นรัดช่วงเอวให้ดูเข้ารูปเข้าทรงมากขึ้น ช่วยให้ดูหุ่นเพรียวขึ้นข้อแนะนำ สามารถเลือกติดหรือไม่ติดกระดุมก็ได้ หากอยู่ในงานทางการควรติดกระดุมตลอดเวลา ปลดกระดุมเมื่อต้องการนั่ง2 กระดุมเอกลักษณ์ แฟชั่นสูทสุภาพ ทางการระดับสุด มาตรฐานสูทสากลนิยมใช้ในปัจุบัน เหมาะสำหรับผู้ชายทุกรูปร่าง / รูปร่างใหญ่ข้อแนะนำ เมื่อติดกระดุมให้ติดเม็ดบนสุดเม็ดเดียวเท่านั้น ปลดกระดุมเมื่อต้องการนั่ง3 กระดุมเอกลักษณ์ ลุคทางการ สูทสไตล์วินเทจย้อนยุค สูทสไตล์คลาสสิค เหมาะสำหรับ ผู้ชายสูงช่วงตัวยาว ช่วยบาลานซ์ส่วนสูงได้ดี ใส่แล้วช่วยเพิ่มความโดดเด่น เพิ่มแฟชั่นให้ดูมีมิติข้อแนะนำ หากติดกระดุม ให้เลือกติด สองเม็ดบน หรือติดแค่เม็ดกลางอย่างเดียว เท่านั้นปลดกระดุมเมื่อต้องการนั่งเสมอDouble-Vent หรือ สูท แบบกระดุม สองแถว เหมาะกับรูปร่างสมส่วนและ รูปร่างใหญ่ มักมี 4 / 6 / 8 กระดุม4 กระดุมเอกลักษณ์ สไตล์ที่ให้ความวินเทจสูง สามารถออกงานทางการ หรือลำลอง ใส่คู่กับกางเกงชิโน่ หรือกางเกงยีนส์เพื่อให้ดูลำลองมากขึ้น เหมาะกับผู้ชายรูปร่างสมส่วน / รูปร่างใหญ่ ช่วยปกปิดช่วงลำตัวทำให้ดูสูงโปร่งขึ้นได้ข้อแนะนำ เลือกติดกระดุมเพียง สองเม็ดแถบบนสุด ไม่นิยมติดกระดุมเม็ดล่าง ไม่ต้องปลดกระดุมเมื่อนั่ง เพราะออกแบบช่วงตัวให้กว้างกว่าแบบมาฐาน6 กระดุมเอกลักษณ์ สไตล์ที่ให้ความวินเทจ คลาสสิก โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ออกแบบช่วง อก กว้าง และมีความยาวสูท มากกว่าแบบมารฐานข้อแนะนำ เลือกติดกระดุมเพียง สองเม็ดแถบบนสุด และเม็ดซ่อนไม่นิยมติดกระดุมเม็ดล่าง ไม่นิยมปลดกระดุมเมื่อนั่ง เพราะออกแบบช่วงตัวกว้างกว่าแบบมาฐานCredits :https://www.dgrie.com/blog/double-breasted-single-brested-suit/https://www.dgrie.com/blog/big-size-suit-guide/https://www.suitcube.com/double-breasted-suit/https://www.dgrie.com/blog/how-to-pick-buttons-for-a-suit/https://www.kaidee.com/blog/how-to-choose-suit/Author : MIK_MIKAZUKI

LUCID DREAM ความฝันที่รู้ตัว

28 เม.ย. 2024

LUCID DREAM ความฝันที่รู้ตัว

วันนี้เราจะมาพูดถึงทฤษฎีนึงที่ที่หลายคนอาจจะรู้จักนั่นก็คือ ลูซิดดรีม (Lucid Dream)ต้องขอถามก่อนว่าทุกคนเคยจำความฝันตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ?เราขอเดาว่ามันอาจจะมีส่วนใหญ่ก็อาจจะพอจำได้แต่คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบางคนอาจจะจำไม่ได้เลย แต่ทุกคนรู้ไหมว่ามีผู้คนบางกลุ่มที่สามารถรู้ว่าตัวเองกำลังฝันหรือควบคุมตัวเองในความฝัน และเมื่อตื่นมาพวกเขาก็สามารถเล่าความฝันของตัวเองเกือบทั้งหมดและนั่นก็คือการฝันแบบ ลูซิดดรีม (Lucid Dream)ลูซิดดรีม (Lucid Dream) ความฝันที่รู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่และลูซิดดรีมก็ยังสามารถช่วยเราพัฒนาความคิดสร้างด้วยเพราะสามารถ ควบคุมหรือกำหนดเรื่องราวที่เราจะฝันได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงภาวะหลับลึกก็คือช่วง REM (Rapid eyes movement) และมักจะไม่ได้รู้ตัวตั้งแต่ต้น แต่จะมารู้ตัวในช่วงกลาง-ปลายของความฝัน โดยทฤษฎีนี้เกิดขึ้นโดยจิตแพทย์ชาวดัตช์ เฟร็ดเดอริก แวน อีเด็น (Frederik Van Eeden) ซึ่งเขาเป็นผู้ที่ศึกษาความฝันในลักษณะนี้เป็นคนแรก หลังจากนั้นก็เริ่มมีนักจิตวิทยาให้ความสนใจและเป็นที่รู้จักมากขึ้นจาดภาพยนตร์ดังอย่าง Inception ที่เอาไอเดียนี้ไปพัฒนาเป็นเรื่องราวอ้างอิงรูปภาพ : https://www.vecteezy.com/vector-art/11263251-man-counting-sheepและด้วยความที่เราสามารถควบคุมความฝันได้ออกแบบเหตุการณ์ต่างๆได้ด้วยตัวเอง จึงทำให้ขณะที่เราฝัน มีการใช้ ‘สมองซีกขวา’ มากขึ้น ซึ่งเป็นสมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เราอาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ จากความฝัน ไปใช้แก้ปัญหาหรือนำไปใช้กับงานของตัวเองรวมถึงยังช่วยควบคุมอารมณ์ได้อีกด้วยเพราะช่วงเวลาขณะที่หลับ ถือว่าเป็นอะไรที่ควบคุมยากที่สุด ดังนั้นการที่เราสามารถมีสติได้ในขณะที่เราฝัน เราก็จะสามารถควบคุมจิตใจได้ถึงแม้จะเป็นช่วงที่เราโกรธหรือเสียใจจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้นอกจากนี้ ลูซิดดรีมยังช่วยขจัดความกลัวในจิตใจของเราได้อีกด้วย แน่นอนว่าทุกคนต้องมีความกลัวที่ซ่อนอยู่หรือเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ฝังใจ แต่ในความฝัน เราสามารถควบคุมความกลัวและอันตรายเหล่านั้นได้ ทำให้ชีวิตจริงเรามีแนวโน้มที่จะกลัวสิ่งนั้นน้อยลงนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Lucid Dream เดนโฮล์ม แอสปาย (Denholm Aspy)เคยกล่าวไว้ว่า“บางคนอาจค้นพบพลังวิเศษหรือความสามารถพิเศษขณะที่กำลังฝัน พวกเขาสามารถต่อสู้หรือจัดการกับสิ่งที่มาทำ ร้ายได้ เช่น บินหนี หรือใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝันร้ายนั้น”ความเสี่ยงของ Lucid DreamLucid Dream อาจไม่เหมาะกับหลาย ๆ คน เช่นกลุ่มผู้มีจิตเปราะบาง มีความผิดปกติของคลื่นสมอง มีอาการเห็นภาพหลอน (Schizophrenia) หรือหลงผิด (Delusions) อาจยิ่งทำให้ยากต่อการแยกแยะโลกแห่งความจริง และโลกแห่งความฝัน หรือสำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องการนอน ที่ควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับลึก นอนให้เต็มอิ่ม ยิ่งฝันให้น้อยยิ่งดี มุ่งเน้นการนอนระดับ N-REM (Non-rapid Eye Movement) ไม่ใช่ REM (Rapid Eye Movement)อ้างอิงรูปภาพ : https://www.freepik.com/free-vectorหากใครอยากลองทำนักวิจัยเขาก็มีวิธีมาให้ทดลองกันแต่ก็อย่าลืมเรื่องความเสี่ยงกันนะต้องดูเรื่องสุขภาพตัวเองกันด้วย1.นั่งสมาธิก่อนนอนซักประมาณ 20-30 นาที ก่อนนอน เพ่งจิตไปที่การหายใจ มีสติทุกลมหายใจ2.ลองจดบันทึกความฝัน เพื่อจดจำรายละเอียดความฝันในแต่ละครั้งของเรา3.ใช้เสียงเพลงมาขับกล่อมขณะหลับ โดยคลื่นความถี่ของเสียงเพลง มีส่วนในการทำให้คลื่นสมองเปลี่ยนไปได้ โดยเป็นเพลง เป็นจังหวะดนตรีที่เรียกว่า ‘binaural beats’ ความถี่ 4 – 8 Hz โดยควบคุมการหายใจให้สอคคล้องกับความถี่และนี่ก็คือ Lucid dream ความฝันที่รู้ตัว แต่ใดๆก็ตามถึงแม้เราจะสามารถควบคุมความฝันได้ด้วยตัวเองทุกคนอาจจะได้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจแต่ก็อย่าลืมตระหนักว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงความฝันไม่ใช่ความจริง ทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทางเราหวังว่าบทความนี้จะสามารถช่วยให้ผู้อ่านทุกคนได้รับทฤษฎีความรู้ใหม่ๆแล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อยที่มา : https://thematter.co/brief/goodsmorning/goodsmorning-1590107400/112552https://rabbitcare.com/blog/lifestyle/lucid-dream-in-different-context-benefit-and-how-tohttps://www.medicalnewstoday.com/articles/323077#definitionhttps://www.facebook.com/brandthink.me

ยีนส์ทรงนี้ ดีกับหุ่นไหมนะ

10 เม.ย. 2024

ยีนส์ทรงนี้ ดีกับหุ่นไหมนะ

สวัสดีสาว ๆ วันนี้เราจะมาพูดถึงกางเกงยอดฮิตที่ทุกบ้านต้องมี นั่นก็คือ “กางเกงยีนส์”เชื่อว่าทุกคนต้องมีกางเกงยีนส์กันอยู่แล้ว แต่บางคนคงเลือกที่จะพับเก็บเข้าตู้ไปเพราะอาจจะคิดว่าหุ่นเราไม่เหมาะกับกางเกงยีนส์ ใส่แล้วไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง หรือบางคนอยากใส่กางเกงยีนส์แต่ไม่รู้ว่ากางเกงยีนส์แบบไหนจะเหมาะกับเรานะ วันนี้เรามีคำตอบมาให้เรามาเริ่มกันที่เช็ครูปร่างตัวเองกันว่าหุ่นเราเป็นทรงไหนกันนะขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ : https://i.pinimg.com1.หุ่นทรงแอปเปิ้ล ( Apple Shape ) ลักษณะคือมีรูปร่างเป็นทรงกว้าง หน้าอก เอว สะโพกมีขนาดเท่ากัน2.หุ่นทรงลูกแพร์ ( Pear Shape ) ลักษณะคือช่วงบนเล็กกว่าช่วงล่าง เอวเล็ก แต่มีสะโพกและต้นขา3.หุ่นทรงสามเหลี่ยมคว่ำ (Triangle Shape) ลักษณะคือช่วงบนใหญ่กว่าช่วงล่าง ไหล่กว้าง แต่ช่วงสะโพกจะมีขนาดเล็ก4.หุ่นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangle Shape) ลักษณะคือช่วงบนและล่างมีขนาดเท่ากันไม่มีเอว รูปร่างตรง5.หุ่นทรงนาฬิกาทราย (Hourglass Shape) ลักษณะคือมีความสมดุลระหว่างช่วงบนและช่วงล่าง เอวคอด ดูมีอก มีสะโพกเมื่อทุกคนรู้จักรูปร่างตัวเองแล้วต่อไปเรามาเลือกกางเกงยีนส์กันดีกว่ากางเกงยีนส์ที่เหมาะสำหรับหุ่นแอปเปิ้ลทรงขากระบอกใหญ่ , ทรงขาบาน,ทรงขาม้า-ควรเน้นกางเกงยีนส์เอวสูงหรือกางเกงยีนส์ที่มีช่วงขอบเอวกว้าง เพราะขอบเอวกว้างๆนั้นจะช่วยในการเก็บหน้าท้องให้เข้ารูปได้ดีมากขึ้น-ไม่ควรกางเกงยีนส์ที่บีบช่วงขามาก ๆ อย่างเช่นกางเกงยีนส์ทรงสกินนี่ เพราะการที่ใส่กางเกงยีนส์ที่บีบช่วงขา จะทำให้ลำตัวดูใหญ่ขึ้นกางเกงยีนส์ที่เหมาะสำหรับหุ่นลูกแพร์ทรงขากระบอกใหญ่ , ทรงขาบาน,ทรงขาม้า-ควรเน้นกางเกงยีนส์สีทึบหรือสีเข้ม เพราะจะช่วยอำพรางสะโพกและเลือกกางเกงยีนส์ที่ช่วยกระชับสะโพกได้ดี อย่างกางเกงยีนส์เอวปกติหรือเอวสูง เพราะเก็บสะโพกได้ดีและเอวดูเล็กลง-ไม่ควรเลือกกางเกงยีนส์ที่รัดต้นขาหรือรัดรูปร่าง เช่น ทรงสกินนี่ เพราะจะทำให้ต้นขาและสะโพกชัดเกินไปกางเกงยีนส์ที่เหมาะสำหรับหุ่นสามเหลี่ยมคว่ำทรงขาม้า,ทรงบอย,ทรงขาบาน,ทรงขากระดิ่ง-ควรเลือกกางเกงยีนส์ที่มีสีอ่อนกว่าเสื้อ เพราะจะช่วยทำให้สะโพกออกมาดูเด่นมากขึ้น และสวมเสื้อที่สีเข้มเพราะว่าจะช่วยอำพรางไหล่ที่กว้างของเราได้-ไม่ควรเลือกกางเกงยีนส์ทรงสกินนี่เพราะจะทำให้สะโพกดูแคบกว่าเดิมกางเกงยีนส์ที่เหมาะสำหรับหุ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสกินนี่, ทรงขาม้า, ทรงกระบอกเล็ก, ทรงขาบาน-ควรเลือกกางเกงยีนส์เอวปกติหรือเอวต่ำและกางเกงยีนส์ควรมีลูกเล่นตรงช่วงสะโพกเพราะจะช่วยเพิ่ม volume ให้กับสะโพก ทำให้เราดูมีสะโพกมากขึ้น-ไม่ควรใส่กางเกงยีนส์เอวสูง จะทำให้เอวเด่นเกิน และทำให้เราดูไม่มีส่วนเว้าโค้งกางเกงยีนส์ที่เหมาะสำหรับหุ่นนาฬิกาทรายทรงสกินนี่,ทรงขาม้า,ทรงกระบอกเล็ก,ทรงขาบาน,ทรงกระบอกใหญ่-ควรใส่กางเกงยีนส์เอวปกติหรือเอวสูง จะช่วยทำให้ขาดูยาวสวยขึ้น และกางเกงยีนส์เอวสูงจะช่วยให้ช่วงเอวเห็นชัดขึ้น จากที่เอวคอดอยู่แล้วก็จะทำให้เอวเราชัดกว่าเดิม-ไม่ควรสวมกางเกงยีนส์เอวต่ำ เพราะจะทำให้สะโพกดูใหญ่และทำให้ขาสั้นลงอีกด้วย...............................................................................ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วลิสต์กันไว้หรือยังว่ากางเกงยีนส์ทรงไหนเหมาะกับเราบ้าง นอกจากจะได้กางเกงที่เหมาะกับแล้วเรายังได้เช็ครูปร่างตัวเองอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าเราจะมีรูปร่างแบบไหน ชอบเสื้อผ้าแบบไหน ขอแค่เรามั่นใจในตัวเองมั่นใจกับสิ่งที่เสื้อผ้าที่เราใส่แค่นี้ก็พอแล้วว Have a good day นะคะ :)

Hair Trick เลือกทรงที่ใช่ ภายใน 1 นาที

19 มี.ค. 2024

Hair Trick เลือกทรงที่ใช่ ภายใน 1 นาที

เป็นเรื่องหนักใจไม่เบาเลย สำหรับสาว ๆ เวลาจะเลือกทรงผมให้ตัวเองแต่ละที มันเลือกยากเลือกเย็นซะเหลือเกิน แล้วยิ่งช่วงนี้อากาศร๊อนร้อนนนน หลาย ๆ คนมีแพลนตัดผมสั้นกันด้วยใช่ไหมหละ มา ๆ เดี๋ยววันนี้เราจะพาไปส่องเคล็ดลับ เลือกทรงผมที่ใช่กับใบหน้าของเรากัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลยยยยSTEP 1 เช็กรูปหน้าของตัวเองก่อนที่จะได้ทรงผมที่เหมาะกับเราขั้นตอนแรกเราก็ต้องมาเช็กรูปหน้าของตัวเองกันก่อน ว่าเรามีรูปหน้าแบบไหน ทรงกลม หรือ ทรงไข่ หรือทรงรูปหัวใจ โอ้ยนี่ยังไม่หมดนะเนี่ย ยังมีอีกหลายรูปร่างเลย ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่า GOGO!หน้าทรงกลม สาว ๆที่มีรูปหน้าทรงกลมจะมีสัดส่วนใบหน้าที่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น ด้านซ้าย ด้านขวารวมไปถึงความกว้างและก็ความยาวที่เท่ากัน ยิ่งสาว ๆ คนไหนมีแก้มเยอะด้วยแล้วละก็ ใบหน้าอาจจะดูกลมยิ่งขึ้นได้นะหน้ารูปไข่ เป็นใบหน้าที่โค้งมนได้รูป ช่วงหน้าผากจะกว้างกว่าส่วนคางเล็กน้อยส่วนกรามและคางมีลักษณะ โค้งมนเรียว มีอัตราส่วนความยาวช่วงหน้าผาก จมูก และคางที่เท่ากันหน้าทรงเหลี่ยม สาวหน้าเหลี่ยม หรือเราอาจจะเรียกได้ว่าสาวหน้าเก๋ก็แหมสาว ๆ ที่หน้าเหลี่ยมมักจะดูเก๋ เท่ ชิค มีสไตล์ลักษณะรูปหน้าจะมีมุมและมีความคมของกรอบใบหน้าค่อนข้างมากเห็นส่วนกามชัดเจนสัดส่วนความกว้างและความยาวเท่ากันพอดีหน้าทรงยาว ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ารูปหน้าทรงยาวเพราะฉะนั้นสาว ๆ ที่มีรูปหน้าทรงนี้ใบหน้าก็จะมีความยาวมากกว่าความกว้าง ด้านข้างใบหน้าจะดูแคบ หน้าผาก แก้ม คาง จะดูเท่ากันหน้ารูปหัวใจ สาว ๆ ที่มีใบหน้ารูปหัวใจ ลักษณะใบหน้าจะคล้าย ๆ กับรูปสามเหลี่ยมคว่ำจะมีช่วงหน้าผากกว้างแต่โค้งมนได้รูป ช่วงใบหน้าเรียวจนถึงคาง ส่วนคางก็จะเป็นคางที่แหลมหรือให้เข้าใจง่าย ๆ จะมีส่วนบนกว้างกว่าส่วนล่างนั่นเองหน้ารูปเพชร สาว ๆ ที่มีทรงหน้ารูปเพชร จะมีโหนกแก้มที่โดดเด่นก็คือโหนกแก้มจะกว้าง แต่หน้าผากและคางจะแคบและเล็กSTEP 2 ได้เวลาเลือกทรงที่ใช่!เอาหละ หลังจากเช็ครูปหน้ากันไปแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะมาหาทรงที่ใช่กันแล้ว ไหน ๆ ดูซิแต่ละคนมีรูปหน้าแบบไหนกันบ้าง แล้วทรงผมที่ควรจะเลือก ต้องเป็นทรงไหนที่เหมาะกับเราไปดูกันหน้าทรงกลมเนื่องจากสาวหน้าทรงกลม จะมีแก้มที่เยอะจนทำให้หน้ายิ่งดูกลมเพราะฉะนั้นทรงผมที่จะเหมาะก็ควรเป็นทรงที่ปิดแก้มได้ และช่วยหลอกตาให้หน้าดูเรียวทรงผมที่แนะนำสไลด์ผมเป็นเลเยอร์ให้รับกับใบหน้าถ้าใครอยากตัดผมสั้น ก็สามารถตัดได้ โดยจะเป็นผมบ๊อบ ระดับความยาวก็ควรประบ่า หรือระดับคาง เพราะถ้ามากไปกว่านี้อาจจะทำให้หน้าดูสั้นและก็กลมได้ถ้าใครอยากตัดหน้าม้า ให้ตัดผมด้านหน้าบังบริเวณช่วงขมับและกรอบหน้า หรือจะตัดด้านข้างในเป็นฟีลเหมือนมีลูกผม ก็จะช่วยให้ใบหน้าดูเล็กลงได้ถ้าจะทำผม ก็ให้เลือกเป็นทรงผมลอนคลาย ๆ มีวอลลุ่ม หรือทรงดังโงะสูง ช่วยยกให้หน้าดูยาวขึ้น และอย่าลืมเลือกเป็นผมหน้าม้าแบบปัดข้างจะทำให้หน้าดูได้รูปทรงต้องห้ามผมบ๊อบสั้นตัดตรงแบบทื่อ ๆ และหน้าม้าตรง เพราะจะเปิดทรงหน้าและทำให้แก้มเด่นได้ หน้ารูปไข่สาวที่มีใบหน้ารูปไข่ถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะทำทรงอะไรก็ดูจะเข้าหมดเลยเพราะมีใบหน้าเข้ารูปไม่มีจุดไหนต้องกังวล โอ้ยน่าอิจฉาาาาาาา เก๋เกินนนนทรงผมที่แนะนำจะบ๊อบสั้นแบบสาวเท่ หรือสาวแซ่บ ก็รอด!จะผมยาว แสกกลาง เชิ่ด ๆ มั่น ๆ ก็เอาอยู่!จะทำผมลอนเล็ก ลอนใหญ่ ลอนมาม่า ก็ปัง!จะหน้าม้า แสกกลาง แหวกข้าง ก็น่ารักทรงต้องห้ามถ้าจะตัดหน้าม้าต้องระวัง ไม่ตัดหน้าม้าที่ตรงและหนาเกินไปด้วยนะ เพราะอาจจะทำให้หน้าสั้นได้ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ^^หน้าทรงเหลี่ยมอย่างที่บอกว่าใบหน้าของสาวทรงเหลี่ยม จะมีความเท่ และความเก๋อยู่เพราะฉะนั้นทรงผมถ้าจะทำออกไปทางแนวเท่เลย หรือเปรี้ยวเลยก็เริ่ดทรงผมที่แนะนำอาจจะเป็นผมยาวแบบมีเลเยอร์ ลอนสักหน่อย ก็จะลดความคมของกรอบใบหน้าและทำให้หน้าดูละมุนขึ้นได้หรือถ้าใครอยากรวบผมก็อาจจะมัดเป็นดังโงะ แต่ต้องปล่อยผมปอยข้าง ๆ ลงมาข้างแก้มนิดนึงจะช่วยทำให้ใบหน้าไม่ดูเหลี่ยมจนเกินไปใครอยากตัดผมสั้นก็สามารถทำได้เหมือนกัน อาจจะเป็นบ๊อบสั้นแล้วแสกข้างการเลือกตัดหน้าม้าแบบซีทรูก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะช่วยทำให้ใบหน้าดูเล็กลง และก็ละมุนมากขึ้นทรงต้องห้ามไม่ตัดผมที่สั้นจนเกินไปไม่ทำผมหน้าม้าตัดตรงหรือผมบ๊อบตรงทื่อ เพราะจะเพิ่มความเหลี่ยมให้กับใบหน้าไม่มัดผมรวบตึง เพราะจะเพิ่มเหลี่ยมมุมให้หน้าดูแข็งและมีเหลี่ยมเข้าไปอีก หน้าทรงยาวสาว ๆ รูปหน้าทรงนี้จะมีใบหน้าที่ยาว เพราะฉะนั้นการเลือกทรงผมก็ต้องเป็นทรงที่ช่วยลดความยาวของใบหน้าเพราะถ้าเราใบหน้าสั้นก็ช่วยให้ดูเด็กลงได้ด้วย และต้องเป็นทรงที่ช่วยเพิ่มความกว้างทางด้านข้างด้วยนะทรงผมที่แนะนำทรงผมควรเป็นทรงประบ่า หรือทรงที่มีความยาวปานกลาง เพราะจะช่วยทำให้ใบหน้าดูสมดุลอาจจะเพิ่มการดัดลอนคลาย ๆ หรือผมตรงดัดปลายงุ้ม ตัดผมหน้าม้าเพื่อช่วยพรางช่วงหน้าผากลดความยาวของใบหน้าได้ดัดลอนบริเวณด้านข้างของหน้าจะช่วยให้ใบหน้าดูกว้างขึ้นได้เลือกทำผมด้านหน้าเป็นปัดข้าง หรือหน้าม้าตรงที่ไม่หนามากก็ได้ทรงต้องห้ามไม่ตัดผมสั้นมากจนเกินไป และไม่ไว้ผมยาวมากจนเกินไป เพราะผมที่สั้นหรือผมที่ยาวมากเกินไป จะทำให้เห็นความยาวของโครงหน้าที่ชัดเจนหน้ารูปหัวใจจริง ๆ สาว ๆ ที่มีรูปหน้าทรงนี้ค่อนข้างเลือกทรงผมได้หลากหลายถ้าอยากบาลานซ์ให้ใบหน้าสมดุลก็ปิดหน้าผากนิดหน่อย เพื่อเน้นให้ช่วงหน้าผากดูสั้นลงรับกับช่วงคางที่มีพื้นที่น้อยก็ได้ทรงผมที่แนะนำความยาวของผมควรจะยาวเลยคาง อยู่ที่ประมาณช่วงบ่าจะซอยเป็นผมสั้น หรือสไลด์ไล่ระดับก็ได้หรือจะไว้ผมหน้าม้าปิดหน้าผากสักหน่อย แล้วดัดลอนให้เป็นวอลลุ่มเล็ก ๆ ใบหน้าก็จะดูสมส่วนขึ้นได้ทรงต้องห้ามไม่ควรไว้ผมสั้นหรือผม ที่ตรงแบบทื่อ ๆ เพราะผมที่ตรงจนเกินไป จะทำให้หน้าดูแข็งหน้ารูปเพชรสาว ๆ ที่มีทรงหน้ารูปเพชร จะมีโหนกแก้มที่โดดเด่น เพราะฉะนั้นทรงผมก็จะต้องเป็นทรงที่มาช่วยปิดโหนกแก้มของเรา ก็จะช่วยทำให้ใบหน้าดูสมส่วนมากขึ้นทรงผมที่แนะนำการไว้ผมสั้นประมาณคางจะเป็นตัวเลือกที่ดี ช่วยให้ใบหน้าดูสมส่วน และรับกับหน้าได้ดีทำทรงที่มีเลเยอร์ มีวอลลุ่ม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับใบหน้าช่วงล่างใครอยากตัดผมสั้นก็เลือกเป็นผมซอยสั้นมีหน้าม้าก็ได้เหมือนกันตัดหน้าม้า หรือปอยผมที่ช่วยปิดโหนกแก้มของเราจะยิ่งเหมาะมาก นอกจากช่วยลดโหนกแก้มแล้วยังช่วยให้หน้าไม่แข็งจนเกินไปได้อีกด้วยทรงต้องห้ามไม่แสกกลาง เพราะจะทำให้เห็นโครงหน้าชัดเจนขึ้นไม่แนะนำให้ดัดลอน เพราะการดัดก็จะทำให้โครงหน้าของเราดูชัดขึ้นกว่าเดิมเป็นยังไงกันบ้างสาว ๆ ใครพร้อมที่จะเปลี่ยนลุคไปด้วยกันแล้วบ้าง ทีนี้เวลาที่ใครอยากตัดผม หรือเปลี่ยนทรงผม เราก็มีวิธีเช็กพร้อมกับทรงผมมาให้เรียบร้อย แต่อย่างว่า ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่ตายตัว ทรงผมก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราตัดทรงไหนแล้วมั่นใจ หรือผมทรงไหนที่ทำแล้วรู้สึกว่าชอบก็ไม่ติดเลยน้า เพราะนี่เป็นแค่แนวทางให้กับทุกคนเฉย ๆ อยู่ที่สาว ๆ แล้วว่าจะเลือกมาทางไหน ถ้าหาทางเลือกไม่ได้ บทความของเราก็น่าจะช่วยคุณเลือกทรงผมได้อยู่น้าาาาา

ทำยังไงให้ไตแข็งแรง

11 มี.ค. 2024

ทำยังไงให้ไตแข็งแรง

1.รักษาระดับอารมณ์ ให้คงที่อยู่เสมอแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า ความกลัวทำร้ายไต คนที่เป็นโรคไตไม่ควรเครียด ต้องทำจิตใจให้สงบ ทำให้สดชื่น รู้จักผ่อนคลาย คนที่มีปัญหาทางด้านไต จะเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย น้อยใจง่าย2.ไม่หักโหมกับการทำงานการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เป็นบ่อเกิดแห่งความเครียด และการพักผ่อนน้อย ทำให้สมองแล่นตลอดเวลา การที่สมองเราเแล่นตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน จะทำให้เราสูญเสียพลังชี่และพลังจิงที่บำรุงสมองไตเป็นอวัยวะที่สร้างสารจิงไปเลี้ยงสมองสมองคิดช้า เพราะไตไม่สามารถส่งสารจิงไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ คนที่มีปัญหาทางไตจะมีอาการคิดอะไรช้า คิดไม่ออก และเครียดง่ายค่ะ3.อย่าให้ระบบทางเดินอาหารขาดสมดุลคนที่มีปัญหาระบบไตพลังจากไตจะไม่ส่งผลไปที่กระเพาะอาหารและม้าม จะทำให้มีอาการท้องอืดบ่อยถ่ายไม่ออกคลื่นไส้ง่าย อาการเหล่านี้เป็นเพราะในแพทย์แผนจีนไตกำกับปัสสาวะและอุจจาระการที่ไตไม่มีพลังชี่เพียงพอกับการขับปัสสาวะจะทำให้ปัสสาวะออกช้ากระปิดกระปอยออกน้อยไม่สุดปัสสาวะกลางคืนบ่อยถ้าหากไตไม่มีพลังชี่ไปขับอุจจาระ จะท้องผูกง่ายท้องอืดบ่อยเหนื่อยง่ายการบำรุงไต ได้ด้วยวิธีง่ายๆ1.ถูเอวบำรุงไตการถูให้ความร้อนบริเวณเอวบ่อยๆจะช่วยเสริมพลังหยางให้กับไต เหมาะสำหรับปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน2.นวดท้องน้อยเพิ่มพลังชี่นวดบริเวณใต้สะดือ จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้ดีขึ้นค่ะ3.นวดใบหูเสริมไตให้แข็งแรงการนวดใบหูให้นวดจากบนลงล่าง จะช่วยสะท้อนจุดต่างๆของใบหู เสริมร่างกายและเสริมพลังไตได้ค่ะนอกจากดูแลใจแล้วอย่าลืมดูแลไตด้วยนะคะ เพราะไตถือเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญมาก ทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายดังนั้นการดูแลไตจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ใจเลยค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

LOVE INSPIRED

เพราะรัก....คงไม่ต้องยอมไปซะทุกอย่าง

14 ก.พ. 2023

เพราะรัก....คงไม่ต้องยอมไปซะทุกอย่าง

สุขสันต์เดือนแห่งความรักนะคะเดือนที่มีจำนวนวันน้อยกว่าใคร แต่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษเดือนแห่งความคาดหวังโสดเดือนไหนไม่เหงาเท่าโสดเดือนกุมภาพันธ์ อกหักเดือนไหน ไม่ปวดใจเท่าอกหัก เดือนแห่งความรักหรือแม้แต่ปกติก็ดูเข้าใจกันดีพอถึงวันนี้ ต่อมน้อยใจ อาจทำงานหนักเป็นพิเศษ ทำไมฯไม่ทำอย่างนั้น โทรฯไปไม่รับสายงานจะยุ่งอะไรนักหนามาหากันซักนิดก็ไม่ได้บางคนน่ารักมา 300กว่าวัน แค่กุมภาพันธ์ ไม่ค่อยได้ดั่งใจเธอ อาจเผลอตัดสินกันไปแล้วว่า ไม่โรแมนติกเลยนะแฟนเรา.... ในฐานะคนทำ Club Fridayมาเกือบ 20 ปี เดือนนี้ก็จะขายดีเป็นพิเศษ เจอหน้าค่าตากันบ๊อย บ่อย อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะคะที่แปลกอีกอย่างเดือนนี้เป็นเดือนที่มีผู้คนมาเล่าปัญหาความรักให้ฟังมากกว่าเดือนอื่น ๆเรื่องเศร้าแค่เล่า ก็เบาลงค่ะหัวใจพังพร้อมรับฟังเสมอ แต่ละเรื่องราวความรักจะมีวิธีคิดให้ชีวิตคนอื่น ๆ เสมอ ล่าสุดมีน้องผู้ชายคนหนึ่งบุคลิกดีเชียว มาเล่าความรักของน้องให้ฟังน้องไปเจอแฟนใน แอป ฯ หาคู่ค่ะเจอกัน คุยกันคลิกกันแค่ต้องยอมรับในเงื่อนไขข้อเดียวที่อีกฝ่ายเสนอมาคือ “ เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งนะ พ่อแม่สองฝ่ายหมั้นหมายกันไว้แล้วไม่ได้รักคน ๆ นั้นเลย แต่ต้องทำตามพ่อแม่ขอ และตอนนี้ยังไม่อยากไปใช้ชีวิตต่างจังหวัดด้วยช่วยดูแลหัวใจเราหน่อยนะ เราอยากมีแฟนอยู่ในกรุงเทพฯ”อย่างงี้ก็ได้เหรอ คนหนึ่งกล้าขอว่า..งง..แล้ว อีกฝ่ายกล้าให้ยิ่งงงกว่าตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่ค่ะ เป็นแฟนเฉพาะในเขต กทม.มีตัวตนเฉพาะในเมืองหลวงของประเทศไทยเขากลับไปหาคู่หมั้นเมื่อไหร่ เราต้องกลายเป็นคนสาบสูญก่อนหน้านี้เธอก็มีผู้ชายอีก 2 คนที่เป็นแฟนเฉพาะใน กรุงเทพฯแต่เลิกกันไปแล้ว 1 คนพยายามจะประกาศตนเป็นเจ้าของกับอีก 1 คนพยายามไปเปิดตัวกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเลยถูกทิ้งซะเลย คนปัจจุบันเลยผันตัวเป็นกิ๊กคุณภาพ อยู่ในที่ที่ควรอยู่รู้ว่าตอนไหนควรโทรฯหรือไม่โทรฯ โอ้โห!!ช่างอำนวยความสะดวกในการทรยศแฟนของผู้หญิงคนหนึ่งได้ดีจริง ๆปัจจุบันไม่ใช่แค่แฟนแล้วค่ะ เป็นสามีอย่างเป็นทางการเพราะผ่านพิธีแต่งงานเรียนร้อยน้องผู้ชายคอยถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า แล้วต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆหรือ? เมื่อไหร่? จะเลิกล่ะ ในเมื่อแต่งงานให้พ่อแม่ตามที่เขาขอแล้วนี่นา น้องผู้หญิงได้แต่บอกว่าไม่อยากให้ผู้ใหญ่มีปัญหากันตอนนี้เราก็รักกันดีนี่นา!! ประโยคเดียวที่ทำให้ผุ้ชายคนหนึ่งกลายเป็น โอท็อปประจำจังหวัด 1 จังหวัด1 ความสัมพันธ์ ได้แต่บอกกันว่า น้องคะ คนทุกคนมีค่าเกินกว่าจะต้องเป็นคนที่มารอเวลาเหลือ ๆ ของเขากับสามี ความเห็นแก่ตัวทำให้เขาไม่เห็นแก่หัวใจใครซักคน ผู้ชายที่เป็นสามีแม้จะผ่านพิธีเป็นได้แค่สามีที่ถูกสวมเขากับเรา เป็นได้มากที่สุดก็แค่ ชู้ ของแถมนอกบ้านเขาอยากมีตัวตนขึ้นมาเมื่อไหร่ กลายเป็นผิด แต่ก่อนทำไมอยู่ได้... เมื่อเป็นตัวสำรองอย่างเต็มใจทำไมเขาต้องให้เราเป็นตัวจริงล่ะคะสามีจังหวัดนั้นก็มี แฟนจังหวัดนี้ก็ดีต่อใจ “คนอดทน” มัก ไปรักกับ “คนเห็นแก่ตัว” เธอเลยสบายไป ไม่ต้องรับผิดชอบหัวใจใครซักคนความอดทนจะไร้ค่าถ้าเสียเวลาทน ๆ กับคนที่ไม่คู่ควรเลยซักนิด อย่ามัวแต่ตั้งคำถามว่า เธอทำอย่างนี้ได้ยังไงถามใหม่ เรายอมเงื่อนไขที่ด้อยค่าตัวเองแบบนี้ได้ยังไง… เพราะรักไม่จำเป็นต้องยอมทุกอย่างเดือนแห่งความรัก อย่ามัวแต่บอกรักคนอื่นเสียงดัง ๆ แต่บอกรักตัวเอง ฟังไม่ค่อยได้ยิน รักใครทำให้เจ็บรักตัวเองน่าทำให้เรารอดนะคะ...ทุกคน

รวมเพลงฮีลใจ คนอกหัก รักนี้ต้อง Move on

05 ก.ย. 2022

รวมเพลงฮีลใจ คนอกหัก รักนี้ต้อง Move on

ช่วงนี้มีคนขอเพลงฮีลใจกันมาเยอะมากทางคลื่น Green Wave 106.5 FM วันนี้แอดเลยมารวมเพลงฮีลใจให้เพื่อน ๆ กรีนเวฟกันซะเลยค่ะ ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ ขนาดความรู้สึกของเราเอง เรายังห้ามไม่ได้เลย แล้วเราจะไปห้ามไม่ให้เค้าหมดรักเราได้อย่างไร จริงมั้ยคะ?ภาพจาก : freepik.comเมื่อการเลิกลาเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าสาเหตุอะไรก็ตามแต่ มันเป็นอดีตไปแล้วค่ะ เราต้องดึงตัวเอง “กลับมาอยู่กับปัจจุบัน” และที่สำคัญ “กลับมารักตัวเอง” เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ไม่มีวันทิ้งเราไปก็คือ “ตัวเราเองค่ะ” กลับมาฮีลใจตัวเอง ด้วยการฟังเพลงให้กำลังใจ แอดนำมาฝาก 10 บทเพลงด้วยกัน เพราะแอดอยากให้ทุกคนรู้ว่า…“ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณยังมีบทเพลงอยู่เป็นเพื่อนปลอบใจ”1.ก้อนหินก้อนนั้น - โรส ศิรินทิพย์2.ผู้ชายห่วยๆ – มาช่า3.แชร์ (Share) - POTATO4.เล่าสู่กันฟัง - เบิร์ด ธงไชย5.ครึ่งหนึ่งของชีวิต - แอม เสาวลักษณ์6. อกหัก - Bodyslam7.เรื่องธรรมดา - COCKTAIL8.ครั้งหนึ่งไม่ถึงตาย – KLEAR9.ปล่อย - ป๊อบ ปองกูล10.ทุกคนเคยร้องไห้ - ป้าง นครินทร์แอดหวังว่า 10 เพลงฮีลใจนี้ จะช่วยเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังอกหัก หรือเจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิต ให้ลุกขึ้นมาได้บ้างนะคะ การที่เราร้องไห้ ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ แต่มันคือหลักฐาน ว่าเรายังมีหัวใจต่างหากค่ะ

รวมแคปชั่นคนอกหัก จี๊ดที่สุด! เจ็บที่สุด! จากพี่อ้อยพี่ฉอด

01 ก.ย. 2022

รวมแคปชั่นคนอกหัก จี๊ดที่สุด! เจ็บที่สุด! จากพี่อ้อยพี่ฉอด

เป็นเรื่องปกติของคำว่า “ความรัก” เมื่อมีคนหนึ่งเดินออกจากความสัมพันธ์ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ “การทำใจ”ช่วงเวลานี้แหละที่เราเรียกว่า อกหัก แล้วเวลาอกหัก บางคนก็ชอบระบายความเจ็บปวดด้วยการร้องไห้ ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อลืมเรื่องราวในอดีต ส่วนบางคน ขอโพสต์ระบาย ผ่านโลกโซเชียล เพื่อเป็นสื่อกลางความรู้สึก ช่วงเวลาแห่งการเยียวยานี้ จัดไปกับคำคมโดน ๆ จาก Club Friday แคปชั่นจาก พี่อ้อย พี่ฉอด เอาไปโพสระบายกันรัว ๆ ได้เลยค่ะ“อย่าเอาความสุขของเรา ไปผูกไว้กับขาของใครเพราะถ้าเขาขยับไปทางไหน ก็เหยียบหัวใจเราอยู่ดี”“คำว่ารัก พูดบ่อยอาจไม่มีค่าแต่ถ้าพูดช้า อีกคนอาจจะทนรอไม่ไหว”“เจ็บก็ร้องไห้ วันไหนยิ้มได้ค่อยเดินหน้าต่อ”“การทุ่มเทความอดทนให้กับคนบางคน ไม่มีผลเพราะเขาคงมองไม่เห็นอะไรมากไปกว่าความเห็นแก่ตัวของเขาเอง”“รักไม่ใช่การทำทาน อย่าอ้างว่าสงสารเลยต้องแกล้งรัก”“อกหักเสียใจ…ก็แค่ใช้ชีวิตให้ได้ไปทีละวันรอดทีละวัน เดี๋ยวก็รอดทุกวัน”“ไม่ต้องเสียเวลาหาเหตุผลกับคนที่จะไปเพราะสุดท้ายไม่ว่าเหตุผลอะไร คนจะไปก็คือไป”เป็นอย่างไรบ้างคะ? แคปชั่นที่แอดนำมาฝาก นี้แค่เสี้ยวเดียวเท่านั้นนะคะ! ถ้ายังเจ็บไม่หนำใจ ไปเจ็บต่อได้ในรายการ Club Friday และยังมีคำคมอีกเพียบ เข้าไปดูได้ที่ FB : GreenWave Fanpage และ IG : greenwave1065 เลย!ร้องให้สุด แล้วหยุดที่ยิ้ม กลับมายิ้มให้ได้นะคะ แอดเป็นกำลังใจให้นะ!

อย่าให้รักเดียวใจเดียว เป็นเรื่องมหัศจรรย์ และการนอกใจกันเป็นเรื่องปกติ

21 ก.พ. 2022

อย่าให้รักเดียวใจเดียว เป็นเรื่องมหัศจรรย์ และการนอกใจกันเป็นเรื่องปกติ

มีคนเคยถามว่า ทำไมความรักของยุคนี้ ช่างมีความซับซ้อน ต่างคนต่างมีแฟน แต่ก็ควงแขนกันอยู่นะพอให้ต่างคนต่างไปเลิกกับคนของตัวเอง ก็มีเหตุผลที่ให้กับโลกว่า“เขาไม่ผิดอะไร”นั่นสิคะ แล้วไปทำผิดกับเขาทำไม หรือที่เราซับซ้อนเกินไปเพียงเพราะอยากเอาแต่ใจตัวเองคนนั้นก็อยากมี คนนี้ก็ไม่อยากเสียไป พอคนที่เราคบมีข้อขาดตกบกพร่องอะไร ก็ต้องไปหาเติมให้ได้จากอีกคน...ไม่มีใครดีพอ สำหรับคนไม่รู้จักพอค่ะจะ “เขา” หรือ “เรา”ต่างมีความไม่สมบูรณ์แบบ เรารักกันในข้อดี และบางที ก็ต้องให้อภัยในข้อเสียบางข้อถ้ารักมากพอ ก็ยังเดินหน้าต่อไหว แต่ถ้าเขาไม่ใช่ ก็บอกเลิกให้จบอย่าคบซ้อน อยากได้ความรักดี ๆ ก็ต้องทำดีให้คู่ควรอยากได้คนรักที่ “จริงใจ”แต่ใช้ “ความหลายใจ”เข้าแลก มันแฟร์ต่อเขาหรือ?อย่าทำให้รักเดียวใจเดียวเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และการนอกใจกันเป็นเรื่องปกติ ถ้าปกติ ก็ต้องไม่เจ็บไม่เสียใจสิคะ ที่วันนี้เรายังร้องไห้ จากการนอกใจ เพราะยังไงก็เจ็บ ถ้าคิดว่า การนอกใจคือเรื่องธรรมดาการเสียน้ำตา ก็คือเรื่องปกติ เราพร้อมจะร้องไห้ซ้ำ ๆ กับการนอกใจจริง ๆ หรือ ?ใช้ “ความเหงา”ไว้ทำความรู้จักกับ “หัวใจของเรา”ในโลกที่อุปกรณ์การสื่อสารอยู่ข้างตัว จนเรากลัวการไม่สื่อสาร ส่งไลน์หาใคร ถ้าเขาได้“อ่าน” แต่“ไม่ตอบ”ก็ต้องหาวิธีปลอบใจตัวเองกันไป จะน้อยใจเสียใจอะไรนักหนาไม่รู้นะคะ บ่อยครั้งเราเลยมัวแต่ใส่ใจคนอื่นทำความรู้จักกับใคร ๆ จนลืมทำความรู้จักกับ “หัวใจ”ตัวเอง เธอมีความสุขดีอยู่หรือเปล่านะเธอทำแต่สิ่งที่ “ต้องทำ” จนลืมสิ่งที่ “อยากทำ”หรือเปล่า สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือสิ่งที่เรา “เป็น”หรือแค่ “อยากเป็น” แล้วปั้นตัวตนขึ้นมาใหม่ นาน ๆ ไปเลยไม่แน่ใจว่า ตกลงนี่คือ “ตัวตน”หรือ“คนที่เราปั้น”อย่ามั่นใจนะคะ ว่าเราอยู่กับตัวเรามาตั้งแต่วินาทีแรกบนโลกจนอายุเท่าวันนี้ ทำไมจะไม่รู้จักตัวเอง อย่าไปมั่นใจตราบใดที่บางวัน เรายัง รำพึงรำพันกับตัวเองอยู่เลยว่า“วันนี้กูเป็นอะไรวะเนี่ย”เพราะขนาดตัวเราเองรู้จักกันนาน อาจไม่ได้แปลว่ารู้จักกันดีเลย... อย่าไปเรียกร้องความเข้าใจจากคนใกล้ ๆ ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจตัวเราและไม่แน่... ในวันที่เรารู้จักตัวเรามากขึ้นเราจะยิ่งชัดเจนในคำว่า “ใจเขาใจเรา”เมื่อเข้าใจตัวเรา จะยิ่งเข้าใจคนอื่น ๆ เขา ... เพราะจะเป็นหัวใจใคร ก็ขนาดใหญ่เท่ากำมือและไม่มีใครหัวใจแกร่งไปมากกว่าใครจริง ๆ“เหงา”ไม่ได้ทำร้ายเราอย่าเอาความเหงาของเราไปทำร้ายใครอย่าเลือกใครคนหนึ่ง เพียงแค่“เหงา”เพราะไม่รู้ว่าตอนเลิกเหงาเราจะยังเลือกเขาอยู่หรือเปล่าและที่สุดแล้ว ใช้เวลาตอน “เหงา”ทำความรู้จักกับหัวใจเรา ไม่แน่วันนี้เราอาจจะเพิ่งรู้ก็ได้ว่ามัวแต่ใส่ใจใครต่อใคร จนละเลยหัวใจตัวเองนี่แหละค่ะ

ตกลงเวลาน้อยหรือไม่ค่อยรัก คิดว่าเขางานยุ่ง หรือจริง ๆ เขาเอาเวลาไปยุ่งกับคนอื่นอยู่หรือเปล่า??

20 ม.ค. 2022

ตกลงเวลาน้อยหรือไม่ค่อยรัก คิดว่าเขางานยุ่ง หรือจริง ๆ เขาเอาเวลาไปยุ่งกับคนอื่นอยู่หรือเปล่า??

ตกลงเวลาน้อยหรือไม่ค่อยรักคิดว่าเขางานยุ่งหรือจริง ๆ เขาเอาเวลาไปยุ่งกับคนอื่นอยู่หรือเปล่า??ฟังดูใจร้ายใช่ไหมคะ ไหนบอกว่าพี่อ้อยเป็นคนคิดบวกคิดบวกจริง ๆ ค่ะแต่ต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริงหลายสิ่งต้องมองกว้างเข้าไว้ เพื่อหาทางหนีทีไล่มองบวกมากไป ก็ตกอกตกใจถ้าในที่สุดไม่ใช่อย่างที่คิดเลยต้องเตรียมชีวิตเผื่อเจอเรื่องพลิกผันบ้างมีเยอะค่ะการคิดบวกคือการคิดลบเพื่อหาทางจบกับปัญหาเอาไว้ก่อนถ้าดีกว่าที่คิดก็ถือว่าชีวิตมีโบนัสแต่ถ้าแย่อย่างที่คิดชีวิตก็น่าจะรอด เพราะเราหาทางออกเอาไว้แล้วศุกร์ที่ผ่านมาน้องคนหนึ่งคบกับแฟนมาเป็นปีแต่ไม่เคยมีโอกาสได้มาเจอกันจริง ๆสิ่งที่เขาบอกคือ“ยุ่ง”ไว้มาเจอกันให้เก็บกระเป๋ามาอยู่ด้วยกันเลยคบกันผ่านจอเห็นกันตอนวิดิโอคอลเท่านั้นถ้าไม่เชื่อใจกัน จะให้แม่มาคอลด้วยเดี๋ยวๆๆๆๆมันคนละเรื่องกัน อะไรก็ตามมองอยู่ไกลๆยังไงก็สวยอยู่ด้วย อาจเป็นอีกแบบเจอผ่านจอเขาแสนจะน่ารักแต่จะอึดอัดแค่ไหน ถ้าได้ใช้ชีวิตด้วยกันจริง ๆยังไม่ทันเรียนรู้กันเท่าไหร่ให้เก็บกระเป๋ามาอยู่บ้านข้ามขั้นตอนไปหน่อยไหมน้องดูปักอกปักใจกับคนที่ใกล้ได้แค่เปิดจอแบบไม่ต้องรอเจอหน้าจริงบางคู่รักกันนานยังเหมือนไม่รู้จักกันดีแต่นี่ไม่เคยแม้แต่เจอกันจะบอกว่าผูกพันจนอยากใช้ชีวิตคู่ดูเพ้อไปหน่อยไม่ว่าจะเจอกันแบบไหนควรเรียนรู้ใจกันในโลกความเป็นจริงคนเรามีเวลากันคนละ24 ชม.ถ้าใส่ใจกับสิ่งไหนเราจะมีเวลาให้สิ่งนั้นเสมอไม่อยากมาหาไม่อยากมาเจอแต่รักเธอมากนะอย่าให้คำว่า “รัก” ออกเสียงง่ายไปพูดได้แบบไม่ต้องรู้สึกให้ถามตัวเองไว้“รักมากแค่ไหนเชียวมาเจอกันแป๊บเดียวยังไม่ยอมมาเลย”สัญญาณอันตรายดังลั่นอย่าแกล้งฟังไม่ได้ยินเพราะบางทีความจริงอยู่ตรงหน้าอยู่ที่เรากล้ายอมรับความจริงหรือยังคะ

GREEN HEART

โลกจะเดือดทะลุ 1.5°C ในสิ้นศตวรรษนี้มั้ย?

16 พ.ค. 2024

โลกจะเดือดทะลุ 1.5°C ในสิ้นศตวรรษนี้มั้ย?

โลกจะเดือดทะลุ 1.5°C ในสิ้นศตวรรษนี้มั้ย?กับกระแสโลกเดือดในปีที่ผ่านมา ระบุว่า ปี 2023 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 173 ปี ที่มีการบันทึกอุณหภูมิโลกมา ประกอบกับ สภาวะอากาศร้อนจัด อย่างที่ไม่เคยเป็นในหลายพื้นที่ คลื่นความร้อนแผ่กระจายไปทั่ว, ธารน้ำแข็งในเวเนซุเอลา หายไปหมด, อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ประการังใต้ทะเลฟอกข้าวเป็นพื้นที่กว้าง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องออกมาตะโกนบอกโลกอีกครั้งว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงมนุษยชาติกำลังอยู่ในจุดที่อันตราย ถ้าเรายังไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ย 1.5°C ตามข้อตกลงปารีสข้อตกลงปารีสคืออะไร?ความตกลงปารีส หรือ Paris Agreement เป็น (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) เป็นข้อตกลงที่ 196 ประเทศ พร้อมใจกัน ลด การปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อน โดยพยายามควบอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2°C ภายในสิ้นศตวรรษนี้ (2100)โดยขั้นต้นตั้งเพดานอุณหภูมิที่เพิ่ม ไว้ที่ 1.5°Cเมื่อเทียบกับอุณหภูมิโลกก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ที่เริ่มมีการใช้ ถ่านหิน น้ำมัน) ตามที่ได้ประชุมกัน ในปี 2015 หรือ การประชุม COP21 และให้ประเทศที่พัฒนาแล้วช่วยเหลือทางการเงิน สังคม เทคโนโลยี งานวิจัย แก่ประเทศยากจนในการต่อสู้โลกร้อน โดยให้ทบทวนผลกันทุก ๆ 4 ปีอุณหภูมิเฉลี่ยโลกปี 2023 ทะลุ 1.5c ไปแล้วจ้าถ้าวัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ในรอบ 12 เดือน นับตั้งแต่ กพ.2023 ถึง มค 2024 บางสำนักได้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.52°C ไปแล้ว และบางสำนักวัดได้ถึง 1.54°C แล้วเราจะทำยังไงดี แปลว่า แผนการที่ประชาคมโลกสร้างขึ้นมา พังทะลายหมดแล้วหรือ?มันแย่ แต่มันยังไม่แย่มากถึงขนาดนั้น เพราะการที่อุณหภูมิโลกทะลุเกณฑ์ที่ตั้งไว้ปีเดียว นักวิทยาศาสตร์ตื่นตัวแน่นอน แต่ตัวเลขที่เขาวัดกันจริงๆคือ ตัวเลขค่าเฉลี่ยในรอบทศวรรษ เช่น 20 -30 ปี ไม่ใช่แค่ปีเดียว เรายังต้องดูแนวโน้มในปี 24 25 26 ต่อๆไป จึงจะบอกถึงแนวโน้มการเร่งตัวของอุณหภูมิได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2023 ที่ผ่านมา เรามีปัจจัยที่ทำให้โลกร้อนกว่าปกติหลายอย่าง นอกเหนือจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ เช่นการระเบิดของภูเขาไฟ ที่ทำให้ฝุ่นขึ้นไปกั้นชั้นบรรยากาศโลก ทำให้ระบายความร้อนออกไปไม่ได้ หรือ ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ที่ทำให้อุณหภูมิ น้ำและผิวโลก ร้อนผิดปกติ“การทำให้อุณหภูมิโลกสูงไม่เกิน 1.5°C ภายในปี 2100 คือต้องทำให้ก๊าซเรือนกระจกลดลง 43% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2019”ผ่านมาแล้ว 8 ปี จากข้อตกลงสัญญาปารีส UN บอกว่า มีประเทศน้อยมากที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องสภาวะโลกเดือด และเวลาเราเหลือไม่มากแล้ว เพราะปัจจุบันค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกเรา เพิ่มจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมไป 1.1°C แล้วซึ่งดูจากการคำนวนแนวโน้ม ณ ตอนนี้ มีแววที่อุณหภูมิโลกจะไปถึง 1.5°C อย่างเร็วคือในปี 2027 หรือ อย่างช้าต้นทศวรรษ 2030’sและ ศึกการพยายามควบคุมการปล่อยก๊าซ ก็ยังต้องสู้กันต่อไป ประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็ไม่อยากให้เลิกใช้ โดยเฉพาะประเทศที่ร่ำรวยก็ทำให้โลกร้อนมากกว่า แต่ประเทศที่รับผลกรรมจากภาวะโลกเดือด มักเป็นประเทศที่สร้างมลภาวะน้อยที่สุด หรือ ประเทศยากจนเค้ายังพบอีกว่า ทุกเสี้ยวของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น จะเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโลกมหาศาล ในขณะที่ทุกอุณหภูมิที่ลดลงได้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้เลย ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : https://www.ipcc.ch/report/ar6/syr/downloads/report/IPCC_AR6_SYR_SPM.pdf?ล่าสุดนาซ่าเผยว่า ดูจากข้อมูลของ IPCC แล้ว อุณหภูมิโลกน่าจะทะลุเป้าหมายที่ 1.5°C อย่างแน่นอนมีโอกาสที่โลกจะเย็นลงมั้ย?ดูจากความเป็นไปได้ แค่พยายามให้โลกไม่ร้อนไปมากกว่านี้ ยังทำได้ยากเลย เพราะตอนนี้ ไม่มีทั้งงบ ไม่มีทั้งเวลา แต่เราก็ยังมีความหวัง ทุกความพยายามที่ช่วยลดโลกลง จะบรรเทาให้มันเกิดขึ้นช้าลงได้ ถ้าธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ทัน และเทคโนโลยีในการจับก๊าซคาร์บอนในอากาศทำได้สำเร็จ เราก็อาจจะเห็นอุณหภูมิโลกที่พอจะเย็นลงได้บ้างเราช่วยอุณหภูมิโลกได้ยังไง?-ประชาชนสามารถรวมตัวกัน ตั้งคำถาม เรียกร้องให้ภาครัฐของตัวเองเข้าร่วม สร้างมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น-เป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใช้ของที่ผลิตได้ในท้องถิ่น หรือ สินค้าที่ดูแลสิ่งแวดล้อมก่อน เมื่อผู้บริโภคเรียกร้อง ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัว ที่สร้างภาวะก๊าซเรือนกระจก เช่นการสิ้นเปลืองพลังงาน เปลี่ยนเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมากขึ้นถ้าทุกคนลงมือทำจริงๆ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ทุกการกระทำมีผลทั้งนั้น มันไม่ได้ดีกับแค่สิ่งแวดล้อม แต่ดีกับตัวเราเอง ครอบครัว คนที่เรารัก สังคม และโลกใบเดียวของเราด้วยแหล่งข้อมูล : UNFCCC , VOX

ฮ่องกงเริ่มแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้ว!!!

30 เม.ย. 2024

ฮ่องกงเริ่มแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้ว!!!

22 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา เป็นวันคุ้มครองโลก และเป็นดีเดย์ที่ฮ่องกงเริ่มประกาศสงครามกับพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Use Plastic) อย่างจริงจัง ปรบมือ สรรเสริญจ้าาาาาาาานักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราต้องปรับตัว ต่อไปนี้เข้าพักในโรงแรมที่ฮ่องกง จะไม่มีแปรงสีฟัน หวี ที่โกนหนวด หมวกอาบน้ำ ขวดน้ำดื่มพลาสติก แชมพู สบู่ โลชั่นในขวดพลาสติกเล็กให้ใช้อีกแล้ว ทุกคนจะต้องพกพาของเหล่านี้ไปเองจากบ้าน หรือ ไม่ก็ต้องเสียเงินซื้อจากตู้กดอัตโนมัติในโรงแรมไม่เพียงเท่านั้น เวลาไปร้านอาหาร แล้วจะซื้ออาหารกลับบ้าน ก็จะไม่มี กล่องใส่อาหาร EPS หรือกล่องโฟม ไม่มีหลอด ช้อนส้อมพลาสติก จาน/แก้ว พลาสติก รวมถึงกล่องใส่อาหารด้วยหลังจากที่ฮ่องกงจะไม่ทนกับขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวที่มีมากถึง 2 พันกว่าตัน/ต่อวัน ทำให้ไม่สามารถกำจัดขยะพลาสติกได้ทัน โดยในปี 2022 จากประชากร ประมาณ 7.5 ล้านคน กลับสร้างขยะทั้งหมด เกือบ 6ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่ 70% กลายไปเป็นขยะฝังกลบ ที่เหลือส่งออกบ้าง และนำไปรีไซเคิลเพียงประมาณ 12% เท่านั้นฮ่องกงจึงปล่อยมาตรการกับห้างร้าน ธุรกิจต่างๆ โดยมีเวลาให้ปรับตัว และ โละบรรจุภัณฑ์พลาสติกต่างๆ ให้หมดภายใน 6 เดือน หลังจากนั้น เมื่อเริ่มต้นเดือนตุลาคม หากพบธุรกิจใดฝ่าฝืน มีการจำหน่าย/จ่ายแจก จะปรับครั้งละ เกือบห้าแสนบาทขณะที่ผู้ประกอบการหลายเจ้า เผยว่าสต๊อกบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สั่งมีจำนวนมาก ไม่สามารถใช้หมดได้ใน 6 เดือน และหลายร้านค้าในย่านธุรกิจก็เริ่มทะยอยนำบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมาใช้แล้ว และบวกเพิ่มราคาเข้าไป เนื่องจากหีบห่อที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มราคาต้นทุนขึ้นอีกถึง 30%และตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2024 เป็นต้นไป ฮ่องกงจะมีมาตรการ ราคาค่าจัดการขยะ ตามบ้าน และธุรกิจระบบใหม่ คือ ยิ่งมีขยะเยอะ ยิ่งจ่ายค่าบริการสูงขึ้น ขยะที่ไม่แยกจะมีค่าปรับ ส่วนการแยกขยะ และนำไปส่งที่จุดรับขยะแยกแล้ว จะสามารถสะสมคะแนน เพื่อเอาไปแลกของใช้จำเป็นต่างๆได้ด้วย เช่น แลกกระดาษทิชชู่ ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมจะเห็นว่าสุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้ที่แบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางสิ่งแวดล้อมที่ตกมาถึงพวกเขามากที่สุด ซึ่งอาจจะทำให้กลุ่มธุรกิจโดนบีบให้มีการเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ เพราะผู้บริโภค จะเลิกบริโภคสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลดลงไปในที่สุดองค์การสหประชาชาติ UN ได้กำหนดมาตรการกำจัดขยะพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2022 โดยหลายประเทศก็ได้เริ่มเดินหน้าแบนการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวกันไปบ้างแล้ว แต่ประเทศที่จัดการขยะได้ดีลำดับต้น ๆ ของโลกได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และ เยอรมันนีซึ่งในภาพรวมพบว่า ประเทศพัฒนาแล้ว สร้างขยะพลาสติกมากกว่า ประเทศด้อยพัฒนา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเทคโนโลยี และกฏระเบียบการกำจัดขยะที่ดีกว่า ส่วนการบริโภคพลาสติกต่อหัวมากที่สุดในโลก คือเบลเยี่ยม และประเทศไทยเอง ก็เป็นประเทศที่มีการบริโภคพลาสติกต่อหัวมากที่สุดลำดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจปานกลางหันกลับมามองประเทศไทย ที่เราเพิ่งเปิดตัวโครงการแยกเศษอาหาร ออกจากขยะทั่วไป ซึ่งก็เริ่มต้นไปอย่างกระท่อนกระแทน แบบยังไม่เห็นจุดหมาย และปัญหาขยะล้นประเทศในไทย ก็ยังไม่มีวี่แววจะคลี่คลายไปได้วง่ายๆ อาจจะถึงเวลาแล้ว ที่ภาครัฐต้องเริ่มลงมือ จัดมาตรการที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งลงโทษ และให้รางวัล ปัญหาขยะ มากกว่าปล่อยลอยไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมายเสียทีSource: South China Morning Post

สุดเจ๋ง ของเล่นแมวจากผักตบชวา จากแนวคิดนักศึกษาสู่ธุรกิจเพื่อชุมชน

27 เม.ย. 2024

สุดเจ๋ง ของเล่นแมวจากผักตบชวา จากแนวคิดนักศึกษาสู่ธุรกิจเพื่อชุมชน

ผักตบชวา หรือ Eichhornia crassipes (Mart.) Solms มีชื่อสามัญว่าLilac devil หรือ Water hyacinth เป็นอีกหนึ่งวัชพืชน้ำ ที่รุกล้ำแม่น้ำไทยมาอย่างยาวนาน สร้างปัญหาในหลายแง่มุม ไม่ว่าทั้งต่อชุมชน หรือต่อภาคคมนาคมของประเทศ ทั้งปัญหาน้ำท่วมโดยมีสาเหตุมาจากผักตบชวาอุดตันทางไหลของน้ำ เป็นส่วนนึงที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมือง ขยะที่อุดตันท่อระบายน้ำ กีดขวางการสัญจรทางน้ำสร้างความลำบากต่อการดำรงชีวิต จะหวานแห หาปลาก็ไม่ได้ จะเดินเรือก็ลำบาก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค และสามารถเติบได้ไวอยู่ได้ในทุกสภาพอากาศ จนถึงขั้นทำให้ลดจำนวนประชากรของปลาในท้องถิ่นวันนี้ทางกรีนเวฟ มีโอกาสได้พูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรจ คณะบริหารธุริจเพื่อสังคม ที่มีแนวคิดการนำผักตบชวามาแปรรูปได้อย่างน่าสนใจ จากแนวคิดเล็ก ๆ ในงานโปรเจค สู่แบรนด์ MERRY CAT ของเล่นเพื่อน้องแมวจากผักตบชวา ที่สามารถ ช่วยลดขยะ ลดฝุ่น ลดจำนวนของผักตบชวา และสร้างงานสร้างเงินให้แก่ชุมชนได้อย่างดีเยี่ยมMerry Cat (เมอร์ - รี่ - แคท) คุ้มค่าที่จะซื้อ มั่นใจที่จะใช้“จุดเริ่มต้นของพวกเรา คือเป็นงานโปรเจคจบของนักศึกษาที่ทางอาจารย์ ให้โจทย์มาว่า ให้ทำธุรกิจเพื่อสังคม คือการที่เรามองถึงปัญหาของสังคม หรือชุมชน เพื่อนำมาสร้างธุรกิจที่สามารถแก้ไขปัญหา และสามารถสร้างรายได้ ได้ และสมาชิกคนนึงในทีมของเรา เค้าเป็นคนจาก จังหวัดอยุธยาเห็นผักตบชวามาตั้งแต่เด็กเลยรู้สึกว่า อยากเปลี่ยนปัญหาผักตบชวาให้มันสามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เค้านำผักตบชวามาเป็นสินค้า ก็เป็นประเภทพวก ถัก ทอ สาน อย่างเสื่อ หรือกระเป๋า สำหรับผู้คน แต่ไม่เคยเจอสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเลย และในสมัยปัจุบัน ที่ผู้คนหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจังกันมากขึ้น เหมือนเลี้ยงแมวแทนลูก เราจึงมีความสนใจในการทำสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง”MERRY CAT มาจากอะไร“MERRY แปลว่าความรื่นเริง ความสนุกนาน อยากให้แมวแฮปปี้ ส่วน CAT แปลว่าแมว ถ้าแมวแฮปปี้ เราก็แฮปปี้แบรนด์ของเราเป็นแบรนด์ที่ผลิตสินค้าของเล่นแมวผักตบชวา ที่มีจุดเด่นคือ “ถอดเปลี่ยนได้” ไม่ต้องซื้อทั้งอัน พังตรงไหน เปลี่ยนตรงนั้น สินค้าหลักของเราตอนนี้ที่มีตอนนี้คือ ที่ลับเล็บแมว”ทำไมต้องเป็นที่ลับเล็บแมว“เพราะว่าที่ลับเล็บแมว ที่นิยมใช้วัสดุคือ เชือกป่าน เชือกปอ เชือกมะนิลา ที่ทำมาจากเส้นใยจากธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้เอง แต่เชือกเหล่านี้มีความคม และสามารถเกิดฝุ่นได้ง่าย สร้างฝุ่นเยอะ หรือบางทีก็จะผสมกาวเคมีเพื่อให้เชือกมันมีความเเข็งแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นอัตรายกับน้องแมว และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้ผักตบชวาสาน จะช่วยลดความคม ช่วยในเรื่องของลดการเกิดฝุ่น อีกทั้งกาวที่เราใช้เป็นกาวแป้งเปียก ซึ่งปลอดภัยกับน้องแมว และสิ่งแวดล้อมมากกว่า และมองว่าที่ลับเล็บแมวเป็นของเล่นแมวที่ใช้แล้วทิ้งต้องเปลี่ยนใหม่ยกชุด จึงได้ออกแบบให้สามารถถอดเปลี่ยนปลอกได้ เพื่อลดการสร้างขยะที่ไม่จำเป็น และสะดวกต่อการใช้งาน”ชุมชน ชวาสานบ้านกูบ“ชุมชนชวาสานบ้านกูบ จากจังหวัดอยุธยา เป็นชุมชนที่มีการสานผักตบชวา และมีแบรนด์ของชุมชนอยู่แล้ว จึงได้เลือกชุมชนชวาสานบ้านกูบเป็นหลักในการผลิตส่วนของปลอก เพราะมีวิธีการสานที่ออกมามีคุณภาพสูง มีเอกลักษณ์ลวดลายของตัวเอง ที่เรียกว่า ลายรวงข้าว""และความโชคดีของเรา คือในละแวกชุมชนมีโรงไม้ของชาวบ้าน ที่นำเศษไม้เหลือมาทำต่อเป็นสินค้า จึงได้เลือกโรงไม้นี้เป็นโรงงานในการผลิตส่วนฐาน”วัสดุทุกอย่างล้วนมาจากแรงงานของชุมชนทั้งสิ้น เป็นการสร้างงานในชุมชนอย่างแท้จริงชุมชนกับปัญหาผักตบชวา“ปัญหาหลักของผักตบชวา คือ ภายในแต่ละชุมชนที่มีคลอง ผักตบชวาจะไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ ซึ้งทำให้เกิดน้ำขัง น้ำเสีย น้ำท่วมได้ง่าย และยังคอยขวางเส้นทางการเดินเรือของชาวบ้าน การหาปลา ตกปลา ก็ทำได้อย่างยากลำบาก”มุมมองปัญหาผักตบชวา“ปัญหาผักตบชวาเป็นปัญหาที่อยู่กับคนไทยมาอย่างนาน มองว่ามันคงไม่มีทางหมดไป แต่เราก็อยากช่วยลดปัญหาของผักตบขวาให้ได้มากที่สุด เพราะมันสร้างผลประทบให้กับชุมชนในต่างจังหวัดเยอะจริง ๆ”“อยากให้ภาครัฐ มองมุมมองปัญหาของผักตบชวาให้จริงจังมากกว่านี้ ผัดตบชวาก็มีข้อดีของมัน หากควบคุมปริมาณ และจัดหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้ได้ น่าจะสร้างประโยชน์ได้เยอะมากกว่านี้มาก ๆ”“อยากให้แบรนด์ของเราเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ทำให้คนนึกถึง ว่าเราเป็นแบรนด์ที่ทำเพื่อสังคม และคอยช่วยลดปัญหาผักตบชวา และเศษไม้เหลือทิ้ง เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น”อยากชุมชนไหนที่ยังมีปัญหาเรื่องของผักตบชวา หรืออยากแก้ปัญหาผักกตบชวา เราก็อยากเป็นตัวช่วยให้กับชุมชนเหล่านั้น ยังไงก็ลองมาคุยกันก่อนได้เลยนะติดต่อFacebook : Merry CatTikTok : merrycat.officialInstagram : merrycat.officialauter : MIK_MIKAZUKI

คนไปทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก ทำไมพื้นทื่สีฟ้าถึงเยียวยาใจได้?

26 เม.ย. 2024

คนไปทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก ทำไมพื้นทื่สีฟ้าถึงเยียวยาใจได้?

เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมเราถึงสบายใจขึ้น เวลาไปเดินริมคลอง แม่น้ำ ลำธาร น้ำตก ชายทะเล หรือ ทะเลสาบ ความสงบผ่อนคลายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากการที่เราคิดไปเอง เพราะมีงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่สีฟ้านี้ ต่อเนื่องกันมานับสิบปี ว่าสามารถบำบัด เยียวยาหัวใจคนเราได้ ไม่ต่างจากพื้นที่สีเขียวเลยเมื่อย้อนกลับไป ตลอดสิบปีที่ผ่านมา งานวิจัย BlueHealth จาก University of Exeter ทำการศึกษาใน 18 ประเทศ ส่วนใหญ่ในยุโรป จากผู้สำรวจประมาณ 20,000 คน พบว่า การอยู่ใกล้พื้นที่สีฟ้า (หรือผืนน้ำ) เหล่านี้ทำให้พวกเขาความสุขมากกว่า อยู่ในเมือง อย่างชัดเจนงานวิจัยพบความเชื่อมโยง การได้อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่ง 1-5 กม. กับ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี และยังพบอีกว่าคนที่ไปชายหาดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีสุขภาพทั้งกายและใจที่ดีกว่า คนที่ไม่ได้เจอพื้นที่สีฟ้าเลย และในงานวิจัยระบุว่า การใช้เวลาใกล้แหล่งน้ำอย่างน้อย 2 ชม. ต่อสัปดาห์ ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แม้แต่การแค่มองวิวทะเล ก็ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นแล้วสิ่งที่อาจเป็นสาเหตุ ว่าคนที่อยู่ใกล้พื้นที่สีฟ้า ดีต่อมนุษย์มากขึ้น คือ1.อาจเป็นเพราะพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ คุณภาพอากาศดีกว่า มีแสงแดดเยอะกว่า2.คนที่อยู่ใกล้น้ำ มักจะมีกิจกรรมที่ต้องออกแรงเยอะกว่า ไม่ใช่แค่กีฬาทางน้ำ แต่ รวมถึงการเดิน การปั่นจักรยานที่เพิ่มขึ้นด้วย3.น้ำมีคุณสมบัติเยียวยาจิตใจ ช่วยเพิ่มอารมณ์ด้านบวก ลดอารมณ์ด้านลบ และความเครียด ได้มากกว่าพื้นที่สีเขียวในบรรดาพื้นที่สีฟ้าทั้งหมด ผืนน้ำกว้างใหญ่ อย่างทะเล จะได้รับคะแนนโหวดมากที่สุด ว่าช่วยเยียวยาใจได้ และเมื่อเอาคอนเซปท์นี้มาประยุกต์กับการตกแต่งภายในอาคาร หรือ พื้นที่ใดๆ การเอาภาพธรรมชาติมาประดับตกแต่งสถานที่ ถ้าในภาพนั้น ไม่ได้มีแค่พื้นที่สีเขียว แต่มีภาพน้ำมาประกอบด้วย ก็ได้รับคะแนนโหวดมากกว่า หรือ การติดตั้งน้ำพุ ในสถานที่ต่างๆ ก็ทำให้สถานที่นั้นดูผ่อนคลายมากขึ้นทีมวิจัย Bluehealth ก็เชื่อว่าพื้นที่สีฟ้าจะสามาถใช้ประโยชน์กับการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมด้านต่างๆได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมออกกำลังกาย การลดความอ้วน หรือ แม้แต่การที่นักจิตบำบัดที่นำพื้นที่สีฟ้ามาช่วยบำบัดให้สุขภาพจิตดีขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นนักวิจัย ได้ลองตีมูลค่าของประโยชน์ที่ได้จากพื้นที่สีฟ้า อาจมีมูลค่ามากว่า 8 พันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียวอีกงานวิจัยหนึ่งโดยนักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม ศึกษาการเดินริมชายหาด เปรียบเทียบกับ การเดินบนบกทั่วไป โดยนำคนอายุ 21-82ปี จำนวน 100 คน ครึ่งนึงเดินริมทะเล อีกครึ่งเดินในแผ่นดินทั่วไป เช่นเดินป่า เดินในสวน ทั้ง 2 กลุ่ม เดินด้วยระยะทางเท่ากัน พบว่า คนที่เดินริมทะเล จะผ่อนคลาย หลับดี นอนได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 47 นาที -เมื่อเทียบกับ การเดินบนบกด้วยระยะทางที่เท่ากัน กลับนอนเพิ่มเพียง 12 นาที เท่านั้นแม้จะยังไม่มีใครรู้สาเหตุว่าทำไมการเดินริมทะเล ให้ผลในการผ่อนคลาย หลับสบายมากกว่า แต่ในเชิงจิตวิทยา อาจเป็นไปได้ว่า การเดินชายหาด อาจเชื่อมโยงในใจว่าเป็น“วันหยุดพักผ่อน”มากกว่า วันปกติธรรมดาที่เดินบนดิน เลยทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ก็เป็นได้นอกจากนี้ยังพบว่า การเดินริมชายหาด ทำให้คนเรานึกถึง ครอบครัว อดีตในวัยเด็ก และมีการนึกทบทวน สะท้อน และ ตกตะกอนทางความคิดได้มากกว่า เดินบนแผ่นดินทั่วไปและในธุรกิจสุขภาพปัจจุบัน ก็มีการเพิ่มตัวช่วยการนอนหลับ ด้วยการฟังเสียงธรรมชาติ โดยเฉพาะเสียงทะเลก็ช่วยทำให้หลับสบายได้จริงๆ เพราะมีซีดี และ แอพเสียงธรรมชาติต่างๆ ที่ช่วยการนอนหลับขายอยู่อย่างดาดดื่นอย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบัน พื้นที่สีฟ้าในเมืองใหญ่ หรือ แหล่งธรรมชาติเริ่มถูกเบียดเบียนโดยกลุ่มทุนเพิ่มมากขึ้น ราคาของอสังหาริมทรัพย์ ใกล้พื้นที่สีฟ้า มักมีราคาสูง ทำให้ทุกคนไม่สามารถเข้าถึง การบำบัดทางธรรมชาติได้อย่างเท่าเทียม บ้านของมหาเศรษฐี ยึดเอาพื้นที่ชายหาดสาธารณะ ไปเป็นหาดส่วนตัวของตัวเอง มีให้เห็นเป็นจำนวนมากอาจารย์ Sian Rees นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล จาก University of Plymouth ย้ำว่า พื้นที่สีฟ้า เช่น ชายหาดเป็นพื้นที่ ที่บุคคลทุกชนชั้นควรเข้าถึงได้ ต้องเป็นพื้นที่สบายใจที่ทุกคนสามารถไปได้ และในอนาคตอันใกล้ หากพื้นที่สีฟ้าได้รับการยืนยันอย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ก็อาจจะทำให้เราได้พื้นที่สีฟ้ากลับคืนมา เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกคนอย่างแท้จริงSource: The Guardian

GREEN BEAUTY ความงามที่ไม่ใช่แค่ความสวย

25 เม.ย. 2024

GREEN BEAUTY ความงามที่ไม่ใช่แค่ความสวย

เมื่อสิ่งที่เรียกว่า “ความงาม” ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงเกิดแนวคิดจากองค์กรความงามที่เรียกว่า "GREEN BEAUTY"GREEN BEAUTY คืออะไร ?การทำให้ทุกขั้นตอนของการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบของผลิตภัณฑ์ความงามส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ที่ใช้แนวคิด GREEN BEAUTY เพื่อให้ความงามเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต้องขอเล่าก่อนว่าอุตสาหกรรมความงามก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีการผสมของสารเคมีที่มีขั้นตอนการผลิตที่เป็นอันตรายต่อโลกของเรา ซึ่งส่วนประกอบการผลิตเครื่องสำอางโดยส่วนใหญ่มักจะมีส่วนผสมของปิโตรเคมี อย่างที่ทราบกันว่าปิโตรเคมีเป็นทรัพยากรต้นเหตุที่กระตุ้นให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องจากการผลิตปิโตรเคมีจะมีขั้นตอนการเผาไหม้ที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์อีกหนึ่งปัญหาของอุตสาหกรรมความงามที่ส่งผลกระทบติ่สิ่งแวดล้อม คือการใช้พลาสติกในการทำบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางอย่าง ไมโครบีดส์ ซึ่งเป็นพลาสติกขนาดเล็กที่ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า เป็นต้น ถึงแม้ว่าจะละลายหายไปได้เมื่อเราล้างออก แต่พลาสติกเหล่านั้นกลับหลงเหลืออยู่ตามปลายทางของแหล่งน้ำในห้องน้ำทางองค์กรความงามจึงมีแนวคิด GREEN BEAUTY เพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอ้างอิงรูปภาพ : https://i.pinimg.comแล้วผู้บริโภคอย่างเราจะเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์ความงามยังไงให้ส่งผลดีกับธรรมชาติ1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็น Green Product และส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต้องไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ2.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้3.เลือกใช้เครื่องสำอางที่เป็น Organic Makeup ใช้วัตถุดิบ ส่วนผสมจากธรรมชาติตั้งแต่กระบวนการปลูก เก็บเกี่ยวรวมถึงการสกัดออกมา4.เลือกเครื่องสำอางที่สามารถรีฟีลได้ กระตุ้นให้เกิดการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำหรือนำบรรจุภัณฑ์มารีไซเคิล เพื่อลดการเกิดขยะ5.เลือกเครื่องสำอางแบบZero-Waste Makeup ที่ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ 100% ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ หรือบรรจุภัณฑ์ ช่วยการลด Carbon Footprint ปริมาณก๊าซเรือนกระจกอ้างอิงรูปภาพ : www.freepik.comตอนนี้ทุกคนก็ได้รู้จักแนวคิดเกี่ยวกับความงามที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความงาม นอกจากเราจะได้ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติแล้วก็ยังช่วยให้ร่างกายของเราปราศจากสารเคมีและส่งผลดีต่อร่างกายเราอีกด้วยที่มา : https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/green-beauty https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2719293

อยากให้ความสำคัญกับใคร ให้เก็บโทรศัพท์

24 เม.ย. 2024

อยากให้ความสำคัญกับใคร ให้เก็บโทรศัพท์

ครั้งสุดท้ายที่คุณได้มีบทสนทนากับใครอย่างลึกซึ้ง ได้สบสายตา เห็นท่าที ต่างฝ่ายต่างฟังกันอย่างตั้งใจคือเมื่อไหร่กัน?เคยมีงานวิจัยบอกว่า คนเรามองหน้าจอมือถือ มากถึง 2,400 ครั้ง/วัน มากกว่าการมองหน้ากันเสียอีก เทคโนโลยีที่สร้างมาเพื่อการสื่อสารให้คนไกลได้ใกล้ขึ้น กลับเป็นตัวการเดียวกัน ที่ทำให้คนใกล้ ที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกห่างไกลกันเหลือเกิน.......................................................................เมื่อเดือนที่แล้ว ที่เมือง เวโรนา ประเทศอิตาลี มีร้านอาหารใหม่ ชื่อ “Al Condominio” ที่เปิดตัวมาเพื่อให้คุณดื่มด่ำ ทุกนาทีในร้านอาหาร ผ่านทุกโสตประสาทอย่างเต็มที่ แบบที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือเข้ามากวนใจร้านอาหารจะมอบไวน์ 1 ขวดให้ฟรี สำหรับลูกค้าที่ไม่ใช้โทรศพัท์ระหว่างมื้ออาหาร เจ้าของร้านเล่าถึงความตั้งใจนี้ว่า ต้องการให้ลูกค้าได้สื่อสารกัน โดยให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า เพราะผู้คนในปัจจุบันหลายครั้ง แทบไม่คุยกันเลยที่โต๊ะอาหาร ต่างคนต่างเล่นโทรศัพท์มือถือทางร้านเชื่อว่า ประสบการณ์ของมื้ออาหารนั้นจะ อิ่มเอมขึ้น มีรสชาติมากขึ้น ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างกัน แขกที่สนใจ สามารถเลือกที่จะลองประสบการณ์นี้ โดยเอาโทรศัพท์เก็บใส่ตู้พิเศษที่ร้านเตรียมไว้ให้ และดื่มด่ำกับปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้า สัมผัสอาหารทุกคำอย่างเต็มรสชาติ แล้วทางร้านก็จะมอบไวน์ให้ลูกค้า 1 ขวดทันทีAngelo Lella หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านอาหาร บอกว่า อยากให้ผู้คนกลับมาเห็นความสุขจากการกินอาหาร ร่วมกันกับผู้อื่น ได้มองตา และพูดคุยกันจากใจจริงๆ และที่ร้านอาหารนี้ก็มีแต่เมนูอาหาร ที่ทำจากกระดาษ ไม่มี QR Code ให้แสกนด้วยคอนเซปท์ใหม่ แบบไร้โทรศัพท์มือถือนี้ ทำให้มีลูกค้าสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่คนอายุมากกว่า 45 ดูลังเลที่จะห่างจากโทรศัพท์เพียง 2-3 ชั่วโมงและนอกจากร้านอาหารแล้วยังมี ร้านรองเท้าในอิตาลี ในย่าน Trevisio มีป้ายที่หน้าเคาน์เตอร์เขียนว่า “ ให้บริการเฉพาะลูกค้าที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ” เพราะรู้สึกว่าคุยกับลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์ไป และสั่งรองเท้าไป ไม่รู้เรื่องอีกที่นึงในอิตาลี ที่เมือง Balestrate , สนามเด็กเล่นบางที่ มีป้ายเขียนไว้ชัดเจนว่า “ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ต่างๆในพื้นที่ และให้เวลากับลูกๆของคุณเถอะ” เพื่อให้เด็ก ผู้ปกครองทุกคน มีความสุขกับการเล่นด้วยกัน และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้พื้นที่สำหรับทุกคน.......................................................................ถ้าได้กลับไปใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว กับคนที่รักทั้งที ลองชวนกันเก็บโทรศัพท์มือถือออกจากโต๊ะอาหารดูบ้าง ไม่แน่บางที อาหารฝีมือคนในครอบครัวอาจอร่อยขึ้นไปอีก เราอาจได้เปิดใจพูดคุยกันมากขึ้น ฟังกันเต็มสองหู อาจได้เห็นสิ่งที่เราละเลยมานาน และคนเป็นๆตรงหน้ามีตัวตนแจ่มชัดมากขึ้นแม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่ถ้ามันเป็นเวลาที่มีคุณภาพ แค่นั้นก็พอแล้วข้อมูล : Al Condominio

GREEN CHARITY

GREEN CHARITY : รับบริจาคถุงอาหาร น้องหมา-น้องแมว ทำบล็อกปูถนน

15 มี.ค. 2022

GREEN CHARITY : รับบริจาคถุงอาหาร น้องหมา-น้องแมว ทำบล็อกปูถนน

รับบริจาคถุงอาหารน้องหมา-น้องแมว ทำบล็อกปูถนนทาสแมว-ทาสหมาฟังทางนี้ค่ะ ... ถุงอาหารนุ้งหมา นุ้งแมวของเรา มีประโยชน์มากกว่าที่จะทิ้งไปเฉยๆแล้วนะคะเพจ GREEN ROAD รับบริจาคถุงอาหารหมาเเมวขนาดเล็ก ที่เป็นถุงวิบวับหรือถุงอะลูมิเนียมฟอยล์ เเปลงเป็นบล๊อกปูถนนแมวสีดำ ที่ผลิตจากถุงอาหารแมว 100 % โดยไม่มีขยะพลาสติกประเภทอื่นผสม บล๊อก 1 ตัว จะช่วยลดขยะที่จะเข้าหลุมฝังกลบได้ 4.4 กิโล ️คิดเป็นถุงอาหารหมาแมวซองเล็ก1,500 ใบ ต่อบล็อก 1 ตัว หรือถุงอาหาร 15,000 ใบ ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม.อะไรคือถุงวิบวับ“ถุงวิบวับ” คือ ถุงอลูมิเนียมฟอยล์ที่ใช้บรรจุสินค้าหลายประเภททั้งกาแฟ, อาหาร, เครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง, ยา และแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ ประกบเข้าด้วยกันโดยใช้ความร้อน ใช้งานบรรจุสินค้าเพื่อป้องการความชื้น ไขมัน แสงแดด อากาศ หรือสารเคมี ทำให้สินค้าไม่เกิดความเสียหายโดยง่าย ยืดอายุของสินค้าให้นานขึ้นก่อนหน้านี้การนำถุงวิบวับแต่นำกลับมารีไซเคิลยากมากเพราะต้องแยกฟิล์มแต่ละชั้นออกจากกันก่อนจึงจะสามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ แต่หลังจากการศึกษาวิจัยพัฒนาก็พบว่าถุงวิบวับสามารถมานำเข้ามาสู่กระบวนการรีไซเคิลร่วมกับถุงก๊อบแก๊บ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ Upcycling ได้หลายอย่างเช่น โต๊ะ เก้าอี้ บล็อกปูพื้น หรือแม้แต่นำไปสร้างเป็นผนัง พื้น หลังคาบ้านก็ยังได้ขั้นตอนการทำบล็อกแมวบล็อกแมวรักษ์โลก ทำจากการบดย่อยถุงอาหารแมวเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปเทลงในเครื่องหลอมขยะพลาสติก เมื่อละลายดีเเล้วใส่ลงในแม่พิมพ์เหล็กรูปแมวเเละอัดออกมาเป็นบล๊อก ทิ้งไว้ให้เย็นตัวเเล้วเเกะออกมาใช้งานได้เลยทาสนุ้งหมา นุ้งแมวที่ต้องซื้ออาหารให้เจ้าของทุกวัน อย่าลืมรวบรวมถุงใส่อาหาร ล้างให้สาด ผึ่งให้แห้ง แล้วส่งไปกำจัดแบบถูก ดี มีประโยชน์ ได้ที่ โครงการกรีนโรด 148/3 หมู่ที่ 19 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน 51000 โทรศัพท์. 088 684 3104ทาง เพจ GREEN ROAD จะนำไปผลิตเป็นบล็อกปูถนนจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการบริหารจัดขยะพลาสติก และกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกภายในประเทศ และนำขยะพลาสติกไปทำถนนสีเขียว บล็อกปูพื้น โต๊ะเก้าอี้ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อนำไปบริจาคในโรงเรียน บวร วัด และพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทั่วประเทศอีกด้วย

CLUB PRIDE DAY

Club Pride Day x โยชิ นิมิต | 16 พ.ค. 67

16 พ.ค. 2024

Club Pride Day x โยชิ นิมิต | 16 พ.ค. 67

Club Pride Day x โยชิ นิมิต | 16 พ.ค. 67 . ฟิน..เคลิ้ม.. จนตาเยิ้ม!! ไปกับอดีตบอยกรุ๊ปสุดฮอต สู่เจ้าพ่อวงการอินฟลูฯ ตัวท็อปเสน่ห์แรง พฤหัสนี้พร้อมกระทบไหล่ไปด้วยกัน 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม . กับดีเจพี่อ้อย และ ก็อตจิ ทาง GreenWave 106.5 FM FB / TIKTOK: @greenwave1065 Youtube: Atime . Club Pride Day คุยอย่าง Proud เม้าท์อย่าง Pride ทอล์กกระทบไหล่กับตัวแม่! . #ClubPrideDay #GreenWave1065 #GreenWave #โยชิ #โยชินิมิต #ซีควินท์ #ตัวท็อป #บอยแบรนด์ #CQuint #Fantasy #worldequality #สมรสเท่าเทียม #ดีเจพี่อ้อย #ก๊อตจิ #ตัวแม่

Club Pride Day x เลิ่กลั่ก | 9 พ.ค. 67

09 พ.ค. 2024

Club Pride Day x เลิ่กลั่ก | 9 พ.ค. 67

Club Pride Day x เลิ่กลั่ก | 9 พ.ค. 67 . เตรียมหัวเราะให้ปอดโยก ไปกับ "เลิ่กลั่ก" สองพี่น้องครีเอเตอร์สายฮาที่เก็บทรงไม่อยู่ รับประกันความปังด้วยผู้ติดตามหลักล้าน แต่กว่าจะมีวันนี้…ชีวิตที่ผ่านมามันไม่ง่าย . 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม พฤหัสนี้เตรียมขำท้องแข็งไปกับดีเจพี่อ้อยและก๊อตจิ (ผู้ดำเนินรายการ) ทาง GreenWave 106.5 FM FB / TIKTOK: @greenwave1065 Youtube: Atime . Club Pride Day คุยอย่าง Proud เม้าท์อย่าง Pride ทอล์กกระทบไหล่กับตัวแม่! . #CLUBPRIDEDAY #GREENWAVE1065 #GREENWAVE #เลิ่กลั่ก #LERKLAK #TIGERCRYY #ดีเจพี่อ้อย #พี่อ้อย #ดีเจอ้อยนภาพร #ดีเจอ้อย #ก๊อตจิ #ก๊อตจิเทยเที่ยวไทย #LGBTQ #LGBT #ตัวแม่ #ตัวมัม

Club Pride Day x อุ้มบุญ หมายเขา | 2 พ.ค. 67

02 พ.ค. 2024

Club Pride Day x อุ้มบุญ หมายเขา | 2 พ.ค. 67

ฟังเรื่องราวเดินตามฝัน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ ไปกับ “อุ้มบุญ หมายเขา” จากนางรำสู้ชีวิต สู่การพิชิตมงนางงาม แม้ไร้ขา แต่ก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจแกร่ง พฤหัสนี้กระทบไหล่ไปด้วยกัน 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม . กับดีเจพี่อ้อย และ ก็อตจิ ทาง GreenWave 106.5 FM FB / TIKTOK: @greenwave1065 Youtube: Atime . Club Pride Day คุยอย่าง Proud เม้าท์อย่าง Pride ทอล์กกระทบไหล่กับตัวแม่! . #ClubPrideDay #GreenWave1065 #GreenWave #อุ้มบุญ #อุ้มบุญหมายเขา #น้องอุ้ม #nongumbun #พิการกายไม่พิการใจ #นางรำ #นางงาม #นางงามสู้ชีวิต #worldequality #สมรสเท่าเทียม #ดีเจพี่อ้อย #ก๊อตจิ #ตัวแม่

Club Pride Day x ตูน หิ้วหวี | 25 เม.ย. 67

26 เม.ย. 2024

Club Pride Day x ตูน หิ้วหวี | 25 เม.ย. 67

Club Pride Day x ตูน หิ้วหวี | 25 เม.ย. 67 . เฟี้ยส ๆ ฟาด ๆ ใครจะมาอาละวาดก็ต้องหลบหน่อย เพราะตัวแม่ลุคแซ่บ สายฝอ "ตูน หิ้วหวี" มาแล้วจ้า พฤหัสนี้พร้อมกระทบไหล่ไปด้วยกัน 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม . กับดีเจพี่อ้อย และ ก็อตจิ ทาง GreenWave 106.5 FM FB / TIKTOK: @greenwave1065 Youtube: Atime . Club Pride Day คุยอย่าง Proud เม้าท์อย่าง Pride ทอล์กกระทบไหล่กับตัวแม่! . #ClubPrideDay #GreenWave1065 #GreenWave #ตูน #ตูนหิ้วหวี #alieblackcobra #ตัวแม่ #สายฝอ #Hiwwhee #Fantasy #worldequality #สมรสเท่าเทียม #ดีเจพี่อ้อย #ก๊อตจิ #ตัวแม่

Club Pride Day x น้องฉัตร Makeup | 18 เม.ย. 67

18 เม.ย. 2024

Club Pride Day x น้องฉัตร Makeup | 18 เม.ย. 67

หน้าพร้อม ผมพร้อม เมคอัพพร้อม! CLUB PRIDE DAY สัปดาห์นี้พบกับ Makeup Artist สุดปัง!! ’น้องฉัตร - ฉัตรชัย เพียงอภิชาต‘ จากเด็กอาชีวะสู่ช่างแต่งหน้า NO.1 ของเมืองไทย . 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม พฤหัสนี้ มาทอล์กสไตล์ตัวมัมกับ ก็อตจิ และ เอแคลร์ จือปาก ทาง GreenWave 106.5 FM FB / TIKTOK: @greenwave1065 Youtube: Atime . Club Pride Day คุยอย่าง Proud เม้าท์อย่าง Pride ทอล์กกระทบไหล่กับตัวแม่! . #CLUBPRIDEDAY #GREENWAVE1065 #GREENWAVE #น้องฉัตร #น้องฉัตรเมคอัพ #ฉัตรฉัตรชัย #NONGCHAT #NONGCHATMAKEUP #ดีเจพี่อ้อย #พี่อ้อย #ดีเจอ้อยนภาพร #ดีเจอ้อย #ก๊อตจิ #ก๊อตจิเทยเที่ยวไทย #LGBTQ #LGBT #ตัวแม่ #ตัวมัม

Club Pride Day x ต๊อกแต๊ก A4 | 11 เม.ย. 67

11 เม.ย. 2024

Club Pride Day x ต๊อกแต๊ก A4 | 11 เม.ย. 67

เปิดเรื่องราวชีวิต ฟังข้อคิดคำทำนาย ไปกับ "ต๊อกแต๊ก A4" ตัวแม่สายมู หมอดูเงินล้าน! พฤหัสนี้พร้อมกระทบไหล่ไปด้วยกัน 3 ทุ่ม - 4 ทุ่ม . กับดีเจพี่อ้อย และ ก็อตจิ ทาง GreenWave 106.5 FM FB / TIKTOK: @greenwave1065 Youtube: Atime . Club Pride Day คุยอย่าง Proud เม้าท์อย่าง Pride ทอล์กกระทบไหล่กับตัวแม่! . #ClubPrideDay #GreenWave1065 #GreenWave #ต๊อกแต๊ก #ต๊อกแต๊กA4 #toktaka4 #มูเตลู #หมอดู #ดูดวง #ตัวเลข #เลขท้ายบัตรประชาชน #LGBTQ #worldequality #สมรสเท่าเทียม #ดีเจพี่อ้อย #ก๊อตจิ #ตัวแม่

Club Pride Day Recap

เปิดเรื่องราวชีวิตที่ไม่มีวันเลิกรัก ของ “เลิ่กลั่ก” สองพี่น้องครีเอเตอร์สายฮา ที่รับประกันความปังด้วยผู้ติดตามหลักล้าน

16 พ.ค. 2024

เปิดเรื่องราวชีวิตที่ไม่มีวันเลิกรัก ของ “เลิ่กลั่ก” สองพี่น้องครีเอเตอร์สายฮา ที่รับประกันความปังด้วยผู้ติดตามหลักล้าน

เปิด Club รวมสีสันของชีวิต พร้อมแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลในในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่ตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับสองแขกรับเชิญสุดฮา “แมท - สิทธิโชค อินทสุทธิ์” และ “มด - นิศารัตน์ อินทสุทธิ์” ครีเอเตอร์พี่น้องอารมณ์ดี จากสุราษฎร์ธานี ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตประจำวันธรรมด าให้กลายเป็นเรื่องราวที่ตลก และน่าสนใจ โดยมียอดผู้ติดตามจากแพลตฟอร์ม TikTok นับล้านคนการแสดงออกที่สามารถสื่อสารให้คนดูเข้าใจง่าย และเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ กลายเป็นความโดดเด่นที่มีเอกลักษณ์ จากจุดเริ่มต้นง่าย ๆ ในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว ณ วันนี้ สองพี่น้องกลายเป็นคนดัง ที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปเลยทีเดียว โดยล่าสุดพวกเขาได้ลาออกจากงานประจำ และผันตัวมาเป็น Content Creator เต็มตัว เพื่อที่จะแบ่งปันความสนุกสนานสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนได้เต็มที่ แต่กว่าจะมีวันนี้ทั้งคู่ผ่านหลากหลายเรื่องราวของชีวิต และมีข้อคิดแรงบันดาลใจดี ๆ ที่ได้แบ่งปันไว้ในรายการด้วยคู่พี่น้อง ที่สนิทกันมากแมท “ตอนแรกเราก็คิดว่าคงเป็นลูกคนเดียว ซึ่งตอนนั้น 7 ขวบ และเราอยากเป็นลูกคนเดียวเพราะรู้สึกว่าไม่ต้องแชร์เสื้อผ้ากับใคร จนมีน้อง แต่ก็ดีใจที่เป็นน้องสาว แล้วพออายุได้สัก 3-4 ขวบเท่านั้นแหละ น้องสาวก็เริ่มเอาเสื้อผ้าพี่ชายมาใส่ ไม่ชอบใส่กระโปรง ซึ่งผมก็คิดว่าพี่น้องทั่วไปก็คงสนิทกันแบบนี้แหละ แต่เรามารู้ตอนโตว่า มีบางคู่พี่น้องที่เค้าแทบจะไม่ได้คุยกันทุกเรื่องขนาดนี้”มด “หนูรู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าไม่ได้อยากเป็นผู้หญิง และไม่ได้มอง ไม่ได้คิดอะไรกับผู้ชายเลย”แมท “ตอน ม.6 ผมมีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน แล้วเมื่อก่อนเราชอบผู้หญิง ก็คุยกับสาว หลังจากนั้นไปโรงเรียนก็ไปเจอสาว แล้วเค้าก็ทำหน้าแปลก ๆ เหมือนเขิน ผมก็งงว่าทำไมหันมาแล้วก็เขิน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มคุย เพิ่งถามชื่อ จนกลับบ้านแล้วมาเปิดคอมดู ถึงรู้ว่าน้องเป็นคนทักไปคุยกับสาวคนนั้น เหมือนมีทีมงานหลังบ้านเลย”มด : “หนูคุยกับผู้หญิง ซึ่งไม่ได้ทักแบบสวัสดีครับ แต่อยู่ ๆ ก็ทักไปว่า เป็นแฟนกันมั้ย พี่เค้าก็ตกใจบอกว่า ยังไม่ทันได้คุยเลยเป็นแฟนกันแล้วเหรอ”แมท “ด้วยความที่เราสนิทกันมาก ถ้าเราทะเลาะกัน เราจะเคลียร์ให้จบภายใน 15 นาที เราคุยทุกอย่างให้จบ และไม่เคยทะเลาะแบบรุนแรง ที่รุนแรงที่สุดคงเป็นตอนเด็ก เรื่องแย่งขนม”มด : “แล้วก็ตอนที่พี่แย่งทีวีหนู หนูดูการ์ตูนอยู่ แล้วเค้าเปลี่ยนช่อง หนูโมโหมากจนกำหมัดเลย ซึ่งหนูก็ตัวยังเล็กอยู่ แต่พี่ตัวใหญ่ เราห่างกัน 7 ปี พอต่อยปุ๊บหนูวิ่ง แต่พี่ก็วิ่งตามมาเอาคืนทัน”แมท “เราปรึกษากันทุกเรื่อง เราวาดฝันสองคนว่า ในอนาคตยังไงบ้านก็ต้องอยู่ติดกัน ต่อให้แก่ไปก็ยังอยู่ 2 คนแบบนี้”พี่ชายสุดเนี๊ยบ กับน้องสาวสุดแสบแมท : “ตอนเรียนผมจะเป็นประธานสี อยู่ในกลุ่มประธานนักเรียน ได้เกียรติบัตร เรียนดี ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน พอผมจบ ม.6 ด้วยความที่เราห่างกัน 7 ปีพอดี น้องก็เข้า ม.1 ก็เริ่มแสบเลย”มด “หนูแสบค่ะ ปกตินักเรียนหญิงจะไว้ผมถึงติ่งหู แต่หนูก็จะเป็นทรงซอยหัวเห็ด เป็นทรงผู้ชายไปเลย ครูก็เลยบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็ให้เรียกผู้ปกครองมา แต่หนูก็เถียงว่า หนูชอบที่จะเป็นแบบนี้ ซึ่งครูก็จะบอกว่า มันยังไม่เหมาะ เลยให้หนูใส่เป็นวิกผมสั้นแทน”แมท “ด้วยความที่คุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และผมก็ไม่เคยนอกลู่นอกทาง เป็นเด็กที่ทำชื่อเสียง ท่านก็จะเข้าใจและแฮปปี้อยู่แล้ว แต่น้องมันแสบตั้งแต่เด็ก เรื่องอุบัติเหตุทุกอย่าง ไม่ใช่เข้าหามันนะ มันเข้าหาอุบัติเหตุเอง คือถ้าหายไปสักเดือนหนึ่ง รู้เลยว่าต้องมีการมอเตอร์ไซค์ล้ม หรือเดินล้มแน่ ๆ เค้าจะเจ็บตัวของเค้าอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก จนเราได้ทำประกันดักไว้ทุกอย่างแล้ว และเวลาเราพาน้องไปโรงพยาบาล ถ้าเจ้าหน้าที่เจอนาง ก็จะบอกว่าทำคอนเทนต์อะไรอีก เลิ่กลั่กมาอีกแล้วเหรอ เวลาเดินไปแผนกกายภาพ ก็จะโดนทักว่า เอาอีกแล้ว เลิ่กลั่กหัวแดงมาอีกแล้ว”วัยเด็กที่แสนลำบาก แต่มีความสุขแมท “ตอนเด็กเรียกว่า ไม่มีอะไรกินเลยมากกว่า ผมช่วยหาเงิน คือระหว่างเรียนก็จะออกไปหาปลาหลังบ้าน หรือออกทะเลบ้าง แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีตะกร้าปลาอยู่ตรงกลางไปขายเพื่อจะเอาเงินไปลงเรียน ลำบากแต่มีความสุข ย้อนไปมันไม่ควรจะหัวเราะด้วยซ้ำ แต่เราสองคนกลับไม่คิดว่าตรงนั้นคือปัญหา เรายังมีแรงทำ มีแรงช่วยแม่เราเริ่มมาตั้งคำถามว่าครอบครัวเราลำบากขนาดไหนเมื่อตอน ม.ปลาย เหมือนวันนั้นเราไม่มีข้าวกิน แล้วต้องขี่มอเตอร์ไซค์ 3 คน แล้ววิ่งลงไปแย่งต้นผักโขมที่วัวกิน มันท้าทายมาก เพราะว่าวัวแถวบ้านดุมาก ซึ่งผักขมสามารถเอามาผัดกับไข่แล้วกินได้แล้วตอนนั้นเริ่มเห็นความลำบากคือ เวลาตัวเองกินข้าว น้องกินข้าว แต่ผมงงว่า ทำไมแม่ไม่เคยมานั่งกินด้วยกันเลย คำตอบเดียวของแม่คือไม่หิว แต่ก่อนที่แม่จะไปกรีดยาง แม่ก็จะลุกขึ้นมากินข้าวกับน้ำแกงส้ม ก็กินอยู่แบบนั้น จนพวกเราท่องกับตัวเองไว้ว่า ถ้าโตไป ยังไงก็จะไม่วิ่งไปกินผักโขมแบบนี้แล้ว ตั้งเป้ากับน้องว่าเราต้องทำให้สำเร็จ”จุดตัดสินใจ ว่าใครจะได้เรียนต่อแมท “พอจบ ม.6 ผมสอบได้ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตอนนั้นแม่ก็ยังกรีดยางส่งให้เรียนได้อยู่ แม่ก็บอกว่าถ้าชอบลูกก็มาเรียนเลย ผมก็มาจากสุราษฎร์ธานี พอมาเรียนที่นี่ โดยระหว่างที่เรียนผมก็ทำงานไปด้วยเป็นพนักงานห้าง แล้วในช่วงปี 4 ก็เจอวิกฤตราคายางตกต่ำมาก แล้วการเรียนมันต้องใช้เงินเยอะมาก ซึ่งแม่ส่งไม่ไหว จนถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่าใครจะเรียนต่อ ผมไม่ได้พูดอะไรเลย คุยกัน 3 คน มันนิ่ง มันเงียบมาก แต่สุดท้ายน้องพูดออกมาเอง”มด “หนูบอกว่าให้พี่เรียนเลย พี่ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว มันเหลือสองเทอมเอง ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูออกไปเรียน กศน. ก็ได้ เพราะค่าใช้จ่ายมันไม่ได้เยอะ แม่ก็บอกว่าโอเคให้พี่เรียน หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายเลย แบบไม่ได้พูดอะไรกันอีก”แมท “มันหนักมาก ผมไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าครอบครัว วันนั้นร้องไห้กัน เหมือนเรากำลังจะถึงฝั่งแล้ว เหลือแค่ทำธีสิสเพื่อที่จะจบ เหลืออีกแค่นิดเดียว แต่มันเหมือนการจบของเรา มันไปตัดฝันของน้องด้วย”มด “ความคิดตอนนั้น หนูคิดว่าให้พี่เรียนจบก่อน หนูยังเด็กอยู่สามารถที่จะไปต่อที่อื่นก็ได้ ไม่ซีเรียสอะไรขนาดนั้น แต่ก็เข้าใจว่าพี่เรากล้ำกลืนมาก เสียใจมาก”แมท “ผมเรียนศิลปกรรม เกี่ยวกับการออกแบบ และการวาดรูป เรียนจบก็ทำงาน จนเราพร้อมเริ่มมีเงินส่งให้แม่นิด ๆ หน่อยๆ จากนั้นก็ไปตามน้องมาเรียน กศน.ที่กรุงเทพ ตรงพระราม 9 แล้วน้องก็ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย ซึ่งตอนนั้นก็หนักมาก”มด “หนูเรียนควบคู่ค่ะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กับ กศน. แล้วก็ทำงานพาร์ทไทม์ด้วย ก็จะหนักหน่อย”แมท “ช่วงนั้นมีโควิดด้วย ซึ่งน้องต้องตื่นเช้า 6 โมง ไปเรียน กศน. เสร็จเที่ยง แล้วบ่ายโมงน้องต้องมาทำพาร์ทไทม์ที่เซ็นทรัลพระราม 9 ต่อ จนเลิกเที่ยงคืน แล้วก็กลับมาทำการบ้านต่อ แล้วช่วงที่มาทำงานใหม่ เราเห็นน้องหลับกับชุดทำงานพาร์ทไทม์บ่อยมาก เลยคิดว่านี่เราช่วยน้องจริง ๆ เหรอ หรือพาน้องมาเหนื่อยเพิ่มขึ้น เราก็เลยลองเปิดช่อง Tiktok มาเล่นกัน”จุดเริ่มต้นของการทำช่อง “เลิ่กลั่ก”แมท “ของเราเริ่มหลังจากที่เปิดช่อง Tiktok แล้วก็ลองแสดงความเป็นพี่น้อง ให้หลาย ๆ คนเห็น แล้วก็ทำคลิปแนวคัฟเวอร์ จนหลาย ๆ คนก็เห็นว่า ทำไมเป็นพี่น้องที่สนิทกันจัง เป็นพี่น้องที่เฮฮาปาร์ตี้กันจัง ซึ่งตอนแรกเราไม่รู้เลยว่า จุดที่เราเล่นอยู่จะทำให้คนชอบ แต่ทำไปทำมา พอลงคลิปแบบคัฟเวอร์ตลก ๆ ทำหน้าตลก ๆ แล้วคลิปมันกลายเป็นที่นิยม จนเริ่มขายได้ ทั้ง ๆ ที่ นี่คือชีวิตประจำวันของเราสองคนนะ พอลงคอนเทนต์ไปคนก็ชอบ เลยคิดต่อว่าถ้าอย่างนั้นมันก็ขายได้สิ ก็เริ่มลองหาคอนเทนต์สองคนมาทำ เพราะผมก็เรียนเสริมเกี่ยวกับการแสดงบ้าง ตัดต่อบ้าง ก็เลยลองมาถ่ายน้อง แล้วเอาคลิปมาตัดเอง แล้วก็เอามาลงในช่อง”มด “ชื่อช่อง เลิ่กลั่ก มาจากที่หนู Lip sync เสียงแม่ของน้องชมพู่ แล้วติดคาแรกเตอร์เลิ่กลั่กมา จนคนดูมาคอมเมนต์ว่า ควรตั้งชื่อช่องว่า เลิ่กลั่ก นะ แล้วเราก็มองว่าคำนี้มันใหม่มาก น่าสนใจดี เลยเอามาตั้งเป็นชื่อช่องค่ะ”แมท “คลิปที่ประสบความสำเร็จที่สุด น่าจะเป็นคลิปมือถือ ช่วงนั้นเราไปเจอมือถือตกอยู่ แล้วมีคนโทรเข้าพอดี เราก็ไปรับสายแล้วโดนปลายสายด่า คลิปนี้คนดูเยอะมากจนเป็นไวรัล”เปิดทริคการทำคลิปของช่อง “เลิ่กลั่ก”แมท “พอมีอะไรเป็นกระแส ทุกคนที่เป็นผู้ติดตามหรือแฟนคลับก็จะไปรุมคอมเมนต์กัน แล้วก็แท็กกันว่า เลิ่กลั่กมายัง เลิ่กลั่กต้องคัฟเวอร์แล้ว เราก็จะไปตามแท็กที่มันตลกจริง ๆ เราก็ไปขออนุญาตเจ้าของคลิปที่เป็นต้นฉบับ แล้วเราก็มาวางสคริปต์ วางเช็ตอาหาร หาชุด ทำทุกอย่างให้เหมือนเมื่อก่อนเราไม่เคยขออนุญาตก่อน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราเคยคัฟเวอร์ แต่เจ้าของคลิปต้นฉบับยังไม่ทันตอบ แล้วเรารีบเกินไป รีคัฟเวอร์รีบลงคลิป แล้วฟีดแบ็คมันไม่ค่อยดี พออ่านคอมเมนต์ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าขออนุญาตเค้ารึยัง เราก็ลืมจนตกใจไปเลย เราลืมดูว่าเค้าตอบรึยัง เราก็เลยทักส่วนตัวไป เจ้าของคลิปต้นฉบับเค้าบอกว่าโอเคมาก แฮปปี้มาก เพราะว่าหลาย ๆ คน ที่ดูเรา เค้าก็จะไปติดตามต้นฉบับอีก ทำให้ยอดติดตามเค้าเยอะขึ้น จนเรารู้สึกว่า ครั้งต่อไปเราต้องขอแล้วนะ ต้องใส่ใจรายละเอียดขึ้นจนทุกวันนี้เวลามีใครทำคลิปตลก เค้าก็จะส่งมาให้เรา แล้วบอกให้เราคัฟเวอร์ เลิ่กลั่กจัดให้แม่หน่อยนะ เพราะเวลาเราทำเราจะไปใช้เสียงจากคลิปเค้า แล้วเราก็จะให้เครดิต ฝากเข้าไปติดตามหน่อยนะ จนทุกวันนี้เค้าก็ได้ขายของ สินค้าตั้งไลฟ์สดได้ ได้สติ๊กเกอร์จากคนดู จนเค้าก็มีรายได้ของเค้าไปด้วย”จากหารทำคอนเทนต์ลง Tiktok สู่การตั้งบริษัทของตัวเองมด “หนูทำ Tiktok มารวม 6 ปี เริ่มตั้งแต่มี Tiktok ใหม่ ๆ จนมีผู้ติดตาม 300,000 คน เริ่มมีเงินเก็บ 20,000 บาท แล้วก็ย้ายไปอยู่สุราษฎร์ธานีเลยค่ะ”แมท “พอย้ายไปอยู่สุราษฎร์ธานี แล้วมีเงินเก็บ 20,000 บาท ผมลาออกจากทำงานประจำ แล้วก็พูดกับน้องว่า มากัดฟันกันอีกสักรอบ มันคงไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว กลายเป็นว่าผมต้องตื่นเช้าแล้วก็มาคิดคอนเทนต์ ทำสคริปต์ พิมพ์บทให้น้อง แล้วก็มาวางสตอรี่บอร์ด ระหว่างนั้นผมก็จะส่งคลิปต้นฉบับไปให้น้องนั่งท่องอยู่ในห้องที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำคือ ในตอนที่ผมทำงานประจำ ช่วงพักเราสองคนก็จะวิ่งออกมาถ่ายคลิป จำได้เลยว่าคลิปโฆษณาครั้งแรกที่ลูกค้าจ้าง 1,000 บาท แล้วเราถ่ายเสร็จ ส่งให้ลูกค้าก็แฮปปี้ แล้วเราก็ได้คนละ 500 บาท เงินเข้าบัญชีทันที เราเลยมองว่าแค่ช่วงพักได้ 500 บาทเลยเหรอ แล้วถ้าเราจริงจังกว่านี้ มันก็จะได้มากกว่านี้ ก็เลยลาออกงานประจำ แล้วตั้งบริษัทเลย ซึ่งมันแลกมากับการที่หลังจากถ่ายเสร็จ ผมก็ต้องมานั่งตัด บางคลิปตัดจนถึงตี 4 ทำงานจนเลือดกำเดาไหล กลายเป็นสุขภาพแย่ไปเลย”มด “บางคลิปเราตั้งใจมาก กดดันว่าเราต้องสนุกมากกว่านี้ ต้องมากกว่านี้ แล้วอีกวันก็ต้องถ่ายใหม่ นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หนูเป็นซึมเศร้า”สร้างความตลก จนวันหนึ่งกลายเป็นคนไม่ตลกแมท “เมื่อตอนที่เราสองคนเริ่มมีรายได้จาก Tiktok เราก็เลยลาออกจากงานประจำกัน แล้วเราก็มาจริงจังกับงาน เราก็จะมีเวลาว่างทั้งวัน แปลว่ามีเวลาทำงาน 30 วัน แล้วเราจะลงคลิปทุกวันเพื่อให้ทันกับกระแส จนเราบ้ากระแสมาก ทำทุกวัน จนวันหนึ่งอยู่ ๆ น้องก็ร้องไห้ ตอนถ่ายคอนเทนต์”มด “หนูถ่ายงานไม่ได้เลย คือมันจะตลกแต่มันตลกไม่ออก แล้วหนูก็กดดันตัวเองว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ทำไมถึงตลกไม่ได้ หนูก็ปล่อยโฮกลางกองเลย แล้วก็บอกพี่ว่าพาไปหาหมอหน่อย ไม่ไหวแล้ว เราเหมือนเป็นซึมเศร้าเลยค่ะเหมือนกับว่าทุกคลิปหนูจะตลกมาก ๆ แต่พออยู่ ๆ หนูตลกไม่ออก หนูก็จะเครียด พอเครียดก็นั่งคิดกับตัวเองในห้องไม่ออกไปไหนเลย คิดวน ๆ ว่าทำไมไม่ตลก ทำไมทำไม่ได้สักที แล้วปล่อยโฮออกมา จนต้องไปหาหมอแล้วกินยา ตกใจมากค่ะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะเป็นแบบนี้ แต่อยู่ ๆ วันนั้นก็เป็นขึ้นมา ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย”แมท “ผมเองก็ใหม่มาก ด้วยความที่น้องไม่เคยเล่าอะไรเลย เพราะปกติเค้าจะบอกตลอด แต่เพิ่งมาสังเกตช่วงหลัง ๆ ว่าน้องเริ่มเครียด จนมาถึงคราวนั้นที่เค้าปล่อยหมดเลย ผมก็ถามเค้าว่าเป็นอะไร เค้าก็บอกว่าเค้าเครียดสะสมมานานแล้ว กับการที่ตื่นเช้ามาต้องทำอะไรดี กระแสวันนี้มีอะไร ทำยังไงให้ตลก ผมก็ชวนน้องไปหาหมอ สุดท้ายน้องก็อยู่ในภาวะซึมเศร้า ก็ต้องรับยา จนเราก็มาจับเข่าคุยกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราหยุดไปสักอาทิตย์นึงนะ ก็หยุดไปแต่มันรู้สึกกระวนกระวาย แล้วกลับมาทำงานกันต่อเพราะเราก็บ้างานมาก แต่สุดท้ายน้องดีขึ้นได้เพราะแม่”มด “แม่ก็จะมาหาทุกวัน มาเล่นด้วย มานอนด้วย คอยถามว่าเป็นยังไงดีขึ้นบ้างไหม มากอดไหม แล้วหนูก็ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ”ดราม่าครั้งแรก ที่ตั้งรับไม่ทันแมท “ดราม่าครั้งแรก ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบตอบคอมเมนต์มาก ๆ แล้วมันมีอยู่วันหนึ่งที่น้องเล่นฟิลเตอร์ตาเอียงไปอีกฝั่ง”มด “มันเป็นฟิลเตอร์ที่เหมือนตาเหล่ แล้วหนูคัฟเวอร์เป็นแคทเธอรีน ในหนังเรื่องไฉไล ซึ่งเป็นตัวละครที่ตาเหล่”แมท “ซึ่งตอนนั้นทุกคนเล่นหมดเลย เพราะเป็นฟิลเตอร์ติดกระแสและเป็นไวรัล แต่พอวันนั้นเราเล่นแล้วลงคลิป ผ่านไป 5 ชั่วโมงกลับมาดูอีกที กลายเป็นดราม่า โดยไม่ได้มีใครทักมาเตือนเราเลย คนดูเค้าก็ด่าว่าทำไมถึงลงคลิปนี้ คิดได้ยังไง ทำไมทำแบบนี้”มด “แต่มีหลายคนที่เค้าก็จะรู้ว่าซีนที่เราเล่นมาจากหนัง ไม่ได้มีเจตนาที่จะเมคฟัน มี 90% ที่ปกป้องเรา แต่เรากลับไปโฟกัส 10% ที่ด่าเรา เพราะว่าตอนนั้นมันใหม่มาก ๆ”แมท “วันนั้นเราร้องไห้กัน 2 คนเลย รับไม่ได้กับคอมเมนต์ 10% ที่ด่า เรารับไม่ได้ เราเตรียมตัวรับมือไม่ทันกับปัญหานั้น แต่ตอนนั้นผมก็ออกมาอธิบายว่า อยากให้ดูที่เจตนามากกว่า เราก็ไม่ได้เจตนาบูลลี่ใครขนาดนั้น”ชีวิตเปลี่ยนไป ในวันที่มี “เลิ่กลั่ก”มด “คือเมื่อก่อนมันไม่มีอะไรกินเลยค่ะ แต่ตอนนี้อยากกินอะไรก็สั่ง แม่อยากกินอะไร แม่กินได้หมดเลย ตอนนี้แม่แฮปปี้มาก แม่ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องกรีดยาง แม่ไม่ต้องไปไหน ให้อยู่บ้านอย่างเดียวแค่นั้นเลย”แมท “ตอนนี้เราซื้อที่ สร้างบ้าน เพราะเราเคยไม่มีเงิน ในตอนที่เรามีเงิน เราก็จะเตือนตัวเองว่า ควรทำอะไรที่มันเป็นทรัพย์สิน เราก็ไปซื้อที่ในสุราษฎร์ธานี แล้วก็ซื้อบ้าน แล้วตอนนี้กำลังซื้ออีกที่เพื่อสร้างบ้าน แล้วก็สร้างบริษัท”มด “เราได้รางวัลรางวัล POPULAR CREATOR OF THE YEAR จากงาน TikTok Awards Thailand 2023”แมท “แล้วก็มีของ Japan Expo Thailand รางวัล Best Creator แล้วสิ้นเดือนเดี๋ยวเราจะบินไปรับรางวัลที่สิงคโปร์อีกครับ”“เลิ่กลั่ก” กับการยอมรับตัวตนจากคนในครอบครัวแมท “เมื่อก่อนไม่ได้เลย เวลามีคนมาถามแม่ว่า ลูกเป็นแบบนี้ทั้งสองคน แล้วจะหาหลานจากไหน แต่แม่ก็ไม่ชอบตอบ แม่ก็จะฟังแล้วยิ้ม ไม่ค่อยพูดอะไร”มด “แต่รู้ว่าแม่พารานอยด์มาก ๆ เพราะแรงกดดันมันมาจากนอกครอบครัว ในครอบครัวคือแม่ยังไงก็ได้ เป็นแบบนี้ก็ได้แค่เป็นคนดีก็พอ ไม่ต้องทำให้ใครเดือดร้อนใคร”แมท “ตอนแรกเรารู้สึกว่า ความเป็น LGBTQ+ คือปัญหาของเรา เราก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ พอมาเจอ Tiktok แล้วเราได้เป็นตัวเอง เรารู้สึกว่านี่คือพรสวรรค์นะ”มด “เราแสดงออกได้หลากหลายคาแรกเตอร์ จะมีความเป็นทอม เหลือบ ๆ ไปทางหญิงแท้บ้าง ชายแท้บ้าง บางวันก็จะมีความเป็นกะเทยบ้าง หนูเป็นเด็กที่ชอบจำคาแรกเตอร์ แล้วมาคัฟเวอร์ต่อ แล้วมันตลกแล้วคนดูชอบ”“เลิ่กลั่ก” กับเรื่องความรักแมท “ความรักก็แฮปปี้ดี เรากลับมามีความรักแบบผู้ใหญ่ เหมือนแฟนก็ทำบริษัทบัญชี เราก็ทำ Tiktok แล้วก็ซัพพอร์ตกันทุกอย่าง คบกันหลายปีแล้ว น้องก็มีคนซัพพอร์ตทางด้านร่างกาย หัวใจ แล้วก็เรื่องงานด้วยเหมือนกัน”มด “มีวีรกรรมความรักก็คือ ตอนนั้นหนูขับรถมอเตอร์ไซค์ แล้วแฟนก็ซ้อนท้าย ซึ่งฝนตก แล้วฝนมันเข้าตาหนูจนมองไม่เห็น แล้วถนนมันลื่นทราย รถหนูก็ล้ม แล้วกระจกรถมันแตกเสียบเข้าที่ขาของหนู แต่แฟนหนูไม่เป็นไรเลย แล้วหนูก็บอกว่าขอโทรศัพท์หน่อยจะโทรหาแม่ ให้มารับไปโรงพยาบาล พอได้โทรศัพท์อยู่ ๆ แชทโทรศัพท์ก็เด้งขึ้นมา ชื่อที่เม็มไว้คือ อนาคตแฟน หนูก็งงว่านี่คือแชทเก่าของเราเหรอ ซึ่งไม่ใช่ เป็นอีกแชทนึง จากที่หนูเจ็บแผล หนูก็ร้องไห้ขึ้นมาเพราะเจ็บใจ ทำไมทำอย่างงี้ ทำไม่นอกใจ หลังจากนั้นหนูเลิกเลยค่ะ”แมท “อย่างของผม แฟนคนนี้เคยคุยตั้งแต่ม.ปลายแล้ว พอขึ้นปี 1 กลับไปเจอเค้าอยู่กับมือที่สาม ตอนนั้นมันคือรักแรก ฝังใจมาก ๆ ก็เลยเลิกกันไปแบบไม่ดี แล้วก็ไปแช่งเค้า ขอให้คบกับใครแล้วเลิก จนสุดท้ายก็ห่างหายกันไป ผมไม่มีแฟน จน 7 ปีผ่านไป เค้าก็กลับมา เพราะเค้าบอกว่าเค้าคบกับใครเค้าก็เลิก จนกลับมาหาเรา ด้วยความที่เราก็แช่งไว้ไง ก็ไม่คิดว่าจะมาจบกับตัวเอง จากนั้นก็คบยาวเลย แฟนก็เลยสนิทกับน้องไปด้วย เพราะรู้จักตั้งแต่เด็ก ๆ”คำขอบคุณจากสองพี่น้อง “เลิ่กลั่ก”มด “เราผ่านทุกอย่างมาตั้งแต่เราไม่มีอะไร จนมาถึงวันที่เรามี คือเรายังมีแม่อยู่ข้างๆ จะเศร้าหรือสุข ก็ยังมีแม่อยู่ รักแม่ค่ะ จะขุนแม่ต่อไป”แมท “อยากบอกแม่ว่าสบายแล้วนะ แม่ก็ไม่ต้องเครียดแล้ว ขอให้แม่รักษาสุขภาพแค่นั้นเลย แล้วเดี๋ยวเราจะดูแลไปเรื่อย ๆ”แมท “ขอบคุณน้องมาก ๆ ครับ เพราะว่าจุดนี้เรามีเงินแล้ว เราได้ไปซัพพอร์ตเด็ก ๆ ส่งเด็ก ๆ เรียนหลายคน แล้วก็ให้ทุนการศึกษา มีการช่วยเหลือเด็กที่เป็นมะเร็ง กลายเป็นว่าเราก็มีโอกาสถึงวันนี้ แล้วก็สามารถที่จะให้โอกาสกับเด็กคนอื่น ๆ ด้วย ขอบคุณน้องมาก ๆ”มด “ขอบคุณพี่เหมือนกันค่ะ ถ้าไม่มีพี่ก็ไม่มีหนูเหมือนกันนะ เพราะว่าหนูไม่รู้จะคิดคอนเทนต์อะไร ก็ยังมีพี่อยู่ เหมือนทำงานอยู่ด้วยกัน สู้ ๆ นะ รักพี่ค้าบ”พบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เปิดเส้นทางพิชิตฝัน ของนางงามนักสู้ “อุ้มบุญ หมายเขา” แม้ไร้ขา แต่ก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจแกร่ง

08 พ.ค. 2024

เปิดเส้นทางพิชิตฝัน ของนางงามนักสู้ “อุ้มบุญ หมายเขา” แม้ไร้ขา แต่ก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจแกร่ง

“หนูรักตัวเองมาก ๆ เพราะรู้ว่าตัวเองเหนื่อยมาตั้งแต่เกิดจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ผ่านมันมาได้ แล้วก็อยากจะบอกว่าสู้ต่อไป การตื่นขึ้นมามีชีวิตอยู่มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว เพราะเราสามารถที่จะทำอะไรหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง แล้วก็จะเดินทำตามฝันของเราต่อไปให้มันประสบความสำเร็จ”Club นี้มีเรื่องราวมากมาย Club นี้มีหลากหลายสีสัน และ Club นี้ยังคอยแบ่งปันแรงบันดาลใจดี ๆ ในทุกสัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่กับตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดพิเศษ “อุ้มบุญ หมายเขา” สาวสวยผู้แจ้งเกิดจากเวทีประกวดนางงามข้ามเพศ ซึ่งเมื่อได้ทราบเรื่องราวและแนวคิดในการใช้ชีวิตของเธอ ก็อยากจะชื่นชมในความเป็น “นักสู้ชีวิต” ที่อยู่ในตัวเธอคนนี้ สีสันของชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจดี ๆ ได้ถูกถ่ายทอดเอาไว้ในรายการด้วย“อุ้มบุญ” ชื่อนี้ที่แม่ตั้งให้“ชื่อ อุ้มบุญ คุณแม่ตั้งให้ตั้งแต่เกิดเลยค่ะ ในตอนแรกที่เกิดมาคุณแม่ก็แอบตกใจที่เราเกิดมาเป็นแบบนี้ ตอนนั้นท่านเกือบจะไม่เลี้ยงหนูเพราะท่านตกใจ แต่คุณยายท่านก็บอกว่า เค้าอาจจะมาให้บุญ เลี้ยงเค้าไว้เถอะ คุณพ่อคุณแม่ก็เลยเลี้ยงไว้ แล้วก็ได้ชื่อ อุ้มบุญ มาตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ”เมื่อคนเรา “เลือกเกิดไม่ได้”“หนูพิการมาตั้งแต่กำเนิด คือ ไม่มีขา 2 ข้าง แล้วก็ไม่มีแขนข้างซ้าย ซึ่งหนูก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ก็ได้ฟังจากคุณแม่เล่าให้ฟังว่า คุณแม่เป็นคนที่แพ้ยาฆ่าหญ้า แล้วตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ ตอนที่ไปตรวจครรภ์ทุกอย่างก็ดูเหมือนปกติ แต่หลังจากนั้นคุณแม่ได้ไปทุ่งนากับคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อก็ฉีดยาฆ่าหญ้าตามปกติ แล้วคุณแม่ก็แพ้ยาฆ่าหญ้าแล้วก็เป็นลมล้มลง ซึ่งตอนใกล้จะคลอดคุณแม่ก็ไปตรวจครรภ์ดูอีกทีหนึ่ง คุณหมอก็บอกว่าปกติ เเต่พอเกิดมาก็เป็นเเบบนี้ความรู้สึกที่ตัวเองดูแปลกแล้วก็ไม่เหมือนเพื่อน หนูเริ่มรับรู้ตั้งแต่อนุบาล ตอนที่ได้ไปเรียน ได้เจอคนภายนอก ได้เจอเพื่อนก็เลยทำให้เรารู้สึกแปลก ที่เวลาเห็นเพื่อนเล่นกัน แล้วเราไม่สามารถที่จะเล่นกับเพื่อนได้ มันมีข้อจำกัดและข้อแตกต่างระหว่างคนปกติกับคนพิการเมื่อก่อนคำบูลลี่มันทำร้ายความรู้สึกหนูมาก หนูชอบโดนล้อว่ากะเทยขาด้วน กะเทยแขนด้วน เพราะเราก็เป็น LGBTQ+ มาตั้งแต่เด็กเลย มันเหมือนโดนล้อปมด้อย เราก็รู้สึกว่าเสียใจแล้วก็ร้องไห้ เหมือนเราไม่มีคุณค่าในตัวเอง จนบางครั้งก็แอบคิดว่าเราเกิดมาทำไม”ย้อนวัยใส ของ ด.ช.อุ้มบุญ หมายเขา“หนูเป็นเด็กที่กล้าแสดงออก รักสวยรักงาม และอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนหนูชอบรำ ชอบเต้นตามงานวัด งานโรงเรียน หรือเวลามีกิจกรรมต่าง ๆ คุณครูก็จะพาไปเต้น แล้วก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมประกวดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน เป็นคนพิการที่ไปแข่งร่วมกัน ในระดับเขต ระดับภาค แล้วก็ระดับประเทศ การประกวดปีแรกตอนนั้นหนูอยู่ ป.4 เป็นประกวดร้องเพลงซึ่งจุดที่ทำให้หนูอยากเป็นผู้หญิง คือตอนนั้นอยู่อนุบาล คุณครูก็จับทาลิปสติก แล้วก็ให้ขึ้นไปเต้นบนเวที ซึ่งหนูก็รู้สึกชอบมาตั้งแต่วันนั้นเลย ครอบครัวก็สนับสนุน คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยปิดกั้น เวลาที่เราอยากจะทำอะไรก็พาเราไปทำในสิ่งที่ชอบ พาหนูไปประกวดเต้น ประกวดร้องเพลง แล้วท่านก็ติดตามหนูไปตลอด”“แผลใหญ่” ที่ยังติดอยู่ในใจเสมอมา“มีเหตุการณ์หลังจากที่หนูเรียนจบ ม.3 แล้วก็มีโอกาสที่จะไปเรียนต่อสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนคนพิการ ตอนนั้นหนูก็มองว่าที่ตรงนี้น่าจะเป็นเซฟโซน เป็นจุดที่จะทำให้เรามีความสามารถ แล้วก็พัฒนาเราต่อไปในสิ่งที่ชอบ แต่วันแรกที่เข้าไป จะมีพิธีไหว้ครู ซึ่งมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยเห็นหนูแสดงรำมาก่อนหน้านี้ แล้วอาจารย์ก็อยากให้หนูรำในพิธีไหว้ครูครั้งนั้น วันนั้นหนูก็ได้แต่งตัวเป็นผู้หญิงด้วย ซึ่งจะมีอาจารย์คนหนึ่ง เป็นคนดูแลโรงเรียนนั้น เค้าได้เดินมาพูดกับหนูว่า ถ้ายังไม่ปรับตัวเองในเรื่องเพศ ถ้ายังอยากเป็นผู้หญิงแบบนี้ ให้หนูเลือกโรงเรียนใหม่ แล้วเตรียมออกไปเรียนที่ใหม่ ตอนนั้นหนูเสียใจมาก ทั้ง ๆ ที่หนูคิดว่าที่นี่จะเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับหนู แต่ทำไมกลับกลายเป็นที่ที่ไม่ยอมรับในตัวตนของหนู ไม่ยอมรับความแตกต่างที่หนูเป็นอยู่ หนูร้องไห้เสียใจ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครที่มาปิดกั้น หรือมาตัดสินหนูเพียงเพราะหนูเป็นแบบนี้ ซึ่งหนูก็กลับมาย้อนดูตัวเอง เราก็ไม่ได้แตกต่างตรงไหนเลย หนูไม่ได้ไว้ผมยาว หนูตัดรองทรงเหมือนเด็กผู้ชายเหมือนกัน แล้วหนูก็ไม่ได้แต่งหน้าเขียนคิ้ว หนูก็ทาแค่แป้งฝุ่นธรรมดากับทาลิปมันเท่านั้น แต่หลังจากที่เค้าเห็นหนูรำครั้งนั้น เค้าก็เลยรู้สึกไม่พอใจที่หนูเป็นแบบนี้ เค้าก็จะปิดกั้นโอกาสต่าง ๆ ของหนูมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง วันนั้นเป็นงานของโรงเรียน และมีแขกมาเยี่ยมชมด้วย ซึ่งเราก็ต้องไปแสดงให้แขกดูให้เห็นถึงความสามารถของเรา วันนั้นหนูก็แต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยกับเพื่อน ๆ แต่หนูกลับไม่ได้ไปแสดง ส่วนเพื่อน ๆ ได้ไปแสดงทุกคน ซึ่งคุณครูคนนั้นได้เข้ามาให้เหตุผลว่า เค้าไม่ให้หนูแสดงเพราะเค้าไม่ชอบที่หนูเป็น LGBTQ+ เหตุการณ์นั้นทำให้หนูเสียใจมาก จนรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเองเลย หนูด้อยค่าในตัวเองมาก ๆ จนถามตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม เรามาอยู่จุดนี้ทำไม ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว เผื่อชาติหน้าอาจจะเกิดมาครบ 32 อาจจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายจริง ๆแต่ที่หนูผ่านเหตุกาณ์นั้นมาได้ เพราะหนูได้กำลังจากคนรอบข้าง จากคุณครู จากเพื่อน แล้วก็จากครอบครัว มันก็เลยทำให้หนูฮึดสู้ แล้วก็มองข้าม หนูเชื่อว่าสักวันหนึ่งเค้าก็จะเห็นคุณค่าในตัวของเรา แล้วหนูก็ตั้งใจเรียนเพื่อที่จะเรียนให้จบ แล้วมีกิจกรรมต่าง ๆ หนูก็จะทำเต็มที่ ถึงเค้าคนหนึ่งจะไม่โอเค แต่ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่โอเคจากที่หนูชอบเต้น ชอบรำ แล้วหนูเชื่อว่าความแตกต่างของสภาพร่างกาย ถึงเราเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่เราก็มีความอ่อนช้อยในเรื่องของท่วงท่า การร่ายรำไปพร้อมกับดนตรี แล้วก็มีคนถ่ายคลิปหนูรำ จนมันกลายเป็นไวรัลเลย”แม้ไร้ขา แต่เดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจแกร่ง“ความฝันในตอนเด็กคือหนูอยากประกวดนางงาม แล้วในช่วงที่หนูเป็นนางรำ ก็อยากมีโอกาสแต่งตัวสวย ๆ ไปยืนอยู่บนเวทีประกวด อยากไปโชว์ความสามารถให้ทุกคนได้เห็นว่าเราก็มีจุดยืนในสังคม นี่แหละคือความแตกต่างที่เกิดขึ้นในสังคม จนหนูได้เดินตามความฝัน หนูเริ่มประกวดนางงามตอนอายุ 17 ปี เวทีแรกคือ นางสาวสยามข้ามเพศ ซึ่งหนูเห็นเค้าโพสต์รับสมัครผ่านโซเชียล หนูก็ได้ทักไปสอบถามกับผู้จัดงานว่า หนูมีสภาพร่างกายเป็นแบบนี้ หนูสามารถที่จะประกวดได้ไหมคะ ซึ่งผู้จัดการกองประกวดเค้าก็ยินดีต้อนรับ แล้วก็ให้หนูเข้าไปประกวด จนได้เป็นนางงามสู้ชีวิตตั้งแต่เริ่มเพราะหนูไม่มีพี่เลี้ยง หนูไปด้วยตัวของเราเอง ตอนนั้นหนูมีเงินอยู่ 3,000 บาท ก็ไปหาเช่าชุดไทย แล้วก็นั่งรถจากพัทยาเพื่อจะมาประกวดที่กรุงเทพ มาลงรถที่หมอชิต แล้วก็นั่งแท็กซี่จากหมอชิตไปแต่งหน้าทำผมที่ถนนวิภาวดี พอเสร็จก็นั่งแท็กซี่ไปประกวดที่ วอเตอร์เกท พาวิลเลียน​ การประกวดเวทีแรก กระแสตอบรับดีมาก ๆ กรรมการก็ชื่นชมแล้วก็ให้รางวัลพิเศษกับหนูมาเยอะมาก มันทำให้หนูรู้สึกชอบ และอยากไปต่อ หลังจากนั้นหนูก็เดินสายประกวดนางงามมาประมาณ 20 เวทีการประกวดนางงาม ถ้าเราไม่มีพี่เลี้ยงมันยากมาก เพราะถ้าคนที่มีพี่เลี้ยง เค้าก็จะมีคนดูแลในเรื่องของการแต่งหน้าทำผม การเดินทาง การกินอยู่ต่าง ๆ ทั้งหมดนี้พี่เลี้ยงจะเป็นคนดูแล แต่หนูดูแลตัวเองทุกอย่างตั้งแต่หาชุด หาช่างแต่งหน้า เดินทางก็ต้องไปด้วยตัวเอง แต่ยังไงเราก็ต้องไปให้เค้าเห็นก่อน แล้วเค้าอาจจะหยิบยื่นโอกาสมาช่วยเหลือเราก็ได้ แต่เราต้องเดินได้ด้วยตัวเองก่อนค่ะ”ทุกคนมีความสวยเป็นของตัวเอง และหนูก็เป็นคนสวยคนหนึ่ง“ในการประกวดนางงามหนูฝึกได้ด้วยตัวเอง คือดูจากคนปกติแล้วเอามาปรับใช้ แม้คนปกติจะมีครบ 32 มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม แต่หนูก็มองว่า หนูก็เป็นคนสวยคนหนึ่ง ความสวยมันแตกต่างกัน ถึงแม้รูปร่างหนูจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้าคนปกติเค้าเดินแบบฟูลเทิร์นได้ หนูก็ใช้ส่วนที่หนูมีอยู่ ทำให้ตัวเองหมุนแล้วก็ฟูลเทิร์นได้เหมือนกันเงินรางวัลที่ได้มา ถ้าเทียบกับเงินที่เราเสียไปมันไม่คุ้มเลย กับการลงทุนที่เราต้องแต่งหน้าทำผม แล้วก็เดินทางไปตามที่ต่าง ๆ แต่มันเป็นคุณค่าทางจิตใจที่หนูอยากทำ มันคือความภูมิใจที่ทำให้คนรู้จักหนู แล้วได้รู้ว่าถึงแม้เราจะเกิดมาพิการ แต่เราก็อยากที่จะมีจุดยืนในสังคม อยากให้สังคมได้เห็นความแตกต่าง และความหลากหลายที่เกิดขึ้น ซึ่งเราคือบุคคลที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วแสดงให้ทุกคนได้เห็น หนูไม่อยากให้ใครมาสงสาร แต่หนูอยากไปหาจุดยืน และอยากหาโอกาสให้กับตัวเอง”จากการประกวดนางงาม สู่ฑูตอารยะสถาปัตย์“ฑูตอารยะสถาปัตย์ หนูได้มาจากเวทีการประกวดนางงาม ซึ่งเป็นเวทีการประกวด Miss Thailand Friendly Design 2023 โดยเวทีนี้เฟ้นหานางงามที่มีจิตอาสา เพื่อที่จะเป็นฑูตอารยะสถาปัตย์ เป็นกระบอกเสียงในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก หรือคนชรา ในส่วนของทางลาด รวมถึงที่จอดรถสำหรับผู้พิการ ซึ่งการประกวดนี้เป็นเวทีที่เปิดโอกาส ไม่จำกัดสภาพร่างกาย ไม่จำกัดเพศ แล้วหนูก็มีโอกาสได้ยืน 1 ใน 5 ผู้ที่ผ่านเข้ารอบ แล้วก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 มา พอมาเป็น ฑูตอารยะสถาปัตย์ หนูก็จะทำหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ พอเห็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่เค้าตั้งขึ้นมาเพื่อคนพิการ เราก็โพสต์ขอบคุณ แล้วก็สำรวจที่อื่น ๆ เผื่อจะเจอจุดที่ควรแก้ไขเพื่อให้เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ทุกคนสามารถเข้าถึง และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในตอนที่ประกวดก็จะมีรอบที่ต้องทำการแสดงความสามารถพิเศษ ตอนนั้นหนูแสดง การรำสะเอง ซึ่งเป็นการรำของชาวจังหวัดศรีสะเกษ เวลามีคนเจ็บป่วยชาวบ้านจะมีการรำสะเอง หรือที่เรียกอีกอย่างว่า รำแม่มด เพื่อที่จะช่วยรักษาคนเจ็บป่วยให้หายดี ในการแสดงจะมีขันใส่ข้าว แล้วก็มีการสวด ซึ่งหนูเห็นชาวบ้านในหมู่บ้านแสดงก็เลยจำเค้ามา แล้วก็มาหาเพลง ปรับเป็นการแสดงรำด้วยตัวเองนอกจากนี้ของขึ้นชื่อของจังหวัดศรีสะเกษก็คือ ทุเรียนภูเขาไฟ ที่มีลักษณะกรอบนอกนุ่มใน เปลือกบาง เนื้อหวานมัน กลิ่นน้อย กินเข้าไปแล้วละมุนเหมือนละลายในปากได้ มาศรีสะเกษ ต้องนึกถึง ทุเรียนภูเขาไฟจังหวัดศรีสะเกษ”ถ้ามัวแต่โทษตัวเอง มันก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้“ในการประกวดนางงามหนูก็เคยโดนบูลลี่จากผู้เข้าประกวดคนอื่น เหมือนเค้าไม่พอใจที่หนูได้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย เพราะว่าหนูพิการ แต่เค้ามีครบ 32 ทำไมไม่ได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น มันรู้สึกเสียใจ แต่หนูก็ปล่อยวาง เสียใจแค่วันนั้นแต่หลังจากประกวดจบหนูก็หายอย่างคลิปเต้นล่าสุดที่หนูลง ก็มีคนมาคอมเมนต์ว่า เกิดมาไม่ครบ 32 แล้วยังจะมาโชว์แข้งขาอีก ขาก็ไม่มีเกิดมาทำไม ทำไมไม่ตาย พอหนูเห็นคอมเมนต์ก็คิดว่าแล้วทำไม ฉันเกิดมาแบบนี้ฉันต้องตายเหรอ ฉันเกิดมาแบบนี้ฉันไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามเลยเหรอ ฉันเกิดมาแบบนี้แล้วฉันจะไม่มีจุดยืนในสังคม และจะไม่ได้รับโอกาสจากสังคมเลยเหรอ ทำไมฉันต้องตาย แล้วพอมานั่งคิดทบทวนก็รู้สึกว่า เค้าอาจจะสนุกปาก แต่คนที่รับฟังไม่สนุกด้วยเลย ตอนแรกก็จะรับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าเกิดมีอีกครั้งก็อาจจะต้องพึ่งพากฎหมายสักวันแม้หนูจะพิการ แต่หนูก็ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร หนูสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับคนทั่วไปปกติ แค่เราต้องพยายามมากกว่า หนูทำกับข้าวเอง ขึ้นรถไปตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ด้วยตัวเอง ว่ายน้ำหนูก็ทำได้ อย่างขาเทียม หนูลองมาตั้งแต่เด็กเลย แต่ด้วยความที่หนูไม้มีขาตั้งแต่เหนือเข่า ถ้าใส่ขาเทียมมันต้องสวมเข้าทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเวลาหนูก้าวเดิน มันเสียดสีกันแล้วมันเกิดอาการเจ็บ แล้วเวลาหนูออกแรงยกขาเดินแต่ขาเทียมมันไม่ไป หนูฝึกใช้ขาเทียมนานเลย จนรู้สึกว่าหนูเอาเวลาตรงนั้นมาทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างมาก หนูก็เลยเลือกที่จะเดินแบบไม่ใส่ขาเทียมดีกว่า มันคล่องตัวดี เราก็ระมัดระวังเอาหนูชื่นชม และคอยให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า หนูเกิดมาเป็นแบบนี้ หนูเก่งมาก ๆ เวลาหนูตื่นขึ้นมา หนูสามารถที่จะไปไหนมาไหน สามารถทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูครอบครัวได้ ตื่นมาได้แต่งตัวสวย ๆ ได้ไปเจอผู้คนมากมาย หนูรู้สึกว่าหนูภูมิใจในตัวเอง หนูเข้มแข็งมาก ๆ ที่หนูเกิดมาเป็นแบบนี้ ถึงแม้หนูจะมีไม่ครบ หนูต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องเพศสภาพ และเรื่องสภาพร่างกาย หนูมีใจที่เกินร้อยจริง ๆ และหนูเข้มแข็งมาก ๆ อาจจะมีบ้างที่หนูจะโดนบูลลี่ โดนคอมเมนต์แย่ ๆ แต่หนูต้องมูฟออน เพราะถ้าเรามัวแต่โทษตัวเองอยู่อย่างงั้น มันก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ หนูก็เลยมองข้าม เพื่อหาสิ่งดี ๆ ก้าวผ่าน แล้วเดินหน้าต่อไป”ความเหลื่อมล้ำที่ยังคงพบเจอ“สำหรับหนูมองว่าตอนนี้ประเทศไทยยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการที่ยังน้อยอยู่ จนบางทีมันยังเกิดการเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้น อย่างเช่น ตอนที่หนูขึ้นรถไฟฟ้า เวลาหนูได้มาทำงานที่กรุงเทพ ซึ่งบนรถไฟฟ้าก็จะมีที่นั่งสำหรับคนพิการ แต่ตอนที่หนูไปใช้บริการหนูกลับไม่ได้นั่ง ขนาดเค้าเห็นว่าหนูพิการแต่เค้าไม่ลุกให้หนูนั่ง หนูก็ได้แต่โอเคไม่เป็นไรยืนก็ได้ หนูไม่ได้จะไปเรียกร้องว่าลุกให้หน่อยนะคะ หนูเข้าใจว่าคนทำงานเหนื่อย ๆ เค้าอาจจะอยากนั่ง แต่มันก็เป็นที่คนพิการมันก็มีป้ายบอกแล้ว หนูก็อยากจะบอกสังคมว่าเห็นใจพวกเราด้วยนะคะ โอกาสทางสังคมของพวกเราก็น้อยอยู่แล้ว ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นมันทำให้เรารู้สึกไม่ได้รับความเท่าเทียมสักเท่าไหร่”การทำงานที่สังคมเปิดรับ แต่ยังไม่เปิดใจ“ตอนนี้หนูก็ทำหลายอาชีพมาก ๆ ทั้งเป็นอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้า แล้วก็เป็นฑูตอารยะสถาปัตย์ ซึ่งเป็นสัญญาปีต่อปีย้อนกลับไปตอนที่หนูเรียนที่พัทยา หนูก็สู้ด้วยตัวของหนูเอง หนูไปนั่งขายพวงกุญแจที่ถนนวอล์คกิ้งสตรีท เอารถวีลแชร์ขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ไปนั่งขาย ตอนแรกขายได้ 800 บาท หนูภูมิใจที่สามารถหาเงินได้จากการขายของตัวตัวหนูเองหลังจากนั้นก็หนูก็เป็นนางรำ แล้วก็ได้ไปออกรายการตามช่องต่าง ๆ แล้วก็มีผู้ใหญ่ให้โอกาสไปเป็นพิธีกรของรายการสำหรับคนพิการ และได้ไปทำงานธุรการอยู่สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี(หญิง) จังหวัดนนทบุรี จากนั้นก็ไปทำประสานงานให้กับทริปเปิ้ลทรีบอร์ดแบรนด์ แล้วก็ได้ไปทำงานโรงงานจิวเวลรี่ ที่จังหวัดสมุทรสาครในเรื่องของการทำงานก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป บางครั้งเค้าเปิดรับ แต่ยังไม่เปิดใจ เหมือนเปิดรับคนพิการก็จริงอยู่ แต่พอคนพิการไปสมัครก็มีเงื่อนไขเยอะมาก เหมือนเค้าไม่เปิดใจรับ แต่ประกาศรับ หนูเชื่อว่าคนพิการก็คงมีศักยภาพตามเนื้องานที่เค้าประกาศรับสมัคร แต่พอได้เข้าไปทำงานจริง ๆ ก็ต่างคนต่างความคิด ร้อยพ่อพันแม่ เราไม่สามารถที่จะไปห้ามความคิดคนได้ บางคนคิดว่าเอาเรามาก็ไม่ได้ช่วยอะไร เหมือนเอามาลดหย่อนภาษีเฉย ๆ แต่สำหรับหนูเองก็ทำหน้าที่ของเราต่อไป ใครจะมองยังไงมันก็เรื่องของเขา ทุกคนมีสิทธิที่จะออกความคิดเห็น แต่ก็ควรที่จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน”เปิดหัวใจ ส่องความรักของ อุ้มบุญ หมายเขา“ที่ผ่านมาก็เจ็บช้ำจากความรักมาเยอะมาก หนูเกือบตายจากรักครั้งแรก ตอนนั้นเราคบกัน 2 ปี แล้วเค้าก็ได้มีโอกาสมาทำงานที่กรุงเทพ ความห่างกันมันทำให้เค้าเปลี่ยนไป จากที่เคยคุยกันทุกวันก็กลายเป็นนาน ๆ คุยกันที จนท้ายที่สุดเค้าก็ไปมีคนใหม่ ตอนนั้นหนูเจ็บมาก เพราะเค้าเป็นคนที่ยอมรับในตัวตนของเราได้ ซึ่งหนูก็เป็นคนที่ถ้าเจอคนที่สามารถยอมรับในตัวตนของหนูได้ หนูจะรักเค้ามาก ๆ แล้วให้ใจไปเต็มร้อย แต่พอเค้าไปมีคนใหม่เราก็เลยเจ็บมาก เพราะมันเป็นรักครั้งแรก หนูคิดสั้นทำร้ายตัวเองแต่ไม่เป็นไรมากเพราะเพื่อนมาช่วยไว้ก่อนมุมมองความรักตอนนี้ หนูเชื่อว่าความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม เป็นเรื่องของคนสองคน เพียงแค่ตอนนี้ยังหาไม่เจอ แต่ไม่เป็นไร เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม เดี๋ยวเค้าก็มาเอง ตอนนี้หนูก็ขอโฟกัสที่การทำงาน การรักตัวเอง รักครอบครัว รักคนรอบข้าง รักคนที่ให้โอกาสเราสำหรับ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่กำลังจะเกิดขึ้น สำหรับหนูมันเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าถ้าในอนาคตหนูมีแฟน แล้วหนูอยากจะจดทะเบียนสมรส หรือมีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งถ้ามี พ.รบ.สมรสที่เท่าเทียมซึ่งตอนนี้อยู่ในวาระสุดท้ายแล้ว อยากที่จะให้ผ่านไปด้วยดีและออกกฎบังคับใช้ เพื่อทุก ๆ คนในสังคม เพื่อสิทธิความเท่าเทียมที่มันจะเกิดขึ้นจริง เพราะว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่สามารถที่จะเลือกเกิดได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ แล้วก็ควรที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่ควรที่จะมีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”สีสัน แรงบันดาลใจ จาก อุ้มบุญ หมายเขา“สำหรับคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต หนูเชื่อว่ามันต้องมีทางออก เราต้องรีบหาทางออก รีบมูฟออนไปทำในสิ่งที่เรารักและอยากจะทำ หนูเชื่อว่ามันประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน มีหลายคนมาคอมเมนต์ในโซเชียลของหนูว่า การตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหนู ทำให้เค้ามีแรงที่จะใช้ชีวิตต่อไป และมีน้อง ๆ หลายคนที่เค้าอยากประกวดนางงาม แล้วพอเห็นเราประกวดนางงาม เค้าก็ทักมาขอคำแนะนำ หนูก็บอกว่า เชื่อมั่นในตัวเอง ทุกคนมีความสวยที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ขอแค่คุณมีใจที่เต็มร้อย แล้วเชื่อมั่นในตัวเองว่าคุณทำได้ ลงสมัครไปเลย ลงมือทำตามความฝันของตัวเองเลยมาถึงตอนนี้หนูมาไกลมาก ๆ จากที่โดนบูลลี่จนรู้สึกไม่มีค่าในตัวเอง จนตอนนี้เราเห็นคุณค่าในตัวเองมาก ๆ ซึ่งจุดเปลี่ยนก็คือตัวหนูเองที่เลือกมองข้าม แล้วอยากทำให้คนที่เค้าดูถูกหนู เห็นว่าหนูทำได้ บวกกับการที่ทุกคนเปิดโอกาสให้กับหนูได้มีจุดยืนในสังคม มันก็เลยทำให้หนูก้าวผ่านตรงนั้น เพื่อที่จะมาทำตามความฝัน แล้วก็ก้าวผ่านหลาย ๆ อย่าง จนมาเป็นหนูในวันนี้”คำขอบคุณ จาก อุ้มบุญ หมายเขา“หนูอยากจะขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่แล้วก็คนในครอบครัว ที่ไม่ว่าหนูจะทำอะไร ท่านก็ไม่เคยปิดกั้นโอกาสหนูเลย ท่านคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่องที่หนูอยากทำ และอยากขอบคุณตัวเองที่เข้มแข็งมาก ๆ แม้ว่าเจออะไรมาเยอะมากในชีวิต แต่หนูก็สามารถที่จะก้าวผ่าน แล้วก็มาเป็นหนูจนถึงทุกวันนี้ ทำให้คนได้เห็นว่า ถึงแม้จะเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่หนูก็มีคุณค่าในตัวเอง” - อุ้มบุญ หมายเขาพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เปิดชีวิตสุดแฟ(ชั่น) ของตัวแม่สายฝอ “ตูน หิ้วหวี” อินฟลูเอนเซอร์สุดจึ้ง กับลุคสุดเฟียร์ส

02 พ.ค. 2024

เปิดชีวิตสุดแฟ(ชั่น) ของตัวแม่สายฝอ “ตูน หิ้วหวี” อินฟลูเอนเซอร์สุดจึ้ง กับลุคสุดเฟียร์ส

“หนูจะไม่ด้อยค่าตัวเอง เราควรรักตัวเองที่สุด ถ้าวันนี้เราตื่นมาแล้วเรายังหายใจได้ เราก็จะสามารถแต่งตัวสวย ๆ หาความสุขให้กับสิ่งที่เรารัก หนูว่าเราทำทุก ๆ วัน ให้มีค่าในชีวิตตัวเองได้เสมอ”ยังเป็น Club ที่รวมหลากหลายสีสันของชีวิต และคอยแบ่งปันแรงบันดาลใจดี ๆ ในทุกสัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่กับตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดเฟียร์ส จากจักรวาลหิ้วหวี “ตูน หิ้วหวี” หรือ “Alie Blackcobra” บิวตี้บล็อกเกอร์สายฝอ ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของวัยรุ่นไทย ด้วยความที่มีลุคเผ็ดแซ่บ ตรงไปตรงมาบวกกับการมีสไตล์การแต่งหน้าที่เป็นจุดเด่น จึงทำให้เธอมีแฟนคลับที่ติดตามผลงานอย่างมากมาย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เธอผ่านหลากหลายเรื่องราวของชีวิต และมีข้อคิดแรงบันดาลใจดี ๆ ที่ได้แบ่งปันไว้ในรายการด้วยชื่อ Alie Blackcobra กับที่มาสุดแซ่บ“จริง ๆ หนูเรียนจบสายภาพยนตร์มา และเป็นคนคลั่งภาพยนตร์มาก ๆ คำว่า Alie Blackcobra มันมาจากหนังทั้งหมดเลย Alie มาจากหนังเรื่องเอเลี่ยน เพราะหนูรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนคนทั่วไป ทั้งเรื่องความชอบ และการใช้ชีวิต หนูเลยชอบคำว่าเอเลี่ยน และก็ตัดตัวเอ็นออก ให้มันดูเป็นชื่อคนหน่อย กลายเป็น Alie ส่วน Blackcobra มาจากรหัสสายลับ ในหนังเรื่องคิวบิว หนูก็เลยเอามารวมกัน ทีนี้พอมันมาเรียงกัน Alie Blackcobra มันเป็น A B C พอดี หนูเลยชอบคำนี้มาก ชื่อนี้นำเสนอความเป็นตัวหนูสุด ๆ เลย”ย้อนวัยใส ของ ตูน หิ้วหวี“หนูเป็นเด็กต่างจังหวัด เกิดและโตที่กำแพงเพชร ก็เรียนมาเรื่อย ๆ แล้วก็ช่วยคุณแม่ขายของจากรถเข็น ก็ตากแดดตากลม แต่หนูรู้สึกว่า คนเราเมื่อมันไม่มีมันอยู่ได้ แต่ถ้ามันเคยมี แล้วมันไม่มีจะอยู่ยาก หนูโตมาจากการไม่มี แล้วมีมาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นการลำบากที่สบายในอนาคต ไม่ได้รู้สึกเหนื่อย ไม่ได้รู้สึกท้อใจ ไม่ได้รู้สึกน้อยใจในโชคชะตาเลยหนูใช้ชีวิตอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็ก เพราะว่าคุณแม่เค้าไปทำงานต่างจังหวัด หนูก็จะอยู่กับคุณยาย แล้วเค้าก็จะไม่ค่อยมีเงิน หนูจะไปสอนหนังสือเพื่อเอาเงินไปโรงเรียน สอนเด็กประถม วันละ 1 ชั่วโมง คนละ 10 บาท วันหนึ่งหนูได้ 50 บาท หนูก็สอนแบบนี้จนเข้ามหาวิทยาลัยหนูเรียกยายว่า คุณแม่ ส่วนแม่ หนูเรียกว่า คุณน้า เพราะเหมือนถูกปลูกฝังมาว่าให้เรียกคุณยายว่าแม่ อาจเป็นเพราะแม่เค้าท้องหนูตอนสาว แล้วทีนี้ยายก็เลยบอกว่านี่ลูกฉัน แล้วก็บอกแม่ต้อให้หนูเรียกเค้าว่าน้า จนวันที่หนูอ่านหนังสือออก ไปอ่านใบเกิด มารดา ไม่ใช่ชื่อคุณยายแต่เป็นชื่อแม่ต้อ ก็เลยงงว่า เธอเป็นแม่ฉันเหรอ แล้วก็ร้องไห้ไปกอดคุณยาย มันเหมือนโดนหลอกเหมือนกันนะหนูได้ ความอดทน จากคุณยาย ที่บ้านหนูเคยโดนตัดน้ำตัดไฟ เพราะไม่มีเงินจ่าย แล้วก็ต้องย้ายบ้าน เพราะเหมือนเค้ามีหนี้สิน ซึ่งทุกคนอดทนที่จะใช้ชีวิต แล้วหนูอดทนในตอนที่โดนดราม่า หนูอดทนที่จะยืนตรงนี้ต่อ แล้วทำมาเรื่อย ๆ แม้ว่าจะลำบากขนาดไหน ไม่มีงาน ไม่มีลูกค้า หนูก็พยายามไปหาของมาขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้มันยังมีชีวิตอยู่ในกรุงเทพได้ จริง ๆ ใจอยากจะกลับต่างจังหวัดจะแย่แล้ว แต่ว่าหนูก็ถู ๆ ไถ ๆ มาได้ หนูก็รู้สึกว่านี่แหละความอดทน”ในวันที่ต้องมาใช้ชีวิตในเมืองกรุง“ตอนแรกหนูมากรุงเทพแบบ เสื่อผืนหมอนใบ มาเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ตอนนั้นหนูมีเสื่อ หมอน พัดลม แล้วก็หม้อหุงข้าว แค่นั้น หนูมากับรถทัวร์ แต่ว่าหนูฝันสูงมาก ฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมาอยู่ และทำงานที่กรุงเทพ หนูพูดกับเพื่อนว่า ฉันต้องได้เป็นดารา แล้วเพื่อนบอกว่า ไม่ได้เป็นหรอกดาราที่กรุงเทพ เค้าได้เป็นกันตั้งแต่อายุ 15 แล้ว หนูก็บอกว่าดูถูกความฝันกันมาก หนูก็มาเรียนที่กรุงเทพเลย จนวันนี้หนูบอกเพื่อนคนนั้นว่า ฉันได้เป็นดาราแล้วนะตอนเรียนหนูมีความฝันว่า หนูอยากอยู่ในหนังสือ CHEEZE MAGAZINE หนูก็เลยไปงาน CHEEZE บ่อย ๆ ให้เค้าถ่ายรูป แล้วหนูดีใจมาก จน พี่พายไก่ กับ พี่ปิงปอง มาเห็น แล้วให้โอกาสชวนหนูไปทำรายการคบตุ๊ดไม่หลุดเทรนด์ หนูก็เลยได้ไปเป็นบิวตี้บล็อคเกอร์ในคบตุ๊ดไม่หลุดเทรนด์ แล้วพอมีชื่อเสียงมากขึ้น หนูก็เลยเปิดช่อง Youtube ของตัวเอง พอมีช่องแต่งหน้า มิกซ์ เฉลิมศรี ก็เลยดึงหนูเข้าแก๊งหิ้วหวีเลย แล้วหนูก็ดังเลยหนูชอบถ่ายรูป ชอบแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก ถามว่ามีพื้นฐานไหม หนูแค่ไปดูคนอื่นมาแล้วลองแต่ง แต่ว่าแฟชั่นของหนูมันหลุดไปจากคนอื่นที่มันไม่มีคนทำ มันอาจจะเป็นแปลกใหม่ แล้วคนไทยไม่เคยเห็น คนก็เลยชอบบอกว่าหนูเป็นสายฝอ แล้วคนก็ชอบ”ครอบครัว กับการยอมรับตัวตนของ ตูน หิ้วหวี“เอาจริง ๆ ครอบครัวเพิ่งมารับได้ ตอนที่หนูเข้ามหาวิทยาลัยเลย เมื่อก่อนเราทะเลาะกันทุกวันแม้กระทั่งหนูย้อมผมสีทอง คุณแม่ก็ไม่ชอบ เพราะว่ามันแบบตุ้งติ้งออกสาว เค้าไม่ชอบให้เราเป็น LGBTQ+ เลย แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย เหมือนเราเลี้ยงดูตัวเองได้ เค้าก็ไม่มาเบียดเบียนเรา เราก็ไม่ได้เบียดเบียนเค้า เค้าก็เลยเริ่มปล่อย ๆ เราตอนที่เค้ายังไม่ยอมรับหนูต้องแอบ ทุกครั้งที่หนูแต่งหญิง หนูต้องแอบหมดเลย ห้ามให้เค้าเห็น ซึ่งหนูรู้สึกว่าเสียใจจัง อยากให้แม่มาช่วยถ่ายรูปให้ อยากให้แม่เห็นว่าเราแต่งหญิงแล้วมันสวยขนาดไหน ถึงแม้เราจะไม่สวยก็ตาม แต่เราอยากให้คนข้าง ๆ เราเห็น จนหนูเรียนปี 3 หนูก็นั่งแต่งหน้าหวีผมอยู่ คุณยายที่หนูเรียกว่าแม่เค้าก็บอกว่า มาเดี๋ยวหนีบผมให้ แค่เค้าทำให้ แต่หนูรู้สึกว่าซึ้งใจจัง กับแม้ต้อ หนูอยู่แบบเป็นเพื่อนอยู่แล้ว เค้ารู้ว่าหนูเป็น LGBTQ+ อยู่แล้ว ซึ่งหนูจะเกรงใจคุณยายมากกว่าเพศแบบพวกหนูถูกกดดันเยอะมาก คุณต้องเป็นหมอ คุณต้องเป็นอะไรเลิศ ๆ คุณถึงจะเป็น LGBTQ+ ได้ ถ้าคุณไม่รวย คุณห้ามเป็นกะเทย ซึ่งหนูว่ามันไม่เกี่ยวเลย ถ้าคนมันจะเป็น มีเงินบาทเดียวหรือไม่มีเลย มันก็จะเป็น ทุกวันนี้แอบอิจฉาเด็กรุ่นใหม่ ที่เค้ารู้ตัวมาตั้งแต่เด็ก แล้วคุณพ่อคุณแม่เค้าช่วยส่งเสริม มันเป็นอะไรที่ยกระดับ LGBTQ+ มากเลย”ตัวตนที่คนอื่นเห็น กับ ตัวตนที่เป็นฉัน“จากที่คนอื่นมอง หนูจะมีคาแรกเตอร์ดุร้าย เฟียร์ส แล้วก็ดูเป็นคนสนุกสนาน ดูไฮเปอร์อยู่ไม่นิ่ง ดูเป็นคนต้องการเพื่อน เป็นคนขี้เหงามาก ๆ อยู่คนเดียวไม่ได้แต่จริง ๆ แล้วหนูเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูงมาก สมมติว่าถ้าหนูรู้จักใครสักคน แล้วรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้ หนูก็จะค่อย ๆ เอาตัวออกจากเค้า แต่ถ้าใครสักคนที่หนูรู้สึกเข้ากันได้ หนูก็จะสนิทไปเลย เพราะหนูชอบคนที่มีความชอบเหมือน ๆ กัน มีสไตล์คล้ายกัน ซึ่งมันก็จะหายากมาก หนึ่งในนั้นก็จะมีในแก๊งหิ้วหวี อย่างเช่นเวลาหนูชอบกินหนูก็จะชวนเอิ๊ก เวลาหนูชอบไปต่างจังหวัดหรือไปเที่ยวหนูก็จะชวนพี่นัท เวลาหนูอยากปาร์ตี้หนูก็จะชวนอยู่กับมิกซ์ เป็นต้นซึ่งในตอนแรก หนูรู้สึกว่าถ้ายิ่งมีเอนเนอร์จี้ คนจะยิ่งชอบดูคลิป คนจะไม่กดข้าม ถ้าเราเป็นคนสนุก แต่จริง ๆ แล้วมันกลายเป็นดาบสองคม เรากลายเป็นคนโหวกเหวกโวยวาย ใช้คำหยาบมากเกินไป ทำให้ตอนนี้ทุกอย่างมันถูกปรับให้รวม ๆ กัน หนูกลายเป็นคนที่โวยวายด้วย น่ารักด้วย กลายเป็นการผสมผสานแล้วลงตัวมากแล้วการที่หนูเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ก็จะมีบางเรื่องที่คนดูจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง อาทิเช่น ตอนที่เพื่อนบอกว่าหนูโตในคุก หนูก็ทำเป็นเศร้าให้อินไปกับเรื่องที่เพื่อนพูด ไม่ได้คิดอะไร แล้วปรากฎว่าคุณแม่ได้ยินแล้วเค้าเสียใจ แล้วในคอมเมนต์ก็เชื่อกันว่าหนูโตในคุกจริง ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ แต่หนูก็เล่นไปตามน้ำด้วย บวกกับที่พอเราเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนก็เลยเชื่อ ยิ่งเพื่อนก็บิ้วต์อีก มันก็เพิ่มความเชื่อเข้าไปอีก”คอมเมนต์เชิงลบ ที่มันกระทบจิตใจ“ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคอมเมนต์ที่กระทบจิตใจหนูเลย จน 3 ปีที่ผ่านมา คอมเมนต์มันมีพลังกับชีวิตหนูมาก มากจนหนูไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากทำงาน ไม่อยากอยู่ในวงการ ไม่อยากอยู่ในโซเชียล หนูเบื่อมาก จากที่หนูเป็นคนสนุกตลอดเวลา อยากอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา อยากทำคลิปทุกวัน กลายเป็นหนูไม่อยากทำแล้ว เพราะว่าคอมเมนต์มันถาโถมมาเรื่อย ๆ แล้วเราเก็บมามาก ๆ มันทับกันเรื่อย ๆ มันเหมือนโดนยิงจุดเดิมหลาย ๆ นัด จนวันหนึ่ง มันระเบิดออกมาให้กับคนทั้งโซเชียลรู้ แล้วหนูเหมือนได้ยกสิ่งที่หนูเครียดที่สุดในชีวิตออกไปให้ทุกคนรู้ จากเทปที่หนูไปนั่งคุยกับพี่เขื่อน ว่าหนูไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว หนูเหนื่อย ซึ่งมันก็ดีนะที่หนูไม่ต้องเล่าให้เพื่อนรู้ และกลายเป็นว่าคนอื่นเค้ารู้แล้วว่าหนูเหนื่อย หนูไม่อยากทำ พอเทปนี้ออกไปกลายเป็นว่า หนูเห็นคนรักหนูมากขึ้น หนูมีแรงที่จะทำอะไรหลายอย่างมากขึ้น หนูมีพลังที่อยากจะกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งมากขึ้น หนูอยากเปลี่ยนให้คนในสังคมเห็นว่า หนูสามารถเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเอง ให้เป็นคนที่มีคาแรกเตอร์ดีขึ้น ให้เป็นคาแรกเตอร์ที่ไม่ใช่นิสัยจริง ๆซึ่งคอมเมนต์ส่วนมากที่หนูเห็นแล้วก็จะเก็บเอามาคิดก็คือ ตูน ไม่ควรยืนอยู่กับพวกพี่อีก 4 คนในแก๊งนี้เลย ตูน ไม่ควรที่จะอยู่ข้าง ๆ พวกเค้าเลย ทั้ง ๆ ที่พวกเค้าเป็นเพื่อนหนู ซึ่งการที่ได้คุยกับพี่เขื่อน แล้วก่อนที่คลิปจะออนแอร์ หนูส่งคลิปให้เพื่อน ๆ ทุกคนถามว่าจะปล่อยคลิปนี้ใช่ไหม โอเคใช่ไหม หนูก็บอกว่าโอเค แล้วพอมันทับถมมาก ๆ มันถึงเวลาที่เราต้องมานั่งคุยกัน ในแก๊งว่า หนูพร้อมที่จะเปลี่ยนแล้ว ทุกคนพร้อมที่จะช่วยหนูไหม หนูอยากจะเป็นคาแรกเตอร์ใหม่ ที่ไม่ดูโวยวายแบบน่ากลัว หนูอยากโดนแกล้งเหมือนเดิม แต่ว่าถ้าเกิดหนูทำอะไรไม่ดีอยากให้ช่วยเตือนกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่ได้เตือนกัน อะไรเลิศ ๆ ก็ลงไปเลย แล้วพอได้คุยกันเพื่อนทุกคนน่ารักมากที่ยอมรับฟังหนู แล้วก็ช่วยหนูจนสามารถปรับคาแรกเตอร์ของตัวเองได้”แก๊งหิ้วหวี ที่พร้อมซัปพอร์ต ตูน อยู่เสมอ“มันมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พี่นัทไปรายการ แล้วเค้าบอกว่า ถ้าตูนยังไม่พร้อม จะไม่มีการถ่ายรายการหิ้วหวีเกิดขึ้น เราจะรอจนกว่าตูนพร้อม และหิ้วหวีจะไม่มีวันยุบ ตอนนั้นพอเห็นคลิปแล้วหนูก็นั่งร้องไห้คนเดียว เรารู้สึกว่าดีใจจังที่เค้ายังเห็นเราสำคัญ หิ้วหวีมันเกิดมาจาก 4 คน ก่อนที่จะมีจักรวาลหิ้วหวี หนูเคยย้อนคิดกลับไปว่า ถ้าไม่มีหนูตรงนั้นจริง ๆ เค้าจะเศร้าไหม เหมือนคนที่อยากลองแกล้งจัดงานศพตัวเอง แล้วดูว่าเพื่อนจะมาไหม แต่วันนี้หนูได้เห็นเลยว่า ทุกคนในแก๊งพร้อมที่จะอยู่ข้างหนู ในทุก ๆ ก้าวของการใช้ชีวิตหลังจากปรับตัวเอง และเพื่อน ๆ ช่วยซัปพอร์ต มันดีนะ หมายถึงว่าแฟนคลับก็เห็นว่า พี่ตูน ดูมีไฟจัง ดูกลับมาทำงานสร้างคอนเทนต์อลังการมากมาย ส่วนตัวก็รู้สึกว่า เราเหมือนกลับมามีไฟจริง ๆ พราะว่าหนูไม่สนใจคำด่าแล้ว หนูสนใจแค่ว่า หนูอยากอยู่กับเพื่อน หนูตรงนี้ ต่อให้คนอื่นจะไม่ให้หนูอยู่ หนูก็จะอยู่ เพราะว่าตรงนี้มันคือพลังรักของหนูหมดเลย นี่คือพลังที่คอยอุ้มชูชีวิตหนูให้มาจนถึงจุดนี้ หนูเลยให้ความสำคัญกับแฟนคลับ แล้วก็คนรอบตัวหนูมากกว่า”ตูน หิ้วหวี กับโรค Hyperventilation“หนูป่วยโรคนี้นานมาก ประมาณ 2 ปีได้ หาหมอจิตแพทย์วนไปวนมา มันชื่อว่าโรค Hyperventilation มันคล้ายกับไฮเปอร์ แต่เป็นไฮเปอร์แบบหนักมาก โรคที่หนูเป็น มันเกิดตรงสมอง คล้าย ๆ กับแพนนิค คล้าย ๆ กับโรคซึมเศร้า แต่มันไม่ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าในวันที่รู้ว่าตัวเองป่วย เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนหนูกินข้าวตอนเที่ยงคืน แล้วมันรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก ตอนแรกคิดว่าอาจเพราะมันอิ่มมันจุก แต่เราคิดย้ำ ๆ ว่า หายใจไม่ออก หายใจไม่ออก คิดอยู่อย่างนั้น จนวานให้ เอิ๊ก เรียกรถพยาบาลให้หน่อย ต้องไปโรงพยาบาลแล้ว พอไปถึงโรงพยาบาล หนูชักเกร็ง ใจเต้นเร็วและแรงมาก คุณหมอก็เลยฉีดยาระงับประสาท หรือยาระงับความเครียดประมาณนี้ มันหายเลยแบบทันทีทันใด ตอนนั้นหนูคิดว่าตัวเองจะตาย หนูไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร เราไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตนี้ จากนั้นคุณหมอก็บอกว่าให้ไปหาหมอจิตแพทย์เลยพรุ่งนี้ หนูก็หาจิตแพทย์ เค้าบอกว่ามันคือโรค Hyperventilation หนูถามว่า แล้วหนูต้องทำยังไงหนูถึงจะหาย ซึ่งหนูไม่ได้กินยานะ หนูแค่ไปคุยกับคุณหมอในทุก ๆ อาทิตย์ เพราะช่วงเดือนแรกหนูกินยาแล้วหนูเวียนหัวจนตกบันได หนูเลยต้องเยียวยาด้วยธรรมชาติ คือเวลาอาการกำเริบใจจะเต้นเร็ว ซึ่งหนูแยกออกเลยว่าอันไหนตื่นเต้น อันไหนเป็นโรค เราแยกออกเพราะมันจะตื่นเต้นหายใจไม่ทันแล้วก็เวียนหัว ต้องตั้งสติ นั่งสมาธิ ไปอยู่กับธรรมมะ ที่หนูรู้สึกสบายใจ แล้วอาการมันดีขึ้นเอง หนูใช้เวลา 6 เดือน ก็หายจากโรคนี้”ในวันนี้ได้เรียนรู้ว่า คนเก๋ร้องไห้ได้“เมื่อก่อนเพื่อนหนูไม่เคยเห็นหนูร้องไห้เลย เพราะหนูไม่เคยเศร้าและไม่เคยเครียดให้เพื่อนเห็น หนูจะให้เพื่อนเห็นแต่มุมที่หนูแฮปปี้มีความสุขแล้วก็ตลก เพราะหนูรู้สึกว่าหนูคือรอยยิ้มของเพื่อน ๆ ในทุก ๆ วัน หนูชอบทำตัวตลกให้เพื่อน ๆ เห็นจนวันนี้หนูเข้าใจแล้วว่า คนเก๋ร้องไห้ได้ ยิ่งเราร้องไห้ ยิ่งเราพูดกับเพื่อนมากเท่าไหร่ เรายิ่งเอาความเครียดนั้นออกไปจากตัวเราได้ไวที่สุด อย่าเก็บมันไว้คนเดียว มนุษย์คือสัตว์สังคม เรามีเพื่อน เพื่อนสร้างความสุขให้เรา เราสร้างความสุขให้เพื่อน แล้วเวลาเราทุกข์เราแบ่งกัน”ตูน หิ้วหวี ในเวอร์ชั่นใหม่“แพชชั่นในช่องหนู มันคือเรื่องแฟชั่น หนูนำเสนอความเก๋ ความเฟียร์ส ก่อนหน้านี้หนูเคยหลงทางลองทำคอนเทนต์อื่น ๆ แล้วหนูรู้สึกว่าตัวเองฝืนจังเลย หนูก็เลยกลับมาเป็นหนูอีกครั้งในแบบใหม่ จากคนที่โหวกเหวกโวยวาย กลายเป็นดูอ่อนน้อมถ่อมตน และดูมีความกล้าเล่นมากขึ้น ทุกวันนี้มันผสมผสานแล้วก็กลมกล่อมมาก ๆ หนูเปลี่ยนตัวเองจากที่เป็นคนที่เข้ากับแม่ต้อไม่ได้เลย แบบตีกันตลอดเวลา แต่หนูก็ให้เค้ามาอยู่ในบ้านหนู ทั้ง ๆ ที่หนูไม่เคยให้เค้าเข้ามาอยู่ในเซฟโซนของหนูเลย แล้วพอหนูยิ่งโต แม่ต้อเค้าก็จะพูดว่าเรียกฉันว่าแม่ได้แล้ว พอหนูย้อนคิดก็เข้าใจว่า หรือว่าเค้าคิดถึงหนูจริง ๆ พอเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ก็เข้าใจว่าเค้าคงมีเหตุผลสมัยเค้าสาว ๆ แต่ตอนนี้เค้าคงอยากอยู่กับเราจริง ๆ ทุกวันนี้หนูก็เห็นเค้าทำงานโรงงานแล้วเค้าดูเหนื่อย เลยชวนมาอยู่ด้วยกัน มาดูแลหนูก็ได้ เดี๋ยวหนูก็ให้เงิน ซึ่งก่อนหน้านี้หนูไม่เคยคิดจะให้เงินเค้าเลย กลายเป็นอะไรใหม่ ๆ ในการรับผิดชอบใหม่ ๆ ของหนู นอกจากเลี้ยงคุณยาย หนูก็มาเลี้ยงคุณแม่เพิ่มขึ้น”เปิดหัวใจ ส่องความรักของ ตูน หิ้วหวี“ตอนนี้หนูไม่มีความรัก หนูมีแค่คนคุยกรุบกริบ สมัยก่อนหนูให้ความรักเป็น Priority แรกเลย เวลามีความรักก็จะคิดว่าแกต้องรักฉัน ฉันอยู่กับแกแกต้องรักฉัน แกไม่รักฉันไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ ถ้ามีคนที่เข้ามาคุยกับหนู แล้วเค้าจะออกไป หนูสามารถมูฟออนได้ไวมาก เพราะหนูรู้สึกว่าหนูต้องรักตัวเองก่อน ต้องรักตัวเองมาก ๆ หนูต้องมีเกราะที่ป้องกันห้ามให้เค้ามาทำร้ายหนูชอบเกย์ผมสั้น ซึ่งเวลาหนูเปิดเผย หนูกลับรู้สึกว่ามันยิ่งยาก เพราะว่า โดยปกติ เกย์เค้าก็จะชอบเกย์ด้วยกัน แล้วหนูก็ควรจะชอบชายแท้ แต่หนูก็มีความสามารถ แล้วก็มีความสู้ของหนู ที่จะไปคุยกับเค้าได้ ถ้าอยากคุยหนูคุยเลย ไปกินข้าวกันไหม ไปดูหนังกัน จนได้ใช้ชีวิตด้วยกัน หลายครั้งเค้าจะบอกว่าเป็นพี่น้อง ซึ่งหนูชินมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเสียใจ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เสียใจเลย เรื่องความรักหนูตายด้านมากเลย แต่ถ้าจะมีใครเข้ามาจริง ๆ ตอนนี้ที่หนูมองหนูคิดว่า น่าจะฝรั่ง แต่ว่าหนูก็ยังไม่ได้อยากจะคุยกับฝรั่งคนไหน หนูยังไม่คิดจริงจังเลย ให้เป็นเรื่องของอนาคต”ความสุข ของ ตูน หิ้วหวี“การได้ตื่นมา มีกับข้าวที่แม่ทำให้ อันนี้แฮปปี้มากแล้ว และการได้ดูหนังเก่า ๆ ที่หนูชอบ ได้ฟังเพลงกับเพื่อนแล้วเมาท์กัน ความสุขง่ายมากของหนู คือเรื่องแค่นี้เองในอนาคตหนูมีความฝันเยอะมากที่อยากทำ ในอนาคตหนูอยากทำเรียลลิตี้ และด้วยความที่หนูชอบแฟนชั่น มีเพื่อนหลายคนถามว่า ทำไมไม่ไปนั่ง Front Row ดูโชว์ที่ต่างประเทศ แต่หนูมองว่าทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย แฟชั่นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินเยอะ ซึ่งถ้ามีโอกาสไปต่างประเทศหนูไปได้ แต่ว่าเราลองทำเมืองไทยให้มันดูเก๋สิ หนูถึงชอบออกไปถ่ายรูปข้างนอก ให้ดูมีคอนเซ็ปต์ มันคือแพชชั่นของหนูเลยที่ได้ออกไปถ่ายรูปให้มันดูเหมือนเราอยู่ต่างประเทศ”สีสัน แรงบันดาลใจจาก ตูน หิ้วหวี“เราเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่มีความคิดที่เติบโตกันใหม่ได้ทุกวัน นี่เป็นความคิดของคนอายุ 30 ปี ซึ่ง สำหรับหนูมาอยู่ตรงนี้เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก มันไม่ได้มีอะไรที่ปูทางมาให้เพื่อให้มาถึงทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่เก่งกันหลายคน แล้วก็มีความสามารถที่ดีมาก ๆ จะบอกว่าดูพวกเราเป็น Case Study แล้วกัน แล้วเดินตามฝันที่อยากทำ ไปให้ถึงจุดหมายของตัวเอง แม้ว่าเราจะเหนื่อย พักสักนิด จิบน้ำ แล้วสู้ต่อ อย่าท้อค่ะการรักตัวเอง มันคือที่สุดของชีวิต หนูจะไม่ด้อยค่าตัวเอง เช่น หนูเห็นคนสวยเดินผ่าน หนูก็จะพยายามคิดลึก ๆ ว่า เราสวยที่สุด วันนี้ถ้าเราตื่นมาแล้วยังหายใจได้ เราจะใส่ชุดอะไรดี เราทำตัวสวย ๆ ดีกว่า จะได้ออกไปนอกบ้านสวย ๆ หนูรู้สึกว่า การรักตัวเองมันคือที่สุดในชีวิตเลย หนูเคยไม่รักตัวเอง หนูทำร้ายตัวเอง หนูไม่หาความสุขให้ตัวเองเลย หนูอยู่ในห้องมืด ๆ อยู่เศร้า ๆ แล้วรู้สึกว่าเสียดายเวลาชีวิตมาก หนูคิดว่า เราทำทุก ๆ วันให้มีค่าในชีวิตตัวเองได้เสมอ” - ตูน หิ้วหวีพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เปิดเส้นทางชีวิต รับข้อคิดแรงบันดาลใจ จาก “น้องฉัตร Makeup” จากเด็กอาชีวะ สู่ช่างแต่งหน้าคิวทองของเมืองไทย

25 เม.ย. 2024

เปิดเส้นทางชีวิต รับข้อคิดแรงบันดาลใจ จาก “น้องฉัตร Makeup” จากเด็กอาชีวะ สู่ช่างแต่งหน้าคิวทองของเมืองไทย

“ทุกวันนี้ที่เราประสบความสำเร็จ เพราะเราทำได้มากกว่า 1 อย่าง เราเป็นช่างแต่งหน้าได้ เราเป็นช่างทำผมได้ เราบริหารธุรกิจได้ ดังนั้นเวลาเราทำได้หลายอย่าง โอกาส เงิน หรือสิ่งต่าง ๆ ก็จะเข้ามาได้มากกว่าเช่นกัน”เปิด Club รวมสีสันของชีวิต พร้อมแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลในในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่ตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดต๊าช “น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ” ช่างแต่งหน้าคิวทอง เจ้าของผลงานการแต่งหน้าสุดจึ้ง ที่ได้ฝากผลงานไว้บนใบหน้าของคนดังมากมาย อย่าง หญิง รฐา,อั้ม พัชราภา, เป้ย ปานวาด หรือ นัท มีเรีย นอกจากนี้เขายังเป็นความฝันของเจ้าสาวหลายคน ที่อยากให้ น้องฉัตร มาสะบัดแปรงแต่งหน้าเนื่องในวันสำคัญของชีวิต จนต้องจองคิวยาวข้ามปีกันเลยทีเดียว กว่าจะมาถึงวันนี้ เขาผ่านหลากหลายสีสันของชีวิต และได้มีหลากหลายข้อคิดแรงบันดาลใจ ที่ได้แบ่งปันไว้ในรายการอีกด้วย“น้องฉัตร” ชื่อนี้ไม่ได้แต่งเอง“น้องฉัตร เป็นชื่อที่ผู้ชายตั้งให้ คือ คุณเอก เด็กวัดร้อยล้าน ตั้งให้ เรื่องของเรื่องคือ สมัยก่อนเราเป็นช่างผมอยู่ในวงการ แล้วเราไปทำผมในนิตยสารหนึ่ง ตอนนั้น คุณเอกเค้าก็เป็นนายแบบ แล้วด้วยความที่สมัยก่อนมันยังไม่มีการขอไลน์ แต่เราอยากรู้จักเค้า เค้าก็เลยถามว่า เราเล่น IG ไหม เค้ามีไอจี เราก็ถามว่า IG คืออะไร เพราะเป็นคนที่ไม่มีโซเชียลเลย ขนาดพี่อิ่ม ผู้จัดการบอกว่าให้เล่นโซเชียลเราก็ไม่เล่นเลย แต่พอผู้ชายบอกว่ามี IG ไหม เราสมัครตอนนั้นเลย แล้วผู้ชายก็ถามว่า แล้วพี่จะใช้ IG ชื่ออะไร ด้วยความที่เราชื่อ ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ แล้วมันแมนมาก เราก็ตั้งใจว่าเอาเป็น น้องฉัตร แล้วกัน มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า น้องฉัตร ตั้งแต่นั้นมาจริง ๆ สมัยเด็ก เราเคยมีชื่อเล่น ชื่อแบงค์ แต่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ชอบชื่อเล่น ตอนประมาณ 5-6 ขวบ เพราะเรารู้สึกว่า ฉัตรชัย มันดีแล้ว แล้วแม่เคยเล่าว่า สมัยเด็ก ๆ ตอนนั้นคุณปู่เป็นร่างทรง แล้วปู่บอกว่า เราเป็นกุมารมาเกิด ชื่อ ฉัตรมงคลชัย แต่ปู่บอกว่ามันยาวไป ถ้าจะตั้งชื่อเอาแค่ ฉัตรชัย ก็พอ แล้วเราไม่ชอบชื่อแบงค์ แม่ก็จะเรียกว่า ฉัตรชัย แล้วเวลาเรียกเร็ว ๆ ก็จะกลายเป็น ชัย ชัย กลายเป็นว่าแมนกว่าเดิมอีก”ย้อยวันวาน ของ ด.ช.ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ“เมื่อก่อนเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส ได้รับเกียรติบัตรมาโดยตลอด และเป็นเด็กกิจกรรม เป็นหัวหน้าห้อง แต่จะไม่ค่อยโดนเรียกเวลาต้องทำการแสดงหน้าชั้นเรียน เพราะว่าเราเป็นเด็กอ้วน เราก็คอยดูเพื่อน ๆ เต้นบ้าง รำบ้าง เราก็จะคอยเลื่อนโต๊ะให้เพื่อนซ้อมรำ หลังจากนั้นก็เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำมาโดยตลอด อย่างตอนเรียนลูกเสือ เราก็จะเป็นคนสั่งทั้งหมดแถวตรง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่ตลอด อาจจะด้วยความที่เราเป็นคนที่คอยเคลียร์กับทุกคนได้ ทั้งเพื่อน ทั้งอาจารย์ แล้วเราเป็นคนขี้สงสาร เป็นเพื่อนที่ใจดี เพื่อนเลยไว้ใจเราด้วยความที่เป็นเด็กเรียบร้อย แล้วเรามารู้ตัวตนตอนที่เราแอบชอบเพื่อนผู้ชายอีกคน ตอนนั้นประมาณ ม.2 คือเพื่อนผู้ชายคนนี้มันชอบมาเล่นกับเรา ชอบแกล้งเอามือมาจับก้นเราทุกวันเราก็เขิน เพราะว่ามันเหมือนในเรื่อง สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก อารมณ์แบบน้องน้ำพี่โชน แบบนั้นเลย แล้ววันวาเลนไทน์ เราก็ทำหมอนรูปหัวใจแล้วก็อยากเขียนชื่อเค้าลงไปว่ารัก... แต่เราก็ต้องเขียนว่ารักเพื่อน...นะ แล้วก็แอบเอาไปไว้ใต้โต๊ะเค้า ผู้ชายคนนี้ก็คือรักครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองชอบผู้ชาย แล้วสุดท้ายตอนนั้นได้มาเจอกันอีกครั้ง ก็ได้มาปรับความเข้าใจกัน แล้วบอกชอบกัน ในงานเลี้ยงรุ่น ก็บอกเพื่อนว่า เราชอบเธอนะ ชอบมาตั้งนานแล้ว เค้าบอกว่า แล้วทำไมพึ่งบอกตอนนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าเค้าก็คงรู้สึกดีเหมือนกัน แต่ด้วยความเป็นเด็ก ก็เลยกลายเป็นอารมณ์แบบเป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าความรักแบบผู้ชาย แบบ LGBTQ+ มันเป็นยังไง แค่รู้สึกดีกับผู้ชายคนนี้ แต่เพื่อนผู้หญิงที่เรารู้สึกดีก็มีนะ เหมือนเราคุยกับเพื่อนผู้ชายสักประมาณ 6-7 ชม. ก็มีเพื่อนผู้หญิงที่เคยคุย 6-7 ชม.เหมือนกัน มันเป็นช่วงวัยเด็กที่เราไม่รู้เรื่อง แค่รู้ว่าเพื่อนผู้หญิงเรารู้สึกดีแบบฟีลเพื่อน แต่เพื่อนผู้ชายเรารู้สึกดีแบบฟีลอินเลิฟเรื่องดอกกุหลาบก็เคยมีนะ เรื่องคือวันนั้นเป็นวันไหว้ครู ซึ่งแต่ก่อนเราเป็นเด็กอ้วน ไม่เคยมีใครมาจีบ ไม่เคยมีแฟน พอมาวันหนึ่งเราเริ่มผอม ยุคเรียน ปวช. ก็จะมีรุ่นน้องไปเหมากุหลาบปากคลองตลาดมาให้เรา แล้ววันวาเลนไทน์จะได้ของขวัญแบบเยอะมาก เราไม่เคยมีโมเม้นท์ที่รู้สึกว่าตัวเอง Popular แล้วเคยมีผู้ชายบอกเราว่า ชอบเราสมัยที่เราอ้วนเป็นหมีพูห์ แล้วเราก็เชิดใส่ ว่าทำไมไม่มาบอกเราตั้งแต่ตอนนั้น แล้วพอผอมก็มาบอกว่าชอบเรา ก็เลยเชิดกลับเลย”ลดความอ้วน เพราะอยากเป็น BA ขายเครื่องสำอาง“ที่เปลี่ยนตัวเอง เริ่มผอมลง เพราะมีความฝันอยากเป็น BA ขายเครื่องสำอาง เรื่องของเรื่องคือเราอยากเป็นช่างแต่งหน้า สมัยเด็ก ๆ เราก็จะชอบไปบ้านป้า ไปรับจ้างเก็บทำความสะอาด แล้วขอนิตยสารจากพี่สาวมาเรียนแต่งหน้า แล้วเอาเด็กแถวบ้าน ทำเป็นเอามาสอนเรียนภาษาอังกฤษ สอนเรียนภาษาไทย แต่จบที่เอาเค้ามาเป็นแบบแต่งหน้า ทำผม เหมือนครูพักลักจำเรียนรู้เองเราชอบมองผู้หญิงสวย ๆ ชอบคนที่ดูดี ชอบคนหน้าตาสวย มาตั้งแต่เด็ก แล้วพอวันที่เราโตขึ้นเราเห็นคนในแมกกาซีนเค้าแต่งหน้าทำผมสวยจังเลย แล้วเค้ามีชื่ออยู่ในแมกกาซีน จนคิดว่าวันหนึ่งเราก็อยากมีแบบนั้นบ้าง หลังจากนั้นเราไปเดินห้าง แล้วก็รู้สึกว่าอยากอยู่กับเครื่องสำอาง เหมือน BA ที่อยู่กับเครื่องสำอาง แล้วเราเรียนเกี่ยวกับการขาย เรียนการตลาดด้วย ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำให้เราออกไปฝึกงาน แต่ให้เลือกเอาว่าจะขายของแคตตาล็อค หรือว่าจะไปหาที่ฝึกงานเอง ด้วยความที่เพื่อนทุกคนก็เลือกขายของแคตตาล็อค แต่เรารู้สึกว่าไม่ได้ ฉันจะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก ก็เลยไปที่เคาท์เตอร์เซ็นทรัลบางนา แล้วก็ไปขอเบอร์บริษัทเครื่องสำอาง จนได้เบอร์ของบริษัทหนึ่งมา เราก็โทรไปบอกว่า ผมอยากจะมาขอสมัครเป็นเด็กฝึกงาน เค้าบอกว่า บริษัทไม่มีนโยบายการรับเด็กฝึกงาน เราก็แบบคิดว่าโอเคไม่เป็นไร ก็ลองกด 1 ต่อ กด 2 กด 3 กดไปจนถึงเบอร์สุดท้าย ไล่ไปทุกแผนกเพราะรู้สึกว่า โอกาสของเรามีสุดเท่าไหร่ก็ต้องไปให้สุด จนสุดท้ายก็เจอเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นเครื่องสำอางแบรนด์แรกที่เราอยากจะกดไปหาเค้าแต่ว่าเราไม่กล้า สรุปคือแบรนด์ที่เราคิดว่าไม่กล้ากลายเป็นแบรนด์ที่รับเราเป็นพนักงานฝึกงาน เค้าบอกว่าให้ใส่ชุดสีดำนะ ซึ่งเราก็ไม่มีชุดสีดำ เราก็ไปซื้อเสื้อตัวละ 99 บาท กับกางเกงสแล็ค แล้วก็เข้าไปสมัครงานกับเพื่อนเป็นพนักงานฝึกงาน พอไปถึงเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวพี่ให้ 300 นะ เราก็งงว่าเดือนละ 300 บาท หรือว่าฝึกงานเสร็จได้ 300 บาท แต่ด้วยความที่เราไม่ได้คิดเรื่องเงิน เพราะแค่เค้ารับเราก็ดีใจแล้ว ก็เลยตกลง แล้วพอไปถึงก็เจอรุ่นพี่รับน้องเลย เค้าบอกว่าให้เราจำสินค้าทุกตัวที่อยู่ในเคาท์เตอร์ให้ได้ เพื่อให้เราไม่มีเวลามาขายของ แล้วไม่ไปแย่งยอดเค้า ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้ เค้ามาเฉลยที่หลัง แต่ตอนนั้นเราก็จำได้ไม่หมดหรอกเพราะสินค้ามันเยอะมากจริง ๆ เราเคยจะเรียนจบแค่ ม.3 เพราะว่าเรารู้สึกว่าอยากไปต่อสายอาชีพ พอคุยกับอาจารย์ท่านก็บอกว่า จริง ๆ แล้ว เราสามารถที่จะเรียนหนังสือต่อได้ แล้วก็ไปทางสายอาชีพได้ด้วย มันเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเราจะสามารถมีเพื่อนได้มากกว่า 1 ทาง หมายถึงว่าเราสามารถมีเพื่อนทั้งสายที่เรียน ปวช. หรือ ปวส.ก็ได้ แล้วเราก็สามารถมีเพื่อนที่เรียนเสริมสวยด้วยกันก็ได้ ซึ่ง น้องฉัตร เริ่มเรียนทำผมตอนอายุ 14 ปี ตอนนั้นช่วงประมาณ ม.2นอกจากเป็นช่างแต่งหน้า อีกอย่างคืออยากเป็นครู เพราะเกิดวันพฤหัสบดีด้วย เราเป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงแล้วบวกกับการกระทำด้วย เรารู้สึกว่าเวลาที่เราสอนใคร แล้วเราสามารถที่จะแนะนำได้ดี นอกจากนั้นเราอยากจะพัฒนาสังคม อยากจะให้น้อง ๆ ได้ทำตามความฝันของตัวเอง ซึ่งเราเคยไปให้ความรู้เด็ก ๆ บางทีเราถามเด็ก ๆ ว่า น้อง ๆ มีความฝันอยากเป็นอะไร ซึ่งบางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าความฝันของตัวเองคืออะไร หรือบางคนก็มีความฝันแบบแปลก ๆ แตกต่างกันไป”ใครจะพูดอะไรไม่ซีเรียสเลย เพราะครอบครัวเราเข้าใจที่สุด“การที่เราเป็น LGBTQ+ สำหรับเพื่อนก็อาจจะมีล้อบ้าง แบบว่าเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว ถามว่าเรารู้สึกไหม บางทีเราก็รู้สึกนิดหน่อย แต่ไม่เท่าแบบป้าข้างบ้านหรือว่าลุงข้างบ้าน ที่ชอบมาถามพ่อแม่ว่า เรามีแฟนไหม แล้วถามต่อว่า แฟนเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่า แล้วเค้ายุ่งอะไรด้วยแต่วันที่กำแพงความกลัวมันพังทลายไปเลย คือวันที่แม่ยอมรับเราได้ว่าเราเป็นแบบนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า ผู้ชายโทรเข้าบ้าน ตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มผอมแล้ว แล้วผู้ชายที่อยากคบเราตอนเป็นหมีพูห์นั่นแหละที่โทรเข้ามา เรื่องเกิดจากในวารสารโรงเรียน เราก็จะให้ทั้งเบอร์บ้าน แล้วก็เบอร์โทรศัพท์มือถือ ลงไปในนั้น แต่เราดันให้เบอร์มือถือแล้วเลขมันสลับ เค้าก็เลยโทรเข้าเบอร์บ้านแล้วก็แม่รับสาย ซึ่งเค้าบอกว่าอยากคุยกับเรา แม่ก็เลยสงสัยเพราะปกติเราจะมีแต่เพื่อนผู้หญิง แต่คราวนี้เพื่อนผู้ชายโทรมา แม่ก็เลยรู้สึกว่าลูกเริ่มแปลก ๆ ลูกเริ่มโต เริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ แม่ก็เลยเรียกคุยเลยว่า เดี๋ยวคืนนี้เราไปคุยกัน ก็เลยเข้าไปคุยแล้วแม่ก็ถามเลยว่าชอบผู้ชายใช่ไหม เราก็ได้แต่แบบพยักหน้าบอกว่าใช่ครับ คราวนี้แม่ก็เลยบอกว่า กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย แม่ห่วงอย่างหนึ่งว่า การที่เราเป็น LGBTQ+ ด้วยสังคมไทยชอบวางภาพให้เราโดนหลอก โดนผิดหวังกับความรัก ซึ่งเราก็ให้เหตุผลกลับไปกับแม่ว่า จริง ๆ แล้วแม่รู้มั้ยว่า ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรมันก็มีหลอกกันได้ รักกันได้ ดังนั้นมันไม่ได้อยู่ที่เพศ แม่ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร ขอให้ลูกแม่เป็นคนดีก็พอ หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เหมือนบีบเรา หรือกำแพงที่สร้างไว้มันพังทลาย แล้วเรารู้สึกว่าลุงข้างบ้านพูดอะไรเราไม่ซีเรียส ใครจะพูดว่าเราเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วเราไม่ซีเรียสเลย เพราะครอบครัวเราเข้าใจที่สุด”เป็นช่างเสริมสวยได้ เพราะแรงสนับสนุนจากครอบครัว“เราโชคดีมากตรงที่ คุณแม่เป็นค่อนข้างให้อิสระมาก ถ้าเราชอบอะไร แม่จะให้เราทำเต็มที่ ตอนที่คุยกับแม่ตอนจะจบม.3 แล้วอยากไปทำผมเลยโดยตรง แม่ก็ตกลง แล้วเราก็เคยไปสมัครงานร้านทำผมแต่เค้าไม่รับ เพราะว่าเราอายุไม่ถึง แม่ก็เลยให้เราเอาโต๊ะเครื่องแป้งแม่มาเป็นที่ลองทำผม แล้วก็ซื้อเตียงสระให้ จำได้เลยว่า 1,500 บาท สระไปสักพัก พอฝนตกก็ยกเตียงเข้าบ้านไปสระในห้องน้ำต่อ ตอนนั้นเราก็ทำงานเก็บเงินไปเรื่อย ๆส่วนคุณพ่อตอนแรกก็จะมีค้านนิดหน่อย พ่อบอกว่างานเสริมสวยเป็นงานของผู้หญิงนะ ซึ่งก็โชคดีที่ครูสอนทำผมเค้าเป็นเพื่อนของพ่อพอดี แล้วพ่อดันไปทำงานอยู่ในโรงงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผมพอดี พ่อก็เลยเอาผลิตภัณฑ์ผมมาให้เราด้วย แล้วพ่อเห็นว่าเราทำงานเลี้ยงดูตัวเองได้ จากที่พ่อรู้สึกว่างานเสริมสวยเป็นงานของผู้หญิง กลับกลายเป็นว่าพ่อสนับสนุน แล้วก็เอาของเครื่องสำอางมาให้เราด้วย น้องฉัตรก็เลยรู้สึกว่าชีวิตเราโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่ แล้วคนรอบข้างที่ซัพพอร์ตเราดีมาก”มุมมองเปลี่ยนไป จากการเรียนสายอาชีวะ“พอเรียนสายอาชีวะ มุมมองก็เปลี่ยนเลยครับ เราได้เห็นสังคมในด้านต่าง ๆ การที่เราเรียนสายอาชีวะ ในตอนเรียน บางทีเพื่อน ๆ เค้าไปเที่ยวกัน แต่เราก็จะแบกกระเป๋าไปทำงาน คือเราจะไม่มีชีวิตวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ดังนั้นมันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราโตกว่าคนอื่น ก็คือบางทีเพื่อนไปดูหนังกัน แต่เราต้องไปรับแต่งหน้างานรับปริญญาตอนตี 3 ซึ่งสมัยก่อนก็หัวละ 500 บาทน้องฉัตรจะบอกว่า มันยุคสมัยใหม่แล้ว ถ้าลูกเรารู้ว่าทำอะไรได้ดี เราก็ควรสนับสนุนสิ่งนั้นไปเลย และอยากให้เด็ก ๆ ทุกคนได้ลองหาความฝันตัวเองให้เร็วที่สุด อย่าง น้องฉัตร รู้ว่าเราชอบทางด้านเสริมสวยมาตั้งแต่เด็ก พอมันเริ่มเร็ว เราจะได้ลองผิดลองถูกเร็ว แล้วด้วยความที่เราเป็นเด็ก เวลาเราไปทำอะไรผิด ผู้ใหญ่เค้าจะยังเอ็นดู แต่สมมติว่าเราได้มาทำผิดตอนโตแล้ว มันก็จะถูกมองคนละมุม คนก็จะมองว่าเราทำงานผิดพลาด ดังนั้นเรารู้สึกว่า ถ้าน้อง ๆ หนู ๆ ชอบเรื่องไหน ก็อยากให้โฟกัสไปเรื่องนั้นเลยเดี๋ยวนี้มันมีการเรียนรู้ที่ค่อนข้างเยอะ เราสามารถเปิดอินเตอร์เน็ตได้ เราสามารถที่จะไปเรียนด้านต่าง ๆ ได้ คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน แต่เราสามารถทำ 24 นี้ โดยหาจุดที่มันจะฝึกทักษะเพิ่มกับตัวเองให้มันได้เยอะที่สุด เพราะอย่าง น้องฉัตร ทุกวันนี้ที่เราประสบความสำเร็จ เพราะเราทำได้มากกว่า 1 อย่าง ถ้าคนเราทำได้มากกว่า 1 อย่าง โอกาสมันก็จะมากเท่ากับสิ่งที่เราทำได้ เราเป็นช่างแต่งหน้าได้ เราเป็นช่างทำผมได้ เราบริหารธุรกิจได้ ดังนั้นพอเวลาที่เราทำได้หลาย ๆ อย่างมากกว่าคนอื่น โอกาส เงินหรือว่าสิ่งต่าง ๆ มันก็เข้ามาได้มากกว่าคนอื่น”กว่าจะเป็น น้องฉัตร ใช่ว่าจะไม่เคยพลาด“ตอนนั้นเป็นช่างทำผมก่อนครับ แล้วก็เก็บเงินซื้อเครื่องสำอาง แล้วก็เริ่มฝึกเรียนเป็นช่างแต่งหน้า ตอนนั้นมีคลาสเรียน 7 วัน ทำได้ 4 วันเพราะว่าโรงเรียนเปิดก่อน แล้วก็ไปรับจ้างแต่งหน้าที่บ้านลูกค้าบ้าง จำได้เลยว่าเจ้าสาวคนแรกที่เรารับ ตอนนั้นเค้าติดต่อมาตอนช่วงบ่าย แล้วอยากให้เราแต่งหน้าตอนเย็น แล้วเราก็รับ คือถ้าเป็นตอนนี้ไม่ได้แล้วนะ ต้องจองข้ามปีสมัยก่อนแต่งหน้าเจ้าแรก 700 บาท ตอนแรกลองทาตาสีน้ำตาลแล้ว ซึ่งมันไม่รอด ก็เลยเปลี่ยนเป็นตาฟ้า ปากสีชมพูบานเย็น แล้วทำผมทรงรังนก หยุม ๆ ผม แล้วก็ตะกุยผม ติดดอกลิลลี่ แล้วเราก็อยากให้ดอกลิลลี่มันมีความวิบวับ ก็เลยเอากลิตเตอร์โรย แล้วก็ฉีดสเปรย์ทับดอกลิลลี่เพราะกลัวกลิตเตอร์มันปลิว ไปถึงงานปรากฎว่าดอกลิลลี่เหี่ยว ยุคนั้นพอเราย้อนความทรงจำไปมันก็มีความสนุกนะ ทุกวันนี้ที่เก่งได้ เพราะความผิดพลาดนั่นแหละ ทุกวันนี้ เจ้าสาวคนนั้นลูกเค้าโตแล้ว ยังอยู่บ้านในซอยเดียวกัน มีคนรีเควสว่า อยากเอาคนนั้นกลับมาให้แต่งหน้าใหม่อีกรอบ ซึ่งถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะทำคอนเทนต์นี้ดูเราเป็นคนที่มีความฝันมาโดยตลอดว่า ฉันจะต้องเป็นช่างแต่งหน้าที่คนรู้จัก ในช่วงอายุไม่เกิน 30 ปี จนตอนนี้ 36 ปีแล้ว ก็ประสบความสำเร็จ สำหรับตัวน้องฉัตรเอง น้องฉัตรคิดว่าเราเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดมาบ้านรวยอยู่แล้ว เราสามารถสร้างเองได้ จนมาถึงจุดนี้ก็ดีมากแล้ว”ทำไม น้องฉัตร ถึงเป็นช่างแต่งหน้าเจ้าสาวคิวทอง“ลูกค้าเค้าอาจจะติดตามเรา แล้วก็เห็นผลงานของเรา และหลายคนที่เห็นผลงานเค้าชอบบอกว่าเราแต่งหน้าแล้วดูเด็กขึ้น แก้ไขรูปหน้าได้ คือต้องบอกว่า เราเป็นคนที่จริง ๆ ไม่ได้มีพื้นฐานการเรียนทางด้านชาร์ตสี แต่ของเราจะเป็นการแต่งหน้าตามจินตนาการ ทำให้เวลาแต่งหน้าเราไม่มีแพทเทิร์นว่า 1.ลงรองพื้น 2.เขียนคิ้ว เราจะมองว่า ปัญหาของลูกค้าคนนี้คือส่วนไหน แล้วเราจะแก้ส่วนนั้นก่อน แล้วเราก็จะเป็นคนที่แต่งหน้ากับกระจกให้เค้ามอง ให้เค้าเห็นวิธีการทำ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรทำไมเราถึงทำแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้ว ความสวยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าอย่างเดียว มันมีองค์ประกอบหลาย ๆ การที่วันสำคัญคนแต่งหน้าอยากให้เป็นน้องฉัตร เพราะเค้าอาจจะอาจจะอยากซื้อความสบายใจ และเค้าอาจจะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่ใจดี พูดคุยได้ และอยากได้พื้นที่สบายใจทุกวันนี้ลูกค้าดูแลเราดีมาก บางคนก็ซื้อช่อดอกไม้ให้ บางคนก็ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้ บางคนให้เงินทิปเหมือนมีแม่ยกช่างแต่งหน้า แต่มันก็มาพร้อมความกดดันนะ เพราะว่าเราจะบอก ทุกครั้งเลยว่าเราคือเมคอัพอาร์ติส เราไม่ใช่หมอศัลยกรรม ดังนั้นบางทีเราจะไฮไลท์จมูกให้มันโด่ง มันก็จะโด่งได้แค่พอมีมิติ คือการแต่งหน้ามันอยู่ที่การจัดแสงด้วย บางทีเราแต่งหน้าเสร็จไปยืนใต้ไฟ หน้าเปลี่ยนเป็นเบ้าหมีแพนด้าก็มี ดังนั้นมันควรจะต้องมีหลาย ๆ องค์ประกอบ”กว่าจะเป็นลุคสุดปังของ หญิง รฐา ในเทศกาลหนังเมือนคานส์“ผลงานแต่งหน้าที่สร้างชื่อเลยก็คือตอนแต่งหน้าให้ พี่หญิง รฐา งานเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2013 ที่เป็นลุคผมตีหม้อ ใส่ชุดผ้าไทยสีเขียว กะเทยทุกคนก็ต้องมาคัฟเวอร์เป็นผมทรงหม้อหญิง รฐา จุดเริ่มต้นคือตอนนั้นเราไปแต่งหน้าให้กับ พี่ตั๊ก บงกช ในจันดาราภาค 2 แล้วเจอ พี่หญิง อยู่ดี ๆ พี่หญิงก็เดินเข้ามาหาเรา แล้วก็ทักเราว่า นี่ใช่น้องฉัตรที่คนพูดถึงไหม เราก็สวัสดี แล้วพี่หญิงก็บอกว่า ถ้ามีโอกาสไว้แต่งหน้าทำผมพี่หญิงบ้างนะ เราก็คิดว่าพี่เค้าคงพูดตามมารยาทแต่เราก็รอนะ ระหว่างนั้นเราก็ไปคอมเมนต์ IG ว่า อยากมีโอกาสแต่งหน้าพี่หญิงจังเลย ซึ่งเค้าเห็นว่าเราไปคอมเมนต์ แล้ววันนึงเค้าก็ให้ผู้จัดการติดต่อเราให้ไปแต่งหน้างานถ่ายแมกกาซีน วันนั้นเราก็ไปแต่งหน้า แต่เอากระเป๋าทำผมไปด้วย เพราะว่าสมัยก่อน ใครจ้างน้องฉัตรก็จะเป็นช่างหน้าผมไม่ได้แยก เราก็เอากระเป๋าทำผมไปด้วย เดชะบุญวันนั้นช่างผมเป็นช่างที่เรารู้จัก แล้วเค้าต้องวิ่งงาน ก็เลยบอกว่า น้องฉัตร พี่ขอฝากทัชอัพผมต่อเลยได้ไหม เราก็ตกลง ซึ่งเราแค่คลายลอนออกนิดนึง แล้วสไตล์ลิสสั่งให้เรารวบผม พอพี่หญิงเปลี่ยนชุดเสร็จ เราก็เลยจับเค้ารวบผมภายใน 10 นาที แล้วในช่วงที่พี่หญิงพักกินข้าว เค้าก็ถามเราว่าไปคานส์กันมั้ย เราฟังไม่ถนัดก็เลยถามว่า ไปกาญจนบุรี เหรอครับ พี่หญิงบอกว่าไม่ใช่ เมืองคานส์ ฝรั่งเศส เราก็เลยบอกว่าจริงเหรอครับ ตอนนั้นไม่กล้าบอกใครเลยเพราะว่ากลัวไม่ได้ไป มาบอกแม่ กับพี่อิ่มที่เป็นผู้จัดการ 2 คนเท่านั้น ว่าพี่หญิงชวนเราไปคานส์ แล้วเค้าก็ขอชื่อเราจองตั๋ว แล้วก็ไปทำวีซ่า จนกระทั่งวันที่ไปคานส์แล้วรูปลง ทุกคนถึงรู้ว่าน้องฉัตรไปคานส์กับ หญิง รฐาแล้วเบื้องหลังมันไม่ง่ายนะ วันนั้นมันต้องเริ่มแต่งตั้งแต่ 7 โมงเช้า ตอนนั้นฟ้ามืดมากเหมือนตี 3 บ้านเรา ก็เลยต้องเอาโทรศัพท์มือถือส่องไฟแล้วแต่งหน้า จับมือถือข้างนึงแล้วก็แต่งหน้าเขียนคิ้ว เขียนตา แล้วตอนแรกวางทรงผมไว้ว่าเป็นทรงจันดารา คือหวีลอนแห้งแล้วเป็นบ๊อบสั้น แต่ด้วยความที่กิจกรรมมันยาวมากแล้วมันไม่ทัน แล้วตอนนั้นไปเดินอยู่ที่ฝรั่งเศส เจออุปกรณ์ทำผมเหมือนใยบวบเป็นทรงกลม ก็เลยเอามาวางแล้วก็ทำทรงหม้อออกไปเลย กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ตอนนั้นเคยถามตัวเองว่าสรุปแล้วฉันอยากเป็นช่างแต่งหน้าหรือช่างทำผม ทุกคนก็เลยให้น้องฉัตรเป็น เมคอัพอาร์ติสเถอะ”น้องฉัตร กับความฝันที่เป็นจริง“เคยฝันว่าอยากแต่งหน้า พี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก เพราะว่าสมัยเด็ก ๆ เราเคยดูการประกวด ตอนนั้น พี่ปุ๋ย คือนางงามจักรวาล แล้วเราก็รู้สึกว่า อยากแต่งหน้านางงามจักรวาล แล้ววันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง ซึ่งการจะได้แต่งหน้าพี่ปุ๋ย เราต้องส่งเรซูเม่ ส่งโปรไฟล์ต่าง ๆ ให้เค้าคัดเลือก โดยมีช่างแต่งหน้าคนอื่น ๆ ที่ส่งไปพร้อมกัน และตอนแรกพี่ปุ๋ยยังไม่ตอบกลับมา ซึ่งใกล้วันแล้วที่พี่ปุ๋ยจะกลับมาไทย เราก็เลยไปเอากระดาษที่วัดพุทไธสวรรค์ ที่เป็นกระดาษยันต์ เอามาเผาแล้วขอบอกว่า ขอให้ได้แต่งหน้าพี่ปุ๋ยแล้ววันหนึ่ง เค้าก็ติดต่อเรามาจริง ๆ แล้วพอเราไปที่ แมนดารินโอเรียลเท็ล เราขนลุก แล้วเราฝนสีอายเชโดเท่าไหร่มันก็ไม่ขึ้นสีสักที ด้วยความที่เราตื่นเต้นด้วย เราก็ตั้งสติ เพราะเราเคยผ่านระดับซุปเปอร์สตาร์ นางเอกเบอร์ 1 ของเมืองไทยมาแล้ว และ ด้วยความที่ พี่ปุ๋ย เค้าน่ารัก แล้วก็เฟรนด์ลี่มาก ชวนเราคุยเยอะเลย จังหวะที่นั่งแต่งหน้าพี่ปุ๋ย เรารู้สึกว่า ความฝันมันเป็นจริง จากที่เราเคยฝันว่าเราอยากประสบความสำเร็จ อยากเป็นช่างแต่งหน้าตอนอายุ 30 ซึ่งตอนที่เราไปเมืองคานส์กับพี่หญิงตอนนั้นประมาณ 30 ย่างเข้า 31 แล้วหลังจากนั้นความฝันที่ 2 คืออยากแต่งหน้านางงามจักรวาล ก็ปรากฏว่าเราได้แต่งหน้านางงามจักรวาลจริง ๆ ภูมิใจมากเลย พี่ปุ๋ย น่ารักมาก แล้วเค้าก็ดีใจกับความฝันที่เราเคยฝันไว้ตอนเด็ก ๆ แล้วมันเกิดขึ้นจริงในอนาคตอยากแต่งหน้า Beyonce มันมีที่มาคือ กับพี่อิ่ม ที่เป็นผู้จัดการของเรา เราโตมาด้วยกัน ผ่านจุดร้อน จุดหนาว จุดเหนื่อยด้วยกันทั้งหมด แล้วสมัยก่อนเค้าเคยเล่าให้ฟังว่า เค้าเป็นสาวโรงงาน แล้วเค้าเก็บเงินเพื่อไปดูคอนเสิร์ต Beyonce แล้วเค้าไปไม่ทันเพลงแรก เค้ารู้สึกเสียใจมาก เราก็เลยรู้สึกว่า เราอยากทำความฝันนี้ของพี่อิ่มให้เป็นจริง ถ้าวันที่ฉันได้แต่งหน้า Beyonce เธอจะต้องไปอยู่ข้างๆ ฉันนะ แล้วเธอก็ไปบอก Beyonce ด้วยว่าช่ วยร้องเพลงแรกวันนั้นให้หน่อยเพราะฉันพลาดไป ถ้า Beyonce ได้มาไทย ใครที่รู้จัก Beyonce ช่วยเอาน้องฉัตร ไปแต่งหน้าด้วยนะครับและในอนาคต อยากเปิดศูนย์ฝึกอาชีพ มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ แต่ช่วงวันเกิด หรือวันพิเศษ เราจะเอาเงินของเราไปช่วยสนับสนุนเรื่องของการซื้ออุปกรณ์ ในศูนย์ฝึกต่าง ๆ ที่เค้ามีอยู่แล้ว หากมีโอกาสเราก็อยากเปิดศูนย์ฝึกอาชีพของตัวเอง”จุดเริ่มต้นของ ช่างแต่งหน้าสายมู“เราเชื่อการมู 50 แล้วก็การทำตัวอีก 50 ที่เรามีความเชื่อเพราะสมัยก่อนเคยมีคนทักว่าเราโดนของ มันมีช่วงที่เป็นจุดบอด ช่วงนั้นสมมติว่าเราจะทำธุรกิจใหม่ เงินก็สูญไป 5 ล้านบาทเปล่า ๆ โดยที่แบบยังไม่ขึ้นมาเป็นโพรดักส์ ตอนนั้นทุกอย่างมันดาวน์ไปหมดเลย พอไปเปิดดูดวง หมอดูก็ทักว่ามีเกณฑ์โดนของนะ เราก็ถามว่าจะต้องทำยังไง ก็เลยมีคนสอนเราให้ไปแก้ แล้วรู้ไหมว่าผี หรือเทวดา เค้าก็เหมือนคน คือถ้าสมมติว่าเค้าเห็นเราเป็นคนดี จากที่เค้าจะทำอันตรายเรา เค้าก็จะเมตตาสงสารเรา เพราะว่าเห็นว่าเราเป็นคนตั้งใจขยัน สามารถช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราขี้เกียจ แล้วมูเตลูขนาดไหน ความร่ำรวยหรือเงินมันก็ไม่มา มันก็ต้องขยัน 50 บวกกับดวง 50”เปิดหัวใจ ส่องความรัก ของ “น้องฉัตร”“ความรักมันขึ้นกับช่วงของเวลาจริง ๆ แล้วเวลาผิดพลาดเรื่องของความรัก เราก็เก็บความทรงจำต่าง ๆ ที่มันผิดพลาดนำมาปรับด้วย เมื่อก่อนเราจะโดนผู้ชายบอกเลิก เพราะว่าเราเป็นคนที่เก่งเกินไป ผู้ชายทุกคนจะพูดว่าเราเก่งเกินไป ซึ่งเราก็กลับมามองตัวเองแล้วพบว่า เพราะบางครั้งเราใช้วิธีการบริหารแบบนักธุรกิจหรือเป็นผู้นำเกินไปกับความรัก ซึ่งจริง ๆ แล้วความรักบางอย่างเราต้องเป็นผู้ตามบ้าง เราต้องเป็นคนที่ไม่รู้บ้าง เพราะว่าผู้ชายที่เค้าอยากจะดูแลเราเค้าก็อยากมีความเป็นผู้นำบ้าง ก็เลยเอาความผิดพลาดเรื่องความรักต่าง ๆ อย่างเช่น รักครั้งแรกก็รักกับเด็ก แล้วจับได้ว่า เค้าไปมีแฟนใหม่เป็นเด็กรุ่นเดียวกัน เราก็จองตั๋ว แล้วบินไปจัดการเลย ตอนนั้นก็เล่นบทเป็นนางเอกว่าฉันอยู่ได้ ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วคือ ฉันอยู่ไม่ได้ ดังนั้นถ้าเกิดเรารู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ ให้บอกผู้ชายไปเลยว่าอยู่ไม่ได้ อย่าของเราคือ ผู้ชายเลือกอีกฝั่ง เพราะว่าเค้าบอกว่าเค้าจะฆ่าตัวตาย เค้าอยู่ไม่ได้ ฝั่งโน้นดูอ่อนแอกว่า เราดูเข้มแข็งกว่า ผู้ชายเลยไม่ได้เลือกเราเราเคยทนจีบผู้ชายหนึ่งปีเต็ม ๆ น้ำหยดลงหิน สักวันหินมันยังกร่อน ก็ทนไป ให้เวลาตัวเองเลย 1 ปี แล้วผู้ชายบอกว่า ผมชอบใครก็ได้ที่รักครอบครัวผม เราก็เลยเข้าทางแม่เลย คุยกับแม่เค้าทุกเรื่อง จนผู้ชายบอกว่า ผมไม่ชอบเลยครับเอาเรื่องผมไปคุยกับแม่ กลายเป็นเราก้าวก่ายเรื่องชีวิตเค้าเกินไปจนมาถึงคนปัจจุบัน เรารู้แล้วว่าเรื่องเค้าคือเรื่องของเค้า จะไม่มีการเอาเรื่องของเค้าไปนั่งคุยกับคนอื่น เรานับถือแม่เค้า เรานับถือครอบครัวเค้าได้ แต่มันไม่ใช่การเอาเรื่องของเค้าไปเล่าให้แม่เค้าฟังทุกเรื่องเหมือนไปรายงาน ซึ่งผู้ชายคนนี้ดีมาก เพราะเป็นคนเดียวที่เวลาไปดูหนังแล้วเลี้ยงหนังเรา ไปกินข้าวเค้าจ่ายเงินหรือแชร์กัน ไม่เคยขอเงิน หาเงินเลี้ยงดูตัวเอง แล้วเดินไปไหนก็ภูมิใจกับการที่ยอมจับมือ อยู่ต่อหน้าสื่อจะจูบยังไงก็จูบได้เลย เค้าไม่ได้รู้สึกว่าเขินอาย ดังนั้นมันจะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่รู้สึกว่ารัก LGBTQ+ แล้วยอมรับในทุก ๆ มิติของเราได้ มันก็เลยรู้สึกว่า คนนี้แหละใช่ที่สุดแล้ว”สีสันแรงบันดาลใจจาก น้องฉัตร“น้อง ๆ คนไหนที่อยากจะประสบความสำเร็จเหมือนใคร บางครั้งเราอาจจะต้องมีพื้นฐาน หรือว่ามองเค้าเป็นไอดอลแล้วลองดูจุดดีของเค้า ในส่วนจุดเสียของเค้าเราก็เอามาปรับใช้และในยุคปัจจุบัน ไม่อยากให้ทุกคนเคร่งเครียดกับชีวิตที่มันโดนกดดันด้วยสื่อโซเชียลมีเดีย อยากให้ทุกคนรู้สึกสบาย คำว่าสบายในที่นี้ หมายถึง ถ้าเด็ก ๆ มีความรับผิดชอบในเรื่องของการเรียนก็เรียน แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเราอยากทำกิจกรรมอย่างอื่น อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียง ก็ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เราทุกคนสามารถผิดพลาดได้ เมื่อผิดพลาดก็ให้เรายอมรับ ถ้าผิดจริงก็ขอโทษ แล้วปรับปรุง อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตแบบเป็นธรรมชาติ เพราะการที่เราทำตัวธรรมชาติมันจะดีมาก การที่บางทีเราสร้างโปรไฟล์อยากให้ทุกคนมองเห็นว่าเรามี แต่ถ้าในอนาคตเราไม่มี จากที่คนอื่นเค้าเห็นว่าเรามี เค้าจะกลายเป็นสมน้ำหน้า อยากให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริง สำหรับใครที่เคยทำงานหรือบริหารธุรกิจผิดพลาด ความล้มเหลว ถ้าเรามองด้วยสติ เราจะได้ปัญญา อย่างเราเคยมีคนไม่ชอบ เราไม่ได้สนใจ เพราะการการันตีที่ดีที่สุด คือชีวิตเราที่มันดีมากยิ่งขึ้น เราไม่สามารถบอกใครได้ว่าเราดียังไง แต่เราสามารถให้ทุกคนเห็นเราดีได้ด้วยการกระทำ” – น้องฉัตรพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เปิดเรื่องราวชีวิต รับข้อคิดพร้อมคำทำนาย ของ “ต๊อกแต๊ก A4” ตัวแม่สายมู สู่เจ้าของฉายา “หมอดูเงินล้าน!”

19 เม.ย. 2024

เปิดเรื่องราวชีวิต รับข้อคิดพร้อมคำทำนาย ของ “ต๊อกแต๊ก A4” ตัวแม่สายมู สู่เจ้าของฉายา “หมอดูเงินล้าน!”

“เหรียญมี 2 ด้านเสมอ อะไรมากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี เรื่องดวง ต๊อกแต๊ก พูดเสมอว่า อย่าไปเอาหมอดูมาเป็นตัวตัดสินใจทั้งหมด ให้มองว่าหมอดูเป็นแค่ไกด์ไลน์ชีวิต เพราะสิ่งที่เกิดในชีวิต มันมาจากดวงส่วนนึง และการกระทำของเราอีกส่วนนึง ซึ่งมันจะมีผลของมันอยู่”Club นี้มีเรื่องราวมากมาย Club นี้มีหลากหลายสีสัน และ Club นี้ยังคอยแบ่งปันแรงบันดาลใจดี ๆ ในทุกสัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่กับตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดต๊าช “ต๊อกแต๊ก A4” ตัวแม่สายมูเตลู กับเหตุการณ์เซ้นส์พลิกชีวิต ให้กลายเป็นหมอดูชื่อดัง เจ้าของฉายา “หมอดูเงินล้าน” สีสันของชีวิต ข้อคิดแรงบันดาลใจ พร้อมคำทำนายสุดจึ้ง ได้ถูกแชร์ไว้ในรายการอีกด้วยดร.ณฐอร นพเคราะห์ กับเส้นทางการท่องเที่ยวตามรอยพญานาค“ต๊อกแต๊ก เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก Marketing Communication ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งตอนปริญญาตรี ต๊อกแต๊ก เรียนจบคณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนูเป็นเด็กบ้านนอก พอเข้ามาในกรุงเทพปุ๊บ เราก็เหมือนต้องมาบากบั่นหาเงิน แล้วก็ส่งเสียครอบครัว ส่งน้องสาวเรียนด้วย ตอนนั้นเราก็เลยไม่มีโอกาสเรียนต่อ แต่สุดท้ายหนูได้ทุนจาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งในตอนแรกหนูได้ทุน ป.โท ก่อน แล้วพอเรียนประมาณ 1ปี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยก็แจ้งข่าวสารมาว่า ทางมหาวิทยาลัย อนุมัติให้ต๊อกแต๊ก เรียนหลักสูตรโทควบเอก หนูก็เลยต้องลาออกแล้วไปลงเรียนใหม่ ผ่านไป 4 ปี ก็เรียนจบ เพิ่งรับปริญญามาเมื่อ วันที่ 29 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมาค่ะความเชื่อในเรื่องพญานาค ด้วยความที่ต๊อกแต๊ก เป็นเด็กอุบลราชธานี มีคุณตาเป็นหมอธรรม คือเป็นคนที่ศึกษาเรื่องของไสยเวท ส่วนคุณปู่ก็เป็นเหมือนหมอดูด้วย เป็นหมอดูที่ต้องเขียนกระดานชนวน แล้วทั้งคู่ก็จะมีความเชื่อในเรื่องของพญานาค ทำให้ต๊อกแต๊กก็เชื่อในเรื่องของพญานาคอยู่แล้ว เชื่อว่าท่านบันดาลฝน ช่วยเหลือมนุษย์ และนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้เราแต่พอเรามาอยู่ในบทบาทการเป็นนักวิชาการ เราก็ต้องห้ามอคติกับข้อมูล แล้วก็ต้องศึกษาหลาย ๆ มุม บวกกับตัวเองเป็นคนที่ชอบความอลังการ ความสวยงาม งานสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ต๊อกแต๊ก เลยได้นำเรื่องราวของพญานาค มาสร้างเป็นสตอรี่ เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยว โดยพื้นที่ขอบเขตงานวิจัยของหนูคือเส้นแม่น้ำโขง ตั้งแต่จังหวัดเลย ไปจนถึง จังหวัดอุบลราชธานี เราก็ไปเลือกแหล่งท่องเที่ยวมา แล้วนำมาจัดกรุ๊ปเป็นเส้นทางแต่ละเส้นทาง ได้ทั้งหมด 99 แหล่งท่องเที่ยว ใน 9 เส้นทางความเชื่อเรื่องพญานาค ของคนภาคอีสาน เค้าจะมี ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ฮีตสิบสองก็คือประเพณีที่เป็นจารีตที่ทำต่อ ๆ กันมา ซึ่งมันจะมีช่วงที่ฝนแล้งต้องขอฝน คนอีสานก็เลยต้องขอพญาแถน โดยการจุดบั้งไฟขึ้นไป นอกจากนี้คนอีสานก็เชื่อว่าพญานาคก็เป็นผู้บันดาลฝน บันดาลน้ำ พอเราได้ไปศึกษาความหมายของพญานาค ตามข้อมูลงานวิจัย หรือตามเอกสารต่าง ๆ บอกว่าพญานาคเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทางน้ำ และมีความเชื่อเรื่องของการบันดาลฝน บันดาลน้ำ บันดาลความเจริญอุดมสมบูรณ์ เพราะน้ำคือตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งหากเรามองในยุคปัจจุบัน จากการเก็บข้อมูล เราจะเห็นว่าในภาคอีสานมีพญานาคอยู่หลาย ๆ แห่ง ซึ่งตรงไหนที่มีพญานาค ส่วนใหญ่จะเกิดเศรษฐกิจชุมชน เช่น ขายบายศรี ขายดอกไม้ ขายพวงมาลัย รวมไปถึงขายสลากกินแบ่ง มันก็เป็นการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ต๊อกแต๊ก ก็เลยมองว่า จริง ๆ แล้วถ้ามองในเรื่องของความเชื่อสมัยก่อน ที่เชื่อว่าพญานาคให้ความเจริญ อาจจะหมายถึงการทำให้น้ำอุดมสมบูรณ์ ทำให้พืชผลทางเกษตรกรรมเจริญงอกงาม แต่ในปัจจุบันนี้อาจจะหมายถึง การทำให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนในจังหวัด อย่างเช่น นครพนม กำลังจะพัฒนาจากเมืองรองเป็นเมืองหลัก บึงกาฬกำลังจะมีสนามบิน นอกจากนี้สนามบินกำลังจะเกิดขึ้นใน มุกดาหาร พะเยา พังงา ส่วน กาฬสินธุ์ และ มหาสารคาม ก็จะร่วมกันทำสนามบินต่อไปในอนาคตค่ะ”ต๊อกแต๊ก A4 กับจุดเริ่มต้นบนเส้นทางหมอดู“ฉายา ต๊อกแต๊ก A4 มาจากกระดาษ A4 ที่เราใช้จดชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด แล้วก็จะดูดวงจากกระดาษ A4 เลยเป็นที่มาของ ต๊อกแต๊ก A4 จุดเริ่มต้นของการดูดวง ย้อนกลับไปก่อนจะเป็นหมอดู สมัยก่อนเราเป็น AE แล้วก็ต้องไปดูการตัดต่อ เพราะต้องไปดูโฆษณาให้ลูกค้า แล้วพอตัวเราไปโดนกับตัดต่อปุ๊บ เราก็เห็นเป็นภาพที่ต่อกันเป็นเรื่องราว แล้วก็พูดกับน้องตัดต่อคนนั้นว่า ที่บ้านมีต้นวาสนาเหรอ ต้นสูงดีนะ นี่เพิ่งเปลี่ยนรถมาเหรอ น้องก็ตกใจว่า พี่ต๊อกแต๊ก ดูดวงผมรึเปล่าเนี่ย เราก็เลยมีสติขึ้นมา แล้วก็เก็บเซ้นส์นั้นมา หลังจากนั้นก็มีรุ่นพี่ที่เป็นร่างทรง ก็แนะนำต๊อกแต๊กว่า ถ้าไม่อยากเป็นร่างทรงก็ให้ไปขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ซึ่งตอนนั้น เรานับถือพระแม่อุมา ที่วัดแขก ซึ่งเป็นองค์เดียวที่นับถือในตอนนั้น แล้วเราก็ขอองค์แม่ว่า ขอให้ลูกได้เป็นผู้หญิงเหมือนองค์แม่ จนกระทั่งช่วงอายุ 24 ปี ใกล้เบญจเพส ก็มีโอกาสได้เป็นพรีเซ็นเตอร์โรงพยาบาลศัลยกรรมขึ้นชื่อของไทย ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นคนดัง เป็นแค่กะเทยคนนึงที่มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ความรู้สึกและความต้องการศัลยกรรมของเรา แล้วเราก็บอกว่าอยากจะแปลงเพศที่โรงพยาบาลนี้ แล้วปรากฏว่าได้แปลงเพศฟรี ในปี 2552 เราเลยรู้สึกว่านี่เป็นพรของพระแม่ เพราะตอนนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้แปลงเพศ เราเป็นแค่กะเทยบ้านนอกที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพ เงินเดือน 8,000 บาท จะไปหาเงินจากไหนมาแปลงเพศต๊อกแต๊ก A4 กับเซ้นส์ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เด็ก“เรื่องของเซ้นส์จริง ๆ แล้วมันมีมาตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราก็จะเห็นว่าบ้านหลังนี้ดูเค้ามีปัญหาครอบครัวนะ ซึ่งคนรอบตัวเราก็จะงงว่า ต๊อกแต๊ก อยู่ดี ๆ ทำไมถึงทักแบบนี้ แล้วเซ้นส์นี้มันก็หายไปตอน ต๊อกแต๊ก เรียนมหาวิทยาลัย แล้วก็กลับมาอีกทีตอนที่กลับมาทำงานแต่ก่อนเซ้นส์มันมาหนักมาก จนรู้สึกว่าบางเรื่องเราขอไม่เห็น แต่เราปิดระบบไม่ได้ บางทีเราไปนอนสระผมที่ร้าน เราก็เห็นเรื่องราวของคนที่มาสระผมให้ หรือบางทีเวลามีคนมาดูดวงกับเรา เราก็เห็นว่ามีคนเดินตามเค้ามา จนกระทั่งวันหนึ่งอาจจะเป็นความแก่กล้าของเรา เราเริ่มควบคุมเซ้นส์ได้ อะไรที่ไม่อยากรับรู้เราก็ตัดไปเลย ไม่สนใจมันไปเลยเคยมีแม่ลูกมาดูดวงกับต๊อก ซึ่งลูกของเค้าเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งเลย ตอนนั้น ต๊อกแต๊ก ยังไม่เคยรู้จักท้าวหิรัญพนาสูร แต่อยู่ดี ๆ ตอนนั้น เราก็รู้สึกว่าเคสนี้ต้องไปกราบท้าวหิรัญพนาสูรนะ แล้วไปเข้าคอร์สรักษา ซึ่งพอเค้าไปทำตามลูกเค้าก็หายจริง ๆ พอดูดวงมาเยอะ ๆ เราก็เรียนรู้ว่าทุกคนต้องเผชิญกรรมของตัวเอง ทุกอย่างมันอยู่ที่บุญและกรรมของเรา ซึ่ง ต๊อกแต๊ก ก็ไม่ได้อยากจะมาเป็นหมอดูหรอก แต่ในเมื่อวันนี้ ถ้าเส้นทางของ ต๊อกแต๊ก มันโดนขีดมาแล้วว่าต้องเป็นหมอดู ดังนั้น ต๊อกแต๊ก ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ไปเอาเปรียบคนอื่น เราต้องพูดตามที่เราเห็น ตามเซ้นส์ที่เราสัมผัสได้ ต๊อกแต๊ก ก็เลยทำแบบนั้นมาโดยตลอด 17 ปีค่ะ”เช็คดวงหลังสงกรานต์ 2567 ราศีไหนปัง ราศีไหนต้องระวัง!“ราศีที่ต้องระวังเป็นพิเศษ จะมี ราศีสิงห์ และ ราศีธนู ที่อาจจะต้องระมัดระวังหน่อย และอาจจะเหนื่อยหน่อยในปีนี้ ราศีเมถุน ปีนี้ก็จะเจอปัญหาหรือเจออะไรที่มันยาก อย่างถ้าน้อง ๆ ที่เรียนหนังสืออยู่ หรือทำงานอยู่ หรือที่ต้องฝ่าฝัน หรือต้องสอบแข่งขัน อาจจะยากหน่อย ส่วนราศีที่โดดเด่นและเฮง ในปีนี้ก็จะมี ราศีกุมภ์ ราศีพฤษภ ราศีพิจิก ราศีกันย์ และราศีตุลย์จะโดดเด่นในเรื่องโดยรวมทั้งงาน ทั้งเงิน มีโอกาสใหม่ ๆ เกิดขึ้น ใครที่มองในเรื่องของการลงทุนอยู่ ราศีราศีเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นราศีที่โดดเด่นเลยค่ะโดยวิธีการนับราศีของ ต๊อกแต๊ก จะนับง่ายมากคือวันที่ 16-15 อย่างเช่น 16 มิถุนายน จนถึง 15 กรกฎาคม คือราศีเมถุน แบบนี้ค่ะ แต่ก็จะมีหลาย ๆ ท่านที่เค้าดูตามลัคนา”เปิดความหมายตัวเลขท้ายบัตรประจำตัวประชาชน จาก ต๊อกแต๊ก A4“ต้องบอกว่าเลข 3 ตัวท้ายบัตรประชาชนของเรา เลขที่ดี เลขที่เฮง เลขที่ฆ่าไม่ตาย ส่วนใหญ่จะต้องมี เลข 1 เลข 5 และ เลข 9เลข 1 เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนตรงไปตรงมา มีความมั่นคง แบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์อวยพร มีแต้มบุญเก่ามาดี และอาจจะมีโลกส่วนตัวสูงหน่อยเลข 2 เป็นเลขของความเหนื่อย ความอดทน ความพยายาม ถ้าต้องเลือกลูกน้องสักคน เลขบัตรประชาชนของเค้าควรจะมีเลข 2 หรือเกิดวันที่ 20 วันที่ 2 เพราะเลข 2 มันเป็นเลขของความพยายาม ความอดทน เป็นคนขยัน ถึงแม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ว่ามันก็มีโอกาสประสบความสำเร็จ แต่เลข 2 ไม่ควรที่จะไปหุ้นกับคนอื่นเลข 3 ไอเดีย ความคิด แต่บางครั้งก็คิดมากเกินไป อย่างถ้าเลข 3 ไปอยู่กับวันจันทร์ พุธ ศุกร์ จะเป็นคนอีโมชั่นนอลเยอะ เพราะ เลข 3 คือความวิตกกังวลได้ง่าย เป็นคนคิดมากเลข 4 จะมีผลเรื่องของความรัก คือความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบ รักเพศเดียวกัน รักคนต่างประเทศ รักพ่อแม่แม่หม้าย ต้องแต่งงาน 2 รอบ หรือรักซ้อนซ่อนรัก เลข 4 ถ้าเราโสด หรืออยากแต่งงานกับคนเลขนี้ วิธีการแก้ก็คือจัดงานแต่งงานได้แต่ไม่ต้องจดทะเบียน หรือบางคนจดทะเบียนแล้วจดทะเบียนหย่าแล้วจดทะเบียนใหม่ หรือบางคนก็แยกห้องนอน หรืออาจจะใช้เตียง 2 เตียงติดกันก็ได้ และเลข 4 เป็นเลข LGBTQ+ ได้ด้วย คนที่เป็น LGBTQ+ ส่วนใหญ่จะมีเลข 4 ในชีวิตเลข 5 คือเลขเงินเลข อำนาจ วาสนา คล้ายกับเลข 1 ตรงที่ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเลข 6 จะมีความเป็นตัวเองคือเหมาะกับการทำอะไรเป็นของตัวเอง ธุรกิจของตัวเอง หรือเป็นนายตัวเอง บางทีก็จะโลกส่วนตัวสูงหน่อยเลข 7 เลขเกี่ยวกับต่างประเทศ ชาวต่างชาติ อะไรที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจะดีเลข 8 เป็นเลขดารา เป็นเลขที่ต้องใช้ปากทำมาหากิน เช่น พ่อค้า แม่ค้า นักร้อง พีอาร์ เซลล์ขายของ อาชีพที่ต้องใช้ปากทำมาหากินทั้งหลายเลข 9 ก็คือความมั่นคงในชีวิต เป็นอีกเลขนึงที่เป็นเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะเป็นเลขที่ค่อนข้างที่จะมีความมั่นคง แต่บางครั้งมันก็จะทำให้เราเป็นคนที่ตรงหรือโลกส่วนตัวสูงมากเหมือนกันเลข 0 สำหรับต๊อกแต๊กจะไม่นับ ยกเว้นว่าคนที่มีเลข 0 0 0 (ในตำแหน่ง 3 ตัวท้ายบัตรประชาชน) ให้ดูเป็นเลขตัวแรกก่อนที่จะเป็นเลข 0 แทน”ประสบการณ์ดูดวง ของ ต๊อกแต๊ก A4“ต๊อกแต๊ก ไม่ดูดวงตัวเอง เพราะไม่ว่ามันจะเป็นกลางขนาดไหน เราก็อดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ และกับญาติพี่น้องหรือกับคนสนิทก็จะดูดวงให้ไม่ได้เหมือนกัน แต่มีเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องของครอบครัวเลย คือ ต๊อกแต๊ก ฝันว่าคุณตาลื่นล้ม แล้วมีวิญญาณมาดึงคุณตา พอตื่นเช้ามา ต๊อกแต๊ก ก็โทรหาคุณแม่ว่าคุณตาอยู่ไหม แม่ก็บอกว่าคุณตาล้ม เราก็เลยตกใจ เพราะรู้ว่าล้มรอบนี้หนักแน่ แต่แม่ก็บอกว่าไม่หนักนะ กลับมาอยู่บ้านแล้ว แล้วแม่ก็ถามว่าทำไมต๊อกแต๊กถึงรู้ เราก็เล่าเรื่องความฝันที่ฝันถึงคุณตาให้แม่ฟังอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ที่บ้านของต๊อกแต๊ก จะมีรถสีส้ม เป็นรถสองแถวคันใหญ่ แล้ววันหนึ่ง ต๊อกแต๊ก ก็ฝันว่า รถคันนี้ไปขนอะไรมา แล้ว ต๊อกแต๊ก ก็ขับมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างหน้า แล้วรถคันนี้ขับตาม แล้วเหมือนหลังรถขนไม้หรือขนบางสิ่งอยู่ข้างหลัง แล้วภาพก็ตัดไปเป็นภาพบ้าน แล้ว ต๊อกแต๊ก ก็เดินเข้าไปในบ้าน พอตื่นเช้ามา ต๊อกแต๊ก ก็โทรไปถามแม่ว่า แม่เอารถไปขนอะไรมารึเปล่า แม่บอกว่าเอาไปขนบ้านร้างที่มีคนเสียชีวิตจากจังหวัดอื่นมา ซึ่งกับครอบครัวส่วนมากเซ้นส์จะมาในแบบความฝัน ถ้าฝันแล้วจะค่อนข้างแม่นแต่ก่อน ต๊อกแต๊ก จะใช้แค่กระดาษ A4 แล้วก็ดูดวงดวงตามเซ้นส์ หลัง ๆ มันต้องมีตัวช่วยอื่น ๆ อย่างเช่นให้จับไพ่ซิ แล้วเราก็อ่านตามไพ่ หรืออย่างตอนดูดวงให้ แซมมี่ เราก็ให้ไปหยิบใบไม้มา เด็ดมาแล้วอธิษฐานจิต แล้วเราก็ทักตามที่เห็นจากใบไม้ และเวลาคนมาดูดวง เราก็ต้องขออนุญาตเค้า และเค้าต้องอนุญาตให้เราดูดวง เราถึงจะดูดวงให้ได้ค่ะ”ต้องดูดวงอย่างไร ให้จากลบ กลายเป็นบวก“ต๊อกแต๊ก จะเป็นคนที่คำนึงว่า ถ้าเป็นเราไปดูดวงแล้วมีคนพูดกับเราแรงๆ เราก็คงไม่ชอบ เราก็เลยต้องพยายามคิดก่อนว่า เราจะทำยังให้จากที่มันจะเป็นลบให้กลายเป็นบวก อย่างเช่นเรารู้ว่าเค้าจะมีเกณฑ์เกิดอุบัติเหตุแบบหนัก ๆ เราก็จะบอกว่าช่วงนี้ขับรถให้ระมัดระวัง หรือถ้าออกกำลังกายก็ให้ระมัดระวังเพราะว่ามีเกณฑ์เกิดอุบัติเหตุอยู่ ลองไปบริจาคเลือด ไปเอาเลือดออกหน่อย ไปทำฟัน หรือไปจิ้มหน้า ให้ตัวเองมีเลือดออก หรือไปบริจาคโรงศพ แล้วอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร หรือบางทีอย่างสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ของเค้า มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราก็ต้องบอกว่า ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังนะคะ โดยเฉพาะคุณแม่มีเกณฑ์เจ็บป่วย แต่ ต๊อกแต๊ก คิดว่ามันน่าจะเป็นไปตามวัย อาจจะพาเค้าไปเช็คร่างกายหน่อย เหมือนเป็นการฟาดเคราะห์ พอพูดแบบนี้ลูกของเค้าก็จะพาไปตรวจร่างกายหน่อย พาไปฟาดเคราะห์หน่อย เพราะคนแก่ส่วนใหญ่ พอคนอื่นทักมักไม่ฟัง แต่พอบอกหมอดูทักกลับเชื่อ”การดูดวง ที่มาพร้อมการเก็บสถิติ“ต๊อกแต๊ก ชอบในเรื่องของการเก็บข้อมูล เพราะแต่ก่อนคนมาดูดวง จะต้องบอกชื่อ วัน เดือน ปี เกิด อายุ เราจะรู้เลยว่าคนที่มาดูดวงกับเรา 10 คน อายุอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ แล้วอาชีพที่มาดูดวงกับเราเยอะที่สุดคือ เซลล์ ลูกเรือ นักการตลาด หมอ และอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยคนที่มาดูดวงอายุต่ำสุดอยู่ที่ 25-26 ปี เป็น First Jobber และอายุที่เยอะที่สุด ก็ประมาณ 35 ปี จึงกลายเป็นที่มาว่า ทำไมดวงรายปักษ์ ของ หมอดูต๊อกแต๊ก A4 ถึงมีเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก เรื่องศีลสมดุลย์ และเรื่องการทำบุญ ซึ่งตอนเริ่มสื่อโซเชียลยังไม่มาเลย แล้วพอมันเริ่มมีโซเชียล ต๊อกแต๊ก ก็เริ่มมาเขียนดวง เขียนในโน้ตโทรศัพท์ แล้วก็แคปเอามาลง กลายเป็นว่ามีคนติดตามเยอะเวลาดูดวง คนชอบถามเรื่องงานก่อน แล้วจะมีเงินไหม ความรักเป็นยังไง แล้วถึงถามเรื่องสุขภาพ จริง ๆ แล้ว ต๊อกแต๊ก มองว่า สุขภาพสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา แต่คนจะเอาสุขภาพไว้ที่หลัง ต่อให้เรามีเงินขนาดไหน แต่ถ้าสุขภาพเราไม่ดี เงินของเราก็จะหมดไปกับสุขภาพ เราจะไม่มีเวลาใช้เงิน แต่ถ้าเราสุขภาพดี แล้วเรามีแรงในการทำมาหาเงิน ต๊อกแต๊ก ว่าอันนี้สำคัญมาก”เปิดทริค มูความรักอย่างไรให้ปัง!“ถ้าเอาในพาร์ทของหมอดูก่อน ต๊อกแต๊ก ก็จะบอกว่า ถ้าเรามีเลข 4 ในดวง ซึ่งส่วนมากจะอาภัพรัก เราก็ไม่ต้องกลัว สำหรับ ต๊อกแต๊ก คิดว่าเผชิญกับมันไปเลย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเราห้ามกันไม่ได้ แต่เราต้องมีสติแล้วก็รับมือมันให้ได้ ดังนั้นถ้าเรารู้เร็วว่ามีเลข 4 ก็ให้ไปแก้เคล็ดก่อน ซึ่งมันมีวิธีการแก้เคล็ดก็จริง แต่มันไม่ได้บอกว่าจะสำเร็จแบบ 100% บางคนแก้แล้ว แต่ก็ยังเลิกอยู่ดี แต่ ต๊อกแต๊ก ก็จะให้วิธีการสำหรับคนที่มีเลข 4 แล้วมีคู่ยาก ก็ลองไปขอถอนคำสาบานที่ ร.5 เสร็จปุ๊บก็ไปไหว้พระนอน เพื่อขอถอนคำสาบาน คำสาปแช่ง คำสัญญา ที่เราเคยมีชาติที่แล้ว และเราขออนุญาตมีคู่ในชาตินี้ จากนั้นเราค่อยไปขอเทพองค์อื่น พระแม่ลักษมี พระแม่อุมา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรายังไม่ไปถอนคำสาบาน ไปขอยังไงก็ไม่ได้ เพราะว่าเรามีคนที่ห่วงเราอยู่ส่วนอีกพาร์ทที่ไม่ได้เป็นหมอดู ต๊อกแต๊ก มองว่าการที่จะมีความรัก มันคือแต้มบุญของเราส่วนนึง แล้วก็การวางตัวของเราแต่ละคน มันต้องมาพร้อม ๆ กันคือ การมูเตลู การออกไปหา การไปเจอ การไปเรียนรู้ และบางครั้งเราอาจจะพลาดคนดี ๆ ไปก็ได้ ถ้าเรามองเห็นเค้าภายนอก แล้วเรารู้สึกว่าไม่ใช่ ต้มยำ 2 ถ้วย รสชาติยังไม่เหมือนกันเลย ถ้าไม่ลองชิมก่อน เราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเปรี้ยวไป เค็มไป หรือหวานไป เราต้องลองชิมดูก่อน”เปิดหัวใจ ส่องความรักของ ต๊อกแต๊ก A4“ก่อนจะมีความรักที่ดี ต๊อกแต๊ก เคยโดนพระที่เป็นเกจิที่ตัวเองนับถือมาก ๆ ท่านทักว่า ต๊อกแต๊ก ต้องผิดหวังกับความรักทั้งหมด 11 ครั้ง พอรู้เราก็ตกใจนะ แต่ก็ตัดสินใจเผชิญกับมัน เราทุ่มเทกับความรักทุกครั้ง เราใส่ใจคนรัก เราให้เกียรติ เราเต็มที่ในพาร์ทของความรัก แต่เมื่อไหร่ที่มันไปต่อไม่ได้ เราต้องรู้จักที่จะยอมรับมันแล้วก็มูฟออน ทุกวันนี้ก็กลายเป็นเพื่อนกัน ครั้งหนึ่งเราเคยรักเค้า เค้าก็เคยรักเราเรื่องมูเตลู ต๊อกแต๊ก ไปขอกับ ร.5 ที่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ไปกับ คุณนิว นภัสสร ตอนนั้น คุณนิว ยังไม่มีลูกเลย ก็ไปกราบขอพรหลวงพ่อสมเด็จวัดโพธิ์ แล้วนิวก็บอกว่าพานดอกไม้เหลือ ไปไหว้เสด็จพ่อ ร.5 ไหม ก็เลยไปไหว้กัน หลังจากนั้นคนก่อนหน้านี้ก็เข้ามาในชีวิต เราก็คิดว่านี่คงเป็นคนที่เรารอคอยมานาน แต่กลับกลายเป็นว่ามันไม่รอด แล้ววันที่เลิกกัน ก็คือวันที่ไปกราบศพสมเด็จะพระสังฆราชที่วัดนี้พอดี เราก็ไปกราบ ร.5 ด้วยกัน แล้วก็บอกเลิกกันวันนั้น เราเลิกกันด้วยดีเพราะเรารู้สึกว่ามันไปต่อไม่ได้ เรารู้สึกว่าท่านให้เราสองคนมาชดใช้กรรมให้มันหมดเพื่อที่จะให้เราเจอคนใหม่ ซึ่งแฟนคนปัจจุบันเราก็ไปขอพระแม่อุมา ที่วัดแขก ก็ได้ความรักครั้งนี้มากับ คุณตั๊ก เรารู้จักกันมาประมาณ 6 ปี แต่ว่าเพิ่งมาคบกันเมื่อปีที่แล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้ ต๊อกแต๊ก ก็มีความรักมาก่อน แต่ไม่ได้สมหวัง กับคนนี้ เราเพิ่งคบกันเมื่อตอน สิงหาคม 2566 รู้จักกันเพราะว่าเค้ากับรุ่นน้องของเรารู้จักกัน แล้วรุ่นน้องก็เป็นคนพาเค้ามาดูดวงกับเรา ตอนนั้นเค้าเพิ่งย้ายมาจากอเมริกา แล้วจะมาอยู่มาเลเซีย เค้าก็เลยมาดูดวง ซึ่งตอนนั้นยังไม่สนใจกันเพราะต่างคนต่างมีแฟน แต่เค้าก็ติดตาม Instagram เรา แล้วก็ทักมาบ้าง จึงได้เริ่มได้พูดคุยกัน แต่พอคุยกันไปสักพักมันก็มีเหตุให้เราต้องหยุดการคุยกันไป ต่างคนต่างใช้ชีวิต แต่ว่าเค้าก็ไม่เคยหายไปแบบ 100% เค้าก็ยังมีไปทำบุญตรงนี้นะเอาบุญมาฝาก แล้วก็ให้กำลังใจกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องความรัก แต่ในวันที่มาคบกัน มันเหมือนพอรู้จักกันมาแล้วแล้วเราอายุเท่า ๆ กัน เลยได้คุยกันแบบผู้ใหญ่ และเราสองคนจะต้องไม่เป็นภาระของกันและกัน เค้าก็บอกโอเคเพราะเค้าก็อยากจะกลับมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ มาดูแลกิจการที่บ้าน มาทำธุรกิจของเค้า แล้วเราก็ต่างคนต่างซัพพอร์ทกันไป กลายเป็นความรักที่ดีค่ะตอนนี้”ต๊อกแต๊ก A4 กับการผลักดัน พ.ร.บ. #สมรสเท่าเทียม“ก่อนหน้านี้ มันก็จะมีร่างของหลาย ๆ พรรคการเมือง แต่ก็จะมีอุปสรรคในเรื่องของการเข้าไปในสภาแล้วมันโดนตีตก ซึ่งพวกเราก็สู้กันมาโดยตลอด แต่พอ ต๊อกแต๊ก ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งเป็นนักวิชาการประจำกรรมาธิการเด็กเยาวชนสตรีผู้สูงอายุผู้พิการกลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร มันก็มีเรื่องของเจนเดอร์ ในเรื่องของการสมรสขึ้นมา ซึ่ง ต๊อกแต๊ก เป็นคนกดไมค์แล้วพูดว่า จริง ๆ เป็นประเทศที่เปิดกว้างมากเลยสำหรับ LGBTQ+ แต่ว่าเปิดกว้างในด้านของพฤตินัย แต่ด้านนิตินัยยังไม่ได้เปิดรับ ข้อที่สองคือ มีงานวิจัยที่เราเก็บข้อมูลมาเยอะมากว่า กลุ่ม LGBTQ+ ที่ต่างประเทศเค้าอยากจะมาเที่ยวประเทศไทย ติด Top 5 ของโลก และ LGBTQ+ มีพฤติกรรมผู้บริโภคคือเป็นคนที่มีกำลังซื้อกำลังจ่าย ต๊อกแต๊ก มองว่า ถ้ากฎหมายบ้านเรามันผลักดันกัน หรือมันมีการปรับเปลี่ยน มันมีการสมรสเท่าเทียม หรือในเรื่องคำนำหน้า มันจะทำให้เม็ดเงินเข้าประเทศชาติเราได้ แล้วเราทำแคมเปญสื่อสารออกไปให้ต่างชาติได้รับรู้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายรองรับ ไม่บูลลี่ ไม่เหยียดหยาม ไม่อันตราย ไม่ทำร้ายกลุ่ม LGBTQ+ ต๊อกแต๊ก เชื่อว่าต่างชาติเค้ามาประเทศไทยแน่นอนแล้วที่ผ่านมา ต๊อกแต๊ก ก็ยอมรับในฐานะ LGBTQ+ คนหนึ่ง เวลาที่เราไปพูดเรื่องกฎหมาย หรือเราจะผลักดันอะไรก็แล้วแต่ เราไม่เคยไปพูดในมุมการเปลี่ยนให้เกิดภาพใหญ่ในประเทศ เราจะไปพูดในมุมของเรา เช่น ฉันใช้สวัสดิการของแฟนไม่ได้ ฉันไปต่างประเทศแล้วโดน ตม.จับ ครอบครัวไม่ยอมรับ แต่ในวันที่ ต๊อกแต๊ก พูด เราพูดในมุมของที่ว่า ปัจจุบันนี้การแพทย์มันไปไกลมาก ทรานส์เจนเดอร์ก็สวยมากขึ้น และ ต๊อกแต๊ก เก็บข่าวเยอะมาก ต๊อกบอกเลยว่าปัจจุบันนี้ชายจริงหญิงแท้แต่งงานเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าวันหนึ่งสามีนอกใจภรรยาไปเป็นชู้กันกับทรานส์เจนเดอร์ แต่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1148 มันระบุแค่ว่า ชายใดนอกใจภรรยาไปเป็นชู้สาวกับหญิงอื่น ดังนั้นกรณีข้างต้นไม่สามารถเอาผิดทรานส์เจนเดอร์ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เปลี่ยนกฎเป็น บุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกใจคู่สมรส ไปมีชู้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คุณเอาผิดได้เลย เพราะว่าไม่ว่าเพศไหนก็แล้วแต่ นอกใจคือนอกใจ อันนี้คือคุณเอาผิดได้ พอพูดเรื่องนี้ทุกเพศเข้าใจ มันก็เลยกลายเป็นภาพใหญ่ และ ต๊อกแต๊ก ได้เรียนรู้ว่า เวลาเราจะพูดอะไรก็แล้วแต่ มันต้องเกิดผลได้หรือผลเสีย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงกับภาพใหญ่ มันถึงจะเกิดการผลักดัน ดังนั้น ณ ตอนนี้ สมรสเท่าเทียม ต๊อกแต๊ก กล้าพูดได้เลยว่าผ่านแน่นอน เพราะเค้าทำอย่างประณีต แล้วเค้ามีภาคประชาชน ต้องขอบคุณมากเลยนะคะ ภาคประชาชนก็มาช่วยกันเต็มที่มาก ภาคของสภาผู้แทนราษฎร ตอนนี้ไปอยู่ที่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมันเหลืออีกวาระเดียวก็จะบรรจุเป็นบังคับใช้แล้ว”สีสัน แรงบันดาลใจ จาก ต๊อกแต๊ก A4“อยากจะฝากน้อง ๆ ที่เป็นหมอดู และคนที่ฟังหมอดูต๊อกแต๊กอยู่ว่า การที่เราให้เกียรติซึ่งกันและกันสำคัญที่สุดเลย นอกจากนี้เราต้องเชื่อมั่น และซื่อสัตย์กับจรรยาบรรณ และวิชาชีพของตัวเอง คนเราเกิดมามีเซ้นส์ได้ เป็นหมอดูได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานก็ให้มันพอดีแบบสุจริต คนที่ไปดูดวงก็เหมือนกัน ควรมีสติในทุกอย่าง อย่าไปเชื่ออะไรง่ายเกินไป บางทีอาจจะโดนหลอกได้ ที่เราบอกว่า หมอดูคู่กับหมอเดา แม่หมอก็อยากจะบอกทุกคนว่า ไม่มีใครตอบได้ว่าเราดูดวงแม่นหรือไม่แม่น แต่คนที่ดูดวงไปแล้ว ถึงจะตอบได้ว่ามันใช่หรือมันไม่ใช่ ดังนั้นฟังหมอดูเป็นไกด์ไลน์ชีวิตดีกว่าค่ะ” – ต๊อกแต๊ก A4พบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เปิดจุดเปลี่ยนชีวิตที่กลับมารักตัวเองได้ทัน ของ “พั้มกิ้น หิ้วหวี” จากช่างทำผมสุดจึ้ง กับตำนานสุดสะพรึงกินจนแพ้กุ้ง

12 เม.ย. 2024

เปิดจุดเปลี่ยนชีวิตที่กลับมารักตัวเองได้ทัน ของ “พั้มกิ้น หิ้วหวี” จากช่างทำผมสุดจึ้ง กับตำนานสุดสะพรึงกินจนแพ้กุ้ง

“หนูภูมิใจตัวเองที่ เอาตัวเองออกมาจากอบายมุขต่าง ๆ ได้ ขอบคุณตัวเองมากที่กลับมารักตัวเองได้ทันเวลาก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้”ยังคงเป็น Club ที่รวมสีสันของชีวิต พร้อมแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลในในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่ตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญตัวแม่ “พั้มกิ้น หิ้วหวี” จากช่างทำผมสุดจึ้ง สู่ตัวตึงแห่งแก๊งหิ้วหวี ผู้สร้างตำนานสุดสะพรึงกินจนแพ้กุ้ง! กว่าจะมาถึงวันนี้ เธอผ่านมาหลากหลายบททดสอบของชีวิต และมีหลากหลายข้อคิดแรงบันดาลใจ ที่ พั้มกิ้น ได้แชร์ไว้ในรายการด้วยพั้มกิ้น ชื่อนี้ได้แต่ใดมา“รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยตั้งให้ค่ะ ตอนนั้นเรื่อง เกอิชา ดังมาก บวกกับตอนนั้นหนูชอบดื่มแอลกอฮอล์มาก รุ่นพี่ก็เลยตั้งชื่อให้เราว่า พั้มกิ้น ซึ่งชื่อจริง ๆ ของหนูคือ มอส เพราะแม่ชอบ พี่มอส ปฏิภาณ มาก ๆ ตอนนั้นเหมือนแม่จะดูจักรยานสีแดงมากเกิน หนูก็เลยได้ชื่อมอสแล้วหนูก็มีรายการชื่อว่า พั้มกิน ด้วยนะคะ เป็นรายการที่หนูพาไปกินของที่มันน่ากินจริง ๆ ที่กินอันแรกเลยก็คือกินข้าวขาหมู ตาม พี่มาวิน แล้วหนูกินทั้งขาเลย คนถ่ายบอกว่าไม่ได้นะ เธอจะต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะหลังจากกินเสร็จ เธอต้องหยุดกินได้แล้ว แต่หนูก็กินต่อ คลิปนั้นลงวันแรกคนดูล้านคนเลย หนูเลยรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ”กางเกงเอวสูง เอกลักษณสุดจึ้ง ของ พั้มกิ้น หิ้วหวี“หนูชอบใส่กางเกงเอวสูงมาก เน้นแฟชั่นไปเลย เป็นกางเกงจากร้านของรุ่นพี่ เค้าส่งมาให้ใส่ เราก็ใส่เพลิน ๆ หนูเป็นคนที่ถ้าชอบอะไรหนูจะใส่ยาว ๆ ใส่จนคนแซว มันก็เลยเป็นไวรัล ตอนนี้มี 21 ตัว แบบนี้สีนี้เลย หนูจะเอาออกมาใส่ทีละ 10 ตัวแล้วซัก มีคนถามหนูเยอะมากว่าซื้อที่ไหน หนูไม่บอกค่ะ กลัวมันหมด หนูไม่รู้ว่าหนูเอวเท่าไหร่ แต่ว่าหนูใส่กางเกงไซส์ 52 ครั้งแรกที่ใส่ มันจะหายใจไม่ออกหน่อย แต่พอใส่ไปสักพักมันจะเข้าทรงสวย และเพื่อความสวยเราทนได้”ตำนานสุดสะพรึง กินจนแพ้กุ้ง!“ในรายการหนูกินเยอะมาก กินหมูกระทะ กินอาหารตามสั่ง ที่มันน่ากิน แต่ที่หนักสุดคือ หนูแพ้กุ้งแบบขั้นวิกฤต มันเพิ่งจะมาแพ้ตอนที่เริ่มมีชื่อเสียง มีเงินมีทองแล้ว เมื่อก่อนหนูจนมาก หนูก็เก็บเงินแล้วคุยกับ เอแคลร์ ว่าอาทิตย์นี้เรามียอด ไปหาร้านบุฟเฟต์กุ้งกินกันเถอะ แล้วก็ไปกันเมื่อก่อนหนูชอบกินกุ้งมาก หนูกินกุ้งได้ 4-5 กิโลกรัมเลย พอเริ่มมีงานมีชื่อเสียง มีเงินก็ไปซื้อกุ้งกิน จนแพ้แบบตาบวม แล้วก็หายใจไม่ได้ ก็เลยโทรหา พี่มิกซ์ เฉลิมศรี พอโทรติดสิ่งแรกที่เค้าทำคือนั่งหัวเราะประมาณ 2 นาที ซึ่งหนูหายใจไม่ออกนะ แล้วพี่มิกซ์ก็อัดคลิปลงโซเชียล แล้วกลายเป็นไวรัล ทำให้คนรู้จักหนูเยอะขึ้นเพราะคลิปนั้น พอหัวเราะกันเสร็จก็ไปหาหมอ ไปฉีดยา แล้วคุณหมอบอกว่าแพ้กุ้งแล้วนะแต่หนูก็ยังกินกุ้งค่ะ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้กับมันมาโดยตลอด คือจะมียาแก้แพ้พกไว้เลย มื้อไหนเราทำงานมาเหนื่อยมาก ก็จะขอกินกุ้งสักวันนึง ปรากฏว่าก็แพ้ค่ะ หลัง ๆ หนูกินเป็นกิโลกรัมไม่ได้แล้ว กินได้แค่ตัวเดียว แล้วก็แพ้มาตลอด ปากบวมมาตลอด หลังจากกินกุ้งก็ต้องกินยาค่ะหนูทำ IF ค่ะ คือหนูกิน 20 หยุด 4 หนูนอนทานได้เลย หนูสามารถหลับ ๆ อยู่ แล้วฝันว่าหิวมาก พอตี 2 หนูตื่นหนูก็กดสั่งข้าวเลย ซึ่งในยุคสมัยนี้มันง่ายด้วย เราก็กินแบบปล่อยใจไปเลย หนูเข้าใจแฟนคลับที่คอยเป็นห่วงและเตือนหนูตลอด แต่ว่าหนูเคยทุกข์มาแล้ว ช่วงนี้หนูขอมีความสุขก่อน แล้วหนูมีความสุขกับการกินมาก”ย้อนวันวาน กับความเป็นตัวเอง ที่ต้องถูกปิดกั้น“เมื่อก่อนที่บ้านค่อนข้างจะเซนซิทีฟเรื่องการเป็น LGBTQ+ แล้วเค้าก็พยายามจะปิดกั้นทุกอย่าง เค้าห้ามเราหลาย ๆ อย่าง ไม่ให้ไปเล่นกับผู้หญิง ส่งเราไปเรียนโรงเรียนชายล้วน ตอนแรกหนูอึดอัด ครั้งแรกที่ไปเรียน คือ โรงเรียนปทุมคงคา ซึ่งพอเข้าไปเรียนหนูก็รู้ว่ามันไม่ได้โหดร้ายอย่างที่เราคิด แล้วได้เจอเพื่อนที่เป็นเหมือนเราประมาณเกือบร้อยคน จนรู้สึกว่าตรงนี้แหละคือความสุขของเรา เราอยากจะมาโรงเรียนทุกวัน ไม่อยากอยู่บ้านแล้วหนูพยายามจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ แล้วที่โรงเรียนมีกิจกรรมเยอะ วันภาษาไทย วันวาเลนไทน์ หนูก็จะแต่งหญิง พอคุณป้ารู้ก็เห็นว่าไม่ได้การแล้วต้องย้ายออก ก็เลยพาหนูมาเรียนที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก เป็นโรงเรียนช่างไปเลย ตอนแรกหนูทำใจไม่ได้ แล้วหนูคือ LGBTQ+ คนเดียวในรุ่นและในโรงเรียน แต่หนูมองทุกอย่างให้เป็นมุมบวก มาที่นี่ฉันจะต้องเป็นดาว ฉันสวยที่สุดในโรงเรียน ฉันอยู่ได้ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ โชคดีที่หนูได้เพื่อนที่ดี แล้วก็เข้ากับวัฒนธรรมของโรงเรียนช่างได้ง่าย หนูทำหมดทุกกิจกรรม รับรุ่น รับน้อง จนหนูกลายเป็นเจ๊ไปเลย ในเมื่อเราไปไหนไม่ได้แล้ว ก็ต้องปรับตัวเองให้มันเข้ากับสถานการณ์ จนที่แห่งนั้นกลายเป็นความสุขครั้งใหม่ของเราจริง ๆ หนูรู้ตัวเองตั้งแต่อนุบาลค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่าเราเหมือนจะชอบผู้หญิงบ้าง เรามองว่าเค้าผมยาวจัง เค้าสวยจัง พอขึ้น ป.1 หนูเริ่มไม่ชอบแล้ว เริ่มจะชอบ พี่เคน ธีรเดช ชอบดูดาราชาย ว่าคนนี้น่ารักจังเลย ด้วยความที่เมื่อก่อนบ้านหนูอยู่การท่าเรือ ตรงกรมสรรพสามิต ที่บ้านก็จะมีความคิดที่ว่า การที่เราทำงานประจำ มันจะมีสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งหนูมองว่า หนูอยากจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์มากกว่า อยากจะมาเป็นคนสอนเชียร์ลีดเดอร์ มันหาเงินได้นะ แต่เค้าไม่เข้าใจว่ามันหาเงินได้ยังไงพอที่บ้านเค้ากดดันเรา เราก็เลยต่อต้าน แปลกมากเลยหนูปรับกับที่อื่นได้ แต่ที่บ้านหนูไม่ปรับ เหมือนเรายิ่งโดนกด เราก็ยิ่งสู้ เหมือนที่เค้าบอกว่า คนเราจะใส่ใจคนรอบข้างน้อยกว่าคนไกล ๆ อย่างเวลามีการประกวดมิสทิฟฟานี่ หรือมิสยูนิเวิร์ส ที่บ้านก็จะจับเรามาขังไว้ในห้อง เพื่อที่จะไม่ให้ดู แต่ยิ่งขังเราก็ยิ่งสู้ ต่อสู้แบบมันอัตโนมัติเลยค่ะจนหนูเริ่มโตขึ้น หนูก็เริ่มต้องไปแล้ว หนูอยู่ที่บ้านไม่ได้ มันไม่มีทางที่จะมีความสุขได้เลย หนูเลยบอกแม่ว่า ขอออกไปอยู่เองนะแม่ ไม่ต้องห่วง แล้ววันแรกที่เราออกมาไม่มีเงินเลย แต่รู้สึกว่ามีความสุขมาก ไปอยู่หอกับเพื่อน เพื่อนบอกว่าไม่มีไม่เป็นไร อยู่ไปก่อนเดี๋ยวทำงานแล้วก็ค่อยมาช่วยกันจ่ายค่าห้อง จากนั้นหนูก็ไปสอนเชียร์ลีดเดอร์บ้าง ไปอยู่ร้านเช่าชุดบ้าง เริ่มรู้จักพี่ ๆ เริ่มรู้จักลู่ทางต่าง ๆ”ครั้งหนึ่ง บนเส้นทางนางงาม“หนูเคยประกวดนางงาม เป็นเวทีนางงามธิดาช้างต่าง ตอนนั้นหนูมีพี่เลี้ยง แล้วพี่เลี้ยงก็พาไปประกวด ซึ่งเราไม่ได้มองว่าเราสวย เราไปเรียกเสียงหัวเราะ เวทีแรกได้ที่ 2 แล้วก็ไปประกวดต่อที่ อนุสรณ์สถานดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เวทีใหญ่มาก คนที่ประกวดมีประมาณ 50 คน ปรากฏว่า เวทีนั้นหนูได้ที่ 1 หนูดีใจมากที่ได้มง หลังจากนั้นหนูก็ไม่ประกวดแล้วเพราะว่าเหนื่อย เวทีคนอ้วนจะไม่ค่อยมีตอบคำถาม เวลาประกวดก็จะเน้นเดิน แล้วบนเวทีมันร้อน หนูต้องยืนบนส้นสูงนานมาก พอใส่รองเท้าแล้วต้องเอาสก็อตเทปพันไม่ให้มันหลุด ซึ่งมันเจ็บและทรมาน มันร้อนมาก เหงื่อท่วมเลย หนูก็เลยไม่ประกวดแล้วดีกว่า”ก้าวแรกสู่วงการบันเทิง“อาชีพแรกในวงการบันเทิงของหนูคือแต่งตัวให้ศิลปิน ได้เงินวันละพัน วันละห้าร้อย ตอนนั้นเราดีใจมากเลยที่ได้อยู่ในวงการบันเทิงแล้ว แต่หนูก็ไม่ได้ชอบตรงนั้น ก็เลยมาเป็นช่างทำผม หนูมองว่าหนูมีความสุขวันต่อวัน พอได้อยู่ในที่ที่เรารัก มันก็เลยมีความสุขไปเรื่อย ๆ การได้เงินพันบาท หนูถือว่าหนูรวยแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว หนูมีเงินซื้อข้าวกินด้วยแรงที่หนูเอาไปแลกมาด้วยตัวเอง นี่คือความสำเร็จที่สุดของหนูแล้วเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ชอบเสพสื่อ ก็จะเจอคอนเทนต์แบบฉันมีบ้าน 800 ล้าน หมา 10 ตัวอยู่หน้าบ้าน รถ 7-8 คันอยู่ในนั้น ซึ่งมันเกิดขึ้นได้กับบางคนเท่านั้น ไปเชื่อแบบนั้น 100% ไม่ได้ เราเอาแรงของเราทำงาน แลกเงินมาได้ 500 บาทก็ประสบความสำเร็จแล้ว มีเงินซื้อของที่เราอยากได้ด้วยตัวเอง นี่คือความสำเร็จที่สุดของคน ณ ปัจจุบันที่ต้องคิดให้ได้ พอมีรายได้หนูก็ส่งให้แม่ตลอด เพราะหนูรักแม่มาก น้อยบ้าง เยอะบ้าง งานไหนได้เงินเยอะก็จะพาแม่ไปกินข้าวบ้าง และหนูดีใจแล้วที่ได้พาแม่ไปกินข้าว”จุดเริ่มต้น บนเส้นทางช่างทำผม“ตอนนี้หนูเป็นช่างทำผมให้ศิลปิน หนูอยากจะเป็นช่างทำผมอันดับ 1 หนูไม่ได้เรียนทำผมค่ะ มันเริ่มจากตอนนั้นหนูไม่มีงานทำ ก็เลยมาเป็นผู้ช่วยช่างแต่งหน้าตามพี่ ๆ ไปทำงาน แล้วชอบไปนั่งดูพี่ ๆ ช่างทำผม มันตลบแบบนี้ ม้วนแบบนี้ มันสวยจังเลย จนพี่ ๆ ถามเราว่า จริง ๆ แล้วอยากทำอะไร หนูบอกว่าอยากเป็นช่างทำผม พี่ ๆ ในวงการก็สนับสนุนแล้วหาโอกาสให้หนูไปเป็นผู้ช่วยช่างทำผมคนแรกที่หนูทำผมให้คือ น้ำตาล ชลิตา ก็ได้ความใจดีของน้ำตาลด้วยที่ไว้ใจและมอบโอกาสให้หนู จนเริ่มมีคนรู้จักหนูมากขึ้น จนหนูมาอยู่กับ เอแคลร์ หิ้วหวี เป็นช่างทำผมประจำของเอแคลร์ แล้วก็ได้ทำผม พี่นัท สะบัดแปรง พอมาอยู่ตรงนี้ เหมือนพี่ ๆ เค้าเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว พอมาทำงาน เอแคลร์ ก็บอกหนูตลอดว่า พั้มกิ้น ต้องทำช่อง ทำคลิปนะ หนูก็บอกว่าไม่เอา ฉันอยากจะเป็นช่างผมอันดับ 1 แต่ เอแคลร์ ก็ย้ำว่าหล่อนต้องทำ หนูก็เลยค่อย ๆ เข้ามาในกล้องทีละนิด ๆ จนคนเริ่มแซว คนเริ่มรู้จัก แล้วก็มีวันนี้ที่กลายเป็น พั้มกิ้น หิ้วหวี”เรื่องนี้ ที่ทำให้ พั้มกิ้น เสียน้ำตา“ในช่วงโควิด ตอนนั้นหนูไม่มีงาน แล้วหนูก็เที่ยวเล่นเสเพลจนเงินหมด จนต้องหยุดเที่ยว หยุดปาร์ตี้ หยุดทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่ทำให้หนูร้องไห้ หนูไม่มีเงินกินข้าวแล้ว และหนักถึงขั้นที่ว่าหนูต้องกินน้ำก๊อก มันหนักจนคิดว่าไม่อยู่แล้วดีกว่า ด้วยสถานการณ์มันห่อเหี่ยวไปหมดเลย หนูเลยเอาเงินที่เหลืออยู่ไปซื้อยาแก้แพ้กระปุกเล็กมากระปุกหนึ่ง แล้วกินเข้าไปหมดเลย ปรากฏว่า 8 โมง หนูหิวข้าวแล้วสะดุ้งตื่น พอตื่นขึ้นมาแล้วตัวมันชาไปหมดเลย แล้วก็รู้สึกเวียนหัว ก็เลยเดินลงมาซื้อข้าวกิน ในเมื่อไม่ตาย ชีวิตก็ต้องไปต่อ เมื่อเรามีชีวิตเดียวเดินหน้าต่อดีกว่า ฝืนอีกสักหน่อยเผื่อจะมีโอกาสที่ดี จนเริ่มมีงานเข้ามา หนูขอบคุณตัวเองมากที่ไม่คิดสั้นตั้งแต่ตอนนั้น”กลับมาสู้ต่อ จนได้เป็นพรีเซ็นเตอร์“พอตัดสินใจสู้ต่อ หนูก็มาทำผมให้ เอแคลร์ เหมือนเดิม แล้วนางก็เริ่มปั้นหนู ดันจนมาเจอ พี่ทราย มาดามฟิน ที่ให้หนูไปทำผม ทำไปทำมาพี่ทรายก็เอ็นดูเรา พาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปเที่ยวหลากหลายที่ แล้วก็มีอยู่วันหนึ่งเราจะไปทำผมให้เหมือนเดิม แล้วเค้าก็เดินมาจับมือเราบอกว่า พรุ่งนี้พั้มกิ้นไม่ต้องมาทำผมพี่แล้ว แต่มาช่วยพี่ไลฟ์สด แล้วหนูก็มาช่วยไลฟ์สดจนได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ต้องบอกว่ามันไปเรื่อยเลยชีวิตหนู”พั้มกิ้น กับชีวิตที่เคยหลงผิด“บทเรียนครั้งนั้นมันหนักมากสำหรับหนู ตอนนั้นหนูคิดว่าไปลองซักหน่อย อาจจะไม่ได้เสียหายอะไร เพราะว่าตอนนั้นหนูเจอเรื่องราววิกฤติที่มันแย่มาก ๆ มันเกิดก่อนช่วงโควิดอีกค่ะ และคิดว่ายาเสพติดคงจะช่วยเราได้ มันเหมือนไปยืมความสุขมาใช้ พอเราลองสัมผัสมันแล้วรู้สึกว่ามีความสุข เราไม่ต้องคิดถึงเรื่องวันวานเลย จนหนูถลำลึกไปเรื่อย ๆ จนเงินหมด เงินเก็บที่มีหลายแสนหมดเพราะยาเสพติดหนูติดแล้วก็ถลำลึกจนเราไม่รู้ตัว งานเริ่มหาย เพื่อนเริ่มไม่มี หนูไม่ฟังใครเลย ไม่อยากไปทำงาน อยากจะอยู่แต่บ้าน อยากจะอยู่แต่ห้อง อยากจะใช้แต่ยาเสพติด เรากลายเป็นใครก็ไม่รู้ไปเลย ซึ่งมันอันตรายมาก จนถึงขั้นหนูมีภาวะซึมเศร้า เลยพยายามสู้มาด้วยตัวเอง แล้วก็หาวิธีการเลิกในวิธีต่าง ๆ ฟังแล้วก็ดูสื่อให้มันหลอน พออยากจะใช้ยาก็หาอะไรดูให้รู้สึกว่าไม่ได้นะ ถ้าใช้ต่อไปเราจะเละเทะไปแค่ไหน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป หนูจะต้องไปนอนข้างถนนแน่ ๆ ก็หักดิบได้เองเลยหนูกลับตัวมาได้ เพราะเพื่อน ๆ ช่วงนั้นมันมีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้เพื่อน ๆ รู้ว่าหนูเป็นหนักแล้ว เพราะหนูชอบโพสต์ว่าอยากตาย อยากฆ่าตัวตาย ทำให้คนที่ติดตามเราเลิกติดตามไปเรื่อย ๆ เพื่อนหลายคนก็แซว แต่ เอแคลร์ ไม่แซวอะไรเลย นางเป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ คอยเรียกไปทำผม เพื่อที่จะเรียกให้ไปหา แล้วสังเกตว่าหนูเลิกแล้วแน่นะจากนั้นหนูก็อยู่เบื้องหลัง คอยทำผมมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มขยับขึ้นมาเป็นไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ รับงานลูกค้าเอาเราไปถ่ายคลิป โชคดีที่พี่ ๆ หิ้วหวี เป็นเหมือนแสงสว่างของหนูเลย คือถ้าไม่มีพวกเค้าเหล่านี้ ทุกคนก็คงจะไม่รู้จักหนู ต้องขอบคุณมาก ๆ เลย”ความในใจจาก พั้มกิ้น ที่อยากจะบอกกับคนสำคัญคนนี้“เอแคลร์ เป็นคนที่ไม่ได้ชมให้รู้ พวกหนูจะไม่ได้ชอบชมกัน แต่จะให้กำลังใจทางอ้อม ซึ่ง เอแคลร์ เป็นเพื่อนที่หนูรักที่สุดตอนนี้ เพราะนางดันหนูทุกทาง ให้หนูได้มีวันนี้ จะบอกว่าขอบคุณเอแคลร์ มาก ๆ ที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ หนูรักเพื่อนคนนี้มาก มันรักโดยอัตโนมัติ สมมติถ้าเราไปไหนมาไหนด้วยกัน แล้วมีคนที่จะมาทำอะไรไม่ดีใส่เอแคลร์ หนูสามารถพุ่งไปหาคนนั้นได้โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ และสามารถตายแทนได้เลย”คอมเมนต์เชิงลบ ที่ไม่กระทบจิตใจแล้ว“แรก ๆ หนูจะโดนคอมเมนต์ว่าเบาหน่อยได้ไหม เสียงดังทำไม ซึ่งหนูก็คุมตัวเองไม่ได้เรื่องการเสียงดังเวลาไปรายการ แต่พอหนูเข้ามาย้อนคิด ก็เห็นว่าคนที่มาคอมเมนต์เป็นแอ็คเคาท์หลุม เราไม่เจอเค้าอยู่แล้ว หนูก็เลยคอมเมนต์กลับว่า ขอบคุณค่ะ น่ารักมาก ฝากผลงานด้วยนะ คอมเมนต์มาก็คอมเมนต์กลับ หนูไม่ได้สนใจอยู่แล้วแล้วก็จะมีหลายคนที่คอมเมนต์เพื่อปรึกษา เช่น ที่บ้านหนูไม่ยอมรับเลยทำยังไงดี หนูก็จะบอกว่า สู้ ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะ ลองเปลี่ยนความคิดตัวเองดูไหม ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเราจะไปเอาก้อนตรงนั้นมาไว้ที่หัวเรามากน้อยแค่ไหน ทำให้ตัวเองมีความสุขไปวันต่อวันนะคนดี ซึ่งหนูให้คำปรึกษาได้ และในอนาคต หนูอยากทำรายการทอล์ค หนูอยากฟังอยากคุยกับคน อย่าง พี่อ้อย พี่ก็อตจิ พี่สุทธินาถ ทองชื่น อย่างพี่อ้อย เวลาจัดรายการ เวลาคนมีเรื่องเศร้า ๆ เข้ามาปรึกษา พอหลังจบรายการเค้าจัดการกับตัวเองยังไง หนูก็เลยอยากมีรายการทอล์ค อยากคุยกับผู้คนอื่น ๆ ค่ะ”เปิดหัวใจ ส่องความรัก ของ พั้มกิ้น หิ้วหวี“ตอนนี้มีคนคุยเป็นคนนอกวงการ ตอนนี้ชอบเพื่อนอยู่ชื่อเก้า จีบเก้าอยู่ แต่เก้าบอกว่ารออีก 2 ปี ถ้าไม่มีใครเดี๋ยวมาเป็นแฟนกัน ซึ่งเก้าคืออยู่ในกลุ่มหิ้วหวีเหมือนกัน น้องเก้าน่ารัก หนูชอบคนที่เด็กกว่า แล้วหน้าตาน่ารัก ก่อนหน้านี้หนูมีแฟนค่ะ เป็น LGBTQ+ เหมือนกัน เค้าเป็นทอม ที่อยู่ด้วยกันแล้วเข้าใจกัน แต่สุดท้ายก็เลิกกัน หนูก็เสียใจวันเดียวเลย ไม่มีล้มค่ะเรื่องนี้ ไม่มีอะไรล้มหนูได้ นอกจากหนูหิว ไม่มีผู้ชายไม่เป็นไร ไม่มีความรักไม่เป็นไรเลย ให้หนูอิ่มให้หนูได้กิน หนูไม่ซีเรียสเลยค่ะเรื่องความรัก”ความภูมิใจ ของ พั้มกิ้น หิ้วหวี“หนูภูมิใจที่เอาตัวเองออกมาจากอบายมุขต่าง ๆ ได้ ขอบคุณตัวเองมากที่กลับมารักตัวเองได้ทันเวลาก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้ และหนูภูมิใจตรงที่ว่า หนูเคยทำผิดพลาดกับหลาย ๆ คน แล้วพอมาอยู่ตรงนี้ หนูก็ไม่ต้องไปป่าวประกาศว่าหนูเป็นคนดีแล้ว หนูทำตัวเองให้คนอื่นได้เห็นว่า เรามีวันนี้ได้แล้วนะ เรามีลูกค้าที่รักเรา แสดงว่าเราเป็นคนดีแล้วจริง ๆ นี่คือสิ่งที่หนูภาคภูมิใจในตัวเองที่สุด”สีสัน แรงบันดาลใจ จาก พั้มกิ้น หิ้วหวี“คนที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อยากให้ลองตั้งสติ คิดให้มาก คิดถึงคนรอบข้างให้เยอะ ๆ และคิดถึงตัวเองในอนาคตด้วย และใครที่กำลังจะไปยุ่ง อย่าไปยุ่งเลยนะคะ มันอันตรายมาก ๆ ไม่ว่าคุณจะเคยลองครั้งสองครั้งแล้วบอกว่าไม่ติด มันไม่จริง มันคือยาเสพติด มันจะทำลายทุกอย่างในชีวิตเรา ไม่เคยมีใครได้ดีจากยาเสพติดเลยแม้แต่คนเดียว มันคือการยืมความสุขในอนาคตมาใช้ วันนี้เรามีความสุข แต่พอมันหมดตรงนั้นไป เราจะทุกข์มาก ๆ เลยนะคะ” - พั้มกิ้น หิ้วหวีพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

album

0
0.8
1