อันตรายของคนชอบหวาน

HEALTHY LIFESTYLE

อันตรายของคนชอบหวาน

06 มี.ค. 2026

กรมอนามัย ปรับมาตรฐานหวานปกติ โฉมใหม่! ปรับ "หวาน 100% (หวานปกติ)" เป็น "หวานปกติ = หวาน 50%" ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ ในการดื่มให้ได้สุขภาพดียิ่งขึ้นเพราะเบาหวานเป็นโรคยอดฮิตสำหรับคนไทย อาหารที่เรารับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะมีรสชาติค่อนข้างหวาน นานวันเข้าปรากฎว่าค่าน้ำตาลขึ้นสูง แต่จะไม่มีอาการบ่งบอกเลยว่ากำลังเป็นโรคนี้อยู่ จนกระทั้งอาการของโรคเบาหวานปรากฏ หลายคนเป็นแต่ยังไม่รู้ตัว เช่น กระหายน้ำบ่อย หิวง่าย รับประทานอาหารมากกว่าปกติ ผอมลงอย่างรวดเร็ว คันตามผิวหนัง บางคนถึงขนาดมือเท้าชา ปัสสาวะเป็นฟอง ตอนที่คุณรู้มันอาจจะไม่ใช่เบาหวานแล้วนะคะ แต่มันเริ่มจะมีโรคแทรกซ้อนของเบาหวานที่เข้ามารุมเร้าเรา หลายคนไม่ได้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน แต่เสียชีวิตด้วยโรคที่แทรกซ้อนจากเบาหวาน มันน่ากลัวยิ่งกว่าโรคเบาหวานอีกนะคะ

คนไทย อยู่คู่กับเบาหวาน กันอย่างยาวนาน และนานมาก โรคภัยต่างๆมาจากความหวาน เชื้อโรคต่างๆก็ชอบรสหวาน ความหวานเป็นพลังงานให้กับเชื้อโรค


โรคอ้วน ไทรอย์ดเป็นพิษ  ยาเสตียรอยด์ ก็ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกันค่ะ

 

อาการของโรคเบาหวานหลายคนอาจจะมองข้าม เช่น คอแห้ง ดื่มน้ำบ่อยขึ้น ดื่มเท่าไรก็ไม่พอ มือเท้าชา เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง ตาเริ่มมองไม่ชัด มีอาการปวดหัว แผลที่โดนบาดเริ่มหายช้า หลายวันยังบวมแดง ปัสสาวะเยอะกว่าปกติ หรือปัสสาวะกลางคืนวันละหลายๆครั้ง


ถ้าหากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น หิวน้ำบ่อยๆ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านขอตรวจน้ำตาลสะสม กับน้ำตาลในเลือดได้เลยนะคะ น้ำตาลสะสม ไม่ควรเกิน 5.7 น้ำตาลในเลือดไม่ควรเกิน 90 mg/dl ถือว่าปกติค่ะ

 

ถ้าหากคุณเริ่มเป็นเบาหวาน แพทย์แผนจีนแนะนำให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที และพยายามอย่าทานอะไรตามใจปาก หันมาทานผักใกล้ตัวลดน้ำตาล มาดูกันค่ะว่ามีผักอะไรบ้าง

มะระ ลดน้ำตาล ลดความร้อนให้ร่างกาย

ชาใบหม่อน ลดน้ำตาล และยังลดความดันได้อีกด้วยค่ะ

เก๋ากี้ บำรุงไต ลดน้ำตาล และยังช่วยบำรุงสายตา

เห็ดหูหนูขาว ช่วยลดน้ำตาล แถมยังบำรุงปอดให้แข็งแรง

ฮ่วยซัว ลดน้ำตาล บำรุงกระเพาะ ม้าม ให้แข็งแรง ช่วยลดปัสสาวะกลางคืนได้

 

เพราะสุขภาพดีเริ่มได้ที่ตัวเรา แค่เลือกทานผักใกล้ตัว ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ช่วยคุมน้ำตาลและบำรุงร่างกายให้แข็งแรงได้แล้วค่ะ ลองหามาทานกันดูนะคะ ^^

 

ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม

Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover

related HEALTHY LIFESTYLE

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้

09 ม.ค. 2025

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้

ท้องอืด ท้องเฟ้อ ถ่ายแข็งสัญญาณมะเร็งถามหามะเร็งลำไส้คร่าชีวิตคนหลายคน อาจจะเพียงแค่ติ่งเนื้อเล็กๆที่อยู่ในลำไส้ก็อาจจะพัฒนาเป็นมะเร็งได้ ซึ่งถ้าไม่รีบรักษา จะลามไปยังตับปอด ช่องท้อง หรือกระดูกได้อาการที่ฟ้องว่าเป็นมะเร็งลำไส้ง่ายๆถ่ายบ่อย ท้องผูก ถ่ายไม่สุด ปวดเบ่งบางคนมีปัญหาเรื่องท้องผูกมาตั้งแต่เด็กๆ อาจเป็นเพราะพฤติกรรมการกินที่ไม่กินผักผลไม้ ร่างกายไม่ได้รับไฟเบอร์เพียงพอ และดื่มน้ำน้อย ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานไม่ดี แต่ในบางคนอาจมีอาการท้องผูกเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตในวัยทำงาน และปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรังจนมองว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิต พฤติกรรมนี้ล่ะค่ะคือสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าคุณมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตมีอาการท้องเสีย และสลับท้องผูกคือการอุจจาระแข็งและเหลวสลับกัน เป็นติดต่อกันแบบมีอาการเรื้อรัง ถึงแม้ว่าจะกินอาหารที่เหมาะสมไม่ได้เป็นสาเหตุให้ท้องเสียก็ยังมีอาการนี้อยู่ นี่อาจเป็นความผิดปกติที่เกิดจากภายในลำไส้ถ่ายออกมาเป็นเลือดสดๆ หรือเลือดแดงคล้ำออกมาจากอุจจาระอาจเกิดจากอุจจาระที่แข็ง เมื่อเบียดกับติ่งเนื้อที่ขึ้นผิดปกติภายในลำไส้เกิดเป็นแผลทำให้มีเลือดออกและปนออกมาในบางครั้งที่ขับถ่ายท้องอืด ปวดท้องแน่นท้องจุกเสียด มีลมมากน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุเหนื่อย และ อ่อนเพลียง่ายอาจเกิดจากการที่มีเลือดออกในลำไส้ ปนออกมากับอุจจาระ หากเสียเลือดจากการขับถ่ายมาก อาจมีภาวะซีด และโลหิตจางร่วมด้วย และยิ่งทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียอ่อนแรงต่อเนื่องมากขึ้นอีก ถึงแม้โรคมะเร็งลำไส้ จะเป็นมะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆในปัจจุบันนี้ แต่หากเราระวังในพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต และหมั่นสังเกตตัวเองได้ทันการ จะได้รีบทำการรักษาได้ทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้นนะคะระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่แบ่งเป็น 4 ระยะได้แก่ระยะที่ 1 โรคมะเร็งยังอยู่ในเยื่อบุลำไส้ระยะที่ 2 โรคมะเร็งทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้และ/หรือทะลุถึงเยื่อหุ้มลำไส้ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียงระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไป หรือลุกลามตามกระแสโลหิตไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ตับ ปอด หรือกระดูกเป็นต้นมะเร็งลำไส้ป้องกันได้ ง่ายๆมีอะไรบ้างหลีกเลี่ยงอาหารไหม้เกรียมหมูกระทะ ปิ้งย่างอาหารทอดหรือปิ้งย่างโดยเฉพาะอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหรือปิ้งย่างจนไหม้เกรียมหากจะกินควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมทิ้ง จะช่วยลดสารพิษได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรรับประทานบ่อยจนเกินไปนะคะอาหารที่ขึ้นราง่ายเช่น พริกแห้ง กระเทียม และถั่วลิสง ก่อนกินควรดูให้แน่ใจว่าไม่ได้ทิ้งไว้นานจนเกิดเชื้อราค่ะอาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป ใส่สี รมควัน หรือใส่ดินประสิวเช่น ไส้กรอก แหนม ปลาร้า ขนม หรือเนื้อแดงที่สีสดมากๆอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่ปรุงไม่สุกอาจทำให้เกิดการติดเชื้อพยาธิ ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นมะเร็งได้ค่ะกินผักหลากสีต้านมะเร็งสีแดง อุดมด้วยไลโคปีน (Lycopene) พบมากในมะเขือเทศ พริกแดง บีทรูท และแอปเปิ้ลสีแดงสีเหลืองและส้มอุดมด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) พบมากใน ฟักทอง แครอท และส้มสีเขียว อุดมด้วยอัลฟ่าแคโรทีน (Alpha Carotene)และคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) พบมากใน ผักโขม คะน้า บล็อคโคลี่สีม่วงอุดมด้วยสารแอนโทไซยานิน(Anthocyanin) พบมากในกะหล่ำม่วง ดอกอัญชัน บลูเบอร์รี่ ลูกพรุน และข้าวเหนียวดำสีขาว อุดมด้วยสารแซนโทน (Xanthone) พบมากในกระเทียม กล้วย ขิง หัวไชเท้า กะหล่ำ รวมถึงเห็ดต่างๆเพิ่มถั่วและธัญพืชธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสีและถั่วต่างๆ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งวิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ และโปรตีน รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ธัญพืชและถั่วที่แนะนำ ได้แก่ ข้าวกล้อง ลูกเดือย อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิสตาชิโอ ถั่วขาว นอกจากช่วยรักษาระดับน้ำตาลให้สมดุลแล้ว กากใยในธัญพืชและถั่วยังช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดอาการท้องผูก ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หมั่นเสริมเครื่องเทศในอาหารเครื่องเทศส่วนใหญ่นอกจากช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้อาหารแล้ว ยังมีสรรพคุณลดการอักเสบ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง เช่นพริก ขมิ้น กระเทียม และขิงเลี่ยงอาหารรสจัด ไขมันสูง เนื้อแดงอาหารรสจัดโดยเฉพาะเค็มจัดและอาหารหมักดองที่ใช้เกลือจำนวนมาก ส่งผลให้ความดันเลือดสูงอาหารที่มีไขมันสูงจะส่งผลให้น้ำหนักตัวเกิน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เช่น เนื้อติดมัน ไขมันสัตว์ เนย และกะทิการบริโภคเนื้อแดงปริมาณมากเป็นประจำส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และอาจกลายเป็นมะเร็งลำใส้ใหญ่ได้ หากต้องการโปรตีนควรรับประทานอาหารประเภทปลา“You are what you eat” “กินอะไรก็เป็นอย่างนั้น” ยังใช้ได้เสมอนะคะ เพราะส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็มาจากการกินอาหารรสจัด ไขมันสูง เนื้อแดง ในปริมาณที่มากเกินไป มาเริ่มลด ละ ดูแลสุขภาพไปด้วยกันนะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

เม็ดเลือดขาวต่ำ ดูแลตัวเองยังไง?

04 ก.ย. 2024

เม็ดเลือดขาวต่ำ ดูแลตัวเองยังไง?

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำไม่มีอาการที่แสดงให้เห็นชัดเจน โดยปกติเม็ดเลือดขาวของคนปกติ อายุ 12 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 3,500 - 10,500 เซลล์ต่อไมโครลิตร ทว่าผู้ป่วยบางคนจะพบอาการข้างเคียงจากการที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวลดลง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำต่อเนื่องจะเกิดการติดเชื้อง่าย ซึ่งอาการที่ปรากฏอาจจะ- มีไข้ หนาวสั่น มีอาการบวมแดง- มีแผลที่ปาก มีปื้นสีแดงหรือฝ้าสีขาวอยู่ภายในปาก- เจ็บคอ มีอาการไออย่างรุนแรง- มีอาการเจ็บหรือปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ- ท้องเสียง่าย- รู้สึกเจ็บบริเวณทวารหนัก- มีอาการบวมแดง และมีหนองออกมาจากบริเวณแผลเป็นประจำ- มีอาการระคายเคืองที่ช่องคลอด หรือคันช่องคลอดผิดปกตินอกจากนี้ หากเป็นภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำเนื่องจากโรค อาจพบอาการอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณของโรคร่วมด้วย แต่บางคนอาจจะไม่มีอาการเหล่านั้น ผลตรวจออกมามีความผิดปกติเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายได้ในทางแพทย์แผนจีนเม็ดเลือดขาวน้อย จะอยู่ในส่วนการรักษาแบบเลือดจาง อวัยวะในร่างกายอ่อนเพลีย อ่อนล้า ไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดขาวได้ ทำให้ภูมิตก อาการมักจะมีเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพออาจทำให้ใบหน้าขาวซีดหรือเหลืองซีดร่วมกับอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ใจสั่น นอนไม่หลับ บางครั้งมีอาการแขนขาชา ในสตรีจะมีประจำเดือนน้อยสีซีด ประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนด กระทั่งขาดประจำเดือนได้อย่างไรก็ตาม ในแง่การบำรุงเลือด เสริมภูมิให้กับร่างกายแพทย์แผนจีนเน้นบำรุงเลือด ต้องบำรุงพลังร่วมด้วย บำรุงอวัยวะต่างๆ สร้างเม็ดเลือด ป้องกันการติดเชื้อ บางครั้งต้องเสริมยาบำรุงระบบการย่อยดูดซึมอาหารให้ดี หรือต้องบำรุงจิง บำรุงไต (เพื่อกระตุ้นการทำงานของ ฮอร์โมน) ควบคู่กันไป และแนะนำให้ทานยาปัจจุบันควบคู่กันไปอาหารที่ต้องห้ามสำหรับผู้ป่วย ได้แก่- นม หรือ ผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านการ sterilized หรือ ที่ไม่ใช่นม UHT- โยเกิร์ต ยาคูลท์ ไอศกรีมที่ไม่มียี่ห้อการันตีความสะอาด- น้ำผักสด น้ำผลไม้สดที่ไม่ผ่านการ sterilized- น้ำแข็งที่ทำจากน้ำประปา ที่ไม่ผ่านการต้ม หรือกรอง หรือน้ำที่มีสิ่งปนเปื้อน- อาหารทุกชนิดที่ไม่ได้ปรุงให้สุก หรือ สุกๆ ดิบๆ เช่น ไข่ดาว ไข่ลวก น้ำสลัด ส้มตำ น้ำพริก และอาหารประเภทยำเป็นต้น- หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงลงในอาหารที่ปรุงสุกแล้วเช่น พริกไทย พริกป่น ถั่วลิสง เป็นต้น- หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารปรุงสำเร็จตามร้านอาหารมารับประทาน- หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกับบุคคลอื่น- หลีกเลี่ยงการรับประทานผักสดหรือผลไม้สด (ผลไม้สดที่อนุโลมให้รับประทานได้คือผลไม้ที่สามารถล้างภายนอกทั้งเปลือกให้สะอาดแล้ว ปอกเปลือกรับประทานทันที ได้แก่ ส้มโอ ส้ม กล้วย เป็นต้น) ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำไม่มีอาการที่แสดงให้เห็นชัดเจน ทุกคนต้องคอยสังเกตตัวเองนะคะ ถ้ามีอาการข้างต้นต้องรีบไปพบคุณหมอนะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ปัญหาสุขภาพหัวใจ ที่คุณไม่รู้

27 ม.ค. 2022

ปัญหาสุขภาพหัวใจ ที่คุณไม่รู้

ปัญหาสุขภาพหัวใจ ที่คุณไม่รู้หลายคนมีปัญหาใจสั่น อ่อนเพลียง่าย นอนไม่หลับ หรือว่าเราเครียดนะ แต่ก็ไม่ได้เครียดอะไร แสดงว่าหัวใจคุณมีปัญหา แต่ไปตรวจก็ไม่ได้เจออะไร?แพทย์แผนจีนรวบรวม กลุ่มอาการของหัวใจมาให้ เผื่อใครมีอาการ ไปดูกันเลยค่ะ5 อาการ หัวใจไม่มีแรง (ชีพร่อง)1.อ่อนเพลียง่าย2.ใจสั่นบ่อย3.หายใจไม่สุด4.ปวดบริเวณหน้าอก5.เหงื่อออกง่าย5 อาการนี้ คือ หัวใจไม่มีแรง มักจะมีอาการ อ่อนเพลียง่าย หายใจไม่สุด ใจสั่นบ่อย ปวดตึงบริเวณหน้าอก และมีเหงื่อออกง่ายแพทย์แผนจีนแนะนำ โสม โสมอเมริกา แปะฮัก เม็ดบัว พุทราจีน จะช่วยบำรุงหัวใจ ให้หัวใจกลับมาแข็งแรงได้ค่ะ5 อาการ หัวใจหยางพร่อง1.เหงื่อออกง่าย (กลางวัน)2.ขี้หนาว มือเท้าเย็น3.อ่อนเพลีย4.ปวดบริเวณหน้าอก5.ขาบวมน้ำใครที่มีอาการมือเท้าเย็น เหงือออกง่าย ชอบอ่อนเพลียเสมอๆ แถมยังมีอาการ เท้าชอบบวม ๆ นิด ๆ นั่นคืออาการของหัวใจหยางพร่อง(ไม่มีไฟ) ธาตุไฟในหัวใจน้อย จนทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้เกิดน้ำคลั่งที่เท้า มือเท้าเย็นง่ายแพทย์แผนจีนแนะนำสำหรับคนที่หัวใจหยางพร่อง สามารถทาน สมุนไพรจีน โสมคน โสมเกาหลี อบเชย ขิงแก่ ที่ช่วยบำรุงพลังหยางในหัวใจได้6 อาการ หัวใจอินพร่อง1.เหงื่อออกง่าย (กลางคืน)2.นอนไม่หลับ3.อ่อนเพลียง่าย4.ปวดบริเวณหน้าอก5.ใจสั่นบ่อย6.คอแห้ง ปากแห้ง6 อาการนี้ คุณอาจเป็นหัวใจไม่แข็งแรง ตรวจแล้วไม่เจออะไรคุณอาจจะมีอาการหัวใจอินพร่อง เหงือออกง่ายในตอนกลางคืน นอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่าย ใจสั่นบ่อย อ่อนเพลียง่าย ปากแห้งคอแห้งบางครั้งปวดบริเวณกลางอก หลายคนมีอาการแบบนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องไทรอยด์ โรคหัวใจ วัณโรค และโลหิตจางแพทย์แผนจีนแนะนำ เนื้อเป็ด หนังหมู ไข่ไก่ สาลี เก๋ากี้ เห็ดหูหนูขาว นม รังนก ที่ช่วยบำรุงอิน ให้หัวใจได้ลดความร้อน บำรุงสารน้ำ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงค่ะ6 อาการ หัวใจขาดเลือด1.นอนหลับไม่สนิท2.เวียนศีรษะบ่อย3.อ่อนเพลียง่าย4.ขี้ลืม5.ริมฝีปากซีด6.ตื่นง่ายอาการแบบนี้ อาจจะเป็นได้ว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจขาดเลือดหมายถึง เลือดส่งไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าไปทั่วร่างกายอาการของหัวใจขาดเลือดในแพทย์แผนจีน มักจะนอนหลับไม่สนิท เวียนศีรษะบ่อย ๆ อ่อนเพลียง่าย ปวดบริเวณกลางอก บางคนริมฝีปากซีด ขี้ลืม และชอบตื่นง่ายแพทย์แผนจีนแนะนำ พุทราจีน 10 ลูก เห็ดหูหนูดำ 30 กรัม น้ำตาลกรวด เล็กน้อย ต้มรวมกัน ทานเป็นประจำ จะช่วยบำรุงเลือด ขับเลือดลม ทำให้เลือดไหลเวียนดีค่ะ6 อาการ หัวใจมีเลือดคั่ง1.ปวดบริเวณหน้าอก2.เจ็บเหมือนเข็มแทง3.อ่อนเพลียง่าย4.ใจสั่น5.มือเท้าเย็น6.ชอบปวดแขนซ้ายภาวะเลือดคั่งในหัวใจ 6 อาการนี้ คุณมีหรือไม่ ส่วนใหญ่คนที่มีอาการพวกนี้มักจะเป็นโรคหัวใจแพทย์แผนจีนแนะนำ ดอกคําฝอย พุทราจีนแดง วันละ 10 เม็ด เมล็ดลำไย 10 เม็ดจะช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ถ้าหากมีอาการหนักแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะคะปัญหาหัวใจให้คุณหมอตี้ดูแล แต่ถ้าปัญหาความรักปรึกษาพี่อ้อยพี่ฉอดได้ทุกวันศุกร์ใน Club Friday ส่งเรื่องราวมาก่อนได้ที่ clubfriday@atimemedia.com หรือ Club Friday Fanpage นะคะ พี่อ้อยพี่ฉอดพร้อมดูแลค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะFacebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม- Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover -

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

27 เม.ย. 2022

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

หลายคนมีปัญหาของตะคริวกินที่ขา สาเหตุที่เป็นตะคริวยังไม่เป็นที่แน่ชัด โดยมีทั้งตะคริวประเภทที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และประเภทที่มีสาเหตุร่วมด้วยเราไปหาคำตอบกับแพทย์แผนจีนกันค่ะในแพทย์แผนจีน ตะคริว มาจากปัญหาของความเย็น ความเย็นจะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหดเกร็งง่าย ส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาของไตหยางอ่อนแอ หรือไฟในร่างกายไม่มี ทำให้ร่างกายเย็น หลายคนรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ก็อาจจะทำให้เกิดตะคริวง่ายค่ะส่วนใหญ่การออกกำลังกาย ซึ่งตะคริวมักจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังพัก หลังจากการออกกำลังกาย บางคนภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบ หลายคนโรคตับ หากตับทำงานได้อย่างไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดสารพิษไปยังกระแสเลือด ซึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อเกิดการกระตุกหรือหดเกร็งตัวผู้ป่วยโรคไต อาจทำให้มีเกลือแร่บางชนิดต่ำ และส่งผลให้มีตะคริวได้ค่ะการฟอกไต หรือภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียมโรคที่ทำให้มีภาวะแคลเซียมต่ำ เช่น บกพร่องฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ก็ทำให้เกิดตะคริวได้เช่นกันนะคะรู้หรือไม่- ผู้สูงอายุที่เสียมวลกล้ามเนื้อไปมากแล้ว กล้ามเนื้อที่เหลือสามารถเกิดความตึงเครียดได้ง่าย- การเสียน้ำของร่างกาย นักกีฬาที่อ่อนล้าและเสียเหงื่อมาก ซึ่งเล่นกีฬาในที่ที่มีอากาศร้อนมักจะเกิดตะคริวได้ง่ายค่ะ- การตั้งครรภ์ การเกิดตะคริวจะพบได้บ่อยในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะขาดแคลเซียม- โรคประจำตัวหรือภาวะทางการแพทย์ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นประสาท โรคตับหรือไทรอยด์ มีโอกาสสูงที่จะเกิดตะคริวได้เช่นกันนะคะหากเป็นตะคริวแพทย์แผนจีนมีเทคนิคดีๆมาฝากค่ะการบริหารขณะที่เกิดตะคริวเพื่อบรรเทาความเจ็บและหยุดตะคริว คือการยืดเส้น หรือการนวดที่กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริว เช่น การเหยียดเท้าไปด้านหน้าและยกเท้าขึ้นแล้วดัดข้อเท้าให้นิ้วเท้าเข้ามาทางหน้าแข้ง และใช้ส้นเท้าเดินไปรอบๆ โดยใช้เวลาเพียง 1 – 2 นาที ต่อ 1 ครั้ง ทำประมาณ 3 – 5 ครั้งการบริหารเพื่อป้องกันการเกิดตะคริว เพื่อลดโอกาสเป็นตะคริว ควรบริหารร่างกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อวันละ 3 ครั้ง เช่น หากมักเป็นตะคริวที่น่อง ให้ยืนห่างจากกำแพง 1 เมตร เอนตัวไปข้างหน้าให้มือแตะโดนกำแพง โดยวางเท้าให้แบนราบไปกับพื้น ทำค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำไปเรื่อยๆ ให้ครบ 5 นาที เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดควรทำให้ได้วันละ 3 ครั้ง เท่านี้ก็ป้องกันตะคริวได้แล้วค่ะถ้าเป็นตะคริวที่น่องเหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรง เพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้ค่ะถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาเหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆนะคะถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้าเหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆค่ะ ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือเหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆค่ะวิธีป้องกันอื่นๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองแพทย์แผนจีนแนะนำดื่มน้ำให้มากพอในแต่ละวัน อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย1. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์2.รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียม (โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์) อยากให้กินปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูกยืด เตรียมกล้ามเนื้อก่อนการเล่นกีฬา และการออกกำลังกายต่างๆ3.ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆนะคะ4.ลดปริมาณการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น กาแฟช็อกโกแลต อาจจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดน้อยลงอาหารที่ควรรับประทานเพื่อป้องกันตะคริวน้ำมะเขือเทศ น้ำส้ม มะนาว นม กล้วย เมล็ดผักทอง งา ถั่วเหลือง ปวยเล้ง ปลาทะเล และวิตามินอื่นๆอาหารที่ควรเลี่ยงชา กาแฟ น้ำอัดลม คาเฟอีนจากเครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นตัวการทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวก กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็ง จนกายเป็นตะคริวไปในที่สุด สำหรับคนที่อายุมาก และมีปัญหาการเกิดตะคริวบ่อยๆ ไม่ควรรับประทานผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น มะระ แตงโม ผักบุ้ง ฟักต่างๆ เต้าหู้ เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์เย็น อาจจะทำเกิดตะคริวได้ง่ายการรักษาการเกิดตะคริวในแพทย์แผนจีน จะเน้นบำรุงไต ขับความเย็น ช่วยเสริมเลือดลมในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ร่างกายขับความเย็นได้ สามารถช่วยลดการเกิดตะคริวได้เช่นกัน สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มและทานยาจีนค่ะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-