รีเซ็ตสุขภาพใน 30 วัน ด้วยตารางชีวิตง่ายๆ สไตล์แพทย์แผนจีน

HEALTHY LIFESTYLE

รีเซ็ตสุขภาพใน 30 วัน ด้วยตารางชีวิตง่ายๆ สไตล์แพทย์แผนจีน

09 มิ.ย. 2026

23:00 – 01:00 น. ถุงน้ำดีทำงานเวลานี้

·      ต้องนอนหลับสนิท

พลังหยางเริ่มสูงขึ้น เป็นช่วงเวลาสำคัญในการบำรุงหยาง

ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เหนื่อยง่าย ปวดหัว ภูมิคุ้มกันลดลง

 

01:00 – 03:00 น. ตับทำงานเวลานี้

·      นอนให้ลึกที่สุด

ตับช่วยกำจัดสารพิษและเก็บเลือดไว้ใช้

คนที่นอนหลับลึกช่วงนี้ = บำรุงตับดี

ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี อารมณ์สมดุล

 

03:00 – 05:00 น. ปอดทำงานเวลานี้

·      นอนให้เต็มอิ่ม

ปอดดูแลการรับพลังชี่และการหายใจ

ช่วงนี้ควรนอนให้หลับเต็มที่ หากตื่นเร็วเกินไป จะทำให้ปอดอ่อนแอ

ภูมิแพ้ ไอ หายใจไม่เต็มปอด

 

05:00 – 07:00 น. ลำไส้ใหญ่ทำงานเวลานี้

·      ตื่นนอนและขับถ่าย

ลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำและขับของเสีย

ควรตื่นเช้า ดื่มน้ำอุ่น แล้วขับถ่ายให้เป็นเวลา

ท้องโล่งสบาย เบาสบายตัว สดชื่นทั้งวัน

 

07:00 – 09:00 น. กระเพาะอาหารทำงานเวลานี้

·      กินอาหารเช้าให้ดี

ม้ามและกระเพาะอาหารดูดซึมดีที่สุดในช่วงนี้

ควรกินอาหารอุ่น ย่อยง่าย บำรุงม้าม

เช่น โจ๊ก ไข่ นม ผักต้ม ไม่กินดิบ เย็นจัด

 

09:00 – 11:00 น.

·      ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

พลังม้ามทำงานดี ดูดซึมสารอาหาร ส่งพลังงานไปทั่วร่างกาย

สมองปลอดโปร่ง เหมาะกับงานที่ใช้สมาธิ

 

11:00 – 13:00 น.

·      พักใจยามเที่ยง

พักสั้นๆ 20 -30 นาที

บำรุงหัวใจ ทำให้จิตใจสงบ

ถ้าไม่นอนพัก อาจเพลียในช่วงบ่าย

 

13:00 – 15:00 น.

·      ดื่มน้ำและเคลื่อนไหว

ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยระบบย่อย

กระตุ้นลำไส้เล็ก ดูดซึมสารอาหาร

ลุกเดินเบาๆ ช่วยให้ระบบย่อยดีขึ้น

 

15:00 – 17:00 น.

·      คิดได้ดี ขับของเสีย

ช่วงเวลาที่สมองปลอดโปร่งที่สุด

ความจำดี คิดงานออก เป็นช่วงทองของการทำงาน

ดื่มน้ำมากขึ้น ขับปัสสาวะ ช่วยขับของเสีย ลดสารพิษในร่ากาย

 

17:00 – 19:00 น. ไตทำงานดีที่สุด

·      บำรุงไต พักผ่อนให้เพียงพอ

ไตเก็บสารจำเป็นของร่างกาย

ผ่อนคลายความเครียด

ทานอาหารเย็นแต่พอดี ไม่หนักเกินไป

 

19:00 – 21:00 น.  หัวใจทำงานดีที่สุด

·      ผ่อนคลายหัวใจ สงบอารมณ์

เหมาะสำหรับเดินเล่น ฟังเพลง หรือแช่เท้าอุ่น

ช่วยลดความเครียด คลายใจ

เตรียมร่างกายเข้าสู่การนอนหลับ

 

21:00 – 23:00 น.  ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีที่สุด

·      เตรียมตัวเข้านอนให้ดี

ระบบไหลเวียนโลหิตจะฟื้นฟูร่างกาย

ควรเข้านอนก่อน 23:00 น.

แช่เท้าอุ่น ผ่อนคลายความคิด

ช่วยให้นอนหลับลึก ตื่นมาสดชื่น

 

ถ้าใครทำได้ตามตางรางชีวิตนี้ รับรองสุขภาพดีขึ้นแน่นอนค่ะ แต่ถ้ายังไม่ได้ ค่อยๆปรับ ขยับเวลาที่ละน้อย เริ่มไปด้วยกันนะคะ ^^

 

ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม

Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover

related HEALTHY LIFESTYLE

ตดเหม็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย อาจจะมีอันตรายกับลำไส้

13 ม.ค. 2023

ตดเหม็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย อาจจะมีอันตรายกับลำไส้

ตดเหม็นอันตรายไหมการผายลม หรือ การตด ฟังดูแล้วเป็นเรื่องน่าอาย และน่าขบขันไม่น้อย แต่มันก็เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย ในการขับไล่ลมหรือแก๊สผ่านลำไส้ใหญ่เท่านั้นค่ะ ทุกครั้งที่เรากินอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งพูดคุยทั่วไป เรากลืนอากาศเข้าไปด้วย การตดในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่หลายคนก็ยังคงมีข้อข้องใจว่า ตดบ่อยแค่ไหนเรียกว่าปกติ? ตดดัง และเหม็นเป็นสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับสุขภาพหรือไม่? บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาการผายลมเหล่านี้เองค่ะตดบ่อยแค่ไหน เรียกว่าปกติ? โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีร่างกายอุดมสมบูรณ์และแข็งแรงดี จะตดประมาณ 14 - 23 ครั้งต่อวัน เมื่อใช้เกณฑ์นี้เป็นตัววัดแล้ว การผายลมที่มากกว่า 23 ครั้งภายในหนึ่งวันถือว่าผิดปกติค่ะ โดยความผิดปกตินี้อาจเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดแก๊สในร่างกายมากเกินไป เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ชีส กระหล่ำปลี หัวหอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม หรืออาจเกิดจากภาวะความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งภายในร่างกายการผายลมบ่อยมากเกินไปนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการผายลมมีด้วยกันดังนี้ค่ะ• โรคมะเร็งลำไส้• โรคลำไส้แปรปรวน• ระบบดูดซึมอาหารทำงานผิดปกติ• การแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของแลคโตส (lactose) เช่น นมวัวและโยเกิร์ต• ภาวะที่เกี่ยวของกับกระเพาอาหาร เช่น การที่อาหารเป็นพิษ เราควรหมั่นนับจำนวนครั้งที่เราผายลมในแต่ละวัน เพื่อสังเกตการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ หากมีการผายลมที่บ่อยครั้งเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สได้ง่าย แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างเร็วที่สุดนะคะตดดังและตดเหม็น อันตรายหรือไม่?การผายลมที่มีเสียงดัง เกิดจากการที่แก๊สถูกขับออกมาด้วยแรงดันอากาศหรือแรงเบ่งที่สูงมาก หรืออาจเกิดจากการที่แก๊สต้องแทรกตัวผ่านกล้ามเนื้อหูรูดที่บีบตัวแน่น เสียงที่มาพร้อมกับการผายลมจึงไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดปกติอะไร ส่วนกลิ่นตดนั้น ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ส่วนใหญ่แล้วอาหารจำพวกโปรตีนจะก่อให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นเหม็นมาก เช่น อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่ ชีส และนม รวมไปถึงถั่วชนิดต่างๆด้วย อีกทั้งแก๊สเหล่านี้ต้องเดินทางผ่านลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอาหาร และกากอาหารที่ถูกย่อยสลายแล้ว จึงมีกลิ่นเหม็นเป็นธรรมดาและไม่ถือว่าเป็นสัญญาณของความผิดปกติของสุขภาพแต่อย่างใด ในแพทย์แผนจีนการที่ตดบ่อย และมีกลิ่นเหม็นมากๆนั้น คืออาการของลำไส้ กระเพาะอาหาร ม้ามทำงานไม่ดี กลิ่นเหม็นยิ่งมาก มักจะมาจากความร้อนชื้น การที่จะลดความร้อนชื้นได้นั้น เราไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์เยอะ ไม่รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อน พยายามดื่มน้ำมากๆ ก็อาจจะช่วยลดอาการตดเหม็นได้ค่ะ ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ปัญหาสุขภาพหัวใจ ที่คุณไม่รู้

27 ม.ค. 2022

ปัญหาสุขภาพหัวใจ ที่คุณไม่รู้

ปัญหาสุขภาพหัวใจ ที่คุณไม่รู้หลายคนมีปัญหาใจสั่น อ่อนเพลียง่าย นอนไม่หลับ หรือว่าเราเครียดนะ แต่ก็ไม่ได้เครียดอะไร แสดงว่าหัวใจคุณมีปัญหา แต่ไปตรวจก็ไม่ได้เจออะไร?แพทย์แผนจีนรวบรวม กลุ่มอาการของหัวใจมาให้ เผื่อใครมีอาการ ไปดูกันเลยค่ะ5 อาการ หัวใจไม่มีแรง (ชีพร่อง)1.อ่อนเพลียง่าย2.ใจสั่นบ่อย3.หายใจไม่สุด4.ปวดบริเวณหน้าอก5.เหงื่อออกง่าย5 อาการนี้ คือ หัวใจไม่มีแรง มักจะมีอาการ อ่อนเพลียง่าย หายใจไม่สุด ใจสั่นบ่อย ปวดตึงบริเวณหน้าอก และมีเหงื่อออกง่ายแพทย์แผนจีนแนะนำ โสม โสมอเมริกา แปะฮัก เม็ดบัว พุทราจีน จะช่วยบำรุงหัวใจ ให้หัวใจกลับมาแข็งแรงได้ค่ะ5 อาการ หัวใจหยางพร่อง1.เหงื่อออกง่าย (กลางวัน)2.ขี้หนาว มือเท้าเย็น3.อ่อนเพลีย4.ปวดบริเวณหน้าอก5.ขาบวมน้ำใครที่มีอาการมือเท้าเย็น เหงือออกง่าย ชอบอ่อนเพลียเสมอๆ แถมยังมีอาการ เท้าชอบบวม ๆ นิด ๆ นั่นคืออาการของหัวใจหยางพร่อง(ไม่มีไฟ) ธาตุไฟในหัวใจน้อย จนทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้เกิดน้ำคลั่งที่เท้า มือเท้าเย็นง่ายแพทย์แผนจีนแนะนำสำหรับคนที่หัวใจหยางพร่อง สามารถทาน สมุนไพรจีน โสมคน โสมเกาหลี อบเชย ขิงแก่ ที่ช่วยบำรุงพลังหยางในหัวใจได้6 อาการ หัวใจอินพร่อง1.เหงื่อออกง่าย (กลางคืน)2.นอนไม่หลับ3.อ่อนเพลียง่าย4.ปวดบริเวณหน้าอก5.ใจสั่นบ่อย6.คอแห้ง ปากแห้ง6 อาการนี้ คุณอาจเป็นหัวใจไม่แข็งแรง ตรวจแล้วไม่เจออะไรคุณอาจจะมีอาการหัวใจอินพร่อง เหงือออกง่ายในตอนกลางคืน นอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่าย ใจสั่นบ่อย อ่อนเพลียง่าย ปากแห้งคอแห้งบางครั้งปวดบริเวณกลางอก หลายคนมีอาการแบบนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องไทรอยด์ โรคหัวใจ วัณโรค และโลหิตจางแพทย์แผนจีนแนะนำ เนื้อเป็ด หนังหมู ไข่ไก่ สาลี เก๋ากี้ เห็ดหูหนูขาว นม รังนก ที่ช่วยบำรุงอิน ให้หัวใจได้ลดความร้อน บำรุงสารน้ำ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงค่ะ6 อาการ หัวใจขาดเลือด1.นอนหลับไม่สนิท2.เวียนศีรษะบ่อย3.อ่อนเพลียง่าย4.ขี้ลืม5.ริมฝีปากซีด6.ตื่นง่ายอาการแบบนี้ อาจจะเป็นได้ว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจขาดเลือดหมายถึง เลือดส่งไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าไปทั่วร่างกายอาการของหัวใจขาดเลือดในแพทย์แผนจีน มักจะนอนหลับไม่สนิท เวียนศีรษะบ่อย ๆ อ่อนเพลียง่าย ปวดบริเวณกลางอก บางคนริมฝีปากซีด ขี้ลืม และชอบตื่นง่ายแพทย์แผนจีนแนะนำ พุทราจีน 10 ลูก เห็ดหูหนูดำ 30 กรัม น้ำตาลกรวด เล็กน้อย ต้มรวมกัน ทานเป็นประจำ จะช่วยบำรุงเลือด ขับเลือดลม ทำให้เลือดไหลเวียนดีค่ะ6 อาการ หัวใจมีเลือดคั่ง1.ปวดบริเวณหน้าอก2.เจ็บเหมือนเข็มแทง3.อ่อนเพลียง่าย4.ใจสั่น5.มือเท้าเย็น6.ชอบปวดแขนซ้ายภาวะเลือดคั่งในหัวใจ 6 อาการนี้ คุณมีหรือไม่ ส่วนใหญ่คนที่มีอาการพวกนี้มักจะเป็นโรคหัวใจแพทย์แผนจีนแนะนำ ดอกคําฝอย พุทราจีนแดง วันละ 10 เม็ด เมล็ดลำไย 10 เม็ดจะช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ถ้าหากมีอาการหนักแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะคะปัญหาหัวใจให้คุณหมอตี้ดูแล แต่ถ้าปัญหาความรักปรึกษาพี่อ้อยพี่ฉอดได้ทุกวันศุกร์ใน Club Friday ส่งเรื่องราวมาก่อนได้ที่ clubfriday@atimemedia.com หรือ Club Friday Fanpage นะคะ พี่อ้อยพี่ฉอดพร้อมดูแลค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะFacebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม- Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover -

6 วิธีง่ายๆ ทำแล้วสุขภาพดีขึ้นแน่นอน

17 ก.ค. 2023

6 วิธีง่ายๆ ทำแล้วสุขภาพดีขึ้นแน่นอน

1. เดินถอยหลัง 10 - 15 นาที ช่วยลดอาการปวดหลังการเดินถอยหลังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณเอวและหลัง การบริหารนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในท่าบริหารของมวยจีน "ไท้เก๊ก" ใครที่มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ ลองฝึกเดินถอยหลังดูนะคะ การเดินถอยหลังจะบังคับให้นิ้วเท้าสัมผัสพื้นก่อน ต่างจากการเดินปกติที่จะใช้ส้นเท้า จึงเป็นการลดแรงกระแทก และส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนที่ต่างไปค่ะ 2. นั่งให้ตัวตรง น่องตั้งฉาก ลดอาการปวดหลังได้การนั่งที่ดี ต้องนั่งตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง อาจจะเมื่อยนิดนึงนะคะ แต่ถ้าชินแล้ว จะทำให้อาการปวดหลังที่มาจากการนั่งตัวไม่ตรงดีขึ้น แนะนำให้เอาหมอนมาลองหลังด้วยนะคะ ป้องกันอาการปวดหลังได้อีกทางค่ะ3.แช่และนวดฝ่าเท้า วันละ 30 ครั้ง หรือ 10 นาที จะช่วยบำรุงไตการใช้น้ำร้อนแช่เท้านั้นไม่เพียงแต่จะบำรุงไต ยังช่วยขับความร้อนออกจากตับด้วยค่ะ ช่วยลดความดัน ช่วยให้อารมณ์ของเราสงบ และยังช่วยเรื่องการนอนให้หลับสบาย ถ้าหากหลังจากแช่เท้าแล้วได้นวดเท้าต่อ จะทำให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้น อวัยวะภายในมีการปรับสมดุล แนะนำว่าหลังจากแช่เท้าแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอื่นต่อ ให้เตรียมเข้านอนได้เลย จะทำให้การบำรุงไต ได้ผลมากยิ่งขึ้น ควรแช่เท้าเวลา 3 ทุ่ม เพราะจะช่วยให้นอนดีค่ะ4. ดื่มขิงเป็นประจำ เพื่อป้องกันหวัดแพทย์จีนจัดขิงเป็นพืชรสเผ็ดอุ่น มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น ขับเหงื่อ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดคอเลสเตอรอลที่สะสมในตับ และเส้นเลือด ชาวจีนทั่วไปจึงนิยมต้มขิงกับน้ำตาลอ้อย หรือน้ำตาลแดง เพื่อช่วยแก้หวัด ถ้าใช้ขิงสดปิดที่ขมับทั้งสองข้างจะช่วยแก้ปวดหัว หรือถ้าเอาขิงสดอมไว้ใต้ลิ้นจะช่วยแก้อาการกระวนกระวาย แก้คลื่นไส้อาเจียนได้ดีค่ะ5.ทานเนื้อสัตว์ให้น้อย ทานผักให้มาก ลดการเกิดไขมันอุดตันของเส้นเลือดเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ก็มากับไขมันทั้งนั้น มันแทรกอยู่ในอนูของเนื้อ ยิ่งลายพร้อยยิ่งอร่อย แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งอร่อย ก็ยิ่งทำร้ายร่างกายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราควรเลือกเนื้อที่ไม่ติดมัน หรือติดมันน้อยที่สุด และอย่าทานมากเกินไป ปริมาณที่จะเหมาะสมคือ เนื้อไม่ติดมันขนาดเท่าฝ่ามือ ให้ทานผักมากกว่าเนื้อสัตว์ จะช่วยย่อย และช่วยระบบขับถ่ายด้วยค่ะ6.ทำสมาธิก่อนนอน 10 - 15 นาที ช่วยลดอาการเวียนศีรษะการทำสมาธิก่อนนอน เป็นเรื่องที่ดี จะช่วยให้ระบบสมองของเรามีการเรียงตัวที่ดี ช่วยให้เราหลับได้ดีอีกด้วย และทำให้ตื่นเช้าขึ้นมาไม่เวียนศีรษะค่ะแต่ละวิธีไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ลองค่อยๆปรับ เปลี่ยนไปด้วยกัน เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

นิ่วในไต อย่าให้เป็นซ้ำๆ

27 พ.ค. 2025

นิ่วในไต อย่าให้เป็นซ้ำๆ

นิ่วในไต (Kidney Stones) คือโรคที่เกิดจากแร่ธาตุแข็งชนิดต่างๆ ที่รวมตัวกันเป็นก้อน โดยมักเกิดขึ้นบริเวณไต แต่พบได้ตลอดระบบทางเดินปัสสาวะ และมีโอกาสเกิดได้สูงหากปัสสาวะมีความเข้มข้นจนตกตะกอนจับตัวเป็นนิ่ว นิ่วในไตอาจสร้างความเจ็บปวดทรมานให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่จนเกินไป ปิดกั้นและสร้างแผลบาดเจ็บที่ท่อไต และอาจส่งผลให้ปัสสาวะออกมาเป็นเลือดได้ รู้หรือไม่? การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนถึงเกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้นะคะ อาการจะประกอบด้วย การปวดแบบเฉียบพลันเสมือนถูกมีดบาดในบริเวณช่วงเอวหรือท้องน้อย และมีปัสสาวะเป็นเลือด อาการปวดอาจอยู่นานราว 2 – 3 นาที แล้วหายไป ปวดเป็นๆ หายๆ หรืออาจปวดนานเป็นชั่วโมง หรือกว่านั้นก็ได้ค่ะ มักจะปวดตั้งแต่บริเวณเอวช่วงไตร้าวลงมาท้องน้อยฝั่งเดียวกันลงไปจนถึงท่อปัสสาวะ หรืออวัยวะเพศภายนอกได้ หรือบางรายอาจเลยไปจนถึงต้นขาด้านในก็ได้ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หรืออาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้ค่ะปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อนิ่วในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น เกลือ น้ำตาล และโปรตีนสูง3. ภาวะอ้วน น้ำหนักมากเกิน4. มีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ไตอักเสบ โรคหลอดเลือดในท่อไต ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ โรคลำไส้อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง และโรคเกาต์5. ปัจจัยทางพันธุกรรม คือพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคนิ่วมาก่อนป้องกันยังไงไม่ให้เป็นนิ่วในไตซ้ำ1. ควรดื่มน้ำปริมาณมาก ในแต่ละวันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 8 แก้วต่อวัน หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน2.อาหารจำพวกผักและผลไม้ เป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยให้ปริมาณของซิเทรต โพแทสเซียม และความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีไฟเบอร์ช่วยลดแคลเซียมในปัสสาวะได้ด้วยค่ะ3.ไขมันจากพืชและไขมันจากปลา สามารถลดปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะได้ดีกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆ ลดโอกาสการเกิดนิ่วซ้ำได้ค่ะ4.ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวาน เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน การบริโภคอาหารโปรตีนสูงจะทำให้เพิ่มสารก่อนิ่วและเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วสูงมาก5.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ งา ผักโขม ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ชอกโกแลต และชา เป็นต้น ในผู้ป่วยชนิดแคลเซียมออกซาเลต หากจำเป็นต้องบริโภคควรรับประทานควบคู่ไปกับแคลเซียมหรือดื่มนมจะช่วยลดปริมาณออกซาเลตในปัสสาวะได้ค่ะ6.เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ปัจจุบันพบว่าการลดอาหารที่มีแคลเซียมในผู้ป่วยโรคนิ่ว นอกจากจะทำให้สมดุลของแคลเซียมเปลี่ยนแปลง ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกในอนาคตและยังทำให้ปริมาณสารออกซาเลตในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแคลเซียมจะไปจับและยับยั้งการดูดซึมออกซาเลตทางลำไส้จึงช่วยลดระดับออกซาเลตในปัสสาวะได้7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นเวลาอย่างน้อย 10-20 นาทีทุกวัน เช่น การเดินจะช่วยทำให้นิ่วขนาดเล็กหลุดได้ การเดินสมาธิ โยคะ ไทเก๊ก ทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ลดความเครียด และลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดก้อนนิ่วได้อีกด้วย ศาสตร์การแพทย์แผนจีนพบว่า มีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีรสจัด ร้อน หรือมันมากเกินไป หรือดื่มสุรามากเกินไป ก่อให้เกิดความร้อนชื้นไหลลงสู่ไตและกระเพาะปัสสาวะ หรือเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดีของทางเดินปัสสาวะก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อก่อโรค ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในระบบทางเดินปัสสาวะ หากมีการสะสมของความร้อนชื้นเหล่านี้นานจะเปลี่ยนเป็นทราย และก่อให้เกิดก้อนนิ่วขึ้นมาได้ทั้งในไตและกระเพาะปัสสาวะ เกิดการขัดขวางการไหลของปัสสาวะและหน้าที่การขับปัสสาวะตามปกติ รวมถึงขัดขวางการไหลเวียนของชี่ด้วยนะคะนิ่วในไต ป้องกันได้หลายวิธีนะคะ ว่าแล้วแอดไปดื่มน้ำเพิ่มก่อนค่ะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-