รีเซ็ตสุขภาพใน 30 วัน ด้วยตารางชีวิตง่ายๆ สไตล์แพทย์แผนจีน

HEALTHY LIFESTYLE

รีเซ็ตสุขภาพใน 30 วัน ด้วยตารางชีวิตง่ายๆ สไตล์แพทย์แผนจีน

09 มิ.ย. 2026

23:00 – 01:00 น. ถุงน้ำดีทำงานเวลานี้

·      ต้องนอนหลับสนิท

พลังหยางเริ่มสูงขึ้น เป็นช่วงเวลาสำคัญในการบำรุงหยาง

ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เหนื่อยง่าย ปวดหัว ภูมิคุ้มกันลดลง

 

01:00 – 03:00 น. ตับทำงานเวลานี้

·      นอนให้ลึกที่สุด

ตับช่วยกำจัดสารพิษและเก็บเลือดไว้ใช้

คนที่นอนหลับลึกช่วงนี้ = บำรุงตับดี

ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี อารมณ์สมดุล

 

03:00 – 05:00 น. ปอดทำงานเวลานี้

·      นอนให้เต็มอิ่ม

ปอดดูแลการรับพลังชี่และการหายใจ

ช่วงนี้ควรนอนให้หลับเต็มที่ หากตื่นเร็วเกินไป จะทำให้ปอดอ่อนแอ

ภูมิแพ้ ไอ หายใจไม่เต็มปอด

 

05:00 – 07:00 น. ลำไส้ใหญ่ทำงานเวลานี้

·      ตื่นนอนและขับถ่าย

ลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำและขับของเสีย

ควรตื่นเช้า ดื่มน้ำอุ่น แล้วขับถ่ายให้เป็นเวลา

ท้องโล่งสบาย เบาสบายตัว สดชื่นทั้งวัน

 

07:00 – 09:00 น. กระเพาะอาหารทำงานเวลานี้

·      กินอาหารเช้าให้ดี

ม้ามและกระเพาะอาหารดูดซึมดีที่สุดในช่วงนี้

ควรกินอาหารอุ่น ย่อยง่าย บำรุงม้าม

เช่น โจ๊ก ไข่ นม ผักต้ม ไม่กินดิบ เย็นจัด

 

09:00 – 11:00 น.

·      ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

พลังม้ามทำงานดี ดูดซึมสารอาหาร ส่งพลังงานไปทั่วร่างกาย

สมองปลอดโปร่ง เหมาะกับงานที่ใช้สมาธิ

 

11:00 – 13:00 น.

·      พักใจยามเที่ยง

พักสั้นๆ 20 -30 นาที

บำรุงหัวใจ ทำให้จิตใจสงบ

ถ้าไม่นอนพัก อาจเพลียในช่วงบ่าย

 

13:00 – 15:00 น.

·      ดื่มน้ำและเคลื่อนไหว

ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยระบบย่อย

กระตุ้นลำไส้เล็ก ดูดซึมสารอาหาร

ลุกเดินเบาๆ ช่วยให้ระบบย่อยดีขึ้น

 

15:00 – 17:00 น.

·      คิดได้ดี ขับของเสีย

ช่วงเวลาที่สมองปลอดโปร่งที่สุด

ความจำดี คิดงานออก เป็นช่วงทองของการทำงาน

ดื่มน้ำมากขึ้น ขับปัสสาวะ ช่วยขับของเสีย ลดสารพิษในร่ากาย

 

17:00 – 19:00 น. ไตทำงานดีที่สุด

·      บำรุงไต พักผ่อนให้เพียงพอ

ไตเก็บสารจำเป็นของร่างกาย

ผ่อนคลายความเครียด

ทานอาหารเย็นแต่พอดี ไม่หนักเกินไป

 

19:00 – 21:00 น.  หัวใจทำงานดีที่สุด

·      ผ่อนคลายหัวใจ สงบอารมณ์

เหมาะสำหรับเดินเล่น ฟังเพลง หรือแช่เท้าอุ่น

ช่วยลดความเครียด คลายใจ

เตรียมร่างกายเข้าสู่การนอนหลับ

 

21:00 – 23:00 น.  ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีที่สุด

·      เตรียมตัวเข้านอนให้ดี

ระบบไหลเวียนโลหิตจะฟื้นฟูร่างกาย

ควรเข้านอนก่อน 23:00 น.

แช่เท้าอุ่น ผ่อนคลายความคิด

ช่วยให้นอนหลับลึก ตื่นมาสดชื่น

 

ถ้าใครทำได้ตามตางรางชีวิตนี้ รับรองสุขภาพดีขึ้นแน่นอนค่ะ แต่ถ้ายังไม่ได้ ค่อยๆปรับ ขยับเวลาที่ละน้อย เริ่มไปด้วยกันนะคะ ^^

 

ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม

Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover

related HEALTHY LIFESTYLE

สูตรลับความงามดั่งไทเฮา

17 เม.ย. 2023

สูตรลับความงามดั่งไทเฮา

ช่วงนี้แอดมินดูซีรี่จีนเห็นไทเฮาสวย ผิวดี จริงๆมีสูตรลับค่ะ ประวัติอันยาวนานกว่า 2000 ปี ของการแพทย์แผนจีนมีบันทึกถึงการรับประทานอาหารเพื่อความงาม ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในวังหลวง และแพร่กระจายมาสู่สามัญชนวันนี้ขอนำเคล็ดลับความงามสองพันปีมาบอกต่อ เพื่อให้สาวไทยได้งามสะพรั่งดั่งไทเฮา ฮองเฮา แห่งพระราชวังต้องห้ามกันเลยค่ะอาหารที่ช่วยเรื่องความสวยความงามประกอบด้วย1.พุทราแดง พุทราแดงมีรสหวาน ฤทธิ์อุ่น สรรพคุณบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร บำรุงเลือด ช่วยเรื่องการนอน ในทางวิทยาศาสตร์พุทราแดงยังประกอบไปด้วยวิตามินมากมาย เช่น วิตามินเอ บำรุงสายตา วิตามินซีช่วยให้ผิวขาว มีแคลเซียมป้องกันโรคกระดุกพรุน และธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด ตามสุภาษิตจีนที่ว่า "พุทรา3 ลูก หน้าอ่อนลง 3 ปี" พุทราจีน ยังเหมาะกับผู้หญิงที่กลัวหนาว และเหนื่อยง่ายด้วยนะคะ2.ลำไยแห้ง ลำไยแห้งมีรสหวาน ฤทธิ์อุ่น ช่วยเรื่องหัวใจและบำรุงม้ามรักษาโรคเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ลืมง่าย ใจสั่นลำไยแห้งยังช่วยชะลอความแก่ มากไปกว่านั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน โปรตีน น้ำตาล และสารต่อต้านเซลล์มะเร็งในมดลูก เหมาะสำหรับผู้หญิงวัยทอง ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เหงื่อออกง่าย หรือผู้หญิงที่คลอดบุตร/อยู่ไฟค่ะ3.เก๋ากี้ เก๋ากี้มีรสหวาน สรรพคุณรักษาตับทำให้ปอดชุ่มชื้น บำรุงร่างกาย ลดความร้อนและทำให้ตาสว่าง ผลจากการวิจัยพบว่าน้ำตาลในเก๋ากี้ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ชะลอความแก่ ต่อต้านเซลล์มะเร็ง ขจัดอนุมูลอิสระ และลดความอ่อนเพลียของร่างกายได้เช่นกัน4.แครอท แครอทมีรสหวาน มีฤทธิ์อุ่น สรรพคุณบำรุงตับทำให้ตาสว่าง ลดความร้อน และแก้พิษ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "โสมดิน" ทั้งอุดมไปด้วยวิตามินเอและสารแคโรทีนบำรุงสายตา แครอทยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค มีฤทธิ์ขับเหงื่อได้เล็กน้อย ทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึมให้ร่างกายและการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น มีผลทำให้ผิวนุ่มลื่น แลดูสุขภาพดี นอกจากนี้แครอทยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง5.รากบัว รากบัวมีรสหวาน ฤทธิ์เย็น สรรพคุณลดความร้อน เพิ่มน้ำให้ร่างกาย ทำให้เลือดเย็น ช่วยหยุดเลือด ขับพิษ แต่หากทำสุกจะช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย รากบัวอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดต วิตามินซี และบีหนึ่ง ยังมีโพแทสเซียม แคลเซียม และธาติเหล็ก เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ หงุดหงิดง่าย ใจร้อน หากทานรากบัวบ่อยๆ ยังช่วยให้ใบหน้าและสีผิวดูมีน้ำมีนวล ขาวอมชมพู และลดสิวที่อยู่บนใบหน้าได้ด้วยนะคะ6.ว่านหางจระเข้ (ใช้พอกหน้า) ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณทางยามากมาย ในทางวิทยาศาสตร์ ตัวว่านอุดมไปด้วย วิตามิน อี ช่วยบำรุงผิว วิตามินซี ทำให้ผิวขาว วิตามินเอ และวิตามินบี ที่ทำให้ผิวดูสดใสอ่อนต่อวัย สาร Polysaccharide ในว่านหางจระเข้ ยังช่วยเพิ่มให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ขจัดจุดด่างดำป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลต ชะลอความแก่ และทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ของใกลัตัวหลายอย่าง ช่วยให้สาวๆ 'เป๊ะ' ได้ไม่ยาก แถมราคาไม่แพง ใครสนใจลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ เราจะสวย สุขภาพดีไปด้วยกันค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ตดเหม็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย อาจจะมีอันตรายกับลำไส้

13 ม.ค. 2023

ตดเหม็นไม่ใช่เรื่องน่าอาย อาจจะมีอันตรายกับลำไส้

ตดเหม็นอันตรายไหมการผายลม หรือ การตด ฟังดูแล้วเป็นเรื่องน่าอาย และน่าขบขันไม่น้อย แต่มันก็เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย ในการขับไล่ลมหรือแก๊สผ่านลำไส้ใหญ่เท่านั้นค่ะ ทุกครั้งที่เรากินอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งพูดคุยทั่วไป เรากลืนอากาศเข้าไปด้วย การตดในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่หลายคนก็ยังคงมีข้อข้องใจว่า ตดบ่อยแค่ไหนเรียกว่าปกติ? ตดดัง และเหม็นเป็นสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับสุขภาพหรือไม่? บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาการผายลมเหล่านี้เองค่ะตดบ่อยแค่ไหน เรียกว่าปกติ? โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีร่างกายอุดมสมบูรณ์และแข็งแรงดี จะตดประมาณ 14 - 23 ครั้งต่อวัน เมื่อใช้เกณฑ์นี้เป็นตัววัดแล้ว การผายลมที่มากกว่า 23 ครั้งภายในหนึ่งวันถือว่าผิดปกติค่ะ โดยความผิดปกตินี้อาจเกิดจากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดแก๊สในร่างกายมากเกินไป เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ชีส กระหล่ำปลี หัวหอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม หรืออาจเกิดจากภาวะความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งภายในร่างกายการผายลมบ่อยมากเกินไปนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการผายลมมีด้วยกันดังนี้ค่ะ• โรคมะเร็งลำไส้• โรคลำไส้แปรปรวน• ระบบดูดซึมอาหารทำงานผิดปกติ• การแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของแลคโตส (lactose) เช่น นมวัวและโยเกิร์ต• ภาวะที่เกี่ยวของกับกระเพาอาหาร เช่น การที่อาหารเป็นพิษ เราควรหมั่นนับจำนวนครั้งที่เราผายลมในแต่ละวัน เพื่อสังเกตการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ หากมีการผายลมที่บ่อยครั้งเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สได้ง่าย แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างเร็วที่สุดนะคะตดดังและตดเหม็น อันตรายหรือไม่?การผายลมที่มีเสียงดัง เกิดจากการที่แก๊สถูกขับออกมาด้วยแรงดันอากาศหรือแรงเบ่งที่สูงมาก หรืออาจเกิดจากการที่แก๊สต้องแทรกตัวผ่านกล้ามเนื้อหูรูดที่บีบตัวแน่น เสียงที่มาพร้อมกับการผายลมจึงไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดปกติอะไร ส่วนกลิ่นตดนั้น ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ส่วนใหญ่แล้วอาหารจำพวกโปรตีนจะก่อให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นเหม็นมาก เช่น อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ไข่ ชีส และนม รวมไปถึงถั่วชนิดต่างๆด้วย อีกทั้งแก๊สเหล่านี้ต้องเดินทางผ่านลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอาหาร และกากอาหารที่ถูกย่อยสลายแล้ว จึงมีกลิ่นเหม็นเป็นธรรมดาและไม่ถือว่าเป็นสัญญาณของความผิดปกติของสุขภาพแต่อย่างใด ในแพทย์แผนจีนการที่ตดบ่อย และมีกลิ่นเหม็นมากๆนั้น คืออาการของลำไส้ กระเพาะอาหาร ม้ามทำงานไม่ดี กลิ่นเหม็นยิ่งมาก มักจะมาจากความร้อนชื้น การที่จะลดความร้อนชื้นได้นั้น เราไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์เยอะ ไม่รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เผ็ดร้อน พยายามดื่มน้ำมากๆ ก็อาจจะช่วยลดอาการตดเหม็นได้ค่ะ ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

27 เม.ย. 2022

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

หลายคนมีปัญหาของตะคริวกินที่ขา สาเหตุที่เป็นตะคริวยังไม่เป็นที่แน่ชัด โดยมีทั้งตะคริวประเภทที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และประเภทที่มีสาเหตุร่วมด้วยเราไปหาคำตอบกับแพทย์แผนจีนกันค่ะในแพทย์แผนจีน ตะคริว มาจากปัญหาของความเย็น ความเย็นจะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหดเกร็งง่าย ส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาของไตหยางอ่อนแอ หรือไฟในร่างกายไม่มี ทำให้ร่างกายเย็น หลายคนรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ก็อาจจะทำให้เกิดตะคริวง่ายค่ะส่วนใหญ่การออกกำลังกาย ซึ่งตะคริวมักจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังพัก หลังจากการออกกำลังกาย บางคนภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบ หลายคนโรคตับ หากตับทำงานได้อย่างไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดสารพิษไปยังกระแสเลือด ซึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อเกิดการกระตุกหรือหดเกร็งตัวผู้ป่วยโรคไต อาจทำให้มีเกลือแร่บางชนิดต่ำ และส่งผลให้มีตะคริวได้ค่ะการฟอกไต หรือภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียมโรคที่ทำให้มีภาวะแคลเซียมต่ำ เช่น บกพร่องฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ก็ทำให้เกิดตะคริวได้เช่นกันนะคะรู้หรือไม่- ผู้สูงอายุที่เสียมวลกล้ามเนื้อไปมากแล้ว กล้ามเนื้อที่เหลือสามารถเกิดความตึงเครียดได้ง่าย- การเสียน้ำของร่างกาย นักกีฬาที่อ่อนล้าและเสียเหงื่อมาก ซึ่งเล่นกีฬาในที่ที่มีอากาศร้อนมักจะเกิดตะคริวได้ง่ายค่ะ- การตั้งครรภ์ การเกิดตะคริวจะพบได้บ่อยในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะขาดแคลเซียม- โรคประจำตัวหรือภาวะทางการแพทย์ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นประสาท โรคตับหรือไทรอยด์ มีโอกาสสูงที่จะเกิดตะคริวได้เช่นกันนะคะหากเป็นตะคริวแพทย์แผนจีนมีเทคนิคดีๆมาฝากค่ะการบริหารขณะที่เกิดตะคริวเพื่อบรรเทาความเจ็บและหยุดตะคริว คือการยืดเส้น หรือการนวดที่กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริว เช่น การเหยียดเท้าไปด้านหน้าและยกเท้าขึ้นแล้วดัดข้อเท้าให้นิ้วเท้าเข้ามาทางหน้าแข้ง และใช้ส้นเท้าเดินไปรอบๆ โดยใช้เวลาเพียง 1 – 2 นาที ต่อ 1 ครั้ง ทำประมาณ 3 – 5 ครั้งการบริหารเพื่อป้องกันการเกิดตะคริว เพื่อลดโอกาสเป็นตะคริว ควรบริหารร่างกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อวันละ 3 ครั้ง เช่น หากมักเป็นตะคริวที่น่อง ให้ยืนห่างจากกำแพง 1 เมตร เอนตัวไปข้างหน้าให้มือแตะโดนกำแพง โดยวางเท้าให้แบนราบไปกับพื้น ทำค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำไปเรื่อยๆ ให้ครบ 5 นาที เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดควรทำให้ได้วันละ 3 ครั้ง เท่านี้ก็ป้องกันตะคริวได้แล้วค่ะถ้าเป็นตะคริวที่น่องเหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรง เพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้ค่ะถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาเหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆนะคะถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้าเหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆค่ะ ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือเหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆค่ะวิธีป้องกันอื่นๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองแพทย์แผนจีนแนะนำดื่มน้ำให้มากพอในแต่ละวัน อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย1. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์2.รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียม (โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์) อยากให้กินปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูกยืด เตรียมกล้ามเนื้อก่อนการเล่นกีฬา และการออกกำลังกายต่างๆ3.ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆนะคะ4.ลดปริมาณการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น กาแฟช็อกโกแลต อาจจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดน้อยลงอาหารที่ควรรับประทานเพื่อป้องกันตะคริวน้ำมะเขือเทศ น้ำส้ม มะนาว นม กล้วย เมล็ดผักทอง งา ถั่วเหลือง ปวยเล้ง ปลาทะเล และวิตามินอื่นๆอาหารที่ควรเลี่ยงชา กาแฟ น้ำอัดลม คาเฟอีนจากเครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นตัวการทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวก กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็ง จนกายเป็นตะคริวไปในที่สุด สำหรับคนที่อายุมาก และมีปัญหาการเกิดตะคริวบ่อยๆ ไม่ควรรับประทานผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น มะระ แตงโม ผักบุ้ง ฟักต่างๆ เต้าหู้ เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์เย็น อาจจะทำเกิดตะคริวได้ง่ายการรักษาการเกิดตะคริวในแพทย์แผนจีน จะเน้นบำรุงไต ขับความเย็น ช่วยเสริมเลือดลมในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ร่างกายขับความเย็นได้ สามารถช่วยลดการเกิดตะคริวได้เช่นกัน สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มและทานยาจีนค่ะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

3 สัญญาณบ่งบอกว่า เลือดของคุณกำลังไหลเวียนได้ไม่ดี

10 ส.ค. 2022

3 สัญญาณบ่งบอกว่า เลือดของคุณกำลังไหลเวียนได้ไม่ดี

คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะสาวๆ จะเห็นได้ชัดจากรูปร่างและผิวพรรณที่ดูมีน้ำมีนวล อิ่มเอิบ เพราะมีระบบไหลเวียนเลือดดี แต่ก็ยังมีวิธีสังเกตอาการที่กำลังบอกเราได้ว่า ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ต้องรีบบำรุงเลือดด่วนเลยนะคะ1.ผิวพรรณไม่มีน้ำมีนวล อยู่ดีๆ ผิวพรรณก็ดูหมองคล้ำ ไม่มีน้ำไม่มีนวล เป็นสิว ไม่สดใส อาจมีสาเหตุมาจากระบบหมุนเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งเลือดทำหน้าที่ขนถ่ายสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย และพาเอาของเสียออกจากเซลล์ ถ้าระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดนำพาของเสียออกไปทิ้งไม่ได้ หรือไม่มีประสิทธิภาพ เซลล์ก็จะหมองเพราะมีของเสียตกค้าง อีกทั้งเซลล์ยังไม่ได้รับสารอาหารกับออกซิเจนที่เพียงพอจากระบบไหลเวียนเลือดอีกด้วยค่ะ2.ประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือนานกว่าปกติ เช่น ประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน, ต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 1 แผ่นต่อชั่วโมง หลายชั่วโมงติดต่อกัน, ประจำเดือนปนลิ่มเลือดขนาดใหญ่, รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างการมีประจำเดือน อาการเหล่านี้ล้วนแต่ควรต้องไปปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ แบบมามากเกินไป หรือมีอาการข้างต้นด้วยแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ และอาจทำให้เกิดภาวะซีดจากการเสียเลือดมากกว่าปกติ อันนำไปสู่ภาวะโลหิตจางอีกด้วย ประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ คือ เลือดที่ออกมาในช่วงที่คุณมีประจำเดือน แต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ หรือมาไม่เกิน 2 วัน โดยอาจจะเป็นเลือดหยดๆ หรือเปื้อนผ้าอนามัยเพียงเล็กน้อย แบบนี้เป็นอาการประจำเดือนมาไม่ปกติที่อาจเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน ความเครียด หรือการขาดสารอาหารบางชนิด ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด3.เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ทำกิจกรรมประจำวันปกติ แต่กลับรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น หายใจลำบากขณะออกแรง มึนงง วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว มือเท้าเย็น ผิวซีดเหลือง เจ็บหน้าอก ใจสั่นไหว ฯลฯ เป็นอาการของผู้ที่มีภาวะโรคโลหิตจาง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ โดยสูญเสียธาตุเหล็กออกไปกับประจำเดือนนั่นเองค่ะ คุณมี 3 สัญญาณนี้อยู่รึเปล่า อย่าลืมสังเกตอาการตัวเองนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจาก Green Wave ค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-