Chill On ไลฟ์สไตล์ กิน เที่ยว ช้อปปิ้ง สายมู ดูดวง

News Updates

Food & Beverage

HEYTEA สาขาแรกในไทย เปิดแล้ว! พาส่อง HEYTEA LAB CentralWorld

28 ก.ย. 2026

HEYTEA สาขาแรกในไทย เปิดแล้ว! พาส่อง HEYTEA LAB CentralWorld

ช่วงนี้ใครเดินผ่าน CentralWorld น่าจะเห็นคนต่อคิวร้านชากันแบบยาว ๆ เพราะ HEYTEA (喜茶) แบรนด์ชาชื่อดังจากจีน เปิดสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว! งานนี้ Chill ON ก็ไม่พลาด ขอไปสัมผัสด้วยตัวเองสักหน่อยHEYTEA คืออะไร? และมาเปิดที่ไทยแล้ว!HEYTEA เป็นแบรนด์ชาจากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 เดิมใช้ชื่อว่า Royal Tea ก่อนจะรีแบรนด์เป็น HEYTEA จุดเด่นของแบรนด์คือการนำชาแบบดั้งเดิมมาผสมกับวัตถุดิบและรสชาติใหม่ ๆ จนเกิดเป็นเมนูที่มีความเป็น Modern Tea และเข้าถึงคนรุ่นใหม่หนึ่งในเมนูที่สร้างชื่อให้ HEYTEA คือ Cheese Tea หรือชาที่ท็อปด้วยชีสโฟม จนกลายเป็นภาพจำของแบรนด์และทำให้ HEYTEA เป็นที่รู้จักไปในหลายประเทศและตอนนี้คนไทยไม่ต้องบินไปกินถึงต่างประเทศแล้ว เพราะ HEYTEA เปิด สาขาแรกในประเทศไทยที่ centralwOrld ในรูปแบบ HEYTEA LAB ซึ่งรวมทั้ง Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab ไว้ในร้านเดียวHEYTEA Thailand มีเมนูอะไรบ้าง?สำหรับเมนูของ HEYTEA LAB Thailand มีให้เลือกทั้งเครื่องดื่ม ขนม และเจลาโต้ โดยแบ่งเป็น 3 โซนหลัก1. Tea Labรวมเมนูชา ชาผลไม้ และเครื่องดื่มสูตรต่าง ๆ ของ HEYTEA รวมถึงเมนูที่มีการพัฒนารสชาติให้เหมาะกับประเทศไทย2. Bake Labมีเมนูขนมอบอย่าง Croissant Egg Tart ที่มีหลายรสชาติ รวมถึงรส Thai Milk Tea ซึ่งเป็นรสชาติ Exclusive สำหรับประเทศไทย3. Gelato Labมีเจลาโต้ให้เลือกหลายรสชาติ โดยสามารถขอชิมก่อนเลือกได้ด้วย ใครเลือกไม่ถูกแนะนำให้ลองชิมกันก่อนได้เลยบรรยากาศ HEYTEA LAB CentralWorldเข้ามาในร้านแล้วจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ค่อนข้าง อบอุ่นและเป็นกันเอง ตัวร้านเลือกใช้โทนและวัสดุที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ HEYTEA เอาไว้ได้อย่างชัดเจน พร้อมมีของตกแต่งและรายละเอียดเล็ก ๆ ตามมุมต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ร้านดูมีอะไรให้เดินชมมากขึ้นอีกหนึ่งมุมที่เราชอบคือ โซนขายสินค้า (Merchandise) ที่ทางร้านจัดไว้ให้เราเลือกซื้อของกลับบ้าน มีทั้งของสะสมและไอเทมดีไซน์น่ารัก ๆ ที่ยังคงคาแรกเตอร์ของ HEYTEA ใครเป็นแฟนแบรนด์หรือชอบของกุ๊กกิ๊ก บอกเลยว่ามีเสียเงินเพิ่มแน่นอนนอกจากนั้นภายในร้านยังแบ่งพื้นที่ออกเป็นทั้ง Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab ทำให้เราได้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เครื่องดื่ม แต่ยังมีทั้งขนมและเจลาโต้ให้เลือกแบบครบ ๆ เรียกได้ว่ามาร้านเดียว เดินดูได้เพลินตั้งแต่ต้นจนจบโดยรวมเราว่า HEYTEA LAB สาขานี้ให้ฟีลมากกว่าแค่ร้านชา แต่เหมือนเป็นพื้นที่ที่รวม เครื่องดื่ม ของหวาน คาเฟ่ และ Lifestyle เข้าไว้ด้วยกัน ใครชอบถ่ายรูปหรือทำคอนเทนต์ก็น่าจะสนุกกับการเก็บดีเทลต่าง ๆ ภายในร้านเหมือนกันมาถึงเมนูที่เราได้ลอง!ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว เราขอลองให้ครบทั้งเครื่องดื่ม ขนม และเจลาโต้เลยแล้วกัน!teaAir-Rock Oolong Jackfruit — 195 บาทแก้วแรกเราเลือกเป็นชาอู่หลงที่มีกลิ่นและรสของขนุน พร้อมท็อปด้วยโฟมครีมรสขนุน สำหรับเราถือว่าเป็นรสชาติที่ค่อนข้างใหม่ เพราะไม่ค่อยได้เห็นชาอู่หลงจับคู่กับขนุนแบบนี้ แต่รวม ๆ แล้วได้ความหอมของชาและความหวานหอมของขนุนที่เข้ากันดีCoconut Mango Boom — 180 บาทแก้วนี้ขอสั่งตามพี่ลิซ่าเลย ตัวเครื่องดื่มมีความครีมมี่ ให้ฟีลเหมือนกินมะม่วงปั่นกับกะทิ มีเม็ดสาคูให้เคี้ยวเพลิน ๆ ส่วนตัวเราว่าแก้วนี้อร่อยและกินง่าย เป็นอีกเมนูที่หมดแก้วแบบไม่รู้ตัวThai Milk Tea Croissant Egg Tart — 165 บาท/ชิ้นขนมที่เป็น Exclusive สำหรับประเทศไทย และวันที่เราไปได้แบบอบใหม่ ๆ ร้อน ๆ ตัวครัวซองต์มีความกรอบด้านนอก ส่วนไส้ทาร์ตไข่มีความหอมชาไทย กินตอนร้อน ๆ คือดีมาก เสียดายที่ไม่ได้ลองรส Original และ Matcha เพราะทางร้านจำกัดจำนวนการซื้อ แต่บอกเลยว่าครั้งหน้ามีซ้ำแน่นอน!Lime Thai Milk Tea Gelato — 139 บาทรสชาติ Exclusive สำหรับประเทศไทยเช่นกัน ตัวเจลาโต้เป็นชาไทยที่มีความหอมหวานกำลังดี และตอนเสิร์ฟทางร้านจะขูดผิวเลมอนลงบนเจลาโต้ เพิ่มความหอมและความสดชื่น ทำให้รสชาไทยมีความกลมกล่อมขึ้นGrape Basque Cheesecake Gelato — 139 บาทรสนี้คือหนึ่งในรสที่เราชอบมาก! มีความหวานหอมจากองุ่น ผสมกับความนัวของชีสเค้ก กินแบบเย็น ๆ แล้วลงตัวมาก ใครชอบสายหวานนัว ๆ แนะนำให้ลองสรุปแล้ว HEYTEA น่าไปลองไหม?โดยรวมเราว่า HEYTEA LAB Thailand เป็นร้านที่น่าลองสำหรับคนที่ชอบชาและอยากลองเมนูที่แตกต่าง เพราะไม่ได้มีแค่เครื่องดื่ม แต่ยังมีทั้ง Croissant Egg Tart และ Gelato ให้เลือกด้วย แถมยังมีหลายเมนูที่ทำขึ้นเป็น Exclusive สำหรับประเทศไทยถ้าใครกำลังแพลนจะไปช่วงนี้ แนะนำว่า เผื่อเวลาไว้เยอะ ๆ และเช็กระบบรับบัตรคิวก่อนเดินทาง เพราะช่วงเปิดร้านใหม่คนยังเยอะเป็นพิเศษHEYTEA LAB CentralWorldสถานที่: centralwOrld ชั้น 1เวลาเปิด-ปิด: 10.00–22.00 น.

ครัวท่าเรือ ร้านลับริมเจ้าพระยา บรรยากาศดี อาหารอร่อยจนอยากบอกต่อ

22 ก.ย. 2026

ครัวท่าเรือ ร้านลับริมเจ้าพระยา บรรยากาศดี อาหารอร่อยจนอยากบอกต่อ

วันนี้ Chill ON มีร้านลับที่อยากหยิบมาบอกต่อ เพราะจริง ๆ แล้วทริปนี้เราไม่ได้ตั้งใจมาร้านนี้เลย แต่เป็นการสุ่มหาร้านระหว่างทาง แล้วดันมาเจอร้านที่ครบทั้งบรรยากาศ อาหาร และมุมถ่ายรูป จนรู้สึกว่า… ดีที่สุ่มมาเจอ!ร้านที่ว่าคือ “ครัวท่าเรือ” ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ให้ฟีลเหมือนหลบออกมาพักจากความวุ่นวาย นั่งกินข้าวชิล ๆ รับลมริมน้ำ พร้อมวิวแม่น้ำตรงหน้าร้านริมน้ำที่กลางวันก็ชิล กลางคืนก็โรแมนติกบรรยากาศโดยรวมของร้านจะค่อนข้างอบอุ่น สบาย ๆ เหมาะกับการมานั่งพักผ่อน ยิ่งถ้ามาช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก เราแนะนำมาก เพราะจะได้ทั้งแสงสวย ลมเย็น และวิวริมเจ้าพระยาแบบเต็ม ๆพอฟ้าเริ่มมืด บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอีกแบบ ทางร้านเปิดไฟสีเหลืองอ่อน ๆ ทำให้ร้านดูอบอุ่นและโรแมนติกขึ้นมาเลย แถมยังมี ดนตรีสด ให้ฟังระหว่างกินข้าวอีกด้วย ใครกำลังหาร้านสำหรับมื้อเย็นกับแฟนหรือมานั่งชิลกับเพื่อน ร้านนี้ตอบโจทย์มากแต่ถ้าจะพาครอบครัวมาก็ไม่ต้องห่วง เพราะที่นี่มีพื้นที่สวนและ มุมของเล่นสำหรับเด็ก ๆ ให้ด้วย ผู้ใหญ่กินข้าวชิล ๆ เด็ก ๆ ก็มีพื้นที่ให้เล่น เรียกว่ามาร้านเดียวได้ทุกวัยมาถึงเรื่องอาหาร บอกเลยว่าเกินคาด!สิ่งที่ทำให้เราอยากกลับมาซ้ำจริง ๆ คือเรื่องอาหาร เพราะตอนแรกไม่ได้คาดหวังมาก แต่พอลองแล้วรู้สึกว่า แต่ละเมนูทำถึง แถมราคาไม่ได้แรงอย่างที่คิดเริ่มกันที่จานแรก ปลากะพงลุยสวน เมนูนี้ชอบมาก ตัวปลาทอดมาดี กินคู่กับเครื่องลุยสวนที่ให้มาจัดเต็ม ได้ทั้งรสเปรี้ยว หวาน เผ็ดเบา ๆ และความหอมจากสมุนไพร ยิ่งกินพร้อมกันทุกอย่างในคำเดียวคือสดชื่นและไม่เลี่ยนเลยอีกเมนูที่สังเกตว่าแทบทุกโต๊ะต้องมีคือ หมึกผัดไข่เค็ม แล้วก็เข้าใจทันทีว่าทำไมคนถึงสั่งกันเยอะ หมึกชิ้นเด้ง กรอบกำลังดี คลุกมากับซอสไข่เค็มรสเข้มข้นแบบนัว ๆ แต่ไม่หนักจนเกินไป กินคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ คือเข้ากันมาก จานนี้เป็นอีกเมนูที่มาแล้วอยากให้ลองส่วนสายแซ่บต้องไม่พลาด ต้มแซ่บกระดูกหมู ซุปร้อน ๆ รสจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ดกำลังดี ซดตอนร้อน ๆ แล้วสดชื่นมาก เป็นเมนูที่ช่วยตัดรสกับจานอื่นบนโต๊ะได้ดีสุด ๆเราไปกันแค่สองคนเลยสั่งได้ไม่เยอะ แต่จากเมนูที่ได้ลอง บอกเลยว่าครั้งหน้าถ้ามีโอกาสกลับมา น่าจะต้องชวนเพื่อนมาเพิ่มแล้วสั่งให้เต็มโต๊ะกว่านี้ เพราะในเมนูยังมีอีกหลายอย่างที่ดูน่ากินมากมีมุมเบเกอรี่ด้วย จะมาฉลองวันเกิดก็น่าสนใจนอกจากอาหารคาวแล้ว ภายในร้านยังมี มุมเบเกอรี่ ให้เลือกอีกด้วย ใครกำลังหาร้านสำหรับนัดกินข้าว ฉลองวันเกิด หรือรวมตัวกับครอบครัว ก็ถือว่าสะดวก เพราะมาร้านเดียวจบทั้งอาหาร ของหวาน และบรรยากาศส่วนสายถ่ายรูปก็เตรียมกล้องให้พร้อม เพราะในร้านมีหลายมุมให้เดินถ่าย โดยเฉพาะ บริเวณท่าน้ำและมุมจอดเรือริมแม่น้ำที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในมุมห้ามพลาด แสงช่วงเย็นสวยมาก ถ่ายรูปออกมาได้ฟีลพักผ่อนริมเจ้าพระยาแบบสุด ๆร้านที่บังเอิญเจอ แต่มีโอกาสได้กลับมาซ้ำแน่นอนจากร้านที่เราสุ่มมาแบบไม่ได้วางแผน กลายเป็นอีกหนึ่งร้านที่รู้สึกว่าอยากเอามาบอกต่อ เพราะ ครัวท่าเรือ มีครบทั้งอาหารอร่อย บรรยากาศดี วิวริมน้ำ ดนตรีสด มีพื้นที่สำหรับครอบครัว แถมราคายังเข้าถึงง่ายใครกำลังมองหาร้านอาหารริมเจ้าพระยาไว้กินข้าวกับครอบครัว นัดเพื่อน เดต หรือแค่อยากหาร้านนั่งชิลช่วงเย็น ๆ ลองเก็บ ครัวท่าเรือ ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้เลยส่วนเรา… รอบหน้ามาซ้ำแน่นอน เพราะยังมีอีกหลายเมนูที่เล็งไว้แต่รอบนี้กินไม่ไหวแล้ว!ข้อมูลสำหรับคนอยากตามรอยพิกัด : ครัวท่าเรือ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านงิ้ว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 12160เวลาเปิด–ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 10.00–21.00 น.โทร : 095-740-9278

เพลินคาเฟ่ บางปู คาเฟ่ในสวนบรรยากาศโฮมมี่

09 ก.ย. 2026

เพลินคาเฟ่ บางปู คาเฟ่ในสวนบรรยากาศโฮมมี่

คาเฟ่น่ารักใกล้บางปู ที่มีทั้งขนม เครื่องดื่ม มุมถ่ายรูป และกิจกรรมเล็ก ๆ ให้ได้เพลินสมชื่อวันนี้ CHILL ON จะพาทุกคนไปพักผ่อนแบบชิล ๆ กันที่ เพลินคาเฟ่ บางปู คาเฟ่ในสวนบรรยากาศสุดโฮมมี่ ที่แค่เดินเข้ามาก็รู้สึกเหมือนได้หลบความวุ่นวายมานั่งพักใจท่ามกลางต้นไม้และมุมน่ารัก ๆ ของร้านทริปนี้เราและเพื่อน ๆ นัดกันไปเที่ยวแถวบางปู แล้วบังเอิญเสิร์ชเจอคาเฟ่นี้อยู่ไม่ไกลจากจุดหมาย เลยขอแวะเติมพลังก่อนออกเดินทางต่อสักหน่อย ตัวร้านอยู่ติดถนนใหญ่และอยู่บริเวณเดียวกับ ร้านส้มตำหลังสวน บางปู ซึ่งบอกเลยว่ากลิ่นอาหารชวนหิวมาก ๆ แต่วันที่เราไปเป็นช่วงกลางวัน คนค่อนข้างเยอะและพวกเรามีเวลาจำกัด เลยขอฝากมื้อหนักไว้ก่อน แล้วแวะกินขนมกับเครื่องดื่มเบา ๆ ที่คาเฟ่แทนเพลินคาเฟ่มีทั้งเครื่องดื่มและขนมให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย จะมาแวะจิบอะไรเย็น ๆ หรือหาขนมรองท้องก็มีให้เลือกครบ วันนี้พวกเราเลือกเครื่องดื่มเป็น Sky Yogurt, Butterfly Pea Honey Lemon และ Sunset Bangpu ส่วนขนมสั่งมาเป็น ทาร์ตมะพร้าวอ่อน และ เค้กผลไม้รวมนมฮอกไกโดใครเป็นสายมะพร้าวน่าจะถูกใจกับทาร์ตมะพร้าวอ่อนของที่นี่ เพราะทางร้านให้เนื้อมะพร้าวมาแบบแน่น ๆ เต็มคำ ตัวแป้งทาร์ตบางกำลังดี ไม่หนาจนกลบรสของไส้ แต่เมนูที่เราชอบเป็นพิเศษคือ เค้กผลไม้รวมนมฮอกไกโด เนื้อเค้กนุ่ม กินคู่กับครีมสดและผลไม้รสเปรี้ยวหวาน ช่วยตัดความละมุนของครีมได้พอดี เป็นอีกเมนูที่กินเพลินมาก ๆอีกหนึ่งกิมมิคที่ทำให้ขนมและเครื่องดื่มของร้านดูน่ารักขึ้นไปอีก คือทางร้านจะนำ ดอกไม้จากสวนของตัวเองมาตกแต่งบนเมนูต่าง ๆ ทำให้แต่ละแก้วและแต่ละจานดูสดใส ถ่ายรูปออกมาแล้วเข้ากับบรรยากาศสวนของร้านสุด ๆนอกจากมานั่งกินขนมแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมเล็ก ๆ ให้ร่วมสนุกกันด้วย อย่างการ บริจาค 40 บาทเพื่อร่วมทำบุญ แล้วทางร้านจะให้แผ่นป้ายไม้มาเขียนข้อความ ก่อนนำไปแขวนไว้บริเวณหน้าร้าน หรือใครชอบรีวิวคาเฟ่ หากถ่ายคลิปรีวิวลง Facebook หรือ TikTok ก็สามารถรับต้นไม้มงคลต้นเล็ก ๆ จากทางร้านกลับไปดูแลต่อที่บ้านได้ นอกจากนี้ยังมีต้นทานตะวันให้รับกลับไปปลูกต่อกันอีกด้วยสายของแถมก็มีให้ลุ้นเหมือนกัน เพราะถ้าซื้อสินค้าภายในร้านครบ 600 บาทขึ้นไป จะได้รับถุงผ้าลายน่ารักของทางร้านกลับบ้านฟรี พอพวกเราเห็นโปรนี้ก็ไม่รอช้า จัด เค้กกล้วยหอม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูแนะนำของร้านกลับไปฝากพี่ ๆ ที่ออฟฟิศกันสำหรับพื้นที่ของร้านมีให้เลือกนั่งทั้ง Indoor และ Outdoor แต่ไม่ว่าจะเลือกโซนไหนก็มีมุมให้ถ่ายรูปอยู่เพียบ เพราะทางร้านใส่ใจตกแต่งแทบทุกมุม ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ และของตกแต่งเล็ก ๆ ที่ช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้นอีกอย่างที่ประทับใจคือพี่ ๆ ที่ร้านน่ารักและบริการดีมาก คอยแนะนำเมนูและกิจกรรมต่าง ๆ แถมยังพาพวกเราเดินชมสวนบริเวณข้างร้าน พร้อมช่วยเลือกต้นไม้ให้กลับไปปลูกกันที่บ้านอีกด้วยใครมีแพลนมาเที่ยวแถวบางปู หรือกำลังมองหาคาเฟ่บรรยากาศสบาย ๆ สำหรับแวะพัก เติมเครื่องดื่มเย็น ๆ กินขนมอร่อย ๆ และถ่ายรูปท่ามกลางสวนเขียว ๆ ลองปักหมุด เพลินคาเฟ่ บางปู ไว้เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินได้เลย มาแล้วอาจจะได้ทั้งของอร่อย รูปสวย ๆ และต้นไม้เล็ก ๆ กลับบ้านไปเป็นของฝากจากทริปนี้ด้วยข้อมูลสำหรับคนอยากตามรอยพิกัด : เพลินคาเฟ่ บางปู244/2 หมู่ 10 ซอยเทศบาลบางปู 60 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการเวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 07.30–20.00 น.โทร : 064-989-6696

"กะเพราตาแป๊ะ" กะเพรารสจัดจ้าน ตัวตึงแห่งย่านอโศก

18 ส.ค. 2026

"กะเพราตาแป๊ะ" กะเพรารสจัดจ้าน ตัวตึงแห่งย่านอโศก

ถ้าพูดถึงกะเพราขึ้นชื่อย่านอโศก หนึ่งร้านที่ CHILL ON อยากชวนมาลองก็คือ “กะเพราตาแป๊ะ” ร้านกะเพราที่เปิดมานานและมีลูกค้าแวะเวียนมาตลอด แถมยังการันตีความอร่อยด้วยรางวัล LINE MAN Wongnai Users’ Choice และ Grab Thumbs Up Awards 2026 ใครเป็นสายกะเพราบอกเลยว่าร้านนี้ควรอยู่ในลิสต์กิมมิคที่เราชอบของร้านนี้คือเรื่อง “วัตถุดิบ” เพราะแต่ละองค์ประกอบในเมนูไม่ได้เลือกมาแบบทั่วไป แต่ทางร้านคัดสรรจากแหล่งที่มาที่ขึ้นชื่อในแต่ละท้องถิ่น อย่างเมนูเนื้อก็เลือกใช้ เนื้อโคขุนพรีเมียมจากจังหวัดสกลนคร ก่อนนำมาปรุงยังผ่านกระบวนการบ่มในตู้บ่มพิเศษที่ควบคุมทั้งอุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม และจุลินทรีย์ เพื่อดึงรสชาติและเพิ่มความนุ่มของเนื้อให้เด่นขึ้น เรียกว่าเป็นร้านกะเพราที่จริงจังกับรายละเอียดตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงจานที่เสิร์ฟเลยวันนี้เรามากับเพื่อนเลยจัดเมนูยอดฮิตกันคนละจาน เริ่มที่ ข้าวกะเพราหมูสับ OG ท็อปด้วยไข่ข้นทรงพลัง และ ข้าวกะเพราหมูสับ OG ท็อปด้วยไข่ดาวเป็ดลาวา ตัวกะเพราของที่นี่จะผัดมาแบบแห้ง ๆ หอมเครื่อง รสเข้มข้น และที่ชอบคือเราสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ตั้งแต่ LV.0–4 ใครสายไม่เผ็ดไปจนถึงสายพริกจัดเต็มก็เลือกได้ตามใจแถมยัง Customize จานของตัวเองได้อีก ทั้งเลือกข้าวระหว่าง ข้าวหอมมะลิ กับ ข้าวก่ำดำดอยสะเก็ต เลือกเนื้อสัตว์ได้ทั้ง ไก่ หมู และเนื้อ ส่วนท็อปปิ้งก็มีทั้งไข่ดาวไก่ ไข่ดาวเป็ด และ ไข่ข้นทรงพลัง จะจับคู่แบบไหนก็เลือกได้เลยอีกเมนูที่เราสั่งมาแล้วอยากป้ายยามากคือ ต้มเกี่ยมบ๊วยหมูสับ น้ำซุปหอมหวาน มีรสเปรี้ยวเบา ๆ จากบ๊วย ซดแล้วสดชื่นมาก ยิ่งกินคู่กับกะเพราผัดแห้งรสเข้มของร้านคือเข้ากันแบบพอดี ช่วยตัดรสและทำให้มื้อนี้กินเพลินขึ้นไปอีกส่วนเครื่องดื่ม เราลองทั้ง น้ำเก๊กฮวยโฮมเมด ที่ทางร้านใช้ดอกเก๊กฮวยนำเข้าจากจีนต้มร่วมกับเครื่องสมุนไพร ได้รสหวานเย็นชื่นใจ แต่แก้วที่ส่วนตัวเรายกให้มากกว่าคือ ชาดำเชียงรายโฮมเมดแบบไม่ใส่น้ำตาล กลิ่นชาหอม รสชัด แต่ดื่มง่าย ใครเป็นสายชาน่าจะชอบมาก แก้วนี้แนะนำเลยร้านนี้ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าลอง ครั้งนี้ชิมไปไม่กี่อย่างแต่มีเมนูที่อยากกลับมาซ้ำอีกเพียบ ใครทำงานหรือผ่านมาแถวอโศกแล้วกำลังหาร้านกะเพรารสจัด วัตถุดิบดี และเลือกทุกอย่างในจานได้ตามสไตล์ตัวเอง ลองแวะมาที่ กะเพราตาแป๊ะ กันได้ รับรองว่าคนรักกะเพราต้องถูกใจพิกัด: ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) ซอย 2เปิด: 09.30–15.00 น. และ 16.00–20.00 น.

YUKACHA Cafe คาเฟ่มัทฉะญี่ปุ่นสุดไวรัล ย่านสุขุมวิท 26 ที่สายมัทฉะห้ามพลาด

01 ส.ค. 2026

YUKACHA Cafe คาเฟ่มัทฉะญี่ปุ่นสุดไวรัล ย่านสุขุมวิท 26 ที่สายมัทฉะห้ามพลาด

สายมัทฉะเตรียมปักหมุด! วันนี้ CHILL ON พาไปเช็กอิน YUKĀCHA คาเฟ่มัทฉะสุดไวรัลในโครงการ A Square สุขุมวิท 26 ที่กำลังมาแรงในหมู่ Matcha Lover เพราะทางร้านเลือกใช้มัทฉะเกรดพรีเมียมส่งตรงจากญี่ปุ่น พร้อมการันตีคุณภาพโดยเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่น บอกเลยว่าใครชอบมัทฉะรสเข้มและวัตถุดิบดี ๆ ร้านนี้ไม่ควรปล่อยผ่านYUKĀCHA คาเฟ่มัทฉะมู้ดดี ถ่ายรูปสวยทุกมุมบรรยากาศภายในร้านตกแต่งแบบโปร่งสบาย เน้นกระจกใสที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้ร้านดูโล่งและนั่งชิลได้แบบไม่อึดอัด โดยใช้สีแดงและสีขาวเป็นโทนหลัก ตัดกับแสงไฟสีส้มอุ่น ๆ และของตกแต่งดีไซน์เก๋ ให้กลิ่นอายคลาสสิกผสมโมเดิร์นแบบมีเทสต์ใครกำลังตามหาคาเฟ่ที่มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ ต้องถูกใจ เพราะทางร้านเตรียมพร็อปไว้ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นหูฟังวิทยุ เทปคาสเซต และของตกแต่งสไตล์เรโทร แค่หยิบมาถือแล้วกดชัตเตอร์ก็ได้รูปฟีลคูล ๆ เหมือนหลุดออกมาจากแมกกาซีน บอกเลยว่าร้านนี้เทสดีแบบไม่ต้องพยายามอีกหนึ่งกิมมิกที่สายถ่ายรูปต้องเลิฟคือ ทางร้านมีกล้องโพลารอยด์กระดาษให้หยิบมาถ่ายเล่นได้ฟรีแบบไม่จำกัด จะถ่ายเดี่ยว ถ่ายคู่ หรือถ่ายกับแก้วมัทฉะก็จัดได้เต็มที่ แอดกับเพื่อนเลยถ่ายเล่นกันแบบจุใจ ได้ทั้งรูปน่ารัก ๆ และความทรงจำกลับบ้านไปพร้อมกันที่สำคัญพี่ ๆ พนักงานใจดีและเป็นกันเองมาก นอกจากจะคอยแนะนำเมนูให้แบบละเอียดแล้ว ยังช่วยถ่ายรูปโพลารอยด์ให้แอดกับเพื่อนอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่เครื่องดื่ม แต่ยังใส่ใจประสบการณ์ของลูกค้าแบบเต็มที่Sheep Nutty Matcha มัทฉะน้องแกะ เมนูไวรัลที่ใครมาก็ต้องสั่งมาถึง YUKĀCHA ทั้งที เมนูแรกที่พลาดไม่ได้คือ Sheep Nutty Matcha มัทฉะลาเต้รสชาติหอมมัน มีโทนถั่วเบา ๆ ก่อนท็อปด้านบนด้วย Matcha Coconut Cream เนื้อเนียน แล้วค่อย ๆ เพนต์เป็นรูปน้องแกะทีละตัว ความน่ารักคือเต็มสิบจนแทบไม่กล้าดื่มสัมผัสแรกจะได้ความเข้มและความนัวของมัทฉะที่ผสมกับนมได้อย่างลงตัว พอดื่มพร้อมครีมมะพร้าวด้านบน เนื้อสัมผัสจะมีความแน่นและครีมมี่ขึ้น แต่ยังบาลานซ์กันได้ดี วันนี้แอดเลือกสั่งแบบหวานน้อย รู้สึกว่ากำลังพอดี ยังคงได้กลิ่นและรสชาติของมัทฉะชัดเจน ไม่โดนความหวานกลบMatcha Gelato Mochi เข้มข้น หนึบหนับ กินเพลินอีกหนึ่งเมนูที่เพื่อนแอดเลือกสั่งคือ Matcha Gelato Mochi เมนูที่นำมัทฉะรสเข้มข้นมาทำเป็นเจลาโต แม้เนื้อสัมผัสอาจไม่ได้เนียนระดับ Ultra Smooth แต่รสชาติมัทฉะยังชัด หอม และเข้มกำลังดีด้านบนเสิร์ฟพร้อมโมจิที่ตีจนได้เนื้อเหนียวนุ่มและหนึบหนับ เมื่อตักกินพร้อมเจลาโตเย็น ๆ จะได้ทั้งความเข้มของชาและความหนึบของโมจิในคำเดียว เป็นอีกเมนูที่คนชอบของหวานสไตล์ญี่ปุ่นน่าจะเลิฟCoconut Milk Mochi หอมมัน เสิร์ฟมาเต็มถ้วยส่วนใครที่ยังไม่หนำใจ แอดแนะนำให้ต่อด้วย Coconut Milk Mochi ทางร้านเสิร์ฟมาแบบเต็มถ้วย ตัวโมจิมีความนุ่ม หนึบ และหอมมันจากนมมะพร้าว ก่อนโรยหน้าด้วย Kinako หรือผงถั่วเหลืองคั่ว เพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติแบบญี่ปุ่น เมื่อตักทุกอย่างกินพร้อมกันจะได้ทั้งความนุ่ม หนึบ หอม และมันแบบพอดีYUKĀCHA คาเฟ่มัทฉะที่ไม่ได้มีดีแค่ความไวรัลโดยรวมแล้ว YUKĀCHA เป็นคาเฟ่มัทฉะที่ครบทั้งเรื่องรสชาติ บรรยากาศ และมุมถ่ายรูป เหมาะทั้งกับสายมัทฉะจริงจัง สายคาเฟ่ และคนที่อยากลองเมนูไวรัลอย่างมัทฉะน้องแกะใครกำลังหาร้านมัทฉะย่านสุขุมวิทที่ใช้วัตถุดิบดี รสชาติเข้มถึงใจ ร้านมีมู้ดแบบญี่ปุ่นผสมเรโทรโมเดิร์น แถมพี่ ๆ พนักงานยังน่ารักและบริการดี ลองแวะมาที่นี่ได้เลย รับรองว่าได้ทั้งเครื่องดื่มอร่อย รูปสวย และคอนเทนต์กลับบ้านแบบครบ ๆพิกัด: YUKĀCHA โครงการ A Square สุขุมวิท 26เปิดทุกวัน: เวลา 10.00–18.00 น.

CHILL ON พาเช็กอิน Chu Chocolate Bar & Cafe คาเฟ่ All-Day Dining ย่านสุขุมวิท 31

31 ก.ค. 2026

CHILL ON พาเช็กอิน Chu Chocolate Bar & Cafe คาเฟ่ All-Day Dining ย่านสุขุมวิท 31

วันนี้ CHILL ON ขอพาทุกคนไปเช็กอินคาเฟ่ใกล้แนวรถไฟฟ้า BTS ที่เหมาะทั้งกับการมานั่งกินอาหาร จิบเครื่องดื่ม หรือเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำงานในวันที่เริ่มเบื่อบ้านและออฟฟิศ กับ Chu Chocolate Bar Cafe ร้านอาหารสไตล์ All-Day Dining ที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 31ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่มีครบทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และขนม ตั้งแต่ชา กาแฟ มิลก์เชค ไปจนถึงไวน์ พร้อมเบเกอรี่และขนมหวานหลากหลายชนิดให้เลือก ภายในร้านยังมีครัวแบบเปิด ทำให้เราสามารถมองเห็นขั้นตอนการปรุงอาหารกันได้แบบเพลิน ๆร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเย็น แต่ส่วนตัวแอดมองว่าที่นี่เหมาะกับการมาฝากท้องในมื้อเช้าและมื้อกลางวันเป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศของร้านให้ความรู้สึกสบาย ๆ เหมือนมานั่งเล่นอยู่ที่บ้านเพื่อน เนื่องจากทางร้านนำบ้านมาดัดแปลงเป็นคาเฟ่ และแบ่งพื้นที่ออกเป็นทั้งโซน Indoor และ Outdoor ให้เลือกนั่งตามสไตล์ที่ชอบวันไหนที่อากาศดี แอดแนะนำให้เลือกนั่งโซน Outdoor เลย เพราะแสงธรรมชาติสวยมาก ถ่ายรูปออกมาแล้วได้บรรยากาศดีสุด ๆ ส่วนใครที่กลัวว่าโซน Indoor จะรู้สึกอึดอัด บอกเลยว่าไม่ต้องห่วง เพราะด้านในแบ่งออกเป็นหลายมุม สามารถเลือกนั่งได้ตามความชอบ การตกแต่งเน้นความอบอุ่นและเป็นกันเอง ให้ความรู้สึกเหมือนแวะมานั่งชิลที่บ้านเพื่อนจริง ๆในส่วนของอาหาร ที่นี่เน้นเมนูสไตล์ตะวันตก มีให้เลือกทั้งพาสต้า เบอร์เกอร์ สเต๊ก และโทสต์ เมนูมีความหลากหลายและรสชาติดี ส่วนเครื่องดื่มก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นมิลก์เชค ชา กาแฟ รวมถึงเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ช็อกโกแลตร้อน ที่คนรักช็อกโกแลตไม่ควรพลาดนอกจากอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ที่นี่ยังโดดเด่นเรื่องขนมหวาน มีทั้งเบเกอรี่ ขนมอบ เค้ก และเมนูยอดนิยมอย่างชูโรสให้เลือกสั่งอีกด้วยวันนี้แอดมานั่งทำงานคนเดียว เลยลองสั่งเมนู Norway Scramble มาทาน บอกเลยว่าอร่อยเกินคาด ตัวขนมปังซาวร์โดอบมากรอบกำลังดี โปะด้วยแซลมอนรมควัน ไข่คน และชีสโฮมเมด เสิร์ฟมาพร้อมผักสด เมื่อนำทุกอย่างมาทานด้วยกันแล้วเข้ากันมาก เป็นเมนูที่เหมาะกับมื้อเช้าหรือบรันช์สุด ๆปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Chocolate con Churros เมนูที่สังเกตเห็นว่าแทบทุกโต๊ะต้องสั่ง ชูโรสทอดมาใหม่ ๆ กรอบนอกนุ่มใน ตัวแป้งมีกลิ่นซินนามอนอ่อน ๆ เสิร์ฟคู่กับดิปช็อกโกแลตเนื้อข้นที่มีรสชาติเข้มข้น ไม่หวานจนเกินไป ใครที่ชอบดาร์กช็อกโกแลตหรือไม่ชอบขนมหวานจัด ๆ น่าจะถูกใจเมนูนี้แน่นอนเสียดายที่วันนี้แอดมาคนเดียว เลยสั่งอาหารมาลองได้ไม่เยอะ แต่บอกเลยว่าต้องกลับมาอีกครั้งแน่นอน เพราะยังมีอีกหลายเมนูที่เห็นแล้วอยากลอง ใครกำลังมองหาร้านนั่งชิล ร้านบรันช์ หรือมุมทำงานบรรยากาศอบอุ่นในย่านสุขุมวิท ลองแวะมาที่ Chu Chocolate Bar Cafe กันได้เลยพิกัดร้าน Chu Chocolate Bar Cafeร้าน: Chu Chocolate Bar Cafeที่ตั้ง: 18/1 ซอยสุขุมวิท 31 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110เวลาเปิด–ปิด: เปิดทุกวัน เวลา 08.00–21.30 น.การเดินทาง: ใกล้ BTS พร้อมพงษ์ จากนั้นต่อรถเข้ามาภายในซอยสุขุมวิท 31ที่จอดรถ: มีที่จอดรถภายในบริเวณร้าน แต่จำนวนอาจมีจำกัดในช่วงที่มีลูกค้าเยอะ

Beauty & Health

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

19 เม.ย. 2026

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ Move on ช้า ผิดไหม? หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติ หลังจากความสัมพันธ์จบลง หลายคนมักจะบอกตัวเองว่า “ควรไปต่อได้แล้ว” แต่ในความเป็นจริง กลับยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังคิดถึง ยังวนอยู่กับความทรงจำเดิม ๆ จนเกิดคำถามว่า ทำไมเราถึง move on ช้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันจบไปแล้ว ในทางจิตวิทยา การ move on ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเพียงอย่างเดียว เพราะความรักไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เป็นเรื่องของ “ความผูกพันในสมอง” ด้วย ในระหว่างที่เราคบกับใครบางคน สมองจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและมีความสุข เช่น โดพามีนและออกซิโทซินเมื่อความสัมพันธ์จบลง สมองจึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว เหมือนการขาดบางสิ่งบางอย่างไปอย่างกะทันหัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเหมือน “ถอนตัวไม่ขึ้น” แม้จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราคิดถึง ไม่ใช่เพราะตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเราคิดถึง “ช่วงเวลาที่เคยมีความสุข” รวมถึงภาพอนาคตที่เราเคยวางไว้ร่วมกัน การสูญเสียจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนคนหนึ่ง แต่รวมถึงความฝันบางอย่างที่หายไปพร้อมกันด้วย อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ move on ช้าคือ “คำถามที่ไม่มีคำตอบ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่จบแบบไม่ชัดเจน สมองจะพยายามหาคำอธิบายซ้ำ ๆ ทำให้เรายังคงติดอยู่ในความรู้สึกเดิม ดังนั้น หากคุณกำลังรู้สึกว่า move on ได้ช้า อาจไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ แต่เป็นเพราะคุณเป็นมนุษย์ที่เคยรู้สึกกับบางอย่างอย่างจริงจัง การ move on ไม่ใช่การลืมทั้งหมดในทันที แต่คือการค่อย ๆ ยอมรับ และปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเบาลงตามเวลาจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

18 เม.ย. 2026

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

เหตุผลที่เราชอบฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ(Why We Repeat Songs จิตวิทยาของเพลงที่ฟังไม่เบื่อ)ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม? หลายคนอาจเคยเปิดเพลงเดิมวนซ้ำทั้งวัน ทั้งที่มีเพลงใหม่ออกมาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็ยังเลือกกลับมาฟังเพลงเดิมอยู่ดี จนเริ่มสงสัยว่าพฤติกรรมแบบนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ในมุมของจิตวิทยา การ “ฟังเพลงซ้ำ” ไม่ได้แปลว่าเราน่าเบื่อ แต่เป็นเพราะสมองของเราชอบความคุ้นเคย เมื่อเราได้ยินเพลงเดิมซ้ำ ๆ สมองจะสามารถคาดเดาทำนอง จังหวะ และเนื้อเพลงได้ล่วงหน้า ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เกิดความสบายใจ และลดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ เพลงบางเพลงยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตัวแทนของความรู้สึก” ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีความสุข เสียใจ หรือกำลังคิดถึงใครบางคน การกลับไปฟังเพลงเดิมจึงไม่ใช่แค่การฟังเพลง แต่เป็นการกลับไปสัมผัสความรู้สึกเดิมอีกครั้ง อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ สมองจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุข ในช่วงที่เพลงดำเนินไปถึงท่อนที่เราชอบ เช่น ท่อนฮุคหรือท่อนพีค ยิ่งเราฟังซ้ำมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้สัมผัสความรู้สึกดีแบบเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึง “หยุดฟังเพลงเดิมไม่ได้” และในบางครั้ง เพลงก็อาจผูกโยงกับ “ใครบางคน” โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้ทุกครั้งที่เพลงนั้นเล่นขึ้นมา ความทรงจำบางอย่างก็กลับมาพร้อมกันเสมอ สุดท้ายแล้ว การฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ อาจไม่ได้หมายความว่าเราติดเพลง แต่เราแค่กำลังยึดโยงกับความรู้สึกบางอย่างที่เพลงนั้นให้เราเท่านั้นเองจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ทำไมเราถึงคิดถึงคนบางคนตอนฝนตก

17 เม.ย. 2026

ทำไมเราถึงคิดถึงคนบางคนตอนฝนตก

ทำไมเราถึงคิดถึงคนบางคนตอนฝนตก(Rainy Day Psychology ทำไมฝนถึงพาเราย้อนความทรงจำ) ทำไมเวลาฝนตกเราถึงคิดถึงใครบางคนโดยไม่รู้ตัว? เจาะลึกจิตวิทยาความทรงจำและอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ พร้อมคำอธิบายเข้าใจง่ายเคยไหม…อยู่ดี ๆ ฝนก็ตก แล้วคนบางคนก็ลอยเข้ามาในหัวแบบไม่ได้ตั้งใจ ในหลายช่วงของชีวิต เราอาจไม่ได้คิดถึงใครคนนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่พอฝนเริ่มตก เสียงเม็ดฝนกระทบพื้น กลิ่นดินลอยขึ้นมาเบา ๆ ความทรงจำบางอย่างกลับชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฝนถึงทำให้ “คิดถึงแฟนเก่า” หรือ “คิดถึงใครบางคน” ได้ง่ายขนาดนี้ ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า “การเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์กับความทรงจำ” (Emotional Memory) สมองของเรามักจะจดจำช่วงเวลาที่มีความรู้สึกชัดเจนเอาไว้ได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเหงา หรือความผูกพัน และบรรยากาศอย่าง “วันฝนตก” ก็มักจะเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของความทรงจำเหล่านั้น เมื่อวันหนึ่งเราได้ยินเสียงฝน หรือเห็นท้องฟ้าหม่น ๆ สมองจึงดึงภาพเก่า ๆ กลับมาโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะถ้าในช่วงเวลานั้นเคยมี “ใครบางคน” อยู่ด้วย ความรู้สึกคิดถึงก็จะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ อีกเหตุผลหนึ่งคือ ฝนทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น วันที่อากาศครึ้ม คนเรามักจะช้าลง เงียบลง และเปิดรับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความเหงาเล็ก ๆ ที่อาจซ่อนอยู่ลึก ๆ จึงถูกขยายให้ชัดขึ้น และเมื่อความเหงานั้นเกิดขึ้น สมองก็มักจะพาเราไปนึกถึงคนที่เคยทำให้เรารู้สึกดี ดังนั้น ถ้าคุณเคยสงสัยว่า “ทำไมฝนตกแล้วคิดถึงใครบางคน” คำตอบอาจไม่ใช่เพราะฝน แต่เป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างในตัวคุณยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอแล้วคุณล่ะ…มีใครบางคนที่คุณจะนึกถึงทุกครั้งเวลาฝนตกไหม?จัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

เคล็ดลับขั้นตอนการลงสกินแคร์ กู้ผิวหน้าใส

09 ต.ค. 2026

เคล็ดลับขั้นตอนการลงสกินแคร์ กู้ผิวหน้าใส

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมเรายอมลงทุนซื้อครีมบำรุงผิวหรือเซรั่มเคาน์เตอร์แบรนด์ราคาแพงมาใช้เป็นประจำ แต่กลับไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเสียที ผิวหน้ายังคงมีความหมองคล้ำ ปัญหาสิวไม่ลดลง หรือบางครั้งผิวก็ยังแห้งลอก ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่ได้เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่อาจเกิดจากขั้นตอนการลงสกินแคร์ที่ผิดลำดับ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่หลายคนมักจะมองข้ามการทาสกินแคร์ผิดลำดับ เช่น การทาครีมเนื้อหนักหรือออยล์บำรุงผิวก่อนการลงเซรั่มเนื้อเบา จะทำให้เนื้อครีมที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไปสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิวเอาไว้ ส่งผลให้สารบำรุงในเซรั่มที่มีโมเลกุลเล็กกว่าไม่สามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้อย่างเต็มที่ ทำให้สกินแคร์ราคาแพงของคุณสูญเปล่า เรามาดูวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้อง ทั้งในตอนเช้า ก่อนแต่งหน้า และก่อนนอน พร้อมเทคนิคการเลือกใช้ให้ตรงกับสภาพผิว เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและมีผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงประเภทของสกินแคร์ที่ควรรู้จักเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนที่เราจะไปจัดลำดับการทา เรามาทำความรู้จักกับประเภทของสกินแคร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด เรียงตามลักษณะเนื้อสัมผัสและการใช้งานกันก่อนMakeup Remover (ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอาง): สิ่งจำเป็นสำหรับคนที่แต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด มีหลายเนื้อสัมผัส ทั้งแบบน้ำ (Micellar Water), ออยล์ (Cleansing Oil) และบาล์ม (Cleansing Balm)Cleanser (ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า): โฟม เจล หรือสบู่ล้างหน้า ทำหน้าที่ชำระล้างคราบเหงื่อและสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวToner (โทนเนอร์): โลชั่นเช็ดผิวหลังล้างหน้า เพื่อปรับสมดุลค่า pH ของผิว เช็ดทำความสะอาดรูขุมขนอีกรอบ และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงEssence (เอสเซนส์ หรือ น้ำตบ): สกินแคร์เนื้อน้ำที่มีความบางเบา เน้นการเติมน้ำและความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟู พร้อมเปิดผิวให้รับสารบำรุงในขั้นตอนต่อไปSerum / Ampoule (เซรั่ม หรือ แอมพูล): สกินแคร์ที่มีสารบำรุงเข้มข้นสูงที่สุด ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาผิวอย่างตรงจุด เช่น เซรั่มวิตามินซีลดรอยดำ หรือเซรั่มไฮยาลูรอนิคเติมน้ำให้ผิวEye Cream (ครีมทารอบดวงตา): ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ สำหรับบำรุงผิวรอบดวงตาที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายMoisturizer (มอยส์เจอไรเซอร์): ผลิตภัณฑ์สำหรับเติมและล็อคความชุ่มชื้นให้อยู่บนผิวได้ยาวนาน มีหลายเนื้อสัมผัส เช่น เจล โลชั่น และครีมSunscreen (ครีมกันแดด): เกราะป้องกันผิวที่สำคัญที่สุด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่ทำให้เกิดริ้วรอย และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียมFace Oil / Sleeping Mask: ผลิตภัณฑ์สำหรับขั้นตอนสุดท้ายในตอนกลางคืน เพื่อเคลือบผิวและล็อคสารบำรุงทั้งหมดไม่ให้ระเหยออกขณะนอนหลับกฎเหล็กจำง่าย: ลำดับเนื้อสัมผัสของสกินแคร์หากคุณมีสกินแคร์หลายขวดบนโต๊ะเครื่องแป้งและจำไม่ได้ว่าต้องทาอะไรก่อนหลัง กฎพื้นฐานที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมักแนะนำคือ "ทาจากเนื้อเบาไปหาเนื้อหนัก" หรือทาจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำเหลวๆ ไปจนถึงเนื้อครีมข้นๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบาจะมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถซึมลึกเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เนื้อหนักจะมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าและทำหน้าที่เคลือบผิวชั้นนอกสุดการเลือกใช้สกินแคร์บำรุงผิวที่ถูกต้องตามสภาพผิวแม้ว่าคุณจะเรียงลำดับการทาสกินแคร์ได้ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าหากคุณเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์กับสภาพผิวของตัวเอง ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมาได้เช่นกันผิวแห้ง (Dry Skin): ผิวลักษณะนี้จะขาดทั้งน้ำและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ควรเน้นสกินแคร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและล็อคน้ำไว้ในผิวได้ยาวนาน ควรมองหาส่วนผสมอย่าง Hyaluronic Acid, Ceramide, Glycerin และควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเนื้อครีม (Cream) หรือการเพิ่ม Face Oil ในขั้นตอนสุดท้ายผิวมันและผิวเป็นสิว (Oily and Acne-Prone Skin): ควรเลือกสกินแคร์ที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความมันตกค้าง และต้องมีระบุว่าไม่ทำให้อุดตัน (Non-comedogenic) เช่น สกินแคร์เนื้อเจล หรือเนื้อโลชั่นเหลว ส่วนผสมที่แนะนำคือ BHA (Salicylic Acid), Niacinamide และ Zinc PCAผิวผสม (Combination Skin): เป็นผิวที่มีความมันบริเวณ T-Zone (หน้าผาก จมูก คาง) แต่บริเวณ U-Zone (แก้ม) จะมีความแห้ง แนะนำให้ใช้สกินแคร์เนื้อเจลครีม (Gel-Cream) ทาให้ทั่วใบหน้า และอาจแต้มครีมที่มีความเข้มข้นขึ้นเฉพาะบริเวณแก้มที่แห้งกร้านผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin): ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกสกินแคร์เป็นพิเศษ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรง เช่น Ceramide, Centella Asiatica (Cica) และ Panthenol (Vitamin B5) พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองขั้นตอนการลงสกินแคร์ตอนเช้าสำหรับตอนเช้า จุดประสงค์หลักของการบำรุงคือ "การเตรียมผิวให้พร้อมรับมือกับมลภาวะ แสงแดด และเครื่องสำอาง" จึงควรเน้นไปที่การปกป้องผิวและการเติมความชุ่มชื้นแบบเบาสบาย ไม่เหนอะหนะทำความสะอาด (Cleanser): ล้างหน้าด้วยเจลหรือโฟมสูตรอ่อนโยน เพื่อขจัดความมันส่วนเกินและสกินแคร์ที่หลงเหลือจากเมื่อคืน สำหรับใครที่ผิวแห้งมากๆ อาจเลือกใช้เพียงแค่น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนเช้าก็เพียงพอปรับสมดุลผิว (Toner): หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีแล้วเช็ดเบาๆ ทั่วใบหน้า หรือหยดลงฝ่ามือแล้วตบเบาๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวเติมสารบำรุงล้ำลึก (Essence / Serum): ลงน้ำตบและตามด้วยเซรั่ม แนะนำให้เลือกใช้เซรั่มวิตามินซี (Vitamin C Serum) ในตอนเช้า เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อสู้กับมลภาวะ และเมื่อใช้คู่กับครีมกันแดด จะยิ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดียิ่งขึ้นบำรุงรอบดวงตา (Eye Cream): ใช้ครีมทารอบดวงตาปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว แตะเบาๆ ด้วยนิ้วนางบริเวณใต้ตาและเปลือกตาล็อคความชุ่มชื้น (Moisturizer): เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา เช่น เนื้อเจล หรือโลชั่น เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นโดยไม่ทำให้หน้ามันเยิ้มระหว่างวันปกป้องผิว (Sunscreen): ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ห้ามข้ามเด็ดขาด ให้ทาครีมกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ หรือเหรียญสิบ สำหรับทาทั่วใบหน้าและลำคอ เพื่อป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ และความหมองคล้ำขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้าหลายคนมักเจอปัญหาเมื่อแต่งหน้าเสร็จแล้วเกิด "คราบขาว" "รองพื้นเป็นขุย" หรือ "หน้าหยาระหว่างวัน" ซึ่งมักเกิดจากการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้าที่หนักเกินไป ขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้า ที่ถูกต้องจึงต้องเน้นความพอดีลดทอนบางขั้นตอน: ไม่จำเป็นต้องลงสกินแคร์ให้ครบทุกตัวเหมือนรูทีนปกติ ให้ข้ามผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักหรือมีความมันวาวสูง เน้นแค่น้ำตบ ซีรั่มเนื้อน้ำ และมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นก็เพียงพอหลีกเลี่ยงเนื้อซิลิโคนทับซ้อน: หากไพรเมอร์หรือรองพื้นของคุณมีส่วนผสมของซิลิโคนอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์เนื้อเจลข้นๆ หรือครีมกันแดดที่มีซิลิโคนสูงเกินไป เพราะเมื่อทาทับกันหลายชั้นจะเกิดการปั้นเป็นขุยได้ง่ายให้เวลาสกินแคร์เซ็ตตัว: เคล็ดลับที่ช่างแต่งหน้าแนะนำคือ ควรรอประมาณ 1-2 นาทีระหว่างการทาสกินแคร์แต่ละชั้น และหลังจากทากันแดดเสร็จ ควรรออย่างน้อย 3-5 นาทีให้กันแดดเซ็ตตัวและแนบสนิทไปกับผิวก่อน จึงค่อยเริ่มลงเครื่องสำอางซับความมันก่อนลงรองพื้น: หากคุณรู้สึกว่าผิวหน้ามีความมันส่วนเกินจากสกินแคร์ ให้ใช้กระดาษทิชชู่แผ่นบางๆ ซับเบาๆ ทั่วใบหน้าก่อนลงรองพื้น จะช่วยให้เมคอัพติดทนมากขึ้นขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนนอนเมื่อสิ้นสุดวัน ผิวของเราต้องเผชิญทั้งฝุ่น ควัน แสงแดด และเครื่องสำอาง ขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนนอน จึงมีความสำคัญในการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก และเน้นใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูซ่อมแซมผิวในขณะที่เราหลับทำความสะอาดเครื่องสำอาง (Makeup Remover): แม้ว่าวันนั้นคุณจะไม่ได้แต่งหน้า แต่ถ้าคุณทาครีมกันแดด ก็จำเป็นต้องใช้ Cleansing Water, Cleansing Oil หรือ Balm เช็ดและนวดทำความสะอาดก่อนเสมอ เพื่อละลายคราบกันแดดที่กันน้ำ ป้องกันปัญหาสิวอุดตันล้างหน้า (Cleanser): ล้างหน้าด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าอีกครั้งเพื่อขจัดคราบสิ่งสกปรกที่หลงเหลือ (ขั้นตอนที่ 1 และ 2 รวมเรียกว่าการทำ Double Cleansing)ผลัดเซลล์ผิว (Exfoliator / Toner): ใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA เช็ดผิวเบาๆ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดการอุดตันของรูขุมขน (แนะนำให้ทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์)เตรียมผิว (Essence): ตบน้ำตบเบาๆ ทั่วใบหน้าเพื่อคืนความชุ่มชื้นทันทีหลังล้างหน้าบำรุงเข้มข้น (Serum / Treatment): เวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ส่วนผสมที่ไวต่อแสง หรือสารแอคทีฟที่เน้นการผลัดเซลล์ผิวและการซ่อมแซม เช่น เรตินอล (Retinol) สำหรับลดเลือนริ้วรอย หรือเปปไทด์ (Peptides) เข้มข้นดูแลรอบดวงตา (Eye Cream): ทาครีมรอบดวงตาสูตรเข้มข้น เพื่อลดเลือนรอยคล้ำ ถุงใต้ตา และริ้วรอยล็อคการบำรุง (Moisturizer / Night Cream): ใช้ครีมบำรุงเนื้อเข้มข้นกว่าตอนเช้า เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์ฟื้นฟูขั้นสุด (Sleeping Mask / Face Oil): หากรู้สึกว่าผิวโทรมมากหรือแห้งกร้านเป็นพิเศษ สามารถทา Sleeping Mask เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยไม่ต้องล้างออก หรือใช้ Face Oil 1-2 หยดวอร์มที่ฝ่ามือแล้วประคบลงบนผิวทริคการลงสกินแคร์ตอนเช้า-กลางคืน ให้สกินแคร์ทำงานเต็มประสิทธิภาพทาสกินแคร์ตอนผิวหมาด: ผิวที่หมาดน้ำเล็กน้อยจะเปรียบเสมือนฟองน้ำที่พร้อมดูดซับสารบำรุง ดังนั้นควรเริ่มลงน้ำตบหรือโทนเนอร์ภายใน 3 นาทีหลังล้างหน้าเสร็จ ไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าแห้งสนิทจนรู้สึกตึงวอร์มเนื้อผลิตภัณฑ์: สำหรับมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมหรือออยล์บำรุงผิว ให้นำมาวอร์มโดยการถูวนที่ปลายนิ้วหรือฝ่ามือให้อุ่นขึ้นเล็กน้อยก่อนนำไปทา ความร้อนจากร่างกายจะช่วยให้เนื้อครีมละลายและซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้นกดประคบเบาๆ ดีกว่าถูแรงๆ: การใช้ฝ่ามือลูบไล้สกินแคร์ในทิศทางยกขึ้น แล้วใช้ฝ่ามือกดประคบ (Press and Tap) เบาๆ ทั่วใบหน้า จะช่วยให้ครีมซึมได้ลึกกว่าการถูหรือปาดแรงๆ ซึ่งอาจทำให้ผิวเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ระวังสกินแคร์ตีกัน: ไม่ควรใช้สารออกฤทธิ์รุนแรงพร้อมกันในเวลาเดียว เช่น การใช้เรตินอล (Retinol) พร้อมกับกรดผลัดเซลล์ผิว (AHA/BHA) หรือใช้วิตามินซีเข้มข้นคู่กับ AHA/BHA เพราะจะทำให้ผิวผลัดเซลล์รุนแรงเกินไปจนเกิดอาการแห้ง แดง ลอก ควรแยกใช้รูทีนเช้า-เย็น หรือสลับวันกันใช้ส่วนผสมในสกินแคร์ที่ควรหลีกเลี่ยง มีอะไรบ้าง?การอ่านฉลากส่วนผสม (Ingredients List) เป็นทักษะสำคัญสำหรับคนที่อยากมีผิวสุขภาพดี หากคุณมีสภาพผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย หรือกำลังรักษาสิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังต่อไปนี้Simple Alcohol (แอลกอฮอล์ชนิดแห้ง): มักระบุในฉลากว่า SD Alcohol, Isopropyl Alcohol, Ethanol หรือ Alcohol Denat. แอลกอฮอล์กลุ่มนี้จะทำให้ผิวแห้งตึง ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว และทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ (อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์กลุ่ม Fatty Alcohol เช่น Cetyl Alcohol หรือ Stearyl Alcohol ถือเป็นแอลกอฮอล์ที่ดี ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้)Fragrance หรือ Parfum (น้ำหอมสังเคราะห์): เป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง และผื่นแดงในผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย หากต้องการความหอม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้กลิ่นจากสารสกัดธรรมชาติหรือปราศจากน้ำหอม (Fragrance-Free)Parabens (พาราเบน): สารกันเสียที่พบได้บ่อยในเครื่องสำอางและสกินแคร์รุ่นเก่า มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดการระคายเคือง และมีข้อถกเถียงในวงการแพทย์เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบฮอร์โมน ปัจจุบันสกินแคร์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้สารกันเสียชนิดอื่นที่ปลอดภัยกว่าและระบุว่า Paraben-FreeSLS และ SLES: สารทำความสะอาดที่ทำให้เกิดฟอง มักพบในผลิตภัณฑ์โฟมหรือสบู่ล้างหน้า สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ชะล้างที่รุนแรงเกินไป ทำให้หลังล้างหน้าผิวจะรู้สึกแห้งเอี๊ยด ซึ่งเป็นการทำลายน้ำมันตามธรรมชาติของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลและอาจผลิตน้ำมันออกมามากกว่าเดิมSynthetic Colors (สีสังเคราะห์): มักถูกเติมลงไปเพื่อทำให้เนื้อสกินแคร์ดูน่าใช้และสวยงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว สีสังเคราะห์ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการบำรุงผิว และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรือเกิดสิวอุดตันได้โดยไม่จำเป็นการมีผิวหน้าที่สวยกระจ่างใส อิ่มน้ำ และดูสุขภาพดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงที่สุดเสมอไป แต่สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ "ความสม่ำเสมอในการดูแลผิว" และการเรียงลำดับขั้นตอนการลงสกินแคร์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพียงแค่คุณจำหลักการง่ายๆ คือการทำความสะอาดผิวให้หมดจด ทาบำรุงจากเนื้อเหลวไปหาเนื้อข้น เลือกใช้ส่วนผสมที่ตอบโจทย์กับปัญหาผิวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเป็นเจ้าของผิวสวยสุขภาพดีในแบบที่คุณต้องการได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเคล็ดลับการดูแลตัวเองและต้องการอัปเดตเทรนด์ความงาม การรักษาสุขภาพ รวมถึงทริคการดูแลผิวพรรณที่เจาะลึกและนำไปใช้ได้จริง สามารถติดตามอ่านบทความสาระดีๆ ที่จะช่วยยกระดับความสวยและสุขภาพของคุณต่อได้เลยที่ Atime Beauty Health แหล่งรวมแรงบันดาลใจเพื่อการดูแลตัวเองอย่างครบวงจร!

พิลาทิส (Pilates) คืออะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้ พร้อมข้อดี-ข้อเสียก่อนเริ่มเล่น

09 ต.ค. 2026

พิลาทิส (Pilates) คืออะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้ พร้อมข้อดี-ข้อเสียก่อนเริ่มเล่น

พิลาทิส (Pilates) คืออะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้ พร้อมข้อดี-ข้อเสียก่อนเริ่มเล่นช่วงนี้ใครไถโซเชียลแล้วเจอคนไปเล่น พิลาทิส (Pilates) กันเต็มฟีดบ้าง? ไม่ว่าจะเป็นคลิปออกกำลังกายบนเครื่อง Reformer หรือภาพสตูดิโอพิลาทิสสวย ๆ จนหลายคนเริ่มสงสัยว่า การออกกำลังกายแบบนี้มันดียังไง ทำไมใคร ๆ ก็อยากลอง?เห็นท่าออกกำลังกายดูช้า ๆ เหมือนไม่เหนื่อย แต่ความจริงแล้วพิลาทิสไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวต้องอาศัยความแข็งแรง การควบคุมกล้ามเนื้อ และสมาธิไปพร้อมกันวันนี้ Chill ON จะพาไปทำความรู้จักว่า พิลาทิสคืออะไร มีที่มายังไง ช่วยเรื่องอะไรบ้าง แล้วถ้าอยากหุ่นกระชับหรือเป็นมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน พิลาทิสจะเหมาะกับเราหรือเปล่า?พิลาทิส (Pilates) คืออะไร?พิลาทิส (Pilates) คือการออกกำลังกายที่เน้นเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และเชิงกราน พร้อมฝึกความยืดหยุ่น การทรงตัว และการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายความพิเศษของพิลาทิสคือ ไม่ได้เน้นความเร็วหรือการออกแรงหนักเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง การหายใจ และการใช้กล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมเรียกง่าย ๆ ว่า ขยับตัวไม่เยอะ แต่กล้ามเนื้อทำงานจริง!นอกจากนี้ พิลาทิสยังเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ (Low-impact Exercise) และสามารถปรับระดับความยากให้เหมาะกับแต่ละคนได้จุดเริ่มต้นของพิลาทิส มาจากไหน?รู้หรือไม่ว่า พิลาทิสไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตามกระแสโซเชียล แต่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20พิลาทิสถูกพัฒนาโดย โจเซฟ พิลาทิส (Joseph Pilates) ชาวเยอรมัน ผู้สนใจการเคลื่อนไหวและการพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย โดยเริ่มต้นจากแนวคิดการฝึกที่เรียกว่า Contrology ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างจิตใจและร่างกายภาพถ่ายของโจเซฟ พิลาทิส ในวัย 57 ปี และ 82 ปี ขอบคุณภาพจาก : flavoursholidays.co.ukต่อมาเขาได้นำวิธีการฝึกนี้ไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา และได้รับความสนใจจากกลุ่มนักเต้นและนักกีฬา เนื่องจากเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ช่วยพัฒนาความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการควบคุมกล้ามเนื้อก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นการออกกำลังกายยอดนิยมที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบันพิลาทิสมีกี่แบบ? มือใหม่ควรรู้จักก่อนเริ่มเล่นสำหรับใครที่สนใจอยากลองเล่นพิลาทิส แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไร จริง ๆ แล้วพิลาทิสมีรูปแบบการฝึกหลายประเภท โดยสองแบบที่พบได้บ่อย ได้แก่1. Mat Pilates พิลาทิสบนเสื่อเป็นการออกกำลังกายบนเสื่อ โดยใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน อาจมีอุปกรณ์เสริมอย่างลูกบอลหรือยางยืดจุดเด่นคือไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องออกกำลังกายขนาดใหญ่ เหมาะกับคนที่อยากเริ่มฝึกพื้นฐาน หรืออยากออกกำลังกายที่บ้าน แต่บางท่าก็ต้องใช้ความแข็งแรงไม่น้อยเลย2. Reformer Pilates พิลาทิสบนเครื่องเป็นรูปแบบที่หลายคนคุ้นตาจากโซเชียล โดยใช้เครื่องออกกำลังกายที่เรียกว่า Reformer ซึ่งมีแท่นเลื่อน สปริง และสายสำหรับปรับแรงต้านอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้สามารถฝึกกล้ามเนื้อได้หลากหลายส่วน และปรับระดับความหนักให้เหมาะกับผู้ฝึกได้สำหรับมือใหม่สามารถเริ่มได้ทั้งสองแบบ แต่ควรเลือกคลาสพื้นฐานที่มีครูผู้สอนคอยแนะนำท่าทางอย่างถูกต้อง7 ประโยชน์ของพิลาทิส เล่นแล้วช่วยอะไรกับร่างกายบ้าง?1. ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและแกนกลางลำตัวหนึ่งในจุดเด่นของพิลาทิสคือการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว โดยเฉพาะหน้าท้อง หลังส่วนล่าง และสะโพกเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรงขึ้น ก็จะช่วยให้ร่างกายมีความมั่นคง ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และช่วยพยุงลำตัวขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน2. ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและการจัดท่าทางใครเป็นสายออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมทั้งวัน หรือชอบนั่งหลังค่อมโดยไม่รู้ตัว พิลาทิสอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะการฝึกจะช่วยให้เรารับรู้ตำแหน่งของร่างกายมากขึ้น และพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ควบคุมท่าทางอย่างไรก็ตาม พิลาทิสไม่ได้ทำให้หลังตรงหรือแก้ปัญหาท่าทางทุกประเภทได้ทันที ต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน3. อาจช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่างหลายคนอาจสงสัยว่า พิลาทิสช่วยแก้ปวดหลังได้จริงไหม?จากงานทบทวนการศึกษาของ Cochrane พบว่า พิลาทิสอาจช่วยลดอาการปวดและข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังบางกลุ่มได้ เมื่อเทียบกับการได้รับการดูแลเพียงเล็กน้อยแต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพิลาทิสให้ผลดีกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นทั้งหมดดังนั้น หากมีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มฝึก4. เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายคนที่รู้สึกว่าตัวเองแข็ง ก้มแตะปลายเท้าไม่ถึง หรือขยับตัวแล้วติดขัด อาจลองพิลาทิสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพราะหลายท่าฝึกมีการเคลื่อนไหวและยืดกล้ามเนื้ออย่างควบคุม ซึ่งช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นและช่วงการเคลื่อนไหวของร่างกายได้5. ช่วยให้ทรงตัวและควบคุมร่างกายได้ดีขึ้นพิลาทิสไม่ได้ฝึกแค่ความแข็งแรง แต่ยังเน้นเรื่องความสมดุลและการประสานงานของกล้ามเนื้อการฝึกอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยพัฒนาการทรงตัวและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวันและการเล่นกีฬาประเภทอื่น6. ช่วยผ่อนคลายความเครียดและฝึกสมาธิระหว่างเล่นพิลาทิส เราต้องจดจ่อกับลมหายใจและการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาการมีสมาธิกับร่างกายในขณะออกกำลังกายอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และเพิ่มการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองได้เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้นอีกนิด7. ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและรูปร่างดูกระชับขึ้นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนสนใจพิลาทิสคือเรื่องรูปร่างการฝึกพิลาทิสสามารถช่วยเสริมความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการดูแลโภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสม ก็อาจช่วยให้รูปร่างดูกระชับขึ้นได้แต่พิลาทิสไม่ได้ทำให้ไขมันหน้าท้องหายไปเฉพาะจุด และไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงเสมอไปพิลาทิสเหมาะกับใครบ้าง?ข้อดีของพิลาทิสคือสามารถปรับรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับหลายช่วงวัยและระดับความแข็งแรงของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้คนทำงานออฟฟิศ ที่อยากเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและฝึกการควบคุมท่าทางคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย และต้องการกิจกรรมที่สามารถปรับระดับความหนักได้คนที่อยากมีกล้ามเนื้อแข็งแรงและรูปร่างกระชับ โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายแบบแรงกระแทกสูงผู้สูงอายุ ที่ต้องการฝึกความแข็งแรงและการทรงตัว โดยเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับสุขภาพคนที่เล่นกีฬาเป็นประจำ และอยากเสริมความมั่นคงของลำตัวและการควบคุมกล้ามเนื้ออย่างไรก็ตาม ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ ผู้ที่เพิ่งผ่าตัด หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มฝึกข้อดี-ข้อเสียของพิลาทิส ที่ควรรู้ก่อนสมัครคลาสแม้พิลาทิสจะมีประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจข้อดีของพิลาทิสเป็นการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นและการทรงตัวมีระดับความยากให้เลือกตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสูงสามารถฝึก Mat Pilates ที่บ้านได้เมื่อเรียนรู้ท่าที่ถูกต้องสามารถปรับโปรแกรมให้เหมาะกับความสามารถของแต่ละคนได้ข้อเสียและข้อจำกัดของพิลาทิสคลาส Reformer Pilates อาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงผู้เริ่มต้นอาจต้องมีครูช่วยดูท่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บไม่ใช่การออกกำลังกายที่เหมาะที่สุดสำหรับทุกเป้าหมาย เช่น การเพิ่มสมรรถภาพหัวใจและปอดผลลัพธ์ด้านความแข็งแรงและรูปร่างต้องอาศัยความสม่ำเสมอหากฝืนทำท่าที่ยากเกินความสามารถ อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้เล่นพิลาทิสช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?คำถามยอดฮิตที่หลายคนอยากรู้คือ เล่นพิลาทิสแล้วผอมไหม?คำตอบคือ พิลาทิสสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลน้ำหนักได้ เพราะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณพลังงานที่ได้รับและใช้ไป การรับประทานอาหาร การนอนหลับ และการออกกำลังกายโดยรวมหากเป้าหมายคือการลดไขมัน การทำพิลาทิสควบคู่กับการเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเวทเทรนนิ่ง รวมถึงการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม อาจตอบโจทย์ได้มากกว่าการเล่นพิลาทิสเพียงอย่างเดียวพิลาทิสกับโยคะต่างกันยังไง?หลายคนอาจมองว่าพิลาทิสกับโยคะคล้ายกัน เพราะเป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และให้ความสำคัญกับลมหายใจแต่ทั้งสองแบบมีจุดเน้นที่แตกต่างกันพิลาทิส (Pilates) เน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การควบคุมการเคลื่อนไหว และความมั่นคงของแกนกลางลำตัวโยคะ (Yoga) มีรูปแบบหลากหลาย โดยทั่วไปให้ความสำคัญกับท่าทาง การหายใจ ความยืดหยุ่น และสมาธิ บางรูปแบบก็ช่วยเสริมความแข็งแรงได้เช่นกันหากชอบการฝึกที่เน้นกล้ามเนื้อและการควบคุมร่างกาย พิลาทิสอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าอยากผสมผสานการเคลื่อนไหวกับการฝึกสมาธิ โยคะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว เพราะทั้งสองแบบสามารถฝึกควบคู่กันได้มือใหม่อยากเริ่มเล่นพิลาทิส ต้องเตรียมตัวยังไง?ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มอยากลองเล่นพิลาทิส Chill ON มีคำแนะนำง่าย ๆ สำหรับมือใหม่มาฝากเลือกคลาส Beginner เพื่อเรียนรู้ท่าพื้นฐานและการหายใจให้ถูกต้องเลือกผู้สอนที่มีความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะหากมีข้อจำกัดด้านสุขภาพเริ่มฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งตามความพร้อมเลือกเสื้อผ้าที่ยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวสะดวก พร้อมสอบถามสตูดิโอว่าต้องเตรียมถุงเท้ากันลื่นหรือไม่อย่าฝืนทำท่ายากเกินตัว เพราะความถูกต้องสำคัญกว่าความเร็วและจำนวนครั้งสรุป พิลาทิสดีไหม? ทำไมถึงน่าลองสักครั้งพิลาทิสไม่ใช่แค่การออกกำลังกายตามเทรนด์ แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกความแข็งแรง ความยืดหยุ่น การทรงตัว และการควบคุมร่างกายได้ในเวลาเดียวกันสำหรับใครที่รู้สึกอยากเริ่มดูแลตัวเอง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นออกกำลังกายแบบไหนดี พิลาทิสอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่ชอบการเคลื่อนไหวแบบมีสมาธิและไม่เน้นแรงกระแทกสูงสุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามเทรนด์ไหน แต่คือการเลือกรูปแบบที่เหมาะกับตัวเองและสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องเพราะการดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่ยิ่งใหญ่ แค่เริ่มขยับร่างกายให้มากขึ้นในแบบที่เราชอบ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว!

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

08 ต.ค. 2026

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางวันเราถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ ทั้งที่ก็นอนพักผ่อนแล้ว? อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และหนึ่งในนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับแร่ธาตุบางชนิดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ แมกนีเซียม (Magnesium) ที่หลายคนอาจมองข้ามจริง ๆ แล้ว แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เพราะมีส่วนช่วยทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ และกระบวนการสร้างพลังงาน ที่สำคัญยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวที่เรากินกันอยู่ทุกวันอีกด้วยวันนี้ Chill ON จะพาไปทำความรู้จักว่าแมกนีเซียมคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีอาหารชนิดไหนบ้างที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม เผื่อจะได้ลองปรับเมนูในแต่ละวันให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแมกนีเซียม (Magnesium) คืออะไร?แมกนีเซียม คือ แร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งอื่น ๆ ภายนอก โดยแมกนีเซียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงการดูแลสุขภาพกระดูกแมกนีเซียมในร่างกายประมาณ 50–60% อยู่ในกระดูก ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถึงแม้จะเป็นแร่ธาตุที่เราไม่ได้พูดถึงกันบ่อยเท่าวิตามินซีหรือแคลเซียม แต่บอกเลยว่ามีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน5 ประโยชน์ของแมกนีเซียม ช่วยอะไรกับร่างกายบ้าง?1. ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติแมกนีเซียมมีบทบาทในการทำงานของกล้ามเนื้อ ทั้งการหดตัวและคลายตัว หากร่างกายขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นตะคริวไม่ได้หมายความว่าร่างกายขาดแมกนีเซียมเสมอไป2. ช่วยดูแลระบบประสาทแมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้สมองและร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างปกติ3. ช่วยในการสร้างพลังงานใครที่ทำงานหนักหรือใช้พลังงานระหว่างวันเยอะ ควรรู้ไว้ว่าแมกนีเซียมเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน เพื่อให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินแมกนีเซียมเพิ่มจะช่วยให้มีพลังงานมากขึ้นทันที หากร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว4. มีส่วนช่วยดูแลหัวใจและความดันโลหิตแมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ และการทำงานของหลอดเลือด รวมถึงมีส่วนในการควบคุมความดันโลหิตตามปกติ5. ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงไม่ใช่แค่แคลเซียมเท่านั้นที่สำคัญต่อกระดูก เพราะแมกนีเซียมก็มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างและรักษาโครงสร้างกระดูกเช่นกัน การได้รับแร่ธาตุอย่างสมดุลจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดูแลสุขภาพกระดูกในระยะยาว9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง หาซื้อง่าย กินได้ทุกวันอยากเพิ่มแมกนีเซียมให้ร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารเสริมเสมอไป เพราะมีอาหารหลายชนิดที่ให้แมกนีเซียมตามธรรมชาติ แถมยังสามารถนำมาจัดเป็นเมนูประจำวันได้ง่าย ๆ1. เมล็ดฟักทองแมกนีเซียมประมาณ 156 มิลลิกรัม / 28 กรัมหนึ่งในอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงมาก แถมยังอุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี จะกินเป็นของว่าง หรือโรยบนสลัดและโยเกิร์ตก็อร่อย แนะนำให้เลือกแบบไม่เติมเกลือมากเกินไป2. เมล็ดเจียแมกนีเซียมประมาณ 111 มิลลิกรัม / 28 กรัมสายรักสุขภาพน่าจะคุ้นเคยกับเมล็ดเจียกันดี เพราะนอกจากแมกนีเซียมแล้ว ยังมีไฟเบอร์และไขมันโอเมกา 3 จากพืช จะนำไปแช่ในนม ทำพุดดิ้ง หรือผสมในสมูทตี้ก็ได้3. อัลมอนด์แมกนีเซียมประมาณ 80 มิลลิกรัม / 28 กรัมของว่างยอดฮิตที่ทั้งสะดวกและมีประโยชน์ อัลมอนด์มีทั้งแมกนีเซียม โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัว เหมาะสำหรับพกไว้กินระหว่างวัน แต่ควรกินในปริมาณพอเหมาะเพราะมีพลังงานค่อนข้างสูง4. ผักโขมแมกนีเซียมประมาณ 78 มิลลิกรัม / ผักโขมต้มครึ่งถ้วยใครไม่ชอบกินถั่ว ลองหันมาเพิ่มผักใบเขียวในมื้ออาหาร เพราะผักโขมเป็นอีกหนึ่งแหล่งแมกนีเซียมที่น่าสนใจ นำไปทำซุป ผัดกระเทียม หรือใส่ในเมนูพาสตาก็อร่อย5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์แมกนีเซียมประมาณ 74 มิลลิกรัม / 28 กรัมอีกหนึ่งถั่วที่เหมาะกับการกินเป็นของว่าง มีทั้งแมกนีเซียมและไขมันไม่อิ่มตัว จะกินเล่นหรือใส่ในเมนูผัดก็ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้6. ถั่วลิสงแมกนีเซียมประมาณ 63 มิลลิกรัม / ถั่วลิสงคั่วน้ำมัน ¼ ถ้วยอาหารใกล้ตัวที่ราคาเข้าถึงง่าย มีทั้งโปรตีนและแมกนีเซียม จะนำมาใส่สลัดหรือกินคู่กับอาหารมื้อหลักก็ได้ แต่ควรระวังสูตรที่เติมเกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป7. ถั่วดำแมกนีเซียมประมาณ 60 มิลลิกรัม / ถั่วดำสุกครึ่งถ้วยถั่วดำไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช แต่ยังเป็นแหล่งแมกนีเซียมอีกด้วย สามารถนำไปทำซุป สลัด หรือเมนูถั่วต่าง ๆ ได้ตามชอบ8. ข้าวกล้องแมกนีเซียมประมาณ 42 มิลลิกรัม / ข้าวกล้องสุกครึ่งถ้วยลองเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องในบางมื้อ เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมักเก็บสารอาหารบางชนิดไว้ได้มากกว่า รวมถึงแมกนีเซียมและใยอาหารด้วย9. กล้วยแมกนีเซียมประมาณ 32 มิลลิกรัม / กล้วยขนาดกลาง 1 ลูกผลไม้ที่หาซื้อง่าย ราคาไม่แรง และกินได้สะดวก กล้วยมีทั้งโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เหมาะสำหรับกินเป็นของว่างหรือคู่กับอาหารเช้า แม้จะมีแมกนีเซียมน้อยกว่าเมล็ดพืชและถั่ว แต่ก็ช่วยเพิ่มปริมาณที่ได้รับในแต่ละวันได้หมายเหตุ: ปริมาณแมกนีเซียมเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ อาจแตกต่างกันตามชนิดอาหาร ปริมาณ และวิธีการปรุงแมกนีเซียมควรกินวันละเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอ?แม้แมกนีเซียมจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งกินเยอะจะยิ่งดี เพราะร่างกายมีความต้องการแตกต่างกันตามอายุและเพศปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ ตามข้อมูลจาก National Institutes of Health (NIH) มีดังนี้ผู้ชายอายุ 19–30 ปี: 400 มิลลิกรัมต่อวันผู้ชายอายุ 31 ปีขึ้นไป: 420 มิลลิกรัมต่อวันผู้หญิงอายุ 19–30 ปี: 310 มิลลิกรัมต่อวันผู้หญิงอายุ 31 ปีขึ้นไป: 320 มิลลิกรัมต่อวันหญิงตั้งครรภ์อายุ 19–50 ปี: 350–360 มิลลิกรัมต่อวันปริมาณดังกล่าวหมายถึงแมกนีเซียมรวมที่ควรได้รับจากอาหารและแหล่งอื่น ๆ ในแต่ละวัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกินอาหารเสริมในปริมาณเท่านั้นขาดแมกนีเซียม มีอาการอย่างไร?หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติบางอย่าง เช่นรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเบื่ออาหาร คลื่นไส้กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวรู้สึกชาหรือเสียวซ่าตามร่างกายในกรณีรุนแรง อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาการชักอย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว หากมีอาการบ่อย รุนแรง หรือผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงแมกนีเซียมกินตอนไหนดีที่สุด ต้องกินก่อนนอนหรือไม่?อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือ แมกนีเซียมควรกินตอนไหน? โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องการพักผ่อนและคุณภาพการนอนหลับสำหรับแมกนีเซียมที่ได้รับจากอาหาร สามารถกินได้ตามมื้อปกติ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเสริมแมกนีเซียม ควรรับประทานตามคำแนะนำบนฉลากหรือของแพทย์และเภสัชกรแม้แมกนีเซียมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท แต่ปัจจุบันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการกินแมกนีเซียมก่อนนอนช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้ในทุกคนสำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณแมกนีเซียมจากอาหารเสริมและยาที่มีแมกนีเซียมรวมกันไม่ควรเกิน 350 มิลลิกรัมต่อวัน เว้นแต่แพทย์แนะนำ เนื่องจากการได้รับมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือปวดท้องได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินอาหารเสริมสรุป แมกนีเซียมสำคัญกว่าที่คิด เริ่มดูแลตัวเองได้จากอาหารใกล้ตัวเห็นไหมว่าแมกนีเซียมเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก และการสร้างพลังงาน แถมยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวอย่างเมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วดำ ผักโขม ข้าวกล้อง และกล้วยสำหรับใครที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ลองเพิ่มอาหารที่มีแมกนีเซียมลงในแต่ละมื้อ พร้อมกินอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลาย เพราะสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรยาก ๆ แค่ใส่ใจสิ่งที่เรากินในทุกวันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วChill ON ขอชวนทุกคนมาเริ่มดูแลสุขภาพจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เพราะการกินดี คืออีกหนึ่งวิธีรักตัวเองที่ง่ายที่สุด

Travel & Hotel

ย้อนวันวานที่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ สวนสัตว์ในความทรงจำที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง

08 ก.ย. 2026

ย้อนวันวานที่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ สวนสัตว์ในความทรงจำที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง

วันนี้ CHILL ON ขอพาทุกคนย้อนวันวานกลับไปเที่ยวสถานที่ที่น่าจะอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของใครหลาย ๆ คน อย่าง ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ สถานที่ที่เราเคยมาเที่ยวกับครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ และหลังจากเงียบเหงาไปพักใหญ่ ตอนนี้บรรยากาศของที่นี่ก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากกระแสไวรัลและพลังของชาวเน็ตที่ช่วยกันพูดถึงและชวนคนกลับมาเยี่ยมน้อง ๆ กันมากขึ้นวันนี้พวกเราเลยอยากพาทุกคนมาอัปเดตกันว่า ถ้ากลับมาเที่ยวฟาร์มจระเข้สมุทรปราการในตอนนี้ จะมีอะไรให้เดินเล่น ดูโชว์ และเจอน้องสัตว์อะไรกันบ้าง ตามพวกเรามาเลย!พวกเรามาถึงกันช่วงประมาณ บ่ายโมง ซึ่งเป็นจังหวะที่ใกล้จะเริ่มการแสดงจระเข้พอดี เลยรีบไปซื้อตั๋วกันก่อน โดย บัตรเข้าชมสำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ราคา 100 บาท และสามารถเข้าชมโซนต่าง ๆ รวมถึงการแสดงภายในฟาร์มได้โดยไม่มีค่าเข้าชมโชว์เพิ่มเติมพอผ่านประตูเข้ามา ใครที่ไม่อยากเดินไกลก็มีบริการ รถกอล์ฟให้เช่า สำหรับขับเที่ยวภายในสวน ส่วนพวกเราวันนี้ขอเลือกเป็นสายลุย เดินเก็บบรรยากาศกันไปเรื่อย ๆ เพราะอยากดูให้ทั่วทุกมุมเริ่มต้นด้วยโชว์จระเข้ ฟีลเดิมที่พากลับไปเป็นเด็กอีกครั้งจุดแรกของเราคือ การแสดงจระเข้ ซึ่งวันที่ไปเป็นวันธรรมดา คนจึงไม่ได้แน่นเท่าช่วงเสาร์-อาทิตย์ ทำให้พวกเราสามารถเลือกที่นั่งกันได้ค่อนข้างสบายสิ่งที่ทำให้รู้สึกเซอร์ไพรส์คือ บรรยากาศของการแสดงยังคงให้ความรู้สึกคล้ายกับที่เราเคยมาดูตอนเด็ก ๆ มีทั้งการสาธิตใกล้ชิดกับจระเข้ รวมถึงช่วงที่ผู้แสดงนำมือและศีรษะเข้าไปใกล้ปากจระเข้ เรียกเสียงฮือฮาจากคนดูได้ตลอดโชว์ต่อด้วยโชว์ช้าง และได้เจอ “สมรักษ์-แบงค์” ตัวจริงหลังจากดูโชว์จระเข้จบ พวกเราก็เดินต่อไปยัง การแสดงช้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ตั้งใจมาดูมาก ๆ เพราะวันนี้เราจะได้เจอกับ น้องสมรักษ์และน้องแบงค์ ช้างที่กำลังถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์พอได้เห็นตัวจริงก็คือเอ็นดูมาก บรรยากาศรอบลานการแสดงดูคึกคักขึ้นทันทีเมื่อมีคนมานั่งรอดูน้อง ๆ กันเยอะภายในโชว์จะมีทั้งการแสดงเดี่ยวของช้างแต่ละตัว รวมถึงกิจกรรมที่ชวนผู้ชมลงไปร่วมสนุกเป็นอาสาสมัครด้วย ใครเป็นสายกล้าลองลงไปเล่นกับน้องได้เลย ส่วนพวกเราวันนี้ขอรับบทกองเชียร์ นั่งส่งเสียงเชียร์น้อง ๆ อยู่ข้างลานแทนเดินเล่นต่อ เจอน้องสัตว์ตลอดทางดูโชว์กันครบแล้วก็ถึงเวลาเดินสำรวจโซนต่าง ๆ ภายในสวนสัตว์กันต่อ ระหว่างทางจะได้เจอกับสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ลิงชิมแปนซี ฮิปโป นกกระจอกเทศ เสือ หมีขอ สิงโต คาปิบารา และน้องสัตว์อีกหลายชนิดหลายจุดจะมีอาหารสำหรับสัตว์จำหน่าย ใครอยากลองให้อาหารน้อง ๆ ก็สามารถซื้อจากจุดที่กำหนดไว้ได้เลยส่วนเรื่องเส้นทางไม่ต้องกลัวว่าจะเดินหลง เพราะภายในสวนจัดเส้นทางค่อนข้างชัด มีป้ายบอกทางอยู่เป็นระยะ และลักษณะเส้นทางจะพาเดินวนกลับมาได้เรื่อย ๆถ้าเดินไปสักพักแล้วเริ่มเมื่อย นอกจากรถกอล์ฟแล้ว ที่นี่ยังมี รถไฟพาชมรอบสวน ให้บริการด้วย สามารถซื้อตั๋วได้บริเวณชานชาลา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุมาฟาร์มจระเข้ทั้งที ต้องแวะบ่อจระเข้เดินไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงอีกหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้ เพราะมาถึงฟาร์มจระเข้ทั้งทีก็ต้องมาดู บ่อจระเข้ขนาดใหญ่ กันสักหน่อยที่นี่มีจระเข้จำนวนมาก หลายตัวตัวใหญ่มากจนพอได้มาเห็นใกล้ ๆ แล้วแอบกลัวเหมือนกัน พื้นที่บ่อค่อนข้างกว้างและมีสะพานไม้ให้เดินชมได้รอบบริเวณ ทำให้สามารถมองเห็นจระเข้ได้จากหลายมุมใครอยากลองให้อาหารจระเข้ก็สามารถซื้ออาหารจากจุดจำหน่ายที่จัดไว้ได้ โดยบริเวณทางเดินและจุดชมต่าง ๆ จะมีแนวกั้นเพื่อความปลอดภัย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ ด้วยเหนื่อยแล้ว แวะคาเฟ่ก่อนกลับหลังจากเดินกันแทบทั่วฟาร์ม ความเหนื่อยก็เริ่มมา พวกเราเลยปิดท้ายด้วยการแวะ คาเฟ่บริเวณใกล้ทางออก ซึ่งภายในมีทั้งขนม เครื่องดื่ม และของที่ระลึกให้เลือกซื้อและแน่นอนว่าเราก็ไม่รอด เพราะสุดท้ายได้ ตุ๊กตาน้องช้างและจระเข้ กลับบ้านมาด้วย บอกเลยว่าน่ารักจนอดใจไม่ไหวจริง ๆสำหรับใครที่อยากได้ภาพความทรงจำแบบใกล้ชิด ทางฟาร์มยังมีบริการถ่ายรูปกับสัตว์บางชนิด เช่น เสือและงูขนาดใหญ่โดยมีค่าบริการ 100 บาทต่อ 1 รูป เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหมาะกับคนที่อยากมีรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกจากทริปนี้จากสถานที่ในความทรงจำ สู่การกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งการได้กลับมาที่ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ อีกครั้ง เหมือนได้ย้อนกลับไปเจอความทรงจำในวัยเด็ก ทั้งบรรยากาศ ความสนุก และช่วงเวลาที่เคยมากับครอบครัววันนี้ที่นี่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง CHILL ON เลยอยากชวนทุกคนที่กำลังหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ลองแวะมาเยี่ยมน้อง ๆ และสัมผัสบรรยากาศกันดู เพราะการกลับมาเที่ยวสถานที่เดิมในวันที่เราโตขึ้น อาจทำให้ทริปครั้งนี้มีความหมายมากกว่าที่คิดข้อมูลสำหรับคนอยากตามรอยพิกัด: ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จ.สมุทรปราการเปิดทุกวัน: 08.00–18.00 น.ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 100 บาท / เด็ก 50 บาท / ต่ำกว่า 80 ซม. ฟรีสอบถาม: 062-517-4464

PRYNWAN Flagship Store สุขุมวิท 26 สวรรค์ของคนรักสัตว์ ที่รวมไอเท็มน่ารักของเหล่าน้องหมาน้องแมวไว้เพียบ!

07 ส.ค. 2026

PRYNWAN Flagship Store สุขุมวิท 26 สวรรค์ของคนรักสัตว์ ที่รวมไอเท็มน่ารักของเหล่าน้องหมาน้องแมวไว้เพียบ!

ทาสหมาทาสแมวคนไหนชอบช้อปของให้น้องมากกว่าช้อปของให้ตัวเอง ต้องปักหมุดที่นี่ไว้เลย! วันนี้ CHILL ON พามาเช็กอิน PRYNWAN Flagship Store สุขุมวิท 26 ร้านสำหรับคนรักสัตว์ที่ซ่อนตัวอยู่ใน โครงการ A-Square สุขุมวิท 26 และรวบรวมทั้งของใช้ เสื้อผ้า และไอเท็มน่ารัก ๆ มาให้เลือกแบบเดินเพลินจนอยากหยิบกลับบ้านไปหมดPRYNWAN PETS เป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความรักที่มีต่อน้องหมา โดยตั้งใจออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการใช้งานและดีไซน์ พร้อมแนวคิดที่อยากให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้มีช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกันบรรยากาศในร้านตกแต่งได้น่ารักมาก มีความอบอุ่น สดใส และเต็มไปด้วยดีเทลชวนถ่ายรูป เดินดูของเพลินแบบไม่รู้ตัว เพราะมีตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้ กระเป๋า ที่นอน ไปจนถึงไอเท็มสำหรับพาน้องออกไปเที่ยว รวมถึงของน่ารัก ๆ สำหรับเหล่า Pet Parents ด้วยอีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือ PRYNWAN BAKER’S SHOP โซน Customisation ที่มีเฉพาะ Flagship Store แห่งนี้ โดยหยิบคอนเซปต์ร้านเบเกอรี่มาเล่นกับการแต่งไอเท็มให้น้อง เราสามารถเลือกชิ้นที่ชอบแล้วตกแต่งด้วย Patch ต่าง ๆ เสมือนเลือก Topping ให้กลายเป็นไอเท็มชิ้นพิเศษที่มีแบบเดียวสำหรับน้องของเรา ส่วนใครเลือกไม่ถูกก็ไม่ต้องกังวล เพราะพี่ ๆ พนักงานให้บริการดีมาก คอยแนะนำและให้คำปรึกษาแบบเป็นกันเองเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่คนรักสัตว์น่าจะเดินได้เพลินมาก เพราะไม่ได้มีแค่ของจำเป็นสำหรับน้อง แต่ยังมีของดีไซน์เก๋ ๆ ที่ทำให้การเลือกของให้น้องสนุกขึ้น ใครกำลังตามหาเสื้อใหม่ ของใช้ หรืออยากหาไอเท็มน่ารัก ๆ ไปเพิ่มความคิวต์ให้สมาชิกสี่ขาที่บ้าน ลองแวะมาเดินเล่นกันได้พิกัด : PRYNWAN Flagship Store โครงการ A-Square สุขุมวิท 26เวลาเปิดปิด : เปิดทุกวัน เวลา 10.00–19.00 น.

Tagi. Sabaai House แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในไทย บ้านของคนรักของกุ๊กกิ๊กใจกลาง centralwOrld

29 ก.ค. 2026

Tagi. Sabaai House แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในไทย บ้านของคนรักของกุ๊กกิ๊กใจกลาง centralwOrld

ใครแพ้ของกุ๊กกิ๊ก สีสันสดใส และไอเทมดีไซน์น่ารัก เตรียมใจเสียทรัพย์ไว้ได้เลย เพราะ Tagi. แบรนด์ไลฟ์สไตล์จากประเทศจีน มาเปิด Tagi. Sabaai House แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย แล้วที่ centralwOrldแค่หน้าร้านก็ดึงดูดสายตา ส่วนด้านในยิ่งเดินเพลิน เพราะเต็มไปด้วยของใช้ที่ทั้งน่ารักและใช้งานได้จริง เหมาะทั้งซื้อให้ตัวเองและเลือกเป็นของขวัญรู้จัก Tagi. แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่อยากเติมจินตนาการให้ทุกวันTagi. เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 โดยชื่อของแบรนด์มาจากคำว่า “Timely Access of Gripping Imagination” ซึ่งสื่อถึงการเข้าถึงจินตนาการที่น่าหลงใหลได้ในทุกช่วงเวลาแนวคิดของแบรนด์เชื่อว่า ความสุขและแรงบันดาลใจไม่จำเป็นต้องเกิดจากเรื่องใหญ่เสมอไป แต่อาจซ่อนอยู่ในช่วงเวลาเล็ก ๆ หรือข้าวของธรรมดาที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันTagi. จึงนำของใช้ใกล้ตัวมาเติมสีสัน คาแรกเตอร์ และลูกเล่นสนุก ๆ ให้กลายเป็นไอเทมที่ทั้งน่ารักและใช้งานได้จริง พร้อมถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่านจินตนาการ ความอบอุ่น ศิลปะ ความประหลาดใจ และความรู้สึกฮีลใจที่ทำให้เราอารมณ์ดีได้ตั้งแต่แรกเห็นTagi. ขายอะไรบ้าง เดินเข้าร้านเดียวมีให้เลือกแทบทุกหมวดพอเดินเข้ามาภายใน Tagi. Sabaai House สิ่งแรกที่อยากบอกคือของเยอะมาก และแต่ละโซนก็เต็มไปด้วยสินค้าสีสันสดใสที่ชวนให้หยิบขึ้นมาดูสินค้าที่มีจำหน่ายภายในร้านมีตั้งแต่ กระเป๋า พวงกุญแจ กระติกน้ำ แก้วน้ำ ร่ม เคสโทรศัพท์ กิ๊บติดผม เครื่องเขียน ตุ๊กตา เสื้อผ้า ไปจนถึงของใช้และอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละชิ้นไม่ได้โดดเด่นแค่หน้าตาเท่านั้น เพราะยังออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าดีไซน์นุ่มนิ่ม เคสโทรศัพท์ที่มาพร้อมลูกเล่นต่าง ๆ กระติกน้ำและแก้วน้ำสีสันสดใส หรือพวงกุญแจคาแรกเตอร์น่ารักที่หยิบไปห้อยกับกระเป๋าก็ช่วยเพิ่มความสดใสได้ทันทีใครกำลังมองหาของแต่งโต๊ะทำงาน ของขวัญให้เพื่อน หรือไอเทมใหม่ไว้เพิ่มสีสันให้ชีวิตประจำวัน ร้านนี้ถือว่ามีตัวเลือกให้เดินดูได้เพลินมากของทุกชิ้นหยิบมาลองใช้ได้ พร้อมพนักงานคอยแนะนำอย่างเป็นกันเองอีกหนึ่งความดีงามที่ทำให้การเดินร้านนี้สนุกขึ้น คือ สินค้าทุกชิ้นภายในร้านสามารถหยิบขึ้นมาลองสัมผัสและทดลองใช้งานได้จะลองถือกระเป๋า ลองกางร่ม หยิบแก้วน้ำหรือกระติกน้ำขึ้นมาดูขนาด ไปจนถึงลองจับเคสโทรศัพท์เพื่อเช็กวัสดุและรายละเอียดต่าง ๆ ก็ทำได้แบบสบาย ๆ ช่วยให้เราได้เห็นทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน และการใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อนอกจากนี้ พี่ ๆ พนักงานภายในร้านยังให้บริการอย่างเป็นกันเอง พร้อมคอยแนะนำสินค้าและตอบคำถามแบบไม่กดดัน บรรยากาศจึงให้ความรู้สึกเหมือนเดินเลือกของอยู่บ้านเพื่อนมากกว่าการมาช้อปปิ้งแบบจริงจังใครที่เลือกไม่ถูก อยากรู้ว่าสินค้าชิ้นไหนเหมาะกับการใช้งานแบบไหน หรือกำลังมองหาของขวัญให้ใครอยู่ ก็สามารถสอบถามพี่ ๆ พนักงานได้เลยTagi. Sabaai House บ้านแสนสบายของช้างน้อย Ellyแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยของ Tagi. ใช้ชื่อว่า “Tagi. Sabaai House” โดยตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 โซน Eden ศูนย์การค้า centralwOrldคอนเซปต์ของร้านมาในแนวคิด “Weaving a Home in Bangkok” หรือการถักทอบ้านหลังใหม่ขึ้นมาในกรุงเทพฯ โดยมี Elly ช้างน้อยสีชมพู คาแรกเตอร์ของแบรนด์ เป็นตัวแทนของนักเดินทางที่มาตกหลุมรักประเทศไทย ก่อนจะสร้างบ้านหลังใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่น และจินตนาการการออกแบบภายในร้านจึงผสมผสานงานหัตถกรรมไทย วัสดุจากธรรมชาติ กลิ่นอายแบบเอเชียตะวันออก และวิถีชีวิตของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ด้วยกันเมื่อเดินเข้ามาจึงได้ทั้งความสดใส ความอบอุ่น และความผ่อนคลาย เหมือนกำลังแวะมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่ตกแต่งทุกมุมไว้อย่างน่ารักสำหรับใครที่ชอบของน่ารัก ชอบแต่งโต๊ะทำงาน กำลังมองหาของขวัญ หรืออยากได้ของใช้ที่มีทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน Tagi. Sabaai House ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าแวะมากพิกัดTagi. Sabaai House ชั้น 2 โซน Eden ศูนย์การค้า centralwOrld

“BANGKOK SYNDROME” สำรวจ “เรื่องปกติ” ของการสัญจรประจำวัน คนกรุงฯ

25 เม.ย. 2026

“BANGKOK SYNDROME” สำรวจ “เรื่องปกติ” ของการสัญจรประจำวัน คนกรุงฯ

“BANGKOK SYNDROME”สำรวจ “เรื่องปกติ” ของการสัญจรประจำวันคนกรุงฯ 24 -26 เมษายนนี้ ที่ Siam Square Walking Street BANGKOK SYNDROME อีเวนต์ จัดโดย Smooth Operator (SMOP) โปรเจกต์ที่อยากชวนทุกคนมาสำรวจ และ ตั้งคำถามชีวิตการเดินทางของกรุงเทพฯ ในชีวิตประจำวัน ผ่านการพูดคุยระหว่างผู้ใช้จริงในเมืองกรุงเทพฯ ตั้งแต่นักวิชาการไปถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดบทสนทนาที่เป็นประโยชน์กับผู้คน ในการทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่ยั่งยืน ทั้งในการท่องเที่ยว และการอยู่อาศัยของคนกรุงฯ ผ่านกิจกรรมทั้ง 3 โซน ที่สะท้อนความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯ ปิดท้ายวันด้วยตลาดคนเมือง กับ การแสดงดนตรีจากเหล่าศิลปินจากค่ายเพลงชั้นน้ำ3 โซน พาคนกรุงฯ สำรวจ “เรื่องปกติ” กับการสัญจรภายในเมืองภายในงานประกอบไปด้วยSyndrome Art Installation ศิลปะจัดวาง สะท้อนถึงบรรยากาศและความรู้สึกของการสัญจรของคนเมือง ตั้งแต่การเดินทางเท้าไปจนถึงขนส่งสาธารณะ ที่ชวนทุกคนมาสัมผัสและขีดเขียนไปกับบริเวณพื้นที่ พร้อมตั้งคำถามไปกับชีวิตการเดินทางในกรุงเทพฯภายในโซนประกอบไปด้วยห้องจำลองโดยสาร ที่พาทุกคนเดินเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในชั่วโมงเร่งด่วนโซนท่ารถสาธารณะ ให้ทุกคนได้มาขีดเขียน เติมเต็มพื้นที่ว่าง ในการแบ่งปันสิ่งที่ต้องพบเจอในการเดินทางในกรุงเทพฯ​ เพื่อให้เกิดบทสนทนาระหว่างผู้คน และรวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดินเนอร์ฟุตพาท ที่นำการรับประทานอาหารสตรีทฟู้ดมาไว้ในบริเวณทางเดินสยาม โดยนำคอนเซปต์ร้านอาหารบนฟุตพาท ที่เป็นเหมือนโซนพักผ่อนของคนในเมืองกรุงเทพฯLively Market ตลาดแห่งชีวิต ที่ชวนเพื่อน ๆ ร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และนิทรรศการจากพันธมิตร ที่จะมาร่วมสร้างบรรยากาศความคึกของคนเมืองกรุงเทพ ย้ำเตือนให้ทุกคนไม่ลืมที่จะพักผ่อนแม้จะอยู่ในเมืองใหญ่ ที่มีความเร่งรีบและวุ่นวาย และกิจกรรมเวิร์กชอประหว่างวันTurbulence stage เวทีแห่ง แรงกระเพื่อม พื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและเปิดความคิดใหม่ ชวนบุคคลจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมกันนิยามและค้นหาคำตอบของ “ชีวิตการสัญจรที่ใช่ของคนกรุงฯ” ผ่านการเสวนาประกอบด้วยหลากหลายหัวข้อ ที่เผยให้เห็นมุมมองของเหล่านักสัญจรเมืองกรุงเทพฯ และปิดท้ายด้วยการแสดงจากศิลปินและวงดนตรี ถ่ายทอดและเยียวยาอารมณ์ของผู้คนในเมืองหัวข้อที่พูดในแต่ละวัน และการแสดงดนตรี24 เม.ย. Transportation Friday – รถ คน และมหานคร สนทนากับประเด็นรถติดในเมืองใหญ่ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ พบกับคุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และ หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย25 เม.ย. Unrestful Saturday ทางเลือกสัญจรคนกรุงเทพฯ พบกับเหล่านักสัญจรหลายรูปแบบในกรุงเทพ ที่จะเล่าถึงการสัญจรทางเลือก และเสนอมุมมองถึงแนวทางที่ผู้ใช้กรุงเทพอยากเห็น พูดคุยกับคุณกรธวัช พูพาร์ต จาก Go Out Bikeคุณพงศธร พรหมบุปผา จาก Derndai.projคุณเมธาพัฒน์ สุนทรวราภาส ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย26 เม.ย. Sunday to Reality พบกับองค์กรอิสระ ที่จะเปิดมุมมอง และพูดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังผลักดัน เพื่อให้เมืองกรุงฯ เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับการเดินทางในหลายรูปแบบคุณธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ จาก CAFE Velodomeคุณวีร์ วีรพร กรรมการที่ปรึกษา ภาคีจักรยานเมือง กรุงเทพฯ (BUCA) และ Project owner: bike bus BKKDW2026คุณกรวิชญ์ ขวัญอารีย์ จาก Mayday ปิดท้ายวันด้วย การแสดงดนตรีสด จากเหล่าศิลปิน Landokmai, Loserpop, CHiLLiZ, Gamma, Lalatate, Sour Sauce, Katcha และอื่น ๆ ที่จะมาสร้างบรรยากาศในยามเย็นของคนกรุงเทพฯ

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ครั้งที่ 44 งานเดียวเที่ยวครบทั้งประเทศ กิน เที่ยว ช้อป ครบจบในที่เดียว

28 มี.ค. 2026

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ครั้งที่ 44 งานเดียวเที่ยวครบทั้งประเทศ กิน เที่ยว ช้อป ครบจบในที่เดียว

“เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” หรือ Thailand Tourism Festival ครั้งที่ 44เป็นอีเวนต์ท่องเที่ยวระดับประเทศที่รวบรวมเสน่ห์ของไทยทั้ง 5 ภูมิภาคมาไว้ในที่เดียวอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม สินค้าท้องถิ่น หรือแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือการจัดโซนแบบ immersive ที่ทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนได้ “เดินทางจริง” ผ่านแต่ละภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย”ไฮไลต์โซนในงาน เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 หนึ่งในจุดเด่นของงานคือการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค พร้อมกิจกรรมและประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนโซนภาคเหนือ – เสน่ห์ล้านนาและวัฒนธรรมดั้งเดิม โซนภาคเหนือถูกออกแบบให้เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบล้านนา ทั้งการตกแต่งไม้ งานคราฟต์ และกลิ่นอายของวิถีชีวิตชุมชนไฮไลต์ในโซนนี้ ได้แก่กาดพื้นเมือง จำลองตลาดเหนืองานหัตถกรรม เช่น ผ้าทอ เครื่องเงิน งานไม้อาหารเหนือ เช่น ข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่วกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและการแสดงพื้นบ้านเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมโซนภาคอีสาน – สีสันความม่วนซื่นและอาหารรสจัดโซนอีสานโดดเด่นด้วยความสนุกสนานและความเป็นกันเอง พร้อมสีสันที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นไฮไลต์ในโซนนี้ ได้แก่อาหารอีสาน เช่น ส้มตำ ลาบ น้ำตกเวทีหมอลำและการแสดงพื้นบ้านสินค้าชุมชน เช่น ผ้าไหม เครื่องจักสานบรรยากาศงานวัดแบบอีสานโซนนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงในทุกปีโซนภาคกลาง – วัฒนธรรมผสมผสานความร่วมสมัยภาคกลางสะท้อนความหลากหลายทั้งในด้านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ไฮไลต์ในโซนนี้ ได้แก่อาหารไทยต้นตำรับและสตรีทฟู้ดงานศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทั้งความคลาสสิกและความทันสมัยโซนภาคตะวันออก – ไลฟ์สไตล์ทะเลและคาเฟ่โซนนี้เน้นการท่องเที่ยวแบบพักผ่อนและไลฟ์สไตล์ไฮไลต์ในโซนนี้ ได้แก่อาหารทะเลสดและเมนูร่วมสมัยคาเฟ่และมุมถ่ายภาพแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลกิจกรรมเชิงไลฟ์สไตล์เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบชิลและการถ่ายภาพโซนภาคใต้ – เสน่ห์ทะเลและวัฒนธรรมเข้มข้นโซนภาคใต้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของทะเลและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างชัดเจนไฮไลต์ในโซนนี้ ได้แก่อาหารใต้ เช่น แกงเหลือง ข้าวยำ โรตีการแสดงวัฒนธรรมภาคใต้วิถีชีวิตชุมชนชายทะเลสินค้าพื้นเมืองและงานคราฟต์เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและอาหารรสเข้มข้นโซนกิจกรรมพิเศษ และไฮไลต์เพิ่มเติมในงานนอกจากโซนภูมิภาคแล้ว ภายในงานยังมีพื้นที่กิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจโซนอาหารรวมทั่วไทยรวมเมนูเด่นจากแต่ละภูมิภาค ทั้งอาหารพื้นบ้านและสตรีทฟู้ดเป็นหนึ่งในโซนที่ได้รับความนิยมสูงและมีผู้เข้าชมจำนวนมากโซนสินค้า OTOP และของดีท้องถิ่นรวบรวมสินค้าชุมชน งานหัตถกรรม และของฝากจากทั่วประเทศพร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงานโซนถ่ายภาพและแลนด์มาร์กจำลองมีการจำลองสถานที่ท่องเที่ยวและจัดมุมถ่ายภาพหลากหลายรูปแบบเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียโซนเวทีการแสดงและกิจกรรมมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากแต่ละภูมิภาค รวมถึงกิจกรรมบนเวทีและนิทรรศการช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้เข้าชมตลอดทั้งวันโซนท่องเที่ยวแบบยั่งยืนส่งเสริมแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีการจัดจุดคัดแยกขยะและรณรงค์ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสรุปไฮไลต์ เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 เป็นงานที่รวบรวมประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยไว้ในที่เดียวอย่างครบถ้วน ทั้งด้านอาหาร วัฒนธรรม การช้อปปิ้ง และกิจกรรมความบันเทิง งานนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหาแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว สัมผัสวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย และใช้เวลาเพียงวันเดียวก็สามารถสัมผัสความหลากหลายของประเทศไทยได้อย่างครบถ้วนข้อมูลงาน เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ปี 2569จัดโดย ททท. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศวันที่: 25 – 29 มีนาคม 2569เวลา: 10.00 – 21.00 น.สถานที่: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (Hall 1–4 ชั้น G)เข้าชมฟรีตลอดงาน

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 รวมหนังสือทุกแนว โปรแรง เช็คอินครบในที่เดียว

26 มี.ค. 2026

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 รวมหนังสือทุกแนว โปรแรง เช็คอินครบในที่เดียว

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG (ฮอลล์ 5–8)ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569และนี่คืออีเวนต์ที่คนรักการอ่านห้ามพลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นสายอ่านนิยาย สายสอบ หรือสายสะสมหนังสือหายาก ภายในงานนี้มีให้เลือกแบบจุใจ ตั้งแต่หนังสือดังที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์วายยอดฮิต หนังสือเก่าหายากที่นักอ่านตามหา ไปจนถึงหนังสือเตรียมสอบยอดนิยม รวมถึงหนังสือแปลจากต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และตะวันตก ที่คัดมาแล้วว่าอ่านสนุกและน่าสนใจ สายการ์ตูนและนิยายวัยใสก็ห้ามพลาด เพราะมีทั้งการ์ตูนในตำนานอย่าง “ขำหัวเราะ” และ “ครอบครัวตึ๋งหนืด” รวมถึงนิยายรักใส ๆ จากแจ่มใส ที่หลายคนคุ้นเคย เรียกได้ว่าเดินงานเดียว ได้ย้อนวัยและเติมคลังหนังสือแบบเต็มอิ่ม ภายในงานมีการจัดโซนอย่างเป็นสัดส่วน เดินง่าย ไม่ต้องกลัวหลง และสำหรับใครที่อยากวางแผนการเดิน สามารถซื้อแผนที่บูสภายในงานได้ในราคาเพียง 5 บาท ช่วยให้ช้อปได้ครบทุกโซนแบบไม่พลาดร้านเด็ด อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือซุ้มถ่ายรูปและจุดเช็คอินภายในงาน ที่จัดไว้หลากหลายมุม เหมาะมากสำหรับสายคอนเทนต์ ไม่ว่าจะสายรีวิว สาย Vlog หรือสายถ่ายรูปลงโซเชียล ก็สามารถเก็บภาพบรรยากาศงานไปแชร์ได้แบบจัดเต็ม ไฮไลต์สำคัญยังคงเป็นโปรโมชั่นจัดหนัก ทั้งส่วนลดพิเศษ และการขายแบบบุฟเฟ่หนังสือ ที่บอกเลยว่ายิ่งซื้อยิ่งคุ้ม เหมาะกับสาย “ซื้อก่อน อ่านทีหลัง” แบบสุด ๆ และแน่นอนว่าของดีมีจำนวนจำกัด ใครมาก่อนได้ก่อน ช้าอาจพลาดเล่มที่อยากได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าใครกำลังหาที่เดินเล่นช่วงนี้ หรือยังไม่รู้จะไปไหนดี ลองแวะมางานนี้ได้เลย เพราะงานจัดยาวหลายวัน เดินได้เรื่อย ๆ แบบไม่ต้องรีบ จะมาเดินชิล ๆ หรือมาจัดหนักกวาดหนังสือกลับบ้านก็ฟินได้เหมือนกัน ถ้าคุณกำลังมองหางานหนังสือ 2569 ที่ครบที่สุด คุ้มที่สุด และรวมหนังสือทุกแนวไว้ในที่เดียว งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 คือคำตอบ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปช้อปให้จุใจกันได้เลยสถานที่: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG (ฮอลล์ 5-8)วันที่: 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569เวลา: 10:00 – 21:00 น.

Chill Art Space

หลุดเข้าไปในโลกแห่งเพลงและความฝันของ PUN ที่ “MUSEUM OF SOMNIA”

28 ก.ค. 2026

หลุดเข้าไปในโลกแห่งเพลงและความฝันของ PUN ที่ “MUSEUM OF SOMNIA”

MUSEUM OF SOMNIA — An Embodied Music ExperienceA cinematic topography inspired by PUN, where music and dreams become oneใครเป็นสายฟังเพลง ชอบเสพงานภาพสวย ๆ หรือกำลังมองหานิทรรศการในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูป แต่อินไปกับเรื่องราวได้จริง วันนี้ CHILL ON อยากชวนทุกคนมาหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝันของ PUN ที่งาน MUSEUM OF SOMNIA — An Embodied Music Experienceงานนี้เป็นนิทรรศการที่หยิบแรงบันดาลใจจากบทเพลงของ PUN มาถ่ายทอดใหม่ผ่านแสง สี เสียง ภาพเคลื่อนไหว และพื้นที่ที่ออกแบบมาให้มีกลิ่นอายแบบภาพยนตร์ พอเดินเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้มาแค่ดูนิทรรศการ แต่กำลังก้าวเข้าไปอยู่ในมิวสิกวิดีโอหรือความฝันของใครบางคนจริง ๆก่อนเริ่มเดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันให้เราได้หลับตา อยู่กับตัวเอง และค่อย ๆ ปล่อยความวุ่นวายจากโลกข้างนอกลงชั่วคราวสำหรับครั้งนี้ CHILL ON ได้เข้าชมในรอบ Summer บรรยากาศภายในงานจึงเต็มไปด้วยแสงและภาพเคลื่อนไหวที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส แต่ขณะเดียวกันก็แอบซ่อนความเหงาและความคิดถึงเอาไว้ เหมือนฤดูร้อนในความทรงจำที่แม้จะสว่างมากแค่ไหน แต่ก็ยังมีใครบางคนปรากฏอยู่ในทุกเพลงเมื่อประตูเปิดออก การเดินทางผ่านโลกความฝันของ PUN ก็เริ่มต้นขึ้นZone 1: Dwelling Treeต้นไม้แห่งความทรงจำที่เก็บรักษาบทเพลงเอาไว้ ราวกับใบไม้ทุกใบคือเรื่องราวบางช่วงของชีวิตเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ เสียงเพลงจะค่อย ๆ ดังขึ้น และปลุกช่วงเวลาบางอย่างให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นโซนแรกที่เหมือนกำลังชวนให้เราค่อย ๆ เปิดกล่องความทรงจำของตัวเอง ก่อนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ส่วนถัดไปZone 2: The Drifting Pianoเปียโนที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ถ่ายทอดเรื่องราวของการจากลาผ่านบทเพลง Goodbyeพื้นที่นี้เปรียบเสมือนตัวแทนของความรักที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม ก่อนจะเดินทางมาถึงวันที่เราต้องยอมรับและปล่อยให้ใครบางคนจากไป แม้ความรู้สึกบางอย่างจะยังคงอยู่ก็ตามZone 3: A Night Rideรถที่เคลื่อนตัวไปในค่ำคืนโดยไม่มีจุดหมาย เหมือนความฝันที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีปลายทาง และไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดลงตรงไหนตลอดการเดินทางอาจไม่มีอะไรให้เราทำมากไปกว่าการนั่งมองภาพตรงหน้า และปล่อยให้ความรู้สึกต่าง ๆ เคลื่อนผ่านเข้ามา ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามระยะทางZone 4: Drowning Houseบ้านหลังเดิมที่ยังคงอยู่ แม้หลายฤดูกาลจะผ่านพ้นไปแล้วพื้นที่นี้พูดถึงหัวใจของใครบางคนที่ยังคงเฝ้ารอเจ้าของความทรงจำเดิมโดยไม่เคยเปลี่ยนไป เป็นความรู้สึกของการติดอยู่ในสถานที่เดิม ๆ แม้โลกภายนอกจะเดินทางไปไกลแค่ไหนก็ตามZone 5: The Selfless Pondบ่อน้ำที่สะท้อนสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ลึกที่สุดภายในใจเมื่อมองลงไปในผิวน้ำ เราอาจเห็นเงาของตัวเอง หรืออาจนึกถึงใครบางคนที่ยังคงปรากฏขึ้นมาในความคิดก่อนหลับตาอยู่เสมอโซนนี้จึงไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่าควรเห็นหรือรู้สึกอย่างไร เพราะเงาสะท้อนที่ปรากฏขึ้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคนZone 6: Faded Frequencyเครื่องรับสัญญาณที่ใช้ตามหาใครบางคนซึ่งหล่นหายไปจากโลกความจริง แต่ยังคงมีตัวตนอยู่ภายในความฝันคลื่นบางคลื่นอาจไม่ได้ส่งเสียงชัดเจนเหมือนเดิม แต่ก็อาจพาเรากลับไปพบกับคนคนนั้น ผ่านบทเพลง เสียงกระซิบ หรือความทรงจำที่ยังไม่เคยจางหายไปZone 7: Kryptonite Stoneหินเรืองแสงสีเขียวที่มีอยู่เฉพาะในโลกแห่งความฝัน ทั้งงดงาม ลึกลับ และน่าหลงใหลจนยากจะละสายตาแต่ยิ่งเราเข้าไปใกล้มากเท่าไร พลังของเราก็ยิ่งลดลง เหมือนกับความสัมพันธ์หรือความรู้สึกบางอย่างที่รู้อยู่แล้วว่าอาจทำให้เจ็บปวด แต่ก็ยังยากเกินกว่าจะตัดใจเดินออกมาZone 8: Stones That Cryเหล่าก้อนหินที่หลั่งน้ำตาออกมาเป็นบทเพลงเพราะการร้องไห้ไม่ได้เกิดจากความเศร้าเสมอไป บางครั้งน้ำตาอาจมาจากความสุข ความคิดถึง ความเสียดาย หรือความรู้สึกที่เอ่อล้นมากเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้โซนนี้เหมือนกำลังบอกเราว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาแบบไหน ทุกความรู้สึกล้วนมีคุณค่าและสมควรได้รับการรับฟังZone 9: Countdown Clockนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังไปสู่ช่วงเวลาซึ่งโลกความจริงและโลกแห่งความฝันจะบรรจบกันในวินาทีนั้น เราอาจได้กลับไปพบกับคนที่เฝ้าฝันถึงอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปพร้อมกับการตื่นจากฝันZone 10: Wake Snoozeจุดสิ้นสุดของการเดินทาง และเป็นช่วงเวลาที่เราต้องตัดสินใจว่าจะเดินกลับเข้าสู่โลกความจริง หรือขออยู่ในความฝันต่ออีกสักพักตรงนี้จะมีประตูสองบานให้เลือกระหว่าง “WAKE” และ “SNOOZE” ซึ่งไม่ว่าจะเลือกประตูบานไหน เมื่อเดินไปจนสุดทาง พี่ ๆ สตาฟจะมอบจดหมายจาก PUN ให้กับเราภายในจดหมายมีข้อความที่เขาอยากบอก พร้อมเพลงที่ถูกเลือกมาแนะนำให้เราโดยเฉพาะ เป็นตอนจบที่น่ารักและทำให้รู้สึกเหมือนได้ของบางอย่างติดมือกลับไป มากกว่าจะเดินออกจากนิทรรศการไปเฉย ๆออกจากความฝันแล้ว ยังมีอะไรให้ทำต่อหลังเดินออกมาจากฮอลล์ อย่าเพิ่งรีบกลับ เพราะบริเวณด้านนอกยังมีมุมกิจกรรมให้เดินเล่นกันต่ออีกหลายจุดมีทั้งมุมจำหน่ายของที่ระลึกสำหรับใครที่อยากเก็บชิ้นส่วนจากโลกของ SOMNIA กลับบ้าน มุมฟังเพลงที่ชวนให้เราค่อย ๆ ใช้เวลากับบทเพลงของ PUN รวมถึง Photo Booth สำหรับถ่ายภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำกับเพื่อนหรือคนพิเศษที่มาด้วยกันอีกหนึ่งมุมที่เราชอบคือพื้นที่สำหรับเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับการออกเดินทางเข้าไปในความฝัน เหมือนได้หยุดทบทวนตัวเองหลังจากเดินผ่านทุกโซนว่า ระหว่างทางเราได้พบกับความทรงจำอะไร คิดถึงใคร หรือมีความรู้สึกแบบไหนเกิดขึ้นบ้างเป็นรายละเอียดที่ช่วยให้ประสบการณ์ของงานไม่ได้จบลงทันทีหลังออกจากประตู แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เราได้นั่งฟังเพลง ถ่ายรูป และเก็บความรู้สึกจากการเดินทางครั้งนี้ไว้อีกสักพักสำหรับเรา MUSEUM OF SOMNIA ไม่ใช่แค่นิทรรศการของ PUN แต่เป็นพื้นที่ที่ปล่อยให้ทุกคนเข้าไปพบกับเรื่องราวของตัวเอง ผ่านบทเพลง แสง สี และความฝันบางทีเมื่อเราเดินออกมา ความฝันอาจจบลงแล้ว แต่ความรู้สึกและบทเพลงบางเพลง อาจยังคงบรรเลงอยู่ในใจไปอีกนานใครยังไม่มีแพลนไปไหน ลองชวนเพื่อน ชวนคนที่ฟังเพลงเดียวกัน หรือชวนใครบางคนที่อยู่ในความทรงจำไปเดินหลงอยู่ในโลกแห่งความฝันด้วยกันสักครั้งข้อมูลเกี่ยวกับงานวันที่จัดงาน: 25 กรกฎาคม–8 สิงหาคม 2569เวลา: 11.00–22.00 น. แบ่งการเข้าชมเป็นรอบ รอบละประมาณ 60 นาทีสถานที่: centralwOrld LIVE ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ช่องทางจำหน่ายบัตร: Eventpop

ก้าวออกจากเซฟโซนไปพร้อมกับ Wednesday เจ้าดัชชุนด์ตัวน้อยที่พาเราไปส่องโลกภายในจิตใจ

13 ก.ค. 2026

ก้าวออกจากเซฟโซนไปพร้อมกับ Wednesday เจ้าดัชชุนด์ตัวน้อยที่พาเราไปส่องโลกภายในจิตใจ

วันนี้ CHILL ON ขอพาไปพบกับ นิทรรศของเจ้าหมาดัชชุนด์อินโทรเวิร์ตที่ครองใจคนทั้งเมือง! และถือเป็นครั้งแรกของ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ที่ให้ทั้งคุณและน้องหมาสามารถก้าวเข้ามาเรียนรู้โลกใบใหญ่และร่วมชมนิทรรศการไปพร้อมกันได้เลย“Wednesday: All Over the Place” จะพาคุณและน้องหมาตัวโปรดออกเดินทางผ่านอุ้งเท้าเล็ก ๆ ของ Wednesday เจ้าดัชชุนด์ตัวน้อย เพื่อค่อย ๆ ทำความรู้จักกับตัวเองผ่านช่วงเวลาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ตัวคนเดียว และไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังเสมอไป นิทรรศการนี้อยากชวนทุกคนให้ลองทำในสิ่งที่ใจเรียกร้อง ก้าวออกจากความคุ้นเคย แม้ในวันที่ยังไม่พร้อม เพราะปลายทางอาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดตลอดทั้งนิทรรศการจะพาคุณเดินผ่านพื้นที่ทั้ง 5 โซน ที่จะเล่าถึงเส้นทางของการเติบโต และพาเข้าไปสำรวจโลกภายในจิตใจของ Wednesday ที่เต็มไปด้วยความกังวล ความไม่มั่นใจ และความเปราะบางซึ่งไม่ต่างไปจากในใจของพวกเราทุกคน บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นอุปสรรค อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบตัวเอง และทำให้เราเห็นว่าการเติบโตไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเสมอไปถ้าเดินครบ 5 โซนแล้วได้อะไรกลับมา? งานนี้เค้าจะคอยปลอบใจเราว่า ชีวิตมันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรอก จะหลงทางบ้าง หรือแอบกลัวบ่อย ๆ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย แถมยังช่วยเติมพลังให้เรากล้าก้าวออกจากเซฟโซน และเข้าใจว่า "เราไม่จำเป็นต้องรีบเติบโตให้ทันใคร แค่โตในจังหวะของตัวเองก็พอแล้วความพิเศษนอกจากเรื่องราวสุดอบอุ่นแล้ว ในงานยังมีสินค้า Merchandise ของน่ารัก ๆ ให้ได้เลือกช้อปและสะสมกันอย่างจุใจ มี Photobooth ลายพิเศษ เฉพาะในงานนี้ให้ได้จูงมือกันไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย (รูปละ 160 บาท) ห้ามพลาดที่จะพาน้อง ๆ สัตว์เลี้ยงแสนรักใส่รถเข็นหรือกระเป๋าพกพา แล้วมาสร้างความทรงจำร่วมกันตลอดเส้นทางนี้นะคะ!รายละเอียดนิทรรศการชื่องาน: Wednesday: All Over the Placeศิลปิน/ผู้สร้างสรรค์: นิวเยียร์-ปภากร ศรีกัลยกร หรือ NEWYEARสถานที่: RCB Galleria 2 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึง 6 กันยายน 2569)เวลาเปิดเข้าชม: เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.ค่าเข้าชม: บุคคลทั่วไป: 100 บาท / Pet Friendly (สำหรับผู้ที่พาสัตว์เลี้ยงเข้าชม): 150 บาทอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขการนำสัตว์เลี้ยงเข้าชมเพิ่มเติมได้ที่ https://rivercitybangkok.com/th/wednesday-all-over-the-place/

“ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์” นิทรรศการฮีลใจจาก taeyii ที่ชวนทุกหัวใจกลับมาโอบกอดตัวเองอีกครั้ง

05 ก.ค. 2026

“ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์” นิทรรศการฮีลใจจาก taeyii ที่ชวนทุกหัวใจกลับมาโอบกอดตัวเองอีกครั้ง

วันนี้ CHILL ON ขอพาไปเยี่ยมชม นิทรรศการฮีลใจ ครั้งใหม่จาก taeyii กับงานที่มีชื่อว่า “ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์” นิทรรศการที่แค่ได้ยินชื่อก็เหมือนสะกิดความรู้สึกบางอย่างในใจของใครหลายคนเพราะบางครั้งเราก็พยายามเป็น “ดาว” ที่สวยที่สุด พยายามเปล่งประกายให้มากพอ ดีให้มากพอ และหวังว่าจะมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของเรา แต่สุดท้าย…ต่อให้ดาวจะสวยแค่ไหน ถ้าเขาชอบมองพระจันทร์ เราก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือกอยู่ดีนิทรรศการฮีลใจจาก taeyiiนิทรรศการ “ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์” จัดขึ้นที่คาเฟ่ UN:HOUR โดยพื้นที่จัดแสดงจะอยู่บริเวณ ชั้น 3 ของคาเฟ่ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหา ที่เที่ยวกรุงเทพ แนวอบอุ่น ฮีลใจ ได้ทั้งเสพงานศิลปะ ถ่ายรูป และใช้เวลากับตัวเองเมื่อมาถึงคาเฟ่ UN:HOUR เราจะต้องซื้อบัตรเข้าชมที่เคาน์เตอร์ก่อน โดยบัตรเข้าชมราคา 350 บาทต่อคน พร้อมรับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว จากทางร้านหลังจากซื้อบัตรเรียบร้อยแล้ว พนักงานจะให้เราขึ้นไปยังชั้น 2 ของคาเฟ่ เมื่อขึ้นมาถึงจะมีพี่พนักงานคอยใส่ ริสต์แบนด์สำหรับเข้างานให้เรา โดยบริเวณชั้นนี้ยังมีของที่ระลึกจากนิทรรศการให้เลือกซื้อกลับบ้านด้วย บอกเลยว่าแต่ละชิ้นน่ารักมาก ใครเป็นแฟนงานของ taeyii หรือชอบของกุ๊กกิ๊กแนวฮีลใจ น่าจะต้องมีแอบใจอ่อนกันบ้างจากนั้นเราจะขึ้นไปยังชั้น 3 เพื่อเข้าสู่พื้นที่ของนิทรรศการ “ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์” ซึ่งคอนเซ็ปต์ของงานถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ ประโยคสั้น ๆ และข้อความที่ซ่อนอยู่ตามสิ่งของ รวมถึงกำแพงต่าง ๆ ภายในงานเสน่ห์ของนิทรรศการนี้คือการเล่าความรู้สึกที่หลายคนอาจเคยเจอ แต่ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไง ทั้งความรู้สึกของการไม่ถูกเลือก ความผิดหวังจากความรัก หรือช่วงเวลาที่เราเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรายังดีไม่พอหรือเปล่า”ทุกข้อความในงานเหมือนค่อย ๆ ชวนให้เราเดินช้าลง อยู่กับตัวเองมากขึ้น และทบทวนความรู้สึกที่อยู่ข้างในใจ ผ่านคำและประโยคต่าง ๆ ที่คุณ taeyii อยากสื่อสารกับคนที่เข้ามาชมงานภายในนิทรรศการยังมีมุมถ่ายรูปน่ารัก ๆ ให้ได้เก็บภาพเป็นที่ระลึกหลายมุม แต่ละมุมถูกจัดวางให้เข้ากับบรรยากาศของงาน ทั้งอบอุ่น ละมุน และแอบเศร้านิด ๆ ในแบบที่ทำให้เรารู้สึกอินไปกับเรื่องราวมากขึ้นนอกจากมุมถ่ายรูปแล้ว งานนี้ยังมีหลายมุมที่ชวนให้เราได้หยุดคิด ได้อยู่กับตัวเอง และได้ค่อย ๆ ฟังเสียงความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังอยากหาพื้นที่พักใจ หรืออยากใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อปลอบประโลมตัวเองในวันที่เหนื่อยล้าหลังจากเดินชมนิทรรศการจนจบ ภายในงานยังมีมุมให้เราเขียนข้อความลงบนโปสการ์ด เพื่อเก็บกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย เหมือนเป็นการฝากความรู้สึกบางอย่างไว้กับตัวเอง ก่อนพาความรู้สึกนั้นกลับบ้านไปด้วย“ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์” อาจเป็นนิทรรศการที่เริ่มต้นจากความรู้สึกของการไม่ถูกเลือก แต่ระหว่างทางกลับค่อย ๆ พาเราไปทำความเข้าใจว่า การที่ใครบางคนมองไม่เห็นคุณค่าของเรา ไม่ได้แปลว่าแสงของเราจะน้อยลงเพราะเราไม่จำเป็นต้องเป็นพระจันทร์ของใคร เพื่อจะมีคุณค่าในแบบของตัวเองใครที่กำลังมองหานิทรรศการแนวฮีลใจ งานศิลปะที่เต็มไปด้วยข้อความปลอบประโลม หรือที่เที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งถ่ายรูป จิบเครื่องดื่ม และใช้เวลากับความรู้สึกของตัวเอง งานนี้เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่ Chillon อยากชวนให้ลองแวะไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งรายละเอียดนิทรรศการชื่องาน: ดาวสวยแล้วยังไง ก็เค้าชอบมองพระจันทร์ศิลปิน/ผู้สร้างสรรค์: taeyiiสถานที่: คาเฟ่ UN:HOUR ซอยศรีนครินทร์ 16วันที่จัดงาน: 1 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2026เวลาเปิดเข้าชม:- วันธรรมดา 08.00 - 19.00 น.- วันเสาร์-อาทิตย์ 08.00 - 20.00 น.ค่าเข้าชม: 350 บาท

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ศูนย์รวมมรดกสิ่งทอไทย และฉลองพระองค์สุดวิจิตร

04 ธ.ค. 2025

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ศูนย์รวมมรดกสิ่งทอไทย และฉลองพระองค์สุดวิจิตร

วันนี้ Chillon จะพาไปสัมผัสความงามและความภาคภูมิใจของชาติ ณ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่งดงามที่สุดใจกลางกรุงเทพมหานครนั่นคือ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นจุดที่ศิลปะสิ่งทอและพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้บรรจบกันอย่างวิจิตรตระการตา และเป็นการ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงกอบกู้มรดกสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกพิพิธภัณฑ์ผ้าแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตาม พระราชปณิธาน ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ผ้าไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและกำลังจะเลือนหายไปพิพิธภัณฑ์ผ้าจัดตั้งขึ้นภายในอาคาร หอรัษฎากรพิพัฒน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พระบรมมหาราชวัง อาคารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับการบูรณะให้เป็นอาคารจัดแสดงที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมกับการเก็บรักษาผ้าโบราณพิพิธภัณฑ์ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2555 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวม จัดเก็บ จัดแสดง และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกผ่านโครงการศิลปาชีพหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์คือการแสดงให้เห็นถึง พระอัจฉริยภาพในการนำเสนอเอกลักษณ์ไทย ในเวทีโลกชุดไทยพระราชนิยมทรงริเริ่มการออกแบบ ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ (เช่น ชุดไทยจักรพรรดิ, ชุดไทยจักรี) โดยทรงผสมผสานรูปแบบการตัดเย็บสากลเข้ากับผ้าไหมไทยและเอกลักษณ์ไทย ทำให้เครื่องแต่งกายประจำชาติมีความสง่างามและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลฉลองพระองค์ในเวทีโลกในปี พ.ศ. 2503 เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกา การที่ทรงสวมฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทย ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ผ้าไหมไทยกลายเป็นที่ต้องการและได้รับการยกย่องจากนักออกแบบแฟชั่นระดับโลกทันที นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผ้าไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกผ้าไหมแต่ละผืน ไม่ว่าจะเป็น มัดหมี่อีสาน ที่ซับซ้อน หรือ ผ้ายกภาคใต้ ที่หรูหรา ล้วนถักทอด้วยเทคนิคโบราณที่สืบทอดกันมา ลวดลายต่างๆ เช่น "ลายนาค" หรือ "ลายขอ" ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็น สัญลักษณ์ของความเชื่อและวิถีชีวิต ที่ชาวบ้านใช้บันทึกประวัติศาสตร์ของพวกเขาจินตนาการถึงสีครามเข้มจากต้นคราม หรือสีเหลืองทองจากแก่นขนุน นี่คือเสน่ห์ของ การย้อมสีธรรมชาติ ที่ทำให้ผ้าไทยมีมิติและดูมีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือผลงานหัตถศิลป์ที่ใช้ความอดทนและเวลาพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯจึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รวบรวมมรดกเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส ที่นี่ คุณจะได้ชม ฉลองพระองค์จริง ที่ทรงสวมใส่ในโอกาสสำคัญต่างๆ ซึ่งแต่ละชุดคือผลงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความประณีตของการปักและการทอผ้าไหมไทยชั้นสูง คุณจะเห็นว่า ผ้าไทยผืนหนึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ที่งดงามและทันสมัยเหนือกาลเวลาได้อย่างไรที่ตั้ง: หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวังเวลา: เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 16.30 น.เขียนโดย : เบญญาภา แนบเนียน

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ The Ghost Halloween#2 “ป่าช้าแตก”

25 ต.ค. 2025

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ The Ghost Halloween#2 “ป่าช้าแตก”

ในช่วงเทศกาลฮาโลวีน แบบนี้ สิ่งหนึ่งที่จะพลาดไปไม่ได้เลย คือ “บ้านผีสิง” สถานที่แห่งการท้าพิสูจน์ความกล้า สำหรับปี 2025 นี้นิทรรศการบ้านผีสิง จากรายการเล่าเรื่องผีชื่อดังอย่าง “The Ghost Radio” ก็ได้กลับมาท้าพิสูจน์ใจ พร้อมมอบความตื่นเต้นและหวาดกลัวสุดขีดให้กับทุกท่าน กับงาน “The Ghost Halloween#2 ป่าช้าแตก”ธีมของงานที่ชื่อ “ป่าช้าแตก” บอกเลยว่าไม่ได้เป็นแค่ชื่อ มันแตก แหก ระเบิด ออกมาเลยจริง ประชากรผีในงานคับคั่ง ที่พร้อมจะหลอกผู้เข้าชมทุกคนให้ขวัญกระเจิง มีมาเสิร์ฟความกลัวให้หมดทั้งป่าช้าโซนหลักของงานที่ห้ามพลาดเลย คือ บ้านผีสิง ซึ่งจัดหนักจักเต็มกันไปเลย 4 หลัง ที่ระยะทางรวมกันเมื่อเดินครบแล้วนั้นยาวถึง 1 กิโลเมตรบ้านทั้ง 4 หลังนี้ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามชื่อของแต่ละหลังที่บอกธีมของบ้านผีนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งได้แก่ บ้านเลขที่ 13/31, โรงเรียนวัดร้างไร้ธรรม, ศูนย์อนามัยเก่า, และ สำนักงานหลอนบรรยากาศภายในบ้านผีสิงแต่ละหลัง ถูกสร้างขึ้นมาได้หลอนสติกันสุด ๆ พร๊อบทุกชิ้น ฉากทุกฉาก ดูสมจริงราวกับเป็นของจริงจากสถานที่นั้น ๆ ทำให้ผู้เข้าชมได้รับอรรถรสแบบเต็มเปี่ยมเสมือนได้ไปเดินอยู่ในสถานที่นั้น ๆ จริง ๆ เลยผีในงานคือที่สุด ทุกตัวพร้อมหลอกแบบไม่มีหยุด คาดเดาการหลอกไม่ได้ในแต่ละรอบ ยิ่งเพิ่มทวีความน่ากลัวมากขึ้นไปอีกเดินออกจากบ้านผีสิงมาได้ จะเป็นการเข้าสู่โซน นิทรรศการ ที่ก็ต้องบอกตรง ๆ แบบไม่อวยว่า ทำถึงสุด ๆ ฉาก พร๊อบ ผี ทุกอย่างมาเต็ม ที่สำคัญโซนนี้ เราจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผีที่เขาป้วนเปี้ยนอยู่ทั่ว แอบบอกเลยว่า พอไปถึงโซนนี้เนี่ย หาซื้อหมากพลูติดเอาไว้ด้วยนะ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือนถัดออกมาจะเป็นโซนสำหรับซื้อ ของที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็น หมวก เสื้อ พวงกุญแจ แก้วน้ำ ปฏิทิน และอื่น ๆ อีกเยอะสารพัด น่าสน น่าตำกันทั้งนั้น เพราะของเหล่านี้ ไม่ได้มีมาขายกันบ่อย ๆสำหรับใครที่อยากท้าพิสูจน์ความหลอนของบ้านผีสิง The Ghost Halloween#2 ป่าช้าแตก สามารถไปร่วมงานกันได้ที่สถานที่: MCC HALL THE MALL LIFESTORE BANGKAE (เดอะ มอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค)วันที่: 25 ตุลาคม - 9 พฤศจิกายน 2568เวลา: 10.00 - 22.00 น.จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่เว็บ Ticketmelonราคาบัตร- บัตร Fast Pass 2,000.- เข้าได้ทั้ง 4 หลัง / มีเลนพิเศษ ไม่ต้องรอคิวนาน- บัตรเหมา 4 หลัง 1,290.- เข้าได้ทั้ง 4 หลัง ต้องรอคิว- บัตรแยกหลัง 399.-- บัตรเข้าโซนนิทรรศการ 100.-เขียน: ชานนท์ ไชยศรี

Junji Ito Collection Horror House

15 ต.ค. 2025

Junji Ito Collection Horror House

มาเสิร์ฟที่ไทยแล้ววันนี้ กับนิทรรศกาลสุดหลอน Junji Ito Collection Horror Houseที่จะพาคุณไปหลอนผ่านผลงานของอาจารย์ จุนจิ อิโต้ เจ้าพ่อความหลอนของวงการนักวาดจงเตรียมตัวดำดิ่ง สู่โลกแห่งความมืดมิด กับบ้านผีสิงสุดหลอน สั่นประสาท ลุ้นระทึกตลอดทาง คำเตือน อย่าปล่อยเชือก และจงอย่าอยู่คนเดียวกับสองทางหลอนให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Rute A นครแห่งการจากลา Farewell City หรือ Rute B หมู่บ้านสั่นประสาท Horror Town เลือกได้ตามใจ กับตาราง Break Route ให้หลอนกันได้ทั้งวันนอกจากความหลอนจาก Horror house แล้ว ยังมีนิทรรศกาลสุดหลอนให้สยองกันแบบไม่พัก กับผลงานมากมาย จากอาจารย์จุนจิ อิโต้ ที่ขนมาให้แฟนๆหลอนถึงที่ราคาบัตรเข้า Horror house Normal เริ่มต้นเพียงแค่ 400 บาทเท่านั้น แต่ Chillon ขอแนะนำบัตรที่ฮิตที่สุดในงาน กับบัตร VIP ที่แฟนพันธุ์แท้ห้ามพลาด เพราะนอกจากจะได้หลอนแล้ว ยังได้ของที่ระลึกให้กลับไประทึกกันต่อที่บ้านอีกด้วยอีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน ที่ใครมาก็ห้ามพลาด กับโซน Cafe สุดสยอง ที่เสิร์ฟมาแบบล้นๆ กับ 4 เมนู 4 คาแรคเตอร์และสายสะสมห้ามพลาดเด็ดขาด กับโซน Exclusive Junji Ito x Sanrio Charecters ของแท้จากญี่ปุ่น ลิมิเต็ดเฉพาะในงานนี้เท่านั้นนอกจากนี้ ยังมีสินค้าสุดสยองจากจักรวาล Junji Ito ที่รวมสินค้าลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ทั้งเสื้อผ้า ของสะสม และไอเท็มลิเต็ด ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้นจัดแสดง 10 ต.ค. 2568 - 5 ม.ค. 2568ช่องทางการจำหน่ายบัตร : เว็บไซต์หรือ แอปพลิเคชั่น ticketmelonพิกัด : MBK Center ชั้น 4 โซน Aเวลา : เปิดทำการทุกวัน 11 : 00 น. - 21 : 00 นโทร : 028539000ผู้เขียน : บาลี บัญชานิตยกาล

Movie & Trend

ไอเดียของขวัญวันแม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ (อัปเดต 2026)

13 ส.ค. 2026

ไอเดียของขวัญวันแม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ (อัปเดต 2026)

ไอเดียของขวัญวันแม่สุดประทับใจ เลือกอย่างไรให้ถูกใจคุณแม่ทุกไลฟ์สไตล์เมื่อเดือนสิงหาคมวนมาถึง หรือแม้กระทั่งใกล้ถึงวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่ ลูกๆ หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญวันแม่ เพื่อแทนคำบอกรักและความห่วงใย แต่ปัญหาโลกแตกที่หลายคนต้องเจอเป็นประจำทุกปีคือ "จะซื้ออะไรดี?" ซื้อไปแล้วแม่จะชอบไหม? หรือแม่จะบ่นว่าสิ้นเปลืองหรือเปล่า?ขอบอกเลยว่าการเลือกของขวัญให้ถูกใจไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากเราเข้าใจความต้องการที่แท้จริง บทความนี้จึงได้รวบรวมไอเดียของขวัญแบบจัดเต็ม ไม่ว่าคุณจะมองหาของขวัญวันแม่ เพื่อสุขภาพ หรือ ของขวัญวันเกิดแม่ งบน้อย เรามีคำตอบให้ครบ พร้อมเทคนิคการเลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ เพื่อให้ของขวัญชิ้นนี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดสำหรับท่านเลือกของขวัญวันแม่อย่างไรให้ถูกใจก่อนที่จะไปดูไอเดียของขวัญ เรามาทำความเข้าใจหลักการ "เลือกอย่างไรให้แม่ปลื้ม" กันก่อน เพราะบางครั้งของที่แพงที่สุด อาจไม่ใช่ของที่ถูกใจที่สุดเสมอไป ลองใช้ Checklist 4 ข้อนี้ในการช่วยตัดสินใจสังเกตกิจวัตรประจำวัน: คุณแม่ชอบทำอะไรในเวลาว่าง? ชอบอยู่บ้านจัดสวน ชอบดูซีรีส์ หรือชอบออกไปพบปะเพื่อนฝูง ของขวัญที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของท่านมักจะถูกใจเสมอฟังสิ่งที่ท่านมักจะ "บ่น": ลองนึกย้อนดูว่าช่วงนี้คุณแม่บ่นปวดหลัง บ่นว่านอนไม่หลับ หรือบ่นว่าโทรศัพท์เครื่องเก่าเริ่มช้าหรือเปล่า? การซื้อของมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ จะแสดงถึงความใส่ใจขั้นสุดของคุณคำนึงถึงสุขภาพและวัย: เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพคือเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ของขวัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ หรือทำให้ท่านใช้ชีวิตได้สะดวกสบายขึ้น จะมีคุณค่าทางใจอย่างมากตั้งงบประมาณที่เหมาะสม: ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้หรือลำบากเพื่อให้ได้ของหรูหรา คุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่อยากให้ลูกใช้จ่ายเกินตัว มีของขวัญความหมายดีๆ มากมายที่ราคาเข้าถึงได้และสร้างความประทับใจได้ไม่แพ้กันเลือกของขวัญให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณแม่เพื่อให้การหาของขวัญวันแม่ง่ายขึ้น ลองจัดกลุ่มคุณแม่ตาม "ไลฟ์สไตล์" แล้วเลือกของขวัญที่ตอบโจทย์ความชื่นชอบของท่านดูครับ รับรองว่าให้ไปแล้วท่านได้ใช้งานจริงแน่นอน1. คุณแม่สายสุขภาพ (Health-Conscious Mom)สำหรับคุณแม่ที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี หรือคุณแม่ที่ลูกๆ อยากให้ท่านหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายมากขึ้นเครื่องตรวจวัดสุขภาพเบื้องต้น: เช่น เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล, เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด หรือเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วSmart Watch หรือ Fitness Tracker: นาฬิกาอัจฉริยะที่ช่วยนับก้าว วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และตรวจจับคุณภาพการนอนหลับแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปี: การซื้อคอร์สตรวจสุขภาพแบบเจาะลึกที่โรงพยาบาลชั้นนำ เป็นการซื้อความสบายใจที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคุณแม่และตัวคุณเองคอร์สออกกำลังกายผู้สูงวัย: เช่น คอร์สโยคะบำบัดเพื่อแก้อาการปวดเมื่อย, คอร์สเต้นซุมบ้า หรือพิลาทิสที่ออกแบบมาเพื่อวัยเก๋าโดยเฉพาะ2. คุณแม่สายบิวตี้และแฟชั่น (Beauty Fashion Mom)อายุเป็นเพียงตัวเลข! สำหรับคุณแม่ที่รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว และดูแลผิวพรรณอยู่เสมอเซ็ตสกินแคร์ลดเลือนริ้วรอย (Anti-Aging): เลือกแบรนด์เคาน์เตอร์ หรือแบรนด์เวชสำอางที่เน้นเรื่องการเติมความชุ่มชื้นและลดริ้วรอยกระเป๋าถือหรือกระเป๋าสตางค์: เลือกสีมงคลตามวันเกิด หรือสีคลาสสิกอย่าง ดำ กรมท่า เบจ ที่สามารถแมตช์ได้กับเสื้อผ้าทุกชุดเครื่องประดับที่มีความหมาย: เช่น จี้ทองคำรูปหัวใจ, สร้อยไข่มุกแท้ หรือแหวนพลอยประจำเดือนเกิดVoucher สปาและนวดหน้า: มอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ให้ท่านได้ไปผ่อนคลาย ทำทรีทเมนต์ผิวหน้าและนวดตัวระดับพรีเมียม3. คุณแม่สายแม่บ้านและงานครัว (Cooking Homebody Mom)คุณแม่ที่รักการอยู่บ้านเป็นชีวิตจิตใจ มีความสุขกับการทำอาหารให้ลูกๆ ทาน และชอบดูแลบ้านให้สะอาดตาอยู่เสมอเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Home): หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้นอัตโนมัติ ช่วยทุ่นแรงและลดอาการปวดหลังจากการทำงานบ้านเครื่องครัวนวัตกรรมใหม่: เช่น หม้อทอดไร้น้ำมันขนาดใหญ่, เตาอบไฟฟ้า, หรือเซ็ตกระทะเคลือบหินอ่อนที่ไม่ติดกระทะและล้างทำความสะอาดง่ายชุดเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ: ชุดผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น หรือหมอนยางพาราที่ช่วยรองรับสรีระช่วงคอและบ่าได้อย่างพอดีต้นไม้ฟอกอากาศ หรือ อุปกรณ์จัดสวน: สำหรับคุณแม่ที่ชอบพื้นที่สีเขียว การได้อุปกรณ์แต่งสวนชุดใหม่จะทำให้ท่านมีความสุขมาก4. คุณแม่สายเที่ยวและกิจกรรม (Travel Active Mom)สำหรับคุณแม่วัยเกษียณที่มีไฟ ชอบเดินทาง ท่องเที่ยว ถ่ายรูป และออกไปพบปะสมาคมกับกลุ่มเพื่อนรองเท้าเพื่อสุขภาพ (Walking Shoes): รองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตอุ้งเท้า ลดแรงกระแทกเวลาเดินนานๆทริปท่องเที่ยวแบบครอบครัว: จองที่พักบรรยากาศดีๆ แถวเขาใหญ่ หัวหิน หรือริมทะเล พาคุณแม่ไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศสมาร์ทโฟนกล้องสวย: อัปเกรดมือถือเครื่องใหม่ที่มีหน้าจอใหญ่ ตัวหนังสืออ่านง่าย และกล้องถ่ายรูปสวยๆ ให้แม่ไว้ถ่ายรูปลงโซเชียลอวดเพื่อนๆกระเป๋าเดินทางล้อลากน้ำหนักเบา: แบบ 4 ล้อ หมุนได้ 360 องศา ช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องออกแรงลากหนักๆ เวลาไปเที่ยวไอเดียของขวัญวันแม่ ตามความต้องการยอดฮิตเพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการ ลองมาดูไอเดียที่เจาะลึกเฉพาะกลุ่มกันบ้าง ทั้งกลุ่มที่เน้นสุขภาพเป็นหลัก และกลุ่มที่มีงบประมาณจำกัดของขวัญวันแม่ เพื่อสุขภาพ (Healthy Mother's Day Gift)การมอบสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด หากคุณเจาะจงหาของขวัญวันแม่ เพื่อสุขภาพ ลองพิจารณาลิสต์เหล่านี้รังนกแท้หรือซุปไก่สกัด: ของขวัญสุดคลาสสิกที่ดื่มง่าย บำรุงร่างกายได้ทุกวัน และสื่อถึงความห่วงใยได้เป็นอย่างดีอาหารเสริมบำรุงกระดูกและข้อ: เช่น แคลเซียมเสริมวิตามินดี หรือคอลลาเจนไทป์ทู (Type II) ที่ช่วยบำรุงเรื่องน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าโดยเฉพาะเก้าอี้นวดไฟฟ้า: ไอเทมในฝันของคุณแม่หลายคน แม้จะมีราคาสูงแต่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า ช่วยคลายปวดเมื่อยได้ทั้งครอบครัวเครื่องฟอกอากาศ: ในยุคที่ฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น เครื่องฟอกอากาศจะช่วยดูแลระบบทางเดินหายใจของคุณแม่ขณะพักผ่อนในบ้านหมอนนวดคอบ่าไหล่แบบพกพา: ราคาเข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก สามารถใช้นวดระหว่างนั่งดูทีวีหรืออ่านหนังสือได้เลยของขวัญวันเกิดแม่ งบน้อย แต่ร้อยความใส่ใจหลายคนอาจจะยังอยู่ในวัยเรียน เพิ่งเริ่มทำงาน หรือมีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ไม่ต้องกังวลไป เพราะความรักไม่ได้วัดกันที่มูลค่าของเงินตรา หากคุณกำลังหาของขวัญวันเกิดแม่ งบน้อย ลองนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับใช้ทำการ์ดอวยพรทำมือ (DIY Card): เขียนความรู้สึกจากใจจริง บอกรักและขอบคุณที่ท่านดูแลเรามา เป็นของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลกและมีคุณค่าทางใจสูงสุดทำอาหารมื้อพิเศษด้วยตัวเอง: ไม่ต้องพาไปกินร้านอาหารหรูหรา ลองเข้าครัวทำเมนูโปรดที่คุณแม่ชอบ จัดโต๊ะสวยๆ และทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอัลบั้มรูปรวมความทรงจำ: ปริ้นท์รูปภาพตั้งแต่คุณยังเด็ก จนถึงรูปคู่ปัจจุบัน ใส่สมุดอัลบั้มสวยๆ ตกแต่งเล็กน้อย รับรองว่าเปิดดูทีไรคุณแม่ก็ต้องยิ้มทำงานบ้านแทนคุณแม่ 1 วันเต็ม: ทำคูปองน่ารักๆ เขียนว่า "วันพักผ่อนของแม่" โดยคุณจะรับหน้าที่กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า และล้างจานทั้งหมดเองต้นไม้มงคลกระถางเล็ก: ราคาหลักสิบถึงหลักร้อย เช่น ต้นรวยไม่เลิก ต้นเศรษฐีเรือนใน นำไปวางประดับโต๊ะหรือระเบียงบ้าน เพิ่มความสดชื่นสบายตาให้คุณแม่เปรียบเทียบของขวัญยอดฮิต: ซื้ออะไรดี?หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ลองดูการเปรียบเทียบข้อดี ข้อควรระวัง และความเหมาะสมของของขวัญยอดฮิตแต่ละประเภท เพื่อประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย1. กระเช้าเพื่อสุขภาพ (เช่น รังนก, ซุปไก่สกัด, ผลไม้)ข้อดี: หาซื้อง่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ทานได้จริง มีประโยชน์ และดูสุภาพเป็นทางการข้อควรระวัง: อาจดูซ้ำซากจำเจหากคุณซื้อให้ท่านเหมือนกันทุกๆ ปีเหมาะกับ: คุณแม่ทุกสไตล์ โดยเฉพาะคุณแม่วัยเกษียณที่ลูกๆ ไม่ค่อยมีเวลาไปหาบ่อยๆงบประมาณแนะนำ: 500 - 2,500 บาท2. เครื่องใช้ไฟฟ้า / อุปกรณ์สมาร์ทโฮมข้อดี: ช่วยทุ่นแรงในการทำงานบ้าน ใช้งานได้นานและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปข้อควรระวัง: ต้องใช้เวลาสอนวิธีใช้งานเบื้องต้นให้ท่าน และบางครั้งผู้ใหญ่อาจไม่กล้าใช้เพราะกลัวทำพังเหมาะกับ: คุณแม่สายแม่บ้าน หรือคุณแม่ที่ชอบทำอาหารงบประมาณแนะนำ: 1,500 - 15,000 บาท3. แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือ คอร์สสปาข้อดี: เป็นการดูแลท่านอย่างล้ำลึก ช่วยให้ท่านได้ผ่อนคลายและรู้ทันปัญหาสุขภาพข้อควรระวัง: ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า และคุณอาจจะต้องจัดสรรเวลาเพื่อพาท่านเดินทางไปทำกิจกรรมนั้นๆเหมาะกับ: คุณแม่สายสุขภาพ และคุณแม่สายบิวตี้ที่ชอบดูแลตัวเองงบประมาณแนะนำ: 2,000 - 10,000+ บาท4. ของทำมือ (DIY) หรือ การทำอาหารให้ทานข้อดี: ประหยัดงบประมาณสุดๆ แต่กลับมีคุณค่าทางจิตใจสูงมาก แสดงถึงความตั้งใจจริงข้อควรระวัง: ต้องใช้เวลาและความพยายามในการจัดเตรียมค่อนข้างมากเหมาะกับ: คุณแม่ทุกสไตล์ (เชื่อเถอะว่าคุณแม่ทุกคนปลื้มแน่นอน)งบประมาณแนะนำ: 0 - 500 บาท5. เงินสด หรือ ทองคำข้อดี: คุณแม่สามารถเลือกนำไปใช้จ่าย ซื้อของที่อยากได้ หรือเก็บเป็นสินทรัพย์ได้ตามใจชอบข้อควรระวัง: สำหรับบางครอบครัว อาจดูขาดความตื่นเต้น หรือขาดความโรแมนติกในการให้ของขวัญเหมาะกับ: คุณแม่สายเก็บออม และคุณแม่สายนักลงทุนงบประมาณแนะนำ: ขึ้นอยู่กับความพร้อมและกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล3 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการซื้อของขวัญให้ผู้ใหญ่เพื่อไม่ให้ความหวังดีของคุณกลายเป็นความอึดอัดใจ นี่คือ 3 สิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่งเวลาซื้อของขวัญให้คุณแม่ของขวัญที่ท่านแพ้หรือไม่ชอบโดยเด็ดขาด: เช็กข้อมูลให้ดีก่อนซื้อว่าคุณแม่แพ้อาหารทะเล แพ้ถั่ว หรือแพ้น้ำหอมกลิ่นไหนหรือไม่ การให้ของที่ท่านแพ้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงมากอุปกรณ์ไอทีที่ใช้งานซับซ้อนเกินไป: หากคุณแม่ไม่ถนัดเทคโนโลยี การซื้อของที่ล้ำยุคมากๆ หรือมีปุ่มกดเยอะๆ อาจทำให้ท่านรู้สึกอึดอัด ทำตัวไม่ถูก และสุดท้ายของชิ้นนั้นก็จะถูกเก็บเข้าตู้ไปโดยไม่ได้ใช้งานเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ไม่ได้ลองด้วยตัวเอง: ไซส์และสรีระของผู้ใหญ่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การซื้อเสื้อผ้ากะด้วยสายตาโดยไม่ได้ให้ท่านลองก่อน อาจทำให้ใส่ไม่ได้และต้องเสียเวลาเอาไปเปลี่ยน แนะนำให้พาท่านไปเลือกซื้อและลองด้วยตัวเองจะดีที่สุดบทสรุปการเลือกของขวัญวันแม่ให้ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญวันแม่ เพื่อสุขภาพ หรือ ของขวัญวันเกิดแม่ งบน้อย หัวใจสำคัญที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ที่ราคาบนป้ายแท็ก แต่อยู่ที่ "ความใส่ใจ" ในการเลือกสิ่งของให้ตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของท่านอย่างแท้จริง เพียงแค่คุณใช้เวลาสังเกต มอบให้พร้อมกับรอยยิ้ม คำบอกรักที่ออกมาจากใจ และอ้อมกอดอุ่นๆ เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดและมีค่าที่สุดที่คนเป็นแม่ทุกคนต้องการแล้ว

กระแส T-POP ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ทำไมถึงกลับมาบูม

11 ก.ย. 2025

กระแส T-POP ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ทำไมถึงกลับมาบูม

T-POP คืออะไร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา T-POP หรือวงการเพลงไทยป็อปได้กลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทยและในต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เพลงเกาหลี K-POP กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่สิ่งที่ทำให้ T-POP กลับมามีอิทธิพลในวงการเพลงนั้นคือการปรับตัวของวงการเพลงไทยให้เข้ากับยุคสมัย โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างเสียงเพลงและความเป็นเอกลักษณ์ของไทย ทำให้ กระแส T-POP กลับมาบูมได้อย่างไม่คาดคิด การที่ T-POP กลับมามีบทบาทสำคัญในวงการเพลงไทยในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวและการเติบโตของวงการนี้ในรูปแบบที่ใหม่และทันสมัย สำหรับบทความนี้ เราจะมาพูดถึง T-POP คือ อะไร, ทำไม T-POP ถึงกลับมาบูม และปัจจัยอะไรที่ทำให้กระแส T-POP กลายเป็นที่นิยมในขณะนี้ T-POP หรือที่รู้จักกันในวงการเพลงไทยป็อป เป็นแนวเพลงที่ได้รับอิทธิพลจาก K-POP หรือเพลงป็อปจากเกาหลี แต่มีการผสมผสานเอกลักษณ์ของเพลงไทยและศิลปะการแสดงในแบบของไทย ทำให้ T-POP มีความเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร นอกจากจะเน้นในด้านเสียงเพลงที่ฟังง่ายและติดหูแล้ว ยังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนผ่านดนตรีและมิวสิกวิดีโอ ที่ทั้งสวยงามและสนุกสนาน อีกทั้งยังมีการใช้ภาษาที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้และเชื่อมโยงกับเพลงได้ดี ศิลปินในวงการ T-POP มักจะมีการผสมผสานแนวเพลงหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป็อป, แร็ป, หรืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้ฟังทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอคอนเทนต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นไทย ซึ่งทำให้ T-POP มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครในวงการเพลงเจาะลึกความสำเร็จ ทำไม T-POP ถึงกลับมาบูม การที่ T-POP กลับมาบูมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่การเติบโตของวงการเพลงไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของศิลปินและวงการเพลงไทยในยุคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การที่ กระแส T-POP กลับมามีอิทธิพลอย่างมากในตอนนี้นั้นเกิดจากหลายปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ 1. การเปิดตลาดสากล ในยุคที่โลกดิจิทัลเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว T-POP ได้เริ่มก้าวไปสู่การเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้ศิลปิน T-POP สามารถขยายฐานแฟนคลับได้อย่างรวดเร็ว การที่ศิลปินไทยเริ่มเข้าร่วมเวทีโลกในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานเทศกาลเพลงนานาชาติ หรือการเข้าร่วมกับโปรเจ็กต์ดนตรีร่วมกับศิลปินต่างประเทศ ก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตของ วงการ T-POP ไปสู่ระดับสากล 2. การปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัล ในยุคที่การเข้าถึงเพลงเป็นเรื่องง่ายผ่านการฟังวิทยุออนไลน์ และแอปพลิเคชันสตรีมมิ่ง เช่น Spotify, YouTube หรือ Apple Music ศิลปินใน วงการ T-POP ก็สามารถเผยแพร่ผลงานได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการจำกัดแค่ตลาดภายในประเทศเท่านั้น การที่เพลง T-POP สามารถเข้าถึงผู้ฟังจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างทันที นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ T-POP กลับมามีบทบาทและได้รับความนิยม 3. ความสามารถของศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินรุ่นใหม่ในวงการ T-POP มีความสามารถที่โดดเด่นในการผสมผสานเสียงเพลงกับความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงที่มีความหลากหลายหรือการออกแบบมิวสิกวิดีโอที่สะดุดตา การพัฒนาตัวตนของศิลปินเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ T-POP สามารถสร้างกระแสที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วTikTok หนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของวงการเพลง หนึ่งในเครื่องมือที่มีผลต่อกระแส T-POP คือ TikTok แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก ซึ่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เพลง T-POP กลายเป็นที่นิยม TikTok เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้เพลงสามารถเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้สามารถสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเพลงนั้น ๆ และแชร์ไปยังเพื่อนหรือผู้ติดตามจำนวนมากได้ทันที 1. ความง่ายในการสร้างคอนเทนต์ TikTok ช่วยให้การเผยแพร่เพลงใหม่ ๆ จากศิลปิน T-POP ทำได้ง่ายมากขึ้น โดยการที่เพลงสามารถกลายเป็นกระแสใน TikTok ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้สามารถใช้เพลงในคลิปของตัวเองได้ ทำให้เพลงนั้นกลายเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในวงกว้าง อีกทั้งยังมีแฮชแท็กที่ช่วยในการค้นหาเพลงและคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องได้สะดวก 2. การมีส่วนร่วมของแฟนคลับ การที่แฟนคลับสามารถสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเพลง T-POP และแชร์ไปยังกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จัก ก็ช่วยเสริมการเติบโตของ กระแส T-POP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อเพลงใดเพลงหนึ่งกลายเป็นที่นิยมใน TikTok แล้ว ก็จะทำให้เพลงนั้นถูกพูดถึงมากขึ้น และยิ่งมีการร่วมมือกับศิลปินที่มีชื่อเสียง ก็จะยิ่งเพิ่มความสนใจจากแฟนคลับและผู้ฟังมากยิ่งขึ้น 3. การใช้ Challenge หรือกิจกรรมสนุก ๆ ศิลปินและค่ายเพลงหลายแห่งใช้ฟีเจอร์ Challenge ของ TikTok เป็นหนึ่งในเครื่องมือโปรโมตเพลง เช่น การปล่อย ท่าเต้น Challenge หรือกิจกรรมที่ให้แฟนคลับร่วมสร้างคอนเทนต์ด้วยกันกับศิลปิน การมีกิจกรรมเหล่านี้ทำให้แฟนเพลงรู้สึกมีส่วนร่วมและเพิ่มความผูกพันกับเพลงและศิลปินมากยิ่งขึ้น ยิ่ง Challenge นั้นได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ เพลงก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทะยานขึ้นสู่ความเป็นไวรัล 4. ระบบอัลกอริธึมที่ผลักดันคอนเทนต์อย่างชาญฉลาด หนึ่งในจุดแข็งของ TikTok คือระบบอัลกอริธึมที่สามารถดันคอนเทนต์ให้เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามจำนวนมากก็สามารถทำให้คลิป "ปัง" ได้ ส่งผลให้เพลงจากศิลปินหน้าใหม่ใน วงการ T-POP มีโอกาสแจ้งเกิดได้ง่ายขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะแค่ศิลปินดังเพียงอย่างเดียว 5. การเกิดซ้ำของเพลงเก่าในรูปแบบใหม่ นอกจากจะผลักดันเพลงใหม่ให้เป็นที่นิยมแล้ว TikTok ยังมีส่วนสำคัญในการทำให้ เพลงเก่าในวงการ T-POP กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เช่น เพลงจากยุค 2000 ที่ถูกนำมา Remix หรือใช้ประกอบคลิปสร้างสรรค์ ทำให้ผู้ฟังรุ่นใหม่ได้รู้จักเพลงเหล่านั้นในมุมมองใหม่ ส่งผลให้ศิลปินในยุคก่อนกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ซึ่งเป็นการฟื้นฟูวงการเพลงไทยให้หลากหลายและมีมิติยิ่งขึ้นสรุป ฟังเพลงออนไลน์ที่ Atime T-POP กลับมาเป็นกระแสที่น่าจับตามองในวงการเพลงไทย ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังได้ขยายตัวไปสู่ระดับสากล และด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล หรือการใช้ TikTok เพื่อกระตุ้นความสนใจจากแฟนคลับและผู้ฟังในวงกว้าง ทำให้ กระแส T-POP กลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการสัมผัสกับ T-POP และเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงออนไลน์ที่สะดวกและง่ายดาย สามารถฟังเพลงจากศิลปิน T-POP ผ่านวิทยุออนไลน์ได้ที่ Atime ที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงเพลงใหม่ ๆ ได้ทันที ผ่านการฟังวิทยุออนไลน์หรือฟังเพลงย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเพลงยอดฮิตหรือเพลงที่คุณชื่นชอบจากวงการ T-POP คุณสามารถสนุกสนานไปกับโลกของดนตรีได้อย่างเต็มที่ที่ Atimeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี

เพลงฮิตไทยกลับมาฮิต จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ทุกคนคิดถึง

09 ก.ย. 2025

เพลงฮิตไทยกลับมาฮิต จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ทุกคนคิดถึง

ปรากฏการณ์เพลงฮิตในอดีตที่กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์เพลงฮิตไทยในอดีตที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งกลายเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ฟังหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเพลงจากยุค 90 หรือแม้แต่เพลงจากช่วงต้นปี 2000 ที่เคยเป็นที่นิยมในวงการเพลงไทยและการฟังวิทยุออนไลน์ เมื่อเพลงเหล่านี้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและการสื่อสารก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว เพลงฮิตที่คิดถึงเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความทรงจำที่ผู้คนไม่สามารถลืมได้เลยทีเดียว หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมเพลงเก่าถึงกลับมาฮิตและได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน? อาจเป็นเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงเพลงเหล่านั้นกับประสบการณ์ชีวิตของคนในทุกยุคสมัย และในบทความนี้ เราจะมาวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เพลงฮิตไทยในอดีตยังคงได้รับความนิยม และสิ่งที่ทำให้เพลงเหล่านี้กลับมาเป็นที่พูดถึงในปัจจุบันอะไรคือสิ่งที่ทำให้เพลงเหล่านั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ หลายคนอาจสงสัยว่าเพลงเก่ายอดฮิตเหล่านั้นยังคงมีความหมายและทำให้ผู้คนต้องย้อนกลับไปฟังซ้ำอยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ทำให้เพลงเหล่านี้ยังคงอยู่ในความทรงจำและสามารถสร้างอิทธิพลต่อผู้ฟังได้อย่างต่อเนื่อง อาจมาจากหลายปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการเชื่อมโยงกับชีวิตและอารมณ์ของผู้ฟัง โดยไม่ว่าจะเป็นความเรียบง่ายในเนื้อเพลงที่เข้าใจง่าย หรือการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ซึ่งทุกปัจจัยเหล่านี้ทำให้เพลงเก่า ๆ ยังคงมีความหมายและสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังทั้งในอดีตและปัจจุบันเนื้อเพลงที่เข้าใจง่าย - เพลงหลายเพลงในอดีตมักจะมีเนื้อหาที่ตรงไปตรงมา ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกได้อย่างชัดเจน เช่น เพลงรักที่ถ่ายทอดอารมณ์ของความรักอันบริสุทธิ์ หรือเพลงเศร้าที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดและความผิดหวัง เพลงเหล่านี้มักสื่อความหมายที่ลึกซึ้งและเข้าถึงจิตใจผู้ฟังได้อย่างง่ายดายดนตรีที่ติดหู - ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลงเก่ายังคงมีอิทธิพลและอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังคือ ดนตรีที่ติดหูแนวดนตรีในเพลงเก่ามีความหลากหลาย ตั้งแต่เพลงป็อปที่มีจังหวะสนุกสนาน ไปจนถึงเพลงร็อคที่เต็มไปด้วยพลัง และเพลงลูกทุ่งที่มีความเป็นเอกลักษณ์ทางด้านทำนองและการบรรยายชีวิต แนวดนตรีเหล่านี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้ฟังสามารถจดจำได้ทันทีเมื่อได้ยินการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในชีวิต - หลาย ๆ ครั้ง เพลงเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ซึ่งทำให้เพลงเหล่านั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือความทรงจำที่มีค่า นอกจากนี้เพลงประกอบละครดัง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เพลงเก่ากลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพลงเหล่านี้ถูกใช้เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ชมในละคร ซึ่งทำให้เพลงนั้นไม่เพียงแต่เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น แต่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างยาวนานศิลปินที่มีอิทธิพลในอดีต และผลงานที่สร้างชื่อเสียง หลายศิลปินที่เคยมีชื่อเสียงในอดีตได้สร้างผลงานเพลงที่ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขากลายเป็นที่รู้จักในยุคนั้น แต่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังมาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขามีบทบาทสำคัญในวงการเพลงไทย โดยเฉพาะศิลปินที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาแนวดนตรีในช่วงเวลานั้น ตัวอย่างศิลปินที่มีผลงานเพลงฮิตไทยในอดีต ได้แก่เสก โลโซ - นักร้องและนักแต่งเพลงที่สร้างชื่อเสียงด้วยเพลงร็อคสุดมันส์ที่เป็นเอกลักษณ์บิ๊กแอส - วงดนตรีร็อคที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุค 90 เพลงของพวกเขามักสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนในช่วงเวลานั้นปาล์มมี่ - ศิลปินที่เป็นที่รักในหมู่ผู้ฟังเพลงป็อป โดยเพลงของเธอมีทั้งความสดใสและความเศร้า ซึ่งทำให้หลายคนสามารถเชื่อมโยงกับเพลงของเธอได้ง่ายความผูกพันระหว่างเพลงกับช่วงเวลาหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของผู้ฟัง หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เพลงฮิตไทยในอดีตกลับมาฮิตอีกครั้ง ก็คือความผูกพันที่มีระหว่างเพลงเหล่านั้นกับช่วงเวลาหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของผู้ฟัง เพลงเหล่านี้มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่สำคัญ เช่นเพลงประกอบละครดัง - เพลงที่ใช้เป็นเพลงประกอบละครมักได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้ชม ซึ่งทำให้เพลงเหล่านั้นเชื่อมโยงกับความทรงจำที่ดีในช่วงเวลาที่เราได้ดูละครเพลงในงานสำคัญ - เพลงที่ฟังในงานแต่งงานหรือในงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูง มักจะถูกจำไปตลอดชีวิต เมื่อได้ยินเพลงนั้นอีกครั้ง มันจะทำให้เรานึกถึงช่วงเวลานั้นทันทีเพลงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิต - เพลงบางเพลงที่มีความหมายพิเศษและเป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้หวนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตสรุปถึงความสำคัญของเพลงฮิตในอดีตที่ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนในปัจจุบันสามารถเลือกฟังวิทยุออนไลน์ได้ที่ Atime เพลงฮิตไทยในอดีตที่กลับมาฮิตอีกครั้งไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วขณะ แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความทรงจำและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพลงเก่ายอดฮิตเหล่านี้ทำให้ผู้ฟังสามารถย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่มีความสุข ความรัก หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ทำให้พวกเขารู้สึกเศร้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำที่ไม่สามารถลืมได้ การฟังเพลงเหล่านี้ไม่เพียงแค่ทำให้เรานึกถึงอดีต แต่ยังช่วยให้เราได้รู้สึกถึงอารมณ์ที่หลากหลาย ที่อาจถูกเก็บซ่อนไว้ในหัวใจของเรามานาน การกลับมาของเพลงฮิตที่คิดถึงเหล่านี้จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ให้กับคนในทุกช่วงวัย และในบางครั้งยังช่วยเชื่อมต่อระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ผ่านการฟังเพลงที่มีคุณค่าและความหมาย สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาสถานที่ที่ให้คุณสามารถฟังเพลงฮิตไทยในอดีตได้อย่างครบครันและทันสมัย เราขอแนะนำให้คุณลองฟังวิทยุออนไลน์ที่ Atime ที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การฟังเพลงของคุณให้ครบรส ไม่ว่าจะเป็นการฟังสดหรือการฟังย้อนหลังที่สะดวกสบาย ทุกคนสามารถพบกับเพลงฮิตที่คิดถึงได้ที่นี่จัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

20 ไอเดียของขวัญปีใหม่ 2026 เลือกอย่างไรให้ถูกใจผู้ใหญ่และวัยรุ่น

18 ธ.ค. 2025

20 ไอเดียของขวัญปีใหม่ 2026 เลือกอย่างไรให้ถูกใจผู้ใหญ่และวัยรุ่น

ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุขกันแล้ว "การเลือกซื้อ ของขวัญปีใหม่" กลายเป็นภารกิจสำคัญที่หลายคนเริ่มมองหา ไม่ว่าจะเป็นการมอบเพื่อแสดงความขอบคุณ การกระชับความสัมพันธ์ หรือการสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่เรารัก แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือ ไม่รู้จะซื้ออะไรดี? ซื้อไปแล้วเขาจะชอบไหม? หรือจะเลือก ของขวัญปีใหม่ 2568 อย่างไรให้ดูทันสมัยและใช้ประโยชน์ได้จริงทำไมการเลือกของขวัญปีใหม่ถึงสำคัญต่อความสัมพันธ์? การให้ของขวัญไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนสิ่งของ แต่มันคือการส่งต่อ "ความรู้สึก" และ "คำขอบคุณ" ในรอบปีที่ผ่านมา การเลือกของขวัญที่ผ่านการคิดมาอย่างดี จะช่วยสร้างความประทับใจได้มากกว่าของที่มีราคาสูงแต่ไม่ได้ใช้งานจริง โดยเฉพาะในปี 2568 ที่เทรนด์การให้ของขวัญเริ่มเปลี่ยนไปสู่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ (Wellness), เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก (Smart Gadget) และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability)เทรนด์ของขวัญปีใหม่ 2568 มีอะไรน่าสนใจบ้าง? ก่อนจะไปดูลิสต์ของขวัญ เรามาอัปเดตเทรนด์ในปีนี้กันก่อนค่ะ เพื่อให้ของขวัญของคุณดูไม่เอาท์Health Wellness: สินค้าดูแลสุขภาพยังคงมาแรงเป็นอันดับ 1Home Office Comfort: ของแต่งบ้านที่เน้นความผ่อนคลายEco-Friendly: ของขวัญที่ทำจากวัสดุรักษ์โลกExperience Gifts: การให้บัตรกำนัลที่พัก หรือคอร์สเรียนสั้นๆไอเดียของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใหญ่ เน้นความมีภูมิฐานและสุขภาพ การเลือก ของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือหัวหน้างาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความมีกาลเทศะ" และ "ประโยชน์ใช้สอย"1. กระเช้าผลไม้พรีเมียมหรือผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก แทนที่จะเป็นกระเช้าขนมปังปี๊บแบบเดิม ลองเปลี่ยนเป็นกระเช้าผลไม้นำเข้าตามฤดูกาล หรือเซตน้ำผึ้งป่าแท้ ชาสมุนไพรเกรดพรีเมียม ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจในสุขภาพของผู้รับ2. อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare Gadgets) ในปี 2568 เทคโนโลยีสุขภาพเข้าถึงง่ายขึ้น เช่นเครื่องนวดคอบ่าไหล่แบบพกพาเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่วัดค่าออกซิเจนและหัวใจได้ (เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุ)3. ชุดเครื่องหอมและสปา (Aromatherapy) ช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลายจากการพักผ่อนที่บ้าน ลองเลือกก้านไม้หอม (Reed Diffuser) กลิ่นที่นุ่มนวล เช่น มะลิ, ลาเวนเดอร์ หรือไม้กฤษณาไอเดียของขวัญปีใหม่ วัยรุ่น เน้นมีสไตล์ ความสนุก และเทคโนโลยี สำหรับ ของขวัญปีใหม่ วัยรุ่น หรือกลุ่มเพื่อนวัยทำงาน (First Jobber) ความโดดเด่นและฟังก์ชันการใช้งานคือหัวใจหลัก1. IT Gadget Accessories วัยรุ่นยุคนี้อยู่กับหน้าจอและเสียงเพลง ของขวัญที่ได้รับความนิยมเสมอคือหูฟังไร้สาย (TWS) ดีไซน์สวยลำโพงบลูทูธขนาดพกพาสำหรับสายแคมป์ปิ้งหรือปาร์ตี้พาวเวอร์แบงค์ความจุสูงที่รองรับ Fast Charge2. ของตกแต่งโต๊ะทำงาน (Desk Setup) เทรนด์จัดโต๊ะทำงานคอมพิวเตอร์กำลังมาแรงโคมไฟหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Screenbar)แผ่นรองเมาส์ขนาดใหญ่ลายอาร์ตๆคีย์บอร์ดกลไก (Mechanical Keyboard) สีสันสดใส3. สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์กระเป๋าผ้าแบรนด์ดังที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลเสื้อผ้าแนว Streetwear หรือหมวกแก๊ปกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิทัลคอมแพคยุค Y2K ที่กลับมาฮิตอีกครั้ง5 ขั้นตอนเลือกของขวัญปีใหม่ให้โดนใจไม่มีพลาด หากคุณยังตัดสินใจไม่ได้ ลองใช้ Checklist นี้ตรวจสอบเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์: ผู้รับชอบทำอะไรในเวลาว่าง? (ออกกำลังกาย, ทำอาหาร, เล่นเกม)กำหนดงบประมาณ: ตั้งงบไว้ในใจเพื่อบีบขอบเขตการเลือกให้แคบลงตรวจสอบความจำเป็น: ของชิ้นนี้เขามีหรือยัง? ถ้ามีแล้ว ของเราดีกว่าหรือต่างอย่างไร?ใส่ใจแพ็กเกจจิ้ง: การห่อของขวัญที่สวยงามช่วยเพิ่มมูลค่าทางจิตใจได้มหาศาลเขียนการ์ดอวยพร: อย่าลืมแนบข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือ เพิ่มความ Exclusiveวิธีการเลือก "ของขวัญปีใหม่ 2568" ตามงบประมาณ ไม่ว่าคุณจะมีงบเท่าไหร่ ก็สามารถหาของขวัญที่ดูดีได้ ดังนี้งบประมาณไม่เกิน 500 บาทเทียนหอม: เลือกกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ แพ็กเกจมินิมอลต้นไม้มงคลขนาดเล็ก: เช่น ต้นยางอินเดีย หรือลิ้นมังกรแคระ ใส่กระถางเซรามิกสวยๆสมุดแพลนเนอร์ปี 2569: เหมาะสำหรับสายจดบันทึกและพนักงานออฟฟิศงบประมาณ 500 - 1,500 บาทเครื่องชงกาแฟพกพา: สำหรับสายแคมป์ปิ้งหรือคนรักกาแฟชุดหม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์: ตอบโจทย์เด็กหอหรือคนอยู่คอนโดบัตรของขวัญ (Gift Card): เช่น บัตร Starbuck หรือบัตร Central ซึ่งช่วยให้ผู้รับเลือกสิ่งที่ต้องการได้เองงบประมาณ 2,000 บาทขึ้นไปเครื่องดูดฝุ่นโรบอท: ตัวช่วยทุ่นแรงในบ้านแท็บเล็ตระดับเริ่มต้น: สำหรับการเรียนหรือความบันเทิงคอร์สสปาพรีเมียม: มอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับ 5 ดาวคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับของขวัญปีใหม่Q: ซื้อของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย เลือกอะไรดี?A: เน้นของที่ใช้งานได้จริง เช่น เนคไทคุณภาพดี, กระเป๋าสตางค์หนังแท้, หรืออุปกรณ์กอล์ฟ/ออกกำลังกาย หากชอบดื่ม แนะนำเป็นเซตกาแฟดริปพรีเมียมค่ะQ: ของขวัญปีใหม่วัยรุ่นที่งบประหยัดแต่ดูแพงมีอะไรบ้าง?A: แนะนำ "Case โทรศัพท์มือถือ" แบรนด์ดัง หรือ "GripTok" ลายศิลปิน/การ์ตูนที่กำลังฮิต รวมถึง "โคมไฟพระจันทร์" ที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนได้ดีQ: การจับฉลากปีใหม่ควรเลือกของขวัญแบบไหน?A: ควรเลือกของที่เป็น Unisex (ใช้ได้ทุกเพศ) และมีมูลค่าตามที่ตกลงกันไว้ ของที่แนะนำคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิคุณภาพสูง (Yeti/Stanley)ส่งต่อความสุขด้วยของขวัญที่มาจากใจ การเลือก ของขวัญปีใหม่ ไม่ใช่เรื่องยากหากเราเริ่มต้นจาก "ความใส่ใจ" ไม่ว่าจะเป็น ของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใหญ่ ที่เน้นความเคารพรัก หรือ ของขวัญปีใหม่ วัยรุ่น ที่เน้นความสนุกสนาน สิ่งสำคัญคือการเลือกให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้รับและงบประมาณของผู้ให้ สำหรับปี ของขวัญปีใหม่ 2568 นี้ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเลือกซื้อของขวัญ และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุขและความประทับใจจากการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กันนะคะ

วันคริสต์มาสคือวันอะไร? แจก 7 เคล็ดลับจัดงานสุดปัง!

18 ธ.ค. 2025

วันคริสต์มาสคือวันอะไร? แจก 7 เคล็ดลับจัดงานสุดปัง!

ในช่วงปลายปีที่อากาศเริ่มเย็นสบายและบรรยากาศแห่งความสุขอบอวล การวางแผนจัดงานเฉลิมฉลอง วันคริสต์มาสคือภารกิจสำคัญของใครหลายคน จากการรวมญาติอบอุ่นในครอบครัวไปจนถึงปาร์ตี้บริษัทที่ยิ่งใหญ่ กิจกรรมในวันคริสต์มาส ถือเป็นไฮไลท์ของการปิดท้ายปี แต่การจัดงานที่ “สุดปัง” ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ! มันต้องอาศัยการวางแผนอย่างเป็นระบบ การเข้าใจในคอนเซ็ปต์ของเทศกาล และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้งานของคุณมีความแตกต่างไม่เหมือนใครวันคริสต์มาสคือวันอะไร?วันคริสต์มาส ในความหมายทางศาสนา วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี คือวันแห่งการเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่เน้นย้ำถึงความรัก, การให้อภัย, และความหวังความสำคัญทางจิตวิญญาณการประสูติของพระเยซูเปรียบเสมือน "ของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุด" ที่ถูกมอบให้แก่มวลมนุษย์ นั่นจึงเป็นที่มาของธรรมเนียมการแลกของขวัญในปัจจุบันความสำคัญทางวัฒนธรรมสมัยใหม่วันคริสต์มาสได้วิวัฒนาการมาเป็นเทศกาลแห่งครอบครัวและการรวมตัว โดยเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหยุดพักผ่อนเพื่อใช้เวลากับคนที่รัก และเป็นโอกาสในการส่งต่อความเมตตาให้กับผู้อื่นประวัติวันคริสต์มาสและที่มาของธรรมเนียมสุดคลาสสิกการจัดปาร์ตี้คริสต์มาสที่สมบูรณ์แบบส่วนใหญ่มีการอ้างอิงถึงธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา เรามาดูกันว่า ประวัติวันคริสต์มาส ได้กำหนดธรรมเนียมที่เราใช้จัดงานในปัจจุบันได้อย่างไรการประดับไฟในอดีต ชาวโรมันโบราณใช้ไฟเพื่อเฉลิมฉลองช่วงวันเหมายัน (Winter Solstice) เมื่อธรรมเนียมคริสต์มาสเข้ามาแทนที่ ไฟจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซูผู้เป็น "แสงสว่างแห่งโลก" (Light of the World)ซานตาคลอส (Santa Claus)มีต้นกำเนิดจากนักบุญนิโคลัสในตุรกี ผู้มีชื่อเสียงด้านความใจดีและการให้ของขวัญแก่คนยากจน ในศตวรรษที่ 19 ซานตาคลอสถูกนำมาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นชายชราใจดีที่บินมาพร้อมกับรถเลื่อนการร้องเพลงคริสต์มาส (Caroling)มีต้นกำเนิดในยุคกลาง โดยเริ่มจากการร้องเพลงเต้นรำรอบกองไฟ (Carole) ก่อนจะถูกนำมาปรับใช้ในการร้องเพลงสวดเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการประสูติไอเดียการเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน การเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาส มักจะมีองค์ประกอบหลักๆ ที่เหมือนกันคือการแขวนถุงเท้าไว้หน้าเตาผิง, การติดพวงมาลัย (Wreath) ที่หน้าประตู และการเปิดไฟประดับรอบบ้าน รวมไปถึงการเข้าร่วมพิธีมิสซาเที่ยงคืนที่โบสถ์เพื่อซึมซับบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และอบอุ่นเรื่องเกี่ยวกับวันคริสต์มาสที่คุณต้องรู้!มาเพิ่มความสนุกกับสิ่งที่คุณอาจยังไม่เคยได้ยินมาก่อนซานตาคลอสไม่ได้ใส่ชุดแดงมาตั้งแต่แรกเดิมทีภาพลักษณ์ของนักบุญนิโคลัสสวมชุดหลายสี แต่สีแดงกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับโลกหลังจากแคมเปญโฆษณาของ Coca-Cola ในยุค 1930เพลง "Jingle Bells" ไม่ใช่เพลงคริสต์มาสเดิมทีเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่อใช้ในเทศกาล Thanksgiving (วันขอบคุณพระเจ้า) ต่างหากถุงเท้าคริสต์มาสมาจากความบังเอิญตามตำนาน นักบุญนิโคลัสหย่อนเหรียญทองลงในปล่องไฟแล้วเหรียญตกลงไปในถุงเท้าที่ตากไว้พอดีต้นคริสต์มาสกินได้?ในอดีตชาวเยอรมันประดับต้นไม้ด้วยอาหาร เช่น แอปเปิล ถั่ว และคุกกี้ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นของตกแต่งพลาสติกในปัจจุบันคริสต์มาสคือฤดูกาลแห่งการเลิกกันน้อยที่สุดจากสถิติโซเชียลมีเดียพบว่า ช่วงก่อนคริสต์มาส 2 สัปดาห์เป็นช่วงที่คนเลิกกันน้อยที่สุด เพราะทุกคนอยากใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกันแนะนำการจัดการงบประมาณนการจัดงาน ไม่ให้บานปลายการกำหนดงบประมาณที่ชัดเจนตั้งแต่แรกเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ปาร์ตี้ของคุณไม่สิ้นเปลือง ควรจะแบ่งงบประมาณออกเป็นหมวดหมู่อาหารและเครื่องดื่ม (40%): เป็นส่วนที่ใช้จ่ายมากที่สุด ควรจัดเมนูที่คุ้มค่าและสามารถทำล่วงหน้าได้การตกแต่งและบรรยากาศ (30%): ลงทุนกับแสงไฟและดนตรี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการสร้าง Moodของขวัญและรางวัล (20%): งบประมาณสำหรับกิจกรรมแลกของขวัญและรางวัลสำหรับเกมต่าง ๆเบ็ดเตล็ด (10%): เช่น ค่าเช่าสถานที่ (ถ้ามี), ค่าทำความสะอาด, ค่าอุปกรณ์เสริมแจก 7 เคล็ดลับจัดงานปาร์ตี้คริสต์มาสสุดปังการเป็นเจ้าภาพจัดงานปาร์ตี้คริสต์มาสที่น่าจดจำ ไม่ใช่แค่การมีอาหารอร่อยและการตกแต่งสวยงามเท่านั้น แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงทุกประสาทสัมผัสและเต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์ กิจกรรมในวันคริสต์มาส ที่สุดยอดต้องอาศัยการวางแผนกลยุทธ์ที่ทำให้งานของคุณแตกต่างจากงานเลี้ยงทั่วไป นี่คือ 7 เคล็ดลับทองคำ ที่ผ่านการคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเวนต์ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถเนรมิตปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ สร้างความสุขที่ยั่งยืน และทำให้แขกทุกคนรู้สึกพิเศษจนต้องแชร์รูปภาพลงโซเชียลมีเดียเลือกธีมสีที่ดูดีและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแทนที่จะใช้แค่สีแดงและสีเขียวแบบเดิมๆ ลองยกระดับงานของคุณด้วยการเลือกโทนสีที่ดูทันสมัยและเข้ากับสถานที่ เช่น ธีม "Winter Wonderland" ที่เน้นสีขาวและเงินเพื่อความหรูหรา หรือธีม "Rustic Christmas" ที่เน้นงานไม้และสีน้ำตาลธรรมชาติเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูอบอุ่นเป็นกันเอง การคุมโทนสีให้ชัดเจนตั้งแต่วงกบประตูไปจนถึงผ้าปูโต๊ะ จะช่วยให้งานปาร์ตี้ของคุณดูเป็นระเบียบและเป็นมืออาชีพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเน้นการจัดแสงไฟแบบ Warm White เพื่อสร้างมู๊ดเคล็ดลับความปังที่หลายคนมองข้ามคือการควบคุม "แสงสว่าง" ภายในงาน โดยการปิดไฟเพดานที่มีความสว่างจ้าเกินไป แล้วแทนที่ด้วยไฟเส้น (Fairy Lights) หรือไฟประดับสีส้มนวล (Warm White) พาดผ่านตามมุมห้องหรือบนต้นคริสต์มาส แสงไฟที่นุ่มนวลจะไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูน่าค้นหาและอบอุ่น แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้แขกถ่ายรูปออกมาผิวสวยและภาพดูมีมิติมากขึ้นอีกด้วยจัดมุมอาหารและเครื่องดื่มแบบ "บริการตัวเอง" (DIY Bar)ลดภาระการดูแลแขกของเจ้าภาพด้วยการจัดมุมอาหารที่แขกสามารถร่วมสนุกและสร้างสรรค์เมนูในแบบของตนเองได้ เช่น การจัด "Hot Cocoa Bar" ที่มีเครื่องเคียงอย่างมาชเมลโลว์และแท่งซินนามอน หรือมุม "Mini Slider" ที่แขกสามารถเลือกท็อปปิ้งเองได้ กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยลดขั้นตอนการบริการแล้ว ยังเป็นจุดรวมตัวที่ทำให้แขกได้ยืนพูดคุยสังสรรค์กันยกระดับกิจกรรมแลกของขวัญให้น่าตื่นเต้นกว่าเดิมเปลี่ยนการจับฉลากที่แสนธรรมดาให้กลายเป็นกิจกรรมไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอยด้วยการเพิ่มกติกาที่สร้างสรรค์ เช่น การเล่นเกม "White Elephant" ที่อนุญาตให้แขกสามารถขโมยของขวัญจากคนก่อนหน้าได้ หรือการกำหนดโจทย์ของขวัญที่ "ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรชื่อเล่น" เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ การเพิ่มเรื่องราวและกติกาลงไปในการแลกของขวัญจะช่วยสร้างเสียงหัวเราะและความตื่นเต้นที่เป็นจุดสูงสุดของงานปาร์ตี้คริสต์มาสปีนี้กระตุ้นบรรยากาศด้วยกลิ่นหอมประจำเทศกาลประสาทสัมผัสเรื่อง "กลิ่น" คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แขกเข้าถึงจิตวิญญาณของเทศกาลคริสต์มาสได้ทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้างาน ลองใช้เทียนหอมหรือเครื่องพ่นอโรม่ากลิ่นไม้สน (Pine), อบเชย (Cinnamon) หรือกลิ่นเปลือกส้มอบแห้งมาประดับไว้ตามจุดต่างๆ กลิ่นหอมที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกของแขกเข้ากับความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับวันคริสต์มาส และทำให้บ้านของคุณดูสะอาดและน่าอยู่มากยิ่งขึ้นจัดเพลย์ลิสต์เพลงที่คุมโทนบรรยากาศตั้งแต่ต้นจนจบเสียงเพลงคือตัวกำหนดจังหวะความสนุกของงานเลี้ยง ดังนั้นคุณควรจัดเรียงลำดับเพลงล่วงหน้าโดยแบ่งเป็นช่วงๆ เริ่มจากเพลงแนว Jazz Christmas เบาๆ ในช่วงเปิดตัวและรับประทานอาหารเพื่อขับกล่อมให้แขกรู้สึกผ่อนคลาย หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เร่งจังหวะเป็นเพลง Pop Christmas ที่คุ้นหูในช่วงทำกิจกรรมแลกของขวัญ เพื่อกระตุ้นให้แขกรู้สึกตื่นตัวและสนุกสนานไปกับเสียงเพลงที่คัดสรรมาอย่างถูกที่ถูกเวลาออกแบบมุมถ่ายภาพพร้อมพร็อพสุดเก๋ในยุคโซเชียลมีเดีย มุมถ่ายภาพคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยโปรโมตความสำเร็จของงานคุณผ่านรูปภาพที่แขกนำไปโพสต์ลงอินสตาแกรมหรือติ๊กต็อก ควรจัดพื้นที่เล็กๆ ที่มีฉากหลังสวยงามเข้ากับธีมงาน พร้อมตะกร้าพร็อพ เช่น หมวกซานต้า, แว่นตาแฟนซี หรือป้ายคำพูดสนุกๆ ที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาส การมีพื้นที่ที่จัดแสงมาอย่างดีและมีอุปกรณ์พร้อมสับ จะทำให้แขกเพลิดเพลินกับการเก็บภาพความประทับใจและช่วยกระจายบรรยากาศความสุขออกไปสู่โลกออนไลน์

ไอเดีย ของขวัญจับฉลากปีใหม่ 2026

16 ธ.ค. 2025

ไอเดีย ของขวัญจับฉลากปีใหม่ 2026

ไอเดียของขวัญปีใหม่ 2569ช่วงสิ้นปีใกล้เข้ามาแล้ว ใครที่กำลังมองหาไอเดีย ของขวัญปีใหม่ 2569 เพื่อใช้ในการ จับฉลาก ที่ออฟฟิศ หรือกลุ่มเพื่อน แต่ยังไม่รู้จะเลือกอะไรดีให้ถูกใจทุกคนและคุ้มค่าตามงบประมาณวันนี้ Chillon เราได้รวบรวม 6 หมวดหมู่ของขวัญที่รับประกันว่า "ปัง" และใช้งานได้จริงมาให้แล้วค่ะ!6 หมวดหมู่สุดฮิต: ไอเดียของขวัญจับฉลากปีใหม่ 2569ชุดเครื่องหอม: มอบการพักผ่อนและความผ่อนคลาย (Aromatherapy Set)หลังการทำงานหนักมาตลอดปี ชุดเครื่องหอม คือการมอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและความผ่อนคลายให้ผู้รับโดยตรง กลิ่นหอมๆ สามารถช่วยลดความเครียดและเพิ่มพลังบวกได้ดีทริกการเลือกเทียนหอม: เลือกกลิ่นยอดนิยม เช่น ลาเวนเดอร์ (ผ่อนคลาย), ส้ม/ซิตรัส (สดชื่น), หรือวานิลลา (อบอุ่น)ก้านไม้หอม (Diffuser): เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย เพราะไม่ต้องจุดไฟ เหมาะสำหรับห้องนอนหรือโต๊ะทำงานเหมาะสำหรับ: ผู้ที่ทำงานหนัก, คนรักการตกแต่งบ้าน, ผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นบำบัดแก้วเก็บอุณหภูมิ: ของขวัญที่ "ใช่" สำหรับยุค Work From Anywhereเป็นของขวัญที่ใช้งานได้จริงในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะดื่มน้ำ ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม แก้วเก็บอุณหภูมิ คุณภาพดีจะช่วยรักษาอุณหภูมิของเครื่องดื่มได้ยาวนานตลอดวันทริกการเลือก: เลือกสีกลางๆ (ดำ, ขาว, เทา, กรมท่า) หรือสีพาสเทลยอดนิยม และเน้นแบรนด์ที่ไว้ใจได้ในเรื่องการเก็บความเย็น/ร้อน รวมถึงเลือกขนาดที่พอดีมือและสามารถวางในช่องวางแก้วในรถได้เหมาะสำหรับ: ทุกเพศทุกวัย, พนักงานออฟฟิศ, คนที่เดินทางบ่อย, และสายออกกำลังกายต้นไม้มงคล: ของขวัญสายรักษ์โลก พร้อมความหมายดีๆ (Auspicious Plants)การให้ต้นไม้มงคลเป็นของขวัญสื่อถึง ความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ และการเริ่มต้นใหม่ เป็นของขวัญที่มี "ชีวิต" และสามารถนำไปประดับตกแต่งโต๊ะทำงานหรือบ้านได้ทันทีทริกการเลือก: เลือกต้นไม้ขนาดเล็กที่ดูแลรักษาง่าย เช่น กระบองเพชร (สื่อถึงความอดทนและแข็งแกร่ง), ลิ้นมังกรแคระ (ช่วยฟอกอากาศและปัดเป่าสิ่งไม่ดี), หรือ พลูด่าง (เสริมความเป็นสิริมงคลด้านเงินทอง)เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ชอบแต่งบ้าน, ผู้ที่ใช้ชีวิตในคอนโด, สายมู (ผู้ที่เชื่อเรื่องโชคลาง)เครื่องเขียน: ของขวัญที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่และการเรียนรู้การให้ เครื่องเขียน สื่อถึงการเริ่มต้น วางแผนชีวิตและเป้าหมายใหม่ ในปี 2569 ที่จะมาถึงทริกการเลือก: เลือก สมุดแพลนเนอร์/ไดอารี่ ประจำปี 2026 ที่มีดีไซน์สวยงาม หรือชุดปากกาพรีเมียม ที่ช่วยให้การทำงานหรือการเรียนสนุกขึ้นเหมาะสำหรับ: นักเรียน นักศึกษา, คนทำงานที่ต้องจดบันทึก, ผู้ที่ชอบวางแผนรายวัน/รายเดือนเครื่องใช้ไฟฟ้า: ของขวัญที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่าสำหรับงบที่สูงขึ้นมาหน่อยเครื่องใช้ไฟฟ้า ขนาดเล็กคือตัวเลือกที่ใครได้ไปก็แฮปปี้ เพราะช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันทริกการเลือก: เน้นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ได้บ่อย เช่น หม้อต้มอเนกประสงค์, เครื่องปิ้งขนมปัง/แซนด์วิช, โคมไฟตั้งโต๊ะแบบมินิมอล, หรือ เครื่องพ่นไอน้ำ (เพิ่มความชื้นและลดอาการภูมิแพ้)เหมาะสำหรับ: นักเรียน นักศึกษาที่อยู่หอ, ผู้ที่อยู่คอนโด, ผู้ที่ชอบทำอาหารง่ายๆเวาเชอร์ / บัตรกำนัล: มอบ "อิสระในการเลือก" (The Freedom of Choice)นี่คือของขวัญสำหรับคนที่ไม่แน่ใจในรสนิยมของผู้รับ การให้ บัตรกำนัล (Gift Voucher) คือการมอบ อำนาจการตัดสินใจ ให้ผู้รับได้เลือกสิ่งที่เขาต้องการจริงๆทริกการเลือกเลือกบัตรกำนัลของ ห้างสรรพสินค้า (ใช้ได้หลากหลายที่สุด)เลือก เวาเชอร์ร้านกาแฟชื่อดัง หรือ ร้านอาหาร ที่มีสาขาเยอะข้อควรระวัง: ตรวจสอบวันหมดอายุของบัตรให้ชัดเจนก่อนมอบให้ค่ะเหมาะสำหรับ: ทุกเพศทุกวัย, ผู้ที่คุณไม่แน่ใจความชอบส่วนตัว, และผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยสุดท้ายนี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลอง มีความสุขกับการเลือกซื้อและมอบของขวัญให้กับคนพิเศษนะคะ

TCAS

เจาะลึก ‘คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์’ ห้องเรียนคือป่ากว้าง พลิกโฉมสู่เทคโนโลยีล้ำ และ Green Jobs ที่ AI แทนที่ไม่ได้!

19 มิ.ย. 2026

เจาะลึก ‘คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์’ ห้องเรียนคือป่ากว้าง พลิกโฉมสู่เทคโนโลยีล้ำ และ Green Jobs ที่ AI แทนที่ไม่ได้!

หากพูดถึงหนึ่งในคณะระดับตำนานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แน่นอนว่าชื่อของ "คณะวนศาสตร์" ย่อมลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ หลายคนมักจะมีความเข้าใจผิดแบบเดิมๆ ว่า เรียนคณะนี้ไปเพื่อ "ปลูกป่า" หรือ "ไปเป็นคนเฝ้าป่า" เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว วนศาสตร์ในยุคปัจจุบันได้ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ไปไกลมาก โดยเป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ขั้นสูง นวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์วิกฤตโลกเดือดและรองรับกระแสตลาดแรงงานสีเขียวทั่วโลกวันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกรีวิวชีวิตจริงของชาววนศาสตร์ ตั้งแต่ด่านวิ่งสัมภาษณ์ หลักสูตรการเรียนสุดเข้มข้น ห้องแล็บเสมือนจริง และเส้นทางอาชีพอนาคตไกลที่คุณอาจคาดไม่ถึง!หนึ่งเดียวในประเทศไทย ผู้นำศาสตร์แห่งป่าไม้ระดับโลกคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถือเป็น คณะด้านป่าไม้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เปิดสอนมาอย่างยาวนานจนถึงรุ่นที่ 91 แล้ว และมีชื่อเสียงในฐานะสถาบันด้านป่าไม้และการเกษตรที่ติดอันดับ Top 60 ของโลก ปรัชญาการเรียนของที่นี่ไม่ใช่แค่การรักษาป่าแบบตัดขาดจากโลกภายนอก แต่คือการเรียนรู้ที่จะ "ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน" เพื่อดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่า และแหล่งต้นน้ำอันเป็นสมบัติของคนทั้งโลกจุดเด่นที่น่าสนใจของคณะนี้ประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ เรียนจริงปฏิบัติจริง, วิทยาศาสตร์เข้มข้น (หลักสูตรสายวิทย์เต็มตัว), และ ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ที่เข้ามาช่วยทลายภาพจำเก่าๆ ของงานป่าไม้ไปอย่างสิ้นเชิงเจาะลึก 6 ภาควิชา และห้องปฏิบัติการนวัตกรรมสุดล้ำแม้ว่านิสิตระดับปริญญาตรีทุกคนจะเข้ามาในหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตเหมือนกัน แต่เมื่อขึ้นชั้นปีที่สูงขึ้น จะมีการเลือกแยกย้ายไปตามแขนงวิชาและสาขาเฉพาะทางภาควิชาวิศวกรรมป่าไม้ (VR Simulator Lab): ลบภาพจำเรื่องการแบกขวานเข้าป่า เพราะที่นี่ใช้อุปกรณ์ VR และเครื่องจำลองเสมือนจริง (Simulator) ระดับสูง เพื่อให้นิสิตฝึกทักษะการบังคับเครื่องจักรกลป่าไม้ขนาดใหญ่ เช่น รถตัดไม้ (Harvester) และรถคีบซุง (Forwarder) รวมถึงการฝึกเลื่อยตัดกิ่งไม้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย ก่อนจะไปสัมผัสเครื่องจักรจริงที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาทภาควิชาการจัดการป่าไม้ (Tree-Ring Lab หรือแล็บวงปีไม้): ศาสตร์แห่งการอ่านความทรงจำของต้นไม้ (Dendrochronology) ที่นี่ศึกษาและนับวงปีไม้สักหรือไม้สน เพื่อใช้เป็น "สมุดบันทึกเหตุการณ์โลก" ย้อนกลับไปดูสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์ไฟป่าในอดีตได้ไกลกว่า 400 ปี ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์นี้ยังถูกนำไปใช้ในชั้นศาล เพื่อตรวจพิสูจน์สิทธิ์และอายุไม้ในคดีความข้อพิพาทเรื่องที่ดินหรือคดีครอบครองปรปักษ์อีกด้วยภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ (Tissue Culture Lab หรือแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ): เป็นห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อระดับสูง นิสิตจะได้เรียนรู้วิธีการทำ Tissue Culture เพื่อขยายพันธุ์พืชป่าเศรษฐกิจหรือไม้ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ เช่น "ไม้จันทน์หอม" เพื่อให้ได้ต้นอ่อนจำนวนมากที่มีลักษณะเด่นถอดแบบมาจากต้นแม่พันธุ์ 100%ภาควิชานวนวัตวิทยา (Soil Lab Arborist): เพราะดินคือรากฐานของชีวิต พร้อตทั้งเรียนรู้ปฐพีวิทยาป่าไม้ การวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินให้เหมาะสมกับพันธุ์ไม้แต่ละชนิด นอกจากนี้ยังมีศาสตร์ของการเป็น "รุกขกร" (Arborist) หรือหมอต้นไม้ ที่ฝึกทักษะการปีนป่ายต้นไม้ใหญ่ในเมืองด้วยอุปกรณ์เซฟตี้มาตรฐานสากลเพื่อขึ้นไปตรวจสุขภาพและศัลยกรรมต้นไม้ภาควิชาผลิตภัณฑ์ป่าไม้ (เยื่อและกระดาษ): เรียนรู้โครงสร้างทางกายวิภาคของเนื้อไม้และเส้นใยพืชเพื่อนำมาต้ม ปั่น และขึ้นรูปเป็นแผ่นกระดาษออร์แกนิค รวมถึงการประยุกต์ทำบรรจุภัณฑ์และวัสดุทดแทนไม้ภาควิชาอนุรักษวิทยา (การจัดการลุ่มน้ำและสัตว์ป่า): ตรวจวัดคุณภาพและปริมาณน้ำในป่า วางแผนจัดการพื้นที่อุทยานและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รวมถึงการประเมินประชากรและการจัดการที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า เสือโคร่ง หรือนกเงือกรีวิวชีวิตสไตล์ชาววนศาสตร์เสน่ห์ที่ทำให้นิสิตคณะนี้รักกันกลมเกลียวและมีความอึด-ถึก-ทน เป็นพิเศษ คือระบบหลักสูตรที่ต้องเรียนทฤษฎีในเมืองสลับกับการเดินทางไป "ออกภาคสนาม" ทุกปี โดยคณะมีสถานีฝึกนิสิตมากถึง 8 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ยอดเขาสูงจนถึงป่าชายหาดและชายเลนชั้นปีที่ 1: ปูพื้นฐานสายวิทย์แน่นๆ ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา แคลคูลัส และมีไฮไลท์คือค่ายเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่วังน้ำเขียว เรียนวิชาลุขวิทยา (วิชาเดนโด) ฝึกจำแนกชนิดต้นไม้จากใบและเปลือก แบกเป้หนัก 15-20 กิโลกรัม นอนเปล ทำอาหารกินเองในป่า 3 วัน 2 คืนชั้นปีที่ 2: ด่านทดสอบสุดหินกับการฝึกภาคสนามยาวนานเกือบ 2 เดือน (ราว 45 วัน) เริ่มต้นที่สถานีฝึกวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียนวิชารังวัดพื้นที่และคณิตป่าไม้ ก่อนจะย้ายไปต่อวิชานิเวศวิทยาภาคสนามที่วังน้ำเขียวชั้นปีที่ 3 และ 4: เรียนวิชาเฉพาะทางตามสาขา และฝึกงานใหญ่ร่วมกันที่ อ.ห้วยทาก จ.ลำปาง ทรหดถึงขั้นต้องเดินเท้าเข้าป่าเพื่อสุ่มเก็บข้อมูลวิจัยวันละ 14 กิโลเมตร ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจบวนศาสตร์ทำงานอะไร?ท่านคณบดียืนยันอย่างมั่นใจว่า บัณฑิตวนศาสตร์ มีอัตราการได้งานทำสูงถึง 100% โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และใส่ใจสิ่งแวดล้อมนักวิชาการป่าไม้ / ข้าราชการ: ทำงานในหน่วยงานรัฐ เช่น กรมป่าไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, หรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมไม้ เยื่อและกระดาษ: ทำงานภาคเอกชนชั้นนำ (เช่น SCG, Double A) ในการควบคุมการผลิตหรือบริหารจัดการป่าไม้เศรษฐกิจ (ยูคาลิปตัส, ไม้สัก)ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Auditor): อาชีพสุดฮอตของโลกยุคใหม่ ทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินระบบการกักเก็บคาร์บอนของผืนป่าให้กับองค์กรต่างๆรุกขกร (Arborist) หรือ "หมอต้นไม้": อาชีพดาวรุ่งพุ่งแรงที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ในเขตเมืองอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ปัจจุบันในไทยยังมีหม้อต้นไม้ตัวจริงเพียงหลักสิบคนเท่านั้น ตลาดจึงแย่งตัวกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โดยมีรายได้สตาร์ทเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบัณฑิตทั่วไปถึง 2-3 เท่า!สำหรับน้องๆ ม.6 สายวิทย์-คณิต ที่พร้อมจะเสียสละและมีใจรักธรรมชาติ คณะวนศาสตร์เปิดรับสมัครผ่านระบบ TCAS ทุกรอบโดยมีค่าเทอมประมาณ 14,300 - 17,800 บาท/เทอม มีทุนการศึกษาจากสมาคมศิษย์เก่าคอยซัพพอร์ตปีละกว่า 2 ล้านบาท รวมถึงทุนแลกเปลี่ยน MOU ระยะสั้นและยาวในต่างประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรปใต้โต๊ะวิทยา [EP.50]: “คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์” ห้องเรียน = ป่า

เจาะลึก “บัญชี ม.เกษตรศาสตร์” เรียนอะไร? ทำไมจบแล้วงานรุมจองตัว 100% พร้อมวิธีเอาตัวรอดในยุค AI!

16 มิ.ย. 2026

เจาะลึก “บัญชี ม.เกษตรศาสตร์” เรียนอะไร? ทำไมจบแล้วงานรุมจองตัว 100% พร้อมวิธีเอาตัวรอดในยุค AI!

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่คิดว่า "อยากเรียนบัญชี ต้องเก่งคณิตศาสตร์ระดับเทพเท่านั้น" ขอบอกเลยว่าคุณกำลังเข้าใจผิด! เพราะในความเป็นจริงแล้ว บัญชี ≠ คณิตศาสตร์ แต่คือศาสตร์แห่ง "ความเข้าใจ หลักการ และการสื่อสาร"ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกรีวิวหลักสูตร ภาควิชาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ม.เกษตร) จากรายการ ใต้โต๊ะวิทยา EP.49 ที่เปิดสอนมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี มาดูกันว่าเด็กบัญชีที่นี่เรียนอะไรกันบ้าง ทุนการศึกษาแน่นแค่ไหน และทำไมบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกอย่าง Big 4 ถึงต้องมาต่อคิวดึงตัวนิสิตที่นี่ไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ!ปลดล็อกความเชื่อผิด ๆ เรียนบัญชี ต้องเก่งเลขจริงไหม?คำตอบจากปากของนิสิตบัญชี ม.เกษตร ปี 3 ยืนยันตรงกันว่า "ไม่จำเป็นต้องคิดเลขเร็วแบบอัจฉริยะ" เพราะในการเรียนและการทำงานจริง นิสิตสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ตลอดเวลา ทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเรียนบัญชีไม่ใช่การคำนวณที่ซับซ้อน แต่คือความแม่นยำและละเอียดรอบคอบ: ตัวเลขผิดไปตัวเดียว งบการเงินก็ไม่ดุลทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analytical Mindset): เข้าใจแก่นและหลักการของกฎหมายบัญชี/ภาษี เพื่อตีความตัวเลขได้อย่างถูกต้องความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ: เพราะต้องอยู่กับเอกสารและการเงินของบริษัท ความน่าเชื่อถือจึงเป็นหัวใจหลักรีวิวหลักสูตร บัญชี ม.เกษตร เรียนอะไรบ้างตั้งปี 1 - ปี 4?หลักสูตรบัญชี ม.เกษตร จะค่อยๆ ไต่ระดับความเข้มข้น เพื่อหล่อหลอมให้นิสิตกลายเป็นนักบัญชีมืออาชีพ ดังนี้ปี 1 (ปูพื้นฐาน): นิสิตทุกคนจะได้ปรับพื้นฐานใหม่หมด เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนบัญชีตอนมัธยม โดยจะได้รู้จักกับ "สมการบัญชี" ขั้นต้น และคำศัพท์ยอดฮิตอย่าง เดบิต (Debit) และ เครดิต (Credit) ว่าต้องลงบันทึกอย่างไรให้งบดุลปี 2 ปี 3 (เจาะลึกแขนงวิชา): เริ่มเข้าสู่ตัวโหดที่เด็กบัญชีรู้กัน เช่น วิชา บัญชีขั้นกลาง 2 (Intermediate Accounting II) ที่เน้นเรื่องหนี้สิน ตราสารหนี้ และตราสารทุน รวมถึงวิชา บัญชีต้นทุน (Cost Accounting) และกฎหมายภาษีอากรปี 4 (ประยุกต์ใช้และเทคโนโลยี): เป็นช่วงการเรียนรู้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น วิชา Accounting Data Analytics and Visualization ซึ่งสอนการนำข้อข้อมูลบัญชีที่เข้าใจยากมาแปลงเป็นกราฟหรือภาพผ่านโปรแกรม Power BI เพื่อนำเสนอให้ผู้บริหารเข้าใจได้ทันทีจุดเด่นที่มีแค่ที่ ม.เกษตร! ท่านรองคณบดีเผยว่าที่นี่แยกวิชา "การบัญชีสำหรับเครื่องมือทางการเงิน" ออกมาเป็นวิชาเฉพาะเพื่อเจาะลึกมาตรฐานรายงานทางการเงินและกฎหมายบัญชีโดยตรง ช่วยให้นิสิตมีความเชี่ยวชาญเหนือคู่แข่งความแตกต่างระหว่าง "บัญชี" กับ "การเงิน"หลายคนมักสับสนว่าสองสายนี้เหมือนกัน แต่อาจารย์บอยได้ให้คำนิยามที่เข้าใจง่ายที่สุดไว้ว่าบัญชี = อดีต มีหน้าที่บันทึก รวบรวม และรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในกิจการออกมาเป็นงบการเงิน เพื่อส่งต่อให้คนในและนอกองค์กรการเงิน = อนาคต มีหน้าที่นำข้อมูลจากฝั่งบัญชีมาวางแผน บริหาร จัดหา และใช้เงินอย่างไรให้คุ้มค่า คาดการณ์ความเสี่ยง และมองหาโอกาสเติบโตในอนาคตส่อง 3 หลักสูตรหลัก บัญชี ม.เกษตร และอัตราค่าเทอมปัจจุบันภาควิชาบัญชี ม.เกษตร เปิดสอนทั้งหมด 3 หลักสูตรหลัก เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายภาคปกติ (ภาษาไทย): ค่าเทอมประมาณ 17,200 บาท / เทอมภาคพิเศษ (ภาษาไทยเรียนนอกเวลา): ค่าเทอมประมาณ 40,000 บาท / เทอมหลักสูตรนานาชาติ (Inter - เปิดใหม่ล่าสุด): ค่าเทอมประมาณ 100,000 - 120,000 บาท / เทอม* Highlight: มีแผนความร่วมมือหลักสูตร Double Degree เรียนที่ไทย 2 ปี และไปเรียนที่ประเทศอังกฤษอีก 2 ปี เพื่อรับปริญญา 2 ใบจากทั้งสองมหาวิทยาลัยทุนการศึกษาแน่น! เรียนดีมีสิทธิ์เรียนฟรีม.เกษตร มีนโยบายสนับสนุนนิสิตสายเรียนดีและคนเก่งอย่างเต็มที่ทุน 5A (เรียนฟรีเทอมถัดไป) หากในเทอมนั้นนิสิตลงทะเบียนเรียนแล้วได้เกรด A จำนวน 5 ตัวขึ้นไปไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์ต่อคณะเทอมถัดไปจะได้สิทธิ์ยกเว้นค่าหน่วยกิตเรียนฟรีทันที!ทุนพังงา ทุนสำหรับนักเรียนที่สอบเข้าได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของคณะ และเลือกคณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตร เป็นอันดับแรกโอกาสเติบโตในสายอาชีพ: บัญชีธรรมดา vs ออดิท (Auditor)เหตุผลที่คณะนี้ทำคะแนนสอบเข้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เพราะอัตราการได้งานทำแทบจะ 100% ทันทีที่เรียนจบ เนื่องจากบัญชีเป็น "วิชาชีพเฉพาะทาง" ที่ทุกบริษัทขาดไม่ได้ โดยสายงานหลักๆ แบ่งเป็นนักบัญชีองค์กร (Accountant): ทำหน้าที่ดูแลระบบบัญชีของบริษัท สตาร์ทอัปประมาณ 15,000 - 18,000 บาทผู้สอบบัญชี (Auditor): ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงิน รายได้สตาร์ทอัปจะสูงกว่าค่อนข้างมาก อยู่ที่ประมาณ 35,000 - 36,000 บาท++ และหากทำงานเก็บชั่วโมงครบ 3,000 ชั่วโมง ก็จะสามารถสอบใบอนุญาต CPA (Certified Public Accountant) เพื่อรับงานเซ็นงบการเงินเพิ่มรายได้อย่างมหาศาลเป้าหมายสูงสุดของเด็กบัญชีคือ "Big 4"บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก 4 แห่ง ได้แก่ PWC, EY, KPMG และ Deloitte ถือเป็นดรีมทีมที่นิสิตบัญชี ม.เกษตร ใฝ่ฝัน โดยบริษัทเหล่านี้มีความสัมพันธ์อันดีกับทางคณะ มักมาร่วมกิจกรรมกระชับมิตร และยื่นข้อเสนอรับนิสิตเข้าฝึกงานและทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปี 4ทักษะยุคใหม่ที่จะช่วยให้นักบัญชีรอดพ้นจากสงคราม AIในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโปรแกรมอัตโนมัติเข้ามาแทนที่การบันทึกเอกสารแบบเดิมๆ รศ.ดร.ศศิวิมล สุขสมาน (คณบดี) และอาจารย์ประจำภาควิชา ได้เน้นย้ำว่า "นักบัญชี ม.เกษตร ยุคใหม่ต้องปรับตัว" สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ และเป็นสกิลที่ ม.เกษตร มุ่งเน้นคือ "Storytelling หรือทักษะการเล่าเรื่อง" นักบัญชีระดับท็อปในปัจจุบันต้องไม่ใช่แค่คนนั่งคีย์ตัวเลข แต่ต้องสามารถนำข้อมูลดิบ (Data) มาวิเคราะห์ และนำเสนอออกไปเป็นเรื่องราวที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยผู้บริหารตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำใต้โต๊ะวิทยา [EP.49] “คณะบริหารธุรกิจ ภาควิชาบัญชี ม.เกษตรศาสตร์” บัญชี ≠ คณิตศาสตร์น้องๆ เลยขอมาเปิดใจแบบจริงจังกับสิ่งที่เด็กบัญชีต้องเจอ ใครใฝ่ฝันอยากเป็นออดิทในบริษัท Big 4 คลิกดูได้เลย!‘บัญชี มก.’ สาขายอดฮิตติดอันดับ Top 3 คะแนนสูงงงง สายงานชัดเจนเปิดใจเด็กบัญชี กราฟชีวิตตลอด 4 ปี เรียนที่นี่เป็นยังไงบ้างใหม่ล่าสุด! กับภาควิชาบัญชี หลักสูตรนานาชาติ ปี 2569 เด็กอินเตอร์เจอแน่!!

อัปเดตระบบสอบเข้ามหาลัย TCAS 70

06 พ.ค. 2026

อัปเดตระบบสอบเข้ามหาลัย TCAS 70

อัปเดตระบบสอบเข้ามหาลัย การศึกษาไทยทำอะไรอยู่!? | ใต้โต๊ะวิทยา [EP.48]: ‘พี่ลาเต้ Dek-D’ทำความเข้าใจระบบสอบเข้ามหาลัยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เปลี่ยนมาแล้วกี่รอบ?การสอบแบบต่างๆ TGAT/TPAT/A-Level ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คืออะไร๊?พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง กับฮีโร่ของเด็กที่จะเข้ามหาลัย ผู้อยู่ในวงการการศึกษาไทยมายาวนานกว่า 15 ปีน้องๆ ผู้ปกครอง มามุงด่วน!! อีพีนี้ Special มากกก ‘ดีเจเผือก-โบ-อาร์ต’ แก๊งใต้โต๊ะวิทยาบุกถึงถิ่นออฟฟิศ ‘Dek-D.com’ เว็บไซต์ดีๆ เพื่อเด็กไทย ขอคลานเข่าเข้าไปคุยกับ ‘พี่ลาเต้’ รุ่นพี่ในวงการการศึกษา ผู้ที่เปรียบเสมือนครูแนะแนวของเด็กทุกรุ่นที่จะเข้ามหาลัย ไม่มีใครไม่รู้จักพี่ลาเต้! เมาท์กันฉ่ำๆ เกี่ยวกับ ‘ระบบสอบเข้ามหาลัยไทย’ ตั้งแต่ Entrance-Admission-TCAS เปลี่ยนไปยังไง? แล้วทำไมต้องเปลี่ยน? ใครยัง งง สงสัย บอกได้เลยว่า ฟังแล้วเข้าใจเตรียมพร้อมเข้ามหาลัยได้เลยติดตามรายการ ใต้โต๊ะวิทยา ได้ทาง Youtube Channel: Atime Do Dee ทุกวันศุกร์ เดือนละ 2 อีพี

อยากเรียนวิศวกรรมการบินและอวกาศ ม.เกษตรฯ ต้องเตรียมตัวยังไง ที่ Atime มีบอก

12 ก.พ. 2026

อยากเรียนวิศวกรรมการบินและอวกาศ ม.เกษตรฯ ต้องเตรียมตัวยังไง ที่ Atime มีบอก

“วิศวกรรมการบินและอวกาศ ม.เกษตรฯ” วิศวะการบิน ≠ นักบินดีเจเผือก-ดีเจโบ พร้อมดีดตัว! พุ่งไป “สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์” นอกจากหลักสูตรที่น่าสนใจของทั้ง 3 ภาควิชาแล้วอุปกรณ์การเรียนและห้องปฏิบัติการก็สุดยอดไม่แพ้กัน ใครจะไปคิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้!? ที่นี่มีพื้นที่ให้น้องได้ทดลอง ได้เล่น ได้เรียนรู้แบบเต็มที่พร้อมโอกาสดีๆ กับการไปฝึกงานจริงถึงต่างประเทศ บอกเลยว่า.. มีให้เซอร์ไพรส์กันทั้งอีพี!วันนี้ Atime พาเพื่อนๆ มากันที่ ม.เกษตร มาดูกันว่าหลักสูตรที่วิทยาลัยนี้เปิดสอน มีหลักสูตรอะไรกันบ้าง??ช่องทางการรับเข้าศึกษามีทั้งหมด 4 รอบตามนี้เลย สนใจสาขาไหนก็ยื่นสมัครกันเลยหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ (ภาคปกติ-AE หลักสูตร 4 ปี)หลักสูตรปริญญาตรีร่วมนานาชาติสองปริญญา สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ - บริหารธุรกิจ (IDDP)หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีการบิน (ภาคพิเศษ)(ATM)หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ (M.Eng) (ป.โท)ใต้โต๊ะวิทยา [EP.37] : “วิศวกรรมการบินและอวกาศ ม.เกษตรฯ” วิศวะการบิน ≠ นักบินอีกหนึ่งสาขาน่าสนใจของวิศวะ ที่ไม่ใช่แค่วิศวะการบินธรรมดา แต่พ่วงอวกาศมาด้วย!ดูไลฟ์สไตล์เด็กวิศวะการบิน พาทัวร์จัดเต็มทั้ง 3 ภาควิชา ภาคปกติ ภาคพิเศษ และภาคอินเตอร์ใครหลงใหลในโดรน เครื่องบิน เครื่องบินเจ็ท หรือจรวด เตรียมตัวพุ่งทะยานไปพร้อมกัน!

รวมสาขาที่เปิดสอน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

08 ก.ย. 2025

รวมสาขาที่เปิดสอน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

ดีเจเผือก-อาร์ต-โบ กับความทรงจำเด็กหลังห้อง เรียนสายสามัญไม่รอดอย่าเพิ่งหมดหวัง ยังมีสายอาชีพรออยู่ กับอีกหนึ่งวิทยาลัยชื่อดังย่านปากคลองตลาด ‘วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา’ ที่หลายคนยังคิดว่าเรียนรีดพิษงูวันนี้ Atime พาเพื่อนๆ มากันที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา มาดูกันว่าหลักสูตรที่วิทยาลัยนี้เปิดสอน มีหลักสูตรอะไรกันบ้างใต้โต๊ะวิทยา [EP.36] : “วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา” ชอบปฏิบัติ = อาชีวะจากโรงเรียนสตรีสู่อาชีวศึกษาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 124 ปี และผลิตศิษย์คุณภาพมากมายอีกหนึ่งวิทยาลัยสายอาชีพที่มีแต่เด็กเก่ง สร้างชื่อให้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง!รีวิวครบ 8 สาขา ที่ต้องบอกว่าการเรียนการสอนไม่แพ้ใคร สมัยนี้อาชีวะเขาไปไกลแล้วนะ!วันนี้พามาดูแล้วว่าแต่ละสาขาเขาเรียนอะไรกันบ้าง เดินกันจุกๆ เช่นเคย น้องๆ งัดของเด็ดมาโชว์เพียบ เก่งกันขนาดที่คว้ารางวัลระดับโลกมาเยอะแยะมากมาย ใครกำลังสนใจสายอาชีพ ดูอีพีนี้ได้เลย~

รวมหลักสูตร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

23 ก.ค. 2025

รวมหลักสูตร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

ใครที่ชื่อชอบ และหลงไหลการทำอาหาร วันนี้ Atime ขอพาเพื่อนๆ มากันที่รายการใต้โต๊ะวิทยา กับ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต” เชฟ ที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งในหลักสูตรประกาศนียบัตรการประกอบอาหารคาว (Diplôme de Cuisine) และหลักสูตรประกาศนียบัตรการประกอบขนมอบ (Diplôme de Pâtisserie) โดยนักเรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งก่อน หรือเรียนทั้งสองหลักสูตรควบคู่กันได้อีกด้วยแอดมินเลยมาแปะหลักสูตรให้เพื่อน ๆ ที่รักในอาหาร และชอบในการทำอาหารที่สนใจอยากเรียนรู้ จะมีหลักสูตรไหนกันบ้าง ไปดูกันใต้โต๊ะวิทยา [EP.33] : “โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต” เชฟ = คนครัวโรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลก ที่ใครใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟมืออาชีพ ต้องมีที่นี่อยู่ในลิสต์รีวิวบรรยากาศแบบลักชูรี่ พร้อม Workshop สุดพิเศษกับแขกรับเชิญสุดปังสนุกด้วย อร่อยด้วย รีวิวหลักสูตรสอนทำอาหารหลากหลาย ที่ไม่ได้มีแค่อาหารยุโรปวันนี้ไม่ได้พาไปใต้โต๊ะแต่พาไปใต้เตา! ดีเจเผือก-อาร์ต พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ ‘ยายป๋อมแป๋ม-คุณแพรไหม’ นักเรียนตัวจริงจาก ‘โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต’ ที่จะพาทุกคน School tour ให้เห็นทุกซอก ทุกมุม ทุกสเตชั่นครัว แบบเดินไปน้ำลายไหลไป โรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลกมาเปิดสอนในประเทศไทยทั้งที ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว! เชื่อว่าใครที่อยากเป็นเชฟแล้วเรียนจบจากที่นี่ มีนามสกุลเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตติดตัวไป ใจฟูฝุดๆอ่า~ติดตามรายการ ใต้โต๊ะวิทยา ได้ทาง Youtube Channel: Atime Do Dee ทุกวันศุกร์ เดือนละ 2 อีพี

Work

โค้งสุดท้ายกับการยื่นภาษีออนไลน์ ปี2568

02 เม.ย. 2025

โค้งสุดท้ายกับการยื่นภาษีออนไลน์ ปี2568

ไหนใครยังไม่ได้ยื่นภาษียกมือขึ้น ตอนนี้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้วกับการยื่นภาษีของปี 2568 โดยจะหมดเขตในวันที่ 8 เมษายน 2569 นี้เองสำหรับใครที่ต้องการยื่นภาษี ก็สามารถยื่นเอกสารผ่านระบบ e-Filing และ D-MyTax (Digital MyTax) ได้เลยวิธีการยื่นภาษีออนไลน์ 2569 ผ่านระบบ D-MyTaxสำหรับบุคคลธรรมดาที่ต้องการยื่นภาษีออนไลน์ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้เข้าไปที่เว็บไซต์ กรมสรรพากรเลือกเมนู Digital MyTax (One Portal) ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการทางภาษีเข้าสู่ระบบ โดยใช้ RD ID (รหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน) หรือผ่านระบบ National Digital ID (NDID) เช่น แอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตังระบบจะนำไปสู่ MyTax Account ให้ตรวจสอบข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อนกดยืนยันข้อมูล และเลือก ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91ระบบจะนำไปยัง e-Filing เพื่อตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งระบบแสดงผลว่ามีภาษีที่ต้องชำระ หรือได้รับเงินคืนกดยืนยันการยื่นภาษี และดำเนินการชำระเงิน (หากมีภาษีที่ต้องชำระ)ใครที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2568ตามกฎหมายของกรมสรรพากร บุคคลที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่บุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากการทำงาน หรือธุรกิจห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษีกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งวิสาหกิจชุมชนที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลส่วนใครที่กำลังส่งสัยว่า ถ้าหากยื่นภาษีล่าช้าเราจะเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่าปรับกรณียื่นภาษีล่าช้าหากลืมยื่นภาษีภายในกำหนด จะมีโทษปรับตามรายละเอียดต่อไปนี้1. ไม่ยื่นภายในกำหนด (31 มีนาคม 2569)โดนค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท (แต่สามารถขอลดค่าปรับได้)2. ยื่นภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตแต่ไม่ชำระภาษีภายในกำหนดถ้าไม่ชำระเงินภาษีภายใน 31 มีนาคม 2569 ต้องไปยื่นแบบที่สำนักงานสรรพากร พร้อมเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของเงินภาษีที่ต้องชำระ รวมถึงค่าปรับตามข้อ 13. ยื่นภาษีเกินกำหนดเวลามีเงินภาษีต้องชำระ → ต้องจ่ายเงินภาษีพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของเงินที่ต้องชำระ รวมค่าปรับไม่มีเงินภาษีต้องชำระ → จ่ายค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท4. ยื่นภาษีเพิ่มเติมหลังพ้นกำหนดหากต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน แต่ไม่ต้องเสียค่าปรับสรุป ยื่นภาษี 2569ได้ถึงวันไหนยื่นแบบกระดาษ: ภายใน 31 มีนาคม 2569ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing หรือ D-MyTax: ภายใน 8 เมษายน 2569ค่าปรับกรณียื่นล่าช้า: สูงสุด 2,000 บาท + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (ถ้ามีภาษีต้องชำระ)เพื่อน ๆ ทราบข้อมูลกันแล้วก็รีบไปเตรียมเอกสารยื่นภาษีกันด่วนนนน!!!!.ขอขอบคุณข้อมูลจากกรมสรรพากร.ผู้เขียน : เบญญาภา แนบเนียน

Temple & Mutelu

ตัดเล็บวันไหนดี 2569 เช็กฤกษ์มงคล เสริมดวง โชคลาภพุ่ง

07 ก.ย. 2026

ตัดเล็บวันไหนดี 2569 เช็กฤกษ์มงคล เสริมดวง โชคลาภพุ่ง

ตัดเล็บวันไหนดี 2569 เช็กฤกษ์มงคล เสริมดวง โชคลาภพุ่ง พร้อมข้อห้ามที่ควรรู้ เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ หลายคนคงกำลังมองหาวิธีเสริมดวงชะตาและเปิดรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต เรื่องของ "ดวง" และ "ความเชื่อ" เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันอย่างการรักษาความสะอาดของร่างกาย ซึ่งคำถามที่ว่าตัดเล็บวันไหนดี 2569 ถือเป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่หลายคนค้นหา เพราะในทางโหราศาสตร์และความเชื่อโบราณ การตัดเล็บในวันมงคลสามารถช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และดึงดูดโชคลาภ เงินทอง รวมถึงความเป็นสิริมงคลเข้ามาในชีวิตได้ บทความนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้คุณแล้วว่าในปี 2569 นี้ ควรเลือกตัดเล็บวันไหนเพื่อเสริมความปัง วันไหนเป็นวันต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยง พร้อมข้อมูลฤกษ์มงคลเฉพาะเพศ เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและเสริมดวงชะตาให้รุ่งเรืองตลอดทั้งปีทำไมคนไทยถึงให้ความสำคัญกับฤกษ์ตัดเล็บ? ก่อนที่เราจะไปดูว่าควรตัดเล็บวันไหนดี เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมความเชื่อเรื่องนี้ถึงฝังรากลึกในสังคมไทย ตั้งแต่สมัยโบราณ คนเฒ่าคนแก่มักจะคอยเตือนลูกหลานเสมอเรื่องการตัดผมหรือตัดเล็บ เหตุผลหลักๆ แบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ:ด้านความเชื่อและกุศโลบาย: ในอดีตยังไม่มีกรรไกรตัดเล็บที่ปลอดภัยเหมือนในปัจจุบัน การตัดเล็บแต่ละครั้งต้องใช้มีดเจียนหมากหรือของมีคม หากทำในวันที่จิตใจไม่สงบ หรือทำในเวลากลางคืนที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเลือดตกยางออกได้ ผู้ใหญ่จึงผูกเรื่องฤกษ์ยามและภูตผีปีศาจเข้ามาเป็นกุศโลบายเพื่อป้องกันอันตรายด้านโหราศาสตร์และพลังงาน: เล็บ ถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย การตัดชิ้นส่วนของร่างกายออกไปในวันที่มีพลังงานดวงดาวไม่ดี อาจส่งผลต่อราศีและสง่าราศีของบุคคลนั้นๆ ในทางกลับกัน หากตัดในวันที่ดวงดาวส่งพลังงานเชิงบวก ก็จะเปรียบเสมือนการตัดเอาความโชคร้ายทิ้งไป และเปิดรับโชคลาภเข้ามาแทนอัปเดตล่าสุด! ตัดเล็บวันไหนดี 2569 เสริมดวง รับทรัพย์ สำหรับใครที่กำลังวางแผนจัดการดูแลตัวเองและอยากรู้ว่าตัดเล็บวันไหนดี 2569 เพื่อให้ชีวิตราบรื่น การงานก้าวหน้า การเงินไหลมาเทมา เราได้สรุปฤกษ์มงคลประจำวันทั้ง 7 วันมาให้คุณแล้ว ดังนี้ตัดเล็บวันอาทิตย์ (วันแห่งโชคลาภและความสำเร็จ) การตัดเล็บในวันอาทิตย์ ถือเป็นวันมหามงคลที่ส่งเสริมเรื่องโชคลาภโดยตรง คนโบราณเชื่อว่าหากตัดเล็บวันนี้ จะมีโชคลาภแบบไม่คาดฝันเข้ามาหา อาจได้รับข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง การเสี่ยงโชค หรือหน้าที่การงานที่กำลังรอคอยอยู่จะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างบารมีให้ดูน่าเกรงขามอีกด้วยตัดเล็บวันจันทร์ (วันแห่งเมตตามหานิยม) วันจันทร์เป็นวันแห่งดวงจันทร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของความนุ่มนวลและเสน่ห์ หากคุณตัดเล็บในวันจันทร์ จะช่วยเสริมดวงด้านเมตตามหานิยม ทำให้ออกไปพบปะผู้คนแล้วมีแต่คนรัก คนเอ็นดู เจ้านายเมตตา ใครที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา ค้าขาย หรือต้องพบเจอผู้คนมากมาย วันนี้ถือเป็นฤกษ์ที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คำพูดของคุณมีน้ำหนักและเป็นที่น่าเชื่อถือตัดเล็บวันอังคาร (วันแห่งความร้อนรุ่มและสูญเสีย) ตามตำราโหราศาสตร์ วันอังคารเป็นวันแข็งและมีพลังงานของดาวอังคารที่ค่อนข้างดุดัน ไม่แนะนำให้ตัดเล็บในวันนี้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เสียทรัพย์สิน เงินทองรั่วไหล มีเหตุให้ต้องเสียเงินแบบไม่ทันตั้งตัว หรืออาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้างได้ง่ายตัดเล็บวันพุธ (วันอัปมงคลสำหรับการตัด) "วันพุธห้ามตัด วันพฤหัสบดีห้ามถอน" ยังคงเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้เสมอ วันพุธถือเป็นวันต้องห้ามอันดับหนึ่งสำหรับการตัดเล็บและตัดผม โบราณเชื่อว่าการตัดเล็บวันพุธจะนำพาความโชคร้ายมาสู่ชีวิต ทำให้ทำอะไรก็ติดขัด ไม่ราบรื่น เกิดอุบัติเหตุ หรือมีเรื่องให้ต้องทุกข์ใจตัดเล็บวันพฤหัสบดี (วันครู วันแห่งความเคารพ) วันพฤหัสบดีถือเป็น "วันครู" เป็นวันแห่งความศักดิ์สิทธิ์และปัญญา โบราณห้ามมิให้ตัดเล็บในวันนี้เด็ดขาด เพราะถือเป็นการลบหลู่ครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองตัวเรา หากใครฝืนตัดเล็บในวันพฤหัสบดี เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตพบเจอแต่อุปสรรค ทำการสิ่งใดก็ไม่ขึ้น และอาจมีเรื่องเดือดร้อนใจเข้ามาไม่ขาดสายตัดเล็บวันศุกร์ (วันแห่งความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์) หากต้องการเสริมดวงการเงินแบบปังๆ วันศุกร์คือคำตอบที่ใช่ที่สุด! ดาวศุกร์เป็นตัวแทนของความรัก ความสวยงาม และโภคทรัพย์ การตัดเล็บวันศุกร์จะช่วยดึงดูดทรัพย์สินเงินทอง ทำให้มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ เสริมดวงให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญก้าวหน้า และยังมีผลดีต่อเรื่องความรักและความสัมพันธ์อีกด้วยตัดเล็บวันเสาร์ (วันแห่งความเจ็บป่วย) แม้ในบางตำราจะบอกว่าวันเสาร์เป็นวันแข็งที่เหมาะกับการทำพิธีปราบศัตรู แต่สำหรับการตัดเล็บนั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องดี โบราณเชื่อว่าการตัดเล็บวันเสาร์จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย หรือมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน จึงควรหลีกเลี่ยงการตัดเล็บในวันนี้เพื่อรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงสรุปชัดๆ ตัดเล็บวันไหน ไม่ดี? ข้อห้ามที่ต้องระวังให้หนักจากข้อมูลรายวันด้านบน หากมีคนถามว่าตัดเล็บวันไหน ไม่ดี คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์วันอังคาร: เสี่ยงต่อการเสียทรัพย์ หมดเงินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องวันพุธ: อัปมงคลที่สุด ทำลายโชคลาภและสง่าราศีวันพฤหัสบดี: ขัดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตจะมีแต่อุปสรรควันเสาร์: ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย เจ็บป่วยบ่อยคำแนะนำเพิ่มเติม: หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น เล็บฉีกขาด เล็บขบ หรือมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในวันต้องห้ามเหล่านี้ แนะนำให้ตัดแต่งเพียงเล็กน้อยเฉพาะจุดที่เกิดปัญหา ไม่ควรตัดกรูมมิ่ง (Grooming) เล็บทั้งหมดสิบนิ้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ดและผ่อนหนักให้เป็นเบาเจาะลึก! ตัดเล็บวันไหนดี 2569 ผู้หญิง vs ผู้ชาย ต่างกันไหม? หลายคนอาจจะสงสัยว่า ฤกษ์การตัดเล็บนั้นสามารถแยกตามเพศเพื่อเน้นพุทธคุณเฉพาะเจาะจงได้หรือไม่? คำตอบคือ "ได้" เพราะพลังงานที่ผู้หญิงและผู้ชายต้องการดึงดูดมาส่งเสริมชีวิตนั้นอาจมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน มาดูกันว่า ตัดเล็บวันไหนดี 2569 ผู้หญิง และ ตัดเล็บวันไหนดี 2569 ผู้ชายควรเลือกวันไหนถึงจะเสริมดวงให้ตรงจุดที่สุดตัดเล็บวันไหนดี 2569 ผู้หญิงสำหรับผู้หญิง พลังงานที่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้ามักจะเกี่ยวข้องกับเสน่ห์ ความรัก ความเมตตา และความมั่งคั่ง วันที่เหมาะสมที่สุดคือ:วันจันทร์: เน้นเสริมเสน่ห์ให้เป็นที่รักของคนรอบข้าง (Soft Power) หากคุณต้องไปสัมภาษณ์งาน พรีเซนต์งาน หรือเดทกับคนพิเศษ การตัดเล็บและทำเล็บในวันจันทร์จะช่วยเสริมราศีให้คุณดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากยิ่งขึ้นวันศุกร์: เน้นเสริมดวงความสวยความงาม ควบคู่ไปกับโชคลาภการเงิน ตัดเล็บวันนี้จะช่วยให้เงินทองไม่รั่วไหล มีเกณฑ์ได้รับของขวัญหรือโชคลาภจากเพศตรงข้ามตัดเล็บวันไหนดี 2569 ผู้ชายสำหรับผู้ชาย พลังงานที่ต้องการมักจะเป็นเรื่องของอำนาจ บารมี ความน่าเกรงขาม และความสำเร็จในหน้าที่การงาน วันที่เหมาะสมที่สุดคือ:วันอาทิตย์: เสริมความเด็ดขาด ความเป็นผู้นำ และเสริมดวงโชคลาภก้อนใหญ่ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ หัวหน้างาน หรือต้องการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การตัดเล็บวันอาทิตย์จะช่วยเสริมบารมีให้ลูกน้องเคารพ เจ้านายโปรดปรานวันศุกร์: เป็นวันเสริมเรื่องความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต ช่วยให้หน้าที่การงานหรือธุรกิจที่ทำอยู่เกิดดอกออกผล สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทริคเพิ่มเติม: ทำไมโบราณห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน? นอกจากการเลือกวันแล้ว "เวลา" ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โบราณมีข้อห้ามเด็ดขาดว่า "ห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน" โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณหรือสิ่งไม่ดีอาจจะนำเศษเล็บของเราไปทำคุณไสยมนต์ดำ หรืออาจทำให้อายุสั้นลง แต่หากมองในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และเหตุผลของคนยุคก่อน นั่นเป็นเพราะในสมัยโบราณไม่มีไฟฟ้า แสงสว่างจากตะเกียงไม่เพียงพอ การใช้ของมีคมตัดเล็บในที่มืดจึงเสี่ยงต่อการตัดเข้าเนื้อตัวเอง ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อได้ง่าย อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันเราจะมีแสงสว่างเพียงพอแล้ว แต่การตัดเล็บในตอนเช้าหรือกลางวัน ก็ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสดชื่น แสงสว่างชัดเจน ทำให้เราสามารถดูแลทำความสะอาดเล็บได้อย่างหมดจดและปลอดภัยที่สุดทรงเล็บเสริมดวง 2569 ตัดทรงไหนให้รับทรัพย์?เมื่อรู้แล้วว่าควรตัดเล็บวันไหน การเลือก "ทรงเล็บ" ก็สามารถช่วยเสริมโหงวเฮ้งให้กับนิ้วมือของคุณได้เช่นกันเล็บทรงโค้งมน (Round/Oval): เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความราบรื่นในชีวิต ลดความขัดแย้ง เสริมเรื่องความรักและเมตตาเล็บทรงเหลี่ยม (Square): เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสริมความมั่นคงทางอารมณ์และการเงิน ดูมีความเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือเล็บทรงอัลมอนด์ (Almond): เหมาะสำหรับสายอาร์ต ครีเอทีฟ ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจใหม่ๆChecklist 5 ขั้นตอน การดูแลเล็บให้สะอาดและเป็นมงคลเพื่อให้การตัดเล็บของคุณสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของสุขอนามัยและความเป็นสิริมงคล เราขอแนะนำ Checklist ง่ายๆ ที่คุณสามารถทำตามได้ทุกครั้งที่ตัดเล็บเลือกวันมงคล: ตรวจสอบก่อนเสมอว่าวันนี้ใช่วันอาทิตย์ วันจันทร์ หรือวันศุกร์หรือไม่ เพื่อรับพลังงานดีๆทำความสะอาดอุปกรณ์: เช็ดกรรไกรตัดเล็บด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนและหลังใช้งาน เพื่อป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียตัดเล็บหลังอาบน้ำ: เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะน้ำจะช่วยให้เล็บอ่อนนุ่มลง ทำให้ตัดง่าย ไม่กระเด็น และไม่ทำให้เล็บฉีกขาดตัดให้มีความยาวพอดี: ไม่ควรตัดสั้นจนติดจมูกเล็บ เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บหรือเล็บขบได้ ควรเหลือปลายเล็บไว้เล็กน้อยเพื่อป้องกันปลายนิ้วทาครีมบำรุง (Hand Cream): หลังตัดและตะไบเล็บเสร็จ ควรทาครีมบำรุงมือและน้ำมันบำรุงจมูกเล็บ เพื่อให้เล็บเงางาม สุขภาพดี โหงวเฮ้งมือที่ดูชุ่มชื้นจะช่วยดึงดูดทรัพย์สินตามหลักความเชื่อบทสรุป การเลือกฤกษ์ยามในการใช้ชีวิต ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงมงาย แต่เป็นการสร้างความสบายใจและเป็นกุศโลบายในการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ ด้วยความมีสติ สรุปแล้ว หากคุณกำลังตั้งคำถามว่าตัดเล็บวันไหนดี 2569 คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนคือ วันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันศุกร์ เพราะเป็นวันที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งโชคลาภ เมตตามหานิยม และความมั่งคั่ง ในขณะที่ควรหลีกเลี่ยงการตัดเล็บในวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เพื่อป้องกันอุปสรรคและปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาเมื่อคุณได้ทราบเคล็ดลับดีๆ แบบนี้แล้ว อย่าลืมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเตรียมรับความปังตลอดปี 2569!

ปฏิทินวันพระ 2569 วันไหน วันพระเดือนนี้ พรุ่งนี้วันพระไหม เช็กเลย!

04 ก.ย. 2026

ปฏิทินวันพระ 2569 วันไหน วันพระเดือนนี้ พรุ่งนี้วันพระไหม เช็กเลย!

ปฏิทินวันพระ 2569 เช็กให้ชัวร์ วันไหน วันพระเดือนนี้ พรุ่งนี้วันพระไหมพร้อมคู่มือทำบุญฉบับสมบูรณ์ หลายคนมักจะตั้งคำถามกับตัวเองหรือคนรอบข้างอยู่บ่อยๆ ว่า "พรุ่งนี้วันพระไหม" หรือ "วันไหน วันพระเดือนนี้" โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือเวลาที่เราต้องการวางแผนไปทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต การทราบกำหนดการของวันพระล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยในบทความนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวันพระมาฝากอย่างครบถ้วน ไม่ว่าคุณกำลังมองหาข้อมูลวันพระ เดือนนี้ 2569 วิธีการเตรียมตัวไปวัด การรักษาศีล หรือแม้แต่ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติในวันพระ เพื่อให้คุณสามารถเตรียมกาย เตรียมใจ และเตรียมของทำบุญได้อย่างถูกต้อง พร้อมแล้วมาเช็กกันเลยว่า วันพระในปี 2569 มีวันไหนบ้าง และเราควรทำปฏิบัติตัวอย่างไรให้ได้บุญสูงสุดทำความรู้จัก "วันพระ" คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?ก่อนที่เราจะไปเช็กปฏิทินว่าวันไหน วันพระเดือนนี้ เรามาทำความเข้าใจความหมายและที่มาของวันพระกันก่อนวันพระหรือที่ในภาษาบาลีเรียกว่า "วันธรรมสวนะ" (วันฟังธรรม) เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสเข้าวัด ฟังธรรม ถือศีล และชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสและความเศร้าหมองต่างๆ โดยใน 1 เดือน (ตามปฏิทินจันทรคติ) จะมีวันพระทั้งหมด 4 วัน ได้แก่วันขึ้น 8 ค่ำวันขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ)วันแรม 8 ค่ำวันแรม 15 ค่ำ (หากเป็นเดือนขาด จะตรงกับวันแรม 14 ค่ำ)ความสำคัญของวันพระนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ประชุมกันเพื่อแสดงธรรมแก่ประชาชนในวันนี้ ทำให้วันพระกลายเป็นสัญลักษณ์ของการหยุดพักจากการทำบาป และหันมาสร้างสมบุญบารมีแทนพรุ่งนี้วันพระไหม? วิธีเช็กวันพระง่ายๆ ด้วยตัวเองหากคุณกำลังสงสัยว่า พรุ่งนี้วันพระไหม คุณสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านหลายช่องทาง ดังนี้:สังเกตดวงจันทร์: หากคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสว่างไสว (ขึ้น 15 ค่ำ) หรือมืดสนิท (แรม 15 ค่ำ) แสดงว่าวันนี้คือวันพระ แต่หากดวงจันทร์สว่างครึ่งดวง มักจะตรงกับวันขึ้นหรือแรม 8 ค่ำดูปฏิทินจันทรคติ: ปฏิทินแขวนผนังแบบไทยส่วนใหญ่จะมีสัญลักษณ์รูปพระพุทธรูป ดอกบัว หรือข้อความระบุไว้ชัดเจนในช่องวันที่ตรงกับวันพระติดตามผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน: ปัจจุบันมีเว็บไซต์และแอปพลิเคชันปฏิทินมากมายที่แจ้งเตือนวันพระล่วงหน้าได้ ทำให้คุณไม่พลาดทุกการทำบุญอัปเดตปฏิทินวันพระเดือนนี้ 2569 (เช็กได้ตลอดทั้งปี)สำหรับใครที่ต้องการวางแผนทำบุญล่วงหน้า และอยากรู้ว่าวันไหน วันพระเดือนนี้ เราได้สรุปรอบวันพระของปี 2569 (ตามหลักปฏิทินจันทรคติไทย) มาให้คุณได้เช็กและจดลงปฏิทินส่วนตัวแล้วหมายเหตุ: วันที่อาจมีการคลาดเคลื่อนเล็กน้อยตามการประกาศของปฏิทินหลวง กรุณาตรวจสอบวันที่แน่นอนอีกครั้งวันพระเดือนมกราคม 2569วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 – ขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ (2)วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 – แรม 8 ค่ำ เดือนยี่ (2)วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 – แรม 15 ค่ำ เดือนยี่ (2)วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 – ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3วันพระเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (มีวันมาฆบูชา)วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 3วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569: แรม 14 ค่ำ เดือน 3วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4วันพระเดือนมีนาคม 2569วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (วันมาฆบูชา)วันพุธที่ 11 มีนาคม 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 4วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569: แรม 15 ค่ำ เดือน 4วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5วันพระเดือนเมษายน 2569วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 5วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569: แรม 14 ค่ำ เดือน 5วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6วันพระเดือนพฤษภาคม 2569 (มีวันวิสาขบูชา)วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 6วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569: แรม 15 ค่ำ เดือน 6วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 (วันวิสาขบูชา)วันพระเดือนมิถุนายน 2569วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 7 (วันอัฏฐมีบูชา – วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ)วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569: แรม 14 ค่ำ เดือน 7วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8วันพระเดือนกรกฎาคม 2569 (มีวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา)วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 8วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569: แรม 15 ค่ำ เดือน 8วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 หลัง (ปีนี้มีเดือน 8 สองหน หรือ อธิกมาส)วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง (วันอาสาฬหบูชา)วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569: แรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง (วันเข้าพรรษา)วันพระเดือนสิงหาคม 2569วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 8 หลังวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569: แรม 15 ค่ำ เดือน 8 หลังวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9วันพระเดือนกันยายน 2569วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 9วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569: แรม 14 ค่ำ เดือน 9วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10วันพระดือนตุลาคม 2569 (มีวันออกพรรษา)วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 10วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569: แรม 15 ค่ำ เดือน 10วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา)วันพระเดือนพฤศจิกายน 2569 (เดือนที่มีประเพณีลอยกระทง)วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 11วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2569: แรม 14 ค่ำ เดือน 11วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันลอยกระทง)วันพระเดือนธันวาคม 2569วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2569: แรม 8 ค่ำ เดือน 12วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2569: แรม 15 ค่ำ เดือน 12วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2569: ขึ้น 8 ค่ำ เดือนอ้าย (1)วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2569: ขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย (1)Checklist วิธีเตรียมตัวและข้อปฏิบัติตนในวันพระ (How-to Guide)เมื่อเช็กแล้วว่าพรุ่งนี้วันพระไหม หากคำตอบคือ "ใช่" เรามาดู Checklist การเตรียมตัวเพื่อสั่งสมบุญบารมีกัน การทำบุญในวันพระไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่เน้นที่ "ความตั้งใจ" และ "ความบริสุทธิ์ของจิตใจ" เป็นหลัก1. การทำทาน (ตักบาตรเช้า หรือถวายสังฆทาน)การเริ่มต้นวันพระด้วยการทำทานคือการลดความตระหนี่ในจิตใจเตรียมอาหารคาว-หวาน: เน้นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และถูกสุขลักษณะ หากเป็นไปได้ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพพระสงฆ์จัดชุดสังฆทาน: หากไม่สะดวกตักบาตรตอนเช้า สามารถจัดชุดสังฆทานที่ประกอบด้วย ของใช้จำเป็น ยารักษาโรค หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดวัด ไปถวายในช่วงสายหรือบ่ายได้2. การรักษาศีล (ศีล 5 หรือ ศีล 8)ศีล 5: เป็นพื้นฐานที่ชาวพุทธควรปฏิบัติให้ได้ในทุกๆ วัน แต่ในวันพระควรระมัดระวังและตั้งใจรักษาให้บริสุทธิ์มากเป็นพิเศษ (งดฆ่าสัตว์, งดลักทรัพย์, งดประพฤติผิดในกาม, งดพูดปด/คำหยาบ, งดเครื่องดองของเมา)ศีล 8 (อุโบสถศีล): สำหรับผู้ที่มีเวลาและตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง มักจะไปสมาทานศีล 8 ที่วัด ซึ่งจะเพิ่มข้อห้ามเรื่องการรับประทานอาหารยามวิกาล การงดมหรสพเครื่องหอม และการนอนบนที่นอนหนานุ่ม3. การเจริญสมาธิภาวนาและสวดมนต์การทำบุญที่ได้อานิสงส์สูงสุดคือการภาวนา เพราะเป็นการขัดเกลาจิตใจโดยตรงบทสวดมนต์ที่แนะนำ: บทบูชาพระรัตนตรัย, บทนมัสการพระพุทธเจ้า, บทสวดอิติปิโส, พาหุงมหากาฯ และยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนั่งสมาธิ: กำหนดลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) อย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อให้จิตใจสงบ มีสติรู้เท่าทันอารมณ์แผ่เมตตา: ทุกครั้งหลังสวดมนต์และนั่งสมาธิ อย่าลืมแผ่เมตตาให้กับตนเอง สรรพสัตว์ และเจ้ากรรมนายเวร5 ข้อควรระวังและสิ่งที่ไม่ควรทำในวันพระเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของจิตใจและไม่เป็นการสร้างบาปกรรมในวันอันเป็นมงคล นี่คือสิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงในวันพระห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเด็ดขาด: ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ แม้แต่การบี้มดหรือตบยุงก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงหลีกเลี่ยงการดื่มสุราและของมึนเมา: เพราะแอลกอฮอล์เป็นต้นเหตุของการขาดสติ ซึ่งอาจนำไปสู่การผิดศีลข้ออื่นๆ ได้ง่ายห้ามพูดจาโกหก นินทา หรือใช้คำหยาบคาย: วันพระควรเป็นวันที่เราสำรวมทั้งกาย วาจา และใจ การพูดร้ายต่อผู้อื่นนอกจากจะผิดศีลแล้ว ยังสร้างพลังงานลบให้กับตัวเองด้วยลดการเสพสื่อบันเทิงที่กระตุ้นกิเลส: หากเป็นไปได้ควรลดการดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นโซเชียลมีเดียที่ทำให้จิตใจว้าวุ่น แล้วหันมาฟังธรรมะแทนงดการมีเพศสัมพันธ์ (สำหรับผู้ถือศีล 8): หากสมาทานอุโบสถศีล จะต้องงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นการฝึกฝนการละกิเลสทางกายตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับวันพระ (FAQ)เพื่อให้บทความนี้ครอบคลุมและตอบโจทย์ทุกข้อสงสัย เราได้รวบรวมคำถามที่หลายคนมักค้นหาเกี่ยวกับวันพระมาฝากQ: หากไม่มีเวลาไปวัด สามารถทำบุญวันพระที่บ้านได้ไหม?A: ได้แน่นอน! การทำบุญไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่วัด คุณสามารถตั้งโต๊ะหมู่บูชา สวดมนต์ นั่งสมาธิ และแผ่เมตตาที่บ้านได้ นอกจากนี้การทำทานผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การโอนเงินบริจาคให้โรงพยาบาล มูลนิธิ หรือวัดที่ขาดแคลน ก็ถือเป็นการทำบุญที่ได้อานิสงส์เช่นเดียวกันQ: ทำไมบางเดือนถึงมีวันพระตรงกับวันแรม 14 ค่ำ แทนที่จะเป็น 15 ค่ำ?A: ตามหลักปฏิทินจันทรคติไทย จะมีการนับเดือนคู่และเดือนคี่ โดยเดือนคี่ (เช่น เดือน 1, 3, 5) จะมีเพียง 29 วัน เรียกว่า "เดือนขาด" ทำให้วันพระสุดท้ายของเดือนนั้นเลื่อนขึ้นมาเป็นวันแรม 14 ค่ำ ส่วนเดือนคู่ (เช่น เดือน 2, 4, 6) จะมี 30 วัน เรียกว่า "เดือนเต็ม" วันพระจึงตรงกับวันแรม 15 ค่ำตามปกติQ: ใส่เสื้อสีอะไรไปทำบุญวันพระดีที่สุด?A: ตามธรรมเนียมปฏิบัติ นิยมใส่ "เสื้อผ้าสีขาว" หรือสีอ่อนๆ ที่ดูสุภาพเรียบร้อย เพราะสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด บริสุทธิ์ และการปล่อยวาง แต่หากไม่มีเสื้อสีขาว สามารถใส่เสื้อผ้าสีสุภาพที่ไม่มีลวดลายฉูดฉาดเกินไปแทนได้บทสรุป การรู้ล่วงหน้าว่าวันไหน วันพระเดือนนี้ หรือการเช็กว่าพรุ่งนี้วันพระไหม จะช่วยให้เราสามารถเตรียมตัวเพื่อสร้างบุญกุศลได้อย่างเต็มที่ ปฏิทินวันพระ เดือนนี้ 2569 ที่เรานำมาฝากกัน น่าจะเป็นคู่มือที่ดีในการวางแผนชีวิตตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการทำบุญในวันพระ ไม่ใช่รูปแบบหรือจำนวนเงินที่บริจาค แต่คือการตั้งใจ "ละชั่ว ทำดี และทำจิตใจให้ผ่องใส" ตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน เสริมโชคลาภ ดูแลง่าย (อัปเดต 2026)

22 มิ.ย. 2026

ต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน เสริมโชคลาภ ดูแลง่าย (อัปเดต 2026)

เคล็ดลับจัดบ้านรับทรัพย์: รวมฮิตต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน เสริมดวงชะตา ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ในยุคที่เราใช้เวลาอยู่ที่บ้านกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบ Work from Home การเรียนออนไลน์ หรือการใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุด การจัดตกแต่งบ้านให้น่าอยู่และเต็มไปด้วยพลังงานบวกจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ และหนึ่งในไอเทมยอดฮิตที่ทุกบ้านต้องมีเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบก็คือ ต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นสบายตาแล้ว ตามความเชื่อของคนไทยและศาสตร์ฮวงจุ้ย ต้นไม้บางชนิดยังมีพลังพิเศษที่ช่วยดึงดูดพลังงานดีๆ เสริมโชคลาภ เรียกทรัพย์ และปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไปจากครอบครัวได้อีกด้วย แต่การจะเลือกต้นไม้สักต้นเข้ามาปลูกในบ้านนั้น เราต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดที่ส่องถึง ปริมาณน้ำที่ต้องการ หรือแม้แต่ตำแหน่งในการวาง บทความนี้จึงขออาสาเป็นไกด์พาคุณไปทำความรู้จักกับพรรณไม้ต่างๆ อย่างเจาะลึก ทั้ง ต้นไม้มงคลปลูกในบ้านแล้วรวย สำหรับสายมูเตลูที่ต้องการเสริมดวงการเงิน ต้นไม้มงคลปลูกในร่ม สำหรับบ้าน คอนโด หรืออพาร์ตเมนต์ที่มีพื้นที่จำกัด และ ต้นไม้มงคล ปลูกในห้องนอน ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในการช่วยฟอกอากาศให้คุณหลับสนิทตลอดคืน พร้อมเทคนิคการดูแลที่มือใหม่ก็ทำตามได้ง่ายๆ รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะสามารถเลือกต้นไม้ที่ใช่ ไปจัดวางในมุมโปรดได้อย่างมั่นใจแน่นอนทำไมการมีต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน ถึงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง? ก่อนที่เราจะไปเลือกซื้อต้นไม้ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าการปลูกต้นไม้ในบ้านนั้นให้อะไรกับเราบ้าง ทำไมไลฟ์สไตล์นี้ถึงกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว ทั้งจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยผู้ใหญ่เสริมความเป็นสิริมงคล (มูเตลู ฮวงจุ้ย): ชื่อของต้นไม้แต่ละชนิดมักมีความหมายแฝงที่สื่อถึงความมั่งคั่ง โชคลาภ ความสุข และความเจริญรุ่งเรือง การนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านจึงเปรียบเสมือนการตั้งจิตอธิษฐานและดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ผู้อยู่อาศัย ตามหลักฮวงจุ้ย ต้นไม้คือตัวแทนของธาตุไม้ ซึ่งสื่อถึงการเจริญเติบโตและความมีชีวิตชีวาเครื่องฟอกอากาศตามธรรมชาติ (Natural Air Purifier): ต้นไม้หลายชนิดมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษในอากาศ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ ไซลีน เบนซิน และคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งสารพิษเหล่านี้มักแฝงตัวอยู่ในเฟอร์นิเจอร์ สีทาบ้าน พรม หรือน้ำยาทำความสะอาดที่เราใช้กันอยู่ทุกวันคลายความเครียด บำบัดจิตใจ (Mental Healing): งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า สีเขียวของธรรมชาติมีผลทางจิตวิทยา ช่วยลดระดับความเครียด ลดความดันโลหิต ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ และมีสมาธิมากขึ้น การได้เฝ้ามองต้นไม้เติบโตหรือแตกใบใหม่ ถือเป็นการฮีลใจชั้นดียกระดับการตกแต่งบ้าน (Home Decor): ฟอร์มใบที่สวยงาม รูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของต้นไม้ ช่วยเพิ่มมิติให้กับการตกแต่งบ้าน ไม่ว่าบ้านของคุณจะเป็นสไตล์มินิมอล นอร์ดิก เจแปนดิ หรือลอฟท์ การจับคู่ต้นไม้กับกระถางดีไซน์เก๋ๆ ก็สามารถยกระดับบ้านให้ดูหรูหราและมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ทันทีสายมูต้องมี! 5 ต้นไม้มงคลปลูกในบ้านแล้วรวย เสริมโชคลาภ เรียกทรัพย์ สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยเสริมดวงเรื่องการเงิน การค้าขาย การงาน และโชคลาภ นี่คือลิสต์ ต้นไม้มงคลปลูกในบ้านแล้วรวย ที่คัดมาแล้วว่ามีความหมายเป็นเลิศ และมีฟอร์มสวยงามเหมาะกับการตั้งโชว์ในห้องนั่งเล่นหรือโต๊ะทำงาน1.ต้นกวักมรกต นี่คือต้นไม้ยอดฮิตที่แทบทุกบ้านและออฟฟิศต้องมี ด้วยลักษณะก้านใบที่ยื่นยาวและมีใบย่อยเรียงตัวกันอย่างสวยงาม คล้ายเหรียญที่เรียงต่อกันเป็นชั้นๆ มีความมันวาวสะดุดตาความหมายมงคล: ชื่อ "กวักมรกต" สื่อถึงการกวักเงิน กวักทอง กวักโชคลาภเข้ามาในบ้าน คนโบราณเชื่อกันว่าหากใครปลูกกวักมรกตจนออกดอก (ซึ่งออกดอกได้ยาก) จะแสดงว่ากำลังจะมีโชคใหญ่ ผู้ปลูกจะมีฐานะมั่งคั่งการดูแล: เป็นไม้ประดับที่ทนทานมากที่สุดชนิดหนึ่ง รดน้ำเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ไม่ชอบน้ำขัง เติบโตได้ดีแม้ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย2.ต้นรวยไม่เลิก แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกถึงความมั่งคั่งแล้ว สำหรับต้นไม้ขนาดกะทัดรัดชนิดนี้ ลักษณะเด่นคือใบที่หนาและมีจุดด่างสีเขียวเข้มกระจายอยู่ทั่วแผ่นใบความหมายมงคล: สื่อถึงความมั่งมีศรีสุข ร่ำรวยเงินทองแบบไม่ขาดสาย กิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง หากเลี้ยงจนออกดอกสีขาวเป็นช่อ เชื่อว่าความโชคดีกำลังจะมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัวการดูแล: ชอบแสงแดดรำไรถึงปานกลาง รดน้ำเมื่อดินแห้ง (ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง) เลี้ยงง่าย โตไว เหมาะสำหรับวางบนโต๊ะทำงาน3.ต้นศุภโชค ต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์ตรงลำต้นที่มักจะถูกนำมาถักเกลียวเข้าด้วยกันอย่างสวยงาม ใบมีลักษณะแฉก 5-7 ใบคล้ายร่ม นิยมมอบให้เป็นของขวัญในวันขึ้นบ้านใหม่ เปิดร้าน หรือฉลองตำแหน่งใหม่ความหมายมงคล: ในภาษาจีนเรียกว่า "เหยาเฉียนซู่" แปลว่า ต้นไม้เขย่าเงิน ช่วยดูดซับเงินทองและโชคลาภเข้าสู่บ้าน กักเก็บทรัพย์สินไม่ให้รั่วไหลออกไปการดูแล: ชอบแสงแดดปานกลางถึงรำไร ไม่ชอบแดดจัด รดน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง4.ต้นเงินไหลมา ไม้เลื้อยที่มีใบรูปหัวใจหรือรูปหอก สีสันสวยงามและมีหลากหลายสายพันธุ์ มีทั้งสีเขียวล้วน ด่างขาว ด่างเหลือง และสีชมพูพาสเทลความหมายมงคล: ช่วยให้เงินทองไหลมาเทมาสู่ครอบครัวสมชื่อ และยังมีความเชื่อว่าช่วยเสริมสร้างเสน่ห์ให้แก่ผู้ปลูก ทำให้มีคนอุปถัมภ์ค้ำชูการดูแล: ชอบความชื้น รดน้ำวันเว้นวัน หรือสามารถปลูกแช่ในแจกันน้ำได้เลย วางไว้ในที่ที่มีแสงส่องถึงรำไรจะทำให้สีใบสวยงามชัดเจน5.ต้นเศรษฐีเรือนใน ลักษณะใบเรียวยาว แถบกลางใบมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน ขอบใบสีเขียว เมื่อโตเต็มที่จะแตกกิ่งก้านสาขาและมีต้นอ่อนห้อยย้อยลงมาอย่างสวยงามคล้ายแมงมุมความหมายมงคล: เสริมบารมี ป้องกันภัยอันตราย และดึงดูดโชคลาภความโชคดีให้แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านการดูแล: เป็นไม้ที่ดูแลง่ายมาก ชอบแสงแดดรำไร รดน้ำปานกลาง และที่สำคัญคือเป็นพืชที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการดูดสารพิษในอากาศสายพื้นที่จำกัด: 4 ต้นไม้มงคลปลูกในร่ม ดูแลง่าย ทนแสงน้อย สำหรับใครที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ทาวน์โฮม หรือต้องการปลูกต้นไม้ในมุมที่แสงแดดจากภายนอกส่องไม่ค่อยถึง การเลือก ต้นไม้มงคลปลูกในร่ม คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะต้นไม้กลุ่มนี้ถูกปรับปรุงสายพันธุ์หรือมีธรรมชาติป่าดิบชื้นที่ทนทานต่อสภาพแสงน้อยได้ดี1.ต้นพลูด่าง ไม้ประดับสามัญประจำบ้านที่ได้ฉายาว่า อึด ถึก ทน ที่สุด เลี้ยงตายยากมาก มีลักษณะใบรูปหัวใจสีเขียวแต้มลวดลายสีเหลืองหรือขาวความหมายมงคล: ช่วยให้ชีวิตราบรื่น มีแต่ความสุขความเจริญ นำพาพลังงานด้านบวก และคนไทยโบราณเชื่อว่าช่วยให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายการดูแล: รดน้ำ 2-3 วันครั้ง หรือใช้วิธีตัดกิ่งปักแช่ในแจกันน้ำใสๆ ก็อยู่ได้เป็นปี โตได้ในทุกสภาพแสง (แต่ถ้าได้แสงรำไรใบจะด่างสวยและโตเร็วกว่า)2. ต้นไผ่กวนอิม ไม้ประดับขนาดเล็กที่นิยมนำมาดัดลำต้นให้โค้งงอ หรือนำมามัดรวมถักเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ทรงหอคอย ทรงสับปะรดความหมายมงคล: นำพาความสงบสุข ความเจริญก้าวหน้า และเสริมฮวงจุ้ยที่ดี จำนวนก้านที่ปลูกก็มีความหมายต่างกันตามศาสตร์จีน (เช่น 3 ก้าน หมายถึง ความสุข ความมั่งคั่ง และอายุยืน, 5 ก้าน หมายถึง ความสมดุลของธาตุทั้ง 5)การดูแล: นิยมปลูกในน้ำหรือดินร่วน รดน้ำหรือเปลี่ยนน้ำสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยตรงเพราะจะทำให้ปลายใบไหม้และเหลือง3.ต้นเสน่ห์จันทร์แดง พืชตระกูลบอนที่โดดเด่นด้วยก้านใบสีแดงเลือดหมู ตัดกับแผ่นใบรูปหัวใจสีเขียวเข้ม มองแล้วดูหรูหราและมีมนต์ขลังความหมายมงคล: จัดอยู่ในกลุ่มไม้มหานิยม เสริมเสน่ห์และเมตตามหานิยม ทำให้ผู้คนรักใคร่เอ็นดู เจรจาพาทีราบรื่น เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องติดต่อเจรจาธุรกิจหรือทำอาชีพค้าขายการดูแล: เป็นไม้ที่ชอบที่ร่มรำไรและอากาศถ่ายเท ไม่ชอบแดดจัด รดน้ำพอชุ่มแต่ต้องระวังอย่าให้ดินแฉะเกินไปเพราะรากอาจเน่าได้4.ต้นมอนสเตอร่า ได้รับฉายาว่า "ราชินีไม้ใบ" ที่ฮิตระเบิดในวงการตกแต่งบ้านทั่วโลก ด้วยใบขนาดใหญ่ที่มีรอยแฉกและรูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวความหมายมงคล: ในทางฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวการดูแล: ชอบแสงแดดรำไร (หากโดนแดดจัดใบจะเหลืองและไหม้) รดน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดฝุ่นตามใบเป็นประจำเพื่อความเงางามและช่วยให้ต้นไม้สังเคราะห์แสงได้ดีขึ้นสายสุขภาพ: 4 ต้นไม้มงคล ปลูกในห้องนอน ช่วยฟอกอากาศ หลับสบาย ห้องนอนคือสถานที่แห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด การเลือก ต้นไม้มงคล ปลูกในห้องนอน จึงต้องใส่ใจในรายละเอียดเป็นพิเศษ ควรเลือกต้นไม้ที่มีกลไกการคายก๊าซออกซิเจนในตอนกลางคืน และต้องไม่มีกลิ่นฉุนที่อาจรบกวนการนอนหลับ1.ต้นลิ้นมังกร พืชสุดอึดที่มีฟอร์มใบตั้งตรงแข็งแรง ปลายใบแหลม มีลวดลายสลับสีเขียวเข้มและอ่อนคล้ายเกล็ดงูคุณสมบัติเด่น: เป็นหนึ่งในต้นไม้ไม่กี่ชนิดที่มีกระบวนการสังเคราะห์แสงแบบ CAM ซึ่งจะคายออกซิเจนและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน จึงเหมาะมากที่สุดที่จะวางไว้ใกล้เตียงนอนความหมายมงคล: เป็นไม้ปัดเป่าความชั่วร้าย ช่วยให้ศัตรูพ่ายแพ้ และปกป้องคุ้มครองผู้อยู่อาศัยให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง2.ต้นว่านหางจระเข้ นอกจากสรรพคุณทางยาที่เราคุ้นเคยกันดีในการรักษาแผลพุพองและบำรุงผิวพรรณแล้ว ว่านหางจระเข้ยังเป็นฮีโร่ในห้องนอนอีกด้วยคุณสมบัติเด่น: ช่วยคายออกซิเจนตอนกลางคืน และยังทำหน้าที่เสมือนเครื่องวัดคุณภาพอากาศ หากอากาศในห้องมีสารพิษมากเกินไป ใบของว่านหางจระเข้จะมีจุดสีน้ำตาลปรากฏขึ้นให้เราเห็นความหมายมงคล: ปัดเป่าความเจ็บป่วย นำพาสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมาสู่คนในครอบครัว3.ต้นเดหลี ไม้ประดับที่มีใบสีเขียวมันขลับ และมีดอกสีขาวสวยงามสะดุดตาคล้ายดอกหน้าวัว เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่องค์กร NASA ยืนยันว่าสามารถฟอกอากาศได้อย่างยอดเยี่ยมคุณสมบัติเด่น: มีความสามารถในการดูดซับสารพิษได้หลากหลายชนิดมาก ทั้งแอมโมเนีย เบนซิน และฟอร์มาลดีไฮด์ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ลดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจและโรคภูมิแพ้ได้ดีความหมายมงคล: ดอกสีขาวบริสุทธิ์สื่อถึงการนำพาความสงบสุข ความร่มเย็น มาสู่จิตใจ ช่วยปัดเป่าความวุ่นวายและความขัดแย้งในบ้าน4.ต้นยางอินเดีย ต้นไม้ฟอร์มสวย ใบหนาและมีความมันวาว มีทั้งแบบใบสีเขียวเข้ม สีดำอมแดง (Black Prince) และแบบด่าง (Tineke) ให้ความรู้สึกคลาสสิกและเรียบหรูคุณสมบัติเด่น: ด้วยพื้นผิวใบที่กว้างและมีลักษณะคล้ายยาง จึงมีประสิทธิภาพสูงมากในการดักจับฝุ่นละอองในอากาศ และช่วยกักเก็บความชื้นในห้องแอร์ได้ดีความหมายมงคล: ลักษณะใบที่กลมมนตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าดีมาก ช่วยเสริมพลังแห่งความมั่นคง มั่งคั่ง และการเจริญเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงานสรุปจุดเด่น: เปรียบเทียบต้นไม้มงคลแต่ละชนิดแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณผู้อ่านนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เราขอสรุปลักษณะเด่นของต้นไม้แต่ละชนิดที่กล่าวมาข้างต้น ดังนี้:หากคุณต้องการเน้นเรื่องโชคลาภและการเงิน: ควรเลือกปลูก กวักมรกต, ศุภโชค, เงินไหลมา หรือ รวยไม่เลิก ไว้ในบริเวณห้องรับแขกหรือโต๊ะทำงานหากพื้นที่บ้านมีแสงสว่างน้อย: ควรเลือก พลูด่าง, ไผ่กวนอิม หรือ เสน่ห์จันทร์แดง ซึ่งสามารถเติบโตได้ดีแม้ในสภาพแสงรำไรหรือแสงจากหลอดไฟหากต้องการต้นไม้สำหรับวางในห้องนอนเพื่อสุขภาพ: แนะนำ ลิ้นมังกร และ ว่านหางจระเข้ เพราะช่วยคายออกซิเจนตอนกลางคืน หรือเลือก เดหลี หากต้องการดอกไม้ที่ช่วยดักจับสารพิษหากเน้นการตกแต่งบ้านให้สวยงามดูแพง: มอนสเตอร่า และ ยางอินเดีย คือคำตอบที่สายคาเฟ่และคนรักการแต่งบ้านสไตล์มินิมอลต้องมีทิศทางการวางต้นไม้มงคลตามหลักฮวงจุ้ย นอกจากการเลือกชนิดของต้นไม้แล้ว "ตำแหน่ง" ที่วางก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ตามหลักฮวงจุ้ย การวางต้นไม้ในทิศทางที่ถูกต้องจะยิ่งช่วยกระตุ้นพลังงานบวกได้ดียิ่งขึ้นทิศตะวันออก: เป็นทิศของธาตุไม้และครอบครัว เหมาะกับการวางต้นไม้ที่มีลำต้นสูง รูปร่างตั้งตรง เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์อันดีของคนในบ้านทิศตะวันออกเฉียงใต้: เป็นทิศแห่งความมั่งคั่งและโชคลาภ (Wealth Area) เหมาะอย่างยิ่งที่จะวางต้นไม้มงคลปลูกในบ้านแล้วรวย เช่น ต้นศุภโชค หรือกวักมรกตทิศใต้: เป็นทิศของธาตุไฟ สื่อถึงชื่อเสียงและความสำเร็จ การวางต้นไม้ในทิศนี้ (ไม้เป็นเชื้อเพลิงให้ไฟ) จะช่วยเสริมความโดดเด่นในหน้าที่การงานหลีกเลี่ยงการวางต้นไม้ใหญ่ตรงกลางบ้าน: เพราะจุดศูนย์กลางบ้านเปรียบเสมือนหัวใจ ควรเป็นพื้นที่โล่งเพื่อให้พลังงานชี่ (Chi) ไหลเวียนได้สะดวกข้อควรรู้ก่อนซื้อต้นไม้มงคลเข้าบ้าน ก่อนที่คุณจะพุ่งตัวไปที่ตลาดต้นไม้ หรือสั่งซื้อออนไลน์ ลองนำ 4 ข้อนี้ไปตรวจสอบดูก่อน เพื่อให้ต้นไม้ของคุณอยู่รอดและสวยงามไปนานๆ ไม่ต้องเสียเงินฟรีประเมินปริมาณแสงแดดในจุดที่วาง: สังเกตว่ามุมที่คุณต้องการวางต้นไม้มีแสงส่องถึงระดับไหน (แสงแดดส่องตรงครึ่งวันเช้า, แสงสว่างรำไรริมหน้าต่าง, หรือมืดจนต้องเปิดไฟ) จากนั้นเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ให้ตรงกับสภาพแสงในบริเวณนั้นสำรวจเวลาว่างในการดูแล: หากคุณทำงานหนัก ต้องเดินทางบ่อย หรือรู้ตัวว่าขี้ลืม ไม่มีเวลารดน้ำ ควรเลือกสายพันธุ์ที่ทนแล้งและดูแลตัวเองได้ดี เช่น ลิ้นมังกร กวักมรกต หรือว่านหางจระเข้ความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงและเด็กเล็ก (Pet Child Friendly): หากที่บ้านมีน้องหมา น้องแมว หรือเด็กเล็ก ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะพืชยอดฮิตหลายชนิด (เช่น มอนสเตอร่า, พลูด่าง, เงินไหลมา) มีผลึกแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นพิษหากสัตว์เลี้ยงเคี้ยวหรือกลืนเข้าไป แนะนำให้เปลี่ยนไปปลูกพืชที่ปลอดภัย 100% อย่าง เศรษฐีเรือนใน หรือต้นคล้า (Calathea) แทนขนาดของต้นไม้และพื้นที่ในอนาคต: ประเมินขนาดของต้นไม้เมื่อมันเติบโตเต็มที่ด้วย ต้นไม้บางชนิดตอนซื้อมาอยู่ในกระถางจิ๋ว แต่พอเลี้ยงไปสักระยะอาจขยายกิ่งก้านจนล้นพื้นที่หรือชนเพดานห้องได้5 ขั้นตอนวิธีดูแลต้นไม้ในบ้านให้สวยสดชื่น ไม่เหี่ยวเฉา หลายคนมักบ่นว่าซื้อต้นไม้มาทีไร เลี้ยงไม่กี่สัปดาห์ก็ใบเหลืองและตายทุกที ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณเป็นคน "มือร้อน" แต่มักเกิดจากการดูแลที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของต้นไม้ ลองปรับพฤติกรรมตาม 5 ขั้นตอนนี้ รับรองว่าต้นไม้ของคุณจะแตกใบสวยงามแน่นอนรดน้ำเมื่อดินแห้งเท่านั้น: สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้ต้นไม้ในบ้านตายคือ "การรดน้ำที่มากเกินไป (Overwatering)" จนทำให้รากขาดอากาศและเน่าเปื่อย วิธีเช็กง่ายๆ คือใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปในดินประมาณ 1-2 นิ้ว หากสัมผัสได้ว่าดินยังมีความชื้นอยู่ ให้งดรดน้ำไปก่อน หากดินแห้งสนิทแล้วค่อยรดจนน้ำไหลทะลุก้นกระถางห้ามใช้กระถางที่ไม่มีรูระบายน้ำ: การระบายน้ำคือหัวใจสำคัญ ห้ามปลูกต้นไม้ลงในกระถางที่ไม่มีรูระบายน้ำเด็ดขาด (ยกเว้นพืชน้ำ) หากคุณชอบความสวยงามของกระถางเซรามิกแบบปิดทึบ ให้ปลูกต้นไม้ในกระถางพลาสติกธรรมดาที่มีรูระบายน้ำเสียก่อน แล้วจึงนำไปสวมซ้อนในกระถางเซรามิกใบสวยอีกทีทำความสะอาดใบเป็นประจำ: ฝุ่นละอองในบ้านมักจะปลิวไปเกาะตามพื้นผิวใบ ทำให้ต้นไม้เปิดปากใบเพื่อหายใจและสังเคราะห์แสงได้ไม่เต็มที่ ควรใช้ผ้าฝ้ายนุ่มๆ หรือฟองน้ำ ชุบน้ำเปล่าหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดฝุ่นบนใบ อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้งให้แสงสว่างอย่างเหมาะสม: แม้จะเป็นต้นไม้ปลูกในร่ม แต่ทุกชีวิตก็ยังต้องการแสงสว่างในการสังเคราะห์อาหาร หากสังเกตว่าต้นไม้เริ่มมีลำต้นยืด ผอมยาว หรือสีของใบเริ่มซีดจาง แสดงว่าได้รับแสงไม่พอ ควรค่อยๆ ขยับกระถางไปวางใกล้หน้าต่างมากขึ้นเติมสารอาหารด้วยปุ๋ยบำรุง: ดินในกระถางมีสารอาหารจำกัด สำหรับไม้ประดับใบในบ้าน แนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า (เช่น ปุ๋ยออสโมโค้ท สูตรบำรุงใบ) โรยรอบโคนต้นเพียง 3-4 เดือนต่อครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ทำให้ดินเค็มจัดสรุป การเลือกต้นไม้มงคลปลูกในบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อเรื่องการดึงดูดโชคลาภ เงินทอง หรือการเสริมดวงชะตาตามศาสตร์ของคนโบราณเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะตั้งใจเลือก ต้นไม้มงคลปลูกในบ้านแล้วรวย อย่างกวักมรกตและศุภโชคเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง เลือก ต้นไม้มงคลปลูกในร่ม อย่างพลูด่างเพื่อตกแต่งมุมทำงานที่แสนอุดอู้ให้มีชีวิตชีวา หรือวาง ต้นไม้มงคล ปลูกในห้องนอน อย่างลิ้นมังกรเพื่อการสูดอากาศบริสุทธิ์และยกระดับการนอนหลับ ต้นไม้ทุกต้นล้วนทำหน้าที่สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ลดความตึงเครียด และคืนความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติกลับสู่พื้นที่ส่วนตัวของคุณอีกครั้ง

ไหว้พระแม่อุมาเทวี ขอพรความรัก การงาน (คู่มือสายมู 2026)

08 เม.ย. 2026

ไหว้พระแม่อุมาเทวี ขอพรความรัก การงาน (คู่มือสายมู 2026)

เคล็ดลับไหว้ "พระแม่อุมาเทวี"ขอพรความรัก การงาน ให้ปัง ฉบับสายมูตัวจริง หากพูดถึงเทพฮินดูที่ประทานพรด้านความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชื่อของ พระแม่อุมาเทวี ย่อมเป็นชื่อแรกๆ ที่สายมูเตลูทุกคนต้องนึกถึง สังเกตได้จากคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลไปสักการะตามเทวสถานต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการมูเตลู หรือผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาชีวิตและต้องการที่พึ่งทางใจ อาจจะมีคำถามในใจว่า พระแม่อุมาเทวีคือใคร ท่านศักดิ์สิทธิ์ด้านไหน พระแม่อุมาเทวีช่วยเรื่องอะไรบ้าง และถ้าอยากจะไปกราบไหว้ขอพรให้สมดั่งใจหมาย พระแม่อุมาเทวี มีที่ไหนบ้าง วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่ตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการบูชาพระแม่อุมาเทวีมาฝากกันค่ะ ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา พิกัดสถานที่ไหว้ยอดฮิต ไปจนถึงวิธีเตรียมของไหว้และบทสวดที่ถูกต้อง รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณสามารถไปไหว้ขอพรได้อย่างมั่นใจและรับความปังกลับบ้านแน่นอน!พระแม่อุมาเทวีคือใคร? มารดาแห่งจักรวาลผู้เปี่ยมด้วยเมตตา คำถามแรกที่หลายคนสงสัยคือ พระแม่อุมาเทวีคือใคร? ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระแม่อุมาเทวี (หรืออีกพระนามหนึ่งคือ ปารวตี) ทรงเป็นพระชายาของพระศิวะ (หนึ่งในตรีมูรติผู้ทำลายล้างและสร้างโลกใหม่) และทรงเป็นพระมารดาของเทพที่สำคัญอีกสองพระองค์ ได้แก่ พระพิฆเนศ (เทพแห่งความสำเร็จ) และพระขันธกุมาร (เทพแห่งสงคราม) พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่ง "ศักติ" หรือพลังอำนาจแห่งสตรีเพศ ทรงเป็นมารดาแห่งจักรวาลที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ความงดงาม และความรักอันบริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกัน หากมีภัยอันตรายหรืออธรรมมารุกราน พระองค์ก็สามารถอวตารร่างเป็นปางที่ดุดันเพื่อปราบมารได้เช่นกัน โดยปางอวตารที่ผู้คนนิยมบูชามีดังนี้ปางพระแม่อุมาเทวี (ปารวตี): ปางที่เปี่ยมด้วยความเมตตา อ่อนโยน ประทานพรด้านความรัก ครอบครัว และความสงบสุขปางพระแม่ทุรคา: ปางแห่งพละกำลัง มี 10 ถึง 18 กร ประทับบนหลังสิงโตหรือเสือ ทรงเป็นตัวแทนของการปราบปรามศัตรูและอุปสรรคต่างๆปางพระแม่กาลี: ปางที่ดุดันที่สุด มีรูปลักษณ์น่าเกรงขาม ทรงทำลายล้างความชั่วร้าย ไสยเวท และมนต์ดำทั้งปวง ใครที่ถูกปองร้ายหรือมีศัตรูมักจะไปขอพึ่งบารมีท่านพระแม่อุมาเทวีช่วยเรื่องอะไร? สายมูต้องรู้! ด้วยความที่พระองค์ทรงเป็นมารดาแห่งโลกธาตุ พรที่พระองค์ประทานให้จึงครอบคลุมแทบจะทุกมิติของการใช้ชีวิต หากถามว่า พระแม่อุมาเทวีช่วยเรื่องอะไร นี่คือ 4 เรื่องหลักๆ ที่ผู้คนมักจะได้รับความสมหวังกลับไปความรักและการครองคู่: นี่คือไฮไลท์สำคัญ! พระแม่อุมาเทวีทรงมีความรักที่มั่นคงและภักดีต่อพระศิวะเพียงพระองค์เดียว ผู้คนจึงนิยมไปขอพรให้พบเจอคู่ครองที่ดี ขอให้ความรักราบรื่น หรือหากใครมีปัญหาครอบครัว ก็มักจะไปขอให้ท่านช่วยผูกพันจิตใจให้กลับมารักใคร่ปรองดองกันการขอบุตร: สำหรับคู่สามีภรรยาที่แต่งงานมานานแล้วแต่ยังไม่มีทายาท มักจะไปขอบุตรกับท่าน เพราะเชื่อว่าท่านคือมารดาผู้ให้กำเนิดที่พร้อมจะประทานลูกน้อยที่น่ารักและเลี้ยงง่ายมาให้หน้าที่การงานและการเลื่อนขั้น: นอกจากเรื่องความรักแล้ว พลังแห่งศักติยังหมายถึงพลังอำนาจ บารมี และความเป็นผู้นำ การขอพรเรื่องความก้าวหน้าในสายอาชีพ ขอให้เจ้านายเมตตา หรือขอให้ธุรกิจเติบโต ก็เป็นสิ่งที่ท่านโปรดปรานที่จะประทานให้ขจัดศัตรูและปัดเป่าอุปสรรค: หากชีวิตติดขัด โดนกลั่นแกล้ง หรือมีคนคิดร้าย การบูชาพระองค์ (โดยเฉพาะในปางทุรคาหรือกาลี) จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นออกไปจากชีวิต ทำให้ทางเดินชีวิตโล่ง โปร่ง และราบรื่นขึ้นพระแม่อุมาเทวี มีที่ไหนบ้าง? แจกพิกัดไหว้ขอพรสุดปัง เมื่อทราบแล้วว่าท่านศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน ลำดับต่อไปคือการเดินทางไปสักการะ สำหรับคนที่กำลังค้นหาว่า พระแม่อุมาเทวี มีที่ไหนบ้าง เราได้คัดเลือก 3 พิกัดเด่นๆ ที่เดินทางง่ายและขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์มาฝากค่ะขอบคุณรูปจาก travel.trueid1. วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) นี่คือแลนด์มาร์กอันดับ 1 ของประเทศไทยสำหรับผู้ที่ต้องการไหว้เทพฮินดู วัดแขกสีลมมีสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้ที่งดงามตระการตา องค์พระประธานคือพระแม่อุมาเทวี นอกจากนี้ยังมีองค์เทพอื่นๆ ให้สักการะอย่างครบถ้วนจุดเด่น: มีพลังงานที่ดีมาก พราหมณ์ที่นี่เป็นพราหมณ์จากอินเดียแท้ๆ ของไหว้สามารถหาซื้อได้สะดวกทั้งในและนอกวัด และเป็นจุดศูนย์กลางของงานเทศกาลนวราตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทยการเดินทาง: BTS สถานีเซนต์หลุยส์ หรือ ศาลาแดง แล้วต่อรถสาธารณะ หรือเดินเท้าประมาณ 10-15 นาทีขอบคุณรูปจาก siamganesh2. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ (เสาชิงช้า) เทวสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ภายในมีโบสถ์ที่ประดิษฐานเทวรูปสำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หนึ่งในนั้นคือ โบสถ์สถานพระแม่ซึ่งประดิษฐานพระแม่อุมาเทวี พระแม่สรัสวดี และพระแม่ลักษมีจุดเด่น: บรรยากาศสงบร่มเย็น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำสมาธิและสวดมนต์ขอพรอย่างตั้งใจ ไม่พลุกพล่านเท่าปริมณฑลอื่นๆการเดินทาง: MRT สถานีสามยอด เดินเท้าต่อประมาณ 10 นาทีขอบคุณรูปจาก matichon online3. ศาลพระแม่อุมาเทวี หน้า Big C ราชดำริ สำหรับสายช้อปปิ้งที่ไม่อยากเดินทางไกล ใจกลางย่านราชประสงค์ก็มีศาลพระแม่อุมาเทวีตั้งอยู่ บริเวณด้านหน้าห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ (ฝั่งตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์)จุดเด่น: เดินทางสะดวกมาก สามารถจัดทริปไหว้เทพย่านราชประสงค์ได้ครบจบในวันเดียว (เช่น พระพรหมเอราวัณ พระตรีมูรติ พระพิฆเนศ)การเดินทาง: BTS สถานีชิดลม เดินผ่าน Skywalk มายังหน้าห้างบิ๊กซีได้เลยวิธีไหว้พระแม่อุมาเทวีให้สัมฤทธิ์ผล (พร้อมของไหว้) การไหว้เทพฮินดูมีข้อปฏิบัติและธรรมเนียมที่ควรทราบ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและให้การขอพรของเราส่งไปถึงองค์เทพได้ดีที่สุดของไหว้ที่พระแม่อุมาเทวีโปรดปราน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ห้ามถวายเนื้อสัตว์ทุกชนิดโดยเด็ดขาด (รวมถึงขนมที่มีส่วนผสมของไข่) ควรเน้นไปที่ผลไม้ ดอกไม้ และขนมหวานที่มีสีสันสดใส โดยเฉพาะสีแดงและสีชมพู ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ดอกไม้มงคล: นิยมใช้ ดอกกุหลาบแดง, ดอกดาวเรือง, ดอกมะลิ, หรือดอกบัวแดง การถวายดอกไม้สีแดงสื่อถึงพลังงาน ความรักที่สดใส และความภักดี ส่วนการถวายพวงมาลัยดอกดาวเรืองสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตผลไม้สด: แนะนำทับทิม, แอปเปิลแดง, กล้วยน้ำว้า (กล้วยหอม), และมะพร้าวอ่อน ทับทิมและแอปเปิลแดงสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ ส่วนน้ำมะพร้าวเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์เครื่องดื่มบริสุทธิ์: นมสดจืด, น้ำแดง, น้ำอ้อย, หรือน้ำเปล่าบริสุทธิ์ นมสดถือเป็นเครื่องบูชาชั้นสูงตามคติฮินดู สื่อถึงความบริสุทธิ์และการหล่อเลี้ยงชีวิตขนมหวาน (ต้องไม่มีไข่): เช่น ขนมลาดู, ขนมโมทกะ, ขนมเปียกปูน, ทองหยิบทองหยอด (หากทำจากธัญพืชและน้ำตาล) หรือขนมอินเดียที่มีกลิ่นหอมและรสหวาน สื่อถึงความหอมหวานและความสุขสมหวังในชีวิตเครื่องหอมสักการะ: ธูปหอม (นิยมใช้ 9 ดอก), กำยานกลิ่นดอกไม้หรือไม้จันทน์, และน้ำมันตะเกียง แสงสว่างและกลิ่นหอมจะช่วยนำพาคำอธิษฐานไปสู่สรวงสวรรค์ และเป็นการปัดเป่าความมืดมิดออกจากชีวิตข้อห้ามและข้อควรระวังในการไปไหว้ (สำคัญมาก)งดเนื้อสัตว์ก่อนไปไหว้: แนะนำให้ทานมังสวิรัติหรือเจอย่างน้อย 1 มื้อ หรือ 1 วันก่อนไปสักการะ เพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์สตรีมีครรภ์และสตรีที่มีรอบเดือน: ตามธรรมเนียมฮินดูดั้งเดิม (โดยเฉพาะที่วัดแขก สีลม) ไม่อนุญาตให้สตรีที่มีรอบเดือนเข้าไปในพื้นที่ประกอบพิธีด้านในสุด เนื่องจากถือเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังขับของเสีย ควรเลื่อนวันไปก่อนเพื่อความสบายใจและเป็นการให้เกียรติสถานที่การแต่งกาย: แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย งดกางเกงขาสั้น กระโปรงสั้น เสื้อสายเดี่ยว และควรหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าสีดำหรือสีไว้ทุกข์ แนะนำให้ใส่สีสันสดใส เช่น สีแดง สีชมพู สีเหลือง หรือสีขาวสวดมนต์ให้ปัง! บทสวดบูชาพระแม่อุมาเทวี เมื่อเตรียมของไหว้และกายใจพร้อมแล้ว ลำดับการไหว้ที่ถูกต้องคือ ต้องสวดบูชาพระพิฆเนศก่อนเสมอ เพื่อขอเปิดทางและขจัดอุปสรรคในการสื่อสารกับเทพยดา1. บทสวดบูชาพระพิฆเนศ (สวด 3 จบ) โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา2. บทสวดบูชาพระแม่อุมาเทวีโอม ไจ มาตา ดี (3 จบ)โอม ชยะ ศรี ปารวตี มาตา (3 จบ)โอม ศรี มหา อุมาเทวะไย นะมะฮา (3 จบ)โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา เจ นะมะฮา (3 จบ)โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะทุติยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะตะติยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะโอม โรคา นะเศษา นะปะหัมสิตุษฎารุษฏาตุกามาน สะกะลา นะภีษะตานตะวามา ศะริตานาม นะวิปัน นะรานามตะวามา ศะริตายา ศะระยะตาม ปะระยานติ (1 จบ) ทริคการอธิษฐาน: ให้บอกชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิดของตนเองให้ชัดเจน ตามด้วยคำอธิษฐาน ควรขอทีละเรื่องอย่างเจาะจง ไม่ควรขอแบบกว้างๆ เช่น "ขอให้รวย" แต่ควรเปลี่ยนเป็น "ขอให้โปรเจกต์งานที่กำลังทำอยู่...ประสบความสำเร็จ ได้กำไร..." เป็นต้นเทศกาลนวราตรี (Navaratri) ช่วงเวลาทองของสายมู หากคุณอยากรับพลังบารมีจากพระแม่อุมาเทวีแบบขั้นสุด ไม่ควรพลาด "เทศกาลนวราตรี" ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองชัยชนะของพระแม่อุมาเทวี (ปางพระแม่ทุรคา) ที่มีต่ออสูรควาย (มหิงสาสูร) โดยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมของทุกปี (ขึ้นอยู่กับปฏิทินจันทรคติ) เทศกาลนี้จะกินระยะเวลา 9 วัน 9 คืน ซึ่งตามเทวสถานต่างๆ อย่างวัดแขก สีลม จะมีการจัดพิธีบูชาอย่างยิ่งใหญ่ มีการสวดมนต์ ทำพิธีโฮมัม (บูชาไฟ) และในวันสุดท้าย หรือที่เรียกว่า "วันวิชัยทัสมิ" จะมีงานแห่ขบวนเทวรูปไปตามท้องถนนอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา เชื่อกันว่าใครที่ได้มาร่วมงานและรับคำพรจากพราหมณ์ในวันนั้น จะได้รับสิริมงคลสูงสุด ช่วยล้างซวย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และพลิกฟื้นดวงชะตาได้อย่างน่าอัศจรรย์ขอบคุณรูปจาก THE STANDARD TEAMสรุปทิ้งท้ายการเดินทางไปกราบไหว้ พระแม่อุมาเทวี ไม่ได้เป็นเพียงแค่การร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดลบันดาลโชคชะตาเท่านั้น แต่ยังเป็นกุศโลบายที่ช่วยให้เรามีสติ มีที่พึ่งทางใจ และเป็นการตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อใจเราสงบและมีความหวัง พลังบวกเหล่านั้นก็จะดึงดูดสิ่งดีๆ ทั้งความรักดีๆ และโอกาสในหน้าที่การงานให้เข้ามาหาเราเองอย่างไรก็ตาม นอกจากการสวดมนต์ขอพรแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พรนั้นสัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้นคือ "การลงมือทำ" ควบคู่ไปกับการประพฤติตนเป็นคนดี คิดดี ทำดี ตามหลักคำสอนของศาสนานั่นเอง

ตี่จู้เอี๊ยะ ตั้งตรงไหน ไหว้ธูปกี่ดอก? รวมคู่มือบูชาฉบับอัปเดต 2569

13 มี.ค. 2026

ตี่จู้เอี๊ยะ ตั้งตรงไหน ไหว้ธูปกี่ดอก? รวมคู่มือบูชาฉบับอัปเดต 2569

"ตี่จู้เอี๊ยะ" ตั้งตรงไหน ไหว้ธูปกี่ดอก ให้บ้านร่มเย็น เรียกทรัพย์ตลอดปี สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน หรือแม้แต่คนไทยแท้ๆ ที่มีความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย การซื้อบ้านใหม่หรือการเปิดร้านค้า สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คือการอัญเชิญ "ตี่จู้เอี๊ยะ" มาประดิษฐาน ด้วยความเชื่อที่ว่าท่านคือเทพเจ้าผู้ดูแลผืนดินและปกปักรักษาเคหสถานนั้นๆ อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเกิดความสับสนและมีคำถามมากมาย เช่น ศาลตี่จู้เอี๊ยะคืออะไรกันแน่? ตี่จู้เอี๊ยะ ตั้งตรงไหน ถึงจะถูกหลักฮวงจุ้ยและไม่บังเจ้าของบ้าน? และเวลาบูชาจริงต้อง ตี่จู้เอี๊ยะ ไหว้ธูปกี่ดอก?ศาลตี่จู้เอี๊ยะ คืออะไร? ทำความเข้าใจความสำคัญของเทพเจ้าประจำบ้าน ก่อนจะไปดูวิธีตั้ง เรามาทำความรู้จักกับรากฐานความเชื่อกันก่อน ศาลตี่จู้เอี๊ยะ คือ ศาลเจ้าที่จีนขนาดเล็กที่มักตั้งอยู่ติดกับพื้นดิน ภายในบ้านหรือร้านค้า คำว่า "ตี่" (地) แปลว่า ดิน, "จู้" (主) แปลว่า เจ้า, และ "เอี๊ยะ" (爺) แปลว่า ท่านหรือปู่ รวมกันจึงหมายถึง "เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในผืนดิน" หรือเจ้านายแห่งที่ดินบริเวณนั้นๆ ในวัฒนธรรมจีน เชื่อว่าทุกตารางนิ้วของพื้นดินมีเทพเจ้าดูแลอยู่ การตั้งตี่จู้เอี๊ยะจึงเปรียบเสมือนการให้ความเคารพแก่เจ้าของที่เดิม และอัญเชิญท่านมาประทับเพื่อปกปักรักษา: คุ้มครองคนในบ้านให้พ้นจากอันตราย สิ่งชั่วร้าย และอุบัติเหตุสร้างความร่มเย็น: ดลบันดาลให้ครอบครัวมีความรักใคร่กลมเกลียว ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเรียกโชคลาภ: ส่งเสริมเรื่องการงาน การค้าขาย และดึงดูดเงินทองให้ไหลเข้าบ้านปัดเป่าอุปสรรค: ช่วยให้การดำเนินชีวิตหรือธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ศาลตี่จู้เอี๊ยะส่วนใหญ่จะมีสีแดงสด แต่งแต้มด้วยสีทอง ซึ่งสีแดงสื่อถึงความเป็นสิริมงคล ความสุข และพลังงานหยาง (Yang Energy) ส่วนสีทองสื่อถึงความมั่งคั่งและรวยทองฮวงจุ้ยการจัดวาง: ตี่จู้เอี๊ยะ ตั้งตรงไหนให้ถูกหลัก เรียกทรัพย์ ไม่กาลกิณี นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดและคนค้นหามากที่สุด: ตี่จู้เอี๊ยะ ตั้งตรงไหน? การวางตำแหน่งตี่จู้เอี๊ยะผิดจุดอาจส่งผลเสียต่อฮวงจุ้ยของบ้าน ทำให้อับโชค หรือคนในบ้านเจ็บป่วยได้ ดังนั้น ควรยึดหลักการดังต่อไปนี้ตำแหน่งมงคลที่ "ควร" ตั้งตี่จู้เอี๊ยะตั้งติดพื้นดินเสมอ: ตี่จู้เอี๊ยะคือเทพแห่งผืนดิน ฐานของศาลต้องวางอยู่บนพื้นบ้านโดยตรง ห้ามตั้งบนหิ้งสูง ห้ามแขวน และห้ามมีอะไรมารองฐานให้สูงเกินความจำเป็น (ยกเว้นฐานรองศาลที่ทำมาคู่กันโดยเฉพาะ)หันหน้าออกประตูหน้าบ้าน: ตำแหน่งที่ดีที่สุดคือการวางศาลโดยหันหน้าออกไปทางประตูหลักของบ้าน เพื่อให้ท่านคอยตรวจตราคนเข้าออก ปัดเป่าสิ่งไม่ดี และดักรับพลังงานโชคลาภที่ไหลเข้ามามีผนังทึบด้านหลัง: ด้านหลังของศาลตี่จู้เอี๊ยะควรเป็นผนังทึบที่มั่นคง เปรียบเสมือนมีภูเขาเป็นที่พิงหลัง เสริมความมั่นคงในหน้าที่การงานและการเงิน ห้ามพิงกระจกหรือช่องว่างบริเวณที่โปร่ง โล่ง สว่าง: จุดที่ตั้งควรสะอาด มีแสงสว่างเพียงพอ และไม่อับชื้น เพื่อให้พลังงานชี่ (Qi) ไหลเวียนได้สะดวกตำแหน่งต้องห้าม! "ห้าม" ตั้งตี่จู้เอี๊ยะเด็ดขาด หากคุณไม่อยากให้อับโชค หรือมีเรื่องร้อนใจในบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการตั้งศาลตี่จู้เอี๊ยะในจุดเหล่านี้ห้ามตั้งใต้บันได: การวางท่านไว้ใต้บันไดเปรียบเสมือนการให้คนเดินข้ามหัวท่านตลอดเวลา ถือเป็นการลบหลู่และทำให้คนในบ้านไม่เจริญก้าวหน้าห้ามหันหน้าเข้าห้องน้ำ หรือวางติดผนังห้องน้ำ: ห้องน้ำเป็นแหล่งรวมพลังงานลบ (ความสกปรก อับชื้น) การวางศาลใกล้ห้องน้ำจะทำให้โชคลาภหดหาย และส่งผลเสียต่อสุขภาพห้ามวางติดผนังห้องครัว หรือใกล้เตาไฟ: พลังงานไฟที่ร้อนแรงจากห้องครัวจะทำให้องค์เทพอยู่ไม่สุข ส่งผลให้คนในบ้านมีเรื่องร้อนใจ ทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยห้ามวางใต้คานบ้าน: คานเปรียบเสมือนแรงกดทับ จะทำให้การเงินติดขัด การงานอุปสรรคเยอะห้ามวางใกล้ถังขยะหรือที่เก็บรองเท้า: พื้นที่รอบศาลต้องบริสุทธิ์ การวางสิ่งสกปรกไว้ใกล้ๆ จะทำให้ท่านไม่ประทับอยู่และนำความไม่เป็นมงคลมาสู่บ้านพิธีบูชาประจำวันและวันพระจีน: ตี่จู้เอี๊ยะ ไหว้ธูปกี่ดอก และต้องเตรียมอะไรบ้าง? เมื่อตั้งศาลเรียบร้อยแล้ว การบูชาอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการรักษาสิริมงคล หลายคนยังสงสัยว่า ตี่จู้เอี๊ยะ ไหว้ธูปกี่ดอก? จึงจะถูกต้อง คำตอบคือ: ใช้ธูป 5 ดอก เหตุผลที่ใช้ธูป 5 ดอก เพราะเป็นการบูชาธาตุทั้ง 5 (ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง) และทิศทั้ง 5 (เหนือ ใต้ ออก ตก และกลาง) เพื่อให้เทพเจ้าตี่จู้เอี๊ยะดูแลคุ้มครองทั่วทุกทิศทางเช็คลิสต์ของไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ (ประจำวัน) สำหรับการไหว้ในทุกๆ เช้า เพื่อเป็นการบอกกล่าวและขอพรให้ราบรื่นตลอดวัน สิ่งที่ต้องเตรียมมีเพียงไม่กี่อย่าง:น้ำชา 5 ถ้วย: (หรือน้ำเปล่าสะอาด) ควรเปลี่ยนใหม่ทุกวันธูป 5 ดอกส้ม 5 ลูก: ส้มสื่อถึงโชคลาภ ความสุข และความสำเร็จเช็คลิสต์ของไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ (วันพระจีน - ชิวอิก/จับโหงว) ในวันพระจีน (วันที่ 1 และ 15 ของจันทรคติจีน) ควรไหว้ให้พิเศษขึ้น โดยเพิ่มของไหว้ดังนี้:ผลไม้มงคล 3 หรือ 5 อย่าง: เช่น ส้ม (โชคดี), แอปเปิล (สันติสุข), องุ่น (ความเจริญ), สับปะรด (ความรอบรู้) หลีกเลี่ยงผลไม้ชื่อไม่ดี เช่น ระกำ, ลางสาดขนมมงคล: เช่น ขนมถ้วยฟู (เฟื่องฟู), ขนมจันอับ (ความสุข), ซาลาเปา (เปาไช้ - ห่อโชค)กระดาษเงินกระดาษทอง: (หงิ่งเตี๋ย) เพื่อเผาถวายท่าน(หากขอพรใหญ่) ของคาว: เช่น หมูสามชั้นต้ม, ไก่ต้ม, เป็ดต้ม (ชุดซาแซ หรือ โหงวแซ)ขั้นตอนการไหว้ตี่จู้เอี๊ยะแบบถูกต้อง ให้ได้ผลลัพธ์ทันใจ เพื่อให้การขอพรของคุณส่งถึงเทพเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ทำความสะอาด: เริ่มจากเช็ดทำความสะอาดศาลและบริเวณรอบๆ ให้สะอาด เปลี่ยนน้ำชาเก่าออกแล้วรินน้ำชาใหม่ 5 ถ้วยจัดของไหว้: นำผลไม้ ขนม หรือของคาวที่เตรียมไว้ จัดวางด้านหน้าศาลอย่างเป็นระเบียบจุดธูป: จุดธูป 5 ดอกกล่าวอธิษฐาน: พนมมือถือนามสิงห์ (หรือแผ่นจารึกชื่อเทพ) ยืนหน้าศาล กล่าวชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และบอกกล่าวท่านว่าวันนี้วันอะไร ขอนำของไหว้มาถวาย พร้อมขอพร (ควรขอพรในสิ่งที่เป็นไปได้ และขออย่างตั้งใจ)ปักธูป: ปักธูป 5 ดอกลงในกระถางธูปอย่างตั้งใจ (ปักให้ตรง ไม่เอียง)เผากระดาษ (ถ้ามี): เมื่อธูปหมดไปประมาณครึ่งดอก ให้นำกระดาษเงินกระดาษทองไปเผาในที่ที่เหมาะสมลาของไหว้: เมื่อธูปหมดดอก ให้นำของไหว้มาแบ่งกันทานในครอบครัวเพื่อความเป็นสิริมงคลการดูแลรักษาศาลตี่จู้เอี๊ยะ: เคล็ดลับให้ท่านอยู่ติดบ้าน เรียกทรัพย์ไม่หยุด ศาลตี่จู้เอี๊ยะที่สะอาด หมั่นดูแล เปรียบเสมือนบ้านที่น่าอยู่ เทพเจ้าก็พร้อมจะประทับอยู่และประทานพร การปล่อยให้ศาลสกปรก อับเฉา จะทำให้โชคลาภติดขัด นี่คือเช็คลิสต์การดูแลเปลี่ยนน้ำทุกวัน: ห้ามปล่อยให้น้ำแห้งหรือสกปรกเด็ดขาดทำความสะอาดฝุ่น: ปัดกวาดฝุ่นรอบศาลและบนตัวศาลเป็นประจำจัดการก้านธูป: หากก้านธูปเต็มกระถาง ให้ถอนออก (เหลือไว้ 5 ก้านเสมอ) เพื่อให้กระถางไม่รกและรับโชคใหม่ๆ ได้เปลี่ยนกิมฮวย (หางนกยูง): ควรเปลี่ยนใหม่ในปีละครั้ง (ช่วงก่อนตรุษจีน) เพื่อความสดใหม่สรุป: บูชาตี่จู้เอี๊ยะอย่างเข้าใจ นำมาซึ่งความสุขและความมั่งคั่ง การจัดตั้งและบูชา "ตี่จู้เอี๊ยะ" ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด หากคุณทำความเข้าใจถึงความหมาย และปฏิบัติตามหลักฮวงจุ้ยอย่างถูกต้อง การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมอย่าง ตี่จู้เอี๊ยะ ตั้งตรงไหนที่ถูกต้อง การรู้ว่าตี่จู้เอี๊ยะ ไหว้ธูปกี่ดอก และหมั่นดูแลรักษาศาลให้สะอาดอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้องค์เทพประทับอยู่คู่บ้าน คอยปกปักรักษาครอบครัวของคุณให้ร่มเย็นเป็นสุข และเปิดทางให้โชคลาภ เงินทอง ไหลมาเทมาตลอดปี

เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย บูชาอย่างไรให้รวย? บทสวดเรียกทรัพย์ 2569

14 ก.พ. 2026

เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย บูชาอย่างไรให้รวย? บทสวดเรียกทรัพย์ 2569

เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เปิดตำราเทพแห่งความมั่งคั่งบูชาถูกวิธี ชีวิตเปลี่ยนเป็นเศรษฐี ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง การมีความเก่งกาจในการทำธุรกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับความสำเร็จที่ยั่งยืน คนไทยเชื้อสายจีนและนักธุรกิจทั่วเอเชียจึงให้ความสำคัญกับ "ที่พึ่งทางใจ" เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและดึงดูดพลังงานบวก และเมื่อเอ่ยถึงเทพเจ้าที่เป็นที่สุดแห่งเรื่องเงินทอง โชคลาภ และความมั่งคั่ง ชื่อแรกที่ทุกคนต้องนึกถึงคือ "เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" (Cai Shen Ye) ทุกครั้งที่เวียนมาบรรจบถึงเทศกาลตรุษจีน ภาพที่คุ้นตาคือผู้คนจำนวนมากต่างจัดเตรียมโต๊ะไหว้เพื่อรอรับเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยเข้าสู่เคหะสถานเป็นองค์แรกของปี แต่คุณมั่นใจแล้วหรือยังว่าคุณรู้จักท่านดีพอ? ท่านไม่ได้มีเพียงปางเดียว และการไหว้ขอพรก็มีเคล็ดลับที่ลึกซึ้งกว่าแค่การจุดธูป บทความนี้คือไกด์ฉบับสมบูรณ์ที่จะพาคุณไปรู้จักเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ประวัติความเป็นมาที่แท้จริง ขั้นตอนการไหว้ที่ถูกต้อง บทสวดและสถานที่ ไหว้ที่ไหน แล้วปังที่สุด เพื่อเตรียมตัวเปิดรับความเฮงเข้ากระเป๋าแบบจัดเต็มตำนาน "เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" ประวัติและปางต่างๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย (ในภาษาจีนแต้จิ๋ว) หรือ ไฉ่เสินเย่ (ในภาษาจีนกลาง) เขียนอักษรจีนว่า 財神 มีความหมายตรงตัวว่า "เทพเจ้าแห่งทรัพย์สิน" ชาวจีนเชื่อว่าท่านคือเทพชั้นสูงที่จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเริ่มเข้าสู่วันตรุษจีน เพื่อประทานพรด้านโชคลาภ เงินตรา และความสำเร็จให้แก่ผู้ที่ศรัทธา แต่ความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่คือคิดว่าท่านมีเพียงองค์เดียว แท้จริงแล้วตามตำนานจีนโบราณ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยแบ่งออกเป็น 2 ปางหลักๆ ตามลักษณะบุคลิกและหน้าที่ ซึ่งผู้บูชาควรเลือกให้เหมาะกับอาชีพของตนเอง ดังนี้ 1. ไฉ่ซิงเอี๊ยปางบุ๋น (ฝ่ายพลเรือน/ปัญญา) : เทพเจ้าปี่กาน (Bi Gan)ลักษณะเด่น: เป็นรูปขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หน้าตายิ้มแย้ม ใจดี อบอุ่น สวมชุดขุนนางโบราณ มือข้างหนึ่งถือเล่มสมุดบัญชีหรือม้วนกระดาษ อีกข้างหนึ่งถือถุงเงินหรือก้อนทองประวัติและตำนาน: เชื่อกันว่าคือ "ปี่กาน" อัครมหาเสนาบดีในสมัยราชวงศ์ซาง ผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างหาที่สุดมิได้ ท่านถูกทรราชสั่งให้ควักหัวใจออกมาดูเพื่อพิสูจน์ความภักดี เมื่อท่านเสียชีวิต สวรรค์เห็นในความดีจึงแต่งตั้งให้เป็นเทพแห่งโชคลาภ โดยมีนัยยะว่า "เพราะท่านไม่มีหัวใจ ท่านจึงไม่มีความลำเอียง" ท่านจึงแจกจ่ายโชคลาภให้แก่ทุกคนอย่างยุติธรรมที่สุดเหมาะกับใคร: ผู้ที่รับราชการพลเรือน, พนักงานบริษัท, ผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายทั่วไป, นักวิชาการ, ที่ปรึกษา หรืออาชีพที่ใช้ปัญญาและความสามารถในการเจรจา ท่านจะช่วยให้การบริหารเงินราบรื่นและมีสติปัญญาในการหาทรัพย์ 2. ไฉ่ซิงเอี๊ยปางบู๊ (ฝ่ายการทหาร/นักรบ) : เทพเจ้าจ้าวกงหมิง (Zhao Gongming)ลักษณะเด่น: หน้าตาดุดัน น่าเกรงขาม สวมชุดเกราะนักรบ ขี่เสือโคร่งดุร้าย มือข้างหนึ่งถือกระบองเหล็กหรือดาบ อีกข้างถือถุงเงินหรือก้อนทอง บางครั้งจะเห็นท่านเหยียบเสืออยู่ประวัติและตำนาน: "จ้าวกงหมิง" เป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่มีฝีมือการรบเป็นเลิศ มีความกล้าหาญและรักษาสัจจะยิ่งชีพ ท่านสามารถปราบภูตผีปีศาจและศัตรูที่มาราวีได้ เชื่อกันว่าเสือที่ท่านขี่คือพาหนะที่ช่วยตะปบเงินทองเข้าหาเจ้านาย และช่วยเฝ้าทรัพย์สินไม่ให้รั่วไหลเหมาะกับใคร: เจ้าของธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง, ผู้ที่ต้องดูแลลูกน้องจำนวนมาก, ทหาร, ตำรวจ, นักธุรกิจสีเทา, ธุรกิจปล่อยสินเชื่อ หรือผู้ที่ต้องการทวงหนี้สิน ท่านจะช่วยขจัดอุปสรรค ศัตรูคู่แข่ง และช่วยให้เก็บเงินอยู่เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: นอกจากปางจีนแล้ว ในทางพุทธศาสนามหายานและทิเบต ยังมีการนับถือเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยในรูปแบบของ "ท้าวกุเวร" (Vaisravana) หรือ "ชัมภล" (Jambhala) ซึ่งมีรูปลักษณ์และคติความเชื่อที่ใกล้เคียงกัน คือเป็นผู้พิทักษ์ขุมทรัพย์ของโลกเช็คของไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย: เตรียมอย่างไรให้ถูกหลัก 5 หมู่มงคล การไหว้รับ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย นิยมทำในคืนวันซาจั๊บ (วันสิ้นปีจีน) ช่วงเวลาคาบเกี่ยวเข้าสู่วันตรุษจีน (โดยส่วนใหญ่คือเวลา 23.00 – 01.00 น.) สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ของแพง แต่คือ "ความหมาย" ของของไหว้และการจัดเตรียมด้วยความประณีต เราได้รวบรวมรายการของไหว้ที่ต้องมี โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อให้คุณเตรียมได้ง่ายๆ ดังนี้ 1. หมวดรูปเคารพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รูปปั้น หรือ รูปภาพองค์ไฉ่ซิงเอี๊ย: หากไม่มีสามารถใช้ตัวอักษรจีนคำว่า "ไฉ่ซิงเอี๊ย" เขียนใส่กระดาษแดงแทนได้กระถางธูป: ควรใส่ข้าวสารให้เต็มกระถาง (สื่อถึงความกินดีอยู่ดี) และปักกิมฮวยเพื่อความสวยงามเทียนแดง 1 คู่: สื่อถึงแสงสว่างและความรุ่งโรจน์แจกันดอกไม้สด 1 คู่: นิยมใช้ดอกเบญจมาศ หรือดอกไม้มงคลที่มีสีสันสดใส 2. หมวดผลไม้มงคล (เลือก 3 หรือ 5 อย่าง)ส้ม: (ขาดไม่ได้) หมายถึง ทองคำ และความเป็นสิริมงคลกล้วยหอม: (ต้องมีหวีเครือสวย) หมายถึง กวักโชคลาภเข้ามา และให้ลูกหลานสืบสกุลสับปะรด: ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียก "อั่งไล้" แปลว่า โชคลาภกำลังมาถึงองุ่น: หมายถึง ความงอกงามและความเจริญรุ่งเรืองแอปเปิ้ลแดง: หมายถึง ความสันติสุขและสุขภาพที่แข็งแรง 3. หมวดอาหารเจ (เจไฉ่) 5 อย่าง เนื่องจากเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยเป็นเทพชั้นสูง การไหว้ด้วยอาหารเจจึงบริสุทธิ์ที่สุด ประกอบด้วยเห็ดหอม: หมายถึง ความมีชื่อเสียงวุ้นเส้น: หมายถึง อายุยืนยาวฟองเต้าหู้: หมายถึง ความร่ำรวย (รูปลักษณ์คล้ายทองคำ)ดอกไม้จีน: หมายถึง ความเบิกบานสาหร่ายทะเล: ภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า ร่ำรวย 4. หมวดขนมและน้ำขนมจันอับ (จับกิ้ม): ขนมแห้ง 5 อย่าง สื่อถึงความหวานชื่นและความสามัคคีขนมถ้วยฟู หรือ ขนมสาลี่: สื่อถึงความเฟื่องฟู รุ่งเรืองน้ำชา 5 ถ้วย: น้ำชาถือเป็นเครื่องดื่มของเทพเจ้าน้ำสะอาด 5 แก้ว: เพื่อความใสสะอาดบริสุทธิ์ 5. หมวดของมงคลเรียกทรัพย์กระดาษเงินกระดาษทอง (หงิ่งเตี๋ย): จำนวน 12-13 แผ่น (ตามจำนวนเดือนในปฏิทินจีนปีนั้น)เทียบเชิญสีแดง และ สีเขียว: กระดาษสำหรับเขียนชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด ของคนในครอบครัว เพื่อฝากดวงชะตากระเป๋าสตางค์ใบใหม่: ใส่ธนบัตร (เลขมงคล หรือแบงค์ใหม่) ไว้เต็มกระเป๋า เพื่อเป็นเคล็ดเรียกเงินสมุดบัญชีธนาคาร: วางไว้เพื่อขอพรให้ยอดเงินเพิ่มพูนขั้นตอนการไหว้และวิธีตั้งโต๊ะรับทรัพย์ เมื่อเตรียมของครบแล้ว ขั้นตอนการไหว้ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พิธีการลื่นไหลและทรงพลังที่สุดขั้นตอนที่ 1: เช็คฤกษ์และทิศทาง ในแต่ละปี ทิศที่องค์ไฉ่ซิงเอี๊ยจะเสด็จลงมาจะแตกต่างกัน คุณต้องตรวจสอบปฏิทินจีนประจำปีนั้นๆ ว่าท่านมาทิศไหน ให้หันหน้าโต๊ะไหว้ไปทางทิศนั้นขั้นตอนที่ 2: การจัดโต๊ะ ตั้งโต๊ะไหว้ในที่โล่งแจ้ง หน้าบ้าน หรือดาดฟ้า (ต้องมองเห็นท้องฟ้า) ปูผ้าสีแดง จัดวางกระถางธูปไว้ด้านหน้าสุด ตามด้วยถ้วยน้ำชา/น้ำ และเรียงลำดับของไหว้ตามความเหมาะสม วางเทียบเชิญและกระดาษเงินกระดาษทองไว้ใกล้ๆขั้นตอนที่ 3: เริ่มพิธี เมื่อถึงฤกษ์มงคล ให้ผู้นำครอบครัวจุดธูป (3, 5, 9 หรือ 12 ดอก แล้วแต่ตำรา แต่ปกตินิยม 3 ดอกเพื่อระลึกถึง ไตรสรณคมน์ หรือ เทพเจ้า 3 ภพ) พร้อมจุดเทียนแดงขั้นตอนที่ 4: กล่าวคำเชิญและสวดมนต์ กล่าวชื่อ-นามสกุล ของตนเองและคนในครอบครัวอย่างชัดเจน แจ้งที่อยู่บ้านเลขที่ แล้วกล่าวเชิญเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยให้มารับเครื่องสักการะ (ดูบทสวดในหัวข้อถัดไป)ขั้นตอนที่ 5: ขอพร เมื่อสวดจบ ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร "เน้นขอเรื่องโชคลาภและการงานโดยเฉพาะ" ขอให้ท่านประทานความมั่งคั่ง ขจัดอุปสรรคทางการเงินขั้นตอนที่ 6: ลาของไหว้และเผากระดาษ เมื่อธูปไหม้หมดไปประมาณครึ่งดอก ให้ทำการลาของไหว้ นำกระดาษเงินกระดาษทองและเทียบเชิญไปเผาในถังเผาขั้นตอนที่ 7: เชิญเข้าบ้าน (เคล็ดลับสำคัญ) เมื่อเผากระดาษเสร็จ ให้ทำการ "อัญเชิญกระถางธูป" และ "รูปปั้นเทพเจ้า" เข้าสู่ตัวบ้าน โดยให้คนถือเดินนำเข้าบ้านและวางบนหิ้งพระที่เตรียมไว้ เสมือนการเชิญท่านเข้ามาประทับให้พรตลอดปีบทสวดเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย หัวใจสำคัญของการสื่อสาร เพื่อให้จิตเป็นสมาธิและเชื่อมโยงกับพลังงานศักดิ์สิทธิ์ การสวดมนต์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด นี่คือคาถาที่ได้รับความนิยมและเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์มากคาถาบูชาขอพร (แบบย่อ - สวดได้ทุกวัน)"โอม ชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา" (แนะนำให้สวด 3, 5, 9 หรือ 12 จบ เพื่อความเป็นสิริมงคล)คาถาบูชาเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย (แบบเต็ม) (ตั้งนะโม 3 จบ ก่อนเริ่มสวด)"นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ" (3 จบ)"โอม ชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา โอม อา ฮูม โฮ ฌะ ขอนอบน้อมบูชา เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ผู้ประทานความมั่งคั่ง ร่ำรวย ข้าพเจ้าชื่อ (บอกชื่อ-นามสกุล) ขออัญเชิญบารมีแห่งท่าน โปรดดลบันดาลประทานพร ให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา กิจการค้ารุ่งเรือง ปราศจากอุปสรรคทั้งปวงด้วยเทอญ"เคล็ดลับขณะสวด: ให้พยายามทำจิตใจให้ว่าง ละเว้นความโลภโมโทสัน แต่ให้เน้นความรู้สึก "ขอบคุณ" และ "ศรัทธา" จินตนาการเห็นภาพแสงสีทองสว่างไสวโอบล้อมตัวเราและบ้านเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ไหว้ที่ไหน? แจก 4 พิกัดศักดิ์สิทธิ์รับทรัพย์ทั่วไทย สำหรับใครที่ไม่สะดวกจัดโต๊ะไหว้ที่บ้าน หรือต้องการพลังเสริมดวงแบบคูณสอง การเดินทางไปไหว้ที่ศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงเรื่อง เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย คือทางเลือกที่ดีเยี่ยม เราคัดมาให้แล้วกับ 4 สถานที่ยอดฮิต 1. วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) - เยาวราช ตำนานแห่งย่านไชน่าทาวน์ ที่นี่คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเชื้อสายจีน ภายในประดิษฐานเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยปางมหายานที่แกะสลักอย่างงดงามและดูเข้มขลังจุดเด่น: สามารถทำบุญแก้ชงไปพร้อมๆ กับการขอพรโชคลาภได้ในที่เดียว 2. ศาลเจ้าพ่อเสือ - เสาชิงช้า ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าที่นี่มีเทพเจ้าแห่งโชคลาภประดิษฐานอยู่ด้วย โดยเฉพาะใครที่ทำธุรกิจแล้วติดขัด มีศัตรูคู่แข่งเยอะ ต้องมาที่นี่จุดเด่น: ขอพรเรื่องอำนาจบารมีคู่กับการเงิน (ปางบู๊จะเด่นมากที่นี่) 3. วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ) - อ่างศิลา ชลบุรี ศาลเจ้าที่ยิ่งใหญ่ตระการตาและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในไทย มีอาคาร 4 ชั้น ประดิษฐานเทพเจ้าครบทุกองค์ รวมถึงไฉ่ซิงเอี๊ยที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากจุดเด่น: บรรยากาศดี สถาปัตยกรรมสวยงาม เหมาะกับการพาครอบครัวไปเที่ยวและไหว้พระ 4. เทวาลัยพระพิฆเนศ - ห้วยขวาง แหล่งรวมสายมูเตลูใจกลางเมือง แม้จะเป็นเทวาลัยพราหมณ์ แต่มีการประดิษฐานเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยเพื่อให้คนทำงานกลางคืนและคนรุ่นใหม่ได้กราบไหว้จุดเด่น: เดินทางสะดวกด้วย MRT และเปิดตลอด 24 ชั่วโมงความมั่งคั่งเริ่มที่ "ศรัทธา" และการ "ลงมือทำ" การบูชา เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นกุศโลบายอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษ ที่สอนให้เรารู้จักการ "ตั้งเป้าหมาย" (ผ่านการอธิษฐาน) การ "เตรียมความพร้อม" (ผ่านการจัดโต๊ะไหว้) และการ "มีสติรู้ตื่น" (ผ่านการสวดมนต์) เมื่อคุณมีจิตใจที่สงบ มั่นคง และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกจากการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำพลังใจนั้นไปขับเคลื่อนการทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม ดั่งเช่นประวัติของท่านไฉ่ซิงเอี๊ยทั้งสองปาง เมื่อศรัทธาประสานกับการลงมือทำ ความสำเร็จและความร่ำรวยย่อมรอคุณอยู่ที่ปลายทางอย่างแน่นอนค่ะ

Recap

ไม่ได้อยากมีแฟน แต่อยากมีความรัก l CLUB PRIDE DAY inside EP.19 ยิปโซ อริย์กันตา

14 ก.ค. 2026

ไม่ได้อยากมีแฟน แต่อยากมีความรัก l CLUB PRIDE DAY inside EP.19 ยิปโซ อริย์กันตา

ความรักของ “ยิปโซ” อาจไม่ได้มีนิยามตายตัว เพราะในแต่ละช่วงชีวิต ความรักของยิปโซเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งก็เหมือนว่า"ความรักเปรียบเหมือนอะไรก็ไม่รู้" เมื่อโตขึ้น ยิปโซมองว่าความรักเปลี่ยนไปตามเวลา พอมองย้อนกลับไปในอดีต ยิปโซรู้สึกว่าในแต่ละช่วงชีวิต เราอาจไม่ได้เข้าใจความรักอย่างแท้จริง เช่น ตอนเด็ก ๆ ยิปโซเคยมองว่าความรักคือการให้อีกคนมาก่อนเสมอ ซึ่งในมุมหนึ่งก็จริง แต่พอเอาเข้าจริง เราเองก็อาจทำแบบนั้นไม่ได้เสมอไป จนถึงวันนี้ ยิปโซจึงยังไม่แน่ใจว่าความรักคืออะไรกันแน่ แต่ก็ยังอยากค้นหาคำตอบต่อไป และถ้าจะให้นิยามในตอนนี้ ยิปโซอยากบอกว่า “ความรักคือทุกอย่างที่เรารู้จัก หรืออาจจะมากกว่านั้น”ชอบบรรยากาศของความรัก แต่ไม่ได้แปลว่าอยากมีแฟน ยิปโซยอมรับว่ายิปโซชอบบรรยากาศของการถูกรัก และชอบการมีความรัก แต่ไม่ได้แปลว่ายิปโซอยากมีแฟนเสมอไป สำหรับยิปโซ ชีวิตไม่ได้จำเป็นต้องมีคู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากมีความรัก เพียงแต่ความรักที่เป็น Real Love จริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่าย ความรักแบบนั้นต้องแมตช์กัน ต้องมาในเวลาที่ตรงกัน และต้องมีความรู้สึกที่สมดุลกัน ยิปโซไม่ได้สนใจปัจจัยภายนอกของคนที่จะเข้ามาเป็นคู่ชีวิต ไม่ว่าคนอื่นจะมองเขาอย่างไร ยิปโซไม่สน และพร้อมจะปกป้องเขาด้วยตัวเอง แต่ความรักของยิปโซจะไม่ใช่ความรักแบบตาบอด เพราะสำหรับยิปโซ ความรักต้องมีการให้เกียรติกัน ให้ใจกัน และซื่อตรงต่อกันการถูกเปรียบเทียบกับพี่สาวตั้งแต่วัยเด็ก อีกหนึ่งเรื่องที่ส่งผลต่อความรู้สึกของยิปโซ คือการถูกเปรียบเทียบกับพี่สาวอย่าง “ยิปซี” ยิปโซเพิ่งมารู้ทีหลังว่า การถูกเปรียบเทียบไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอนเข้าวงการ แต่มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ยิปโซมักเจอคำถามว่า “ทำไมไม่เหมือนพี่สาวเลย?” ยิปโซรู้ว่าตัวเองไม่ได้สวยแบบพี่สาว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วทำไมเราต้องเหมือนพี่สาวด้วย? คำถามเหล่านี้ทำให้ยิปโซในวัยเด็กเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือเราเองที่แปลก สิ่งที่เราเป็นอยู่มันผิดหรือเปล่า หรือเราควรเป็นแบบที่คนอื่นอยากให้เป็นความรู้สึกเหล่านั้นกลายเป็นความทุกข์ เป็นความกลัว และทำให้ยิปโซรู้สึกว่า ตัวเองไม่เข้าที่เข้าทาง และไม่ควรเป็นตัวเองจากพี่น้องที่เคยห่างกัน สู่ความสัมพันธ์ที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ในวัยเด็ก ยิปซีกับยิปโซไม่ได้สนิทกันมากนัก ยิปโซยอมรับว่ายิปโซเคยรู้สึกเหมือนตัวเองวิ่งตามพี่สาวมาตลอด แต่ยิ่งวิ่งตาม ก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไกลออกไป ในตอนนั้น ยิปโซเคยสงสัยว่าทำไมพี่สาวถึงไม่รักและไม่ปกป้องยิปโซ แต่ถึงอย่างนั้น ยิปโซก็ไม่เคยมองว่ายิปซีเป็นคนไม่ดี เพราะเข้าใจว่าพี่สาวเองก็มีความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ขณะที่ยิปโซเองก็เจ็บปวดจากสิ่งภายนอก จนวันหนึ่ง ยิปโซรู้สึกเหนื่อย ไม่อยากวิ่งตามอีกต่อไป และเบื่อกับการถูกเปรียบเทียบ ทั้งคู่จึงค่อย ๆ ห่างกัน ต่างคนต่างอยู่ และไม่ค่อยคุยกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่รักกัน ไม่ทำร้ายกัน รวมถึงวุฒิภาวะที่มากขึ้น ทำให้ทั้งสองคนเริ่มกลับมาคุยกัน ปรับความเข้าใจกัน จนตอนนี้กลายเป็นพี่น้องที่คุยกันได้ทุกเรื่อง สำหรับยิปโซ ตอนนี้ความสัมพันธ์กับพี่สาวดีมาก จนยิปโซไม่สามารถมองเห็นภาพชีวิตที่ไม่มีพี่สาวคนนี้ได้อีกแล้วเลือกเรียนบัญชี ทั้งที่ใจจริงอยากเรียนนิเทศ สาเหตุที่ยิปโซเลือกเรียนบัญชี เป็นเพราะพี่ยิปซีเลือกเรียนนิเทศไปแล้ว ทั้งที่ใจจริงยิปโซเองก็อยากเรียนนิเทศเหมือนกัน แม้ที่บ้านไม่ได้บังคับ แต่ยิปโซมีมุมมองว่า ถ้าลูกทั้งสองคนเลือกเรียนเหมือนกัน วันหนึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้น อาจไม่มีใครเป็นเสาหลักให้ครอบครัวได้ ยิปโซจึงเลือกเรียนบัญชีเพื่อกระจายความเสี่ยง ยิปโซรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนั้นคือการไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ทำให้ช่วงเวลาเรียนเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก แม้จะเรียนได้ แต่ลึก ๆ ยิปโซรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ทางของตัวเอง จนมาถึงปี 3 ยิปโซตัดสินใจลาออก ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นเรื่องเสี่ยงมาก ยิปโซก็เคยคิดเหมือนกันว่า ควรทนเรียนให้จบไปเลยไหม เพราะเรียนมาขนาดนี้แล้ว แต่เมื่อกลับมาถามตัวเองว่า “คำว่าเสียเวลาคืออะไร?” ยิปโซก็เริ่มเห็นคำตอบชัดขึ้น การออกจากตรงนี้อาจถูกมองว่าเสียเวลา แต่ถ้ายังฝืนต่อไป ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ มันอาจยิ่งเสียเวลากว่าเดิม เมื่อยิปโซตัดสินใจลาออก สิ่งที่ตามมาคือความกลัว กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะเสียใจ เพราะที่ผ่านมายิปโซเป็นเด็กดีมาตลอด แต่โชคดีที่ครอบครัวรู้จักและเข้าใจยิปโซดี จึงยอมรับการตัดสินใจครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ยิปโซมองว่า "อิสระที่ได้มาก็มีราคาที่ต้องจ่าย" เพราะสิ่งที่ยิปโซเสียไปคือความสามารถในการทำอะไรให้ลุล่วงจนจบ ซึ่งกลายเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตคำฝังใจจากคุณพ่อ หนึ่งในคำพูดที่ฝังใจยิปโซ คือคำพูดของคุณพ่อที่เคยบอกว่า “วันหนึ่งเลี้ยงข้าวป๊าจานหนึ่งนะ” แม้ครอบครัวของยิปโซจะเลี้ยงลูกด้วยความรัก ไม่ได้บังคับว่าลูกต้องกลับมาเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่คำพูดแซวเล่น ๆ ในวันนั้น กลับกลายเป็นประโยคที่ยิปโซจำฝังใจมาตลอดว่า โตขึ้นจะต้องเลี้ยงข้าวคุณพ่อให้ได้ตั้งแต่งานแรกที่ยิปโซเริ่มทำงานได้ ยิปโซก็ให้คุณพ่อคุณแม่ทันที และหลังจากนั้นมาก็เลี้ยงดูพวกท่านมาตลอดจากคนที่ไม่ให้อภัยตัวเอง สู่การใจดีกับตัวเองมากขึ้น ยิปโซเคยเป็นคนที่ไม่ให้อภัยตัวเอง ซึ่งเกิดจากการกดดันตัวเองมากเกินไป ยิปโซไม่อยากใช้คำว่า “กลัวความไม่สมบูรณ์แบบ” แต่อยากใช้คำว่า “เว่อร์” มากกว่า เพราะสำหรับยิปโซ มันไม่มีหรอกที่เราจะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด บางครั้งเราแค่แสดงออกกับสิ่งต่าง ๆ แบบเล่นใหญ่เกินไป เวลาแย่ ก็รู้สึกว่ามันแย่มาก เวลาอะไรดี ก็อวยว่ามันดีมาก แต่ความเว่อร์เกินไปของตัวเอง ก็เคยย้อนกลับมาทำร้ายยิปโซเช่นกัน เช่น เมื่อก่อนเวลาไปถ่ายละครแล้วร้องไห้ไม่ได้ ยิปโซจะโทษตัวเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้งที่ไม่มีใครต่อว่ายิปโซเลย แต่มันเหมือนยิปโซกดดันตัวเองว่าทำได้ไม่ดีพอ จนกลายเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว จนวันหนึ่ง ยิปโซคิดได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องใจร้ายกับตัวเองขนาดนั้น และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการรักตัวเองให้ได้ แค่เริ่มจากการ Be nice to yourself แค่ใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น แค่ให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ไปกับแต่ละสถานการณ์ เท่านั้นเองการคุยกับตัวเอง และการมองตัวเองผ่านหลายมุม ยิปโซเป็นคนที่คุยกับตัวเองบ่อย ๆ แต่ถ้าจะอธิบายให้ชัด มันไม่ใช่การคุยแบบมีภาพชัดเจน แต่เป็นเหมือนการได้ยินเสียงความคิดของตัวเองยิปโซมองว่าสิ่งนี้คือการกลับมาดูตัวเอง โดยใช้ “หลายลูกตา” มองเรื่องเดียวกัน เพราะสิ่งที่เราคิดว่าถูก อาจไม่ได้ถูกทั้งหมดเสมอไปเราจึงต้องฝึกมองหลาย ๆ มุม เพื่อเข้าใจตัวเองและสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้นทุกบทบาทการแสดง คืออีกมุมหนึ่งของชีวิต ในฐานะนักแสดง ยิปโซชอบทุกตัวละครที่เคยแสดงมา เพราะยิปโซมองว่าเวลารับบทเป็นตัวละครหนึ่ง ตัวเราเหมือนได้กลายเป็น “ลูกตา” อีกคู่หนึ่งที่เข้าไปมองชีวิตของเขาทุกบทบาทล้วนให้ข้อคิดและมุมมองใหม่ ๆ กับยิปโซเสมอบท “นุ่น” จาก 32 ธันวา สอนให้เข้าใจว่า คนเราสามารถมีหลายด้านในตัวเองได้ และไม่จำเป็นต้องแสดงทุกด้านให้ทุกคนเห็นบท “อาลัย” จากละครเวทีเรื่อง หลังคาแดง สอนเรื่องการมีความหวัง แม้บางครั้งเราจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ แต่ความหวังก็อาจเป็นแรงที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ต่อและยังยิ้มได้บท “วันหนึ่ง” จาก วันหนึ่งจะเป็นซุปตาร์ สอนเรื่องความกล้า และการยอมถูกมอง ถูกดูถูก ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรักมากพอส่วนบท “แหวน” จาก แหวนดอกไม้ สอนเรื่องความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และการยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงบทสรุปของยิปโซ เรื่องราวของยิปโซไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่ยังเป็นเรื่องของการเติบโต การถูกเปรียบเทียบ การทำความเข้าใจตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเองมากขึ้น จากเด็กที่อยากเป็นคนดีให้ครอบครัว จากคนที่เคยกลัวการทำผิด และเคยตั้งคำถามกับตัวเอง วันนี้ยิปโซค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่ใครคาดหวังเสมอไป บางครั้งการเติบโตอาจไม่ใช่การมีคำตอบให้ทุกเรื่อง แต่อาจเป็นการยอมรับว่า บางเรื่องเรายังไม่รู้ และยังอยากเรียนรู้ต่อไป เหมือนกับนิยามความรักของยิปโซ ที่อาจเป็นทุกอย่างที่เรารู้จัก หรืออาจจะมากกว่านั้นดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

บางความรักสั้นกว่าที่หวัง แต่ยาวนานกว่าที่จะลืม l CLUB PRIDE DAY inside EP.18 แพรวา ณิชาภัทร

17 มิ.ย. 2026

บางความรักสั้นกว่าที่หวัง แต่ยาวนานกว่าที่จะลืม l CLUB PRIDE DAY inside EP.18 แพรวา ณิชาภัทร

การเติบโตในฐานะลูกสาวคนกลาง การเติบโตมาในฐานะลูกคนกลางของบ้าน ทำให้แพรวาต้องรับบทเป็นทั้งน้องและพี่ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน แพรวารู้สึกว่าครอบครัวเตรียมความพร้อมให้เธอมาอย่างดี เพราะที่บ้านไม่ได้เลี้ยงแบบประคบประหงม แต่เลี้ยงให้ทำอะไรเป็นทุกอย่าง และสามารถดูแลทั้งพี่และน้องได้ แต่ในขณะเดียวกัน แพรวาก็เคยเกิดคำถามว่า ทำไมการเป็นลูกสาวถึงถูกปฏิบัติไม่เหมือนลูกชาย เช่น ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านสอนว่า ถ้าอยากกินน้ำหรืออยากได้อะไรให้ไปหยิบเอง แต่เมื่อพี่ชายหิวน้ำ กลับกลายเป็นว่าเขาสามารถบอกให้แพรวาไปหยิบให้ได้ และเมื่อแพรวาบอกให้น้องไปหยิบบ้าง ก็กลายเป็นว่า “เราเป็นพี่ ทำไมไม่ทำให้น้อง” นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามเล็ก ๆ ในใจว่า “แล้วใครจะดูแลเรา” หากมองในแง่ลบ เรื่องนี้อาจทำให้รู้สึกน้อยใจ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้แพรวาได้เรียนรู้การดูแลคนรอบข้าง และกลายเป็นคนที่ชอบเทกแคร์ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวคำสอนจากแม่ที่กลายเป็นหลักคิดในชีวิต คุณแม่มักบอกแพรวาอยู่เสมอว่า “ไม่มีอะไรแย่ ในวันที่จิตใจเราดี” ตอนแรกแพรวายังไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้ จนกระทั่งได้มาทำงาน คำสอนนี้จึงช่วยดึงสติในหลาย ๆ ครั้ง เหมือนในวันที่ชีวิตรู้สึกแย่มาก อย่างน้อยเราก็ยังมีงานทำ ประโยคนี้เหมือนเป็นการสอนให้แพรวารู้จักแยกแยะเรื่องต่าง ๆ และทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด โดยไม่ปล่อยให้ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิมจุดอ่อนคือการถูกมองข้ามและไม่ให้เกียรติ จุดอ่อนของแพรวาคือ การไม่ให้เกียรติหรือการถูกมองข้าม แพรวาจะรู้สึกไม่โอเคมาก ๆ หากถูกกระทำแบบนั้น เมื่อโตขึ้น แพรวาได้เรียนรู้ว่า “การร้องไห้กับเรื่องเศร้า มันยากกว่าการร้องไห้กับเรื่องที่มีความสุข” เธอสังเกตตัวเองว่า เวลารู้สึกเสียใจมาก ๆ กว่าจะร้องไห้ออกมาได้ ต้องผ่านการคิดค่อนข้างเยอะ หรือมีบางอย่างมากระตุ้นให้น้ำตาไหล แต่กลับกลายเป็นว่า เพียงแค่ดูหนังเรื่องหนึ่งที่จบแบบแฮปปี้ ก็ทำให้ร้องไห้ออกมาได้ง่ายกว่า เหมือนกับการที่เราต้องเข้มแข็งตลอดเวลา จนเผลอกดความเสียใจเอาไว้วันที่ต้องเข้มแข็งเพราะเห็นแม่อ่อนแอ แพรวารู้ว่าสิ่งนี้เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ตอนที่คุณยายเสีย จากที่ไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้ แพรวากลับเห็นแม่ร้องไห้ ทั้งที่ในตอนนั้นแพรวายังเด็กและสนิทกับคุณยายมาก แต่แพรวาก็คิดได้ว่า นั่นก็แม่ของเขาเหมือนกัน เหตุการณ์นั้นจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้แพรวารู้สึกว่า เมื่อเห็นแม่อ่อนแอหรือใครก็ตาม เราจะต้องเข้มแข็งให้ได้วิธีจัดการกับความเสียใจ การจัดการความเสียใจของแพรวาคือ การร้องไห้ เพราะมองว่านั่นคือการปลดปล่อย เหมือนได้ระบายสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาอีกวิธีหนึ่งคือการออกกำลังกาย เพราะหากเราไม่ทำอะไรกับความรู้สึกนั้นเลย มันอาจค่อย ๆ กลายเป็นการเก็บกดเส้นทางสู่วงการที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นนักร้อง การเป็นนักแสดงไม่ใช่ความฝันแรกของแพรวา ความฝันจริง ๆ ของเธอคือการเป็นนักร้องหรือแอร์โฮสเตส การเข้าสู่วงการของแพรวาเริ่มจากการตามความฝัน ด้วยการไปสมัคร The Star สองปี แต่ก็ไม่ผ่าน จนกระทั่งช่วงหนึ่ง Hormones เปิดรับสมัครนักแสดง แพรวาจึงลองไปสมัคร และผ่านเข้ารอบมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นนักแสดงก่อนที่จะได้เป็นนักแสดง คุณแม่ไม่เห็นด้วย เพราะกลัวว่าถ้าแพรวาไม่ผ่านจะเสียใจ จนคุณพ่อต้องช่วยพูดว่าให้ลูกได้ลองทำ สุดท้ายแพรวาก็ได้เป็นนักแสดง และเพิ่งมารู้ภายหลังว่าคุณแม่เคยไปบนขอพรให้เธอบท “ขนมปัง” กับวันที่คนยังแยกตัวละครไม่ออก สมัยที่รับบท “ขนมปัง” ใน Hormones แพรวายอมรับว่ากระแสตอนนั้นแรงมาก เหมือนคนยังแยกแยะคาแรกเตอร์กับตัวจริงไม่ได้ ตอนนั้นเธอรู้สึกแย่มากกับคำด่าและคำวิจารณ์ อีกทั้งตอนนั้นยังเป็นเด็กใหม่ในวงการ จึงยังรับมือกับเรื่องแบบนี้ได้ไม่ดีนักจนได้คุยกับพี่ย้ง มุมมองของแพรวาก็เปลี่ยนไปจากคำพูดสั้น ๆ ว่า “ก็เราเล่นดีไง เขาเลยอิน”การรับมือกับคอมเมนต์และพื้นที่สาธารณะ การรับมือกับคอมเมนต์ของแพรวา คือการเข้าใจว่า เมื่อเราเป็นพื้นที่สาธารณะ มันง่ายมากที่เราจะกลายเป็นที่ระบายของคนอื่น แพรวาจึงคิดเพียงว่า “มนุษย์เกิดมาก็ไม่จำเป็นต้องชอบทุกคนบนโลก ทุกคนก็ไม่ได้ชอบเรา แต่มันคือการเมตตาซึ่งกันและกัน”ความรักที่สวยงามเหมือนพลุในดิสนีย์แลนด์ สำหรับแพรวา ความรักเปรียบเหมือนพลุในดิสนีย์แลนด์ ทุกคนชอบเพราะมันสวยงาม แพรวามองว่าทุกความรักล้วนสวยงาม ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือจบลง มันก็ยังมีความสวยงามในแบบของมัน เหมือนพลุในดิสนีย์แลนด์ที่ไม่เหมือนกัน และเปลี่ยนไปได้ตลอดสเปกความรักและคนที่ดูแลหัวใจได้ แพรวาเป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามในความรัก การเป็นผู้ตามของแพรวาเหมือนการทิ้งตัวอยู่บนเรือ บางครั้งเราก็อยากปล่อยให้ใครสักคนดูแล ส่วนเรื่องสเปก แพรวายอมรับว่าชอบคนหล่อ เพราะในวันที่แย่หรือเหนื่อยแค่ไหน แค่ได้เห็นแฟนหน้าตาดี ก็ทำให้มีความสุขได้ แต่ความจริงแล้ว แพรวาชอบคนที่ดูแลจิตใจได้ เช่น ถามคำถามง่าย ๆ ว่า “วันนี้เหนื่อยไหม” เป็นคนที่ดูแลและใส่ใจโดยที่เราไม่ต้องบอก แพรวายอมรับว่าเป็นคนคลั่งรักมาก เพราะหากจะคบใครสักคน เธอจะมองไปถึงอนาคต ถ้าคบกันไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีเป้าหมาย มันเหมือนเสียเวลา แพรวาเป็นคนชัดเจนกับความรักมาก ถ้าใช่ก็คือใช่ ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่มีอะไรซับซ้อนความรักที่เจ็บที่สุด คือการเลิกกันทั้งที่ยังรัก สำหรับความรักที่ผ่านมา แพรวารู้สึกว่าทุกครั้งเธอไปจนสุดทาง ถึงแม้มันจะพังแค่ไหน แต่ก็ได้เรียนรู้เสมอ ครั้งที่เจ็บที่สุดคือ การเลิกกันทั้งที่ยังรักกัน มันไม่ใช่เพราะหมดใจ แต่มันหมดแรงที่จะไปต่อ ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม แต่เพราะรักกัน จึงต้องปล่อยกันไป เพราะมันไปต่อไม่ได้จริง ๆ เรื่องนั้นทำให้แพรวาเข้าใจว่า ความรักที่ดีไม่ควรยากจนเกินไปความรักปัจจุบันและการรู้จักคัดกรองหัวใจตัวเอง สำหรับความรักในปัจจุบัน แพรวาต้องขอบคุณเฟยและแพทที่ช่วยเตือนสติ ทำให้เธอได้ทบทวนตัวเองว่า จริง ๆ แล้วต้องการความรักแบบไหน ถ้าเจอคนที่เราพร้อมจะเทหมดหน้าตัก นั่นแหละคือความรักที่เราตามหา และการได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้คุยกับตัวเองมากขึ้น ทำให้แพรวาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และง่ายต่อการคัดกรองคนที่เข้ามาในชีวิตรักตัวเองในแบบของ แพรวา ณิชาภัทร แพรวาให้ตัวเองเป็นลำดับแรกเสมอ เป็นการเลือกตามใจตัวเอง แต่จะชั่งน้ำหนักระหว่างใจกับสมอง ถ้าเอาแต่ใจได้โดยไม่เดือดร้อนคนอื่น แพรวาก็จะทำ เพราะถ้าเรารักตัวเองไม่เป็น แล้วเราจะรักคนอื่นได้อย่างไรข้อผิดพลาดที่กลายเป็นเกราะป้องกันชีวิต สำหรับข้อผิดพลาดที่ผ่านมาในชีวิต แพรวามองว่า 30 ปีที่ผ่านมา เธอเจอมรสุมมาเยอะมาก แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปได้ แพรวาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะทุกสิ่งที่เจอมาสอนอะไรหลายอย่างให้เธอ ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเหล่านั้นเกิดขึ้น วันนี้เธออาจไม่มีเกราะป้องกันตัวเองเหมือนในปัจจุบันดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

กลับมาเจอตัวเองอีกครั้ง… เพราะรักครั้งนี้ l CLUB PRIDE DAY inside EP.17 เขื่อน ภัทรดนัย

18 พ.ค. 2026

กลับมาเจอตัวเองอีกครั้ง… เพราะรักครั้งนี้ l CLUB PRIDE DAY inside EP.17 เขื่อน ภัทรดนัย

“วันที่ไม่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่ดี” หนึ่งในประโยคที่สะท้อนตัวตนและการเติบโตของ “เขื่อน ภัทรดนัย” ได้ชัดที่สุด จากบทสนทนาในรายการ CLUB PRIDE DAY inside EP.17 ที่ไม่ได้พูดถึงแค่ความรัก แต่ยังพูดถึงการกลับมาเข้าใจตัวเอง การยอมรับความเปราะบาง และการเรียนรู้ที่จะรักตัวเองอย่างแท้จริง เรื่องราวของเขื่อนในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของศิลปิน แต่คือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่เคยผิดหวัง เคยพัง เคยพยายามเป็นคนที่ทุกคนชอบ จนลืมไปว่าตัวเองต้องการอะไรการตกผลึกในวัย 30 เมื่อชีวิตมี “อุปกรณ์ครบพร้อม”เขื่อนเปรียบชีวิตในวัย 30 เหมือนเกม RPG ที่ผ่านการสะสมค่าประสบการณ์มาตลอดชีวิต ทั้งจากความสำเร็จ ความผิดหวัง ความเสียใจ และบทเรียนต่างๆ จนถึงวันที่รู้สึกว่า ตัวเองมี “อุปกรณ์ชีวิต” พร้อมมากพอที่จะเลือกเส้นทางที่ต้องการจริงๆแทนที่จะวิ่งตามมาตรฐานสังคมว่าอายุเท่านี้ต้องมีอะไร ต้องสำเร็จแบบไหน เขื่อนเลือกกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความสำเร็จสำหรับเราคืออะไร”เพราะเมื่อเราใช้ชีวิตด้วยการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเกินไป สุดท้ายอาจหลงลืมความสุขที่แท้จริงของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัวการสื่อสารความเปราะบาง ไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เขื่อนพูดถึง คือ “Vulnerability” หรือการกล้ายอมรับความรู้สึกของตัวเองเขื่อนแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับอาการ Panic Attack บนเวที รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์แบบ Avoidant ที่เคยเลือกวิ่งหนีปัญหาแทนการสื่อสาร แต่เมื่อเริ่มกล้าพูดความรู้สึกตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความกังวล หรือความไม่โอเค สิ่งเหล่านั้นกลับช่วยลดแรงกดดันในใจได้มากเขื่อนมองว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งหรือสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองก็เพียงพอแล้วการเลิกเป็น People Pleaser และกลับมาเลือกตัวเองเขื่อนยอมรับว่า ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตเพื่อทำให้คนอื่นมีความสุขมากกว่าตัวเอง ถึงขั้นเปรียบว่า 70% ของชีวิตคือการตอบสนองคนอื่น และเหลือพื้นที่ให้ตัวเองเพียง 30%จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาลองลิสต์สิ่งที่ตัวเองทำเพื่อตัวเองจริงๆ แล้วพบว่า หลายอย่างล้วนทำเพื่อให้คนอื่นพอใจPeople Pleaser คือกลไกทางจิตวิทยาที่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการยอมรับจากคนรอบข้าง และหลายครั้งทำให้เราฝืนตัวเองโดยไม่รู้ตัวเขื่อนจึงเรียนรู้ว่า “การรักตัวเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว” การปฏิเสธบางอย่างเพื่อรักษาพลังงานชีวิตของตัวเอง เป็นสิ่งที่จำเป็น และเราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนชอบเราเสมอไปความรักที่ปลอดภัย คือพื้นที่ที่เราเป็นตัวเองได้ความรักครั้งล่าสุดทำให้เขื่อนเข้าใจคำว่า Secure Attachment หรือความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยมากขึ้นสำหรับเขื่อน ความรักที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่คือความสัมพันธ์ที่เรากล้าพูดถึงความไม่มั่นใจ ความหึงหวง หรือมุมที่ไม่น่ารักของตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินคนที่รักเราในวันที่เราเองยังไม่รักตัวเองมากพอ อาจกลายเป็นกระจกสำคัญที่ช่วยให้เราอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น“กลับบ้านลูก” ประโยคสั้นๆ ที่เปลี่ยนชีวิตหนึ่งในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิตเขื่อน คือช่วงที่ชีวิตสมรสสิ้นสุดลง และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังในตัวเองแต่คำพูดสั้นๆ จากคุณแม่ว่า “กลับบ้านลูก” กลับกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เขื่อนรู้ว่า ต่อให้ล้มเหลวแค่ไหน ก็ยังมีคนรักและพร้อมโอบรับเขาเสมอความรักแบบไม่มีเงื่อนไข หรือ Unconditional Love ทำให้เขื่อนกล้ากลับมาเผชิญหน้ากับความจริง และเติบโตจากความผิดพลาดได้อย่างแท้จริงการอยู่กับความรู้สึกผิด โดยไม่ต้องรีบขอโทษตัวเองอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือการจัดการกับ “ความรู้สึกผิด” หรือ Guiltเขื่อนอธิบายว่า หลายคนไม่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี จนสุดท้ายเลือกฝืนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาเขื่อนเปรียบการฝึกอยู่กับความรู้สึกผิดเหมือนการลงออนเซ็น ช่วงแรกอาจร้อนและอึดอัด แต่เมื่อค่อยๆ ฝึก เราจะเรียนรู้ว่า ความรู้สึกผิดบางอย่างไม่จำเป็นต้องรีบแก้ไข หรือรีบขอโทษ ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดMove on ไม่จำเป็นต้องรีบ และมนุษย์ควรมีความหวังในมุมของการ Move on เขื่อนเชื่อว่า การสูญเสียไม่ว่าจะเกิดจากความรักหรือการจากลา ล้วนต้องใช้เวลาในการเยียวยา ความเศร้าไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมันคือร่องรอยของความทรงจำที่เคยมีความหมายขณะเดียวกัน เขื่อนยังเชื่อว่า มนุษย์ควร “กล้าที่จะหวัง” แม้จะมีโอกาสผิดหวังก็ตาม เพราะชีวิตที่ไม่มีความหวัง อาจเป็นชีวิตที่เศร้ายิ่งกว่าเลือกความสุข มากกว่าการเอาชนะเขื่อนพูดถึงอีกมุมสำคัญของชีวิตว่า มนุษย์มีเวลาเฉลี่ยเพียงประมาณ 4,000 กว่าสัปดาห์เท่านั้นการเสียเวลาไปกับการตอบโต้คำวิจารณ์หรือพยายามเอาชนะคนอื่น จึงไม่คุ้มค่ากับความสุขที่เสียไปแม้เขาจะเลือกโกรธหรือเกลียดคนที่เข้ามาวิจารณ์ได้ แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะ “ไม่เอาความสุขไปแลก”และย้ำอีกครั้งว่า“วันที่ไม่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่ดี”สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกหนึ่งสิ่งที่เขื่อนพยายามสื่อสารมาตลอด คือเรื่องสุขภาพจิตเขื่อนมองว่า การพบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัด ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอหรือเป็นบ้า แต่คือรูปแบบหนึ่งของการรักตัวเองหากวันหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าความสุขลดลง ใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม หรือเหนื่อยล้าทางใจ การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ คือการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังในระยะยาว บทสนทนาใน CLUB PRIDE DAY inside EP.17 ของ “เขื่อน ภัทรดนัย” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความรัก แต่คือการเรียนรู้ที่จะกลับมา “เจอตัวเองอีกครั้ง” ผ่านความผิดหวัง ความเปราะบาง และการยอมรับว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรักตัวเองได้ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

เพราะสายรุ้ง... ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งหลังฝนตก l CLUB PRIDE DAY inside EP.16 เป็นต่อ POLARIX

28 เม.ย. 2026

เพราะสายรุ้ง... ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งหลังฝนตก l CLUB PRIDE DAY inside EP.16 เป็นต่อ POLARIX

“เป็นต่อ” หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่เติบโตจากเวทีเซอร์ไววัล ก้าวสู่การเป็นสมาชิกวง Laz1 ก่อนต่อยอดสู่เส้นทางการเป็นศิลปินโกอินเตอร์ในฐานะสมาชิกวง POLARIX เรื่องราวของเป็นต่อไม่ใช่เพียงเส้นทางในวงการบันเทิง แต่คือการเดินทางของคนคนหนึ่งที่ค่อย ๆ เรียนรู้ เติบโต และค้นหาตัวตน ผ่านทั้งความสำเร็จ ความกดดัน และการเปลี่ยนแปลงของชีวิตจุดเริ่มต้นของ “เป็นต่อ”: ครอบครัวที่สนับสนุน และการเติบโตแบบไม่ถูกกดดัน "เป็นต่อ" ชื่อนี้มาจากกระแสความฮิตชื่อสองพยางค์ต่อสมัยมัธยม เดิมทีชื่อว่า "ต่อ" และสุดท้ายก็มาจบที่ชื่อ "เป็นต่อ" ที่ให้ความหมายในเชิงบวก เป็นต่อเติบโตในครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกเส้นทางของตัวเองอย่างอิสระ โดยไม่มีการกดดันเรื่องอนาคตความฝันในวัยเด็ก: จาก “อยากเป็นครู” สู่ “ความฝันศิลปินที่เก็บไว้เงียบ ๆ” ในช่วงวัยเด็ก เป็นต่อมีความฝันอยากเป็น “ครู” เพราะใกล้ชิดกับอาชีพนี้ด้วยการที่มีคนในครอบครัวเป็นครู เลยทำให้เป็นต่อกลายเป็นคนที่ “กดดันตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว พยายามทำทุกอย่างให้ดี ทั้งการเรียนและกิจกรรม เพื่อเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ในขณะเดียวกัน เป็นต่อก็มีความฝันอยากเป็น "นักร้อง" จากการดูรายการประกวดร้องเพลง แต่ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่มีโอกาสหรือคอนเนกชันในวงการ รวมถึงความขี้อาย ทำให้ความฝันนี้ถูกเก็บไว้จุดเปลี่ยนสำคัญ: จากความเสียดายในอดีต สู่การกล้าก้าวออกจากกรอบ ช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นต่อมีโอกาสไปเรียนที่แลกเปลี่ยนช่วงสั้นๆที่ประเทศจีน แต่ด้วยความไม่มั่นใจ ทำให้เป็นต่อไม่กล้าพูดหรือแสดงออก และพอกลับมาไทยแล้วมองย้อนกลับไป ณ ตอนนั้น มันเกิดเป็นความรู้สึกเสียดายที่ตอนนั้นเรามีโอกาส แต่ทำไมเราไม่กล้าที่จะทำมัน จุดนั้นมันกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้เป็นต่อเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และตัดสินใจเปลี่ยนแปลง จากคนที่ไม่กล้าลอง กลายเป็นคนที่เริ่ม “เปิดโอกาสให้ตัวเอง” มากขึ้นจุดเริ่มต้นในวงการ: จาก LAZ iCON สู่การเป็นสมาชิกวง LAZ1 ในช่วงโควิด เป็นต่อได้เห็นการเปิดออดิชันของ Insight Entertainment สำหรับรายการเซอร์ไววัล LAZ iCON แม้ในตอนแรกจะมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่ง แต่การตัดสินใจเข้าร่วม กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในวงการบันเทิง จากเวที LAZ iCON เป็นต่อได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง และก้าวสู่การเป็นสมาชิกวง LAZ1 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการเป็นสมาชิก LAZ1: ความสำเร็จที่มาเร็ว และการเติบโตแบบไม่ทันตั้งตัว การได้เป็นส่วนหนึ่งของ LAZ1 ทำให้ชีวิตของ “เป็นต่อ” เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ก้าวสู่การเป็นศิลปินที่มีแฟนคลับ และได้รับโอกาสมากมายในวงการบันเทิง แต่ในช่วงเวลานั้น เป็นต่อยังไม่ทันได้ตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ความสำเร็จ” อย่างแท้จริง จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลังจากหมดสัญญากับ LAZ1 เป็นต่อได้เริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยว พร้อมโอกาสในงานแสดงและงานบันเทิงที่ยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน เป็นต่อก็เริ่มหันกลับมาทบทวนตัวเองมากขึ้น ช่วงเวลานี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้เป็นต่อเข้าใจคุณค่าของโอกาส และตระหนักว่าชื่อเสียงไม่ใช่สิ่งถาวร เป็นต่อเรียนรู้ว่า การทำงานไม่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ทุกคนชื่นชอบเสมอไป แต่สิ่งสำคัญคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข และเข้าใจตัวตนของตัวเองอย่างแท้จริงการรับมือกับคอมเมนต์: บทเรียนสำคัญของศิลปินยุคใหม่ ในเส้นทางของศิลปิน เป็นต่อต้องเผชิญกับความคิดเห็นที่หลากหลาย แทนที่จะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ เป็นต่อเลือกที่จะกลับมาถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่ และไม่สร้างผลกระทบต่อใคร ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยให้เป็นต่อสามารถรับมือกับแรงกดดัน และเติบโตทางความคิดได้อย่างมั่นคงเวที Star Light Boy ที่เกาหลี: การท้าทายครั้งใหม่ของเป็นต่อ อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญคือการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ Star Light Boy ที่ประเทศเกาหลี ครั้งนี้แตกต่างจากเวที LAZ iCON เพราะเป็นต่อมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น และมีความทะเยอทะยานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังที่สูงขึ้นก็ทำให้เกิดแรงกดดัน จนบางช่วงเป็นต่อรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอ แต่สุดท้าย ประสบการณ์ครั้งนี้กลับทำให้เป็นต่อได้เรียนรู้ ปรับตัว และเข้าใจตัวเองมากขึ้นความฝันในวันนี้: เส้นทางที่ยังเดินต่อ แม้จะมีประสบการณ์ในวงการแล้ว แต่เป็นต่อยังมีเป้าหมายอีกมาก ทั้งการทำเพลง การแสดงภาพยนตร์ และการเรียนต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกาหลี การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่ทำให้เป็นต่อยังคงก้าวไปข้างหน้าประสบการณ์อกหัก และมุมมองความรักที่เปลี่ยนไป เป็นต่อเคยเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อความสัมพันธ์จบลงอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดความรู้สึกเสียหลักและสับสนอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เป็นต่อได้เรียนรู้ว่า ทุกความสัมพันธ์ล้วนมีคุณค่า ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร ปัจจุบันเป็นต่อมองว่าความรักไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องสมดุลกับหน้าที่และความรับผิดชอบความรักของเป็นต่อ: “สายรุ้ง” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ในมุมมองของเป็นต่อ ความรักเปรียบเหมือน “สายรุ้ง” มันสวยงาม แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอ และไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะได้พบ แม้บางครั้งจะต้องเผชิญกับความผิดหวัง แต่เมื่อได้สัมผัส ความรักก็ยังคงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าข้อคิดจากเป็นต่อ: สำหรับคนที่ยังค้นหาตัวเอง สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เป็นต่อมองว่าไม่ใช่เรื่องผิด เพราะความฝันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งสำคัญคือการลงมือทำ และเรียนรู้ตัวเองไปเรื่อย ๆ“ถ้าเราไม่กล้าลองทำอะไรเลยเพราะกลัวผิดหวัง วันหนึ่งเราจะเสียดายมัน” จากเด็กขี้อาย สู่ศิลปินจากเวที LAZ iCON สมาชิกวง LAZ1 และการเติบโตสู่ POLARIX เส้นทางของเป็นต่อเต็มไปด้วยบทเรียน ทั้งความสำเร็จ ความกดดัน และการค้นหาตัวเองและไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเป็นต่อยังคงเดินหน้าต่อไป ในแบบของ “เป็นต่อ”ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

เพิ่งค้นพบตัวเองในวัย 33 ปี l CLUB PRIDE DAY inside EP.15 ไบรโอนี่ ไบรอัน ตัน

11 มี.ค. 2026

เพิ่งค้นพบตัวเองในวัย 33 ปี l CLUB PRIDE DAY inside EP.15 ไบรโอนี่ ไบรอัน ตัน

จาก “ไบรอัน ตัน” สู่ “ไบรโอนี่ ตัน” ชีวิตที่กล้าเปลี่ยนเพื่อเป็นตัวเองความรักที่เหมือน “น้ำ” ที่ไหลไปตามความรู้สึก ไบรโอนี่เปรียบความรักของตัวเองว่า “เหมือนน้ำ” และจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้นที่เป็นเหมือนน้ำ แต่ตัวไบรโอนี่เองก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน ไบรโอนี่เป็นคนอินกับความรักมาก เวลาอยู่ในความสัมพันธ์ ไบรโอนี่สามารถไหลไปตามอีกฝ่ายได้เสมอ น้ำมีหลายอุณหภูมิ บางครั้งก็เย็น สงบ อ่อนโยน แต่บางครั้งก็ร้อนจนถึงจุดเดือด ความรักของไบรโอนี่จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลาปมในใจที่ทำให้ไบรโอนี่หลงลืมความฝัน ความฝันในวัยเด็กของไบรโอนี่คือการเป็นนักร้อง และมี “ทาทา ยัง” เป็นไอดอลที่อยากเติบโตขึ้นไปเป็นแบบนั้น แต่ไบรโอนี่ยอมรับว่าตัวเองมีปมเรื่องการร้องเพลง เพราะทุกครั้งที่ไปออดิชั่นมักไม่เคยผ่านรอบแรก ทั้งที่ไบรโอนี่มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไบรโอนี่ตกรอบจากเวทีประกวดรายการหนึ่งในวันเดียวกับที่ไปประกวดร้องเพลงในมหาวิทยาลัย แต่กลับคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 มาได้ เหตุการณ์นั้นจึงกลายเป็นคำถามในใจว่า “ตกลงไบรโอนี่ดีพอไหม” เมื่อเวลาผ่านไป ไบรโอนี่หันไปโฟกัสงานอื่น กลายเป็นคนทำงานหนัก รับหลายโปรเจกต์จนเริ่มนอนไม่หลับ ก่อนจะตัดสินใจปรึกษาจิตแพทย์ และค้นพบว่าความอึดอัดทั้งหมดเกิดจากความฝันที่ยังไม่ได้ทำ ไบรโอนี่จึงตัดสินใจว่า “ถ้าอยากเป็นอะไร ต้องลงมือทำเอง” และเริ่มทำเพลงจากมือถือเพียงเครื่องเดียว ศึกษาทุกอย่างด้วยตัวเอง จนผลงานได้รับการตอบรับอย่างดีแรงกดดันของการเป็นลูกชาย ไบรโอนี่เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายจีน คุณพ่อเป็นชาวสิงคโปร์ และมีความคาดหวังสูงกับการมี “ลูกชาย” หลังจากสูญเสียลูกชายคนแรกไป ความคาดหวังทั้งหมดจึงมาทับถมอยู่ที่ไบรโอนี่ ความกดดันนั้นเหมือนการถูกวางกรอบให้ต้องเป็น “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน” แม้ครอบครัวของไบรโอนี่ค่อนข้างเคร่งครัด แต่คุณแม่จะเป็นคนที่คอยซัพพอร์ตและให้อิสระในการเลือกเส้นทางชีวิต แม้ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่คุณแม่ก็เลี้ยงลูกด้วยหัวใจนักสู้ ไบรโอนี่สนิทกับคุณแม่มาก คุยกันแทบทุกเรื่อง วันที่ไบรโอนี่ตัดสินใจคัมเอาต์ บอกแม่ว่าไบรโอนี่มีแฟนและแฟนเป็นผู้ชาย คุณแม่ก็ช็อกในตอนแรก แต่สุดท้ายก็พูดประโยคที่ไบรโอนี่ไม่มีวันลืม “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นลูกชายก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นคนดีของสังคม” แม้คุณแม่จะต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้าง แต่ความรักของคุณแม่ที่มีต่อไบรโอนี่ไม่เคยลดลงเลยMiss Fabulous เวทีที่ไบรโอนี่ต้องสู้จนสุดแรง ชีวิตของไบรโอนี่ไม่เคยง่าย โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นโปรเจกต์ “Miss Fabulous” ที่เกิดจากความชอบดูการประกวดนางงาม จนไบรโอนี่ตั้งคำถามว่า ทำไมเวทีของผู้หญิงกับทรานส์เจนเดอร์ต้องแยกจากกัน ทั้งสองกลุ่มก็น่าจะสามารถแข่งขันร่วมกันในฐานะ Beauty Queen ได้ แม้จะเริ่มต้นโดยแทบไม่มีต้นทุน มีเพียงช่องยูทูบและความตั้งใจ ไบรโอนี่ก็สร้างรายการเรียลลิตี้ขึ้นมาเอง ความท้าทายสำคัญคือการแย่งพื้นที่สื่อจากเวทีใหญ่ ๆ จึงต้องสร้างจุดยืนของเวทีให้ชัดเจน ภายใต้แนวคิดคำว่า “Fabulous” ที่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ความสวย แต่รวมถึงความฉลาด มารยาท บุคลิก เทสต์แฟชั่น และตัวตนของผู้เข้าประกวด แม้จะมีดราม่าเกิดขึ้นระหว่างทาง ไบรโอนี่ก็เลือกนิ่งและเดินหน้าพัฒนาเวทีต่อไปจากรัก 15 ปี สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต สเปกในใจของไบรโอนี่คือผู้ชายสไตล์ Sugar Daddy ที่มีความเป็นผู้ใหญ่และสามารถดูแลกันได้ ความรักครั้งล่าสุดของไบรโอนี่กินเวลานานถึง 15 ปี ตั้งแต่อายุ 19 ถึง 33 ปี จนเรียกได้ว่าเป็นความรักครึ่งชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองคนเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย ทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง แม้ไบรโอนี่จะเป็นฝ่ายตัดสินใจบอกเลิกเพราะไม่อยากอยู่ในความสัมพันธ์ที่อึดอัด แต่ก็ยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาก อย่างไรก็ตาม ความรักครั้งนี้ได้สอนบทเรียนสำคัญให้ไบรโอนี่รู้จักตัวเองมากขึ้น และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต จนค้นพบตัวตนที่แท้จริงและก้าวมาเป็น “ไบรโอนี่” ในวันนี้อย่างมั่นใจอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ หลายคนมองว่าไบรโอนี่เป็นคนอ่อนโยน ซึ่งไบรโอนี่ก็ยอมรับและชอบในบุคลิกนี้ เพราะทำให้คนรู้สึกเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร แม้บางครั้งความอ่อนโยนอาจทำให้ถูกเอาเปรียบ แต่ไบรโอนี่เลือกจัดการด้วยการตัดคนที่ไม่ดีออกจากชีวิต และเตือนตัวเองเสมอว่า “เสียใจได้ แต่ต้องไม่จมอยู่นาน” กว่าจะมาถึงวันที่หลายคนเห็นว่าไบรโอนี่ประสบความสำเร็จ เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยความล้มเหลวและความเจ็บปวด ซึ่งมีเพียงไบรโอนี่เท่านั้นที่รู้ว่ามันยากแค่ไหนอายุ 33 ที่ยิ้มง่ายกว่าเดิม ในวัย 33 ปี ไบรโอนี่รู้สึกว่าตัวเองยิ้มได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะวันนี้ไบรโอนี่ได้ใช้ชีวิตอย่างมี “อิสระ” มากขึ้น ต่างจากในอดีตที่มักอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า “ต้อง” จนทำให้ต้องวางตัวสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ตลอดเวลา แต่เมื่อไบรโอนี่เริ่มรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และสนุกกับการเป็นตัวเองอย่างแท้จริง จึงทำให้วันนี้ไบรโอนี่ยิ้มและหัวเราะได้ง่ายกว่าที่เคยความฝันที่ยังเติบโตต่อไป แม้วันนี้ไบรโอนี่จะประสบความสำเร็จหลายอย่าง แต่ไบรโอนี่ก็ยอมรับว่ายังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าความฝัน เพราะไบรโอนี่เป็นคนที่ฝันใหญ่ และความฝันนั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เป้าหมายสำคัญคือการเป็นนักร้องที่มีแฟนคลับทั่วโลก แม้อาจดูเป็นความฝันที่ไกล แต่สำหรับไบรโอนี่มันไม่ไกลเกินความพยายาม และถึงแม้สุดท้ายปลายทางอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่างน้อยไบรโอนี่ก็เชื่อว่าการได้พยายามและทำอย่างเต็มที่ก็เพียงพอแล้วการรักตัวเองในแบบไบรโอนี่ สำหรับไบรโอนี่ การรักตัวเองคือการทำให้ “ใจแข็งแรง” เพราะไบรโอนี่เป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจ หากจิตใจไม่แข็งแรง งานที่ทำก็ย่อมออกมาไม่ดี แต่เมื่อใจเข้มแข็งพอ ไบรโอนี่ก็พร้อมจะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง และใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของไบรโอนี่เองดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นเฮือกสุดท้ายของชีวิต l CLUB PRIDE DAY inside EP.14 พาเวล นเรศ

18 ก.พ. 2026

ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นเฮือกสุดท้ายของชีวิต l CLUB PRIDE DAY inside EP.14 พาเวล นเรศ

ความรักของพาเวลเหมือน “ทุเรียน” พาเวลเปรียบความรักของตัวเองเหมือนทุเรียน ภายนอกอาจดูแข็ง ๆ หน้านิ่ง ลุคเท่แบบ masculine ดูเข้าถึงยาก แต่ความจริงแล้วถ้ามีแฟนจะเป็นคนอ้อนเก่งและอ้อนหนักมาก เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและการดูแลกันและกันจากเด็กเอเชียในนิวซีแลนด์ สู่การพิสูจน์ตัวเอง พาเวลย้ายไปนิวซีแลนด์ตั้งแต่เด็ก ต้องเผชิญกับการเป็นเด็กเอเชียไม่กี่คนในโรงเรียน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และเคยถูกบูลลี่อยู่บ่อยครั้ง เขาใช้เวลาปรับตัวถึง 3–4 ปี ทั้งเรียนภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม และพยายามหาจุดเด่นของตัวเอง จนเลือก “การเต้น” เป็นสิ่งที่ทำให้ได้รับการยอมรับ ชีวิตที่นั่นไม่ได้สวยหรู หลังเลิกเรียนต้องทำงานร้านอาหารไทย ล้างจาน เสิร์ฟอาหาร เก็บเงินซื้อรถเอง และช่วยแบ่งเบาภาระแม่จุดเริ่มต้นในวงการที่ไม่เคยอยู่ในความฝัน เดิมทีพาเวลตั้งใจเรียนสายไอที และไม่เคยคิดจะเป็นนักแสดง เพราะขาดความมั่นใจในตัวเอง แต่เมื่อกลับมาไทยและมีอาจารย์แนะนำให้ลองไปแคสงาน นั่นจึงเป็นก้าวแรกในวงการบันเทิง จากคนที่ไม่เคยฝันอยากแสดง กลับค้นพบว่าตัวเองสนุกกับมันจุดเปลี่ยนชีวิตกับ PIT BABE The Series โอกาสสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้แคสกับ Change และได้รับบท “เบ๊บ” ใน PIT BABE The Series ซึ่งเป็นซีรีส์วายออริจินัลเรื่องแรกของค่าย พาเวลตั้งใจทำการบ้านอย่างหนัก และได้แสดงคู่กับ “พูห์” กระแสตอบรับที่ดีตั้งแต่อีพีแรก กลายเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเป็นจุดที่ช่วยเติมเต็ม Self-Esteem ที่เคยขาดหาย ทำให้เขาเข้าใจว่า “ไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหน ถ้าเขารัก เขาก็รักเรา”เคมี “พูห์–พาเวล” ที่กลายเป็นไวรัล ครั้งแรกที่เจอพูห์คือในงานวันเกิดพี่ฉอด เห็นว่าเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ น่ารักดี แล้วต่อมาพวกเขาก็มีโอกาสมาแคสซีรีส์ด้วยกันกับคนอื่นๆในโปรเจค วันแคสจริง ๆ เขาต้องเข้าคู่กับหลายคน จนมาถึงพูห์ พาเวลรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูยอมทุกอย่าง พาเวลเลยเลือกเล่นเต็มที่ อิมโพรไวส์จนเกิดโมเมนต์ไวรัล และสุดท้ายทั้งคู่ได้กลายเป็นนักแสดงนำของเรื่อง กลายเป็นพาร์ทเนอร์ที่แฟน ๆ ให้การตอบรับอย่างล้นหลามความกดดันและความรักจากแฟนคลับ แม้จะประสบความสำเร็จ พาเวลยอมรับว่าทุกครั้งที่เจอแฟนคลับยังรู้สึกกดดัน เพราะอยากทำให้ทุกคนที่ซื้อบัตรมาเจอเขาได้รับความสุขกลับไปให้คุ้มค่า เขาเชื่อว่าถ้าเขามีความสุขบนเวที แฟน ๆ ก็จะสัมผัสได้ สำหรับคอมเมนต์ด้านลบ เขาเลือกโฟกัสที่คนที่มอบความรักให้มากกว่า แม้บางคำพูดจะทำให้เจ็บ แต่เตือนตัวเองเสมอว่าหน้าที่ของเขาคือทำผลงานให้ดีที่สุดครอบครัวคือแรงผลักดันสำคัญ พาเวลเติบโตมาโดยที่แม่ต้องทำงานหนักมาก ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันและเขาก็ไม่ได้มีกำลังทรัพย์อะไรมากเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดังนั้นคำสอนของแม่ที่จำได้ขึ้นใจคือ “ถ้าได้โอกาส จงทำให้เต็มที่” นั่นเลยทำให้เขาเป็นเขาในวันนี้ พาเวลมีความฝันว่าอยากได้อยู่ใกล้ๆแม่ วันนี้เขาสามารถทำให้แม่มาอยู่ใกล้ ๆ และใช้ชีวิตสบายขึ้นได้แล้ว และอีกหนึ่งคนที่สำคัญสำหรับพาเวล คือ “พี่ฉอด” ผู้หญิงที่มอบโอกาสและเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามุมมองความรักในวันนี้ จาก Puppy Love ในวัยเด็ก วันนี้พาเวลเข้าใจคำว่ารักมากขึ้น ความรักของพาเวลคือการ Give Take ความรักไม่ใช่แค่การได้รับ แต่ต้องเติมเต็มให้อีกฝ่ายด้วย ทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมา สอนให้เขารู้จักการประนีประนอมและหาจุดกึ่งกลาง เพราะ “ทุกอย่างมันไม่สามารถเป็นไปดั่งใจเราหรือดั่งใจเขาได้เสมอ มันควรหาตรงกลาง”อนาคตในวงการ และสิ่งที่อยากบอกตัวเองในอดีต พาเวลอยากอยู่ในวงการให้นานที่สุด แต่ก็ยืนยันว่าต่อให้วันหนึ่งไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ก็ยังอยากอัปเดตชีวิตให้แฟน ๆ ได้ติดตาม หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่แก้ไขอะไรเลย เพราะทุกประสบการณ์พามาถึงวันนี้ และอยากบอกเด็กคนนั้นว่า “เชื่อมั่นในตัวเองนะ นายทำได้ และวันนี้มีคนรักนายแล้ว”ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

NEWS & UPDATES

มา OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้อะไรบ้าง? ถ้ายังไม่รู้จะเรียนอะไร งานนี้อาจช่วยให้เจอคำตอบ

07 ต.ค. 2026

มา OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้อะไรบ้าง? ถ้ายังไม่รู้จะเรียนอะไร งานนี้อาจช่วยให้เจอคำตอบ

การเลือก เรียนต่อมหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนที่กำลังจะเข้าสู่ระดับ ปริญญาตรี แต่ยังมีคำถามอยู่เต็มไปหมด“เราชอบอะไรกันแน่?”“คณะที่คิดว่าใช่ พอเรียนจริงจะชอบไหม?”“เรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร?”“มหาวิทยาลัยแบบไหนเหมาะกับเรา?”ถ้าตอนนี้ยังตอบไม่ได้ทุกข้อ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องรีบเลือกคำตอบ แต่สิ่งที่ควรทำคือ ออกไปลองให้มากพอ ก่อนตัดสินใจนี่คือแนวคิดของ OPEN HOUSE 2026 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ภายใต้ ConceptFind Your Combination. Create Your Direction.เพราะแต่ละคนไม่ได้มีความสามารถหรือความสนใจเพียงด้านเดียว แต่เกิดจาก “ส่วนผสม” ของความชอบ ความถนัด ความฝัน และตัวตนที่แตกต่างกัน เมื่อค้นพบ Combination ของตัวเองได้ ก็สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาสร้าง Direction หรือเส้นทางของตัวเองในอนาคตได้หากใครสนใจมาที่งานก็สามารถสมัครได้ง่ายๆ แค่กรอกลงทะเบียนไม่กี่ขั้นตอนเพียงแค่นี้ก็มาร่วมงานได้แบบฟรีๆลงทะเบียนคลิกที่ลิงก์ได้เลย : https://openhouse.utcc.ac.th/register.htmlงาน OPEN HOUSE 2026 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) จัดขึ้น 2 วันแบบเต็มอิ่มวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 (เวลา 07.00 - 17.00 น.)วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569 (เวลา 10.00 - 22.00 น.)มี Concert จากศิลปินสุดปังฟรี! รับรองว่างานนี้สนุกทั้งวันแน่นอนมา OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้อะไรบ้าง?OPEN HOUSE มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นโอกาสให้นักเรียนได้ค้นหาความสนใจ ทดลองเรียนและทำ Workshop ทำความรู้จักคณะและสาขาผ่านประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่ รวมถึงสำรวจชีวิตมหาวิทยาลัย ก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรีโดย OPEN HOUSE 2026 ถูกวาง Journey การค้นหาตัวเองออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่EXPLORE → TRY → CREATE → DISCOVERไม่จำเป็นต้องเดินเข้ามาพร้อมคำตอบว่าตัวเองอยากเรียนอะไร เพราะเป้าหมายของงานคือการช่วยให้คุณค่อย ๆ เข้าใกล้คำตอบนั้นมากขึ้น1. EXPLORE — สำรวจตัวเองก่อนว่า “เราเป็นใคร?”จุดเริ่มต้นของการเลือกมหาวิทยาลัย อาจไม่ใช่การถามว่า“คณะไหนดีที่สุด?”แต่เป็นการถามตัวเองก่อนว่า“เราเป็นคนแบบไหน และเราชอบอะไร?”ในช่วง EXPLORE – Scramble Zoneแนวคิดของงานคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจตัวเองผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาความสนใจ ความถนัด และสิ่งที่อาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับตัวเองมาก่อนเพราะบางคนอาจชอบ Business แต่ก็ชอบ Technologyบางคนชอบภาษา แต่ก็สนใจ Marketingบางคนมีความ Creative แต่ก็อยากทำธุรกิจหรือบางคนอาจไม่ได้ต้องการเป็นเพียง “พนักงาน” แต่อยากสร้างธุรกิจของตัวเองในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง และนี่คือหัวใจของคำว่า Combination2. TRY — ก่อนเลือกคณะ ต้องได้ “ลอง” ก่อนอ่านรายละเอียดหลักสูตรบนเว็บไซต์อย่างเดียว อาจยังไม่ทำให้รู้ว่าสาขานั้นเหมาะกับเราจริงหรือไม่OPEN HOUSE จึงเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนจาก“คิดว่าน่าจะชอบ”ให้กลายเป็น“ได้ลองแล้วรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ”ในช่วง TRY – Twist Zone ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัส Workshop และกิจกรรมของคณะหรือสาขาที่สนใจ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่า หากเข้ามาเรียนจริงจะได้เรียนหรือทำอะไรและบางครั้ง สิ่งที่ได้จากการมางาน Open House อาจไม่ใช่การเจอคณะที่ใช่ทันที แต่อาจเป็นการรู้ว่า“สิ่งที่เคยคิดว่าใช่ จริง ๆ แล้วอาจไม่เหมาะกับเรา”ซึ่งคำตอบแบบนี้ก็มีคุณค่า เพราะช่วยลดความลังเลก่อนตัดสินใจเรียน ปริญญาตรี หลายปี3. CREATE — เอาความชอบหลายด้านมาประกอบเป็นตัวเรานี่คือส่วนที่ทำให้ Concept Find Your Combination. Create Your Direction.แตกต่างจากการค้นหาคณะในแบบเดิมเราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็น “สายธุรกิจ” หรือ “สายเทค”เพราะในโลกจริง ความสามารถหลายอย่างสามารถทำงานร่วมกันได้Business + AI อาจนำไปสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่Marketing + Data อาจต่อยอดสู่ Digital Marketing และ Marketing AnalyticsDesign + Technology อาจกลายเป็น UX/UI หรือ Digital ProductLanguage + Business สามารถต่อยอดไปสู่งาน International BusinessCreativity + Entrepreneurship สามารถกลายเป็นแบรนด์หรือธุรกิจของตัวเองในช่วง CREATE – Align Zoneแนวคิดจึงเป็นการนำสิ่งที่ได้ค้นพบและทดลองมาประกอบกัน เพื่อเริ่มมองเห็นว่า Combination แบบไหนสะท้อนความเป็นตัวเองเพราะอนาคตอาจไม่ได้ต้องการคนที่เก่งเพียง Skill เดียว แต่ต้องการคนที่สามารถ เชื่อมหลายความสามารถเข้าด้วยกัน4. DISCOVER — จาก “ยังไม่รู้” สู่ Direction ของตัวเองหลังจาก Explore ตัวเอง ได้ Try สิ่งที่สนใจ และ Create Combination ของตัวเองแล้ว ขั้นสุดท้ายคือ DISCOVER – Solve Zoneคำตอบที่ได้อาจไม่จำเป็นต้องเป็น“ฉันต้องเรียนคณะนี้ 100%”แต่อาจเป็น“ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเองสนใจด้านไหน”“รู้แล้วว่าไม่ชอบอะไร”“รู้แล้วว่าอยากทำงานประมาณไหน”หรือ“รู้แล้วว่าต้องไปหาข้อมูลอะไรต่อ”เพียงเท่านี้ก็ถือว่าการมา OPEN HOUSE มีความหมายแล้วเพราะการเลือกมหาวิทยาลัยที่ดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการมีคำตอบทุกอย่าง แต่ควรเริ่มจากการมีข้อมูลและประสบการณ์มากพอที่จะ Create Your Direction ของตัวเองใครกำลังลังเลในการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ให้มางาน OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยเฉพาะถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรมีหลายคณะที่สนใจจนเลือกไม่ได้รู้คณะที่อยากเรียน แต่ยังไม่แน่ใจสาขาอยากรู้ว่าที่เรียนจริงกับสิ่งที่จินตนาการไว้เหมือนกันไหมกำลังเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยหลายแห่งอยากสัมผัสบรรยากาศมหาวิทยาลัยก่อนสมัครอยากคุยกับคนที่เรียนอยู่จริงอยากรู้ว่าเรียนแล้วสามารถต่อยอดไปสู่อาชีพอะไรหรือแม้แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะ เรียนต่อมหาวิทยาลัย ที่ไหนดียิ่งยังไม่แน่ใจ ยิ่งมีเหตุผลให้มาเพราะ OPEN HOUSE ไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับคนที่รู้แล้วว่าจะสมัครที่ไหน แต่เป็นพื้นที่สำหรับคนที่ ยังอยู่ระหว่างการค้นหาคำตอบเลือกมหาวิทยาลัยเอกชน อย่าดูแค่ “มีคณะอะไร” แต่ต้องดูว่าเตรียมเราไปสู่อนาคตอย่างไรการเลือก มหาวิทยาลัยเอกชน ในวันนี้ควรมองไปไกลกว่าชื่อคณะหรือหลักสูตร เพราะโลกที่นักศึกษาจะออกไปทำงานหลังเรียนจบอีกหลายปีอาจแตกต่างจากวันนี้มากคำถามที่ควรถามจึงมีทั้งมหาวิทยาลัยเตรียมเราให้พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่หรือไม่?ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงหรือไม่?มี Connection กับภาคธุรกิจหรือไม่?ได้พัฒนาทั้ง Hard Skills และ Human Skills หรือไม่?และที่สำคัญมหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้เราเติบโตเป็นตัวเองได้หรือไม่?นี่เชื่อมโยงกับภาพของ UTCC OPEN HOUSE 2026 ในอีก Concept หนึ่งคือUniversity of the FutureFuture Ready. Business Connected. Life Empowered.หรือมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างคนให้พร้อมสำหรับอนาคต เชื่อมโยงกับโลกธุรกิจ และสนับสนุนให้ผู้เรียนเติบโตในเส้นทางของตัวเองในด้านเทคโนโลยี UTCC ระบุว่ามหาวิทยาลัยกำลังพัฒนาสู่ AI Integrated University โดยมีการลงทุนพัฒนาหลักสูตร AI และนำเทคโนโลยี AI มาใช้กับการเรียนรู้ ขณะที่หลักสูตรนานาชาติของ UTCC ก็มีตัวอย่างการนำ AI ไปประยุกต์กับ Business Analytics, Digital Marketing และการทำธุรกิจนี่จึงทำให้คำว่า University of the Future ไม่ควรหมายถึงเพียงการมีเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยกำลังเตรียมนักศึกษาให้ใช้ชีวิตและทำงานในอนาคตได้อย่างไรOPEN HOUSE ช่วยตัดสินใจก่อนเรียนปริญญาตรีได้อย่างไร?ลองคิดว่าการเลือกมหาวิทยาลัยเหมือนการซื้อรองเท้าที่ต้องใส่ทุกวันหลายปีดูจากรูปอย่างเดียวอาจรู้ว่าสวยหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่า “ใส่แล้วเหมาะกับเราหรือเปล่า”การมา OPEN HOUSE ก็คล้ายกันเว็บไซต์ช่วยให้รู้ข้อมูลหลักสูตรSocial Media ช่วยให้เห็นบรรยากาศรีวิวช่วยให้เห็นประสบการณ์ของคนอื่นแต่การเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย ได้ลอง Workshop พูดคุยกับคนจริง และสัมผัสสถานที่จริง จะทำให้มีข้อมูลอีกแบบหนึ่งก่อนตัดสินใจUTCC เองมีประวัติการใช้ Open House เป็นพื้นที่ให้ผู้สนใจสำรวจคณะและทดลอง Workshop เพื่อค้นหาตัวเอง โดยงาน Open House ในอดีตเคยจัดกิจกรรมค้นหาตัวเองมากกว่า 30 กิจกรรมควบคู่กับกิจกรรมของคณะต่าง ๆมา OPEN HOUSE ไม่จำเป็นต้องกลับไปพร้อม “คำตอบเดียว”Concept COMPASS CUBE ในงานปีนี้เปรียบเสมือนการนำ “ลูกบาศก์” ที่มีหลายด้านมารวมกับ “เข็มทิศ” ที่ช่วยบอก Directionเพราะคนหนึ่งคนไม่ได้มีเพียงด้านเดียวเราอาจมีทั้งความฝัน ความสามารถ ความสนใจ บุคลิก และเป้าหมายที่แตกต่างกันสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองเข้ากับคำตอบที่มีอยู่แล้ว แต่คือการค้นหา Combination ของตัวเอง แล้วค่อยสร้างเส้นทางที่เหมาะกับเราFind Your Combination. Create Your Direction.ไม่ต้องรอให้รู้ทุกอย่างก่อนมาเพราะบางที...การมางาน OPEN HOUSE อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มรู้ว่า Direction ต่อไปของตัวเองควรไปทางไหนสรุป มา OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้อะไรบ้าง?หากถามว่า มา OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้อะไรบ้าง?คำตอบอาจไม่ใช่แค่ “ได้รู้จักคณะ”แต่คือการได้EXPLORE — สำรวจตัวเองTRY — ทดลองสิ่งที่สนใจCREATE — ประกอบความชอบและความสามารถเข้าด้วยกันDISCOVER — ค้นพบ Direction ที่อยากเดินต่อสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจเรียน ปริญญาตรี กำลังเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือยังไม่รู้ว่าจะ เรียนต่อมหาวิทยาลัย ที่ไหนดี การมางาน OPEN HOUSE จึงเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ประสบการณ์จริงมาช่วยตัดสินใจเพราะคุณไม่จำเป็นต้องรู้ตั้งแต่วันนี้ว่าอนาคตจะเป็นอะไรแต่คุณสามารถเริ่มค้นหาส่วนผสมของตัวเอง เพื่อสร้าง Direction ที่เป็นของคุณได้Find Your Combination. Create Your Direction.สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่Website : www.utcc.ac.thFacebook : www.facebook.com/dekutcc/Instagram : www.instagram.com/dekutcc/Line : @UTCCCAREX : x.com/dekutcc_Tiktok : www.tiktok.com/@dekutcc?lang=en

มีไอเดียต้องมาลอง! เปิดประสบการณ์ธุรกิจจริงที่ UTCC START UP CAMP แคมป์เด็กหัวการค้า ปีที่ 13

30 ก.ย. 2026

มีไอเดียต้องมาลอง! เปิดประสบการณ์ธุรกิจจริงที่ UTCC START UP CAMP แคมป์เด็กหัวการค้า ปีที่ 13

มีไอเดียธุรกิจอยู่ในหัว อยากลองทำธุรกิจ หรืออยากรู้ว่าไอเดียของเราจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าได้ลองคิดและลงมือทำจริง?START UP CAMP โครงการแคมป์เด็กหัวการค้า ปีที่ 13 ชวนน้อง ๆ มาจุดประกายความฝัน ปั้นผู้นำธุรกิจ และเปิดประสบการณ์ตลอด 2 วัน 1 คืน ที่จะได้ทั้ง เรียนรู้ ลงมือทำ พัฒนาไอเดีย Pitching และแข่งขันจริงไม่ว่าจะเรียนสายไหน ถ้ามีไอเดียและอยากลองทำธุรกิจ ที่นี่คือพื้นที่ที่จะได้เรียนรู้ธุรกิจผ่านการลงมือทำจริง มองธุรกิจให้ครบทุกมิติ และนำความรู้มาต่อยอดไอเดียแห่งอนาคตไปด้วยกันตลอดกิจกรรมยังมี อาจารย์จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) คอยให้ความรู้และช่วยแนะนำ พร้อมเรียนรู้จากวิทยากร ก่อนนำสิ่งที่ได้มาพัฒนาไอเดียธุรกิจและเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันและอีกหนึ่งความท้าทายที่รออยู่คือการนำไอเดียขึ้น Pitching แข่งขันจริง พร้อมชิงเงินรางวัลและของรางวัล อีกมากมายกิจกรรม 2 วัน 1 คืน จากการเรียนรู้ สู่สนาม Pitching จริงเตรียมมาเปิดประสบการณ์และลงมือทำไปด้วยกันตลอด 2 วัน 1 คืน ที่ START UP CAMP ปีที่ 13 เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่การมาฟังเรื่องธุรกิจ แต่ชวนน้อง ๆ มาร่วมคิด ร่วมเรียนรู้ และลองนำไอเดียของตัวเองมาพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงตลอดแคมป์จะมีทั้ง อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ UTCC และวิทยากร มาร่วมให้ความรู้และคำแนะนำ ก่อนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอดสู่การ Pitching และการแข่งขันไม่ว่าจะมีไอเดียอยู่แล้ว หรือเพิ่งอยากเริ่มต้นลองทำธุรกิจ มาเปิดประสบการณ์และร่วมทำกิจกรรมไปด้วยกัน แล้วมาดูกันว่า 2 วัน 1 คืนที่แคมป์เด็กหัวการค้า จะได้เจอกับอะไรบ้างเรียนรู้ธุรกิจให้ครบทุกมิติก่อนจะลงมือพัฒนาไอเดีย น้อง ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจทั้งกับ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ UTCC และวิทยากร เพื่อเปิดมุมมองและทำความเข้าใจธุรกิจในมิติต่าง ๆ พร้อมรับคำแนะนำที่จะช่วยนำไปต่อยอดไอเดียของตัวเองไม่ว่าจะเรียนสายไหน หรือยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านธุรกิจมาก่อน ก็สามารถมาเรียนรู้และเปิดประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกันได้จากความรู้ สู่การลงมือทำจริงSTART UP CAMP ไม่ได้มีแค่การนั่งฟัง แต่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาลองใช้ผ่านการลงมือทำจริงจากไอเดียที่อาจเริ่มต้นเพียงไม่กี่ประโยค จะได้ลองนำมาคิด พัฒนา และมองให้รอบด้านมากขึ้น โดยมีอาจารย์คอยช่วยแนะนำระหว่างทาง เพื่อเตรียมไอเดียให้พร้อมสำหรับการนำเสนอฝึกคิด พัฒนาไอเดีย และทำงานร่วมกันการทำธุรกิจไม่ได้มีเพียงแค่การคิดไอเดียให้น่าสนใจ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะมองสิ่งต่าง ๆ จากหลายมุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำงานร่วมกับคนอื่นตลอดแคมป์ น้อง ๆ จะได้ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน เพื่อนำสิ่งที่เรียนรู้มาต่อยอดไอเดียธุรกิจให้พร้อมสำหรับการแข่งขันPitching ไอเดียบนเวทีจริงเมื่อไอเดียพร้อม ก็ถึงเวลาส่งต่อสิ่งที่คิดให้คนอื่นเข้าใจน้อง ๆ จะได้ลอง Pitching นำเสนอไอเดียธุรกิจ ฝึกเรียบเรียงความคิด ถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการนำเสนอ และสร้างความมั่นใจในการสื่อสารไอเดียของตัวเองจากไอเดียที่เริ่มต้นอยู่ในหัว จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การคิด แต่จะถูกนำมาพัฒนาและนำเสนอจริงภายในแคมป์แข่งขันจริง ชิงเงินรางวัลและของรางวัลอีกมากมายหลังจากเรียนรู้และพัฒนาไอเดียมาตลอดแคมป์ ก็ถึงเวลานำสิ่งที่ได้มาท้าทายกันในการแข่งขันจริงน้อง ๆ จะได้ Pitching ไอเดียธุรกิจเพื่อแข่งขันกันภายในงาน พร้อมชิง เงินรางวัลและทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาทไม่ว่าจะคว้ารางวัลกลับไปหรือไม่ ทุกคนจะได้ผ่านประสบการณ์ตั้งแต่ เรียนรู้ → คิด → ลงมือทำ → พัฒนา → Pitching → แข่งขันจริง และได้เห็นว่าไอเดียของตัวเองสามารถพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อได้ลองลงมือทำมาแคมป์เด็กหัวการค้า แล้วได้อะไรกลับไป?ตลอด 2 วัน 1 คืน น้อง ๆ จะไม่ได้กลับไปแค่พร้อมความสนุกจากการมาแคมป์ แต่ยังได้ทั้งความรู้และมุมมองด้านธุรกิจจากอาจารย์และวิทยากรการเรียนรู้ธุรกิจผ่านการลงมือทำจริงประสบการณ์คิดและพัฒนาไอเดียธุรกิจคำแนะนำจากอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ UTCC ระหว่างกิจกรรมทักษะการคิด การสื่อสาร การนำเสนอ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นประสบการณ์ Pitching และการแข่งขันจริงโอกาสชิงเงินรางวัลและทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาทประสบการณ์ ผลงาน และเพื่อนใหม่จากการเข้าร่วมแคมป์และบางทีสิ่งสำคัญที่ได้กลับไป อาจเป็นการค้นพบว่า “สิ่งที่เราอยากทำต่อจากนี้คืออะไร” หรือได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากไอเดียที่ก่อนหน้านี้อาจเป็นเพียงความคิดอยู่ในหัวไม่ว่าจะเรียนสายไหน ถ้ามีไอเดีย ก็มาเริ่มต้นได้ไม่จำเป็นต้องเรียนสายธุรกิจ และไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างพร้อมตั้งแต่ก่อนมาแคมป์ถ้ามีไอเดีย อยากลองทำธุรกิจ หรืออยากเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ START UP CAMP ปีที่ 13 คือพื้นที่ให้ได้ลองคิด ลองทำ และต่อยอดไอเดียของตัวเอง โดยมีอาจารย์และวิทยากรคอยให้ความรู้และคำแนะนำตลอดกิจกรรมเพราะบางครั้ง จุดเริ่มต้นของไอเดียที่ไปได้ไกล อาจเริ่มจากการให้โอกาสตัวเองได้ลองทำจริงสักครั้งพร้อมเปลี่ยนไอเดียในหัว ให้ได้ลองลงสนามจริงหรือยัง?START UP CAMP โครงการแคมป์เด็กหัวการค้า ปีที่ 13มาจุดประกายความฝัน ปั้นผู้นำธุรกิจ เรียนรู้ธุรกิจให้ครบทุกมิติผ่านการลงมือทำจริง พร้อมพัฒนาไอเดียและ Pitching แข่งขัน ชิงเงินรางวัลและทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาทวันจัดกิจกรรม: 24–25 ตุลาคม 2569แคมป์ 2 วัน 1 คืนเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้–9 ตุลาคม 2569ไม่ว่าจะเรียนสายไหน ถ้ามีไอเดียและอยากลองทำธุรกิจ มาเปลี่ยนความคิดให้ได้ลงมือทำจริงไปด้วยกันที่ START UP CAMP ปีที่ 13สมัครได้ที่https://startupcamp.utcc.ac.th/สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมFacebook: แคมป์เด็กหัวการค้า UTCChttps://www.facebook.com/UTCCstartupcamp

Gucci ประกาศแต่งตั้ง พีพี กฤษฏ์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด

21 ก.ย. 2026

Gucci ประกาศแต่งตั้ง พีพี กฤษฏ์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด

Gucci ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับ พีพี - กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Gucci ด้วยความสามารถอันรอบด้านที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งในฐานะนักแสดง นักร้อง และนายแบบ พีพี กฤษฏ์ ยังส่งต่อแนวคิดสร้างสรรค์ ตัวตนซึ่งเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และสไตล์อันโดดเด่นร่วมสมัย สู่การเดินทางที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งตามแบบฉบับของ Gucci พีพี กฤษฏ์ สร้างชื่อเสียงในฐานะนักแสดงจากผลงานซีรีส์เรื่อง ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ’ Part 1 และ Part 2 ซึ่งสร้างปรากฎการณ์ที่สะท้อนมุมมองทางวัฒนธรรมไปทั่วทั้งเอเชีย นอกเหนือไปจากผลงานด้านการแสดง พีพี กฤษฏ์ ยังถ่ายทอดตัวตนและสร้างชื่อเสียงผ่านบทบาทศิลปินนักร้อง ด้วยผลงานซิงเกิล ‘Fire Boy’ รวมไปถึง ‘I'll Do It How You Like It’ และ ‘Oopsy Daisy’ สำหรับเส้นทางในวงการบันเทิงและบทบาทที่เติบโตขึ้นในระดับนานาชาติของเขา ยังสะท้อนผ่านงานที่หลากหลายในด้านแฟชั่นและดนตรี ตลอดจนความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมของคอนเสิร์ต ซึ่งบัตรจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทั้ง ‘PP Krit My Pleasure Concert’ และ ‘PP Krit My Pleasure Concert: Afterglow’ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ พีพี กฤษฏ์ จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานอีเวนท์และกิจกรรมต่างๆ ในอนาคตกับ Gucci “พีรู้สึกยินดีและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Gucci แบรนด์ที่สะท้อนถึงรสนิยม อัตลักษณ์ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านงานดีไซน์อันร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับงานฝีมือชั้นสูงได้อย่างโดดเด่นและยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายของผู้คนและสไตล์มาอย่างยาวนาน การได้รับแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador ของ Gucci จึงนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ได้ร่วมกันค้นพบและถ่ายทอดมุมมองใหม่ ๆ ผ่านเอกลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชั่นที่หลอมรวมเข้ากับตัวตนของพีอยากให้ทุกคนติดตามและร่วมเดินทางไปกับพีและ Gucci ในบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นครั้งนี้ไปด้วยกัน” พีพีกล่าวเกี่ยวกับ Gucci: ก่อตั้งในปี 1921 ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดย Gucci คือหนึ่งในแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำของโลก ภายใต้การบริหารงานของ Francesca Bellettini ในฐานะประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมด้วย Demna ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ Gucci ยังคงมุ่งมั่นที่จะมอบนิยามใหม่ให้กับความหรูหราและผลงานแฟชั่นด้วยการเชิดชูคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ เอกลักษณ์ประณีตศิลป์ของอิตาลี และนวัตกรรมใหม่Gucci คือส่วนหนึ่งของ เคอริง กลุ่มบริษัทลักชัวรีระดับโลกที่บริหารและพัฒนาแบรนด์แฟชั่น เครื่องหนัง เครื่องประดับ แว่นตา ชื่อดังมากมายเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gucci ได้ที่www.gucci.com

แพทย์ชี้ เป้าหมายการรักษาโรค SLE มุ่งสู่ “ภาวะโรคสงบ” ด้วยนวัตกรรมการรักษาที่ตรงจุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

01 ก.ย. 2026

แพทย์ชี้ เป้าหมายการรักษาโรค SLE มุ่งสู่ “ภาวะโรคสงบ” ด้วยนวัตกรรมการรักษาที่ตรงจุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

โรคแพ้ภูมิตัวเอง SLE (Systemic Lupus Erythematosus)ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเกือบ 10 เท่า โดยเฉพาะในวัยเรียน วัยทำงาน และวัยสร้างครอบครัว แพทย์ชี้แนวทางการรักษาโรค SLE ในปัจจุบันมุ่งให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคเข้าสู่ภาวะ “โรคสงบ” ลดอาการกำเริบ ลดความเสี่ยงต่อการทำลายอวัยวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ขณะที่ความก้าวหน้าของนวัตกรรมการรักษาช่วยเปิดทางเลือกใหม่ในการดูแลผู้ป่วยได้ตรงต่อกลไกของโรคมากขึ้นจากการศึกษาฐานข้อมูลระดับชาติพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรค SLE ประมาณ 85.8 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 15,000-16,000 คน และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเกือบ 10 เท่า พบได้บ่อยในผู้หญิงอายุ 20-49 ปี ซึ่งเป็นวัยเรียน วัยทำงาน และวัยสร้างครอบครัวโรคแพ้ภูมิตัวเองSLE (Systemic Lupus Erythematosus)หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อโรคเอสแอลอี หรือ โรคพุ่มพวงเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ และหันมาทำลายอวัยวะของตนเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ข้อ ไต หัวใจ ปอด หรือสมอง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เหนื่อยผิดปกติ ปวดข้อหลายข้อ ผื่นแดงบริเวณใบหน้าคล้ายปีกผีเสื้อ ผมร่วง มีไข้ต่ำ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ หรือแผลในช่องปาก ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดไตอักเสบหรือความผิดปกติของระบบเลือดรศ. พญ.วันรัชดา คัชมาตย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติสซั่ม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความท้าทายสำคัญของโรคSLEคือผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากอาการมีความหลากหลายและคล้ายกับโรคอื่น ส่งผลให้โรคดำเนินต่อเนื่องและอาจทำลายอวัยวะสำคัญโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงของอวัยวะสำคัญเสียหายในระยะยาว”ภาวะ “โรคสงบ” เป้าหมายใหม่ของการรักษาโรค SLEรศ. พญ.วันรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้โรคSLEจะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามต่อเนื่อง แต่แนวทางการรักษาในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก จากเดิมที่มุ่งควบคุมอาการกำเริบในระยะสั้น สู่การวางเป้าหมายระยะยาวให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้อย่างมั่นคง และลดการใช้ยาสเตียรอยด์ที่อาจก่อผลข้างเคียงสะสมในระยะยาวให้น้อยที่สุด”“เป้าหมายของการรักษาโรค SLE ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ แต่คือการมุ่งสู่ภาวะ ‘โรคสงบ’ หรือ Remission ซึ่งหมายถึงภาวะที่โรคอยู่ในการควบคุมอย่างมั่นคง ผู้ป่วยมีอาการน้อยที่สุดหรือไม่มีอาการกำเริบ และสามารถใช้ยาสเตียรอยด์ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อลดผลเสียระยะยาว เมื่อโรคสงบได้ ก็จะช่วยลดโอกาสที่โรคจะทำลายอวัยวะสำคัญ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน”นวัตกรรมการรักษา SLE ความหวังใหม่ของผู้ป่วยพ.ท. ผศ. นพ.รัตตะพล ภัคโชตานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติซั่ม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเลขาธิการสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า “ในขณะเดียวกัน ปัจจุบันยังมีความก้าวหน้าของนวัตกรรมการรักษาโรค SLE ที่ช่วยให้แพทย์มีทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยได้ตรงต่อกลไกของโรคมากขึ้น โดยมียารูปแบบใหม่เป็นยามุ่งเป้าที่จัดการกับกระบวนการอักเสบและความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับโรคอย่างจำเพาะมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ยังควบคุมโรคได้ไม่ดี มีอาการกำเริบซ้ำ หรือไม่สามารถลดขนาดของยาสเตียรอยด์ได้”“การรักษาที่ตรงจุดมากขึ้นอาจช่วยลดการกำเริบของโรค ลดภาระจากการใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาว ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของอวัยวะสำคัญ และเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงมีความหมายทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน การวางแผนครอบครัว และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจมากขึ้น”เสียงจากภาคผู้ป่วย: ต้องการทั้งทางเลือกการรักษาและการดูแลที่จำเป็นในชีวิตประจำวันด้านคุณอินทิรา ไตรพิบูลย์สุข ประธานมูลนิธิโรคเอสแอลอี กล่าวว่า “ในมุมของผู้ป่วย การมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ถือเป็นความหวังสำคัญ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีความรุนแรงของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน นวัตกรรมการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคได้ดีขึ้น ลดการกำเริบ และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น”“ขณะเดียวกัน ผู้ป่วย SLE จำนวนมากจำเป็นต้องป้องกันแสงแดดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรังสียูวีอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ครีมกันแดดจึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่จำเป็น จึงอยากเห็นการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านครีมกันแดดอย่างเหมาะสม”รู้สัญญาณไว รักษาให้ตรงจุด สู่ภาวะ “โรคสงบ”รศ. พญ.วันรัชดา กล่าวแนะนำว่า “หากพบอาการผิดปกติหลายอย่างร่วมกัน เช่น เหนื่อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดข้อหลายข้อ มีผื่นขึ้นที่ใบหน้าเมื่อถูกแสงแดด ผมร่วงผิดปกติ หรือมีไข้ต่ำ ๆ บ่อยครั้ง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เพราะการตรวจพบโรคได้เร็วจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”พ.ท. ผศ. นพ.รัตตะพล กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้โรคSLEจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ด้วยความก้าวหน้าของแนวทางการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดยาเอง เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”

แหลมเจริญซีฟู้ด พลิกโฉม ชวนสัมผัส “ตัวจริงซีฟู้ดระยองแท้” กับ 11 เมนูซิกเนเจอร์ พร้อม Concept Store ใหม่ ณ เซ็นทรัลเวิลด์

11 ส.ค. 2026

แหลมเจริญซีฟู้ด พลิกโฉม ชวนสัมผัส “ตัวจริงซีฟู้ดระยองแท้” กับ 11 เมนูซิกเนเจอร์ พร้อม Concept Store ใหม่ ณ เซ็นทรัลเวิลด์

“แหลมเจริญซีฟู้ด” พลิกโฉมแบรนด์ ตอกย้ำความเป็น“ตัวจริงซีฟู้ดระยองแท้” ดึง ‘ต้นกำเนิดของแหลมเจริญซีฟู้ด’ มาสร้างจุดต่างที่โดดเด่น พร้อม 11 เมนูซิกเนเจอร์ใหม่ที่สะท้อนเอกลักษณ์คุณธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า"วันนี้ผู้บริโภคทั่วโลกเปิดรับอาหารไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเมนูซีฟู้ดต่าง ๆ เรามองว่านี่คือโอกาสสำคัญ ซึ่งเราต้องสร้างจุดแตกต่าง ตั้งแต่วัตถุดิบและรสชาติ ขณะเดียวกันตลาดร้านอาหารในวันนี้ ผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ และมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งอาหารทะเลแบบแหลมเจริญซีฟู้ด ไม่เหมือนใคร ด้วยรสชาติที่ local สูตรเฉพาะตัวจากระยอง คือข้อได้เปรียบที่แตกต่าง ซึ่งเราสามารถนำจุดเด่นท้องถิ่นมาตีความให้ร่วมสมัย เพื่อให้ถูกใจผู้บริโภคในวงกว้างได้”เป้าหมายของเราคือการพารสชาติแบบระยองไปหาผู้คนทั่วประเทศหรือแม้แต่ชาวต่างชาติ ผ่านวัตถุดิบ เรื่องราว และประสบการณ์ของแหลมเจริญซีฟู้ด เพื่อให้ซีฟู้ดแบบระยองกลายเป็นรสชาติที่ทุกคนรู้จัก สร้างความภูมิใจให้ชาวระยองจากภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้”พร้อมพัฒนาเมนูซิกเนเจอร์ใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างและตอกย้ำอัตลักษณ์ของแหลมเจริญซีฟู้ดด้วย 11 เมนูซิกเนเจอร์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ระยองอาทิกุ้งแม่น้ำทอดน้ำปลาระยอง เมนูใหม่ของแหลมเจริญซีฟู้ด สะท้อนตัวตนผ่าน สูตรน้ำปลาระยอง จับคู่กับกุ้งแม่น้ำคุณภาพ คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อถ่ายทอดรสชาติที่เรียบง่าย แต่กลมกล่อม นำมันจากตัวกุ้งไปบี้เข้ากับน้ำปลาในกระทะ เพื่อให้ได้ความหอมทุกคำ เมนูนี้จะรสชาติหวาน เค็ม มัน ลงตัวปลากะพงสองน้ำ เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน โดยมีเทคนิคการจัดการปลากะพงที่ร้านสะสมประสบการณ์มายาวนาน ตั้งแต่การพักปลาไม่ให้ปลาเครียดเพื่อสร้างสัมผัสเนื้อที่อร่อย สด รวมไปถึงเทคนิคการแล่บั้งแบบปีกผีเสื้อที่แหลมเจริญซีฟู้ดถือเป็นผู้บุกเบิก นำมาทอดด้วยเคล็ดลับของเรา จนเนื้อปลาฟูเป็นเกล็ด เสิร์ฟคู่ซอสน้ำปลาแหลมเจริญซีฟู้ด และซอสพริก 3 รสส้มตำไทยสับปะรดสูตรระยอง “สับปะรด” ถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดระยอง นำมาปรุงเข้ากับส้มตำ ที่เพิ่มความสดชื่นและมิติของรสชาติ ผสานกุ้งแห้งบดหยาบ ถั่วลิสงคั่วใหม่ และมะเขือเทศราชินี คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงจนได้รสกลมกล่อมหมึกแดดเดียว เมนูเรียบง่ายที่สะท้อนกลิ่นอายระยอง ผ่านภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวประมงท้องถิ่น คัดสรรหมึกสดคุณภาพ เนื้อหวานหมักจนเครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อ ก่อนตากแดดธรรมชาติริมชายฝั่งระยอง แล้วทอดจนได้ เนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบเนื้อปูผัดผงกะหรี่ สูตรระยองคัดสรรเนื้อปูก้อนคุณภาพ ผัดด้วยซอสผงกะหรี่ที่ใช้เครื่องปรุงสูตรเฉพาะ และคงรสชาติดั้งเดิมไว้โดย ไม่ใส่ไข่และน้ำพริกเผาแกงส้มไข่ปลาเรียวเซียว (หม้อไฟ) น้ำแกงส้มปรุงจาก เครื่องแกงสูตรเฉพาะของแหลมเจริญซีฟู้ด รสเข้มข้น จัดจ้าน กลมกล่อมกุ้งแช่น้ำปลา คัดขนาดกุ้งขนาดพอดีตัวที่จะได้เนื้อหวานเด้งพอดี และรสชาติของกุ้งจะเข้ากับพอดีกับน้ำปลาที่เราปรุงเข้าไป ที่โดดเด่นอีกอย่าง คือ วิธีการทานที่เสิร์ฟน้ำมะนาวและสมุนไพรไทย เพื่อให้ได้รสชาติของกุ้งแบบเน้นๆ และได้รสชาติหนึ่งจานที่หลากหลายห่อหมกปลาอินทรี ใช้ปลาอินทรีสดจากทะเลมากวนกับเครื่องแกงสูตรเฉพาะตำสด ๆ นึ่งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สัมผัสที่เนียน เด้งเหมือนคัสตาร์ด เป็นอีกเมนูที่หาทานที่อื่นไม่ได้แน่นอนเส้นหมี่แกงปูใบชะพลู อร่อยและแตกต่างด้วยเครื่องแกงสูตรเฉพาะ ผสานสมุนไพรให้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม พร้อมความเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์หอยตลับผัดโหระพา หอยตลับสดคัดคุณภาพ เนื้อหวาน ผัดด้วยไฟแรงและเร็ว เพื่อดึงกลิ่นหอมและรสชาติของวัตถุดิบ คลุกเคล้าซอสผัดสูตรเฉพาะ เพิ่มรสชาติและความหอมอันเป็นเอกลักษณ์ตบท้ายด้วย ข้าวผัดเนื้อปูก้อน เลือกใช้ข้าวหอมมะลิ เม็ดข้าวเรียงสวย พร้อมด้วยเนื้อปูและเนื้อปูก้อน นำมาผัดด้วยผัดจนหอมกระทะ และปรุงรสจนอร่อยกลมกล่อมอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือConcept Store โฉมใหม่ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ถ่ายทอดผ่านแรงบันดาลใจจากสาขาแรกณ ปากน้ำระยอง หาดแหลมเจริญ วิถีชาวประมง และชุมชนตลาดเก่าบ้านเพ โดยนำสถาปัตยกรรมท้องถิ่น เรือประมง และ "ห้องหมักน้ำปลา" มาเป็นงานดีไซน์ร่วมสมัยขณะที่เครื่องแบบพนักงาน สะท้อนวิถีชาวประมงพื้นบ้านนำเอกลักษณ์ของกางเกงเลและเสื้อเชิ้ต เลือกใช้พื้นผิวผ้าที่ให้สัมผัสเป็นธรรมชาติ เพื่อสะท้อนเสน่ห์ของท้องถิ่นและตัวตนของแหลมเจริญ ซีฟู้ดร่วมสัมผัสโฉมใหม่และเสน่ห์ของ "ตัวจริงซีฟู้ดระยองแท้" ได้แล้ววันนี้ที่ Concept Store เซ็นทรัลเวิลด์ และแหลมเจริญซีฟู้ด ทุกสาขา

MK Restaurants ฉลอง 40 ปี กับแคมเปญ “ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ” ย้อนความทรงจำผ่านมื้ออาหารของครอบครัวไทย

02 เม.ย. 2026

MK Restaurants ฉลอง 40 ปี กับแคมเปญ “ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ” ย้อนความทรงจำผ่านมื้ออาหารของครอบครัวไทย

MK Restaurants แบรนด์สุกี้อันดับหนึ่งที่อยู่คู่ครอบครัวคนไทยมายาวนานกว่า 40 ปี กลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งกับแคมเปญใหญ่ “ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ” เพื่อชวนทุกคนย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุข ความอบอุ่น และรอยยิ้มที่เคยเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารของเอ็มเค ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา MK ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่คือพื้นที่ของ “ความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงคนในครอบครัวเข้าหากัน และในโอกาสครบรอบ 40 ปีนี้ แบรนด์ได้ตอกย้ำความเป็นตัวจริงด้าน “มื้อแห่งความสุข” ด้วยประสบการณ์สุดพิเศษที่ถ่ายทอดผ่านแคมเปญครั้งใหญ่ไฮไลต์แคมเปญ MK 40 ปี ที่ห้ามพลาดเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ MK Restaurants ได้จัดเต็ม 3 ประสบการณ์สำคัญ ที่จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่ความทรงจำเดิมอีกครั้ง1. Reconnect the Memory ผ่าน “กรอบรูปแห่งความทรงจำ”MK เชื่อว่า “ทุกมื้ออาหารคือช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว”จึงนำสัญลักษณ์สำคัญอย่าง “กรอบรูป MK” กลับมาเป็นตัวแทนของความทรงจำแคมเปญนี้ได้รวบรวมภาพถ่ายจริงของลูกค้าจากหลากหลายยุคนำไปจัดแสดงบน Digital Billboard ทั่วประเทศ เพื่อปลุกความคิดถึงให้กลับมาอีกครั้งนอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์โฆษณาที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากลูกค้าตัวจริงพาผู้ชมย้อนกลับไปสัมผัส “โมเมนต์อบอุ่น” ที่หลายคนเคยมีร่วมกับ MK2. ชุดครอบครัวดั้งเดิม เสิร์ฟรสชาติแห่งความคิดถึงอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวเมนูพิเศษ“ชุดครอบครัวรสดั้งเดิม” ที่รวมเมนูในตำนานที่หลายคนคิดถึงไว้ครบไม่ว่าจะเป็นสุกี้รสดั้งเดิมเป็ดย่าง MKบะหมี่หยกชุดผักเพื่อสุขภาพออกแบบมาให้ทุกเจเนอเรชันในครอบครัวได้ร่วมแบ่งปันความอร่อยด้วยกันพร้อมให้บริการแล้วที่ MK Restaurants ทุกสาขาทั่วประเทศ3. MK Original คอนเซปต์สโตร์ย้อนยุคแห่งแรกไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดของการฉลอง 40 ปี คือการเปิดตัว“MK Original” คอนเซปต์สโตร์ สาขาแรกและสาขาเดียวที่ เซ็นทรัลลาดพร้าวที่นี่ถูกออกแบบให้พาทุกคนย้อนกลับไปสู่วันแรกของ MK ด้วยบรรยากาศสุดคลาสสิกสิ่งที่น่าสนใจภายใน MK Original• การตกแต่งร้านสไตล์เรโทรแรงบันดาลใจจากสาขาแรก ทั้งศาลาจีน โต๊ะสีหยก และไฟนีออน• รถเข็นติ่มซำในตำนานกลับมาเสิร์ฟติ่มซำร้อน ๆ ถึงโต๊ะ เช่น ฝั่นโก๋ สาหร่ายห่อกุ้ง และเมนูคลาสสิกอื่น ๆ• เมนูในความทรงจำ (มีเฉพาะที่นี่)หม้อสุกี้โบราณ (ปรับมาตรฐานใหม่)ปลาสวรรค์ หมูทรงเครื่อง ปลาทรงเครื่องเมนูกระทะร้อน เช่น หมูเกาหลี ข้าวอบหม้อดินก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ของหวานอย่าง Banana Split และไอศกรีมเยลลี่• บริการแบบ Analog (Human Touch)กลับมาสั่งอาหารผ่านเมนูกระดาษ และพนักงานรุ่นเก๋า• ยูนิฟอร์มพนักงานแบบดั้งเดิมนำชุดพนักงานยุคแรกกลับมาใช้อีกครั้ง• จานชามลายจีนสุดคลาสสิกช้อนกระเบื้องและลวดลายแบบสาขาแรก• เพลย์ลิสย้อนยุค 80-90sเติมเต็มบรรยากาศให้ครบทุกมิติของความทรงจำระยะเวลาและสถานที่จัดแคมเปญร่วมย้อนความทรงจำกับ MK ได้ตั้งแต่ วันที่ 3 – 30 เมษายน 2569 ที่ MK Restaurants สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และ MK Original ชั้น 1 เซ็นทรัลลาดพร้าว (เปิดให้บริการตั้งแต่ 3 เมษายน 2569 เป็นต้นไป)MK Restaurants กับ 40 ปีแห่ง “ความสุขที่ยังอุ่นเสมอ”ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี MK Restaurants ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแต่คือ “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ของครอบครัวไทยแคมเปญนี้จึงไม่ใช่แค่การฉลองครบรอบแต่คือการชวนทุกคนกลับมา “สัมผัสความรู้สึกเดิม”ที่ยังคงอบอุ่นเหมือนวันแรกติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook: https://www.facebook.com/mkrestaurants