ศิลปะแห่งการซ่อมแซมใจ

Beauty & Health

ศิลปะแห่งการซ่อมแซมใจ

16 มี.ค. 2026

ในวันที่เข็มทิศในใจดูเหมือนจะพังทลาย

เราทุกคนต่างมีวันที่ "แบตเตอรี่ใจ" เหลือ 0% วันที่คุณรู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดไม่มีใครเห็น หรือวันที่การจากลาทิ้งหลุมดำขนาดใหญ่ไว้ในอก

 

ในทางจิตวิทยา ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้าชั่วคราว แต่มันคือ "Emotional Exhaustion" หรือความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่สะสมจนถึงขีดสุด บทความนี้จะชวนคุณมา "กางแผนที่ใจ" และใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อเยียวยาตัวเองอย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจ "เงา" ในใจ (Shadow Work & Awareness)

ก่อนจะฮีลได้ เราต้องรู้ก่อนว่า "จุดที่เจ็บ" คืออะไร หลายครั้งความทุกข์ของเรามาจาก "ความคาดหวังที่ไม่ได้พูดออกไป" 

Childhood Schema

บาดแผลจากอดีต เช่น การเป็นลูกคนเดียวที่แบกความหวัง หรือลูกคนเล็กที่ถูกขังในกรอบเด็กตลอดกาล สิ่งเหล่านี้สร้าง "เสียงในหัว" ที่คอยตำหนิเราเมื่อเราล้มเหลว

Negativity Bias

สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้โฟกัสเรื่องร้ายเพื่อความอยู่รอด แต่ในโลกปัจจุบัน มันทำให้เรามองข้ามสิ่งดีๆ 99 อย่าง เพื่อไปจมปลักกับคำวิจารณ์เพียงอย่างเดียว

 

หลักการ Self-Compassion พลังของการ "ใจดีกับตัวเอง"

ดร. คริสติน เนฟฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ระบุว่าการรักตัวเองประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักที่คนส่วนใหญ่มักลืมทำ

  1. Self-Kindness vs. Self-Judgment: หยุดก่นด่าตัวเองเหมือนที่คุณไม่เคยทำกับเพื่อน ลองเปลี่ยนโทนเสียงในใจให้กลายเป็น "เพื่อนที่หวังดี"
  2. Common Humanity: ตระหนักว่า "ความเจ็บปวด" คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ คุณไม่ได้ล้มเหลวอยู่คนเดียว ทุกคนบนโลกนี้ต่างมีบาดแผลที่มองไม่เห็นทั้งนั้น
  3. Mindfulness: การอยู่กับปัจจุบันโดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental) หากคุณเศร้า ก็แค่รับรู้ว่า "ตอนนี้ฉันกำลังเศร้า" ไม่ต้องรีบผลักไสมันออกไป เพราะยิ่งผลักไส มันยิ่งฝังรากลึก

 

4 ขั้นตอนปฏิบัติ "กู้คืนความสดใส" แบบยั่งยืน

Step 1: Emotional Validation (อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก)

อย่าเป็นเหยื่อของ Toxic Positivity หรือการบังคับให้ตัวเองยิ้มทั้งที่ใจพัง การยอมรับว่า "วันนี้ฉันไม่ไหว" คือก้าวแรกของการเยียวยาที่จริงใจที่สุด

Step 2: Boundary Setting (การตีเส้นล้อมใจ)

ในทางจิตวิทยา การมี "ขอบเขต" คือการบอกโลกวา "อะไรคือสิ่งที่ฉันรับได้และรับไม่ได้" การพูดคำว่า "ไม่" ในสิ่งที่เกินกำลัง คือการทำเพื่อสุขภาพจิตของตัวเอง ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว

Step 3: Finding Your "Glimmers"

ตรงข้ามกับ Triggers คือ Glimmers ซึ่งเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจฟู เช่น กลิ่นกาแฟตอนเช้า แสงแดดที่กระทบใบไม้ 

Step 4: The Power of Rituals (พิธีกรรมเยียวยาใจ)

การสร้างกิจวัตรเล็กๆ ที่มี "ความหมาย" เช่น การรดน้ำต้นไม้ การกอดคนข้างๆ หรือแม้แต่การระลึกถึงน้องที่กลับดาวด้วยความคิดถึงที่เปี่ยมด้วยขอบคุณ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึก Control หรือการควบคุมชีวิตตัวเองกลับคืนมา

 

คุณคือศิลปินผู้แต่งแต้มสีสันให้ชีวิตตัวเอง

สุดท้ายแล้ว บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจิตวิทยาการฮีลใจ คือการรู้ว่า "คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะมีค่า" ชีวิตเปรียบเสมือนงานภาพที่มี Texture แบบ Grainy มีความหยาบ มีจุดด่างพร้อย แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้คุณ "เป็นคุณ" ที่ไม่ซ้ำใคร

 

จำไว้นะ... แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด ดวงดาวก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน และคุณเองก็เช่นกัน 

 

related Beauty & Health

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

19 เม.ย. 2026

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ Move on ช้า ผิดไหม? หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติ หลังจากความสัมพันธ์จบลง หลายคนมักจะบอกตัวเองว่า “ควรไปต่อได้แล้ว” แต่ในความเป็นจริง กลับยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังคิดถึง ยังวนอยู่กับความทรงจำเดิม ๆ จนเกิดคำถามว่า ทำไมเราถึง move on ช้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันจบไปแล้ว ในทางจิตวิทยา การ move on ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเพียงอย่างเดียว เพราะความรักไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เป็นเรื่องของ “ความผูกพันในสมอง” ด้วย ในระหว่างที่เราคบกับใครบางคน สมองจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและมีความสุข เช่น โดพามีนและออกซิโทซินเมื่อความสัมพันธ์จบลง สมองจึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว เหมือนการขาดบางสิ่งบางอย่างไปอย่างกะทันหัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเหมือน “ถอนตัวไม่ขึ้น” แม้จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราคิดถึง ไม่ใช่เพราะตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเราคิดถึง “ช่วงเวลาที่เคยมีความสุข” รวมถึงภาพอนาคตที่เราเคยวางไว้ร่วมกัน การสูญเสียจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนคนหนึ่ง แต่รวมถึงความฝันบางอย่างที่หายไปพร้อมกันด้วย อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ move on ช้าคือ “คำถามที่ไม่มีคำตอบ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่จบแบบไม่ชัดเจน สมองจะพยายามหาคำอธิบายซ้ำ ๆ ทำให้เรายังคงติดอยู่ในความรู้สึกเดิม ดังนั้น หากคุณกำลังรู้สึกว่า move on ได้ช้า อาจไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ แต่เป็นเพราะคุณเป็นมนุษย์ที่เคยรู้สึกกับบางอย่างอย่างจริงจัง การ move on ไม่ใช่การลืมทั้งหมดในทันที แต่คือการค่อย ๆ ยอมรับ และปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเบาลงตามเวลาจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

Overnight oat อาหารยอดฮิตสำหรับคนคุมอาหาร มีสูตรการทำอย่างไร

10 ก.ย. 2025

Overnight oat อาหารยอดฮิตสำหรับคนคุมอาหาร มีสูตรการทำอย่างไร

วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะมาพูดถึงเทรนด์รักสุขภาพมาแรงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน อาหารแนวคลีน หรืออาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน กำลังกลายเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้คนทุกเพศทุกวัย และหนึ่งในเมนูที่ติดเทรนด์มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือ Overnight Oat อาหารเช้าสุดเฮลธ์ตี้ที่กลายเป็นขวัญใจของสายคลีน คนลดน้ำหนัก และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพไปพร้อมกับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันด้วยความที่สามารถเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องใช้ไฟ ไม่ต้องเสียเวลาปรุงตอนเช้า และยังดัดแปลงรสชาติได้หลากหลายตามใจชอบ ทำให้ Overnight Oat กลายเป็น “อาหารเช้ายุคใหม่” สำหรับคนยุคใหม่ที่อยากเริ่มต้นวันดี ๆ ด้วยอาหารที่ทั้งอร่อยและมีคุณประโยชน์ครบถ้วนOvernight Oat คืออะไร Overnight Oat คือเมนูข้าวโอ๊ตที่ไม่ต้องต้ม แต่ใช้วิธีแช่ในของเหลว เช่น นมสด นมพืช หรือน้ำเปล่าผสมโยเกิร์ต ทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืน โดยข้าวโอ๊ตจะค่อย ๆ ซึมซับของเหลวจนกลายเป็นเนื้อเนียนนุ่มพร้อมรับประทานในตอนเช้า รูปแบบของ Overnight Oat แตกต่างจากโจ๊กหรือโอ๊ตต้มทั่วไป เพราะไม่ผ่านความร้อน ทำให้คงคุณค่าสารอาหารไว้ได้เต็มที่ อีกทั้งยังสามารถเติมผลไม้สด ถั่ว เมล็ดเจีย น้ำผึ้ง หรือเครื่องเทศต่าง ๆ เพื่อเสริมรสชาติและประโยชน์เพิ่มเติม จุดเด่นอีกประการคือความพกพาสะดวก และเหมาะสำหรับคนยุคเร่งรีบ เพียงแค่เตรียมไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด แล้วแช่ไว้ในตู้เย็น เมื่อเช้าถึงก็สามารถหยิบขึ้นมากินได้ทันที ไม่ว่าจะทานบนรถหรือพกไปทานที่ทำงานก็สามารถทำได้ ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นรบกวนคนรอบข้าง เนื่องจากส่วนผสมมีเพียงแค่ข้าวโอ๊ต นม โยเกิร์ต ผลไม้ และเมล็ดเจียเท่านั้นส่วนประกอบและวิธีการทำ Overnight Oat แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของ Overnight Oat จะดูเหมือนซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วเมนูนี้ทำได้ง่ายมาก และดัดแปลงได้ตามวัตถุดิบในตู้เย็นของคุณ เราสามารถเริ่มต้นจาก Overnight Oats สูตรพื้นฐาน ดังนี้ 1. ส่วนประกอบหลัก (สูตรมาตรฐาน)ข้าวโอ๊ตชนิด Rolled Oats (ไม่ใช่ quick oats) ½ ถ้วย หรือตามความต้องการนม (นมสด, นมอัลมอนด์, นมถั่วเหลือง ฯลฯ) ½ - 1 ถ้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2-3 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้ หรือเลือกใช้เป็นกรีกโยเกิร์ต)เมล็ดเจีย / เมล็ดแฟลกซ์ 1 ช้อนชาน้ำผึ้ง / อินทผลัมบด / กล้วยสุกบด (ใช้เพิ่มความหวานจากธรรมชาติ) 2. วิธีทําเมนู Overnight Oatเทข้าวโอ๊ตลงในภาชนะ เช่น ขวดแก้วหรือกล่องมีฝาปิดเติมนมและโยเกิร์ต คนให้เข้ากันใส่เมล็ดเจียและส่วนผสมที่ให้รสหวานตามชอบปิดฝาแล้วนำไปแช่เย็นข้ามคืน (อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง)ตอนเช้าสามารถใส่ผลไม้สด ถั่ว หรือ topping อื่น ๆ ก่อนเสิร์ฟได้* หากต้องการเปลี่ยนรสชาติ ให้เติมผงโกโก้ ผงอบเชย กลิ่นวานิลลา หรือผลไม้แช่แข็งลงไปก่อนแช่เย็น เพื่อให้อาหารมีรสชาติที่น่าสนใจมากขึ้นประโยชน์ของการทาน Overnight Oat นอกจากความอร่อยและสะดวกสบายแล้ว Overnight Oat ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่เหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ และคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น - ข้าวโอ๊ตมีใยอาหารสูง โดยเฉพาะ “เบต้ากลูแคน” ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้นควบคุมน้ำหนักและคอเลสเตอรอล - ใยอาหารที่อยู่ในข้าวโอ๊ตช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ลดการกินจุกจิกในระหว่างวัน และช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง - หลายการศึกษาระบุว่าการบริโภคข้าวโอ๊ตเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงเป็นมิตรกับผู้แพ้แลคโตส - สามารถปรับเปลี่ยนสูตรโดยใช้ “นมพืช” แทนได้ เช่น นมอัลมอนด์ หรือนมข้าวโอ๊ต ซึ่งยังคงให้รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมประหยัดเวลาและพลังงาน - เหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ เพราะไม่ต้องปรุง ไม่ต้องล้างหม้อ และไม่ต้องรอร้อน ทานได้ทันทีที่ตื่น หากพูดถึง Overnight Oats ประโยชน์นั้นมีมากมาย นี่คือเมนูที่ไม่เพียงแต่อร่อยและอยู่ท้อง แต่ยังสนับสนุนให้เรารักษาสุขภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาวแนะนำเมนูอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากข้าวโอ๊ต แม้ว่า Overnight Oat จะเป็นเมนูยอดฮิต แต่จริง ๆ แล้วข้าวโอ๊ตยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นเมนูอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ทั้งคาวและหวาน เช่นOatmeal ต้มร้อน - เมนูนี้เป็นอาหารเช้าแบบคลาสสิกที่เราคุ้นเคยกันดี เพียงแค่นำข้าวโอ๊ตไปต้มกับน้ำหรือนมจนได้ความข้นและเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล ก็สามารถเติมความอร่อยเพิ่มเติมด้วยผลไม้สดอย่างกล้วยหอมหั่นบาง เบอร์รี หรือผลไม้แห้ง และหากต้องการรับประทานในแบบคาว ก็อาจเพิ่มไข่ต้ม ไข่ดาว หรือแม้แต่เนื้อไก่ฉีกเล็กน้อย พร้อมโรยพริกไทยดำเพื่อตัดรสก็อร่อยได้ในอีกสไตล์คุกกี้ข้าวโอ๊ต - เมนูนี้ใช้ข้าวโอ๊ตแทนแป้งขัดขาว ทำให้ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวได้ดี พร้อมทั้งเพิ่มใยอาหารที่ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ส่วนผสมหลักที่นิยมใช้มีทั้งกล้วยสุกบดที่ช่วยให้เนื้อคุกกี้นุ่มและให้ความหวานจากธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาล ลูกเกดหรือดาร์กช็อกโกแลตชิ้นเล็กที่ช่วยเติมรสสัมผัส และกลิ่นหอมของผงอบเชยที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแพนเค้กข้าวโอ๊ต - แพนเค้กข้าวโอ๊ตก็เป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะสามารถใช้ข้าวโอ๊ตบดละเอียดแทนแป้ง ทำให้ได้แพนเค้กที่ไฟเบอร์แน่น โปรตีนสูง และมีรสสัมผัสที่เหนียวนุ่มไม่แพ้แป้งธรรมดา สูตรพื้นฐานเพียงแค่ผสมไข่ไก่และกล้วยหอมบดเข้ากับข้าวโอ๊ต เติมผงฟูเล็กน้อยให้แพนเค้กฟูสวย เมื่อสุกก็สามารถทานได้ทันทีข้าวโอ๊ตปั่น (Oat Smoothie) - เหมาะมากกับเช้าที่เร่งรีบหรือวันที่ไม่มีเวลาทำอาหาร เพียงแค่ใส่ข้าวโอ๊ตลงในเครื่องปั่นร่วมกับนมหรือโยเกิร์ต และผลไม้ที่ชอบ เช่น กล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี่ หรือเบอร์รีรวม เติมน้ำแข็งเล็กน้อย แล้วปั่นให้เข้ากัน ก็จะได้สมูทตี้ที่เนื้อข้นและนุ่มลื่นจากข้าวโอ๊ต แถมยังอยู่ท้องได้นานโดยไม่ต้องเพิ่มแป้งหรือน้ำตาลสรุป Overnight Oat คือเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ลงตัวที่สุดสำหรับคนยุคใหม่ ที่ต้องการเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างมีคุณภาพและไม่ยุ่งยาก ด้วยคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน ความสะดวกสบายในการเตรียม และรสชาติที่ปรับได้ตามใจ ทำให้เมนูนี้กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่คนลดน้ำหนักและผู้รักสุขภาพ หากคุณสนใจบทความด้านอาหารคลีนไลฟ์สไตล์ หรือท่องเที่ยวผสมสุขภาพ สามารถเลือกอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ Chill on กินเที่ยว บนเว็บไซต์ Atime ที่รวบรวมเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแนวในแบบที่อ่านง่ายและได้แรงบันดาลใจในทุกบทความจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

28 เม.ย. 2025

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

โรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศก็คงจะเป็นโรคไหนไปไม่ได้ นอกจากออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมในการทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย เริ่มจากปวดคอ บ่า ไหล่ลงมาที่หลัง เมื่อปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม หมองรองกระดูกปลิ้น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และกระดูกสันหลังเสียหายได้ปวดหลังแบบไหนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 1 – 3 เดือนปวดหลังร้าวลงขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมการเดินไม่ได้จากการโดนกดทับเส้นประสาทปวดหลังร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชา ขาอ่อนแรง ปัสสาวะ อุจจาระผิดปกติ ฯลฯทรงตัวได้ไม่ดี เดินลำบาก ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้เหมือนปกติตรวจวินิจฉัยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างไร?เพราะอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ควรตรวจเช็กกับแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด หากแพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งตรวจ MRI เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาและทำกายภาพบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจจะต้องแนะนำให้ผ่าตัดวิธีการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ประกอบด้วยการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เป็นวิธีการรักษาในระยะแรกเริ่มเมื่อพบว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยในผู้ป่วยที่มีอาการ ช่วยปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหาให้กลับมาดีขึ้น รวมถึงการประคบร้อน การอัลตราซาวนด์ เลเซอร์ การช็อกเวฟ การดึงคอดึงหลัง ช่วยให้อาการปวดหรือออฟฟิศซินโดรมลดลง ทั้งนี้ต้องประเมินเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทางการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงไขสันหลัง เพื่อลดอาการปวดการผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้อง แผลผ่าเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด โดยคำนึงถึงการรักษาที่เน้นการแก้ปัญหาที่สาเหตุเป็นหลักปรับพฤติกรรมก่อนกระดูกสันหลังเสียอย่านั่งนาน ลุกขึ้นยืดเส้นยืนสายให้บ่อยทุก 1 ชั่วโมงยืดกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อตึงเกินไปจนปวดปรับท่านั่งให้ถูกต้อง ปรับอุปกรณ์ออฟฟิศให้เหมาะกับร่างกายหลีกเลี่ยงการยกของหนักหลีกเลี่ยงกิจกรรมการก้มหรือแอ่นหลังที่มากเกินไปออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหากปวดจากออฟฟิศซินโดรมที่ไม่รุนแรงเมื่อปรับพฤติกรรมมักดีขึ้นหรือหายได้ในเวลาไม่นานแต่ในกรณีที่อาการแย่ลงและกระทบกับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

08 ต.ค. 2026

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางวันเราถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ ทั้งที่ก็นอนพักผ่อนแล้ว? อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และหนึ่งในนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับแร่ธาตุบางชนิดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ แมกนีเซียม (Magnesium) ที่หลายคนอาจมองข้ามจริง ๆ แล้ว แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เพราะมีส่วนช่วยทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ และกระบวนการสร้างพลังงาน ที่สำคัญยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวที่เรากินกันอยู่ทุกวันอีกด้วยวันนี้ Chill ON จะพาไปทำความรู้จักว่าแมกนีเซียมคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีอาหารชนิดไหนบ้างที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม เผื่อจะได้ลองปรับเมนูในแต่ละวันให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแมกนีเซียม (Magnesium) คืออะไร?แมกนีเซียม คือ แร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งอื่น ๆ ภายนอก โดยแมกนีเซียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงการดูแลสุขภาพกระดูกแมกนีเซียมในร่างกายประมาณ 50–60% อยู่ในกระดูก ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถึงแม้จะเป็นแร่ธาตุที่เราไม่ได้พูดถึงกันบ่อยเท่าวิตามินซีหรือแคลเซียม แต่บอกเลยว่ามีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน5 ประโยชน์ของแมกนีเซียม ช่วยอะไรกับร่างกายบ้าง?1. ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติแมกนีเซียมมีบทบาทในการทำงานของกล้ามเนื้อ ทั้งการหดตัวและคลายตัว หากร่างกายขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นตะคริวไม่ได้หมายความว่าร่างกายขาดแมกนีเซียมเสมอไป2. ช่วยดูแลระบบประสาทแมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้สมองและร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างปกติ3. ช่วยในการสร้างพลังงานใครที่ทำงานหนักหรือใช้พลังงานระหว่างวันเยอะ ควรรู้ไว้ว่าแมกนีเซียมเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน เพื่อให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินแมกนีเซียมเพิ่มจะช่วยให้มีพลังงานมากขึ้นทันที หากร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว4. มีส่วนช่วยดูแลหัวใจและความดันโลหิตแมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ และการทำงานของหลอดเลือด รวมถึงมีส่วนในการควบคุมความดันโลหิตตามปกติ5. ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงไม่ใช่แค่แคลเซียมเท่านั้นที่สำคัญต่อกระดูก เพราะแมกนีเซียมก็มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างและรักษาโครงสร้างกระดูกเช่นกัน การได้รับแร่ธาตุอย่างสมดุลจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดูแลสุขภาพกระดูกในระยะยาว9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง หาซื้อง่าย กินได้ทุกวันอยากเพิ่มแมกนีเซียมให้ร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารเสริมเสมอไป เพราะมีอาหารหลายชนิดที่ให้แมกนีเซียมตามธรรมชาติ แถมยังสามารถนำมาจัดเป็นเมนูประจำวันได้ง่าย ๆ1. เมล็ดฟักทองแมกนีเซียมประมาณ 156 มิลลิกรัม / 28 กรัมหนึ่งในอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงมาก แถมยังอุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี จะกินเป็นของว่าง หรือโรยบนสลัดและโยเกิร์ตก็อร่อย แนะนำให้เลือกแบบไม่เติมเกลือมากเกินไป2. เมล็ดเจียแมกนีเซียมประมาณ 111 มิลลิกรัม / 28 กรัมสายรักสุขภาพน่าจะคุ้นเคยกับเมล็ดเจียกันดี เพราะนอกจากแมกนีเซียมแล้ว ยังมีไฟเบอร์และไขมันโอเมกา 3 จากพืช จะนำไปแช่ในนม ทำพุดดิ้ง หรือผสมในสมูทตี้ก็ได้3. อัลมอนด์แมกนีเซียมประมาณ 80 มิลลิกรัม / 28 กรัมของว่างยอดฮิตที่ทั้งสะดวกและมีประโยชน์ อัลมอนด์มีทั้งแมกนีเซียม โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัว เหมาะสำหรับพกไว้กินระหว่างวัน แต่ควรกินในปริมาณพอเหมาะเพราะมีพลังงานค่อนข้างสูง4. ผักโขมแมกนีเซียมประมาณ 78 มิลลิกรัม / ผักโขมต้มครึ่งถ้วยใครไม่ชอบกินถั่ว ลองหันมาเพิ่มผักใบเขียวในมื้ออาหาร เพราะผักโขมเป็นอีกหนึ่งแหล่งแมกนีเซียมที่น่าสนใจ นำไปทำซุป ผัดกระเทียม หรือใส่ในเมนูพาสตาก็อร่อย5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์แมกนีเซียมประมาณ 74 มิลลิกรัม / 28 กรัมอีกหนึ่งถั่วที่เหมาะกับการกินเป็นของว่าง มีทั้งแมกนีเซียมและไขมันไม่อิ่มตัว จะกินเล่นหรือใส่ในเมนูผัดก็ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้6. ถั่วลิสงแมกนีเซียมประมาณ 63 มิลลิกรัม / ถั่วลิสงคั่วน้ำมัน ¼ ถ้วยอาหารใกล้ตัวที่ราคาเข้าถึงง่าย มีทั้งโปรตีนและแมกนีเซียม จะนำมาใส่สลัดหรือกินคู่กับอาหารมื้อหลักก็ได้ แต่ควรระวังสูตรที่เติมเกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป7. ถั่วดำแมกนีเซียมประมาณ 60 มิลลิกรัม / ถั่วดำสุกครึ่งถ้วยถั่วดำไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช แต่ยังเป็นแหล่งแมกนีเซียมอีกด้วย สามารถนำไปทำซุป สลัด หรือเมนูถั่วต่าง ๆ ได้ตามชอบ8. ข้าวกล้องแมกนีเซียมประมาณ 42 มิลลิกรัม / ข้าวกล้องสุกครึ่งถ้วยลองเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องในบางมื้อ เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมักเก็บสารอาหารบางชนิดไว้ได้มากกว่า รวมถึงแมกนีเซียมและใยอาหารด้วย9. กล้วยแมกนีเซียมประมาณ 32 มิลลิกรัม / กล้วยขนาดกลาง 1 ลูกผลไม้ที่หาซื้อง่าย ราคาไม่แรง และกินได้สะดวก กล้วยมีทั้งโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เหมาะสำหรับกินเป็นของว่างหรือคู่กับอาหารเช้า แม้จะมีแมกนีเซียมน้อยกว่าเมล็ดพืชและถั่ว แต่ก็ช่วยเพิ่มปริมาณที่ได้รับในแต่ละวันได้หมายเหตุ: ปริมาณแมกนีเซียมเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ อาจแตกต่างกันตามชนิดอาหาร ปริมาณ และวิธีการปรุงแมกนีเซียมควรกินวันละเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอ?แม้แมกนีเซียมจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งกินเยอะจะยิ่งดี เพราะร่างกายมีความต้องการแตกต่างกันตามอายุและเพศปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ ตามข้อมูลจาก National Institutes of Health (NIH) มีดังนี้ผู้ชายอายุ 19–30 ปี: 400 มิลลิกรัมต่อวันผู้ชายอายุ 31 ปีขึ้นไป: 420 มิลลิกรัมต่อวันผู้หญิงอายุ 19–30 ปี: 310 มิลลิกรัมต่อวันผู้หญิงอายุ 31 ปีขึ้นไป: 320 มิลลิกรัมต่อวันหญิงตั้งครรภ์อายุ 19–50 ปี: 350–360 มิลลิกรัมต่อวันปริมาณดังกล่าวหมายถึงแมกนีเซียมรวมที่ควรได้รับจากอาหารและแหล่งอื่น ๆ ในแต่ละวัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกินอาหารเสริมในปริมาณเท่านั้นขาดแมกนีเซียม มีอาการอย่างไร?หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติบางอย่าง เช่นรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเบื่ออาหาร คลื่นไส้กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวรู้สึกชาหรือเสียวซ่าตามร่างกายในกรณีรุนแรง อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาการชักอย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว หากมีอาการบ่อย รุนแรง หรือผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงแมกนีเซียมกินตอนไหนดีที่สุด ต้องกินก่อนนอนหรือไม่?อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือ แมกนีเซียมควรกินตอนไหน? โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องการพักผ่อนและคุณภาพการนอนหลับสำหรับแมกนีเซียมที่ได้รับจากอาหาร สามารถกินได้ตามมื้อปกติ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเสริมแมกนีเซียม ควรรับประทานตามคำแนะนำบนฉลากหรือของแพทย์และเภสัชกรแม้แมกนีเซียมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท แต่ปัจจุบันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการกินแมกนีเซียมก่อนนอนช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้ในทุกคนสำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณแมกนีเซียมจากอาหารเสริมและยาที่มีแมกนีเซียมรวมกันไม่ควรเกิน 350 มิลลิกรัมต่อวัน เว้นแต่แพทย์แนะนำ เนื่องจากการได้รับมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือปวดท้องได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินอาหารเสริมสรุป แมกนีเซียมสำคัญกว่าที่คิด เริ่มดูแลตัวเองได้จากอาหารใกล้ตัวเห็นไหมว่าแมกนีเซียมเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก และการสร้างพลังงาน แถมยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวอย่างเมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วดำ ผักโขม ข้าวกล้อง และกล้วยสำหรับใครที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ลองเพิ่มอาหารที่มีแมกนีเซียมลงในแต่ละมื้อ พร้อมกินอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลาย เพราะสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรยาก ๆ แค่ใส่ใจสิ่งที่เรากินในทุกวันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วChill ON ขอชวนทุกคนมาเริ่มดูแลสุขภาพจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เพราะการกินดี คืออีกหนึ่งวิธีรักตัวเองที่ง่ายที่สุด