ศิลปะแห่งการซ่อมแซมใจ

Beauty & Health

ศิลปะแห่งการซ่อมแซมใจ

16 มี.ค. 2026

ในวันที่เข็มทิศในใจดูเหมือนจะพังทลาย

เราทุกคนต่างมีวันที่ "แบตเตอรี่ใจ" เหลือ 0% วันที่คุณรู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดไม่มีใครเห็น หรือวันที่การจากลาทิ้งหลุมดำขนาดใหญ่ไว้ในอก

 

ในทางจิตวิทยา ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้าชั่วคราว แต่มันคือ "Emotional Exhaustion" หรือความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่สะสมจนถึงขีดสุด บทความนี้จะชวนคุณมา "กางแผนที่ใจ" และใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อเยียวยาตัวเองอย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจ "เงา" ในใจ (Shadow Work & Awareness)

ก่อนจะฮีลได้ เราต้องรู้ก่อนว่า "จุดที่เจ็บ" คืออะไร หลายครั้งความทุกข์ของเรามาจาก "ความคาดหวังที่ไม่ได้พูดออกไป" 

Childhood Schema

บาดแผลจากอดีต เช่น การเป็นลูกคนเดียวที่แบกความหวัง หรือลูกคนเล็กที่ถูกขังในกรอบเด็กตลอดกาล สิ่งเหล่านี้สร้าง "เสียงในหัว" ที่คอยตำหนิเราเมื่อเราล้มเหลว

Negativity Bias

สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้โฟกัสเรื่องร้ายเพื่อความอยู่รอด แต่ในโลกปัจจุบัน มันทำให้เรามองข้ามสิ่งดีๆ 99 อย่าง เพื่อไปจมปลักกับคำวิจารณ์เพียงอย่างเดียว

 

หลักการ Self-Compassion พลังของการ "ใจดีกับตัวเอง"

ดร. คริสติน เนฟฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ระบุว่าการรักตัวเองประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักที่คนส่วนใหญ่มักลืมทำ

  1. Self-Kindness vs. Self-Judgment: หยุดก่นด่าตัวเองเหมือนที่คุณไม่เคยทำกับเพื่อน ลองเปลี่ยนโทนเสียงในใจให้กลายเป็น "เพื่อนที่หวังดี"
  2. Common Humanity: ตระหนักว่า "ความเจ็บปวด" คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ คุณไม่ได้ล้มเหลวอยู่คนเดียว ทุกคนบนโลกนี้ต่างมีบาดแผลที่มองไม่เห็นทั้งนั้น
  3. Mindfulness: การอยู่กับปัจจุบันโดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental) หากคุณเศร้า ก็แค่รับรู้ว่า "ตอนนี้ฉันกำลังเศร้า" ไม่ต้องรีบผลักไสมันออกไป เพราะยิ่งผลักไส มันยิ่งฝังรากลึก

 

4 ขั้นตอนปฏิบัติ "กู้คืนความสดใส" แบบยั่งยืน

Step 1: Emotional Validation (อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก)

อย่าเป็นเหยื่อของ Toxic Positivity หรือการบังคับให้ตัวเองยิ้มทั้งที่ใจพัง การยอมรับว่า "วันนี้ฉันไม่ไหว" คือก้าวแรกของการเยียวยาที่จริงใจที่สุด

Step 2: Boundary Setting (การตีเส้นล้อมใจ)

ในทางจิตวิทยา การมี "ขอบเขต" คือการบอกโลกวา "อะไรคือสิ่งที่ฉันรับได้และรับไม่ได้" การพูดคำว่า "ไม่" ในสิ่งที่เกินกำลัง คือการทำเพื่อสุขภาพจิตของตัวเอง ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว

Step 3: Finding Your "Glimmers"

ตรงข้ามกับ Triggers คือ Glimmers ซึ่งเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจฟู เช่น กลิ่นกาแฟตอนเช้า แสงแดดที่กระทบใบไม้ 

Step 4: The Power of Rituals (พิธีกรรมเยียวยาใจ)

การสร้างกิจวัตรเล็กๆ ที่มี "ความหมาย" เช่น การรดน้ำต้นไม้ การกอดคนข้างๆ หรือแม้แต่การระลึกถึงน้องที่กลับดาวด้วยความคิดถึงที่เปี่ยมด้วยขอบคุณ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึก Control หรือการควบคุมชีวิตตัวเองกลับคืนมา

 

คุณคือศิลปินผู้แต่งแต้มสีสันให้ชีวิตตัวเอง

สุดท้ายแล้ว บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจิตวิทยาการฮีลใจ คือการรู้ว่า "คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะมีค่า" ชีวิตเปรียบเสมือนงานภาพที่มี Texture แบบ Grainy มีความหยาบ มีจุดด่างพร้อย แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้คุณ "เป็นคุณ" ที่ไม่ซ้ำใคร

 

จำไว้นะ... แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด ดวงดาวก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน และคุณเองก็เช่นกัน 

 

related Beauty & Health

ฝุ่น PM 2.5 กระตุ้นภูมิแพ้กำเริบ

14 ม.ค. 2025

ฝุ่น PM 2.5 กระตุ้นภูมิแพ้กำเริบ

ฝุ่น PM 2.5 เป็นสารพิษในชั้นบรรยากาศที่มีขนาดเล็กมาก เมื่อร่างกายของเราได้รับฝุ่นชนิดนี้เข้าไปจึงลงไปถึงหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณหลอดลมและถุงลม ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่อาจมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมฝุ่น PM 2.5 มีความสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้อย่างมาก เพราะกลไกการอักเสบที่ลงลึกไปที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบนและระบบทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลต่อภูมิแพ้ทางเดินหายใจ และภูมิแพ้ผิวหนัง เวลาที่สูดเข้าไปจะเกิดการอักเสบทั้งทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ภูมิแพ้โพรงจมูก จาม น้ำมูก คัดจมูก ลามไปถึงโพรงไซนัสอักเสบ ส่วนการอักเสบทางเดินหายใจส่วนล่างคือ บริเวณหลอดลมกับถุงลม เมื่อร่างกายได้รับฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เดิมได้ไวขึ้น และเกิดการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่เพิ่มขึ้นได้วิธีป้องกันมลพิษฝุ่น PM 2.5เช็กดัชนีคุณภาพอากาศ ก่อนออกจากบ้าน หากอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพควรเลี่ยงการออกนอกบ้านและทำกิจกรรมกลางแจ้งสวมใส่หน้ากากอนามัย ที่ได้มาตรฐานช่วยป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดีที่สุดและควรสวมใส่ให้ถูกต้องล้างจมูกทุกวันอย่างถูกวิธี เพื่อให้โพรงจมูกสะอาด ลดโอกาสการติดเชื้อและการเกิดโรครณรงค์เรื่องลดการเผาไหม้ ทั้งในชีวิตประจำวันอย่างการใช้รถให้น้อยลง การทำอาหารแบบครัวปิด การลดหรืองดการจุดธูป ไปจนถึงการทำการเกษตรและอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์อย่างไรก็ตามไม่ควรมองว่าโรคภูมิแพ้เป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะอาการแพ้ที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ควรต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำ เพราะหากปล่อยไว้จนเรื้อรังนอกจากยากต่อการรักษา ยังอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายมากกว่าที่คิดขอขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok Hospital โรงพยาบาลกรุงเทพ

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

19 เม.ย. 2026

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ Move on ช้า ผิดไหม? หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติ หลังจากความสัมพันธ์จบลง หลายคนมักจะบอกตัวเองว่า “ควรไปต่อได้แล้ว” แต่ในความเป็นจริง กลับยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังคิดถึง ยังวนอยู่กับความทรงจำเดิม ๆ จนเกิดคำถามว่า ทำไมเราถึง move on ช้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันจบไปแล้ว ในทางจิตวิทยา การ move on ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเพียงอย่างเดียว เพราะความรักไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เป็นเรื่องของ “ความผูกพันในสมอง” ด้วย ในระหว่างที่เราคบกับใครบางคน สมองจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและมีความสุข เช่น โดพามีนและออกซิโทซินเมื่อความสัมพันธ์จบลง สมองจึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว เหมือนการขาดบางสิ่งบางอย่างไปอย่างกะทันหัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเหมือน “ถอนตัวไม่ขึ้น” แม้จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราคิดถึง ไม่ใช่เพราะตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเราคิดถึง “ช่วงเวลาที่เคยมีความสุข” รวมถึงภาพอนาคตที่เราเคยวางไว้ร่วมกัน การสูญเสียจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนคนหนึ่ง แต่รวมถึงความฝันบางอย่างที่หายไปพร้อมกันด้วย อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ move on ช้าคือ “คำถามที่ไม่มีคำตอบ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่จบแบบไม่ชัดเจน สมองจะพยายามหาคำอธิบายซ้ำ ๆ ทำให้เรายังคงติดอยู่ในความรู้สึกเดิม ดังนั้น หากคุณกำลังรู้สึกว่า move on ได้ช้า อาจไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ แต่เป็นเพราะคุณเป็นมนุษย์ที่เคยรู้สึกกับบางอย่างอย่างจริงจัง การ move on ไม่ใช่การลืมทั้งหมดในทันที แต่คือการค่อย ๆ ยอมรับ และปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเบาลงตามเวลาจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

28 เม.ย. 2025

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

โรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศก็คงจะเป็นโรคไหนไปไม่ได้ นอกจากออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมในการทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย เริ่มจากปวดคอ บ่า ไหล่ลงมาที่หลัง เมื่อปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม หมองรองกระดูกปลิ้น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และกระดูกสันหลังเสียหายได้ปวดหลังแบบไหนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 1 – 3 เดือนปวดหลังร้าวลงขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมการเดินไม่ได้จากการโดนกดทับเส้นประสาทปวดหลังร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชา ขาอ่อนแรง ปัสสาวะ อุจจาระผิดปกติ ฯลฯทรงตัวได้ไม่ดี เดินลำบาก ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้เหมือนปกติตรวจวินิจฉัยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างไร?เพราะอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ควรตรวจเช็กกับแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด หากแพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งตรวจ MRI เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาและทำกายภาพบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจจะต้องแนะนำให้ผ่าตัดวิธีการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ประกอบด้วยการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เป็นวิธีการรักษาในระยะแรกเริ่มเมื่อพบว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยในผู้ป่วยที่มีอาการ ช่วยปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหาให้กลับมาดีขึ้น รวมถึงการประคบร้อน การอัลตราซาวนด์ เลเซอร์ การช็อกเวฟ การดึงคอดึงหลัง ช่วยให้อาการปวดหรือออฟฟิศซินโดรมลดลง ทั้งนี้ต้องประเมินเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทางการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงไขสันหลัง เพื่อลดอาการปวดการผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้อง แผลผ่าเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด โดยคำนึงถึงการรักษาที่เน้นการแก้ปัญหาที่สาเหตุเป็นหลักปรับพฤติกรรมก่อนกระดูกสันหลังเสียอย่านั่งนาน ลุกขึ้นยืดเส้นยืนสายให้บ่อยทุก 1 ชั่วโมงยืดกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อตึงเกินไปจนปวดปรับท่านั่งให้ถูกต้อง ปรับอุปกรณ์ออฟฟิศให้เหมาะกับร่างกายหลีกเลี่ยงการยกของหนักหลีกเลี่ยงกิจกรรมการก้มหรือแอ่นหลังที่มากเกินไปออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหากปวดจากออฟฟิศซินโดรมที่ไม่รุนแรงเมื่อปรับพฤติกรรมมักดีขึ้นหรือหายได้ในเวลาไม่นานแต่ในกรณีที่อาการแย่ลงและกระทบกับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

29 ส.ค. 2025

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพร่างกาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายลดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “คาร์ดิโอ” บ่อยครั้งในวงการออกกำลังกาย แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของการออกกำลังกายประเภทนี้ วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาคุณไปรู้จักกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้มากขึ้น รวมถึงประเภทต่าง ๆ ของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการของร่างกายปัญหาเหนื่อยง่าย จากการออกกำลังกายน้อย หลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มักจะพบปัญหาการเหนื่อยง่าย หรือหายใจถี่เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง เช่น การเดินเร็ว หรือการขึ้นบันได หากไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายอาจจะไม่สามารถปรับตัวกับความต้องการของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการที่หัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่เต็มที่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและเพิ่มความทนทานให้กับร่างกายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดไขมันในร่างกายการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคาร์ดิโอ มีกี่ประเภท การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีหลายประเภท ซึ่งสามารถเลือกทำได้ตามความชอบและความเหมาะสมของร่างกาย โดยแต่ละประเภทจะมีการใช้ความหนักเบาของการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ประเภทของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ มีดังนี้ 1. คาร์ดิโอประเภท LISS (Low Intensity Steady State) LISS เป็นการคาร์ดิโอที่ใช้การออกแรงในระดับต่ำ ไม่มีการกระแทกมากนัก โดยจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีต่อครั้ง หรือ 200-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับคงที่ประมาณ 50-65% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การคาร์ดิโอแบบ LISS เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และไม่ชอบการออกกำลังกายหนักๆ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบา ๆ หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและปอด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บจากการออกกำลัง 2. กายคาร์ดิโอประเภท MISS (Moderate Intensity Steady State) MISS คือการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นปานกลาง โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่มีโรคประจำตัว เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง การเต้นแอโรบิก หรือการปั่นจักรยานด้วยความเร็วปานกลาง ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้มักจะออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง หรือประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคาร์ดิโอประเภท MISS ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้ดี 3. คาร์ดิโอประเภท HIIT (High Intensity Interval Training) HIIT คือการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงในระดับสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะทำการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงเวลา 20-30 วินาที ตามด้วยการพักผ่อนหรือการออกกำลังกายที่มีความหนักเบาต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับไปออกกำลังกายอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบ HIIT จะทำให้การเต้นของหัวใจสูงถึง 90% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคาร์ดิโอดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด และหัวใจอย่างไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราออกกำลังกายคาร์ดิโอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอยังช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายคาร์ดิโอจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือไม่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานข้อควรระวังในการออกกำลังกายคาร์ดิโอ แม้ว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายคาร์ดิโอไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป – สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการออกกำลังกายคาร์ดิโอ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ – ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างวัน เพราะการออกกำลังกายหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ – หากออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การปั่นจักรยานหรือการวิ่ง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และมั่นใจว่าอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราสรุป การออกกำลังกายคาร์ดิโอเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มความทนทานของร่างกาย คุณสามารถเลือกทำการออกกำลังกายคาร์ดิโอในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และคำนึงถึงการพักผ่อนให้เพียงพอหากคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Atime ที่มีบทความดี ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะหน้า Chill On กินเที่ยว ที่รวบรวมเรื่องกินเที่ยวและสุขภาพไว้ให้คุณได้อ่านและค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี