พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

27 มี.ค. 2026

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถจนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลงผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ? ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 25 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก-ดีเจเติ้ล-ดีเจต้นหอม และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่การทำงานไม่ค่อยราบรื่น เพราะชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิขับรถ ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ อายุ 31 ปี ได้เล่าว่า ตนนั้นทำงานแบบนั่งออฟฟิศ แต่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพิ่มให้เป็นเลขาช่วยเหลือดูแลหัวหน้าคนใหม่ ซึ่งก็จะต้องขับรถให้และเตรียมงานให้บ้าง แต่สำหรับงานขับรถ จุดหมายบางที่คุณเคนก็รู้จัก ส่วนบางที่ที่ไม่รู้จักก็ต้องใช้ GPS นำทาง ปัญหาอยู่ที่ระหว่างขับรถนั้น หัวหน้ามักจะคุยโทรศัพท์กับลูกค้า หรือประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ และทุกครั้งที่หัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนก็มักจะแอบฟัง เพราะคิดว่าเรื่องที่หัวหน้าคุยมันอาจเกี่ยวกับงานของตนเองด้วย จึงจำเป็นต้องฟัง เพื่อที่เวลาหัวหน้าสั่งอะไรมา จะได้เข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจริง ๆ แล้ว ตนแค่อยากยุ่งเรื่องของหัวหน้ากันแน่ และหลายครั้งที่พยายามฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนมักจะเสียสมาธิในการโฟกัสทิศทางการขับรถ จนขับเลย ลงทางด่วนผิด หรือขับหลงทางไปที่อื่นบ้าง ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่หัวหน้าคุย บางทีหัวหน้าจะถามว่า “เมื่อกี้ได้ยินมั้ยว่าต้องทำอะไรบ้าง” ถ้าตอบไม่ได้ หัวหน้าก็จะหงุดหงิด และคุณเคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในหน้าที่ นอกจากนี้ ถ้าขับหลง หรือขับผิด หัวหน้าก็จะมีอาการหงุดหงิดเล็ก ๆ เช่นกัน คุณเคนจึงอยากปรึกษาว่า ในมุมมองคนอื่น ตนนั้นดูเป็นคนขี้เผือกเกินไปหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วแค่เป็นคนใส่ใจในงานเกินไป เพราะกับเรื่องคนอื่นก็ไม่ได้อยากใส่ใจ แต่พอเป็นหัวหน้าทีไร ก็มักจะชอบแอบฟังอยู่เรื่อย เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ตามมารยาทไม่ควรมีส่วนร่วมกับบทสนทนาของหัวหน้า ควรที่จะโฟกัสกับการขับรถไป แต่ถ้ามองในมุมของเลขา เลขาที่ดีก็สามารถจัดแจงเรื่องพวกนี้ให้หัวหน้าได้ ถ้าสามารถฟัง และจัดการงานให้หัวหน้าได้ก็ถือเป็นเลขาที่คล่องแคล่ว ผมเข้าใจในเรื่องการจัดลำดับในสมองว่า เวลาดู GPS ถ้ามีอะไรแทรกมา ก็อาจขับรถเลย ขับหลงได้ แต่สุดท้ายแนะนำให้โฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก่อน นั่นก็คือการขับรถ” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “ให้คำตอบกับหัวหน้าไปว่า ต้องขอโทษด้วย แต่กำลังโฟกัสกับถนนอยู่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เขาน่าจะเข้าใจ และหลังจากนี้ก็ฝึกเลยค่ะ ถ้าเราเคยพลาดขับรถเลยแล้ว ครั้งหน้าเราจะรอบคอบขึ้น และคุณเคนจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ดีขึ้นค่ะ” ตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่คิดว่าการฟังก็คือหน้าที่ ที่คุณเคนต้องทำ แต่จะทำยังไงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็เห็นด้วยกันพี่เผือกพี่ต้นหอมว่าควรจะโฟกัสกับการขับรถก่อน เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย บนท้องถนนอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีคนแนะนำมาในคอมเมนต์ว่าลองใช้วิธีขออนุญาตเจ้านายอัดเสียง ถ้าเขาถามว่าได้ฟังหรือเปล่า ค่อยบอกไปว่า เดี๋ยวผมกลับไปฟังอีกทีครับ แต่ตอนนี้ผมขอ 100% กับการขับรถก่อน เพราะเดี๋ยวมันจะเกิดอันตรายได้” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ให้คำแนะนำว่า “อย่างแรกเวลาเราขับรถ ต้องโฟกัสการขับรถ และความปลอดภัยไว้ก่อน การที่เราทำหลายอย่างพร้อมกัน ฟังไปด้วย ขับไปด้วย มันสามารถพลาดได้ แต่ถ้าเกิดว่าหัวหน้ากำลังคุยกับเรา อันนั้นเราก็ต้องฟังเขา ถ้ามันทำให้เราขับหลง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหัวหน้าเป็นคนชวนคุย ส่วนเรื่องอัดเสียงไว้ฟังต้องอย่าลืมถามความยินยอมก่อน ถ้าเป็นเรื่องที่หัวหน้าไม่อนุญาต ก็บอกหัวหน้าไปว่า งั้นผมก็อาจจะรู้หรือฟังเท่าที่ฟังได้นะ หัวหน้าจะว่าเราอีกไม่ได้ เพราะก็ถือว่าเราพยายามหาวิธีการแล้ว”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

26 มี.ค. 2026

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เราแต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน!แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ อายุ 39 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน โดย ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ผมทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ในทีมจะมีประมาณ 5 - 6 คน ย้อนกับไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา หัวหน้าได้พูดกับผมว่า จะ Promote (เลื่อนขั้น)ให้ผมได้ขึ้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีม ซึ่งหัวหน้าเขาได้มีการพูดกับผมหลายครั้ง จนทำให้ผมคิดว่า สิ่งที่เขาพูดกับผมนั้นมันคือเรื่องจริง ช่วงเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ ผมก็เฝ้ารอวันที่หัวหน้าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นรับตำแหน่ง ระหว่างทางได้มีหลายบริษัทติดต่อมาเพื่อให้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมได้ปฏิเสธพวกเขาไป เพราะผมเชื่อใจในสิ่งหัวหน้าที่เคยพูดกับผมว่า จะเลื่อนขั้นให้ผมได้ขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง ล่าสุดเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้นั่งประชุมงานกับหัวหน้าและน้อง ๆ ในทีม แต่จู่ ๆ หัวหน้าก็พูดกับรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าผมประมาณ 5 ปี หัวหน้าได้ถามรุ่นน้องคนนั้นว่า ‘คุณอยากเป็นหัวหน้าไหม ถ้าคุณอยากเป็น ผมให้คุณเป็นคนแรกเลย’ ประโยคนั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า แล้วสิ่งที่เขาคุยกับผมมาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? เรื่องนี้มันทำให้ผมกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต มันเหมือนไปสะกิดปมในใจของผม ในสมัยมัธยมต้น ผมได้เล่นดนตรีกับเพื่อน ซึ่งผมได้เล่นกีตาร์ประจำวงให้กับงานโรงเรียนในทุก ๆ ปี จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีการซ้อมวงดนตรี และผมก็ได้มารู้ความจริง ในตอนที่มือกลองของวงเขาก็โทรมาหาผม และถามกับผมว่าทำไมผมถึงไม่ไปซ้อม แต่เมื่อผมไปถึงห้องซ้อมดนตรี กลับพบว่ามีมือกีตาร์คนใหม่มาเล่นแทนที่ผมไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กลับไปเล่นกีตาร์อีกเลย ผมรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และคิดว่าถ้าพวกเขาพูดกับผมตรง ๆ มันก็คงจะดีกว่า หลังจากนั้นช่วงมัธยมปลาย ผมไปเล่นระนาดเอกในวงดนตรีไทยของโรงเรียน ซึ่งผมได้เล่นอยู่ในวงหลัก และเล่นเป็นตัวหลักในงานโรงเรียนมาตลอด แต่เมื่อถึงงานประกวด คุณครูกลับให้ผมไปเล่นในวงดนตรีรองของโรงเรียน ผมเลยรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเรื่องเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่เสมอ ผมได้แต่ถามตัวเอง ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับผม กลับมาที่พาร์ทปัจจุบัน หลังจากเรื่องราวที่เกิดนขึ้นนั้น ผมก็ได้ถามเหตุผลกับหัวหน้าไปตรง ๆ ว่าสิ่งที่หัวหน้าเคยพูดกับผมว่าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง มันหมายความว่าอย่างไร เขาก็ให้เหตุผลมาว่า ผมมีอายุที่ใกล้เคียงกันกับหัวหน้าคนอื่น ๆ มากเกินไป เหตุผลนี้ มันทำให้ผมตั้งคำถามว่า การเป็นหัวหน้า เขาไม่ได้วัดกันที่ความสามารถหรอ ถ้าเขาบอกเหตุผลกับผมตรง ๆ ว่าผมมีความสามารถไม่มากพอ ผมคงจะรู้สึกดีกว่านี้ เรื่องราวเหล่านี้มันยังคงวนเวียน และติดอยู่ในใจของผมเสมอ ทุก ๆ คืนผมได้แต่นอนคิดเรื่องนี้ และคอยถามกับตัวเองว่าผมไม่มีค่ามากพอ หรือว่าผมไม่มีความสามารถกันแน่ ผมกลัวว่าเรื่องพวกนี้ มันจะทำให้การทำงานของผมมีประสิทธิภาพลดลง เพราะเรื่องราวที่ผ่านมามันทำให้ผมรู้สึกผิดหวังไปจนถึงขั้นเลิกทำในสิ่งที่เคยชอบ ความรู้สึกของผมตอนนี้ เหมือนเราไม่ดีพอในทุก ๆ อย่าง ผมรู้สึกหมดไฟ ผมอยากกลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้งหนึ่ง ผมควรจะต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดีครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ที่ผ่านมาบริษัทอาจเป็นฝ่ายเลือกเรา แต่ทุกวันนี้เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่าไปคิดว่าชีวิตของเราจะต้องถูกกำหนดโดยองค์กรหรือหัวหน้า ชีวิตเป็นของเรา เรามีสิทธิ์กำหนดเอง ไม่ว่าเราจะรวบรวมเอาความผิดหวังในชีวิต เก็บมันมาคิดมากแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า เราไม่ควรปล่อยให้คนอื่น มาทำให้เราไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เพราะคนที่จะรู้ดีที่สุด ว่าเราเป็นคนที่มีค่าหรือเปล่า คือตัวเราเอง ทุกวันนี้คุณค่าของคนมักจะวัดกันที่ผลลัพธ์ แต่เรากลับลืมมองชีวิตระหว่างทาง ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมามากแค่ไหน ถ้ามันมากพอแล้ว นั่นคือชัยชนะของเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับมันให้ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถจริง ๆ คงไม่มีบริษัทอื่น ๆ ติดต่อเรามาให้ไปร่วมงานกับเขา อย่าเพิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมมันได้ อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกเป็นของเราเอง อย่าปิดกั้นโอกาสของตัวเอง ความผิดหวังบางอย่างในชีวิต ไม่สามารถมาตัดสินคนคนหนึ่งได้ว่าคุณคือคนที่ไม่มีคุณค่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ชีวิตคนเรามักมีช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง ถ้าใครสักคนต้องหยุดพัฒนา เพียงเพราะว่าเจอกับเรื่องผิดหวัง มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าเราสู้ต่อในวันนี้ เราอาจเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ในวันข้างหน้า อย่าตัดสินตัวเองเร็วเกินไป” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ ชีวิตของคนเรา การที่ต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ก็มักเจอกับความผิดหวัง มันเป็นความปกติที่เราจะรู้สึกแย่ไม่อยากให้เรานำความผิดหวังนั้น มาโทษตัวเองโดยการเลิกทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าเรามัวแต่กลับไปนึกถึงอดีตซ้ำ ๆ มันก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมแผลในใจของเราอยู่เรื่อยมา เราควรที่จะให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าเอาความรู้สึกแย่เหล่านั้นมาทำร้ายตัวเราเอง สำหรับเรื่องงาน ลองคุยกับที่ทำงานปัจจุบัน ว่านอกจากตำแหน่งหัวหน้าแล้ว ยังพอมีทางอื่นที่ทำให้เราเติบโตหรือไม่ หรือถ้ามันไม่มี ก็ลองเปิดโอกาสให้เราไปเติบโตในสถานที่ใหม่ ๆ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

26 มี.ค. 2026

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

คุณพ่อเป็นคนดุมากตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกายทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆเหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว ‘คุณกานต์’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' ได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กที่ถูกคนเป็นพ่อแท้ ๆ ขึ้นเสียงใส่ และทำร้ายร่างกายเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพจำที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ‘คุณกานต์’ เล่าว่า ครอบครัวของเธอนั้นมีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ส่วนพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ทำให้ลูก ๆ ก็จะอยู่กับฝั่งของพ่อ ซึ่งพ่อของคุณกานต์เป็นคนใจร้อน ชอบลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกาย และขี้น้อยใจ เวลาใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พ่อก็จะใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณกานต์มีภาพจำที่ไม่ดีหลายอย่างต่อการกระทำที่ใช้ความรุนแรงของคุณพ่อ โดยคุณกานต์ก็ได้ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ทำให้เธอนั้นรู้สึกไม่ดีสุด ๆ เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 7 ขวบ เป็นตอนที่คุณพ่อพาลูก ๆ ไปกินพิซซ่า และไปเจอแฟนใหม่ของพ่อ ซึ่งคุณกานต์ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการที่พ่อจะมีแฟนใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แฟนใหม่ของพ่อมาแย่งพิซซ่าส่วนของคุณกานต์ไปกิน ด้วยความเป็นเด็ก คุณกานต์ก็เกิดรู้สึกหวงของกิน และดึงพิซซ่ากลับมาทันที เมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น ก็หยิบร่มที่อยู่ใกล้ตัวมาฟาดที่ตัวคุณกานต์ และอีกเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 12 ปี คุณกานต์เล่าว่า ปกติเวลาพ่อกินข้าว พ่อจะให้เธอเป็นคนเตรียมอาหารมาให้ และเมื่อกินเสร็จก็จะให้เธอเก็บ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในครอบครัว แต่วันนั้นเป็นวันที่พ่อดันอารมณ์ไม่ดี คุณกานต์เห็นเช่นนั้นจึงเกิดอาการกลัว และแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ออกมา และเมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น จึงได้หยิบไม้กวาดมาฟาดที่หลังของเธอ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมันก็สร้างความเจ็บปวดทั้งกายและใจให้กับคุณกานต์เป็นอย่างมาก คุณกานต์เล่าว่า ทุกวันนี้เธอและพี่น้องก็ยังคงอยู่กับพ่อ แต่ก็ไม่ได้รับการโดนทำโทษที่แรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจเป็นเพราะทุกคนเริ่มโตขึ้น จึงได้รู้ว่าควรปรับตัวยังไงให้สู้กับสถานการณ์ตรงหน้าเวลาพ่อโมโหอยู่ได้ พร้อมเสริมว่าปกติแล้วในบรรดาลูกทั้ง 3 คน เธอนั้นจะเป็นคนที่โดนการกระทำที่รุนแรงใส่บ่อยที่สุด นอกจากนี้ปู่กับย่าที่รับรู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยห้ามหรือต่อว่าพ่อที่ทำแบบนี้กับลูก ๆ อีกด้วย โดยคุณกานต์ได้บอกต่อว่า ในปัจจุบัน เวลาที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตาม ขึ้นเสียงหรือตะคอกใส่ สิ่งนั้นมันทำให้คุณกานต์คิดไปถึงการกระทำในอดีตของพ่อเสมอ จึงอยากให้ความรู้สึกวัยเด็กนั้นมันเบาลง เพราะคิดว่ามันคงยากต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต หลังจากที่ฟังเรื่องราวของคุณกานต์จบ เหล่าดีเจทั้งสามจึงได้เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ จึงส่งกำลังใจให้คุณกานต์และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง 'หมอท้อป' เป็นคนให้คำปรึกษาในเรื่องนี้แทน หมอท้อป ได้กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมาปรึกษาคุณหมอเยอะ สำหรับเรื่องความรุนแรงที่เป็นภาพจำในวัยเด็ก อย่างแรกเลยคือเป็นกำลังใจให้เลยว่า การรู้สึกแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ผิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่ต้องบอกว่าตราบใดที่เรายังไม่ได้สมองเสื่อม ยังไงเราก็ต้องจำมันได้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะอยู่กับมันยังไง ให้มันมีผลกระทบกับเราน้อยที่สุด แนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอ มันไม่ใช่สิ่งที่จะหายได้ภายในเร็ววัน อยากให้ไปปรึกษาคุณหมอแบบลงลึก เพราะเรื่องมันก็สะสมมานานหลาย 10 ปี จะให้แก้ภายใน 15 นาทีก็เป็นไปไม่ได้ ตอนนี้อยากให้กอดตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าเราสามารถผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เราจะทำยังไงให้เรารับมือกับเขาได้ ที่เรายังอยู่กับเขาในบ้านเดียวกันได้ คือแสดงว่าเขายังมีด้านที่ดีอยู่ เรามีสิทธิ์ไม่ชอบ ไม่โอเค แต่จะลงลึกยังไง หมอแนะนำให้ควรไปปรึกษาหมอให้ลงลึกดู อาจจะลองหาโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน เพราะเรื่องนี้มันผ่านมานานมาก ๆ การจะจัดการกับปัญหาตรงนี้มันเลยทำให้ต้องไปปรึกษาคุณหมอหลายครั้ง รีบหาคุณหมอก่อนที่เราจะมีโรคซึมเศร้าดีกว่า” ทางรายการพุธทอล์คพุธโทร ขอส่งกำลังใจให้คุณกานต์สามารถข้ามผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้ และมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นนะคะเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอด เวลาเขาอยู่ด้วยกันมันดูมี something หนูแอบจิ้น แต่เขาก็ตรงสเปกหนูมาก หนูอยากทำความรู้จักเขา ทำยังไงดีคะ?

20 มี.ค. 2026

แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอด เวลาเขาอยู่ด้วยกันมันดูมี something หนูแอบจิ้น แต่เขาก็ตรงสเปกหนูมาก หนูอยากทำความรู้จักเขา ทำยังไงดีคะ?

แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอดเวลาเขาอยู่ด้วยกันมันดูมี somethingหนูแอบจิ้น แต่เขาก็ตรงสเปกหนูมากหนูอยากทำความรู้จักเขา ทำยังไงดีคะ? ‘คุณไอติม (นามสมมุติ)’ สายที่ 5 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นแอบชอบรุ่นพี่ที่มหาลัย และอยากทำความรู้จัก แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอด หรือว่าเขาอาจจะเป็นเกย์ ‘คุณไอติม (นามสมมุติ)’ อายุ 20 ปี ได้เล่าว่า ไอติมแอบชอบรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่ง ‘ชื่อเอ (นามสมมุติ)’ โดยได้เจอพี่เอที่ห้องเรียนวิชาเสรี เขาตรงสเปกมาก ลักษณะ สูง ขาว ตี๋ ช่วงแรกก็แอบมองเขา แต่ก็แอบคิดในใจ ถ้าวิชานี้ได้ทำงานกลุ่มเดียวกับเขาก็คงดี และแล้วโชคก็เข้าข้าง เมื่อถึงช่วงที่ต้องทำงานกลุ่ม กลุ่มของไอติมมี 3 คน และกลุ่มของพี่เอก็มี 3 คน อาจารย์จึงให้ทั้ง 2 กลุ่ม มาอยู่กลุ่มเดียวกัน ไอติมมักคิดในใจว่ามันฟินมาก แต่ก็ไม่ได้บอกใคร และหลังจากนั้นตอนทำงานด้วยกัน ก็จะแอบมองเขา แอบสังเกตว่าเขามีสัญญาณอะไรบ้างมั้ย หรือเขามีแฟนหรือยัง และเห็นว่ากระเป๋าของพี่เอห้อยพวงกุญแจสีชมพู ไอติมจึงถามพี่เขาไปว่า “พี่ชอบสีชมพูหรอคะ” พี่เขาก็ตอบว่า “ใช่ครับ พี่ชอบสีชมพู” นี่ทำให้ไอติมคิดว่าเธออาจจะมีสิทธิ์ เพราะวันนั้นเธอได้พกพวงกุญแจสีชมพูพอดี หรือนี่จะเป็นพรหมลิขิต! เธอจึงได้ให้พวงกุญแจนี้กับพี่เอไป พี่เอกล่าวขอบคุณ แค่นี้ไอติมก็รู้สึกฟินสุด ๆ สัปดาห์ถัดมา ขณะที่กำลังทำงานกลุ่ม ไอติมกับพี่เอนั่งคนละมุมกัน แต่ก็สังเกตเห็นว่า ‘พี่บี (นามสมมุติ)’ ที่เป็นเพื่อนผู้ชายของพี่เอ มีท่าทีแปลก ๆ เขามักจะนั่งเอนตัว เอนหัวไปซบทางพี่เอ ทั้งที่กลุ่มเขามี 3 คน พี่บีนั่งตรงกลาง พี่เอ และเพื่อนอีกคนนั่งประกบ แต่พี่บีก็เอนหัวไปทางพี่เอตลอด ไม่ไปซบเพื่อนอีกคนบ้างเลย และมีพฤติกรรมอื่นที่เห็นอีกอย่างคือ พี่เขาเล่นจกพุงกัน มองกันตาหวานน่ารัก จนสงสัยว่าเพื่อนผู้ชายเขาเล่นกันแบบนี้หรอ หรือเพราะไอติมเองที่เป็นสาววาย นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นกระติกน้ำของพี่เอเป็นสีเขียว ซึ่งปกติเขาชอบสีชมพู หรือว่ากระติกน้ำนั้นจะเป็นคาแรกเตอร์ และเป็นสีที่พี่บีชอบ สิ่งนี้ทำให้ไอติมเริ่มเอ๊ะ …คิดว่ามันมีอาจจะมี something หรืออาจเป็นเพราะกำลังปลอบใจตัวเองอยู่ว่า ถ้าเราไม่ได้พี่เขา ก็ขอแอบจิ้นเขาแทนแล้วกัน ไอติมยังพูดต่ออีกว่า ตนนั้นเป็นสายชอบดูดวง เชื่อเรื่องดวง เลยขอให้เพื่อนช่วยเปิดไพ่ดูให้ เพราะอยากรู้ว่าพี่เขาเป็นเกย์หรือเปล่า เพื่อนก็ยอมดูให้ และบอกไว้ว่า ถ้าเปิดออกมาแล้วเป็นไพ่กลับหัว แปลว่าพี่เขาเป็นเกย์ ผลคือไพ่ออกมากลับหัว ทั้ง 2 สำรับที่เปิด ก็เลยคิดว่าคงหมดหวังแล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงใกล้จบคอร์ส ไอติมก็ตัดสินใจขอไอจีพี่เอไป เพราะดีกว่าการไม่พยายามเลย และได้คุยกันจนรู้ว่า เขาเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่า โตกว่าไอติม 1 ปี ไอติมจึงเปิดรูปของพี่เอและเล่าให้เพื่อนฟัง ปรากฏว่า เพื่อนเล่าเหตุการณ์ในอดีตว่าเคยชี้ให้ไอติมดูแล้วว่าพี่คนนี้ตรงสเปกไอติมมาก แต่ไอติมมองเห็นไม่ค่อยชัดจึงตอบไปว่า “ธรรมดาว่ะ” แต่เขาคือพี่เอ ไอติมจึงคิดว่าการที่เราวนมาเจอกันครั้งนี้เป็นพรหมลิขิตหรือเปล่า อยากทำความรู้จักกับพี่คนนี้ให้มากขึ้น และยังได้ถามพี่เอไปอีกว่า “พี่เอกับพี่บีเป็นแฟนกันหรือเปล่า” พี่เขาตอบว่า “ไม่ได้เป็นครับ” มันยิ่งทำให้คิดว่าตนนั้นมีโอกาส ควรจะทำอย่างไรต่อดี ‘ดีเจทั้งสาม’ ได้ฟังจบก็มีเสียงหัวเราะไปกับความน่ารักของไอติม และมีความเห็นตรงกันว่า คุณไอติมควรสู้ต่อไปโดยการชวนคุยไปเรื่อย ๆ หรือทักข้อความในอินสตาแกรม โดยดีเจต้นหอมได้แนะนำให้เริ่มจากการทักสตอรี่และแสดงความสนใจในสิ่งที่พี่เขาลง ส่วนดีเจเผือกได้เตือนไม่ให้ซื้อของให้ในตอนนี้เพราะอาจจะดูน่าตกใจเกินไป และแซวขำ ๆ ว่าให้พวงกุญแจครั้งแรกเขาก็คงตกใจแย่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้คุณไอติม ถ้าหากคุณไอติมต้องการแค่จิ้นก็สามารถทำต่อไปได้ แล้วกลับมาอัปเดตผลลัพธ์ด้วยนะ ว่าสุดท้ายแล้วพี่เอจะลงเอยกับพี่บีหรือคุณไอติมกันแน่เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

20 มี.ค. 2026

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่นแล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไงตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ? ‘คุณมิกิ (นามสมมุติ)’ สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นเห็นเด็กเอาที่คีบขนมปังจากร้านค้าไปเล่น จนอาจทำให้ที่คีบนั้นไม่สะอาดได้ ‘คุณมิกิ (นามสมมุติ)’ อายุ 27 ปี ได้เล่าว่า คุณมิกิได้ไปซื้อขนมในร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่ง ที่จะนำขนมมาวางขาย ส่วนลูกค้าจะต้องหยิบถาดกับที่คีบเพื่อคีบขนมเอง ระหว่างที่คุณมิกิกำลังยืนต่อแถวรอจ่ายเงิน เธอสังเกตเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังเลือกขนมอยู่ คนเป็นแม่ได้หยิบที่คีบให้กับลูก แต่พฤติกรรมของเด็กวัยกำลังซน ก็เอาที่คีบขนมนั้นไปคีบเล่น ทั้งคีบตัว คีบก้นแม่ คีบเสื้อแม่ และยังเอาไปคีบขาพ่อ คีบขนหน้าแข้งของพ่ออีกด้วย คุณมิกิเห็นแบบนั้นแล้ว เธอรู้สึกว่าไม่สมควรอย่างมาก เพราะที่คีบขนมนี้จะต้องมีคนอื่นนำไปใช้คีบขนมต่ออย่างแน่นอน ขณะนั้นพนักงานเองก็ไม่เห็น ไม่มีใครสังเกต และคิดว่าถ้าปล่อยไปพนักงานก็คงไม่รู้ด้วยว่าว่าที่คีบนี้โดนเอาไม่ใช้แบบไม่สมควรแล้ว เพราะปกติแล้วถาดและที่คีบจะถูกวนเอากลับไปวางที่เดิมหลังจากจ่ายเงินเสร็จ เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจเดินไปถามพนักงานว่า “ขอโทษนะคะ ปกติที่คีบขนม ก่อนที่จะเอามาวนใช้ ได้ล้างก่อนมั้ยคะ” หลังพนักงานได้ฟังคำถามจากคุณมิกิ พนักงานก็ทำท่ามึนงง แต่ยังไม่ได้ตอบอะไร คุณมิกิจึงอธิบายเพิ่มว่า “พอดีเห็นว่ามีเด็กเอาไปคีบเล่นค่ะ” พนักงานก็ตอบกลับมาว่า “อ๋อ ล้างค่ะ” แต่รีแอคชั่นในการตอบกลับดูนิ่ง ๆ คุณมิกิกลัวว่า พนักงานอาจคิดว่าเธอเรื่องเยอะ แต่อย่างไรเธอก็ต้องถาม เพราะมันคาใจจริง ๆ ร้านนี้เป็นร้านโปรด และมาซื้อบ่อยมาก เธอแค่อยากถามให้ชัวร์ เพื่อความสบายใจของตัวเองจึงอยากฟังความคิดเห็นจากพี่ ๆ ดีเจว่าสิ่งที่เธอทำมันดูมากและดูซีเรียสเกินไปมั้ยคะ? ‘ดีเจทั้งสาม’ มีความคิดเห็นตรงกันว่า สิ่งที่คุณมิกิทำคือถูกต้องแล้ว แต่ที่รีแอคชั่นของพนักงานดูนิ่ง ๆ อาจจะเพราะว่าเขายังไม่เข้าใจคำถามและสถานการณ์ทั้งหมด ถ้าคุณมิกิสื่อสารให้ครบ เล่าสถานการณ์ก่อนถามคำถาม เช่น บอกไปว่า “พอดีมีเด็กเอาที่คีบไปคีบขา ช่วยล้างหน่อยนะคะ” เขาจะเข้าใจกว่า นอกจากนี้คุณมิกิยังฝากถึงผู้ปกครองที่มีลูกเล็กอีกว่า “อยากให้ดูแลลูกมากกว่านี้ เข้าใจว่าเด็กซนเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับอาหารมันก็ต้องซีเรียสเรื่องความสะอาด”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีคนใหม่ แต่ถ้าเรามีแฟน ก็กังวลเรื่องลูกอีก จะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ

19 มี.ค. 2026

เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีคนใหม่ แต่ถ้าเรามีแฟน ก็กังวลเรื่องลูกอีก จะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ

เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีคนใหม่แต่ถ้าเรามีแฟน ก็กังวลเรื่องลูกอีกจะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ ‘คุณดิว (นามสมมติ)’ อายุ 42 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นโสดมานาน ส่วนลูกก็เริ่มโต ใจอยากมีคนใหม่ แต่ก็ยังไม่กล้า โดย ‘คุณดิว (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว อาศัยอยู่ที่อเมริกา เลิกกับสามีมาได้หลายปีแล้ว มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ซึ่งตอนนี้ลูกได้อยู่กับเรา ส่วนพ่อของลูกจะมาหาลูกบ้างเป็นบางครั้ง อย่างมากก็สัปดาห์ละครั้ง ในตอนที่เราเลิกกับสามีใหม่ ๆ ตอนนั้นลูกของเรามีอายุประมาณ 9 ขวบ ซึ่งเราเองก็อยากโฟกัสกับการเลี้ยงลูกให้เต็มที่ อยากมีเวลาให้ลูกเยอะ ๆ เลยเป็นสาเหตุที่เราไม่ได้ออกเดต หรือคุยกับใครใหม่เลยตั้งแต่เลิกกับสามี ปัจจุบันลูกของเรามีอายุประมาณ 14 - 15 ปีแล้ว เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มีโลกส่วนตัวมากขึ้น ติดเพื่อน เริ่มไม่ใช้ชีวิตอยู่กับเราเท่ากับเมื่อก่อน เราเองก็เริ่มมีความรู้สึกเหงา เราทำงานอยู่ที่บ้านเป็นประจำค่ะ ปกติแล้วเวลาว่างที่เหลือจากการทำงาน เราก็จะเล่นกับลูกตลอด แต่ช่วงหลังนี้ เราได้แต่เล่นกับน้องหมาในบ้าน หรือนอนดูซีรีส์คนเดียวแทน บางครั้งเราก็โทรไปหาเพื่อน หรือหาเวลาไปนั่งเล่นด้วยกันกับเพื่อน ๆ แต่ด้วยความที่ทุกคนอยู่ต่างเมืองกัน เราเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะได้มาเจอกันบ่อย ๆ จุดเปลี่ยนในชีวิตคือสิ้นปีที่ผ่านมา เราเดินทางกลับไทยเป็นเวลา 3 อาทิตย์ แต่ลูกไม่ได้กลับมากับเรา ด้วยความที่เขาอยากที่จะอยู่เที่ยวกับเพื่อนที่อเมริกา เราจึงให้ลูกไปอยู่กับพ่อของเขา ในตอนที่เรากลับมาถึงเมืองไทย เราได้ไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน ๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกสนุกมาก แต่เมื่อเรากลับมาที่อเมริกา เรากลับรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว บวกกับที่ลูกมีโลกส่วนตัวมากขึ้น เราเลยเริ่มมีความคิดที่อยากจะหาใครสักคนมาอยู่กับเรา เพื่อน ๆ ก็เชียร์ให้ลองไปเดตสักครั้ง เพราะเราเองก็โสดมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว แต่เราก็ได้แต่ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเราอยากมีแฟนจริง ๆ หรอ ในเมื่อเราชอบอยู่คนเดียว เรารู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องแต่งหน้าเพื่อเอาใจใคร แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็คิดว่าถ้ามีเพื่อนสักคน ไปไหนมาไหนด้วยกันมันก็คงจะดี แต่อีกมุมหนึ่งก็คิดว่าอยู่โสดแบบนี้มันก็ดีแล้ว เหมือนเรามีความคิดมากมายเต็มไปหมด เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีเพื่อน แต่ถ้าเรามีแฟนเราก็กังวลเรื่องลูกอีก เราจะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ หรือว่ามีตัวเลือกอื่นในชีวิตไหม ที่เราสามารถใช้ชีวิตกับความรู้สึกที่ชอบอยู่คนเดียว แต่อีกใจก็อยากมีใครสักคนหนึ่งบ้าง” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเป็นเรา จะไม่คิดมาก Go with the flow ปล่อยตัว ปล่อยใจ ไปตามสถานการณ์ ไม่อยากให้ไปกำหนดกฏเกณฑ์ในชีวิต บางอย่างถ้ามันยังไม่มีคำตอบ ก็จะไม่ไปคิดมากกับมัน ปล่อยให้ชีวิตค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป แล้วสักวันหนึ่ง อาจจะมีทางเลือกสักทางที่มันเหมาะกับเรา ทุก ๆ อย่างมันต้องใช้เวลา ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาจะสอนเรามากขึ้น” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “นี่คือช่วงเวลาที่เราจะได้สนุกกับชีวิต มันเหมือนเป็น Holiday ของเรา เชียร์ให้ลองออกเดตดูสักครั้ง แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องหาให้ได้ เพราะชีวิตเราดีอยู่แล้ว แม้ว่าในบางมุมการมีคู่ชีวิต การมีเพื่อนมันก็อาจจะดีกว่า อยากให้ลองเดตโดยที่ไม่คาดหวังกับชีวิต ถ้าวันหนึ่งเราได้เจอกับคนที่ทำให้เรารู้สึกดีที่มีเขา มากกว่าการอยู่คนเดียว ก็ไปต่อ แต่ไม่อยากให้ปิดกั้นตัวเอง มันไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เข้าใจว่าเวลาที่เราจะเริ่มเดตกับใครสักคน เรามักมีความรู้สึกกลัว ยิ่งเราอยู่คนเดียวมานานมากแล้วมันจะทำให้เรากลัวมากขึ้น เราสามารถลองเดตสักครั้งโดยที่ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องมีใครสักคนให้ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งที่เราได้เจอใครสักคนที่เราถูกใจ เราก็แค่เปิดโอกาส อีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องนี้ อยากให้เราลองหาเป้าหมายอื่น ๆ ให้กับชีวิต เช่น การที่เราจะลดน้ำหนัก หรือทำกิจกรรมบางอย่างที่เราอยากทำ อะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้ทำ ในตอนที่เราอยู่กับลูก เมื่อเราได้ลองทำแล้ว จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองได้เจอสังคมใหม่ ๆ นี่คือช่วงเวลาของเรา”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเหมือนเป็นโดราเอม่อนในที่ทำงาน คนในบริษัทเป็นเหมือนโนบิตะที่วิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เพียงเพราะว่าหัวหน้าใหม่แจกงานไม่เป็น

19 มี.ค. 2026

เราเหมือนเป็นโดราเอม่อนในที่ทำงาน คนในบริษัทเป็นเหมือนโนบิตะที่วิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เพียงเพราะว่าหัวหน้าใหม่แจกงานไม่เป็น

เราเหมือนเป็นโดราเอม่อนในที่ทำงานคนในบริษัทเป็นเหมือนโนบิตะที่วิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาเพียงเพราะว่าหัวหน้าใหม่แจกงานไม่เป็น ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ อายุ 27 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นเป็นเหมือนโดราเอม่อน ที่คอยแก้ปัญหาให้กับคนในบริษัท โดย ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ปกติแล้วเราเป็นคนที่มีความสามารถในการทำหลายสิ่ง แต่เราก็ไม่ได้เก่ง และไม่ได้มีความถนัดในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ในที่ทำงานของเรา เวลาที่คนอื่นมีปัญหา เราก็จะเป็นคนที่คอยช่วยคนอื่นเสมอ ในขณะเดียวกันเราก็ยังสามารถทำงานของตัวเองได้ด้วยดี จนวันหนึ่งมันกลับมีปัญหา ในตอนที่หัวหน้าคนเก่าของเราได้ลาออกจากบริษัท ด้วยตำแหน่งงานที่ต้องจัดการดูแลหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้ตำแหน่งหัวหน้าขาดคนเข้ามาสมัคร และเว้นว่างมาเป็นระยะเวลานาน จนท้ายที่สุด ทางบริษัทก็ให้คนที่เขารู้จักมาทำงานตำแหน่งนี้แทน นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ หัวหน้าคนใหม่ได้ทำงานมาเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว แต่เขากลับทำงานไม่เป็น ในตอนที่หัวหน้าคนใหม่เข้ามาครั้งแรก เขาก็บอกว่า “ให้ทุกคนขอคำแนะนำจากคนเก่านะ” ซึ่งเราเป็นคนที่เหลืออยู่ในตอนนั้น ส่วนคนอื่น ๆ ได้ลาออกตามหัวหน้าคนเก่าไป ทุกครั้งเวลามีพนักงานใหม่สมัครงานเข้ามา หัวหน้าก็มักจะพูดว่า “มีอะไรให้มาถามเรานะ” เมื่อหัวหน้าบริหารงานไม่เป็น ก็ทำให้พนักงานลาออกผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ เพราะทุกคนมองว่า หัวหน้าคนนี้ไม่สามารถเป็นผู้นำให้กับพวกเขาได้ เพราะเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ส่วน HR ในบริษัทก็รับรู้ถึงปัญหาตรงนี้ แต่เหมือนว่าเขาก็คงเป็นคนที่ต้องแบกรับงานเหมือนกับเรา ทุกวันนี้ เวลาที่ทุกคนมีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เขาต้องเดินมาถามเรา ตั้งแต่งานเอกสาร งานที่ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งของเรา หรือแม้กระทั่งของในบริษัทพังเสียหาย ก็กลายเป็นเราที่ต้องคอยแก้ปัญหา โดยปกติแล้วหัวหน้าคนเก่าจะเป็นคนที่จัดการทำเอกสารและส่งให้กับหัวหน้าสูงสุดของบริษัท แต่ในทางกลับกัน หัวหน้าคนใหม่ เขาทำอะไรไม่เป็น อย่างมากสุดเขาก็ทำได้แค่เซ็นต์เอกสารเพียงเท่านั้น ส่วนหน้าที่ตรงอื่นมันกลับกลายเป็นเราที่ต้องมาทำแทน รวมถึงการสอนงานของพนักงานใหม่ที่เข้ามา ก็เป็นเราที่ต้องทำ เราเคยทนไม่ไหวกับเรื่องพวกนี้ จนระเบิดอารมณ์ใส่หัวหน้าไปครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเหมือนเขาก็พยายามที่จะเรียนรู้งานเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว มันก็วนกลับมาที่ตัวเราอีกอยู่ดี เราพยายามหาทางออกให้คนอื่น จนถึงขั้นทำกระดาษคู่มือสอนงานต่าง ๆ วางไว้ให้ทุกคนได้อ่าน แต่กลับไม่มีใครสนใจ จนตอนนี้เรารู้สึกว่าชีวิตของเรามันมีปัญหาแล้ว เพราะเราไม่สามารถทำงานของตนเองได้อย่างเต็มที่ ทุกคนมองเหมือนเราเป็นโดราเอม่อน มีโนบิตะวิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ เราจะทำยังไงดี ให้คนอื่นไม่มองว่าเราเป็นโดราเอม่อนของเขา เราอยากให้คนอื่นพึ่งพาหัวหน้ามากกว่านี้ หรือพึ่งพาตัวเองให้ได้ จะมีวิธิปฏิเสธ หรือจะมีวิธีที่ทำให้ทุกคนรู้จักการจัดการงานของตัวเองให้มากขึ้นมั้ยคะ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “สำหรับเรื่องงานแล้ว มองไม่เห็นหนทางของการประนีประนอมให้เรื่องนี้เลย ปกติแล้วเวลามีปัญหา ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาคือ หัวหน้า และ HR แต่ในเมื่อ 2 ตำแหน่งนี้มันมีปัญหา แนะนำให้ลาออก เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกงานเหมือนกัน ถ้าบริษัทเลี้ยงคนห่วย ๆ เอาไว้ เพียงเพราะว่าเขาใจไม่แข็งพอ ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ทำลาย และเสียคนที่เก่งออกไปจากองค์กร มันเกิดขึ้นมากมาย ถ้าเขามองเห็นความสามารถของเราเขาจะยื้อเราไว้ และเขาจะปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่าง แต่ถ้าเขาไม่ทำ เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ ไปหาที่ที่เราทำงานแล้วมีความสุขดีกว่า” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าการลาออกคือตัวเลือกสุดท้าย เราลองทำคู่มือขึ้นมาให้คนอื่นได้มาศึกษางาน ใครที่จะเข้ามาก็เชิญอ่านสิ่งนี้ แต่ในเมื่อเขาไม่สนใจ ก็ต้องยอมใจร้ายกลายเป็นไจแอนของเขาแทน เป็นเราจะไม่อดทน ถ้ามีทางเลือกอื่น ก็ลองไปหางานใหม่ดีกว่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในเมื่อบอกเขาไปแล้ว แล้วก็ยังกลับมาทำเหมือนเดิมก็ลาออก การที่เขาเอาคนไม่มีความสามารถเข้ามาทำงาน เพราะว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เรื่องแบบนี้มันคุยกันยาก หรือถ้าไม่ลาออก และไม่อยากแบกรับภาระพวกนี้ต่อไป ลองให้น้องพนักงานใหม่ทำวิดีโอสอนงาน แล้วนำมาให้เราตรวจ เมื่อเสร็จแล้วก็ให้เขานั่งดูในทุก ๆ วัน เมื่อถึงวันหนึ่งเขาจะไม่ถามเราอีก ทุก ๆ การถามของเขาต้องมีคลิปมาส่งเรา และเราก็สามารถนำคลิปนี้ไปใช้ต่อได้กับคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาอีกด้วย”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-