พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนุ่มญี่ปุ่นไม่เชื่อว่าหนูสามารถหลี่ฉู่พร้อมลี่คู่ได้จริง ๆ จะถ่ายให้ดู เขายังคิดว่าใช้ AI ทำได้ หนูจะทำยังไงให้เขาเชื่อดีคะ?

30 ต.ค. 2026

หนุ่มญี่ปุ่นไม่เชื่อว่าหนูสามารถหลี่ฉู่พร้อมลี่คู่ได้จริง ๆ จะถ่ายให้ดู เขายังคิดว่าใช้ AI ทำได้ หนูจะทำยังไงให้เขาเชื่อดีคะ?

หนุ่มญี่ปุ่นไม่เชื่อว่าหนูสามารถหลี่ฉู่พร้อมลี่คู่ได้จริง ๆจะถ่ายให้ดู เขายังคิดว่าใช้ AI ทำได้หนูจะทำยังไงให้เขาเชื่อดีคะ? ‘คุณพายุ (นามสมมติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นสามารถปัสสาวะและอุจจาระพร้อมกันได้แต่แฟนหนุ่มญี่ปุ่นกลับไม่เชื่อ ‘คุณอิ๊อิ๊ (นามสมมติ)’ อายุ 38 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจทั้งสามท่านและคุณหมอ รวมถึงชาวพุธโทรเรี่ยนว่า “สามารถหลี่ฉู่( ปัสสาวะ) พร้อมลี่คู่ (อุจจาระ) ไปพร้อมกันได้ไหม” แม้เรื่องนี้อาจดูไม่ใช่ประเด็น แต่เรื่องนี้เกือบทำให้คุณอิ๊อิ๊และหนุ่มชาวญี่ปุ่นของเธอต้องเลิกกัน ซึ่งขณะที่โทรมาในรายการเธอกำลังจะขึ้นเครื่องไปหาเขาแล้ว! คุณอิ๊อิ๊เล่าว่า ในช่วงที่อายุใกล้ 36 ปี เธอเกิดเป็นนิ่วจนต้องเข้ารับการรักษา โดยแพทย์กำชับอย่างเด็ดขาดว่า ห้ามกลั้นปัสสาวะ ทำให้คุณอิ๊อิ๊ได้ทราบว่า ตัวเองสามารถปัสสาวะและอุจจาระพร้อมกันได้ โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยทำได้เลย คุณอิ๊อิ๊เล่าเสริมว่าตนเป็นฝ่ายรับ มักจะล้างตู้ (การสวนล้างทวารหนัก) อยู่เสมอเช้าและก่อนนอน จึงไม่เคยทราบว่าเธอมีความสามารถนี้อยู่ หลังจากได้คุยกับหนุ่มญี่ปุ่นคนนี้ เธอก็พูดคุยกันไปเรื่อยจนถึงประเด็นนี้ ด้านหนุ่มญี่ปุ่นก็มองว่าเรื่องนี้มัน Amazing และเขาก็พยายามหาคำตอบเรื่องนี้โดยการถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นหลายคน ซึ่งทุกคนและตัวเขาไม่มีใครสามารถทำได้อย่างคุณอิ๊อิ๊ นอกจากนี้ หนุ่มญี่ปุ่นได้ลองทำเองแล้วแต่ก็ปล่อยออกมาได้ทีละอย่างเท่านั้น เขาจึงตั้งคำถามกับคุณอิ๊อิ๊ว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่? เธอยืนยันกับเขาว่าที่เล่าเป็นเรื่องจริง โดยเธอได้กล่าวอ้างถึงข้อมูลที่ปรึกษากับ Chat GPT พร้อมทั้งแคปหน้าจอไปยืนยันกับเขา แต่ด้านหนุ่มญี่ปุ่นกลับตอบมาว่า “ฉันว่าคนส่วนมากทำไม่ได้หรอก และฉันไม่เห็นภาพว่ามันจะทำอย่างไร ที่เธอพูดมีความจริงมากน้อยแค่ไหน” เนื่องจากที่เขาได้คุยกับเพื่อน ทุกคนต่างบอกว่าไม่สามารถทำได้ พร้อมถามกลับว่าไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน จุดนี้เป็นครั้งที่ทำให้คุณอิ๊อิ๊รู้ว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องคำพูดในวงเพื่อนมาก เขาจึงพยายามจะเอาคำตอบจากคุณอิ๊อิ๊ให้ได้ เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาเรื่อย ๆ เวลาพูดคุยกันเขามักจะถามคุณอิ๊อิ๊อยู่เสมอว่า มันทำได้อย่างไร? มีวิธีไหม ลองสอนหน่อย ซึ่งคุณอิ๊อิ๊ก็ไม่รู้วิธี เพราะบางวันเธอตื่นเช้ามาก็สามารถทำสิ่งนี้ได้เลย จนช่วงหลังมา หนุ่มญี่ปุ่นดูเหมือนจะจริงจังกับเรื่องนี้มากจนเกินไป เริ่มถามถึงเรื่องทฤษฎี จนคุณอิ๊อิ๊เอือม เธอจึงเสนอที่จะถ่ายคลิปเพื่อพิสูจน์ให้ดู แต่เขากลับตอบว่า “มันสามารถเจน AI ได้ครับ” ระหว่างที่คุยกัน เธอก็จะคอยส่งวัฒนธรรมไทยให้เขาดูเรื่อย ๆ ส่งหอแต๋วแตกให้ดูบ้าง ส่งการใช้ชีวิต การทำงานของเธอให้เขาดูตลอด และเขากลับพูดประมาณว่า “กะเทยพูดไปเรื่อย” พร้อมทั้งบอกอีกว่า เขาและเพื่อนเริ่มจริงจังเรื่องนี้แล้ว คุณอิ๊อิ๊จึงจะแก้ปัญหาโดยการพิสูจน์ความจริงให้เขาได้เห็นกับตา ซึ่งคือการที่จะบินไปเจอเขาในช่วงวันฮาโลวีนนี้ (ขณะที่โทรเข้ามาปรึกษานั้น คุณอิ๊อิ๊อยู่ที่สนามบิน) หากเธอไปถึงญี่ปุ่นแล้ว เธอเสนอให้เขาเข้าห้องน้ำกับเธอทุกรอบ โชว์ให้เขาได้เห็นกับตาเนื้อ แต่เขาก็ยังมีท่าทีที่ไม่เชื่อ มีการถามกลับ “หากไม่เกิดขึ้น คุณจะให้คำตอบผมยังไง” คุณอิ๊อิ๊เล่าเสริมว่า อยากไปหาเขาเพื่อใช้เวลาร่วมกันและออกไปเที่ยวด้วยกัน แต่เรื่องนี้กลับวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอตลอดว่า First Impression ของเธอและเขาจะกลายเป็นการนัดเจอกันที่โรงแรมแล้วชวนกันเข้าห้องน้ำ เพื่อดูว่าเธอสามารถปัสสาวะและอุจจาระพร้อมกันได้หรือไม่ ทั้งที่ไปหากันทั้งที เธออยากมีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกัน อยากเดินเที่ยวงานฮาโลวีน ใส่ชุดคู่กัน และสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจ ไม่ใช่จับมือกันเดินเข้าห้องน้ำ คุณอิ๊อิ๊จึงต้องการตัวช่วยมายืนยันเรื่องนี้ โดยเธออยากรู้ว่าคนส่วนใหญ่สามารถทำแบบเดียวกับเธอได้หรือไม่ พร้อมขอให้ผู้ที่สามารถพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นได้ช่วยคอมเมนต์ให้เธอ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า เห็นด้วยคอมเมนต์ของพุธโทรเรี่ยนที่บอกว่า “บางทีไม่ได้ปวดพร้อมกัน แต่หากปวดพร้อมกันก็สามารถออกมาพร้อมกันได้” คุณอิ๊อิ๊ เสริมว่า เธอเคยบอกเขาว่า เธอจะสามารถทำได้ในช่วงเช้า เขาตอบกลับมาว่า “โอเค งั้นเจอกันตอนเช้า!” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำตอบโดยเริ่มจาก ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า เธอสามารถทำได้! ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า สามารถทำได้เช่นกัน ต่อมาที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า ข้อมูลนี้ได้ถาม Gemini มาแล้วได้คำตอบว่า คนเราสามารถปัสสาวะและอุจจาระพร้อมกันได้ ในเชิงสรีรวิทยาถึงแม้สองช่องทางนี้จะอยู่ใกล้กัน แต่ทั้งสองอย่างนี้ใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน จึงสามารถเบ่งพร้อมกันได้ ‘ดีเจเติ้ล’ เสริมว่า สิ่งนี้ไม่แบ่งแยกว่าเชื้อชาติไหนสามารถทำได้บ้าง เพราะสามารถทำได้ทุกชาติ เป็นเรื่องเชิงสากล ปิดท้ายที่ ‘คุณหมอท้อป’ กล่าวว่า "ทำได้หรือเปล่าไม่น่าสงสัยเท่าทำไมเขาจึงหมกมุ่นเรื่องนี้? ตามข้อมูลทางการแพทย์ ส่วนทวารหนักและท่อปัสสาวะเป็นคนละส่วนกัน ถูกควบคุมด้วยหูรูดคนละส่วนกัน ซึ่งการที่จะปัสสาวะได้ แปลว่าจะต้องมีน้ำปัสสาวะค้างอยู่ที่กระเพาะปัสสาวะ รวมถึงหากจะอุจจาระก็ต้องมีอุจจาระอยู่ทางทวารหนักจึงจะอุจจาระได้ แต่คนส่วนใหญ่สองอย่างนี้อาจไม่ได้เต็มพร้อมกัน จึงจะปล่อยอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาก่อน โดยทั่วไปคนจะชินกับการทำทีละอย่าง แต่ร่างกายก็สามารถทำสองสิ่งนี้พร้อมกันได้ ซึ่งมีทั้งคนที่ทำได้ตลอด ทำได้เป็นบางเวลา หรือบางคนอาจไม่เคยทำได้ ทั้งหมดนี้มีหลากหลายปัจจัย อย่างเช่นคนที่ไม่เคยทำได้อาจด้วยความเคยชินที่จะโฟกัสทีละหูรูด หรือบางคนมองว่าทำทีอย่างสะดวกกว่า ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด คุณหมออยากให้ย้อนมองว่า ทำไมหนุ่มญี่ปุ่นจึงสนใจกับเรื่องนี้มากมายขนาดนี้ ข้อมูลทางการแพทย์จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มีข้อมูลการวิจัยให้สามารถหาข้อมูลได้ แต่ในกรณีนี้หากคุยกันลำบากให้นัดเขาไปหาหมอชาวญี่ปุ่นให้เขาเป็นคนอธิบายเชิงลึกเป็นภาษาญี่ปุ่นแทน เพราะหากเป็นคนเล่าเองเขาอาจคิดว่าเป็นเรื่องแต่งจากไทยได้อีก รวมถึงต้องถามเขาว่าเขาสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษหรือเปล่า ถึงได้หมกมุ่นกับเรื่องนี้ เพราะหากเขาไม่ได้สนใจก็จะตระหนักได้ว่าเขาหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากเกินไปและจะได้หยุด แต่เขาก็อาจเผยว่ามีความชอบด้านนี้เป็นพิเศษได้เช่นกัน ไม่รู้ว่าที่เขาอยากดูของคุณอิ๊อิ๊เพราะเขาต้องการอะไรจากคุณอิ๊อิ๊หรือเปล่า ซึ่งเรื่องแบบนี้มีจริง ๆ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

มีงานทำแล้วแต่พ่อและแม่ก็ยังไม่ให้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ทุกวันนี้ต้องรีบกลับบ้านให้ทันก่อน 5 โมงเย็นทุกครั้ง อยากมีอิสระเป็นของตัวเอง จะเริ่มคุยกับพ่อแม่ยังไงดีคะ?

30 ต.ค. 2026

มีงานทำแล้วแต่พ่อและแม่ก็ยังไม่ให้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ทุกวันนี้ต้องรีบกลับบ้านให้ทันก่อน 5 โมงเย็นทุกครั้ง อยากมีอิสระเป็นของตัวเอง จะเริ่มคุยกับพ่อแม่ยังไงดีคะ?

มีงานทำแล้วแต่พ่อและแม่ก็ยังไม่ให้ออกไปเที่ยวนอกบ้านทุกวันนี้ต้องรีบกลับบ้านให้ทันก่อน 5 โมงเย็นทุกครั้งอยากมีอิสระเป็นของตัวเอง จะเริ่มคุยกับพ่อแม่ยังไงดีคะ? ‘คุณฟันนี่’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เรื่องที่พ่อแม่ไม่ยอมปล่อยให้ออกไปเที่ยวนอกบ้านเลยตั้งแต่เด็กจนโต ‘คุณฟันนี่’ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี เล่าว่า ตั้งแต่เด็กจนโต ครอบครัวไม่เคยอนุญาตให้เธอออกไปเที่ยวกับเพื่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืน แม้แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย หลังเลิกเรียนเธอก็ต้องกลับบ้านก่อน 5 โมงเย็นทุกวัน จนถึงตอนนี้ที่เรียนจบและเริ่มทำงานแล้วก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เธอมีพี่สาว 1 คนและ พี่สาวก็ไม่สามารถให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ได้เพราะต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน อีกทั้งยังคอยห้ามเธอเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย มีหลายครั้งที่เธอแอบหนีครอบครัวออกไปเที่ยวโดยอ้างว่าไปเรียนที่มหาลัยฯ ครั้งหนึ่งที่เธอกลับบ้านช้าหลังเวลา 5 โมง คุณพ่อคุณแม่ก็จะมีท่าทีจึงเครียดและนิ่งเฉยใส่เธอ พวกเขาบอกเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้เธอออกไปข้างนอกว่าเป็นเพราะไม่ไว้ใจเพื่อนของเธอ แต่เมื่อมีโอกาสพบเจอกัน ทั้งสองคนก็ไม่เคยตำหนิหรือแสดงท่าทีไม่ดีกับเพื่อนของเธอแต่อย่างใด นอกจากนี้โดยปกติคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ค่อยออกไปเที่ยวหรือสังสรรค์กับเพื่อนนอกบ้านอยู่แล้ว จะมีเพียงแต่ออกไปข้างนอกพร้อมกันทั้งครอบครัวเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก ที่ผ่านมาเธอจึงต้องขออนุญาตทุกครั้งเมื่อต้องการออกไปไหน แต่เมื่อถูกปฏิเสธอยู่หลายครั้ง ในช่วงหลังเธอจึงเลือกที่จะไม่ขออนุญาตอีก ปัจจุบันเธอมีแฟนหนุ่ม แต่ต้องปิดบังความสัมพันธ์ไว้เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่อนุญาตให้มีแฟน แม้จะได้ใช้เวลาด้วยกัน เธอก็ยังต้องกลับบ้านก่อน 5 โมงเย็นเหมือนเดิม และไม่สามารถออกไปเที่ยวกับแฟนตามลำพังในช่วงวันหยุดได้ นอกจากนี้ เธอยังเคยแอบไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนแต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องรีบกลับมาให้ทัน 5 โมงเย็นในวันนั้นเช่นเดิม คุณพ่อคุณแม่ของเธอเป็นคนดุและเข้มงวดมาก เวลาเธอขอออกไปเที่ยวข้างนอกเขามักจะพูดให้เธอหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นการเกิดอุบัติเหตุหรือการไปเจอคนไม่ดี ซึ่งหลาย ๆ อย่างเป็นความกังวลที่มาจากการรับข่าวสารของพ่อแม่ เธอจึงอยากจะขอคำแนะนำจากพี่ ๆ ดีเจว่าควรทำอย่างไรให้พ่อแม่รับฟังและปล่อยให้เธอได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นกับเพื่อนได้ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า "พี่อยู่ในบ้านที่ถ้ากลับบ้านเกินบ่ายสาม พี่จะโดนตีและพี่ก็คิดว่าบ้านนี้มันไม่ใช่ แต่พี่เป็นคนเงียบ พี่ไม่เคยเถียงพ่อแม้แต่นิดเดียว พี่เลยหนีออกจากบ้าน แต่ถ้าเป็นฟันนี่ พี่รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบที่พี่ทำ ถ้าวันนี้หนูจะออกไปเที่ยวที่ไหน หนูแค่ไปบอกเขาและถ้าเขาตอบกลับมาว่ามันจะเกิดอันตราย ก็ให้บอกไปว่าทุกอย่างมันคือชีวิตที่ต้องผจญภัย ปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้น และต้องบอกไปว่าหนูไม่ได้มาขออนุญาตเพราะหนูโตแล้ว หนูแค่มาบอกว่าหนูจะไป และกลับมาตอนกี่โมง ถ้าเขายังพูดหรือมีปฏิกริยาที่ไม่ให้เราไปบ่อย ๆ เราก็ต้องเรียกคุยไปเลยว่าตอนนี้หนูก็ต้องมีชีวิตของหนูเองแล้ว หนูเกิดมาชีวิตหนึ่ง หนูก็ต้องใช้ชีวิต เพราะถ้าวันหนึ่งเกิดอันตรายกับหนู หนูจะได้เรียนรู้การเอาตัวรอด หากในวันหนึ่งที่โจรเข้าบ้านแล้วหนูทำอะไรไม่ถูก มันเป็นเพราะหนูไม่เคยเรียนรู้อะไรข้างนอกเลย และนี่คือสิ่งที่เขากลัว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ปล่อยให้หนูเรียนรู้และประสบการณ์จะสอนหนูเอง อย่าได้กังวลใจไป เราจะต้องดื้อ ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม เราต้องแสดงจุดยืนวันนี้เลยว่าเราจะทำสิ่งนี้ เพราะชีวิตมันจะยังคงเป็นของเรา" ต่อด้วยคำแนะนำเพิ่มเติมของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "พี่เห็นด้วยกับพี่ต้นหอม หนูอายุ 23 ปีแล้ว หนูทำงานและมีเงินเดือน หนูดูแลตัวเองได้ มันคือวัยทำงานแล้ว พี่ว่าหนูพูดกับเขาได้ว่าหนูโตแล้วที่จะออกไปข้างนอกได้ด้วยตัวเอง และก็คงต้องยืนหยัดแบบที่พี่หอมบอก หนูต้องบอกเขาว่าจะไปไหนหรืออาจจะบอกเพิ่มเติมว่าไปกับใคร ไปที่ไหนให้เขาสบายใจ แต่อย่าเพิ่งสุดโต่งแบบที่ว่าไปแล้วไม่กลับเลย ให้เขาชินก่อนเช่น วันนี้กลับ 1 ทุ่มนะ เราก็กลับมาให้เขาเห็น ทำให้เขารู้ว่าเราก็ไปข้างนอกและกลับมาได้โดยสวัสดิภาพ แต่พี่ก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่หนูจะมีปฏิกริยาแบบไหนเพราะก่อนหน้านี้หนูฟังเขามาโดยตลอด คิดในแง่ดีเขาอาจจะแค่บ่น แต่เมื่อผ่านไปสักพักถ้าเขาเห็นหนูโอเค เขาก็จะเลิกบ่นเอง แต่ถ้าเขาลงโทษหนู ไม่ให้หนูออกไปเหมือนเดิม หนูก็อาจจะบอกไปว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ หนูจะไปอยู่หอนะ เพราะว่าสำหรับเขา การอยู่หออาจจะเป็นภัยอันตรายที่เขากังวลที่สุด ถ้าหนูยังต้องการอิสระ หนูก็ต้องบอกเขาไป เพื่อให้เขาเห็นว่าเขาอาจจะต้องอะลุ่มอล่วยกับสิ่งนี้บ้าง แต่พี่ก็ยังแนะนำให้คุยกันแบบตรงไปตรงมามากกว่า" ถัดมาที่คำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า "ข้อแรกคือแนะนำเพื่อนให้พ่อแม่รู้จัก มันอาจจะต้องมีสักคนที่พ่อแม่เห็นว่าสามารถฝากฝังหนูได้ อาจจะเป็นการพามาที่บ้านบ่อย ๆ หรือว่าถ้าจะให้ดีก็พาเขาไปต่างจังหวัดด้วย ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้สามารถฝากฝังด้วยได้ และอีกหน่อยถ้าไปเที่ยวกับเพื่อนคนนี้ก็อาจจะของ่ายขึ้น ข้อสองคือทำให้พ่อแม่รู้ว่าเราโตแล้ว เช่น เรียกพ่อแม่คุยก็อาจจะเป็นหนึ่งอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าฟันนี่โตแล้วนะ ถ้าการพูดจาหรือเหตุผลที่เอามาคุยด้วย มันเป็นเหตุผลของผู้ใหญ่ โดยให้เขาคิดว่าไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งฟันนี่ก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเองหรือในวันหนึ่งที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว แต่ฟันนี่เพิ่งออกจากบ้านในวันนั้น แล้วไปเจออะไรไม่ดีขึ้นมา ฟันนี่จะจัดการยังไง เพราะฉะนั้นสู้ให้เราออกไปตอนนี้ แล้วมีคุณพ่อคุณแม่รอรับอยู่ที่บ้านดีกว่าไหม และวิธีการออกจากบ้านไปไม่รู้ว่าฟันนี่เคยเสนอเขาไหม มันคือวิธีการที่ให้เขาออกไปด้วยแต่เป็นการไปรอ เมื่อเสร็จธุระก็มาเจอกันตรงที่นัดหมาย และอีกอย่างคือด้วยน้ำเสียง ด้วยน้ำหนักการพูดคุยของหนูแบบนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของหนูที่มีเท่านี้ พี่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมพ่อแม่ถึงเป็นห่วง แต่ถ้าวันหนึ่งเสียงหนูเปลี่ยน หนูเข้มแข็งขึ้น หนูมั่นใจใจตัวเองขึ้น ถ้าพ่อแม่รู้สึกได้ว่าฟันนี่โตแล้ว วันนั้นเขาก็อาจจะปล่อย อย่าไปคิดว่าการพูดกับเขาเป็นการเถียง ให้คิดว่าเป็นการแสดงให้เขาเห็นว่าเราโตแล้วดีกว่า เราพูดเหตุผลของเรา ใช้การสื่อสาร บอกความคับข้องใจของเราออกไป ถ้าเขาอยากให้เราคุยกันตรง ๆ แบบไม่จำเป็นต้องมาคอยโกหกทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก งั้นลองไว้ใจกันดูไหม ก่อนหน้านี้พ่อแม่ไม่รู้เลยนะว่าฟันนี่ไปอยู่ที่ไหน แต่ถ้าวันนี้เราคุยกันแบบแฟร์ ๆ วันหนึ่งพ่อแม่จะรู้ทุกอย่างเลยนะว่าตอนนี้ฟันนี่อยู่ไหน ฟันนี่เที่ยวกับใคร ฟันนี่จะกลับบ้านกี่โมง เอาแบบนี้มันจะดีกว่าการที่เรามีความลับต่อกันไหม" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘หมอท็อป’ ว่า "สิ่งที่ฟันนี่เจอมันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เป็นปัญหาที่มีอยู่จริงในสังคม พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะมองลูกเป็นเด็กเสมอ เพราะฉะนั้นความห่วงใยก็จะเป็นตามสัญชาตญาณไปเรื่อย ๆ มักจะมีสาเหตุจากการที่เคยมีประสบการณ์ในอดีตมาก่อน หรืออาจจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ หมออยากจะแนะนำอย่างแรกเลยคือให้เราไปชื่นชมคุณพ่อคุณแม่ก่อน ขอบคุณเขาที่ในวันที่ผ่านมายังคอยเป็นห่วงหนูและรักหนู เราต้องเปิดด้วยเรื่องราวดี ๆ ก่อนเพราะถ้าเราไปเปิดด้วยเรื่องแย่หรือการต่อต้านเขาก็จะต้านเราทันที เราต้องเปิดใจเขาด้วยการใช้ Sandwich Technic พูดเรื่องดีก่อนและโฆษณาตัวเองว่าตอนนี้เราก็ภูมิใจในตัวเองนะ เราโตขึ้นแล้ว เราเรียนจบแล้ว เราทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้ เราดูแลตัวเองยังไง ให้เขารู้ว่าเราไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ แล้ว แต่เราไม่ต้องพูดตรง ๆ ค่อย ๆ เล่าว่าเราทำอะไรได้ดีให้เขารู้สึกมั่นใจ แทรกเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามข่าวสารให้เขารู้จากคำเล่าของเรา อย่าปล่อยให้เขาคิดไปเองจนมันกลายเป็นเรื่องที่อันตราย บางทีเขาอาจจะมองในมุมเดียว ให้ลองบอกไปว่าเรามีวิธีจัดการตัวเองยังไงเมื่อสถานการณ์นั้นเกิดขึ้น ให้เขารู้ว่าเรารู้เท่าทันทุกอย่างนะ ถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะเริ่มซึมซับ และเรื่องการปล่อยเราออกไปเที่ยวข้างนอกบ้านก็จะง่ายขึ้นโดยที่เราไม่ต้องพูดตรง ๆ พอทำขั้นตอนแบบนี้ต่อเนื่องไป 2-3 เดือน พ่อแม่ก็อาจจะเริ่มไว้วางใจ แต่หมอก็เห็นด้วยกับพี่เผือกว่า บางทีตัวเราอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้พ่อแม่เป็นห่วงอยู่ ถ้าเราไปต้านเลยทันที สุดท้ายความเป็นห่วงมันก็ยังไม่หายไป ดังนั้นทำให้เขารู้ว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนขอไปมีอะไรกับสาวอื่น เพราะรอเราไม่ไหว! เราก็เลยบอกไปว่าได้ แต่ในใจลึก ๆ ก็คิดว่าคงรับไม่ไหว

30 ต.ค. 2026

แฟนขอไปมีอะไรกับสาวอื่น เพราะรอเราไม่ไหว! เราก็เลยบอกไปว่าได้ แต่ในใจลึก ๆ ก็คิดว่าคงรับไม่ไหว

แฟนขอไปมีอะไรกับสาวอื่น เพราะรอเราไม่ไหว!เราก็เลยบอกไปว่าได้ แต่ในใจลึก ๆ ก็คิดว่าคงรับไม่ไหว ‘คุณเเชต’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นยอมให้แฟนหนุ่มไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นระหว่างที่เธอยังไม่พร้อม แต่กลับกังวลว่าเขาอาจไม่หยุดพฤติกรรมนี้ แม้ในวันที่เธอพร้อมแล้ว ‘คุณแชต’ (นามสมมติ) อายุ 24 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม หลังจากที่เธอยอมให้แฟนสามารถไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นได้ในระหว่างที่เธอยังไม่พร้อม แต่ลึก ๆ แล้วเธอกลับรู้สึกกังวลว่า หากวันหนึ่งเธอพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มแล้ว เขาอาจไม่ยอมหยุดพฤติกรรมดังกล่าว อีกทั้งในปัจจุบันเธอยังไม่แน่ใจด้วยว่าแฟนหนุ่มได้ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นแล้วหรือไม่ เธอเล่าว่าเธอกับแฟนหนุ่มมีอายุเท่ากัน โดยครอบครัวของเธอปลูกฝังเรื่องการรักนวลสงวนตัวมาตั้งแต่วัยเด็ก และที่ผ่านมาเธอไม่เคยคบหากับใครอย่างจริงจังมาก่อน จนกระทั่งได้พบกับฝ่ายชาย ซึ่งเป็นแฟนคนแรกของเธอ เขาเป็นคนเดียวที่เข้าหาครอบครัวของเธอ เธอจึงตัดสินใจเปิดใจให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ คุณแชตยังเล่าว่าเธอไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน และได้เปิดใจพูดคุยเรื่องนี้กับแฟนหนุ่มอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งฝ่ายชายก็บอกกับเธอว่าสามารถรอได้ เธอจึงขอเวลาอีกประมาณ 1 ปี แต่แฟนหนุ่มกลับตอบทันทีว่า “ได้สิ แต่ระหว่างนี้ขอไปซื้อกินหรือว่ามีอะไรกับคนอื่นได้ไหม” แม้เธอจะตอบรับไปว่าสามารถทำได้ เเต่ลึก ๆ แล้วเธอไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ แต่ในขณะนั้นทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพังเพียงสองคน เธอจึงตอบออกไปเพียงว่า “โอเค” ทั้งที่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เธอสามารถยอมรับเงื่อนไขนี้ได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ เธอยังเล่าว่าแฟนหนุ่มมักพูดอยู่บ่อยครั้งว่า เมื่อรู้สึกเหนื่อยก็อยากออกไปดื่มและดูสาว ๆ ซึ่งเธอก็เคยบอกกับฝ่ายชายว่า “ถ้าไปขอไม่รับรู้ได้ไหม” โดยมีความหมายเชิงว่าเธอขอเพียงไม่ต้องรับรู้ว่าเขาไปทำอะไรกับใคร ขอให้ฝ่ายชายปิดบังเรื่องดังกล่าวให้มิดชิด แม้จะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นก็ตาม จากเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้คุณแชตเริ่มย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือแท้จริงแล้วเธอเป็นฝ่ายผิดที่ยังไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่ม และสงสัยว่าการที่ฝ่ายชายขอไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นเพราะไม่สามารถรอเธอได้ เป็นเรื่องปกติของคนในปัจจุบันนี้หรือไม่ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เพิ่งเริ่มต้นได้เพียง 1 เดือน และเรื่องที่ฝ่ายชายขอไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เธอจึงโทรเข้ามาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า การที่แฟนหนุ่มบอกว่ารอไม่ได้และต้องการไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นนั้นเป็นเรื่องปกติหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเธออาจเพียงแค่ยังไม่เจอคนที่สามารถยอมรับและเคารพเงื่อนไขเรื่องความพร้อมของเธอได้ ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “ถามว่ามันปกติไหม คือมันคงไม่ใช่คนแรก มันมีคนแบบนี้แหละ แต่ส่วนใหญ่คำว่า ‘อนุญาตให้ไปมีอะไรได้’ มันจะออกจากปากคนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง ไม่ใช่ตอบไปก่อนเพื่อให้ยังมีเขาไว้ในชีวิต พี่ถึงถามว่าแชตรับได้จริง ๆ หรือเปล่า ซึ่งแชตก็ตอบไม่ได้ สำหรับพี่ การตอบไม่ได้ก็คือคำตอบว่ามันรับไม่ได้ ถ้าไม่ซีเรียสจริง ๆ แชตก็คงไม่โทรมาในวันนี้ แล้วต้องถามแชตกลับว่า เขาคุ้มค่าพอที่จะยื่นข้อเสนอขนาดนี้ให้เลยหรือ กับคนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ 1 เดือน เพราะช่วงเวลา 1 เดือนมันควรเป็นช่วงเวลาหอมหวาน ไม่ใช่ช่วงที่อีกฝ่ายมาบอกว่ารอไม่ได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ก็มักจะตอบไปก่อนว่า ปีหนึ่งก็รอได้ สองปีก็รอได้ แต่แชตมั่นใจหรือว่าวันนึงปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก สำหรับพี่ คนเราจะอยู่ด้วยกันได้มันต้องศีลเสมอกัน ต้องมีความคิดหลาย ๆ เรื่องที่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้ แชตลองกลับไปคิดดี ๆ ว่า กับแฟนคนนี้ที่คบกันมาเพียง 1 เดือน เรายังไม่รู้จักข้อดีหรือตัวตนที่แท้จริงของเขามากนัก แต่กลับได้เจอเงื่อนไขที่เรารับไม่ได้มาก ๆ แล้ววันหนึ่งถ้าอยู่ด้วยกันไป 5 ปี 6 ปี หรือ 7 ปี เหลือเพียงความผูกพันและการเป็นคู่ชีวิต เขาจะซื่อสัตย์กับเราได้ทั้งชีวิตไหม ลองกลับไปคิดดูเอาเองแล้วกัน” ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าเขาบอกว่าเขาจะไปมีอะไรกับคนอื่น พี่จะบอกว่าเธอเก็บเสื้อผ้าแล้วออกไปได้เลยค่ะ ไม่มีสิทธิ์พูดประโยคนี้ใส่หน้าพี่นะ ผู้ชายคนนี้ไม่ได้รักเรามากพอ ช่วง 1 เดือนนี่ใช้คำว่าแฟนได้หรือยัง ยังไม่แน่ใจเลยนะ โปรโมชั่นมันจะอยู่ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ที่เขาจะทำดีกับเรา โดยที่เรายังไม่รู้ว่าเนื้อแท้เขาเป็นยังไง แต่โปรโมชั่นที่คนอื่นเขาทำดี ๆ กัน ผู้ชายคนนี้กลับพูดใส่หน้าเราว่าขอไปมีอะไรกับคนอื่นได้ไหม ขอไปซื้อกินได้ไหม เพราะเธอไม่ให้ฉันมีอะไรด้วย ตัวแชตเองก็รับเรื่องนี้ไม่ได้ อย่าฝืนตัวเอง ถ้ารับไม่ได้ก็พูดไปเลยว่า ‘เรารับเรื่องนี้ไม่ได้’ ไม่ต้องอดทนเพื่อให้เขาอยู่ในชีวิต รักแค่ไหน ถ้ารับไม่ได้ก็คือไม่ได้ เพราะถ้ายอมครั้งแรก มีครั้งต่อไปแน่นอน การที่เขาเปิดมาว่าฉันสามารถซื้อกินได้ไหม หรือไปมีอะไรกับคนอื่นได้ไหม แปลว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เขาทำอยู่เป็นประจำ เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากเลยที่จะพูดเรื่องนี้กับแชต แล้วถ้าแชตได้คนนี้ไป แชตจะอยู่รองมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีอะไรกัน เขายังอยู่เหนือขนาดนี้ เราอาจจะเคยรู้จักผู้ชายมาน้อยไง ผู้ชายที่เข้ากับผู้ใหญ่ได้มันไม่ได้มีน้อยขนาดนั้น แล้วถ้าเขารักเราจริง ๆ เขาจะเข้าใจเรา ปีนึงพี่ว่าไม่นาน คนที่ทนไม่ไหว เผลอ ๆ อาจจะเป็นแชตเอง ถ้ารักเขามาก ๆ เธออาจจะสะกิดเขาเอง เวลาอยู่ด้วยกันมันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เวลาที่เรารักใครสักคนจะมีความต้องการซึ่งกันและกัน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้มากเกินไป แต่สำหรับครั้งแรกของเรา พี่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ควรได้ หนีไปค่ะ แชต หนีไป” ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่พูดกับแชตในมุมที่แชตถามอีกข้อนึงแล้วกันว่า สิ่งที่แชตทำตอนนี้มันผิดหรือเปล่า มันไม่เหมือนคนอื่นหรือเปล่า กับการที่คุณพ่อคุณแม่สอนว่าเราต้องดูแลตัวเอง อย่าเพิ่งไปมีอะไรชิงสุกก่อนห่ามอะไรอย่างเงี้ย พี่ตอบอย่างนี้แล้วกันว่า เพราะคำสอนของคุณพ่อคุณแม่อันนี้ มันเลยทำให้แชตไม่พลาดไปมีอะไรกับคนนี้นะ ไม่งั้นพี่ว่า ถ้าแชตมีอะไรกับเขาไปแล้ว แชตจะได้โทรมาถามพวกพี่อีกเรื่องแน่ ๆ เลย เช่น ‘เขาใช้ถุงยางแล้วมันตกอยู่ในห้องหนู ทำยังไงดีคะ’ หรือว่า ‘เพื่อนร่วมงานไปมีอะไรกับเขาด้วย’ พี่ว่าอาจจะไปถึงอย่างนั้นได้เลย ในฝั่งของ ‘หมอท้อป’ ได้ให้คำแนะนำว่า “จริง ๆ คนที่เจอเรื่องนี้มีเยอะ ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิง น้อง ๆ ผู้หญิง หรือสาว ๆ ถามว่าปัญหานี้น้องผู้ชายมีคนเจอไหม ก็มีเหมือนกันนะ แต่ว่าจะน้อยกว่า ทีนี้ถามว่าเราผิดไหม ถ้าเรารู้สึกว่าเราอยากจะเก็บไว้จนถึงตอนแต่งงาน หรือเราอยากจะเก็บไว้ก่อน ก็ไม่ผิดเลยครับ นี่เป็นสิทธิ์ของเรา เป็นสิทธิ์ในร่างกายของเรา หมอว่าไม่ได้ผิดปกติแต่ประการใด แต่ว่ากรณีแบบนี้หมายความว่า เราก็ต้องหาคู่ครองหรือแฟนที่เขามีวิธีคิดแบบเดียวกันกับเรา เพราะถ้าอีกฝั่งมีวิธีคิดหรือมุมมองเรื่องนี้ต่างจากเรา ปัญหาก็จะเกิดขึ้น หมอไม่สามารถบอกได้ว่าคนนี้ดีหรือไม่ดี หรือเขารักเราหรือเปล่า เพราะไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่เห็นแน่ ๆ ตอนนี้คือเรื่องทางเพศของทั้งคู่ไม่เหมือนกัน และเขาค่อนข้างซื่อสัตย์กับความต้องการของตัวเองมากว่าเขาจะไม่รอ สิ่งที่หมอเป็นห่วงจริง ๆ คือตอนนี้น้องแชตอาจพลาดพลั้งไปตอบตกลงกับเขาในตอนนั้น แต่จริง ๆ แล้วเวลาที่เรามีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม หากเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นไปแล้ว เรายังสามารถแก้ไขได้ โดยการสื่อสารกับเขาว่า วันนั้นเรายังตั้งสติไม่ทัน แต่ตอนนี้เราได้ทบทวนมาอย่างดีแล้ว และอยากบอกให้ชัดเจนว่าความต้องการที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไร แล้วก็อย่างที่พี่เผือกพูด ถูกต้องมาก ๆ เพราะคนส่วนใหญ่ที่บอกว่าจะรับได้ หากอีกฝ่ายมีคนอื่น จริง ๆ แล้วการยอมรับเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องที่ยากมาก หมอว่าเราควรตัดสินใจคุยกับเขาให้ชัดเจนว่าเรารับไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ อย่าว่าแต่ 1 ปีเลย แค่ 3 เดือนแล้วแชตรู้เรื่อง แชตจะเสียใจมากกว่า 1 เดือน ซื่อสัตย์กับความต้องการของตัวเองดีกว่า เพราะอีกฝั่งหนึ่งเขาก็ซื่อสัตย์กับความต้องการของเขาเหมือนกันนะครับ อย่าปล่อยให้คุณค่าของเราถูกลดทอนไปด้วยความต้องการของเขา”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำยังไงดีคะ เพื่อนร่วมงานชอบสปอยล์ซีรีส์จีนทุกวันจนเซ็ง พยายามหลบหรือพูดอ้อม ๆ แล้วแต่เขาก็ยังไม่เลิกทำ

24 ต.ค. 2026

ทำยังไงดีคะ เพื่อนร่วมงานชอบสปอยล์ซีรีส์จีนทุกวันจนเซ็ง พยายามหลบหรือพูดอ้อม ๆ แล้วแต่เขาก็ยังไม่เลิกทำ

ทำยังไงดีคะ เพื่อนร่วมงานชอบสปอยล์ซีรีส์จีนทุกวันจนเซ็งพยายามหลบหรือพูดอ้อม ๆ แล้วแต่เขาก็ยังไม่เลิกทำ ‘คุณไลก์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนร่วมงานมักจะสปอยล์ซีรีส์จีนจนเธอไม่จำเป็นต้องไปดูเอง และยังทำให้เสียสมาธิในการทำงานอีกด้วย ‘คุณไลก์’ อายุ 29 ปี ได้เล่าว่าบริษัทที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้เป็นออฟฟิศขนาดเล็ก ที่นั่งจึงติดกันและไม่มีแผงกั้นโต๊ะกับคนอื่น ๆ ในบริษัทก็จะมีรุ่นพี่ที่ทำตำแหน่งใหญ่คนหนึ่งชอบดูซีรีส์จีนมาก รวมไปถึงซีรีส์แนวตั้งด้วย และจะมีคู่ขาคู่ซี้ที่ชอบคุยสปอยล์ซีรีส์ตอนใหม่แบบลงรายละเอียดมาก ๆ ดังลั่นออฟฟิศทุกเช้า ซึ่งคุณไลก์เป็นสายดองซีรีส์ไว้ดูทีเดียวตอนจบ เบื้องต้นได้มีการพยายามแก้ปัญหาด้วยการใส่หูฟังที่มี Noise Cancelling แล้ว แต่ก็เอาไม่อยู่เพราะพี่เขาตะโกนเสียงดังมาก ถ้าจะให้หนีไปเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ก็เหนื่อยเกินไป เคยลองบอกไปตรง ๆ แล้วว่าอย่าเพิ่งสปอยล์เพราะตัวหนูเองจะกลับไปดู รุ่นพี่พูดขนาดนี้หนูคงไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าสตรีมมิงแล้ว แต่รุ่นพี่คนนั้นก็คิดว่าพูดเล่นซะงั้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่เพิ่งเริ่มงาน ต้องใช้สมาธิกับงานมาก ๆ พี่คนนั้นและคู่ขาก็ยังพูดคุยเสียงดังอยู่เสมอ แม้แต่ตอนพักเที่ยงก็ยังมีเสียงสปอยล์ทะลุกำแพงมาให้ได้ยินจากโรงอาหาร ทั้ง ๆ ที่คุณไลก์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่รุ่นพี่คนนี้ตำแหน่งใหญ่กว่า คุณไลก์เลยคิดว่าคงไปจัดการเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาไม่ได้ จึงอยากโทรมาขอคำแนะนำว่าควรจะจัดการตัวเองอย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ผมแนะนำว่าใช้ Noise Cancelation แบบ Pro Max ไปเลย คือนอกจากจะใส่หูฟังหรือเอานิ้วอุดหูแล้ว ให้พูดงึมงำ ๆ หรือบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ไปด้วย เสียงของเรามันจะก้องอยู่ในหูและช่วยกลบเสียงจากภายนอกได้ดีมากขึ้นไปอีก เวลาไหนที่เขาสปอยล์ปุ๊บก็อุดหูแล้วพึมพำ ๆ กับตัวเองไปเลย ถ้าเขาเห็นอาการของเรา เขาอาจจะรู้ได้ว่าเรากำลังทรมานกับการรับมือเขาอยู่นะ เผื่อเขาจะคิดได้และเกรงใจเรามากขึ้น” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “ถ้าอยากแก้ที่ตัวเองเลย ก็ต้องเลิกดองซีรีส์แล้วชิงดูให้ไวกว่าเขาให้ได้ ถ้ารู้ว่าตอนนี้เขากำลังอินเรื่องไหนก็รีบดูให้จบก่อนแล้วพอตอนเช้าถึงออฟฟิศก็รีบชิงสปอยล์ใส่เขาไปก่อนเลย จะได้ดูรีแอคชันว่าเขาเหวอมั้ย เขาจะได้เข้าใจความรู้สึกของการโดนสปอยล์ก่อนบ้าง หรือไม่ก็ลองหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ไม่อยากโดนสปอยล์เหมือนกัน แล้วช่วยกันแสดงออกให้เขารู้ตัว” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ที่สนับสนุนความคิดของดีเจเผือกว่า “แถมวิธีต่อจากพี่เผือกนะ ตอนที่เราจะใส่หูฟังแล้วพูดงึมงำ ๆ ให้เปลี่ยนเป็นบทสวดมนต์ภาษาบาลีล้วนไปเลย เอาแบบที่ไม่มีคำแปลไทย เช่น บทพาหุง หรืออิติปิโส สวดตอนนั่งหน้าคอมไปเลยนั่นแหละ พอเขาเริ่มสปอยล์ปุ๊บ เราก็สวดมนต์ปั๊บ ให้เขาช็อกไปเลย เขาคงจะรู้สึกแปลก ๆ แน่นอน หรืออาจจะคิดว่าเราเจอผี หรือระแวงไปเลยว่าเรากำลังสวดมนต์แช่งทำของใส่เขาหรือเปล่า วิธีนี้รับรองว่าเขาจะหยุดคุยเรื่องซีรีส์ไปเลย ลองเอาไปทำดูค่ะ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนร่วมงานดึงเราเข้าไปจูบแบบไม่ทันตั้งตัว! เราเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้า แต่เขาก็ไม่ไล่ออก ให้เหตุผลว่าหน้าตาดีต้องเก็บเอาไว้

24 ต.ค. 2026

เพื่อนร่วมงานดึงเราเข้าไปจูบแบบไม่ทันตั้งตัว! เราเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้า แต่เขาก็ไม่ไล่ออก ให้เหตุผลว่าหน้าตาดีต้องเก็บเอาไว้

เพื่อนร่วมงานดึงเราเข้าไปจูบแบบไม่ทันตั้งตัว!เราเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้า แต่เขาก็ไม่ไล่ออกให้เหตุผลว่าหน้าตาดีต้องเก็บเอาไว้ ‘คุณออจอ’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เรื่องที่เธอโดนเพื่อนร่วมงานลวนลามแต่หัวหน้าก็ไม่ยอมไล่ออก ‘คุณออจอ’ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี เล่าว่า เธอเป็นเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานในบริษัท Start Up ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานในออฟฟิศเพียง 3 คน ได้แก่ คุณออจอ หัวหน้า และพนักงานอีกหนึ่งตำแหน่ง ในช่วงแรกแฟนหนุ่มของเธอเป็นคนขับรถมาส่งที่ทำงาน แต่เมื่อแฟนต้องไปฝึกงาน เธอจึงต้องเดินทางมาทำงานด้วยตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทได้รับพนักงานใหม่เป็นผู้ชายอายุ 25 ปี ใช้นามสมมติว่า ‘นายเอ’ เขาเข้ามาทำงานในตำแหน่ง Warehouse ช่วงแรกทั้งคู่ทำงานร่วมกันได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องประสานงานกันอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป นายเอเริ่มส่งข้อความมาหาเธอผ่านทาง WeChat โดยเริ่มจากการสอบถามเรื่องงาน ซึ่งเธอก็ตอบกลับไปตามปกติโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากนั้นบทสนทนากลับเริ่มเปลี่ยนไป นายเอเริ่มถามเรื่องส่วนตัวและพูดจาในลักษณะที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ เช่น ‘ไปไหนหรอ ทำอะไรอยู่ อยู่คนเดียวเหนื่อยไหม มานอนด้วยหน่อย มาหาพี่หน่อยสิ พี่อยู่ข้างล่าง’ เมื่อเธอเลือกที่จะไม่ตอบข้อความเหล่านั้น เขาก็มักจะเปลี่ยนกลับมาถามเรื่องงานอีกครั้ง เพื่อให้เธอจำเป็นต้องตอบข้อความ ก่อนจะวกกลับไปถามเรื่องส่วนตัวต่อ เช่น ‘วันนี้กินอะไรเหรอ ห่อข้าวอะไรมากิน’ นอกจากนี้ในตอนที่ทำงานด้วยกัน เธอสังเกตได้ว่าเขาจะชอบแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ตลอด ขณะที่เธอลงไปชงกาแฟ เขาก็มักเข้ามาขอจับแขน จับผม หรือจับแก้มเธอ ซึ่งทุกครั้งเธอจะแสดงท่าทีปฏิเสธและพยายามหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ แต่พฤติกรรมของเขาก็เริ่มหนักขึ้น จากที่สัมผัสแขนและใบหน้า กลายเป็นการจับเอว จับตัว และเข้ามาดมผมของเธอ แม้บุคลิกภายนอกของนายเอจะดูเป็นคนสดใสร่าเริง ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเป็นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ก็ตาม ส่วนตัวเธอนั้นทราบอยู่แล้วว่านายเอมีครอบครัวแล้ว จึงไม่ได้คิดว่าเขาจะมีเจตนาอื่นแอบแฝง จนกระทั่งเหตุการณ์ที่หนักที่สุดได้เกิดขึ้นในวันที่ฝนตกวันหนึ่ง วันนั้นเธอมาทำงานสายซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่นายเอมาทำงานพอดี หลังจากเข้าออฟฟิศไปแล้วเธอก็ออกมาล้างแก้วกาแฟที่ห้องน้ำ ระหว่างที่เธอกำลังล้างแก้วอยู่นั้น เมื่อหันกลับไปทางประตู เธอก็พบว่านายเอยืนขวางอยู่ตรงทางเข้าประตู ในตอนแรกเธอคิดว่าเขาคงเพียงต้องการเข้ามาพูดคุย จึงได้ถามออกไปว่า ‘วันนี้มาเช้านะ พี่จะเข้าห้องน้ำเหรอ หนูล้างแก้วเสร็จเดี๋ยวหนูก็ไปแล้ว’ เขาไม่ตอบอะไรแต่กลับเดินเข้ามาจับผมเธอ และจู่ ๆ ก็เข้ามาจูบเธอ สิ่งที่เขาทำไม่ได้เป็นเพียงการจูบผิวเผิน แต่ยังพยายามแทรกลิ้นเข้ามาในปากของเธออีกด้วย เขาจูบเธอนานเกือบ 5 นาที จนเธอเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออกเลยรวบรวมแรงทั้งหมดผลักเขาออกไป เธอรู้สึกช็อคและหน้าชากับเหตุการณ์ที่เกิดจนทำอะไรไม่ถูก จึงแกล้งทำเป็นรับโทรศัพท์ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครโทรเข้ามา เธอแกล้งคุยโทรศัพท์นานถึง 20 นาทีจนนายเออดทนรอไม่ไหวและเดินออกไป หลังจากวันนั้น เธอก็ร้องไห้ทุกวันที่ไปทำงานและมีอาการแพนิคจนมีความคิดอยากจบชีวิต แต่เธอก็ยังไม่ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกับคนในบริษัท เนื่องจากบริษัทเป็นเพียง Start up ขนาดเล็ก ไม่มีทั้งกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม ทำให้เธอคิดว่าตัวเองไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดนายเอได้ อีกทั้งยังกังวลว่าหากพูดเรื่องนี้ออกไป อาจไม่มีใครเชื่อ เพราะภาพลักษณ์ของนายเอไม่ได้ดูเป็นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจอดทนทำงานต่อจนถึงสิ้นเดือน ก่อนจะรวบรวมความกล้าเข้าไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้หัวหน้าฟังพร้อมกับร้องไห้ เมื่อได้รับฟังเรื่องราว หัวหน้าก็มีท่าที่ตกใจอย่างมาก เขาเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวายและถึงขั้นร้องไห้ออกมา ทำให้เธอคิดว่าหัวหน้าอาจจะช่วยให้เธอได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่กลายเป็นว่าวันถัดมาเธอก็ยังคงเห็นนายเอมาทำงานอย่างปกติเหมือนทุกวัน และหัวหน้าก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจึงตัดสินใจบอกกับหัวหน้าไปว่าต้องการที่จะลาออก หัวหน้าของเธอก็ทำเพียงรับรู้แต่ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เธอได้แจ้งไป ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เธอบอกไปเลย หลังจากที่คุณออจอออกจากงาน เธอก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้แฟนหนุ่มของเธอฟัง ทางด้านแฟนของเธอเมื่อทราบเรื่องก็ไปดักรอที่บริษัทของเธอทันทีเพื่อรอให้นายเอออกมา เมื่อเจอนายเอ แฟนของเธอก็เข้าไปต่อยและถามว่า ‘มึงได้ทำแบบนั้นจริง ๆ ไหม’ นายเอตอบกลับมาด้วยความหวาดกลัวว่า ‘ผมยอมรับแล้วพี่ ผมยอมรับว่าทำแล้ว’ แฟนของเธอก็ถามกลับไปอีกครั้งว่า ‘แล้วทำไมมึงไม่ยอมรับกับหัวหน้าว่ามึงทำ’ นายเอก็ได้ตอบกลับมาว่า ‘ยอมรับแล้วพี่ ผมยอมรับไปแล้ว’ ด้วยความที่สถานที่ตรงนั้นไม่ได้ห่างไกลจากบริษัทมากทำให้หัวหน้าของเธอเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและท้วงถามแฟนของเธอว่าเกิดอะไรขึ้น ในจังหวะเดียวกันนั้นนายเอก็ได้รีบขับรถหนีออกไป เมื่อแฟนของเธอได้คุยกับหัวหน้าก็ได้ความว่านายเอนั้นไม่ยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงทำให้หัวหน้าไม่มีหลักฐานที่จะไล่นายเอออกได้ นายเอจึงยังต้องทำงานที่บริษัทนี้ต่อไป เมื่อได้ฟังคำตอบที่ไม่ตรงกัน แฟนของเธอจึงได้นัดทุกคนเข้ามาคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งในวันถัดมา ในการพูดคุยครั้งนั้น นายเอได้บอกกับเธอว่า เขายอมรับกับหัวหน้าไปตั้งแต่วันแรกที่ถูกเรียกเข้าไปสอบถามแล้ว โดยหัวหน้าเพียงกำชับให้ทั้งสองคนไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีกเท่านั้น ทำให้เธอทราบว่าหัวหน้ารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่กลับเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ โดยก่อนหน้านี้หัวหน้าเคยพูดว่านายเอเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดีจึงอยากให้เขาเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัท ปัจจุบันนี้เธอลาออกจากงานแล้วแต่ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรให้ความรู้สึกเหล่านี้หายไป เพราะตอนนี้ก็ยังคงรู้สึกผิดที่ออกมาและโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเราไม่ทนงานรึเปล่า เลยอยากจะปรึกษพี่ ๆ ดีเจว่าเธอควรทำอย่างไรดี ให้เธอสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องนึกถึงเรื่องนี้ และไม่ต้องนึกถึงหัวหน้าคนนั้นอีกเพราะส่วนตัวเธอยังคงมีความรู้สึกรักหัวหน้าอยู่ หากแต่ไม่สามารถกลับไปเคารพนับถือได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า "จริง ๆ เรื่องนี้มันค่อนข้างจะเป็นเรื่อง Trauma แล้ว สิ่งที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็นการไปหาคุณหมอ ลองไปหาหลาย ๆ คน หลาย ๆ ที่ ไม่งั้นภาพนี้ก็จะฝังไปตลอด เพราะเราไม่สามารถจัดการมันเองได้ แต่ดีแล้วที่ออกมาจากที่ตรงนั้นมาได้ การไปหาจิตแพทย์นอกเหนือจากการสั่งยา มันควรจะเป็นการพูดคุยที่จะปลดล็อคอะไรบางอย่างในสมองเราด้วย มันจะทำให้เรารู้สึกใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำนี้ได้บ้าง ให้อาการมันเบาลง พี่ว่าน่าจะช่วยได้ และก็ปรึกษาแฟนเยอะ ๆ ระบายออกไปบ้าง เราอ่อนแอได้เวลาเราอยู่กับแฟน หนูจะได้ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป แบ่ง ๆ กันแบก" ต่อด้วยคำแนะนำเพิ่มเติมของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "เห็นด้วยกับพี่เผือกเลย วิธีเดียวที่หนูจะรักษาตัวได้คือให้หมอจัดการให้ พี่ว่าหนูไม่สามารถทำเองได้ ส่วนเรื่องหัวหน้าดูพฤติกรรมที่เขาปล่อยให้คนที่ลวนลามหนูยังสามารถทำงานต่อในบริษัทได้ ไม่เอาเรื่องไม่เอาความแค่เพราะหน้าตาดี เขาไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แม้กระทั่งหัวหน้าที่ดีด้วยซ้ำ หัวหน้างานที่ดีจะไม่ให้คนแบบนี้อยู่ในบริษัท วิธีการจัดการมันง่ายมากถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดก็ติดสิ แต่นี่คือเขาไม่อยากจะทำ เพราะฉะนั้นง่าย ๆ คือคนเหล่านี้มันไม่ดี เราออกมาได้ก็คือมันจบแล้ว เราไปเริ่มชีวิตใหม่ หนูแค่โชคไม่ดีที่ไปอยู่บริษัทนี้ เจอคนแบบนี้ทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน จากนี้ไปหนูเลือกได้แล้ว ตัดทิ้งมันไปให้หมด ไม่ต้องไปสนใจมัน" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ว่า "ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมที่เล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง เพราะมันไม่ได้ง่าย มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วที่ออจอรู้สึกสงสัยตัวเองว่าเราไม่ทนกับงานรึเปล่า สิ่งที่เราอดทนตอนนี้ไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ต้องโทษตัวเอง จงภูมิใจว่าเราเจอปัญหาขนาดนี้แต่เรายังทำงานได้อยู่ แต่ถ้าทนต่อไปมันจะกลายเป็นทนเกินขีด แต่สุดท้ายแล้วเราก็เข้มแข็งมากที่จัดการได้และมีแฟนที่ดี อันนี้ต้องชื่นชมคนที่เข้าใจและรักเรา ส่วนเรื่องบาดแผลทางจิตใจ ถ้าพี่บอกให้ออจอหยุดคิดมันก็ยิ่งยาก เพราะไม่มีใครมาห้ามความคิดเราได้ งั้นก็ไม่ต้องพยายามไปหยุดความคิดตัวเอง แต่เมื่อเริ่มคิดเมื่อไหร่ให้เราเปลี่ยนเรื่องคิดแทน และเห็นด้วยกับพี่เผือกพี่เติ้ลว่าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจไปพบแพทย์ แต่การให้ยาไม่ใช่เพียงทางออกเดียว มันต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรืออาจจะเป็นนักจิตวิทยา นักจิตบำบัดที่เขาจะมีเวลาคุยกับเราควบคู่กันไป แต่เบื้องต้นชื่นชมตัวเองด้วยนะ กล้าที่จะออกจากตรงนั้น กล้าที่จะพูด หนูเก่งมากเลยนะ และถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล อย่ารอให้มันนาน เราติดกล้องเองได้หรือปรึกษาแฟนไปเลยก็ได้ทันที ขอให้จากนี้เจอแต่คนดี ๆ ค่ะ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

กดหัวใจให้สาวอื่นก่อนมีแฟน แฟนมารู้ทีหลังก็บอกเลิกผม ผมผิดเหรอครับ?

23 ต.ค. 2026

กดหัวใจให้สาวอื่นก่อนมีแฟน แฟนมารู้ทีหลังก็บอกเลิกผม ผมผิดเหรอครับ?

กดหัวใจให้สาวอื่นก่อนมีแฟนแฟนมารู้ทีหลังก็บอกเลิกผมผมผิดเหรอครับ? ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’️ เกี่ยวกับเรื่องราวของคุณเฟรนด์ ที่ความรักต้องจบลงในเวลาเพียง 2 เดือน เพราะพฤติกรรมในอดีตก่อนคบกัน ทั้งกดอิโมจิและติดตามสาวในไอจี กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้แฟนสาวหมดใจ ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนสาวที่เพิ่งจบลง โดยคุณเฟรนด์เล่าว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของตัวเองในอดีต ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน จนทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ต้องยุติลง คุณเฟรนด์จึงเล่าย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา โดยในตอนนั้นคุณเฟรนด์ได้ไป “กดอิโมจิ” ตอบกลับสตอรี่อินสตาแกรมของน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งคุณเฟรนด์ยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ เพราะมองว่าเป็นเพียงน้องผู้หญิงที่รู้จักแม้จะไม่ได้สนิทกันมากนักก็ตาม อีกทั้งน้องผู้หญิงคนดังกล่าวก็มีแฟนอยู่แล้ว และคุณเฟรนด์เองก็รู้จักกับแฟนของน้องผู้หญิงคนนี้ด้วย สำหรับอิโมจิที่ส่งไปนั้น เป็นอิโมจิรูปดวงตาที่มีหัวใจอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง โดยสตอรี่ที่น้องผู้หญิงลงส่วนใหญ่เป็นภาพกิจวัตรทั่วไป เช่น การไปคาเฟ่ ภาพท่องเที่ยว หรือภาพถ่ายเดี่ยว ไม่ได้เป็นภาพที่มีลักษณะชวนให้คิดไปในทางอื่นแต่อย่างใด นอกจากนี้ คุณเฟรนด์ยังเล่าว่า นอกจากการส่งอิโมจิแล้ว บางครั้งก็มีการกดถูกใจสตอรี่ในลักษณะกดไลก์บริเวณมุมขวาล่างด้วย โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้ดำเนินมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีก่อน จนถึงเดือนพฤศจิกายนของปีนี้ ต่อมาในปีนี้ คุณเฟรนด์ได้มีโอกาสพบกับแฟนสาว ซึ่งทราบอยู่แล้วว่าแฟนสาวกับน้องผู้หญิงคนดังกล่าวรู้จักกันและมีความสนิทสนมกัน ก่อนที่จะตกลงคบหากันเป็นแฟน ทั้งสองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงเรื่องที่แต่ละฝ่ายคิดว่าอีกฝ่ายควรรับรู้ก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจคบหากัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่พูดคุยกันก่อนตกลงเป็นแฟน คุณเฟรนด์ไม่ได้หยิบยกเรื่องการกดถูกใจสตอรี่หรือการส่งอิโมจิให้น้องผู้หญิงคนดังกล่าวขึ้นมาพูดถึงแต่อย่างใด หลังจากนั้นทั้งสองก็ตกลงคบหากันเป็นแฟน โดยคุณเฟรนด์เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา มีความสุขมาก และไม่ได้มีปัญหาหรือเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กำลังจะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด กระทั่งเมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะกันครั้งใหญ่ โดยคุณเฟรนด์เล่าว่า ตนเองทราบดีว่าแฟนสาวกำลังติดงาน และเข้าใจในหน้าที่ของอีกฝ่าย แต่ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นแฟนกัน คุณเฟรนด์จึงมีความรู้สึกคิดถึงแฟนสาว และต้องการได้รับความสนใจจากอีกฝ่าย จึงแสดงอาการงอแงและเรียกร้องความสนใจค่อนข้างมาก พฤติกรรมดังกล่าวทำให้แฟนสาวเริ่มรู้สึกโมโห โดยคุณเฟรนด์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้โทรศัพท์ตามจิกแฟนสาวหลายครั้ง แต่โทรไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากโทรศัพท์ไป ทั้งคู่ก็เกิดการทะเลาะกันขึ้นทันที และในระหว่างที่มีปากเสียงกัน แฟนสาวได้หยิบยกเรื่องการกดอิโมจิและกดถูกใจสตอรี่ของน้องผู้หญิงคนดังกล่าวในอดีตขึ้นมาพูดถึง คุณเฟรนด์เล่าว่า แฟนสาวรับรู้เรื่องราวเหล่านี้จากน้องผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งเป็นคนที่แฟนสาวสนิทด้วย โดยคุณเฟรนด์ยังคงยืนยันว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะเริ่มคบหากับแฟนสาว ไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างที่ทั้งคู่เป็นแฟนกัน แต่แฟนสาวกลับมองว่า แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ ก็เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอยู่ดี นอกจากเรื่องการกดอิโมจิและกดถูกใจสตอรี่แล้ว คุณเฟรนด์ยังเล่าถึงอีกประเด็นหนึ่งที่แฟนสาวหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นั่นคือเรื่องการติดตามผู้หญิงคนอื่น ๆ บนอินสตาแกรม ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยคุณเฟรนด์ย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องในอดีต และในปัจจุบันก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างไรก็ตาม แฟนสาวมองว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอไม่ต้องการเดินหน้าต่อในความสัมพันธ์ครั้งนี้ แม้คุณเฟรนด์จะยืนยันว่าการกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะคบกัน แต่สำหรับฝ่ายหญิง เรื่องดังกล่าวกลับกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นที่มีต่อกัน ท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ของคุณเฟรนด์กับแฟนสาวก็ต้องจบลง หลังจากคบหากันมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน โดยคุณเฟรนด์จึงโทรเข้ามาปรึกษาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงการกระทำในอดีตของตัวเอง ซึ่งแม้จะไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องสำคัญในเวลานั้น แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ความรักครั้งนี้ต้องสิ้นสุดลง ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่ไม่ได้ฟังจากฝั่งผู้หญิงนะ ก็จะรู้สึกว่าถ้าผู้หญิงให้เหตุผลแบบนี้ แสดงว่าผู้หญิงอยากเลิกจริง ๆ เลือกเอามาสักเหตุผลนึงที่มันสมเหตุสมผลหน่อย ก็คือเรื่องที่เธอไปยุ่งกับคนอื่นทั้งที่เป็นเพื่อนฉัน แต่ถ้าเรามองกันตามจริง มันไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะว่าเขายังไม่ได้คุยกับเธอไง ถ้าจะให้คำปรึกษา ก็ไม่อยากให้เฟรนด์เอาอันนี้มาค้างคากับเรา เพราะสำหรับพี่ พี่เคยพูดหลายครั้งแล้วว่า เวลาคนเราจะบอกเลิก มันมีหลากหลายเหตุผลมากที่เขาอาจจะพูดมาแล้วมันไม่ได้ตรงกับความจริงหรอก แต่เพื่อให้สถานการณ์มันจบด้วยดี มันอาจจะดีกว่าที่จะบอกคุณเฟรนด์ว่า ‘ฉันไม่ชอบเธอ ฉันเลือกผิดที่มาคบกับเธอตั้งแต่แรก’ พี่ว่าการที่จะมาค้นหาว่าทำไมเราผิดเรื่องนี้ มันอะไรขนาดนั้น พี่ว่ามันไม่มีประโยชน์ แสดงว่าเขาไม่อยากไปต่อ โชคดีกับความรักครั้งใหม่นะคะ ถ้าคุณเฟรนด์มูฟออนได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ให้มุมมองว่า “เขาอยากจะเลิกจริง ๆ แหละ แล้วเหตุผลถ้าคนมันจะอยากเลิก มันก็ขุดมาได้หมดแหละ เราก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเหตุผลในการเลิก แต่เอาแค่ว่าเขาบอกเลิกแล้วกัน เพราะ 2 เดือนแล้วบอกเลิกเลย มันก็แปลว่าไม่ไปต่อแล้วเนอะ มันยังไม่ทันผ่านโปรเลยด้วยซ้ำ จริง ๆ มันควรเป็นช่วงที่อะไรมันก็ดีไปหมด เขาอยากเลิกแหละ เราอาจจะไม่ใช่ แต่เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปตามหาความจริง ว่าเขาหมายความอย่างนั้นจริงหรือเปล่า อดีตจริงหรือเปล่า มันเป็นเรื่องอะไร สุดท้ายแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ยอมรับความจริงว่า 2 เดือนนี้เขารู้แล้วว่าเราไม่ใช่ ก็ยอมรับความจริงแล้วก็เดินออกมา” ในด้านของ ‘ดีเจอ้อม’ ให้มุมมองว่า “เอาจริง ๆ ทุกคนมีอดีตนะคะ ถ้าเราจะต้องเจอใครสักคนนึงที่ตั้งคำถามกับอดีตที่จบไปหมดแล้ว มีสิทธิ์ตั้งคำถามกับอดีตที่มันยังไม่ทันก่อตัว มันเป็นเรื่องเก่า คบไปก็จะมีแต่ต้องตอบคำถามไปให้ได้เรื่อย ๆ แล้วก็ต้องตอบคำถามในสิ่งที่เป็นอดีตไปเรื่อย ๆ มันจะทำให้เราไม่ได้โฟกัสปัจจุบันนะ ถ้าเป็นพี่ พี่รู้สึกว่ามันน่าเสียใจแล้วก็เศร้านะคะ เพราะฟังดูแย่มาก แต่เดี๋ยวก็จะมีคนใหม่ค่ะ ชีวิตมันก็จะมีคนใหม่”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตั้งใจออกแบบแก้วเป็นของชำร่วยไว้ให้แขกที่มาร่วมงานแต่ง แต่ดันพบว่าแก้วถูกนำไปใช้เป็นของส่วนรวมในโรงพยาบาล!

23 ต.ค. 2026

ตั้งใจออกแบบแก้วเป็นของชำร่วยไว้ให้แขกที่มาร่วมงานแต่ง แต่ดันพบว่าแก้วถูกนำไปใช้เป็นของส่วนรวมในโรงพยาบาล!

ตั้งใจออกแบบแก้วเป็นของชำร่วยไว้ให้แขกที่มาร่วมงานแต่งแต่ดันพบว่าแก้วถูกนำไปใช้เป็นของส่วนรวมในโรงพยาบาล! ‘คุณวิว (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับของชำร่วยงานแต่งของเธอที่ไปอยู่ในโรงพยาบาล ‘คุณวิว (นามสมมุติ)' อายุ 3X ปี เล่าว่า เรื่องของเธอไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ปัญหาคือเธอไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ไปจากความคิดของเธอได้ เธอเล่าว่าปัจจุบันเธอไม่ได้อาศัยอยู่ไทย แต่เมื่อปลายปีที่แล้วคุณวิวได้กลับมาจัดงานแต่งเล็ก ๆ ริมทะเลที่ประเทศไทย เชิญเฉพาะครอบครัวและคนสนิทบ่าวสาว โดยแขกมาร่วมงานประมาณ 40 กว่าคน เป็นงานที่เธอตั้งใจจัดมาก ๆ ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ ฝั่งเจ้าบ่าวประทับใจ เพราะหลายคนยังไม่เคยมาเที่ยวไทย ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ตั้งแต่ปี 2024 ด้วยที่เธอทำงาน Full-time อยู่ต่างประเทศ และมีปัญหาเรื่องเวลาที่ไม่ตรงกัน ผนวกกับที่เธอต้องเป็นคนติดต่อประสานงานเกี่ยวกับงานแต่งเองคนเดียว เพราะสามีไม่ใช่คนไทยไม่สามารถช่วยติดต่อได้ ทำให้เธอเหนื่อยมาก แต่ยังทำเต็มที่ด้วยความรู้สึกที่อยากให้งานออกมาดีที่สุด ซึ่งงานผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนในงานมีความสุข และประทับใจ คุณวิวเสริมว่า ในงานแต่งครั้งนี้เธอพยายามคุมงบประมาณในการจัดงานแต่ง เพราะมีแพลนจะซื้อบ้านร่วมกับสามี แต่ด้วยความเป็นคนไทย คุณวิวก็อยากจัดทำของชำร่วยงานแต่งเพื่อมอบให้แขก ด้านสามีมองว่าไม่จำเป็นเพราะวัฒนธรรมประเทศของสามีไม่ซีเรียสเรื่องของขวัญให้แขก ถึงอย่างนั้นเธอก็อยากทำของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้ได้จริงมอบให้แขกเป็นของที่ระลึก เธอจึงทำสั่งทำแก้วซึ่งเธอออกแบบโลโก้บนแก้วเอง มีสัญลักษณ์ของทั้งประเทศไทยคุณวิวและประเทศของแฟน รวมถึงชื่อบ่าวสาว สกรีนไว้บนแก้ว ซึ่งแขกในงานก็ชอบของชำร่วยในงานเธอ แต่แล้ววันหนึ่งในช่วงต้นปี ลูกพี่ลูกน้องเธอได้ทักข้อความมาเล่าว่า คุณน้าของคุณวิวเข้าโรงพยาบาล จึงบังเอิญเห็นว่าแก้วจากงานแต่งคุณวิวถูกนำมาใช้เป็นของส่วนรวมในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอที่เพื่อนสนิทคุณวิวทำงานอยู่ ในตอนแรกเธอพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าเพื่อนอาจนำมาใช้ แล้วถูกนำไปวนสลับใช้ผิดและเพื่อนลืมหรือเปล่า แต่พอมานึกดี ๆ เพื่อนทำงานในตึกอื่น ไม่มีความจำเป็นต้องไปอยู่ตึกห้องพักผู้ป่วย ความกังวลในตอนนี้คือคุณวิวไม่รู้ว่าควรถามเพื่อนไหม แม้ทั้งสองจะสนิทกัน แต่ปัจจุบันแยกย้ายกันมีครอบครัว ไม่ได้พูดคุยสนิทสนมกันเท่าช่วงวัยรุ่น เธอจึงคิดวนว่าควรทำอย่างไร เธอจึงเลือกปรึกษากับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่สนิทเหมือนกัน ซึ่งเพื่อนมีความคิดเห็นไปในทางว่า หากให้ไปแล้วเขาจะนำไปทำอะไรก็เป็นสิทธิของเขา แต่คุณวิวกลับรู้สึกว่า แก้วใบนี้คือความตั้งใจและความทุ่มเทในการทำของขวัญมอบให้แขกที่มาร่วมงานพิเศษของเธอ หากไม่อยากได้ไม่ต้องรับก็ได้ ซึ่งคุณวิวย้ำว่าเธอไม่ได้โกรธเพื่อน แต่ก็มีความรู้สึกนอยด์เล็กน้อย เพราะเป็นของที่เธอตั้งใจทำให้แขก รวมถึงบนโลโก้งานแต่งมีชื่อเธอกับสามีและการถูกนำไปใช้วนในโรงพยาบาลให้ใครต่อใครเห็น ทำให้เธอรู้สึกเขิน เธอมองว่ามันไม่เหมือนกับโลโก้แบรนด์ทั่วไป โดยเรื่องราวทั้งหมดเธอยังไม่ได้ปรึกษากับสามี แต่ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังหลังจบรายการ คุณวิวอยากรู้ว่าหากเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับพุธโทรเรี่ยนจะรู้สึกอย่างไร จะถามเพื่อนเลยไหม และอยากปรึกษาดีเจทั้งสามท่านว่าหากเป็นดีเจทั้งสามเห็นว่าของชำร่วยงานแต่งที่มีชื่อตนเองและคู่สมรส ไปโผล่อยู่ในที่สาธารณะจะรู้สึกอย่างไร และเธอควรถามเพื่อนดีไหม หรือควรปล่อยเรื่องนี้ไปดี หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจอ้อม’ กล่าวว่า “ถ้าในวันที่เจอเรื่องแบบนี้แล้วพี่อายุเท่าวิว พี่ช็อก พี่ต้องบอกก่อนอายุมีผล เพราะจากที่ฟังมันคือความตั้งใจที่คุณวิวอยากให้แขกในงานประทับใจ คุณวิวมีความปรารถนาดี อยากเป็นที่จดจำว่าเป็นของที่เราทำในงานแต่ง ทั้งหมดเป็นความอยากของเรา ขนาดเราให้ยังอยากให้ของอยู่ในที่ ๆ เราอยากให้อยู่ ไม่ได้เปิดกว้างว่าของจะไปอยู่ที่ไหนคุณวิวจึงทุกข์ หากในอายุเท่านั้นพี่คงคิดเหมือนคุณวิว แต่พอวันนี้โลกก็เปลี่ยนในสายตาเรา สำหรับพี่ในวันนี้จะเลือกมองข้าม และอย่างน้อยแก้วไม่ได้แตก และไม่ได้หาย รวมถึงหากคนไข้สักคนจะได้มีแก้วไว้ทานยา ได้เห็นลายแก้วเขาคงไม่รู้ว่าสองคนบนแก้วเป็นใคร ตัวเลขบนแก้วคืออะไร สำหรับพี่วันนี้มองที่ประโยชน์ จะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำในงานแต่งได้เป็นภาชนะให้คนป่วยใช้ประโยชน์ โรงพยาบาลอาจขาดแคลน เป็นพี่อาจโทรไปถามว่าโรงพยาบาลขาดแคลนอะไรหรือเปล่า อาจส่งแก้วไปช่วยเหลือเพิ่มก็ได้” ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “คิดคล้ายพี่อ้อมว่า อายุมีผลในการปลงหลาย ๆ เรื่องในชีวิต พออายุเข้าเลข 4 ยิ่งตัดการคิดเรื่องเล็กน้อยออกไปเรื่อย ๆ ยิ่งช่างมัน ยิ่งไม่สนใจเรื่องที่คิดแล้วไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้มันคือความคาดหวังของเราว่าเขาจะนำมันไปใช้อย่างให้ความสำคัญกับมัน เหมือนกันกับที่เราตั้งใจ ให้ความสำคัญในการสร้างมันขึ้นมา แต่หากเรามองย้อนกลับไปในความตั้งใจที่วิวบอกว่าอยากให้เขาได้ใช้จริง นั่นก็บรรลุเป้าหมายของวิว เพราะเขาได้ใช้ไม่ว่าจะใช้ในรูปแบบไหน ไม่ว่าจะถูกใช้อย่างไรถึงถูกวนมาถึงมือคนไข้ แต่ก็ได้ใช้ และหากเราจะมองในแง่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ การที่คนป่วยได้ใช้มองว่าเป็นบุญให้คนได้ทานยา ให้คนได้รักษาตัว หากวิวเขินกับการที่มีชื่ออยู่ แท้จริงแล้วไม่ว่าเขาจะนำไปใช้ที่ไหนก็มีชื่อเราอยู่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เราคาใจคือความคาดหวังว่าจะให้แก้วได้อยู่ในที่ ๆ เราจินตนาการให้สมกับความตั้งใจของเรา แต่พอดีมันหักมุมมาอยู่ในมือคนไข้ พี่จึงตั้งคำถามว่าแก้วนี้ถูกวนมาอยู่ในมือคนไข้ได้อย่างไร แก้วถูกทำความสะอาดอย่างดีพอที่จะให้คนไข้ใช้ไหม มันไม่เข้าใจในจุดนี้ แต่นอกเหนือจากนั้น เราให้ไปแล้วสำหรับพี่ไม่ว่าเขาจะนำไปใช้อย่างไร หรือเขาจะไม่ใช้ หรือแม้จะนำไปทิ้ง ก็ล้วนเป็นสิทธิของเขา ความตั้งใจเราจบลงในวันที่เราทำมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว” ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “ถ้าเพื่อนคนนั้นสนิทกับพี่มาก พี่จะพูดกับเพื่อนว่าเขินว่ามีชื่อตัวเองและสามีบนแก้ว แต่เป็นการเขินในแง่บวก จะไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้ เพราะความตั้งใจเราสิ้นสุดตั้งแต่มอบให้เขาแล้ว จากนั้นเขาจะนำไปใช้อย่างไรวิวต้องไม่เอาตนเองไปอยู่กับแก้วนั้นแล้วสำหรับพี่ ของเมื่อให้ไปแล้วจะถูกนำไปทำอะไรเป็นสิทธิของผู้รับ แต่อย่างน้อยแก้วนี้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ แม้จะงงเหมือนกันว่าทำไมแก้วส่วนตัวถูกนำไปให้คนไข้ใช้ อย่างน้อยคนไข้ก็ได้มีแก้วไว้ทานยา พี่ว่าเป็นพี่จะแฮปปี้แล้ว” คุณวิวกล่าวทิ้งท้ายว่า เธอรู้สึกดี และมองโลกกว้างขึ้นหลังจากฟังคำแนะนำของดีเจทั้งสามท่านเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จับได้ว่าภรรยาที่คบมาหลายสิบปีแอบนอกใจ จนผมต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา แต่จู่ ๆ ภรรยาก็ขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วย ผมควรปลดบล็อกดีมั้ยครับ?

18 ต.ค. 2026

จับได้ว่าภรรยาที่คบมาหลายสิบปีแอบนอกใจ จนผมต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา แต่จู่ ๆ ภรรยาก็ขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วย ผมควรปลดบล็อกดีมั้ยครับ?

จับได้ว่าภรรยาที่คบมาหลายสิบปีแอบนอกใจจนผมต้องเป็นฝ่ายถอยออกมาแต่จู่ ๆ ภรรยาก็ขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วยผมควรปลดบล็อกดีมั้ยครับ? ‘คุณลุง’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นจับได้ว่าภรรยานอกใจแอบไปมีคนอื่น จนสุดท้ายก็ตัดสินใจแยกทางออกมา แต่ภรรยากลับขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วย ‘คุณลุง’ อายุ 42 ปี ได้เล่าว่าคบกับภรรยามานานถึง 13 ปี และมีลูกชายวัย 8 ขวบด้วยกัน 1 คน ช่วงหลังมานี้สังเกตเห็นว่าภรรยามีพฤติกรรมแปลก ๆ ที่จะชอบเดินออกไปคุยโทรศัพท์ไกล ๆ โดยมีข้ออ้างตลอดว่าคุยงาน ซึ่งในตอนแรกคุณลุงก็พยายามเข้าใจว่างานที่ภรรยาทำเป็นงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้า อาจจะอยากใช้บรรยากาศในการพูดคุย แต่ทุกครั้งที่มีสายโทรเข้ามาจะเป็นการโทรผ่าน Instagram ไม่ใช่เบอร์โดยตรง ซึ่งตรงนี้ทำให้คุณลุงเริ่มเอะใจแต่ก็ปล่อยผ่านไป จนกระทั่งวันหนึ่งมีสายเรียกเข้าผ่านบลูทูทในรถ ชื่อที่โทรเข้ามาคือชื่อผู้ชายโชว์อยู่บนหน้าจอ ทำให้ภรรยาลุกลี้ลุกลนรีบกดตัดสายทิ้งในทันที ถึงแม้ในตอนนั้นคุณลุงอยากจะถามในทันที แต่เพราะมีลูกนั่งมาด้วยจึงยังไม่อยากถามอะไร หลังจากนั้นคุณลุงจึงตัดสินใจแอบนำ GPS ไปติดที่รถของภรรยาและตามไปจับได้คาหนังคาเขาว่าภรรยาเดินกอดเอวมากับผู้ชายคนอื่น คุณลุงเสียใจมากจนกลับมาร้องไห้กับลูก และบอกคุณพ่อของภรรยาว่าภรรยามีคนอื่น แต่ต่อมาคุณลุงก็เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล ในระหว่างนั้นภรรยาก็ไม่ค่อยได้มาดูแล แต่ในวันที่ภรรยาเข้ามาเยี่ยม เขาก็บังเอิญไปเจอยาคุมฉุกเฉิน คุณลุงก็ทำได้แค่แอบไปยืนร้องไห้ในห้องน้ำ หลังจากนั้นก็ยังจับได้อีกว่าภรรยาแอบไปหาผู้ชายคนอื่นแต่เธอก็ไม่ยอมรับและอ้างว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเมื่อคุณลุงตัดสินใจติดกล้องวงจรปิดที่บ้าน และได้เห็นว่าภรรยากำลังคุยกับผู้ชายคนที่ 3 และคุยกันว่าให้เลิกกับคุณลุงเพื่อคบกัน ซึ่งภรรยาก็ตอบกลับไปว่า ‘ได้ เดี๋ยวเราจะทำ’ ทำให้คุณลุงรีบโทรหาภรรยาในทันทีแล้วบอกว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ภรรยากลับตอบกลับมาว่า ‘งั้นขออนุญาตบล็อกนะ’ จากนั้นก็กดตัดสายในทันทีและบล็อกคุณลุงทุกช่องทาง คุณลุงจึงตัดสินใจเก็บของออกจากบ้านและย้ายออกมาอยู่คอนโดเพียงลำพัง เรื่องราวทั้งหมดผ่านไปเกือบ 1 ปี คุณลุงต้องพบจิตแพทย์เพื่อรักษาสภาพจิตใจเพราะยังลืมไม่ได้ แต่ล่าสุดภรรยาเริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน และเอาลูกไปฝากคนอื่น ๆ เลี้ยง เธอได้ทักข้อความผ่าน TikTok ของลูกชายมาขอให้คุณลุงปลดบล็อกเพื่อกลับมาคุยกันใหม่ ทำให้คุณลุงสับสนและอยากปรึกษาว่าควรจะปลดบล็อกเพื่อกลับไปคุยกับภรรยาดีหรือไม่ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ว่า “สำหรับเติ้ลแล้วจะไม่มีทางกลับไป และขอเจ็บแค่ครั้งนี้พอ แต่พอประเมินจากที่คุณลุงเล่าว่ายังต้องพบคุณหมอและยังลืมเขาไม่ได้ แสดงว่าคุณลุงยังแข็งแรงไม่พอที่จะเผชิญหน้าคุยกับเขาอย่างมีสติ กลัวว่าถ้าปลดบล็อกไปแล้วคุณลุงจะใจอ่อนและต้องกลับไปเจ็บแบบเดิมอีก ดังนั้นตอนนี้แนะนำว่าอย่าเพิ่งกลับไปเลย โฟกัสที่ตัวเองและลูกไปก่อน รอให้ตัวคุณลุงแข็งแรงและโอเคขึ้นกว่านี้จริง ๆ แล้วค่อยกลับไปคุยตกลงกันในฐานะแค่พ่อกับแม่ของลูกก็พอ ไม่ใช่ในฐานะสามีและภรรยาอีกต่อไป” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า “หอมขอพูดตรง ๆ ในฐานะผู้หญิงด้วยกันเลยนะว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นภรรยาใคร เพราะเขาไม่ได้นอกใจแค่คนเดียว แต่การที่พกยาคุมฉุกเฉินและเปลี่ยนผู้ชายถึง 3 คนในระยะเวลาแค่นี้ แปลว่าเขาไม่มีการยับยั้งชั่งใจเลย แถมในฐานะแม่ก็ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเหมือนกัน แถมยังจะเอาลูกไปฝากคนอื่นเลี้ยงอีก ดังนั้นถ้าคุณลุงรักลูก ก็อย่าเอาคนแบบนี้กลับมาเลย สิ่งที่คุณลุงควรทำคือไปพบนักจิตบำบัดเพื่อเลิกคิดวน หาความสุขให้ตัวเอง เพราะถ้าตัวคุณลุงเองที่เป็นพ่อยังไม่มีความสุข แล้วลูกก็จะไม่มีความสุขตามเช่นกัน ถ้าไม่อยากคุยเองก็ให้สื่อสารผ่านคนกลางเพื่อจัดการเรื่องความรับผิดชอบในการดูแลลูกให้ชัดเจน แต่ไม่ต้องเอาเขากลับเข้ามาในชีวิตอีก เป็นกำลังใจให้คุณลุงเดินออกมาให้ได้นะคะ” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ก่อนอื่นต้องเริ่มจากยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าภรรยาไม่ได้เป็นคนดี และเลิกตั้งคำถามที่ว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เพราะมันไม่มีประโยชน์มีแต่จะทำลายตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือคุณลุงต้องเลิกใช้ลูกวัย 8 ขวบเป็นสื่อกลางในการติดต่อ เพราะมันเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก พ่อแม่ที่ดีควรจัดการเรื่องนี้กันเองแบบผู้ใหญ่ ลุงต้องเข้มแข็ง พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช่คนอ่อนแอคนเดิม แบ่งสิทธิ์การดูแลลูกให้เด็ดขาด และถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ ก็ให้ไปขึ้นศาลเพื่อประโยชน์ของลูกต่อไป”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อย ล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเรา เรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ

16 ต.ค. 2026

พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อย ล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเรา เรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ

พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อยล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเราเรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ ‘คุณตุ๊กตุ๊ก’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่พ่อแอบไปจีบผู้หญิงอายุเท่าลูก ‘คุณตุ๊กตุ๊ก’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เล่าว่า คุณพ่อของเธออายุประมาณ 50 ปี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาตั้งแต่เด็ก คุณตุ๊กตุ๊กจึงได้เห็นคุณพ่อนอกใจคุณแม่อยู่หลายต่อหลายครั้ง โดยที่คุณแม่ก็ได้เข้ามาปรึกษาหรือบางครั้งก็เป็นตัวเธอเองที่บังเอิญไปเห็นเหตุการณ์พ่อกับแม่ทะเลาะกัน แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ทราบว่าเธอรู้เรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ทำจึงทำให้เธอรู้สึกชินชากับสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ระยะหนึ่ง แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอได้รู้ว่าคุณพ่อทักไปจีบพนักงานผู้หญิงคนหนึ่งในบริษัทของครอบครัว ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ คุณแม่ที่รับรู้เรื่องนี้ก็ได้เอามาบอกเธอ ที่ผ่านมาเธอเคยเห็นพ่อนอกใจไปจีบผู้หญิงที่มีอายุไล่เลี่ยกับพ่อแม่ แต่ครั้งนี้กลับเป็นผู้หญิงที่อายุรุ่นลูก จึงทำให้เธอรู้สึกผิดหวังและใจสลายมาก เพียงแค่คิดว่าจะต้องกลับไปเจอหน้าพ่อที่บ้าน เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะยังสามารถมองเขาได้เหมือนเดิมอยู่หรือไม่ โดยปกติแล้วคุณตุ๊กตุ๊กสนิทกับพ่อมากและมองว่าเขาเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเธอ ซึ่งในบทบาทของการเป็นพ่อ เธอรู้สึกว่าเขาเป็นพ่อที่ดีและเป็นคนที่เธอรักมาก เธอจึงไม่รู้ว่าจะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร อีกทั้งคุณตุ๊กตุ๊กยังสงสัยว่าพฤติกรรมการนอกใจไปจีบผู้หญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจหรือเปล่าและไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้สามารถมองเขากลับมาเป็นพ่อคนเดิมของเธอได้อีกครั้ง เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า ‘ขั้นแรกก็ต้องยอมรับความจริงก่อน ยอมรับว่าเขามีนิสัยที่เราไม่ชอบ ข้อสองคือค่อย ๆ คิดว่าโลกทั้งใบต้องเป็นตุ๊กตุ๊กเองแล้ว เพราะว่าในเมื่อยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เราก็จะเป็นคนที่ควบคุมโลกของเราเอง ทั้งด้วยอายุและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พอเรียนจบหางานทำหรือแม้กระทั่งวันที่ตุ๊กตุ๊กเริ่มสร้างครอบครัวของตัวเอง ความคิดที่ว่าโลกทั้งใบเราเป็นของใคร มันก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ ระหว่างนี้ก็ค่อย ๆ ยอมรับว่าพ่อมีข้อเสียด้านนี้ และค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดว่าโลกทั้งใบควรจะเป็นของเราเองแล้ว มันจะได้ไม่ต้องผิดหวังกับใครอีก แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรามองย้อนไป ตุ๊กตุ๊กก็น่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าพ่อเขามีข้อเสียด้านนี้ แต่เราแค่หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปพ่อเขาอาจจะคิดได้ เขาอาจจะไม่ทำและเปลี่ยนนิสัย แต่เราก็ลืมคิดไปว่าบางทีเขาอาจจะทำไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นคนแบบนี้ แล้วเรายอมรับได้แค่ไหน เราอยากคุยเรื่องนี้กับเขาไหม หรือทำไมไม่ลองปรึกษาคุณแม่ก่อนเพราะอย่างน้อยเราก็จับมือกัน แม่ก็มีสิ่งที่แม่ไม่สบายใจเกี่ยวกับพ่อ ตุ๊กตุ๊กเองก็มีมุมไม่สบายใจเหมือนกัน ปรึกษากันก่อนว่าอยากคุยไหม คุยแล้วได้อะไรกลับมาไหม พ่อเขาจะเปลี่ยนไหมหรือคุยแล้วความอัดอั้นตันใจของเราจะหายไป ถ้าคิดว่ามันน่าจะมีผลอะไรบ้างที่เราอยากลุ้นดู ก็ลองคุยและในเมื่อเขายังมีมุมที่ดี ก็ได้แต่หวังว่า ถ้าเขารู้ว่าลูกสาวที่มองเขาเป็นโลกทั้งใบรู้สึกผิดหวังในตัวเขา มันจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็อย่าคาดหวัง บางทีคนที่เขามีพื้นฐานเจ้าชู้ มันก็จะยังไหลเวียนอยู่ในเลือดเขานั่นแหละ อยู่ที่ว่าเขาจะพ่ายแพ้เสียงในหัวเมื่อไหร่ แต่ถ้าเขาควบคุมทุกอย่างได้ ก็เป็นโชคดีของคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นปรึกษากับคุณแม่เยอะ ๆ อย่างน้อยเราก็ต้องดูแลกันและกันในวันที่เราผิดหวังกันทั้งคู่" ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "อย่างแรกเลยความคิดของตุ๊กตุ๊กที่ว่าหนูอยากได้พ่อคนเดิมของหนูกลับมา ฟังจากเรื่องเขาก็ไม่ใช่พ่อคนเดิมของหนูตั้งแต่หนูรู้ว่าเขาเจ้าชู้ไปมีคนอื่น แต่ว่าครั้งนี้กลายเป็นว่าเขาไปชอบเด็ก ซึ่งเท่าที่ฟัง พี่รู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นโรคจิตอะไรหรอก ถ้าโรคจิตในที่นี้คือผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กแล้วขาดความยับยั้งชั่งใจ พี่ว่าของพ่อเรามันเป็นตาแก่หัวงูมากกว่า มันเป็นนิสัยแบบนี้ของเขานี่แหละ พอวันนี้มันมาเจอเหตุการณ์แบบนี้พี่เข้าใจว่าคุณตุ๊กตุ๊กก็อาจจะรู้สึกว่า นี่มันรุ่นเดียวกับหนูหนิ ทำไมพ่อถึงไปชอบคนที่อายุเท่าเรา พี่รู้สึกว่าตุ๊กตุ๊กอาจจะต้องตัดและแยกแยะว่าเจ้าชู้ที่เขาทำ เขาทำกับแม่ แต่ตราบใดก็ตามที่เขายังเลี้ยงดูตุ๊กตุ๊กอย่างดี ยังเป็นพ่อที่ตุ๊กตุ๊กยังคงเชื่อใจได้ว่าเขาจะไม่ทำร้ายหนู ก็ต้องมองว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดในฐานะสามีและก็อาจจะผิดในฐานะพ่อที่แสนดี แต่ในหน้าที่หลักของเขา เขาก็ยังดูแลตุ๊กตุ๊กอยู่ มันก็อาจจะช่วยให้ตุ๊กตุ๊กไปต่อได้ เขาเป็นสามีที่ไม่ดีของแม่แต่เขายังเป็นพ่อที่ดีของตุ๊กตุ๊ก ยอมมองข้ามไปแต่ในกรณีที่มันไม่ไหวจริง ๆ สำหรับพี่ก็คือต้องคุยกับคุณแม่ก่อนเพราะเขาคือคนที่ประสบปัญหาที่สุด แล้วถ้าตุ๊กตุ๊กไม่ไหวจริง ๆ กับเรื่องที่เขาชอบเด็ก ก็อาจจะบอกไปว่าต่อให้พ่อจะมีใคร แต่ขอร้องได้ไหมอย่าไปชอบเด็กรุ่นเดียวกับเราเลย พี่ว่าเราอายุ 20 ปีแล้ว เราโตพอที่จะคุยได้แล้วเพราะเราเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เราก็สามารถบอกสิ่งที่เรารู้สึกได้" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า "ถ้าจะพูดกับพ่อ ทั้งหมดก็ต้องปรึกษาแม่ เพราะมันเป็นปัญหาของคุณแม่และก็ไปสืบมาว่ามันเป็นปัญหาของคุณแม่จริง ๆ ไหมหรือคุณแม่เขาแค่มาบ่น แม่อยากจะเดินออกจากจุดนี้ไหม สื่อสารกับคุณแม่ สิ่งหนึ่งที่ต้องย้ำบอกให้แม่ตระหนักคือแม่ได้ผู้ชายเจ้าชู้มาเป็นแฟน แปลว่าแม่ก็รับรู้มาตลอด ถ้าแม่รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ทางออกก็มีแค่การเลิกกันเท่านั้นเพราะว่าเท่าที่ฟังมา พี่ว่าพ่อไม่มีทางเปลี่ยนและพี่ก็ไม่ได้มองว่าการชอบเด็กอายุ 20 ปีจะเป็นอาการทางจิตหรือโรคจิต ส่วนเรื่องที่เขามีคนอื่น สิ่งนั้นคือเขาบกพร่องในหน้าที่สามีแต่เขาไม่ได้บกพร่องหน้าที่พ่อ ดูแลความรู้สึกคุณแม่ก็พอ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

  • …
album
♪efm
-

-