พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

11 มิ.ย. 2026

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อแต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วยซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา ‘คุณนานะ’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่เข้ามาทำงาน แต่งานที่ต้องทำไม่ตรงกับ job description ‘คุณนานะ’ อายุ 27 ปี เล่าว่าได้เข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในช่วงที่สัมภาษณ์ก่อนที่จะตกลงเข้าทำงานก็ได้คุยหน้าที่การทำงานกันเรียบร้อย ซึ่งภาระหน้าที่งานก็ตรงกับตำแหน่งที่ได้ทำ แต่พอเริ่มทำงานได้สักพัก ก็เริ่มมีงานวานให้ช่วยทำ ในตอนแรกคุณนานะก็สามารถช่วยทำได้เพราะเป็นงานที่รองมาจากงานหลัก จนกระทั่งอายุงานครบ 1 ปี จากงานรองก็กลายเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องทำประจำ ซึ่งตลอดที่ช่วยทำงานนี้ก็มีปัญหาอยู่ตลอด แต่งานหลักไม่เคยมีปัญหาเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นปัญหาในการทำงานของเธอมาก คนที่มอบหมายงานให้คุณนานะคือผู้บริหารโดยตรง เพราะเธอขึ้นตรงกับฝ่ายบริหาร แต่ก่อนหน้าที่เธอจะได้รับมอบหมายงานนี้มาก็มีพี่ที่ทำงานนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกโยนมาให้คุณนานะทำแทน ตลอดระยะเวลาที่ทำงานหนัก คุณนานะก็จะกังวลเกี่ยวกับงานรองด้วย ซึ่งงานหลักและงานรองก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน งานหลักของคุณนานะคือจัดซื้อ และงานรองคืองานคุมคนทำความสะอาด แต่เนื่องจากคุณนานะอายุน้อยที่สุด จะไปสั่งให้คนทำอะไรก็ไม่มีใครฟังเพราะเขาโตกว่ากันหมด ถ้าทำงานคุมคนได้ไม่ดีก็ถูกหัวหน้าตำหนิด้วย คุณนานะเสริมอีกว่า ได้แจ้ง HR เรื่องปัญหางานไม่ตรงกับตำแหน่งไปแล้ว แต่เขาก็ช่วยคุยอะไรไม่ได้ เพราะคนที่มอบหมายมาก็คือผู้บริหาร คุณนานะกล่าวว่าบริษัทที่ทำอยู่คือบริษัทเล็ก ๆ อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว งานหลักจึงทำเยอะมาก ดูแลหลายสาขา ในบางครั้งงานรองก็มาแทรกในตอนที่กำลังเครียดกับงานหลัก คุณนานะเคยพยายามพูดกับเจ้านายเรื่องนี้แล้ว เพราะหัวหน้าบอกว่าถ้ามีปัญหามาปรึกษาได้ตลอด แต่พอจะคุยเรื่องนี้เขาก็จะตอบกลับมาว่า 'ทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะ' นั่นทำให้รู้สึกว่าเขาไม่รับฟังเรื่องที่คุณนานะอยากจะปรึกษาจริง ๆ ส่วนตัวคุณนานะจะลาออกจากงานก็ไม่กล้าเพราะปัจจุบันหางานยาก คุณนานะจึงอยากปรึกษาเหล่าดีเจว่า ถ้าจะคุยกับผู้บริหารอีกครั้งเพื่อที่จะปฏิเสธไม่ทำงานรองนี้ จะใช้วิธีและพูดกับเขาอย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็นพี่จะรีบเข้าไปคุยกับผู้บริหารเลย จะค่อย ๆ บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น ความอึดอัดของตัวเราเอง เราเข้ามาที่นี่เพื่อทำงานตำแหน่งไหน ซึ่งตอนนี้ถ้าให้พูดตรง ๆ ด้วยความเคารพก็ตอนนี้ค่อนข้างที่จะไม่โอเค ภาพรวมก็จะพูดอ้อม ๆ ให้เขารู้ว่าเราไม่โอเคที่ต้องมาทำงานอื่นที่ไม่ตรงตำแหน่ง” และยังเสริมทิ้งท้ายว่า "ถ้าจะเข้าไปพูดก็ควรหางานใหม่รอไปพลาง ๆ ด้วย ไม่สนับสนุนให้ออกจากงานตอนที่ยังไม่มีงานรองรับ ถ้าโอเคแล้วว่าปัญหาแก้ไม่ได้และจะลาออกก็ค่อยย้ายออก หรือถ้าหากผู้บริหารให้เงินเดือนเพิ่มและทำให้เติบโตในสายงานได้ก็พร้อมที่จะเรียนรู้" ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “เริ่มด้วยการขอบคุณที่มองเห็นความสามารถที่จะคุมคนได้ แต่อยากปรึกษาว่างานหลักที่ทำอยู่มันต้องใช้เวลาในการทำมากกว่านี้ ยินดีที่จะช่วยคุมคนแต่ต้องเป็นช่วงเวลาที่ทำงานหลักเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่อยากให้งานที่ไม่ใช่หน้าที่หลักมาแย่งเวลาในการทำงานตามหน้าที่หลัก” โดยคุณนานะก็เสริมเพิ่มว่าเคยทำงานหลักให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปจัดการงานรองแล้ว บางครั้งผู้บริหารเขาก็ปล่อยผ่าน แต่บางครั้งเขาก็จะมาสอบถามบ้าง ‘ดีเจเติ้ล’ จึงบอกว่า "ให้การพูดครั้งนี้เป็นการขอให้เขาเข้าใจ ถ้าหากสุดท้ายยอมให้เราไม่ได้ก็ออกแล้วไปหางานใหม่ที่ดีกว่าไปเลย" ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “ดูสถานการณ์ก่อน รอเขามาบ่นอีกรอบแล้วค่อยพูดกับเขาว่าอยากปรึกษาเรื่องนี้ ว่าการที่เขามอบหมายงานเพิ่มให้ทำจนมันกระทบการงานหลัก งานที่มอบหมายเพิ่มก็ไม่ใช่เนื้องานที่เราถนัด มันก็ช้าลง และทำให้ทั้งงานหลักและงานรองไม่ดี ขอทำแค่งานหลักงานเดียวได้มั้ย แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่ได้ เราก็บอกไปแค่ว่ามันทำได้แต่จะทำได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเขายังจะเอาเปรียบเราอีกสุดท้ายก็ออกเถอะ” แต่สุดท้ายก็เน้นย้ำเพิ่มเติมจากดีเจคนอื่น ๆ คือ "ให้หางานใหม่ให้ได้ก่อนค่อยเข้าไปคุยหรือลาออก"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

05 มิ.ย. 2026

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอดเราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้างทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ? ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันที่ (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก — ดีเจเติ้ล — ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอรู้สึกหนักใจทุกครั้งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนสาว เพราะเพื่อนสาวมักจะพาแฟนมาด้วยเสมอ ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ อายุ 30 ปี’ โทรมาปรึกษาเรื่องของเพื่อนสนิทที่เพิ่งมีแฟน ทุกครั้งที่นัดสังสรรค์กัน เพื่อนก็จะพาแฟนมาตลอด ช่วงแรกเพื่อนกำลังตื่นเต้นกับความรัก และคุณถุงเงินเองก็อยากจะรู้จักแฟนเพื่อนจึงไม่ได้ปฏิเสธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนยังคงพาแฟนมาด้วยตลอด โดยจะบอกแค่ว่า “วันนี้จะพาแฟนมาด้วยนะ” ไม่ได้ถามความสมัครใจคุณถุงเงิน และไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธ คุณถุงเงินคิดถึงวันที่ได้นั่งคุยตามประสาเพื่อนสาว นั่งคุยกันสองคน แต่เมื่อเพื่อนพาแฟนมาทุกครั้งก็ไม่อยากจะพูดคุยเรื่องเหล่านั้น จึงไม่ได้มี Girls Talk กันมาหลายเดือนแล้ว โดยปกติคุณถุงเงินจะอยู่ 2 คนกับเพื่อนสาวคนนี้ เมื่อเพื่อนมีแฟนก็กลายเป็นต้องไปด้วยกัน 3 คน และคนที่เป็น Plus one ก็คือคุณถุงเงินเอง เพราะเขาเป็นแฟนกัน นั่งคุยกันไป เพื่อนก็จู๋จี๋กันแฟนไป เธอเล่าต่อว่า เพื่อนสาวคนนี้เคยพาแฟนไปสังสรรค์กับเพื่อน C แล้วเพื่อนสาวดันไปทะเลาะกับแฟนต่อหน้าเพื่อน C แล้วหลังจากนั้นเพื่อน C ก็ห่างเหินกับเพื่อนสาวไป คุณถุงเงินมองว่าเพื่อนอาจมีปมในจุดนี้ จึงไม่อยากสร้างปมที่สองให้เพื่อน และในตอนนี้มันเริ่มเป็นปัญหาเพราะไม่ใช่เพียงเพื่อนคนนี้ แต่เพื่อนคนอื่นก็พกแฟนไปสังสรรค์ด้วยทุกครั้งเช่นกัน คุณถุงเงินกลายเป็นคนที่สามตลอด จึงตั้งคำถามว่า “มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปด้วยทุกครั้งไหมคะ” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามก็ได้เริ่มให้คำแนะนำ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ ตอบว่า “เมื่อเพื่อนมีแฟน มันจะเกิดขึ้นไม่กี่อย่างหรอก หนึ่ง เพื่อนจะหายไป สอง เพื่อนจะมาพร้อมแฟน มีแค่นี้ เราต้องเลือกว่าจะเฟดจากกันไปให้เพื่อนไปมีความสุขกับชีวิตรัก หากซมซานก็กลับมา หรือ เราต้องยอมเป็น Plus one” และพูดเสริมอีกว่า “บรรยากาศเมาท์มอยเพื่อนสาวมันไม่มีตลอดไปหรอก จะช้าจะเร็วก็ต้องจากกัน แต่วันนี้เพื่อนก็ยังไม่อยากจากกันจึงลากเราไปกับแฟน ดังนั้นต้องเลือกระหว่างเป็น Plus one กับ ห่างกัน” ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “หากสนิทกันคุยกันได้ว่าเราต้องการ Girls Talk ถ้าแฟนเพื่อนมาด้วยคุยไม่ถนัด และมันเป็นสัจธรรมเมื่อมีแฟนยังไงแฟนเขาก็สำคัญกว่าเรา ต้องทำใจ เพื่อนจะกลับมาต้องการ Girls Night ก็เมื่อลูกโต เราต้องเข้าใจว่าเพื่อนมีแฟน มันจะไม่มีวันเหมือนเดิม เราจะไปโกรธเขาไม่ได้ ทำได้แค่พูดคุยกันว่าวันไหนเราต้องการไปกันสองคน” สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ เล่าว่า “พี่อยู่ในทั้งสองสถานะเลย หากมีแฟนจะพาแฟนไปทุกที แต่หากเพื่อนมีแฟนก็จะคุยกันว่าต้องการ Girls Talk ไม่ต้องพาแฟนมา ดังนั้นสำหรับพี่ต้นหอมให้พูดกับเพื่อนตรง ๆ และให้เขาเป็นคนเลือกวันที่เราจะไปด้วยกันสองคน วัดใจกันไปเลยว่าเขาจะหาคิวให้เราไหม ถ้าไม่เคยหาได้โดยนัยคือเขาตอบแล้วว่า ’ไม่มีวันห่างแฟนได้’ และเพื่อนคนนี้อาจไม่ใช่ ให้หาเพื่อนใหม่ที่พร้อมเข้าใจ และไปไหนมาไหนกับเราได้”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเผลอตดตอนไปนวด อายพนักงานมากเลยค่ะ ไม่กล้ากลับไปร้านนี้แล้ว มันเป็นเรื่องปกติมั้ยคะ? แล้วทำยังไงต่อจากนี้ดีคะ?

05 มิ.ย. 2026

หนูเผลอตดตอนไปนวด อายพนักงานมากเลยค่ะ ไม่กล้ากลับไปร้านนี้แล้ว มันเป็นเรื่องปกติมั้ยคะ? แล้วทำยังไงต่อจากนี้ดีคะ?

หนูเผลอตดตอนไปนวด อายพนักงานมากเลยค่ะไม่กล้ากลับไปร้านนี้แล้วมันเป็นเรื่องปกติมั้ยคะ?แล้วทำยังไงต่อจากนี้ดีคะ? ‘คุณเป๋าตังค์’ (นามสมมติ) สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่เผลอตดตอนไปนวด จนรู้สึกอายพนักงานมาก ‘คุณเป๋าตังค์’ อายุ 33 ปีได้เล่าว่า ปกติเป็นคนที่ชอบไปนวดมาก เป็นการนวดแผนไทยธรรมดา อาทิตย์ละ 2 ครั้ง และจะไปกับแฟนตลอด แต่ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเป๋าตังค์ไม่กล้ากลับไปนวดที่ร้าน เพราะในขณะที่เธอนวดก็กำลังเคลิ้มหลับ แล้วพนักงานนวดลงหลัง จนเผลอตดออกไป เธอบกว่าตดดังมาก ตดแบบเนื้อสั่น นั่นทำให้เธอสะดุ้งตื่นจนไม่กล้าหลับต่อ คุณเป๋าตังค์เองก็ไม่แน่ใจว่ามีกลิ่นหรือไม่ พอนวดเสร็จ เธอก็ให้ทิปกับพนักงาน 40 บาท แล้วหลังจากนี้ก็ไม่กล้าไปร้านนั้นอีก เธอจึงอยากปรึกษาว่าการที่เผลอตดตอนไปนวดมันเป็นเรื่องปกติหรือไม่ และควรทำอย่างไรต่อจากนี้ดี โดยคำแนะนำจากดีเจทั้ง 3 เป็นไปในทางเดียวกันว่า “พนักงานมองว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ม่านข้าง ๆ อาจจะขำ แต่พนักงานเขาเจอจนชิน” ‘ดีเจเผือก’ บอกว่ายังไม่เคยเป็น และ ‘ดีเจเติ้ล’ บอกว่าเคยเคลิ้มจนกรน ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ บอกว่า "เรื่องตดอายใช่มั้ย มาที่ร้านพี่เลยดีกว่า พร้อมต้อนรับ" เรียกได้ว่าขำสั่นลั่นสตูเลยล่ะค่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

05 มิ.ย. 2026

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเองยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลยข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้างหนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ? ‘คุณสตางค์’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตัวเธอหนีมนุษย์ป้ามาทั้งชีวิต แต่เป็นยายเธอเองที่กำลังทำพฤติกรรมมนุษย์ป้า ‘คุณสตางค์’ อายุ 18 ปี เล่าว่าชีวิตของเธอมักจะย้ายบ้านบ่อย ๆ นั่นจึงทำให้เธอกับน้อง ๆ ภาวนาอยู่ตลอดว่าไม่อยากเจอป้าข้างบ้าน หรือมนุษย์ป้า แต่ยายของเธอที่อายุเข้า 70 ปีเริ่มมีพฤติกรรมมนุษย์ป้า นั่นก็คือยายชอบเล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟัง ซึ่งจะเป็นเรื่องของคนข้างบ้านและคนในซอยบ้าน โดยปกติแล้วยายจะมีกลุ่มเพื่อนมานั่งปูเสื่อคุยกันหน้าบ้าน ในตอนแรกพวกเขาก็จะคุยกันเรื่องของคนอื่น ๆ แต่หลัง ๆ แม้แต่คนในกลุ่มเองก็ยังเอามาเล่าด้วย ซึ่งในบ้านมีสมาชิกดังนี้ ตา ยาย คุณสตางค์ น้องอีก 2 คน โดยแม่ของคุณสตางค์จะเทียวไประหว่างบ้านหลังนี้และบ้านที่กรุงเทพฯ คุณสตางค์เล่าเพิ่มเติมว่า ที่ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้ตนฟังบ่อย ๆ ก็เพราะถ้ายายไปเล่าให้ตาฟัง ตาก็จะมีความคิดเห็นแตกต่างและจบที่ทะเลาะกับยายทุกที นั่นก็เลยทำให้ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟัง บางครั้งยายก็ไปพูดคุยกับข้างบ้าน แต่พอกลับถึงบ้านก็จะเอาเรื่องของเขามานินทาให้ฟัง หรือเวลาที่ข้างบ้านเสียงดัง ยายก็จะพูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ข้างบ้านตีกันอีกละ” หรือช่วงปิดเทอม ที่เธอไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ พอคุณสตางค์กลับมาที่บ้านยายก็จะรีบมาเล่าเพิ่มว่าคนข้างบ้านเขาเป็นเมียน้อย นอกจากนี้ ถึงยายจะไม่ได้เล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟังตลอด แต่ยายกับกลุ่มเพื่อนก็มานั่งพูดเรื่องคนอื่นที่หน้าบ้านกันทุกวัน คุณสตางค์เองก็ไม่ได้ว่าอะไรยาย เธอรับฟังเสมอ แต่ถ้าวันไหนไม่อยากฟังก็จะตัดบทยายแล้วยายก็จะรู้สึกนอยด์ คุณสตางค์จึงอยากได้คำแนะนำว่า มีวิธีแบบไหนที่จะทำให้ยายลดการเล่าเรื่องคนอื่น หรือขอวิธีที่ทำให้เธอรับฟังยายให้มากขึ้นก็ได้ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงยายได้เลย เพราะยายอายุ 70 แล้ว ดังนั้นปรับที่เราจะเบากว่า หลังจากนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรับฟังเขา และคุยกับยายเท่าที่ไหว เพราะคนแก่ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเด็ก อยากให้สตางค์ใช้ชีวิตกับคุณยายในวัยนี้ให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าใจเขาและอยู่เป็นเพื่อนยาย” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “สตางค์ลองทำแบบนี้ดูมั้ย สตางค์ here ยาย แต่ไม่ต้อง listen to ยาย รับรู้แต่ไม่รับฟัง ฟังแต่ไม่ต้องทำความเข้าใจ เพราะตอนนี้เขามีแค่คุณสตางค์ ลองมองในแง่ดีว่ายายคนอื่นอายุ 70 เริ่มไม่รู้เรื่องก็เยอะแยะ แต่ยายของคุณสตางค์ยังดูสุขภาพดีอยู่เลย สาเหตุมันอาจเกิดจากที่เขาได้เล่าเรื่องก็ได้ ยิ่งเวลาตอนนี้มันนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งยายไม่อยู่แล้วคุณสตางค์จะคิดถึงเขานะ แต่ถ้าตอนไหนคุณสตางค์ต้องใช้สมาธิก็บอกกับเขาตรง ๆ ไปเลย” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนความเห็นของดีเจเติ้ลว่า “มองในแง่ดีก็ได้ว่าสิ่งที่เขาเอามาเล่าให้เราฟังมันทำให้เราระแวดระวังภัยรอบบ้านได้ นำมาเป็นข้อมูลให้ตัวเราเองที่เราอยู่แต่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่ดีเจเผือกบอกไปว่าเปลี่ยนคนแก่ไม่ได้หรอก อย่าไปเปลี่ยนเขาเลย อีกอย่างมันคือความสุขของเขา อย่างความสุขของเรามันคือการเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ของยายก็คือการเล่าเรื่องเพื่อนบ้านนี่แหละ ถือซะว่าเรากำลังให้ความสุขกับเรา ถ้าเราไปขัดเขาเดี๋ยวเขาไม่มีความสุข อย่างน้อยยายก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะมีความสุข เรื่องนี้ Generation Gap มาเยอะมาก วันนี้ยังไม่ต้องเข้าใจยายทั้งหมดหรอก แต่ตามใจเขาเท่าที่เราไหวก็พอ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

05 มิ.ย. 2026

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลานแต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยงเราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูกแต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง ‘คุณเปย์’(นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอคลอดลูกออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนช่วยเลี้ยง เรื่องนี้ทำให้ทะเลาะกับสามีจนอยากจะเลิกกัน ‘คุณเปย์’ อายุ 38 ปี เล่าว่า ตนเองเป็นคนที่มีบุตรยาก หลังจากแต่งงานกับสามีมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ทั้งคู่พยายามมีลูกมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์ก็มักจะเกิดการแท้ง ทำให้สามีเริ่มทำใจและบอกอยู่เสมอว่า หากไม่มีลูกก็คงไม่เป็นไร ต่อมาคุณเปย์ตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง และหลังจากเข้าอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เธอก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สามียังคงคิดว่าเหตุการณ์คงจะเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เด็กสามารถอยู่ในครรภ์ได้เกือบ 7 เดือน ก่อนจะคลอดก่อนกำหนด โดยคุณเปย์เล่าว่า ลูกคลอดออกมาเมื่ออายุครรภ์เพียง 27 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้เธอกังวลเป็นอย่างมากว่าเด็กจะมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่ เนื่องจากเด็กต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึง 3 เดือน เธอยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นเป็นห่วงลูกมาก ทุกครั้งที่ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลก็จะรู้สึกใจไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น แต่ปัจจุบันลูกมีอายุ 10 เดือนแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี แม้จะยังมีพัฒนาการบางด้านที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน เนื่องจากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากทั้งเธอต้องทำงานเพื่อหารายได้มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายของลูก คุณเปย์มองว่าการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สามีกลับมองว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ค่อยใส่ใจลูก และอยากให้เธอหยุดงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและดูแลลูกบ้าง ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างหนัก และเกือบจะนำไปสู่การเลิกรา ปัจจุบัน คุณเปย์จึงหาทางออกด้วยการจ้างญาติของตนเองมาช่วยเลี้ยงลูก เนื่องจากเธอเป็นผู้หารายได้หลักของบ้านทำให้ไม่มีเวลาว่าง โดยเธอทำงานเป็นพนักงานประจำในโรงงานแห่งหนึ่งมานานกว่า 9-10 ปี ส่วนสามีทำงานในตำแหน่งซัพพอร์ต ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและน้อยกว่าเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเธอกลับไม่ได้ช่วยสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรอย่างที่คาดหวังไว้ คุณเปย์เล่าว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจมีลูก เพราะแม่เคยพูดกับเธอว่า “ลองมีลูกดูสิ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร” ทำให้เธอเข้าใจว่าแม่อาจอยากมีหลาน แต่เมื่อมีลูกจริง ๆ แม่กลับไม่ได้ช่วยดูแลอย่างที่คิด และมักบ่นเรื่องภาระในการเลี้ยงเด็กอยู่เสมอ เพราะตัวแม่เองก็ยังมีหน้าที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแล ส่วนคุณพ่อก็ไม่ได้มีเวลามากนัก เนื่องจากต้องออกไปขายของ นอกจากนี้ เธอยังเคยถูกคุณหมอตักเตือนว่า ต้องเริ่มคิดให้ได้แล้วว่าหลังจากมีลูกแล้วจะวางแผนชีวิตอย่างไรต่อไป ซึ่งในตอนนั้นเธอยอมรับว่าไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่คิดว่า ลูกไม่ได้ผิดที่เกิดมา แต่เป็นตัวเธอเองที่ปรับตัวไม่ทัน และไม่ได้วางแผนชีวิตหลังมีลูกเอาไว้ตั้งแต่แรก ท้ายที่สุด คุณเปย์จึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการลดการรับงานโอทีในวันหยุด จากเดิมที่ทำทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เหลือเพียงวันเดียว และตั้งใจเก็บวันอาทิตย์ไว้เป็นวันครอบครัว เพื่อใช้เวลากับสามีและลูก อย่างไรก็ตาม เธอยังคงกังวลว่า แม้จะเริ่มปรับตัวแล้ว แต่ในอนาคตปัญหาเดิมอาจกลับมาจนกลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันอีก เธอจึงอยากทราบว่า ควรเริ่มแก้ปัญหาความสัมพันธ์จากจุดใดก่อน เพราะที่ผ่านมาเธอและสามีไม่เคยสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ จนเกือบจะต้องยุติชีวิตคู่ ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เปย์มีความคิดมาตลอดว่า พ่อแม่เปย์ต้องเป็นคนเลี้ยงลูก เพราะว่าท้องมาให้เขา ต้องช่วยเลี้ยงสิ ซึ่งไม่ใช่ คนแรกบนโลกใบนี้ที่ควรจะรักและดูแลให้เด็กคนนี้เติบโตมาคือแม่ ตอนตั้งครรภ์ควรที่จะคิดแบบนี้ก่อน สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือยอมรับว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลยกับการมีลูกครั้งนี้ การวางแผนเลี้ยงลูกคนนึงมันแสนจะยาก แต่การเลี้ยงโดยไม่มีแผนอะไรเลย แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ มันก็ยากที่จะเลี้ยงออกมาให้ได้ดี สิ่งที่สามีต้องการในตอนนี้คือ เด็กในวัยนี้ต้องการคนที่เลี้ยงดูเขา ถ้าพี่เลี้ยง เลี้ยงก็เป็นแบบนึง พ่อแม่เลี้ยงก็เป็นอีกแบบนึง พ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจเลี้ยงก็จะเป็นแบบนึง พ่อแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงก็จะโตอีกแบบนึง เปย์อยากให้เค้าโตแบบไหน เลี้ยงเค้าแบบนั้น ถ้าเปย์ไม่ได้สนใจว่าเค้าจะโตมาแบบไหน ก็ให้ใครเลี้ยงก็ได้ การมีลูกคือการเปลี่ยนความสำคัญในชีวิต ลำดับความสำคัญในชีวิตที่เคยเป็นเราจะกลายเป็นเขา นี่คือธรรมชาติของพ่อแม่ที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามันมีเงื่อนไขของความไม่พร้อม ยังไงก็ต้องสละบางอย่างในชีวิตของเราเพื่อดูแลเขา ถ้าต่อจากนี้ไม่อยากให้มีปัญหา เปย์ลองเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตให้กลายเป็นลูกก่อน ถ้าเปย์คิดว่าลูกสำคัญที่สุดในชีวิตเปย์ เปย์จะพยายามแก้ปัญหาเพื่อดูแลเขาให้ได้ เปย์จะยอมสละบางอย่างในชีวิตได้เพื่อเขา และการทำงานเป็นทีมร่วมกับสามีก็สำคัญมาก ต้องมีบาลานซ์ มันต้องผ่อนหนักผ่อนเบา คนนึงงานเยอะคนนึงช่วยดูแล ต้องทำงานเป็นทีม สามัคคี มันถึงจะรอด” ขณะที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า “สิ่งที่จะต้องปรับคือทัศนคติ พี่รู้สึกว่าเปย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกเลย สิ่งที่เปย์เลือกมาปรึกษาคือทะเลาะกับแฟน เบื่อไม่อยากทะเลาะ กลัวจะมีปัญหาอีก มันกลายเป็นว่าอยากจะตัดปัญหานี้ทิ้ง โดยการเลิกกับแฟนไปเลย แทนที่จะอยู่เป็นพ่อเป็นแม่ มันดูเหมือนเลี้ยงเด็กแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนสิ่งที่เปย์พูดมาคือนึกถึงแต่ตัวเอง แค่ไม่อยากทะเลาะกับแฟน ไม่ได้มีการโฟกัสกับลูกเลย ตอนนี้เรามีลูกแล้ว ซึ่งหนูก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่าหนูเป็นแม่” ส่วน ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวปิดท้ายสั้น ๆ ว่า “หยุดหนึ่งวันแล้วเลี้ยงลูก นับจากนี้กินยาคุมหรือว่าทำหมันไปได้เลยก็ดี มีแค่นั้น”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

29 พ.ค. 2026

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอดเพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจจะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ? ‘คุณน้ำอุ่น’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่องที่มีนิสัยต้องเขย่าตัวคนที่นอนด้วยใกล้ ๆ ตลอด เนื่องจากมีปมในวัยเด็ก ‘คุณน้ำอุ่น’ อายุ 26 ปี เล่าว่า ทุกครั้งเวลาตื่นนอน ต้องเขย่าตัวคนที่นอนข้าง ๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า สาเหตุจากนิสัยนี้มาจากเคยสูญเสียคุณตาไปตอนเด็ก เหตุการณ์คือตอนนั้นเธอนอนหลับแต่อยู่คนละมุ้งกับคุณตา ซึ่งคุณตาเสียไปตอนกลางคืน กว่าจะรู้ว่าคุณตาเสียก็เป็นตอนเช้า ทำให้หลังจากนั้นเวลาที่นอนกับใครก็มักจะเขย่าตัวเพื่อเช็กว่าคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ คุณยาย เพื่อน หรือแม้แต่แฟนก็ตาม เคยอยากลองวิธีการอื่นในการเขย่า เช่น การจับตัว หรือการจับชีพจร แต่รู้สึกว่าการเขย่าตัวตรง ๆ มันรู้สึกดีกว่าเพราะได้รู้แน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่ และไม่มีใครเลยที่มีปัญหากับการที่โดนคุณน้ำอุ่นเขย่าตัว เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคุณน้ำอุ่นได้ไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต่างประเทศกับน้องชายด้วยกันเพียงสองคน ตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็ได้ตื่นก่อนจึงเขย่าตัวน้องชายให้ตื่น เพราะจับตัวน้องชายแล้วพบว่าตัวเย็น เขย่าตัวอยู่นานมากแต่น้องชายก็ไม่ตื่น ในตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็รู้สึกใจไม่ดีมาก แต่สุดท้ายน้องชายก็ตื่น ทำให้คุณน้ำอุ่นยังมีนิสัยเขย่าตัวคนที่นอนด้วยกันอยู่เรื่อย ๆ ในตอนนี้เองคุณน้ำอุ่นก็อยู่ด้วยกันกับแฟน คุณน้ำอุ่นก็เขย่าตัวแฟนทุกเช้าที่ตื่นก่อนแฟน ซึ่งคุณน้ำอุ่นเองก็ไม่เคยบอกเรื่องอาการนี้ที่เป็นอยู่กับใคร ไม่มีใครสักคนถามว่าจะเขย่าตัวไปทำไม เพียงแค่ลืมตามามองคุณน้ำอุ่น และคุณน้ำอุ่นก็จะสบายใจถ้าเห็นว่าลืมตาแล้วก็จะปล่อยให้นอนต่อ นั่นจึงทำให้คุณน้ำอุ่นอยากได้วิธีที่ทำให้หายจากนิสัยที่ต้องเขย่าตัวคนข้าง ๆ ที่นอนด้วยกัน เรื่องของคุณน้ำอุ่นดูจะเป็นปัญหาทางจิตใจที่ต้องได้รับคำแนะนำจากคุณหมอโดยตรง ‘หมอท้อป’ จึงให้คำปรึกษาว่า “การที่กลัวการสูญเสียไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่คุณน้ำอุ่นเป็นอยู่คือบาดแผลทางใจ ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กก็เข้าใจได้เลยว่าทำไมถึงเกิด Trauma หลาย ๆ คนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ฝังใจในรูปแบบที่ต่างกันไป ซึ่งปัญหานี้ควรเข้ากระบวนการรักษาไปเลยดีกว่า รักษาต่อเนื่องก็จะช่วยได้มากกว่า ซึ่งนี่ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างได้ว่าไม่ต้องป่วยก็ไปหาหมอได้ เพราะการไม่ได้ป่วยอาจรุนแรงและรบกวนการใช้ชีวิตมากกว่าอาการป่วยบางอันอีก” และปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ ช่วยกันเสริมด้วยว่า “ถ้าการโดนปลุกมันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนรอบข้าง เราก็หาวิธีการปลุกที่เนียน ๆ กว่านี้ เช่น การจุ๊บหน้าผากให้เขารู้สึกตัวแทน”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

29 พ.ค. 2026

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกินโชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเราตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ)เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่ พ่อของแฟนเกือบจะล่วงเกิน โชคดีที่หนีออกมาได้ เรื่องผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ยังเจ็บปวดในใจ ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ) อายุ อายุ 46 ปี ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอมานานกว่า 20 ปี เรื่องราวที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดระแวงก็ไม่เคยเลือนหายไปจากชีวิตของเธอเลย เธอเล่าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่เพิ่งคบหากับแฟนและย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฝ่ายชายได้ประมาณหนึ่งปี วันหนึ่งคุณพ่อของแฟนมาเคาะประตูห้อง ก่อนจะบอกกับเธอว่าแฟนให้มารับไปหาที่ทำงาน ด้วยความที่ไว้ใจ เธอจึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไปกับเขา แต่ระหว่างทาง พ่อของแฟนกลับพาเธอเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเล่าว่าแม้อีกฝ่ายจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่พยายามฉุดกระชากและบังคับเธอให้อยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเธอร้องเสียงดังมาก สุดท้ายเธอสามารถวิ่งหนีออกมาได้ และกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือหลังจากกลับมาถึงบ้าน พ่อของแฟนกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณน้ำหอมยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเธอยังอายุน้อยมาก และด้วยบริบทเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ทำให้เธอไม่กล้าพูดความจริงเรื่องนี้กับแฟนตรง ๆ เธอจึงเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียว เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนก็จริงจังมากขึ้น ก่อนหน้านี้พ่อและแม่ของแฟนแยกทางกัน เดิมทีทุกคนอาศัยอยู่รวมกันในบ้านใหญ่กับญาติหลายคน เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มจริงจัง เธอกับแฟนจึงเริ่มวางแผนสร้างครอบครัวของตัวเอง และซื้อบ้านออกมาอยู่กันสองคน จนกลายมาเป็นบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิด คือแฟนของเธอต้องการให้พ่อมาอยู่ด้วยในบ้านหลังปัจจุบัน แม้ในใจจะไม่อยากเผชิญหน้า แต่สุดท้ายเธอก็จำใจยอม เพราะไม่อยากให้แฟนลำบากใจ อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันนั้นไม่เคยหายไปจากความทรงจำเลยแม้แต่วันเดียว คุณน้ำหอมกล่าวว่า “เขาทำกับเราแบบนั้น แต่เหมือนในความรู้สึกของเขา เขาลืมมันไปหมดแล้ว” เธอเล่าว่าตลอดเวลาที่อยู่บ้านเดียวกัน เธอมักระแวงอยู่เสมอ เวลานอนก็ต้องล็อกประตูสองชั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ปัจจุบัน พ่อของแฟนอายุมากขึ้นและเริ่มเจ็บป่วย ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่แฟนของเธอเองก็ประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นผู้พิการ แม้จะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน แต่ก็ทำให้หลายอย่างในชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ แฟนของเธอจึงมักฝากให้เธอช่วยพาพ่อไปหาหมอ หรือช่วยดูแลแทนอยู่เสมอ เธอยอมรับตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้ที่ยังดูแลพ่อของแฟนอยู่ ก็เพราะความรักที่มีต่อแฟนล้วน ๆ เพราะเธอรู้ดีว่า ตอนนี้ครอบครัวของเขาเหลือกันอยู่เพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น สิ่งที่เธออยากรู้ คือเธอควรทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง ควรทำใจอย่างไรเพื่อดูแลพ่อของแฟนต่อไป และสุดท้ายแล้วเธอควรบอกความจริงเรื่องนี้กับแฟนดีหรือไม่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ไม่บอกค่ะ เพราะว่าเรารักแฟนเรา แล้วรู้ว่าถ้าหากเราบอกเรื่องนี้ไป แฟนของเราจะเสียใจแล้วก็มองหน้าพ่อไม่ติด ไหน ๆ เราเก็บมา 26 ปีแล้ว ก็ทำเพื่อแฟน ถ้าไหวนะคะ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็บอกให้แฟนรู้ว่า เธอ เรามีความจริงเรื่องหนึ่ง แต่มันนานมาแล้ว แต่ ณ วันนี้ฉันไม่ได้อะไรนะ แค่อยากบอกให้เธอรู้ไว้ ส่วนเรื่องที่จะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่อของแฟนต่อ เห็นแล้วโกรธ เห็นแล้วเกลียด ก็ลองจ้างคนอื่นมาดูแลแทน” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ให้ความเห็นว่า “อยากให้บอกความจริง แต่เรื่องนี้ก็อยู่ที่คุณน้ำหอมจะตัดสินใจ แต่คุณน้ำหอมต้องประเมินแฟนให้ออกว่า ถ้าพูดความจริงออกไปแล้ว ไม่ใช่ว่าหัวใจวาย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ที่เขาควรต้องรู้ ส่วนคำถามว่าจะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่ออยู่ อยากจะเชียร์ให้คนอื่นมาดูแล อย่าไปฝืนตัวเอง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่มีจริง ๆ ส่วนตัวคงอยากจะพูดกับพ่อตรง ๆ ว่า ไม่ได้ลืมนะในสิ่งที่เขาทำ นี่กำลังดูแลเพื่อแฟนของหนูนะ ทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาเคยทำมันผิด และควรรู้สึกผิด” ขณะที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “จะทำยังไงให้ดูแลเขาได้ ไม่ต้องไปพยายามมาก ดูแลคนป่วยมันต้องอาศัยความพร้อมทางจิตใจของคนดูแลเหมือนกันนะ ถ้าจิตใจเราไม่พร้อม ก็ทำเท่าที่คนหนึ่งจะเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอีกคนหนึ่งได้ เพราะเราก็อดทนมาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ส่วนตัวเชียร์ว่าไม่ต้องฝืน รู้สึกยังไงก็ปฏิบัติตามนั้น ส่วนเรื่องจะบอกหรือไม่บอก ก็เหมือนกัน เก็บมาได้ตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ถ้ายังไม่มีจังหวะที่เหมาะกว่านี้ ก็อาจเก็บไว้ก่อน ไม่แน่วันหนึ่ง ถ้าพ่อเขาไม่อยู่แล้ว อาจมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าวันนี้สถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าที่ประคองกันมาได้ก็เก่งมากแล้ว แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ก็หาคนมาช่วยแบก นั่นก็คือสามี มันจะทำให้เราเบาลง” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท็อป’ ที่ได้ให้คำแนะนำในด้านของสุขภาพจิตไว้อย่างลึกซึ้งว่า “คำถามที่สำคัญที่สุด คือเราจะดูแลจิตใจตัวเองอย่างไรก่อน เพราะคนที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นบาดแผล ถึงแม้จะผ่านมา 26 ปีแล้ว หรือแม้จะผ่านไป 40 – 50 ปี มันก็ยังสามารถทำให้รู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานได้ ยิ่งเป็นคนในครอบครัว บาดแผลมันยิ่งลึก เพราะเราต้องเจอกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นความรู้สึกแย่มันเป็นเรื่องปกติมาก และสิ่งสำคัญคืออย่าโทษตัวเอง บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองผิด แต่จริง ๆ แล้วเราคือเหยื่อ เราไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว และต้องขอบคุณตัวเองที่ประคองชีวิตมาถึงตรงนี้ได้ ความรู้สึกแย่ก็คือแย่ ไม่จำเป็นต้องฝืนว่าโอเค เพราะยิ่งกดไว้ มันจะยิ่งทรมาน ถ้าชาตินี้ยังให้อภัยไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะบางครั้งการถูกบังคับให้ให้อภัย มันอาจทำให้เราเจ็บกว่าเดิม ส่วนคำถามว่าจะบอกแฟนดีไหม ก็บอกเมื่อรู้สึกว่าจำเป็นต้องบอก บอกตอนที่เราอยากบอกจริง ๆ ไม่ใช่ตอนที่ถูกคนอื่นกดดันให้บอก” รายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำหอม และไม่ว่าคุณน้ำหอมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดนี้ได้หรือไม่ แต่หวังว่าคุณน้ำหอมจะเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็นมาและเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต พวกเราจะส่งกำลังใจให้คุณน้ำหอมเสมอนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ชอบเผลออารมณ์เสียพูดจาไม่น่ารักใส่คุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า จัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรดีคะ? อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้

29 พ.ค. 2026

ชอบเผลออารมณ์เสียพูดจาไม่น่ารักใส่คุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า จัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรดีคะ? อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้

ชอบเผลออารมณ์เสียพูดจาไม่น่ารักใส่คุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าจัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรดีคะ?อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้ ‘คุณน้ำ (นามสมมุติ)’ สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตนนั้นมักเผลอพูดจาไม่ดีกับคุณแม่ที่ป่วยเป็นซึมเศร้า ‘คุณน้ำ (นามสมมุติ)’ อายุ 28 ปี ได้เล่าว่า คุณแม่เพิ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ทำให้ภาวะทางอารมณ์คุณแม่ค่อนข้างแปรปรวน คำพูดต่าง ๆ กระทบจิตใจได้ง่าย และส่วนตัวคุณน้ำเองก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ในบางครั้ง เวลาที่คุณแม่ตั้งคำถามที่จู้จี้จุกจิกก็มักเผลอใช้คำพูดที่รุนแรง จนทำให้คุณแม่รู้สึกแย่ มีการทะเลาะกันไป 2 - 3 รอบ และมีการปรับความเข้าใจกัน ด้านคุณน้ำเองก็พยายามจะทำให้ตัวเองมีอารมณ์ที่ดีขึ้นเพราะอยากอยู่กับคุณแม่อย่างมีความสุข คุณน้ำเสริมว่าหลายครั้งเมื่อต้องทำงานเยอะ ๆ เจอสังคมมาก ๆ ก็ทำให้เครียด และเผลอพูดจาไม่น่ารักกับคุณแม่อีก ล่าสุดเผลอพูดคำที่อาจไม่รุนแรงมาก แต่กระทบจิตใจจนคุณแม่เสียใจร้องไห้ โดยคำพูดไม่น่ารักเหล่านั้นพูดออกไปด้วยความไม่ตั้งใจ และไม่ใช่คำหยาบคาย แต่มักจะแสดงอาการที่บ่งบอกเหมือนกำลังรำคาญคุณแม่ คุณน้ำจึงอยากปรึกษาว่า “พยายามปรับอารมณ์ตัวเองยังไงดี ให้มีความสุขตลอด และสามารถพูดคุยกับคุณแม่โดยไม่ใช่คำที่รุนแรง อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ บอกว่า "เข้าใจคุณน้ำเพราะในตอนที่ป๊าม๊ายังอยู่ พี่ก็เคยแสดงอาการรำคาญใส่ท่านเหมือนกัน พี่เคยอ่านมาว่า คนเรามักใจร้ายกับคนที่ใกล้ชิดที่สุด เรามักเผลอแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักใส่พวกเขา เพราะรู้ว่านั่นคือเซฟโซนของเรา ไม่ตัดสินเรา และรับพฤติกรรมของเราได้ ด้วยอารมณ์บางครั้งเราก็จะพลั้งเผลอไป แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ถ้าเอยคำขอโทษก็น่าจะทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย” ถัดมาด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ บอกว่า "พี่ก็เข้าใจคุณน้ำ เมื่อสนิทกับคุณแม่ก็มีบางครั้งที่เผลออารมณ์เสียใส่ด้วยความลืมตัว พอคุณแม่เป็นโรคซึมเศร้า ท่านอาจจะรู้สึกมากกว่าคนทั่วไป แต่ว่าเราไม่ต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น ว่าจะต้องมีความสุขกับคุณแม่ตลอดเวลา มันฝืนธรรมชาติมนุษย์เกินไป เพียงแค่หากอารมณ์ไม่ดี เราหลีกเลี่ยงการพูดออกไปก่อน เงียบไปก่อน คิดไว้ว่าคุณแม่ไม่สบายอยู่ ต่อให้เคลียร์กันแล้ว แต่สิ่งที่นั้นอาจอยู่ในใจเขานาน ต้องตั้งสติ อย่าสวนเร็ว รู้อารมณ์ตัวเองให้ได้" ด้าน ‘ดีเจต้นหอม’ มี 2 วิธีแนะนำคือ หนึ่ง หาไอดอลที่เป็นคนน่ารัก และเมื่ออารมณ์เสียให้คิดว่า หากเป็นไอดอลคนนั้นที่เราชอบ เขาจะไม่พูดคำไม่น่ารักแบบนี้ และสอง คือคำว่า เมตตา สุดท้ายคำแนะนำจาก ‘หมอท็อป’ บอกว่า "การหงุดหงิดไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่ออารมณ์นี้เกิดขึ้น จะทำอย่างไรต่อนั้นคือปัญหา หมอแนะนำให้เคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะไปเจอคุณแม่ ทบทวนอารมณ์ วันนี้เราเป็นอย่างไร มีอะไรที่คาใจไหม ถ้ายังรู้สึกไม่โอเคชะลอการเข้าบ้าน เช่น นั่งในรถให้สงบสัก 5 นาทีแล้วค่อยเข้าบ้านก็ได้ อย่าลืมว่าบ้านกับที่ทำงานเป็นคนละที่กัน ถ้าเอาเรื่องงานมาปนกับที่บ้าน บ้านก็จะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์โดยใช่เหตุ เมื่อเคลียร์ตัวเองได้แล้วก็รู้ไว้เลยว่า เข้าบ้านไปจะเจอคุณแม่ มีสติตั้งแต่ตอนเข้าบ้าน เมื่อถูกจู่โจมเราจะมีโอกาสตั้งรับได้มากกว่า แต่หากวันไหนตัดการอารมณ์ไม่ไหว ให้หลีกเลี่ยงการคุย หรือบางบ้านจะมีการคุยกันล่วงหน้าว่าหากไม่โอเคจะทำสัญญาณมือ เพื่อบอกว่าอย่าเพิ่งคุยด้วย และเมื่ออารมณ์ดีขึ้นก็ชิงอัปเดตกับคุณแม่ว่าช่วงนี้เป็นอย่างไร และทำข้อตกลงกันว่าหากมีคำถามสามารถถามได้เลย แต่อย่าเกินสองรอบ บางครั้งคำพูดถึงจะไม่รุนแรง แต่ก็กระทบกระเทือนจิตใจอีกฝ่ายได้ ต้องมีสติ ทำผิดขอโทษ และอาจจะถามคุณแม่ว่าเราทำได้ดีไหม จะได้รู้ว่ามาถูกทางแล้วหรือยัง สำคัญที่สุดคือให้คุณแม่ทานยา และพบแพทย์อย่างต่อเนื่องด้วย" สุดท้ายนี้ ทางรายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำสามารถอยู่กับคุณแม่ได้อย่างมีความสุขอย่างที่ตั้งใจไว้นะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็น Introvert ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ออฟฟิศ เลิกงานแล้วก็ตรงกลับบ้าน แต่การที่เราเป็นแบบนี้ จะเป็นปัญหาในการทำงานมั้ยคะ?

24 พ.ค. 2026

หนูเป็น Introvert ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ออฟฟิศ เลิกงานแล้วก็ตรงกลับบ้าน แต่การที่เราเป็นแบบนี้ จะเป็นปัญหาในการทำงานมั้ยคะ?

หนูเป็น Introvert ไม่ค่อยได้คุยกับใครไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่ออฟฟิศเลิกงานแล้วก็ตรงกลับบ้านแต่การที่เราเป็นแบบนี้ จะเป็นปัญหาในการทำงานมั้ยคะ? ‘คุณฟาวล์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับที่ตนนั้นเป็น Introvert และต้องเผชิญกับความกังวลในการเข้าสังคมออฟฟิศ ‘คุณฟาวล์’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้เล่าว่าปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับงานเอกสารและบัญชี ส่วนตัวนั้นเป็นคนที่มีความเป็น Introvert อยู่พอสมควร ชีวิตหลังเลิกงานส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาอยู่กับคุณแม่และแฟน รวมถึงออกกำลังกายกับเพื่อนประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปัญหาที่เธอรู้สึกกังวลอยู่ในตอนนี้คือเรื่องของบรรยากาศและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เธอเล่าว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดคุยกับคนอื่นมากนัก หากไม่ใช่เรื่องงานก็แทบจะไม่มีหัวข้อหรือบทสนทนาอะไรที่จะหยิบยกมาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งยังไม่ค่อยอินกับประเด็นที่คนในบริษัทมักพูดคุยกัน ในช่วงพักกลางวัน เมื่อทานข้าวเสร็จ เธอก็มักจะขอตัวกลับขึ้นมาทำงานต่อ พร้อมใส่หูฟัง ดูคอนเทนต์หรือฟังพอดแคสต์ตามปกติ แต่ลึก ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้เธอคิดมากคือความกังวลว่าคนรอบข้างอาจมองว่าเธอเป็นคนหยิ่ง หรือเป็นคนที่ไม่เอาสังคม เธอเสริมว่าเธอเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้เพียงประมาณ 3–4 เดือน และเธอก็ยอมรับว่ายังไม่เคยมีใครเข้ามาพูดหรือแสดงท่าทีว่าเธอเป็นคนหยิ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นเพียงความกังวลที่เธอคิดขึ้นมาเองเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม เธอเล่าว่าในออฟฟิศก็ไม่ค่อยมีใครชวนเธอไปทำกิจกรรมหรือไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเมื่อมองภาพรวมแล้ว เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นสายดื่มหรือชอบออกไปสังสรรค์กัน หลังจากเข้าทำงานใหม่ ๆ ก็เคยมีคนชวนเธออยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สายนี้ จึงปฏิเสธไปหลายครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยมีใครชวนอีกเลย เธอยืนยันว่า ตัวเองเป็นเพียงคนที่มีพื้นที่ส่วนตัวพอสมควร แต่ไม่เคยแสดงกิริยาหรือท่าทีที่ไม่เหมาะสมกับใคร อีกทั้งเธอก็ยังอยากพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ เพียงแต่ติดตรงที่ไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร เพราะหัวข้อที่คนในบริษัทมักพูดถึงนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการออกไปดื่มหรือกิจกรรมที่เธอไม่ได้ไปร่วมด้วย ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้กำลังใจไปว่า “เดี๋ยวนี้ที่ทำงานเปิดกว้างแล้ว เพราะก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ก็จะมีความเป็นตัวของตัวเอง คำว่า Introvert เองก็เป็นคำที่พบได้บ่อยในคนรุ่นนี้ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่เข้าใจ ขอแค่เรายังทำงานเป็นทีมได้ ยังทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ส่วนเวลาส่วนตัวจะไปกินข้าวคนเดียว หรือไม่ออกไปเที่ยวกับคนอื่น พี่ว่าเดี๋ยวนี้สังคมเข้าใจแล้วล่ะ ไม่ต้องคิดมาก” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้เสริมว่า “บางเรื่องถ้าเราไม่มีอะไรจะคุย ก็เป็นผู้ฟังที่ดีก็ได้ เพราะบางเรื่องเราอาจไม่ได้สนใจ แต่พอไปนั่งฟัง เราอาจได้อะไรกลับมา เหมือนเปิดโลกใหม่ ๆ เพลิน ๆ เรานั่งฟัง ได้ยิ้ม ได้นั่งหัวเราะตรงนั้น พี่ว่าก็โอเคนะ อย่างน้อยให้คนอื่นรู้ว่าเราก็มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี” ด้าน ‘ดีเจต้นหอม’ ได้แนะนำว่า “ไม่ต้องไปฝืน ไม่ต้องไปกดดันตัวเอง อยากฟังก็ฟัง อยากอยู่เงียบ ๆ ก็อยู่เงียบ ๆ เพราะจากที่ฟังแล้วก็ยังถือว่าโอเคนะ หลายออฟฟิศหนักกว่านี้อีก เพราะบางคนก็ไม่ได้อยากให้ใครมายุ่งเลย ถ้าไม่ได้มีมนุษย์ป้าอยู่ในออฟฟิศก็ถือว่าโอเคแล้ว” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ร่วมกันส่งกำลังใจให้กับคุณฟาวล์ พร้อมหวังว่าเรื่องราวและความกังวลทั้งหมดจะค่อย ๆ ดีขึ้น และเธอจะสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้นในอนาคตเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-