พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมโดนภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันมา 7 ปี ทักแชทมาบอกเลิก เพราะผมเปิดประตูคอนโดให้ผู้หญิงคนอื่น ถึงตอนนี้จะดีกันแล้ว แต่ผมก็ระแวงและทำตัวไม่ถูกเลย ทำยังไงดีครับ?

11 ก.ย. 2026

ผมโดนภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันมา 7 ปี ทักแชทมาบอกเลิก เพราะผมเปิดประตูคอนโดให้ผู้หญิงคนอื่น ถึงตอนนี้จะดีกันแล้ว แต่ผมก็ระแวงและทำตัวไม่ถูกเลย ทำยังไงดีครับ?

ผมโดนภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันมา 7 ปีทักแชทมาบอกเลิก เพราะผมเปิดประตูคอนโดให้ผู้หญิงคนอื่นถึงตอนนี้จะดีกันแล้ว แต่ผมก็ระแวงและทำตัวไม่ถูกเลย ทำยังไงดีครับ? ‘คุณหมูยอ’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่เขาโดนภรรยาบอกเลิกเพราะเรื่องที่เขาเองดันไปเปิดประตูให้ผู้หญิงคนอื่น ‘คุณหมูยอ’ อายุ 37 ปี ได้เล่าว่าคบกับแฟนมา 3 ปี และแต่งงานกันมาเกือบ 7 ปี มีลูกวัย 3 ขวบกว่าด้วยกันหนึ่งคน ปัจจุบันคุณหมูยอทำงานอยู่ต่างจังหวัด ส่วนภรรยาเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ดูแลลูกอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้จะได้เจอกันแค่ช่วงวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์จนถึงเช้าวันจันทร์เท่านั้น พอมีลูก คุณหมูยอก็ไปโฟกัสที่ลูกเยอะจนบกพร่องเรื่องความเอาใจใส่ภรรยา ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็มีบ้างที่ภรรยางอน แต่คุณหมูยอก็เล่าว่าพยายามรับฟัง และคอยปรับตัวมาตลอด จนกระทั่งวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระหว่างที่คุณหมูยอกำลังวุ่นวายกับการหอบกระเป๋า และจูงมือลูกเพื่อไปโรงเรียน ในตอนนั้นเองที่ยืนรอลิฟต์อยู่ ก็ได้เอื้อมไปแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินตามมาพอดี ตอนนั้นคุณหมูยอก็ยังไม่ทันสังเกตว่าภรรยาไม่พอใจ จนช่วงเย็นที่คุณหมูยอกำลังเดินทางกลับต่างจังหวัด ภรรยาก็แชทมาบอกว่าไม่โอเคที่ไปเปิดประตูให้ผู้หญิงคนอื่น มันเหมือนกับว่าไปเทคแคร์ผู้หญิงคนอื่น เพราะกับตัวเธอเองคุณหมูยอยังไม่เทคแคร์ขนาดนั้นเลย และยังพิมพ์ต่อว่า ‘งั้นเลิกกันเถอะ’ คำนี้ทำให้คุณหมูยอรู้สึกเสียใจมาก ๆ จึงได้แต่พิมพ์ขอโทษซ้ำ ๆ โดยไม่เถียงกลับไปเพื่อให้ภรรยารับรู้ว่าเขาเสียใจจริง ๆ แต่คุณหมูยอก็ยอมรับว่าอาจจะผิดที่โฟกัสแต่ลูกจนลืมเทคแคร์ภรรยาไปตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เช่น เดินนำหน้าโดยไม่ช่วยถือของ หรือไม่ได้จับมือกันเวลาเดินไปไหนมาไหนเหมือนเมื่อก่อน เพราะต้องคอยอุ้มและวิ่งตามจับลูก ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณหมูยอและภรรยาจะกลับมาคุยกันเป็นปกติแล้ว แต่ความสัมพันธ์และความรู้สึกของคุณหมูยอก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะกลายเป็นคอยระแวง กังวล และกลัวว่าจะทำอะไรพลาดจนภรรยาไม่โอเคและขอเลิกอีก จึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่าจะจัดการกับความรู้สึกระแวงนี้อย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า “สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาฟิวส์ขาด เพราะการเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ดูแลลูกวัย 3 ขวบที่กำลังปั่นป่วน มันเป็นภาระที่หนักมาก ประกอบกับพฤติกรรมความเอาใจใส่ของคุณหมูยอที่เคยมีให้กันมันหายไป พอมาเจอเรื่องเปิดประตูก็เลยทำให้เขาระเบิดออกมา ภรรยาต้องเสียสละร่างกายตั้งแต่ตอนตั้งท้อง ดังนั้นคุณหมูยอต้องทำให้เขารู้สึกว่ายังได้รับความรักอยู่เสมอ ต้องสื่อสารให้เขาฟังบ่อย ๆ ว่าต่อให้มีลูกก็จะยังแบ่งความรักให้ภรรยาเท่าเดิม ให้เขาเป็นเบอร์หนึ่งทั้งกับลูกและกับสามี เพื่อให้เขามีแรงใจในการเป็นแม่ และรับมือกับลูกต่อไป แม้ในทางปฏิบัติเราอาจจะดูแลได้ไม่เท่าเดิม เพราะต้องคอยช่วยดูแลลูกที่ยังเล็ก แต่ถ้าเราสื่อสารให้มากขึ้น ปัญหาแบบนี้ก็จะไม่เกิด พยายามปรับความเข้าใจกันและเตือนตัวเองว่าอย่าลืมเอาใจภรรยาบ้าง” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “ในมุมของภรรยา เขาไม่ได้มองแค่เรื่องเปิดประตูให้คนอื่น แต่เขามองว่าการที่คุณหมูยอทำแบบนี้คือไม่ได้คิดถึงและไม่ได้แคร์เขาเลย ความรู้สึกมันคงสะสมมาเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกทนไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจบอกเลิก ซึ่งก็ยังดีที่เขาเลือกวิธีนี้ดีกว่าการไปมีคนอื่น เพราะเขาแค่อยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้คุณหมูยอรู้ตัวสักที สิ่งที่คุณหมูยอต้องทำคือทำให้เขาเห็นว่าเรารู้สึกอย่างไร และให้เขารู้ว่าในโฟกัสของเรายังมีเขาอยู่ด้วย พยายามบาลานซ์ความรักให้ทั้งคู่เท่า ๆ กันเหมือนกับที่พี่เผือกพูดไปก่อนหน้านั้น พร้อมทั้งรับฟังและถามภรรยาตรง ๆ ว่าเขาต้องการอะไร” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจพี่อ้อย’ ว่า “ด้วยความที่ความรักนี้เป็นรักทางไกล มันอาจจะทำให้มีความหวั่นไหวและเปราะบางมากกว่าปกติ ผู้หญิงเองบางทีก็ไม่ได้ชอบความงี่เง่าของตัวเองหรอก แต่ความเหนื่อยล้ามันทำให้รู้สึกไปแบบนั้น ยังดีที่คุณหมูยอเป็นคนที่พยายามจะใส่ใจเขา แต่อยากให้พยายามทำให้ออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ เขาไม่ใช่แค่คนเลี้ยงลูก แต่เขาคือภรรยา อยากให้กลับมาเติมเต็มภาษาทางกาย เช่น กอดกัน จุ๊บกัน หรือบอกคิดถึงกันให้มากขึ้น รวมถึงคำว่าขอบคุณก็สำคัญมาก ลองขอบคุณที่เขาดูแลลูกอย่างดีจนเราไม่ต้องกังวล การที่ภรรยาคอยเป็นลมใต้ปีกให้แบบนี้ อย่างน้อยก็ควรทำให้วันธรรมดาที่เจอกันกลายเป็นวันพิเศษ เติมพลังใจให้เขารู้สึกว่าเขายังเป็นคนสำคัญในใจเราเสมอ ไม่ใช่แค่ลูก”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อน แต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีก กลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเอง หนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ

11 ก.ย. 2026

ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อน แต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีก กลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเอง หนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ

ซื้อบ้านให้แม่อยู่ ตกลงกันว่าแม่จะช่วยผ่อนแต่หลัง ๆ แม่ขอไม่ช่วยผ่อนแล้ว พ่อเลี้ยงก็ผลาญเงินอีกกลายเป็นว่าหนูทั้งเช่าห้องอยู่เองแล้วก็ผ่อนบ้านเองหนูเหนื่อยจะแบกแล้วค่ะ ‘คุณข้าวหอม’ (นามสมมุติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ไม่ยอมช่วยผ่อนค่าบ้าน และพ่อเลี้ยงก็ติดพนันหนัก ‘คุณข้าวหอม’ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี เล่าว่า ครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ได้แก่ คุณแม่ น้องสาว ตัวเธอเอง และพ่อเลี้ยง ปัจจุบันเธอเรียนจบและเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกของการทำงาน เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ครอบครัวอาศัยอยู่ในห้องเช่าที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด และต้องอยู่รวมกันถึง 3 คนโดยไม่ได้มีการแบ่งห้องหรือพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วน แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากในตอนแรกคุณข้าวหอมตกลงกับคุณแม่ไว้ว่าจะช่วยกันผ่อนค่าบ้าน โดยคุณแม่จะเป็นคนเก็บเงินจากพ่อเลี้ยงมาช่วยสมทบค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเธอเองตั้งใจให้คุณแม่เป็นคนอยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้เป็นหลัก แม้ว่าชื่อผู้กู้ในการซื้อบ้านจะเป็นชื่อของเธอก็ตาม ในช่วงแรกทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติและไม่ได้มีปัญหาอะไร จนกระทั่งประมาณช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณแม่เริ่มมาบอกกับเธออยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองไม่มีเงินและหมุนเงินไม่ทัน จึงขอให้คุณข้าวหอมช่วยลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านลง จากเดิมที่ทั้งสองคนแบ่งกันรับผิดชอบในสัดส่วน 60 ต่อ 40 ก็เปลี่ยนมาเป็น 80 ต่อ 20 ด้วยความที่คุณข้าวหอมเป็นคนใจอ่อนและไม่อยากให้คุณแม่ต้องลำบาก เธอจึงยอมรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่และแบกค่าผ่อนบ้านไว้เพียงคนเดียว แต่แล้วเธอก็ไปรู้มาว่าสาเหตุของการหมุนเงินไม่ทันนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อเลี้ยงติดการพนัน ในขณะที่เธอเองก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บางครั้งถึงขั้นต้องทำงานเสริม ทำให้กว่าจะเลิกงานในแต่ละวันก็เป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน คุณข้าวหอมยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนเธอก็อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่เพราะทะเลาะกันบ่อยเธอจึงย้ายออกมาอยู่หอพักคนเดียวทำให้ตอนนี้เธอต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งบ้านและหอพักไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่พักของทั้งสองที่รวมกันก็สูงถึงหลายหมื่นบาทต่อเดือน และสิ่งที่ทำให้คุณข้าวหอมรู้สึกเสียความรู้สึกอย่างมากคือในตอนแรกที่เธอยอมช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายแทนคุณแม่นั้น เป็นเพราะเธอคิดว่าคุณแม่น่าจะกำลังลำบากและไม่มีเงินมากพอจริง ๆ แต่เมื่อมารู้ภายหลังว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อเลี้ยงที่มีปัญหาเรื่องการติดแอลกอฮอล์และการพนัน รวมถึงก่อนหน้านี้คุณแม่ก็เคยขอลดจำนวนเงินที่ช่วยผ่อนบ้านลงครั้งละ 500 บาทอยู่หลายครั้ง มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียใจมากขึ้น นอกจากนี้ คุณแม่ยังเคยพูดกับคุณข้าวหอมว่า “ถ้าในอนาคตเงินเดือนเธอสูงขึ้น แม่ขอไม่จ่ายเลยได้ไหม” ขณะที่หลายครั้งที่คุณแม่อยากต่อเติมบ้าน คุณข้าวหอมก็เคยเสนอให้ทำได้ แต่ขอให้ใช้เงินของคุณแม่เอง ทว่ากลับได้รับคำตอบว่า “แต่บ้านเธอนะ” ทั้งที่ในความเป็นจริง คุณข้าวหอมไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว กลายเป็นว่าในตอนนี้เธอต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าบ้าน ค่าหอพัก ค่าส่วนกลางของบ้าน และก็ค่าเครื่องกรองน้ำ คนรอบตัวเองก็เคยถามคุณข้าวหอมว่า หากวันหนึ่งคุณแม่ไม่ช่วยจ่ายค่าผ่อนบ้านเพิ่มแล้ว เธอจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งคุณข้าวหอมก็ตอบกลับไปว่า “แล้วถ้าหนูบอกความจริงกับแม่เรื่องพนันแล้วก็บอกว่าจะไม่ให้พ่ออยู่ล่ะ” แต่เมื่อเธอเล่าเรื่องนี้ให้ญาติของเธอฟังกลับได้รับคำตอบว่าการทำแบบนั้นอาจทำให้คุณแม่ลำบากใจและยังถูกมองว่าเป็นการสร้างบาปสร้างกรรม คำพูดเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของเธอมาโดยตลอด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนคุณข้าวหอมก็รู้สึกอึดอัดใจและไม่รู้ว่าควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี เธอจึงอยากได้คำปรึกษาจากพี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คนว่าควรทำอย่างไรดีที่จะทำให้แม่ช่วยจ่ายค่าบ้านเพิ่มขึ้นหรือถ้าเขาไม่ยอมจ่ายจริง ๆ แล้วหนูให้เขาไปอยู่ที่อื่นมันจะดูเป็นลูกเนรคุณหรือไม่ เริ่มที่ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า "พี่มีความรู้สึกว่าบาปหรือไม่บาป มันอยู่ที่เจตนา ถ้าวันนี้น้องพยายามดูแลบ้านถึงที่สุดแล้ว แต่คนในบ้านไม่เป็นทีมเดียวกันกับหนูเลย เหมือนทุกคนในบ้านตั้งหน้าตั้งตาว่า ‘ไม่ได้เธอต้องทำ เธอเอาสิ่งนั้นด้วยสิ เอาสิ่งนี้ด้วยสิ’ หนูซัพพอร์ตแทบทุกอย่าง แต่คือคุณแม่ก็เห็นใจหนูน้อยมากนะ ตอนนี้พี่ไม่รูสึกว่าบาปหรือไม่บาป แต่ในเศรษฐกิจวันนี้ ทุกคนในครอบครัวต้องเป็นทีมเดียวกันก่อน ไม่ได้แปลว่าทุกคนดูสบายมาก แต่มีหนูมานั่งเหนื่อยอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรก็ตามที่ซัพพอร์ตความสุขของตัวเองได้เลย เหมือนเขาไม่ได้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง บางเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่วิธีพูด แต่มันอยู่ที่หนูชัดเจนกับตัวเองก่อนรึเปล่า น้องได้เห็นในสิ่งที่อยู่ในมือของเราไหม แค่ไหนถึงจะพอ บางทีคิดอะไรไม่ออกให้บอกความตรงและบอกความจริง ‘เป็นแบบนี้นะแม่ มันไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่มีใครช่วยเลย ถ้าหนูตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนูอยู่หออยู่นะ หนูก็สามารถอยู่รอดปลอดภัยเพียงแต่ถ้าวันนี้ยังอยากมีบ้านนี้อยู่ ทุกคนต้องช่วยกัน’ ไม่ใช่ว่าหนูไม่ให้แต่หนูไม่มีปัญญามากพอจะให้อีกแล้ว อย่าลืมนะข้าวหอม บางทีระหว่างทางเดินไปข้างหน้ายังมีหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายกระทันหัน ถ้าเกิดคนนั้นป่วย หรือแม้แต่หนูป่วย มันไม่มีอะไรมาการันตีชีวิตได้แน่นอน วิธีการพูดบางครั้งมันก็แค่ต้องบอกความจริงค่ะ แต่ถ้าแม่บอกไม่ยอม ถ้าไม่ยอมก็ไม่มี ปลายทางเหมือนเดิมหมด ตอนนี้เราถึงต้องช่วยกัน หนูต้องยืนหยัด ที่สุดแล้วตอนนี้เหมือนหนูทำงานแทบตาย หนูก็ไม่ได้เลี้ยงแม่คนเดียว หนูแค่อยากเลี้ยงน้องกับแม่ให้ดีที่สุดแต่เขาคนนั้นเอาเงินไปใช้ในการพนัน แม่ก็ต้องไปช่วยจัดการตรงนี้ด้วย ไม่งั้นแม่ก็ไม่ได้สบายสักทีนะ พี่ว่าจำเป็นต้องพูดเพราะว่าถ้าหนูไม่พูด หนูก็จะกลายเป็นคนที่แบกทุกสิ่งทุกอย่าง แบกแม้กระทั่งจิตใจของอีกฝ่าย หนูจะทำให้ทุกคนไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเลยเพราะงั้นเราต้องคุยกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งน้องสาวที่เขาก็ต้องรับรู้และอยู่ในโลกความเป็นจริงเหมือนกัน ถ้าตอนนี้หนูทุกข์มาก ๆ หนูก็บาปอยู่เหมือนกันนะเพราะหนูดูแลหัวใจของใครต่อใคร จนลืมหัวใจตัวเองเหมือนกัน วิธีการพูดยังไม่สำคัญเท่าเราได้บอกความจริงทั้งหมดรึยัง แล้วถ้าวันหนึ่งหนูไม่ไหวจริง ๆ หนูว่าจะมีใครมาดูแลหนูเหรอ พี่ว่ายากนะ ถ้าหนูแบกเขาจนหนูแบกตัวเองไม่ไหวแปลว่าหนูปกป้องตัวเองน้อยไป" ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า "แบกแต่แบกตัวเองจนหลังหักแล้วมันเพื่ออะไร? หนูอยากจะให้แม่มีความสุขแต่สุดท้าย สมมติหนูวิ่งงานจนเกิดอุบัติเหตุใครจะช่วย ในมุมพี่ถ้าเลือกที่จะไปคุย ไปเคลียร์ให้เขารู้ สำหรับพี่ตอนนี้คือทุกคนกำลังทำสิ่งที่มันเกินตัวอยู่ เกินตัวไม่พอ ตัวเองที่ประพฤติอยู่ก็ไม่ได้พยายามที่จะหาเงินมาช่วยกันเลย มันเป็นหนูคนเดียว ซึ่งสำหรับพี่แค่แม่คนเดียวพี่ก็กรี๊ดแล้วนะ แต่พอมีสิ่งที่พ่อเลี้ยงทำ ทั้งกินเหล้า เล่นการพนัน จนกระทั่งหนูกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาว มันยิ่งไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้เราอยากที่จะช่วยเลย เขาไม่เห็นคุณค่าอะไรกับสิ่งที่เราทำเลย เทียบเคียงสมการเหมือนคนรักเหมือนกันนะ ทำอะไรไป ดูแลเขาอย่างดีแต่เขาไม่ตอบแทนหรือแม้กระทั่งมองเห็นมัน พี่ก็จะถามตัวเองว่าพี่ทำมันไปทำไม? เรื่องบุญกรรมพี่ไม่คิดเลย พี่ว่าข้าวหอมก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เงิน 20,000 เราก็ต้องแบ่งไปจ่าย 10,000 แล้วเงินแค่นี้ แค่เราจะมีชีวิตที่มันปกติยังไม่ได้เลยนะ ในเคสแรกคือเราผ่อนค่าบ้านได้หมด เคสที่ 2 ก็คือพูดกับเขาตรง ๆ ด้วยความจริง แล้วถ้าเขายังทำ ยังไม่ยอม ก็อาจจะต้องตัดใจว่าให้ชีวิตมันเป็นไปตามนั้น วันไหนถ้าไม่มีเงิน ข้าวหอมก็จะไม่ไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าบ้าน ถ้าในมุมที่เราไม่อยากหักกับเขานะ แต่สำหรับพี่ ข้าวหอมจะต้องไม่ทำอะไรที่มันลำบากตัวเองมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มันมากเกินไปแล้ว วันนี้เห็นว่าอะไรมันกำลังจะเกิดขึ้นก็คุยกับเขา โดยที่มีจุดยืนของเราว่าเราทำได้ขนาดไหนแต่มันก็คือที่สุดของชีวิตแล้วที่หนูจะให้ได้ อย่ามากกว่านี้เพราะหนูให้ไม่ได้แล้ว" ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า "ตอนนี้สิ่งที่แบกมันหนักเกินไป มันจำเป็นต้องแบ่งมันออกบ้าง Fix costs มันสูงซะจนข้าวหอมขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นยากมาก คิดดูว่าถ้าไม่ต้องผ่อน ข้าวหอมสามารถตัดส่วนนั้นไปลงทุนอะไรก็ได้ที่มันงอกเงยกว่าสิ่งที่ข้าวหอมทำตอนนี้มากเลย ข้าวหอมจะมีเงินสำรองมากมายมหาศาลซึ่งอาจจะมีประโยชน์มากกว่าบ้านหลังหนึ่งที่เราไม่ได้อยู่ ถ้าถามว่าบาปไหม พี่ว่าการกตัญญูโดยเฉพาะในยุคนี้แล้วนะ พี่ก็ไม่อยากให้ลูกพี่กตัญญูเพราะท่องว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกที่ต้องกตัญญูเท่านั้น การที่เราจะต้องตอบแทนใครสักคนที่มีพระคุณกับเรา มันก็ต้องเหมาะสมกัน เราก็ต้องรู้สึกว่าพ่อแม่ก็ทำสิ่งดี ๆ ให้เราเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ว่าเพราะเป็นลูก สุดท้ายแล้วบ้านหลังนี้ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเอาไว้ไหม ถ้ามันดูจะไม่ลดลง ดูมีแต่ภาระ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่อนต่อ จะขายต่อมันก็ทำได้ อย่างที่พี่อ้อยกับพี่เติ้ลแนะนำเลยคือก็ต้องคุยกับแม่เด็ดขาดไปเลยว่าชีวิตมันจะไปไม่รอดกันหมด ถ้าแม่ไม่มีศักยภาพพอที่จะผ่อนบ้านหลังนี้ ข้าวหอมเองก็มีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ เราเอาน้องมาอยู่ด้วยได้นะ แล้วแม่กับแฟนใหม่แม่ก็จงรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ช่วยได้เท่านี้ คือยุคนี้มันเป็นยุคที่คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ซื้อบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งแล้วเพราะว่าการงานมันก็ต้องย้ายกันไปเรื่อย ๆ และการเช่าอยู่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรในยุคนี้ ลองพิจารณาดูและคุยแบบเด็ดขาด ไม่อยากให้เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่ไม่เหลืออะไรเลย เอาความตั้งใจนี้ทำให้ตัวเองบ้าง แล้วถ้าข้าวหอมตั้งหลักได้เร็ว เริ่มต้นได้เร็วมีเงินเหลืออดออมได้เร็ว ชีวิตข้าวหอมจะสดใสมาก"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พี่ที่ทำงานป่วยไม่สามารถยกของหนักได้ ภาระงานเขาจึงตกมาที่เรา เราก็เข้าใจเขานะคะ แต่เราก็เหนื่อยมากเลย

11 ก.ย. 2026

พี่ที่ทำงานป่วยไม่สามารถยกของหนักได้ ภาระงานเขาจึงตกมาที่เรา เราก็เข้าใจเขานะคะ แต่เราก็เหนื่อยมากเลย

พี่ที่ทำงานป่วยไม่สามารถยกของหนักได้ภาระงานเขาจึงตกมาที่เราเราก็เข้าใจเขานะคะ แต่เราก็เหนื่อยมากเลย ‘คุณเปรี้ยวหวาน' (นามสมมุติ) สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับพี่ที่ทำงานมีอาการป่วย กลายเป็นภาระหน้าที่งานตกมาที่คุณเปรี้ยวหวานคนเดียว ‘คุณเปรี้ยวหวาน' (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี เล่าว่า เธอทำงานมาได้เกือบ 1 ปีแล้ว ผ่านงานพร้อมกับพี่อีกคนหนึ่งในที่ทำงาน ให้นามสมมติว่า 'พี่เอ' ซึ่งพี่เอเพิ่งผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนไตมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว และเขายังมีโรคติดตัวมาด้วย คุณเปรี้ยวหวานไม่แน่ใจว่าคือโรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน เงื่อนไขหลังการเปลี่ยนไตของเขาข้อแรกคือ ห้ามยกของหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเปรี้ยวหวานทราบมาตั้งแต่ต้น และเขามักจะมีอาการหน้ามืด เวียนหัว จะเป็นลม แต่พี่เอจะไม่ได้มาบอกกับคุณเปรี้ยวหวานแต่จะไปบอกกับคนในแผนกอื่น และคนในแผนกอื่นก็จะเป็นคนมาบอกกับเธอว่าพี่เอไม่ไหว ให้ช่วยพี่เอก่อน แต่งานที่คุณเปรี้ยวหวานทำเป็นโรงแรม และทำคนละส่วนกับพี่เอ ในช่วงแรกไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงหลังมานี้จะเริ่มมีปัญหาจากการทำงานที่ต้องใช้แรง อย่างการเก็บโต๊ะ ยกโต๊ะ เมื่อที่ต้องอยู่รอบเดียวกับพี่เอ คุณเปรี้ยวหวานก็จะต้องทำแทนทั้งหมดเพราะเขายกไม่ได้ ซึ่งคุณเปรี้ยวหวานเป็นคนตัวเล็ก สูง 158 เซนติเมตร หนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม ขนาดตัวพอ ๆ กันพี่เอ ในบางครั้ง คุณเปรี้ยวหวานก็ไม่มีแรงมากพอที่จะช่วยเหลือในส่วนของพี่เอ ซึ่งหากทำงานกับพี่เออย่างไรเธอก็จะต้องฝืน และพักหลังมางานที่มากขึ้นยิ่งทำให้คุณเปรี้ยวหวานยิ่งต้องทำหนักขึ้น ปัญหาของพี่เออีกอย่างคือเขาขี้ลืม ทำอันแรกยังไม่เรียบร้อยก็ไปทำงานอื่นต่อแล้ว คุณเปรี้ยวหวานจึงต้องไปตามเก็บงานตลอด เธอเคยพูดตรง ๆ แล้วว่าพี่เอลืมทำสิ่งนั้นบ่อย รวมถึงแผนกอื่นก็จะมาพูดว่ากับคุณเปรี้ยวหวานว่า “พี่เอลืมอีกแล้ว” ซึ่งคุณเปรี้ยวหวานก็จะบอกให้ไปคุยกับพี่เอเองเพราะเธอได้เคยพูดไปแล้ว และทุกอย่างก็ยังเป็นเหมือนเดิม คุณเปรี้ยวหวานไม่มั่นใจว่าเธอมองเรื่องนี้ในแง่ลบหรือไม่ เพราะเธอมองว่า ในเมื่อผ่านงานมาแล้วก็ต้องทราบว่าหน้างานของเราต้องทำอะไรบ้าง โดยเรื่องทั้งหมดนี้คุณเปรี้ยวหวานเคยนำไปพูดกับหัวหน้าซึ่งเป็น HR ด้วย และเขาให้คำตอบกลับมาว่า ปัญหาเรื่องเล็กไม่ต้องเล่า เขาเองก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร รวมถึงบอกให้คุณเปรี้ยวหวานอดทน ทางด้านคุณเปรี้ยวหวานก็รู้สึกเหนื่อย เงินเดือนก็ได้พอ ๆ กัน เธอจึงตั้งคำถามว่า มองพี่เอในแง่ลบไปหรือไม่ หรือเป็นเพราะเธอมองในมุมตนเองด้านเดียว เป็นที่ตัวเธอหรือเปล่า ยอมรับว่าในปัจจุบันนี้คุณเปรี้ยวหวานก็มองเขาในแง่ลบอยู่ ไม่ว่าคุณเปรี้ยวหวานจะระบายให้ใครฟังว่าเธอจะต้องทำงานหนักเพิ่มอย่างไร คนก็มักจะตอบกลับมาว่า “ก็ใช่ไง เขาป่วย” เสมอ เธอเคยมีความสงสัยว่าพี่เอไม่ไหวจริงหรือไม่ เพราะเขามักจะมีอาการจะเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง โดยเขาไม่ได้มาพูดกับคุณเปรี้ยวหวานแต่กลับเป็นคนจากแผนกอื่นมาบอกเธอแทน โดยแรก ๆ เธอจะบอกให้เขาไปพัก หาน้ำหวานดื่ม แต่พอบ่อยครั้งเข้า เธอเลือกที่จะพูดกับคนที่มาบอกแทนว่า ต้องการให้เธอทำอย่างไร เธอไม่ใช่หมอ ซึ่งคุณเปรี้ยวหวานดูคนไม่ออก เธอไม่รู้ว่าเป็นอาการป่วยของเขาจริงหรือเป็นการแสดง รวมถึงหัวหน้าที่เธอเคยคุยด้วยก็ดูไม่ออกเช่นกันว่าพี่เอป่วยจริงหรือไม่ แผนกเธอมี 4-5 คน ซึ่งคนในทีมทุกคนก็รับได้กับอาการป่วยของพี่เอ และยินดีจะซัพพอร์ต สาเหตุที่หัวหน้ายังให้พี่เอทำตำแหน่งนี้เพราะ พื้นฐานหัวหน้าชอบคนที่มีความทะเยอทะยาน ใฝ่รู้ ซึ่งพี่เอเป็นแบบที่หัวหน้าชอบ ก่อนหน้านี้พี่เอเคยคิดจะย้ายไปแผนกอื่น แต่แผนกอื่นไม่รับเพราะคิดว่าพี่เอคงทำไม่ได้ นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาการทำงานไม่ทัน เพราะคุณเปรี้ยวหวานก็ฝืนทำให้เรียบร้อยทุกครั้ง แต่ยังกังวลว่าเธอจะทำไม่ไหว รวมถึงกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพในอนาคตด้วย คุณเปรี้ยวหวานอยากปรึกษาว่า เธอควรเข้าใจในข้อจำกัดของร่างกายพี่เอให้มากขึ้น หรือ มีสิทธิ์รู้สึกเหนื่อยและรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมไหม เธอต้องจัดการกับทัศนคติตนเองอย่างไรให้มองพี่เอในแง่ที่ดีขึ้น หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “พอเป็นเรื่องที่ทำงาน HR ควรมีส่วนในการจัดการเรื่องทรัพยากรบุคคล เขาควรต้องมาจัดการตรงไหน ใครควรทำอะไรตรงไหน ใครมีข้อจำกัดอย่างไร ทำให้รู้สึกว่าเป็นองค์กรที่บริหารคนได้ การเก็บคนที่ไม่มีศักยภาพในการทำงานไว้จะทำให้เสียคนเก่งไป การมีความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ต้องมีขีดจำกัด พี่เชียร์ให้สู้อีกสักครั้ง HR ควรจัดแจงคน ‘Put the right man on the right job’ เอาเขาไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ที่เขาจะสามารถทำประโยชน์ได้ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เปรี้ยวหวานอยู่ที่นี่มาปีนึงแล้ว ถือว่าเป็นพอร์ตที่ดีที่จะย้ายงานแล้ว ลองไปสมัครโรงแรมอื่นก็ได้ เรื่องการช่วยยกก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่หากมองภาพรวมกว้าง ๆ เราน่าจะได้อยู่ในที่ที่มีการจัดการที่ดีกว่านี้ ทุก ๆ คนตัวเราก็จะทำงานอย่างมีความสุข เป็นทีมที่ดี เดินหน้าไปด้วยกัน ลองพิจารณาดู ประเมินดูว่าเรามีความสามารถพอที่จะทำงานอื่นไหม การที่พี่เอไม่สามารถช่วยงานอะไรได้ ทำให้เราทรมานแค่ไหน ลองชั่งข้อดีข้อเสียของการทำงานที่นี่ดู ข้อดีของงานโรงแรมคือมีตัวเลือกอีกมากมายที่เปรี้ยวหวานมีโอกาสที่จะไปสมัครที่อื่นได้อีกเยอะ พี่รู้สึกว่าการเปลี่ยนงานในสายงานโรงแรมมันสูง ยิ่งถ้าเป็นโรงแรมใหญ่ที่มีเครือข่าย บางทีเราอาจสามารถขอย้ายไปในเครือเดียวกันก็สามารถทำได้ ถ้าแก้ที่เขาไม่ได้ก็ปรับที่เราในแง่ของการเปลี่ยนที่ทำงานเลย” ถัดมา ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “ลองทำแบบพี่เผือกดูก่อน ให้คุยกับหัวหน้าว่ายังคงเป็นปัญหาอยู่นะคะ งานไม่เดินเท่าที่ควร แต่ไม่ได้ว่าพี่เอ เข้าใจว่าเขาไม่สบาย แต่ว่าตอนนี้เป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร ถ้าไม่สามารถย้ายพี่เอหรือลองเพิ่มคนไหม เพราะเวลาอยู่กันสองคนกับพี่เอมันช้าเรื่องด้วยอุปสรรคทางร่างกายของเขา หากมีการประชุมทีมให้ลองคุยว่าหรือจะลองเพิ่มคน เพราะมันช้าและเราตัวเล็ก เราพูดได้เพราะมันเป็นสวัสดิภาพของเราในการทำงานด้วย ถ้าพี่เขายกไม่ได้ เรายกคนเดียวแล้วไม่สามารถยกได้ ลองพูดตามความจริง ซึ่งถ้าหากมีคนมาเพิ่มแล้วอีกคนรู้สึกเป็นปัญหา คุณเปรี้ยวหวานอาจมีทีมในการที่คิดว่าพี่เออาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้แล้ว หรือหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้นคนไม่เพิ่ม พี่เอก็ยังอยู่ เปรี้ยวหวานอาจต้องลองทำตำแหน่งอื่นในโรงแรมดู หากคิดว่าตนเองมีศักยภาพพอ ลองขอไปทำตำแหน่งอื่นดูหากรู้สึกว่าที่นี่ยังโอเค หรือหากกลัวว่าจะไปหางานที่อื่นลำบาก จนสุดท้ายหากไม่ดีขึ้นต้องลองหาโรงแรมอื่นทำดู” ปิดท้ายที่ ‘ดีเจอ้อย’ กล่าวว่า “ตอนนี้การหางาน ถ้าได้จะลองยื่นใบสมัครงานไปก่อนก็ได้ สองลองอยู่กับเงื่อนไขนี้ต่ออีกสักหน่อยในช่วงที่ยังหางานใหม่ไม่ได้ พี่จะไม่สนับสนุนให้ออกไปนอนรองานเฉย ๆ เพราะทุกวันนี้เราต้องเห็นก้าวต่อไปก่อนถึงค่อยก้าว แต่อย่างหนึ่งคือ ปัญหาเรื่องงานไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหาเรื่องคน เปลี่ยนเขาเท่าไหร่ก็เปลี่ยนไม่ได้ด้วย พี่ถึงถามว่าหัวหน้าเขาไม่เห็นหรือว่าใครมีศักยภาพจะทำงานไหม แต่ยังแนะนำให้พูดกับหัวหน้าอีกครั้งอย่างที่พี่เติ้ลแนะนำไปก่อนหน้า แต่ถ้าไม่มีใครช่วยแก้ปัญหาเลย ก็คงต้องสื่อสารกับพี่คนนั้นตรง ๆ หากอันไหนเราทำไม่ไหว คุยกับเขาว่า ต่อให้เขาช่วยยกไม่ไหว แค่ช่วยลากก็ยังดี ดีกว่าแรงเดียว อย่างน้อยที่สุดวันนี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องทน แต่ในระหว่างที่เราทนเป้าหมายคือ ถ้าเราได้งานอื่น เดี๋ยวเราไป แต่ในระหว่างนี้ที่ยังไม่ได้งาน ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน บางทีปัญหามันมีต้องแก้กับแค่ต้องยอมรับ ไม่ได้แปลว่าเป็นหนูคนเดียวที่ต้องจัดการสิ่งนี้ และวิธีคิดหนึ่งคือ ดีที่เราไม่ป่วยอย่างเขาไม่อย่างนั้นอาจต้องหนักกว่านี้ ต้องปรับทุกอย่างไปพร้อมกัน เวลาที่ต้องอยู่กับเงื่อนไขที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็ต้องสุขให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่มี อย่างน้อยเราก็ได้แก้ปัญหาแล้ว ถ้าปรับวิธีคิดจนอ่อนท้อไม่ไหวแล้วก็ต้องเปลี่ยนที่”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนต่างชาติที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงาน ขณะที่หนูได้โอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย หนูควรให้โอกาสเขาหรือไปเรียนต่อดีคะ?

11 ก.ย. 2026

แฟนต่างชาติที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงาน ขณะที่หนูได้โอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย หนูควรให้โอกาสเขาหรือไปเรียนต่อดีคะ?

แฟนต่างชาติที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงานขณะที่หนูได้โอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลียหนูควรให้โอกาสเขาหรือไปเรียนต่อดีคะ? ‘คุณกะเพรา’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นกำลังสับสนระหว่างความรักกับอนาคต เมื่อแฟนหนุ่มที่เคยนอกใจกลับมาขอแต่งงาน ในวันที่เธอได้รับโอกาสไปเรียนและทำงานที่ออสเตรเลีย ‘คุณกะเพรา’ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแฟนหนุ่มชาวต่างชาติ โดยเธอเล่าว่าทั้งคู่รู้จักกันผ่านแอปหาคู่ตั้งแต่ปี 2024 และติดต่อพูดคุยกันมาโดยตลอด ฝ่ายชายเดินทางมาหาเธอที่ประเทศไทยทุก 1-2 เดือน ทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปในทิศทางที่จริงจังมากขึ้น ถึงขั้นที่เธอพาแฟนหนุ่มไปรู้จักกับครอบครัวของตนเองแล้ว กระทั่งช่วงกลางปีที่ผ่านมา แฟนหนุ่มเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยพร้อมกลุ่มเพื่อนที่จังหวัดพัทยา แต่ในคืนหนึ่งเขากลับขาดการติดต่อไปทั้งคืน ก่อนจะกลับมาพูดคุยกับเธอตามปกติในวันรุ่งขึ้น เธอจึงไม่ได้ติดใจอะไรในตอนนั้น ต่อมาเมื่อแฟนหนุ่มเดินทางกลับมาหาเธอที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่เขากำลังนอนหลับ เธอได้แอบเปิดดูโทรศัพท์ของแฟนหนุ่ม และพบว่าเขากลับไปเล่นแอปหาคู่แอปเดียวกับที่ทั้งคู่เคยเจอกันเมื่อปี 2024 อีกครั้ง นอกจากจะคุยกับผู้หญิงหลายคนแล้ว ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่แฟนหนุ่มแยกออกมาพูดคุยนอกแอปเป็นพิเศษ โดยข้อความที่เธอเห็นคือการชักชวนให้ผู้หญิงคนดังกล่าวมาพบกันที่โรงแรมในจังหวัดพัทยา ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่แฟนหนุ่มของเธอหายไปทั้งคืนพอดี ทำให้เธอคาดเดาว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์เกินกว่าคนรู้จักทั่วไป หลังจากทราบเรื่องดังกล่าว ทั้งคู่มีปากเสียงและทะเลาะกันอย่างหนัก แต่แฟนหนุ่มพยายามง้อเธอด้วยการพาไปทานอาหาร พาไปเที่ยว และดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งเธอยอมรับว่าแฟนหนุ่มเป็นคนง้อเก่งมาก จนสุดท้ายเธอใจอ่อนและยอมกลับมาคืนดี อย่างไรก็ตาม หลังจากแฟนหนุ่มเดินทางกลับประเทศของตนเองในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ก็กลับมามีปัญหาอีกครั้ง ทั้งคู่ทะเลาะกันจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น โทรศัพท์ไม่รับสาย การตอบข้อความแบบสั้น ๆ หรือการสื่อสารที่ดูไม่เต็มใจ จนลุกลามกลายเป็นการประชดประชันและพูดเรื่องเลิกรากันอยู่บ่อยครั้ง เธอยอมรับว่าต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์และประชดกันไปมา จนในกระทั่งเธอรู้สึกน้อยใจ เธอตัดสินใจกลับไปเล่นแอปหาคู่เช่นเดียวกันเพื่อประชดและแก้เผ็ดแฟนหนุ่ม หลังจากกลับไปเล่นแอปดังกล่าว เธอก็ได้รู้จักผู้ชายต่างชาติหลายคน และมีบางคนที่เข้ามาติดตามอินสตาแกรมของเธอ จนแฟนหนุ่มเห็นความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไม่นานหลังจากนั้น แฟนหนุ่มก็กลับมาติดต่อเธออีกครั้ง พร้อมพูดว่า “คิดถึงจังเลย ขอคืนดีได้ไหม” สิ่งที่ทำให้เธอสับสนคือพฤติกรรมของแฟนหนุ่มหลังจากนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก เขากลายเป็นคนที่ยอมเธอทุกอย่าง เอาใจใส่มากขึ้น โอนเงินมาให้ใช้ รวมถึงเริ่มพูดถึงเรื่องอนาคตและการแต่งงานอย่างจริงจัง แฟนหนุ่มบอกกับเธอว่าอีกประมาณสองเดือนจะเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง และตั้งใจจะเข้าพบพ่อแม่ของเธอเพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงานอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เธอกลับได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต เมื่อพบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ “Work and Holiday” ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันได้ เธอจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และล่าสุดก็ได้รับโควตาเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการยื่นวีซ่าเท่านั้น หากวีซ่าผ่าน เธอจะสามารถเดินทางไปออสเตรเลียได้ทันทีซึ่งโครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เธออาศัยอยู่และทำงานในประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี และสามารถต่อวีซ่าเพื่ออยู่ต่อในปีที่ 2 และปีที่ 3 ได้ อย่างไรก็ตาม เธอกลับรู้สึกลังเล เพราะก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มเคยพูดกับเธอไว้ว่า “ทำไมเธอไม่อยากมาอยู่กับฉันเหรอ ทำไมเธอถึงเลือกที่จะหนีฉันไป” ขณะเดียวกัน ฝ่ายชายก็พยายามชักชวนให้เธอไปเรียนภาษาเพิ่มเติม และทำวีซ่าเพื่อย้ายไปอยู่กับเขา โดยยินดีช่วยออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ทั้งหมด แม้ในวันนี้แฟนหนุ่มจะดูเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นมาก แต่เธอยอมรับตามตรงว่า ความเชื่อใจที่เคยมีให้เขานั้นแทบไม่เหลืออยู่แล้ว สิ่งที่เธออยากขอคำปรึกษาจากดีเจทั้งสามคนจึงคือ เธอควรให้โอกาสผู้ชายคนนี้อีกครั้ง หรือควรเลือกเดินหน้ากับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต หากวีซ่าผ่านและได้เริ่มต้นอนาคตใหม่ที่ออสเตรเลีย เพราะถึงแม้แฟนหนุ่มจะพูดถึงอนาคตร่วมกันมากเพียงใด แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่มั่นใจว่า จะสามารถฝากอนาคตของตัวเองไว้กับผู้ชายคนนี้ได้จริงหรือไม่ ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำเเนะนำว่า “ถ้าเป็นพี่ พี่ก็เลือกไปออสเตรเลีย หรือไปออสเตรเลียแล้วก็ไม่ต้องเลิกก็ได้ ถ้าเขายังรักอยู่จริง ๆ ถ้าเขารักจริงก็บินไปหา ออสเตรเลียก็ไม่มีปัญหา ถ้าเขาบินมาที่นี่ได้ (ประเทศไทย) ก็ต้องบินไปได้อยู่แล้ว แล้วหนูจะเลือกเขาเลยแล้วชีวิตหนูจะเป็นอะไร เป็นเมียเขาเฉย ๆ ให้เขาเลี้ยงอย่างเดียวเหรอ ไปสิ ไป Work and Holiday สิ ไปหาโอกาสในชีวิต ถ้าอยู่ ๆ หนูจะทิ้งทุกอย่างไปหาเขา ไปเชื่อเขาทุกอย่าง มันเชื่อได้เหรอไอ้ที่เขาคุยกับผู้หญิงคนอื่นในมือถือทั้งหมดที่พัทยา มันก็บอกแล้วนะว่าเขาเป็นคนยังไง หนูจะเชื่อเขาจริง ๆ เหรอ แล้วกลับมาคราวนี้ก็กลับมาแบบแปลกมากอีกมัน Red Flag เต็มไปหมดเลย” ในฝั่งของ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่รู้สึกว่าช้อยส์มันไม่ได้อยู่แค่ว่าเลือกผู้ชายคนนี้แล้วเราต้องทำลายอนาคตของเรานะคะ แล้ว 1 ปีมันก็วัดอะไรได้หลายอย่าง บางทีชีวิตมันไม่ได้ง่ายค่ะ พี่ว่าถ้าหนูจะเลือกเขาไปเลย มันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างมาก คือไม่รู้สิ มันมองได้หมดเดี๋ยวนี้การติดต่อสื่อสารมันก็ง่ายมาก เหมือนเรายังรู้จักเขาน้อยอยู่ด้วย มันไม่คุ้มเสี่ยง” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าตอบสั้น ๆ พี่ก็เลือกไปออสเตรเลีย สนับสนุนให้ไปเรียน ไปทำเพื่อตัวเอง ถ้ารักกันจริง ไปออสเตรเลียก็ต้องมีทางออกครับ เขาก็ดูเป็นผู้ชายที่มีบาดแผล ไม่น่าจะไว้ใจได้เท่าไหร่” ท้ายที่สุดแล้ว ดีเจทั้งสามมีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า สนับสนุนให้คุณกะเพราเลือกเดินตามโอกาสและอนาคตของตัวเอง ด้วยการไปออสเตรเลียตามที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้เข้ามาในชีวิตบ่อย ๆ ขณะที่ความรัก หากเป็นความรักที่แท้จริง ก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่ขัดขวางการเติบโตของอีกฝ่ายเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตกอยู่ในความสัมพันธ์รักทางไกลกับแฟน เขาชอบให้เราแสดงความรัก แต่เรากลับรู้สึกรำคาญ จะปรับเข้าหากันอย่างไรดีคะ?

06 ก.ย. 2026

ตกอยู่ในความสัมพันธ์รักทางไกลกับแฟน เขาชอบให้เราแสดงความรัก แต่เรากลับรู้สึกรำคาญ จะปรับเข้าหากันอย่างไรดีคะ?

ตกอยู่ในความสัมพันธ์รักทางไกลกับแฟนเขาชอบให้เราแสดงความรักแต่เรากลับรู้สึกรำคาญจะปรับเข้าหากันอย่างไรดีคะ? ‘คุณนาวี่ (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องความรักระยะไกลของเธอกับแฟน ‘คุณนาวี่' (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี เล่าว่า เธอคบกับแฟนมา 5 เดือน แฟนเด็กกว่าเธอ 5 ปี เป็นครั้งแรกที่คบกับแฟนแบบรักทางไกล ก่อนหน้านี้เคยอยู่จังหวัดใกล้เคียงกัน ได้เจอกันอาทิตย์ละครั้ง แต่ปัจจุบันเธอได้ลาออกจากงานและกลับไปอยู่จังหวัดบ้านเกิดซึ่งไกลกับจังหวัดที่เขาอยู่ หากขับรถยนต์ต้องใช้เวลาประมาณ 9-10 ชั่วโมง จึงทำได้เพียงวิดีโอคอลคุยกัน แต่ด้วยความที่เพิ่งเริ่มคบกัน และแฟนอยากให้คุณนาวี่แสดงออกถึงความรักความสนใจมาก ๆ จนทำให้ช่วงหลังเธอรู้สึกอึดอัด ทำอย่างไรก็ไม่ดีพอ พื้นฐานคุณนาวี่ไม่ได้เป็นคนติดแชต เมื่อก่อนเธอก็จะมีการส่ง Reels หรืออะไรต่าง ๆ ให้เขาดูบ้าง แต่พักหลังมานี้เธอติดซีรีส์จึงไม่ได้ส่งอะไรหาเขาเท่าไหร่ ซึ่งเธอก็อัปเดตกับเขาตลอดว่าเธอทำอะไร แต่ก็ยังมีความนอยด์จากเขาที่ทำให้คุณนาวี่รู้สึกได้ บวกกับเวลาการใช้ชีวิตของเธอและเขาไม่ตรงกัน เขาจะทำงานวันจันทร์ - เสาร์ เข้างาน 6 โมงเย็น - 6 โมงเช้า จะได้โทรคุยกันเฉพาะช่วงที่เขาพักเบรก ซึ่งเธอก็ไม่เคยนอยด์เขาเรื่องระยะเวลาหรือระยะทางที่ห่างกันเลย ช่วงหลังมานี้พอใครมาคาดหวัง หรือต้องการอะไรจากคุณนาวี่มาก ๆ นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัด จนอยากที่จะถอยห่าง โดยปกติจะถอยห่างตั้งแต่ช่วงที่เป็นคนคุยแล้ว แต่กับคนนี้เธอเพิ่งมารู้สึกเอาช่วงหลัง จึงทำให้สับสนว่าตนเองแย่ไหมที่เป็นแบบนี้ ใจหนึ่งเธอเคยคิดว่าถ้าเขาได้เจอคนที่ดีกว่าก็ยินดีจะปล่อยเขาไป แต่อีกใจเธอกลับรู้สึกเสียดายกว่าจะเจอคนที่ดีแบบเขา จึงไม่อยากปล่อยไป เพราะนอกจากเขาจะเป็นคนที่มี Basic Love แล้ว เขายังรับผิดชอบตัวเองได้ หาเงินเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก ไม่เกาะที่บ้านกิน ไม่ต้องให้คนรอบข้างคอยกังวล ไม่ติดเที่ยว ไม่สูบบุหรี่ จะมีแค่เรื่องที่เขางอแง และชอบมาคาดหวังกับคุณนาวี่ บางครั้งที่เธอตอบเขาปกติเขาก็จะทักว่า ทำไมเธอตอบเขาสั้น หรือบางครั้งถ้าคุณนาวี่ยุ่งจนลืมโทรปลุกเขาไปทำงาน เขาก็จะนอยด์ จนทำให้คุณนาวี่เครียด กดดัน จนเริ่มไม่อยากคุยกับเขา บางครั้งเวลาบอกเขาว่าง่วงจะไปนอน สาเหตุก็แค่เพราะว่าเธอไม่อยากคุยกับเขาแล้ว ซึ่งเวลาบอกเขาว่าอยากวางสายเพราะง่วงเขาก็ตอบโอเคแต่รุ่งเช้ามาเขาก็จะส่งคลิปนอยด์ ๆ อย่างเช่น “ควรดูแลใส่ใจคนข้าง ๆ” มาให้คุณนาวี่ โดยตัวแฟนยังอยากทำงานเก็บเงินอยู่ที่จังหวัดนั้น รวมถึงด้วยสายงานเขาจะโยกไปที่อื่นค่อนข้างยาก และในด้านคุณนาวี่เองก็เคยคิดจะหางานเพื่อไปอยู่ใกล้เขา แต่ช่วงหลังมาเธอเริ่มไม่อยากกลับไป สิ่งที่ทำให้คุณนาวี่รำคาญและอึดอัดที่สุดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ ที่สะสมกัน คุณนาวี่ต้องการมุมมองจากดีเจทั้งสามว่า เธอแย่มากไหม หรือเป็นเขาที่งอแงไปเอง ถ้าอยากหาตรงกลางเพื่อปรับเข้าหากันจะคุยกับเขาดีไหม? หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า นิสัยส่วนตัวของคุณนาวี่ทำให้มันไม่ง่ายกับการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครก็ตาม เพราะคุณนาวี่มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ ต้องการพื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องการให้ใครบีบคั้นมากจนเกินไป ซึ่งมันไม่ผิด แค่ต้องเจอคนที่เข้ากันได้ มันยากเพราะในช่วง 6 เดือนแรกมันควรจะเสน่หา อยากเจอกัน แต่ในเมื่อคุณนาวี่เป็นคนติดซีรีส์มีชีวิตส่วนตัวไม่ชอบให้ใครมาตามเยอะ ว่างค่อยเจอ ก็ต้องหาคนที่เข้าใจได้ ไว้ใจได้ มั่นคงต่อกัน ต่อให้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระยะไกลก็ต้องเจอคนที่เข้ากัน แต่อันนี้คือมันยังไม่เข้ากันมาก แถมยังอยู่ไกล และเวลายังไม่ตรงกันอีก เป็นโจทย์ที่ยากมาก มันต้องมีอะไรที่เข้าใจกันได้บ้าง ไม่ใช่แค่เขาเป็นคนดี การเป็นคนดีนั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ความเหมาะสมกันก็เป็นส่วนสำคัญ ถ้าหากยังเสียดายเขา ให้อยู่ก็ลองปรับลองฝืนดูได้ ลองส่งข้อความหาเขาหลังดูซีรีส์จบ 1 ตอน 1 ครั้ง การรักษาความรักระยะไกลต้องใช้ความพยายามสูงมาก การที่จะรักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมันยาก แต่สุดท้ายหากเราลองแล้วไม่ได้ ต้องยอมปล่อยเขาไป เพราะเราไม่เหมาะกัน ความรักที่ดีมันไม่ต้องยาก ไม่ต้องซับซ้อนมาก ถ้าเงื่อนไขของเราเปลี่ยนไม่ได้สิ่งที่เปลี่ยนได้คือนิสัยเขาหรือนิสัยเรา ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ถ้าอยากอยู่กับคนนี้ต่อแค่ตามใจเขา ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ในตอนเริ่มต้นคุณนาวี่ดันโทรปลุกเขาเองทุกวัน ทำให้เขาเกิดความเอ๊ะเวลาที่ไม่ปลุก เหมือนกับความรักเราลดลง เราไปสร้างมาตรฐานไว้เอง ถ้าวันหนึ่งเราไม่ทำเขาต้องร้องหาอยู่แล้ว ต้องเรียกคุยว่า ถ้าเราดูซีรีส์เราจะหายไปเลยแบบนี้ แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาโอเคไหม ถ้าเขายังรู้สึกไม่โอเคจุกจิกไม่เลิก นั่นแปลว่าเราไม่เข้ากัน และไม่ต้องรู้สึกเสียดายเพราะแค่ 5 เดือน เป็นช่วงเรียนรู้ศึกษากัน อะไรที่ไม่ใช่ไม่ต้องไปต่อเพราะตอนคบกันถึง 2 ปีจะหนักกว่านี้ ความแคร์กันจะลดลง ลองปรับลองคุยกันก่อนว่า เรารักกันและอยู่ห่างกันแบบนี้ยิ่งควรมีพลังงานบวกต่อกันให้รู้สึกดี แต่พอเขางอแงมันทำให้คุณนาวี่อึดอัด และต้องถามเขากลับด้วยว่ามีอะไรที่เขาไม่โอเคไหม มาหาตรงกลางร่วมกัน ถ้าทั้งคู่มีตรงกลางร่วมกันจริงความสัมพันธ์นี้ก็ยังคงไปต่อกันได้ ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าคุณนาวี่อินกับเขาขนาดนั้นหรือเปล่า เพราะคุณนาวี่อยากนอนมากกว่าคุยกับเขาทั้งที่เพิ่งคบกันเพียง 5 เดือน โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาที่คนจะยอมไม่นอนเพราะอยากคุยกับแฟน ลองคุยกับตนเองดี ๆ ว่าอินกับตัวตนเขาหรือเปล่า หากถามตัวเองแล้วยังเห็นทางไปต่อก็ไป และปรับตัว แต่ดีเจเติ้ลมองว่ายาก เพราะเจอกับคนที่ทำให้ต้องฝืนตัวเอง ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนไม่หวานอยู่แล้ว ขนาดอยู่ด้วยกันยังยาก แล้วยิ่งเป็นความสัมพันธ์ระยะไกล ยิ่งต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษในการทำให้เขารู้สึกถึงการมีอยู่ของความรักที่คุณนาวี่มอบให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะหากไม่ทำความสัมพันธ์ระยะไกลก็จะไปไม่รอดทันที สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้คุณนาวี่ยิ่งรำคาญ และไม่อยากทำ ลองดูว่าคุณนาวี่จะลองปรับตนเองได้แค่ไหนถ้าอยากจะให้เขาอยู่ หรือหาคนใหม่ที่เข้ากับเราดูเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำอย่างไรดีคะ? เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

05 ก.ย. 2026

ทำอย่างไรดีคะ? เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

ทำอย่างไรดีคะ?เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วยแต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย ‘คุณเลเล (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนกลับไม่เกรงใจและไม่เคารพเราในฐานะนายจ้าง - ลูกจ้างเลย ‘คุณเลเล' (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี คุณเลเลเล่าว่าเธอชวนเพื่อนมาทำงานด้วย เป็นธุรกิจส่วนตัวของเธอ ไม่รู้ว่าควรสร้างขอบเขตอย่างไรให้เขาเกรงใจเธอบ้าง เพราะตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเขาไม่เคยเกรงใจคุณเลเลในฐานะหัวหน้างานเลย เธอเล่าว่าเพื่อนคนนี้เป็นเพียงเพื่อนที่เคยรู้จักกันผ่านการเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพื่อนสนิท โดยจะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะด้านศิลปะ สาเหตุที่เธอชวนเขามาทำงานนั่นก็เพราะว่าสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้นเขาเรียนเก่ง ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเลเลรู้สึกว่าเขาไม่มีความเกรงใจกันเลยคือ เวลาคุณเลเลพูดหรือสั่งอะไรเขาก็มักจะเถียง บางครั้งเวลาพูดขอความคิดเห็นกับเขาดี ๆ เขาก็มักจะไม่เก็บอารมณ์ขึ้นเสียงใส่คุณเลเล หรือหากเธอสั่งให้เขาเก็บของเกี่ยวกับงาน เพราะอุปกรณ์บางชิ้นค่อนข้างมีราคา ควรทำความสะอาดและเก็บให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ของเสียหาย เขาก็ไม่ค่อยจะเก็บ เขามักจะคิดว่าเธอก็ไม่เห็นจะเก็บแล้วเขาจะเก็บทำไม โดยเธอไม่เคยเรียกเขามาให้เก็บ แต่เธอจะพูดรวม ๆ กับทุกคน แรก ๆ ถ้าเขาไม่เก็บเธอก็จะเก็บให้ แต่พอช่วงหลังมาคุณเลเลก็ทิ้งไว้ให้ทุกคนมาเห็นเองตอนเช้า เวลาที่เธอพูดกับเขาว่าใช้งานของ หรืออุปกรณ์เสร็จให้เก็บเข้าที่ด้วยเขาก็มักจะหัวเราะแห้ง ๆ และไม่เก็บเหมือนเดิม สั่งอะไรไปเขาก็จะทำบ้างไม่ทำบ้าง และขี้เกียจบ้าง แต่ด้านคุณเลเลก็พยายามเข้าใจว่าพนักงานก็อาจมีมุมอู้กันบ้าง เพื่อนคนนี้เข้ามาทำงานกับคุณเลเลได้ประมาณเข้า 3 ปีแล้ว ที่ปล่อยให้เขาอยู่มาถึงตอนนี้เพราะเธอมองว่าเป็นเพื่อนกัน หากให้เขาออกความเป็นเพื่อนอาจแตกหัก ความเก่งของเขาในบางช่วงก็สามารถชดเชยพฤติกรรมของเขาได้แต่ในบางช่วงก็ไม่สามารถช่วยได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขา หากเขาตั้งใจงานก็จะออกมาดี แต่ถ้าหากว่าเขาขี้เกียจ ไม่อยากทำ งานก็จะออกมาไม่ดี เป็นแบบนี้สลับกันไป ในตอนแรกคุณเลเลเคยมองว่าทักษะด้านศิลปะของเขาโดดเด่น แต่ในตอนนี้กลับมองว่าไม่โดดเด่นแล้ว คุณเลเลเคยพูดคุยกับเขาว่าต้องการให้ปรับตัวอย่างไร ทุกอย่างก็เหมือนจะดีขึ้น แต่จะเป็นในลักษณะของการดีขึ้นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องกลับแย่ลง เป็นอย่างนี้มาตลอด คุณเลเลจึงอยากทราบว่าเธอควรวางตัวอย่างไรให้เขาเกรงใจบ้าง เพราะพื้นฐานเธอเป็นคนตลก จึงคิดว่าอาจทำให้คำพูดของเธอไม่น่าเชื่อถือบ้าง รวมถึงในที่ทำงานคุณเลเลทำตัวสบาย ๆ ก็ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด กับพนักงานคนอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะคนอื่น ๆ ก็ยังเคารพในหน้าที่ตนเอง เธอเสริมว่าบริษัทนี้ไม่จำเป็นต้องมีเขา และการไม่มีเขาในชีวิตคุณเลเลก็โอเค เพียงแต่ว่าในชีวิตของเธอไม่ค่อยจะมีปัญหากับเพื่อน และไม่อยากจะมีเรื่อง เวลาที่โมโหคุณเลเลก็จะเก็บมาหงุดหงิดกับตัวเองคนเดียว ไม่เคยไปด่าเขาเลย แล้วสุดท้ายก็จะปล่อยไปเพราะสงสารเขา คุณเลเลอยากปรึกษาว่า เธอควรจะนิ่งกว่านี้ไหม เธอไม่อยากที่จะไล่เขาออก เพียงอยากได้วิธีการวางตัวให้เขาเกรงใจ หรือถ้าจะให้เขาออก ควรพูดอย่างไรไม่ให้กระทบกระทั่งกัน หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า ถ้าไล่เขาออกอย่างไรก็ต้องกระทบกระทั่งกัน ในด้านการวางตัวอาจต้องเป็นหัวหน้าที่เด็ดขาดกว่านี้ ชัดเจนแข็งแรงกับสิ่งที่พูด ต้องแข็งขึ้นกว่านี้เพื่อทำให้เขารู้กฎของบริษัท เรียกพนักงานทุกคนมาเตือนเรื่องกฎระเบียบของบริษัทเช่นว่า หลังการใช้งานของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องเก็บให้เรียบร้อย หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษอย่างไร ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ภาพคุณเลเลและดีเจต้นหอม ห่างกันมากในด้านการคุมคน เพราะส่วนตัวดีเจต้นหอมก็ทำงานกับเพื่อน แต่เมื่อถึงเวลางานที่มีปัญหาต้องดุได้ ดีเจต้นหอมจะมองว่าหากตนเองอยู่ในฐานะนายจ้างอะไรที่ผิดพลาด เราสามารถพูดได้ วิธีการพูดที่จะทำให้ไม่บาดหมางกันคือ บอกกับเขาว่า สิ่งที่จะพูดคือเรื่องงาน มีผลกระทบอย่างไรบ้าง ให้ลองปรับกันดูว่าการทำงานยังตรงกันอยู่ไหม ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ จะมาพูดตรง ๆ จะบอกล่วงหน้า 1 เดือนให้มีเวลาขยับขยาย ถ้างานนี้ยังไม่ใช่ และมีงานใหม่ที่รู้สึกใช่กว่าให้บอกเรา คุณเลเลเสริมว่า เธอเองก็เคยพูดกับเพื่อนคนนี้แล้วว่า ถ้าหากเขาเจองานใหม่ที่ชอบ อยากไปให้แจ้งกับเธอได้เลย เพราะเพื่อนคนนี้รับงานฟรีแลนซ์อยู่แล้วด้วย ดีเจต้นหอมกล่าวต่อว่า หรือให้หาข้ออ้างว่า ธุรกิจไปต่อไม่ไหว ถ้าไปต่อไม่ได้จริง ๆ จะแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ระหว่างนี้ถ้าหางานได้ก็ลองดู เพราะธุรกิจค่อนข้างยาก ไม่รู้ว่าต้องเอาพนักงานอยู่ด้วยกี่คน คุณเลเลจึงบอกว่า ด้วยความที่เป็นบริษัทเล็กจะเห็นรายรับกันอยู่แล้ว จึงทำให้ปัดไปประเด็นนี้ยาก ดีเจต้นหอมจึงบอกให้พูดตรง ๆ เพียงแค่ให้เลือกใช้คำพูดที่ดี ถ้ารู้สึกว่าอยู่แล้วเคมีไม่ใช่ มีบางอย่างที่ทำให้เสียบรรยากาศในการทำงาน ก็คุยและให้เวลาเดือนหนึ่งเผื่อจะเปลี่ยนหรือปรับอะไร ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวเสริมว่า วิธีจะคล้ายกับดีเจต้นหอม คือให้พูดกับเขาว่าที่คุยไม่ใช่ในฐานะเพื่อน แต่คุยกันในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง สามารถพูดกับเขาได้เลยว่า ยอมรับเรื่องศักยภาพด้านการทำงานว่าเขาทำได้ดี แต่ถ้าในข้อปฏิบัติของบริษัทก็มีสิ่งที่เขาละเลย ซึ่งมันไม่ได้ และต้องให้ความร่วมมือ และคนอื่นในร้านอาจคิดได้ว่าที่คุณเลเลยอม เพราะเป็นเพื่อนกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทุกคนในร้านควรต้องปฏิบัติแบบเดียวกัน ต้องขอให้เขาทำ รวมถึงคุณเลเลต้องพูดด้วยความมั่นใจว่าพูดในฐานะผู้ว่าจ้างไม่ใช่เพื่อน และถ้าเขาไม่สามารถทำได้ ถ้าจะถึงขั้นให้เขาออกก็เป็นเพราะเขาละเมิดกฎ ในบริษัทเราเป็นคนคุมกฎมีสิทธิ์พูดได้เลย สามารถบอกเขาได้ว่าเสียดายความสามารถที่เขามีแต่เราไปด้วยกันไม่ได้ และจ่ายค่าชดเชยให้เขาไป แต่ต้องทำใจว่าถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วเขาอาจไม่คบเราต่อ เราอาจเสียคนที่ฝีมือดีไปแต่ก็อาจหาใหม่ที่ดีกว่าได้ แต่ถ้าทนต่อไปเราก็อึดอัด บริษัทก็จะเละเทะ มองว่าไม่คุ้ม ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า หากคุณเลเลไม่สามารถปกครองคนนี้ได้จะปกครองคนอื่นได้อย่างไร ถ้าจะให้อยู่ต่อต้องชั่งน้ำหนักว่าเขามีอะไรจะชดเชยข้อบกพร่องของเขาหรือเปล่า แต่จากที่คุณเลเลบอกว่าฝีมือเขาก็ไม่ได้โดดเด่น เหมือนกับคนนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราต้องจ้างเขาเลย อย่าคิดว่าเราจะเอาเขาออกไม่ได้ การทำธุรกิจอย่างหนึ่งคือถ้าบริษัทเลี้ยงคนห่วย ๆ ไว้จะทำให้คนเก่งออกไป ต้องคิดว่าหากพนักงานคนอื่นเห็นว่า เพื่อนคุณเลเลสามารถตั้งของทิ้งไว้ได้เขาก็อาจคิดว่าตนก็ทำได้เหมือนกัน หากเราจ้างเพื่อนมาทำธุรกิจเดียวกันแล้วเราต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อนก็ส่วนเพื่อน งานก็ส่วนงาน คุณเลเลจะเป็นเพื่อนในเวลางานไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้เราเป็นผู้นำที่บกพร่อง เมื่อไหร่ที่ดึงเพื่อนเข้ามาในบริษัทต้องเป็นมืออาชีพ ชัดเจนในฐานะนายจ้างลูกจ้าง คุยกันด้วยเหตุผล สามารถบอกเขาได้ว่าเราไม่อยากเสียเพื่อน แต่ในด้านธุรกิจ เราอยู่กับเขาไม่ได้ และมาคุยกันว่าจะปล่อยเขาไปอย่างไรให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ใช่เวลาจะคัดเขาไปจากชีวิตอยู่แล้ว ถ้าจะต้องหักกันด้วยเรื่องนี้เพื่อธุรกิจก็ต้องยอมเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนนอกใจซ้ำ ๆ จนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ทั้งที่รู้ว่าควรเดินออกมา แต่หนูกลับยังตัดใจไม่ได้

04 ก.ย. 2026

แฟนนอกใจซ้ำ ๆ จนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ทั้งที่รู้ว่าควรเดินออกมา แต่หนูกลับยังตัดใจไม่ได้

แฟนนอกใจซ้ำ ๆ จนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8ทั้งที่รู้ว่าควรเดินออกมา แต่หนูกลับยังตัดใจไม่ได้ ‘คุณบีช’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอถูกแฟนนอกใจมา 8 ครั้ง และครั้งนี้เธออยากพาตัวเองเดินออกมาจากความสัมพันธ์นี้ให้ได้ ‘คุณบีช’ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาเรื้อรังในความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มที่คบหากันมาประมาณ 4 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่คบกัน เธอต้องเผชิญกับการนอกใจจากแฟนหนุ่มมา 7 ครั้ง แต่เธอก็เลือกที่จะให้อภัยและให้โอกาสเขาอยู่เสมอ คุณบีชยอมรับว่า ในช่วงหนึ่งของความสัมพันธ์ ตัวเธอเองก็เคยนอกใจแฟนหนุ่มเช่นกัน แต่ยืนยันว่าเป็นการนอกใจที่ไม่ได้ลึกซึ้ง มีลักษณะเป็นการเกือบจะทำ แต่สุดท้ายคิดยับยั้งตัวเองและไม่ได้ทำอะไรลงไป หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เธอยืนยันว่าตลอดเวลาที่เหลือของความสัมพันธ์ เธอไม่เคยทำร้ายจิตใจแฟนหนุ่มในลักษณะดังกล่าวอีก เพราะไม่ต้องการทำให้เขาเสียใจ สำหรับลักษณะการนอกใจของแฟนหนุ่มนั้นคือเขามักใช้แอป X เพื่อนัดดีลและนัดมีความสัมพันธ์กับคนในแอป รวมถึงมีการส่งรูปอวัยวะเพศให้กับคนที่นัดดีล และยังมีการคอลเสียวกับคนในแอปอีกด้วย คุณบีชยอมรับว่า เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่ในความสัมพันธ์นี้ เพราะที่ผ่านมาเธอมักเลือกให้อภัยและให้โอกาสแฟนหนุ่มอยู่เสมอ โดยเหตุผลสำคัญคือเธอยังคงเชื่อว่าเขามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงและแก้ไขตัวเองได้ จนกระทั่งการนอกใจเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ซึ่งครั้งนี้เธอรู้สึกว่ามันมากเกินกว่าจะรับไหว จึงตัดสินใจขอออกมาจากความสัมพันธ์ แม้แฟนหนุ่มจะขอโอกาสอีกครั้งก็ตาม เธอยอมรับว่าเป็นคนใจอ่อนง่าย และพยายามอย่างมากที่จะกลับมาอยู่กับตัวเอง แต่เมื่อเริ่มรู้สึกคิดถึงแฟนหนุ่มและอยากจะกลับไปสู่ความสัมพันธ์อีกครั้ง แฟนหนุ่มกลับทักมาหาคุณบีชว่า พบถุงยางอนามัยใต้เตียงในห้องนอนที่ทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกัน คุณบีชยืนยันว่า เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์กับใครในห้องดังกล่าวที่ไม่ใช่แฟนของเธอ จึงติดต่อหาเจ้าของห้องคอนโด ซึ่งแนะนำให้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่ท้ายที่สุด น้องสาวของเธอเป็นคนทักมาบอกว่า “พี่บีช มันเป็นของหนูเอง” และอธิบายว่าถุงยางอนามัยดังกล่าวเป็นของน้องสาวที่เคยแวะเวียนมาหาที่ห้องแล้วทำตกไว้ พร้อมบอกประมาณว่า “ก็ว่าอยู่ว่าหายไปไหน” คุณบีชจึงส่งถุงยางดังกล่าวคืนให้น้องสาว อย่างไรก็ตาม แฟนหนุ่มกลับไม่เชื่อว่าเธอพูดความจริง และคิดว่าเธอกำลังโกหก ทำให้คุณบีชรู้สึกแย่และรู้สึกผิด ทั้งที่ยืนยันว่าถุงยางอนามัยดังกล่าวไม่ใช่ของเธอ คุณบีชยอมรับว่า การกระทำของเธอเองก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีนัก เพราะเธอเข้าไปในบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของแฟนหนุ่ม แต่สิ่งที่เธอพบกลับเป็นบทสนทนาที่แฟนหนุ่มทักหาผู้หญิงคนอื่นเป็นจำนวนมาก ภาพที่เห็นทำให้เธอรู้สึกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่คบกันมา กลับดูเหมือนสั้นมากสำหรับแฟนหนุ่ม จนเกิดคำถามว่า “ทำไมถึงลืมกันได้ง่ายขนาดนี้ อยู่กันมาตั้ง 4 ปี” แม้จะเจอเรื่องราวที่ทำร้ายจิตใจ แต่ในขณะนี้ คุณบีชยอมรับว่าเธอกลับเป็นฝ่ายอาลัยอาวรณ์และพยายามตื๊อแฟนหนุ่มให้กลับมาหา แม้ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนไม่รักตัวเองเลย เธอจึงอยากตื่นจากความสัมพันธ์นี้ และอยากให้ตัวเองกลับมารักตัวเองให้ได้อีกครั้ง ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เธอตัดสินใจกลับไปหาแฟนหนุ่ม เหตุผลสำคัญคือความหวังว่าเขาจะกลับมาทำดีได้ เพราะตลอดเวลาที่คบกัน เธอรู้สึกว่าตัวเองทำดีกับแฟนหนุ่มไว้มากมาย และดูแลเขาประหนึ่งเหมือนแม่คนหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์นอกใจอีกกี่ครั้ง อีกหนึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถออกมาจากความสัมพันธ์นี้ได้ คือ ความผูกพัน และความเป็นห่วงแฟนหนุ่ม เธอเป็นห่วงเพราะรู้สึกว่าแฟนหนุ่มใช้ชีวิตไม่ได้หากไม่มีเธอ และปัจจุบันเธอก็ยังคงเป็นห่วงเขาอยู่ รวมถึงกลัวว่าแฟนหนุ่มอาจเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อีกทั้งแฟนคนนี้ยังเป็นแฟนคนแรกของเธอ ก่อนที่จะโทรเข้ามาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจ คุณบีชยังทักไปหาแฟนหนุ่มว่า “อยากกอดอยู่ไหม ยังคิดถึงอยู่ไหม” แต่แฟนหนุ่มกลับตอบว่า “ขอเวลาคิดก่อน” นอกจากนี้ ล่าสุดแฟนหนุ่มยังทักมาชวนเธอเล่นเกม ยิ่งทำให้คุณบีชรู้สึกว่าความสัมพันธ์อาจยังมีโอกาสและยังมีความหวังว่าแฟนหนุ่มกับเธอจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ท้ายที่สุด คุณบีชจึงโทรเข้ามาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจ โดยสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด คืออยากให้พี่ ๆ ดีเจช่วยทำให้เธอ “ตื่น” จากความสัมพันธ์นี้ และช่วยทำให้เธอกลับมารักตัวเองได้อีกครั้ง ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ทำไมบีชไม่เอาเวลาตรงเนี่ยไปทำอะไรดี ๆ ให้พ่อกับแม่ ลองคิดดูสิ ที่บีชมาดูแลผู้ชายคนนึงเหมือนเป็นแม่เขา แล้วเขาไม่เคยเห็นคุณค่าอะไรของบีชเลย เขานอกใจบีชตลอดเวลา ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นอยู่ตลอด ต้องมานั่งร้องไห้ มานั่งเสียใจ บีชบอกว่ารักเขาเพราะความรัก ความผูกพัน พี่จะถามว่ารักครั้งนี้ของบีชมันมีคุณค่าอะไรสำหรับเขาเหรอ คนที่ทำให้บีชมาร้องไห้อยู่ตอนเนี่ย เทียบกับพ่อแม่หนูที่ไม่เคยทำให้หนูร้องไห้เลย คนสองคนที่ดีกับหนู ไม่เคยทำให้หนูร้องไห้ ดูแลหนูมาอย่างดี หนูไม่เคยไปยุ่งดูแลอะไรเขา ทำไมหนูต้องเอาเวลาไปดูผู้ชายเฮงซวยด้วย ตอนนี้ถ้าพี่ฟังมา พี่ได้ยินแต่รักเขา เป็นห่วงเขา กลัวเขาติดโรค ทั้งที่มันเป็นสันดานของเขา ที่เขาไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักเลือก บีชยังเป็นห่วงคนนี้ ตอนนี้สิ่งที่พี่ฟังแล้วพี่ไม่ได้ยินจากบีช คือการรักตัวเองของบีช บีชเห็นตัวเองร้องไห้ แต่ก็ไม่อยากหยุดวงจรอุบาทว์ วงจรเน่าเสียอันนี้ นี่คือ Toxic Relationship ที่สุดที่บีชได้เจอ ตอนนี้บีชคือคนโง่สำหรับพี่นะ คือคนโง่ที่หวังจะให้ก้อนหินมันเดินได้ หรือให้ก้อนหินมันมีสามัญสำนึก เพราะฉะนั้นที่อยากให้บีชรักตัวเอง ซึ่งก็ไม่รู้จะสอนยังไง มันต้องเกิดตัวบีชเอง ที่บีชอยากจะรักตัวเอง อยากจะเห็นคุณค่าของตัวเอง เพราะว่าตอนนี้หนูทำตัวเอง มันก็เลยไม่แปลกใจที่ทำไมเขาถึงทำกับหนูได้ เลิกกันแล้วเขาก็ Text ไปหาผู้หญิงไม่รู้กี่สิบคนเพราะในสายตาเขาหนูมันไม่มีค่าเลยไงเลยอยากให้รักตัวเองมาก ๆ แล้วก็พี่ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมคนเราถึงไม่ยอมอยากให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ถ้าหนูออกมาจากวงจรนี้ ร้อยทั้งร้อยชีวิตหนูดีขึ้นแน่นอน ผู้ชายคนใหม่เต็มไปหมดไม่รู้กี่ล้านคนบนโลก แต่หนูไม่เอาอะ หนูจะเอาตัวเองมาอยู่กับตรงเนี่ย พี่หวังจะให้บีชตื่นอย่างที่บีชต้องการนะ ขอให้บีชตื่นได้เร็ว ๆ นะคะ หนูยังคิดไม่ได้ หนูก็จะอยู่กับที่เดิม ๆ ในสิ่งที่ทำร้ายหนูอะ” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “บีชบอกว่าดูแลเขาทุกอย่างเหมือนแม่คนนึงเลย พี่กำลังจะบอกอย่างงี้ ให้เปรียบเทียบเหมือนเราเลี้ยงหมาอะ แล้วเรายื่นเพชรให้หมา ยื่นทองให้หมา เราคิดว่าสิ่งเนี่ยดี สิ่งนี้มีค่า แต่มันไม่ใช่สิ่งที่หมาต้องการเลยอะ หมาต้องการกินขี้ การที่หนูให้เพชรคือสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการฉะนั้นอย่าบอกว่าสิ่งที่เราทำเนี่ยมันเป็นบุญคุณ หรือเธอจะต้องจำสิว่าฉันทำให้กับเธอ เขาไม่ได้ต้องการเลยค่ะบีช แม้กระทั่งตัวบีช เขาก็ไม่ต้องการ สิ่งที่ผู้ชายตอบมาคือ “อยากกอดอยู่ไหม อยากหอมอยู่ไหม” ถ้ามันอยากอะ มันตอบไปแล้วค่ะ มันไม่รอ แต่มันยังถนอมน้ำใจว่า “เดี๋ยวขอคิดดูก่อน” แต่ก่อนไม่มีผู้ชายคนนี้บีชก็อยู่ได้ ตอนเขาทำร้ายบีช บีชก็อยู่ได้ แล้ววันนี้เขาแค่เลิกทำร้ายบีชอะ ซึ่งมันดีกว่าเดิม ทำไมจะอยู่ไม่ได้เราอะรักเขาได้ไหม รักได้ เลิกกันแล้วรักเขาได้ไหม รักได้ แต่อย่าลืมรักตัวเองด้วย รักตัวเองให้มากกว่ารักเขา ถ้าบีชอยากได้แฟนดี ๆ บีชต้องเลิกกับคนเลวก่อน เพราะคนนี้ไม่ใช่แล้ว ถ้าไม่เลิกกับคนเลวก็ไม่มีทางได้เจอคนดี แล้วต่อจะให้เจอซองถุงยาง แล้วโทษหรือโยนความผิดให้เราก็ช่างมัน ยังไงเราก็ไม่เอาเขาอยู่แล้ว แล้วถุงยางเนี่ย เรารู้อยู่แล้วว่าเราใช้หรือไม่ใช้ แต่เขาน่ะนอนกับคนอื่น เขาต้องรู้อยู่แก่ใจว่าทำหรือไม่ทำ ฉะนั้นการที่เราเสียเขาไปอะ เราแค่เสียคนเลวคนนึงออกไป ในขณะที่เขาอะเสียผู้หญิงดี ๆ อย่างเราออกไปเรียบร้อยแล้ว จงทำให้ชีวิตมีคุณค่า รักตัวเองให้มากกว่านี้ แฟนดี ๆ รออยู่ ผัวที่ดีคือผัวใหม่ค่ะ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “ไม่มีไรเลยบีช แค่ยังไม่เคยเจอคนที่ดีแค่นั้นเอง ลืมตามาอยากมีความรักสักครั้ง ก็เจอกล่องจุ่มแบบตัว Jackpot แล้วก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มองออกไปบนโลกจริง ๆ เลยว่ามันมีอะไรบ้าง การซื่อสัตย์ต่อคนรักของเรา มันคือพื้นฐานโคตร ๆ ของคนเรา มันไม่ใช่ข้อดี มันไม่ใช่คุณสมบัติที่แบบต้องเชิดชูอะไรกันเลย จริง ๆ ความซื่อสัตย์มันคือพื้นฐานมาก ๆ มันคือพื้นฐานที่คนเราควรจะมีให้กัน แค่นั้น ข้อดีอย่างอื่นเดี๋ยวค่อยทำตามกันมา อันนี้มันเป็นพื้นฐานข้อแรก ถ้าใครคนนึงที่ยังทำพื้นฐานข้อแรกไม่ได้แบบซ้ำ ๆ ซ้ำไปซ้ำมา คิดดูเขามีคุณสมบัติความเป็นคนรักที่ดีแค่ไหน บีชยังเด็กมาก ๆ มันเป็นวัยที่เราทุ่มเทความรักให้กับใครไม่รู้ คนแปลกหน้าคนนึงที่เราดึงเข้ามาในชีวิต คนเป็นพ่อเป็นแม่อะ เลี้ยงเด็กคนนึงมาให้โตไปรักคนอื่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขออย่างเดียวเลยได้ปะ ไอ้คนที่เราจะรักอะ เลือกหน่อยว่ะ แค่นั้นเอง เลือกหน่อย ไม่ใช่ลืมตามาแล้วเห็นตรงหน้าแล้วเอามาเป็นแฟนเลย แล้วไม่ว่ามันจะเลวแค่ไหนก็ยังอยู่กับมัน พี่เป็นพ่อเป็นแม่ พี่คงใจสลายอะ แล้วแทนที่จะห่วงเขาติดโรคอะ ห่วงตัวเอง ดีกว่าห่วงตัวเองจะเอาโรคมาจากเขา”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

29 ส.ค. 2026

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจแต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ? ‘คุณนัท’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic‘ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนคบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหึงหวงแบบหนักหน่วง ถึงขั้นห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ และระแวงทุกครั้งที่ต้องเจอผู้หญิง ทั้งที่คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยนอกใจ หรือ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ‘คุณนัท’ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนสาวที่อายุมากกว่า หลังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความหึงหวงที่มากเกินไป จนทำให้คุณนัทรู้สึกอึดอัด โดยคุณนัทเล่าว่าแฟนสาวมักมีอาการหึงหวงในหลายสถานการณ์ แม้บางครั้งจะไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน แต่คุณนัทยืนยันว่าไม่ได้ต้องการยุติความสัมพันธ์ เพราะแฟนสาวเป็นคนที่ทำให้คุณภาพชีวิตของตนดีขึ้น และยังยืนยันว่าปัจจุบันยังรักแฟนสาวมาก เพียงแต่ไม่ว่าจะพูดหรืออธิบายอะไร แฟนสาวก็มักไม่เชื่อในสิ่งที่พูด คุณนัทยกหนึ่งเหตุการณ์ที่พีคที่สุดมาเล่า โดยในขณะนั้นคุณนัทกำลังดูไลฟ์ของศิลปินชายยุค 2000 แต่แฟนสาวกลับไม่พอใจและสั่งให้คุณนัทหยุดดูไลฟ์ดังกล่าว เพียงเพราะในไลฟ์นั้นมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาดูด้วย ทั้งที่ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเพียงผู้ชมที่เข้ามาดูไลฟ์เช่นเดียวกับคุณนัทเท่านั้น อีกเหตุการณ์ที่พีคไม่แพ้กัน เกิดขึ้นในช่วงที่คุณนัทกำลังจะไปเรียนต่อ เพราะต้องการมีวุฒิปริญญาตรี โดยคุณนัทเองก็พอจะเดาได้ว่าหากตัดสินใจไปเรียน แฟนสาวคงเกิดความหึงหวง จึงพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการเลือกเรียนออนไลน์ ซึ่งอาจต้องเดินทางไปสอบเพียง 1-2 ครั้ง แต่แฟนสาวกลับเงียบไป ทำให้คุณนัทพอจะทราบว่าแฟนสาวคงไม่อยากให้ไปเรียน เพราะกลัวว่าจะไปเจอผู้หญิงอื่น นอกจากนี้ ในช่วงที่คุณนัททำงานอยู่ที่ทำงานเก่า ยังมีเหตุการณ์เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแฟนสาวไม่พอใจเป็นพิเศษ โดยแฟนของเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนนี้ก็ทำงานอยู่ที่เดียวกับคุณนัทเช่นกัน ต่อมาที่ทำงานมีตำแหน่งว่างสำหรับพนักงานผู้หญิง ทำให้เพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวได้เข้ามาทำงานร่วมกับคุณนัท แฟนสาวสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานคนนี้และรู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเข้าหาคุณนัทในเชิงชู้สาว แต่คุณนัทยืนยันว่า จากมุมมองของตัวเองนั้นไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไร โดยมีเพียงบางครั้งที่เพื่อนร่วมงานผู้หญิงทักมาถามว่าคุณนัทไม่สบายหรือไม่ แต่คุณนัทมองว่าไม่ได้มีการพูดคุยอะไรต่อเนื่องหรือยืดเยื้อ ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเก่าเช่นกัน โดยลักษณะงานจำเป็นต้องส่งงานและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจากสาขาอื่น ผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานผู้หญิงจากสาขาอื่นทักมาหาคุณนัท แต่เนื้อหาที่พูดคุยกันเป็นเรื่องงานทั้งหมด และผู้หญิงคนดังกล่าวก็ทักหาพนักงานคนอื่นเช่นเดียวกัน เพียงแต่พนักงานคนไหนตอบก่อนก็จะพูดคุยกับคนนั้นต่อ แต่เมื่อแฟนสาวเห็นกลับไม่พอใจ และตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงคนดังกล่าวถึงเลือกทักมาถามคุณนัท ทำไมไม่ทักไปถามคนอื่น คุณนัทจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการไม่ตอบแชตของพนักงานผู้หญิงคนดังกล่าว เพื่อให้แฟนสาวสบายใจ ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป แชตดังกล่าวหายไปโดยที่คุณนัทไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนวันหนึ่งแฟนสาวมาปลุกคุณนัทในช่วงเช้า พร้อมพูดว่า “ทำไมอยู่ ๆ แชตหายไป แอบไปคุยกันแล้วลบแชตหรือเปล่า” คุณนัทยอมรับว่ารู้สึกงงกับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่แฟนสาวต้องไปทำงาน ทั้งคู่จึงหยุดการทะเลาะกันไว้ก่อน ก่อนที่คุณนัทจะพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดแชตจึงหายไป และสุดท้ายจึงพบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวสามารถเก็บแชตไว้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เมื่อครบกำหนด แชตทั้งหมดที่เกินระยะเวลาก็จะหายไป ไม่ได้หายเฉพาะแชตของผู้หญิงคนดังกล่าว คุณนัทจึงนำหลักฐานไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เหตุการณ์นี้จึงจบลง คุณนัทเสริมว่า หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแล้วตนสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ เรื่องก็จะจบลง แต่หากไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ ตนก็จะกลายเป็นฝ่ายที่ทำผิดทันที ปัจจุบัน คุณนัททำงานเป็นไรเดอร์ส่งของ และแฟนสาวยังมีกฎบางอย่างที่กำหนดไว้ เช่น หากคุณนัทออกไปส่งของ “ห้ามถอดหมวกกันน็อค” หากไม่ทำตามกฎดังกล่าว แฟนสาวก็จะไม่พอใจและนำไปสู่การทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้คุณนัทยังเล่าอีกว่า เหมือนแฟนสาวจะมี Skills บางอย่างในการจับสังเกตว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาด้วยเจตนาแฝงในเชิงชู้สาว ซึ่งบางครั้งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่แฟนสาวสงสัยจริง ๆ แต่ในหลายครั้งตัวคุณนัทเองกลับดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจตนาอะไร อย่างไรก็ตาม คุณนัทยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่คบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีประวัติการนอกใจ และไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่จะทำให้แฟนสาวต้องกังวล ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยมีสังคม และหากออกไปไหนก็จะกลับห้อง คุณนัทจึงคาดว่าอาจเป็นเพราะหน้าตาของตนที่ดีจนมีคนรอบข้างเข้ามาสนใจอยู่เสมอ คุณนัทเคยถามแฟนสาวไปตรง ๆ ว่า “เราไม่เคยทำอะไรให้เธอนะ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อใจกันเลย” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ นอกจากนี้ คุณนัทยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับแฟนสาวว่า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกจากการที่คุณนัททำงานเป็นพนักงานส่งของ และได้พบกับแฟนสาวที่ร้านแห่งหนึ่ง ก่อนที่แฟนสาวจะถูกใจคุณนัทและพยายามหาช่องทางติดต่อจนเจอ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มพูดคุยและสานสัมพันธ์กัน แต่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะในเวลานั้นคุณนัทเองยังมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงกลับมาถามตัวเองว่ายังรู้สึกรักอดีตภรรยาอยู่หรือไม่ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถตอบได้ด้วยซ้ำว่าครั้งล่าสุดที่รู้สึกรักอดีตภรรยาคือเมื่อใด ก่อนที่ท้ายที่สุดคุณนัทและอดีตภรรยาจะยุติความสัมพันธ์ลง หลังจากนั้นคุณนัทจึงอยู่ในสถานะโสด และมีโอกาสสานสัมพันธ์กับแฟนสาวต่อ จนปัจจุบันทั้งคู่คบกันมาเกือบ 2 ปี โดยคุณนัทยอมรับว่ารู้ดีว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้มีลักษณะคาบเกี่ยวและไม่ได้เริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบนัก สำหรับคำถามที่คุณนัทอยากขอคำแนะนำคือ เนื่องจากคุณนัทมีอายุน้อยกว่าแฟนสาวหลายปี คุณนัทจึงรู้สึกว่าทุกครั้งที่พูดหรืออธิบายอะไรไป แฟนสาวกลับไม่เชื่อในสิ่งที่พูด จึงอยากทราบว่าในมุมมองของคนที่โตกว่า ควรจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร ควรเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง หรือควรพูดคุยกับแฟนสาวอย่างไร เพื่อให้เธอลดพฤติกรรมหึงหวงลงและเปิดใจเชื่อใจกันมากขึ้น แม้คุณนัทจะยอมรับว่าจุดเริ่มต้นระหว่างตนกับแฟนสาวอาจไม่ได้สวยงามนัก แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยคิดนอกใจหรือพูดคุยกับคนอื่น และอยากให้แฟนสาวเชื่อใจเขาบ้าง ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “เมื่อตั้งเงื่อนไขไว้แล้วว่าจะไม่เลิกก็คืออดทน พูดอะไรเขาก็ไม่เชื่อใช่มั้ย เขาก็ยังไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเรา ต้นเรื่องที่มันทำให้เรามาคบกัน ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มั่นใจ เมื่อเธอเลิกกับแฟนที่เธอคบมานานได้เพื่อมาเลือกฉัน เธอก็สามารถเลิกกับฉันได้เหมือนกัน ฉะนั้นการที่ทำให้เขาเชื่อใจได้ก็ต้องแสดงความมั่นใจ ต้องทำอย่างเงี้ยโดยใช้เวลานานมาก ๆ แล้วก็ตอบไม่ได้ด้วยว่าเขาจะเชื่อใจด้วยมั้ย เพราะเราก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนได้มั้ย ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน เอาอย่างงี้ เวลาที่ทะเลาะกันให้นึกถึงความดีเขา ความดีเขาเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะถ้าคิดถึงเรื่องหึงหวงของเขา ก็ไม่มีใครทนอยู่นะ นัทให้โจทย์พี่ว่าจะไม่เลิก เพราะว่าการที่อยู่คนนี้แล้วมันดีขึ้น ซึ่งนัทก็ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าเลิกกับคนนี้ ชีวิตเราอาจจะดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ในเมื่อมันไม่มีช้อยส์นั้น ก็คืออดทนจนกว่านัทจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ พี่อยากให้ลองพูดกับเขาก่อนก็ได้นะว่า ถ้าคิดว่าเธอเป็นผู้ใหญ่พอ เธอก็ต้องฟังในสิ่งที่ฉันกำลังพูด เรากำลังจะหาตรงกลางด้วยกัน ณ วันนี้สิ่งที่เธอเป็นมันทำให้เราอึดอัด แล้วทำให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิต มันเหมือนกับว่าเราจะไปข้างหน้าแล้ว แต่มีสิ่งนี้ที่ดึงเรา มันเป็นแค่เรื่องเนี่ย ทำให้มันเป็นเรื่องเล็กได้ไหม หาตรงกลางระหว่างกันหน่อย อยากให้พูดก่อน เพราะว่าเรายังไม่เคยคุยกับเขาเลย บางทีการที่คุยกับเขา บางทีเขาอาจจะสามารถลองปล่อยวางตรงนี้ก็ได้นะ ให้เขาบอกมาสิว่าอะไรที่เราเคยทำแล้วเขาไม่สบายใจ อะไรที่เป็นความผิดของเราให้พูดมา แล้วถ้าสมมุติมันค้นไม่พบ มันแฟร์พอหรอ นี่คือสิ่งที่เราสมควรได้รับหรอ คือความไม่เชื่ออ่ะ มันทำให้บรรยากาศการรักกันมันลดทอน เธอแฮปปี้หรอการที่เราทะเลาะกัน เธอชอบหรอ แต่เราไม่ชอบนะ คุยก่อน เผื่อมันจะดีขึ้น แต่ถ้าคุยแล้วไม่ดีขึ้น ก็อดทน มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปิดกั้นอนาคตเรา คนที่จะเดินไปกับเราควรเป็นคนที่ไปด้วยกันข้างหน้า ไม่ใช่ว่าเราจะเดินแล้วก็ดึงรั้ง” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “มองจากมุมชาวบ้านที่ไม่ใช่นักจิตวิทยานะ จากเรื่องที่นัทเล่ามาก็จะคิดว่า เพราะเขากลัวว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นกับเขา ก็คือการถูกทิ้งเมื่อนัทไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งอันนี้ที่ว่ามันอยู่ที่เขาไง มันไม่ได้อยู่ที่นัท เพราะนัทบอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ประพฤติตัวดีมาตลอด 2 ปีไม่ได้มีปัญหา แสดงว่าตัวเนี่ยหลักใหญ่ใจความคือใจเขาที่มันรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่มั่นคง ซึ่งพี่ว่ามันยิ่งยากกว่าคนปกติ คือถ้าคนปกติแล้วเป็นผู้หญิงขี้หึงมันก็ประมาณนึงใช่ไหม แต่อันเนี่ยข้างในเขามันรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เขารู้สึกว่ามันจะทำนัทไปจากเขา เขาก็จะรู้สึกไม่ดีทั้งหมด อะไรก็ตามที่มันจะเป็นโอกาสที่จะทำให้นัทไปเจอผู้หญิงคนอื่น แล้วเจอว่าดีกว่าเขา ก็กลัวว่าเขาจะกลายเป็นเหมือนแฟนเก่าของนัทคนเก่าที่นัทเลิกมา เท่านั้นเอง พี่อาจจะเห็นด้วยกับพี่หอมว่าคือต้องอดทนอย่างเดียวเท่านั้น คือนัทบอก 2 ปีแล้วทำไมเขายังไม่เชื่อใจ พี่ว่าถ้าเคสเขาอ่ะมันก็ต้องแบบใช้เวลานานนะ หรือมันอาจจะ 10 ปีกว่าเขาจะเชื่อใจว่าโอเค หมดทุกประตูละ นัทไม่มีทางทำอะไรได้แน่ จะต้องแก่ไปด้วยกัน สมมติถ้ามันอยากจะคุยนะ พี่ว่าก็อาจจะให้ความมั่นใจกับเขาด้วยคำพูดไปก่อนว่า อย่าคิดว่าเธอจะเหมือนแฟนคนนั้น ไม่รู้ว่านัทจะต้องอธิบายเหตุการณ์ตอนนั้นให้เขาเข้าใจว่าทำไมนัทถึงเลิกกับคนนั้นเพื่อมาคบกับเขา เพราะอะไร พี่มองในมุมนึงว่าถ้านัทต้องเลือกเหมือนกันนะ ว่าทนกับสิ่งที่เขาตั้ง สมมติไลฟ์อย่างเงี้ย พี่ว่าเข้าใจได้ว่านัทจะไปดูไลฟ์อย่างเงี้ยมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง แต่ถ้าไม่ไปเรียนต่ออย่างเงี้ย อาจจะต้องคุยกับเขาดี ๆ ว่าอันนี้มันมีผลกับอนาคต มันจะทำให้ชีวิตเรามันไม่ดีอ่ะ เธออยากได้แฟนที่มีการศึกษา มีอนาคตที่ดีกว่านี้กับเธอหรอ ถ้านัทบอกว่าอยู่กับเขาแล้วชีวิตมันดี ก็ต้องดูดี ๆ ว่ามันดีขึ้นจริงหรือเปล่า อย่าพูดแค่ว่ามันก็แค่ชีวิตดีขึ้น” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ถึงแม้จะเข้าใจเหตุผลได้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่านัทเองก็เลิกกับภรรยาเพื่อมาคบกับเขา แต่ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมันก็เกินไป โดยเฉพาะเรื่องห้ามไปเรียน อันนี้มองว่ามันเป็นฉุดรั้งความเจริญของชีวิตด้วยการไม่มีเหตุผล แต่ว่าคนจะเรียนหนังสือควรจะสอบ อันเนี่ยไม่ควรเอาอะไรก็แล้วแต่มาฉุดไว้ถ้านัทบอกชีวิตนัทดีขึ้นคือนัทต้องได้ไปเรียน ไม่ว่าเขาจะหึงแค่ไหนก็ตาม ปัญหาจะไม่มีวันจบ เพราะถึงแม้จะแต่งงานกันไปแล้ว เขาก็ยังกลัวโดนทิ้งได้ทุกเมื่อ เพราะคนของนัทก็แต่งงานกันแล้ว เป็นภรรยาแล้ว มันไม่มีจุดหมายปลายทาง อยากยกเคสตัวเองเหมือนกัน ลูกจ๋าเนี่ยก็คบกันเพราะเราไปหยอดเขา พอหยอดเขามันได้คบกันจริงจัง เขาก็เออ ต่อไปนี้อย่าไปหยอดใครอีก แต่เมื่อมันมี next step เราแต่งงานกัน เราอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัวด้วยกัน การหึงหวงมันจบไปเลย มันไม่มีอีกแล้ว เพราะหมายถึงว่าเรา commit กับเขาเรียบร้อยแล้ว การแต่งงานคือสุดท้ายเราใช้ชีวิตด้วยกัน เขาไม่มีอะไรต้องกังวลอีก เขารู้สึกว่าเนี่ย เราคือคนของเขา เขาคือคนของเรา มันมีจุดหมายปลายทางร่วมกัน แต่ในเคสของนัทอ่ะ ต่อให้แต่งงานมันก็ยังเลิกได้ นัทก็ยังทิ้งเขาได้ เพราะฉะนั้น หนึ่งคือนัทต้องทน คือมันก็ต้องทนในสิ่งที่เขาเป็น แต่ว่าก็ต้องไม่ยอมทุกเรื่อง เรื่องไหนยอมได้ก็ทำให้ แต่ว่าเรื่องเรียน เรื่องสอบ อันเนี่ยมองว่ามันไม่ควร คือถ้าคนเรารักกันจริง ๆ มันต้องพากันเจริญขึ้น ถึงแม้สิ่งนั้นเราอาจจะขัดใจบ้าง แต่ถ้าเขารักนัทจริง ๆ แล้วก็เขาอยากให้ชีวิตนัทดีขึ้นน่ะ เรื่องการเรียนออนไลน์เรื่องมันควรอนุญาตอ่ะ ก็ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบดิ ถ้ากลัวน่ะ ไอ้เรื่องเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น สมมติว่านัทได้โอกาสการทำงานเข้ามา เงินเดือนสูง ชีวิตกำลังจะดีขึ้น แต่ที่ทำงานมีผู้หญิงอย่างเงี้ย นัทไม่ได้ไปหรอก ทั้งที่ชีวิตครอบครัวเรามันกำลังจะดีขึ้นด้วย สิ่งเนี่ยแล้วก็ไม่ควรยอมด้วย ในฝั่งของ ‘หมอท็อป’ ให้คำแนะนำว่า “เป็นกำลังใจให้นะครับ เพราะว่าปัญหานี้ยากนะ แต่จะบอกวิธีการคิดก่อนว่า ความหึงหวงมันเกิดขึ้นได้ในคนปกติ มันก็อาจจะอยู่ในลิมิตที่อยู่บนโลกความเป็นจริงด้วย แต่ในบางกรณีที่มันหลุดออกไปมาก ๆ ต้องปรึกษาคุณหมอนิดนึงนะ อย่างแรกอย่าไปคุยกันตอนที่ทะเลาะกัน ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นมันก็ขึ้น แล้วคนที่หึงหวงเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขาถูกเสมอ หรือเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขามีน้ำหนักมากพอเสมอ เขาถึงได้หึงหวง ดังนั้นคุยกันไม่มีทางจบ ดังนั้นเวลาที่เกิดการหึงหวง สิ่งที่ควรทำคืออาจจะยังไม่ใช่ไปทะเลาะกันแล้วเถียงกันว่าเหตุผลคืออะไร แต่ว่าอาจจะต้องโฟกัสให้เขาได้สงบอารมณ์ก่อน แล้วค่อยคุยกันตอน หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วค่อยคุย มันก็อาจจะไม่ใช่การคุยที่ว่าเธอมันดีพอ เธอมันไม่โอเค เธอมีข้อเสีย อาจจะไม่ใช้คำว่า ‘ดี’ ของเขา สำหรับเขามันอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยกว่าเดิมก็ได้ เพราะคนที่หึงหวงจริง ๆ อยากจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิต เกิดอย่างเงี้ยแสดงว่าถ้าดีอยู่ ถ้าเกิดไม่ดีอ่ะ เขาจะถูกทิ้งไหม หรือเราจะมีคนอื่นไหม มันก็เป็นการจุดชนวนให้เขาคิดได้นะครับ ดังนั้นก็คงจะต้องคุยกันตอนที่ไม่มีเรื่องไม่มีอารมณ์แล้วก็คุยเปิดด้วยแง่ดีก่อนแหละ ช่วงไหนตอนที่เขาไม่ค่อยหึง หรือหึงน้อยลง หรือว่าเขามีเหตุผล ก็ต้องชื่นชม เพราะบางทีความหึงหวงมันเป็นความเคยชินนะครับ ถ้าเกิดว่ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ มันก็จะเป็นการเสพติด ก็คุยแล้วก็ชมในสิ่งที่เขาทำได้ดี เพราะการที่เขารู้ว่าไม่ดีเนี่ย มันยิ่งทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ชมว่าช่วงนี้เขาทำได้ดี เวลาเขาทำเรื่องดีหรือเขาไว้ใจอ่ะ ให้รางวัลเขาด้วยการบอกรักเขา เรามีความสุขที่ได้อยู่กับเขา เขาก็จะแสดงความไว้วางใจเรามากขึ้น เพราะว่ามันเหมือนเขารู้สึกว่าได้รับการชมเชยแล้ว มันปลอดภัยขึ้น แต่ส่วนอะไรที่มันไม่โอเคจริง ๆ ก็คงต้องค่อย ๆ คุยกันไปว่า บางอย่างมันไม่ได้เหมือนกับที่เขาคิด แต่ว่าวิธีการอธิบายก็อาจจะไม่ต้องถึงกับการย้อนอดีตเยอะ เอาแค่เรื่องนั้น คือถ้าสมมุติว่าเราพูดย้อนอดีตเยอะ เขาก็จะย้อนไปด้วย ทีนี้มันก็จะไปกันใหญ่นะครับ ดังนั้นเอาแค่เรื่องนั้นพอ เราอยากทำกิจกรรมอะไร ชวนเขาไปทำด้วย เพราะถ้าเกิดเราไปคนเดียว เขาจะไม่รู้ เพราะว่าการหึงหวงเนี่ยส่วนหนึ่งมันประกอบด้วยความไม่รู้ ถ้าเราปล่อยเขาไม่รู้ มันก็จะหึง แล้วเขาจะชินการคิดลบ ดังนั้นหากมีกิจกรรมอะไรพาเขาไปด้วย เราดูนักร้องคนนี้ มาดูด้วยกัน มันก็จะเห็นกันไปเลยว่ามันไม่มีใครส่งข้อความอะไรมาอย่างเงี้ยเป็นต้น หรือถ้าเราจะทำกิจกรรมอะไรข้างนอก ก็ให้ไปด้วยกัน มีบางคนที่เขาเป็นไรเดอร์แล้วก็มีคนซ้อนมาด้วยใช่ไหม (หัวราะ) จะได้สบายใจ อย่างเงี้ยก็ได้ ส่วนเรื่องเรียน หมอคิดว่าบอกเขาก็ได้ว่า ที่เราเรียนเนี่ย เรามองเห็นว่าเขาอยู่ในอนาคตของเรา ไม่ใช่ว่าเราเรียนแล้วมีแต่คนเข้ามา แต่เรามองว่าอนาคตเรามั่นคง และเขาจะอยู่กับเราด้วย เขาจะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ให้เขาเกิดความมั่นใจว่าระยะยาวเขาปลอดภัย แม้ว่าเราได้ดีแล้วเราก็จะอยู่กับเขา อันเนี่ยมันทำให้เขาเห็นภาพด้านบวกมาก อาจจะลองวิธีเหล่านี้ดูก่อนนะครับ แต่ถ้ารู้สึกยากมาก ปรึกษาคุณหมอนะครับ เพราะว่าไม่งั้นเราอาจจะกลายเป็นซึมเศร้าหรือภาวะความเครียดรุนแรงได้นะ” สุดท้ายแล้ว ความรักที่ดีต้องมีทั้งความรักและความไว้ใจ ขอเป็นกำลังใจให้ ‘คุณนัท’ และแฟนสาว ค่อย ๆ เปิดใจคุยกัน และพากันเติบโตไปข้างหน้านะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

28 ส.ค. 2026

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆและตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxicเรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้ ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นกลัวว่าลูกชายจะทนอยู่กับความสัมพันธ์ Toxic จนเขาไม่มีความสุข ‘คุณเฟรนด์’ อายุ 35 ปี ได้เล่าว่าเธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกทั้งหมด 3 คน โดยมีลูกสาวคนโตอายุ 15 ปี ลูกชายคนกลางอายุ 14 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 11 ปี สมาชิกในบ้านก็มีแต่ผู้หญิง ทั้งคุณแม่ พี่สาวของคุณแม่ และหลานสาว ทำให้ลูกชายเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิง ซึ่งทั้งคุณแม่และพี่สาวของคุณเฟรนด์เองก็เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน คุณเฟรนด์จึงตั้งใจเลี้ยงลูกชายให้เป็นผู้ชายที่อ่อนโยน และรู้จักยอมผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งลูกชายเริ่มมีแฟน ซึ่งเขาไม่เคยปิดบังและมักจะมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังเสมอ แต่ปัญหาอยู่ที่ลูกชายมักจะซึมและร้องไห้ เพราะโดนแฟนสาววีนและพูดจาแรง ๆ ใส่ เพียงเพราะเขาตอบแชตสั้น ทำให้ฝ่ายหญิงคิดว่าไม่ใส่ใจ แต่เหตุการณ์ก็เริ่มชวนให้คุณเฟรนด์ปวดหัวเมื่อลูกชายและแฟนสาวเลิกกัน ฝ่ายหญิงไปมีคนใหม่แทบจะทันที แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็กลับมาคบกับลูกชายใหม่อีกครั้ง นั่นทำให้คุณเฟรนด์งงมาก คุณเฟรนด์ยอมรับว่าได้มีการถามลูกไปตรง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้มีข้อดีอะไร ทำไมถึงกลับไปคบอีก ซึ่งลูกก็ตอบด้วยเหตุผลว่า เธอนิสัยดีและไม่พูดคำหยาบ แต่คุณเฟรนด์ก็ได้ไปรู้มาว่า ก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะมาคบกับลูกชาย เธอเคยมีแฟนอยู่แล้วแต่มาแอบชอบลูกชายของเธอ ซึ่งคุณเฟรนด์มองว่าพฤติกรรมแบบนี้เหมือนการนอกใจและไม่น่าสนับสนุน และด้วยความที่ลูกชายโตมาแบบยอมผู้หญิง คุณเฟรนด์จึงกังวลว่า ในอนาคตลูกจะทนกับความสัมพันธ์ที่ Toxic ตามผู้หญิงไม่ทัน และยอมทุกอย่างจนลืมความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นคำถามของคุณเฟรนด์ก็คือ ควรทำความเข้าใจ หรือมีวิธีบอกลูกอย่างไร เพื่อให้เขารับมือกับความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้หรือที่จะเจอในอนาคต โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ให้คำแนะนำว่า “ด้วยความที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกก็คือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา แต่ในมุมมองของคนนอก เรื่องนี้ชิลมาก เพราะน้องเพิ่งจะอายุแค่ 14 ปีเท่านั้น ไม่อยากให้คุณแม่ใช้เลนส์ของผู้ใหญ่ไปตัดสินความรักของเด็กอายุเท่านี้ การที่น้องร้องไห้เสียใจ มันก็คือการอกหักของวัยรุ่นคนหนึ่ง แนะนำให้ปล่อยเขาเรียนรู้ไปตามวัย สิ่งที่คุณแม่ทำได้ คือการพูดคุยและเตือนให้เขาเตรียมใจรับมือกับความผิดหวัง แต่อย่าพยายามไปขีดเส้นหรือเซ็ตมาตรฐานว่าความรักต้องเป็นแบบไหน ขอให้มองว่าเด็กก็คือเด็ก ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้และอย่าเก็บมาเครียดจนเกินไป เพราะตอนนี้เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ แต่วิธีรับมือที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่ทำตัวอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลูก เพราะถ้าเราต่อต้าน สุดท้ายเขาจะมีความลับและไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังอีก คุณแม่ต้องอดทนเพื่อแลกกับการที่เขายังเปิดใจ เรื่องความรัก ปล่อยให้เขาเรียนรู้เอง ถ้าไม่เคยล้มเขาก็จะลุกไม่เป็น การเจอผู้หญิง Toxic ในวัยนี้ถือเป็นประสบการณ์ เดี๋ยวพอถึงจุดหนึ่งเขาก็จะเบื่อไปเอง สิ่งที่คุณแม่ควรทำคือเน้นย้ำเรื่องการป้องกันให้เด็ดขาด ส่วนที่เหลือคือรอซัพพอร์ตอยู่ห่าง ๆ อย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปยัดใส่เด็ก ค่อย ๆ ใช้ศิลปะในการพูดเตือนสติในวันที่เขาล้มลงก็พอ” มาถึง ‘ดีเจเผือก’ ที่เสริมว่า “คุณแม่อาจจะกังวลและมองไปไกล สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพียงความรักปกติของวัยรุ่น ยังไม่สามารถนำมาตัดสินได้ว่า ลูกจะยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic ไปตลอดชีวิต อยากให้มองอีกมุมว่า การที่เขาทนได้ในตอนนี้ อาจเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความแข็งแกร่งในแบบของเขา เพื่อให้เขาอยู่รอดในสังคมได้ในอนาคต อยากให้คุณแม่เฝ้าดูการเติบโต และการแก้ปัญหาในแบบของเขา ปล่อยให้เขาเก็บประสบการณ์ด้วยตัวเอง และรอเข้าไปช่วยเหลือในวันที่เขาอ่อนแอหรือเข้ามาปรึกษาจริง ๆ ดีกว่าเข้าไปยุ่งตั้งแต่แรกจนเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองเลย” และปิดท้ายกับ ‘หมอท็อป’ ว่า “การที่ลูกเติบโตมาในบ้านที่มีแต่ผู้หญิงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหา ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นในตัวลูก สิ่งสำคัญในเด็กวัยนี้คือพ่อแม่ต้องฟังให้เยอะขึ้น เพราะถ้าเรายังสอนเยอะเหมือนตอนเขาเป็นเด็ก เขาจะรู้สึกทันทีว่าแม่ไม่เข้าใจ หมอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการชื่นชมลูก เช่น ชมว่าภูมิใจมากนะที่ถึงแม้อกหักเขาก็ยังประคองตัวเองได้ดี ไม่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าแม่เห็นคุณค่าของเขา เราไม่สามารถห้ามไม่ให้ลูกเจอคน Toxic ได้ เพราะคนเหล่านี้มีอยู่ทุกที่ การกีดกันจะยิ่งทำให้ลูกหันไปต่อต้านแม่ และเทิดทูนแฟนมากขึ้น หน้าที่ของแม่คือการนั่งดูอยู่ห่าง ๆ สิ่งไหนดีก็ชม สิ่งไหนไม่ดีก็คอยเป็นกำลังใจ อย่าเพิ่งตัดสินแฟนของลูกในระยะเวลาสั้น ๆ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 3 - 6 เดือน หากมัน Toxic จริง ๆ เดี๋ยวเขาก็เลิกกันไปเอง”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-