พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?

02 ต.ค. 2026

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า? ‘คุณพายุ (นามสมมติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับปัญหาของ First jobber เจน Z ที่รู้สึกว่าทำงานได้ไม่คุ้มเงินเดือน ‘คุณพายุ (นามสมมุติ)’ อายุ 23 ปี ได้เล่าว่า เขาเพิ่งเรียนจบ เป็น First jobber ทำงานมาเกือบ 1 เดือน ยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ต้องทำ 3 เดือนขึ้นไปจึงจะผ่านโปร และรู้สึกว่าผลงานที่ได้ทำให้กับบริษัทนั้นไม่คุ้มต่อสวัสดิการและเงินเดือนที่เขาได้รับ เพราะสวัสดิการมันดีมาก ทำให้เขารู้สึกไม่คู่ควร ส่วนตัวคุณพายุต้องการที่จะลาออก ด้วยความรู้สึกที่ไม่กล้าอยู่ต่อ โดยเงินเดือนที่ได้เป็นจำนวนหลักหมื่น แต่สวัสดิการของบริษัทสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณพายุได้ประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถเบิกได้ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ปัจจุบันคุณพายุอยู่ในสายงาน Creative ที่จะต้องมีผลงานออกมาในทุกวัน ซึ่งคุณพายุเต็มที่กับผลงานทุกชิ้นแล้ว แต่ผลงานนั้นกลับยังไม่ผ่านมาตรฐานที่เขาตั้งไว้กับตนเอง ถึงอย่างนั้นผลงานก็ผ่านการ Approved จากหัวหน้า เพียงแต่ว่ากว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละชิ้นงาน ต้องใช้ทั้งเวลาและแรง แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ดีเท่าที่หวัง ด้านหัวหน้าไม่ได้ต่อว่าอะไรคุณพายุ กลับเป็นในเชิงของการให้กำลังใจว่า ยังอยู่ในช่วงของการปรับตัว ในช่วงเริ่มต้น แต่ในด้านของความรู้สึกคุณพายุมองว่า “ตนทำเต็มที่แล้ว” หากคุณพายุลาออกจากที่นี่ก็จะยังคงทำในสายงานเดิม แต่จะหาบริษัทที่เนื้องานตรงกับความถนัดของคุณพายุมากขึ้น คุณพายุอยากจะปรึกษาดีเจทั้งสามท่านและคุณหมอว่า เขาคิดมากไปหรือเปล่า หากลาออกตอนนี้จะถูกมองว่าเป็นเจน Z ไม่สู้งานไหม? พร้อมย้ำว่าสำหรับคุณพายุ เขาสู้เต็มที่กับงานมากแล้วจริง ๆ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “พายุอาจจะคิดมากไป จริง ๆ มันเป็นเรื่องดีที่พายุตั้งใจไว้สูง แต่พอทำงานไปได้ไม่ถึงที่หวังแล้วมาเฟล มันโอเคที่จะคิดแบบนี้ แต่ว่ามันควรจะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เราทำไปได้ถึงอย่างที่หวังไว้ ไม่ใช่พอไม่ได้อย่างที่หวังแล้วทำให้ถอดใจ ถ้า 1 เดือนพี่ว่าพายุถอดใจเร็วไปหน่อย เพราะเจ้านายก็ยังนำงานที่พายุคิดไปใช้ นั่นแปลว่างานยังผ่าน แต่อาจไม่ดีเท่าที่พายุตั้งใจไว้ เจ้านายเห็นว่ายังทำได้และเขายังพูดว่านี่มันคือช่วงที่พายุต้องปรับตัว พี่รู้สึกว่าพายุไม่ต้องคิดมากว่าทำงานได้ไม่สมกับเงินเดือนหรือสวัสดิการ เพราะถ้าถึงวันนั้นแล้วเจ้านายเห็นแบบเดียวกันกับพายุเขาน่าจะไม่ให้พายุผ่านโปร และพายุจะได้ออกเองแน่นอน ตอนนี้ไม่ต้องรีบอีก 2 เดือนที่เหลือทำให้เต็มที่อย่างที่ทำ แล้วเดี๋ยววันนั้นจะรู้เอง เจ้านายอาจเห็นความเป็นไปได้ในตัวพายุ เพียงแต่ว่าหากพายุออกตอนนี้มันแค่เดือนเดียวเรายังไม่เห็นอะไรมากเท่าไหร่เลย ถ้ากลัว ไม่ต้องกลัว ถ้าทำได้ไม่ดีจริงเขาไม่ให้ผ่านโปรแน่ แต่ถ้าเขาเห็นว่าพายุมีแนวโน้มทำได้ดีเขาจะให้อยู่ต่อ และพายุก็พยายามปรับปรุง ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เหมือนเดิม และถ้าถึงวันนั้นหากทำเต็มที่แล้วแต่ไม่ได้อย่างที่หวังก็ให้เวลาพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ อย่าบีบคั้นตัวเองขนาดนั้น นี่เพิ่งจะเป็นงานแรก” ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “หากอยู่ในสายงานที่รู้สึกไม่ถนัดจริง ๆ แล้วอยากจะเปลี่ยนงานก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ว่าพี่เผือกอาจเป็นคนยุคเก่าที่รู้สึกว่า 1 เดือน เรายังไม่รู้จักงานนั้นดีพอเลย แล้วเราก็ยังไม่ได้ลองพยายามจนเต็มที่ดูเลย ช่วงเวลาพ้นโปรแค่ 3 เดือน ถ้าเราไม่ใช่จริง ๆ เขาคงไม่เอาเราไว้หรอก แต่อย่างน้อยเราจะได้พิสูจน์แล้วจริง ๆ ว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้ แต่นี่เหมือนแหย่ขาเข้าไปข้างนึง แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าเหมาะไม่เหมาะ ยังไม่ได้ลองปรับตัว ยังไม่เคยลองเรียนรู้จะทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ดูให้มากกว่านี้อย่างน้อยก็ในช่วงทดลองงาน เรายังทดลองมันไม่จบเลยแล้วเราจะดึงขากลับแล้ว พี่ว่ามันเร็วไปหน่อย ในโลกของการทำงานมันคงไม่ได้ดั่งใจไปซะทุกอย่าง เราแค่ต้องเรียนรู้มันให้ชัวร์ว่าไม่ใช่จริง ๆ จะได้ตอบตนเองได้ว่าเราลองอย่างเต็มที่แล้วแต่มันไม่ใช่จริง ๆ คิดสะว่าใช้ก่อนที่จะพ้นโปรตอบคำถามตัวเองว่าเราเต็มที่แล้วหรือยัง และได้ตั้งคำถามกับงานนั้นว่าเหมาะกับเราหรือเปล่า เวลา 1 เดือนเร็วเกินไปที่จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ไม่ใช่ทาง เรายังไม่ได้พยายามที่จะปรับตัวต่ออีกสักหน่อย เสมือนกับน้ำร้อนในออนเซ็นที่ครั้งแรกตอนหย่อนขาลงไปมันร้อนเสียจนสะดุ้ง แต่พออยู่ไปก็จะรู้ได้ว่าเราก็อยู่ได้ อยากให้ลองอยู่ต่อก่อน อยู่รอให้เจออะไรที่ยากหน่อย เราจะได้ตอบคำถามตนเองได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ใช่คือไม่ใช่” ถัดมาที่ ‘ดีเจอ้อม’ กล่าวว่า “ตอนที่ได้ยินว่าอยากออกจากงานเพราะรู้สึกไม่คุ้ม พี่รู้สึกว่าน่าจ้างจังเพราะน้อยคนที่จะรู้สึกอยากทำงานให้คุ้มเงินที่ได้รับ พายุน่าสนใจ พี่ไม่ติดเลยถ้าพายุจะออก จะออกก็ได้นะ แต่ต้องถามตนเองว่าออกเพราะอะไร ชอบงานแล้วงานที่ทำถนัดไหม ซึ่งความถนัดจะมาจากการฝึกฝน หากชอบงานก็จะสามารถพัฒนาให้ถนัดได้ คนเราไม่ถนัดจนกว่าจะมีประสบการณ์ เพิ่งจะฝึกมาได้ 1 เดือนยังสั้นเกินไปที่ความถนัดจะเป็นความคุ้นเคยและคุ้นชินจนสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ การที่คนเราจะกลายเป็น Specialist ได้เขาต้องฝึกกันวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลากี่ปี กว่าจะพูดได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ มันก็ดีถ้าหากเราเดินไปพูดกับเขาว่าเราทำงานไม่คุ้ม แต่เขาก็รับเรามาแล้ว ในขณะเดียวกันให้เขาเป็นคนประเมินเราก่อน และพิสูจน์โดยการที่เจ้านายเลือกงานเราไปใช้แล้ว นั่นแปลว่าเราทำได้ เรายังทำได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถบังคับเราได้ เด็ก ๆ น้อง ๆ เชื่อว่า ‘ไม่ชอบก็เปลี่ยน ไม่ใช่ก็ย้าย จะคิดอะไรมากมาย อะไรที่ไม่ใช่เราไปเถอะอย่าเสียเวลาเลย’ จะมีวิธีคิดแบบนี้อยู่ พี่คิดว่าหรือจริง ๆ แล้ว พายุกังวลว่า ถ้าบริษัทเป็นคนบอกว่าไม่ผ่านโปร แล้วจะไปกระตุ้นความรู้สึกสูญเสียคุณค่าของตนเองด้วยหรือเปล่า? จึงอยากจะเก็บพอร์ตให้ดีไม่มีการระบุไม่ผ่านโปร มีเพียงประวัติการออกเองหรือเปล่า?“ คุณพายุ ตอบว่า “อาจจะใช่ครับ” ‘ดีเจอ้อม’ จึงเสริมต่อว่า “ถ้าเราจะเผชิญอย่างนี้ เราจะต้องเผชิญอีกกี่ที่จึงจะเจอที่ ๆ ใช่ พี่ไม่สามารถตอบได้ว่าคุณพายุจะเจอกับคำตอบแบบไหน แต่ถ้าเราได้ลองทำอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่ผ่านโปร อย่างน้อยเราก็ได้คำตอบว่าเราทำเต็มที่แล้ว ดีกว่าต้องมีคำถามกับตนเองว่าเราจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เลยหรอ หรือจะย้ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอบริษัทที่ใช่ มันอาจมีโอกาสนั้น แต่ก็ไม่รู้ได้ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเร็วหรือช้า เพราะฉะนั้นตอบตนเองให้ได้ว่าหากออกตอนนี้ จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เลยหรือเปล่า เสื้อผ้าเวลาเราซื้อมาหากไม่ได้ใส่แล้วดูดีในครั้งเรายังไม่ทิ้งทันทีเลย ยังเก็บไว้ลองใส่เผื่อเจอไอเทมที่จะทำให้ดูดีได้ กับงานก็เช่นกันให้ลองก่อนอย่าเพิ่งรีบ แต่ถ้าไม่ไหวกระทบใจมากก็ค่อย ๆ คิด แต่ 1 เดือนยังน้อยไปหน่อยนึง ขอให้ลองเป็นสัก 2 เดือนพี่จะขอบคุณมาก” ปิดท้ายที่ ‘คุณหมอท้อป’ กล่าวว่า “ถ้าพายุตั้งคำถามกับตนเองว่าคิดมากไปหรือเปล่า นั่นแปลว่าอาจคิดมากอยู่ลึก ๆ สาเหตุที่เกิดการตั้งเวลาทดลองงาน 3 เดือนขึ้นมานั่นเป็นเพราะว่า 3 เดือนเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดการปรับตัว เพราะฉะนั้นต่อให้จะเป็นคนที่เก่งมากจากที่ไหนมา ไม่ใช่ First jobber ก็ต้องมีการทดลองงานเพื่อปรับตัวให้เข้ากับงาน กับบริษัท กับองค์กร และหลาย ๆ สิ่ง แม้จะเก่งมาก ๆ ก็มีโอกาสทั้งผ่านและไม่ผ่าน ดังนั้นใช้เวลา 3 เดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีกว่า ตอนนี้พายุรู้สึกว่างานของเราต้องพัฒนาได้อีก ณ วันนี้กับงานพายุรู้สึกว่าทำเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ดีพอ ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่เก่งขึ้น ความถนัดจะเกิดขึ้นจากการทำซ้ำ ๆ ให้เวลาตนเองอีกหน่อยในเดือนที่ 2-3 ทำซ้ำ ๆ และพัฒนาให้มากขึ้น แต่ทำซ้ำไม่ใช่การทำเหมือนเดิมตลอด ลองดูหากวิธีไหนไม่เวิร์ก ให้ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ดู ยิ่งอยู่สาย Creative ต้องมีความสร้างสรรค์ ดังนั้นลองสรรค์สร้างวิธีใหม่ให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ให้โอกาสตัวเอง 3 เดือนนี้ให้ลองหลาย ๆ วิธี ลองพัฒนาตัวเอง พอครบ 3 เดือนอย่างน้อยเราได้บอกตัวเองว่าเราเก่งขึ้น เก่งกว่าวันที่เราโทรมา คุณพายุอาจมีภาวะวิตกกังวลอยู่ด้วย ในสาย Creative ความกังวลอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรค ตั้งสติ อย่างแรกคือหยุดคาเฟอีน ชากาแฟต่าง ๆ และหากควบคุมความกังวลได้ยากให้ลองปรึกษาแพทย์ ถ้าหากเราปล่อยไปเรื่อย ๆ ออกจากที่นี่ไปที่ใหม่ซ้ำ ๆ อาจไม่ใช่แค่เรื่องความกังวล แต่จะมีเรื่องของซึมเศร้าตามมาด้วยจากความรู้สึกว่าไม่สำเร็จไม่ดีพอ ดังนั้นอยู่ที่นี่ทำให้เต็มที่ก่อน"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

น้องสาวเพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นชู้ชาวบ้าน แต่ทำใจเลิกไม่ได้เพราะรักมาก เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง เราจะทำยังไงให้น้องเลิกเป็นเมียน้อยเขาดี หรือจริง ๆ แล้วน้องกำลังป่วย?

02 ต.ค. 2026

น้องสาวเพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นชู้ชาวบ้าน แต่ทำใจเลิกไม่ได้เพราะรักมาก เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง เราจะทำยังไงให้น้องเลิกเป็นเมียน้อยเขาดี หรือจริง ๆ แล้วน้องกำลังป่วย?

น้องสาวเพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นชู้ชาวบ้าน แต่ทำใจเลิกไม่ได้เพราะรักมากเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง เราจะทำยังไงให้น้องเลิกเป็นเมียน้อยเขาดีหรือจริง ๆ แล้วน้องกำลังป่วย? ‘คุณฟ้า’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 กันยายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม และหมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ เรื่องน้องสาวไม่ยอมเลิกเป็นชู้ ‘คุณฟ้า’ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี เล่าว่า เธอมีน้องสาวหนึ่งคน อายุ 32 ปี เธอและน้องสาวโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างกัน และปัจจุบันก็ได้อาศัยอยู่กับคุณแม่ โดยปกติความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับเธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าครอบครัวเป็น SafeZone ของกันและกันสักเท่าไหร่ ส่วนน้องสาวของเธอเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี การงานดี แต่เรื่องความรักที่ผ่าน ๆ มาของน้องสาวก็เหมือนจะลงเอยได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะน้องสาวมักเป็นคนที่ต้องมีแฟนใหม่ก่อนถึงจะยอมเลิกกับคนเก่า และแต่ละความสัมพันธ์ก็คบกันได้ไม่นาน จนมาถึงแฟนคนปัจจุบันของน้องสาว ในตอนคบกันช่วงแรกน้องสาวก็ได้บอกว่าผู้ชายคนนี้ตรงสเป็คทุกอย่าง รูปร่างหน้าตาดี ดูแลดีจนรู้สึกเหมือนถูก Love Bomb ทางด้านฝ่ายชายก็พยายามเข้าหาครอบครัวของเธออยู่ตลอดเวลา กระทั่งช่วงต้นปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มมีปัญหา น้องสาวมีอาการเศร้าหนักมาก จนเธอได้รู้ความจริงว่าฝ่ายชายมีแฟนอยู่แล้ว และแฟนของเขาจับได้ว่าถูกนอกใจ จึงบอกให้ฝ่ายชายมาเลิกกับน้องสาวของเธอ ตอนนั้นเธอจึงทำได้เพียงคอยพูดปลอบใจน้องสาว เมื่อเวลาผ่านไป คุณฟ้าคิดว่าน้องสาวน่าจะทำใจได้แล้ว แต่กลับมารู้ภายหลังว่าทั้งคู่ยังคงคบกันอยู่ ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม น้องสาวยังคงหาเวลาไปเจอแฟนอยู่ตลอด แม้จะได้เจอกันเพียง 2 ชั่วโมง หรือแม้จะต้องอยู่ในสถานะไหนก็ตาม น้องสาวก็ยอมเหมือนกับปิดหูปิดตาตัวเอง จนตัวเธอเองทนไม่ไหว เมื่อรู้ว่าน้องสาวยังไปเที่ยวต่างจังหวัดกับแฟน เธอจึงต่อว่าน้องไปว่า ‘ทำไมไปเป็นชู้ คิดไม่ได้เหรอ? ทำไมตระกะมันถึงเบี้ยวได้ขนาดนี้ แค่ความถูกต้องทำไมถึงคิดไม่ได้’ น้องสาวของเธอก็ได้ตอบกลับมาว่า ‘แกจะมาเข้าใจอะไรฉัน’ ด้วยความโมโหคุณฟ้าเลยตอบกลับไปว่า ‘ก็ไม่เข้าใจหรอก เพราะไม่ได้คิดจะไปเป็นชู้ใคร’ ทำให้เธอและน้องสาวทะเลาะกัน นอกจากนี้น้องสาวของเธอยังเคยบอกอีกด้วยว่าตัวเองขาดผู้ชายคนนี้ไม่ได้ เพราะในตอนที่เลิกกัน น้องสาวร้องไห้ นอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้และหนักสุดคือถึงขั้นคิดจากโลกนี้ไปเพราะไม่สามารถอยู่ได้ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ คุณฟ้าเองรู้สึกรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่อยากเข้าไปยุ่งอะไร ต่อให้จะเตือนอย่างไรน้องสาวเธอก็ไม่ฟัง เธอคิดว่าหากน้องสาวเลิกกับแฟนได้เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นเธอจะกลับไปเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิมได้อีกครั้ง และหลังจากที่ทุกอย่างเกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ เธอกับน้องสาวก็ไม่ได้ติดต่อหรือพูดคุยอะไรกันอีก เธอเลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่าจะทำอย่างไรดีให้น้องสาวออกมาจากความสัมพันธ์นี้ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า "อยากจะใช้คำว่าชีวิตใครชีวิตมันแต่เข้าใจว่าเป็นพี่น้องที่สนิทกัน หลังจากที่ทำ Podcast คุยกับหมอสมองมา 2 ตอน หมอเขาก็บอกว่า เวลาเราเจอเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าทำไมตระกะมันบิดเบี้ยวไปหมดเลย มันคือสมองที่มันทำงานกับเรื่อง ๆ หนึ่งไม่เหมือนกันในแต่ละคน ผมเชื่อมาตลอดว่ามันเกี่ยวกับสมองคนเราครับ สมองคนเรามันร้ายกาจในมุมหนึ่ง หมายถึงว่ามันทำให้คน ๆ หนึ่งคิดตระกะผิดเพี้ยนไปได้ ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ บางทีมันเกินความสามารถของเราที่จะไปปรับเปลี่ยนเขา พอมันมีเรื่องความถูกผิด ซึ่งแต่ละคนจะแปลความหมายมาไม่เท่ากัน น้ำหนักของคำว่าผิดถูกแต่ละคนมันไม่เท่ากัน มันก็คือความแตกต่างของสารเคมีในสมองที่มันหลั่งออกมา ก็เลยคิดว่ายากจังกับการที่เราจะเปลี่ยนเขา ขนาดมันถึงจุดแตกหักแล้ว ผมว่านั่นมันคือจุดพีคของการพยายามที่จะช่วยกันแล้ว ถ้าผ่านการด่าแรง ๆ แล้วมันยังไม่มีจุดหักเหที่ทำให้เขาอาจจะเปลื่ยนหรือปลดล็อคอะไรบางอย่างในสมองเขาได้เนี่ย อาจจะต้องปล่อยแล้วแหละ และก็ให้ประสบการณ์ค่อย ๆ สอนเขา ให้เขาได้เรียนรู้อีกแบบหนึ่งจากประสบการณ์แทน ซึ่งเวลาคนมันไปอยู่ตรงนั้น บางทีเขาจะคิดไม่เหมือนกับเราที่มองจากมุมนอก อาจจะจำเป็นต้องปล่อยไปให้เขาได้เรียนรู้เอง ถ้าอยากเก็บเขาไว้ใกล้ ๆ ตัวก็ใช้วิธีรับฟังก็พอครับ อย่างน้อยให้เขาได้มีใครให้ทิ้งตัวบ้าง และเราก็เลือกที่จะไม่ออกความคิดเห็น เพราะห้ามไปก็ไม่มีประโยชน์ เราก็รับฟังละกัน แล้วก็เมื่อไหร่ที่เธออยากจะเปลี่ยนความคิดก็ค่อยมาว่ากัน มาปรึกษากันแต่ว่ายังเป็นคนหนึ่งที่รับฟังเขาอยู่ ถ้าเรายังเป็นห่วงเขาจริง ๆ ผมว่าลองพยายามติดต่อกันใหม่และเปลี่ยนวิธีการที่เราจะเข้าช่วยเหลือเขา ดูห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แต่ยังเห็นอยู่ เราจะไม่ตัดสินเขาเพราะว่ามันเป็นเรื่องของความคิดคน แค่ฟังแล้วก็ให้เขารู้ว่าถึงแม้จะอยู่คนละฝั่งแต่เราก็ยังรับฟัง เราให้เขาได้ไปเรียนรู้เองละกัน" ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "พี่ว่าอายุ 32 ปีแล้วมันเหมือนจะยังไม่โตแต่ก็โตแล้วนะ คล้าย ๆ กับพี่เผือก พี่ว่าบางอย่างต้องให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ในฝั่งคุณฟ้า คุณฟ้าก็ทำดีที่สุดเท่าที่พี่สาวคนหนึ่งจะกล้าที่จะพูดตรง ๆ กับน้องแล้ว เพราะบางบ้านก็ไม่กล้าที่พูดกันแบบนี้เพราะเขากลัวว่าน้องจะเสียใจหรือแตกหัก พี่ว่าคุณฟ้าก็ได้พยายามแล้ว สำหรับพี่ตอนนี้ เราทำได้แค่ให้เขารู้ว่า ในเมื่อถ้าจะเลือกทางนี้แล้ว ผลที่มันจะตามมาอย่างไรก็ต้องอยู่กับมัน แต่ถึงแม้เขาจะเจ็บมา พี่ว่าคุณฟ้าก็จะทำให้เขาเห็นว่ายังไงคุณฟ้าก็ยังอยู่เป็นพี่เขาตรงนี้แหละ แม้ว่าจะไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำแต่ถ้าเธอซมซานกลับมา ฉันก็อยู่ตรงนี้ พี่ว่ามันก็ดีที่สุดที่คนในครอบครัวจะทำให้กันได้แล้ว เขาไม่ใช่วัว ไม่ใช่ม้าที่จะเอาเชือกไปจูง ไปบังคับได้อยู่แล้ว แต่พอคุณฟ้าบอกว่าที่บ้านมีปัญหาหย่าร้าง พี่ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งก็ได้ที่ทำให้เขาเป็นแบบทุกวันนี้ ซึ่งคุณฟ้าไม่ได้เป็น แต่เราไม่สามารถฟันธงได้ว่าน้องจะไม่ได้รับผลกระทบกับการที่พ่อแม่หย่าร้างกัน มันอาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเขา พี่ก็เคยเจอคนที่เหมือนน้องสาวคุณฟ้า ที่เขาก็เป็นคนที่หน้าที่การงานดี หน้าตาดี ทุกอย่างดีไปหมดแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเรื่องความรักเลย พอได้ไปคุยกับคุณหมอถึงรู้ว่าจริง ๆ แล้วเรามีปมอะไรบางอย่างที่มันแก้ยากมาก ปมที่ทำไมถึงไปเลือกคนที่มีเจ้าของแล้ว มันฝังอยู่ในจิตใจเขามาด้วย ก็อาจจะแนะนำให้เขาลองไปคุยกับคุณหมอไหม เผื่อว่ามันจะได้เจอปัญหาจริง ๆ ที่มันฝังรากลึกอยู่ในตัวเขา" ถัดมาด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ที่เพิ่มเติมจากคำแนะนำของดีเจเติ้ลว่า "ตอนนี้ที่ทุกข์อยู่เพราะน้องไม่เป็นอย่างที่เราคิดใช่ไหม คือศีลธรรม จริยธรรมที่ฟ้ามอง อ้อมว่ามันอยู่ในกรอบสังคมที่ดีแต่ที่เราทุกข์ เพราะคนที่เรารักไม่เป็นไปตามกรอบที่เรามองว่าดี ในเมื่อเขารู้ผิดชอบชั่วดี พี่คิดเหมือนพี่เผือกพี่เติ้ลตรงที่สติปัญญาเขาขนาดนี้ เขาผ่านโลกมาขนาดนี้ คิดว่าใครจะบอกเขาได้ถ้าเขาไม่ได้บอกตัวเอง มันต้องรอให้เขาเบื่อสิ่งที่เกิดกับเขาจนถึงจุดหนึ่ง คนแบบนี้บอกไปเขาก็ไม่เดินออกมาหรอก จนกว่าเขาจะเจอจุดอะไรสักอย่างของเขา ในฐานะที่เราเป็นพี่เราแค่ทำหน้าที่สแตนด์บายไหล่เอาไว้ เขาล้มเมื่อไหร่ และนั่นคือเราจะได้เป็นพี่ที่ทำให้เขาเห็นว่าเรายังอยู่ข้าง ๆ แต่ตอนนี้ก็ทนเอา รักเขาอย่างที่เขาเป็น เตือนเขาทุกข้อที่บอก ทำหน้าที่ให้สุดแล้วฟังเขาบ่นไปเรื่อย ๆ และบอกตัวเองว่าปล่อยให้เขาเป็นอย่างที่เป็น ไม่งั้นเราจะทุกข์ รักเขาแต่เราทุกข์มันก็ไม่ดี เมื่อน้องโตพอ มันก็จะถึงเวลาที่เขาจะจัดการตัวเขาเองได้" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘หมอท็อป’ ว่า "ต้องบอกก่อนว่าไม่มีโรคไหนเลยที่มีข้อบ่งชี้ว่าป่วยเป็นโรคนี้คือการเป็นเมียน้อยชาวบ้าน คนที่เป็นเมียน้อยส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เรื่องของการป่วย และส่วนหนึ่งเราอาจจะมีความเห็นใจด้วยเพราะไม่มีใครหรอกที่อยากเป็นเมียน้อยคนอื่น แรกสุดคือเขาเป็นเหยื่อ กรณีนี้อย่างแรกคือต้องด่าผู้ชายก่อน คุณฟ้าพยายามทำหน้าที่พี่สาวที่ดีมาก ๆ คนหนึ่ง ทั้งใช้ตระกะ ใช้เรื่องของข้อเท็จจริง ศีลธรรมอะไรอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นตัวยึดเรา มันพูดกันคนละเรื่อง น้องเขาพูดถึงเรื่องความรู้สึกและอารมณ์ เขาทุกข์ใจมากและเขาก็คงรู้สึกผิดแต่อย่างที่บอกว่าสมองในส่วนของเหตุผลกับสมองในส่วนของอารมณ์มันคนละส่วนกัน เหตุผลเขาอาจจะมีแต่อารมณ์เขารุนแรงกว่ามาก ดังนั้นถ้าจะให้เขาหยุดทันทีมันก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก การเป็นเมียน้อยชาวบ้านคิดว่าคงไม่ได้ป่วย แต่การเป็นเมียน้อยชาวบ้านแล้วทุกข์ใจมาก ๆ จนป่วยอย่างนี้มีเยอะ ซึ่งหมอจะบอกว่ามีหลายกรณีมากที่เลิกเป็นเมียน้อยไม่ได้เพราะส่วนหนึ่งคือเขาไม่สบายไปแล้ว ซึมเศร้าไปแล้ว จนเขากลัวที่จะเดินออกมาแต่เมื่อเขาได้รักษาอาการเหล่านั้น หลายคนก็สามารถเลิกได้เพราะความเศร้ามันหายไปทำให้เขามีพลัง จากเดิมที่เขาคิดว่าเขาไม่มีผู้ชายคนนั้นไม่ได้ เขาก็สามารถด่าผู้ชายคนนั้นได้ และคุณฟ้ายังเป็นพี่สาวที่ดีได้แค่อยากแนะนำให้คุณฟ้าลองเปลี่ยนวิธีเข้าหาน้องใหม่ ไปขอโทษที่ก่อนหน้านี้ใช้ไม้แข็งจนทำให้น้องรู้สึกโดดเดี่ยว บอกว่าเรารักเขาและพร้อมจะเคียงข้างเสมอ ไม่ต้องรอให้เขานัดหมอเอง เราลองเป็นฝ่ายจูงมือพาน้องไปปรึกษาจิตแพทย์ดูครับ ไปอยู่เป็นเพื่อนเขา บางครั้งคุณหมอจะได้ช่วยบอกคุณฟ้าอีกด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้อง บางทีถ้ามันเศร้ามาก ๆ เขาไม่รู้จะหาความสุขอย่างไร มันเลยออกยาก ดังนั้นถ้ารักษาแล้วตระกะมันทำงานได้ดีขึ้น เขาอาจเดินออกมาเองได้ง่ายขึ้น"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ตอนนี้ท่านกลัวและแพนิกมาก จะมีวิธีดูแลสภาพจิตใจให้คุณแม่ปล่อยวางในวาระสุดท้ายอย่างไรดีคะ?

02 ต.ค. 2026

คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ตอนนี้ท่านกลัวและแพนิกมาก จะมีวิธีดูแลสภาพจิตใจให้คุณแม่ปล่อยวางในวาระสุดท้ายอย่างไรดีคะ?

คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ตอนนี้ท่านกลัวและแพนิกมากจะมีวิธีดูแลสภาพจิตใจให้คุณแม่ปล่อยวางในวาระสุดท้ายอย่างไรดีคะ? ‘คุณฝน’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม และหมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ของเธอเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 คุณฝนจึงอยากให้แม่ปล่อยวางในวาระสุดท้าย ‘คุณฝน’ อายุ 33 ปี ได้เล่าว่า ตอนนี้คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 โดยก่อนหน้านี้รักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ จนอาการคงที่จึงย้ายไปรักษาต่อที่จังหวัดน่าน แต่อยู่ ๆ อาการของคุณแม่ก็ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้เชื้อมะเร็งลามไปที่กระดูกสันหลังจนกระดูกหัก และตอนนี้ก็ลามไปถึงไขสันหลังแล้ว ทำให้ตอนนี้คุณแม่ขยับร่างกายท่อนล่างไม่ได้และเดินไม่ได้แล้ว ซึ่งทางเลือกในการรักษามียามุ่งเป้าที่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 2-3 แสนบาทต่อเดือน ทำให้คุณฝนคุยกับคุณแม่ว่ารับภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวไม่ไหว จึงตัดสินใจรักษาตัวด้วยเคมีบำบัดแทน ซึ่งคุณฝนเองก็แอบมีคำถามในใจว่า การไม่เลือกทางที่ดีที่สุดเพื่อต่อชีวิตแม่ จะถือว่าเป็นลูกเนรคุณหรือไม่ แต่ปัญหาหนักใจที่สุดตอนนี้คือสภาพจิตใจของคุณแม่ เพราะคุณแม่คิดมากที่เหลือเวลาน้อยลงแล้ว จึงเกิดอาการแพนิก สติแตก โทรหาญาติพี่น้องและเพื่อนให้มาอยู่ด้วยตลอดเวลา ทำให้ญาติที่ดูแลเครียดมาก ตัวคุณฝนเองทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไม่สามารถบินไปหาได้บ่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้คุณพ่อได้มาช่วยดูแล แต่คุณพ่อเองเป็นคน Toxic มาก อารมณ์ร้อน ชอบสั่งและตะคอก ทำให้คุณแม่ยิ่งเครียด ไม่สบายใจ และเริ่มหงุดหงิดใส่พ่อ ทำให้ญาติ ๆ ก็มีปัญหากับคุณพ่อเช่นเดียวกัน คุณฝนจึงตัดสินใจให้คุณพ่อกลับไปที่เชียงรายเหมือนเดิม ดังนั้นคำถามของคุณฝนก็คือ ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มาก จะดูแลสภาพจิตใจคุณแม่อย่างไรให้ท่านสงบและปล่อยวางได้ และอีกคำถามคือถ้าในวันที่คุณแม่ไม่อยู่แล้ว คุณฝนจะต้องเหลือคุณพ่อเป็นที่พึ่งสุดท้ายเพียงคนเดียว ทั้งที่ปกติแล้วเข้ากันไม่ได้เลย เจอกันทีไรก็ทะเลาะกันตลอด ควรจะใช้ชีวิตหรือรับมือกับคุณพ่ออย่างไรดี? โดยเริ่มจาก ‘ดีเจอ้อม’ ที่เป็นกำลังใจให้คุณฝนและไม่ลืมที่จะให้คำแนะนำว่า “ก่อนที่เราจะทำให้คุณแม่ปล่อยวาง เราต้องทำใจของเราให้นิ่งก่อน เรื่องคุณพ่อขอให้ตัดทิ้งไปก่อนเพราะเป็นความกังวลในอนาคตที่ยังไม่เกิด ให้โฟกัสแค่คุณแม่ ส่วนเรื่องการปล่อยวางของแม่ ธรรมชาติของใจคนเรามันแกว่งได้ตลอดเวลา ยิ่งท่านรู้ตัวว่าอาการถึงขั้นไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องกลัว และการที่คุณแม่ต้องการให้มีคนมาอยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะจากไปตอนไหน การคาดหวังให้เขาคลายกังวลหรือปล่อยวางนั้นยากมาก หากใช้ธรรมะหรือจิตแพทย์แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องให้เวลา ขอให้คนดูแลเข้าใจอารมณ์ที่รวนของท่าน หน้าที่ของเราคือรักคุณแม่ในแบบที่ท่านยังปล่อยไม่ได้นี่แหละ ให้โอกาสท่านก่อนเพราะมันไม่ง่ายเลยสำหรับทั้งคุณแม่และคุณฝน” ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ ที่เสริมว่า “เป็นกำลังใจให้นะเพราะเรื่องนี้มันหนักมาก ทั้งการดูแลและค่าใช้จ่าย ในสมการนี้ไม่มีใครผิด ขอให้ตัดความคิดเรื่องเนรคุณออกไปเลย เพราะในเงื่อนไขของแต่ละครอบครัว เราได้ทำเต็มที่ในแบบที่เราไหวอยู่แล้ว ลึก ๆ แล้วคุณแม่ท่านรู้ตัวว่าเวลาเหลือน้อย นั่นทำให้ท่านยิ่งอยากอยู่ใกล้คนที่รัก มันทั้งเหงาและเดียวดาย จึงยากมากที่จะบังคับให้ท่านปล่อยวาง สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องมีใครสักคนที่สามารถอยู่กับท่านได้ในวาระสุดท้าย หรือทุกคนต้องช่วยกันอดทนผ่านมันไป ส่วนเรื่องคุณพ่อในอนาคต อาจจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้เปิดใจคุยกันว่าทำไมถึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ อาจจะไม่ถึงขั้นกลับมารักกันแนบแน่น แต่อาจจะไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้น แค่นั้นก็ดีมากแล้วสำหรับคนอายุมาก” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ให้มุมมองว่า “คำว่าปล่อยวางมันพูดง่ายแต่ทำยากมากสำหรับคนที่กำลังนับถอยหลังให้กับชีวิตตัวเอง อยากให้มองในมุมของคนดูแลว่า ถ้าวันหนึ่งต้องสูญเสียคุณแม่ไปแล้วรู้สึกผิดว่าดูแลท่านไม่ดีพอ มันจะติดค้างในใจ ดังนั้นในเวลาที่เหลือหลักเดือน หรือหลักวัน ขอให้คิดเสมอว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของชีวิต ถ้ารับไม่ไหวก็แค่เดินหนี อย่าไปแสดงความโมโหให้ท่านรู้สึกแย่ ให้ความอดทนทำงานแทน ส่วนเรื่องคุณพ่อ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตอนนี้เป็นยังไงก็ให้มันเป็นแบบนั้นไปก่อน ให้เป็นเรื่องของอนาคตจัดสรรเอง ไม่ต้องพยายามฝืนให้รักหรือผูกพันกันหรอก” และปิดท้ายกับ ‘หมอท็อป’ ว่า “เรื่องนี้ยากมากสำหรับทุกคน ทั้งคนไข้ ญาติ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เพราะมะเร็งระยะที่ 4 จะมีการเปลี่ยนแปลงไวมาก หมอแนะนำว่าอย่าเพิ่งพยายามทำให้ท่านปล่อยวาง เพราะมันยากเกินไป แต่ลองเปลี่ยนเป้าหมายเป็นทำอย่างไรให้ท่านรับมือกับความทุกข์ได้มากขึ้น ความกลัวของคนไข้เกิดจากการที่จู่ ๆ ก็ขยับตัวไม่ได้ นำไปสู่ความกลัวการอยู่คนเดียว กลัวถูกทอดทิ้ง และกลัวเป็นภาระ ขอให้คุณฝนและญาติทำงานเป็นทีมร่วมกับคุณหมอที่ดูแล ลองไปพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจความกลัวของท่าน ส่วนคุณฝนที่อยู่ไกล แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น วิดีโอคอลหาบ่อย ๆ คอลแค่ 30 วินาทีก็ได้ แต่เน้นความถี่ เอาจำนวนเข้าว่า เพื่อให้ท่านรู้สึกว่ายังไม่ทันเหงาลูกก็โทรมาอีกแล้ว ค่อย ๆ ถามไถ่ว่าท่านกังวลอะไร จะช่วยให้ท่านอุ่นใจขึ้นได้มากครับ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมเผลอพลั้งปากบอกเลิกแฟนเพราะเกิดอาการน้อยใจ แต่สุดท้ายเป็นผมเองที่อยากกลับไปหาเขา ง้อยังไงเขาก็ไม่กลับมา ทำยังไงต่อดีครับ?

25 ก.ย. 2026

ผมเผลอพลั้งปากบอกเลิกแฟนเพราะเกิดอาการน้อยใจ แต่สุดท้ายเป็นผมเองที่อยากกลับไปหาเขา ง้อยังไงเขาก็ไม่กลับมา ทำยังไงต่อดีครับ?

ผมเผลอพลั้งปากบอกเลิกแฟนเพราะเกิดอาการน้อยใจแต่สุดท้ายเป็นผมเองที่อยากกลับไปหาเขาง้อยังไงเขาก็ไม่กลับมา ทำยังไงต่อดีครับ? ‘คุณแบร์’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (23 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองพลั้งปากบอกเลิกแฟนไปเพราะความน้อยใจ แต่ตอนนี้อยากกลับไปง้อขอคืนดี ‘คุณแบร์’ อายุ 35 ปี ได้เล่าว่าคบกับแฟนมาได้ปีกว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหา กระทั่งช่วงหลังแฟนทำงานหนักมากจนไม่มีเวลาให้ จากที่เคยคุยกันวันละเป็นชั่วโมงก็ลดน้อยลง ประกอบกับที่ช่วงนั้นคุณแบร์ว่างจากงานฟรีแลนซ์พอดี พอตัวคุณแบร์ว่างแต่แฟนยุ่งเหมือนเดิมก็เริ่มเกิดความน้อยใจ และอยากเรียกร้องความสนใจ บวกกับที่ตัวเองเป็นคนที่มีอีโก้ ชอบเอาชนะ จึงเผลอบอกเลิกแฟนไป ครั้งแรกแฟนยังไม่ยอมเลิกและเคลียร์ใจกันได้ แต่ภายในเดือนเดียวกันก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เพราะแฟนประสบอุบัติเหตุรถชนและสะเทือนใจแฟนมาก ๆ คุณแบร์ก็โทรคุยถามอาการตลอดแต่ไม่ได้ไปอยู่กับแฟนตรงนั้น ต่อมาก็นัดเจอกัน แต่แฟนมาเลทเพราะติดงาน นั่นทำให้เวลาที่อยู่ด้วยกันน้อยลง ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันมากมายก็ต้องแยกย้ายแล้ว พอตกกลางคืนคุณแบร์จึงเริ่มงี่เง่าใส่และทะเลาะกัน สุดท้ายตกดึกก็ทักไปบอกเลิกแฟนอีกครั้ง ถึงแม้ว่าแฟนจะพยายามยื้อแล้ว แต่ด้วยอีโก้ของคุณแบร์จึงตอบไปว่า ‘เลิกก็เลิก’ ซึ่งลึก ๆ แล้วคุณแบร์คิดว่าตัวเองอาจจะชินกับการอยู่คนเดียวมานานถึง 14 ปี และคิดไปเองว่าตัวเองอาจจะเป็นภาระที่ทำให้แฟนไม่มีความสุข​ โดยรวมแล้วในเดือนนั้นก็บอกเลิกไปถึง 3 ครั้ง จนแฟนถอยออกไปจริง ๆ พอผ่านไปเป็นอาทิตย์ คุณแบร์ก็เริ่มตกผลึกกับตัวเองได้และทนไม่ไหว ก็ได้กลับไปง้อ พยายามกลับไปติดต่อแฟน แต่แฟนก็ไม่รับสายและตอบแชตน้อยลง ถึงแม้จะอ่านข้อความแต่ก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง ทำให้แชตหนักขวามาที่คุณแบร์ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องคนคุยเก่าเมื่อ 2 ปีก่อนของคุณแบร์ทักมาขอโทษที่เคยหายไปโดยที่ไม่บอก คุณแบร์จึงกลับไปเคลียร์ใจกับคนคุยเก่าและกด Follow คนเก่ากลับไป ทำให้แฟนคุณแบร์แคปหน้าจอและบอกว่า ‘รู้มั้ย ทำไมเราถึงไม่ควรเจอกันอีก ก็เพราะสิ่งนี้ไง’ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นคุณแบร์จะคิดได้และรีบ Unfollow และอธิบายแฟนไปว่าไม่ได้คิดอะไร และมีหลักฐานว่าคุยอะไรกันไปบ้าง สถานการณ์ก็แย่ไปแล้ว คุณแบร์จึงอยากมาปรึกษาว่าควรพยายามง้อต่อไป หรือควรหยุดทุกอย่างแล้วปล่อยเขาไปดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า “เอาประเด็นเรื่องคนเก่าก่อนนะ ถ้าคุณแบร์รับคำขอโทษแล้วจบ ไม่ไปกด Follow ความผิดอาจจะน้อยลง เพราะในจังหวะแบบนี้การกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนเก่ามันผิดเวลามาก ไม่มีใครสนหรอกว่าคุยอะไรกัน นั่นทำให้ความผิดมันรุนแรงขึ้น ส่วนในเรื่องของการที่บอกเลิกแล้วเจ็บเองมันเป็นประเด็นที่คลาสสิกมาก คนเรามันจะรู้ว่าต้องการสิ่งไหนก็ตอนที่เสียมันไปแล้ว และมักจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่สายไป สำหรับคำถามของคุณแบร์ที่ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ตอนนี้เราไปควบคุมอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว ให้เราเอาตัวเราเป็นหลักเลยว่าในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เราอยากรอหรือกลับไปอยู่คนเดียว มันเจ็บทั้งคู่อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเจ็บแบบไหนที่เราพอทนไหว ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงชดใช้กรรม อยากเศร้าในมุมไหนก็ทำไปเลย เดี๋ยวพอถึงลิมิตเราจะมูฟออนและเปลี่ยนพฤติกรรมไปได้เอง ให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน ถ้าคนจะเป็นคู่กัน ช้าเร็วก็จะได้คู่กัน มันเป็นเรื่องของจังหวะและเวลา” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่เพิ่มเติมจากคำแนะนำของดีเจเผือกว่า “ต้องถามก่อนว่าคุณแบร์อยากกลับไปหาเขาด้วยความรู้สึกแบบไหน ถ้ากลับไปเพราะรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำมันผิดจริง ๆ และตั้งใจจะปรับเปลี่ยนนิสัยนี้ถ้าเขาให้โอกาส ก็ขอเชียร์ให้พยายามง้อต่อไป แต่ถ้าสุดท้ายเขาไม่โอเค คุณแบร์ก็ต้องยอมรับผลจากการกระทำที่พลาดไปแล้ว และห้ามโวยวายใส่เขาเด็ดขาด เพราะการถูกบอกเลิกบ่อย ๆ มันทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ให้ค่าความรักเลย บอกเลิกกันง่าย ๆ ได้ยังไง ลองนึกในมุมของเขาว่ายิ่งเจออะไรแบบนี้ เขาต้องยิ่งชั่งใจหนักมากว่าถ้ากลับไปแล้วคุณแบร์จะทำตัวเหมือนเดิมอีกมั้ย ถ้าคิดว่ายังมีหวังก็ลุยต่อ แต่ต้องเข้าใจและให้เวลาเขาด้วย ขอให้มีโอกาสที่ดีในการกลับไปแก้ไข และต้องเผื่อใจ พร้อมเก็บไว้เป็นบทเรียนในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ที่คิดคล้าย ๆ ทั้งดีเจเผือกและดีเจเติ้ลว่า “พี่มองว่าพองานของคุณแบร์มันว่างมากขึ้น ก็ส่งผลต่อความรู้สึกในใจ ในขณะที่เขาทำงานยุ่ง พอเราว่าง เราอาจจะสูญเสียความมั่นใจบางอย่างไปจนกลายเป็นความน้อยใจ แล้วเผลอเอาโลกหมุนรอบตัวเอง โดยอ้างความหวังดีทำเป็นปล่อยเขาไป เพราะลึก ๆ แล้วเราเองก็ไม่มั่นใจ คุณแบร์ลองเช็กตัวเองดูว่าในวันที่เรามีงานเยอะ เราได้งอแงใส่เขามากเท่านี้หรือเปล่า ส่วนเรื่องจะไปต่อหรือพอแค่นี้ พี่ตอบไม่ได้ แต่ถ้าคุณแบร์จะกลับไปเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนนี้หรือคนใหม่ คุณแบร์คิดว่าเวอร์ชันที่ดีขึ้นจะทำอะไรได้บ้าง คนที่จะตอบได้มีแค่ตัวคุณแบร์และอีกฝ่ายเท่านั้น ให้กลับไปคิดไตร่ตรองดูเยอะ ๆ ว่าการที่เราอยากให้เขากลับมา เรามีอะไรที่คู่ควรกับการที่เขาจะต้องกลับมาบ้าง และอย่าอ้างคำว่า ปล่อยเขาไปให้เขามีความสุข เพราะนั่นคือความคิดของคนที่ยอมแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูลงแชร์โควทที่บอกว่าว่า “เจน Y เป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด” แล้วก็ใส่แคปชั่นว่า "ไม่จริงอ่ะ ป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว" กลับถูกรุ่นพี่สั่งให้ลบ บอกว่า “ไม่เหมาะสม”

25 ก.ย. 2026

หนูลงแชร์โควทที่บอกว่าว่า “เจน Y เป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด” แล้วก็ใส่แคปชั่นว่า "ไม่จริงอ่ะ ป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว" กลับถูกรุ่นพี่สั่งให้ลบ บอกว่า “ไม่เหมาะสม”

หนูลงแชร์โควทที่บอกว่าว่า “เจน Y เป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด”แล้วก็ใส่แคปชั่นว่า "ไม่จริงอ่ะ ป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว"กลับถูกรุ่นพี่สั่งให้ลบ บอกว่า “ไม่เหมาะสม”แบบนี้หนูผิดไหมคะ? ‘คุณวิเวียน’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา(23 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นกำลังสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เธอแชร์ไปนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่ ‘คุณวิเวียน’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาถึงเรื่องราวที่ทำให้เธอเกิดความกังวลและสงสัยว่า สิ่งที่เธอโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียนั้นดูไม่เหมาะสมหรือไม่ โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากการที่คุณวิเวียนโพสต์สตอรีผ่านอินสตาแกรม เป็นข้อความเพียงตัวอักษร ไม่มีรูปภาพหรือข้อความอื่นประกอบ โดยเขียนว่า “ทำไมเจน Y ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด” พร้อมแคปชั่นเพิ่มเติมด้านล่างว่า “ไม่จริงอะป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว” คุณวิเวียนอธิบายว่า สิ่งที่เธอโพสต์นั้นเป็นลักษณะของการแซวตัวเองและเพื่อน เพราะเธอและกลุ่มเพื่อนเป็นคนเจน Y ที่มีอายุประมาณ 30 ปี โดยเธอตั้งใจสื่อถึงความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ที่เหมือนกับเป็น “เจน Y ที่ดูเหมือนโดนบังคับให้โต แม้จะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว แต่ลึก ๆ กลับยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กคนหนึ่งที่ยังมีความต๊อง ๆ หรือปัญญาอ่อนอยู่จนถึงทุกวันนี้ เธอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวถึงหรือพาดพิงบุคคลใด รวมถึงไม่ได้ต้องการสื่อความหมายในเชิงดูถูกหรือในทางลบ แต่เป็นเพียงการหยอกล้อและแซวตัวเองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ไปได้สักพัก มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่ทำงานของเธอเห็นสตอรีดังกล่าว ก่อนจะเข้ามาบอกกับคุณวิเวียนว่า “โพสต์อะไรในนั้นน่ะให้ลบมันไม่เหมาะสม” คำพูดดังกล่าวทำให้คุณวิเวียนเกิดความสงสัยและกังวลขึ้นมาทันทีว่า สิ่งที่เธอโพสต์นั้นดูไม่เหมาะสมมากถึงขนาดนั้นเลยหรือ เพราะในมุมของเธอ เธอไม่ได้มีเจตนาพาดพิงหรือโจมตีใคร และมองว่าเป็นเพียงข้อความที่ใช้แซวตัวเองกับเพื่อน ๆ เท่านั้น สำหรับรุ่นพี่คนดังกล่าว ไม่ได้เป็นหัวหน้าของคุณวิเวียนโดยตรง แต่เป็นรุ่นพี่ในที่ทำงาน มีอายุอยู่ในช่วงเจน Y กับเจน X ซึ่งคุณวิเวียนมองว่า ข้อความดังกล่าวอาจสามารถตีความได้มากกว่าหนึ่งมุม เพราะหากมองจากบริบทของเธอ ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นมุกตลกหรือการแซวตัวเอง แต่หากไม่ได้รู้เจตนาหรือบริบทมาก่อน ก็อาจถูกตีความไปในลักษณะของการต่อว่าหรือใช้ถ้อยคำในเชิงลบได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม คุณวิเวียนยืนยันว่า ก่อนหน้านี้เธอกับรุ่นพี่คนดังกล่าวไม่เคยมีปัญหาหรือมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน อีกทั้งเธอยังมองว่าตัวเองค่อนข้างสนิทกับรุ่นพี่คนนี้มากที่สุดคนหนึ่งในแผนก และความสัมพันธ์ในการทำงานก็เป็นไปด้วยดี ขณะเดียวกัน ภายในสังคมการทำงานของเธอเองก็เคยมีประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างคนแต่ละเจนมาก่อน ทำให้คุณวิเวียนจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกมุมหนึ่งว่า หรือจริง ๆ แล้วรุ่นพี่คนดังกล่าวอาจไม่ได้ตั้งใจตำหนิเธอ แต่กำลังเป็นห่วงและหวังดี เพราะเกรงว่าข้อความที่เธอโพสต์อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือกลายเป็นปัญหากับผู้ใหญ่หรือคนอื่น ๆ ในที่ทำงานได้ สุดท้าย คุณวิเวียนจึงตัดสินใจลบโพสต์ดังกล่าวตามคำแนะนำของรุ่นพี่ แม้หลังจากลบแล้ว เธอยอมรับว่ารู้สึกแอบนอยด์และยังคงติดใจอยู่กับเรื่องนี้ จึงอยากที่จะโทรมาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจ เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองโพสต์นั้นใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือไม่เหมาะสมมากถึงขนาดนั้นจริง ๆ หรือไม่ ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “หรือเขา sensitive กับคำว่า ปัญญาอ่อน เพราะว่าบางคนเขาจะไม่โอเคกับคำนี้ มันไม่ควรเอาออกมาเป็นคำออกมาใช้ในเชิงเล่น เพราะจริง ๆ คำนี้ผมก็เป็นคนที่ติด แล้วก็ส่วนตัวจะไม่ใช้ เพราะว่ามันมีคนที่เจอกับภาวะนี้จริง ๆ แล้วเขาไม่ตลกกับคำนี้ ผมรู้สึกว่าคำนี้บางทีคุณพ่อคุณแม่ที่เขามีลูกที่เกิดภาวะอะไรแบบนี้ แล้วเขาก็จะไม่โอเค ผมค่อนข้างระวังกับคำนี้ มันก็อาจจะมีความหมายอื่น ๆ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “เเต่พี่ว่าเขาคงยังไม่เห็นเเคปชั่นของวิเวียนหรอก เพราะวิเวียนพูดเเบบเหมือนตัวเองติ่งต๊องเล่นตัวเองอะ พี่ว่าเขาไม่ได้มองหรอกตัวนั้นอะ ซึ่งในที่ทำงานเคยมีประเด็นก็เป็นไปได้ว่าเขาไม่อยากให้ไปทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี ก็มองในมุมว่าเขาเป็นห่วง เเต่ว่าท็อปปิกอะไรเเบบเนี้ยมันจะไม่มีใครเข้าใจ 100% หรอกมันจะมีคนฟังเเล้วโอเคฟังเเล้วหัวเราะอย่างพวกพี่ เเล้วมันจะไม่มีใครเข้าใจ 100% หรอกว่าจะสื่อเพื่ออะไร“ ฝั่งของ ‘ดีเจอ้อม’ ได้ให้มุมมองว่า “คนแต่ละคนมีความ sensitive ไม่เท่ากัน สมมติบอกว่าพี่เผือกพูดในแนวพี่เผือกติ่งต๊อง พี่เผือกยังรับได้มากกว่า หรือบางทีมันเป็นเรื่องของเจนเนอะ ที่มีความกระเทือนกันง่ายด้วย ซึ่งในออฟฟิศเราอาจจะมีเจน Y คนอื่นที่เป็นคนที่แบบโดนอะไรหรือเปล่า แล้วกำลังมีปัญหากับอีกเจนนึงหรือเปล่า อาจจะเป็นเจน X หรืออาจจะเป็นเจน Z แล้วไม่อยากให้เรื่องของเจนมาเป็นประเด็น เขาพูดด้วยความเป็นห่วง เราจะง่ายขึ้น มีคนคอยเตือนในออฟฟิศก็ดี บางทีก็เป็นปัญหาเราได้เหมือนกันนะ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนชอบยียวนกวนประสาท เวลาขอให้ช่วยอะไรชอบลีลา จะแก้เผ็ดเขาอย่างไรดีคะ?

25 ก.ย. 2026

แฟนชอบยียวนกวนประสาท เวลาขอให้ช่วยอะไรชอบลีลา จะแก้เผ็ดเขาอย่างไรดีคะ?

แฟนชอบยียวนกวนประสาทเวลาขอให้ช่วยอะไรชอบลีลาจะแก้เผ็ดเขาอย่างไรดีคะ? ‘คุณลูซี่ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนหนุ่มมักจะยียวนกวนประสาทเธออยู่บ่อยครั้ง ‘คุณลูซี่ (นามสมมุติ)' อายุ 41 ปี เล่าว่าเธอประกอบอาชีพขายอาหารออนไลน์ ช่วงหลัง 5 โมงเย็น เป็นเวลาที่ออเดอร์ยุ่งมาก จึงต้องการให้แฟนหนุ่มมาช่วย แต่เขามักจะมีธุระในเวลาที่คุณลูซี่ต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ ปัญหาคือ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่เขาจงใจยียวนกวนประสาทเธอมากกว่า เพราะไม่ใช่ว่าแฟนจะไม่มาช่วยเลย แต่เขาจะต้องขอให้ได้ลีลาสักนิด ไม่ว่าจะไปกินน้ำก่อนค่อยมาช่วย แวะล้างมือ แวะเปิดตู้เย็นก่อน ไม่ยอมทำให้สิ่งที่คุณลูซี่ขอในทันที แฟนหนุ่มเองก็รู้ทั้งรู้ว่าหากทำแบบนี้คุณลูซี่จะอารมณ์เสีย แต่เขาก็ดูเหมือนจะชอบที่เธอเป็นแบบนั้น คุณลูซี่นิยามความสัมพันธ์นี้ว่า ‘นายปั่น’ กับ ‘ยัยป่วน’ ส่วนตัวเธอเป็นอารมณ์ขึ้นง่าย ยิ่งขายดี ยิ่งหงุดหงิด หนุ่มข้างกายก็ยิ่งแกล้ง ยิ่งเขาปั่นหัวเธอได้ เขาก็ยิ่งสะใจไปอีก นอกจากนี้เธอยังเสริมว่า เธอขายเฉพาะช่องทางออนไลน์ เวลาทุกนาทีเป็นเวลาที่ทั้งลูกค้าและไรเดอร์ต้องรอ ทำให้เธอต้องเร่งมือในการทำ และรายละเอียดในการจัดการแต่ละออเดอร์ค่อนข้างเยอะทำให้ต้องใช้สมาธิมาก บางออเดอร์ก็สั่งหลายอย่าง เธอจะต้องจัดการทั้งหมดด้วยตนเองคนเดียว โดยเธอจะทำอาหารอยู่บริเวณครัวหลังบ้าน และต้องนำออเดอร์ไปส่งให้ไรเดอร์บริเวณหน้าบ้าน ระยะทางค่อนข้างลึก เธอจึงต้องการให้แฟนช่วยนำอาหารไปให้ไรเดอร์ เพื่อที่เธอจะได้เริ่มทำออเดอร์ถัดไปต่อเลย ไม่ต้องเสียเวลาเดินไป-มา แต่แฟนก็ลีลามาก กว่าจะลุกก็ใช้เวลา แถมไม่ได้เดินมาช่วยเธอในทันที แต่จะต้องมีการแวะเปิดตู้เย็นก่อน เธอก็จะเร่งเขาเพราะไรเดอร์กำลังรอ เขาก็จะตอบกลับว่า “กินน้ำเสร็จเดี๋ยวเดินเอาออกไปให้” คุณลูซี่เล่าต่อว่า เธอจะเตรียมเนื้อเสร็จช่วงบ่าย 2-3 และจะมีเวลางีบสักพัก จากนั้นช่วง 4 โมงเย็น คุณลูซี่ก็จะเริ่มทำออเดอร์ ในช่วงเวลานั้นเขาก็รับปากว่าจะช่วยส่งออเดอร์ แต่เมื่อออเดอร์เข้ามาทำเสร็จไม่ถึง 10 นาที เขาดันหลับ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทียังพูดคุยกันอยู่เลย เรียกก็ไม่ตื่น ซึ่งเป็นการหลับจริง ๆ ทั้งบ่ายที่ว่างเขาไม่แม้แต่จะนอนหลับ แต่ดันมาหลับในตอนที่คุณลูซี่ต้องการให้ช่วยส่งออเดอร์ ในการขายอาหารออนไลน์นี้เป็นรายได้ส่วนตัวของคุณลูซี่ ไม่ใช่รายได้หลักของครอบครัว และแฟนก็ประกอบอาชีพอื่นด้วย โดยแฟนจะกลับมาบ้านช่วงบ่าย เธอจึงจะขอให้เขาช่วย เหตุการ์ยังมีอีก โดยเธอเล่าว่าแฟนหนุ่มมีอาชีพเป็นช่างซ่อมรถ เคยมีเหตุการณ์ที่ข้างบ้านนำรถมาฝากซ่อมตั้งแต่ช่วงบ่าย เขาก็รับรถไว้แล้วก็นั่งเล่นไม่ยอมไปซ่อมเสียที เธอจึงทักท้วงว่า “ไม่ไปซ่อมหรอ” เขากลับบอกว่า “รอมีอารมณ์ก่อนค่อยทำ” และเขาก็ลุกขึ้นมาทำตอน 5 โมงเย็น ทั้งที่เธอเคยกำชับกับเขาว่า “ห้ามล้างพื้นช่วง 5 โมงเย็น เพราะพื้นจะลื่น ส่งออเดอร์ลำบาก” โดยแฟนหนุ่มมักจะเป็นอย่างนี้เสมอมากับทุกเรื่อง ขอให้ได้ยียวนกวนประสาทเธอก่อนจึงค่อยช่วย คุณลูซี่เล่าเสริมว่า ตั้งแต่คบกันแรก ๆ เธอเคยไปดูหมอดูมา เขาบอกว่า “แฟนคนนี้ดีนะ แต่ถ้าไม่ได้กวนประสาทจะท้องอืด จะต้องกวนประสาทให้ได้ก่อน พอเธออารมณ์เสียเขาจะรู้สึกดีเลย” ซึ่งเวลาที่เขาไม่ได้แกล้งคุณลูซี่เขาก็จะมีอาการหงุดหงิด แฟนหนุ่มรู้ดีว่าเวลาทำออเดอร์คุณลูซี่จะตั้งใจมาก เขาจึงมายืนนิ่ง ๆ ด้านหลัง ด้วยความที่พื้นฐานเธอเป็นคนขี้ตกใจ พอหันไปเห็นแฟนเธอก็จะกรี๊ดและสะดุ้งขึ้นมา เขาก็จะพูดว่า “อะไรของเธอเนี่ย” แต่เขากลับยืนขำท่าทางของเธอ เรียกได้ว่าเป็นคนขี้แกล้ง รู้ว่าเธอจะตกใจแต่ก็ยังแกล้ง โดยแฟนเธอก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่คบกันแรก ๆ เลย เธอเล่าอีกว่า ด้วยที่แฟนหนุ่มเป็นคนเฟรนด์ลี่ หลาย ๆ ครั้งที่ไรเดอร์รอออเดอร์อยู่ แทนที่เขาจะรีบเข้าบ้านไปนำอาหารมาส่ง แต่เขาเลือกที่จะคุยกับพี่ไรเดอร์ก่อนเพราะเป็นคนที่มารับอาหารในร้าน เธอก็จะต้องตะโกนเรียกให้เขามานำออเดอร์ไปส่งเพราะกลัวว่าออเดอร์จะปะปนกัน แต่แฟนก็ไม่มาเอาสักทีจนเธอต้องออกไปเรียกหน้าบ้าน คุณลูซี่ย้ำว่าที่ผ่านมายังไม่ได้มีการทะเลาะกันจริงจัง จะเป็นการที่คุณลูซี่โวยวายใส่เขา และทุกครั้งที่ด่าไปเขาก็จะทำลอยหน้าลอยตาใส่เธอ โดยสุดท้ายหากเธองอนเขาก็จะมาง้ออยู่ดี คุณลูซี่จึงต้องการวิธีแก้เผ็ดแฟนจากดีเจทั้งสามท่าน โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “ตั้งนาฬิกาทุกอย่างให้ช้ากว่าเวลาจริง 1 ชั่วโมง เพื่อเขาจะได้ทำทุกสิ่งเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ส่วนโทรศัพท์เขาให้เอาไปซ่อนเลย” คุณลูซี่เล่าเสริมว่า แฟนจะต้องตื่นไปส่งของตอน 6 โมงเช้า ซึ่งเธอเพิ่งจะได้นอนก็ตอนตี 1 พอเริ่มหลับลึกเขาก็จะมากวนเธอแล้ว จะได้นอนจริง ๆ อีกทีก็ตอนเขาออกไปทำงานแล้ว ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “พี่ไม่มีวิธีแก้เผ็ด รู้สึกว่าเขาไม่ผิดอะไร เพราะเขาเสมอต้นเสมอปลายเป็นอย่างนี้ตั้งแต่วันแรกที่คบกัน และคุณลูซี่เป็นคนเลือกเขามาดังนั้นอย่าเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนอะไร เป็นคุณลูซี่ต่างหากที่เปลี่ยนไป เดิมรักคนแบบนี้ พอมาปัจจุบันนี้งอแงได้อย่างไร จงอยู่กันอย่างสม่ำเสมอต่อไป” ‘ดีเจอ้อม’ ถามเสริมว่า “วันแรกที่เขาเป็นแบบนี้ เอ็นดูเขาไหม” คุณลูซี่ ตอบว่า “ไม่โมโหอย่างนี้ตั้งแต่วันแรก” ‘ดีเจทั้งสามท่าน’ จึงถามต่อว่า “ทำไมไม่เลิกตั้งแต่วันนั้น เลือกเขามาทำไม” คุณลูซี่ ตอบว่า “นิสัยมันเลว แต่เอวมันดี” สุดท้าย ‘ดีเจอ้อม’ กล่าวว่า “พี่ไม่มีวิธีแก้ ในเมื่อชอบตั้งแต่วันแรก วันแรกเขาก็กวนแบบนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องรับ เสียหลายเรื่องแต่ดีเรื่องหนึ่งที่คุณลูซี่เลือกเอง”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เขาบอกว่าถ้าเจอใครใหม่ให้บอก แต่พอเจอจริง ๆ เขากลับขู่จะปล่อยคลิปลับของเรา!

18 ก.ย. 2026

เขาบอกว่าถ้าเจอใครใหม่ให้บอก แต่พอเจอจริง ๆ เขากลับขู่จะปล่อยคลิปลับของเรา!

เขาบอกว่าถ้าเจอใครใหม่ให้บอกแต่พอเจอจริง ๆเขากลับขู่จะปล่อยคลิปลับของเรา! ‘คุณนานา (นามสมมุติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับคนคุยที่ไม่ยอมปล่อยเธอไป ‘คุณนานา (นามสมมุติ)' อายุ 25 ปี เล่าว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ย้ายมาทำงานในที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการประสานงานกับหลายที่ ทำให้เจอกับพี่คนหนึ่งจากการทำงาน เขาอายุ 50 ปี และได้เริ่มคุยกันก็รู้สึกถูกคอ หลังจากรู้จักกันได้เพียงไม่ถึงสัปดาห์คุณนานาก็ไปหาเขาแล้ว ในวันที่ไปหาเขาก็ได้มีสัมพันธ์ทางกายกัน โดยหลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องสถานะเลย เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ระหว่างนั้นก็มีไปกินเที่ยวด้วยกันตามปกติ แต่ไม่มีการเรียกแทนด้วยสรรพนามพิเศษเชิงคู่รัก ทั้งคู่เคยสัญญากันไว้ว่าหากเจอใครใหม่ให้บอกกันได้เลย เพราะทั้งคู่รู้ดีอยู่แล้วว่าอย่างไรก็ไปต่อกันไม่รอดด้วยความต่างของอายุ คุณนานาเองก็นิยามพี่ 50 คนนี้ว่า ‘คนคุย’ แต่แล้วเธอก็ได้เจอกับผู้ชายอีกคนซึ่งรู้จักผ่านงานเหมือนกัน ความบังเอิญคือผู้ชายคนนี้ดันทำงานที่เดียวกับคนคุยของเธอ เขารุ่นราวคราวเดียวกับเธอ อายุไม่ได้ห่างกันมาก เธอกับเขาก็คุยแชต-โทรคุยกัน เรียกได้ว่าจุดเริ่มต้นเดียวกับพี่อายุ 50 เลย แต่กับคนนี้ไม่ได้รีบร้อนไปเจอกัน คุยกันไปสักพักทำความรู้จักกันไปสักครึ่งเดือนจึงนัดไปเจอกัน กับคนนี้เธอรู้สึกว่ามีอะไรให้คุยกันได้เรื่อย ๆ นอกจากนั้นกับคนใหม่เธอไม่ได้มี Line และเบอร์โทรศัพท์ของกันและกัน แต่ยังมีการ Add Facebook กัน ผิดกับพี่ 50 ที่มีเพียงเบอร์โทรศัพท์ และ Line เท่านั้น ทำให้กับคนใหม่คุณนานาได้รู้จักตัวตนเขา เห็น Lifestyle รู้จักสังคมของเขาผ่านทาง Facebook ด้านคนใหม่เองก็ได้รู้จักเธอผ่านช่องทางเดียวกัน หลังจากที่ได้พูดคุยได้เจอกับคนใหม่ คุณนานาก็รู้สึกอยากจะชัดเจนกับคนใหม่นี้ อยากพัฒนาความสัมพันธ์ อยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้ เธอจึงไปบอกกับพี่ 50 ว่าเธอมีคนคุยแล้ว รวมถึงบอกว่าคนคุยเป็นใคร ในตอนแรกหลังจากที่เขารับรู้เรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ เหมือนเขาจะปล่อยคุณนานาไป เธอก็เข้าใจว่าเขาโอเค แต่หลังจากที่เขามารู้ว่า คุณนานากับคนใหม่มาเจอกันในฐานะแฟนอย่างเปิดเผย เขาก็ไม่โอเค มาวีนเธอและคนใหม่ของเธอ ด้วยความต่างของอายุคนใหม่ และพี่ 50 มันทำให้คนใหม่ของคุณนานาโดนข่ม โดดบีบ รู้สึกโดนระรานจากพี่อายุ 50 ยิ่งทำงานอยู่ที่เดียวกันด้วย ทำให้คนใหม่ยอมเลิกคุยกับเธอเพื่อที่จะคุณนานาจะได้ไม่ให้มีปัญหา แต่เธอเองก็ไม่ยอม เพราะเธอได้คุยเคลียร์กับเขาไปแล้วว่ามีคนใหม่ และยิ่งเขามาทำให้เธอต้องเลิกกับคนใหม่เธอจึงไปบล็อกเขาทุกช่องทาง สุดท้ายพี่ 50 ไม่ยอมจบ เขาทักเข้ามาที่บริษัทของคุณนานาเพื่อตามหาตัวเธอ จนเรื่องบานปลาย เพราะเขาพิมพ์ข้อความเชิงง้องอนมา และมีหัวหน้างานท่านหนึ่งบังเอิญเห็นเข้าจึงแคปมาถามในกลุ่มว่า “คนนี้ใคร ทำไมมาพิมพ์อย่างนี้ในบริษัท” และหัวหน้าก็ได้เรียกเธอเข้าไปคุยว่ามันเกิดอะไรขึ้น คุณนานาจึงต้องยอมปลดบล็อกเขาเพื่อคุยกับเขาว่าอย่าไประรานคนอื่น มีอะไรก็คุยกับเธอ แต่ที่เธอบล็อกคือเพราะเธอไม่ต้องการคุยกับเขา เธอต้องการที่จะจบ และเขาก็ได้ส่งคลิปหนึ่งมา ซึ่งเป็นคลิปส่วนตัวของเธอและเขา โดยที่เธอไม่ได้ยินยอมให้ถ่าย เธอเคยคุยกับเขาว่า Sensitive กับเรื่องนี้ไม่อนุญาตให้ถ่าย มารู้ว่าเขาแอบถ่ายก็ต้องที่เขาส่งคลิปมาขู่ เหมือนกับเขาต้องการข่มไม่ให้เธอไปจากเขา ไม่ให้เลิกคุยกับเขา ไม่ให้เริ่มต้นกับคนใหม่ นอกจากนั้นเขาได้ล้ำเส้นเข้าไปคุยกับคนใหม่ว่า คุณนานาเป็นแฟนเขา ซึ่งเธอไม่ยินยอม เพราะสำหรับเธอถือว่าเป็นสถานะลองคุยกัน สามารถลองได้ทุกอย่าง ลองใช้ชีวิตหรือแม้แต่ลองมีสัมพันธ์ทางกาย ถ้าไม่โอเคกันแค่เลิก แต่เขาไม่ยอมและไปบอกคนใหม่ พร้อมส่งคลิปส่วนตัวไปให้คนใหม่ด้วยจนเขาต้องยอมถอย ทั้งที่คนใหม่คือความสบายใจของเธอ ปัจจุบันคุณนานายังต้องคุยกับพี่ 50 อยู่ เพราะถูกเขาขู่ด้วยคลิป แต่เธอต้องการตัดกับเขา ไม่ต้องการคุยกับเขาแล้ว เคยคุยดี ๆ ก็แล้ว คุยไม่ดีก็แล้ว เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป เล่าว่าหากเธอบล็อกไปอีกเขาจะปล่อยคลิปลงกลุ่มบริษัทของเธอ คนที่รู้เรื่องคลิปตอนนี้มีเพียงหัวหน้างานที่รู้เพราะคุณนานได้เข้าไปปรึกษากับเขา และคนใหม่ปัจจุบันก็ยังแอบพูดคุยปรึกษากับเขาอยู่ แต่กับเพื่อนเธอไม่แม้แต่จะกล้าเล่าเรื่องนี้เลย ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “ไม่ต้องกังวลเรื่องความสัมพันธ์ เพราะถึงแม้ว่าจะคบกันแล้วและหนูอยากจะเลิกมันก็เป็นสิทธิของหนู แต่ที่ไม่มีสิทธิคือการแอบถ่ายมา Blackmail" ‘ดีเจต้นหอม’ เสริมว่า “ไม่ต้องไปกลัวยิ่งรู้ตัวตนเขาด้วย สิ่งที่ต้องกลัวคือ กลัวคลิปหลุดมากกว่า” ในตอนนี้ สิ่งที่คุณนานากังวลที่สุดคือ อยากตัดเขาออกไป แต่กลัวว่าเขาจะปล่อยคลิปลงกลุ่มบริษัทเพราะมันคือเรื่องหน้าที่การงานของเธอ แต่ ณ ปัจจุบันเธอคาดว่าเขายังไม่ได้ทำอะไรกับคลิป และยังไม่มีใครในบริษัทของฝ่ายพี่ 50 รู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอและเขา ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “เขาไม่มีสิทธิ เรามีหลักฐานอยู่แล้วว่าคลิปมีจริง ไม่ต้องรอให้เขาปล่อยต้องป้องกันก่อน” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ เตือนว่า “อย่าเพิ่งไว้ใจว่าเขายังไม่ทำอะไร เราไม่รู้ เรารู้แค่จากที่เขาพูดเท่านั้น เราจะเชื่อเขาได้อย่างไร ขนาดเขาถ่ายคลิปนานา เขายังไม่บอกนานาเลย นานาอย่าคิดว่าเขายังไม่ทำอะไร และมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น นานาอย่ารอให้เขาทำก่อนค่อยไปแจ้งความ เพราะถ้าเขาทำสิ่งที่อยู่ในคลิปก็จะถูกคนอื่นเห็นแล้วนะคะ สิ่งที่ทำได้คือแจ้งตำรวจไปจับเขา เพราะถ้าไม่แจ้งเขาจะลงคลิปเมื่อไหร่ก็ได้ และจะโดนเขา Blackmail แบบนี้ไปตลอดชีวิต” คุณนานาเสริมว่า เธอกังวลว่าตำรวจจะแค่เรียกตัวเขามาให้รับทราบข้อกล่าวหาแล้วปล่อยไปหรือเปล่า ดีเจทั้งสามท่านเห็นตรงกันว่า ให้แจ้งตำรวจไปก่อน เพราะการกระทำในการแอบถ่ายคลิปของเขาได้เกิดขึ้นแล้ว ถูก Blackmail และถูกข่มขู่รวมถึงเขามีการเผยแพร่คลิปไปให้คนใหม่ด้วย อย่าคิดว่าจะไม่แจ้งความแค่เพราะเขายังไม่นำคลิปไปเผยแพร่ ให้กฎหมายจัดการเขา รวมถึงสามารถปรึกษาเพื่อนได้ให้เพื่อนพาไปโรงพัก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายสามารถเล่าได้ เราเป็นเหยื่อเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คนคุยชอบส่งรูปคนป่วยมาให้ดู เราบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาก็ยังส่ง ล่าสุดคือถ่ายรูปตอนเราป่วย ซึ่งเราไม่โอเคมาก!

18 ก.ย. 2026

คนคุยชอบส่งรูปคนป่วยมาให้ดู เราบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาก็ยังส่ง ล่าสุดคือถ่ายรูปตอนเราป่วย ซึ่งเราไม่โอเคมาก!

คนคุยชอบส่งรูปคนป่วยมาให้ดูเราบอกว่าไม่ชอบ แต่เขาก็ยังส่งล่าสุดคือถ่ายรูปตอนเราป่วย ซึ่งเราไม่โอเคมาก! ‘คุณอารีย์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (16 กันยายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่คนคุยชอบถ่ายรูปคนป่วยส่งมาให้ดูตลอด ‘คุณอารีย์’ (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เล่าว่า เธอมีคนคุยอยู่คนหนึ่ง ให้นามสมมติว่า ‘นายบี’ อายุ 43 ปี เธอกับนายบีคุยกันมาค่อนข้างนานแต่ก็ไม่ได้มีการขยับสถานะอะไรไปมากกว่านี้ ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนจะมา ๆ หาย ๆ เดี๋ยวก็คุยกันบ้าง เดี๋ยวก็หายไปบ้าง แล้วก็จะกลับมาคุยกันอีก กลายเป็นว่าในตอนที่คุยกัน นายบีจะชอบรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเสมอ จนช่วงสองปีก่อนนายบีเริ่มรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับครอบครัวของเขาให้เธอผ่านทางข้อความ ในตอนที่พ่อของนายบีป่วย เขาก็จะส่งข้อความมาบอกว่า ‘ตอนนี้พ่ออยู่โรงพยาบาล’ พร้อมกับส่งรูปพ่อในลักษณะการนอนติดเตียง รอบตัวมีสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยาง เธอจึงตอบกลับไปว่าไม่จำเป็นต้องส่งรูปมาเพราะเกรงว่าสภาพร่างกายของคนป่วยนั้นไม่ได้เหมาะสมหรือน่าดูสักเท่าไหร่ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งปี วันหนึ่งนายบีก็ส่งข้อความมาบอกกับคุณอารีย์ว่าน้องชายของเขาป่วยและต้องรีบพาไปหาหมอ เพราะจู่ ๆ น้องชายก็เกิดอาการช็อค ไม่เพียงแค่นั้นนายบียังคงส่งรูปของน้องชายที่กำลังนอนอ้าปาก ตาค้างอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลมาให้เธออีกครั้ง เลยทำให้คุณอารีย์ตอบกลับไปว่า ‘ไม่ต้องส่ง เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องส่งมา’ ตัวของนายบีก็ทำเพียงแค่ตอบรับเธอเท่านั้น และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จู่ ๆ เขาก็รายงานสถานการณ์มาอีกว่าย่าของเขานั้นป่วยเข้าโรงพยาบาล และก็ยังคงเป็นอีกครั้งที่นายบีนั้นถ่ายรูปของย่าอายุราว ๆ 80-90 ปี ส่งมาให้เธอดูในลักษณะที่นอนอยู่บนเตียง ร่างกายของย่าผอมแห้ง นอนห่อเหี่ยวตามวัยของคนชรา โดยที่ยังคงสวมเครื่องช่วยหายใจไว้อยู่ ด้วยความไม่พอใจคุณอารีย์จึงได้บอกกับนายบีไปว่า ‘พี่ไม่จำเป็นต้องส่งมาเลย ไม่ควรจะส่ง ช่วยให้เกียรติคนป่วยหน่อย’ แต่นายบีก็ได้ตอบกลับมาว่าเขาได้ขออนุญาตคุณหมอแล้ว ซึ่งเธอก็ได้บอกเขาอีกว่าต่อให้จะขออนุญาตคุณหมอแล้วมันก็ไม่สมควรที่จะถ่ายรูปคนป่วยอย่างนี้ นายบีจึงอธิบายว่าที่ตนถ่ายเป็นเพราะเขาต้องส่งรูปไปให้หัวหน้าดูเพื่อที่จะแจ้งลาในวันพรุ่งนี้ คุณอารีย์เลยบอกว่าหากนายบีต้องการจะแจ้งขอลา เขาสามารถขอเอกสารใบรับรองแพทย์จากทางโรงพยาบาลไปยื่นใช้เป็นเอกสารแทนได้ไม่จำเป็นต้องถ่ายรูปคนที่กำลังนอนป่วยในภาพลักษณ์ที่ไม่น่ามองไปให้คนอื่น และก็เหมือนเช่นเคยที่เขาก็ทำเพียงรู้รับกับสิ่งที่เธอตักเตือนแค่นั้น จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว คุณอารีย์ต้องเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาล เธอและนายบีก็ได้มีการพูดคุยกันทั่วไป นายบีก็ถามเธอถึงอาการป่วย และสถานที่ว่าเธอนั้นเข้าผ่าตัดที่ไหนและเมื่อไหร่ แต่เขาไม่ได้บอกกับเธอว่าจะมาเยี่ยม ส่วนตัวของคุณอารีย์ก็มีพี่ชายมาเฝ้าอยู่แล้ว ปรากฎว่าวันที่เธอเข้ารับการผ่าตัด เธอก็ได้แจ้งสถานที่และเลขห้องกับนายบีไปพร้อมกับบอกว่าจะเข้ารับการผ่าตัดตอนช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 โมงและตัวเธอก็เข้าห้องผ่าตัดไป เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วง 1 ทุ่ม คุณอารีย์ก็ได้ออกจากห้องผ่าตัดด้วยอาการสลึมสะลือ กึ่งหลับกึ่งตื่น แล้วในจังหวะที่บุรุษพยาบาลกำลังนำตัวเธอไปที่ห้องพัก เธอก็สังเกตเห็นนายบียืนอยู่ตรงบริเวณหัวเตียงและเดินตามเธอมา แต่ไม่ได้มองเห็นชัดมากนักเพราะอาการสลึมสะลือที่ยังไม่หายดี แต่ตัวคุณอารีย์ก็ไม่ได้คิดอะไรและนายบีก็ไม่ได้เดินตามเธอเข้ามาถึงภายในห้องพักผู้ป่วย เขาเพียงแต่ส่งข้อความมาหาเธอเพียงเท่านั้น พี่ชายของคุณอารีย์ที่อยู่ในห้องก็ได้แจ้งกับคุณอารีย์ว่าโทรศัพท์ของเธอนั้นมีสายเรียกเข้ามากมายจากครอบครัว คุณอารีย์จึงหยิบขึ้นมาเช็คดูแต่ปรากฎว่าในตอนที่เธอกดอ่านข้อความของนายบี เธอก็เห็นว่าสิ่งที่เขาส่งมานั้นเป็นรูปภาพของเธอที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยขณะที่โดนเข็น ด้วยเสื้อผ้าของโรงพยาบาลที่หลุดรุ่ยไม่เหมาะสมเพราะเพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัด คุณอารีย์จึงรู้สึกไม่สบายใจและมองว่านายบีกระทำเกินไปที่ถ่ายรูปคนป่วยเพื่อส่งมาว่า ‘ฉันเห็นเธอแล้วนะ เธอเดินผ่านฉันนะ’ จากนั้นนายบีก็ได้โทรศัพท์หาเธอหลายครั้งจนเมื่อเธอรับสาย นายบีก็บอกกับเธอว่า ‘เนี่ย อยู่หน้าห้องไม่กล้าเข้าไป’ คุณอารีย์เลยถามนายบีไปว่า ‘แล้วพี่ถ่ายรูปส่งมาทำไม’ นายบีก็ตอบกลับมาว่า ‘ก็จะได้รู้ไงว่าอยู่ตรงนั้นนะ เห็นเธอนะ’ พอนายบีเข้ามาภายในห้อง พี่ชายของเธอก็คอยสอดส่องมองพฤติกรรมของเขาไม่ให้ทำตัวรุ่มร่ามใส่เธอ คุณอารีย์จึงบอกนายบีไปตามตรงด้วยความไม่สบายใจเรื่องการถ่ายรูปว่า ‘ไม่จำเป็นต้องถ่ายเลย จะถ่ายทำไม’ นายบีก็มีท่าทีอึกอักและไม่ตอบอะไร จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เธอและนายบีนัดเจอกัน แต่แล้วนายบีก็ส่งข้อความมาบอกว่าไม่สามารถไปได้แล้วเนื่องจากแม่เลี้ยงเข้าโรงพยาบาลและก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่นายบีจะส่งรูปของแม่เลี้ยงในสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยดีมา อีกทั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแม่ของนายบีก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เขาก็ยังถ่ายรูปส่งมาให้เช่นเดิม แม้ว่าเธอจะย้ำบอกหลายครั้งว่าไม่ต้องส่งมา เขาก็ทำเพียงอ่านข้อความของเธอและก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยจนถึงตอนนี้ คุณอารีย์ยังบอกอีกว่าเวลาเธอบอกว่าความคิดของเขามันแปลก นายบีก็มักจะตอบกลับมาว่าเป็นเพราะเธอมีอคติ หรือเวลาพูดอะไรไปแล้วเขาไม่อยากยอมรับ นายบีก้จะประชดชันใส่เธอว่า ‘เออพี่มันเลวเอง พี่มันโง่เอง’ เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนอื่นเขาทำกันไหมหรือเป็นเพราะเธอคิดมากไปเอง และอยากได้คำแนะนำว่ามีวิธีการสื่อสารที่สามารถบอกเขาดี ๆ ได้บ้างไหม เธอจะได้ไม่โดนสวนกลับมาว่า ‘อคติ’ เริ่มที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปกติไหมพี่ก็ไม่รู้ แต่ว่าตัวเติ้ลเองก็ไม่ชอบดูรูปอะไรแบบนี้ และพี่ก็รู้สึกว่าคุณอารีย์พูดดี ๆ ไปหมดแล้วที่คุณอารีย์พูดไม่ใช่ไม่ดีเลย พี่ยังไม่เห็นคุณอารีย์ด่าเขาตรงไหนเลย มีแต่พูดว่าอย่าถ่ายเลย ซึ่งคุณอารีย์พูดไปหมดแล้ว พี่ก็เลยรู้สึกว่าเขาจะไม่เปลี่ยน นี่คือนิสัยเขาแล้ว แต่ที่เติ้ลถามว่าคุณอารีย์ชอบเขาไหมเพราะเติ้ลรู้สึกว่าถ้าคุณอารีย์ชอบเขาแม้สถานะจะเป็นคนคุยไม่ยอมคบกัน แต่ที่เล่ามาก็เหมือนแฟนกันแล้ว ถ้าคุณอารีย์ชอบเขา คุณอารีย์ก็ต้องยอมรับข้อนี้เพราะว่าตั้งแต่ฟังมา ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ได้อิน เขาคงบล็อคไปตั้งแต่ 2-3 รอบแรกแล้ว ถ้าเป็นคนคุยคนนี้ก็จะถูกปัดทิ้งไปได้ง่ายมาก แต่ทีนี้คุณอารีย์ก็ต้องคุยกับตัวเองดี ๆ ว่าถ้าชอบเขาจริง ๆ คุณอารีย์ก็ต้องยอมรับนิสัยข้อนี้ให้ได้ค่ะ เพราะเติ้ลคิดว่าเขาน่าจะไม่เปลี่ยน’ ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘เหมือนคุณเติ้ลทุกอย่างเลยค่ะ คือเขาก็เป็นของเขาแบบนี้ เวลาที่เรามาเจอคนคุยหรือคนที่เข้ามาในชีวิต บางทีมันก็จะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่ชอบใจ ฉะนั้นมันต้องปรับซึ่งเราก็บอกไปแล้ว และอันนี้มันก็ปรับง่ายมากแค่ไม่ส่งรูป คือเรื่องง่าย ๆ เขายังทำไม่ได้เลยแปลว่าสิ่งนี้เขาไม่ปรับแล้วแหละ พอเขาไม่ปรับก็ต้องกลับมาถามตัวเองแล้วว่าเราจะรับได้ไหม มันไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราจะต้องมานั่งปรับกันคนละครึ่งทางนะ มันแค่อันนี้เขาไม่ปรับก็ต้องถามตัวเองว่าเรายอม 100% เลยได้ไหม จริง ๆ ถ้าเราโดนคนติงประมาณ 3-4 รอบกับเรื่องเดิม ๆ เราจะนึกออกแล้ว แล้วเวลาเตือนยังจะ Toxic ว่าอคติ ไม่รับฟัง ไม่แก้ไขอีก บางเรื่องเราก็แค่ตั้งคำถามว่า ‘หรือเราจะไม่เข้ากันนะ’ แต่ถ้าเราโอเคก็โอเค’ ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า ‘ผมว่าอายุ 43 ปี ถ้ายังรุงรังแล้วก็พูดจาไม่รู้เรื่อง ผมว่าเสียเวลา เป็นผมผมไปตั้งนานแล้วครับ คืออายุปูนนี้ควรจะรู้แล้วว่าโลกมันเป็นยังไง ประเภทที่ว่า ‘ฉันมันคนเลว ฉันมันคนชั่ว’ เหมือนอายุ 18 ปี แล้วมารุงรังงอแง และเรื่องส่งรูปคนป่วยมาเนี่ย 3 รอบก็เต็มกลืนแล้วครับ อันนี้ 6-7 รอบแล้วยังพูดไม่รู้เรื่องอีก แล้วจะเอาคนอย่างนี้มาอยูjกับเราอีก 24 ชั่วโมงจริงเหรอครับ แค่คุยก็รำคาญแล้วจะอยู่กันยังไง คือมีอะไรดีจนทำให้ก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เหรอครับ ถามตัวเองว่าอยู่กับคนอย่างนี้ได้ทั้งชีวิตจริง ๆ เหรอ แล้วเราอายุปูนนี้แล้วก็ควรจะรู้ว่าอันไหนเสียเวลา เราไม่ควรมาเสียเวลาเดิมพันกับการที่คน ๆ หนึ่งจะเปลี่ยนรึเปล่า ถ้าเราอายุ 20-30 ต้น ๆ มันยังพอลุ้นได้ ยังพอเสียเวลากับคนนี้ได้ แต่เรา 40 กว่ากันแล้วยังมีเวลาเปลี่ยนใครอีกเหรอครับ เราควรเจอคนที่ง่าย ๆ ลงตัวได้แล้วรึเปล่า คุณอารีย์ต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลงคนนี้อีกกี่ปีครับ ไม่รู้เปลี่ยนได้หรือไม่ได้ด้วย แล้วคุณอารีย์จะเสียเวลาชีวิตไปอีกเท่าไหร่ แต่ถ้าชอบแบบนี้ก็เชิญครับ แต่อย่าไปคิดว่าจะเปลี่ยนอะไรเขาแล้วกันครับ เขาเป็นอย่างนี้มา 40 กว่าปีแล้วก็คงเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตกใจมากที่ไปเห็นแชตของหลานสาววัย 12 ปี ได้มีการคุยเชิงเซ็กส์โฟนกับแฟน ไม่รู้จะเริ่มพูดคุย หรือรับมือกับหลานยังไงดี

18 ก.ย. 2026

ตกใจมากที่ไปเห็นแชตของหลานสาววัย 12 ปี ได้มีการคุยเชิงเซ็กส์โฟนกับแฟน ไม่รู้จะเริ่มพูดคุย หรือรับมือกับหลานยังไงดี

ตกใจมากที่ไปเห็นแชตของหลานสาววัย 12 ปีได้มีการคุยเชิงเซ็กส์โฟนกับแฟนไม่รู้จะเริ่มพูดคุย หรือรับมือกับหลานยังไงดี ‘คุณเจเจ’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (16 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่ต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธออยากขอคำแนะนำวิธีพูดคุยและรับมือกับหลานสาว ‘คุณเจเจ’ อายุ 32 ปี ได้เล่าว่าหลานสาวของเธออายุ 12 ปี เพิ่งเข้าเรียนชั้น ม.1 ซึ่งหลานไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่แยกทางกัน แต่คุณแม่ของคุณเจเจรับอุปถัมภ์หลานสาวมาเลี้ยงเองตั้งแต่เล็ก โดยคุณเจเจทำงานและจะกลับบ้านเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประกอบกับเป็นสายดุ เวลาหลานมีปัญหาอะไรคุณแม่จะให้คุณเจเจเป็นคนจัดการ ช่วงหลัง ๆ มานี้ หลานสาวก็มีพฤติกรรมแปลกไป ติดโทรศัพท์ และไม่ค่อยพูดคุยด้วย คุณแม่จึงกำชับให้แอบเช็กโทรศัพท์หลาน จนทำให้ไปเห็นแชตที่หลานคุยกับแฟนซึ่งเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันที่รู้จักกันก่อนเข้า ม.1 ในเชิงเซ็กส์โฟน มีการขอดูหน้าอก ขอจับหน้าอก และชวนนัดเจอกันที่ห้องน้ำ ทั้งยังมีการรูปภาพให้กันและกัน แต่คุณเจเจไม่ทราบว่ามันคือภาพอะไร เพราะภาพนั้นหมดอายุในการดาวน์โหลดไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้คุณแม่ของคุณเจเจได้ไปดุหลานเรื่องมีแฟนแล้ว แต่กลับทำให้สถานการณ์แย่ลง คุณเจเจจึงเรียกหลานมาพูดคุยเอง และสอนไปว่าเราเป็นผู้หญิงต้องไม่ปล่อยตัว ไม่ได้ห้ามให้มีแฟนแต่ต้องรู้ขอบเขต แต่หลานก็ยังยืนยันว่าจะไม่เลิกคุยกับแฟน คุณเจเจจึงไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดี และอยากได้วิธีพูดคุยกับหลานเพื่อไม่ให้หลานเตลิดไปไกล เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่บอกว่า “เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการที่เราต้องอยู่ฝั่งเดียวกับเขาก่อน ท่าทีของคุณเจเจสำคัญมาก ถ้าเราคุยในท่าทีที่ห้ามและอยู่ตรงข้ามเขา หลังจากนี้เขาจะปิดบังตลอดไป อาจจะเริ่มจากการลองแชร์เรื่องราวในวัยเด็กของเราให้เขาฟังบ้างเพื่อให้อยู่ในทีมเดียวกัน หลังจากนั้นเบื้องต้นที่ทำได้ก็คือสอนให้รู้จักการป้องกัน ปลูกฝังความเข้าใจให้เขารู้ข้อเสียและผลลัพธ์ที่จะตามมาถ้าเขาไม่ระมัดระวังตัวเอง ต้องเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการคุย สื่อสารว่าเราเข้าใจเขาเพื่อให้เขาปกป้องตัวเองได้สมกับวัย” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่เพิ่มเติมจากคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “เข้าใจคุณเจเจนะเพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมาก ตอนนี้ทำถูกแล้วที่เราไม่เอาเรื่องที่แอบเห็นในโทรศัพท์มือถือไปบอกเขา ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการผลักเขาไปอยู่อีกฝั่งทันที หลังจากนี้ถ้าอยู่ในท่าทีที่ผ่อนคลายแล้วให้ค่อย ๆ แทรกข้อมูลไปว่าการมีแฟนไม่ได้มีปัญหา แต่ถ้าถึงขั้นขอดูหน้าอกต้องระวังตัวมากขึ้น ลองยกเคสตัวอย่างเรื่องรูปหลุดให้เห็นว่าผู้หญิงจะเสียหายมากเพื่อสอนให้เขาระวังตัว หรืออธิบายเรื่องการท้องก่อนวัยอันควรและการป้องกันอย่างการใช้ยาคุมกำเนิด ช่วงนี้อาจจะต้องทุ่มเทเวลาใส่ใจเขาเป็นพิเศษให้อยู่ในสายตามากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดโอกาสนั้น หรืออาจจะให้คุณครูที่พร้อมเข้าใจสถานการณ์ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ที่โรงเรียน” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า “ถ้าคุณเจเจได้เจอหลานแค่วันเสาร์-อาทิตย์ ความสนิทอาจจะยังไม่มากพอ เราห้ามเขาไม่ได้ แต่แนะนำให้เน้นการป้องกันมากกว่าการห้าม วันไหนกลับมาบ้านลองชวนคุยเรื่องผู้ชายด้วยท่าทีเปิดกว้าง ไม่ตัดสินว่าเขาผิด เพื่อเช็กความเปิดใจของเขา และต้องเผื่อใจไว้ด้วยหากเขาบอกว่ามีอะไรกันแล้ว ห้ามดุหรือด่าเด็ดขาด ต้องอยู่ในฐานะที่พร้อมซัพพอร์ต นอกจากนี้อาจจะชวนพูดคุยหรือแนะนำไปถึงเรื่องการฝังยาคุมเพื่อเป็นการป้องกันให้เขาปลอดภัย”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

  • …
album
♪efm
-

-