พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

23 ม.ค. 2026

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกันแฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่มผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่าอยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ? ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก-ดีเจ-ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาไม่ตรงกับแฟน ทำให้แฟนน้อยใจ แต่ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนงาน ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ อายุ 35 ปี ปัจจุบันมีแฟนอายุ 31 ปี คบกันมา 6-7 ปี ยังไม่แต่งงาน แต่อาศัยอยู่ด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน มาถึงช่วงเดือนตุลาคมปี 68 ที่ผ่านมา คุณวิทย์ได้เปลี่ยนงานใหม่ ก่อนหน้านี้ทำงานเวลาออฟฟิศทั่วไป ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนไม่เพียงพอ ในส่วนของงานใหม่นี้ ก็ได้ปรึกษากับแฟนแล้วว่าที่นี่เงินดีกว่า แต่ต้องเข้างานเป็นกะ คุณวิทย์คุยกับแฟนไว้ว่า อยากทำที่นี่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะก่อนหน้าได้มีการเปลี่ยนงานบ่อยมาก จึงกลัวจะกระทบต่อประวัติการทำงาน แต่เมื่อต้องย้ายเวลาเข้า - ออกงาน จึงทำให้เกิดปัญหาไม่เข้าใจกันกับแฟน ช่วงหลังปีใหม่ แฟนเริ่มน้อยใจหนักขึ้น มีการโทรมาเหวี่ยงใส่คุณวิทย์ว่า เธอไม่โอเค กับการที่ตื่นมาไม่ได้เจอหน้ากับบ่อย ๆ เหมือนเคย ซึ่งเธอบอกว่าเข้าใจในเรื่องการทำงานของคุณวิทย์ แต่ใจเธอยอมรับไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเองคุณวิทย์ ก็ยังคงทำงานอยู่ จึงทำได้แค่ฟัง แต่เมื่อกลับถึงบ้าน แฟนกลับเงียบใส่ ทำให้ไม่ได้พูดคุยเคลียร์ใจกัน ปกติแล้ว คุณวิทย์เป็นคนใช้เงินค่อนข้างเก่งมาก จึงโอนเงินให้แฟนเป็นคนจัดสรรเงินให้ แต่วันถัดมา แฟนกลับโอนเงินคืนคุณวิทย์ และพูดว่าจะไม่ทำให้อีกแล้ว จากนั้นคุณวิทย์ก็โทรตาม แต่ก็ไม่รับสาย จึงเปลี่ยนไปส่งข้อความ แต่ก็ได้คำตอบมาตามเดิมว่า เธอไม่ชอบที่เวลาทำงานของคุณวิทย์เปลี่ยนไป จนไม่มีเวลาร่วมกัน สิ่งที่เธอต้องการคืออยากให้วันเสาร์-อาทิตย์เราได้เจอกันเหมือนเดิม กลับมาก็เจอหน้ากันไม่นาน แล้วหลังจากนั้นอีกคนก็ออกไปทำงาน และเป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ อาจมีบางวันหยุดของคุณวิทย์บ้าง ที่ตอนเที่ยงคุณวิทย์จะขับรถไปที่ทำงานแฟนเพื่อทานมื้อเที่ยงด้วยกัน หรือตอนเย็นไปรับจากที่ทำงาน และทานอาหารเย็นด้วยกัน ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันเพิ่มเติมแล้ว แต่กลัวว่าแฟนจะกลับไปน้อยใจอีก เพราะเมื่อก่อนคุณวิทย์เคยสัญญาว่าจะทำงานเก็บเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ทำไม่ได้สักที และทุกเสาร์-อาทิตย์เราไปเที่ยวด้วยกันตลอดแต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว จึงอยากปรึกษาขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้แฟนเข้าใจ เรื่องที่ไม่อยากเปลี่ยนงาน อยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพและมีอนาคตที่ดีร่วมกัน เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ แนะนำให้บอกแฟนไปว่า “เดี๋ยวจะหางานใหม่ ที่เวลาตรงกันให้ และมีเงินดีด้วย วันนี้เราต้องพึ่งงานตรงนี้ก่อน ไม่มีใครอยากเลิกงานตี 2 ทุกวันหรอก แต่เอาเป็นว่า ถ้ามันมีงานที่ดี และเงินดีกว่า เราก็จะเปลี่ยนให้ ขอให้อดทนไปด้วยกัน ให้เธอสบายใจได้ว่าเราก็พยายามที่จะหาทางออก หรือถามตรง ๆ เลยว่า อยากให้คุณวิทย์ทำอะไร แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ได้จะทำที่นี่ไปตลอดอยู่แล้ว แค่ต้องอดทนหน่อย” ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ พูดว่า “แล้วในวัย 31 นี้ เขาก็น่าจะพอเข้าใจโลก แต่เมื่อคุณทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน อยู่ด้วยกันมานาน แต่ยังไม่ขยับขยายและไม่มั่นคงเท่าไหร่ กรณีแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คู่เกิดคำถามต่อกันว่า ใช่ ไม่ใช่ ไปต่อหรือไม่ไปต่อ อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ มันพาลให้เป็นปัญหาได้มาก แนะนำให้คุณวิทย์สร้างความมั่นใจให้เขาว่าในวันนี้อาจจะมีบ้างที่ยังแบ่งเวลาให้มากไม่ได้ แต่อยากให้มั่นใจว่าในอนาคตที่เขาต้องรอคอย มันจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากให้ลองคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่รอให้พร้อม แต่ไม่รู้ว่าพร้อมคือเมื่อไหร่ ลองยื่นอนาคตที่ชัดเจนให้เขาดู ถ้าเขากลับเริ่มไม่มั่นใจ ก็ลองโทรมาปรึกษากันใหม่” สุดท้ายตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ เสริมว่า “พี่เข้าใจแฟนคุณวิทย์ คนเราคงมีอารมณ์น้อยใจโกรธกัน เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เข้าใจในมุมคุณวิทย์ที่อยากจะมีอนาคตมีเงินที่มากขึ้น และยังพยายามที่จะชดเชยเวลาด้วยการไปกินข้าวกลางวัน ไปรับแฟนจากที่ทำงานด้วย พี่อยากให้คุณวิทย์คุยกับแฟนในมุมเหตุผลว่าทั้งหมดนี้เราทำไปทำไม บางครั้งเมื่อเงื่อนไขของชีวิตคู่ มันถูกเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายของสองคน มันอาจจะต้องอดทนและยอม เพื่อให้มันไปถึงเป้าหมายได้”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูต้องสะดุ้งตื่นตี 3 ทุกวัน เพราะลุงบ้านตรงข้ามเปิดเสียงพระสวดดังลั่น เคยบอกให้ลุงเบาเสียงแล้ว แต่ลุงบอกว่าลำโพงไม่มีปุ่มเบาเสียง หนูจะทำยังไงดีคะ?

23 ม.ค. 2026

หนูต้องสะดุ้งตื่นตี 3 ทุกวัน เพราะลุงบ้านตรงข้ามเปิดเสียงพระสวดดังลั่น เคยบอกให้ลุงเบาเสียงแล้ว แต่ลุงบอกว่าลำโพงไม่มีปุ่มเบาเสียง หนูจะทำยังไงดีคะ?

หนูต้องสะดุ้งตื่นตี 3 ทุกวันเพราะลุงบ้านตรงข้ามเปิดเสียงพระสวดดังลั่นเคยบอกให้ลุงเบาเสียงแล้วแต่ลุงบอกว่าลำโพงไม่มีปุ่มเบาเสียงหนูจะทำยังไงดีคะ? ‘คุณแก้วตา (นามสมมติ)’ อายุ 30 ปี สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องข้างบ้านเปิดบทสวดเสียงดังในเวลาตี 3 แทบทุกวัน ควรจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี โดย ‘คุณแก้วตา (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “คุณลุงตรงข้ามบ้าน เปิดเสียงพระสวดผ่านลำโพง ในช่วงเวลาตีสามครึ่งของทุกวันเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบทสวดดี ๆ แต่บางครั้งก็มีบทสวดศพด้วย บ้านของหนูกับบ้านของคุณลุงไม่ได้อยู่ติดกัน บ้านของคุณลุงอยู่ฝั่งตรงข้าม ห่างกันแค่ถนนเส้นเดียว ในระแวกบ้านส่วนใหญ่เป็นพี่น้องของคุณลุงทั้งหมด มีบ้านที่ไม่ใช่ญาติของเขาเพียงแค่ 3 หลัง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบ้านของหนู บ้านอีกสองหลังเป็นคนมีอายุ เขาก็อยู่ที่นี่มานานแล้ว ส่วนบ้านของหนูเพิ่งย้ายมาได้ 3 - 4 ปี แต่เสียงเริ่มดังเมื่อ 2 ปีหลังที่ผ่านมา ห้องของหนูคือห้องที่ได้รับเสียงรบกวนน้อยที่สุด แต่ส่วนตัวถ้าได้ยินเสียงดังแล้วตื่นขึ้นมา หนูจะนอนต่อไม่ได้เลย ส่วนห้องของพ่อกับแม่ได้ยินเสียงชัดมาก เตี่ย (พ่อ) ถึงกับต้องเดินลงมานอนโซฟาทุกวัน พี่สาวก็เคยไปคุยขอให้คุณลุงเบาเสียงลง แต่คุณลุงกลับตอบมาว่า ลำโพงที่ลุงเปิด มันไม่มีปุ่มลดเสียง มันมีแค่เปิดกับปิด นอกจากนี้หนูก็เคยโทรหาสายตรวจหลายครั้งจนเกรงใจ เขาก็ทำได้แค่ตักเตือน จนวันหนึ่ง หนูทนไม่ไหวแล้ว เลยอัดคลิปเสียงส่งไปให้ตำรวจ เขาก็บอกเดี๋ยวจะประสานเรื่องกับอบต.ให้ แต่สุดท้ายมันก็เหมือนเดิม แม่หนูบอกให้ปล่อยมันไป ไม่ต้องไปโฟกัส แต่จะไม่สนใจได้ยังไงในเมื่อมันได้ยินชัด และเสียงดังมากจริง ๆ อีกหนึ่งข้อมูลที่เคยได้ยินมาคือ คุณลุงเคยบวชมาแล้วสองครั้ง พอกลับมาที่บ้าน หนูไม่แน่ใจว่าลุงอยากฟังเสียงพระสวดหรือเปล่า หรือยังอินกับการอยู่วัด แต่เขาก็ไม่ควรทำให้คนอื่นเดือดร้อน มันเป็นมลพิษทางเสียง หนูต้องทำยังไงดีคะ ?” เริ่มที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “แจ้งความไปเรื่อย ๆ ไปจนกว่าเสียงจะเงียบ หรือซื้อลำโพงให้เขาไปเลย แล้วบอกวิธีการใช้ให้คุณลุงเข้าใจ พร้อมกับบอกคุณลุงว่าให้เบาเสียงลง ไม่งั้นตำรวจจะมาจับ เสียเงินแค่ไม่กี่ร้อย แลกกับชีวิตการนอนของเรา” ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้พูดเสริมว่า “ถ้าวิธีแรกใช้ไม่ได้ผล ก็ให้สังคมพิพากษาเขา แต่ให้ลองเจรจากับเขาดี ๆ ก่อน ทำตามทีละขั้นตอน อย่างแรกให้คุยกันให้เข้าใจ จากนั้นก็เปลี่ยนลำโพงให้เขา ถ้ายังไม่ได้ผล ก็ไปอบต.” ด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้แนะนำว่า “ให้ลองประสานกับทางอบต.ไปก่อน เอาคลิปเสียงไปเปิดให้เขาฟัง หรือลองเปิดเพลง EDM เอาให้ดังกว่า ถ้าลุงเปิดหนูก็เปิด” สุดท้ายดีเจทั้งสามคนได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาให้เพิ่มเติมว่า “หรือลองอ้างพระ อ้างเจ้าไหม ให้เจ้าอาวาสมาเตือนว่า การเปิดบทสวดเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าทำให้คนอื่นเดือดร้อน โยมบาปนะ ถ้าไม่ได้ผล ลองเป็นผีเลย จ้างเอ็กตร้ามาก็ได้ ให้เขาปลอมตัวเป็นพระ เป็นผี เอามาหลาย ๆ คน อย่าไปยอมเขา เพราะเราจะเสียสุขภาพจิต”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็นพุธโทรเรี่ยนพันธุ์แท้ ดูตั้งแต่ม.ปลาย จนตอนนี้เรียนจบป.โท สาขาจิตวิทยาแล้วค่ะ ขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทร เพราะรายการเป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ

23 ม.ค. 2026

หนูเป็นพุธโทรเรี่ยนพันธุ์แท้ ดูตั้งแต่ม.ปลาย จนตอนนี้เรียนจบป.โท สาขาจิตวิทยาแล้วค่ะ ขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทร เพราะรายการเป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ

หนูเป็นพุธโทรเรี่ยนพันธุ์แท้ ดูตั้งแต่ม.ปลายจนตอนนี้เรียนจบป.โท สาขาจิตวิทยาแล้วค่ะขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทรเพราะรายการเป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ ‘คุณปูเต้’ อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ ‘พุธทอล์คพุธโทร’ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เพื่อมากล่าวขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทรที่เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสาขาวิชาจิตวิทยา ‘คุณปูเต้’ เล่าว่าตนได้ฟังรายการพุธทอล์คพุธโทรมาหลายเคส ตั้งแต่ช่วงที่เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนกระทั่งตอนนี้เรียนปริญญาโท สาขาจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว จนจบการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคุณปูเต้ได้เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ทุกครั้งที่ฟังรายการพุธทอล์คพุธโทร รายการทำให้เห็นถึงความหลากหลายของคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านพฤติกรรม หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อฟังแล้วก็อยากจะทำความเข้าใจกับคนให้มากขึ้น เลยเลือกที่จะเรียนสาขาจิตวิทยา ซึ่งคุณปูเต้ได้พูดเสริมว่า “จิตวิทยา เราเรียนเพื่อเข้าใจทั้งคน ทั้งร่างกาย จิตใจ สมอง เรียนตั้งแต่วิชาชีวะ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต” ส่วนตัวของคุณปูเต้นั้นตั้งแต่ระยะเวลาแรกที่เริ่มเรียน จนถึงตอนนี้ที่เรียนจบปริญญาโทแล้ว รู้สึกว่าตนเองนั้นเข้าใจคนมากขึ้น และสามารถเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น เช่น เมื่อเวลามีคนมาทำให้เราโกรธ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเรียนจิตวิทยาแล้วเราจะไม่โกรธเขา แต่เราจะเข้าใจการกระทำเขามากขึ้น พร้อมพูดเสริมเพิ่มเติมว่า “คนเราก็มีทั้งป่วยกายและป่วยใจ ป่วยกายก็ไปหาคุณหมอ ป่วยใจก็ไปหาจิตแพทย์ได้เหมือนกัน ไม่ต้องกลัวที่จะคุยกับนักจิตแพทย์ อยากฝากถึงบางคนที่ป่วยอยู่ ว่าถ้าบางทีอาจจะเคยไปหาหมอจิตแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่หาย ก็เหมือนกับการที่ไปหาหมอทั่วไป อาจจะเปลี่ยนวิธี หรืออาจจะขอความคิดเห็นจากที่อื่น ไม่จำเป็นต้องป่วยแบบไม่ไหวแล้ว หรือหนักมาก ถึงจะไปหาหมอจิตแพทย์ แค่เครียด นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาครอบครัวต่าง ๆ ก็อาจจะลองไปปรึกษาหาคนกลางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญดูก่อนก็ได้” นอกจากนี้ ‘ดีเจต้นหอม’ ยังได้ยกตัวอย่างในกรณีของตนที่เจอในชีวิตจริงว่า “เวลาบ่นลูก ลูกจะรู้สึกไม่ดี พี่เลยต้องสร้างตัวเองขึ้นมาอีกร่าง ชื่อว่า ‘บอลลูน’ ซึ่งจะมีนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับร่างตอนเป็นแม่ปกติ พี่สร้างมาเพื่อเล่นหรือสอนการบ้านให้ลูก โดยจะมีคำว่า ‘บลิ๊ง ๆ’ เป็นคำพูดติดปากเวลาแปลงเป็นร่างบอลลูน แล้วลูกก็รักบอลลูนมาก จนอยากอยู่กับบอลลูนทุกวัน พี่ไม่แน่ใจว่าลูกแยกออกมั้ยว่าแม่กับบอลลูนเป็นคนเดียวกัน ซึ่งปฏิกริยาของเขาที่มีให้แม่กับบอลลูนนั้นต่างกัน แค่พูด ‘บลิ๊ง ๆ’ ปุ๊บ ลูกก็จะยอมทำทุกอย่างที่บอกเลย แต่กับแม่จะเป็นอีกอย่างนึง เคยถามว่า ‘รู้ว่าเป็นคนเดียวกันมั้ย’ ลูกบอกว่า ‘รู้’ ในภาพจำของลูกคือแม่เป็นคนใจร้าย ส่วนบอลลูนเป็นคนใจดี ที่พี่ทำแบบนี้เพราะพี่อยากให้ลูกรัก” ซึ่งคุณปูเต้ก็ได้ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า “ในเคสเด็ก เวลาจะดูว่าเป็นปัญหามั้ยนั้น คือมันกระทบเราและลูกมั้ย พี่หอมเหนื่อยมั้ยเวลาเป็นบอลลูนตลอดเวลา แล้วน้องมีปัญหากับร่างแม่ที่บ่นเขามั้ย แล้วเขาจะต้องการแค่บอลลูนมั้ย จะไม่ต้องการแม่หรือเปล่า ตอนเรียนจิตวิทยาเด็ก ก็ได้ทำงานกับผู้ปกครองเยอะ ซึ่งปัญหาหรือเรื่องราวที่ผู้ปกครองเจอกับลูกมีเรื่องที่เหนือจินตนาการเยอะมาก บางคนคิดว่าเรื่องแค่นี้อาจจะไม่ต้องไปหานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ก็ได้ แต่ว่าถ้ามีคนที่เราเล่าให้ฟัง ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาหรือช่วยดูได้ว่าเราจะต้องปรับยังไง”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ? เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

16 ม.ค. 2026

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ? เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้วแต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมาทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบหนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ?เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่งเขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก! ‘คุณต้นไม้ (นามสมมติ)’ อายุ 27 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจก๊อตจิ – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นใกล้จะแต่งงานแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ เราควรทำอย่างไรดี ? โดย ‘คุณต้นไม้ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูมีแฟนคนหนึ่ง คบกันมาระยะนึงแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นสมควรที่จะให้แต่งงานกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งแอดเฟซบุ๊กมา แล้วก็เห็นสตอรี่ของผู้หญิงคนนั้น ลงรูปแฟนเรา ซึ่งยืนหันหลังอยู่ เราก็เลยสงสัยว่าอาจจะเป็นแฟนของเรา จากนั้นเราก็แคปไปถามแฟนว่าทำไมถึงไปอยู่ในสตอรี่คนอื่นได้ ตอนแรกเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ และโบ้ยว่าเป็น Ai แทน ระหว่างที่เราโทรถามเขา เราก็ได้ถามผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นอะไรกับคนในสตอรี่ แต่จุดที่น่าแปลกใจคือเฟสบุ๊คของผู้หญิงคนนี้มีเราเป็นเพื่อนแค่คนเดียว นอกจากนี้ก็ไม่มีข้อมูลอื่น ๆ เลย เหมือนกับจงใจสร้างมาเพื่อให้เราเห็นคนเดียว หลังจากที่เราถามผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “อยากรู้อะไรทำไมไม่ไปถามคนของตัวเองล่ะ” เรามั่นใจว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ แต่แฟนก็ยังคงปฏิเสธ จนเราบอกว่า “ผู้หญิงเล่าความจริงไปหมดแล้วนะ” เขาจึงยอมขอโทษ พอเราได้ยินคำนั้น ถึงกับสติแตก ร้องไห้ออกมา ได้แต่คิดว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่มีสัญญาณเตือน แฟนเราก็ยอมรับ และสารภาพว่าเรื่องมันเกิดขึ้นมา 1 ปีแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นใคร พูดเพียงแค่ว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เราถามเขาตรง ๆ ว่า 1 ปี ที่มีผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ทำไมไม่บอก ทำไมปล่อยให้ทุกคนเตรียมงานแต่งจนมาถึงขั้นนี้ เขาก็บอกว่าเขายังอยากแต่งงานกับเรา พร้อมจดทะเบียนสมรสเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ แต่เราก็คิดว่าจะแต่งได้อย่างไร ในเมื่อเขามีโลกอีกใบอยู่ข้างกัน แล้วเราก็ยื่นคำขาดให้เขาไปเอาแม่มาเคลียร์ หลังจากนั้นทั้งสองฝั่งก็นัดมาคุย ผลสรุปออกมาว่ายังไงก็ต้องแต่งงานกัน และไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะทางบ้านก็กลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก แต่งแล้วเลิกยังดีกว่าไม่ได้แต่ง ส่วนตัวเราก็ลังเลใจ ไม่รู้ว่าจะอยากให้อภัยเขาหรือเปล่า ถ้าเขาไม่แอบคบกันนานถึงขนาดนี้ ก็อาจจะยังพอให้อภัยได้ แต่การที่เขาแอบคบกันมาเป็นปี แปลว่าเขาตั้งใจมีกันมาก ๆ คำถามที่อยากถามคือ ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ถ้าเราให้อภัยเขา แล้วเราจะมองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างไรดี?” เริ่มด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในเมื่องานแต่งมันต้องเกิด เราก็ต้องทำใจว่าเราต้องเจอกับความอึดอัด แต่ให้คิดว่าเราจะอึดอัดแค่วันนี้วันเดียว เพราะนี่คือการละคร และต้องคุยกับผู้ชายให้ชัดเจนว่าที่แต่งงานกันในวันนี้เพราะเลื่อนไม่ได้ มันไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมด เพราะเขาได้ทำลายความไว้ใจของเราไปแล้ว เราจะให้อภัยได้อย่างไร ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความมั่นใจออกมา เราต้องดูการกระทำเขา ให้เวลาสมานแผล ผ่านพ้นงานแต่งไปก็มาเริ่มรู้จักกันใหม่ ฉันจะรักเธอไหม ขึ้นอยู่กับเธอ” ต่อด้วย ‘ดีเจก๊อตจิ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ไม่ต้องเอาใจไปใส่กับเรื่องวันงาน แม้ใจจะว้าวุ่น แต่ให้คิดว่าเราเป็นแค่คนร่วมงาน ในอนาคตคงต้องเตรียมใจไว้เลย ถ้าเราจะแต่งงานกับเขา เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นเมียหลวงไปตลอดชีวิต นั่นแปลว่าเขาไม่ได้มีเราเป็นเมียเพียงคนเดียว ความรักมันต้องเริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็คงเป็นนิสัยของเขา ครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ครอบครัวที่ไม่เข้าใจเรา ความสำคัญมันจะลดลง ถ้าครอบครัวซัพพอร์ตเรามันก็จะเป็นเรื่องดี แล้วเราคงไม่ต้องมายืนอยู่จุดนี้ คงเป็นเรื่องดีถ้าเราไปคุยกับครอบครัวให้เข้าใจเราได้” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ ที่ฟังแล้วก็เห็นใจ จึงมอบพลังงานบวกให้กับคุณต้นไม้ว่า “ในเมื่องานมันต้องเกิดขึ้น ก็ทำให้มันจบลงไปอย่างสวยงาม เพราะยังไงเราจำเป็นต้องให้โอกาสครั้งใหญ่กับคนนี้อีกสักครั้งหนึ่ง มองไปข้างหน้า ไม่ต้องหันกลับไปมองข้างหลัง แย่สุดก็แค่เลิก”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อีก 1 เดือน หนูก็จะคลอดลูกแล้ว แต่แฟนกลับบ้านดึกทุกวัน บอกว่าเล่นเกมกับเพื่อน บางวันก็กลับเร็ว แต่ก็พาเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านด้วย ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ วันปีใหม่ที่ผ่านมา แฟนก็ทิ้งให้เราอยู่คนเดียว หนูอยากเป็นคนแรกที่แฟนเลือกบ้างค่ะ

16 ม.ค. 2026

อีก 1 เดือน หนูก็จะคลอดลูกแล้ว แต่แฟนกลับบ้านดึกทุกวัน บอกว่าเล่นเกมกับเพื่อน บางวันก็กลับเร็ว แต่ก็พาเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านด้วย ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ วันปีใหม่ที่ผ่านมา แฟนก็ทิ้งให้เราอยู่คนเดียว หนูอยากเป็นคนแรกที่แฟนเลือกบ้างค่ะ

อีก 1 เดือน หนูก็จะคลอดลูกแล้วแต่แฟนกลับบ้านดึกทุกวัน บอกว่าเล่นเกมกับเพื่อนบางวันก็กลับเร็ว แต่ก็พาเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านด้วยทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอวันปีใหม่ที่ผ่านมา แฟนก็ทิ้งให้เราอยู่คนเดียวหนูอยากเป็นคนแรกที่แฟนเลือกบ้างค่ะ ‘คุณเอ (นามสมมติ)’ อายุ 23 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 14 มกราคม 2569 ) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวกับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจก๊อตจิ – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนเลือกเพื่อนมากกว่าเรา ในขณะที่เราท้อง 8 เดือน ตัวคุณเอ จึงเกิดความน้อยใจ และอยากให้ตนเป็นตัวเลือกแรกของแฟนบ้าง ‘คุณเอ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า ในตอนแรกที่คบหากับแฟนหนุ่มอายุ 21 ปี ทั้งสองไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งบ้านของทั้งสองก็อยู่ไม่ได้ห่างกันมาก จึงทำให้ไปมาหาสู่กันได้บ่อย ๆ แต่วันหนึ่งได้พลาดท้อง พ่อและแม่ของคุณเอก็ได้ให้ทั้งคู่แต่งงานและย้ายมาอยู่ด้วยกัน 2 คน ทางด้านแฟนของคุณเอ เมื่อทราบว่าคุณเอกำลังตั้งท้องก็ดีใจเป็นอย่างมาก แต่ในความรู้สึกของคุณเอ คือฝ่ายชายยังไม่มีความพร้อมในการเป็นพ่อ ไม่ว่าจะเป็นช่วงแรก ที่คุณเอมีอาการแพ้ท้องหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่กว่าฝ่ายชายจะมารับ ตัวคุณเอที่นั่งรออยู่ก็ได้อ้วกออกมาเป็นเลือด ผ่านมาเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าฝ่ายชายกลับบ้านดึกขึ้น โดยให้เหตุผลว่านั่งเล่นอยู่กับเพื่อนที่ทำงานหลังเวลาเลิกงาน หากวันไหนที่ไม่ได้กลับบ้านดึก ก็จะเอาเพื่อนเข้ามาในบ้าน เล่นเกมบ้าง สูบบุหรี่บ้าง จนทำให้คุณเอที่กำลังตั้งท้อง 8 เดือนไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งทั้งคู่เคยคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันแล้ว แต่ฝ่ายชายก็ปรับแก้ให้ได้แค่ระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม จึงทำให้คุณเอเริ่มมีความคิดที่อยากจะกลับไปอยู่กับพ่อและแม่ แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจะลองอยู่กับแฟน ดูแลกันไปก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยกลับบ้าน แล้วเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว คุณเอรู้สึกว่าเรื่องนี้ตัดสินใจยาก เพราะหากตนย้ายกลับไปที่บ้าน ก็จะต้องเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เพราะปัจจุบันพอใจในสิ่งที่ได้รับแล้ว ทั้งรูปแบบการทำงานและเงินเดือน ในตอนแรกทั้งสองได้วางแผนกันไว้ว่า เมื่อลูกออกมาจะให้แม่ของฝ่ายชายที่ตอนนี้ไม่ได้ทำงาน เป็นคนช่วยเลี้ยงดูให้ หลังจากเลิกงาน ทั้งสองคนก็จะกลับมาดูแลต่อ คุณเอได้เล่าเพิ่มเติมว่าแฟนหนุ่มในพาร์ทอื่น ๆ ในการคบหากันนั้น ฝ่ายชายสามารถทำได้ดี แต่ในพาร์ทปัญหาที่เจอในตอนนี้ ถือเป็นพาร์ทใหญ่ที่คุณเอไม่โอเค อย่างเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา ฝ่ายชายก็ได้ทิ้งให้คุณเออยู่ห้องเพียงคนเดียว แล้วก็ออกไปเคาท์ดาวน์ข้ามปีกับเพื่อน หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอจบ เหล่าดีเจก็ได้พูดให้กำลังใจคุณเอด้วยความเป็นห่วงและให้คำแนะนำที่อยู่บนบรรทัดฐานของความเป็นจริง โดยเริ่มจาก ‘ดีเจก๊อตจิ’ ที่ได้กล่าวว่า “ตอนนี้แฟนหนูเหมือนหนีปัญหา ยังไม่มีวุฒิภาวะของการเป็นพ่อ ไม่มีวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำ พี่กลัวว่าถ้าหนูทำตามแผนแล้วแฟนจะหายไปเลย พี่ว่า 50/50 หนูควรเตรียมใจไว้ก่อนเลย เพราะหนูเคยแก้ปัญหาเหล่านั้นมาเยอะมากแล้ว เช่น เรื่องบุหรี่ เรื่องไม่ให้พักผ่อน เรื่องไม่ดูแลช่วงปีใหม่ หนูเตรียมแผนไว้ ถูกต้องแล้ว มันคือหน้าที่ของหนูแหละ ว่าต้องไปคุยกับเขาตรง ๆ เพราะทำอะไรไม่ได้ และถือเป็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้น ” ต่อมา ‘ดีเจเผือก’ ได้กล่าวว่า “นี่คือปัญหาอย่างเบาที่สุดสำหรับการที่ท้องไม่พร้อม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อตอนที่ลูกคลอดออกมา เดี๋ยวลูกคลอดออกมา งานเราก็ยังต้องทำ คนเป็นแม่ เราก็ยังต้องดูลูกเล็ก มันเป็นช่วงที่หนักหนาที่สุด ยังไม่พร้อมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันพร้อมเลย ส่วนเขา เราก็ได้แต่หวังว่าเขาจะพร้อมขึ้นมาในวันที่โตขึ้น เพราะอายุเพิ่ง 21 ปีเอง แน่นอนว่าคนท้องสัญชาตญาณความเป็นแม่มันสูงกว่าอยู่แล้ว แต่คนเป็นพ่อมันไม่ได้อุ้มท้อง สายสะดือไม่ได้เชื่อมกัน ถ้าใจไม่พร้อมจะเป็นพ่อ ยากมากที่เขาจะใส่ใจ การมีลูกคือการเสียสละชีวิตส่วนตัวไปตลอดกาล พร้อมก่อน ถึงจะมี เวลามีเรื่องอะไรแบบนี้พี่จะคิด Worst case ไว้ก่อน คิดไว้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราจะยังไงกันต่อ ถ้า Worst case แล้วเรายังมีทางออก ก็ยังหายใจโล่งได้เปลาะหนึ่ง เอต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดทั้งแม่และลูก” สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า “เราเลือกคนผิดแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงของการแก้ไข เรียกเขามาคุยตรง ๆ เลยว่าตอนนี้ 8 เดือนแล้ว สเต็ปต่อไปเด็กจะเกิดมาแล้วต้องสลับกันเลี้ยง พร้อมที่จะเสียสละมั้ย ถ้าเขาบอกว่าพร้อม งั้นคุณเริ่มก่อนเลย เรื่องบุหรี่ ขอดูการเสียสละของเขาหน่อย แล้วหลังจากนี้เอก็ประเมินเลยว่าที่เขาบอกว่าเสียสละได้ เขาทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าทำไม่ได้เราไปแผน B เลย เพราะถ้าคนมีสามัญสำนึกเขาจะไม่สูบบุหรี่หรอก เพราะเขาก็รู้ว่าบุหรี่ทำร้ายเด็ก เข้าแผน B เลย กลับไปอยู่บ้าน แล้วเป็น Single Mom”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตอนไปเดตแรกกับแฟนฝรั่ง เขาบอกว่าไม่ชอบคนทำศัลยกรรม เราเลยไม่กล้าบอกว่าเราทำจมูกมา จนตอนนี้ก็ไม่คิดว่าจะคบกันมาได้ถึง 2 ปี เรื่องนี้ติดอยู่ในใจเรามาก จะบอกเขาดีมั้ยคะว่าเราทำจมูกมา แล้วถ้าจะบอก ควรหาจังหวะไหนบอกดีคะ?

16 ม.ค. 2026

ตอนไปเดตแรกกับแฟนฝรั่ง เขาบอกว่าไม่ชอบคนทำศัลยกรรม เราเลยไม่กล้าบอกว่าเราทำจมูกมา จนตอนนี้ก็ไม่คิดว่าจะคบกันมาได้ถึง 2 ปี เรื่องนี้ติดอยู่ในใจเรามาก จะบอกเขาดีมั้ยคะว่าเราทำจมูกมา แล้วถ้าจะบอก ควรหาจังหวะไหนบอกดีคะ?

ตอนไปเดตแรกกับแฟนฝรั่ง เขาบอกว่าไม่ชอบคนทำศัลยกรรมเราเลยไม่กล้าบอกว่าเราทำจมูกมาจนตอนนี้ก็ไม่คิดว่าจะคบกันมาได้ถึง 2 ปีเรื่องนี้ติดอยู่ในใจเรามาก จะบอกเขาดีมั้ยคะว่าเราทำจมูกมาแล้วถ้าจะบอก ควรหาจังหวะไหนบอกดีคะ? ‘คุณพิ้งค์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก-ดีเจก๊อตจิ-ดีเจต้อนหอม’ เรื่องที่ตนนั้นรู้สึกกังวลใจ จะบอกแฟนดีหรือไม่ ว่าเราทำศัลยกรรมมา กลัวว่าเขาจะไม่ชอบเรา ‘คุณพิ้งค์ (นามสมมุติ)’ อายุ 28 ปี ได้เล่าว่า ตอนอายุ 23-24 ปี ได้ตัดสินใจทำศัลยกรรมจมูก หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร เวลามีคนคุยหรือมีแฟน ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้ยกประเด็นขึ้นมาพูด เช่น หากพูดคุยประเด็นเกี่ยวกับเรื่องศัลยกรรม ตนก็จะบอกไปว่า “รู้มั้ยว่าเราก็เคยทำศัลยกรรมมา” ซึ่งทุก ๆ คนก็ไม่ได้มีปัญหา หรือมีท่าทีเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี แต่ปัจจุบันคุณพิ้งค์มีแฟนที่คบกันมา 2 ปี เป็นชาวต่างชาติจากทางยุโรป ซึ่งเขาก็เป็นคนดี ดูแล เทคแคร์ สม่ำเสมอดีมาตลอด แต่ตลอดระยะเวลาที่คบกัน แฟนของคุณพิ้งค์ยังไม่เคยรู้ว่าเธอทำศัลยกรรมจมูก เหตุที่เธอไม่กล้าบอกและไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้ เป็นเพราะตั้งแต่วันแรกที่ไปเดตกัน โต๊ะข้าง ๆ คือโต๊ะของผู้หญิงชาวต่างชาติที่ดูออกได้เลยว่าน่าจะทำศัลยกรรมมาเยอะ และแฟนของคุณพิงค์ก็พูดขึ้นมาว่า “เห็นผู้หญิงโต๊ะนั้นมั้ย ผมน่ะ ไม่ค่อยชอบคนที่ทำศัลยกรรมเท่าไหร่เลย” นั่นทำให้คุณพิ้งค์พูดกับตัวเองในใจว่า ‘เอ๊ะ เราเองก็ทำศัลยกรรมาเหมือนกันนี่’ แต่ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อ เพราะเป็นการเดตครั้งแรก และยังไม่ได้คิดว่าต้องสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็เข้ากันได้ และระหว่างนั้นก็มีประเด็นเกี่ยวกับศัลยกรรมเข้ามาให้ได้พูดถึงบ้าง และทุกครั้งคุณพิ้งค์จะพยายามปัดออก ไม่อยากพูดถึง กลัวแฟนจะถามว่าเธอเคยทำศัลยกรรมมาหรือเปล่า หรืออยากทำมั้ย และกลัวว่าจะโกหก เพราะไม่อยากให้เขาผิดหวัง แต่การที่ปิดบังแบบนี้ทำให้รู้สึกว่าไม่ซื่อสัตย์กับแฟน รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ควรจะบอกแฟน คือสิ่งที่คนเป็นแฟนควรรู้ แต่ถ้าบอกความจริงไป ก็กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนไป ทำให้เรื่องนี้ยังติดอยู่ในใจคุณพิ้งค์มาตลอด เธอจึงอยากได้คำปรึกษาจากพี่ ๆ ดีเจว่า “มีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้ จะทำอย่างไรต่อไปดี จะบอกแฟนดีมั้ย? ควรบอกในจังหวะไหนดี? หรือไม่ควรบอก จนกว่าเขาจะถามดีคะ” เริ่มที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “จากเหตุการณ์ของคุณพิ้งค์ ที่มี Trigger ในตอนที่แฟนพูดว่า ไม่ชอบคนทำศัลยกรรมตั้งแต่เดตแรกจนทำให้ไม่กล้าบอก ก็สามารถเข้าใจได้ แต่ถ้ามาบอกความจริงตรง ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันคือการหักหลังหรือไม่ซื่อสัตย์ แต่กลับกันถ้าเกิดว่าผู้ชายเคยถามว่าพิ้งค์ทำศัลยกรรมมาหรือเปล่า แล้วพิ้งค์ตอบว่าไม่เคย แต่มาบอกทีหลังว่าเคยทำ อันนี้อาจจะมีนิดนึงที่ “เอ๊ะ ทำไมต้องโกหกกันล่ะ” แต่สุดท้ายพี่คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ พี่ไม่เลิกกับแฟนด้วยเหตุผลนี้ มันเข้าใจได้ แต่ถ้าพี่ชอบพิ้งค์ในแบบที่เป็นหน้านี้ ไม่อยากให้เปลี่ยน เมื่อพิ้งค์มาสารภาพ พี่ก็อาจจะถามต่อว่า พิ้งค์จะทำต่ออีกมั้ย พี่ไม่อยากให้ทำแล้ว พิ้งค์โอเคมั้ยเท่านั้น ฉนั้นพี่คิดว่าพิ้งค์สามารถบอกแฟนได้นะ” ต่อด้วย ‘ดีเจก๊อตจิ’ พูดว่า “จากเหตุการณ์เดตแรกวันนั้น พิ้งค์บอกว่าผู้หญิงโต๊ะข้าง ๆ เป็นคนที่เห็นแล้วรู้ได้เลยว่าทำศัลยกรรมาเยอะ มันก็อาจจะแปลว่า ผู้ชายเขาหมายถึง เขาไม่ชอบคนที่ทำศัลยกรรมจนเว่อร์เกินไปหรือเปล่า สำหรับพี่ หนูคบกันมาตั้ง 2 ปี เขาน่าจะรักหนู เราน่าจะคุยกันได้นะ เพราะหนูทำศัลยกรรมมาแล้วหนูสวย หนูดูเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าคนรักกัน คบกันมาดีทุกอย่าง แต่จะเลิกกับหนูเพราะแค่หนูทำจมูก หนูเลิกไปเถอะ’ สุดท้ายต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ เสริมไปว่า “พิ้งค์อย่ากังวลเลย ชาวต่างชาติไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้นหรอก พี่ว่าเขาซีเรียสกับคนที่ทำเยอะเกินไปจริง ๆ มากกว่า ถ้าเกิดเขามองว่ามันคือเรื่องใหญ่ เขาไม่ชอบการศัลยกรรมจริง ๆ เขาต้องถามพิ้งค์ตั้งแต่วันแรกที่เจอกับพิ้งค์แล้วว่าทำมาหรือเปล่า แต่วันนี้เขาอยู่กับพิ้งค์ในวันที่พิ้งค์เป็นแบบนี้ แปลว่า เขาชอบพิ้งค์ไปแล้ว ชอบที่เป็นแบบนี้ ชอบที่เราเป็นเราแล้ว แต่ว่าจะหาจังหวะบอกเขายังไง อาจจะต้องหาจังหวะประมาณว่า “อุ้ย…เธอ จมูกผู้หญิงคนนี้สวยจัง” แต่ถ้าเขาตอบมาว่า “ไม่เอา ไม่ชอบคนทำจมูก” เราก็ค่อยใช้จังหวะนั้นบอกไปว่า “แต่ฉันมีอะไรจะบอก จริง ๆ แล้วจมูกฉันก็ทำนะ” ใช้วิธีนี้ก็ได้ อย่างที่ก๊อตจิบอกเลยว่า ถ้าผู้ชายไม่มีเหตุผลขนาดที่จะเลิกกับหนูเพราะแค่เรื่องทำจมูก ก็เลิกไปเถอะ แล้วช่วงนี้กำลังข้าวใหม่ปลามัน พี่ว่าเขาจะเข้าใจ รับได้ทุกอย่างแหละ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนผมเคยไปกินข้าว กับคนที่เขาเคยคอลเสียวด้วย ผมเลยเอาจีพีเอสไปติด เพราะว่าระแวงเขามาก! ตอนนี้ไม่ได้ติดแล้วครับ เพราะเราจะมา Set Zero ด้วยกันใหม่

09 ม.ค. 2026

แฟนผมเคยไปกินข้าว กับคนที่เขาเคยคอลเสียวด้วย ผมเลยเอาจีพีเอสไปติด เพราะว่าระแวงเขามาก! ตอนนี้ไม่ได้ติดแล้วครับ เพราะเราจะมา Set Zero ด้วยกันใหม่

แฟนผมเคยไปกินข้าว กับคนที่เขาเคยคอลเสียวด้วยผมเลยเอาจีพีเอสไปติด เพราะว่าระแวงเขามาก!ตอนนี้ไม่ได้ติดแล้วครับ เพราะเราจะมา Set Zero ด้วยกันใหม่ คุณบี (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวกับ ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องที่คุณเอ (แฟน) ได้แอบไปกินข้าวกับรุ่นน้องที่เคยคอลเสียวกัน แต่ตัวคุณบีไม่โอเคกับเรื่องนี้ จึงได้ทำการติด GPS ไว้ที่รถคุณเอ คุณเอไม่พอใจมาก จึงโทรเข้ามาขอคำปรึกษาในรายการเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาติดตามเรื่องราวก่อนหน้าได้ที่ ล่าสุด คุณบี (นามสมมติ) ได้โทรเข้ามาอัปเดตว่า "แฟนเขามาสารภาพกับผม ตั้งแต่วันที่ผมจับได้ ผมก็ไปด่าเขาว่าทำไมทำแบบนี้ แล้วก็บอกเลิกเขาไป เขาก็เล่าว่าแค่ไปกินข้าว ผมก็เลยให้โอกาสเขา แล้วบอกว่าครั้งนี้จะเป็นโอกาสสุดท้าย ปัจจุบันผมก็จะมีไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนบ้าง แต่เป็นร้านนั่งชิล ผมจะชอบเป็นแนวนี้ แต่เขาก็เริ่มจะออกไปกับเพื่อนเขาบ้าง เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยได้ไป แต่เขาอยากเรียนรู้ว่าจะเป็นยังไง เขาก็เริ่มออกไปกับกลุ่มเพื่อนเขา ผมก็ปล่อย ไม่ได้ห้าม แต่ถ้ามีเรื่องเมื่อไหร่ผมก็จบ ส่วน GPS นั้น ผมเอาออกตั้งแต่วันที่เขามาบอกผมแล้ว เพราะผมคิดว่าถ้าเขาไม่ชอบ ผมก็เอาออก ก่อนหน้านั้นมันร้าวจนเกือบจะแตกแล้ว ผมก็คิดว่าถ้าเรามานั่งระแวง มันก็ไม่มีความสุขสำหรับเราด้วย ผมไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องมานั่งคิดว่า เขาไปไหนกับใครหรือเปล่า ผมก็คือปล่อยวางไปเลย แต่ถ้ามีเหตุการณ์อื่นในอนาคต ถ้าเขากล้าจะทำอีก ผมก็จะปล่อย ไม่เสียดายด้วย เพราะผมทำเต็มที่แล้ว" หลังจากที่ดีเจทั้งสามได้ฟังเรื่องราวก็เบาใจ และหวังว่าทั้งคุณเอและคุณบีจะครองรักได้อย่างมีความสุขอีกครั้งเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือ แต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อน จากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1 ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี?

09 ม.ค. 2026

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือ แต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อน จากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1 ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี?

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือแต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อนจากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี? คุณกู๊ด (นามสมมติ) อายุ 30 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวกับดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เรื่องที่ตนนั้นคบกับแฟนมา 7 ปี แต่ไม่เคยทำอะไรไปมากกว่าการจับมือ มาฟังกันว่าเรื่องราวของคุณกู๊ดจะเป็นอย่างไร คุณกู๊ด (นามสมมติ) ได้เล่าว่า “เมื่อก่อนถ้าให้เปรียบเทียบความสัมพันธ์ว่าลึกซึ้งกันถึงไหน 1-10 ผมให้ 1 แต่ตอนนี้ผมให้ 5-6 ครับ หลังจากที่ตอนที่แล้วได้ออนแอร์ไป ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปคุยกับเขา แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งตอนที่เราโทรคุยกัน เขาก็พูดขึ้นมาว่าเขาอยากดูพุธทอล์คพุธโทร ผมก็ตกใจเพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยดูรายการอะไรแบบนี้บ่อย แต่สุดท้ายเขาก็ได้ไปฟังแล้วโดยที่ผมไม่ได้บอกเขา คือเขาก็บอกผมว่าเสียงมันคล้ายกับเสียงผม แต่ตอนเล่าผมก็พยายามดัดแปลงบางส่วนเพื่อให้เขาจับไม่ได้แต่เขาก็บอกว่าเสียงมันคุ้นนะ และก็วิธีการหยุดหรือพวกคำสร้อยของผม พอเขาถามมาเราก็รีบบอกไปเลยว่า ใช่ เราเอง เขาก็ไม่ได้โกรธหลังจากนั้นเราก็มีการคุยกัน เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ติดอะไรนะ เขาโอเคกับเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้เป็นคนรีบ ก็เลยไม่ได้สานต่อ มันเลยกลายเป็นว่าเราสองคนไม่ได้เริ่มกันสักที แต่พอมันเป็นแบบนี้ผมก็ค่อนข้างแฮปปี้ในระดับหนึ่ง ผมเลยไปขอเขาที่ญี่ปุ่นเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ถ้าจะอัพเดตเนี่ย ระดับ 5 ที่ผมบอกคือเราก็เริ่มมีการใกล้ชิดมากขึ้น อาจจะมีจุ๊บปากเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนนอนหรือตอนที่อยู่ด้วยกัน แต่ว่ามันก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น” หลังจากฟังเรื่องราวอัปเดตจากคุณกู๊ดจบ เหล่าดีเจต่างก็เขินจนทำตัวไม่ถูก โดย ดีเจต้นหอม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณกู๊ดอาจจะต้องเป็นคนที่เริ่มต้น มัน 7 ปีแล้วมันก็เริ่มได้แล้วแหละ ให้คุณกู๊ดศึกษาจากหนังผู้ใหญ่ได้เลย สเต็ปต่อไปคุณกู๊ดจะได้รู้ว่ามันไม่ใช่การศึกษาแค่นิสัย มันต้องศึกษากันทั้งหมดเลย เราเข้ากันได้ไหม จังหวะของเราทำให้เขาอึดอัดรึเปล่า มันเป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้เลย” ต่อมา ดีเจเผือก ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า “ให้มันไหลไปตามธรรมชาติครับ ขอให้มันพัฒนาไปอย่างถูกต้องตามครรลองและจังหวะของมันละกันครับคุณกู๊ด ยินดีด้วยที่มันได้เริ่มต้น” สุดท้าย ดีเจเติ้ล ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า “สุดท้ายมันจะปรับปรุงแล้วมันจะไปด้วยกันได้ทั้งคู่”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็นคนเต็มที่กับเพื่อนมาก ทุกครั้งที่เขามีปัญหาอะไร ก็เอามาปรึกษาหนูตลอด แต่พอเป็นหนูที่เวลามีเรื่องเครียด เอาไปปรึกษาเขา กลับโดนพูดใส่ว่า ‘มึงเหมือนคนบ้าเลยว่ะ’

09 ม.ค. 2026

หนูเป็นคนเต็มที่กับเพื่อนมาก ทุกครั้งที่เขามีปัญหาอะไร ก็เอามาปรึกษาหนูตลอด แต่พอเป็นหนูที่เวลามีเรื่องเครียด เอาไปปรึกษาเขา กลับโดนพูดใส่ว่า ‘มึงเหมือนคนบ้าเลยว่ะ’

หนูเป็นคนเต็มที่กับเพื่อนมาก ทุกครั้งที่เขามีปัญหาอะไร ก็เอามาปรึกษาหนูตลอดแต่พอเป็นหนูที่เวลามีเรื่องเครียด เอาไปปรึกษาเขา กลับโดนพูดใส่ว่า ‘มึงเหมือนคนบ้าเลยว่ะ’โกรธมากที่เขาพูดแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนเขามีปัญหา ก็เป็นหนูที่ปลอบเขาตลอด ‘คุณแจม (นามสมมติ)’ อายุ 21 สายที่สองในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเกลือ - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นให้เพื่อนเต็มร้อยตลอด แต่เหมือนเพื่อนไม่ค่อยเต็มที่กลับมาบ้างเลย โดย ‘คุณแจม (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูคบกับเพื่อนคนหนึ่งมาตั้งแต่เตรียมอนุบาล เราสนิทกันมาก เป็นเพื่อนคนแรกในชีวิต แม้จะอยู่กันคนละโรงเรียนก็ติดต่อกันตลอด ซึ่งเขามีปัญหาเรื่องครอบครัวมาตลอด และทุกครั้งที่มีปัญหาเขาจะมาให้เราปลอบตลอด ตอนเด็กเราน้อยใจเขามากว่าทำไมเวลามีเรื่องทุกข์ โทรหาเราคนแรก แต่พอวันปกติ ไปเที่ยวกับเพื่อนอีกกลุ่ม ไม่เคยชวนเรา ทำให้เราโกรธและไม่คุยกับเขาไป 2 ปี แต่ไม่เคยได้รับข้อความจากเขาเลย ผ่านไปก็มาตกตะกอนได้ว่าเป็นเราเองหรือเปล่าที่ทำให้เรื่องแย่ลง ไม่บอกออกไปว่ารู้สึกยังไง แล้วทิ้งเพื่อนออกมา ทำให้เริ่มเข้าไปคุยกับเขาก่อน เลยรู้เหตุผลของเขาว่าเวลามีปัญหาแล้วทักหาเราก่อนเพราะเขารู้สึกว่าเราคือเซฟโซนของเขา พร้อมที่จะให้เห็นมุมแย่ ๆ ในชีวิตเขา และที่ไม่ทักมาหา เพราะคิดว่าเราคงคิดมาดีแล้ว ที่จะตัดใครสักคนออกจากชีวิต ซึ่งวันแรกที่หนูอันฟอลเขา เขาบอกว่าเขาไปร้องไห้กับเพื่อนเลย หนูรู้สึกผิดมาก เราเลยปรับความเข้าใจกันจากนั้นมา พอเราโตขึ้นก็แยกย้ายกันเข้ามหาลัย เขาได้มาเป็นแฟนพี่ชายหนู ซึ่งหนูเป็นคนแนะนำเอง ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ไม่เคยทักมาหาหนูเลย มีแต่ฝ่ายหนูที่ทักไป จนเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในชีวิตเขา ก็คือการสูญเสียคุณพ่อไป พ่อเขาป่วยติดเตียงอยู่แล้ว วันที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เขาโทรมาหาหนูประมาณตี 2 หนูเลยรีบไปหาเขาที่บ้าน และเป็นคนที่คอยควบคุมสถานการณ์ไว้ เพราะเขาสติหลุดไปแล้ว ทั้งผายปอดพ่อเขา ปั๊มหัวใจ คอยดึงสติเพื่อนและน้องชายเขา พาไปหาหมอ แต่สุดท้ายคุณพ่อเขาก็จากไปในวันนั้น ซึ่งในงานศพ คุณแม่ของเพื่อนก็เข้ามาขอบคุณหนูที่คอยช่วยเหลือ สิ่งที่หนูทำมันเกินกว่าความเป็นเพื่อนไปแล้ว เขาเองจากคนที่ไม่เคยพูดจาซึ้ง ก็เข้ามาขอบคุณเช่นกัน หลังจากงานศพพ่อเพื่อน หนูก็ท้อง หนูวิตกกังวลมาก ฟุ้งซ่านกับทุกอย่าง แล้วก็ไม่ได้มีใครให้ปรึกษา ก็เลยทักคุยกับเพื่อนคนนี้ทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จนเพื่อนพูดมา “มึงเหมือนคนบ้าเลยว่ะ” แล้วก็มีท่าทีที่รำคาญและไม่อยากคุย หนูโกรธมาก ในวันที่เราแย่ขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ เลย หนูเลยถอยห่างและอันฟอลไปเกือบ 2 เดือน จนงานบวชพี่ชายก็ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อน และได้ปรับความเข้าใจกันจึงรู้ว่าเขาเองก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่ความสัมพันธ์ของเราหลังจากนั้นจนปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิมคือมันไม่สมดุลกัน หนูไม่รู้จะทำยังไงดี” ปัญหาของแจมที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ “จะจัดการกับความไม่สมดุลกันในความสัมพันธ์ยังไงดี?” เริ่มด้วย ดีเจต้นหอม ได้ให้คำปรึกษาว่า “หนูเป็นคนขี้น้อยใจมาก ถ้าเขาไม่ได้นิสัยเหมือนเรา เขาอาจจะทำตัวไม่ถูก พอโตแล้วเราไม่จำเป็นจะต้องติดคนใดคนหนึ่งมากขนาดนั้น เขาก็รักเราในฐานะเพื่อนแหละ แต่ถ้าคนนี้ทำให้หนูรู้สึกน้อยใจบ่อย ๆ หนูก็เฟด ลดระดับตัวเองลง แต่ไม่ต้องถึงขึ้นอันฟอล มันจะดูเหมือนเด็กทะเลาะกัน อยากให้หนูปรับตัวเอง ไม่ต้องให้ความสำคัญ หรือความคาดหวังมากขนาดนั้น หนูมีแฟน ลองเอาเวลานั้นไปคิดถึงแฟน ไม่ต้องไปคิดถึงคนนั้น เพราะอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังและต้องการ เจอหน้ากันทักกันพอแล้ว แค่รู้ว่าอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ลองฝึกถ้าจะน้อยใจอะไรสักอย่าง ขอให้มีเหตุผลและมีน้ำหนัก อยู่ให้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคิดถึงเขาตลอดเวลา” ต่อด้วย ดีเจเติ้ล ได้ให้คำปรึกษาว่า “ใช่ว่าเรามีเพื่อนตอนเด็ก แล้วเพื่อนจะต้องเป็นเด็กคนนั้นไปตลอด ตัวแจมก็เปลี่ยน ในมุมมองเพื่อนคงมองว่า ทำไมแจมถึงขี้น้อยใจขนาดนี้ คงอยากห่างเพราะคงลำบากใจทุกครั้ง ที่ทำให้แจมน้อยใจ แจมต้องปล่อยให้มันสบาย ๆ และต้องไม่คิดว่าเขาจะต้องเปลี่ยน ถ้าแจมยังอยากจะมีความสัมพันธ์กับเขา ก็ต้องเข้าใจตรงนี้ว่าเรามีหน้าที่อะไรตรงนี้สำหรับเขา ถ้าแจมบอกไม่ได้คาดหวัง แจมก็เป็นที่ระบาย เป็นที่พึ่งพิงในยามที่เขามีปัญหา ซึ่งถ้าแจมไม่โอเคตรงนี้ ก็มีสิทธิ์ที่พูดออกไปบอกเขาตรง ๆ ไปเลย ตอนนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องพยายามกลับไปหา ปล่อยให้ชีวิตมันดำเนินไป” ต่อด้วย ดีเจเกลือ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อย่ารู้สึกผิดที่เราต้องการความรักกลับมา ภาษารักของคนเรามันไม่เหมือนกัน ถ้ามันไม่ตรงกันมันก็จะเกิดปัญหา เมื่อเราบอกความต้องการของเราไปแล้ว ถ้าเขายังไม่ปลี่ยนมันก็จะเป็นปัญหาแบบนี้ สิ่งที่เราทำได้คือเข้าใจเขา แล้วก็เข้าใจตัวเอง ถ้ารู้สึกไม่ไหวก็เปลี่ยนความสัมพันธ์ หาเพื่อนใหม่ คนอื่น ๆ คนที่มีภาษารักแบบเดียวกับเรา คนที่เติมเต็มความรักแบบนั้นให้กับเราได้ โดยที่เราไม่รู้สึกว่าต้องพยายาม”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-