พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

17 ก.ค. 2026

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุดทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปรหนูควรทำยังไงดีคะ? ‘คุณไอเอฟ‘ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร‘เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้า HR ซึ่งมีครอบครัวอยู่แล้ว ตามจีบเธออย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เธอยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จนกังวลว่าหากปฏิเสธ จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ‘คุณไอเอฟ’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่วันถัดจากการสัมภาษณ์งาน เมื่อหัวหน้า HR โทรศัพท์มาหาเธอ ก่อนจะโทรมาอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนถึงวันเริ่มงาน เมื่อเริ่มทำงาน ทุกอย่างยังดูเป็นปกติ แต่หลังเลิกงานเขากลับแอดไลน์ส่วนตัวมาพูดคุย พร้อมโทรศัพท์มาหาอยู่เป็นประจำ ถามไถ่ว่า “เหนื่อยมั้ย เป็นไงบ้าง กินอะไรหรือยัง” เธอจึงคิดว่าเป็นเพราะเขาเป็น HR ที่ใส่ใจลูกน้อง จึงไม่ได้เอะใจอะไร และนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังแต่เพื่อนร่วมงานกลับบอกว่า ตั้งแต่วันที่เธอเข้าสัมภาษณ์ก็สังเกตเห็นแล้วว่าเขามองเธอด้วยสายตาที่ดูผิดปกติ พร้อมถามว่า “เขาชอบเธอหรือเปล่า” ขณะที่เธอตอบกลับไปว่า “คงไม่หรอก เขาน่าจะเอ็นดูเฉย ๆ” เพราะในตอนนั้นเธอไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ หลังจากนั้นเขาก็ยังคงทักข้อความส่วนตัวมาหาเธออยู่เรื่อย ๆ แต่เธอเลือกที่จะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้น ปล่อยทิ้งระยะไว้ และจะตอบกลับเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องงาน หรือคำถามที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษามารยาทและไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด กระทั่งเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตกใจที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเลิกงานเขาโทรศัพท์มาหาเธอตามปกติ ก่อนจะถามว่า “ถ้าพี่จะคุยนอกเหนือจากเรื่องงานได้มั้ย” เธอจึงถามกลับไปว่า “ยังไงหรอคะ” จากนั้นเขาก็ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “จะจีบหนูได้มั้ย” เธอเล่าว่า ในตอนนั้นเธอตกใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นเขาก็พูดต่อทันทีว่า “พี่อะชอบหนูนะ” เธอจึงรีบตอบกลับไปว่า “แต่พี่มีครอบครัวแล้วนะคะ” แต่เขากลับตอบเพียงว่า “ไม่มีปัญหา” เธอเล่าว่า เมื่อได้ยินคำว่า “ไม่มีปัญหา” ซึ่งเขาหมายถึงคือ “ไม่มีปัญหา ไม่มีใครรู้แน่” แต่สิ่งที่เธอคิดในใจกลับเป็น “แล้วกูล่ะ” เพราะในเวลานั้นเธอเพิ่งเริ่มงาน ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน และยังไม่ได้รับเงินเดือนแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับยืนยันกับเธอว่า เขาการันตีได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เธอจึงบอกเขาไปตรง ๆ ว่า “อย่าเลยค่ะพี่ คุยแค่เรื่องงานก็พอ” แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “ไม่มีปัญหาแน่นอน” ด้วยความที่เธอเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธคน ประกอบกับความกังวลว่าจะไม่ผ่านโปร จึงพยายามพูดกับเขาด้วยเหตุผลว่า “พี่คะ พี่เป็นหัวหน้าหนูนะคะ ถ้าพี่ทำแบบนี้มันดูไม่เหมาะนะคะ” แต่เขากลับตอบเพียงว่า “พี่รับประกันว่าไม่มีปัญหา” เธอจึงถามกลับไปอีกว่า “แล้วถ้าปัญหามันเกิดขึ้น พี่จะทำยังไง” แต่เขาก็ยังตอบกลับมาเหมือนเดิมว่า “ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีปัญหาไง” นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่า เธอทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง เดิมทีแผนกของเธอมีหัวหน้าดูแลโดยตรง แต่บังเอิญหัวหน้าคนนั้นลาออกพอดี ทำให้ HR คนดังกล่าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลแทน ส่งผลให้เธอต้องเจอเขาบ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงได้ยากกว่าเดิม อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เธออึดอัดใจมากที่สุด คือการที่เขาพยายามแตะเนื้อต้องตัวอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแตะแขน หรือเอามือมาแนบที่ต้นแขนของเธอเวลาที่เดินผ่านกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอไม่รับสายภายในประมาณ 10 นาที เขาจะโทรศัพท์ตามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ไปจนถึง 3 ทุ่ม ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก อีกทั้ง HR คนดังกล่าวยังสนิทกับเจ้าของโรงแรม ทำให้เธอยิ่งกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตัวเอง เพื่อนร่วมงานยังเตือนเธอว่า “อย่าเพิ่งปฏิเสธเขา ทำยังไงก็ได้ให้ผ่านโปรไปก่อน” เพราะตัวเพื่อนเองก็กลัวว่าจะไม่ผ่านช่วงทดลองงานเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีภาระเรื่องการเงิน ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมีปัญหากับ HR คนนี้ ครั้งหนึ่ง เธอเคยลองถามเขาตรง ๆ ว่า หากวันหนึ่งเธอมีแฟนแล้ว เขาจะยังโทรมาหาแบบนี้อีกหรือไม่ แต่เขากลับตอบว่า “พี่จะโทร เพราะว่าพี่อะชอบเรา พี่ถูกชะตากับเรา” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การดูแลลูกน้องตามหน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเขาที่มีต่อเธอ แม้จะรู้สึกอึดอัดและอยากหลีกหนีจากสถานการณ์นี้ แต่เธอยอมรับว่ายังไม่สามารถลาออกได้ เพราะปัจจุบันหางานค่อนข้างยาก อีกทั้งเธอเพิ่งเริ่มงานและยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จึงทำได้เพียงอดทนและพยายามรักษาระยะห่างจากเขาให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงเป็นอย่างมาก เมื่อวันหนึ่งเธอถอดรองเท้าไว้หน้าห้องน้ำตามปกติ แต่หลังจากออกมาจากห้องน้ำ กลับพบว่าเขามายืนรออยู่หน้าห้อง และยังจำรองเท้าของเธอได้ ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย และยิ่งกังวลกับพฤติกรรมของเขามากขึ้น เธอยังเล่าอีกว่า นอกจากเพื่อนร่วมงานคนที่เข้ามาเตือนเรื่องการไม่ผ่านโปรแล้ว ก็แทบไม่มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย จึงคาดว่าหลายคนในที่ทำงานน่าจะพอรับรู้ถึงพฤติกรรมของ HR คนดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออกหรือพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้มุมมองว่า “ถ้าหนูลาออกไม่ได้ หนูต้องระวังตัวมาก ๆ หนูต้องไม่มีทางไปอยู่กับเขา 2 ต่อ 2 และที่นี่มันเป็นที่ที่ไม่ควรทำงานอยู่เลยจริง ๆ นะ อะไรที่หนูชัดเจนกับเขา ให้เขารู้ว่าหนูไม่อนุญาตให้เขาทำแบบนี้กับหนู ต้องพูด เช่น จับตัวหนูแล้ว ‘โทษนะคะ โดนตัวหนูไม่ได้นะคะ’ ถ้ามีคนอื่นอยู่ ให้เขารับรู้ว่าเราไม่โอเคกับสิ่งที่เขาทำ อยากให้พยายามเด็ดขาด ต้องกลั้นใจ มันอาจจะต้องถามตัวเองดี ๆ ว่า มันคุ้มมากกับสิ่งที่ต้องเสี่ยงกับชีวิตหรือเปล่า มันเสี่ยงนะไอเอฟ มันเห็นอยู่นะคะว่าข่าวคราวที่มันเกิดขึ้น แล้วคนที่หน้าด้านหน้ามึนแบบนี้ เราจะดีกับเขายังไง แล้วหนูจะทำงานมีความสุขหรอ คือตอนนี้เจ้าของก็อยู่ฝั่งเขาด้วยนะไอเอฟ ลองคิดดูดี ๆ เขาก็เป็นคนที่เราต้องเจอไปตลอด แม้กระทั่งว่าจะมีหัวหน้าใหม่มาอีก มันก็เป็น HR อยู่เหมือนเดิม Toxic แน่ ๆ ชีวิตหนูต้องมาคอยระแวดระวังกับผู้ชายคนนี้ตลอดเวลา” ในฝั่งของ ‘ดีเจเกรท’ ให้มุมมองว่า “สำหรับพี่ คำถามบางคำถามตอบด้วยความเกรงใจ อาจจะทำให้ฝ่ายนั้นคิดได้ว่าเขาน่าจะมีโอกาส แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวล มันมีเรื่องของการคุกคามอีก พี่มองว่าตอนนี้อาจจะยังดำเนินการอะไรไม่ได้ พี่ไม่รู้ แต่ขอให้เก็บหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแชต แล้วถ้าหากผ่านโปรไปแล้วจะเป็นยังไง พี่รู้ว่าเรื่องงานเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเงื่อนไขสำคัญมาก ๆ ที่หนูต้องเผชิญอยู่ แต่งานกับตัวเราอันไหนสำคัญกว่า ถ้าสมมุติผ่านโปร ได้เงิน แต่เราก็ต้องแลกกับการที่เราต้องอยู่ที่นี่ กับคนนี้ต่อไป” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างนี้ ระหว่างที่ทำงานที่นี่ก็ดูแลตัวเองดี ๆ แล้วก็หางานอื่นไปด้วย เพราะดูแล้วเมียเขาก็ไม่กลัวด้วย เพราะเขามั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราผ่านโปรแล้วเราจะสามารถถีบยอดหน้ามันได้เลย มันก็ไม่ใช่ไง ก็ต้องอดทนมันอยู่ดี” ท้ายที่สุด เหล่า ‘ดีเจต้นหอม’ ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจเกรท’ ได้ร่วมให้กำลังใจคุณไอเอฟพร้อมอวยพรให้เธอสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไปได้ และหวังว่าเธอจะได้พบกับทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งชีวิตและการทำงานเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอายุเยอะแล้ว พอเปิดใจอยากจะมีแฟน ก็ดันโดนบล็อกทิ้งไปโดยที่ไม่ได้บอกเหตุผล แต่เราก็เจอช่องทางติดต่ออื่นของเขา ผมควรทักไปถามเหตุผลที่เขาบล็อกเราดีมั้ย?

17 ก.ค. 2026

ผมอายุเยอะแล้ว พอเปิดใจอยากจะมีแฟน ก็ดันโดนบล็อกทิ้งไปโดยที่ไม่ได้บอกเหตุผล แต่เราก็เจอช่องทางติดต่ออื่นของเขา ผมควรทักไปถามเหตุผลที่เขาบล็อกเราดีมั้ย?

ผมอายุเยอะแล้ว พอเปิดใจอยากจะมีแฟนก็ดันโดนบล็อกทิ้งไปโดยที่ไม่ได้บอกเหตุผลแต่เราก็เจอช่องทางติดต่ออื่นของเขาผมควรทักไปถามเหตุผลที่เขาบล็อกเราดีมั้ย? ‘คุณปลิวลม’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร’ ถึงปัญหาที่ว่าอายุเยอะมากแล้ว พอจะเปิดใจมีแฟนก็ดันโดนเทจนเซไปเลย ‘คุณปลิวลม’ อายุ 41 ปี ได้เล่าว่า พึ่งเคยสัมผัสความรู้สึกของโลกสีชมพูที่มีความรักเป็นครั้งแรก หลังจากที่ปิดใจมานานถึง 7-8 ปี ซึ่งเขาจึงตัดสินใจลองเปิดใจอีกครั้งด้วยการลองเล่นแอปพลิเคชันหาคู่ จนได้เจอกับน้องผู้ชายคนหนึ่งอายุ 29 ปีซึ่งอายุน้อยกว่าเขามาก ๆ แต่น้องเขาก็ไม่ได้ติดเรื่องความห่างของช่วงอายุ และยังเข้ากันได้ดีมาก หลังจากที่คุยกันได้มาประมาณครึ่งเดือนในแอป ก็ย้ายมาคุยกันต่อในแอป Instagram คุยกันต่อได้ไม่นานคุณปลิวลมก็รู้สึกว่าตอนนี้ก็เจอตัวจริงได้แล้ว ทั้งคู่เลยตกลงนัดเจอกันครั้งแรก การเดตก็ผ่านไปได้ด้วยดี มีการจับมือกันด้วย ทำให้คุณปลิวลมรู้สึกมีความหวัง ในบางครั้งที่คุณปลิวลมผ่านไปแถวที่ทำงานของน้องเขาก็จะมีการซื้อขนมที่น้องชอบไปฝาก และน้องเขาก็ลงใน Story Instagram ทำให้คุณปลิวลมเริ่มรู้สึกมีความหวังมากขึ้น จากก่อนที่จะเคยเจอกันก็คุยกันไม่ได้บ่อยมาก แต่หลังจากนั้นก็เริ่มคุยกันบ่อยขึ้นมาก ๆ ในทุกช่วงเวลาของวัน มีวันหนึ่งที่คุณปลิวลมโทรคุยกับน้องเขาหลายชั่วโมง ก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่าง ๆ ด้วยกันจนได้รับรู้ว่าน้องเขาพึ่งเลิกกับแฟนเมื่อ 5-6 เดือนที่แล้ว ในตอนนี้เขายังอยากจะโฟกัสกับงาน และการติ่งเกาหลี ถ้าหากคุณปลิวลมจะมีคุยกับคนอื่นอีกก็ไม่ติด แต่เพราะคุณปลิวลมเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร จึงขอคุย ๆ กันต่อไปได้ ดังนั้นคุณปลิวลมก็เริ่มสานสัมพันธ์ต่อจนถึงขั้นมีเดตครั้งที่สอง ในครั้งนี้ได้นัดไปกินข้าวและดูหนังด้วยกัน บรรยากาศในโรงหนังโรแมนติกมาก คุณปลิวลมจำได้ว่าน้องเขาขี้หนาวก็เลยพกผ้าห่มมาห่มด้วยกันในโรงหนัง และมีจังหวะที่ได้จับมือกันใต้ผ้าห่มในโรงหนังด้วยกัน แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงจุดพีคของหนัง คุณปลิวลมก็สังเกตว่าอีกฝ่ายมีสายเข้า แต่เขาก็ไม่ได้รับ จนสักพักก็ขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ คุณปลิวลมที่ก็อยากเข้าห้องน้ำพอดีจึงออกไปด้านนอกโรงหนังด้วย พอเข้าห้องน้ำเสร็จออกมาก็เห็นว่าน้องเขายืนคุยโทรศัพท์ และเหมือนว่าปลายสายก็ถามว่าอยู่ที่ไหน ตามให้กลับไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปลายสายคือใคร และหลังจากวางสายก็พิมพ์แชทเยอะมาก น้องอ้างว่าหัวหน้าตามงานด่วนตอน 3 ทุ่ม ซึ่งก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่ถึงอย่างนั้น คุณปลิวลมก็อาสาขับรถพาน้องเขาไปส่งที่คอนโด และก่อนที่จะลงจากรถ น้องเขาก็เข้ามากอดคุณปลิวลม ซึ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะจบลงด้วยดีปกติ แต่หลังจากที่แยกย้าย น้องก็ได้ทักมาบอกว่าอย่าลืมส่งยอดค่าอาหารที่แชร์กันด้วยนะ คุณปลิวลมก็ได้ส่งแชทไปบอก และพออีกฝ่ายโอนเงินเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ น้องเขาบล็อกไอจีคุณปลิวลมในทันที ในตอนนั้นคุณปลิวลมช็อกมาก เกิดคำถามมากมายว่าตัวเองทำอะไรผิด หรือเพราะปมในใจที่คิดว่าตัวเองหน้าตาไม่ดีหรือเปล่า? และหลังจากนั้นคุณปลิวลมก็หา Facebook ของน้องเขาเจอ คุณปลิวลมจึงอยากปรึกษาดีเจว่า “ควรทักไปถามเหตุผลที่ทำให้น้องบล็อกเขาไปดีมั้ย ?” เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเกรท’ ว่า “ไม่ควรทักไปครับ ในมุมของคนที่พึ่งสัมผัสความรักเป็นครั้งแรกในวัย 41 ปี เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ถ้ามองในภาพรวมของความรัก เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะฉะนั้นขอให้คุณปลิวลมยอมรับความรู้สึกเสียใจที่เกิดขึ้นตอนนี้ เรียนรู้ และอยู่กับมันให้ได้ การที่พยายามจะไปเค้นหาเหตุผลจากเขาไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย ตอนนี้โฟกัสไปที่การเยียวยาตัวเอง และเตรียมพร้อมที่จะหาความรักครั้งต่อไปดีกว่า” ถัดมาเป็นคำแนะนำของ ‘ดีเจพี่เติ้ล’ ว่า “สิ่งที่คุณปลิวลมเจอมันเป็นเรื่องปกติของวงการแอปหาคู่ การหายไปหรือบล็อกกันดื้อ ๆ แบบนี้โดยที่ไม่บอกเหตุผลมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สาเหตุมันอาจเกิดจากแฟนเก่าเขากลับมา หรือเขามีคนคุยอีกคนหรือเปล่า เราไม่ใช่ทุกนาทีในชีวิตเขา เราไม่มีทางรู้เหตุผลจริง ๆ ได้เลย การทักข้อความไปถามเหตุผลมีแต่จะทำร้ายความรู้สึกตัวเองเปล่า ๆ ให้มองว่าเหตุการณ์นี้มันคือ วัคซีน ที่จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันและแข็งแกร่งมากขึ้นในสนามความรัก ขอให้มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองมี แล้วเดินหน้าต่อไป” ปิดจบด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่เห็นด้วยกับดีเจท่านอื่น ๆ ว่า “ห้ามทักไปเด็ดขาด ต้องเชิ่ดใส่เท่านั้น การที่เขาบล็อกนั่นแหละคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว การที่เขาไม่ชอบไม่ได้แปลว่าคุณปลิวลมมีความผิดอะไร และที่สำคัญคือไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหน้าตาเลย การเล่นแอปหาคู่ต้องทำใจยอมรับเงื่อนไขนี้ให้ได้ อย่าด้อยค่าตัวเอง เราแค่กำลังตามหาจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวที่พอดีกับเรา การที่เจ็บปวดบ่อย ๆ จะช่วยสร้างความชาชิน เพราะทุกความเจ็บปวดคือชั่วโมงบินที่จะทำให้เราเติบโตขึ้น ถ้าวันนี้ยังหาจิ๊กซอว์ชิ้นนั้นไม่เจอ ตอนนี้ก็แค่ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปให้มีความสุขค่ะ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นแม่สื่อให้เพื่อนจนได้คบกัน แต่กลับถูกตัดขาด เพราะเล่าเรื่องในอดีตของฝ่ายชาย หนูผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ?

17 ก.ค. 2026

เป็นแม่สื่อให้เพื่อนจนได้คบกัน แต่กลับถูกตัดขาด เพราะเล่าเรื่องในอดีตของฝ่ายชาย หนูผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ?

เป็นแม่สื่อให้เพื่อนจนได้คบกัน แต่กลับถูกตัดขาดเพราะเล่าเรื่องในอดีตของฝ่ายชายหนูผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ‘คุณเบาหวิว‘ ( นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร‘เกี่ยวกับเรื่องราวที่รับหน้าที่เป็นแม่สื่อให้เพื่อนจนทั้งคู่ได้คบกัน แต่สุดท้ายกลับต้องเสียเพื่อนทั้ง 2 คน เพราะเล่าเรื่องในอดีตของฝ่ายชายตามคำขอของฝ่ายหญิง ‘คุณเบาหวิว’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี เล่าว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ในช่วงที่เธอเป็นเด็กซิ่วและย้ายมาเรียนอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสาขาและพักอยู่หอในเดียวกัน โดยเพื่อนผู้ชายคนดังกล่าวเป็นรูมเมตของเธอ ทั้งคู่สนิทกันมาก และถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดในกลุ่มช่วงเวลานั้น ขณะเดียวกัน เธอยังมีเพื่อนสมัยมัธยมอีกคนนึง ซึ่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เป็นรุ่นพี่ปี 2 วันหนึ่งระหว่างที่เธอแวะไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนของรุ่นพี่ เพื่อนรูมเมตก็บังเอิญเห็นเพื่อนผู้หญิงคนนี้ และเกิดความรู้สึกถูกใจ จึงไปค้นหาบัญชี Social Media ก่อนจะมาขอร้องให้เธอช่วยเป็นแม่สื่อให้ ในตอนแรก เธอพยายามปฏิเสธ เพราะมองว่าลักษณะนิสัยของเพื่อนผู้ชายค่อนข้างเจ้าชู้ พูดคุยกับผู้หญิงหลายคน ขณะที่เพื่อนผู้หญิงเป็นคนเรียบร้อย ตั้งใจเรียน อีกทั้งคุณพ่อของเพื่อนผู้หญิงก็ค่อนข้างดุ เธอจึงไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง แต่เมื่อมีโอกาสได้เจอเพื่อนผู้หญิงอีกครั้ง ทั้งสองก็นั่งพูดคุยอัปเดตเรื่องราวกันตามปกติ เธอจึงบอกไปว่ามีเพื่อนในสาขาอยากทำความรู้จัก เพื่อนผู้หญิงจึงตอบกลับมาว่า “ลองสแกนดูก่อนก็ได้ ถ้าโอเคก็แล้วแต่ ถ้าอยากจีบก็จีบ” หลังจากนั้น เธอจึงกลับไปบอกเพื่อนรูมเมตว่า ฝ่ายผู้หญิงมีเงื่อนไขว่า หากเคลียร์ความสัมพันธ์กับคนคุยคนอื่น ๆ ได้ เลิกเจ้าชู้ และจริงจังกับความสัมพันธ์ ค่อยกลับมาคุยกันใหม่ ในช่วงนั้น เธอทำหน้าที่เป็นคนกลาง คอยอัปเดตข่าวสารของทั้ง 2 ฝ่าย ส่งต่อข้อความ และประสานความเข้าใจให้กันอยู่ตลอด จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้เริ่มคบหากัน ซึ่งความสัมพันธ์ในช่วงแรกก็ดูราบรื่นและเป็นไปได้ด้วยดี กระทั่งเวลาผ่านมาถึงช่วงปี 3 วันหนึ่งเพื่อนผู้หญิงโทรศัพท์มาหาเธอ ทั้งที่ตามปกติ หากมีใครโทรมาโดยไม่ส่งข้อความมาก่อน เธอมักจะไม่ค่อยรับสาย เพราะอยากให้ทักมาถามก่อนว่าสะดวกคุยหรือไม่ แต่วันนั้นเธอกลับตัดสินใจรับสายทันที เพราะรู้สึกว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ เมื่อรับสาย เพื่อนผู้หญิงก็เล่าให้ฟังว่า กำลังน้อยใจแฟน ซึ่งก็คือเพื่อนรูมเมตของเธอ เพราะช่วงหลังอีกฝ่ายไม่ค่อยสนใจ และไม่มีเวลาให้เหมือนตอนที่เพิ่งเริ่มคบกัน เธอจึงตอบกลับไปว่า ลองย้อนกลับไปนึกถึงช่วงที่เขาจีบใหม่ ๆ เพราะในตอนนั้นเพื่อนรูมเมตตั้งใจจีบมาก คอยมาถามเรื่องของเพื่อนผู้หญิงกับเธออยู่ตลอด จนเพื่อนผู้หญิงเกิดความสงสัย และถามต่อว่า ก่อนหน้าที่จะคบกัน เพื่อนรูมเมตเป็นคนแบบไหน และเคยคุยกับใครบ้าง ในตอนแรก เธอไม่อยากเล่า เพราะมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นรายละเอียดส่วนตัวของเพื่อนรูมเมต และหากนำไปเล่าให้แฟนของเขาฟัง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม แต่เพื่อนผู้หญิงก็พยายามคะยั้นคะยอ พร้อมยืนยันกับเธอว่า จะไม่งี่เง่า ไม่คิดมาก และอยากรู้เพียงเพื่อทำความเข้าใจเท่านั้น คุณเบาหวิวเล่าว่า จากที่รู้จักเพื่อนผู้หญิงมาโดยตลอด เธอเป็นคนเรียบร้อย ไม่ใช่คนพูดมาก และค่อนข้างตั้งใจเรียน จึงทำให้เธอเชื่อคำพูดของเพื่อนผู้หญิง สุดท้าย เธอจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวในอดีตของเพื่อนรูมเมตให้ฟัง แต่ยืนยันว่า ทุกเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่เคยบอกไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ทั้ง 2 กำลังศึกษาดูใจกัน ไม่ได้มีการใส่ไฟ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด หลังจากเล่าจบ เพื่อนผู้หญิงก็กล่าวขอบคุณ ก่อนจะวางสายไป ขณะนั้นก็เป็นช่วงเย็นแล้ว คุณเบาหวิวจึงมีการงีบหลับไปประมาณ 3-4 ชั่วโมง กระทั่งเธอตื่นขึ้นมา เพราะเพื่อนผู้หญิงโทรศัพท์มาอีกครั้ง พร้อมพูดเพียงสั้น ๆ ว่า “กูขอโทษนะ” เธอเล่าว่า ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ก็เริ่มรู้สึกไม่ดี และไม่นานหลังจากนั้น โทรศัพท์ก็สั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากเพื่อนรูมเมต เมื่อเปิดอ่านก็พบว่าเป็นข้อความต่อว่าเธออย่างรุนแรง เพราะไม่พอใจที่เธอนำเรื่องราวในอดีตของเขาไปเล่าให้แฟนฟัง ในตอนนั้น เธอจึงบอกเพื่อนผู้หญิงว่า ขอวางสายก่อน เพราะขอตั้งสติก่อน เนื่องจากกำลังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่เพื่อนรูมเมตยังคงส่งข้อความต่อว่าเธออย่างต่อเนื่อง พร้อมย้อนถามว่า ทำไมถึงเอาเรื่องเหล่านั้นไปเล่า ทั้งที่เพื่อนสนิทอีกคนของเขา ซึ่งรู้เรื่องมากกว่า ยังไม่เคยนำไปเล่าต่อเลย แล้วเธอเป็นใครถึงเอาเรื่องของเขาไปบอกแฟนละเอียดขนาดนั้น เธอจึงอธิบายกลับไปว่า ก็เพราะเพื่อนผู้หญิง ซึ่งเป็นแฟนของเขา เป็นคนอยากรู้และเป็นฝ่ายถามเอง แต่หลังจากนั้น เพื่อนรูมเมตก็ตัดสินใจบล็อกเธอทุกช่องทางการติดต่อทันที แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะไม่ได้ทำให้ทั้งคู่เลิกรากัน และทั้ง 2 คนก็คบกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณเบาหวิวกับเพื่อนทั้งสองคนกลับค่อย ๆ ห่างเหินกัน โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชายที่ตัดขาดจากเธอไปโดยสิ้นเชิง ส่วนเพื่อนผู้หญิง แม้หลังจากนั้นจะยังมีการนัดเจอกันอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มห่างกันมากขึ้น ไม่ค่อยได้นัดพบเหมือนเดิม ซึ่งเธอเข้าใจว่าอีกฝ่ายน่าจะใช้เวลากับแฟน หลังจากเหตุการณ์นั้น เวลาก็ผ่านไปกว่า 5 ปี จนกระทั่งเมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเบาหวิวฝันว่า เพื่อนทั้งสองคนได้แต่งงานกัน ภายในงานมีทั้งเพื่อนสมัยมัธยมและเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยได้รับบัตรเชิญกันครบทุกคน แต่กลับมีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเมื่อตื่นขึ้นมา เธอยอมรับว่า ความฝันดังกล่าวทำให้ความรู้สึกที่เคยเก็บไว้ในใจย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้จะยืนยันว่าไม่ได้น้อยใจที่ไม่ได้รับบัตรเชิญ เพราะทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในความฝัน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เธอผิดมากขนาดนั้นเลยหรอ เธอยังยอมรับอีกว่า หากไม่ได้ฝันเรื่องนี้ ก็แทบไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ไม่ได้รู้สึกกังวลหรือค้างคาใจ แต่เมื่อฝันขึ้นมา ความรู้สึกผิดกลับย้อนกลับมาอีกครั้ง จึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า เธอผิดมากไหมกับเรื่องราวทั้งหมด และสมควรแล้วหรือที่ต้องสูญเสียเพื่อนไปพร้อมกันถึง 2 คน ในฝั่งของ 'ดีเจเติ้ล' ได้ให้มุมมองว่า “พี่ชื่นชมว่าเบาหวิวเป็นพ่อสื่อแม่สื่อที่บริการหลังการขายด้วย ไม่ใช่แค่มีจรรยาบรรณ พอรู้ว่าคนนี้ไม่ดี ก็ไม่อยากแนะนำในตอนแรก มีการคัดกรอง แล้วเพื่อนผู้หญิงก็อยากจะเสี่ยงเอง ฉะนั้นเบาหวิวก็ทำเต็มที่แล้ว การที่ไปปรึกษาฝั่งผู้หญิง แล้วมันเกิดเรื่องที่เขาทะเลาะกัน พี่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากเลย เราที่เป็นบุคคลที่ 3 เข้าไปมีส่วนพัวพันกับเรื่องผัวเมีย มันมีสิทธิ์อยู่แล้วที่เราจะโดนด่า ไม่มีทางรู้ว่าเวลาผัวเมียเขาคุยกัน เขาเอาอะไรไปคุยกันต่อ พี่ว่าการที่น้องผู้ชายบล็อกเบาหวิว มันเป็นการตัดสินใจของเขา แต่สิ่งที่เบาหวิวได้กลับมา คือได้รู้ว่าคนที่เราอุตส่าห์แนะนำให้ คนที่เราเป็นห่วง เป็นคนแบบไหน เท่านั้นเอง คัดกรองเขาออกไปจากชีวิต” ในฝั่งของ 'ดีเจเกรท' ได้ให้มุมมองว่า “ณ ตอนที่ผู้ชายผู้หญิงให้เราเป็นแม่สื่อ พี่รู้สึกว่าเบาหวิวเป็นคนสื่อกลางที่ทำหน้าที่ได้มีความรับผิดชอบมาก น่ารักมาก สิ่งที่พี่อยากจะบอกคือ เวลาที่เราหวังดีด้วยใจจริงกับใครทั้ง 2 ฝ่าย พี่ว่ามันเป็นเรื่องที่ดีแล้ว พี่ไม่อยากให้โทษตัวเอง ทางผู้หญิงอาจจะคะยั้นคะยอขอให้เล่า ตัวเราเองก็ยังรู้สึกว่าฉันจะเล่าดีไหม แต่สุดท้ายก็เล่าในแบบที่เซฟ ๆ เป็นเรื่องที่เคยเล่าไปแล้ว มันผ่านกระบวนการคิดแล้วว่าเราหวังดี และไม่ได้ทำร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเราแค่พูด Fact พี่คิดว่าเราไม่ต้องเสียใจหรอก ที่ผู้ชายโทรมาด่าเราด้วยคำพูดที่รุนแรง พี่ขอให้อันนั้นเป็นเรื่องของตัวเขา ส่วนตัวเราอาจจะต้องให้อภัยตัวเอง แล้วมองอีกมุมว่าเราไม่ได้มีส่วนผิดพลาด มันเป็นเรื่องของเขา ในมุมพี่ครับ” ในฝั่งของ 'ดีเจต้นหอม' ให้คำแนะนำว่า “คือฝันน่ะมันก็แค่ฝัน แต่ในชีวิตจริงเราไม่จำเป็นจะต้องมีเพื่อนอยู่แค่คน 2 คน คนนึงเดินเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ให้ความรู้สึกนี้หายไปพร้อมกับความฝัน เวลาตื่นก็ปล่อยมันหายไปเลย ไม่ต้องเก็บมาคิด คิดซะว่าเป็นฝันร้าย ไม่ว่าเขาจะแต่งงานกัน จะเลิกกัน หรือจะคบกันต่อ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ได้อยากไปงานแต่งนั้นเลย ฉันไม่ได้อยากใส่ซองด้วย มันไม่ได้มีผลกับชีวิตเบาหวิวแล้ว โฟกัสกับเพื่อนที่อยู่กับเราแค่นั้นเอง สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราพยายาม หรือคิดว่าดีที่สุด เราก็แพ้คนนอนคุยกันอยู่ดี”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้ แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี

17 ก.ค. 2026

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้ แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชายแต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำสุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี ‘คุณเพรียว (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่พึ่งพบว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย คุณเพรียวเล่าว่า คบกับแฟนมาได้เกือบ 4 ปี โดยแฟนมีอายุ 23 ปีเท่ากัน เขาเป็นแฟนที่ดีมาก มีอะไรก็ให้เธอ อยากได้อะไรก็หามาให้ ตลอดเวลาที่คบกันมาก็ได้เห็นการใช้ชีวิต การเติบโตของเขามาตลอด และรับรู้ว่าครอบครัวเขาพ่อแม่แยกทางกัน ทางพ่อเขามีครอบครัวใหม่ พร้อมมีลูกใหม่อีก 2 คน ในครอบครัวนี้เหมือนไม่มีที่สำหรับแฟนคุณเพรียวเลย แม้แต่ห้องส่วนตัวก็ยังไม่มี เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับป้า (พี่สาวพ่อ) ซึ่งเป็นคนมีฐานะมีบ้านอยู่มีห้องเช่า แต่กลับเลี้ยงหลานให้ลำบาก ช่วงที่แฟนอายุประมาณ 15-16 ปี เคยขอเงินเพียง 50 บาทจากป้าเพื่อซื้อขนม แต่ป้ากลับด่าสวนว่า “ถ้าหิวทำไมไม่หาเงินเอง” ทำให้แฟนของคุณเพรียวเริ่มทำงาน Part Time ตั้งแต่อายุยังน้อย และส่งเสียตัวเองเรียน ทุกอย่างในชีวิตของเขาดิ้นรนมาด้วยตัวเอง ในตอนแรกแฟนคุณเพรียวทำงานที่พัทยา เป็นพนักงานประจำ (งานกลางวัน) และทราบว่าแฟนมีอาชีพเสริมเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านสำหรับสังสสรค์ ซึ่งคุณเพรียวไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่มีอยู่วันหนึ่งจากเป็นคนที่ไม่เช็กโทรศัพท์แฟน ก็เกิดอยากจะเช็กขึ้นมา และไปเจอกับแชตที่แฟนพูดคุยเชิงชู้สาวกับผู้หญิงคนอื่น จึงมาจับได้ว่าแฟนทำงานที่บาร์โฮส และต้องคุยกับลูกค้าผู้หญิงหลายคน เพราะต้องการค่า Commission ไม่ใช่เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ในตอนแรกคุณเพรียวตัดสินใจจะไม่ให้อภัยเขาแต่สุดท้ายก็ใจอ่อน เพราะแฟนบอกว่าจะเลิกทำงานบาร์โฮสและย้ายไปอยู่จังหวัดเดียวกับคุณเพรียว พอมาอยู่ด้วยกันเขาก็เริ่มหางานอื่นทำ ซึ่งรายได้ก็ไม่ได้ดีเท่ากับตอนที่อยู่พัทยา แต่เขาก็พยายามทำงานหลาย ๆ อย่าง เคยทั้งเป็นพนักงานขายเฟอร์นิเจอร์ เขาทำได้ดีถึงขนาดที่ได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการทั้งที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่เดือน แต่สุดท้ายก็ถูกกลั่นแกล้ง เพราะอายุน้อย จนทนไม่ไหวต้องลาออก ถัดมาก็ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เลือกงานนี้เพียงเพราะอยู่ใกล้บ้าน และไม่รู้จะไปทำอะไรจึงเลือกหาอะไรใกล้มือทำไปก่อน เขาทำอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก็ถูกแนะนำจากหัวหน้าให้ไปขับรถให้ แต่เงินที่ได้ก็ยังไม่มากพอที่จะส่งให้แม่อยู่ดี ในตอนที่กลับมาอยู่ด้วยกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาพูดขึ้นมาว่า “จะกลับไปทำงานที่พัทยาอีกครั้ง” แต่ด้านคุณเพรียวไม่อยากมานั่งกังวลเรื่องผู้หญิงคนอื่นจึงได้บอกเลิกแฟนไป หลังจากเลิกกันได้ 1 วัน เธอก็ได้ทักไปปรึกษาเพื่อนสนิทว่า “ถ้าเลิกกันแล้วมาคุยแบบเพื่อนจะรู้สึกอย่างไร จะทำได้อย่างไร” เพื่อนก็ได้ถามขึ้นมาเกี่ยวกับอาชีพของแฟนคุณเพรียว เธอสะอึกกับคำถามนั้น และเลือกจะถามกลับว่า เพื่อนไปรู้อะไรมา เพื่อนจึงได้เล่าว่า เพื่อนที่เป็นเกย์เคยไปเจอภาพของแฟนคุณเพรียว เป็นภาพถ่ายโปรโมต ‘ร้านอาบอบนวดผู้ชาย’ มีทั้งภาพที่ถอดเสื้อผ้า และภาพโปรโมตหน้าตา ตอนนั้นคุณเพรียวทั้งอึ้ง มือสั่น ใจสั่น และรู้สึกไม่ดี คุณเพรียวได้โทรตามแฟนกลับมาห้องเพื่อคุยเรื่องนี้ เธอถามเขาเกี่ยวกับรายละเอียดงานว่าที่ผ่านมาทำงานแบบไหนบ้าง แฟนก็ได้ตอบตามตรงว่า ขายบริการทั้งทำด้วยมือ ปาก เป็นทั้งรุกและรับ และทั้งหมดนั้นเขาได้ทำตั้งแต่ที่ทั้งคู่ยังคบกันอยู่ ตอนกลับมาอยู่กับคุณเพรียวก็แอบทำเช่นกัน หลังจากยอมรับเรื่องทั้งหมดเขาก็อธิบายกับคุณเพรียวว่า ต้องทำแบบนี้เพราะแม่เป็นหนี้หลักแสน เขาไม่รู้จะจัดการกับหนี้จำนวนนั้นอย่างไรจึงได้ตัดสินใจไปสมัครทำงานนี้ โดยที่ไม่มีการปรึกษา หรือบอกอะไรกับคุณเพรียวก่อนทั้งสิ้น ตอนจับได้เขาพูดอยู่คำเดียวว่า “มึงมารู้วิธีหาเงินกูทำไม” ในตอนที่เขาทำงานบาร์โฮสคุณเพรียวสามารถบอกเลิกเขาได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด เพราะนึกว่าเขาทำเพื่อหาเงินมาใช้ชีวิตประจำวัน ไม่รู้ว่าเขาต้องการงานนั้นเพื่อใช้หนี้ให้แม่ แต่พอมาทราบในภายหลังว่าแฟนจะต้องฝืนทำงานที่ไม่ได้อยากทำเพื่อช่วยแม่ก็รู้สึกเห็นใจเขา เพราะคุณเพรียวในฐานะแฟนไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย เรื่องเงินเธอก็ไม่สามารถช่วยได้ เธอรู้สึกผิดและโทษตัวเองในบางครั้ง ตอนที่เลิกกันแฟนก็ไม่ได้อยากเลิก เขาบอกว่าจะทำงานนี้ให้หมดหนี้แล้วค่อยกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ด้านคุณเพรียวไปต่อไม่ได้ เธอรับไม่ได้กับการที่เขาทำงานนี้ (ในวันที่โทรเข้ามาคุณเพรียวเพิ่งเลิกกับแฟนได้เพียง 2-3 วัน) คุณเพรียวอยากจะปรึกษาพี่ดีเจทั้งสามท่านว่า ควรจะรู้สึกอย่างไรกับเขาดี ควรจะ Support เขาในฐานะเพื่อน หรือจะทิ้งห่างเขาไปเลยดี? หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามท่านเห็นไปในทางเดียวกับว่าให้คุณเพรียว Support เขาในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ในเรื่องเงินเป็นเรื่องของความรู้สึก โดย ‘ดีเจต้นหอม‘ เริ่มให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า “ถ้ารับไม่ได้กับความสัมพันธ์นี้ก็จะไม่ใช่แฟน ผู้ชายคนนี้มีโชคชะตาที่น่าเห็นใจ และคุณเพรียวดันไปรู้ความลับเขา ซึ่งเขาก็ไว้ใจ ยอมเล่าเรื่องที่พูดยากและไม่ควรพูดกับคุณเพรียว ซึ่งพี่นับถือเขาในจุดนี้ และจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อกับคนอื่น หากเรา Support เขาเรื่องเงินไม่ได้ก็ Support เขาด้านจิตใจ แต่ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วจะทรมานทั้งสองฝ่าย ถ้าอึดอัด ลำบากใจ ปวดใจ เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เพื่อนตั้งแต่เริ่มต้น ก็ทิ้งระยะห่าง บอกกับเขาตรง ๆ ว่ายังทำใจไม่ได้ที่ต้องเลิกกัน ขอแยกกันก่อน และในวันหนึ่งที่ทำใจได้แล้ว เราทั้งคู่ก็ยังคงเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน เป็นที่ปรึกษาที่ดีต่อกันได้เสมอถ้ายังคงไว้ใจกัน ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่เลิกแล้วต้องเกลียด คนเราเลิกกันแล้วไม่จำเป็นต้องเกลียดกันทุกกรณี มันแค่เหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราไปต่อไม่ได้ สุดท้ายต่อให้เห็นใจเขาแค่ไหนก็อย่าลืมรักษาใจตัวเอง” ถัดมาที่ ‘ดีเจเกรท’ กล่าวว่า “มองว่าเขาต้องการหาเงิน ไม่ว่าจะด้วยทางไหนก็เป็นเส้นทางของเขา แต่พอเป็นในฐานะแฟนเรารับไม่ได้เรื่องอาชีพ พี่รู้สึกว่าคุณเพรียวเห็นใจเขามากพอรู้ว่าแฟนต้องหาเงินไปช่วยแม่ พวกพี่ไม่สามารถพูดได้ว่าควรรู้สึกแบบไหน แต่ว่าอยากให้ Support เขานะ อาจจะไม่ใช่เงินแต่เป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ขอให้ดูแลตัวเองก่อนอันดับแรกเลย ดูแลใจตัวเองก่อน ถ้ารู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนในการช่วยเขาเลย การไป Support เขาทางใจ พูดคุยกับเขา พี่คิดว่ามันช่วยได้ และก็น่าจะชดเชยความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรแฟนไม่ได้เลยได้ อย่าโทษตัวเอง คนเรามีการตัดสินใจในเส้นทางที่ชีวิตที่เลือกเดินไม่เหมือนกัน ปัญหาชีวิตแต่ละคนก็อาจจะมีไม่เหมือนกัน” ต่อมา ’ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “เห็นด้วยกับพี่เกรทว่ามันเป็นทางที่เขาเลือกแล้ว ว่าจะหาเงินช่วยแม่ด้วยวิธีนี้ เพรียวทำอะไรไม่ได้ มันมีเหตุผลที่บังคับให้เขาเลือกทางนี้ สิ่งที่เพียวทำได้คืออย่าโทษตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดเรา จะให้คุณเพรียวหาเงินไปช่วยเขาก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพรียวต้องยอมรับ และบอกตัวเองว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ เป็นเพื่อนที่ยังคงห่วงใยถามไถ่ว่าเขาเป็นอย่างไร โดยที่ไม่ต้องอยู่ในฐานะแฟนน่าจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นแฟนความรู้สึกคุณเพรียวก็จะรับไม่ได้อยู่ดี ถอยมาเป็นเพื่อนให้กำลังใจกันน่าจะดีกว่า ตอนนี้เพิ่งเลิกกันมามันยังยาก ต้องค่อย ๆ ปรับ เขาก็ชัดเจนว่าเขาจะทำอะไร ไม่ได้มารั้งคุณเพรียว” ดีเจต้นหอมเสริมว่า “ถึงเขาจะไม่อยากเลิก แต่การมีคุณเพรียวมันขัดกับเส้นทางที่เขาเลือก ถ้าอยู่กันต่อไปก็จะต้องทะเลาะเรื่องนี้อีก มันไปด้วยกันไม่ได้จริง ๆ” ด้านดีเจเกรทพูดต่อว่า “ในตอนนี้ผู้ชายอาจมองปัญหาใหญ่ของทางบ้านเป็นหลัก จึงตัดสินใจเลือกทางนี้” ดีเจเติ้ลเสริมต่อว่า “ในวันหนึ่งสมมติรักกันจริง ๆ ถ้าเขาหมดหนี้สิน แล้วเขายังคงเห็นคุณเพรียวอยู่ข้าง ๆ หากวันนั้นยังรู้สึกรักเขาอยู่มันก็อาจจะกลับมาคุยกันได้ แต่ด้วยหนี้เขาในเวลานี้ยังไม่ใช่ เพียงแค่คุณเพรียวอย่าโทษตัวเองมันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย” และดีเจต้นหอมพูดปิดท้ายว่า “ให้เวลาเยียวยาหัวใจ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

10 ก.ค. 2026

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไงไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรงหรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ? ‘คุณพิ้งค์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ ถึงปัญหาที่ว่าเป็นคนกินเยอะมากกว่าผู้หญิงปกติ และโดนผู้ชายทักว่ากินเยอะจนเสียเซลฟ์ ‘คุณพิ้งค์’ อายุ 21 ปีได้เล่าว่า ปกติเป็นคนที่กินเยอะอยู่แล้ว จนได้มาอยู่กลุ่มเพื่อนที่มีผู้ชาย เวลาไปกินร้านอาหารตามสั่งที่เขาให้ปริมาณเยอะมากปกติ เพื่อนผู้ชายก็จะแซวว่า "กินหมดได้ไง" เพราะเพื่อนผู้หญิงคนอื่นก็กินไม่หมด ซึ่งคุณพิ้งค์เองก็ไม่ได้เป็นคนอ้วน สูงประมาณ 163 เซนติเมตร และน้ำหนัก 50 ต้น ๆ เธอจึงรู้สึกเสียความมั่นใจกับการที่โดนเพื่อนผู้ชายทแซวแบบนี้ ล่าสุด คุณพิ้งค์ได้ไปเดทมา เป็นการกินข้าวที่ร้านสเต็กร้านหนึ่ง โดยในจานจะมีสเต็ก 2 ชิ้น และมีท็อปปิ้งเพิ่มเติมอีก แล้วจู่ ๆ ผู้ชายที่มาเดทด้วยก็ถามขึ้นมาว่า "กินหมดมั้ย" ทำให้คุณพิ้งค์ตกใจ แต่ก็ตอบผู้ชายไปว่า "กินไม่หมด" แต่จริง ๆ แล้วสามารถกินหมดได้ แค่แอ๊บกินไม่หมดเพราะกลัวผู้ชายจะมองไม่ดี จึงมีคำถามมาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า "เราควรเป็นตัวของตัวเองเลยหรือแอ๊บต่อดี?" โดยครั้งนี้ เหล่าดีเจให้เป็นคำปรึกษารวมกันว่า “การที่เป็นผู้หญิงกินเก่งมันน่ารัก ผู้ชายเขาชอบผู้หญิงน่ารักนะ แล้วถ้าผู้ชายเขาชอบเราจริง ๆ การที่เราเปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนยังไง มันก็จะทำให้รู้เลยว่าเขาชอบเราจริง ๆ ถ้าเขายอมรับเราได้ การกินเยอะมันไม่ใช่เรื่องแย่ แล้วถ้าจะรักกันมันก็ควรจะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราได้เจอคนนั้น มันก็จะเป็นความสัมพันธ์ที่สบายใจ ถ้าเขาจะบอกเลิกหรือไม่ชอบเรา เพราะเรากินเยอะมันก็ไม่ใช่เรื่องเหมือนกัน และถ้าเทียบกับผู้หญิงที่เขี่ยข้าวกับกินเยอะ ยังไงการกินเยอะมันก็ดูดีกว่านะ ไม่เป็นการ Food Waste ด้วย" ทั้งนี้ 'ดีเจต้นหอม' ยังให้ทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วยว่า "ตอบผู้ชายแบบขำ ๆ ก็ได้ว่าเวลามีความสุขจะกินได้เยอะค่ะ” และสุดท้ายเหล่าดีเจก็ถามคุณพิ้งค์ว่าหลังจากนี้จะกินเยอะหรือไม่ คุณพิ้งค์ก็ตอบว่า "จะกินเยอะแบบนี้ต่อ ไม่แอ๊บแล้ว" เรียกได้ว่าจบได้ดีแฮปปี้สุด ๆเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

10 ก.ค. 2026

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่าต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับหนูควรทำยังไงดีคะ? ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนรู้สึกว่าพ่อแม่รักและให้ความสำคัญกับพี่ชายมากกว่า จนกลายเป็นปมในใจที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ว่าพ่อและแม่ดูเหมือนจะแสดงความยินดีหรือภาคภูมิใจในสิ่งที่พี่ชายทำมากกว่าสิ่งที่เธอทำ จนทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับการยอมรับหรือได้รับความรักในแบบเดียวกัน แม้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลและเอาใจใส่คนในครอบครัวก็ตาม คุณกระติกเล่าว่า ตนเองเป็นคนช่างสังเกตความรู้สึกของคนในบ้าน หากได้ยินว่าพ่อหรือแม่อยากรับประทานอะไร หรืออยากได้สิ่งของชิ้นไหน เธอก็มักจะตั้งใจหาซื้อมาให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เพราะอยากทำให้ทั้งสองคนมีความสุข เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อทราบว่าคนในบ้านอยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ จึงรีบไปซื้อมาให้ด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดว่า “ซื้อมาทำไมอ่ะ เปลืองตังค์ เอาวางไว้เหอะ” ก่อนที่อาหารจะถูกวางทิ้งไว้จนเสีย โดยไม่มีใครแสดงอาการดีใจหรือรู้สึกประทับใจที่เธอตั้งใจซื้อมาให้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่พี่ชายสั่งของมาให้พ่อแม่ บรรยากาศกลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะคุณพ่อคุณแม่มักจะแสดงความตื่นเต้น พร้อมพูดกับทุกคนในบ้านว่า “อุ๊ย ทุกคนมาดูนี่สิ อันนี้นี่พี่สั่งของมาให้นะ” ทำให้คุณกระติกรู้สึกว่า สิ่งที่เธอทำกลับไม่เคยได้รับการตอบรับในลักษณะเดียวกัน อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบความรู้สึกของเธออย่างมาก คือช่วงที่พี่ชายซื้อทองเป็นของขวัญวันเกิดให้แฟน และพี่ชายได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ลง Social Media เมื่อคุณแม่เห็นจึงพูดขึ้นมาว่า “อยากได้จัง หูเนี่ยมันใส่ตุ้มหูธรรมดาไม่ได้ มันเน่า” จากนั้นคุณแม่จึงไปบอกกับพี่ชายว่าอยากได้ต่างหูทอง แต่พี่ชายตอบกลับว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเปลืองเงินและสามารถใส่แบบอื่นได้ ทำให้คุณแม่มีอาการน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดจนเหมือนจะร้องไห้ เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณกระติกก็รู้สึกสงสารคุณแม่ จึงอาสาซื้อให้แทน พร้อมบอกว่า “ไปเหอะแม่ ไปซื้อกัน หนูซื้อให้ ไม่เป็นไร” แม้ในใจจะไม่แน่ใจว่าที่คุณแม่ปฏิเสธในตอนแรก เป็นเพราะกังวลเรื่องฐานะทางการเงินของเธอที่ไม่ได้ดีเท่าพี่ชายหรือไม่ แต่เธอยืนยันว่าตนเองพร้อมจ่ายและอยากซื้อให้ด้วยความเต็มใจ จึงพาคุณแม่ไปเลือกซื้อทองจนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลังซื้อทองกลับมา คุณแม่กลับเก็บไว้เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ยอมนำมาใส่ ทำให้คุณกระติกต้องคอยถามอยู่ทุกวันว่า “แม่ใส่ยัง แม่ใส่ดูสิ สวยไหม” เพราะอยากเห็นคุณแม่มีความสุขกับของขวัญที่ตั้งใจมอบให้ หลังจากซื้อทองให้คุณแม่ คุณกระติกก็แอบรู้สึกว่าคุณพ่ออาจจะน้อยใจ จึงตั้งใจซื้อทองให้คุณพ่อเป็นของขวัญวันเกิดด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมอบให้ คุณพ่อกลับมีปฏิกิริยาที่ทำให้เธอเสียความรู้สึก โดยพูดเพียงว่า “อะไรเนี่ย ซื้อมาทำไม เปลืองตังค์” ก่อนจะเดินไปทำอย่างอื่น ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายเรียกคุณพ่อกลับมาสวมทองและขอถ่ายรูปร่วมกัน เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในวันเกิด เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คุณแม่ได้มาบอกความจริงกับเธอว่า คุณพ่อได้นำทองเส้นดังกล่าวไปจำนำ เพื่อนำเงินมาใช้ คุณกระติกรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงเลือกทำเช่นนั้น หากกำลังประสบปัญหาทางการเงินก็สามารถบอกกับเธอตรง ๆ ได้ โดยคุณพ่อให้เหตุผลว่าไม่อยากรบกวนลูก และยืนยันว่าจะนำทองกลับมาไถ่คืน ทำให้เธอเลือกปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณ 1–2 ปี คุณแม่เพิ่งบอกกับเธอว่า คุณพ่อมีความตั้งใจจะไม่จ่ายดอกเบี้ยและปล่อยให้ทองหลุดจำนำไป เพราะไม่คิดจะรับคืนแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณกระติกรู้สึกเสียใจมาก เพราะทองเส้นนั้นเป็นของขวัญวันเกิดที่เธอตั้งใจมอบให้คุณพ่อด้วยความรัก เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงเข้าไปคุยกับคุณพ่อ พร้อมบอกว่า หากคุณพ่อไม่ต้องการแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะเป็นคนไปไถ่ทองคืนเอง และจะเก็บไว้กับตัว หากวันไหนคุณพ่ออยากได้ก็สามารถมาขอคืนได้ แต่คุณพ่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดว่า “ไม่เคยบอกเลยว่าไม่อยากได้ เดี๋ยวไปไถ่คืนมาให้” ทำให้ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน คุณพ่อได้นำทองกลับมาให้จริง แต่ก็พูดกับเธอว่า “เอาไปให้หมดเลยนะ ที่ให้อะไรมาก็เอาไปให้หมดเลย” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณกระติกรู้สึกสับสนและเสียใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการเอาของขวัญคืน เพียงแค่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ตั้งใจมอบให้ด้วยความรัก และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวจึงลงเอยในลักษณะนี้ คุณกระติกเล่าต่อว่า พี่ชายของเธอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนตัวเธอยืนยันว่าบรรยากาศภายในครอบครัวโดยรวมยังเป็นครอบครัวที่พูดคุยกัน ตลก เฮฮา และเธอก็รู้สึกสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มากกว่าพี่ชายของตัวเองเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทั้งเธอและพี่ชายไม่ได้เติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก ตั้งแต่เด็กทั้งคู่พักอาศัยอยู่กับคุณลุง โดยคุณพ่อและคุณแม่จะโทรศัพท์มาหาหรือแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ก่อนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ เมื่ออายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป ในช่วงที่อาศัยอยู่กับคุณลุง คุณกระติกเล่าว่า คุณลุงค่อนข้างตามใจพี่ชาย และพี่ชายก็เป็นที่รักของคนในครอบครัว แต่ภายหลังเมื่อคุณลุงทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวผ่านการระบายของเธอ คุณลุงก็เริ่มให้ความสำคัญและดูแลเธอมากขึ้น ขณะที่คนในครอบครัวบางคนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงท่าทีเมื่อทราบเรื่องดังกล่าว และยังมองว่าอาการซึมเศร้าของเธออาจเป็นเพียงการคิดไปเอง ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเอง คุณกระติกเล่าว่า ปัจจุบันอาการซึมเศร้ายังไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการได้ดีกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยังไม่หายขาด เป็นเพราะเธอขาดยาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปติดตามอาการกับจิตแพทย์อีกเลย เธอเล่าว่า ในช่วงที่เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เคยปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เพื่อน หรือปัญหาในชีวิตด้านอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเธอสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ยังคงเป็นปมในใจ และเป็นเรื่องเดียวที่เธอรู้สึกว่ายังไม่สามารถก้าวข้ามได้ คุณกระติกเล่าต่อว่า ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องย้ายออกไปพักหอ ทำให้ความสัมพันธ์กับพี่ชายเริ่มห่างเหิน ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน พี่ชายกำลังประสบปัญหาส่วนตัวเรื่องหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งครอบครัว ทุกคนต่างช่วยกันจัดการเรื่องดังกล่าว จนกระทบต่อการเรียนของเธอในช่วงนั้น หลายครั้งคนในครอบครัวจะโทรศัพท์มาขอให้เธอช่วยจัดการปัญหาของพี่ชาย หากเธอไม่สะดวกหรือไม่สามารถช่วยได้ ก็จะถูกตำหนิ แต่เมื่อถึงเวลาที่เธอมีปัญหาของตัวเอง เช่น เรื่องการลงทะเบียนเรียน กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง แม้จะรู้สึกน้อยใจ แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกไม่อยากช่วยเหลือพี่ชาย เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ต้องคอยซัพพอร์ตพี่ชายอยู่เสมอ ขณะที่เมื่อเธอมีปัญหา กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยในแบบเดียวกัน อีกทั้งบางครั้งที่พี่ชายแสดงอาการหงุดหงิดคนในครอบครัวก็มักจะหันมาตำหนิเธอแทน นอกจากนี้ คุณกระติกเล่าเสริมว่า ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวคนจีน และที่ผ่านมาเธอไม่เคยถามคุณพ่อคุณแม่ตรง ๆ ว่าเหตุใดจึงไม่แสดงความยินดีหรือความภูมิใจในตัวเธอเหมือนที่แสดงออกกับพี่ชาย มีเพียงบางครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจเอ่อล้น จนเธอเผลอพูดออกไปว่า “ทำไมทีกับพี่ดูดีใจจัง” แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะตอบเลี่ยง ๆ หรือทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอคิดเป็นเพียงการคิดมากไปเอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้โอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่ทุกเดือน แต่หากทั้งสองคนขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เธอก็จะช่วยเหลือตามกำลัง และในช่วงที่มีงานประจำก็จะโอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่เป็นประจำ เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณกระติกยอมรับว่า ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบเกิดขึ้นมาโดยตลอด เธอรู้สึกว่าพ่อแม่มักแสดงความยินดีกับพี่ชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อของหรือการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าไม่เคยโทษพี่ชาย และไม่อยากให้พี่ชายรู้สึกผิด เพราะมองว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากตัวพี่ชาย เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ในเวลานั้นพี่ชายอยากได้นาฬิกาแบรนด์ดังราคาประมาณ 1 - 2 หมื่นบาท เพียงแค่เอ่ยปากบอก คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปซื้อทันที พร้อมพาเธอไปด้วยในลักษณะเหมือนพาไปเดินเล่น ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงบอกว่าอยากได้ของบ้าง โดยไม่ได้ขอของราคาเท่าพี่ชาย แต่ขอเพียงของราคาหลักพันเท่านั้น ทว่าคุณพ่อคุณแม่กลับถามว่า “จะเอาไปทำไม ใช้ไปทำไม” สุดท้ายเธอไม่ได้รับของชิ้นนั้น และคุณพ่อคุณแม่กลับเสนอว่า “งั้นเอาของปลอมแทนได้ไหม” ขณะที่พี่ชายได้รับของแท้ตามที่ต้องการ เหตุการณ์เหล่านี้สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก จนทำให้คุณกระติกรู้สึกว่าพ่อแม่ดูรักพี่ชายมากกว่า และแม้เวลาจะผ่านมาจนเธออายุ 28 ปี ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจ เธอจึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า จะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร เพื่อให้สามารถก้าวข้ามปมในใจที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็กได้ ทางด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าพี่เป็นกระติก พี่คงต้องทำใจ ว่าต่อให้เราทำดีมากเท่าไหร่ เขาอาจเห็น แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมหรือแสดงออกในสิ่งที่เราทำ เพียงเพราะเหตุผลเดียวคือเราเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังรากมานาน และเราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ ถ้าเป็นพี่ พี่จะเลือกมองในมุมดีว่า ยิ่งเขาโฟกัสและทุ่มเทให้พี่ชายมากเท่าไหร่ พี่ชายก็ยิ่งถูกคาดหวังมากเท่านั้น ขณะที่กระติกอาจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่า เราก็ดูแลพ่อแม่ในฐานะลูกคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกอกตัญญู แต่จะไม่ทำอะไรเพราะคาดหวังให้เขาบอกว่าเราดีหรือชื่นชมเรา เพราะสุดท้ายมันจะทำร้ายตัวเราเอง ตอนนี้กระติกอายุ 28 ปีแล้ว พี่ว่ามันพิสูจน์ได้แล้วว่า สิ่งที่เรารอคอยอาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้ แต่จากที่ฟัง พี่รู้สึกว่ากระติกทำทุกอย่างเพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุข เพียงแต่ลึก ๆ ก็หวังว่าพ่อแม่จะเห็นฉันแล้ว พี่อยากให้กระติกใช้ชีวิตของตัวเอง ดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกคนหนึ่งควรทำ แต่ไม่ต้องทำเพื่อให้เขามาบอกว่าเราดีพอ เพราะจริง ๆ แล้ว เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเป็นลูกที่ดี และไม่ได้แตกต่างจากพี่ชายเลย” ในฝั่งของ ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่จะคอนเฟิร์มเหมือนพี่เติ้ลเลยว่า กระติกเป็นลูกที่น่ารักมาก น่ารักมาก ๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีลูกเป็นแบบกระติก ถือว่าโชคดีมาก ปมในวัยเด็ก หลายคนอาจคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่จริง ๆ แล้ว ปมในวัยเด็กไม่ได้จบแค่ตรงนั้น บางคนลากยาวไปจนแก่เลยก็มี พี่เคยรู้จักคุณป้าคนหนึ่ง อายุประมาณ 70 - 80 ปี วันดีคืนดีก็ยังพูดถึงปมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นตอนอายุ 5 - 6 ขวบ ว่าพ่อแม่ทำไม่ดีกับเขา แปลว่าเรื่องปมในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องที่จะข้ามผ่านได้ง่าย เราต้องยอมรับก่อนว่า เราเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ Support เรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว เราผ่านหลายเรื่องมาได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เหลือเพียงเรื่องครอบครัวที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ถ้ามันยังวนอยู่แบบนี้ จนทำให้เราดิ่งลงเรื่อย ๆ พี่อยากแนะนำให้กลับไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะเขาจะมีวิธีช่วยให้เราปรับวิธีคิด เราเปลี่ยนครอบครัวไม่ได้ บังคับให้เขาเข้าใจหรือรักเราในแบบที่เราต้องการก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และมอบความรักในแบบที่เราอยากมอบให้กับเขา ส่วนเรื่องความรักที่เราคาดหวังจากเขา เราไปบังคับไม่ได้ พี่เชื่อว่าพ่อแม่รักกระติกแน่นอน เพียงแต่เขารักไม่เหมือนกัน เราอาจอยากได้ความรักแบบเดียวกับที่พี่ชายได้รับ แต่สุดท้ายความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกทั้งสองคน อาจเป็นความรักคนละแบบก็ได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “พ่อแม่กับเรา เป็นคนละ Levek กัน กระติกเธอเป็นลูกที่ดี แล้วก็ดีมาก เธอดีขนาดนักกีฬาเหรียญทอง แต่พ่อแม่ของเธอได้เหรียญทองแดง เขาไม่สามารถไต่ระดับความรู้สึกเข้าไปแตะหรือเข้าใกล้เหรียญทองได้ ฉะนั้นมันจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน กระติกเป็นลูกที่ดีมาก แทบไม่มีอะไรบกพร่องเลย ขณะที่พ่อแม่ยังขาดการเข้าใจหรือการ Take care ความรู้สึกของลูกให้เท่า ๆ กัน ฉะนั้นเขาจึงได้แค่เหรียญทองแดง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังผ่านมาตรฐานนะ อย่างน้อยก็ยังมีเหรียญ เพราะจากที่พี่ฟัง ครอบครัวนี้ไม่ได้แย่ เขายังรักลูก และไม่ได้วุ่นวายหรือบังคับลูกจนลูกอึดอัดหรือ Toxic เพียงแต่เขาไปไม่ถึงเหรียญทอง เพราะฉะนั้น อยากให้กระติกเข้าใจว่า ต่อให้เราทำอะไรดีแค่ไหน เขาก็อาจจะยังลืม Take care ความรู้สึกของเราอีก เพราะเขาไปไม่ถึงจุดนั้น เขาไม่มีวันได้เหรียญเงินด้วยซ้ำ อย่างเรื่องที่เอาทองไปขายแล้วเอามาคืน พี่ก็ยังมองว่าได้แค่เหรียญทองแดงจริง ๆ ถ้าอยากได้เหรียญเงิน อย่างน้อยก็ควรพูดว่า ‘พ่อขอโทษนะลูก’ ฉะนั้น เราจะไม่ไปคาดหวังในตัวพ่อแม่ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะเมื่อเราไม่คาดหวัง เราก็จะไม่เจ็บ ใช้ชีวิตให้สนุก”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัด แต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึก ทำอย่างไรดีคะ?

10 ก.ค. 2026

แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัด แต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึก ทำอย่างไรดีคะ?

แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัดแต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึกทำอย่างไรดีคะ? ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับปัญหาที่ไม่กล้าทวงเงินแฟน เพราะกลัวเขาเสียความรู้สึก และกลัวกระทบความสัมพันธ์ คุณม่อนเล่าว่าคบกับแฟนมาประมาณ 5 ปี ทราบตั้งแต่แรกว่าฐานะทางบ้านแฟนไม่ค่อยดี ในช่วงแรกที่คบกัน เรื่องเงินของเขาไม่ได้กระทบคุณม่อน แต่เริ่มมามีเรื่องเงินก็ช่วงหลังเรียนจบประมาณ 1-2 ปี แฟนเป็นพนักงานรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนเงินที่มายืมก็ไม่ได้มากมาย แต่ก็ทำให้การเงินคุณม่อนติดขัดในบางเดือน ถึงขนาดที่ต้องนำของไปขายเพื่อให้หมุนเงินทัน ส่วนใหญ่แฟนจะยืมเงินเพื่อไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างการให้ออกค่าข้าวให้ก่อน รวมกันแล้วประมาณ 4,000 บาท ไม่รวมกับเงินหมื่นก้อนใหญ่ที่แฟนเคยยืมจากคุณม่อนไป ด้านคุณม่อนฐานะดีกว่าแฟน แต่ก็ไม่ได้คล่องตัวพอที่จะให้ยืมได้มากมาย คุณม่อนเพิ่งได้มาทราบว่า แฟนมีหนี้จากการที่ไปออกเดทกับคุณม่อน แฟนคุณม่อนบอกว่า ในการไปห้างที่กรุงเทพครั้งหนึ่งต้องใช้เงินประมาณ 1,000 - 2,000 บาท ซึ่งเขาไม่มี จึงต้องไปยืมมา คุณม่อนทราบเรื่องนี้เพราะแฟนใช้เหตุผลนี้ในการมาบอกเลิก เธอจึงได้ช่วยเรื่องเงินกับแฟนในการออกเดท ในตอนนี้ คุณม่อนไม่ได้ลำบากถึงขั้นที่จะต้องทวงเงินก้อนหมื่นคืน และไม่เคยตกลงกันว่าจะต้องคืนเงินเมื่อไหร่ เพราะมองว่าเมื่อเขาตั้งตัวได้ก็จะมาคืนเอง เพียงแต่คุณม่อนอยากได้เงินที่เขายืมใช้จ่ายยิบย่อยในชีวิตประจำวันคืนก่อน (จำนวนเงินไม่ได้มาก ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท) นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเคยคุยกันไว้ว่าเมื่อเงินเดือนออกเขาจะคืนเงิน เพราะเมื่อก่อนเขาเคยคืนทีละเล็กน้อย แต่จะยืมทีละเยอะ ๆ และวนกลับมายืมใหม่ สิ่งที่ทำให้กลุ้มใจคือ เมื่อทวงเงินไปแล้ว แฟนก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่มองว่าเขาอาจจะเสียศักดิ์ศรี เพราะเขามีปมเรื่องเงิน และยังเคยพูดกับคุณม่อนว่า ต้นทุนชีวิตเขากับคุณม่อนต่างกัน เวลาทวงเงินเขาไปแล้ว เขาจะดูเงียบ ๆ ซึ่งคุณม่อนก็ไม่แน่ใจว่าแฟนผิดหวังในตัวคุณม่อนที่ไปทวงเงินเขาหรือเปล่า ด้าน ‘ดีเจเติ้ล' และ 'ดีเจต้นหอม’ มองว่า หากเขากังวลเรื่องศักดิ์ศรี เขาจะไม่ยืมเงินเยอะและบ่อยขนาดนี้ รวมถึงเขาจะรีบหามาคืนทันที คุณม่อนเสริมว่า เธอได้ไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็ด่าแฟน นอกจากนี้แฟนก็เป็นคนที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีปัญหา หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้ว คุณม่อนก็กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะสามารถให้เขายืมเงินหรือช่วยเขาไปได้ตลอด ตอนนี้ยังทำได้แต่ในอนาคตอาจจะไม่ไหว เพราะตัวคุณม่อนทำงานกับที่บ้าน และทางบ้านก็ยังไม่ทราบสถานการณ์ในตอนนี้ แต่คุณม่อนสบายใจกับการเลี้ยงแฟนได้หากมีเงินมากพอ เพราะในเรื่องอื่น ๆ เขาดีจริง ๆ แต่ตอนนี้มีเงินไม่พอแล้วต้องมาทวง จนรู้สึกเป็นคนไม่ดี คุณม่อนจึงอยากถามว่าจะทวงเงินอย่างไรให้แฟนไม่เสียความรู้สึก หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ว่า "หากไม่ติดปัญหาเรื่องเงิน แล้วถ้ามีเงินก็ยินดีที่จะซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ ก็ไม่ติดอะไร แต่พี่ก็มองว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคู่ในระยะยาว การที่คุณม่อนซัพพอร์ตเขาก็เป็นคนที่น่ารักแล้ว การทวงเงินคืนไม่ควรทำให้คุณม่อนรู้สึกเป็นคนไม่ดี ในทางกลับกัน ถ้าแฟนรักเราเขาก็ต้องซัพพอร์ตเราเหมือนกัน เพราะการเงินเราก็ไม่ได้แข็งแรงตลอด ตอนนี้การเงินเริ่มสะดุดจนต้องขายของแล้ว มองไประยะยาวว่าหากคุณม่อนหาเงินไม่ได้ เขาจะซัพพอร์ตได้ไหม แล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าต่อได้จริงมั้ย ปัญหาเรื่องเงินกระทบความสัมพันธ์แน่ ๆ ต้องเปิดใจคุยกันว่าเขาติดหนี้อะไร การที่เขาติดหนี้ทั้งก้อนใหญ่ ทั้งยืมเงินในชีวิตประจำวัน เงินเก่าก็ยังไม่มีวี่แววจะคืน นั่นแปลว่าเขามีปัญหาบางอย่าง อาการเป็นหนี้ถ้าดูจากเคสที่เคยผ่านมาเขาอาจจะติดอะไรบางอย่าง เงินที่หายไป หายไปอยู่ที่ไหน เขาหาเงินได้เท่าไหร่ เขาพยายามคืนเงินจริงไหม มีความพยายามไหม มีความตั้งใจให้เห็นหรือเปล่า สิ่งพวกนี้จะบอกได้ว่าเขาใส่ใจจริงไหม ลองคุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์ก็จะไปไม่รอดด้วย" ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า "เรื่องเงินเป็นเรื่องปากท้องถ้าไม่มีมันอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาความไม่เข้าใจกันที่ปรับความสัมพันธ์กันได้ และไม่เห็นความพยายามในการพัฒนาความสัมพันธ์ไปข้างหน้ากับคน ๆ นี้ ไม่เห็นความพยายามในการหาเงินมาคืนคุณม่อน ไม่เห็นความพยายามในการพัฒนาตัวเองให้อยู่ในระดับเดียวกับคุณม่อน และศักดิ์ศรีเขาหายไปตั้งแต่ที่ยืมเงินเราจนเคยชินแล้ว วิธีการพูดกับเขาคือบอกไปว่า เรามีปัญหาเรื่องเงิน เขาก็มีปัญหาเรื่องเงิน มาช่วยกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดี บอกเขาไปว่าเราขัดสนเรื่องเงิน ดูว่าเขาจะช่วยเราอย่างไรได้บ้าง เขาอาจจะเข้าใจเราและพยายามหาเงินมาช่วยคุณม่อนก็ได้ เวลาเขามีปัญหาคุณม่อนพยายามที่จะช่วยเขา ถึงเวลาที่คุณม่อนมีปัญหาก็จะได้ดูว่าเขามีความพยายามในการอยากจะช่วยเหลือคุณม่อนมากน้อยขนาดไหน ถ้าเขากระตือรือร้นพยายามที่จะช่วยคุณม่อน ผู้ชายคนนี้ก็ไปต่อได้ แต่ถ้าเขาเลือกที่จะงอน ถ้าเราทำในสิ่งไม่ได้ผิดแล้วเขาขี้แพ้ ถ้าทวงเงินแล้วมองว่าเราไม่เหมาะกัน ก็เลิกกันไปเลย อีกทางเลือกคือคุณม่อนต้องเลี้ยงเขา ทำงานให้หนัก และดูแลเขา คุณม่อนเลือกได้ ในวันที่เราเดือดร้อนลองดูว่าเขาพยายามช่วยเราขนาดไหน ช่วยได้ไม่ได้ก็ดูความพยายามของเขาหน่อย กระตือรือร้นกับเรื่องของเราแค่ไหน เพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่เป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิต" สุดท้าย ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า "ไม่มีความจำเป็นต้องพยายามสรรหาเหตุผลหรือคำมาพูดให้เขารู้สึกดี เพราะการทวงเงินเขาไม่ใช่สิ่งที่ไม่สมควรทำ หรือทำให้เขาเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลยทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยชอบธรรม สิ่งที่คุณม่อนขอจากเขายังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาเอาไปเลยด้วยซ้ำ มันปกติมาถ้าจะพูดกับแฟนว่าเดือนนี้เราช็อตต้องเอาของไปขาย ขอเงินคืนหน่อย เขาเองต้องสำนึกได้เองว่าเขาเอาเงินเราไปเท่าไหร่ ถ้าคุณม่อนขอคืน 1,000 - 2,000 แฟนที่ดีที่ไหนจะไม่ให้ หรือแฟนที่ดีที่ไหนจะมีปัญหากับการคืนเงิน ไม่นับว่าเขามีหรือไม่มี แต่ใครจะมีทัศนคติที่ว่า ทำไมมาทวงเงิน เขาต้องละอายใจว่าเอาเงินคุณม่อนไปจนไม่มีแล้ว ทำไมถึงจะช่วยกันไม่ได้ อย่าตัวเล็กขนาดนี้เลยในการมีแฟน ต้องคุยกันได้ทุกเรื่อง และในทางกลับกัน เวลาเขามีปัญหาเรื่องเงินเขายังมาขอคุณม่อนได้ ทำไมเราจะขอเขาไม่ได้ อย่าเอาสถานะที่เขามองว่าเราอยู่สูงกว่าเขามาบีบตัวเองขนาดนั้น วันไหนไม่มีก็ต้องบอกกันไปตามตรง หรือวันไหนเราอยากให้เขาทำมาหากินมากขึ้นก็บอกเขา อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว และจากที่คุณม่อนเล่าว่าเขาต้องไปยืมเงินเพื่อมาเดท พี่มองว่าถ้าการมีแฟนทำให้ชีวิตลำบากขนาดนั้น ก็แยกย้ายกันไปทำมาหากิน และค่อยกลับมาหากันในวันที่ดีขึ้นดีกว่า"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นประธานนักเรียน แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

03 ก.ค. 2026

เป็นประธานนักเรียน แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

เป็นประธานนักเรียนแต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อนขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ! ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นเป็นประธานนักเรียนแต่กังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนตด หลังเผลอปล่อยกลางกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง จนเพื่อนเริ่มตามหาเจ้าของกลิ่น ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับวิธีรับมือกับปัญหาการเผลอผายลมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน เนื่องจากกังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนที่ปล่อยกลิ่นอยู่เป็นประจำ คุณลูซี่ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองมีภาพลักษณ์เป็นประธานนักเรียน จึงรู้สึกไม่อายหากเพื่อนจะรู้ว่าเป็นคนผายลม โดยเหตุการณ์มักเกิดขึ้นในช่วงที่นั่งอยู่กับเพื่อนบริเวณโรงอาหาร หลังรับประทานอาหารเสร็จ ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนจะนั่งเล่นหรือทำการบ้านต่อ เธอมักจะแอบผายลมไม่ให้ได้ยินเสียง แต่กลิ่นเป็นเรื่องที่เธอควบคุมไม่ได้ จึงทำให้เพื่อนได้กลิ่น และตามหาเจ้าของกลิ่นอยู่บ่อยครั้ง โดยที่ผ่านมาเธอสามารถทำได้อย่างแนบเนียน เพราะขณะนั้นกำลังนั่งตั้งใจทำการบ้าน ทำให้คนอื่นไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนผายลม เธอบอกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่จะเกิดขึ้นเป็นระยะ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นช่วงเวลาเดิมคือหลังรับประทานอาหารเสร็จ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง ๆ เพื่อนในกลุ่มเริ่มสงสัยมากขึ้นว่า คนที่ผายลมอาจเป็นคนในกลุ่ม เพื่อนเริ่มก้มดมและพากันถามว่า “ใครตด พูดมา ในกลุ่มเรา” คุณลูซี่ ยอมรับว่ารู้สึกกังวล เพราะกลัวเพื่อนจะจับได้ อีกทั้งเวลาจะลุกเดินออกไปจากบริเวณนั้นก็ทำได้ยาก เนื่องจากเพื่อนมักรั้งตัวไว้ เพราะเธอเป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนอยู่เสมอ โดยเพื่อนมักจะพูดว่า “เอ้ย ไปไหน ไปทำงานด้วยกันก่อน” ทำให้เธอไม่สามารถเดินหลบออกไปได้ตามที่ต้องการ เธอจึงอยากปรึกษาดีเจว่าควรจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ดี ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูว่า “เเนะนำให้กลั้นใจรอบเดียวเเล้วอัดเต็ม ๆ เลย เเล้วบอก กูเอง ถ้าประธานนักเรียนทำอะไรในเเบบที่ไม่คิดว่าประธานนักเรียนจะทำ มันจะเป็นการซื้อใจเพื่อน ๆ นอกกลุ่มเราอีกเยอะเลย เอ้ย ประธานนักเรียนก็ทำอะไรพิเรนทร์ได้นี่หว่า อย่างงี้เราไปไหนไปกันกับประธาน สั่งอะไรไปด้วย คือถ้าพี่ค้นพบว่าประธานนักเรียนเป็นคนประมาณนี้ พี่รู้พี่ก็จะ เอ้อออ ใจว่ะ ประธานนักเรียนก็ตดได้ค่ะ แก๊สอ่ะค่ะ เเล้วหลังจากนั้นการตดของหนูจะกลายเป็นอิสระเสรีไปตลอด ไม่ต้องปิดบัง ก็เลือกเอาว่าลูซี่จะรักษาปัญหาที่ต้นเหตุ หรือจะปลดปล่อยอิสระให้ตัวเอง หรืออยากจะข่มด้วยอินเนอร์ที่บอกฉันไม่ได้ตด” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่กลิ่น มันคุมไม่ได้กลิ่นอ่ะ ไม่งั้นต้องพกสเปรย์ พี่เชียร์ให้ทานโพรไบโอติกเยอะ ๆ เเบบพวกโยเกิร์ต” ขณะที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ พี่มีเทคนิค พี่จะตดอัดใส่โซฟา มันจะซับกลิ่น อันนี้เรื่องจริง แต่ถ้ามันไม่ใช่โซฟา สำหรับพี่คือไม่รับ ตราบใดที่จมูกเพื่อนไม่ได้อยู่ตรงก้นเราเนี่ย ไม่มีวันยอมรับเเน่นอน ใครจะไปตดโอ๊ย….อย่างเงี้ย”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมเคยทำร้ายแฟน.. วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่าง แต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่ ผมจะทำยังไงต่อดี ?

03 ก.ค. 2026

ผมเคยทำร้ายแฟน.. วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่าง แต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่ ผมจะทำยังไงต่อดี ?

ผมเคยทำร้ายแฟน..วันนี้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าและขอเว้นระยะห่างแต่ก็ยังบอกว่ายังรักผมอยู่ผมจะทำยังไงต่อดี ? ‘คุณสิงโต ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่เคยใช้ความรุนแรงกับแฟนถึง 2 ครั้ง จนอีกฝ่ายฝังใจและป่วยเป็นซึมเศร้า วันนี้เธอขอแยกไปอยู่คนละที่ แต่ยังยืนยันว่ารักอยู่ ทำให้คุณสิงโตไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ดี ‘คุณสิงโต’ อายุ 29 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟนสาว หลังจากที่คบหากันมานาน 4 ปี แต่ทั้งคู่ต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ความรุนแรงภายในความสัมพันธ์ จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของแฟนสาว และทำให้ทั้งคู่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตคู่ คุณสิงโต เล่าว่า ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ตนใช้ความรุนแรงกับแฟนสาว เนื่องจากขณะนั้นโกรธกับคำพูดที่แฟนพูดออกมาจนรู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจ จึงควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้และลงมือทำร้ายร่างกายแฟน โดยยอมรับว่าขณะเกิดเหตุทั้งสองฝ่ายต่างใช้อารมณ์และต่างฝ่ายต่างแรงใส่กัน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมานานแล้ว แต่แฟนสาวของคุณสิงโต ยังคงลืมเหตุการณ์นั้นไม่ได้ และมีอาการแพนิคจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น โดยเวลาผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกหวาดกลัวและบาดแผลทางจิตใจก็ยังคงอยู่ เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน แฟนสาวได้บอกกับคุณสิงโต ว่าปัจจุบันเธอกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า พร้อมทั้งบอกเป็นนัยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลของการกระทำที่คุณสิงโตเคยใช้ความรุนแรงกับเธอ ทำให้เธอรู้สึกเครียด รู้สึกหวาดระแวง และไม่สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ คุณสิงโต เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่คบหากันมา 4 ปี ในช่วงเข้าปีที่ 2 ของความสัมพันธ์ ก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ทั้งหมด เขายอมรับว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ จึงพยายามชดเชยในสิ่งที่เคยละเลย ทั้งการใส่ใจแฟนมากขึ้น ดูแลในรายละเอียดต่าง ๆ และพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด แม้จะไม่มีการลงไม้ลงมือกันอีกแล้ว แต่ทั้งคู่ได้มีการขึ้นเสียงใส่กันระหว่างทะเลาะ จนทำให้แฟนสาวหวาดกลัวว่าคุณสิงโตจะทำร้ายเธออีกครั้ง ความหวาดกลัวดังกล่าวทำให้แฟนสาวตัดสินใจนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อและแม่ของตนเองได้รับรู้ หลังจากนั้น คุณสิงโต ก็ได้เข้าไปขอโทษคุณพ่อคุณแม่ของแฟนสาวเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคนรอบตัวต่างก็เริ่มมีท่าทีที่ดีขึ้น เข้าใจและยอมรับการขอโทษของเขา แต่สำหรับแฟนสาวซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง กลับยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในความรู้สึกของเธอ ภายหลังทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยและตกลงกันต่อหน้าพ่อแม่ของแฟนสาว โดยต่างฝ่ายต่างพูดถึงความต้องการของตัวเอง ว่า คุณสิงโตต้องการอะไร และแฟนสาวต้องการอะไร ซึ่งการพูดคุยดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าวันที่ผ่านมา และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็ไม่ได้มีการทะเลาะกันอีกเลย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ทำให้คุณสิงโตยังรู้สึกกังวลใจคือ แม้แฟนสาวจะยังยืนยันว่าอยากคบกับเขาต่อ แต่เธอกลับขอแยกไปอยู่คนละที่ เพื่อให้ตัวเองได้มีพื้นที่ ได้ใช้ชีวิต และได้เยียวยาความรู้สึกของตัวเอง แต่คุณสิงโตกลับมีความคิดว่า การที่แฟนสาวย้ายออกไปอยู่ที่อื่น อาจทำให้บุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเพื่อนสาวของแฟนที่มักจะคอยยุยงให้แฟนสาวไปเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับคนอื่น จึงทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คุณสิงโต ยืนยันว่า หากแฟนสาวตัดสินใจขอเลิกรา เขาก็พร้อมยอมรับ เพราะรู้ดีว่าตัวเองทำผิดอย่างหนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดใจไม่ได้ คือแฟนสาวยังคงพูดอยู่เสมอว่ายังรักเขา จึงยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ตัดกันไม่ขาด จะเดินหน้าต่อก็ยาก จะถอยออกมาก็ทำไม่ได้ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic อย่างชัดเจน ปัจจุบันแฟนสาวมีกำหนดย้ายออกไปอยู่ที่อื่นในวันมะรืนนี้ ทำให้คุณสิงโต ยอมรับว่าไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด และยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจมาก จนไม่มีสมาธิในการทำงาน ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ถ้าเป็นพี่ พี่ก็ต้องยอมให้เขาย้ายออก เพราะพี่ก็เข้าใจเขา สมเหตุสมผลนะที่เขาจะไม่อยากอยู่กับเรา แฟนที่ทะเลาะกันแล้วตบพี่ 2 รอบ พี่ก็ไม่อยากอยู่ด้วยนะสิงโต พี่พูดตรง ๆ แต่ถามว่าเขาบอกว่ายังรักอยู่ ก็เป็นไปได้ที่ยังรักสิงโตอยู่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าสิงโตจะขยุ้มเขาเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น การที่เขาห่าง ๆ แต่ก็ยังเป็นแฟนกันอยู่ ตอนนี้พี่จะยอมนะ เพราะเราทำอะไรไม่ได้ ผิดจริง ๆ ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเขามีสิทธิ์ที่จะขอแยกออกไป เพราะสิงโตเองก็ยังแก้ปัญหาตรงนี้ของตัวเองไม่ได้ หรือสิงโตจะเป็นคนบอกเลิกเองก็ได้ เพราะถ้ามันเป็นความผิดของสิงโต ก็ต้องบอกเขาว่าสิงโตไม่ได้เป็นผู้ชายที่ดีสำหรับเขา หรืออีกทางหนึ่งก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอ ถ้ายังยืนยันว่ารักกันและอยากอยู่ด้วยกันต่อ ฝั่งผู้หญิงก็ต้องบำบัด ส่วนสิงโตก็ต้องไปบำบัด จะต้องไม่ใช้วิธีรุนแรงอีกแล้วเวลาทะเลาะกัน เป็นพี่จะไม่พยายามเซ้าซี้ให้เขาอยู่กับเรา เพราะพี่ว่ามันสมเหตุสมผลมากที่เขาจะมีอาการแบบนั้น เขารักตัวเอง” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “พอมันเกิด 2 ครั้ง มันไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้เท่าที่คิดได้ก็คือ รอให้เขาย้ายออก แล้วก็ดูหลังจากนั้น เพราะพี่คิดว่ามันจะค่อย ๆ ห่างกันไป อยู่กันฉันสามีภรรยามา 4 ปี แล้วอยู่ ๆ จะย้ายออก แต่ยังคงความสัมพันธ์หรือสถานะเดิมไว้ พี่ยังคิดไม่ออก ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้ แต่พี่ฟังแล้วเหมือนมันจะค่อย ๆ ห่างกัน แต่อีกทางหนึ่งที่สามารถแสดงความรับผิดชอบของเราเองได้ก็คือ เราไม่ต้องรอให้เขามาบอกเลิก เพราะเราทำเรื่องไม่ดี ถ้าเรารู้สึกผิดกับสิ่งที่เราทำจริง ๆ ก็ปล่อยเขาไปเจอชีวิตที่ดีกว่านี้ การคบกันจนไปถึงการลงไม้ลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ดีหรอก มันถือเป็นความสัมพันธ์ที่ Toxic ถามว่าทั้ง 2 คนจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมแบบสนิทใจได้ไหม พี่ว่ามันคงยากมาก การเป็นคู่ชีวิตกันไม่ควรทำร้ายร่างกายกันเลย ไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม แล้วมันก็เกิดขึ้นซ้ำด้วย การที่เพื่อนเขาจะหาแฟนใหม่ให้ก็ดีแล้วแหละ พูดกันแฟร์ ๆ นะ คือมันดีทั้งเขาและเรา แต่ไม่ใช่ว่าความรักครั้งต่อไป พอทะเลาะกัน เขาแรงมา เราจะไปลงไม้ลงมือเขาอีกเพราะบอกว่าโดนยั่วยุ พี่ว่ามันใช้ไม่ได้แล้วล่ะ” ในส่วนของ ‘ดีเจต้นหอม’ ปิดจบไว้ว่า “นี่คือการซ้อมเลิก ว่าถ้าหากไม่อยู่ด้วยกันมันจะดีขึ้นไหม ฉะนั้นเป็นเรื่องบุญเก่าของสิงโตแล้วว่าทำมาดี ทำให้เขาคิดถึงแล้วตามกลับมาไหม แต่ถ้าที่ผ่านมาไม่ดีพอ เขาก็จะรู้สึกว่าการแยกกับสิงโตครั้งนี้โคตรสบายใจเลย ถูกแล้วที่ตัดสินใจออกมา ทำใจได้อย่างเดียว เพราะความผิดมันได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้คือรับผลของการกระทำ รอความเมตตาจากเขาอย่างเดียวว่าเขาจะกลับมาไหม ให้เทคนิคถ้าอยากให้เขากลับมา ไปหาหมอเพื่อเขา ผู้หญิงจะรู้สึกว่ามันได้รับการแก้ไข แต่อย่างที่บอกคือ รอ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-