26 ต.ค. 2026
26 ต.ค. 2026
แฉข่าวเช้า 26 ตุลาคม 2569
แฉข่าวเช้า 23 ตุลาคม 2569 พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

16 ต.ค. 2026
พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อยล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเราเรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ ‘คุณตุ๊กตุ๊ก’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่พ่อแอบไปจีบผู้หญิงอายุเท่าลูก ‘คุณตุ๊กตุ๊ก’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เล่าว่า คุณพ่อของเธออายุประมาณ 50 ปี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาตั้งแต่เด็ก คุณตุ๊กตุ๊กจึงได้เห็นคุณพ่อนอกใจคุณแม่อยู่หลายต่อหลายครั้ง โดยที่คุณแม่ก็ได้เข้ามาปรึกษาหรือบางครั้งก็เป็นตัวเธอเองที่บังเอิญไปเห็นเหตุการณ์พ่อกับแม่ทะเลาะกัน แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ทราบว่าเธอรู้เรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ทำจึงทำให้เธอรู้สึกชินชากับสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ระยะหนึ่ง แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอได้รู้ว่าคุณพ่อทักไปจีบพนักงานผู้หญิงคนหนึ่งในบริษัทของครอบครัว ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ คุณแม่ที่รับรู้เรื่องนี้ก็ได้เอามาบอกเธอ ที่ผ่านมาเธอเคยเห็นพ่อนอกใจไปจีบผู้หญิงที่มีอายุไล่เลี่ยกับพ่อแม่ แต่ครั้งนี้กลับเป็นผู้หญิงที่อายุรุ่นลูก จึงทำให้เธอรู้สึกผิดหวังและใจสลายมาก เพียงแค่คิดว่าจะต้องกลับไปเจอหน้าพ่อที่บ้าน เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะยังสามารถมองเขาได้เหมือนเดิมอยู่หรือไม่ โดยปกติแล้วคุณตุ๊กตุ๊กสนิทกับพ่อมากและมองว่าเขาเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเธอ ซึ่งในบทบาทของการเป็นพ่อ เธอรู้สึกว่าเขาเป็นพ่อที่ดีและเป็นคนที่เธอรักมาก เธอจึงไม่รู้ว่าจะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร อีกทั้งคุณตุ๊กตุ๊กยังสงสัยว่าพฤติกรรมการนอกใจไปจีบผู้หญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจหรือเปล่าและไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้สามารถมองเขากลับมาเป็นพ่อคนเดิมของเธอได้อีกครั้ง เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า ‘ขั้นแรกก็ต้องยอมรับความจริงก่อน ยอมรับว่าเขามีนิสัยที่เราไม่ชอบ ข้อสองคือค่อย ๆ คิดว่าโลกทั้งใบต้องเป็นตุ๊กตุ๊กเองแล้ว เพราะว่าในเมื่อยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เราก็จะเป็นคนที่ควบคุมโลกของเราเอง ทั้งด้วยอายุและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พอเรียนจบหางานทำหรือแม้กระทั่งวันที่ตุ๊กตุ๊กเริ่มสร้างครอบครัวของตัวเอง ความคิดที่ว่าโลกทั้งใบเราเป็นของใคร มันก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ ระหว่างนี้ก็ค่อย ๆ ยอมรับว่าพ่อมีข้อเสียด้านนี้ และค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดว่าโลกทั้งใบควรจะเป็นของเราเองแล้ว มันจะได้ไม่ต้องผิดหวังกับใครอีก แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรามองย้อนไป ตุ๊กตุ๊กก็น่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าพ่อเขามีข้อเสียด้านนี้ แต่เราแค่หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปพ่อเขาอาจจะคิดได้ เขาอาจจะไม่ทำและเปลี่ยนนิสัย แต่เราก็ลืมคิดไปว่าบางทีเขาอาจจะทำไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นคนแบบนี้ แล้วเรายอมรับได้แค่ไหน เราอยากคุยเรื่องนี้กับเขาไหม หรือทำไมไม่ลองปรึกษาคุณแม่ก่อนเพราะอย่างน้อยเราก็จับมือกัน แม่ก็มีสิ่งที่แม่ไม่สบายใจเกี่ยวกับพ่อ ตุ๊กตุ๊กเองก็มีมุมไม่สบายใจเหมือนกัน ปรึกษากันก่อนว่าอยากคุยไหม คุยแล้วได้อะไรกลับมาไหม พ่อเขาจะเปลี่ยนไหมหรือคุยแล้วความอัดอั้นตันใจของเราจะหายไป ถ้าคิดว่ามันน่าจะมีผลอะไรบ้างที่เราอยากลุ้นดู ก็ลองคุยและในเมื่อเขายังมีมุมที่ดี ก็ได้แต่หวังว่า ถ้าเขารู้ว่าลูกสาวที่มองเขาเป็นโลกทั้งใบรู้สึกผิดหวังในตัวเขา มันจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็อย่าคาดหวัง บางทีคนที่เขามีพื้นฐานเจ้าชู้ มันก็จะยังไหลเวียนอยู่ในเลือดเขานั่นแหละ อยู่ที่ว่าเขาจะพ่ายแพ้เสียงในหัวเมื่อไหร่ แต่ถ้าเขาควบคุมทุกอย่างได้ ก็เป็นโชคดีของคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นปรึกษากับคุณแม่เยอะ ๆ อย่างน้อยเราก็ต้องดูแลกันและกันในวันที่เราผิดหวังกันทั้งคู่" ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "อย่างแรกเลยความคิดของตุ๊กตุ๊กที่ว่าหนูอยากได้พ่อคนเดิมของหนูกลับมา ฟังจากเรื่องเขาก็ไม่ใช่พ่อคนเดิมของหนูตั้งแต่หนูรู้ว่าเขาเจ้าชู้ไปมีคนอื่น แต่ว่าครั้งนี้กลายเป็นว่าเขาไปชอบเด็ก ซึ่งเท่าที่ฟัง พี่รู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นโรคจิตอะไรหรอก ถ้าโรคจิตในที่นี้คือผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กแล้วขาดความยับยั้งชั่งใจ พี่ว่าของพ่อเรามันเป็นตาแก่หัวงูมากกว่า มันเป็นนิสัยแบบนี้ของเขานี่แหละ พอวันนี้มันมาเจอเหตุการณ์แบบนี้พี่เข้าใจว่าคุณตุ๊กตุ๊กก็อาจจะรู้สึกว่า นี่มันรุ่นเดียวกับหนูหนิ ทำไมพ่อถึงไปชอบคนที่อายุเท่าเรา พี่รู้สึกว่าตุ๊กตุ๊กอาจจะต้องตัดและแยกแยะว่าเจ้าชู้ที่เขาทำ เขาทำกับแม่ แต่ตราบใดก็ตามที่เขายังเลี้ยงดูตุ๊กตุ๊กอย่างดี ยังเป็นพ่อที่ตุ๊กตุ๊กยังคงเชื่อใจได้ว่าเขาจะไม่ทำร้ายหนู ก็ต้องมองว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดในฐานะสามีและก็อาจจะผิดในฐานะพ่อที่แสนดี แต่ในหน้าที่หลักของเขา เขาก็ยังดูแลตุ๊กตุ๊กอยู่ มันก็อาจจะช่วยให้ตุ๊กตุ๊กไปต่อได้ เขาเป็นสามีที่ไม่ดีของแม่แต่เขายังเป็นพ่อที่ดีของตุ๊กตุ๊ก ยอมมองข้ามไปแต่ในกรณีที่มันไม่ไหวจริง ๆ สำหรับพี่ก็คือต้องคุยกับคุณแม่ก่อนเพราะเขาคือคนที่ประสบปัญหาที่สุด แล้วถ้าตุ๊กตุ๊กไม่ไหวจริง ๆ กับเรื่องที่เขาชอบเด็ก ก็อาจจะบอกไปว่าต่อให้พ่อจะมีใคร แต่ขอร้องได้ไหมอย่าไปชอบเด็กรุ่นเดียวกับเราเลย พี่ว่าเราอายุ 20 ปีแล้ว เราโตพอที่จะคุยได้แล้วเพราะเราเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เราก็สามารถบอกสิ่งที่เรารู้สึกได้" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า "ถ้าจะพูดกับพ่อ ทั้งหมดก็ต้องปรึกษาแม่ เพราะมันเป็นปัญหาของคุณแม่และก็ไปสืบมาว่ามันเป็นปัญหาของคุณแม่จริง ๆ ไหมหรือคุณแม่เขาแค่มาบ่น แม่อยากจะเดินออกจากจุดนี้ไหม สื่อสารกับคุณแม่ สิ่งหนึ่งที่ต้องย้ำบอกให้แม่ตระหนักคือแม่ได้ผู้ชายเจ้าชู้มาเป็นแฟน แปลว่าแม่ก็รับรู้มาตลอด ถ้าแม่รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ทางออกก็มีแค่การเลิกกันเท่านั้นเพราะว่าเท่าที่ฟังมา พี่ว่าพ่อไม่มีทางเปลี่ยนและพี่ก็ไม่ได้มองว่าการชอบเด็กอายุ 20 ปีจะเป็นอาการทางจิตหรือโรคจิต ส่วนเรื่องที่เขามีคนอื่น สิ่งนั้นคือเขาบกพร่องในหน้าที่สามีแต่เขาไม่ได้บกพร่องหน้าที่พ่อ ดูแลความรู้สึกคุณแม่ก็พอ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

16 ต.ค. 2026
หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่นเพราะพนักงานขายขยั้นขยอแต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด! ‘คุณแพง (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับพนักงานคลินิกเสริมความงามที่พยายามขายคอร์สจนน่าอึดอัด ‘คุณแพง (นามสมมุติ)' อายุ 21 ปี เล่าว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เธอได้นัดกับเพื่อนไปที่ห้างแห่งหนึ่ง และในระหว่างที่เธอกำลังไปหาเพื่อน มีพนักงานขายคอร์สด้านความงามคนหนึ่งมายืนดักด้านหน้าของเธอ พร้อมบอกว่า ขอเวลาสักนิดได้ไหม / ขอเวลากรอกแบบสอบถาม เพราะเขาจะได้ค่าหัวจากการลงชื่อของคุณแพง เธอได้ปฏิเสธไปด้วยความที่เธอกำลังรีบไปหาเพื่อน แต่ก็ได้มีพนักงานอีกคนมายื้อคุณแพงไว้ เธอเข้าใจว่าคงเป็นการกรอกลงชื่อที่ใช้เวลาไม่นาน เธอจึงไปนั่งในบูธ เนื่องด้วยสถานที่เป็นเพียงบูธไม่ใช่คลินิกแต่อย่างใด แต่พอนั่งไปสักพัก พนักงานคนนั้นกลับเรียกพนักงานอีกคนมาตรวจผิวหน้าที่เป็นการตรวจด้วยเครื่อง จากนั้นเขาก็ชวนคุย ตามด้วยการขายคอร์ส ซึ่งคุณแพงก็ไม่ได้สนใจ ด้วยที่เธอเคยดูราคาคอร์สตามคลินิกอื่น ๆ มาแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกัน ราคาที่นี่จะแพงกว่า เธอจึงปฏิเสธไป แต่เขาก็ยังไม่ลดละความพยายามให้การขาย ยังคงพยายามชวนคุย ขายคอร์สต่อ และไม่ยอมให้เธอปลีกตัวออกไป ผ่านไปสักพัก พนักงานคนนี้ก็ได้ตาม Manager ของบูธและพนักงานอีกคนมาช่วยขาย เป็นการขายแบบ 3 รุม 1 เลยทีเดียว คุณแพงก็พยายามปลีกตัวออกโดยการบอกพนักงานทุกคนว่า เธอยังไม่สะดวกและนัดเพื่อนไว้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยคุณแพงไป เมื่อพูดคุยถึงการจ่ายเงิน คุณแพงก็บอกไปว่าเธอไม่มีบัตรเครดิต แต่พนักงานก็ยังยื้อด้วยการบอกว่าใช้เงินสดได้ คุณแพงก็พยายามใช้ 108 คำพูดเพื่อบอกว่าเธอไม่สะดวกที่จะจ่าย เขาก็ยื้อคุณแพงไว้จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 30 นาที รวมถึงเพื่อนก็มารอแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองดูซื้อคอร์สความงามที่นี่ เพราะคุณแพงเองก็กำลังหาคลินิกที่จะทำอยู่แล้วด้วย เธอจึงจ่ายเงินซื้อคอร์สกับที่นี่ด้วยเงินสดจำนวน 15,000 บาท สองวันหลังจากซื้อคอร์ส เธอจึงเข้าไปที่คลินิก ซึ่งในตอนแรกที่พนักงานขายคอร์สได้แจ้งเธอไว้ว่าพยาบาลจะเป็นผู้ดูแลทำหัตถการให้เธอ แต่พอเข้าไปทำจริง คนที่ทำให้กลับเป็นเพียงพนักงานบริการทั่วไป และระหว่างนั้นเขาก็คอยวิจารณ์ใบหน้าคุณแพง ติชมสลับกัน รวมถึงพยายามขายคอร์สกับเธอตลอดหนึ่งชั่วโมงของการทำหัตถการ ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร พนักงานก็ยังพยายามจะขายคอร์สต่อ นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก หลังจากทำหัตถการเสร็จ พนักงานก็ยังคงขายคอร์สอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังบอกให้คุณแพงซื้อคอร์สเพิ่มเติม แต่คุณแพงเองก็รู้สึกอึดอัด เนื่องจากนี่เป็นเพียงการทำครั้งแรก เธอยังไม่เห็นผลอะไร จึงยังไม่อยากที่จะซื้อคอร์สต่อ ส่วนตัวคุณแพงเคยเข้าคลินิกอยู่แล้ว การซื้อคอร์สความงานไม่ใช่ปัญหาอะไร เพียงแต่เธอไม่ชอบการขายในลักษณะนี้ นอกจากนี้ คุณแพงยังกล่าวอีกว่า เธอได้ทำไม่ตรงกับสิ่งที่พนักงานขายบอก โดยพนักงานบอกกับคุณแพงว่าจะได้ทำ 3 โปรแกรมรวมกันทั้งหมด 18 ครั้ง แต่ทำจริงกลับยัดทั้งหมดให้เหลือเพียง 6 ครั้ง ซึ่งเธอเคยถามแล้วว่า 18 ครั้ง คือ 18 ครั้ง ไม่ใช่การรวบทำพร้อมกันใช่หรือไม่ พนักงานขายก็ยืนยันว่า 18 ครั้ง แต่พอเอาเข้าจริงกลับได้ทำเพียง 6 ครั้งเท่านั้น นั่นก็เป็นอีกจุดที่ทำให้คุณแพงเสียความรู้สึก ในตอนนี้ คุณแพงรู้สึกเสียดายเงินและอยากไปทำให้จบคอร์ส แต่จากประสบการณ์ที่ไปคลินิกนี้มา ทั้งเจอพนักงานที่พยายามขายคอร์สแม้กระทั่งตอนที่เธอทำหัตถการอยู่ หรือการพูดไม่ตรงกันจนสร้างความเข้าใจผิดให้กับเธอ และการที่ไม่ยอมให้เพื่อน/ผู้ติดตามเข้ามานั่งรอในคลินิก ทำให้เธอเสียความรู้สึกและรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก คุณแพงจึงต้องการปรึกษาดีเจทั้งสามท่านว่า เธอควรทำอย่างไรดีกับ 5 ครั้งที่เหลือของเธอ ควรปฏิเสธอย่างไรให้เด็ดขาด หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “อดทนไปทำให้ครบคอร์ส อย่างน้อยได้ผลหรือไม่ก็ได้ใช้บริการ ให้ทำหูทวนลมไว้ ฟังแล้วบอกว่าไม่มีเงินแล้ว คอร์สนี้ที่บ้านด่าแล้ว พ่อแม่ด่าแล้วว่าซื้อมาได้อย่างไรตั้ง 15,000 อ้างไปแล้วทำให้ครบ บอกไปว่า ‘ทำครบก็คงไม่ได้ต่อแล้ว’ แต่ให้พูดแบบประคับประคองไปก่อนเพราะเราไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรทำกับหน้าเรา ให้บอกว่า ‘ยังไม่มีเงิน รอดูตอนหมดคอร์สแล้วว่ากัน’ พอหมดคอร์สก็บอกว่า ‘ที่บ้านไม่ให้ซื้อต่อ ถูกที่บ้านตี’ ให้พูดผลัดไปก่อน เวลาเขามาขายให้ตีมึนทำเป็นไม่ได้ฟัง ทำให้เขารู้ว่าเราไม่เอาแล้ว จงเข้มแข็ง เด็ดขาดไว้” ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “ต้องจิตแข็งไว้ วิธีเอาตัวรอดคือต้องพูดไว้เลยว่า ‘ขอดู 5 ครั้งนี้ก่อนว่าได้ผลกับหน้าแค่ไหน‘ ต้องทำให้เขารู้สึกอยากทำให้หน้าหนูออกมาดีที่สุด ให้บอกขอดูก่อนไปเรื่อย ๆ จนครั้งที่ 5 ถ้ากล้าให้บอกไปว่า ‘ไม่ค่อยได้ผล เดี๋ยวหนูขอคิดก่อน’ และถ้าสุดท้ายแพงไม่ไหวจริง ๆ ให้วิ่งออกมาได้เลย ใครจะทำอะไรเราได้ในเมื่อเราจ่ายเงินครบแล้ว หรือให้แฟนรอหน้าร้าน อ้างว่าขอออกไปคุยและให้ออกไปเลย ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “ให้ถามเขาว่า ‘มีประกันสุขภาพหรือยัง อย่างคุณพี่ดูผิวพรรณก็รู้อยู่แล้วว่ามีเงิน’ ให้ลองขายกลับดู ทั้งหมดทั้งมวลมองว่าของพี่เติ้ลใช้ได้จริงและเหมาะกับแพง อีกหนึ่งอย่างคือบอกกับเขาแค่ว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ เขาพูดอะไรก็ปล่อย แต่เรานอนทำโดยไม่ต้องตอบ เมื่อเขาถามอะไรให้ตอบประโยคเดิมว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ พูดเท่านี้เลย เอาเข้าจริงเวลาเราทำเขาไม่ควรมาพูดอะไรกับเรา เป็นการฝึกให้เราปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่ต้องการ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

09 ต.ค. 2026
หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหวแบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?! ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม‘ เกี่ยวกับประสบการณ์เดตสุดพีคของเธอ! ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์เดตสุดแปลก หลังได้พูดคุยกับชายวัย 3X ปี ที่ทำเอาเธอต้องตั้งคำถามกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกชอบฝ่ายชายในเชิงชู้สาว เพียงแต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมแปลก ๆ จนอยากรู้ว่า “เห้ย เป็นใครวะ อยากรู้” พร้อมเปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองขำ ๆ ว่าเหมือนวัยรุ่นที่อยากลองอะไรท้าทายสักครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อคุณเกลือได้ปัดแอปหาคู่จนได้เจอผู้ชายคนหนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนขออินสตาแกรมของคุณเกลือไป แต่กลับทักข้อความมาหาโดยไม่ได้กดติดตาม ต่อมาเขาก็กดติดตามและยกเลิกการติดตามซ้ำไปซ้ำมา จนเธอรู้สึกสงสัยกับพฤติกรรมดังกล่าว ต่อมา คุณเกลือเห็นเพื่อนลงสตอรี่อินสตาแกรมเกี่ยวกับการไปออกกำลังกาย และสังเกตเห็นฝ่ายชายอยู่ในสตอรี่ จึงทักไปถามเพื่อนว่า “แกอะรู้จักผู้ชายคนนี้ไหม” ซึ่งเพื่อนตอบว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เป็นเพียงเพื่อนร่วมคลาสกันเท่านั้น หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ลงสตอรี่ในลักษณะเดียวกัน (รูปจบคลาสออกกำลังกายที่ถ่ายร่วมกันหลายคน) คุณเกลือจึงกดเข้าไปดู ก่อนที่ฝ่ายชายจะทักมาบอกว่า “เนี่ยเธอดูสนใจเรานะ พี่รู้สึกว่าเธอมีความพยายามจะติดต่อพี่มา พี่ก็เลยจะมาคุยกับเธอ” ทั้งที่ความจริงแล้วเธอเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะมองว่าพฤติกรรมการฟอลโลว์และอันฟอลโลว์ซ้ำไปซ้ำมานั้นแปลกดี ทั้งยังย้ำว่าไม่ได้มีความรู้สึกชอบเชิงชู้สาวแต่อย่างใด คุณเกลืออยากรู้อยากเห็นว่าการคุยกับผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร จึงได้เริ่มพูดคุยสานต่อความสัมพันธ์กัน ฝ่ายชายบอกว่าไม่ชอบพิมพ์แชต แต่ชอบโทรศัพท์คุยมากกว่า คุณเกลือจึงคิดในใจประมาณว่า “อะ ๆ ๆ อยากคุยก็มา!” ระหว่างการพูดคุย ฝ่ายชายมักถามคำถามในลักษณะทดสอบสังคม เช่น “ถ้าเราเป็นแฟนกัน…” ทำให้คุณเกลือรู้สึกว่าอีกฝ่ายรีบร้อนเกินไป เพราะทั้งคู่ยังไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ เธอจึงคิดในใจว่า “เห้ย ใจเย็นพี่ชาย เรายังไม่เคยเจอหน้ากันเลย จะมาแบบถ้าเราเป็นแฟนกันอะไร ยังไม่รู้จักกันเลย” ในช่วงที่ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกัน เป็นช่วงก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยคุณเกลืออยู่บริเวณชานเมืองนนทบุรี ส่วนฝ่ายชายอยู่ย่านสุขุมวิท–ปุณณวิถี โดยฝ่ายชายมักพยายามชวนให้เธอเดินทางไปหา โดยบอกว่า “เธอมาหาเราได้ป่าว พี่น้ำท่วม” แต่ในความเป็นจริง เส้นทางที่คุณเกลือต้องใช้เดินทางเข้าเมือง โดยเฉพาะบริเวณถนนงามวงศ์วาน มีน้ำท่วมขังอย่างหนัก เธอจึงระบายอารมณ์กับตนเองออกมาว่า “หนูไม่ได้ขี่ออฟโรด หนูแบบรถเก๋งชาวบ้าน” แต่ฝ่ายชายยังคงยืนยันว่าต้องการให้เธอมาหาโดยใช้คำพูดว่า “พรุ่งนี้น้ำลดแล้ว” ทั้งที่ระดับน้ำยังคงท่วมสูงเกือบมิดล้อรถ พร้อมเสนอให้เธอนั่ง BTS มาแทน โดยถามว่า “หน้าบ้านเธอมี BTS ปะ เธอก็นั่ง BTS มาดิ” แม้คุณเกลือจะพยายามอธิบายถึงความลำบากในการเดินทาง แต่ฝ่ายชายก็ยังเซ้าซี้ไม่หยุด ตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร ไปจนถึงวันพุธ เมื่อเธอบอกว่าไม่สะดวก เขาก็ถามต่อว่า “เห้ย พฤหัสฯ-ศุกร์อะ มาได้เปล่า" เมื่อคุณเกลือลังเล ฝ่ายชายก็พูดกดดันว่า “ถ้าเธอไม่มา เราจะไม่คุยแล้วนะ เรารู้สึกว่าแบบมันเริ่มนานเกินไปละ” เธอจึงลองขอให้อีกฝ่ายเป็นคนเดินทางมาหาบ้าง แต่ฝ่ายชายอ้างว่าต้องเฝ้าธุรกิจหน้าร้าน ไม่สามารถออกไปไหนไกล ๆ ได้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “พี่ชอบคนที่มาหาพี่ได้” ท้ายที่สุด คุณเกลือตัดสินใจตอบตกลงว่าจะไปพบ เพราะยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรกันแน่ โดยฝ่ายชายบอกว่าจะพาไปคาเฟ่บรรยากาศดีแห่งหนึ่ง แต่ย้ำหลายครั้งว่า “แพงมาก!” จนเธอได้แต่คิดในใจว่า “อ๋อ ๆ ค่ะ” ทั้งคู่ตกลงนัดเจอกันในวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงวัน โดยคุณเกลือวางแผนขับรถไปจอดที่หมอชิต แล้วนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี แต่คืนวันพุธก่อนที่จะเจอกัน ฝ่ายชายโทรมาถามว่า “เออเธอ วันนั้นอะ ที่เธอแบบ Reply Story เพื่อนเธอไปถามเรื่องเราหรอ เธอถามว่าอะไร” คุณเกลือตอบกลับไปในเชิงหยอกล้อว่า “ก็ถามว่า รู้จักผู้ชายคนนี้ไหม เจอเขาในแอป แอบแปลก ๆ นะ” แต่ฝ่ายชายกลับระเบิดอารมณ์ใส่ทันที พร้อมต่อว่า “เห้ย เธอพูดอย่างงี้ได้ไงวะ เธอแม่งขี้นินทาว่ะ” ก่อนจะด่าทอเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายคำ คุณเกลือเลือกที่จะไม่เถียงกลับ ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว จนฝ่ายชายสังเกตว่าเธอไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จึงพูดว่า “เออเอาเถอะ เราวางก่อนแล้วนะ” จากนั้นก็วางสายไป แต่ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมกล่าวขอโทษว่า “เนี่ยเธอ เราขอโทษนะ เธอยังอยากเจอเราอยู่ไหม” คุณเกลือตอบกลับไปตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เราไม่อยากเจอแล้วว่ะ” เพราะรู้สึกหมดอารมณ์ที่จะพบกัน หลังถูกด่าทออย่างรุนแรงทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ฝ่ายชายจึงกล่าวว่า “เฮ้ยเธอ เราขอโทษเว้ย เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ แต่เธอก็ไม่ควรนินทาเราแบบนั้นปะ” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเกลือไม่พอใจ เธอจึงอธิบายว่า “ไม่ได้นินทา แค่บอกว่าแปลก แล้วที่เธอทำมันแปลกจริงไหม มาอันฟอล-ฟอลอะไรก็ไม่รู้อะ สังคมประเทศนี้ไม่เคยเจอคนแบบเธอ” แม้จะอธิบายเหตุผลไปแล้ว ฝ่ายชายก็ยังพยายามชักชวนให้เธอไปตามนัด โดยเสนอว่าจะเลี้ยงไก่ทอดแฟรนไชส์ชื่อดังชุดใหญ่ให้ รวมถึงบอกว่าจะจัดอาหารคลีนให้รับประทานที่บ้านของตนด้วย คุณเกลือยอมรับว่าในตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะการไปพบคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ตามลำพังอาจเป็นอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากมีเรื่องราวไปเล่าให้เพื่อนฟัง เธอจึงตัดสินใจไปตามนัดในที่สุด วันนัดหมาย คุณเกลือเดินทางจากนนทบุรีไปถึงหมอชิตประมาณ 11.00 น. ก่อนจะนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี ระหว่างนั้นฝ่ายชายโทรมาถามว่าตื่นหรือยัง เมื่อเธอบอกว่ากำลังเดินทาง เขากลับมีน้ำเสียงลนลานว่า “เห้ย ๆ เดี๋ยวพี่อาบน้ำแป๊บนึง” เมื่อคุณเกลือเดินทางถึงปุณณวิถี ฝ่ายชายก็ยังไม่พร้อม และรีบพูดว่า “เห้ย ๆ เร็วมากเลย เดี๋ยวพี่รีบแป๊บนึง” แม้เธอจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมารอทั้งที่นัดเวลากันชัดเจนแล้ว แต่เธอก็ให้อภัยและนั่งรออยู่ที่ห้างบริเวณนั้น ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมถามว่า “เห้ยเธอ ๆ เธอรีดเสื้อเป็นปะ เสื้อเชิ้ตอะ” คุณเกลือตอบว่ารีดเสื้อไม่เป็น เพราะปกติไม่ค่อยรีดเสื้อผ้า แม้แต่ชุดนักศึกษาก็ไม่เคยรีด แต่ฝ่ายชายกลับขอว่า “เห้ยเธอ มารีดเสื้อให้เราหน่อยได้ไหมอะ คือเราอยากใส่เสื้อเชิ้ตไปเจอเธออะ” จากนั้นเขายังลังเลอีกว่าจะใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อคอกลมไปดี จนคุณเกลือเริ่มหมดความอดทนและตอบกลับว่า “จะใส่อะไรก็ใส่มาเถอะ”สุดท้ายฝ่ายชายเลือกใส่เสื้อเชิ้ตออกมา แต่ก็ยังมาสาย ทำให้คุณเกลือหงุดหงิดอย่างมาก เพราะเธอเดินทางมาจากนนทบุรีและมาถึงก่อนเวลา ขณะที่ฝ่ายชายอยู่ใกล้สถานที่นัดหมายมากกว่า แต่กลับไม่เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อฝ่ายชายมาถึง ทั้งคู่ขึ้นรถของฝ่ายชายเพื่อเดินทางไปหาอะไรกิน ฝ่ายชายเสนอให้แวะคาเฟ่ที่เคยพูดถึง พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เฮ้ย คาเฟ่นั้นที่เราบอกเธอว่าแบบอยากพาเธอไปอะ เฮ้ย แต่มันแพงมากเลยอะ มันแพงมากเลย” คุณเกลือรู้สึกว่าถ้าร้านแพงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพาไป เพราะเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับประทานอาหารหรูหรา ฝ่ายชายจึงเสนอว่า ไปกินข้าวที่บ้านเขา แต่คุณเกลือยืนยันว่าอยากรับประทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้ามากกว่า ทว่าอีกฝ่ายยังชวนให้ไปบ้าน พร้อมบอกว่า “เห้ย ทำไมอะเธอ ไปบ้านเราก็ได้ ถ้าเธอกลัว เธอก็ส่งโลบ้านเราให้เพื่อนเธอดิ เธอกลัวเราจะทำอะไรหรอ” คุณเกลือยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง กว่าเพื่อนจะเดินทางมาถึง เธออาจตกอยู่ในอันตรายไปแล้ว ก่อนที่เธอจะเล่าต่อ 'ดีเจเผือก' ได้อ่านคอมเมนต์จากพุธโทรเรี่ยนที่พิมพ์เข้ามาเพราะสงสัยกันมากว่า 'ผู้ชายคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร' คุณเกลือจึงกล่าวว่า หากดูจากรูปในอินสตาแกรม ฝ่ายชายก็ถือว่าหน้าตาดี แต่เมื่อเจอตัวจริง เธอให้คะแนนเพียง 3 เต็ม 10 เพราะอีกฝ่ายใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋ว(ตาโต)หรือบิ๊กอายมาพบ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบไม่กล้าสบตา เพราะกลัวว่าจะหลุดขำ แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่พอใจมากที่สุด คือคำพูดของฝ่ายชายที่บอกว่า “เฮ้ยเธอ เราอ่ะนับถือมากเลยนะเว้ย ที่เธออ่ะเป็นแค่เด็กต่างจังหวัด แต่เธอได้ไต่เต้าจนได้เป็นหมอ” คุณเกลือรู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการเหยียด เธอจึงตอบกลับไปว่า "แม่เราเป็นคนเอกมัยนะเว้ย" จากนั้นเมื่อฝ่ายชายชวนคุย เธอก็เงียบตลอดการเดินทาง เมื่อเดินทางถึงคาเฟ่ ทั้งคู่พบว่าเมนูอาหารมีราคาตั้งแต่ประมาณ 300–900 บาท ซึ่งคุณเกลือเข้าใจว่าราคาค่อนข้างสูง แต่เธอมองว่าหากฝ่ายชายรู้สึกว่าราคาแพงเกินไปตั้งแต่แรก ก็ควรเลือกร้านอื่นที่เหมาะสมกับงบประมาณมากกว่า เพราะสำหรับเธอ การเดตไม่จำเป็นต้องไปร้านหรูหรือมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายชายเสนอว่าให้สั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น จุดพีกอยู่ตรงนี้ หลังจากสั่งเครื่องดื่มเสร็จ ทั้งคู่ก็เข้าไปนั่งในคาเฟ่ คุณเกลือจึงตัดสินใจพูดตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้น” แต่คำพูดดังกล่าวกลับทำให้ฝ่ายชายโมโหอย่างมาก ก่อนจะต่อว่าเธอว่า “เธอแม่งทำให้เราเสียเวลามากเลย เธอรู้ป่ะ เสียเวลาเราแม่งโคตรเสียเวลาเลย” โดยพูดประโยคนี้ซ้ำประมาณ 5 รอบ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เออ ก็ดี เราก็ไม่ได้ชอบอะไรเธอขนาดนั้นหรอก” คุณเกลือจึงเสนอว่า “หรือเราสองคนจะแยกกันตรงนี้เลยก็ได้” ฝ่ายชายตอบกลับอย่างประชดประชันว่า “เออ ก็ได้” พร้อมกัดฟันและดูดน้ำเสียงดัง ก่อนจะลุกออกจากร้านไป ทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง แล้วขับรถกลับบ้านทันที ก่อนจากไป ฝ่ายชายยังพูดว่า “เธอแม่งขี้นินทา อย่าเอาเราไปนินทากับใครนะเว้ย” คุณเกลือจึงคิดในใจว่า แม้จะไม่ได้นำเรื่องนี้ไปนินทากับเพื่อน แต่เธอจะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาเล่าในรายการพุธทอล์คพุธโทรแทน หลังจากนั้น เธอต้องเรียกรถและนั่ง BTS กลับบ้านด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายชายก็เลิกติดตามอินสตราแกรมของเธอ ขณะที่คุณเกลือตัดสินใจบล็อคอินสตาแกรมและช่องทางการติดต่อทั้งหมด เพื่อยุติเรื่องราวนี้อย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุด คุณเกลือยอมรับว่าประสบการณ์ครั้งนี้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเจอ ทั้งเสียเวลาเดินทางและต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอมองว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตเหมือนได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าบนโลกใบนี้มีคนที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดและคาดเดาได้ยากอยู่จริง สิ่งที่คุณเกลืออยากฝากถึงฝ่ายชายคือ เธอจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของชีวิตเธอ และเธอสามารถไปพบคนที่ยอมรับตัวตนของเธอได้ดีกว่า แต่หากมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอจากฝ่ายชายจริง ๆ ก็คือ “เลิกใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋วได้ป่ะ” ตลอดการเล่าเรื่อง ดีเจทั้งสามต่างเอ็นดูคุณเกลือและร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์สุดพีกที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่าเราควรฟังความจากคุณตาแป๋วด้วย(ฝ่ายชาย) เพราะบางทีเรื่องนี้อาจมีหลายมุมมองก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

09 ต.ค. 2026
คุณยายเป็นตัวตึงประจำหมู่บ้านทะเลาะกับคนอื่นไปทั่วอยากพายายไปหาจิตแพทย์ จะจัดการยังไงดีคะ? ‘คุณเปรี้ยว’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องเกี่ยวกับคุณยายที่เป็นคนอารมณ์ร้าย ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่วจนตอนนี้ไม่มีใครคบแล้ว ‘คุณเปรี้ยว’ อายุ 18 ปี ได้เล่าว่าเธอย้ายมาอยู่กับยายตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนปัจจุบันยายอายุ 74 ปีแล้ว นิสัยของยายคือเป็นตัวตึงประจำหมู่บ้าน ชอบทะเลาะกับคนอื่นไปทั่วและเอาตัวเองเป็นใหญ่ ตั้งแต่ที่คุณเปรี้ยวเป็นเด็ก เพื่อนก็ไม่อยากมาเล่นด้วยเพราะยายแปลก เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ชอบง้างมีด หรือง้างหินจะปาใส่คุณเปรี้ยว จนเธอต้องวิ่งหนีทุกครั้ง เธออยู่กับยายมาตั้งแต่วัยประถมจนถึงมัธยม ยายก็ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว อีกทั้งยังเคยไปชี้หน้าด่ากำนันคนเก่าในที่ประชุมหมู่บ้านว่าโกง ทั้งที่คนทั้งหมู่บ้านก็รู้อยู่ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนดี และนอกจากนั้นยายก็มักจะเชื่อคำพูดของคนนอกมากกว่าคนในครอบครัว ชอบเอาคำพูดของคนอื่นมาตัดสินแล้วด่าว่าลูกหลาน ล่าสุด คุณเปรี้ยวอยู่คนเดียวแล้วเหงาเลยให้แม่มาอยู่ด้วย แต่ยายก็ยังลำเอียงรักลูกคนเล็กมากกว่า มีแค่เวลาเจ็บป่วยเท่านั้นถึงจะเรียกหาลูกคนเล็ก แต่เรื่องให้จ่ายเงินค่าไฟ จ่ายหนี้ก็จะโยนให้แม่ของคุณเปรี้ยวรับผิดชอบ จนสุดท้ายแม่ทนไม่ไหวจนต้องย้ายกลับต่างจังหวัดกะทันหัน ปัจจุบันคุณเปรี้ยวก็ย้ายออกจากคุณยายแล้ว ทำให้ตอนนี้ยายต้องอยู่คนเดียว ยายก็ยังไปพูดใส่ร้ายแม่คุณเปรี้ยวให้เพื่อนบ้านฟัง พอเพื่อนบ้านไม่เข้าข้าง ยายก็พาลโกรธทุบโต๊ะด่าเพื่อนบ้านไปอีก จนตอนนี้เพื่อนบ้านที่เคยคบก็เลิกคบแกไปหมดแล้ว ล่าสุดแม่คุณเปรี้ยวก็ได้รับข่าวสารจากคนข้างบ้านว่าตอนนี้คุณยายยังทำนิสัยเหมือนเดิม ทำให้คุณเปรี้ยวเริ่มสงสารยายที่ตอนนี้ไม่เหลือใคร เลยคิดว่ายายอาจจะมีอาการป่วยทางจิตและอยากพายายไปหาจิตแพทย์ แต่ก็รู้ว่าถ้ายายรู้จะต้องโกรธและหาว่าแกเป็นบ้าแน่ ๆ จึงอยากมาปรึกษาว่าควรทำอย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ว่า “เขาอาจจะมีความสุขกับการที่เขาเป็นแบบนี้ก็ได้นะ เพราะเขาเป็นมาทั้งชีวิตจนอายุ 74 ปีแล้ว มันก็คงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วล่ะ แม่ของคุณเปรี้ยวเองก็อาจจะรู้อยู่แล้วว่ายายเป็นแบบนี้เลยหนีไป ถ้าสุดท้ายแล้วการที่เขาไม่มีใคร เขาก็แค่เสียใจแต่เขาก็จะหาทางอยู่กับมันได้ ยากมากที่จะบอกให้เขาไปหาจิตแพทย์ เพราะเขาจะด่าคุณเปรี้ยวกลับมาแน่ ๆ อย่างน้อยก็เปลี่ยนเป็นโทรหาเขาบ่อย ๆ ให้รู้ว่ายังคิดถึง” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่เพิ่มเติมจากคำแนะนำของดีเจเติ้ลว่า “พี่ว่าเราดูแลข้างบ้านเราดีกว่า เวลากลับบ้านไปก็เอากระเช้าไปไหว้ข้างบ้านแทน ตอนนี้คุณเปรี้ยวก็โตแล้ว เราก็สอนให้เขาคิดให้ได้ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สิ่งที่เขาทำมันทำให้เขาไม่มีเพื่อน ถ้าเรากลับมาหาแล้วยายยังบ่นไม่หยุด ก็ดุไปเลยว่าอุตส่าห์มาหา ถ้ายังอยากให้มาหาอยู่ก็อย่าพูดจาแบบนี้” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ยายแกอายุมากแล้ว พฤติกรรมและความคิดมันฝังลึกมาทั้งชีวิตจนเปลี่ยนยาก มันไม่ใช่แค่อาการป่วยแต่มันเป็นพฤติกรรมไปแล้ว ให้คิดซะว่าเขากลับไปเป็นเด็ก แต่ถ้าเห็นท่าว่าเขาจะคว้ามีดมาปาอีกก็กราบเลย แล้วค่อยวิ่งหนีเพราะเราแข็งแรงกว่าอยู่แล้ว แต่ก็อย่าพาเขาไปหาหมอหรอก ยังไงเขาก็ไม่ไป”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

09 ต.ค. 2026
ชื่อโหลเป็นเหตุ!ไม่เคยโกงใครแต่ดันมีชื่ออยู่ใน Blacklist ‘คุณเค็ม (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา 'ดีเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ชื่อ-สกุลของเธอดันไปตรงกับคนโกง ‘คุณเค็ม (นามสมมุติ)' อายุ 27 ปี เล่าว่าเธอขายของออนไลน์ แม้ไม่ใช่งานประจำและไม่ได้ขายบ่อยครั้ง แต่เมื่อต้องขายก็ต้องส่งชื่อและบัญชีให้ลูกค้าโอน เมื่อลูกค้านำชื่อบัญชีไปตรวจสอบ ก็มักจะพบว่าชื่อ-นามสกุลของเธอติดอยู่ในเว็บไซต์ Blacklist ส่วนเลขบัญชีนั้นไม่ตรงกับคนโกง นั่นทำให้ลูกค้าเกิดความไม่มั่นใจ เธอยืนยันว่าเธอไม่เคยโกงใคร และคาดว่าเป็นเพราะชื่อของเธอโหลจนไปซ้ำกับคนที่เคยโกง จากการค้นหาบน Facebook พบว่ามีคนชื่อ-สกุลเดียวกันกับคุณเค็มถึง 5-6 บัญชี โดยเขียนตรงกันทุกตัวอักษร นั่นทำให้ลูกค้าเกิดความไม่เชื่อใจและคิดว่าเธอคือมิจฉาชีพ แต่หากจะให้เปลี่ยนชื่อก็คิดว่ายุ่งยากไป เพราะเธอไม่ใช่แม่ค้าออนไลน์ที่ต้องค้าขายประจำ ในมุมมอง ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า "รู้สึกว่าคุณเค็มจะได้รับผลกระทบจากความเข้าใจผิดได้ หากเขาค้นหาชื่อแล้วมาเจอคุณเค็มก็อาจทักมาด่าด้วยความเข้าใจว่าเธอเป็นคนโกงก็เป็นได้" และเสริมว่าให้ใช้บัญชีคนในครอบครัวในการรับเงินแทน ในมุมมองของ ‘ดีเจต้นหอม’ มองว่าไม่สามารถออกตัวไปก่อนได้ว่าไม่ใช่มิจฉาชีพ เพราะเกี่ยวกับเรื่องเงิน ลูกค้าค่อนข้าง Sensitive ในยุคที่มี Call center เยอะแบบนี้ พร้อมทั้งเสนอให้จดเป็นชื่อบริษัท เพราะคำพูดอาจทำให้คนเชื่อใจไม่ได้ นอกจากนี้ ‘ดีเจต้นหอม’ และ ‘ดีเจเติ้ล’ มองว่าลูกค้าก็อาจรู้สึกยุ่งยากในการตรวจสอบให้รอบด้านและตัดสินใจไปซื้อร้านอื่นแทน ด้านคุณเค็มกล่าวว่า สามารถใช้บัญชีคนในครอบครัวได้ แต่ว่าติดปัญหาตรงที่ไม่ว่าใครจะค้นหาชื่อเธอใน Google ก็จะเจอชื่อเธอใน Blacklist อยู่ดี พร้อมทั้งเล่าว่าเคยค้นหาว่า 'วิธีเอาชื่อออกจากรายชื่อคนโกง' ข้อมูลแจ้งว่าให้ไปแจ้งความและติดต่อแอดมิน แต่มีคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันได้บอกว่าเขาไปแจ้งความและติดต่อแอดมินแล้วแต่กลับไม่มีคนตอบ นั่นทำให้คุณเค็มก็จนปัญญาที่จะแก้ปัญหานี้ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า แจ้งความให้เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของเราว่าชื่อเราไม่เกี่ยวข้องกับใน Blacklist และคอยส่งใบแจ้งความให้ลูกค้าดู สุดท้ายแล้ว ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ลูกค้าจะรู้สึกไม่ไว้ใจ และพอยุ่งยากลูกค้าก็จะไปซื้อร้านอื่นดีกว่า ให้ใช้ชื่อคนในครอบครัวได้ผลที่สุดท้าย ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า ให้ลองกลั้นใจเปลี่ยนชื่อเพราะชื่อปัจจุบันนี้จะเกี่ยวข้องกับรายชื่อใน Blacklist ไม่มีวันจบ คุณเค็มไม่มีปัญหากับการเปลี่ยนชื่อเพียงแต่อยากคงนามสกุลเดิมไว้ ดีเจทั้งสามท่านจึงสรุปวิธีการจัดการปัญหาให้คุณเค็มได้ดังนี้ 1. ใช้ชื่อ-สกุลคนในครอบครัวในการรับเงิน 2. เปลี่ยนชื่อเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

09 ต.ค. 2026
คลอดลูกได้ 2 เดือน ก็เจอปัญหาน้ำท่วมบ้านในวันที่เราต้องการสามีมากที่สุดดันเป็นวันที่เขาแอบไปซื้อบริการทางเพศ! ‘คุณขม’ (นามสมมติ) สายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตนนั้นจับได้ว่าสามีแอบไปซื้อกิน ที่เจ็บกว่านั้นคือมันเป็นวันที่เรากำลังลำบากและต้องการเขามากที่สุด ‘คุณขม’ (นามสมมติ) อายุ 31 ปี เล่าว่า เธอเพิ่งคลอดลูกมาได้ประมาณ 2 เดือน แต่ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาก็จับได้ว่าสามีนั้นไปซื้อบริการทางเพศ โดยเธอเล่าว่าบ้านนั้นอยู่ในบริเวณที่ประสบภัยน้ำท่วมค่อนข้างหนัก ตั้งแต่ที่เธอคลอดลูกมาได้ 2 เดือน ในช่วงเดือนแรกแฟนยังคอยช่วยเลี้ยงดูลูก แต่เมื่อเข้าสู่เดือนถัดมา แฟนมีงานที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ทว่าครั้งนี้กลับไปนานถึง 5 วัน หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้เพียง 2 วัน เขาก็ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดอีกครั้งเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งในครั้งที่ 2 เขาเดินทางไปก่อนที่บริเวณบ้านของเธอจะเกิดน้ำท่วมสูง จนไม่สามารถออกจากบ้านได้ กระทั่งวันที่แฟนกลับมาบ้าน ด้วยความรู้สึกตะหงิดใจ เธอจึงได้หยิบโทรศัพท์ของแฟนขึ้นมาเปิดดูและก็เจอกับข้อความที่เขาคุยกับผู้หญิงคนอื่น ในนั้นมีข้อความที่แฟนทักไปว่า ‘อยู่ที่นี่ไหม คิดถึง มาหาได้ไหม ขอเหมือนเดิม’ อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาเป็นเรทราคาต่าง ๆ และทั้งคู่ก็ตกลงกัน โดยแฟนยังส่งข้อความเร่งให้อีกฝ่ายมาหา พร้อมบอกว่า ‘รีบมานะ คิดถึง เดี๋ยวต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว’ ข้อความเหล่านั้นถูกส่งในช่วงเช้า ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สถานการณ์น้ำท่วมบริเวณบ้านเริ่มรุนแรงขึ้น จนน้ำไหลเข้าตัวบ้าน ขณะนั้นเธอต้องอยู่กับลูกเพียงสองคน และในคืนเดียวกัน เธอก็ได้ส่งข้อความไปบอกสามีว่า ‘คืนนี้น่าจะไม่รอดนะ น้ำเข้าบ้านแน่ ๆ’ พร้อมเล่าว่าต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ที่อยู่บ้านข้าง ๆ รวมถึงคุณตาและคุณยาย ให้มาช่วยขนกระสอบทรายมาวางกั้นน้ำ เพราะเธอไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แฟนของเธอก็ตอบกลับมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พอเธอนำช่วงเวลาจากข้อความมาปะติดปะต่อกันก็พบว่าเขาส่งข้อความเป็นห่วงมาหาเธอหลังจากที่นัดซื้อขายบริการไปแล้ว และยังโทรศัพท์มาพูดคุยกับเธอตามปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยบอกว่า ‘เป็นห่วง เป็นไงบ้าง เดี๋ยวจะรีบกลับไปนะ’ เมื่อได้มาเห็นข้อความเหล่านี้ภายหลัง คุณขมจึงรู้สึกทั้งเสียใจและผิดหวัง เธออดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทั้งที่แฟนก็รู้ว่าเธอกับลูกกำลังลำบากและต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมเพียงลำพัง ทำไมเขาจึงยังเลือกทำแบบนี้ โดยที่ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของเธอกับลูกเลย หลังจากคุณขมรับรู้เรื่องราวเหล่านั้น เธอก็มีอาการนิ่งจนแฟนจับสังเกตได้และคิดว่าเธออาจจะไปรู้อะไรบางอย่างมา เธอจึงพูดกับเขาว่า ‘จะทำอะไร นึกถึงเค้ากับลูกด้วยนะ เค้ากับลูกที่ผ่านมาก็ลำบากนะ เหนื่อยนะ ต้องการเธอนะ แต่เธอไม่อยู่ตรงนั้นเลย’ แต่เขากลับตอบว่า ‘เค้าก็อยู่ตรงนี้แล้วไง แล้วก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้ด้วย จะคิดมากทำไม’ ตอนนี้เหตุการณ์ทั้งหมดถาโถมเข้ามาจนคุณขมยังไม่สามารถถามความจริงกับแฟนได้ตรง ๆ อีกทั้งเธอยังมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและต้องไปพบจิตแพทย์อย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้เธอพยายามประคับประคองตัวเองให้ผ่านแต่ละวันไปให้ได้ โดยมีลูกเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอยังคงเข้มแข็งและเดินหน้าต่อ เธอยังไม่ได้คิดถึงจุดที่ต้องแยกกันหรือจะต้องตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เธอจึงอยากถามดีเจว่าจะจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไร แล้วถ้าอยากจะพูด จะเริ่มต้นพูดกับเขาอย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่กล่าวว่า "จริง ๆ มันควรคุยอยู่แล้วแหละ ทั้งคุณแม่ที่เพิ่งคลอด มันก็หนักหนาพออยู่แล้ว และยังเป็นซึมเศร้าหลังคลอดด้วย รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วม ผมเข้าใจคุณขมนะ แต่ไม่เห็นด้วยจริง ๆ ที่เก็บมันไว้ สภาพจิตใจเรา ความเข้มแข็งของเราแม้กระทั่งความใจหินของเรามันไม่ได้ขนาดนั้น ถ้าเราเก็บเรื่องนี้ไว้คนที่พังก็คือเรา ในขณะที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันกลายเป็นว่าเราแบกหินก้อนมหึมาก้อนนี้ไว้คนเดียว ไปแบกไว้ทำไม เพราะฉะนั้นก็คุยกันเถอะครับ ส่วนจะคุยยังไง ผมว่ามันไม่ต้องมานั่งคิดหรอกว่าต้องเริ่มต้นด้วยประโยคอะไร สุดท้ายเราก็แค่ต้องบอกว่าเรารู้เรื่องนี้ แล้วเราจะเอายังไงต่อกับชีวิตคู่เรา เขาจะหยุดหรือเราจะปล่อย หรือถ้าเราไม่สามารถปล่อย เขาก็ต้องหยุดถ้าเราจะเก็บคำว่าครอบครัวไว้เหมือนเดิม แค่นี้ที่เราต้องคุยกัน" ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "พี่ว่าวิธีการพูดไม่ได้สำคัญเท่าพูดแล้วเราจะทำยังไงกันต่อมากกว่า ประเด็นคือถ้าเขายอมรับแล้วจะยังไงต่อ ถ้าเขาบอกขอโทษขม ขมจะไปต่อได้ไหม พี่เป็นห่วงขมในมุมนี้ พี่เข้าใจขมนะคือเรื่องที่เขาไปซื้อบริการมันก็ผิด แต่มันไม่ได้เสียใจเท่าสิ่งที่เขาเลือกทำในวันนั้น ถ้าพี่เป็นขมพี่ก็คงแตกสลายมากเหมือนกัน มันระงับตัวเองไม่ได้เลยเหรอ ในวันที่บ้านน้ำท่วมแล้วเรากับลูกอยู่กัน 2 คน เธอก็รู้ว่าฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วยิ่งขมเป็น Baby Blue และยังเป็นซึมเศร้าอีก พี่รู้สึกว่ายังไงมันก็ต้องคุยกับเขาให้เข้าใจจริง ๆ สำหรับพี่คือตอนนนี้เขาให้ความสำคัญกับขมและลูกมากแค่ไหน มากพอที่เราจะไปต่อด้วยกันรึเปล่า ซึ่งมันก็อยู่ที่ขม ถ้าขมไม่เอาแล้ว ขมก็ต้องทำสิ่งที่ขมมีความสุขที่สุด ถ้าขมตัดสินใจแล้วว่าขมสามารถดูแลลูกได้ มีคุณตาคุณยายที่มาช่วยดูแล พี่ว่าถ้าทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ พี่ก็ไม่ได้ค้านอะไรกับสิ่งที่ขมเลือกเลย ก็เอาที่ขมกับลูกจะมีความสุข" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า "ถ้าขมไม่ป่วยก็อาจจะให้คำแนะนำว่าหรือจะลองให้โอกาสดู แต่พอขมป่วย แล้วผู้ชายดันต้องไปทำงานต่างจัดหวัดอีก มันยากจังเลยที่จะทำให้เราไว้ใจ มันยากมาก ๆ เห็นด้วยกับทุกคนเลยคือปัญหาครอบครัว ถ้ามันเกิดขึ้น มันต้องเรียกมาคุยกัน และก็บอกเขาไปเลยว่าเรารับทราบปัญหานี้แล้ว และฟังจากเขา แต่มันจะยากตอนที่เขาขอโอกาส ถ้าเขารู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาผิดจริง ๆ เขาขอโทษและเขาจะไม่ทำอีกแล้ว มันจะยากตรงนี้ พี่หอมให้คำแนะนำว่า ตอนนี้ขมยังตัดสินใจไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึก และขมก็ป่วยเป็นซึมเศร้าด้วย ถ้าเขาจะขอโอกาส ขมก็ลองดูในการใช้ชีวิตนะ แต่ถ้าขมไปไม่ไหว ก็อาจจะขอให้เรามีพื้นที่ส่วนตัวหรือแยกกันสักพักเพราะตอนนี้ขมรู้สึกอึดอัด แล้วเราค่อยมาดูกันว่าขมยังคิดถึงการเป็นพ่อหรือการเป็นสามีของเขาอยู่ไหม ยังคิดถึงการมีกันและกันไหม แล้วถ้าต่อให้สุดท้ายเราไปกันไม่ได้จริง ๆ หน้าที่พ่อกับหน้าที่แม่ก็ยังอยู่ เราจะไม่ปิดกั้นในการที่เขามาหาลูกหรือดูแลลูก เพราะพี่หอมเชื่อว่าเขาเองก็รักลูกเหมือนกัน ถ้าในพาร์ทของสามีภรรยามันไปต่อกันไม่ได้จริง ๆ การเป็นพ่อแม่ก็ยังสามารถตกลงกันได้ ให้พื้นที่เขาได้ดูแลในฐานะพ่อ ค่อย ๆ ทีละขั้น หรือถ้ายังพบแพทย์อยู่ก็ลองนำเรื่องนี้ไปปรึกษาแพทย์ดู เผื่อเขาจะช่วยให้คำแนะนำ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
![เรื่องเล่าจากนัท กู้ภัย ‘ทางกลับบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [20 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/9c6a568b-73b7-42ef-96ef-81bdd8d39c0c.jpeg)
23 ต.ค. 2026
ขับรถกลับบ้านแล้วไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน พอขับผ่านไปสักพักก็เจอผู้หญิงคนเดิมอีกแต่มีเพียงตัวไม่มีหัว!ตกใจหันไปดูอีกครั้งก็ไม่เจอใคร จึงขับต่อไป... หันกลับไปอีกทีผู้หญิงคนนั้นก็มาซ้อนท้ายรถและพูดว่า ‘พี่..ช่วยหนูหน่อย’ คราวนี้ไม่ใช่แค่หัวหายแต่มือของผู้หญิงคนนั้นดันถือหัวของตัวเองอยู่ด้วย!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X นัทกู้ภัย [20 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทางกลับบ้าน’ นัท กู้ภัย ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการทำงานกู้ภัยเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่กลับเกิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน ในคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน เขาได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่หลังจากขับผ่านไปได้สักพัก เขากลับพบผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่มีหัว! ด้วยความตกใจ เขาจึงตัดสินใจหันกลับไปดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด แต่ก็กลับพบเพียงความว่างเปล่าเพราะผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้ว..เขาจึงขับรถเดินทางต่อไป แต่ไม่นานก็ต้องพบกับเธออีกครั้ง และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาถึงกับขนหัวลุกเพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินถือหัวของตัวเองอยู่!คุณนัท รีบเร่งเครื่องเพื่อขับหนี แต่รถจักรยานยนต์กลับดับลงกลางทาง แม้จะพยายามสตาร์ทใหม่หลายครั้งก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางถนนที่มืดและเปลี่ยว เขาทำได้เพียงคอยหันมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง แต่กลับไม่พบผู้หญิงคนนั้นอีก กระทั่งในจังหวะที่เขาตัดสินใจจะหนีออกจากบริเวณนั้น ผู้หญิงคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอกลับมานั่งซ้อนท้ายรถของเขาพร้อมพูดว่า ‘พี่...ช่วยหนูหน่อย’ก่อนจะชี้เข้าไปในป่าลึกข้างทาง ด้วยประสบการณ์จากการทำงานกู้ภัย คุณนัทก็ได้กลิ่นเหม็นที่ลอยออกมาจากบริเวณนั้นและรับรู้ได้ทันทีว่ากลิ่นดังกล่าวอาจมาจากอะไรในจังหวะเดียวกันรถของเขาก็สตาร์ทติดขึ้นครั้ง เขาจึงตัดสินใจขับออกมาก่อน เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนัทยังคงติดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำเรื่องทั้งหมดไปปรึกษาคนในสำนักงานกู้ภัย ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้พาทีมกลับไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง คุณนัท และทีมกู้ภัยจึงเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึงทุกคนต่างได้กลิ่นเหม็นรุนแรงเช่นเดียวกัน เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจภายในป่า และพบร่างของผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆาตกรรมโดยตัดศีรษะออกจากร่าง ทั้งสองส่วนถูกแยกใส่ถุงซ่อนไว้ในป่า เมื่อตรวจสอบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต คุณนัทก็พบว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเจอเมื่อคืนก่อน!หลังจากตำรวจนำร่างออกจากพื้นที่ และสามารถจับกุมคนร้ายได้ เหตุการณ์ประหลาดบนถนนเส้นนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย ถนนสายเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เขาต้องเผชิญกับเรื่องราวสุดสะพรึง จึงกลับมาเป็นเพียงเส้นทางที่เขาใช้ขับรถกลับบ้านในทุก ๆ วัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณซอฟท์ ‘ที่นี่กูให้มึง’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/be5872b8-4b5c-4fd4-b941-44b0b26ee464.jpeg)
20 ต.ค. 2026
จุดเริ่มต้นมาจากการตามหาที่ดินเพื่อสร้างธุรกิจร้านผ้าไทยตามปกติ แต่ก็มีเรื่องชวนขนลุกให้ชวนคิด เพราะที่ดินที่ไม่มีใครสามารถครอบครองได้ กลับเป็นใจให้พวกเขาซื้อที่ดินนั้นได้อย่างราบรื่นราวกับเจ้าที่เป็นคนเลือกพวกเขาด้วยตัวเอง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ที่นี่กูให้มึง’ ‘คุณซอฟต์’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณซอฟต์ และคุณนิก (แฟน) เริ่มอยากมีหน้าร้านเพื่อขายผ้าลายยางที่ทำออนไลน์กันมา เริ่มสร้างหน้าร้านขายผ้าลายยาง และทำคาเฟ่ชื่อว่า ‘ภูษาผ้าลายยาง และภูษาคาเฟ่’ โดยคิดเอาไว้ว่าจะทำที่จังหวัดเพชรบุรีเพราะเป็นบ้านเกิด และอยากทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ผ้าลายยางในตอนแรกกำลังดูที่ดินผืนแรก ทั้งคู่ก็คิดว่ามันเล็กไป เข้า-ออกไม่สะดวก แต่ก็คิดกับตัวเองว่าเดี๋ยวก็เจอที่ดินที่ถูกใจ จนได้เจอที่ดินผืนหนึ่งรู้สึกถูกใจมาก และก็พบว่ากำลังประกาศขายออนไลน์มานานมากกว่า 2 ปี แต่คุณป้าเจ้าของที่ดินก็เล่าว่าไม่มีใครซื้อได้สำเร็จเลย เพราะคนที่มามัดจำ หรือนายหน้ามักจะมีเหตุที่ทำให้ต้องทิ้งเงินมัดจำ และป่วยไปเสียก่อน แต่พวกเขากลับซื้อ และโอนที่ดินได้อย่างง่ายดาย ระหว่างการก่อสร้างก็ได้มีการนำไม้เก่า และเรือนไทยจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาปลูกสร้าง แต่ในตอนที่ไปดูเรือนไทยก็ได้พบว่าตรงมุมห้องมีรถของเล่นเด็ก และขวดน้ำแดง แต่ก็เพราะไม่ได้รู้สึกอึดอัด หรือตะขิดตะขวงใจอะไร คุณซอฟต์ และแฟนจึงตัดสินใจซื้อเรือนไทยหลังนี้ แต่หลังจากนั้นก็มีเรื่องแปลก ๆ ตามมา เพราะในวันต่อมาคุณนิกฝันถึงเด็กผู้ชายชุดขาวมาขออยู่ด้วยคุณซอฟต์จึงปะติดปะต่อเรื่อง และคุยกับคนขายเรือนไทยได้เรื่องว่า “เลี้ยงกุมารนะ น้องเขาอาจจะเห็นพวกเขา และถูกชะตาจึงอยากมาอยู่ด้วย” หลังจากนั้นก็ดำเนินการปลูกเรือนไทยนี้ไปจนเสร็จ และได้เรือนไทยเพิ่มอีกหลังมาจากจังหวัดอ่างทองเพิ่มอีกหลัง ซึ่งความตั้งใจคือเอาเรือนนี้มาเก็บไว้ที่โรงไม้ แต่หลังจากที่นำเรือนไทยหลังนี้มา หมาที่เลี้ยงเอาไว้ก็มีพฤติกรรมแปลกอย่างเห่าใส่เรือนไทยไม่หยุด และเห่าต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ จนได้ไปปรึกษากับ ‘หมอธรรม’ ก็พบว่ามีวิญญาณผู้หญิงติดมากับไม้ที่ใช้สร้างเรือนไทย แต่พอทำบุญไปให้เหตุการณ์ก็กลับมาสงบ จนระยะเวลาล่วงเลยมาจนถึงปลายปี 2565 ที่การก่อสร้างมีแต่ปัญหา ไม่ว่าจะสร้างอะไรทุกอย่างก็พังไปหมด มีปัญหาเยอะมาก จนคืนหนึ่งคุณนิก ฝันเห็นรถกระบะเก่าสนิมเขรอะจอดอยู่ บนรถมีหญิงชราผมขาวแต่งชุดแบบไทยทรงดำนั่งหันหลังอยู่ พยายามชวนคุยด้วยเท่าไหร่ก็ไม่มีใครตอบ แต่จู่ ๆ หญิงชราก็หันมาพูดด้วยภาษาไทยทรงดำว่า“ที่นี่กูให้มึง กูให้มึงคนเดียว”พร้อมบอกให้เอาที่ดินไปทำให้เจริญ และอย่าลืมทำพิธี ‘เสนเรือน’ ทุก ๆ 4 ปีให้ด้วย พอคุณนิก สะดุ้งตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้อย่างหนัก เพราะบอกความรู้สึกไม่ได้ว่าในตอนนี้กำลังกลัว หรืออบอุ่นกันแน่ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้จัดพิธีตามที่หญิงชราขอในฝัน ปัญหาการสร้างที่เกิดขึ้นก็คลี่คลาย และราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากนั้นคุณซอฟต์ และแฟนก็มองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครอง แต่คนรอบข้างก็พบเจอความหลอนเหล่านี้เรื่อย ๆ เช่นชาวบ้านที่ขับรถผ่านกลางดึกมักจะรู้สึกวังเวง และรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองลงมาจากชั้น 2 ของเรือนไทย หรือช่างปูนที่มาทำถนนแล้วกางเต็นท์นอนหน้าพื้นที่ก็เจอดีจนอยู่ไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้นอนอยู่คนเดียว และมีคนคอยเดินจ้องมองเต็นท์อยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่ช่างติดผ้าม่านก็ยังเอ่ยปากทักว่าที่ร้านก็มีเด็กมาวิ่งเล่นด้วย หรือเปล่า? ซึ่งจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็เป็นการตอกย้ำว่าวิญญาณทุกดวงยังคงวนเวียนและคอยรักษาสถานที่แห่งนี้เอาไว้ตลอด(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณหมอบอม ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/ed5ba6f2-3e15-4804-95ea-97f3c95ad8ef.jpeg)
18 ต.ค. 2026
พักค้างคืนในรีสอร์ทตกลางดอย กับบ้านพักทรงเรือนไทยเก่าที่รายล้อมด้วยป่าทึบ จู่ ๆ กลางดึกกลับเจอเตียงสั่นราวกับมีใครกำลังนั่งขย่มอยู่ปลายเท้า ตามมาด้วยสัมผัสของ “มือปริศนา” เเละเงาผู้หญิงที่ยืนจ้องอยู่หลังม่าน! หรือว่าบ้านเรือนไทยหลังนี้จะมีบางสิ่งซ่อนอยู่ และคืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในห้องเพียง 2 คนตั้งแต่แรก…?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ ‘คุณหมอบอม’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สยองขวัญที่ตนเองยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างเดินทางไปเข้าค่ายของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้คุณหมอบอมต้องเผชิญกับเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกตลอดทั้งคืน แต่ยังทิ้งความสงสัยเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งที่พบเจอในคืนนั้นคืออะไรกันแน่คุณหมอบอมเริ่มต้นเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วม ‘ค่ายนพลักษณ์’ ซึ่งเป็นค่ายที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง และเพื่อนร่วมคณะผ่านกิจกรรมละลายพฤติกรรม และการทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้นในการเข้าค่ายครั้งนั้น ทางคณะได้พานักศึกษาเดินทางไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา และดอยที่ทอดตัวกว้างใหญ่โดยรอบ โดยคณะเดินทางไปถึงรีสอร์ทในเวลาประมาณ 13.00 น. และเริ่มเข้าพักตามโซนที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้สำหรับที่พักของรีสอร์ทแห่งนี้ มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน โดยโซนที่คุณหมอบอมเข้าพักเป็นบ้านเรือนไทยที่สร้างด้วยไม้ ส่วนฝั่งนักศึกษาหญิงจะพักอยู่ในอาคารใหม่สไตล์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ขณะที่นักศึกษาชายจะพักอยู่ในเรือนไทยดังกล่าว คุณหมอบอมได้เข้าพักร่วมกับคุณหมอภูมิ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ก่อนจะสอบเข้ามาเรียนแพทย์ด้วยกัน โดยห้องพักของทั้งคู่อยู่บนชั้น 4 ของเรือนไทย ซึ่งบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบ้านไม้แบบล้านนา ทั้งพื้นไม้ ผนังไม้ และงานแกะสลักลวดลายต่าง ๆ ที่ประดับอยู่ภายในห้องด้วยความที่คุณหมอบอมเป็นคนชอบสำรวจสถานที่ เมื่อเข้าไปในห้องจึงได้เดินสำรวจบริเวณต่าง ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นผ้าม่านที่สามารถเปิดออกไปชมวิวด้านหลังของอาคารได้ แต่ภาพที่ปรากฏกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะด้านหลังเรือนไทยเป็นป่าทึบที่ให้บรรยากาศวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดดังแว่วอยู่ท่ามกลางความเงียบนอกจากนี้ คุณหมอบอมยังสังเกตเห็นอาคารอีกหลังหนึ่งที่อยู่บริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ และมีป้ายลักษณะคล้ายสติกเกอร์ห้ามเข้า ติดอยู่บริเวณที่ดูคล้ายกับจุดเกิดเหตุฆาตกรรม ภาพดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกเอะใจและไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่ชวนให้สงสัยยิ่งไปกว่านั้น คือบริเวณใกล้ประตูที่ออกไปยังระเบียง มีประตูบานหนึ่งถูกล็อกกุญแจเอาไว้ พร้อมกับมีเก้าอี้วางขวางทับอยู่ ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกว่าบริเวณดังกล่าวดูผิดปกติอย่างมาก จนต้องหันไปบอกคุณหมอภูมิว่าขอปิดม่าน เพราะไม่อยากมองเห็นภาพด้านหลังที่ทำให้รู้สึกหวาดระแวงหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ออกจากห้องเพื่อไปรับประทานอาหาร โดยเดินลงมาจากชั้น 4 แต่เมื่อถึงด้านล่างกลับพบว่าลืมกุญแจห้องเอาไว้ จึงต้องแจ้งพนักงานของรีสอร์ทให้ช่วยพาขึ้นไปเปิดประตูอีกครั้งอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกแปลกใจ คือท่าทีของพนักงานคนดังกล่าวที่ระหว่างเดินขึ้นไปยังห้องแทบไม่พูดคุยกับทั้งคู่เลยแม้แต่คำเดียว เมื่อช่วยเปิดประตูห้องให้เรียบร้อยแล้ว พนักงานก็รีบเดินออกไปทันที โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แม้คุณหมอบอมจะรู้สึกเอะใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนจะกลับเข้าไปพักผ่อนตามปกติทว่าหลังจากผ่านคืนแรกไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเริ่มทำให้คุณหมอบอมรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช้าวันถัดมาคุณหมอบอมตื่นขึ้นมา และหันไปเล่าความฝันให้คุณหมอภูมิฟังว่า “ภูมิเมื่อคืนฝัน ฝันถึงคนตาย ฝันว่าแม่ตัวเองอ่ะตายในป่าช้า มีเลือดอาบหน้าเต็มหมดเลย”ในตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้คิดว่าเรื่องราวดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนต่อมา และยังคงเข้าร่วมกิจกรรมของค่ายตามปกติกระทั่งเข้าสู่คืนที่สองของการเข้าค่าย ซึ่งเป็นคืนที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ลักษณะนิสัยของอาจารย์ กิจกรรมดำเนินไปจนดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน ก่อนที่คุณหมอบอมจะกลับขึ้นห้องพักในเวลาประมาณ 01.00 น. เมื่อกลับมาถึงห้อง คุณหมอบอม และคุณหมอภูมิจึงนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสาเพื่อน ทั้งเรื่องความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงประมาณ 02.00 น. กว่า ๆ คุณหมอภูมิ เริ่มรู้สึกง่วงจึงขอตัวนอนก่อน ส่วนคุณหมอบอมยังไม่นอนในทันที แต่ลุกไปอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะกลับขึ้นเตียงเพื่อเตรียมตัวพักผ่อนทว่าในช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับได้ยินเสียงน้ำหยดดังมาจากบริเวณอ่างอาบน้ำ“ติ๋ง ๆ”เสียงน้ำหยดดังขึ้นเป็นจังหวะคล้ายกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ ทั้งที่ภายในห้องควรจะเงียบสงบในยามดึก คุณหมอบอมเล่าว่าตนเองเป็นคนหลับยาก หากมีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้นอนไม่หลับได้ จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปตรวจสอบ และปิดก๊อกน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปยังห้องน้ำ คุณหมอบอมเปิดไฟบริเวณเตียงนอนก่อน จากนั้นจึงเปิดไฟตรงโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งมีกระจกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปเปิดไฟในห้องน้ำตามลำดับเมื่อเข้าไปภายในห้องน้ำ คุณหมอบอมสังเกตเห็นคราบสนิมอยู่เต็มบริเวณต่าง ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าห้องถูกปล่อยทิ้งไว้นานเพียงใดก็ตามหลังจากปิดก๊อกน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอมกลับมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นขณะเตรียมปิดไฟ และเดินกลับไปยังเตียง โดยเล่าว่าเมื่อปิดไฟภายในห้อง ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ราวกับว่าตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเดิม แต่เหมือนกำลังอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยแม้จะรู้สึกกลัว แต่ด้วยความง่วงที่มีมากกว่า คุณหมอบอมจึงรีบปิดไฟแล้ววิ่งกลับขึ้นเตียงเพื่อหวังจะนอนให้หลับเสียทีแต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากนอนไปได้สักพัก คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกว่าเตียงบริเวณปลายเท้าสั่นไหว ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มเตียงอยู่ คุณหมอบอมพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นคุณหมอภูมิที่กำลังพลิกตัว หรือขยับตัวขณะนอนหลับ เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย คุณหมอบอมจึงกลิ้งตัวไปยังฝั่งที่คุณหมอภูมินอนอยู่ และสังเกตดูว่าอาการสั่นของเตียงจะหยุดลง หรือไม่แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามเตียงยังคงสั่นไหวอยู่เช่นเดิม ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มอยู่ตรงปลายเตียงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่คุณหมอบอมขยับตัวไปอยู่ใกล้เพื่อนแล้วก็ตามในขณะที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับรู้สึกเหมือนมีมือของใครบางคนมาจับบริเวณขาของตนเองความรู้สึกในตอนนั้นทำให้คุณหมอบอมตกใจ และหวาดกลัวอย่างมาก จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทันที ก่อนจะพยายามปลุกคุณหมอภูมิด้วยการเรียกชื่อ และเขย่าตัวเพื่อน“ภูมิ ๆ”แต่ไม่ว่าจะเรียกหรือเขย่าตัวอย่างไร คุณหมอภูมิก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเสียทีขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 03.00 น. คุณหมอบอมจึงทำได้เพียงนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม พร้อมกับสวดมนต์เพื่อให้ตนเองสงบลง และคิดในใจว่า“ถ้ามีอะไร เดี๋ยวทำบุญไปให้นะ”หลังจากสวดมนต์อยู่พักหนึ่ง อาการสั่นของเตียงก็ค่อย ๆ หยุดลง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขาก็หายไปเช่นกัน คุณหมอบอมจึงค่อย ๆ เปิดผ้าห่มออกจากศีรษะ พร้อมหวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะจบลงเสียทีแต่ความเงียบสงบที่กลับคืนมาได้ไม่นาน กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกครั้งต่อไปคุณหมอบอมเล่าว่าภายในห้องยังมีตู้เสื้อผ้าไม้ลักษณะเป็นซี่ ๆ ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับห้องน้ำ โดยมีแสงไฟอยู่ด้านในตู้ ขณะที่กำลังพยายามข่มตานอนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากบริเวณตู้เสื้อผ้าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเล็บของผู้หญิงที่กำลังขูดไปตามซี่ไม้ของตู้เสื้อผ้า“ครูด ๆ” เสียงนั้นดังซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 10–15 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้คุณหมอบอมรู้สึกหวาดกลัวจนแทบไม่อยากอยู่ภายในห้องนี้อีกต่อไปจากเดิมที่พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้คุณหมอบอมกลับรู้สึกว่าตนเองต้องการออกจากห้องพักแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ในเวลานั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการรวบรวมสติและสวดมนต์อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวในใจว่าจะทำบุญไปให้ในวันรุ่งขึ้น และหลังจากนั้น เสียงเล็บที่ขูดไปตามซี่ไม้ก็ค่อย ๆ เงียบหายไปทว่าขณะที่คุณหมอบอม กำลังพยายามสงบสติอารมณ์ สายตากลับเหลือบไปเห็นบริเวณผ้าม่านด้านหลังห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เคยสำรวจในวันแรก และเป็นจุดที่มีประตูถูกล็อกกุญแจเอาไว้พร้อมเก้าอี้วางขวางอยู่คุณหมอบอมย้อนเล่าว่า ตั้งแต่คืนแรกที่เข้าพัก ตนเองเคยสังเกตเห็นแสงบางอย่างอยู่บริเวณดังกล่าว แต่ในตอนนั้นคิดว่าอาจเป็นแสงไฟที่ลอดออกมาจากหน้าต่าง จึงไม่ได้สนใจมากนักแต่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์แปลกประหลาดต่อเนื่องกันหลายครั้งในคืนเดียว ภาพแสงที่เคยเห็นกลับทำให้คุณหมอบอม เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างอาจมีความเชื่อมโยงกัน และในที่สุดสิ่งที่ปรากฏอยู่บริเวณผ้าม่านก็ทำให้คุณหมอบอม ต้องเผชิญกับภาพที่ยากจะลืมเลือนคุณหมอบอมเล่าว่า ตนเองเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว โดยเงานั้นหันหน้ามาทางตนเองราวกับกำลังจ้องมองอยู่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่อเนื่องกันตั้งแต่เสียงน้ำหยด เตียงสั่นคล้ายมีคนขย่มเตียง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขา เสียงคล้ายเล็บขูดตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน คุณหมอบอมก็ยอมรับว่าขณะนั้นรู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด สุดท้าย ด้วยความเหนื่อยล้า และสภาพร่างกายที่แทบไม่ไหว คุณหมอบอมจึงไม่สามารถประคองสติเอาไว้ได้อีกต่อไป และเผลอหลับไปในลักษณะกึ่งรู้สึกตัวกึ่งไม่รู้สึกตัว ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งในเวลาประมาณ 06.00 น. เมื่อคุณหมอภูมิลุกขึ้นมาเตรียมตัวอาบน้ำแม้จะผ่านพ้นคืนอันยาวนานมาได้ แต่คุณหมอบอมยอมรับว่ายังไม่สามารถเรียบเรียงความคิด หรือพูดคุยกับเพื่อนได้ตามปกติ เพราะความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงติดอยู่ในความรู้สึก จึงทำได้เพียงลุกขึ้นไปอาบน้ำ และเตรียมตัวลงไปรับประทานอาหารเช้าตามที่คุณหมอภูมิชวนแต่เรื่องราวในเช้าวันนั้นกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ทันทีที่ทั้งคู่เปิดประตูห้องพักออกมา กลับพบแมวดำตัวหนึ่งอยู่บริเวณหน้าห้อง ก่อนที่แมวดำตัวนั้นจะกระโดดขึ้นไปบนราวบันได และเดินตามทั้งสองลงไปจนถึงชั้น 1 ภาพของแมวดำที่ปรากฏขึ้นหลังจากคืนอันน่าสะพรึงกลัว ยิ่งทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดดูชวนขนหัวลุกมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าแมวดำตัวนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหรือไม่ก็ตามเมื่อเดินทางลงมาถึงด้านล่าง คุณหมอบอมได้เข้าไปยังห้องพักของคุณหมอเจน ซึ่งเป็นคนรักของคุณหมอภูมิ และเมื่อคุณหมอเจนเห็น คุณหมอบอมก็สังเกตได้ทันทีว่าดวงตาแดงก่ำผิดปกติ จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นคำถามดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมกลั้นความรู้สึกไม่ไหว ก่อนจะร้องไห้ออกมา และเล่าว่าตนเองแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน พร้อมเปิดใจบอกถึงเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในห้องพัก คุณหมอภูมิเองก็ได้รับฟังเรื่องราวบางส่วนมาตั้งแต่วันแรกที่คุณหมอบอม เริ่มบอกว่าห้องพักให้ความรู้สึกอึดอัด และบริเวณด้านหลังอาคารดูน่ากลัวผิดปกติ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่สองกลับทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่อได้ย้อนกลับมาทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด คุณหมอบอมยังคงติดใจอยู่หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเหตุใดพนักงานจึงมีท่าทีเงียบผิดปกติ และรีบเดินออกไปหลังจากช่วยเปิดห้องพัก เหตุใดห้องน้ำจึงเต็มไปด้วยคราบสนิม เหตุใดประตูบริเวณด้านหลังจึงถูกล็อกกุญแจ และมีเก้าอี้วางขวางเอาไว้ รวมถึงอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเรือนไทยนั้นเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก่อนหรือไม่?ยิ่งไปกว่านั้น คุณหมอบอมยังเล่าว่า ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อเล่าต่อกันมาว่าเป็นช่วงเวลาปล่อยผี นอกจากประสบการณ์ที่คุณหมอบอมพบเจอด้วยตนเองแล้ว ยังมีเสียงผิดปกติจากบริเวณด้านหลังอาคารดังแว่วเข้ามาในคืนนั้น โดยมีลักษณะคล้ายเสียงกรีดร้องที่คุณหมอบอมเปรียบว่าเหมือนเสียงผีเปรต ขณะเดียวกัน อาจารย์แพทย์ที่ร่วมเดินทางไปเข้าค่ายในครั้งนั้นก็เล่าว่า ตลอดทั้งคืนรู้สึกเหมือนมีคนเดินไปเดินมาอยู่บริเวณหน้าห้องพักไม่หยุดเรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณหมอบอม ยิ่งรู้สึกค้างคาใจ เพราะแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากอะไร และห้องพักที่ตนเองเข้าพักในคืนนั้นเคยมีประวัติความเป็นมาอย่างไรหลังจากเดินทางกลับ คุณหมอบอมจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำตำหนิจากคุณแม่ที่ถามว่าทำไมถึงไม่พกพระติดตัวไปด้วยคุณหมอบอมเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นตนเองแทบทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับคุณแม่ พร้อมร้องไห้ไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า คือคุณแม่กลับเอ่ยถามขึ้นมาราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า“เจออีกแล้วใช่ไหม”นอกจากนี้ คุณหมอบอมยังเล่าว่าตนเองได้แอบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ทแห่งดังกล่าวภายหลัง และพบข้อมูลที่ระบุว่าบริเวณพื้นที่ของรีสอร์ทเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อนแม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นโดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อย้อนนึกถึงบรรยากาศของเรือนไทย ป่าทึบด้านหลังอาคาร ประตูที่ถูกล็อกเอาไว้ เสียงปริศนา และเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน ทุกอย่างกลับยิ่งทำให้คุณหมอบอมรู้สึกค้างคาใจจนถึงทุกวันนี้เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณหมอบอมก็ไม่เคยได้สอบถามประวัติของห้องพัก หรืออาคารที่ตนเองเข้าพักอย่างจริงจัง จึงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าสิ่งที่พบเจอในคืนนั้นเกิดขึ้นจากอะไรและสิ่งที่ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่านั้น คือคุณหมอบอมได้ทิ้งท้ายว่า ตลอดชีวิตของตนเองมักมีวิญญาณหลากหลายตนมาปรากฏให้พบเจอ เพื่อกล่าวขอบคุณอยู่เสมอเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุการณ์ในค่ายแพทย์ครั้งนั้นเป็นเพียงประสบการณ์หลอนที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือแท้จริงแล้ว สถานที่แห่งนั้นมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งยังคงรอให้ใครสักคนกลับไปค้นหาคำตอบ…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/c66e3fab-c2e9-4fcf-ad0e-6f95f69e902b.jpeg)
13 ต.ค. 2026
ทั้งที่ใช้วัตถุดิบเดิม ไม่เคยปรับเปลี่ยนอะไร แต่ลูกค้าประจำกลับทักว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?” ทั้งที่พี่เอกจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาโดยตลอด แล้วอะไร? คือสาเหตุที่ทำให้ขนมของเขาเปลี่ยนไป?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ตุลาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากแบงค์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ แบงค์เกนสไตน์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจาก ‘พี่สุ เวรเปล’ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจอาจประสบพบเจอได้ โดย ‘พี่เอก (นามสมมติ)’ ซึ่งเป็น LGBT ได้เข้ามาปรึกษาพี่สุเกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองพบเจอในช่วงแรก พี่เอกเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้รับแจ้งให้ออกจากงานจากการ Lay off พนักงาน โดยบริษัทไม่ได้ให้ออกในทันที แต่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปี ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดลใจให้ พี่เอกนำเงินที่สะสมมาไปปิดบัตรเครดิตตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และหลังจากปิดบัตรได้เพียง 1 เดือน พี่เอกก็ได้รับแจ้งว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อพนักงานที่ต้องออกจากงาน ท่ามกลางความโชคร้าย พี่เอกก็ยังรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยได้เคลียร์หนี้ไปก่อนแล้ว แถมยังได้รับค่าตกใจและเงินชดเชยต่าง ๆ ทำให้เงินก้อนนี้เหลือไว้ใช้ต่อโดยไม่ต้องนำไปชำระหนี้บัตรเครดิตอีก เขาจึงรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ได้ใจร้ายอะไร และยอมรับพร้อมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพี่เอกทำงานอยู่ในจังหวัดแห่งนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลังจากออกจากงาน เขาก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อดี แต่ด้วยความที่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านมีอายุมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจปรึกษากับคนรักว่าจะนำเงินก้อนนี้กลับไปที่บ้าน เพื่อดูแลครอบครัว พื้นฐานพี่เอกเป็นคนที่ชื่นชอบ และมีฝีมือในการทำเบเกอรีอยู่แล้ว จึงได้ไปเปิดร้านในตลาดใหญ่ใจกลางจังหวัดบ้านเกิด ตลาดแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ซอย ซึ่งคือ 4 แถว โดยพี่เอกเป็นพ่อค้าหน้าใหม่ที่เปิดร้านอยู่ในซอยที่ 3 บริเวณท้าย ๆ ตลาด ด้วยความที่พี่เอกเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ร้านเบเกอรีของเขาขายดีมาก ในช่วง 2–3 เดือนแรก ขายดีเสียจนทำขายไม่ทัน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ร้านแรกที่อยู่ซอย 1 บริเวณทางเข้าตลาดกลับเปลี่ยนมาขายเบเกอรีเหมือนกับพี่เอก แม้กระทั่งการจัดหน้าร้านก็ยังเหมือนกัน จนเรียกได้ว่าเป็นการลอกเลียนแบบ สำหรับพี่เอก เขาไม่ได้แปลกใจหากจะมีสินค้าหลากหลายชนิด หรือมีสินค้าซ้ำกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจ คือก่อนหน้านี้ร้านดังกล่าวขายสินค้าอย่างอื่นอยู่ แต่ทำไมเมื่อร้านของพี่เอกขายดี อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมาขายสินค้าเหมือนกัน จนแทบจะเหมือนเป็นสาขาที่ 2 ของร้านพี่เอกเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลกระทบให้ยอดขายของร้านพี่เอกตกลงหลังจากถูกลอกเลียนแบบ ในเดือนแรกยอดขายเริ่มตก พอเข้าสู่เดือนที่ 2 ก็เริ่มขายได้เท่าทุน และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ก็เริ่มขายของไม่หมดจนกลายเป็นขาดทุน ทำให้พี่เอกเริ่มเครียด แต่พ่อค้าร้านข้าง ๆ ซึ่งขอใช้นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ เป็นคนดีกับพี่เอก เวลาเขาไปเข้าห้องน้ำ พี่หนึ่งก็จะคอยช่วยเฝ้าร้านให้ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ พี่หนึ่งสังเกตเห็นว่าร้านเริ่มขายไม่ดี จึงเข้ามาสอบถามพี่เอกว่าเครียดเรื่องอะไร และเกิดอะไรขึ้น? หลังจากพี่เอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เย็นวันนั้นพี่หนึ่งก็ชวนไปสังสรรค์ หลังจากกินดื่มไปได้สัก 3–4 กระป๋อง พี่หนึ่งก็เสนอว่ารู้จักอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เขาขายไม่ดี พอไปหาอาจารย์คนนี้แล้วก็กลับมาขายดีอีกครั้ง พี่เอกเห็นว่าพี่หนึ่งค้าขายได้ดีจริง สามารถหมุนเงินได้ แม้จะมีการกู้ยืมเงินต่าง ๆ แต่ก็ยังจ่ายหนี้รายวันได้อยู่เสมอ เมื่อเห็นเช่นนั้น พี่เอกจึงสนใจที่จะไปหาอาจารย์คนดังกล่าวเมื่อไปถึงสถานที่ สิ่งที่เห็นไม่ได้เห็นเป็นสำนักอะไร แต่เป็นเพียงห้องแถว ภายในไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รายล้อม เมื่อเข้าไปก็พบกับคุณลุงคนหนึ่งชื่อว่า ‘ลุงธน’ ซึ่งทำงานส่งของทั่วไป หลังจากพบกัน ลุงธนก็ถามไถ่ชื่อพี่เอก เมื่อพี่เอกบอกชื่อ และบอกว่ามาหาตามคำแนะนำของพี่หนึ่ง ลุงธนก็ทักขึ้นมาว่า หากมาตามคำชวนของพี่หนึ่ง คงมาเรื่องค้าขายแน่ ๆ พี่เอกก็ตอบไปตามตรงจากนั้น... ลุงธนก็นำเงินพดด้วงมาให้ โดยเป็นของเสมือนจริงที่นำไปปลุกเสก ไม่ใช่ของจริง พร้อมทั้งบอกว่าให้นำไปบูชาแล้วการค้าขายจะดีอย่างแน่นอน โดยมีค่าบูชาเพียง 59 บาทเท่านั้น เมื่อได้ยินราคา พี่เอกจึงรีบควักเงินออกมาจ่ายโดยไม่คิดอะไร การบูชาเงินพดด้วงนี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงวางเหรียญไว้กลางพาน และเทน้ำลงไปรอบ ๆ รวมถึงมีบทสวดสำหรับการบูชา ซึ่งพี่เอกก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลกไป หลังจากนั้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ ร้านก็กลับมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงมาอีกครั้ง จากการไปหาลุงธนครั้งก่อน พี่เอกได้รับเบอร์ติดต่อไว้ จึงโทรศัพท์ไปเล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว ยอดขายตกลง และร้านด้านหน้าก็กลับมาขายดี มีแต่คนไปซื้อร้านนั้น ลุงธนจึงบอกให้พี่เอกกลับไปหาอีกครั้ง เมื่อกลับไปหาลุงธนในครั้งนี้ แกก็ทักขึ้นมาว่า“มีใครทำอะไรกับร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงมันโอเคอยู่นะ มีใครมาใส่ของร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงก็ไม่ธรรมดานะ” จากนั้นลุงธนก็เสนอให้พี่เอก เติมของ แต่ครั้งนี้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 599 บาท โดยมีการเติมคาถาเปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ลุงธนอ้างว่าร้านจะต้องมีคนทำของใส่อย่างแน่นอนพี่เอกยอมรับว่าเครียด เพราะไม่มีเงินหมุนสำหรับทำร้าน การต้องจ่ายเงินถึง 599 บาทสำหรับการมู ก็ทำให้รู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็เลือกที่จะทำเพราะครั้งแรกเห็นผลดี อย่างไรก็ตาม เขายังคงรู้สึก 50-50 เพราะมั่นใจในฝีมือการทำเบเกอรีของตนเอง และมีพดด้วงมาช่วยเสริม ครั้งนี้จึงตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อซื้อสิ่งที่เปรียบเสมือนยาม รปภ. มาเฝ้าร้าน และช่วยปัดเป่าสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์ของร้านกลับมาเฟื่องฟู ขายดีเสียยิ่งกว่าเก่า ไม่เพียงแค่ขายของหน้าร้านหมดเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าสั่งซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และนำไปทำบุญอีกด้วย ร้านขายดีอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 ทุกอย่างกลับแย่ลงอีกครั้ง ยอดขายตกลงเรื่อย ๆ จนได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าประจำว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?”ทั้งที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบใด ๆ เพราะพี่เอกเป็นคนจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาก เขาเติบโตมากับบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และรู้ว่าการไม่ทรยศต่อลูกค้าจะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น เขาจึงใช้วัตถุดิบที่ดีมาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ขนมซึ่งเพิ่งซื้อไปจะเน่าเสียหรือมีกลิ่นเปรี้ยวบูดในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งแรกที่พี่เอกนึกถึงคือลุงธน ครั้งนี้พี่เอกบอกกับแกว่าท่าจะโดนของแรง เพราะขนมถึงขั้นเน่าเสีย ลุงธนตอบกลับมาว่าคาถาที่ได้ไปล่าสุดอาจอ่อนกำลังลง จึงให้บูชาของเพิ่มในราคา 1,099 บาท โดยอ้างว่าเป็นทีเด็ด เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ เพราะคาถาที่ใช้ไปนาน ๆ พลังจะอ่อนลง จึงต้องใช้คาถานี้ไปบูชาเพื่อชาร์จแบตเพิ่มครั้งนี้พี่เอกก็เครียดหนักเช่นเคย เนื่องจากราคาสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้ออยู่ดีหลังจากนั้น ร้านก็กลับมาขายดี และเฟื่องฟูเช่นเคย สถานการณ์วนอยู่แบบเดิม คือขายดีได้ประมาณ 4 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 โดยในการบูชาครั้งที่ 3 นี้ ลุงธนได้ให้กระดาษใบเล็ก ๆ มาหนึ่งใบ พร้อมกล่าวว่า“หากขายไม่ดี ให้เปิดกระดาษนี้มา ในกระดาษจะมีของพิเศษอยู่”เมื่อถึงช่วงที่ยอดขายเริ่มตก พี่เอกจึงเปิดกระดาษแผ่นนั้นออกมา ข้างในมีคาถาสำหรับการบูชา พร้อมระบุวิธีว่าต้องใช้ธูป 16 ดอก และดอกไม้ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือต้องเตรียมเลือดหมูสด ๆ 1 ถ้วย รวมถึงเนื้อหมูและไก่พร้อมเครื่องใน จุดนี้ทำให้พี่เอกเริ่มเอะใจว่า เหตุใดการบูชาจึงต้องใช้ทั้งเลือดและของดิบ เขาจึงไปสอบถามญาติ ๆ ว่าเคยพบเจอการบูชาลักษณะนี้หรือไม่ ทุกคนต่างตอบกลับมาว่า “ไม่นะลูก ที่พูดมามันเหมือนกับการไหว้ผี ไหว้สัมภเวสี”พี่เอกจึงยังไม่ซื้อของไหว้ และไม่ยอมอ่านคาถาในใบนั้น พร้อมทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความกังวลใจ รวมถึงตัดสินใจปิดร้านชั่วคราวในช่วงนั้น จากนั้นพี่เอกได้พูดคุยกับพี่สุ เวรเปล และได้รับรู้ว่าการท่องคาถาโดยใช้เลือด และของดิบนั้นไม่น่าจะเป็นการบูชาของดี พี่สุจึงได้ปรึกษากับพี่ชายซึ่งเป็นคนประกอบพิธีครอบครูให้ และได้วิธีมาแนะนำพี่เอกว่า “ให้นำของทั้งหมดไปทิ้งน้ำ ไปบวชพราหมณ์ และนั่งสมาธิทุกวันพระ เพื่อส่งบุญและเสริมเป็นเกราะป้องกันให้ตนเอง”หลังจากนั้น พี่เอกก็หายไปจาก พี่สุเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมาบอกว่าได้ไปจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งการนำของไปทิ้งน้ำตามคำแนะนำ รวมถึงการไปทำบุญ บวช และนั่งสมาธิอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอัปเดตคือ พี่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าร้านข้าง ๆ แท้จริงแล้วรู้จักกับทั้งเจ้าของร้านแรก และลุงธน กลุ่มนี้จะใช้วิธีให้ร้านแรกทำทีลอกเลียนแบบร้านที่ขายดีเกินหน้าเกินตา รวมถึงแนะนำให้เหยื่อไปหาลุงธน ซึ่งแท้จริงแล้วลุงธนไม่ใช่หมอผี แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่กลุ่มนี้อุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นหมอผี เพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยในตลาดก็มีผู้เสียหายจากการกระทำลักษณะนี้มาหลายคนแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเอาผิดได้ส่วนของที่นำมาให้พี่เอกบูชานั้น เป็นของที่ถูกปลุกเสกโดยอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นของไม่ดี พี่เอกเชื่อว่าของที่ได้มาคงมีผลจริง เพราะตั้งแต่ขายมาเขาไม่เคยเปลี่ยนวัตถุดิบเลย สุดท้ายแล้วพี่เอกยังโชคดีที่ไม่เสียสิ่งใดไปมากกว่านี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'คืนวันชูซอก' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/7fcbced9-a545-4a31-9699-24a1678b2744.png)
09 ต.ค. 2026
จากการตั้งแคมป์สังสรรค์กันธรรมดา ก็เกิดเรื่องราวน่าขนลุก! จากการนัดรวมตัวเพื่อนฝูงคนไทยมากางเต็นท์ด้วยกันในวันหยุดยาว ก็ดันเกิดเรื่องหลอนทุก ๆ คืน จนได้เฉลยจากนายจ้างว่าสิ่งที่พวกเขาเจอคือสิ่งลี้ลับที่คาดไม่ถึง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คืนวันชูซอก’ ‘คุณกี้ เว้าพื้นผี’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ณ ประเทศเกาหลีใต้ ในตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาลชูซอก หรือวันไหว้บรรพบุรุษของเกาหลี ซึ่งจะเป็นช่วงที่เพื่อน ๆ คนไทยที่ทำงานแถวนั้นได้หยุดยาว จึงนัดกันมาสังสรรค์และกางเต็นท์นอนบริเวณสวนดอกไม้ที่คุณกี้ ทำงานอยู่ วันนั้นมีคนมารวมตัวกันเกือบ 20 คน กางเต็นท์กันประมาณ 5-6 หลัง ช่วงค่ำก็มีการกินดื่ม เปิดเพลงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ทุกคนก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันเข้านอน บางส่วนก็เรียกรถแท็กซี่กลับบ้านส่วน คุณกี้เองก็เข้าไปนอนในห้องพักที่ห่างออกไปไม่ไกล เหตุการณ์หลอนก็เริ่มขึ้นช่วงตี 1 กว่า ๆ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งที่นอนในเต็นท์ได้ยินเสียงคนเดินลงส้นเท้าตึงตังเหมือนคนไม่ใส่รองเท้าเดินวนอยู่รอบ ๆ เต็นท์ ในตอนแรกเพื่อนก็นึกว่าเป็นเพื่อนคนอื่นที่ลุกออกมาทำธุระส่วนตัว แต่เมื่อเปิดซิปออกไปดูกลับไม่พบใครเลยกลับเข้าไปนอนต่อ แต่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที เสียงนั้นก็ดังกลับขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในคราวนี้ได้ยินชัดเจนเต็มสองหูจนเหมือนกับว่ามีคน 4-5 คนมาเดินวนรอบเต็นท์เลย แต่พอเปิดดูก็ยังมีแต่ความว่างเปล่า และด้วยความกลัวเพื่อนคนนั้นจึงพยายามข่มตาหลับจนเช้า และนำเรื่องที่เจอมาเล่าให้คนอื่นฟัง ซึ่งในตอนแรกทุกคนก็คิดว่าคงมีคนมาแกล้ง แต่ในคืนเดียวกันนั้นเอง เพื่อนผู้ชายอีกคนที่เข้าไปนอนในห้องเดียวกันกับคุณกี้ ซึ่งตอนนั้นก็เปิดหน้าต่างห้องทิ้งไว้ก็เจอเพิ่มอีกคน เพราะจู่ ๆ ในขณะนั้นที่กลุ่มคุณกี้ ที่นั่งกินดื่มกันอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเสียงกระแทกผนังห้องดังกึก ๆ เหมือนคนกำลังดิ้นอยู่ข้างใน ก็เลยรีบวิ่งเข้าไปดูกันประมาณ 4-5 คนพบว่าเพื่อนกำลังนอนดิ้นทุรนทุรายเหมือนคนหายใจไม่ออก ก่อนที่จะสะดุ้งตื่นด้วยใบหน้าซีด และเล่าว่าช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับก็มี ‘อาจุมม่า’ (หญิงแก่ชาวเกาหลี) มายืนชี้หน้าด่าเป็นภาษาเกาหลีอยู่ที่หน้าต่างเหมือนว่ากำลังไล่ให้ออกไป และกำลังจะปีนเข้ามาในห้อง ซึ่งในตอนนั้นตัวเขาเองก็ขยับไม่ได้เลยแต่คุณกี้ และเพื่อนก็เข้ามาในห้องก่อนจึงตื่นในทันที ทำให้คืนนั้นเพื่อนคนนี้กลัวจนต้องเรียกแท็กซี่กลับทันที ซึ่งความหลอนก็ยังไม่จบแค่นั้น ตกเย็นวันต่อมาที่เหลือคนอยู่แค่ 4-5 คน ก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘น้ำ’ ซึ่งเธอไม่เชื่อเรื่องลี้ลับเลย ได้เข้าไปนอนเล่นโทรศัพท์ในเต็นท์คนเดียว จู่ ๆ น้ำก็เห็นเงาคนเดินวนรอบเต็นท์ไปมาในตอนแรกเธอก็คิดว่าเป็นเพื่อน จึงทักไปว่า “หนึ่ง แม่นบ่” ทำให้เงาหยุดชะงัก ไม่ตอบ แต่กลับค่อย ๆ ขยับมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเต็นท์ เมื่อน้ำรูดซิปเต็นท์เพื่อชะโงกหน้าออกไปดู ก็ช็อกสุดขีดเพราะสิ่งที่เห็นคือร่างคนที่ใส่เสื้อผ้าปกติ แต่ไม่มีหัว และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเท้าเช่นเดียวกัน ทำให้ร่างนั้นลอยอยู่เหนือพื้นทำให้น้ำกรี๊ดสุดเสียง ช็อก ตัวแข็ง หน้าซีด และพูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่ร้องไห้และพูดว่า “คนไม่มีหัว ๆ” ก่อนที่จะรีบเรียกแท็กซี่หนีกลับไปอีกคน เช้าวันถัดมานายจ้างชาวเกาหลีก็แวะเข้ามาหา คุณกี้จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้นายจ้างฟัง นายจ้างจึงพาเดินข้ามถนนไปดูพื้นที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งปรากฏว่าเป็น ‘หลุมศพ’ คล้ายฮวงซุ้ยประมาณ 5-6 หลุม นายจ้างเฉลยความจริงให้ฟังว่า คนแถวนี้มักจะเห็นผีคนแก่ และผีไม่มีหัวเดินวนเวียนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่มีคนมารวมตัวส่งเสียงดังในตอนกลางคืน เพราะวิญญาณกลุ่มนี้ไม่ชอบคนส่งเสียงดัง และที่สำคัญ คือเป็นชาตินิยมไม่ชอบคนต่างชาติ นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมกลุ่มเพื่อนคนไทยของคุณกี้ถึงโดนหลอกหลอนตลอดการพักผ่อน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
![เรื่องเล่าจากคุณเอ ตามสั่ง l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/8d74e3a6-3693-49a9-b550-41b99e2797fa.jpeg)
05 ต.ค. 2026
น้องที่รู้จักมาขอให้ช่วยดูว่ามีอะไรอยู่ในร่างกาย เมื่อเปิดกล้องดู ถึงกับช็อคเมื่อข้างในดวงตาของน้องเป็นรูปวงรีคล้ายกับตาของงู!ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเงาเล็ก ๆ คอยเลื้อยไปมาตามตัว หลังจากนั้นอาการของน้องไม่ดีขึ้นเกิดอาการคันจนทนไม่ไหวน้องก็จะหยิบใบมีดขึ้นมากรีดตัวเองเพื่อจะเอางูพวกนั้นออก แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นผงสีขาว พร้อมเลือดสีดำออกมาแทน จนได้รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณไสยย้อนกลับ!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุณไสยงูดำ’ ‘คุณเอ ตามสั่ง’ ได้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และน้องคนหนึ่ง โดยปกติเธอเป็นคนที่สามารถมองเห็นดวงวิญญาณได้จึงมักมีผู้คนเข้ามาขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ กระทั่งวันหนึ่ง ‘เดือน’ ได้ติดต่อเข้ามาขอให้คุณเอช่วยดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง คุณเอจึงตัดสินใจโทรหา และช่วยตรวจดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์แต่ทันทีที่ภาพของเดือนปรากฏขึ้นตรงหน้า คุณเอกลับต้องชะงัก เพราะสิ่งที่เห็นนั้นผิดแปลกไปจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน นัยน์ตาของเดือนเปลี่ยนเป็นรูปทรงรี คล้ายดวงตาของงูไม่เหมือนดวงตาของมนุษย์ตามปกติ และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือ คุณเอยังสังเกตเห็น เงาดำเล็ก ๆ คล้ายตัวงูกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของเดือน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเลื้อยไปทั่วร่างกายหลังจากเห็นสิ่งผิดปกติ คุณเอจึงถามกลับไปทันทีว่า “ไปทำอะไรมารึเปล่า?” เดือนจึงเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยทำ ‘คุณไสยงูดำ’ ใส่ผู้ชายคนหนึ่ง แต่สุดท้ายของกลับตีกลับเข้าหาตัวเองแทน จากนั้นชีวิตของเดือนก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอเริ่มเห็นงูอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลับ หรือเดินไปที่ไหนก็เหมือนมีงูดำปรากฏอยู่ตรงหน้า ราวกับภาพหลอนที่ตามติดเธอไปทุกแห่ง นอกจากภาพที่เห็นแล้ว เดือนยังมีอาการคันตามเนื้อตัวอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง และเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกาย บางครั้งความรู้สึกนั้นลามเข้าไปถึงกระเพาะ หรือแม้แต่บริเวณลำคอราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นพล่านอยู่ภายในจนแทบทนไม่ไหวเมื่ออาการกำเริบหนักขึ้น เดือนถึงขั้นหยิบใบมีดโกนขึ้นมากรีดผิวหนัง หวังจะนำสิ่งแปลกปลอมที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ในร่างกายออกมาแต่สิ่งที่ไหลออกมากลับไม่ใช่งูอย่างที่คิดแต่กลับกลายเป็น ผุยผงสีขาวเล็ก ๆ คล้ายเกล็ดงู และเลือดที่มีสีดำคล้ำผิดปกติ หลังจากนั้นอาการคันกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เดือนต้องออกแรงเกาตามร่างกายอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้จนเกิดเป็นรอยแผล และมีเลือดซิบไปทั่วทั้งตัวยิ่งเวลาผ่านไปอาการของเธอก็ยิ่งหนักขึ้นจนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เมื่อไม่รู้จะหาทางออกจากเรื่องนี้อย่างไรเดือนจึงตัดสินใจกลับไปหาต้นสายของผู้ที่เคยทำคุณไสยให้กับเธอ แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่า อาจารย์คนนั้นไม่อยู่แล้ว..ท้ายที่สุดเดือนจึงตัดสินใจเดินทางไปประเทศมาเลเซีย โดยหวังว่าการออกไปให้ไกลจากประเทศไทยอาจช่วยให้คุณไสยที่กำลังตามเล่นงานเธอหายไป แต่ถึงจะข้ามประเทศไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่หายไป คุณไสยยังคงติดตามเดือนอยู่เพียงแต่อาการไม่ได้รุนแรงเท่าตอนที่อยู่ประเทศไทย เธอจึงถ่ายรูปส่งมาให้ คุณเอช่วยดูอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วเดือนเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวย และหุ่นสมส่วนแต่เมื่อคุณเอเปิดดูภาพที่ได้รับกลับต้องตกใจ เพราะร่างกายของเดือนนั้นผอมซูบลงอย่างเห็นได้ชัด จนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ราวกับมีบางสิ่งค่อย ๆ กลืนกินทุกอย่างที่อยู่ภายในตัวเธอออกไปจนหมด คุณเอจึงแนะนำให้เดือนเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ไขคุณไสยที่กำลังเล่นงานเธออยู่ กระทั่งถึงวันที่เดือนต้องเดินทางกลับถึงไทย ระหว่างที่... คุณเอกำลังรอการกลับมาของเธออยู่นั้น โทรศัพท์ของคุณเอ ก็ดังขึ้นปลายสายคือน้องชายของเดือน ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนที่โทรมาถึงไม่ใช่เดือน เธอจึงถามน้องชายของเดือนไปว่า‘อ้าว ทำไมเดือนไม่โทรมาล่ะ ถึงไทยรึยัง’ น้องชายเดือนก็ตอบกลับมาว่า‘พี่เดือนถึงไทยตั้งแต่เช้าแล้วนะแต่เขาเสียชีวิตแล้ว..’น้องชายของเดือนก็ได้เล่าให้เธอฟังว่า หลังจากที่เดือนถึงไทย เดือนก็ได้มีอาการหน้ามืด และล้มลงแต่สิ่งที่น่าขนลุกคือที่หู ตา จมูก และปากของเดือนนั้นมีเลือดสีดำไหลออกมา ไม่เพียงแค่นั้น ตัวของเดือนยังมีอาการกระตุกเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยประโยคที่ทำเอาทุกคนขนลุกขึ้นมาว่า‘มันกลับมาเอาหนูแล้ว’ สิ้นเสียงนั้น เธอก็ได้เสียชีวิตลงทันทีแต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในวันที่มีการฌาปนกิจศพของเดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเปิดโลงเพื่อนำร่างเข้าเตาเผา ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์กลับต้องผวา เมื่อพบว่าภายในโลงมีงูดำ 3 ตัวนอนขดอยู่บริเวณลำตัวของเดือน!เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนก็รีบนำร่างของเดือน และงูพวกนั้นเข้าไปเผาทันทีกลายเป็นว่ากระดูกของเดือนที่ออกมานั้น กลายเป็นกระดูกที่ดำเหมือนถ่าน และไม่สามารถนำไปเก็บได้อีกเลย ต่อมาเลยก็ได้รู้ว่าคุณไสยงูดำที่เดือนทำใส่ผู้ชายคนนั้น คือการทำเสน่ห์ของทางฝั่งเขมร แต่ด้านฝ่ายชายนั้นมีภรรยาอยู่แล้วทางภรรยาเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด จึงได้พาตัวของผู้ชายนั้นไปแก้ของ และเมื่อคุณไสยถูกแก้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เดือนทำมาทั้งหมดนั้น จึงย้อนกลับมาพรากชีวิตของเดือนไปในที่สุด..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

12 ต.ค. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 1 ตุลาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “สายลับ - ภณ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Snap! to Meet Youนามปากกา : sopuffff ‘สองฟ้าโฟโต้’ ร้านถ่ายรูปสไตล์วินเทจที่มีเสียงลือว่าใครก็ตามที่ได้ถ่ายรูปกับร้านนี้ จะได้เจอคนที่คิดถึง คนที่โหยหาในรูปถ่าย บางคนได้เห็นคนรักเก่า บ้างก็เป็นพ่อแม่ บ้างก็เห็นเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยแต่สักวันก็เจอคน ๆ นั้น และได้พัฒนาความสัมพันธ์จนเป็นคนรัก หรือเรียกว่าเนื้อคู่นั่นเอง วันหนึ่ง ‘ภีร์’ พนักงานออฟฟิศที่ไม่เชื่อเรื่องราวแปลกพิศดารของร้าน ๆ นี้ เกิดความคิดลองดี อยากจะไปลองถ่ายรูปที่ร้านแห่งนี้สักครั้ง จึงได้เข้าไปถ่ายรูปที่ร้านสองฟ้าโฟโต้ และเจอกัน ‘สองฟ้า’ ตากล้องหนุ่มพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของร้านสุดหล่อนิ่ง เคร่งขรึม จนรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมานิด ๆ การถ่ายรูปของภีร์ก็ผ่านไปด้วยดี คืนนั้นภีร์ได้จ้องรูปถ่ายของตัวเองที่ได้มาจากร้าน ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครปรากฏขึ้นมาในภาพ นั่งบ่นกับตนเองเชื่อในเรื่องแบบนี้ไปได้ จะเป็นจริงได้อย่างไร โดยเขาไม่รู้เลยว่าในคืนนั้นที่เขากำลังหลับใหล ภาพของคน ๆ หนึ่งกำลังปรากฏขึ้นในรูปถ่ายของเขา เช้าวันต่อมาภีร์เตรียมตัวเอารูปไปบ่นกับเพื่อนที่ออฟฟิศ ขณะที่กำลังจะหยิบรูปนั้นกลับสังเกตเห็นใครบางคนนอกจากตัวเขาในรูปถ่ายเข้าซะก่อน แล้วมันดันหน้าเหมือนสองฟ้า ตากล้องคนนั้นน่ะสิ!FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Snap! to Meet YouPen Name : sopuffff "Song Fah Photo" is an old-fashioned photography studio said to have a strange, almost magical power: anyone who takes a picture there will eventually cross paths with someone they have been yearning for or missing. For some, that person is an ex-lover or a parent. For others, it is a complete stranger—someone they later meet in real life, fall for, and discover is their true soulmate. Curious but unconvinced by these unusual stories, "Phee," an office worker, decides to put the legend to the test. When he arrives at the studio, he meets "Song Fah," the photographer: handsome, reserved, and so serious that Phee immediately takes a dislike to him. The photoshoot itself Ges without a hitch, but later that night, Phee stares at the finished photograph and sees no one but himself. He scoffs, wondering how he could have believed such ridiculous nonsense in the first place. How could any of it possibly be true? What Phee does not realize is that, while he sleeps, another figure is gradually appearing in the photograph. The following morning, he gets ready to show the picture to his coworkers and complain about the whole experience. But the moment he picks it up, he spots someone standing beside him—and the person looks exactly like Song Fah, the photographer!FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ลูกบอล แดดอุ่น และคุณพี่ชายนามปากกา : วาริช (Warit) เสียงนกหวีดดัง! สิ้นสุดการฝึกซ้อมฟุตบอล โค้ชวิน ในชุดกีฬาแจกน้ำให้เด็ก ๆ สายตาสะดุดเข้ากับร่างสูงของพี่คิม พี่ชายของเคนกองหน้าประจำทีม ที่ยืนพิงรั้วสนามอยู่ทุกวัน "วันนี้มารับเคนเร็วนะครับ" วินทักพร้อมยื่นขวดน้ำ คิมรับขวดน้ำ นิ้วเรียวเผลอแตะโดนมือของโค้ชหนุ่ม หัวใจของคนพี่ที่นิ่งสงบเกิดอาการสะดุด "ผมไม่ได้มารับแค่เคนหรอกครับ ผมตั้งใจมาดูโค้ชต่างหาก" ประโยคเรียบง่ายทำเอาโค้ชหน้าแดง วินแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนความเขิน "พูดอะไรเนี่ยครับ" ตลอด 2 เดือน พี่คิมกลายเป็นแขกประจำขอบสนาม หน้าที่พี่ชายกลายเป็นข้ออ้างในการมานั่งเฝ้าโค้ชพละ ขนมเค้ก น้ำปั่น หรือผ้าเย็น มักถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมโน้ต ‘สู้ๆนะครับ’ "พรุ่งนี้วันหยุดสนามปิด โค้ชว่างไหมครับ?" คิมถามขณะช่วยเก็บกรวยยาง "ผมเจอร้านกาแฟบรรยากาศดี อยากชวนคนเก่งไปพักผ่อน.. ไปเดทกันนะครับ" คำชวนตรงไปตรงมาทำเอาวินแทบสะดุด ดวงตากลมโตมองหน้าอย่างอึ้ง ๆ ก่อนจะยิ้มกว้าง "ถ้ามีเค้กอร่อย ๆ ให้กิน... ผมอาจจะยอมตกลงนะ" คิมยิ้มมุมปาก "มีเพียบครับ แถมคนข้างๆ เค้าก็น่ารักที่สุดด้วย" สนามฟุตบอลยามเย็นกลายเป็นพื้นที่สีชมพูที่ซ่อนความรักของคน 2 คนไว้อย่างลงตัวFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... A ball, warm sunshine, and my older brother.Pen Name : วาริช (Warit) The whistle sounded, signaling the end of football practice. Still dressed in his athletic gear, Coach Win passed bottles of water around to the kids. Then he noticed Kim’s tall figure by the fence, where Ken’s older brother and the team’s striker seemed to stand every day. “Picking Ken up early today?” Win said, offering him a bottle. Kim took it, his slender fingers brushing the young coach’s hand by accident. Win’s normally steady heart gave an unexpected flutter. “I didn’t come only to pick up Ken,” Kim replied, his simple words sending a blush across the coach’s face. Win tried to play it off with a laugh. “What are you talking about?” For the past two months, Kim had become a familiar presence on the sidelines. Being Ken’s older brother was a convenient excuse to sit nearby and watch the PE coach. Cake, smoothies, and chilled towels often appeared on Win’s desk, each accompanied by a note: “Keep fighting!” “Tomorrow’s a holiday, and the field is closed. Are you free, Coach?” Kim asked as he helped gather the cones. “I found a coffee shop with a great atmosphere. I wanted to invite you, my talented one, to unwind... to go on a date.” The direct invitation nearly made Win trip. His big, round eyes widened in surprise, then his face broke into a broad smile. “If there’s delicious cake, I might say yes.” Kim smirked. “There’s plenty.” And the person beside me is the cutest of all.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... เมื่อสองมิวส์ได้มาพบกันนามปากกา : WavesRays หลังจากเที่ยวบินข้ามประเทศยาวนานถึงสิบสองชั่วโมง ทะเล นั่งรออยู่ในพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองของฝรั่งเศส พร้อมกระเป๋าเดินทางมากมายและความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจ เขาเพิ่งลาออกจากงานที่มีรายได้ดี เพื่อทิ้งชีวิตเดิมไว้เบื้องหลังและเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักเรียนศิลปะและจิตรกรในประเทศที่เขาแทบพูดภาษาไม่ได้ ระหว่างรอเอกสาร เขาได้พบกับชายหนุ่มชาวไทยอีกคนชื่อ ซัน นักเขียนนิยายที่ย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อสองปีก่อนเพื่อออกตามหาแรงบันดาลใจ หลังจากรู้สึกติดอยู่กับงานและได้รับคำแนะนำให้ค้นหา “มิวส์” เพื่อทำความเข้าใจอาชีพของตัวเองให้ลึกซึ้งขึ้น ซันเล่าถึงช่วงเวลาที่เคยต้องเอาตัวรอดด้วยการเรียนภาษาและรับงานจิปาถะ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการนายแบบและยังคงตามหาแรงบันดาลใจสำหรับงานเขียนของตัวเอง บทสนทนาเพียงไม่นานกลับทำให้ความคิดที่วุ่นวายของทะเลสงบลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ไม่มีเรื่องกำแพงภาษา กฎใหม่ ความเข้าใจผิด หรืออดีตที่ตามหลอกหลอน เหลือเพียงความรู้สึกว่าเขาได้ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง และพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง พร้อมกับความหวังบางอย่างที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... When the two Muses met.Pen Name : WavesRays After a 12-hour transnational flight, Thale waited in the French immigration hall, his luggage heavy with anxiety. He had recently walked away from a well-paying job, abandoning his former life to start over as an art student and painter in a country whose language he barely understood. While waiting for his documents, he met Sun, another young Thai man who had moved there two years earlier. Sun was a novelist who had come in search of inspiration, but after feeling trapped in his work, he had been encouraged to find a "muse" who could help him understand his craft more deeply. He told Thale about the difficult years he had spent learning the language and taking whatever jobs he could find to survive, eventually entering the modeling world while continuing to seek inspiration for his writing. Their short exchange quieted Thale's restless thoughts for the first time in weeks. For a moment, there were no language barriers, unfamiliar rules, misunderstandings, or ghosts from the past—only the sense that he had truly left everything behind and was ready to begin again, carrying with him a newly kindled hope.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าของหัวใจนามปากกา : lazy ink กรณ์ นักธุรกิจหนุ่มกำลังเครียดหนักเพราะชาวบ้านไม่ยอมขายที่ดินสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ตามคำเตือนของพ่อหมอวัน ที่อ้างว่าที่ดินมีอาถรรพ์ ถ้าขายแล้วจะซวย!! กรณ์จึงบุกมาหาพ่อหมอวันถึงสำนัก พร้อมยื่นข้อเสนอ "50ล้าน ถ้าช่วยพูดให้ชาวบ้านยอมขายที่ดิน" วันตาโตด้วยความโลภ รีบปั้นน้ำเป็นตัวว่าต้องทำพิธีใหญ่ ทั้งที่ความจริงเขาเป็นแค่หมอผีต้มตุ๋นที่ใช้จิตวิทยาหลอกชาวบ้านไปวัน ๆ เท่านั้น วันจัดพิธีใหญ่ ระหว่างพ่อหมอร่ายรำ จู่ๆ เกิดพายุหมุนและไฟดับสนิท! กรณ์ตกใจกลัวจนสติหลุด กระโดดโผกอดซุกซบเข้ากับอกของพ่อหมอวันแน่น ขณะที่วันเองก็สะดุ้งกลัวผีไม่แพ้กัน เมื่อไฟติดสว่าง ชาวบ้านต่างอึ้งที่เห็นพ่อหมอยืนโอบกอดนักธุรกิจหนุ่มแน่นไม่ปล่อย กรณ์เงยหน้าถามด้วยดวงตาน่ารักจนวันใจสั่นแรง "เทวดาท่านบอกอะไรเหรอครับ?" "บอกว่า...ท่านยอมรับเจ้าแล้ว แต่มีข้อแม้เดียว..." วันกระซิบ "ให้กรณ์มาช่วยพัฒนาชุมชนร่วมกับฉันทุกสัปดาห์!" สิ้นคำประกาศ ชาวบ้านต่างพากันเฮและยอมเซ็นสัญญาขายที่ดินให้โดยดี ทิ้งให้นักธุรกิจหนุ่มจอมเนี๊ยบต้องกลายมาเป็นผู้ช่วยพ่อหมอจอมกะล่อน เปิดฉากความรักป่วนๆ ที่หอมกลิ่นธูปและเสียงหัวใจเต้นแรงFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Guardian spirits of the land, owners of hearts.Pen Name : lazy ink Korn, a young entrepreneur, is overwhelmed by pressure when the villagers refuse to sell their land for a community mall. Their decision is influenced by Wan, the local shaman, who warns that the property is cursed and that selling it will invite disaster. Furious, Korn rushes to Wan’s shrine and makes an offer: “50 million baht if you can convince the villagers to sell.” Driven by greed, Wan immediately invents a tale about an elaborate sacred ceremony. In truth, he is merely a fraud who relies on psychological tricks to manipulate the villagers. But as Wan begins the ritual, a powerful whirlwind suddenly sweeps through the area, and the electricity cuts out. Terrified, Korn panics and grabs Wan tightly. Wan is just as frightened by the ghostly presence and clings to him in fear. When the lights return, the villagers are astonished to find the shaman locked in an embrace with the young businessman. With eyes so captivating that Wan’s heart skips a beat, Korn asks, “What did the angels say?” “They said... they accept you, but there’s one condition,” Wan whispers. “You have to help me develop the community every week!” The villagers erupt in cheers and eagerly sign the land-sale agreements. A meticulous young businessman becomes the assistant of a crafty sorcerer, and a chaotic romance begins—steeped in incense smoke and the sound of two hearts racing.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ถ้าโลกหายป่วย แล้วเราค่อยรักกัน (Before the World Heals)นามปากกา : MC เมื่อเชื้อปริศนาคร่าชีวิตผู้คนนับพัน รัฐบาลส่ง “เรน” เจ้าหน้าที่ภาคสนามไร้ประวัติ ผู้เชี่ยวชาญอาวุธและการแฝงตัว พูดน้อยจนแทบไม่มีใครอ่านความรู้สึกออก มาร่วมงานกับ “หมอธีร์” นักวิจัยที่แทบไม่เคยก้าวออกจากห้องแล็บ เพื่อพัฒนายารักษาโรค ธีร์รู้จักเชื้อผ่านกล้องจุลทรรศน์ ส่วนเรนรู้จักผ่านคนที่กำลังจะตาย หลายเดือนที่ต้องพึ่งพากัน เปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นคนสำคัญ จนคืนหนึ่งธีร์ถาม “ถ้าผมบอกว่าชอบคุณล่ะ?” เรนนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่เก่งเรื่องพูดความรู้สึก และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงถอดสร้อยข้อมือของตัวเองสวมให้ธีร์ “ถ้าเราหยุดเชื้อนี้ได้... ค่อยมาถามผมอีกครั้ง” หกเดือนกว่า ยารักษาสำเร็จ ธีร์กลับมายืนตรงหน้าเขา “วันนี้ผมถามได้หรือยัง?” เรนเงียบ ก่อนดึงแขนเสื้อขึ้น เผยสร้อยแบบเดียวกันบนข้อมือ “พรุ่งนี้ผมต้องไปแล้ว” “แล้วจะกลับมาไหม?” เรนจับมือธีร์ไว้หลวม ๆ “เก็บสร้อยไว้สิ” นั่นคือคำตอบทั้งหมดของเขา วันรุ่งขึ้น ธีร์กลับเข้าห้องแล็บ ส่วนเรนหายไปพร้อมภารกิจใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นอะไรกัน และไม่มีใครจำเป็นต้องรู้ เพราะทุกครั้งที่เรนกลับมา จะมีคนคนหนึ่งรอเขาอยู่ที่เดิมเสมอFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Before the World HealsPen Name : MC When a mysterious virus takes thousands of lives, the government assigns "Rain" to help find a cure. A quiet, unassuming field agent skilled in weapons and infiltration, Rain keeps his emotions nearly impossible to read and rarely speaks more than necessary. His partner is "Dr. Theer," a researcher who seldom steps outside his laboratory. Theer studies the virus through his microscopes; Rain comes to understand it through the people dying around him. Months of relying on each other gradually turn two strangers into something more. Then, one night, Theer asks, "What if I told you I liked you?" Rain falls silent. He has never been good at putting his feelings into words, and this time is no exception. Instead, he removes his own bracelet and places it in Theer's hand. "If we can stop this virus... then ask me again." Six months later, a cure is discovered. Theer stands before Rain once more. "Can I ask you today?" Rain says nothing for a moment. Then he rolls up his sleeve, revealing a similar bracelet around his wrist. "I have to leave tomorrow." "Will you come back?" Rain gently takes Theer's hand. "Keep the bracelet." That is his entire answer. The following day, Theer Ges back to the lab, while Rain vanishes into another mission. No one knows what their relationship truly is, and no one needs to. Every time Rain returns, someone is always waiting for him in the same place.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “สายลับ - ภณ”ที่จะมาการันตีว่า 2 คนนี้รู้ใจรู้จังหวะกันสุด ๆ จนทุกคนจะต้องฟินไปด้วยกันน ~( ความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เคยมารายการล่าสุด ) สำหรับ 2 หนุ่ม “สายลับ - ภณ” ได้มารายการ EFM FANDOM LIVE ล่าสุดเมื่อปี 2567 เลย ในตอนนั้นก็ได้รางวัล ‘คู่หูโลกวิญญาณ’ กลับบ้านกันไป ซึ่งจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็เปลี่ยนกันไปเยอะมาก ทาง “สายลับ” เท่ขึ้นเยอะเลย และคนที่เปลี่ยนไปมาก ๆ ก็คือ “ภณ” เพราะจากหนุ่มหน้าม้ากลายมาเป็นลุคผมยาวแบบนี้ แต่ด้วยเพราะคาแรคเตอร์นักเขียนที่รับบทอยู่จึงทำให้ได้ลุคใหม่แบบนี้ และทุก ๆ คนที่เจอก็บอกว่าเข้ากับตัวเองมาก( น้องผมยาว พี่ก็เคยผมยาว ) ครั้งแรกที่ “สายลับ” เห็นลุคนี้จาก “ภณ” ก็รู้สึกแปลกตามาก ๆ แต่เพราะว่าตัวเองก็เคยไว้ผมยาวมาก่อนแล้ว ก็เลยรีบเตือนน้องก่อนเลยว่าการดูแลหลังจากนี้จะทำให้เข้าใจสาว ๆ ที่เข้าร้านทำผม เพราะจัดการดูแลยากมาก ทั้งการสระ - ไดร์ ซึ่ง “สายลับ” เองเคยไว้ผมยาวจนถึงกลางหลังเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นเป็นหนุ่มเซอร์และขี้เกียจตัดผม แถมขับรถจักรยานยนต์ด้วยทำให้จะเซ็ตผมไม่ได้ จึงตัดสินใจไว้ผมยาวไปซะเลย แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องตัดผมอยู่ดีเพราะเริ่มไม่ไหวกับการดูแลผม( เป็นที่พูดถึงอย่างมากกับประโยค ‘เป็นที่สบายใจของกันและกัน’ ) จากงาน ‘THE CROW CLUB FIRST PREMIERE’ ในตอนที่พูดความรู้สึกถึงกันและกัน “สายลับ” ได้พูดกับ “ภณ” ว่า ‘ตอนนี้ทั้งคู่เป็นความสบายใจของกันและกัน’ และเหตุผลที่พูดออกไปแบบนั้นก็เพราะ “สายลับ - ภณ” เป็นพาร์ทเนอร์กันเข้าปีที่ 4 ทำงานด้วยกันมานานมาก นั่นทำให้รู้จังหวะของกันและกัน ในการถ่ายฉาก Love Scene ไม่เป็นกังวลเลยว่าจะทำตัวไม่ถูกหรือตื่นเต้น เพราะพอเป็น “ภณ” ก็รู้สึกสบายใจ รับส่งกันง่ายเลย ในบางครั้งก็ถ่ายตั้งแต่ซีนแรกของวัน ก็ไม่เคยมีปัญหาเลย ส่วน “ภณ” ก็เสริมว่าใช้ชีวิตอยู่กับ “สายลับ” มากกว่าคนที่บ้านอีก ทำงานมาด้วยกันตลอดทำให้มั่นใจว่าเขาพร้อมที่จะซัพพอร์ตเราไปตลอด เชื่อใจกันและกันมากขึ้นทั้งคู่[ เซ็ตคำถามพิเศษ : คำอธิษฐานกลางสายฝน ]( ถ้า สายลับ - ภณ ได้ไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติด้วยกัน แล้วฝนตกหนัก จะทำอย่างไร ? ) ระหว่าง ‘วิ่งตากฝนกลับบ้านไปด้วยกัน’ หรือ ‘นั่งหลบฝน และพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าฝนจะหยุดแล้วค่อยกลับบ้าน’ เริ่มที่ “สายลับ” เลือกที่จะนั่งพูดคุยกันรอฝนหยุด เพราะด้วยความที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เสพบรรยากาศธรรมชาติ แถมได้อีกบรรยากาศของธรรมชาติด้วย นั่งคุยกันไปชิว ๆ พร้อมเสพบรรยากาศสวย ๆ ส่วน “ภณ” ก็อยากเลือกทั้งคู่ เพราะในแบบที่ “สายลับ” เลือกมันก็เป็นบรรยากาศที่ดี แต่ถ้าเลือกวิ่งตากฝนก็จะสนุกไปอีกแบบ อาจจะวิ่งตากฝนไปก่อนครึ่งทางแล้วค่อยแวะนั่งพูดคุยระหว่างทาง จะได้เก็บให้ครบทุกบรรยากาศ( ถ้า ภณ มีอาการฝนตกในใจ สายลับ จะทำอย่างไร ? ) “สายลับ” เล่าว่าสำหรับ “ภณ” แล้ว ถ้าชวนไปหาของกินก็จะดีขึ้น หรือแค่ปล่อยให้อยู่คนเดียวกับตัวเองก็จะดีขึ้นเองเช่นเดียวกัน สำหรับ “ภณ” แล้วมีหลากหลายวิธีมาก รวมไปถึงเข้าไปแหย่ ๆ กวน ๆ เขาก็ดีขึ้นเหมือนกัน แต่ทางที่ดีที่สุด “สายลับ” ก็ไม่อยากให้ “ภณ” เศร้าเลย เพราะน้องเป็นคนที่สดใส ถ้าเศร้าก็ทำเอาเรารู้สึกไม่ดีตามไป( ถ้า ภณ สามารถอธิษฐานอะไรก็ได้กลางสายฝน และคำขอนั้นจะเกิดขึ้นจริงกับ สายลับ จะอธิษฐานว่าอะไร ? ) “ภณ” จะขอให้ฝนหยุดตก และน้ำไม่ท่วม เพราะไม่อย่างนั้นรถของ “สายลับ” จะดับ ขนาดวันนี้น้ำไม่ท่วมเพียงแค่ฝนตกพี่เขายังระแวงเลย ทำให้ “ภณ” ต้องไปรับ “สายลับ” ในวันนี้เพื่อมารายการนี้ ถึงแม้ว่าบ้านของ “สายลับ” จะไม่ได้น้ำท่วม แต่พื้นที่รอบข้างถูกล้อมด้วยน้ำท่วมหมดเลย ทำให้ไม่กล้าขับรถออกมาเอง( ตัวละครนักเขียนที่ ภณ ต้องปรับตัว ) จากบท ‘ซัน’ ที่เป็นนักเขียนนิยาย ทำให้ “ภณ” ต้องถามนักเขียนหลาย ๆ คนว่าคนที่ทำอาชีพนี้เป็นยังไง พี่นักเขียนที่ไปปรึกษาก็บอกว่าส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เพ้อ ๆ หน่อย และฟุ้งบ่อย แต่เดิมแล้ว “ภณ” เองก็เป็นคนที่คิดเยอะ และเพ้ออยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ฟุ้งเยอะ ทำให้ต้องคุยกับนักเขียนเยอะ ๆ และอาศัยคุยกับพี่เขียนบทเพิ่มเติมเรื่องพฤติกรรม ก็ได้คำแนะนำเพิ่มเติมมาว่าให้เป็นคนช่างสังเกต มองคนรอบตัวเยอะ ๆ ซึ่ง “ภณ” ก็ชอบสังเกตคนรอบตัวอยู่แล้ว ก็นำหลาย ๆ อย่างมาปรับใช้เยอะเหมือนกัน( บทของ สายลับ ที่คาดไม่ถึงในหลาย ๆ ซีน ) ส่วนบทของ “สายลับ” คือ ‘ทะเล’ จิตรกรหนุ่มเพลย์บอยผู้จัดการคลับ ซึ่งสำหรับ “สายลับ” แล้วก็หา Reference เพื่อมาเติมเต็มตัวละครให้ดูมีมิติมากขึ้น เพราะ ‘ทะเล’ เขาเป็นหนุ่มที่ไม่เชื่อในเรื่องความรักเลย แต่เขาเป็นคนที่ Friendly มากทำให้มีหลายคนเข้าใจผิดกับตัวเขา ตอนที่ “สายลับ” ได้อ่านบทก็คาดไม่ถึงหลายอย่างเลย หรืออย่างตอนล่าสุดที่เขากำลังจะหยิบถุงออกมาแต่ดันเป็นลูกอมซึ่งมันขัดกับลุคภายนอกของ ‘ทะเล’ มาก( ทะเล - ซัน ที่เป็นคู่รักปลอม ๆ ) ภายในเรื่อง “THE CROW CLUB อีกาสมาคม” จะมีอีก 3 คู่ที่อยู่ในเรื่องนี้ด้วย แต่ในแต่ละคู่ก็จะมีเส้นเรื่องที่ต่างกันออกไป ถึงแม้จะอยู่สมาคมด้วยกันแต่ก็เหมือนกับว่ามี 4 ภารกิจ อย่างของ “สายลับ - ภณ” ก็จะเป็นคู่รักปลอม ๆ เพื่อให้ตัวละคร ‘ซัน’ เขียนนิยายได้ เพราะพอเขาได้เจอ ‘ทะเล’ ก็รู้สึกว่าคนนี้คือ Husband Material เอาเขามาแต่งนิยายได้เลย มันตรงกับคาแรคเตอร์ในฝัน ทำให้ ‘ซัน’ อยากจ้างมาให้เรารู้ว่าความรักจริง ๆ มันเป็นยังไง แต่ถ้าติดตามดูกันไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นอีกหลังจากนี้( ถ้าอีกาสมาคมมีจริง ) “สายลับ - ภณ” คิดว่ามันต้องวุ่นวายมากแน่ ๆ เพราะแค่ในซีรีส์ก็วุ่นวายมากแล้ว และถ้าไม่มี ‘อีกาสมาคม’ ตัวละคร ‘ทะเล - ซัน’ ก็คงไม่ได้ว่าจ้างกัน เพราะถ้าไปจ้างกันแบบไม่มีสมาคมจะแปลกมาก แต่ทั้งคู่ก็แซวขำ ๆ ปิดท้ายว่า มันแปลกตั้งแต่ ‘ซัน’ พกพิมพ์ดีดมาใช้พิมพ์งานแล้ว( ร่วมงานกับรุ่นพี่อย่างพี่คริส หอวัง ) “สายลับ” ไม่เกร็งเลยเพราะได้ Workshop ด้วยกันไปแล้ว และบท ทะเล ก็เป็นรองจาก ‘เจ้ลินดา’ ทำให้รู้สึกชิว ไม่มีอะไรต้องกลัว แถมตามบทก็สนิทกันด้วย และ “พี่คริส หอวัง” เป็นคนน่ารัก ชวนคุยเรื่อย ๆ ทำให้ไม่มีอะไรต้องเกร็งเลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “สายลับ - ภณ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “The Bird Club สมาคมชมนก”ในเกมนี้ “สายลับ - ภณ” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “สายลับ - ภณ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “สายลับ - ภณ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “THE CROW CLUB อีกาสมาคม” ทุกวันศุกร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง ONE31 รับชมย้อนหลังได้ทาง Netflix และแอป oneD เฉพาะประเทศไทย เวลา 23.30 น. สุดท้ายฝากเพลงประกอบซีรีส์ 2 เพลงอย่างเพลง ‘LOSER - The Crow Club’ และเพลง ‘ไม่ได้ตั้งใจรัก - สายลับ ภณ’ ด้วยนะค้าาาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

12 ต.ค. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 24 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “อู่อู๋ - เซฟ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Serendipityนามปากกา : Babeboo ฤดูร้อนที่ใคร ๆ ต่างก็รู้สึกไม่ชอบใจ ทั้งอากาศที่ทำให้หงุดหงิดได้ง่าย สำหรับผมแล้วกลับรู้สึกต่างออกไป ผมรู้สึกตกหลุมรักกับฤดูร้อน ก็ตอนที่ได้เจอใครสักคนที่ทำให้ฤดูร้อนของผมเปลี่ยนไป ในวันที่อากาศร้อนทั้งแดดที่แรงจนผมต้องอุทานกับเพื่อน วันนั้นเป็นวันที่ชมรมของเราจัดทริปเที่ยวทะเล 3 วัน 2 คืน ในทริปมีรุ่นพี่รุ่นน้องปะปนกันไปหมด เมื่อเราเดินทางมาถึงชายหาดสีทองกับทะเลสีครามเป็นประกายจากแสงแดด มันทำให้ผมอบอุ่นหัวใจจริงๆ ทันใดก็มีเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มเดินมาอย่างทุลักทุเลบังเอิญเดินชนผมเข้า “ขอโทษนะครับ” ลักษณะนิสัยส่วนตัวของผมเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่พอมองหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหนุ่มที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กลับทำให้ผมพูดไม่ออก ไม่รู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด กลับกันใจของผมเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แล้วเด็กหนุ่มก็ยิ้มหวานให้ผมหนึ่งทีก่อนจะเดินจากไป ระหว่างที่ทริปดำเนินไปอย่างปกติ ผมกลับมองหาแต่เด็กคนนั้นที่ผมเจอ ได้ข่าวจากรุ่นพี่ว่าเป็นเด็กใหม่ที่พึ่งเข้าชมรมได้ไม่นาน มีคนน่ารักแบบนี้อยู่บนโลกซะที่ไหนกัน ผมพยายามเข้าหา ทั้งชวนคุยหรือชวนทานข้าว เป็นคนที่น่ารักแบบที่ผมคิดไว้จริงๆ น่าร้อนปีนี้คงเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับผมFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... SerendipityPen Name : Babeboo Most people seem to resent summer because of its relentlessly sweltering heat. I used to feel the same way, but that changed when I met someone who transformed the way I saw the season. On an especially scorching day, when the sun was so fierce that I snapped at my friends, our club set off on a three-day, two-night trip to the beach. Seniors and juniors joined us alike. The moment we reached the golden sand and glittering blue sea, warmth spread through my heart. Then, out of nowhere, an adorable young man stumbled into me by accident. "Excuse me," I said. I’m usually quick-tempered, but one look at his unfamiliar yet charming face left me completely speechless. Instead of feeling irritated, I felt my heart pounding wildly. He flashed me a sweet smile and continued on his way. For the rest of the trip, I couldn’t stop searching for him. The seniors told me he was a new member of the club. Honestly, where else could anyone find someone that cute? I made excuses to get closer, starting conversations and inviting him to meals. He was every bit as wonderful as I had imagined. This may have been the best summer I’ve ever experienced.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... I always choose you.นามปากกา : Pepper Liu จะเป็นยังไงถ้าคุณลืมตาขึ้นมาบนโลก ก็มีเนื้อคู่ที่ได้กำหนดจากทางรัฐบาลมาแล้ว ประชากรในเมืองนี้ เมื่ออายุครบ 20 ปี จะได้ทราบว่าคู่ชีวิตของตนเป็นใคร การกำหนดคู่ชีวิตนี้ ถูกกำหนดจากการวิเคราะห์ DNA พฤติกรรม ลักษณะนิสัย จากผู้เชี่ยวชาญของรัฐ ผ่านหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรามีสิทธิจะตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้ อู่อู๋ ดารานักร้องชายวัย 24 ปีที่กำลังตามความฝันของตน จึงปฏิเสธการจับคู่มาตลอด จนครั้งนี้เผลอกดยืนยันไป และทำให้ได้ไปเจอกับ เซฟ หนุ่มน้อยวัย 23 ปี เนื้อคู่ของเขาที่นัดกันวันแรกก็มาสายไป 10 นาทีแล้ว ถึงแม้จะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่แต่เมื่ออีกฝ่ายขอโทษอย่างจริงใจ เขาเลยให้อภัย เซฟบอกว่าตัวเองโดนปฏิเสธมาตลอด 3 ปี จบวันนั้นอู่อู๋คิดว่ารู้จักกับเซฟไม่ได้แย่ ทั้งคู่เริ่มทำความรู้จักกัน ผ่านเวลาไป 3 เดือน ในวันที่ทั้งคู่ดูหนังอยู่ในคอนโดของอู๋ อู๋ก็ถามขึ้นมาว่า 3 ปีที่ผ่านมาคนที่เซฟโดนปฏิเสธคือใคร แต่ก็ได้เล่าเรื่องของตนเองก่อนว่าปีแรกเขาโดนปฏิเสธ แล้วอีก 3 ปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้สนใจและปฏิเสธมาตลอด เพราะอยากตามความฝันในการเป็นดารา นักร้องให้สำเร็จก่อน และคำตอบของเซฟคือ 3 ปีที่ผ่านมา เนื้อคู่คือเขา อู่อู๋ ธนภูมิมาโดยตลอดFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... I always choose you.Pen Name : Pepper Liu What would happen if the government chose your soulmate before you ever had the chance to meet them? In this city, every citizen learns who their destined partner is upon turning 20. Government specialists from multiple agencies make the match by analyzing DNA, behavior, and personality. Still, each person can choose whether to accept or decline the process. Auau, a 24-year-old singer and actor determined to pursue his dreams, had turned down matchmaking time and again—until he accidentally accepted one. That decision brought him face-to-face with his soulmate, 23-year-old Save, who arrived 10 minutes late to their first date. Auau was irritated at first, but Save offered a heartfelt apology and explained that he had been rejected for three years. Despite the awkward beginning, Auau realized that meeting Save might not be so bad after all, and the two started getting to know each other. Three months later, while they were watching a movie at Auau's condo, Auau asked who had rejected Save during those three years. Save finally revealed the truth: he had been rejected in his first year, then spent the next three years ignoring others and turning down potential suitors because he wanted to focus on his dream of becoming a singer. And Save's answer is that, for the past 3 years, his soulmate had always been him, AuauThanaphum.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Tiramissyouนามปากกา : deardarlington ‘เซฟ’ ตกหลุมรักทีรามิสุตั้งแต่คำแรกที่ชิม และตกหลุมรักเชฟ ‘อู่อู๋’ ตั้งแต่แรกเห็น ใกล้วาเลนไทน์ คาเฟ่เปิด Tiramisu Workshop เซฟจึงรีบสมัคร เพราะอยากใกล้ชิดคนที่แอบชอบ “Tiramisu เป็นชื่อขนม แต่ Tiramissyou เอาไว้บอกคนที่อยากทำขนมไปให้นะครับ” เชฟเล่นมุกจนทุกคนเขิน “เชฟโสดไหมค้าา” นักเรียนคนหนึ่งในคลาสถาม “โสดครับ กำลังรอคนมาบอก Tiramissyou อยู่ครับ” เชฟตอบก่อนจะมองมาที่เซฟ และเมื่อถึงเวลาชิม อู่อู๋ตักทีรามิสุของเซฟขึ้นลอง “อร่อยครับ ทานคำแรกก็ชอบเลย” “ชอบเหมือนกันครับ” “อะไรนะครับ?” “มะ…หมายถึงชอบทีรามิสุครับ” “อ๋อ นึกว่าหมายถึงชอบผมซะอีก” หลังคลาสเลิก อู่อู๋ถามขึ้น “ทีรามิสุนี้มีเจ้าของหรือยังครับ” เซฟยิ้ม ก่อนยื่นขนมให้ “มีแล้วครับ… Tiramissyou นะครับเชฟอู่อู๋” Workshop นี้เปิดขึ้นเพราะลูกค้าคนหนึ่งที่อู่อู๋เฝ้ามองหาเสมอ วันที่เซฟไม่มา คาเฟ่ก็ดูเงียบเหงา เขาแค่อยากรู้ว่า ถ้าเปิดโอกาสให้เซฟเข้ามาใกล้ เขาจะมาหาหรือเปล่า และเซฟก็มาจริง ๆ เมื่อโอกาสมาถึง เชฟแบบเขาก็พร้อมเสิร์ฟตัวเองให้อีกฝ่ายได้รู้จักมากกว่านี้ จากนี้เชฟอู่อู๋คงมีเซฟคอยบอก Tiramissyou ในทุกวันแล้วล่ะFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... TiramissyouPen Name : deardarlington Save fell head over heels for tiramisu after his very first bite—and for Chef "Auau" the moment he saw him. With Valentine’s Day just around the corner, the café launched a Tiramisu Workshop, and Chef signed up immediately, hoping to get closer to his crush. "Tiramisu is the dessert’s name, but ‘Tiramissyou’ is what you say when you want to make dessert for someone special," he teased, leaving everyone blushing. "Are you single, Chef?" one student asked. "I am. I’m waiting for someone to tell me ‘Tiramissyou,’" Chef answered, glancing toward Save. When the tasting began, Auau sampled Save’s tiramisu. "It’s delicious. I loved it from the first bite." "I like it too," Save said. "What?" "I... I mean, I like tiramisu." "Oh, I thought you meant you liked me." After the class, Auau asked, "Is this tiramisu already taken?" Save smiled and held out the dessert. "Yes... ‘Tiramissyou,’ Chef Auau." The workshop had been arranged for the customer Auau had been looking for. Whenever Save was away, the café felt unusually quiet. Auau simply wanted to see whether, if he gave Save the chance to come closer, Save would take that step toward him. And Chef Auau really did appear when the opportunity came. A chef like him was ready to serve up his feelings and give the other person a chance to know him better. From then on, Chef Auau would probably hear Chef telling him "Tiramissyou" every day.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... กดใจเพื่อรับคำทำนายนามปากกา : muden “คิน” หมอดูหนุ่มที่เปิดร้านดูดวงเล็ก ๆ เป็นงานอดิเรกอยู่แถวออฟฟิศ รับดูทั้งไพ่ทาโรต์ ลายมือ และเรื่องความรักให้คนที่กำลังหลงทางในชีวิต ส่วน “พีท” พนักงานออฟฟิศที่ช่วงนี้ชีวิตดูเหมือนจะมีแต่เรื่อง ทั้งงานที่โดนโยนมาไม่หยุด เงินเดือนที่ไม่เคยพอใช้ และความรักที่เงียบสนิทจนเพื่อนลากไปดูดวง คำทำนายของพีทกลับทำเอาเจ้าตัวไม่ค่อยเชื่อ เมื่อคินบอกว่าในช่วงสามเดือนต่อจากนี้ เขาจะได้พบคนคนหนึ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิต และคนคนนั้นจะเป็นคนที่พีทหนีไม่พ้น แม้เจ้าตัวจะไม่เชื่อเรื่องดวง แต่หลังจากนั้นไม่นานพีทกลับได้เจอคินอีกครั้งในร้านกาแฟใกล้บริษัท จากลูกดวงกลายเป็นคนรู้จัก จากคนรู้จักกลายเป็นคนที่ต้องเจอแทบทุกวัน ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากคำทำนายจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยที่พีทไม่ทันรู้ตัว แต่คินรู้ดีว่า “ดวงของพีทไม่ได้กำลังพาเขามาเจอใคร แต่กำลังพาเขามาเจอคิน” และต่อให้เปิดไพ่กี่ครั้ง คำตอบที่ได้ก็ยังเป็นคนเดิม คำทำนายที่เขาเคยบอกพีทไว้ ก็กำลังเกิดขึ้นทีละอย่าง จนคินไม่แน่ใจว่า ระหว่างคำทำนายกับความรู้สึกของตัวเอง สิ่งไหนกันแน่ที่จะทำให้เขาได้รักกันจริง ๆ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแค่เราน้อมรับคำทำนายก็พอFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Click the heart icon to receive a prediction.Pen Name : muden "Kin" is a young fortune teller who runs a small reading shop near his office as a hobby. He offers tarot readings, palmistry, and advice about love to people who feel lost in life. "Pete," an office worker buried under an endless workload, a steady salary, and a love life that has gone nowhere, is persuaded by his friends to visit a fortune teller. Pete doubts Kin's prediction that, within three months, he will meet someone who changes his life—someone he cannot escape. Although Pete does not believe in fortune telling, he soon runs into Kin again at a coffee shop near the company. What begins as a client-and-fortune-teller relationship becomes an acquaintance, then someone Pete sees almost every day. Without realizing it, Pete watches their connection, sparked by a prediction, slowly change. But Kin understands the truth: "Pete's destiny isn't leading him to someone else, it's leading him to Kin." No matter how often Kin lays out the cards, they always give him the same answer: it is about Pete. As the prediction comes true piece by piece, Kin is left wondering whether fate—or his own feelings—will ultimately bring them together. Still, whatever the future holds, he believes accepting the prediction is enough.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... mormatalkนามปากกา : แอมแป๋ “เรน” เด็กหนุ่มมักจะห่วงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ งานอดิเรกของคนอื่นอาจเป็นวาดรูปหรือเล่นดนตรี แต่สำหรับเรนมันต่างออกไป เริ่มจากที่เขาไม่ชอบเสียงฝนเพราะเหตุผลบางอย่าง สิ่งที่เขาทำคือการให้คำปรึกษาคนในโรงเรียนผ่านเพจ “listen in the rain” พบเจอปัญหาอะไรมา แอดมินสายฝนสามารถอยู่ข้างคุณและให้คำปลอบได้ทุกครั้ง อยู่มาวันนึง “มาร์ช” เด็กมอหก ตาใสซื่อที่โดนหักอกจากผู้หญิงใจร้าย ต้องมาพักใจกับแอดมินสายฝน... คนที่มีปัญหาทางใจคิดยังไงมาปรึกษาคนที่เพิ่งบอกเลิกแฟนเก่ามา อย่างว่า เบื้องหลังใครจะไปรู้ว่าคนที่คุยผ่านหน้าจอเจออะไรมาบ้าง ช่วงแรกเรนให้คำปรึกษามาร์ชว่าอยู่ในช่วงพักใจ อย่าคิดมาก ให้ลองหาเวลาไปทำในสิ่งที่ชอบดูบ้าง เช่น ชวนใครสักคนออกไปกินไอติมรสโปรด หลายข้อความมากที่ทำให้มาร์ชเผลอยิ้มผ่านหน้าจอออกมาแบบไม่รู้ตัว จนบางทีเพื่อนทักว่าแอบไปมีรักครั้งใหม่มาหรือเปล่า ? ถ้าจะต้องหาคำตอบ คงต้องหาที่ต้นเหตุอย่างแอดมินเพจ ทั้งคู่คุยกันมาเรื่อย ๆ บางข้อความทำให้มาร์ชรู้ว่าเรนเองก็เป็นคนอ่อนไหวง่ายมาก จนบางทีมาร์ชเองก็ต้องเป็นคนปลอบแอดมินซะงั้น... ในความสัมพันธ์บางครั้งเราแค่ต้องการให้เขารับฟังเรานั้นเองFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… mormatalkPen Name : แอมแป๋ "Rain" is the kind of young man who always puts everyone else first. While most people spend their free time drawing, playing music, or pursuing other hobbies, Rain has an unusual one. For some reason, he dislikes the sound of rain. Still, through his Facebook page, "Listen in the Rain," he offers advice to students at school. Whatever troubles they bring him, the rain-loving admin is always ready to comfort and reassure them. Then one day, "March," an innocent high school senior nursing a broken heart after being hurt by a cruel girl, turns to the rain admin for comfort. It may seem natural for someone struggling emotionally to seek advice from a person who has recently gone through a breakup. But online, you can never truly know what the person on the other side of the conversation is facing. At first, Rain encourages March to give himself time to recover, stop dwelling on the situation, and make room for the things he enjoys, such as going out for his favorite ice cream. Rain's messages gradually bring unconscious smiles to March's face, sometimes prompting his friends to wonder whether he has secretly fallen for someone new. If March wants to understand why, he will have to trace those feelings back to their source: the page admin. As their conversations continue, Rain's messages begin to reveal just how sensitive he is. Before long, March occasionally finds himself comforting the admin instead. In relationships, sometimes all we really need is someone willing to listen.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVEค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อู่อู๋ - เซฟ” ที่มีคนได้เติมแมวไม่หยุด จนทุกคนต้องอิจฉา ~( อู่อู๋เซฟคู่หู Gen Z ) ด้วยความที่ทั้งคู่เวลาลงรูปทีไร สไตล์รูปจะออกมาแนว Gen Z มาก ๆ “อู่อู๋” เลยเฉลยว่าเวลาจะถ่ายรูป ไม่ได้ตั้งใจมากถึงขั้นเรียกให้คนอื่นมาถ่ายรูปให้ แต่จะเป็นตามอารมณ์ ณ ตอนนั้นเลย ไม่ต้องมาจำกัดว่าเราจะถ่ายมุมนี้นะ หรือจะถ่ายแบบนี้ แต่ตอนถ่ายคือไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แค่เรามีอารมณ์ร่วมกับภาพก็พอ “เซฟ” ก็ยืนยันด้วยเช่นกันว่าถ่ายตามฟิลตอนนั้นเลย ภาพรวมมันก็จะออกมาดีเอง( จากจุ๊บกล้ามกลายเป็นจุ๊บแมว ) เหตุการณ์ล่าสุดที่มีแฟนคลับให้ “อู่อู๋” จุ๊บกล้าม แต่จู่ ๆ ก็หันไปจุ๊บแก้ม “เซฟ” แทน นั่นทำให้ “อู่อู๋” ต้องรีบอธิบายเหตุการณ์ว่า ตอนนั้นกำลังเล่นกับพี่ ๆ แฟนคลับอยู่ แล้วเทรนด์ที่กำลังมาตอนนี้คือเมนูกาแฟลาเต้ตี๋แว่นอะไรพวกนี้ แล้วพี่แฟนคลับขอเมนู อเมริกาโน่คั่วกล้าม “อู่อู๋” ก็กำลังจะทำท่านั้น แต่ตอนนั้น “เซฟ” ก็วิ่งมาบอกว่าขอท่าจุ่มแก้มด้วย ทำให้แยกประสาทไม่ทัน แล้วก็กลายเป็นหันมาจุ๊บแก้ม “เซฟ” แทนแบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วที่ตกใจมาก ๆ ก็คือเสียงพี่ ๆ แฟนคลับทุกคนกรี๊ดดังมาก แต่ “อู่อู๋” ก็แซวตัวเองปิดท้ายขำ ๆ ว่าที่ทำลงไปใจสั่งมาต่างหาก  เริ่มที่ “อู่อู๋” ก่อนว่าจะลงเพลง ‘ได้โปรดอยู่ตรงนี้ (Upside Down) - BLVCKHEART’ เพราะเป็นเพลงที่ชอบในช่วงนี้ ความหมายดี ฟังทีไรก็รู้สึกนึกถึงใครบางคนเสมอ ส่วน “เซฟ” จะเป็นเพลง ‘(skit) - PUN’ เพราะเป็นเพลงที่โดนใจในช่วงนี้มาก ๆ ฟังกี่ทีก็ยิ่งชอบ แถมความหมายเพลงก็ตรงใจสุด ๆ ถึงแม้ว่าในปกติแล้วเวลา “เซฟ” จะใส่เพลงอะไรใน Story ก็จะจิ้มจากเพลงที่แอปแนะนำมาตลอดก็ตาม( Studio นี้คือวงเขียวของ อู่อู๋ - เซฟ : ขอดูท่าที่จะลงรูปเพื่ออวดความหวาน ) ท่าที่ “อู่อู๋ - เซฟ” ทำก็คือเซลฟี่แล้วเอาหัวจุ่มกัน แถม “อู่อู๋” ยังเอามือมาจับคาง “เซฟ” อีกด้วย เรียกได้ว่าอวดความหวาน 1000% !! ใครที่อยู่ในวงเขียวจะต้องเหม็นความรักแน่ ๆ( Studio นี้คือวงเขียวของ อู่อู๋ - เซฟ : ใครจะเป็นคนอวดว่าได้วิดีโอคอลแล้วบอกฝันดีกัน ? ) “อู่อู๋” ยอมรับก่อนเลยว่าต้องเป็นตัวเองที่ลงอวดคนอื่นแน่ ๆ แล้วสถานการณ์จะเป็น “อู่อู๋” โทรไปหา “เซฟ” ให้ช่วยต่อบท แล้วปิดท้ายด้วยการบอกฝันดีเนียน ๆ( Studio นี้คือวงเขียวของ อู่อู๋ - เซฟ : เวลาถ่ายรูปแกล้งอีกฝ่าย จะถ่ายรูปตอนไหน ? ) “เซฟ” รีบฟ้องก่อนเลยว่า “อู่อู๋” ชอบแกล้งถ่ายรูปเวลาที่ตัวเองนอนหลับ นอกจาก “อู่อู๋” จะไม่แก้ตัวแล้ว ยังรีบเล่าอีกว่า ล่าสุดบนเครื่องบิน “เซฟ” นอนปิดผ้าปิดตาเรียบร้อยแล้ว แต่ปากก็อ้าออกมา เอ็นดูมาก ๆ เพราะเจ้าตัวยอมรับว่าชอบแอบตั้งใจมองอยู่บ่อย ๆ เวลาที่อีกฝ่ายกำลังนอนว่าจะอ้าปากตอนไหน ส่วน “เซฟ” ก็รอเอาคืนในตอนที่ “อู่อู๋” นอนหลับเช่นกัน แต่จะเป็นการรอให้ “อู่อู๋” กรน เพราะเจ้าตัวชอบโดนล้อบ่อย ๆ ว่ากรนเสียงดัง ซึ่งก็ไม่เถียง แต่เขาก็นอนกรนเช่นเดียวกัน ! เพราะฉะนั้นจะรีบถ่ายเลยถ้าเขากรน จะได้เอาไว้แก้แค้น( เมะธงแดงกำลังจะเปลี่ยนสีแล้วหรือเปล่า ~ ) เป็นคำถามที่ใครหลาย ๆ คนก็กำลังจับตามองกันอยู่ว่า “เติร์ด” กำลังจะเปลี่ยนจากเมะธงแดง กลายเป็นเมะธงเขียวแล้ว แต่ “อู่อู๋ - เซฟ” รีบห้ามก่อนเลยว่า ไม่มีอะไรการันตีแน่นอน เพราะ MR.Fanboy ไม่มีใครคาดเดาได้ และจะเกินคาดทุกคนอย่างแน่นอน จับตาดูกันไว้ให้ดี ๆ เลย( MR.Fanboy มีซีนดราม่าฉ่ำมากก ! ) “เซฟ” อธิบายว่า Workshop กันไปเยอะมาก ๆ สำหรับซีนดราม่า แต่ตอนที่ Workshop ก็ไม่ได้เล่นตามบททั้งหมด เรียกได้ว่าส่วนน้อยที่จะเล่นตามบท เพราะการที่เราจะเล่นซีนดราม่าด้วยกัน เราก็ต้องมีสมาธิกับซีนนั้น และต้องรับรู้อารมณ์ถึงสิ่งที่คู่เราจะพูด และเราถึงจะรู้สึกตาม ในกองพูดกันเสมอเลยว่า ‘ถึงกองถ่ายจะรีบ แต่นักแสดงห้ามรีบ รู้สึกถึงค่อยเล่น ถ้าไม่รู้สึกก็อย่าเพิ่งเล่น’ และก่อนที่จะเข้าซีนดราม่าในแต่ละคน “อู่อู๋” ก็เล่าต่อว่าพยายามทำสมาธิและไม่เล่นจนอารมณ์ต่อไม่ติด เพราะถ้าเปลี่ยนคัทแล้วอารมณ์จะไม่เชื่อมกันและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อู่อู๋ - เซฟ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “MR.FANBOY จากแฟนคลับ ขอขยับเป็นแฟนคุณ”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อู่อู๋ - เซฟ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อู่อู๋ - เซฟ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "MR.FANBOY รักสุดใจนายแฟนบอย" ทุกวันเสาร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง One31 และชมเวอร์ชัน UNCUT เวลา 23.30 น. บนแอป iQIYI พร้อมฝากเพลง ost ทั้งเพลง FANBOY - ASH (AuAu, SVRN, HEART OF BUS) เพลง เลิกเล่นครับผม - Savewrg และ ‘NO PAIN NO GAIN’ - PERSES ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

21 ก.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 17 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ริวจิน - แพทจิ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... ทอรัก ถักรอนามปากกา : babydew แพรไหม หนุ่มอีสานช่างทอผ้าแห่งหมู่บ้านดอนซับไหม เติบโตมากับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาผ้าไหมของครอบครัว บ้านของเขาเปิดทั้งร้านขายผ้าไหมที่ทอด้วยมือและโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทุ่งนา ธรรมชาติ อาหารพื้นบ้าน และวัฒนธรรมอีสานอย่างใกล้ชิด วันหนึ่ง ไม้โท หนุ่มเมืองกรุงที่เดินทางมาทำธุรกิจ รถกลับเสียระหว่างทางจนต้องเข้าพักที่โฮมสเตย์ของแพรไหม จากคนสองคนที่มาจากต่างโลก ไม้โทค่อย ๆ เรียนรู้วิถีชีวิตของดอนซับไหม ทั้งการเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้า รวมถึงประเพณีและความอบอุ่นของชุมชน ขณะที่ความใกล้ชิดของทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรักที่คาดไม่ถึง หลังจากนั้นไม้โทจึงได้ชวนเพื่อน ๆ มาเพื่อพักผ่อนเเละสัมผัสบรรยากาศเหมือนที่ตัวเองได้รับ แต่เเล้วเมื่อไม้โทต้องกลับกรุงเทพฯ เพื่อสานต่องานธุรกิจ ทั้งสองจึงต้องแยกจากกัน แพรไหมยังคงทำงานทอผ้าต่อไป พร้อมถักทอความคิดถึงลงบนผืนผ้า และเฝ้ารอวันที่ไม้โทจะกลับมายังดอนซับไหมอีกครั้ง “ความฮักกะคือผืนผ้า กว่าจะถักทอเป็นผืนหนึ่ง ต้องใช้ทั้งเวลาและการรอคอย”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Stitch love into every moment.Pen Name : babydew Praemai, a young weaver from Don Sap Mai village in northeastern Thailand, was raised among his family’s generations-old silk-weaving knowledge and traditions. His family operates a handwoven silk shop and a homestay, giving visitors the chance to experience the rice fields, natural surroundings, local cuisine, and northeastern Thai culture firsthand. One day, Maitho, a Bangkok city boy traveling for business, has car trouble and finds himself staying at Praemai’s homestay. Though they come from entirely different worlds, Maitho gradually discovers the Don Sap Mai way of life—from raising silkworms and reeling silk to dyeing and weaving, along with the community’s traditions and heartfelt hospitality. As they grow closer, their unexpected bond blossoms into love. Later, Maitho brings his friends to visit so they can share the same welcoming atmosphere. But when business calls him back to Bangkok, the two are forced to part. Praemai carries on weaving, threading his longing into every piece of fabric as he waits for the day Maitho returns to Don Sap Mai. "Love is like a piece of fabric; it takes time and waiting to weave it into one."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... love with me free Wi-Fiนามปากกา : mุก (มุก) "ไผ่" HR ขึ้นชื่อว่าเนี้ยบสุดๆ เจ้ากี้เจ้าการ ปากจัด พร้อมเถียงกลับทุกคนที่ขวางหน้า โดยเฉพาะ "โรม" หนุ่มไอทีสุดหล่อขวัญใจแผนกบัญชี เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาทำงานที่ดูเหมือนจะปกติในทุกวัน แต่ดันไปขัดหูขัดตาไผ่ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดคนสองคนที่ทำงานคนละแผนกถึงได้มีเรื่องปะทะคารมกันแทบทุกวัน บางครั้งเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยอย่างการตอบอีเมล หรือบางทีก็เริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์ของไผ่ที่เกิดอาการเสียขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ทุกครั้งเมื่อคอมมีปัญหา คนที่เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของไผ่จะเป็นโรมเสมอ ประโยคแรกที่ดังขึ้นก็มักไม่ใช่คำทักทาย แต่เป็น "ไหน วันนี้คอมเป็นไรอีกครับ คุณ HR" "ถ้ารู้จะเรียกมาปะ" โรมยกยิ้มมุมปาก ถ้าการยั่วโมโหไผ่คือกีฬา โรมคงได้เหรียญทองโอลิมปิกไป 5 สมัยแล้ว "ก็ปกติดีนะครับ คุณแกล้งผมปะ ชอบผมหรอ อยากเจอหน้าผมทุกวันอ่ะดิ" "เป็นบ้าปะ ก็เมื่อกี้มันเปิดไม่ติดอ่ะ ชั้นจะแกล้งคุณเพื่ออะไร เวลาชั้นเป็นเงินเป็นทอง เสียเวลาป่าว ๆ แค่เพราะจะมาแกล้งคุณ" "วันหลังก็ลองเสียบปลั๊กให้แน่น ๆ นะครับ อย่าเตะปลั๊กแบบเมื่อกี้อีกล่ะ" ว่าแต่แผนก IT คนตั้งเยอะแยะ ทำไมมีแค่โรมที่มาดูคอมให้ไผ่ล่ะ ?FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Love with me free Wi-FiPen Name : mุก l "Pai," the HR manager, has a reputation for being exacting, commanding, and razor-tongued. She is always prepared to argue with anyone who crosses her path, especially "Rome," the attractive IT specialist adored by the accounting team. Rome's standard t-shirt-and-jeans look gets under Pai's skin. No one can explain why these two employees from separate departments seem to butt heads nearly every day. Sometimes the conflict begins over something as minor as an email reply. Other times, Pai's computer suddenly crashes. By now, it has become an unspoken routine: whenever her computer acts up, Rome is the one who appears at her desk. He never starts with a hello. Instead, he asks, "So, what's wrong with your computer today, Mr. HR?" "If I knew, do you think I'd call you?" Rome says with a smirk. If irritating Pai were an Olympic event, Rome would already have five gold medals. "It seems to be working perfectly. Are you messing with me? Do you like me? Do you just want to look at my face every day?" "Are you out of your mind? It wouldn't even turn on a moment ago. Why would I mess with you? My time is money. I wouldn't waste it just to annoy you." "Next time, plug it in correctly. And don't kick the cord like that again." But hold on—there are plenty of people in the IT department. Why is Rome always the only one who comes to fix Pai's computer?FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ภาษารักษ์นามปากกา : veevaris เรื่องของ รักษ์ (แพทจิ) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาเพิ่งจบชั้นม.6 มาหมาด ๆ รักษ์มีเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ประถมชื่อ ทิวเขา (ริวจิน) ถึงแม้รักษ์จะ ไม่ค่อยได้เล่นกับทิวเขาแบบเด็กคนอื่น แต่ทิวเขาก็มักจะหาของเล่นมาเล่นกับรักษ์อยู่เสมอ จนตอนนี้เขาทั้งสองอายุ 18 ปี ทิวเขาก็ยังคงมาชวนรักษ์ไปเตะบอลหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นอยู่เสมอ ทิวเขามีความเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด สิ่งนี้มันทำให้รักษ์คิดกับทิวเขาเกินคำว่าเพื่อนไปมากแล้ว แต่ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้เพราะกลัวผิดหวัง กลัวทิวเขาถูกมองไม่ดี รักษ์ยังคงคิดว่าเป็นเพื่อนกันแบบนี้ต่อไปคงดีกว่า แต่สำหรับทิวเขาแล้วเขารอให้รักษ์รู้ตัวและยอมรับกับความรู้สึกของเขาจริง ๆ เหมือนที่ทิวเขาเป็น ทิวเขายอมรับว่าชอบรักษ์ก่อน อาจเป็นเพราะว่าเอ็นดูเวลารักษ์ทำหน้างอแง หรือวีนเวลาที่ทิวเขาไม่ยอมทำตาม แต่ด้วยหลายปัจจัยจึงอยากให้เราทั้งคู่โตมากกว่านี้ โตพอที่จะดูแลกันและกันได้ดีมาก ๆ อยากใช้ชีวิตตามที่รักษ์ต้องการ นี่แหละภาษารักษ์FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Rak's languagePen Name : veevaris This is Rak’s (Patji’s) story, an 18-year-old boy with a hearing impairment who has recently finished high school. His closest friend is Tiwkhao (Ryujin), whom he has known since elementary school. Rak may not play with Tiwkhao the way other children do, but Tiwkhao has always made an effort to find toys and activities they can enjoy together. Even at 18, he still asks Rak to play soccer or join him in whatever else he has in mind. That unwavering presence has led Rak to develop feelings that reach beyond friendship. Still, he keeps them hidden, afraid of being rejected or receiving a hurtful response. To Rak, staying friends seems safer. Tiwkhao, however, is waiting for Rak to recognize and accept what he feels, because his own feelings are just as strong. He was the first to admit that he liked Rak—perhaps because he finds Rak especially adorable when he pouts or throws a tantrum whenever Tiwkhao refuses to give him what he wants. Even so, because of several circumstances, Tiwkhao wants them both to grow more mature, learn how to take better care of each other, and build their lives around Rak’s wishes. This is Rak’s language.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... Bake My Heart ขนมปังเวทมนตร์ของคุณคนเดียวนามปากกา : ฉลามวาฬ จะเป็นยังไง... ถ้าขนมปังที่คุณกินเข้าไปไม่ได้แค่ทำให้อิ่มท้อง แต่กลับมอบ “พลังวิเศษระยะสั้น” ตามอารมณ์ของคนอบ! แพทจิ เจ้าของร้านเบเกอรี่โฮมเมดไซส์มินิ หนุ่มน้อยน่ารัก ยิ้มสดใส มีความลับสุดป่วนเพราะความรู้สึกรุนแรงในใจขณะอบขนมมักกลืนลงไปในแป้งโดว์เสมอ ทว่าพลังนี้กลับส่งผลกลั่นแกล้งแค่คน ๆ เดียวเท่านั้น! แจ็กพอตจึงตกเป็นของ ริวจิน สถาปนิกสุดเนี๊ยบหน้าดุที่ไม่ชอบของหวาน แต่วันนั้นฉันรีบจนจำใจซื้อครัวซองต์ที่แพทอบ ตอนอารมณ์ “ตื่นสายอยากบินได้” ไปกิน กัดคำแรก ตัวเขาก็ลอยสูงจากพื้น 1 เมตร กลางแยกไฟแดง สถาปนิกคูล ๆ จึงต้องกลายเป็นลูกค้าประจำเพื่อมา “จับผิด” แต่ยิ่งกินยิ่งป่วน... คัพเค้กแอบมอง ทำตัวล่องหน 10 นาที ขนมปังกระเทียมใจฟู ได้ยินเสียงหมาแมวแถวนั้นนินทา ชูครีมระเบิดความเขิน ผมเปลี่ยนเป็นสีชมพูแถมมีหูแมวโผล่ เมื่อคุมพลังไม่ได้ ริวจินจึงต้องออกคำสั่งชวนหัวใจกระตุก “ถ้านายจะอบขนมตอนอารมณ์ไม่นิ่ง นายต้องเอามาให้ฉันกินคนเดียว” มาร่วมลุ้นไปกับเบเกอรี่เต๊าะเนียนๆ ของเชฟแสนน่ารัก คนหน้าดุจะทนความหวานนี้ได้นานแค่ไหน? แล้วทำไมพลังวิเศษถึงเกิดขึ้นแค่กับ ริวจิน คนเดียวเท่านั้นกันแน่FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Bake My HeartPen Name : ฉลามวาฬ What if the bread you ate did more than satisfy your hunger—what if it gave you a "short-term superpower" shaped by the baker’s mood? Patji, the owner of a tiny homemade bakery, is a cheerful young man with an adorable smile and a wildly troublesome secret: whatever powerful emotion he feels while baking is absorbed into the dough. Unfortunately, this strange ability affects only one person—and that unlucky winner is Ryujin, a precise, serious architect who has no interest in sweets. One day, circumstances force him to buy a croissant Patji made while feeling "sleepy and eager to fly." The moment Ryujin takes a bite, he rises a meter above the ground in the middle of a traffic light! Soon, the composed architect becomes a regular customer, determined to keep an eye on Patji’s unpredictable antics. Yet the more he eats, the more outrageous things become... Cupcakes make him peek, he turns invisible for 10 minutes, garlic bread fills him with happiness, he starts hearing dogs and cats gossip, and cream puffs make him blush as his hair turns pink and cat ears spring from his head. Unable to control these powers, Ryujin delivers a heart-stopping order: "If you’re going to bake while you’re in a bad mood, you have to give it only to me!" Step into this playful, smooth-talking bakery adventure! How long can this stern-faced cutie resist the sweetness? And why do these superpowers appear only when Ryujin eats them?FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... กฎข้อเดียวของรูมเมทนามปากกา : เม้วเม้ว วันแรกที่ย้ายมาอยู่ด้วยกัน แพทจิ แปะ “กฎของรูมเมท” ไว้หน้าตู้เย็น ห้ามแย่งของกิน ห้ามใช้ผ้าเช็ดตัวผิดผืน ห้ามเปิดแอร์ต่ำกว่า 24 องศา และห้ามเอาเสื้ออีกคนไปใส่โดยไม่ขอ ริวจิน อ่านข้อสุดท้าย ก่อนหันไปมองเสื้อตัวเองที่อยู่บนตัวแพทจิ “แล้วที่ใส่อยู่นี่?” “กฎเพิ่งเขียน เหตุเกิดก่อนกฎหมายมีผล” หลังจากนั้นกฎก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความวุ่นวายของทั้งคู่ ห้ามกินไก่ทอดชิ้นสุดท้าย ห้ามแอบถ่ายตอนหลับ ห้ามกลับดึกโดยไม่บอก และห้ามซื้อกาแฟมาแก้วเดียว เพราะสุดท้ายก็ต้องแบ่งกันอยู่ดี จนคืนหนึ่ง ริวจินกลับถึงห้องแล้วพบกฎข้อใหม่ ลายมือเหมือนคนเขียนแล้วลบอยู่หลายรอบ ข้อ 11 ห้ามชอบรูมเมทตัวเอง ริวจินอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปากกาขีดคำว่า “ห้าม” ทิ้ง แล้วเขียนเพิ่มว่า “ข้อนี้ทำผิดไปตั้งแต่วันแรกแล้ว” เช้าวันต่อมา มีลายมือแพทจิเพิ่มอยู่ข้างใต้ “ผู้ฝ่าฝืนปรับ 100 บาท แต่ถ้าผิดทั้งคู่ หารคนละครึ่ง :)” ริวจินจึงวางเงิน 200 บาทไว้หน้าตู้เย็น “ทำไมสองร้อย?” “จ่ายล่วงหน้า” “ล่วงหน้าอะไร?” ริวจินยิ้ม “กะว่าจะทำผิดทุกวัน”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The golden rule of living with roommates.Pen Name : เม้วเม้ว On their very first day as roommates, Patji taped a list titled "Roommate Rules" to the refrigerator: Don’t argue over food, don’t grab the wrong towel, don’t set the AC below 24 degrees, and don’t wear each other’s clothes without permission. Ryujin read the final rule, then looked down at his shirt—the one Patji happened to be wearing. "What about the shirt I’m wearing right now?" "The rules were only just written. They took effect before anyone had a chance to enforce them." From then on, new rules appeared one after another, adding even more chaos to their lives. Don’t take the last piece of fried chicken, don’t secretly photograph the other person while they’re asleep, don’t come home late without letting anyone know, and don’t buy only one cup of coffee, because they’d end up sharing it anyway. One night, Ryujin came back to the room and discovered another rule. It was handwritten, with traces of having been erased and rewritten several times: Rule 11: No liking your roommate. Ryujin stared at it briefly, crossed out the word "No," and wrote beneath it, "This rule was broken on the first day." The next morning, Patji had added a note in their handwriting: "Violators are fined 100 baht. But if both of you break the rule, the fine is split in half :)" Ryujin placed 200 baht on the refrigerator. "Why two hundred?" "It’s a prepayment." "Prepayment for what?" Ryujin smiled. "I plan to break the rules every day."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ริวจิน - แพทจิ”ที่จะแชร์ความน่ารัก และจุดเริ่มต้นเรื่องราวของทั้งสองคน( ที่มาของชื่อเล่น ริวจิน - แพทจิ ) “ริวจิน” เป็นคนไทย 100% แต่เพราะว่าป๊าม๊าไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่น แล้วก็มี “ริวจิน” ขึ้นมาก็เลยได้ชื่อภาษาญี่ปุ่น ส่วน “แพทจิ” จริง ๆ แล้วชื่อเล่นตั้งแต่เกิดคือ “แพททริค” แต่ด้วยความที่ตอนเด็ก ๆ กลัวเพื่อนเข้าใจผิดว่าเป็นฝรั่ง ก็เลยใช้แค่ชื่อ “แพท” และพอโตมาชื่อจริงคือ “จิรชาติ” จึงนำมาผสมกันกลายเป็น “แพทจิ” ที่ใช้ในทุกวันนี้( ทั้งคู่การันตีว่าคลิกกันสุด ๆ ! ) สำหรับ “แพทจิ” ด้วยความที่แวดวงสังคมใกล้กัน มุมมองเลยคล้ายกันไปหมด และทั้งคู่ก็มีความชิลมาก ๆ ที่เหมือนกัน เรียกได้ว่าคลิกกันมาก ๆ ส่วน “ริวจิน” เล่าว่าไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกันมาก ๆ เพราะเหตุผลที่เหมือนน้องก็คือรู้จักกันมาก่อนและสังคมใกล้ ๆ กัน อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่ “แพทจิ” ไปเดินป่า และ “ริวจิน” ก็ไปเดินป่ามาเหมือนกัน ถึงไม่ได้ไปด้วยกันแต่ก็คุยกันถูกคอ เข้าใจกันไปหมด และสำหรับ “ริวจิน” มองว่าการเดินป่าทำให้ได้อยู่กับตัวเอง และธรรมชาติ เวลาที่ Burnout แล้วได้ไปเดินป่าก็รู้สึกเหมือนได้เติมพลัง( ริวจินและฉายาประจำตัว ‘ฝันร้ายเมะบ้านส้ม’ ) จากฉายา ‘ฝันร้ายเมะบ้านส้ม’ ของ “ริวจิน” เจ้าตัวบอกว่าชิล ๆ เพราะถึงจะมีฉายาฝันร้าย มันก็มีฉายาฝันดีเหมือนกัน แต่ “แพทจิ” ก็รีบแย้งขึ้นมาตลก ๆ ว่า ‘ไม่เห็นจะมีใครเรียกเลย’ แต่ “ริวจิน” ก็ยืนยันว่ามีคนเรียกอยู่บ้าง แต่ยังไงก็มีแค่ “แพทจิ” เท่านั้นที่จะหยุดฝันร้ายเมะบ้านส้มนี้ได้ “แพทจิ” ก็รีบเถียงในทันทีเลยว่าไม่จริง เพราะตอนนี้ก็ยังหยุดไม่ได้เลย “ริวจิน” เลยรีบแก้ตัวว่า ‘พี่ก็อยู่ของพี่เฉย ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ’ คราวนี้ “แพทจิ” เลยอ้อนขอให้มาเทอร์มาช่วยยืนยันแล้วแหละแบบนี้[ เซ็ตคำถามพิเศษ : ผมขอเป็น MR.Fanboy ของคุณ]( ให้ริวจินจำลองสถานการณ์ ถ้าได้แฟนไซน์กับแพทจิ 1 นาที... ) “ริวจิน” บอกว่าก่อนอื่นเลยก็จะเข้าไปนั่งให้เสร็จสรรพ แล้วพี่ ๆ ทีมงานค่อยเริ่มจับเวลา พอกดอัดคลิป Video แล้วก็จะรีบบอกชื่อกับ “แพทจิ” ก่อนเลย อาจจะมีเขิน ๆ บ้างแต่ก็จะถามว่าวันนี้เหนื่อยมั้ย ชวนพี่คุยได้นะ หรือมีอะไรอยากถามพี่มั้ย ถ้าอยากเจอกันอีกเดี๋ยวรอบถัดไปมาหาอีกนะ จะไปหาทุก ๆ งานเลย สำหรับ “ริวจิน” ก็คงเป็นประมาณนี้( ถ้าแพทจิขอริวจินถ่ายรูป... ) แน่นอนว่าก็ต้องมี ‘ท่ามามี๊’ และคอมโบกับ ‘ท่าร้อนใน’ เอาให้น่ารักแต่ติดเท่ และอีกรูปก็เป็นท่าน่ารัก ๆ ซน ๆ แบบ ‘ท่าคุโรมิ’ สามารถเข้าไปชมความน่ารักได้ที่ YouTube : ATIME น้าาา( ถ้าริวจินเป็นแฟนบอยของแพทจิ... ) “ริวจิน” ชอบ “แพทจิ” ตรงมุมที่ว่า “แพทจิ” เป็นคนที่ตั้งใจมาก ๆ ถ้าตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างก็จะตั้งใจมาก ๆ และเป็นคนที่มี Passion เยอะ( ถ้าแพทจิมีริวจินเป็นไอดอล... ) “แพทจิ” จะยกให้ “ริวจิน” เป็นไอดอลในด้านการใช้ชีวิต เพราะ “ริวจิน” เป็นคนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่ามาก ๆ ทุกวินาทีเลย เพราะในหนึ่งวันมีกิจกรรมเยอะมาก ไปที่นั่นที่นี่ หลายที่สุด ๆ แถมยังใช้ชีวิตยันดึกจนจบวันเลย สุดท้าย “แพทจิ” แซวทิ้งท้ายว่า “ริวจิน” เขาเหมือนร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง แต่ “ริวจิน” ก็บอกว่ามีเหตุผลที่เป็นแบบนี้ เพราะรู้สึกว่าบางอย่างถ้าไม่ทำตอนนี้ ในอนาคตก็อาจจะไม่ได้ทำหรือไปไม่ได้แล้ว เพราะในบางกิจกรรมทำตอนนี้ก็สนุกที่สุด( แฮชแท็กที่เปรียบเสมือนไดอารี่เก็บเรื่องราวของริวจิน - แพทจิ ) ถ้าต้องมีแฮชแท็กที่เปรียบเสมือนไดอารี่ที่เก็บเรื่องราวของ “ริวจิน - แพทจิ” จะตั้งชื่อว่าอะไรกันบ้าง เริ่มที่ “ริวจิน” จะตั้งว่า #รู้มือwithริวจินแพทจิ เพราะส่วนตัว “ริวจิน” ชอบใช้คำว่ารู้มือมาก เพราะกับ “ริวจิน - แพทจิ” ไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะก็รู้มือกันอยู่แล้ว ส่วน “แพทจิ” จะตั้งว่า #อัสสัมเซนต์คาเบรียล เพราะ “ริวจิน” เรียนอัสสัมชัญ และ “แพทจิ” เรียนเซนต์คาเบรียล และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ประมาณชั้นม.2 - ม.3 แล้วก็ทำให้รู้จักกันยาว ๆ จนถึงปัจจุบันเลย( เสียงตอบรับจากแฟน ๆ หลังจากซีรีส์ออนแอร์ดีจนคาดไม่ถึง ! ) หลังจากที่ซีรีส์ออนแอร์มาได้ 3 EP. แล้ว และได้เห็น Feedback จากคนดูทุกคน “ริวจิน” รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนชอบและซัพพอร์ตทีมนักแสดงเรื่อง MR.Fanboy ช่วยปั่นเทรนด์กันโหดมาก แต่ตอบรับกันดีทุก EP. เลย ส่วน “แพทจิ” ก็ดีใจเหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ออกมาบ่อย เพราะไม่มีตัวละครนี้ในนิยาย แต่พอครั้งไหนที่ออกมาก็มีคนเอาไปลงและชมตลอด เลยรู้สึกดีใจที่เราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้( เร็นจิ และ ธาม เป็นคนแบบไหน ? ) “แพทจิ” บอกว่าตัวละคร “ธาม” เป็นตัวละครที่อยากจะเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง มีความตั้งใจมาก ๆ ทำให้พอได้มีโอกาสอยู่ในที่ที่ชอบแล้วก็จะคอยสังเกตคนต่าง ๆ ทำให้จะส่งผลต่ออนาคตด้วย เพราะ “ธาม” เป็นคนที่ไม่ชอบความไม่ยุติธรรม และความไม่เท่าเทียม เพราะในซีรีส์ก็จะมีเรื่องเด็กเส้นที่เข้ามาและได้เล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ตัวละครของเราเล่นได้ดีกว่า กลับเป็นได้แค่ตัวประกอบเท่านั้น ส่วนตัวละครของ “ริวจิน” ชื่อว่า “เร็นจิ” เป็นตัวละครที่ท้าทายมาก ๆ เพราะเหมือนต้องเล่นกับระบบ แต่ก็เป็นตัวละครที่มีความเป็นตัวเราเองผสมอยู่ด้วยเหมือนกันและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ริวจิน - แพทจิ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ริวจิน แพทจิ NATIVE 100%” ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนให้แฟน ๆ เอ็นดูทั้งคู่ไม่หยุดดด ~สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย !(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ริวจิน - แพทจิ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ริวจิน - แพทจิ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ Mr. Fanboy รักสุดใจนายแฟนบอย ทุกวันเสาร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง One31 รับชมเวอร์ชัน Uncut ได้ทางแอปพลิเคชัน iQIYI และฝากเพลง ost ซีรีส์ทั้ง 2 เพลง "NO PAIN NO GAIN" จาก PERSES และ FANBOY - ASH (AuAu, SVRN, HEART OF BUS) สามารถเข้าไปดู MV ได้ทาง YouTube : DMD MUSIC น้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

16 ก.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 10 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “FAVIQ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และโชว์ความน่ารักให้กับแฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... งานเต้นรำในคืนจันทร์สีเงินนามปากกา : แม่พ่อ พ่อแม่ ค่ำคืนแห่งจันทราสีน้ำเงิน เจ้าชายทั้งแปดแห่งอาณาจักร FAVIQ เนเมส บลิ้งค์ ภีมช์ โจอี้ เจฟฟรี่ ฐาน เชว่า และเซน ได้รับเชิญสู่งานเต้นรำ ณ วังหลวง ว่ากันว่าผู้ที่ได้เต้นเพลงสุดท้ายกับคนที่หัวใจเลือก จะได้พบรักแท้ของตน เนเมสมาในชุดกำมะหยี่เข้ม บลิ้งค์สวมเสื้อคลุมปักดาว ภีมช์ดูสง่างามจนทั้งห้องหันมอง โจอี้กับเจฟฟรี่แข่งกันโปรยเสน่ห์ตั้งแต่ยังไม่เข้าประตู ส่วนฐานกับเชว่าหลุดไปโต๊ะขนม ขณะที่เซนยืนเหงาอยู่ริมฟลอร์ มองคนอื่นเต้นรำอย่างมีความสุข เมื่อเพลงสุดท้ายเริ่มบรรเลง ทุกคนต่างรอว่าเจ้าชายองค์ไหนจะเลือกใคร แต่เนเมสกลับยื่นมือให้บลิ้งค์ บลิ้งค์ดึงภีมช์เข้ามา ภีมช์คว้าโจอี้ โจอี้ลากเจฟฟรี่ เจฟฟรี่เรียกฐาน ฐานจับเชว่า และเชว่ายื่นมือให้เซน ครบทั้งแปดคนพวกเขาหัวเราะแล้วเต้นกันกลางฟลอร์แบบไม่สนพิธีการ จนแม้แต่ราชาและราชินียังยิ้มตาม เพราะในคืนนั้น เจ้าชายทั้งแปดค้นพบว่า “คนที่หัวใจเลือก” ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่รักเสมอไป บางครั้งคือคนที่พร้อมยืนข้างเรา ไม่ว่าเมโลดี้ของชีวิตจะเปลี่ยนจังหวะไปแค่ไหน และตั้งแต่นั้นมา งานเต้นรำ ณ วังหลวงก็มีธรรมเนียมว่า เพลงสุดท้ายจะเป็นเพลงสำหรับคนที่เราอยากรักที่สุดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Dancing Beneath the Silver MoonlightPen Name : แม่พ่อ พ่อแม่ Beneath a blue moon, the eight princes of the FAVIQ Kingdom—Names, Blink, Peem, Joey, Jeffrey, Than, Cheva, and Zen—gathered for a grand royal ball. According to tradition, whoever shared the final dance with the person their heart had chosen would discover true love. Names appeared in a deep velvet suit, Blink swept in wearing a cloak stitched with stars, and Peem looked so refined that every guest turned to admire him. Joey and Jeffrey were already trying to impress each other before they even crossed the doors, while Than and Cheva wandered toward the dessert table. Zen remained by himself on the dance floor, contentedly enjoying the sight of everyone else dancing. When the last song began, the guests waited eagerly to see which prince would choose whom. Names reached for Blink’s hand. Blink drew Peem close, Peem took Joey’s hand, Joey pulled Jeffrey toward him, Jeffrey beckoned to Than, Than held out his hand to Cheva, and Cheva invited Zen to dance. Every one of the eight had been chosen. Laughing freely, they danced together without worrying about ceremony or rules, and even the King and Queen smiled at the scene. That night, the eight princes learned that “the one the heart chooses” does not always have to be a romantic partner. Sometimes, it is the people who remain beside us through every change in life’s melody who matter most. From that night forward, the royal ball’s final song was reserved for the person each guest wanted to love most.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... INFINITE : THE LAST HOSTนามปากกา : เหมยหิมะ ปี 2049 โลกก้าวเข้าสู่ยุคทองของเทคโนโลยี หลังมนุษย์ค้นพบพลังงานอนันต์ “INFINITE” ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างไร้ขีดจำกัด และมนุษย์เริ่มเชื่อว่าพวกเขาอาจก้าวไปถึงการตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่นได้ จนกระทั่งอุกกาบาตปริศนาพุ่งชนทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างคล้ายมนุษย์ถึง 80% และประกาศว่านี่อาจเป็นหลักฐานแรกของสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่ติดมากับอุกกาบาตไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รอให้มนุษย์ค้นพบ…มันกำลังค้นหา “โฮสต์” เมื่อเชื้อปรสิตเริ่มแพร่กระจาย ผู้คนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดและโลกที่เคยสงบสุขก็ล่มสลายอย่างรวดเร็ว เนเมส , บลิ้งค์ , ภีมช์ , โจอี้ , เจฟฟรี่ , ฐาน , เชว่า และเซน คน 8 คนที่ต่างมีอดีตและความลับของตัวเอง ต้องมารวมตัวกันท่ามกลางโลกที่กำลังพังทลาย พวกเขาต้องเอาชีวิตรอด ค้นหาความจริงของอุกกาบาต และหาคำตอบว่าเหตุใด “INFINITE” อาจไม่ได้ถูกค้นพบโดยมนุษย์…แต่ถูกทิ้งไว้ให้มนุษย์ค้นพบตั้งแต่แรก ท้ายที่สุดพวกเขาอาจต้องเลือกระหว่างช่วยโลก…หรือจำยอมFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... INFINITE : THE LAST HOSTPen Name : เหมยหิมะ In 2049, humanity stepped into a technological golden age after discovering an endless energy source known as "INFINITE." Life was transformed beyond recognition. With technology available without limits, people began to wonder whether settling on other planets might finally be possible. Then, a mysterious asteroid crashed into the desert of southern Nevada, USA. Scientists found traces of life forms that resembled humans by 80%, hailing the discovery as potential proof of extraterrestrial life. What no one realized was that the asteroid had not brought life waiting to be studied—it had brought something searching for a "host." As a parasite spread, humans transformed into monstrous beings, and the peaceful world quickly fell apart. Names, Blink, Peem, Joey, Jeffrey, Than, Cheva, and Zen—eight strangers, each carrying a history and secrets of their own—are forced to unite as civilization crumbles around them. To survive, they must uncover the asteroid’s truth and learn why "INFINITE" may not have been discovered by humanity at all, but deliberately left behind for them to find. In the end, they may face an impossible choice: save the world—or surrender.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... เจ้าชายทั้ง 8 ในปราสาทเขาวงกตเฟวิคนามปากกา : risaaa ณ ปราสาทเขาวงกตที่มีนามว่า เฟวิค เป็นที่พักอาศัยของเจ้าชายรูปงามทั้ง 8 เริ่มจาก องค์ชายเนเมส ผู้มียิ้มหวานเป็นประกายตกหญิงสาวทั่วราชอาณาจักร องค์ชายบลิ้งค์ ตาหวานสะกดใจ อย่าได้จ้องตาเชียวเพราะคุณจะหาทางออกไม่ได้ องค์ชายภีมช์ องค์ชายคารมดี ไม่ว่าใครได้เสวนาก็หลงใหลกันทั้งนั้น ตามมาด้วยองค์ชายฝาแฝด เจฟฟรี่ และ โจอี้ หนุ่มตี๋หมวย กระชากใจทั้งเสียงร้องและรอยยิ้ม องค์ชายฐาน ผู้ที่ความสามารถล้นเหลือ ไม่ว่าหญิงสาวคนไหนจะต้องตาองค์ชายรูปไหน... ให้ระวังองค์ชายฐานไว้ มาที่ องค์ชายเชว่า พูดน้อยแต่ไม่ว่าหญิงคนไหนเมื่อได้ฟังเขาแร็ปหรือแค่มองตาก็ต้องหยุดใจที่องค์นี้ องค์ชายน้องเล็กคือ องค์ชายเซน น่ารักน่าเอ็นดู แต่เมื่อแร็ปขึ้นเมื่อไหร่ทุกคนก็ต้องตกใจเพราะช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ปราสาทเขาวงกตเฟวิคขึ้นชื่อเรื่องจัดงานสังสรรค์ โดยทุกครั้งที่มีงานไม่ว่าคุณจะเป็นชายหนุ่มหรือหญิงงาม ทุกคนก็ปรารถนาที่จะได้ตั๋วทองเข้าร่วมทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเมื่อได้ย่างกายเข้าไปแล้วคุณจะหลงอยู่ในปราสาทจนออกมาไม่ได้อีกเลย เพราะเจ้าชายรูปงามทั้ง 8 นั้นจะสะกดให้คุณหลงใหลได้ตลอดไป แล้วคุณล่ะ... ถ้าได้ตั๋วทองใบนี้ คุณจะเข้าร่วมงานสังสรรค์อันแสนสุขนี้ไหม ?FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The eight princes in the FAVIQ Labyrinth CastlePen Name : risaaa Deep within the winding halls of FAVIQ Castle live eight striking princes. First comes Prince Names, whose dazzling smile charms women across the kingdom. Then there is Prince Blink, whose hypnotic eyes are impossible to resist—just be careful, because one glance may leave you unable to find your way out! Prince Peem follows, a gifted speaker who wins over everyone fortunate enough to talk with him. Next are the twin princes, Jeffrey and Joey, both charming and handsome, with voices and smiles that are impossible to forget. Prince Than is blessed with limitless talent, but no matter which prince captures your attention...watch out for Prince Than! Prince Cheva is a man of few words, yet anyone who hears him rap—or simply meets his gaze—falls for him at once. The youngest, Prince Zen, is sweet and adorable, but whenever he begins to rap, everyone is stunned by the surprising personality he reveals. FAVIQ Castle is famous for its extravagant celebrations, and whenever an event is held, people of every age dream of receiving a golden ticket. But the moment you enter, you will be trapped inside with no way to escape—because the eight handsome princes will enchant you forever. And you...if you won this golden ticket, would you join the celebration?FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ห้องซ้อมหมายเลข 8นามปากกา : Midnight ห้องซ้อมห้องเดิมที่ทั้งแปดคนใช้ด้วยกันทุกวัน อาจไม่ได้พิเศษกว่าห้องอื่นเลย ผนังสีเรียบ กระจกบานใหญ่ พื้นที่ไม่กว้างนัก และมักเต็มไปด้วยขวดน้ำกับของใช้ที่ถูกวางระเกะระกะ แต่สำหรับพวกเขา ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำมากที่สุด ที่นี่มีทั้งวันที่เต้นผิดจนต้องเริ่มใหม่เป็นสิบรอบ วันที่เหนื่อยจนแทบไม่มีแรงพูด และวันที่ทุกคนหัวเราะจนลืมไปว่าตัวเองกำลังเหนื่อย บางครั้งหลังซ้อมเสร็จ ไม่มีใครรีบกลับ เนเมสนั่งคุยกับทุกคน ภีมช์เปิดเพลงเบา ๆ โจอี้หยิบสมุดขึ้นมาวาดรูป ฐานกับบลิ้งค์ยังคงหาเรื่องแกล้งกัน ส่วนเจฟฟรี่ เชว่า และเซนช่วยกันเก็บของ แม้สุดท้ายจะมีของหายทุกครั้งก็ตาม ห้องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฝึกซ้อม แต่เป็นที่ที่พวกเขาได้เรียนรู้ว่าการเดินไปข้างหน้าไม่จำเป็นต้องเก่งพร้อมกันทุกคน ขอเพียงวันที่ใครสักคนเหนื่อย ยังมีอีกเจ็ดคนคอยรออยู่ข้างๆ และเมื่อไฟในห้องซ้อมดับลงในทุกค่ำคืน เสียงหัวเราะของทั้งแปดคนก็มักจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังคงอยู่ เพราะบางที ความฝันอาจไม่ได้สวยงามเพราะวันที่เราประสบความสำเร็จ แต่มันสวยงามเพราะระหว่างทางนั้น เราไม่ได้เดินไปคนเดียวFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Rehearsal Room Number 8Pen Name : Midnight The rehearsal room the eight of them visited every day may not have looked extraordinary compared with any other. It had plain walls, one large mirror, limited space, and was usually scattered with water bottles and personal belongings. Yet to them, it held more memories than anywhere else. This was where they made mistakes and started again ten times, where exhaustion left them barely able to speak, and where laughter made them forget how tired they were. Sometimes, when rehearsal ended, no one was in a hurry to go. Names would sit and talk with everyone, Peem would play gentle music, Joey would open his sketchbook and draw, Than and Blink would keep teasing each other, and Jeffrey, Cheva, and Zen would help tidy the room, even though something always seemed to disappear. The room was more than a place to practice. It was where they learned that moving ahead did not mean everyone had to be perfect at once. Whenever one of them grew tired, seven others were there to wait for them. And each night, after the rehearsal room lights went out, the laughter of all eight was often the last thing to remain. Perhaps dreams are not beautiful simply because of the day they come true, but because, throughout the journey, no one has to walk alone.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เสียงสะท้อนของหัวใจทั้งแปดนามปากกา : ดัล (dal) โรงเรียนนานาชาติชื่อดังแห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มแปดคนที่โดดเด่น ทั้งหน้าตา ฐานะ การเรียน กีฬา ดนตรี และการต่อสู้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าทั้งแปดมีพลังเหนือธรรมชาติที่ซ่อนเอาไว้ เนเมสควบคุมกาลเวลา เซนควบคุมแรงโน้มถ่วง ฐานควบคุมเงา ภีมช์ใช้โลหิตสร้างพลังและรักษาบาดแผล เชว่าควบคุมสายฟ้าและพายุ เจฟเข้าสู่จิตใจและความทรงจำ โจควบคุมคลื่นเสียง และบลิ้งค์สามารถเคลื่อนย้ายข้ามมิติ พวกเขาใช้พลังลับๆ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น จน “ไวบ์ส” นักเรียนหญิงคนใหม่ย้ายเข้ามา เธอสวย เป็น Introvert ไม่ค่อยพูดกับใคร ไม่นานเธอสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียน แซงหน้าทั้งแปดคน จากคู่แข่งทางการเรียน เริ่มเข้าหาไวบ์สในแบบของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างไวบ์สกับทั้งแปดคนก็เริ่มเปลี่ยนไป ไวบ์สบังเอิญเห็นพลังทั้งแปดคน เธอพูดว่า “พวกนายมีพลังแบบนี้กันทุกคนเลยเหรอ?” ในวินาทีนั้น พลังของไวบ์สก็ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก พลังที่สามารถสะท้อนและพัฒนาพลังของผู้อื่นให้แข็งแกร่งขึ้น แต่การปรากฏตัวของไวบ์สอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะพลังของเธออาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในโรงเรียน และอาจกลายเป็นความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน…FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The Echoes of the Eight HeartsPen Name : ดัล (dal) At an elite international school, eight remarkable boys stand out for their charm, riches, intelligence, athletic talent, musical ability, and fighting skills. None of them knows that they secretly possess supernatural gifts. Names can manipulate time, Zen commands gravity, Tha rules over shadows, Peem draws on blood to generate power and mend injuries, Cheva summons lightning and storms, Jeffrey alters minds and memories, Joey controls sound waves, and Blink can cross between dimensions. They use these abilities in secret to help people in need. Everything changes when Vibes, a beautiful and reserved new girl, transfers to the school. She quickly becomes its top student, outperforming all eight boys. What begins as academic rivalry gradually shifts as Vibes approaches each of them in her own unique way, transforming her relationships with the group. One day, she accidentally sees their powers and asks, "You all have powers like this?" At that very moment, her own ability awakens for the first time: she can reflect and amplify the powers of others. Yet Vibes may not have arrived by chance. Her gift could hold the answer to an approaching threat at the school—and might even spark emotions that reach far beyond friendship…เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “FAVIQ”ที่จะมาเล่าเรื่องสนุก ๆ ที่ไม่เคยบอกที่ไหนมาก่อน !( การเดินทางของ FAVIQ ) ก่อนจะมาเป็น ‘FAVIQ’ ในทุกวันนี้ หนุ่ม ๆ ซุ่มซ้อมด้วยกันมานานถึง 3 ปี ซ้อมกันทุกวันเลย ทั้งซ้อมเต้น ร้องเพลง Performance และมีคลาสแต่งหน้าทำผมด้วย ถึงแม้ว่าตอนแรกจะไม่ได้อยู่ด้วยกันครบ 8 คนแบบตอนนี้ มีเจอกันบ้างตามคลาสเรียน แต่หลังจากนั้นก็ได้มารวมตัวกัน และตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลา 1 ปีครึ่งแล้ว ที่ทุกคนได้รวมตัวกันก็เพราะ ‘FAVIQ’ เลย( วิธีการแยกคู่แฝดเจฟฟรี่ - โจอี้ ) หนุ่ม ๆ บอกว่า “เจฟฟรี่” หน้าจะคม ดูเฉี่ยวมากกว่า ส่วน “โจอี้” จะมีแก้มกลม ๆ น่ารักสดใส แต่ถึงอย่างนั้นบางวัน “บลิ้งค์” ก็จะแยกไม่ออกบ้าง “บลิ้งค์” เลยเล่าว่ามีครั้งหนึ่งที่เดินเล่นกับ “เจฟฟรี่” อยู่ แต่เรียก “โจอี้” ตลอดทั้งทางเลย พอมองใกล้ ๆ ถึงเพิ่งได้ถามว่า ‘คนนี้คือใคร?’ ทำเอาทุกคนล้อมาจนถึงทุกวันนี้ และ “เชว่า” ยังมีเรื่องมาเล่าอีกว่ามีอยู่พักหนึ่งที่ “บลิ้งค์ เจฟฟรี่และโจอี้” อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ แล้วกลายเป็นว่า “บลิ้งค์” ก็ติดเรียกทุกคนว่า “เจฟโจ” ไปเลย เพราะชอบเรียกรวม ๆ เลยทีเดียว( กว่าจะมาเป็นชื่อ VI8ES เกือบมีชื่ออีกแล้ว ! ) “ภีมช์” เล่าว่าในตอนแรกคิดกันมาหลายชื่อมาก ๆ เพราะอยากได้ชื่อที่ดีที่สุดสำหรับแฟน ๆ และคำว่า Vibes ก็อยู่ใน Concept ของวงอยู่แล้วด้วยว่า ‘Freaking Awesome Vibes’ และ “เนเมส” ก็เล่าต่ออีกว่า Vibes ก็อยู่ในตัวเลือกแต่แรกอยู่แล้ว แถมเคยเสนอให้เป็นชื่อวงด้วย ก็เลยเอาคำว่า Vibes มาเป็นชื่อของแฟนคลับแทน เพราะมันก็เข้ากับ ‘FAVIQ’ ด้วย และผสมเลข 8 เข้าไปให้เป็น ‘VI8ES’ เพราะมีความหมายว่า Infinity (ไม่มีที่สิ้นสุด) และตัวแทนของหนุ่ม ๆ 8 คนด้วย และทุกคนก็ทิ้งท้ายแซวว่า ดีแล้วที่ได้ชื่อนี้มา เพราะในตอนแรก “เนเมส” เสนอชื่อ ‘Asoke Boy’ ด้วยซ้ำ( FAVIQ น้องชายของ PERSES ) ด้วยความที่มีวง ‘PERSES’ เป็นวงพี่ชาย เด็ก ๆ ‘FAVIQ’ ก็มีพี่ ๆ เป็นไอดอลในดวงใจ เริ่มต้นที่ “เนเมส” บอกว่ามี “เน” เป็นไอดอลในด้านความมีวินัย เพราะ “เน” พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ แถมเติบโตมาไกลมาก ๆ ส่วน “เชว่า” ก็มี “จั๋ง” เป็นไอดอลในด้านการทำเพลง เพราะพี่เขาทำเพลงเองได้มีเอกลักษณ์สุด ๆ แถมโทนเสียงที่ใช้ก็เท่มาก ถัดไปที่ “ภีมช์” เล่าว่าติดตาม ‘PERSES’ มาตั้งแต่เดบิวต์ และมองว่าเป็น Boy Group ที่สร้าง Standard สูงสำหรับประเทศไทย แต่จริง ๆ แล้วถ้าให้เลือกเมนก็เป็น “ปาล์ม” แถมยังได้เรียนด้วยกันอีกด้วย ตื่นเต้นมาก ๆ และ “เจฟฟรี่” ก็มี “ปาล์ม” เป็นไอดอลในดวงใจเหมือนกัน เพราะช่วงหลัง ๆ ได้ดู FanCam ของ ‘PERSES’ เยอะมาก และเวลา “ปาล์ม” เต้นก็มีเสน่ห์ดึงดูดสายตาสุด ๆ ต่อไปที่ “ฐาน” ก็มี “กฤติน” เป็นไอดอลในด้านไลฟ์สไตล์และการแต่งตัว แถม “ฐาน” ยังเล่าอีกว่า มีช่วงหนึ่งที่ “ฐาน” ไลฟ์พูดคุยกับแฟนคลับ ก็มีแฟนคลับบางคนทักว่าการพูดคล้ายกับ “กฤติน” เลย ถัดไปที่ “บลิ้งค์” ที่ก็ชื่นชอบ “กฤติน” เหมือนกัน เพราะชอบคาแรคเตอร์ และจริต มองว่าพี่เขาเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ส่วน “เซน” ชอบ “ปลั๊กกี้” ยิ่งตอนที่ได้ดู Breakdance ของเพลง ‘ห้ามขยับจับนะ’ ก็รู้สึกว่าพี่เขาใส่สุดมาก ๆ และปิดท้ายด้วย “โจอี้” ว่าชอบ “จั๋ง” เพราะพี่เขาเป็นรุ่นพี่คนแรกที่ได้เจอและเข้ามาทักก่อน เลยรู้สึกปลื้มสุด ๆ ที่พี่เขาเป็นคน Friendly มาก ๆ เลยกลายมาเป็น Inspire ให้ตัวเองเลย แถมพี่เขาก็มาไกลมาก ๆ จากตอนที่เดบิวต์ และยัง Hard Working สุด ๆ[ เซ็ตคำถามพิเศษ : Hey FAVIQ, What is your favorite … ? ]( Hey FAVIQ, What is your favorite animal ? ) “ฐาน เจฟฟรี่ เนเมส โจอี้ และเซน” ตอบเหมือนกันหมดว่าชอบ ‘หมา’ เป็นพิเศษ แต่มี “โจอี้” ที่ระบุสายพันธุ์มาเลยว่าชอบหมาพันธุ์ ‘ซามอยด์’ ส่วน “เชว่า” ก็ชอบ ‘เต่า’ ปิดท้ายที่ “บลิ้งค์” ที่ Advance มากกว่าคนอื่นเลยเพราะชอบ ‘axolotl (แอกโซลอเติล)’ ที่คล้าย ๆ กับจิ้งจกน้ำ( Hey FAVIQ, What is your favorite color ? ) “ฐาน” ชอบสีฟ้า “เชว่า” ชอบสี Royal Blue “ภีมช์” ชอบสีเขียว “เจฟฟรี่” ชอบสีแดง “เนเมส” ชอบสีฟ้าพาสเทล “โจอี้” ชอบสีเขียวเข้ม “เซน” ชอบสีส้ม และสุดท้าย “บลิ้งค์” ชอบสีชมพู( Hey FAVIQ, What is your favorite activity ? ) เริ่มต้นที่ “บลิ้งค์” ชอบออกกำลังกาย “เซน” ชอบเตะบอล “โจอี้” ชอบวิ่ง “เนเมส” ชอบเล่นบาส “เชว่า” ชอบเล่นเกม “ภีมช์” ชอบออกไปดูหนัง “เจฟฟรี่” ออกไปวิ่งกับ “โจอี้” ส่วน “ฐาน” ก็วิ่งเช่นเดียวกัน แต่ทุกคนก็ชอบชวนไปวิ่งด้วยกันบ่อย ๆ ที่สวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ( Hey FAVIQ, What is your favorite T-POP ? ) “เนเมส” ชอบ ‘PERSES’ “เชว่า” ชอบ ‘TRINITY’ “ภีมช์” ชอบ ‘FAVIQ’ “เจฟฟรี่” ชอบ ‘DICERED’ “ฐาน” ชอบ ‘PROXIE’ ต่อที่ “บลิ้งค์” ชอบ ‘VVV’ “เซน” ชอบ ‘PERSES’ และปิดท้ายที่ “โจอี้” ชอบ ‘DICERED’( ความหมายต่าง ๆ ของเพลง Before you go (ถ้าเธอจะไป)) เป็นซิงเกิลที่ 2 แล้วสำหรับเพลงนี้อย่าง ‘Before you go (ถ้าเธอจะไป)’ โดย Concept เพลงนี้คือการพูดถึงมิตรภาพกลุ่มเพื่อน ที่กำลังจะปล่อยให้เพื่อนรักเดินไปตามทางของเขา ของอะไรที่เคยให้ไปจะไม่ทวงคืนเลย แต่ของอย่างเดียวที่ขอคืนมาคือหัวใจก็พอ และภายใน Music Video ก็คือเพื่อนที่กำลังจะเรียนจบด้วยกัน และภายใน MV ก็มี Symbolic เยอะมาก อย่างลูกโป่งสีแดงก็แทนความหมายของหัวใจ ที่สุดท้ายจากที่เคยเป็นสีแดงสดใสก็กลายเป็นสีดำไปซะงั้น และ “เจฟฟรี่” ก็เล่าว่า คีย์และทำนองของเพลงนี้ไม่ได้สูง แต่ส่วนที่ยากอยู่ที่การถ่ายทอดอารมณ์ และการสื่อสารมากกว่า เพราะในตอนที่กำลังอัดเพลงนี้ในหัวมีแต่คิดว่า ‘จะสื่อสารออกมายังไงดี’ และ “ภีมช์” ยังเล่าอีกว่าแต่ละคนก็จะคิดไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่ Relate กับเพลงนี้ก็คือก่อนหน้านี้มีคุณครูสอนร้องเพลงอยู่คนหนึ่งที่เขาสอนมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นเด็กฝึกเลย แต่เขาก็เพิ่งลาออกไปตอนที่สอนเพลงนี้จบพอดีเลย ทำให้รู้สึกเศร้ามาก ๆ( Feedback หลังจากปล่อยเพลงนี้ออกไป ) “เชว่า” บอกว่าเพิ่งได้ไปไล่อ่าน Comment ของทุกคน เหล่าแฟน ๆ ก็ตกใจไม่คิดว่า ‘FAVIQ’ จะมาเป็นเพลงเศร้า แต่ทุกคนก็ชอบเพลงนี้กันมาก ๆ ก็รู้สึกดีใจที่ทุกคนชอบเพลงนี้( ถ้าคนที่เรารักกำลังจะเดินจากไป แต่ละคนจะพูดอะไรบ้าง ? ) เริ่มที่ “ฐาน” จะพูดว่า ‘ถ้าเธอจะไป ระวังพลาดของเด็ดนะครับ’ ต่อที่ “เจฟฟรี่” ว่า ‘ที่รักอย่าเพิ่งไปเลยนะครับ’ ถัดไป “ภีมช์” ว่า ‘อย่าไปนะ กลับมาาาา!’ ส่วน “เชว่า” จะบอกว่า ‘ถ้าจะไปก็ไปได้ แต่อย่าลืมผูกเชือกรองเท้าด้วยนะ’ ส่วน “เนเมส” ว่า ‘ถ้าเธอจะไปก็ไปเลยครับ’ ต่อที่ “โจอี้” จะพูดว่า ‘ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะ เรายังรักอยู่เสมอครับ’ ส่วน “เซน” พูดว่า ‘ถ้าเธอจะไปอย่าลืมเอาคอนซีลเลอร์กลับไปด้วย’ และสุดท้ายที่ “บลิ้งค์” ว่า ‘Safe Flight นะครับ’และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “FAVIQ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Before you win เกมนี้ FAVIQ ต้องชนะ !!”ในเกมนี้ทั้ง 8 หนุ่มก็เล่นกันออกมาได้สนุก และตลกสุด ๆ การันตีว่าทุกคนจะต้องหัวเราะออกมา !สามารถไปติดตามรับชมความสดใสขี้เล่นของหนุ่ม ๆ ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “FAVIQ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “FAVIQ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซิงเกิลใหม่ของหนุ่ม ๆ อย่าง “Before you go (ถ้าเธอจะไป)” ดูได้ที่ YouTube : gnest_official และอย่าลืมติดตามผลงานใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยน้า ~สามารถเข้าไปรับชมความสนุกของหนุ่ม ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

11 ก.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 3 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Silent Code (รหัสลับซ่อนรัก)นามปากกา : tobesomething "มิ้ลค์" สายสืบสาวฝีมือดี ปลอมตัวเข้าไปในคาสิโนหรูเพื่อหาหลักฐานจับกุมแก๊งมาเฟียข้ามชาติ เธอต้องประสานงานกับ "เลิฟ" ดีลเลอร์สาวทรงเสน่ห์ประจำโต๊ะวีไอพี ซึ่งเป็นสายลับเฉพาะกิจที่ตำรวจส่งมาล่วงหน้า ในการทำงานทั้งคู่ไม่สามารถพูดคุยหรือส่งสัญญาณธรรมดาได้เพราะถูกจับตาดูตลอดเวลา เลิฟจึงใช้เทคนิคการ "สับไพ่" และการ "วางชิป" เป็นรหัสลับเพื่อส่งข้อมูลตำแหน่งของหัวหน้าแก๊งให้มิ้ลค์ ส่วนมิ้ลค์ก็ใช้การ "เคาะโต๊ะ" และการ "ส่งสายตา" ตอบรับ การทำงานร่วมกันผ่านรหัสลับไร้เสียงทำให้ทั้งคู่ผูกพันและรู้ใจกันอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดสักคำ ทว่าในคืนลงมือ แผนกลับร่วงเมื่อหัวหน้าแก๊งจับได้ว่ามีสายลับ เลิฟยอมรับผิดแทนและถูกจับเป็นตัวประกัน มิ้ลค์ตัดสินใจฝ่าด่านการ์ดนับสิบเข้าไปช่วยเลิฟ โดยใช้รหัสลับการเคาะจังหวะก้าวขาและทิศทางที่เคยซ้อมกันไว้ ทำให้เลิฟก้มหลบกระสุนและมิ้ลค์เข้าชาร์จจัดการคนร้ายได้สำเร็จ หลังคดีจบลง ทั้งคู่นั่งพักบนหลังคาตึก มิ้ลค์เคาะนิ้วลงบนมือของเลิฟเป็นจังหวะรหัสลับ เลิฟยิ้มหวานแล้วเคาะมือมิ้ลค์ตอบ รหัสที่แปลว่า "จากนี้ไป ไม่ต้องซ่อนความรู้สึกอีกแล้วนะ"FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Silent CodePen Name : tobesomething "Milk," a highly capable detective, Ges undercover inside an extravagant casino to collect proof against a transnational mafia organization. Her mission depends on coordinating with "Love," a charismatic dealer working the VIP table and a specialized undercover agent whom the police placed there ahead of time. Because the pair is under constant surveillance, they cannot talk or rely on ordinary signals. Instead, Love conveys the gang leader’s whereabouts through coded card shuffles and chip arrangements, while Milk answers with subtle taps on the table and deliberate eye contact. Their wordless exchange quickly creates trust and mutual understanding. On the night of the operation, however, everything Ges wrong when the gang leader realizes that an undercover agent is among them. Love accepts responsibility and is captured as a hostage. Determined to save her, Milk battles through dozens of guards, following the coded tapping sequences, footwork, and directions they practiced together. As Love evades a hail of bullets, Milk manages to bring the criminals down. Once the case is over, the two women relax on the rooftop. Milk taps a coded rhythm against Love’s hand. With a tender smile, Love taps back—a message meaning, "From now on, you don’t have to hide your feelings anymore."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ดอกไม้หลังสนามรบ (Flowers Beyond the Battlefield)นามปากกา : Phaploysirin มิ้ลค์ เป็นนักข่าวสงครามที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงระเบิด เธอเดินทางไปทั่วโลกเพื่อบันทึกเรื่องราวของผู้คนและความสูญเสีย จนลืมไปแล้วว่าคำว่า “บ้าน” หมายถึงอะไร ส่วน เลิฟ เป็นเจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ ในเมืองเงียบสงบ เธอใช้ชีวิตเรียบง่าย เชื่อว่าดอกไม้ทุกดอกมีความหมาย และทุกคนควรได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ หลังหายไปจากบ้านเกิดหลายปี มิ้ลค์กลับมาโดยไม่คิดว่าจะได้พบเลิฟอีกครั้ง “กลับมาคราวนี้ จะอยู่นานไหม” เลิฟถาม “ไม่รู้สิ อาจจะไปพรุ่งนี้” มิ้ลค์ตอบ เลิฟไม่เคยถามว่ามิ้ลค์ผ่านอะไรมาบ้าง เธอเพียงยื่นดอกไม้ให้ทุกครั้งที่อีกฝ่ายแวะมา จนวันหนึ่งมิ้ลค์ถามว่า “ทำไมไม่เคยถามพี่เลยว่าที่นั่นเป็นยังไง” เลิฟยิ้มบาง ๆ “เพราะเลิฟไม่อยากให้พี่ต้องกลับไปอยู่ในความทรงจำที่เจ็บปวดอีก” คำพูดนั้นทำให้มิ้ลค์นิ่งไป เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีใครสักคนไม่ได้อยากรู้เรื่องราวจากเธอ แต่เพียงแค่อยากรู้ว่า “วันนี้พี่เหนื่อยไหม” และบางทีสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสงครามมานานอย่างมิ้ลค์ สิ่งที่เธอตามหามาตลอดอาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ชิ้นต่อไป แต่อาจเป็นเพียงร้านดอกไม้เล็ก ๆ ที่มีใครบางคนรอเธอกลับมาFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Flowers Beyond the BattlefieldPen Name : Phaploysirin Milk is a war correspondent who has spent years surrounded by the thunder of explosions. She moves from country to country, recording the stories of people and the losses they endure, until the meaning of "home" has faded from her memory. Love, meanwhile, runs a little flower shop in a peaceful town. Her life is modest, and she believes every flower carries a message and that everyone deserves the opportunity to begin again. After years away from her homeland, Milk comes back, never imagining she might see Love again. "Are you staying for long this time?" Love asks. "I’m not sure. Maybe I’ll be gone tomorrow," Milk answers. Love never questioned her about the past. Whenever Milk stopped by, she simply gave her flowers. Then, one day, Milk finally asked, "Why didn’t you ever ask what happened there?" Love offered a quiet smile. "Because I didn’t want to send you back into those painful memories." Her answer left Milk still. For the first time in years, someone wasn’t interested in hearing her story. Someone only wanted to ask, "Are you tired today?" Maybe after living so long among war and destruction, Milk wasn’t truly searching for another headline or the next great story. Maybe what she had been longing for all along was only a small flower shop, with someone inside waiting for her to come home.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ไม่ถูกกัน แต่แมวถูกใจนามปากกา : Dos มิ้ลค์ วิศวกรโยธาที่มาคุมงานก่อสร้าง จึงเช่าบ้านในหมู่บ้านใกล้ไซต์ แต่หลังเซ็นสัญญา เจ้าของบ้านกลับแจ้งว่ามี “แมวจรประจำบ้าน” ที่เคยให้อาหารและฝากให้เธอดูแลต่อ มิ้ลค์ตั้งชื่อมันว่า “คอนกรีต” ตามอาชีพตัวเอง ทว่าเพราะงานยุ่งจนแทบไม่ได้อยู่บ้าน คอนกรีตชอบไปบ้าน เลิฟ สัตวแพทย์สาวในหมู่บ้าน เพราะที่นั่นมีแมวอีกตัวที่มันคุ้นเคยและมีอาหารให้กิน วันหนึ่งมันกลับมาพร้อมแผลจากการไปตีกับแมวตัวอื่น เลิฟจึงทำแผลและโพสต์รูปลงกลุ่มหมู่บ้านตามหาเจ้าของ มิ้ลค์เห็นโพสต์จึงรีบไปหา นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบคอนกรีตตัวจริง แต่เลิฟเข้าใจว่ามิ้ลค์เป็นคนดูแลมันมานาน จึงสงสัยว่าทำไมปล่อยให้แมวมีแผลโดยไม่รักษา ขณะที่มิ้ลค์ต้องอธิบายว่า เธอเพิ่งได้รับฝากให้ดูแล และนี่คือครั้งแรกที่ได้เจอมัน ความเข้าใจผิดทำให้ทั้งคู่เริ่มต้นไม่ถูกชะตา ทว่าคอนกรีตกลับหนีไปหาเลิฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมิ้ลค์ต้องตามไปรับแทบทุกวัน แต่ดูเหมือนคอนกรีตจะเริ่มมีเจ้าของเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแล้ว เพราะกลายเป็นเลิฟกลับเริ่มเผลอมองไปที่หน้าประตู รอว่าเมื่อไรเจ้าของแมวตัวจริงจะมาเคาะประตูอีกครั้งFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... They might not agree on much, but the cat adores them both.Pen Name : Dos Milk, a civil engineer overseeing a construction project, rents a house in a village close to the site. Once the lease is signed, the landlord tells her about a stray cat the villagers have been feeding and asks her to take responsibility for it. Milk names the cat "Concrete," inspired by her profession. But Milk's demanding schedule leaves Concrete free to wander. The cat often visits Love, the village veterinarian, where it has grown comfortable with another familiar cat and an abundant supply of food. One day, Concrete arrives with injuries from a fight. Love treats its wounds and shares a photo in the village group, hoping to locate its owner. When Milk sees the post, she hurries over. It is the first time she and Concrete have actually met. Love, assuming Milk has looked after the cat for quite some time, is baffled that she allowed it to get hurt without seeking treatment. Milk explains that she was only recently asked to care for Concrete and that this is their first encounter. The misunderstanding sparks immediate friction between the two women. To make matters worse, Concrete keeps escaping to Love's home, leaving Milk to retrieve it nearly every day. Before long, it begins to feel as if Concrete has found a second owner—while Love catches herself staring at the door, waiting for the cat's true owner to come knocking again.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เจ๊หวานตำระเบิดนามปากกา : โล้ไก่ “ยิ้มหวาน” (เลิฟ) ไม่เคยรู้เลยว่าการตำส้มตำวันละหลายสิบครก จะช่วยให้ลืมใครสักคนได้ไหม ตำไทยก็แล้ว ตำปูปลาร้าก็แล้ว ตำซั่ว ตำมั่ว ตำลาวก็ลองมาหมด ต่อให้เปลี่ยนไปย่างไก่ ก็ยังลืม “แก้มหอม” (พี่มิ้ลค์) รักแรกของเธอไม่ได้สักที “เจ๊หวาน ตำไทยเผ็ดน้อยกับไก่ย่างโต๊ะเดิมนะ!” “เผ็ดน้อยไม่มี!” เสียงตะโกนจากในครัวทำเอาลูกค้าสะดุ้ง วันนี้ยิ้มหวานอารมณ์เสียเป็นพิเศษ เพราะเมื่อคืนเธอฝันถึงวันนั้น… วันที่ตั้งใจจะสารภาพรักกับคนที่แอบชอบมาหลายปี แต่กลับสายเกินไป เพราะแก้มหอมบินไปเรียนต่อต่างประเทศเสียแล้ว หลายปีผ่านไปมะละกอหมดไปเป็นตัน แต่คนที่เธอพยายามลืมกลับยังอยู่ในหัวเหมือนเดิม “จะรักอะไรนักหนาวะ ตำจนแขนจะหลุดแล้วก็ยังไม่ลืม” “ใครรักใครอยู่เหรอคะ?” เสียงผู้หญิงจากหน้าร้านทำให้ยิ้มหวานชะงัก เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนแทบทำสากหล่น รอยยิ้มนี้… เธอจำได้ดีกว่ารสชาติน้ำปลาร้าเสียอีก “แก้ม…มาได้ไง?” “กลับบ้านไง“ “แล้วมาร้านหวานทำไม?” แก้มหอมยิ้ม “คิดถึง” “คิดถึงส้มตำเหรอ?” “คิดถึงคนตำส้มตำด้วย” สากในมือแทบหลุด หัวใจที่ห่อเหี่ยวกลับมาเต้นแรงเป็นจังหวะบราซิลอีกครั้งFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Jae Wan Tam RaberdPen Name : โล้ไก่ "Yimwan" (Love) never imagined that pounding bowl after bowl of papaya salad every day might help her forget someone. She had made every version imaginable: Thai papaya salad, crab and fermented fish papaya salad, mixed papaya salad, Lao-style papaya salad—you name it, she had pounded it. Even grilling chicken failed to erase "Gamhom" (Milk), her first love. "Auntie Wan, one less-spicy Thai papaya salad and grilled chicken, same as always!" "We don't make it less spicy!" The shout from the kitchen startled the customer. Yimwan was particularly miserable today. The night before, she had dreamed about that day—the day she planned to confess her feelings to the person she had secretly loved for years. But she had been too late. Gamhom had already left to study abroad. Years had gone by, countless papayas had been sacrificed, and yet the person Yimwan wanted to forget still occupied her thoughts. "Why is love such a hassle? I've pounded papaya salad until my arm is ready to drop off, and I still can't forget her!" "Who loves whom?" A woman's voice from the front of the shop brought Yimwan to a halt. She slowly raised her head, nearly letting the pestle slip from her hand. That smile... she knew it more clearly than the flavor of fermented fish sauce. "Gam...what are you doing here?" "I came home." "Then why did you come to my shop?" Gam smiled. “I’ve been missing you.” “The papaya salad?” “That too—but I missed the one who made it.” The pestle nearly fell from her hand. Her discouraged heart began pounding once more, alive with the pulse of a Brazilian rhythm.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... love you for 10,000 yearsPen Name : ccatmeow "Welcome back to your account." Love spent nearly half the night wrestling with her password. If her phone hadn’t suddenly stopped working—and if all her favorite apps hadn’t been connected to this email—she wouldn’t have been dealing with it half-asleep. Once she managed to recover her accounts and log back in, she decided to use the opportunity to delete the piles of pointless spam. That was when a familiar account name caught her eye: "Panssa W." A forgotten memory stirred, and she searched for the sender. Soon, she found countless messages from that person: birthday greetings, invitations to meet, congratulations on passing her university entrance exam, and heartfelt excitement over everything she had accomplished. A few even read, "Milk loves you, Love." Milk? Her thoughts came to a halt. It was the name of her former lover, the one who had left her long ago. As she scrolled through the inbox, the old messages pulled her back into a past she had completely buried. Love spent the rest of the night reading every letter, struggling to believe that Milk had written them so sincerely, always thinking about her. And there she sat alone, reading those tender words and thinking of Milk, too.FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… love you for 10,000 yearsนามปากกา : ccatmeow‘ยินดีต้อนรับกลับสู่บัญชี’ เลิฟ ใช้เวลานั่งงมกับรหัสผ่านเกือบค่อนคืน หากไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ของเธอดันเสียขึ้นมากระทัน และแอปพลิเคชันยอดฮิตที่เล่นต่างผูกไว้กับอีเมลนี้ทั้งหมด คงไม่มานั่งทำอะไรแบบนี้ในช่วงเวลานอนหลับแน่ ๆ หลังจากที่ไล่กู้คืนและเข้าสู่บัญชีแอคเคาท์ต่าง ๆ ได้สำเร็จ จึงถือโอกาสเคลียร์อีเมลขยะที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไปเสีย จนกระทั่งสายตาสะดุดกับชื่อบัญชีที่คุ้นตา ‘พรรษา ว.’ หน่วยความทรงจำถูกปลุกขึ้นมา พร้อมทั้งไล่ค้นชื่อเจ้าของอีเมล และพบว่าเธอได้รับจดหมายจากคนคนนี้หลากหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นอวยพรวันเกิด นัดพบเจอ แสดงความยินดีกับการสอบเข้ามหาลัย ไปจนถึงร่วมยินดีกับทุกความสำเร็จของเธอ หรือแม้กระทั่งบอกว่า ‘น้องมิ้ลค์รักพี่เลิฟนะ’ น้องมิ้ลค์? สิ้นสุดการประมวลผล ที่แท้ก็เป็นชื่อของคนรักเก่าที่จากเธอไปไกลแล้ว กล่องจดหมายถูกไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนทำให้เธอนึกถึงเรื่องของวันวาน ทั้งที่ลืมไปหมดแล้วด้วยซ้ำ เลิฟใช้เวลาทั้งคืนกับการอ่านจดหมายทั้งหมดจนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคนรักเก่าอย่างมิ้ลค์จะเขียนจดหมายเหล่านี้จากหัวใจลำพังโดยนึกถึงเธอ ส่วนเธอนั่งอ่านถ้อยคำหวานซึ้งเหล่านั้นอย่างลำพังโดยคิดถึงมิ้ลค์เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ขอต้อนรับ “มิ้ลค์ - เลิฟ”ที่มาเล่าเรื่องราวน่ารัก ๆ ที่จะชวนให้ทุกคนอมยิ้มไปกับทุกคำพูดของทั้งคู่( มิ้ลค์ - เลิฟ โตไปด้วยกันนะ ) เมื่อ 3 ปีที่แล้ว “มิ้ลค์ - เลิฟ” เคยมา EFM FANDOM LIVE ในตอนที่เป็นธีมเกี่ยวกับ EFM FANDOM AWARDS โดยตอนนั้นทั้งคู่ได้ชื่อรางวัลว่า ‘เลิฟนี้ … กี่พรร(ษา)’ ซึ่งมีที่มาจากชื่อเล่นของ “เลิฟ” และชื่อจริงของ “มิ้ลค์” จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เดินทางกันเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว เรียกได้ว่าอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ Day 1 ทั้งคู่บอกว่ามองตาก็รู้ใจกันเกือบหมด คุยด้วยกันมากขึ้น เพราะยิ่งโตกันเรื่อย ๆ ความคิดก็เปลี่ยนไปตามวัย แต่ถึงยังไงก็ได้เติบโตไปด้วยกันอยู่ดี( เมิฟเมิฟสะอาดกว่าที่ทุกคนคิด ! ) ในโลกโซเชียลมีหลายคนชอบแซว “เมิฟเมิฟ” ลูกสาวแสนน่ารักของทั้งคู่ว่า ไม่ชอบอาบน้ำ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ขอเถียงสุดตัวเลยว่า ไม่จริงงงง ! “เมิฟเมิฟ” ตัวหอมฉุยตลอดเวลา แต่อาจจะเพราะสีตัว และขนของลูกที่ทำให้ดูมอมแมม และด้วยความที่เป็นเด็กเล่นซน ขี้เล่น แต่จริง ๆ แล้วอาบน้ำบ่อย และเป็นเด็กที่สะอาดมาก ๆ เลยน้า[ เซ็ตคำถามพิเศษ : Secret of MUVMUV ]( ชีวิตนักเรียนเมิฟเมิฟ ) ด้วยความที่ “เมิฟเมิฟ” เป็นเด็กหน้าห้อง วันเสาร์อาทิตย์ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ก็ได้ส่งไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมด้วย แต่ก็จะเป็นกิจกรรมเป็นหลัก ให้ “เมิฟเมิฟ” ได้ Relax จากการเรียนที่โรงเรียนในวันปกติ และจากการที่ทั้งคู่ได้เล่นกับลูกบ่อย ๆ ก็พอจะเห็นว่า “เมิฟเมิฟ” เขาหัวไวเรื่องภาษามาก และไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่ทุกภาษาเลยด้วยซ้ำ เพราะล่าสุดที่ “เมิฟเมิฟ” มาไลฟ์ด้วยกันลูกก็มีบทสวดมนต์มาด้วย แล้วเขาสวดยาวจริงจังเลย อดแซวไม่ได้เลยว่า ที่ส่งลูกไปเรียนสองภาษานี่เป็นภาษาไทยกับภาษาบาลีสันสกฤตแน่เลย( เจ้าประจำในการทำเวรที่โรงเรียน ) เป็นที่เลื่องลือว่าเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนฝาก “เมิฟเมิฟ” ทำเวรตลอดเลย แต่ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ก็เล่าว่า “เมิฟเมิฟ” ไม่เคยบ่นเรื่องนี้ให้ฟังเลย แต่อยู่ที่บ้านลูกก็นอนตีพุงไม่ได้ทำงานบ้านอะไร เขาจะคอยมีพี่เลี้ยงดูแล แต่ก็ให้ “เมิฟเมิฟ” หัดทำงานบ้านบ้าง อย่างกวาดบ้าน ปัดฝุ่น( หวานเย็นของเมิฟเมิฟ ) “มิ้ลค์ - เลิฟ” แซวว่าสำหรับ “เมิฟเมิฟ” อาจจะไม่ได้มี ‘หวานใจ’ แต่ลูกคงอยากมี ‘หวานเย็น’ แทน แต่ถ้าต้องมีหวานใจจริง ๆ คุณสมบัติที่จะผ่านด่านมี๊และมะมี๊ได้ต้องพา “เมิฟเมิฟ” ไปกินของอร่อย ๆ และตามใจลูกให้มีความสุข แบบนั้นก็จะคว้าใจ “เมิฟเมิฟ” ไปได้ด้วย( ตำแหน่งในกลุ่มสามตัวบาท ) ในกลุ่ม ‘สามตัวบาท’ ตอนนี้ “เอนี่” เป็น Main Vocal “ลูน่า” ได้เป็น Main Visual “มิ้ลค์ - เลิฟ” เลยให้ “เมิฟเมิฟ” เป็น Main Dance และ Main Food Fighter เพราะ “เมิฟเมิฟ” มีทั้งดนตรีในหัวใจ และความมุ่งมั่นในการกิน ครองไปเลย 2 ตำแหน่ง( เมิฟเมิฟได้นิสัยคุณมี๊และมะมี๊ไปเต็ม ๆ ) “มิ้ลค์ - เลิฟ” เล่าเพิ่มอีกว่า เวลาอยู่ด้วยกันที่บ้าน “เมิฟเมิฟ” เป็นเด็กเรียบร้อย ไม่ดื้อเลย แต่ซุกซนตามประสาเด็ก “เลิฟ” บอกเลยว่า “เมิฟเมิฟ” ซนได้ “มิ้ลค์” มาเต็ม ๆ “มิ้ลค์” เลยบอกว่าสิ่งที่ “เมิฟเมิฟ” ได้จาก “เลิฟ” ไปคือความฉลาด และการจัดแจงผู้คน เพราะเวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อน “เมิฟเมิฟ” ก็ชอบจัดแจง โดยเฉพาะกับ “ลูน่า” ที่จะโดนจัดแจงเยอะที่สุด แต่เขาก็เป็นที่พึ่งพาได้ เพราะ “เมิฟเมิฟ” เป็นเด็กที่หัวไวมาก( ที่มาของชื่อ MILK LOVE WHIMSICAL HOUSE FANCON ) ในตอนแรกยังไม่ได้มี Keyword หลัก แต่ด้วยความที่ “มิ้ลค์ - เลิฟ” อยากได้แนวสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหลาย ๆ อย่างให้ทุกคนที่เข้ามามีความสุข แต่ “เลิฟ” คิดว่าถ้าเป็นบ้านผีสิง หรือรถไฟเหาะ จะเลือกเพลงอะไรให้มันเข้ากับเครื่องเล่นดีล่ะ ทำให้ “เลิฟ” ได้ไปตีความหมายใหม่ให้ยังคงความซุกซนของเรา แต่สามารถนำไปตีความหมายและปรับใช้ได้มากขึ้น ก็ได้เจอกับคำว่า “Whimsy” ที่แปลว่าความเพ้อฝัน และความซุกซน แถมช่วงนี้ก็กำลังเป็นเทรนด์อยู่พอดีด้วย ทุกอย่างมันประจวบเหมาะกันพอดี แต่จริง ๆ แล้ว “มิ้ลค์ - เลิฟ” เคาะคำว่า “Whimsy” มาตั้งแต่ 2 เดือนก่อนแล้ว ดีใจที่ปล่อยออกมาแล้วเทรนด์ตรงกันพอดี( Elements ที่มาจากตัวตนของมิ้ลค์ - เลิฟ ) จากที่ปล่อย FULL SPOT ของ FANCON ออกมาทุก ๆ คนเห็นว่ามี Elements เล็ก ๆ น้อย ๆ เยอะเลยทั้งกล้องถ่ายรูป รถมอเตอร์ไซค์ ลูกโลก และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกอย่างในนั้นมาจากซีรีส์ที่ “มิ้ลค์ - เลิฟ” เคยเล่น หรือ Music Video ที่เคยถ่าย ทุกอย่างถูกคิดมาแล้วว่ามาจากเรื่องราวของ “มิ้ลค์ - เลิฟ”( โชว์ที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ ! ) “มิ้ลค์ - เลิฟ” เล่าว่าได้เห็น Comment จากแฟน ๆ เรื่องเพลงที่จะเอามาโชว์แล้ว แต่จากที่คุยด้วยกันแล้วก็ไม่อยากจะเปลี่ยนใจ เพราะได้คิดเพลงเอาไว้กันหมดแล้ว “มิ้ลค์” คิดว่าถ้าเราตั้งใจเลือกอะไรไปแล้วมันจะดีที่สุด และเชื่อว่าแฟนคลับจะชอบสิ่งที่เลือกเอาไว้ ส่วน “เลิฟ” ก็พยายามเลือกเพลงฮิตวัยเด็กมา เพราะชอบและโตมากับเพลง ตอนนี้วางไว้เกือบครบทุกอย่างแล้ว ทุกคนรอดูได้เลย และแน่นอนว่า “เมิฟเมิฟ” ก็จะได้มาแสดงโชว์ด้วยแน่ ๆ ทุกคนจะว้าวมาก ๆ เพราะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้แน่นอน( Dress Code ของงานแฟนคอนของเรา ) สำหรับ Dress Code ในวันงาน “มิ้ลค์ - เลิฟ” อยากให้เป็นสีสันสดใส แต่เดี๋ยวจะไปคุยกันมาก่อน แล้วจะบอกกับทุกคนว่าจะเป็น Dress Code อะไร เพราะเวลาขึ้นมาถ่ายรูปด้วยกันจะได้เหมือนมาด้วยกัน หรือ “มิ้ลค์” เสนอว่าติดกลิตเตอร์เยอะ ๆ เหมือนเทรนด์ตอนนี้ดีมั้ย เผื่อบางคนไม่กล้าแต่งตัวแรงก็ให้ไปเน้นที่ตกแต่งเลย( Ditto ระฟ้าหล่นสวรรค์ ) สำหรับซีรีส์ ‘Ditto ระฟ้าหล่นสวรรค์’ กำลังถ่ายทำถึงคิวที่ 9 แล้ว “มิ้ลค์ - เลิฟ” ตั้งใจถ่ายทำกันมาก ๆ อยากให้ทุกคนได้ดูภายในปีนี้ หรือเร็ว ๆ นี้ และซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องโรแมนติก ดราม่า บทบาทแปลกใหม่ และท้าทายสุด ๆ ตัว “เลิฟ” เองก็เคยพูดเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากเล่นบทดราม่าบ้าง พอได้เริ่มถ่ายทำ 3 คิวแรกคือร้องไห้อยู่อย่างงั้น สมกับที่เคยพูดว่าอยากเล่นบทดราม่าสุด ๆ ถึงจะยากแต่พอได้อยู่ในจุดที่ Deep ที่สุดของตัวละครก็ทำให้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้น แถมตัวละครก็ต้องเต้นบัลเลต์ด้วย ถึงแม้ “เลิฟ” จะเคยเรียนเมื่อตอนเด็ก ๆ แต่มันก็นานมากกว่า 20 ปีที่แล้ว แต่ความบังเอิญก็คือ “พี่กระแต” ที่เป็นผู้จัดซีรีส์คือครูสอนบัลเลต์ตอนเด็กของ “เลิฟ” เอง เรียกได้ว่าเป็นความบังเอิญที่เจ๋งมาก ๆ ส่วนบทบาทของ “มิ้ลค์” ก็ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะต้องเล่นเป็นฝาแฝด แถมบทของฝาแฝดก็เยอะมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งได้คุยกับตัวเองทั้งวันเลย เพราะเป็นคิวของตัวละครฝาแฝดและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Knock Knock!! MilkLove Open Heart”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “มิ้ลค์ - เลิฟ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “มิ้ลค์ - เลิฟ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ สุดท้ายขอฝาก "MILK LOVE WHIMSICAL HOUSE FANCON" ในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ยูเนี่ยน ฮอลล์ และกดบัตรพร้อมกัน 13 กันยายน เวลา 10:00 น. สำหรับใครที่ไม่ได้ไปก็มีบัตร Live Streaming ด้วยน้าสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

04 ก.ย. 2026
รายการ EFM FANDOM LIVE [ 27 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แม้ก - ณฐ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Bound by the crescent moonนามปากกา : จ๋อย “สกาย” เด็กหนุ่มช้ำรัก เขามักจะนั่งมองดวงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวงและอธิฐานให้มีใครสักคนมาพาเขาออกไปจากวังวนความรู้สึกนี้เสียที คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งมองดวงจันทร์ที่ดาดฟ้าเหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาเขาไปสะดุดที่ร่างของใครบางคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ดูคล้ายจะช้ำรักมาเหมือนกัน สกายจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทาย “ฟิลิกซ์” ชายหนุ่มใจช้ำ เขาอกหักอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาตัดสินใจออกมาดูดวงจันทร์ที่ดาดฟ้า หลังจากเขาเก็บตัวอยู่ในห้องมาหลายเดือน เมื่อฟิลิกซ์รู้ตัวว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียวบนดาดฟ้า เขาก็โต้ตอบบทสนทนาที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างดีจนเขารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย แต่หลังจากแยกกันคืนนั้น เขาก็ไม่พบกันอีกเลย จนกระทั่งคืนพระจันทร์เต็มดวงวนมาอีกครั้ง พวกเขาทั้งสองคนกลับมาพบกันบนดาดฟ้าโดยบังเอิญ แต่ครั้งนี้ทั้งสองกลับไม่ดูเศร้าเท่าเดิมอีกแล้ว และทั้งสองคนก็จะมาพบกันที่นี่โดยบังเอิญทุกเดือนในวันพระจันทร์เต็มดวง บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนจากการปลอบใจเป็นการถามไถ่ชีวิตประจำวัน ทั้งคู่เป็นความสบายใจของกัน ความสัมพันธ์จึงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากคนแปลกสู่คนสำคัญในวันพระจันทร์เต็มดวงFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Bound by the crescent moonPen Name : จ๋อย Sky, a young man nursing a broken heart, had a habit of sitting beneath the full moon each month, watching its light and quietly wishing that someone, anyone, would come and pull him out of the endless current of his own feelings. One night, as he sat on the rooftop just as he always did, his eyes caught on a figure not far away — someone who looked, unmistakably, just as heartbroken as he was. Sky decided to walk over and say hello. Felix, the young man with the wounded heart, had only recently, officially, had it broken. Tonight was the first night he'd brought himself out to see the moon from the rooftop, after months of shutting himself away in his room. When Felix realized he wasn't alone up there, he found himself answering the conversation the stranger offered him — answering it so easily, so warmly, that he felt lighter than he had in a long while. But once they parted that night, they didn't cross paths again. Not until the full moon came around once more. The two of them found themselves back on the rooftop, meeting again quite by chance. But this time, neither of them looked quite so sad. And so, by chance, they began meeting there every month, on the night the moon grew full. Slowly, the conversations shifted — from comforting words meant to soothe old wounds, to easy questions about each other's everyday lives. Each became a quiet comfort to the other, and little by little, what had started as two strangers became something else entirely: two people who mattered to each other, bound together by the nights of the full moon.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ไก่สองไม้ครับ....สารวัตรนามปากกา : แจ้มใจ๋ หมดแล้วยุคเคะคุณหนู เมะหมามอม เพราะนี่คือเมะคุณชาย เคะขายไก่ คุณชายกร คุณชายใหญ่ของบ้านอศวบุรเศรษฐ์สกุล เข้ารับตำแหน่งประธานของบุรเศรษฐ์กรุ๊ปเมื่อสองปีก่อน เล่าลือกันว่า คุณชายเป็นประเภทจริงจังกับงานจนน่ากลัว ผู้เป็นพ่อยังกลัวว่าเฮียแกจะแต่งงานกับงาน ไม่ยอมมีลูกมีเมีย เลยพยายามหาสะใภ้มาให้ดูตัวอาทิตย์ละคน แต่ไม่ว่าจะคนไหนก็ยังไม่น่าสนใจเท่างานของเฮีย จนกระทั่งมาเจอกับพ่อค้าขายไก่หน้าตามอมแมม สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูเข้มที่ได้จากเขียงหมูป้าจง บนใบหน้าจิ้มลิ้มมีแต่คราบน้ำมันจนมองไม่เห็นเค้าความน่ารัก ยืนเถียงกับลูกค้าเรื่องค้างค่าไก่ 5 บาทแล้วไม่ยอมจ่าย วินาทีนั้นคุณซีอีโอหนุ่มรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน สั่งให้เลขาไปขอคอนแทคมาเลยทันที แต่ดันทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด แง้นรถขายไก่หนีแทบไม่ทัน แต่พ่อก็ไม่ยอม ใช้รถหรูขับตาม แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามไม่ทันเวฟปีศาจ จนคลาดกันไปในที่สุด เขาคิดว่าคงจะไม่ได้เจอกันแล้ว จนกระทั่ง... วันต่อมา ได้เจอกับทีมสอบสวนอาชญากรรมที่เข้ามาสอบสวนเขา เพราะถูกสงสัยว่าเป็นผู้บงการลักพาตัวนักการเมืองชื่อดัง "สวัสดีครับ ท่านประธาน" "ไก่สองไม้ครับ....สารวัตร"FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Grilled Chicken and the InspectorPen Name : แจ้มใจ๋ Forget the era of the young miss and her scruffy little dog — this is the era of the young master and the chicken vendor. Master Korn, eldest son of the illustrious Asawaburirasettha family, had taken up the chairmanship of Burirasettha Group two years ago. Rumor had it that the man was terrifyingly devoted to his work — so much so that his own father feared he might end up "marrying" the company instead of taking a wife. Desperate for grandchildren, his father took to parading a different prospective daughter-in-law in front of him every week. But not one of them managed to hold a candle to his son's beloved spreadsheets and boardrooms. Not until the day he crossed paths with a grimy little chicken vendor. She stood behind her stall in a deep pink apron borrowed from Auntie Jong's pork stand, her pretty face smudged with cooking oil thick enough to hide any trace of her own prettiness, locked in a fierce argument with a customer who owed her five baht and refused to pay up. In that instant, the young CEO felt the world stop turning. He ordered his secretary to get her contact information immediately — only for the poor girl to completely misread the situation. She practically launched her chicken cart into a getaway, pedaling for her life. His father, unwilling to let the moment slip by, gave chase in his luxury car. But no amount of horsepower could catch up to her devilish speed, and in the end, she vanished into the city, gone without a trace. He thought that was the end of it. That their paths would never cross again. Until the next day — when he found himself face to face with a criminal investigation team, there to question him. He was, apparently, a suspect in the kidnapping of a famous politician. "Good evening, Chairman." "...Two skewers of grilled chicken, please, Inspector."FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Dear, The Voice on the Other Sideนามปากกา : กอจอ ‘แม้ก’ บังเอิญเก็บหูฟังข้างหนึ่งได้ระหว่างทางกลับบ้าน ตอนแรกตั้งใจจะเอาไปส่งคืนเจ้าของ แต่พอลองใส่เล่น ๆ กลับได้ยินเสียงใครบางคนพูดทักขึ้นมา เขาถอดหูฟังออกด้วยความตกใจก่อนลองใส่กลับเข้าไปอีกครั้งและเสียงนั้นก็ยังอยู่ ตอนแรกเขาคิดว่าเสียงนั้นอาจเป็นเจ้าของที่กำลังตามหาแต่ไม่ว่าจะลองถอดหรือใส่กี่ครั้ง เสียงปริศนาก็ยังคงพูดคุยกับเขาราวกับรู้ว่าเขากำลังได้ยินอยู่ จากเสียงปริศนาทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันทุกวันโดยไม่รู้ชื่อหรือหน้าตา จากคนแปลกหน้าค่อยๆ กลายเป็นคนสำคัญจนเริ่มมีความรู้สึกดีต่อกันและตกลงนัดพบ ก่อนถึงวันนัดแม้กบังเอิญเจอ ‘ณฐ’ น้องชายของเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน เด็กชายที่อายุห่างกับเขา 9 ปีในความทรงจำเติบโตเป็นนักศึกษาหนุ่มน่ารักที่ทำให้แม้กรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่แรกเจอ เมื่อทั้งคู่เอ่ยทักทายกัน เสียงของอีกฝ่ายกลับคุ้นเคยอย่างประหลาดก่อนจะจำได้ว่าเสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังมาตลอด คือ เสียงของคนตรงหน้า หูฟังที่พลัดกันคนละข้างกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนสองคนที่เคยรู้จักกันกลับมาตกหลุมรักกันอีกครั้ง จากเสียงที่เคยได้ยินผ่านหูฟัง สู่คนที่อยากได้ยินเสียงทุกวันโดยไม่ต้องมีหูฟังอีกต่อไป…FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Dear, The Voice on the Other SidePen Name : กอจอ MAX stumbled upon a single earbud on his way home. His first thought was simple enough — return it to whoever had lost it. But when he slipped it into his ear just to try, out of curiosity, a voice answered him. Someone, unmistakably, saying hello. He yanked it out in shock. Then, cautiously, put it back in. The voice was still there. At first, he assumed it must belong to the earbud's owner, searching for their missing pair. But no matter how many times he pulled it out or pushed it back in, the mysterious voice kept talking to him — as if it somehow knew he was listening on the other end. From that strange, disembodied voice, the two of them began talking every single day. Neither knew the other's name. Neither had ever seen the other's face. And yet, slowly, a stranger became someone who mattered. Feelings began to bloom in the space between words, until finally, they agreed to meet in person. Before the day of their meeting arrived, MAX happened to run into Nat — the younger brother of a close friend he hadn't seen in years. The boy who lived in his memory as a child nine years his junior had grown into a university student, handsome enough that something in MAX's chest stirred the moment their eyes met. When they exchanged greetings, something about the other boy's voice struck him as strangely familiar. And then it hit him. The voice he'd been listening to through the earbud, day after day — it was the very voice of the person now standing in front of him. A single lost earbud had become the unlikely beginning for two people who already knew each other, falling in love all over again — from a voice once heard only through a piece of plastic and wire, to a person he now wanted to hear every single day, with no earbuds required at all…FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ดอกไม้ไฟของนักดับเพลิง (The Firefighter's Firework)นามปากกา : School_1997 แม้ก เป็นนักดับเพลิงที่เกลียดคนทำงานกับวัตถุไวไฟ เพราะเคยสูญเสียเพื่อนจากเหตุไฟไหม้ ส่วน ณฐ เป็นนักทำดอกไม้ไฟที่หลงใหลแสงสีบนท้องฟ้า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกตอนเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงานของณฐ “คุณรู้ไหมว่าของพวกนี้อันตรายแค่ไหน” แม้กตะโกนใส่ด้วยความโมโห “รู้ครับ แต่ผมรู้วิธีควบคุมมัน” ณฐบอก “ไฟไม่เคยควบคุมได้” หลังเหตุการณ์นั้น แม้กต้องกลับมาตรวจความปลอดภัยที่โรงงานของณฐเป็นประจำ ทั้งคู่จึงได้พบกันบ่อยขึ้น จากคู่กัดกลายเป็นคนที่คอยช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ณฐติดอยู่ในโกดังเก็บดอกไม้ไฟ แม้กฝ่าควันเข้าไปช่วย แม้จะรู้ว่าการระเบิดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ “พี่เข้ามาทำไม” ณฐถามด้วยความตกใจ “เพราะณฐยังอยู่ในนี้” ณฐกอดแม้กแน่นหลังถูกช่วยออกมาได้ “พี่เกลียดไฟไม่ใช่เหรอ” แม้กมองณฐแล้วตอบเบา ๆ “เกลียดสิ แต่ถ้าเป็นไฟที่พาณฐหายไป พี่เกลียดยิ่งกว่า” หลังจากนั้นณฐยังคงทำดอกไม้ไฟ ส่วนแม้กก็ยังคงดับไฟ เพียงแต่ทุกคืนที่ณฐจุดดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าจะมีนักดับเพลิงคนหนึ่งยืนมองอยู่ข้าง ๆ เสมอ เพราะเขาเพิ่งรู้ว่า บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ไฟ แต่คือการตกหลุมรักคนที่อยู่ใกล้ไฟต่างหากFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The Firefighter's FireworkPen Name : School_1997 MAX was a firefighter who despised anyone who worked with flammable materials — a hatred rooted in the friend he'd lost to fire years ago. Nat, meanwhile, was a fireworks maker, utterly captivated by the way color bloomed across the night sky. The two of them met for the first time during a fire at the factory where Nat worked. "Do you have any idea how dangerous this stuff is?" MAX shouted, fury cracking through his voice. "I know," Nat said. "But I know how to control it." "Fire," MAX shot back, "can never be controlled." After that incident, MAX found himself returning to Nat's factory again and again for routine safety inspections, and the two of them began crossing paths more and more. Slowly, without either of them quite noticing, two people who'd once done nothing but bicker became two people who quietly looked out for each other. Then, one day, a massive fire broke out. Nat was trapped inside the warehouse where the fireworks were stored. MAX pushed through the smoke to reach him, fully aware that an explosion could tear through the building at any second. "Why did you come in here?" Nat asked, stunned. "Because you were still in here." Once they were safely outside, Nat threw his arms around MAX and held on tight. "Aren't you supposed to hate fire?" he asked. MAX looked at him and answered softly. "I do. But if it's a fire that takes you away from me — that, I'd hate even more." After that, Nat kept making his fireworks, and MAX kept putting out fires, same as always. Except now, every night Nat lit up the sky, there was one firefighter who always stood beside him, watching. Because he'd finally understood something: sometimes the most dangerous thing in the world isn't fire at all. It's falling in love with someone who lives right beside it.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... คนในความฝันนามปากกา : littlestar.booคุณเคยฝันถึงใครสักคนซ้ำ ๆ บ้างไหม? ตอนนี้ ‘ณฐ’ ฝันถึงผู้ชายคนเดิมเป็นครั้งที่ 8 แล้วในตอนแรกก็จำไม่ค่อยได้หรอก แต่ตอนนี้เริ่มจำเสียง เสื้อผ้า กลิ่น หรือรอยยิ้มของเขาคนนั้นได้จนณฐเริ่มสงสัยว่า ‘ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จัก ถึงได้รู้สึกคุ้นเคยขนาดนี้กันนะ?’ แต่ในทุกครั้งที่ณฐพยายามจะถามชื่ออีกฝ่าย ณฐก็มักจะตื่นก่อนเสมอ แต่ในครั้งนี้ต่างออกไป ผู้ชายคนนั้นยื่นแก้วกาแฟให้กับณฐ และพูดเอาไว้ว่า “ถ้าอยากเจอผม ก็ลองมาหาที่นี่สิ” และที่แก้วก็ได้มีชื่อร้านกาแฟติดอยู่พร้อมกับชื่อของเจ้าตัวว่า ‘แม้ก’ ณฐตื่นขึ้นมาพร้อมกับจำชื่อร้านและชื่อของแม้กจนขึ้นใจ และพอลองค้นหาก็ได้พบว่าร้านนั้นมีอยู่จริง ณฐไม่รอช้ารีบไปที่ร้านกาแฟนั้นอย่างไม่ลังเล และเมื่อถึงที่ร้านนั้น ณฐก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมของร้าน ใช่… มันเหมือนในฝันทุกอย่าง หัวใจของณฐเต้นแรง นั่นคือแม้ก ชายที่เขาเฝ้าตามหามาโดยตลอด เขายืนมองอยู่นานจนแม้กเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา… และแม้กก็ยิ้มให้กับเขา รอยยิ้มที่เหมือนกับในฝันไม่มีผิด ก่อนที่อีกฝ่ายจะเป็นคนเริ่มพูดขึ้นมาก่อน “ณฐ… ในที่สุดก็ได้เจอกันสักทีนะ”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… A Stranger in My DreamsPen Name : littlestar.boo Have you ever dreamed about the same person, over and over again? Right now, Nat was having the same dream for the eighth time. At first, he could barely remember any of it. But lately, he'd started to remember things — the man's voice, the clothes he wore, the faint scent that clung to him, the exact curve of his smile. Enough that Nat had begun to wonder: how can someone I've never met feel this familiar? Every time he tried to ask the stranger's name, though, he woke up before he ever got the answer. This time was different. In the dream, the man held out a cup of coffee to him and said, "If you want to find me, come look for me here." Printed on the cup was the name of a coffee shop — and beside it, a name: MAX. Nat woke with both names burned into his memory. On a whim, he searched for the shop online — and found that it actually existed. He didn't hesitate for a second. He grabbed his things and headed straight there. When he arrived, he saw a man sitting alone in the corner of the shop. It was him. Exactly like in the dream, down to every last detail. Nat's heart pounded in his chest. This was MAX — the man he'd been searching for all along. He stood there, staring, until MAX finally looked up and their eyes met. And MAX smiled at him. The very same smile from the dream, unmistakable, unchanged. Then, before Nat could say a single word, the other man spoke first. "Nat... we finally meet."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “แม้ก - ณฐ”ที่มาแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นในไร่สวนส้ม และเกาะหรรษาให้ทุกคนได้ตื่นเต้นไปด้วยกันน ( อยู่ด้วยกันมานาน มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ? ) จากที่อยู่ด้วยกันมา 6-7 ปี สำหรับ “แม้ก” แล้ว “ณฐ” เองก็โตขึ้นมาก ๆ เขามีความรับผิดชอบและความตั้งใจมากขึ้น แถมยังน่ารักขึ้นด้วย และยังไม่ลืมที่จะแซวน้องว่านอนเก่งขึ้นอีกด้วย “ณฐ” เลยแก้ตัวแบบน่ารัก ๆ ว่าตอนถ่ายซีรีส์มีซีนที่ต้องถ่ายตอนนอนบ่อย มันก็เลยทำให้หลับไปเลยในซีน อย่าให้หัวได้ถึงหมอนเพราะจะง่วงในทันทีเลยล่ะ ส่วน “ณฐ” บอกว่า สำหรับ “แม้ก” ก็ยังเป็นพี่ที่หล่อมาก ๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น แต่ส่วนที่เปลี่ยนไปก็เป็น พี่เขาน่ารักกับ “ณฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สม่ำเสมอขึ้นในทุก ๆ วัน ไม่มีหรอกตำนานอาถรรพ์ 7 ปีสำหรับคู่นี้( ตำนานบ้าน 50 ล้าน ) เป็นที่ฮือฮาว่า ใน YouTube ช่อง domundiTV มีคลิปในตำนานอย่าง ‘เมื่อแม้กมาทัวร์บ้านณฐ 50 ล้าน อลังแค่ไหนต้องดู’ ทำเอาเหล่าดีเจอดแซวไม่ได้ว่า มีบ้าน 50 ล้านอยู่แล้วจะออกมาลำบากทำไม “ณฐ” ก็เลยเผยว่า อยากทำตามความฝัน และสร้างผลงานสนุก ๆ ให้กับทุกคน แต่ก็อดหยอกคนข้าง ๆ ต่อไม่ได้ว่า ถ้า “แม้ก” มาสร้างบ้านต่อข้าง ๆ ก็จะเป็นบ้าน 100 ล้านเลยนะ ทำเอา “แม้ก” รีบตอบกลับอย่างไวว่า ตอนนี้แค่ 50 บาทก็เหนื่อยแล้ว( ลูกสาวสุด Cute อย่างน้องฮาร์ทดี้ ) ทั้งคู่ก็ได้มีลูกสาวสุดน่ารักชื่อว่า “ฮาร์ทดี้” ที่ทุกคนเอ่ยปากแซวว่าเหมือน “ณฐ” มาก ๆ เพราะหลับตลอดเวลาเลย ยืนอยู่เฉย ๆ ก็เซล้มลงไปนอนเลย เหมือน “ณฐ” ที่ทุกวันนี้โดนปลุกให้มาทำงาน แต่ “ฮาร์ทดี้” อยู่ในวัยกำลังโต ต้องให้ลูกพักผ่อนเยอะ ๆ แถมใครเห็นก็ชมตลอดว่าสีเหมือนนมเย็นเลย และในส่วนของเพื่อนสนิทของ “ฮาร์ทดี้” ก็มีเยอะมาก ๆ โดย “แม้ก - ณฐ” เล่าว่า จะมีน้อง “จุ๊กกรู้” ที่แฟนคลับชอบแซวว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ แต่ทั้งคู่ก็หวงลูกสาวนะ ลูกยังเด็กอยู่เลย พยายามจับแยก เดี๋ยวคงต้องกลับไปถามลูกที่บ้านว่าเป็นลูกเราหรือเขาที่เข้าหาก่อน แต่นอกจากนี้ก็ยังมีพี่ ๆ คนอื่นคอยดูแล อย่างพี่ “ซนซน” และยังมีพี่ “ทีมิ้ลค์” ที่คอยชวนไปดื่มชาด้วยกันบ่อย ๆ เป็นความสัมพันธ์ของเหล่าลูก ๆ ที่น่ารักมาก เรียกเสียงเอ็นดูจากคุณย่าคุณยายออนไลน์ได้เป็นอย่างดี[ เซ็ตคำถามพิเศษ : ช่วงนี้อยู่ในระยะทำใจ… ]( ถ้าอยู่ในระยะทำใจ “แม้ก” จะทำเหมือนพี่สามในซีรีส์มั้ย ? ) “แม้ก” ตอบอย่างมั่นใจว่า ไม่อย่างแน่นอน เพราะด้วยความที่ในซีรีส์ตัว “สาม” จะหนีไปอยู่ที่เกาะพะงันเป็นเดือน ๆ และยังตัดขาดจากโลกภายนอกด้วย ถ้าเป็นตัวเองจะเป็นคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่กับคนสนิทที่คอยดึงสติกลับมา ถ้าทำตาม “สาม” เลยคงจะแปลกมาก ๆ เพราะไม่ชอบอยู่คนเดียวเลยเวลาอกหัก( ถ้ากำลังเฮิร์ทหนัก “ณฐ” จะเปิดฝักบัวทำ MV ในห้องน้ำหรือตัดผมเปลี่ยนลุค ? ) ก่อนจะตอบ “ณฐ” ก็แซวว่าถ้าเป็นซีรีส์เกาหลีก็จะไปตัดผม แต่ถ้าโดยส่วนตัว “ณฐ” แล้ว ก็จะเลือกเปิดฝักบัวทำ MV เพราะเคยมีโมเมนต์ท์ที่เวลาอาบน้ำแล้วตัวเองชอบคิดเรื่องต่าง ๆ ก็เลยจะใช้เวลานั้นที่ใจลอยเปิดน้ำรดตัวเอง ซึ่งเวลาทำแบบนั้นก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย( ถ้าวันหนึ่ง “ณฐ” เดินทางข้ามเกาะแล้วใช้ชีวิตสุดติ่งแบบคุณสาม “แม้ก” จะทำอย่างไร ? ) “แม้ก” จะรีบตามไปให้ไวที่สุด แล้วรีบมาเคลียร์กันเลยว่าเป็นอะไร และจะบอกกับ “ณฐ” ว่าอย่าอยู่คนเดียวเลย มันจะเหงาเอานะ มาอยู่ด้วยกันดีกว่า มีความสุขกว่าเยอะ( “ณฐ” จะเลือก “พี่แม้ก” หรือ “คุณสาม” ถ้าต้องใช้ชีวิตด้วยกันในระยะยาว ? ) แน่นอนว่า “ณฐ” ก็ต้องเลือก “พี่แม้ก” อยู่แล้ว ส่วน “คุณสาม” ก็อยู่กับ “น้องแจม” ไป เพราะมีแค่ “น้องแจม” คนเดียวที่รับมือกับ “คุณสาม” ไหว เขาสองคนเหมือนลิ้นกับฟัน ส่วน “แม้ก - ณฐ” เป็นฟืนกับไฟ เราไปด้วยกันไม่สู้กันเหมือนคู่ “คุณสาม - น้องแจม”( สำหรับ “แม้ก-ณฐ” อะไรที่จะรักษาแผลใจได้ดีที่สุด ? ) แน่นอนว่าคำตอบของทั้งคู่ทำเอาพี่ ๆ ดีเจแซวเลยว่าคนนึงมาแนวรูปธรรม ส่วนอีกคนก็มาในแบบนามธรรม เพราะคำตอบของ “แม้ก” คือ การมีคนใหม่จะเป็นการรักษาแผลใจได้ดีที่สุด แต่เราก็จะไม่ได้เอาสิ่งนี้มาทำร้ายเขา เราเลือกที่จะหาคนที่เข้ากับเราได้มากกว่า จะได้ลืมคนเก่าที่ทำร้ายใจเราได้ และเราก็ต้องไปต่อให้ได้ ส่วนคำตอบของ “ณฐ” คือการดึงหัวใจตัวเองกลับมา เพราะในตอนที่เราอินเลิฟ หรือกำลังมีความรัก เราจะเผลอเอาหัวใจไปฝากไว้ที่เขา แต่ถ้าความรักมันหมดแล้ว เราก็ต้องหันมารักตัวเองเหมือนเดิม เอาหัวใจของเรากลับมา( ความรู้สึกในงาน #ที่สามมาบัสกิ้ง ) วันนั้น “แม้ก - ณฐ” รู้สึกขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่มาหากันที่งาน ‘YOUR THIRD BUSKING’ เพราะวันนั้นฝนตกหนักจนทำให้งานดีเลย์ไปเกือบ 2 ชั่วโมงเลย ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ยังอดทนรอกัน ดีใจมาก ๆ ที่มีคนมาหาเยอะขนาดนี้( เพลงประกอบซีรีส์ที่เพราะจนทุกคนต้องทัก ! ) และที่งานนี้ “ณฐ” ได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์อย่าง ‘แค่ได้ใกล้’ เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าแฟนคลับได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากทำนอง เมโลดี้เพลงจะน่ารักแล้ว เนื้อเพลงก็น่ารักเหมาะกับซีรีส์สุด ๆ แถมยังเป็นครั้งแรกที่ร้องแบบเต็มเพลง เพราะในซีรีส์ปล่อยออกมาแค่ทำนองเพลงในบางช่วงเท่านั้น ยังไม่ได้ปล่อยตัวเต็มออกมาเลย ให้รอติดตามเร็ว ๆ นี้ และหลังจากนี้ก็จะมีเพลงอื่น ๆ ที่เป็นคนอื่นร้องอีกก็เป็นได้( สิ่งที่เกิดคาดจากการแสดงของซีรีส์เรื่องนี้ ) เพราะจาก Comment ของแฟนคลับคือบอกเอาไว้ว่า นักแสดงใส่สุดมาก ๆ สำหรับเรื่องนี้ ทั้งคู่เลยเล่าว่า บท “คุณสาม” เนี่ย “แม้ก” ต้องแสดงออกเยอะมาก ต้องเล่นใหญ่มากกว่าคนทั่วไป ทุกซีนที่เล่าคือเหนื่อยมาก ๆ และสิ่งที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำก็คือการปีนต้นมะพร้าว แล้วตอนที่ปีนต้องถอดเสื้อด้วย คือเจ็บไปหมด “ณฐ” ก็เสริมว่าตอนที่ “แม้ก” ลงมาจากต้นมะพร้าวคืออกแดงไปหมดเลย แถมเป็นซีนแรกบนเกาะเลยที่เริ่มถ่าย ถึงจะแปลกใหม่แต่ก็สนุกและคุ้มค่า เพราะถอดจากนิยายมาเป๊ะ ๆ เลย ส่วน “ณฐ” ก็เล่าว่าเป็นซีนที่ “แจม” ต้องเกยตื้นจากในทะเล เพราะตกน้ำแล้วลอยมาเกยตื้นที่ฝั่ง ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นที่เกยตื้นคือเต็มไปด้วยโคลนสีดำ และมีตะไคร่น้ำเต็มไปหมด แล้วต้องเอาแก้มมาทับพื้นที่โคลนตรงนั้น สุดท้ายก็ต้องยอมเอาหน้าลงไปจุ่มอยู่ดี แถมมีเข้าปากด้วย ถือซะว่าเป็นประสบการณ์ที่นักแสดงทุกคนจะต้องเจอ( ถึงแม้เนื้อเรื่องจะตลก แต่ตอนถ่ายทำก็กดดันมากเช่นกัน ) ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นแนว Comedy แต่ “แม้ก - ณฐ” ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเล่นยากมาก ๆ แถมยังกดดันด้วย เพราะจากนิยายแล้วตัวละครต้องเล่นใหญ่มาก ๆ ตอนที่ถ่ายทำก็กลัวว่าจะเล่นล้นเกินไปจนคนดูไม่ตลก แต่ฟีดแบ็คออกมาดีมากเลย เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แถมแฟน ๆ ยังบอกอีกว่านักแสดงไม่ใช่แค่ทำถึง แต่ทำเกินไปมาก แค่ได้รู้ว่าแฟน ๆ ชอบมากก็โอเคแล้ว( “คุณสาม” ตลกจนต้องกลั้นขำ ) ตอนถ่ายทำบางซีนก็ต้องมีกลั้นขำกันบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็น “ณฐ” หลุดขำ “แม้ก” บ่อย ๆ เพราะตัวละคร “คุณสาม” เล่นใหญ่มาก ๆ “แม้ก” เลยเล่าความลับว่า บางฉากก็ไม่ได้บอก “ณฐ” ว่าจะเล่นแบบไหนหรือเล่นอะไร เพราะได้เห็นรีแอคตรงนั้นมันก็ดีกว่า ธรรมชาติมาก ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แม้ก - ณฐ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ที่หนึ่ง ที่สองของใครไม่รู้ แต่ที่สามของเธอ”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้ตลกมาก ทำเอาเหล่าแฟน ๆ ขำกันสนั่นไปเลย !สามารถไปติดตามรับชมความซนของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แม้ก - ณฐ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แม้ก - ณฐ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ที่สามของเธอ Your third Series" ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง GMM25 และชมเวอร์ชัน UNCUT เวลา 23.30 น. บนแอป iQIYI และฝาก OST. เพลง ที่สามของเธอ - ส้ม มารี ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

13 ส.ค. 2026
EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย! รุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยก เตรียมตัวให้พร้อม!!เพราะ EFM กำลังยกขบวนความสนุกไปเจอกับชาวมหาลัยแบบจัดเต็ม! เจอกันกับ ดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน 21 สิงหาคม | มหาวิทยาลัยกรุงเทพเจอกับ GOODMOOD • PARADOX • KLEAR 3 กันยายน | มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเจอกับ FOOL STEP • INK WARUNTORN • KLEAR 25 กันยายน | มหาวิทยาลัยรังสิตเจอกับ GOODMOOD • FOOL STEP • BOWKYLION #EFMONTour2026 #EFM94

31 พ.ค. 2026
มัธยมไม่ง่าย… แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว !!“พุธทอล์ค พุธทัวร์” พร้อมยกสตูสู่เสตจ ไปหาน้อง ๆ ถึงโรงเรียน!กับ 3 ดีเจไอดอล ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพร้อมพลังบวก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะเปิดสเปซความปลอดภัยของวัยมัธยม ที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องในใจแบบไม่ตัดสินไม่ว่าจะเรื่องเรียน เพื่อน ความรัก ครอบครัว หรือความกดดันที่เก็บไว้คนเดียวครั้งนี้… เราพร้อมนั่งฟังไปด้วยกัน12 มิถุนายน 2569โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา19 มิถุนายน 2569โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ26 มิถุนายน 2569โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์แล้วเจอกันนะวัยมัธยม#พุธทอล์คพุธทัวร์ #EFM94

19 มี.ค. 2026
ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมส่งเรื่องหลอน เรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยถูกเล่า เผยแพร่ หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อนและไม่เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก AI Generator ทุกโปรแกรมเพื่อค้นหาเรื่องเล่าคุณภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทยระดับ Box Office ปรัชญา ปิ่นแก้วกติกา การร่วมประกวดอังคารคลุมโปง Horror Storyรูปแบบและรางวัลการประกวดคัดเลือก 2 เรื่องหลอนที่โดนใจคณะกรรมการเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมรับเงินรางวัล เรื่องละ 50,000 บาทวิธีการส่งผลงานถ่ายคลิปหรือโพสต์คลิปเล่าเรื่องหลอนลง TIKTOK ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอติดแฮชแท็ก #อังคารคลุมโปงHorrorStoryความยาวคลิปไม่เกิน 10 นาทีการส่งผลงานเข้าประกวด สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 เรื่องเท่านั้น**การพิจารณาผลงานยึดจากพล็อตเรื่องเป็นหลัก ยอดวิวหรือยอดการเข้าชม ไม่มีผลต่อการตัดสินของคณะกรรมการ**เกณฑ์การพิจารณา– เรื่องใหม่ ไม่เคยเผยแพร่หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อน– พล็อตเรื่องน่ากลัว มีจุดพีคหรือจุดหักมุมที่ชัดเจน– สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “จากเรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่า…”ระยะเวลารับสมัครเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569เงื่อนไขการส่งผลงานเข้าประกวด

15 ต.ค. 2025
‘นะโมเฟส’งานนี้มีถึง 9 โซนด้วยกันมางานเดียว ทั้งมู ทั้งกิน รวมร้านเด็ดร้านดัง ครบจบทุกด้านโซน 1 เติมแต้มบุญรับพลังดีๆตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยกิจกรรม ลอดท้องช้าง รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำพระพุทธมนต์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหมและจาก 381 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำบุญเสริมมงคลชีวิตร่วมกับมูลนิธิต่างๆโซน 2 นะโมมิชชั่นขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศจากวัดดังทั่วไทย ไหว้ครบจบ มางานเดียวขอพรได้ครบทุกด้าน การงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ รวมไว้แล้วครบทุกศาสตร์การมูสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯหลวงพ่อโสธร จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทราแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม จากวัดสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพฯท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามช้างเอราวัณ จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการไอ้ไข่ จากวัดเขากรวด จ.ราชบุรีพระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิเนศ จ.เชียงใหม่เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา จากคําชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานีโซน 3 นะโม StageTalk ลึกทุกศาสตร์ จากกูรูเสริมมงคลที่จะมาช่วยบอกทริคดวงดี ไหว้ที่ไหน ไหว้ยังไง ไหว้แบบไหนชีวิตถึงจะปัง!17 ต.ค. 68 : 11.30 – 12.30 น. Talk จาก อ.เอ้ ศศิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเสริมดวงด้วยหินนำโชค 18 ต.ค. 68 : 14.30 – 15.30 น. Talk จาก อ.เป็นหนึ่ง เทรนด์ฮวงจุ้ย 2026 จัดบ้าน,โต๊ะทำงาน,สีมงคล 19 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก อ.คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1 ของไทย20 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก หมอไก่ พาทินี พยากรณ์ดวงรายวันหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและ 14.30 -15.30 น. ซินแสไช้ พลังฮวงจุ้ยแห่งฟ้าดินโซน 4 มาเช็กดวง-สิดูดวงครบทุกแขนงจากหลายสำนัก ทั้งไทย-เทศ สายไหนก็มี หมอดู นักพยากรณ์คิวทอง มารวมที่นี่ อาทิ ซินแสไช้ / หมอแอ้ เดอะเมจิกแมน / อ. เก่ง พลิกดวงชะตา เป็นต้นโซน 5 เจ้าสำนักซัพพอร์ตร่วมสนุกกับบูธจากผู้สนับสนุนใจดี ลุ้นรวยไม่รู้ตัว ตะลุยเก็บแต้มบุญจากบูธผู้สนับสนุนให้ครบ รับสิทธิ์ ตักไข่ลุ้นดวง ลุ้นรางวัลอีกมากมาย ถ้าดวงดี ดวงเฮง อาจได้รับโชคใหญ่กลับบ้านแบบไม่รู้ตัวโซน 6 Super มูเก็ทอัพเลเวลความปัง ช้อปสินค้าเสริมมงคล ตั้งแต่เครื่องราง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ARTTOY ของตกแต่งบ้าน ต้นไม้เสริมมงคล อาทิ คุ้มนะหน้าทอง (น้ำหอมสายมู) – ดีเจมะตูม / UZI COSMETIC - (ลิปสติกสายมู) - ขวัญ อุษามณี / อวตาร ไทยแลนด์ / TWINSTUDIO (อาจารย์เอก ARTTOY) เป็นต้นโซน 7 กินได้ กินดีรวมร้านดัง ร้านเด็ดข้างวัดดัง ร้านดารา คัดมาแล้วว่า อร่อยชัวร์ร้านเด็ดข้างวัด“กุยช่ายเจ๊มล” เจ้าดังวัดศาลเจ้าเซียนแปะกุยช่ายนึ่ง แป้งบางๆ ไส้แน่นๆ น้ำจิ้มเด็ด ร้านนี้คิวยาวมากกกก“เจ๊นี เผือกหิมะ” ร้านเด็ดใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือเผือกหิมะ กรอบนอก นุ่มใน ตำนานเผือกหิมะขายมานานหลาย 10 ปี“หมูปิ้งเฮียอ้วน” วัดแขก สีลม - หมูปิ้งโบราณ นุ่มฉ่ำ ตำนานกว่า 35 ปี“ฮ่องกงซิง่วนฮะ” วัดมังกร เยาวราช - ขนมเปี๊ยะแป้งบาง สูตรฮ่องกงกว่า 40 ปีร้านเด็ด ร้านดังอาทิ ขาหมูบ้านไร่ - ขาหมูกระแสแรง คิวยาวที่สุด / เจ๊นก กระท้อนซิ่ง - อร่อยถึงเครื่อง ถึงใจ / เต้าหู้ดํา ราชบุรี - เต้าหู้ดำโพธาราม ซ้อสุ - เต้าหู้นุ่มละมุนเจ้าดังราชบุรี / หมูทอดฅนเมือง บรรทัดทอง / ข้าวหลามจิ๋วสูตรบางคนที / เจริญไทยสุกี้ 江龍泰 / / ขนมฟินฟิน (ขนมเปี๊ยะไส้ช็อกโกแลต) / Ricco ลาซานญ่า / นายเกาะข้าวเกรียบเห็ดหอม / แซ่บตำ ยำนัว / ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม / พั๊ฟสติ๊กคุณต๋อย (PUFF STICK KHUN TOY)เอกอร่อย พริกแกงใต้ เป็นต้นร้านดาราอาทิ ตูมสนิท (หมูฝอย หมูสวรรค์) – ดีเจมะตูม เตชินท์ / ทอยต้มตุ๋น - ทอย ปฐมพงศ์ /ก็ปลาดิคร้าบ (ลูกชิ้นปลาซอสทะเลเดือด) - ตั๊ก บริบูรณ์ / ส้มตำแม่น้อย - แม่น้อยโพธิ์งาม / OVER PROOF CRISPY DONUT (โดนัทสไตล์ไต้หวัน) - ว่าน ธนกฤต / น้ำพริกปุยแสบปาก - ปุยฝ้าย AF / Nina by Monster หมี่คลุก - ฮาน่า หนิง ปณิตา / JOY SIRILAK’s HEAVEN (ขนม เครื่องดื่ม) - จอย ศิริลักษณ์ / KITCHEN’s NOTT ครัวนี้มีแต่ของอร่อย (ก๋วยเตี๋ยว ฮังเล เนื้อ-หมู) - น็อต วรฤทธิ์ / แพทพาเพลิน (น้ำพริกนรก) - แพท พาวเวอร์แพท / WhiBe ไวบี (ขนมปังสุขภาพ) - แอมป์ พีรวัศ / เปรี้ยวซ่าปลาระเบิด (ลูกชิ้นปลาระเบิด) – เปรี้ยว AF / FOX LA LEMON (น้ำเลมอน) – พิมพรรณ เป็นต้นโซน 8 สะเดาะเคราะห์สะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์ ลอยโศก ผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา แบบใจฟู อาทิ ใส่บาตรพระประจำวันเกิด / ทำบุญโลงศพ / ทำบุญโถ่ชีวิต โค - กระบือ / บริจาคดวงตา-ร่างกาย จาก สภากาชาดไทย เป็นต้นโซน 9 แต้มบุญลุ้นโชคเติมแต้มบุญลุ้นโชคได้ถึง 2 ชั้น เพียงรับใบสะสมแต้มบุญได้ที่บูธ ATIME และ THAIRATHลุ้นโชคชั้น 1 ลุ้นรับของรางวัลเครื่องรางและของขลังเสริมมงคล และลุ้นโชคชั้น 2 ลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริป “คชาภาพาไปมู To ไต้หวัน” จำนวน 2 ที่นั่งของรายการคชาภาพาไปมู พร้อมกับ มดดำ คชาภา , อ.คฑา ชินบัญชร , ดีเจบุ๊คโกะธนัชพันธ์และใบตอง รัชตวรรณ (เดินทางวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2568)และพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง16 ต.ค. 68 : 13.30 น. - ก้านตอง ทุ่งเงิน และ 17.30 น. - กัน นภัทร17 ต.ค 68 : 17.00 น. - กานต์ ทศน18 ต.ค.68 : 17.00 น. - ไอซ์ ศรัณยู19 ต.ค. 68 : 17.00 น. - จ๊ะ นงผณีมาเจอกัน “นะโมเฟส” งานบุญที่สนุกที่สุดแห่งปีวันที่ 16 - 19 ตุลาคม 2568ที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

23 ม.ค. 2026
PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา ที่จะเปลี่ยนจะทุกก้าว..ให้มีพาวเวอร์" เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่สวนสาธารณะบึงหนองบอนกระทบไหล่กับเหล่าเซเลป 4 ขา ชื่อดัง และไฮไลท์กิจกรรมความสนุกมากมายอาทิ Hero talk Woof on Stage ทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 / Pawground สนามหมาวัดใจ / Playground สนามนุด โชว์พลัง และ Photo WOOF! บูธถ่ายภาพนุดกับน้อนโดยช่างภาพงานเดียวที่ สายฟิตต้องมา สายหมาต้องโดน!” วิ่งกันเพลินๆ แต่พลังใจล้นสนามกับ 3 ระยะทาง ได้แก่MAHRATHON ระยะทาง 2 กม. สำหรับ นุด และ น้องหมา ราคา 750 บาท [คน และ สุนัข 1 ตัว]FUN RUN ระยะทาง 5 กม. ฟีลวิ่งชิลล์ วิวดี หมาน่ารัก ราคา 650 บาทMINI MARATHON ระยะทาง 10 กม. สำหรับสายวิ่งตัวจริง ราคา 750 บาทเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมนี้ ทาง www.runlah.com/th/pwm2025สมัครแล้วรับเลย! Race Kit สุดน่ารัก ประกอบด้วย:เสื้อวิ่งลายสุดพิเศษ, BIB, เหรียญรางวัลสำหรับทั้งนักวิ่งและน้องหมา และผ้าพันคอสุดน่ารักสำหรับน้อนๆโปรโมชั่น พิเศษ* 100 คนแรก ที่ซื้อบัตรวิ่ง MAHRATHON 2 KM.รับสิทธิ์ Clay Painting Workshop เพ้นท์ลายแผ่นดินเหนียวรูปน้องหมาแมวภายในวันงาน* 1,000 คนแรก ที่ซื้อบัตรทุกระยะทางรับฟรีถุงเท้า Collection พิเศษลายสุดโฮ่ง!นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำหรับนุด และ น้อนหมา ให้ร่วมสนุกอีกมากมายDog Pawground สนามหมาเล่น ประลองสกิลสุดท้าทายพลังข้อขาPlayground สนามนุดเล่น วัดพลังความแข็งแกร่งของนักวิ่งPhoto WOOF! โซนถ่ายรูปครอบครัว โดยช่างภาพมืออาชีพTalk on Stage : Hero Talk Woof on Stageทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 เจาะลึกถึงที่มา ส่งต่อแรงบันดาลใจ โชว์ความสามารถพิเศษ พูดคุยเรื่องการฝึกสุนัข ติวเข้มก่อนออก Start ฝึกเข้าสังคม และฝึกเข้าสายจูง ฯลฯโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์จรมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation)#PawerMahrathon #ATIME #EFM94

21 ส.ค. 2025
EFM ON TOUR 2025ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัยรุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยกไปด้วยกันแบบสุดพลังเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ EFM94 ขนทัพศิลปินสุดฮอตและดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน12 กันยายน — มหาวิทยาลัยศิลปากร (สนามจันทร์)LIPTA + jaeiPARADOXD GERRARD + ICEACE13 กันยายน — มหาวิทยาลัยสยามRetrospectgetsunovaD GERRARD + KJ19 กันยายน — มหาวิทยาลัยรังสิตPROXIEPERSESWhal Dolph#EFMONTour2025 #EFM94

17 ก.ย. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

10 ก.ย. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

03 ก.ย. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

27 ส.ค. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

26 ส.ค. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

14 ส.ค. 2026
พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

26 ต.ค. 2026
แฉข่าวเช้า 23 ตุลาคม 2569 พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

23 ต.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

22 ต.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

21 ต.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

20 ต.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

19 ต.ค. 2026
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/1e34ad07-be56-47fd-95b1-c77b1572e495.jpeg)
29 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/ea3be239-48e6-45c5-8beb-23f93f5dce7c.jpeg)
22 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/b40707ab-a23b-4c9f-a5f0-a73dd6e8f0bc.jpeg)
15 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/44911b56-0a2e-4a35-9f8d-2f639e0fe61f.jpeg)
08 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/c5af920a-015c-492d-8aee-e0b86bcb3b31.jpeg)
01 ก.ย. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้ |ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/813680e3-b11a-4a13-b58e-9deb1bcf1750.jpeg)
25 ส.ค. 2025
ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova
![พุธทอล์ค พุธโทร "เวลา Post Story คุณอยู่ทีมไหน??" [21 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/68818934-683d-48ac-bd6e-46638f38f6d1.jpeg)
21 ต.ค. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าเรียกตุ๊กตุ๊กแล้วเจอคิดราคาเหมือนนั่ง Firstclass คุณจะทำยังไง" [14 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/aab2439d-9399-4de9-b23a-a52e7a58133e.jpeg)
14 ต.ค. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "เวลาที่คุณปรุงอาหารรสชาติไหนต้องนำมาก่อนเสมอ?" [7 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/a2de4fdf-67f7-46f1-8083-abc776531837.jpeg)
07 ต.ค. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านๆมาประโยคไหนฟังแล้วขนลุกทุกครั้งที่ได้ยิน" [30 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/3abc7497-b8e8-4801-bc4b-438a06b0eff0.jpeg)
30 ก.ย. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "สิ่งที่คนเป็นแฟนกันห้ามลืมเด็ดขาดคือเรื่องอะไร?" [23 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/8bc54c74-5257-4321-b793-6553924be358.jpeg)
23 ก.ย. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![พุธทอล์ค พุธโทร "กรุงเทพ Native คำพูดไหนที่ฟังปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นคนกรุงเทพแท้ 100%" [16 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/0dc36cc4-f933-4940-9b21-17d9a61a6d49.jpeg)
16 ก.ย. 2026
พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล
![อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/d3fcb68a-4e68-4ff1-a633-e84c4008e7d0.jpeg)
13 ต.ค. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/0be862b3-7488-4e2d-9817-7fe443e4f65f.jpeg)
06 ต.ค. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/d67b1096-1776-4d1e-b44e-9ec2c58515fd.jpeg)
22 ก.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/09d04612-a46d-48e2-ae4b-0dad5ea73629.jpeg)
15 ก.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/8c1db5ec-ba78-4a07-86b8-c9c3e52908d2.jpeg)
08 ก.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94
![อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]](https://storage.googleapis.com/atime-media-prod/content/409a505e-ff2c-4ef6-98b5-169b2d382389.jpeg)
01 ก.ย. 2026
พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

16 ก.ย. 2026
หลังจากสมาชิกทั้ง 5 คนทยอยปล่อยผลงานโซโล่เพื่อสะท้อนตัวตนผ่านอัลบั้ม REFLEXION ล่าสุด LYKN จากค่าย RISER MUSIC ได้แก่ วิลเลี่ยม จักรภัทร, เลโก้ รพีพงศ์, นัท ธนัท, ฮง พิเชฐพงศ์ และตุ้ย ชยธร กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในซิงเกิล หน้าไหว้หลังหลอก (Oh My Gosh) ที่หยิบโมเมนต์ของการ ‘จับโป๊ะ’ คนที่อาจไม่ได้มีเราเป็นคนเดียว มาถ่ายทอดผ่านเพลงสนุก ๆ พร้อมเพอร์ฟอร์แมนซ์มัน ๆ ในสไตล์ของ LYKN ที่แฟน ๆ คุ้นเคยเพลงนี้เล่าจากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะไปได้ดี ก่อนจะเริ่มจับสัญญาณบางอย่างได้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้มีแค่เรา จึงกลายเป็นเรื่องราวของความกวน ความแสบ และการไม่ยอมให้ใครเข้ามาเล่นกับหัวใจง่าย ๆ ก่อนส่งต่อเป็นฮุกติดหู “Oh My Gosh ทำไมเธอหน้าไหว้หลังหลอก” โดยในพาร์ตดนตรี ตุ้ย ยังร่วมทำหน้าที่ Assistant Composer กับ KEVI เติมสีสันให้เพลงฟังง่ายและเปิดพื้นที่ให้สมาชิกทั้ง 5 คนได้ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของตัวเองอย่างเต็มที่สำหรับมิวสิกวิดีโอ LYKN ชวน ว่ายฟ้า ชนิตสิริ นักแสดงสาวจาก GMMTV มาร่วมแสดง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในโทนเฟียส ๆ ที่เข้ากับคอนเซปต์ของเพลง พร้อมจัดเต็มกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่แฟน ๆ รอคอย ติดตามซิงเกิล หน้าไหว้หลังหลอก (Oh My Gosh) ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube : LYKN และ RISER MUSIC รวมถึงทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิงภาพ : RISER MUSIC

11 ก.ย. 2026
MEYOU ศิลปินเดี่ยวจากค่าย White Music ในเครือ GMM Music กลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ แค่คนคุย (Just Friends) หนึ่งในเพลงจากอัลบั้ม Oxytocin ที่หยิบความสัมพันธ์แบบไม่มีสถานะมาถ่ายทอดผ่านมุมมองของคนที่อาจไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่กลับมีความรู้สึกผูกพันมากกว่าที่คิดเพลงนี้เล่าถึงช่วงเวลาของความสัมพันธ์ที่ยังไม่ทันได้พัฒนาไปถึงคำว่า ‘คนรัก’ แต่กลับสร้างความผูกพันทางความรู้สึกขึ้นมาแล้ว และเมื่อความสัมพันธ์ต้องจบลง ความเสียใจก็เกิดขึ้นไม่ต่างจากการสูญเสียคนสำคัญ สะท้อนผ่านประโยค “ยังไม่ทันได้คบ แต่กลับลบเธอไม่ไหว ไม่ได้เป็นอะไรกันแต่ทำไมยังเสียใจ” ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของคนในสถานะนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาด้านมิวสิกวิดีโอ MEYOU ยังร่วมแสดงนำด้วยตัวเอง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของคนที่ติดอยู่ในความสัมพันธ์ไร้สถานะ ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกัน ไปจนถึงวันที่ต้องเผชิญกับการจากลา โดยเลือกเล่าอารมณ์ออกมาอย่างเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ใครที่เคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่ “ไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ก็เสียใจเหมือนเป็นทุกอย่าง” เพลง แค่คนคุย (Just Friends) อาจเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ตรงกับความรู้สึกของคุณภาพ : White Music

10 ก.ย. 2026
หลังจากเปิดตัวเป็นศิลปินใหม่ของค่าย SPICYDISC วันนี้วง MAKARA (มกรา) ที่ประกอบด้วย คิว-มกรา ดลสุขเลิศ** (ร้องนำ, กีตาร์), ออฟ-ญาณพล วิบูลย์วิทยานันท์ (เบส) และ แม็ก-ฐากร อัญภานนท์ (กลอง) ขอประเดิมการร่วมงานกับค่ายด้วยซิงเกิล YONGSONG (ย่องซอง) เพลงรักสำหรับคนแอบชอบที่เล่าความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา แต่เติมความกวนในแบบฉบับของ MAKARA ผ่านประโยคติดหูอย่าง “ผมชอบคุณครับ” พร้อมซาวด์นีโอหมอลำที่ผสมความเป็นอินดี้เข้ากับกลิ่นอายท้องถิ่นได้อย่างมีสีสันเพลงนี้เขียนและโปรดิวซ์โดย คิว ซึ่งเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อเปลี่ยนเรื่องของการตกหลุมรักให้กลายเป็นเรื่องสนุก ขณะที่สมาชิกทั้ง 3 คนร่วมกันเรียบเรียงดนตรี โดยตั้งใจลดทอนองค์ประกอบต่าง ๆ ให้เหลือเพียงเครื่องดนตรี 3 ชิ้น เพื่อให้คาแรกเตอร์ของแต่ละคนและซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ MAKARA โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะจังหวะที่คุ้นหูอย่าง “ดึ่ง ดึง ดึ่ง ดึง” ที่ถูกนำมาขยับให้กลายเป็นส่วนสำคัญของเพลง พร้อมกับไอเดียเรื่องการเดินทางที่ต่อยอดมาจากช่วงเวลาหลังอัลบั้ม “งง งง” ซึ่งพาพวกเขาเดินทางไปพบเจอผู้คนและสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการได้ไปปรากฏตัวในรายการ KEXP ก่อนนำประสบการณ์เหล่านั้นมาถ่ายทอดเป็นเพลงจีบสาวแบบกวน ๆ ในสไตล์ของวงส่วนมิวสิกวิดีโอของ YONGSONG พาไปสัมผัสบรรยากาศการสังสรรค์ในร้านแห่งหนึ่ง ก่อนเรื่องราวจะค่อย ๆ เดินทางไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ชวนให้ติดตามจนถึงตอนจบ ขณะที่เพลงนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของอัลบั้มชุดใหม่ของ MAKARA ใครที่กำลังมองหาเพลงรักฟังง่าย ๆ ที่มีทั้งความน่ารัก กวน ๆ และซาวด์นีโอหมอลำที่ชัดเจน สามารถฟัง YONGSONG ได้แล้ววันนี้ในทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง และรับชมมิวสิกวิดีโอได้ทาง YouTube: SPICYDISCภาพ : SPICYDISC

09 ก.ย. 2026
กลับมาสร้างสีสันให้วงการเพลงป๊อปอีกครั้งสำหรับ LIPTA จาก Kicks Records กับการประกาศเปิดตัว EP ใหม่ GEN SAD ซึ่งถือเป็นการกลับมาทำ EP ที่มีเพลงครบ 5 แทร็กพร้อมกันในรอบหลายปี พร้อมส่งซิงเกิลแรก ขออนุญาตรัก มาเปิดอัลบั้ม เอาใจคนที่กำลังแอบรักและอยากบอกความในใจ แต่ก็ยังเกรงใจ โดยครั้งนี้มาพร้อมซาวด์ร็อกกลิ่นอายยุค 80 และได้ Ref นักร้องนำจากวง PURPEECH มาร่วมฟีเจอริงเพลงนี้ คัตโตะ รับหน้าที่เขียนเนื้อร้องและทำนอง โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะเขียนเพลงสดใสและมีพลังให้กับ น้องสบาย หลานชายของเขา ก่อนถูกเลือกมาเป็นเพลงเปิด EP ขณะที่ Mek Machina ร่วมเรียบเรียง และ LIPTA รับหน้าที่โปรดิวซ์ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมาพร้อม Official Visualizer ที่ถ่ายทำบริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และบนถนนจริง จนบางช่วงถูกนำไปเผยแพร่บนโซเชียลและได้รับความสนใจจนมียอดชมแตะหลักล้านติดตามฟัง ขออนุญาตรัก ได้แล้ววันนี้ทางมิวสิกสตรีมมิงทุกแพลตฟอร์ม และชม Official Visualizer ได้ทาง YouTube : LIPTAofficial พร้อมติดตามเพลงอื่น ๆ จาก EP GEN SAD ได้ทุกช่องทางของ LIPTA และ Kicks Recordsภาพ : Kicks Records

09 ก.ย. 2026
KRIST หรือ คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์ ศิลปินจาก RISER MUSIC กลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ Butterflies เพลงป๊อปร็อกที่ถ่ายทอดความรู้สึกของการตกหลุมรักใครสักคนจนเกิดอาการเขินและมวนท้องราวกับมีผีเสื้อบินอยู่ข้างใน พร้อมตั้งคำถามว่าอาการเหล่านี้เรียกว่า ‘ความรัก’ หรือไม่ความพิเศษของเพลงนี้คือการได้ ปั๊ป-พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข นักร้องนำวง POTATO ศิลปินที่เป็นไอดอลในดวงใจของ KRIST มาร่วมฟีเจอริง โดยมี ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ พร้อมร่วมแต่งเนื้อร้องและทำนอง เติมมิติให้เพลงมีทั้งความโรแมนติกและพลังของดนตรีป๊อปร็อกด้านมิวสิกวิดีโอได้ แอลม่อน ภูมิสุวรรณ และ โปรเกรส ภาสวิชญ์ น้องชายร่วมบ้าน GMMTV มาถ่ายทอดเรื่องราวความรักในโทนสดใส ผ่านการกำกับของ นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ ที่เข้ามาเติมสีสันและรายละเอียดให้เรื่องราวของเพลงมีมิติมากขึ้นสำหรับ KRIST แล้ว Butterflies ยังเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เขาบอกว่ารู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นพิเศษ เพราะได้ร่วมงานกับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ โดยหวังว่าเพลงนี้จะพาผู้ฟังกลับไปสัมผัสความรู้สึกของการตกหลุมรักใครสักคนอีกครั้งฟัง Butterflies ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube : RISER MUSIC และ Music Streaming ทุกช่องทางภาพ : RISER MUSIC

08 ก.ย. 2026
BILLKIN กลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ CHECKLIST เพลงแรกจากอัลบั้มใหม่ที่มาพร้อมไวบ์อารมณ์ดี ขี้เล่น และชวนคนฟังมาตอบแบบสอบถามตามหา Spec ที่ใช่ ซึ่งบางทีคนคนนั้นอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิดเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของอัลบั้ม BILLKIN ‘Grow With The Flow’ เมื่อ BILLKIN อยากลองทำงานในรูปแบบใหม่ จึงชวนทีมเพลงมาทำ Song Camp เพื่อสร้างเดโม่สำหรับอัลบั้มใหม่ ก่อนที่หนึ่งในเดโม่เหล่านั้นจะกลายมาเป็น CHECKLIST ในวันนี้โดยได้ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม มาร่วมเขียนเนื้อเพลงจากไอเดียของ BILLKIN ที่อยากมีเพลงจีบคนที่ชอบในแบบที่เป็นตัวเอง ขณะเดียวกัน BILLKIN ยังเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานมากขึ้น ทั้งด้าน Music Production รวมถึงแชร์ไอเดียเรื่องท่าเต้นร่วมกับ Choreographer ของเพลงด้านมิวสิกวิดีโอได้ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ มาร่วมแสดง โดยเรื่องราวพาเธอเข้าสู่ Application ‘CHECKLIST’ เพื่อออกตามหา BILLKIN ในเวอร์ชันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มเทสต์ดี หนุ่มรักสุนัข หนุ่มวิศวะ หรือหนุ่มเชฟ เพื่อหาคำตอบว่าท้ายที่สุดแล้ว Spec ที่ใช่จะเป็น BILLKIN ในเวอร์ชันไหนกันแน่CHECKLIST พร้อมให้ชม Music Video แล้วทาง YouTube : BILLKIN ENTERTAINMENT และฟังได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิงภาพ : Billkin Entertainment

22 ต.ค. 2026
หนึ่งในภาพจำที่ทำให้ ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นซูเปอร์สตาร์ที่เข้าถึงได้เสมอ คือการปรากฏตัวในสถานที่ต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟฟ้า ขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง หรือใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนทั่วไป จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #ณเดชน์เจอได้ทุกที่ ที่แฟน ๆ พูดถึงกันอยู่เสมอเบื้องหลังความเรียบง่ายนี้มีแนวคิดจาก พี่อ๋า ผู้จัดการส่วนตัวของณเดชน์ ที่เลือกเปิดพื้นที่ให้นักแสดงหนุ่มได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับสถานะซูเปอร์สตาร์ไว้ตลอดเวลา ซึ่งพี่อ๋าได้แบ่งปันมุมมองดังกล่าวผ่านรายการ เจ๊ดันฉันเลิฟยู EP.3 ทางช่อง YouTube: DEK ENT ของ ดีเจไตเติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วมโดยพี่อ๋าเล่าว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานร่วมกัน ทั้งคู่พูดคุยกันตั้งแต่แรกว่าณเดชน์ควรได้ใช้ชีวิตตามปกติ อยากขับรถก็ขับ อยากนั่งรถไฟฟ้าก็นั่ง หรืออยากนั่งวินมอเตอร์ไซค์ก็สามารถทำได้ โดยไม่ได้มองว่าการเป็นบุคคลสาธารณะจะต้องมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตทุกเรื่อง“เพราะเรามองว่าเขาทำงาน เป็นคนอื่นมาทั้งวันแล้ว พอกลับบ้านก็อยากให้เขาได้เป็นมนุษย์ เป็นตัวของตัวเอง ตราบใดที่ไม่ได้ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม”แนวคิดดังกล่าวทำให้ณเดชน์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ขณะเดียวกัน ผู้คนที่พบเจอก็ให้ความเป็นส่วนตัวและเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม โดยพี่อ๋ายกตัวอย่างว่า แม้ณเดชน์จะโบกมือทักทายก่อนขึ้นรถไฟฟ้า ผู้คนก็เพียงมองหรือสะกิดบอกกันเล็กน้อย ก่อนปล่อยให้เขาเดินทางต่อไปตามปกติแบบไม่รบกวนพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของกันและกันสำหรับพี่อ๋าที่มองผ่านมุมของการเป็นผู้จัดการส่วนตัว สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลนักแสดงไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่องยากขึ้น แต่คือการรู้ว่าเรื่องใดควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องงานที่ต้องจริงจังและรับผิดชอบ ส่วนการใช้ชีวิตส่วนตัวนั้น ขอเพียงไม่ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อผู้อื่น ณเดชน์ก็มีสิทธิ์เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะอยากไปดูหนังหรือแต่งตัวแบบไหนก็ตาม“เรื่องที่เราซีเรียสคือเรื่องงาน แต่เรื่องการใช้ชีวิต ขอแค่อย่าไปทำอะไรที่เป็นตัวอย่างไม่ดี นอกนั้นอยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่ชุดอะไรก็ใส่ เพราะมันคือตัวตนของเขา”โดยดีเจไตเติลยังเสริมอีกว่า วิธีคิดนี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ณเดชน์เป็นที่รัก ซึ่งพี่อ๋าก็ย้ำว่านี่ไม่ใช่ภาพที่สร้างขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นตัวตนของณเดชน์จริง ๆ และเขายังคงใช้ชีวิตเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบันเรื่องราวนี้สะท้อนว่า เสน่ห์ของณเดชน์อาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นซูเปอร์สตาร์ที่เข้าถึงง่าย แต่อยู่ที่การได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องแบกสถานะคนดังไว้ตลอดเวลา เพราะเมื่อเลิกงานแล้ว เขาก็เป็นเพียงคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีโอกาสเจอณเดชน์ได้ทุกที่ขอบคุณสัมภาษณ์จาก : เจ๊ดันฉันเลิฟยู EP.3ภาพ : kugimiyas

22 ต.ค. 2026
เตรียมตัวรับความน่ารักแบบเกินต้านกันได้เลย! เพราะนอกจากจะเป็นขวัญใจพี่ ๆ แฟนคลับทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว ล่าสุด น้องแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกสาวคนเก่งของแม่ชมพู่–อารยา เอ ฮาร์เก็ต และพ่อน็อต–วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ก็กำลังจะเพิ่มอีกหนึ่งบทบาทให้ตัวเอง ด้วยการเดบิวต์เป็นศิลปินตัวน้อย พร้อมซิงเกิลแรกในชีวิตที่มีชื่อว่า ‘กุ๊กกู๋’ ต่อยอดความสามารถด้านดนตรีต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนนี้ความพิเศษของซิงเกิลนี้ไม่ได้มีแค่ความน่ารักของศิลปินตัวจิ๋วเท่านั้น แต่ยังได้สองคนดนตรีมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดย HEY หรือ ฮาย–ธันวา เกตุสุวรรณ รับหน้าที่โปรดิวซ์และดูแลเมโลดี้ ขณะที่ ARAN หรือ นุ้ย–อรัณย์ หนองพล เป็นผู้เขียนเนื้อร้อง เรียกได้ว่าเป็นการจับมือกันสร้างสรรค์เพลงเดบิวต์ให้กับน้องเกล ซึ่งแฟน ๆ ต้องรอติดตามกันว่าเพลง ‘กุ๊กกู๋’ จะมาพร้อมท่วงทำนองและเนื้อร้องที่น่ารักชวนติดหูขนาดไหนโดยล่าสุดมีการเผยทีเซอร์โปสเตอร์ออกมาเรียกน้ำย่อยกันก่อน ชวนให้แฟน ๆ ตั้งตารอชมความน่ารักของศิลปินน้องใหม่ที่เตรียมมาแจกความสดใสผ่านบทเพลงแรก ‘กุ๊กกู๋’ ซึ่งมีกำหนดปล่อยให้ฟังพร้อมกันในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ทางแพลตฟอร์มมิวสิกสตรีมมิง ก่อนจะตามไปชมความน่ารักแบบเต็ม ๆ ในวันที่ 24 ตุลาคม เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube: She Serveแต่ก่อนจะได้ฟังเพลงเต็ม แฟนคลับก็ยังมีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีก เพราะแม่ชมแอบกระซิบว่าจะมีการสปอยล์เมโลดี้ของเพลงให้ได้ฟังกันเป็นน้ำจิ้มในช่วงเย็นวันนี้ (22 ตุลาคม) เรียกได้ว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนวันเดบิวต์อย่างเป็นทางการ ที่เชื่อว่าพี่ ๆ น้า ๆ ป้า ๆ อา ๆ พร้อมใจกันปักหมุดรออย่างแน่นอน ภาพ : chomismaterialgirl / nottvisrut

22 ต.ค. 2026
หลังจาก แต้ว–ณฐพร เตมีรักษ์ และบริษัทต้นสังกัด ส่งหนังสือคัดค้านการใช้ภาพบางฉากในภาพยนตร์ นาคี 3 ครุฑานาคี เนื่องจากพบว่ามีการใช้เทคนิคตัดต่อจนภาพปรากฏคล้ายการเปิดเผยหน้าอกของนักแสดง โดยไม่ได้รับความยินยอม ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ผู้ผลิตภาพยนตร์ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวในอีกมุมหนึ่งโดยบริษัทระบุว่า ก่อนเริ่มถ่ายทำได้มีการชี้แจงบทบาท ลักษณะฉาก รวมถึงแนวทางการถ่ายทำและการใช้เทคนิคพิเศษที่เกี่ยวข้องกับนักแสดงและผู้เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมยืนยันว่ากระบวนการผลิตเป็นไปตามข้อตกลงและความยินยอมที่ได้รับก่อนการถ่ายทำ จึงไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาว่าบริษัทดำเนินการโดยมิชอบอย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับหนังสือคัดค้าน บริษัทตัดสินใจให้ทีมผู้สร้างเร่งตัดภาพและฉากที่เป็นประเด็นออกจากภาพยนตร์ รวมถึงระงับการใช้ภาพดังกล่าวในตัวอย่างภาพยนตร์และสื่อประชาสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท โดยผู้ผลิตย้ำว่า “การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบและคำนึงถึงนักแสดง ไม่ได้หมายความว่าบริษัทยอมรับว่ากระทำผิดตามข้อคัดค้านแต่อย่างใด”การปรับแก้ฉากดังกล่าวยังส่งผลให้ภาพยนตร์ต้องเลื่อนกำหนดเข้าฉายจากวันที่ 22 ตุลาคม เป็นวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ทีมงานมีเวลาดำเนินการแก้ไขก่อนนำภาพยนตร์ออกฉายทั้งนี้ บริษัทระบุว่าพร้อมพูดคุยกับนักแสดงและผู้แทนด้วยความสุจริตและให้เกียรติ พร้อมขอความร่วมมือไม่เผยแพร่ภาพที่เป็นประเด็นซ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้เกี่ยวข้องภาพ : MONO Original

22 ต.ค. 2026
กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงการบันเทิงทันที เมื่อ แต้ว–ณฐพร เตมีรักษ์ พร้อมบริษัทต้นสังกัด ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง นาคี 3 ครุฑานาคี เพื่อขอให้แก้ไขฉากบางส่วน หลังพบว่ามีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดต่อภาพจนปรากฏลักษณะคล้ายการเปิดเผยหน้าอกของนักแสดง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริงระหว่างการถ่ายทำ และเป็นภาพที่เจ้าตัวไม่ได้ให้ความยินยอมตามรายละเอียดในหนังสือดังกล่าว การตัดต่อภาพในลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และศักดิ์ศรีของนักแสดง รวมถึงก่อให้เกิดความอับอายและการถูกดูหมิ่น โดยแต้วได้ขอให้ผู้ผลิตระงับและยุติการใช้ภาพดังกล่าว พร้อมดำเนินการตัดฉากที่มีปัญหาออกจากภาพยนตร์ทันที ทั้งยังสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการเพิกเฉยหรือฝ่าฝืนข้อเรียกร้องขณะเดียวกัน บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ในฐานะผู้ว่าจ้างและผู้ผลิตภาพยนตร์ ได้ส่งหนังสือแจ้งสื่อมวลชนถึงการเปลี่ยนแปลงกำหนดการเข้าฉายของ นาคี 3 ครุฑานาคี จากเดิมวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 เป็นวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2569 เพื่อดำเนินการตัดฉากบางส่วนที่มีแต้ว ณฐพร ร่วมแสดงออกจากภาพยนตร์ทางบริษัทระบุถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานในการนำเสนอเนื้อหา พร้อมกล่าวขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกำหนดการฉายในครั้งนี้กรณีดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชวนให้จับตาถึงขอบเขตการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ โดยเฉพาะเมื่อการดัดแปลงภาพของนักแสดงเกี่ยวข้องกับร่างกาย ภาพลักษณ์ และความยินยอม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ในกระบวนการผลิตสื่อบันเทิงภาพ : MONO Original

21 ต.ค. 2026
Miss Grand International (MGI) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 เพื่อประกาศว่าตัวแทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว จะไม่เดินทางเข้าร่วมการประกวด Miss Universe ครั้งที่ 75 ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน หลังมีการหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง องค์กรระดับประเทศ และตัวแทนทั้ง 6 ประเทศโดย MGI ยืนยันว่า การไม่เข้าร่วมประกวดครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากความสัมพันธ์ตามสัญญาโดยสมัครใจ การสละสิทธิ์แฟรนไชส์ หรือการยอมรับจุดยืนที่มีการกล่าวอ้างในแถลงการณ์สาธารณะเกี่ยวกับทั้ง 6 ประเทศ พร้อมย้ำว่าจะยังคงรักษาและใช้สิทธิตามสัญญาภายใต้ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องขณะเดียวกัน ตัวแทนทั้ง 6 ประเทศจะยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศต่อไป รวมถึงใช้บทบาทของตนในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแถลงการณ์ยังเน้นย้ำถึงการส่งเสริมพลังของผู้หญิง โดยระบุว่า การสนับสนุนผู้หญิงไม่ใช่เพียงการใช้คำว่า Empowerment เป็นคำขวัญ แต่คือการยืนหยัดเคียงข้างพวกเธอเมื่อศักดิ์ศรีถูกท้าทาย รวมถึงการปกป้องความปลอดภัย ความเท่าเทียม และไม่ปล่อยให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางธุรกิจขององค์กรMGI ยังระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรลดทอนความสำเร็จ คุณค่า หรือศักดิ์ศรีของตัวแทนทั้ง 6 ประเทศ พร้อมยืนยันจุดยืนว่า พวกเธอไม่ได้สละศักดิ์ศรีหรือสถานะการเป็นตัวแทนประเทศ และ MGI ก็ไม่ได้สละสิทธิตามสัญญาเช่นกันท้ายที่สุด MGI กล่าวขอบคุณแฟนนางงามและผู้สนับสนุนจากทั้ง 6 ประเทศที่ให้ความเข้าใจและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าจะยังคงปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิ และผลประโยชน์ของตัวแทนทุกคน ตลอดจนรักษาสิทธิตามสัญญาภายใต้ข้อตกลงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปภาพ : Miss Universe Thailand

19 ต.ค. 2026
SWEET MULLET ประกาศข่าวสำคัญถึงแฟนเพลง หลัง เต๋า-ดุลยเกียรติ เลิศสุวรรณกุล และ หมู-วิทวัส ภักดิ์แจ่มใส ตัดสินใจยุติบทบาทการเป็นสมาชิกวง โดยทั้งคู่จะร่วมแสดงกับวงเป็นครั้งสุดท้ายในคอนเสิร์ตใหญ่วันที่ 27 มีนาคม 2570 ขณะที่ แป๊บ-ชณันวิชญ์ ตันติโกสิตรัตน์ และ ตี่-พิสุทธิ์ โล่ห์สีทอง จะเดินหน้าทำงานในนาม SWEET MULLET ต่อไปในประกาศดังกล่าว วงระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิก ทุกคนยังคงมีความรัก ความเคารพ และความปรารถนาดีต่อกันเช่นเดิม เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป สมาชิกแต่ละคนต่างมีเส้นทางชีวิตและสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญแตกต่างกันออกไปก่อนจะก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ SWEET MULLET ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พร้อมใช้ช่วงเวลาที่เหลือสร้างความทรงจำที่มีความหมายร่วมกับแฟนเพลงให้เต็มที่ โดยคอนเสิร์ตใหญ่ในวันที่ 27 มีนาคม 2570 จะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของวงในรูปแบบสมาชิก 4 คนหลังจากนั้น แป๊บและตี่จะเดินหน้าสานต่อ SWEET MULLET ในบทใหม่ของวง ส่วนทิศทางและรายละเอียดการดำเนินงานในอนาคตจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไปท้ายที่สุด SWEET MULLET ได้กล่าวขอบคุณแฟนเพลงทุกคนสำหรับการสนับสนุนที่มีให้กันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นทุกกำลังใจ ทุกเสียงร้อง และทุกความทรงจำที่สร้างร่วมกัน พร้อมหวังว่าจะได้กลับมาพบกับแฟนเพลงอีกครั้งในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อร่วมร้องเพลงและสร้างช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปด้วยกันเพราะตลอดเส้นทางของ SWEET MULLET สิ่งที่ทำให้บทเพลงมีความหมาย ไม่ได้มีเพียงเสียงดนตรี แต่ยังรวมถึงผู้คนและความทรงจำที่เติบโตมาพร้อมกันเสมอมาภาพ : SWEET MULLET

-