ฟังเพลงออนไลน์ EFM 94 ONLINE - ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

News Updates

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

11 มิ.ย. 2026

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อแต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วยซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา ‘คุณนานะ’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่เข้ามาทำงาน แต่งานที่ต้องทำไม่ตรงกับ job description ‘คุณนานะ’ อายุ 27 ปี เล่าว่าได้เข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในช่วงที่สัมภาษณ์ก่อนที่จะตกลงเข้าทำงานก็ได้คุยหน้าที่การทำงานกันเรียบร้อย ซึ่งภาระหน้าที่งานก็ตรงกับตำแหน่งที่ได้ทำ แต่พอเริ่มทำงานได้สักพัก ก็เริ่มมีงานวานให้ช่วยทำ ในตอนแรกคุณนานะก็สามารถช่วยทำได้เพราะเป็นงานที่รองมาจากงานหลัก จนกระทั่งอายุงานครบ 1 ปี จากงานรองก็กลายเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องทำประจำ ซึ่งตลอดที่ช่วยทำงานนี้ก็มีปัญหาอยู่ตลอด แต่งานหลักไม่เคยมีปัญหาเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นปัญหาในการทำงานของเธอมาก คนที่มอบหมายงานให้คุณนานะคือผู้บริหารโดยตรง เพราะเธอขึ้นตรงกับฝ่ายบริหาร แต่ก่อนหน้าที่เธอจะได้รับมอบหมายงานนี้มาก็มีพี่ที่ทำงานนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกโยนมาให้คุณนานะทำแทน ตลอดระยะเวลาที่ทำงานหนัก คุณนานะก็จะกังวลเกี่ยวกับงานรองด้วย ซึ่งงานหลักและงานรองก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน งานหลักของคุณนานะคือจัดซื้อ และงานรองคืองานคุมคนทำความสะอาด แต่เนื่องจากคุณนานะอายุน้อยที่สุด จะไปสั่งให้คนทำอะไรก็ไม่มีใครฟังเพราะเขาโตกว่ากันหมด ถ้าทำงานคุมคนได้ไม่ดีก็ถูกหัวหน้าตำหนิด้วย คุณนานะเสริมอีกว่า ได้แจ้ง HR เรื่องปัญหางานไม่ตรงกับตำแหน่งไปแล้ว แต่เขาก็ช่วยคุยอะไรไม่ได้ เพราะคนที่มอบหมายมาก็คือผู้บริหาร คุณนานะกล่าวว่าบริษัทที่ทำอยู่คือบริษัทเล็ก ๆ อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว งานหลักจึงทำเยอะมาก ดูแลหลายสาขา ในบางครั้งงานรองก็มาแทรกในตอนที่กำลังเครียดกับงานหลัก คุณนานะเคยพยายามพูดกับเจ้านายเรื่องนี้แล้ว เพราะหัวหน้าบอกว่าถ้ามีปัญหามาปรึกษาได้ตลอด แต่พอจะคุยเรื่องนี้เขาก็จะตอบกลับมาว่า 'ทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะ' นั่นทำให้รู้สึกว่าเขาไม่รับฟังเรื่องที่คุณนานะอยากจะปรึกษาจริง ๆ ส่วนตัวคุณนานะจะลาออกจากงานก็ไม่กล้าเพราะปัจจุบันหางานยาก คุณนานะจึงอยากปรึกษาเหล่าดีเจว่า ถ้าจะคุยกับผู้บริหารอีกครั้งเพื่อที่จะปฏิเสธไม่ทำงานรองนี้ จะใช้วิธีและพูดกับเขาอย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็นพี่จะรีบเข้าไปคุยกับผู้บริหารเลย จะค่อย ๆ บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น ความอึดอัดของตัวเราเอง เราเข้ามาที่นี่เพื่อทำงานตำแหน่งไหน ซึ่งตอนนี้ถ้าให้พูดตรง ๆ ด้วยความเคารพก็ตอนนี้ค่อนข้างที่จะไม่โอเค ภาพรวมก็จะพูดอ้อม ๆ ให้เขารู้ว่าเราไม่โอเคที่ต้องมาทำงานอื่นที่ไม่ตรงตำแหน่ง” และยังเสริมทิ้งท้ายว่า "ถ้าจะเข้าไปพูดก็ควรหางานใหม่รอไปพลาง ๆ ด้วย ไม่สนับสนุนให้ออกจากงานตอนที่ยังไม่มีงานรองรับ ถ้าโอเคแล้วว่าปัญหาแก้ไม่ได้และจะลาออกก็ค่อยย้ายออก หรือถ้าหากผู้บริหารให้เงินเดือนเพิ่มและทำให้เติบโตในสายงานได้ก็พร้อมที่จะเรียนรู้" ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “เริ่มด้วยการขอบคุณที่มองเห็นความสามารถที่จะคุมคนได้ แต่อยากปรึกษาว่างานหลักที่ทำอยู่มันต้องใช้เวลาในการทำมากกว่านี้ ยินดีที่จะช่วยคุมคนแต่ต้องเป็นช่วงเวลาที่ทำงานหลักเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่อยากให้งานที่ไม่ใช่หน้าที่หลักมาแย่งเวลาในการทำงานตามหน้าที่หลัก” โดยคุณนานะก็เสริมเพิ่มว่าเคยทำงานหลักให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปจัดการงานรองแล้ว บางครั้งผู้บริหารเขาก็ปล่อยผ่าน แต่บางครั้งเขาก็จะมาสอบถามบ้าง ‘ดีเจเติ้ล’ จึงบอกว่า "ให้การพูดครั้งนี้เป็นการขอให้เขาเข้าใจ ถ้าหากสุดท้ายยอมให้เราไม่ได้ก็ออกแล้วไปหางานใหม่ที่ดีกว่าไปเลย" ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “ดูสถานการณ์ก่อน รอเขามาบ่นอีกรอบแล้วค่อยพูดกับเขาว่าอยากปรึกษาเรื่องนี้ ว่าการที่เขามอบหมายงานเพิ่มให้ทำจนมันกระทบการงานหลัก งานที่มอบหมายเพิ่มก็ไม่ใช่เนื้องานที่เราถนัด มันก็ช้าลง และทำให้ทั้งงานหลักและงานรองไม่ดี ขอทำแค่งานหลักงานเดียวได้มั้ย แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่ได้ เราก็บอกไปแค่ว่ามันทำได้แต่จะทำได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเขายังจะเอาเปรียบเราอีกสุดท้ายก็ออกเถอะ” แต่สุดท้ายก็เน้นย้ำเพิ่มเติมจากดีเจคนอื่น ๆ คือ "ให้หางานใหม่ให้ได้ก่อนค่อยเข้าไปคุยหรือลาออก"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

05 มิ.ย. 2026

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอดเราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้างทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ? ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันที่ (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก — ดีเจเติ้ล — ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอรู้สึกหนักใจทุกครั้งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนสาว เพราะเพื่อนสาวมักจะพาแฟนมาด้วยเสมอ ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ อายุ 30 ปี’ โทรมาปรึกษาเรื่องของเพื่อนสนิทที่เพิ่งมีแฟน ทุกครั้งที่นัดสังสรรค์กัน เพื่อนก็จะพาแฟนมาตลอด ช่วงแรกเพื่อนกำลังตื่นเต้นกับความรัก และคุณถุงเงินเองก็อยากจะรู้จักแฟนเพื่อนจึงไม่ได้ปฏิเสธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนยังคงพาแฟนมาด้วยตลอด โดยจะบอกแค่ว่า “วันนี้จะพาแฟนมาด้วยนะ” ไม่ได้ถามความสมัครใจคุณถุงเงิน และไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธ คุณถุงเงินคิดถึงวันที่ได้นั่งคุยตามประสาเพื่อนสาว นั่งคุยกันสองคน แต่เมื่อเพื่อนพาแฟนมาทุกครั้งก็ไม่อยากจะพูดคุยเรื่องเหล่านั้น จึงไม่ได้มี Girls Talk กันมาหลายเดือนแล้ว โดยปกติคุณถุงเงินจะอยู่ 2 คนกับเพื่อนสาวคนนี้ เมื่อเพื่อนมีแฟนก็กลายเป็นต้องไปด้วยกัน 3 คน และคนที่เป็น Plus one ก็คือคุณถุงเงินเอง เพราะเขาเป็นแฟนกัน นั่งคุยกันไป เพื่อนก็จู๋จี๋กันแฟนไป เธอเล่าต่อว่า เพื่อนสาวคนนี้เคยพาแฟนไปสังสรรค์กับเพื่อน C แล้วเพื่อนสาวดันไปทะเลาะกับแฟนต่อหน้าเพื่อน C แล้วหลังจากนั้นเพื่อน C ก็ห่างเหินกับเพื่อนสาวไป คุณถุงเงินมองว่าเพื่อนอาจมีปมในจุดนี้ จึงไม่อยากสร้างปมที่สองให้เพื่อน และในตอนนี้มันเริ่มเป็นปัญหาเพราะไม่ใช่เพียงเพื่อนคนนี้ แต่เพื่อนคนอื่นก็พกแฟนไปสังสรรค์ด้วยทุกครั้งเช่นกัน คุณถุงเงินกลายเป็นคนที่สามตลอด จึงตั้งคำถามว่า “มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปด้วยทุกครั้งไหมคะ” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามก็ได้เริ่มให้คำแนะนำ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ ตอบว่า “เมื่อเพื่อนมีแฟน มันจะเกิดขึ้นไม่กี่อย่างหรอก หนึ่ง เพื่อนจะหายไป สอง เพื่อนจะมาพร้อมแฟน มีแค่นี้ เราต้องเลือกว่าจะเฟดจากกันไปให้เพื่อนไปมีความสุขกับชีวิตรัก หากซมซานก็กลับมา หรือ เราต้องยอมเป็น Plus one” และพูดเสริมอีกว่า “บรรยากาศเมาท์มอยเพื่อนสาวมันไม่มีตลอดไปหรอก จะช้าจะเร็วก็ต้องจากกัน แต่วันนี้เพื่อนก็ยังไม่อยากจากกันจึงลากเราไปกับแฟน ดังนั้นต้องเลือกระหว่างเป็น Plus one กับ ห่างกัน” ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “หากสนิทกันคุยกันได้ว่าเราต้องการ Girls Talk ถ้าแฟนเพื่อนมาด้วยคุยไม่ถนัด และมันเป็นสัจธรรมเมื่อมีแฟนยังไงแฟนเขาก็สำคัญกว่าเรา ต้องทำใจ เพื่อนจะกลับมาต้องการ Girls Night ก็เมื่อลูกโต เราต้องเข้าใจว่าเพื่อนมีแฟน มันจะไม่มีวันเหมือนเดิม เราจะไปโกรธเขาไม่ได้ ทำได้แค่พูดคุยกันว่าวันไหนเราต้องการไปกันสองคน” สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ เล่าว่า “พี่อยู่ในทั้งสองสถานะเลย หากมีแฟนจะพาแฟนไปทุกที แต่หากเพื่อนมีแฟนก็จะคุยกันว่าต้องการ Girls Talk ไม่ต้องพาแฟนมา ดังนั้นสำหรับพี่ต้นหอมให้พูดกับเพื่อนตรง ๆ และให้เขาเป็นคนเลือกวันที่เราจะไปด้วยกันสองคน วัดใจกันไปเลยว่าเขาจะหาคิวให้เราไหม ถ้าไม่เคยหาได้โดยนัยคือเขาตอบแล้วว่า ’ไม่มีวันห่างแฟนได้’ และเพื่อนคนนี้อาจไม่ใช่ ให้หาเพื่อนใหม่ที่พร้อมเข้าใจ และไปไหนมาไหนกับเราได้”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเผลอตดตอนไปนวด อายพนักงานมากเลยค่ะ ไม่กล้ากลับไปร้านนี้แล้ว มันเป็นเรื่องปกติมั้ยคะ? แล้วทำยังไงต่อจากนี้ดีคะ?

05 มิ.ย. 2026

หนูเผลอตดตอนไปนวด อายพนักงานมากเลยค่ะ ไม่กล้ากลับไปร้านนี้แล้ว มันเป็นเรื่องปกติมั้ยคะ? แล้วทำยังไงต่อจากนี้ดีคะ?

หนูเผลอตดตอนไปนวด อายพนักงานมากเลยค่ะไม่กล้ากลับไปร้านนี้แล้วมันเป็นเรื่องปกติมั้ยคะ?แล้วทำยังไงต่อจากนี้ดีคะ? ‘คุณเป๋าตังค์’ (นามสมมติ) สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่เผลอตดตอนไปนวด จนรู้สึกอายพนักงานมาก ‘คุณเป๋าตังค์’ อายุ 33 ปีได้เล่าว่า ปกติเป็นคนที่ชอบไปนวดมาก เป็นการนวดแผนไทยธรรมดา อาทิตย์ละ 2 ครั้ง และจะไปกับแฟนตลอด แต่ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเป๋าตังค์ไม่กล้ากลับไปนวดที่ร้าน เพราะในขณะที่เธอนวดก็กำลังเคลิ้มหลับ แล้วพนักงานนวดลงหลัง จนเผลอตดออกไป เธอบกว่าตดดังมาก ตดแบบเนื้อสั่น นั่นทำให้เธอสะดุ้งตื่นจนไม่กล้าหลับต่อ คุณเป๋าตังค์เองก็ไม่แน่ใจว่ามีกลิ่นหรือไม่ พอนวดเสร็จ เธอก็ให้ทิปกับพนักงาน 40 บาท แล้วหลังจากนี้ก็ไม่กล้าไปร้านนั้นอีก เธอจึงอยากปรึกษาว่าการที่เผลอตดตอนไปนวดมันเป็นเรื่องปกติหรือไม่ และควรทำอย่างไรต่อจากนี้ดี โดยคำแนะนำจากดีเจทั้ง 3 เป็นไปในทางเดียวกันว่า “พนักงานมองว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ม่านข้าง ๆ อาจจะขำ แต่พนักงานเขาเจอจนชิน” ‘ดีเจเผือก’ บอกว่ายังไม่เคยเป็น และ ‘ดีเจเติ้ล’ บอกว่าเคยเคลิ้มจนกรน ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ บอกว่า "เรื่องตดอายใช่มั้ย มาที่ร้านพี่เลยดีกว่า พร้อมต้อนรับ" เรียกได้ว่าขำสั่นลั่นสตูเลยล่ะค่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

05 มิ.ย. 2026

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเองยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลยข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้างหนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ? ‘คุณสตางค์’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตัวเธอหนีมนุษย์ป้ามาทั้งชีวิต แต่เป็นยายเธอเองที่กำลังทำพฤติกรรมมนุษย์ป้า ‘คุณสตางค์’ อายุ 18 ปี เล่าว่าชีวิตของเธอมักจะย้ายบ้านบ่อย ๆ นั่นจึงทำให้เธอกับน้อง ๆ ภาวนาอยู่ตลอดว่าไม่อยากเจอป้าข้างบ้าน หรือมนุษย์ป้า แต่ยายของเธอที่อายุเข้า 70 ปีเริ่มมีพฤติกรรมมนุษย์ป้า นั่นก็คือยายชอบเล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟัง ซึ่งจะเป็นเรื่องของคนข้างบ้านและคนในซอยบ้าน โดยปกติแล้วยายจะมีกลุ่มเพื่อนมานั่งปูเสื่อคุยกันหน้าบ้าน ในตอนแรกพวกเขาก็จะคุยกันเรื่องของคนอื่น ๆ แต่หลัง ๆ แม้แต่คนในกลุ่มเองก็ยังเอามาเล่าด้วย ซึ่งในบ้านมีสมาชิกดังนี้ ตา ยาย คุณสตางค์ น้องอีก 2 คน โดยแม่ของคุณสตางค์จะเทียวไประหว่างบ้านหลังนี้และบ้านที่กรุงเทพฯ คุณสตางค์เล่าเพิ่มเติมว่า ที่ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้ตนฟังบ่อย ๆ ก็เพราะถ้ายายไปเล่าให้ตาฟัง ตาก็จะมีความคิดเห็นแตกต่างและจบที่ทะเลาะกับยายทุกที นั่นก็เลยทำให้ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟัง บางครั้งยายก็ไปพูดคุยกับข้างบ้าน แต่พอกลับถึงบ้านก็จะเอาเรื่องของเขามานินทาให้ฟัง หรือเวลาที่ข้างบ้านเสียงดัง ยายก็จะพูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ข้างบ้านตีกันอีกละ” หรือช่วงปิดเทอม ที่เธอไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ พอคุณสตางค์กลับมาที่บ้านยายก็จะรีบมาเล่าเพิ่มว่าคนข้างบ้านเขาเป็นเมียน้อย นอกจากนี้ ถึงยายจะไม่ได้เล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟังตลอด แต่ยายกับกลุ่มเพื่อนก็มานั่งพูดเรื่องคนอื่นที่หน้าบ้านกันทุกวัน คุณสตางค์เองก็ไม่ได้ว่าอะไรยาย เธอรับฟังเสมอ แต่ถ้าวันไหนไม่อยากฟังก็จะตัดบทยายแล้วยายก็จะรู้สึกนอยด์ คุณสตางค์จึงอยากได้คำแนะนำว่า มีวิธีแบบไหนที่จะทำให้ยายลดการเล่าเรื่องคนอื่น หรือขอวิธีที่ทำให้เธอรับฟังยายให้มากขึ้นก็ได้ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงยายได้เลย เพราะยายอายุ 70 แล้ว ดังนั้นปรับที่เราจะเบากว่า หลังจากนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรับฟังเขา และคุยกับยายเท่าที่ไหว เพราะคนแก่ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเด็ก อยากให้สตางค์ใช้ชีวิตกับคุณยายในวัยนี้ให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าใจเขาและอยู่เป็นเพื่อนยาย” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “สตางค์ลองทำแบบนี้ดูมั้ย สตางค์ here ยาย แต่ไม่ต้อง listen to ยาย รับรู้แต่ไม่รับฟัง ฟังแต่ไม่ต้องทำความเข้าใจ เพราะตอนนี้เขามีแค่คุณสตางค์ ลองมองในแง่ดีว่ายายคนอื่นอายุ 70 เริ่มไม่รู้เรื่องก็เยอะแยะ แต่ยายของคุณสตางค์ยังดูสุขภาพดีอยู่เลย สาเหตุมันอาจเกิดจากที่เขาได้เล่าเรื่องก็ได้ ยิ่งเวลาตอนนี้มันนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งยายไม่อยู่แล้วคุณสตางค์จะคิดถึงเขานะ แต่ถ้าตอนไหนคุณสตางค์ต้องใช้สมาธิก็บอกกับเขาตรง ๆ ไปเลย” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนความเห็นของดีเจเติ้ลว่า “มองในแง่ดีก็ได้ว่าสิ่งที่เขาเอามาเล่าให้เราฟังมันทำให้เราระแวดระวังภัยรอบบ้านได้ นำมาเป็นข้อมูลให้ตัวเราเองที่เราอยู่แต่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่ดีเจเผือกบอกไปว่าเปลี่ยนคนแก่ไม่ได้หรอก อย่าไปเปลี่ยนเขาเลย อีกอย่างมันคือความสุขของเขา อย่างความสุขของเรามันคือการเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ของยายก็คือการเล่าเรื่องเพื่อนบ้านนี่แหละ ถือซะว่าเรากำลังให้ความสุขกับเรา ถ้าเราไปขัดเขาเดี๋ยวเขาไม่มีความสุข อย่างน้อยยายก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะมีความสุข เรื่องนี้ Generation Gap มาเยอะมาก วันนี้ยังไม่ต้องเข้าใจยายทั้งหมดหรอก แต่ตามใจเขาเท่าที่เราไหวก็พอ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

05 มิ.ย. 2026

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลานแต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยงเราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูกแต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง ‘คุณเปย์’(นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอคลอดลูกออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนช่วยเลี้ยง เรื่องนี้ทำให้ทะเลาะกับสามีจนอยากจะเลิกกัน ‘คุณเปย์’ อายุ 38 ปี เล่าว่า ตนเองเป็นคนที่มีบุตรยาก หลังจากแต่งงานกับสามีมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ทั้งคู่พยายามมีลูกมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์ก็มักจะเกิดการแท้ง ทำให้สามีเริ่มทำใจและบอกอยู่เสมอว่า หากไม่มีลูกก็คงไม่เป็นไร ต่อมาคุณเปย์ตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง และหลังจากเข้าอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เธอก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สามียังคงคิดว่าเหตุการณ์คงจะเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เด็กสามารถอยู่ในครรภ์ได้เกือบ 7 เดือน ก่อนจะคลอดก่อนกำหนด โดยคุณเปย์เล่าว่า ลูกคลอดออกมาเมื่ออายุครรภ์เพียง 27 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้เธอกังวลเป็นอย่างมากว่าเด็กจะมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่ เนื่องจากเด็กต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึง 3 เดือน เธอยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นเป็นห่วงลูกมาก ทุกครั้งที่ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลก็จะรู้สึกใจไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น แต่ปัจจุบันลูกมีอายุ 10 เดือนแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี แม้จะยังมีพัฒนาการบางด้านที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน เนื่องจากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากทั้งเธอต้องทำงานเพื่อหารายได้มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายของลูก คุณเปย์มองว่าการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สามีกลับมองว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ค่อยใส่ใจลูก และอยากให้เธอหยุดงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและดูแลลูกบ้าง ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างหนัก และเกือบจะนำไปสู่การเลิกรา ปัจจุบัน คุณเปย์จึงหาทางออกด้วยการจ้างญาติของตนเองมาช่วยเลี้ยงลูก เนื่องจากเธอเป็นผู้หารายได้หลักของบ้านทำให้ไม่มีเวลาว่าง โดยเธอทำงานเป็นพนักงานประจำในโรงงานแห่งหนึ่งมานานกว่า 9-10 ปี ส่วนสามีทำงานในตำแหน่งซัพพอร์ต ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและน้อยกว่าเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเธอกลับไม่ได้ช่วยสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรอย่างที่คาดหวังไว้ คุณเปย์เล่าว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจมีลูก เพราะแม่เคยพูดกับเธอว่า “ลองมีลูกดูสิ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร” ทำให้เธอเข้าใจว่าแม่อาจอยากมีหลาน แต่เมื่อมีลูกจริง ๆ แม่กลับไม่ได้ช่วยดูแลอย่างที่คิด และมักบ่นเรื่องภาระในการเลี้ยงเด็กอยู่เสมอ เพราะตัวแม่เองก็ยังมีหน้าที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแล ส่วนคุณพ่อก็ไม่ได้มีเวลามากนัก เนื่องจากต้องออกไปขายของ นอกจากนี้ เธอยังเคยถูกคุณหมอตักเตือนว่า ต้องเริ่มคิดให้ได้แล้วว่าหลังจากมีลูกแล้วจะวางแผนชีวิตอย่างไรต่อไป ซึ่งในตอนนั้นเธอยอมรับว่าไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่คิดว่า ลูกไม่ได้ผิดที่เกิดมา แต่เป็นตัวเธอเองที่ปรับตัวไม่ทัน และไม่ได้วางแผนชีวิตหลังมีลูกเอาไว้ตั้งแต่แรก ท้ายที่สุด คุณเปย์จึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการลดการรับงานโอทีในวันหยุด จากเดิมที่ทำทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เหลือเพียงวันเดียว และตั้งใจเก็บวันอาทิตย์ไว้เป็นวันครอบครัว เพื่อใช้เวลากับสามีและลูก อย่างไรก็ตาม เธอยังคงกังวลว่า แม้จะเริ่มปรับตัวแล้ว แต่ในอนาคตปัญหาเดิมอาจกลับมาจนกลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันอีก เธอจึงอยากทราบว่า ควรเริ่มแก้ปัญหาความสัมพันธ์จากจุดใดก่อน เพราะที่ผ่านมาเธอและสามีไม่เคยสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ จนเกือบจะต้องยุติชีวิตคู่ ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เปย์มีความคิดมาตลอดว่า พ่อแม่เปย์ต้องเป็นคนเลี้ยงลูก เพราะว่าท้องมาให้เขา ต้องช่วยเลี้ยงสิ ซึ่งไม่ใช่ คนแรกบนโลกใบนี้ที่ควรจะรักและดูแลให้เด็กคนนี้เติบโตมาคือแม่ ตอนตั้งครรภ์ควรที่จะคิดแบบนี้ก่อน สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือยอมรับว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลยกับการมีลูกครั้งนี้ การวางแผนเลี้ยงลูกคนนึงมันแสนจะยาก แต่การเลี้ยงโดยไม่มีแผนอะไรเลย แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ มันก็ยากที่จะเลี้ยงออกมาให้ได้ดี สิ่งที่สามีต้องการในตอนนี้คือ เด็กในวัยนี้ต้องการคนที่เลี้ยงดูเขา ถ้าพี่เลี้ยง เลี้ยงก็เป็นแบบนึง พ่อแม่เลี้ยงก็เป็นอีกแบบนึง พ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจเลี้ยงก็จะเป็นแบบนึง พ่อแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงก็จะโตอีกแบบนึง เปย์อยากให้เค้าโตแบบไหน เลี้ยงเค้าแบบนั้น ถ้าเปย์ไม่ได้สนใจว่าเค้าจะโตมาแบบไหน ก็ให้ใครเลี้ยงก็ได้ การมีลูกคือการเปลี่ยนความสำคัญในชีวิต ลำดับความสำคัญในชีวิตที่เคยเป็นเราจะกลายเป็นเขา นี่คือธรรมชาติของพ่อแม่ที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามันมีเงื่อนไขของความไม่พร้อม ยังไงก็ต้องสละบางอย่างในชีวิตของเราเพื่อดูแลเขา ถ้าต่อจากนี้ไม่อยากให้มีปัญหา เปย์ลองเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตให้กลายเป็นลูกก่อน ถ้าเปย์คิดว่าลูกสำคัญที่สุดในชีวิตเปย์ เปย์จะพยายามแก้ปัญหาเพื่อดูแลเขาให้ได้ เปย์จะยอมสละบางอย่างในชีวิตได้เพื่อเขา และการทำงานเป็นทีมร่วมกับสามีก็สำคัญมาก ต้องมีบาลานซ์ มันต้องผ่อนหนักผ่อนเบา คนนึงงานเยอะคนนึงช่วยดูแล ต้องทำงานเป็นทีม สามัคคี มันถึงจะรอด” ขณะที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า “สิ่งที่จะต้องปรับคือทัศนคติ พี่รู้สึกว่าเปย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกเลย สิ่งที่เปย์เลือกมาปรึกษาคือทะเลาะกับแฟน เบื่อไม่อยากทะเลาะ กลัวจะมีปัญหาอีก มันกลายเป็นว่าอยากจะตัดปัญหานี้ทิ้ง โดยการเลิกกับแฟนไปเลย แทนที่จะอยู่เป็นพ่อเป็นแม่ มันดูเหมือนเลี้ยงเด็กแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนสิ่งที่เปย์พูดมาคือนึกถึงแต่ตัวเอง แค่ไม่อยากทะเลาะกับแฟน ไม่ได้มีการโฟกัสกับลูกเลย ตอนนี้เรามีลูกแล้ว ซึ่งหนูก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่าหนูเป็นแม่” ส่วน ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวปิดท้ายสั้น ๆ ว่า “หยุดหนึ่งวันแล้วเลี้ยงลูก นับจากนี้กินยาคุมหรือว่าทำหมันไปได้เลยก็ดี มีแค่นั้น”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

29 พ.ค. 2026

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอดเพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจจะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ? ‘คุณน้ำอุ่น’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่องที่มีนิสัยต้องเขย่าตัวคนที่นอนด้วยใกล้ ๆ ตลอด เนื่องจากมีปมในวัยเด็ก ‘คุณน้ำอุ่น’ อายุ 26 ปี เล่าว่า ทุกครั้งเวลาตื่นนอน ต้องเขย่าตัวคนที่นอนข้าง ๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า สาเหตุจากนิสัยนี้มาจากเคยสูญเสียคุณตาไปตอนเด็ก เหตุการณ์คือตอนนั้นเธอนอนหลับแต่อยู่คนละมุ้งกับคุณตา ซึ่งคุณตาเสียไปตอนกลางคืน กว่าจะรู้ว่าคุณตาเสียก็เป็นตอนเช้า ทำให้หลังจากนั้นเวลาที่นอนกับใครก็มักจะเขย่าตัวเพื่อเช็กว่าคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ คุณยาย เพื่อน หรือแม้แต่แฟนก็ตาม เคยอยากลองวิธีการอื่นในการเขย่า เช่น การจับตัว หรือการจับชีพจร แต่รู้สึกว่าการเขย่าตัวตรง ๆ มันรู้สึกดีกว่าเพราะได้รู้แน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่ และไม่มีใครเลยที่มีปัญหากับการที่โดนคุณน้ำอุ่นเขย่าตัว เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคุณน้ำอุ่นได้ไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต่างประเทศกับน้องชายด้วยกันเพียงสองคน ตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็ได้ตื่นก่อนจึงเขย่าตัวน้องชายให้ตื่น เพราะจับตัวน้องชายแล้วพบว่าตัวเย็น เขย่าตัวอยู่นานมากแต่น้องชายก็ไม่ตื่น ในตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็รู้สึกใจไม่ดีมาก แต่สุดท้ายน้องชายก็ตื่น ทำให้คุณน้ำอุ่นยังมีนิสัยเขย่าตัวคนที่นอนด้วยกันอยู่เรื่อย ๆ ในตอนนี้เองคุณน้ำอุ่นก็อยู่ด้วยกันกับแฟน คุณน้ำอุ่นก็เขย่าตัวแฟนทุกเช้าที่ตื่นก่อนแฟน ซึ่งคุณน้ำอุ่นเองก็ไม่เคยบอกเรื่องอาการนี้ที่เป็นอยู่กับใคร ไม่มีใครสักคนถามว่าจะเขย่าตัวไปทำไม เพียงแค่ลืมตามามองคุณน้ำอุ่น และคุณน้ำอุ่นก็จะสบายใจถ้าเห็นว่าลืมตาแล้วก็จะปล่อยให้นอนต่อ นั่นจึงทำให้คุณน้ำอุ่นอยากได้วิธีที่ทำให้หายจากนิสัยที่ต้องเขย่าตัวคนข้าง ๆ ที่นอนด้วยกัน เรื่องของคุณน้ำอุ่นดูจะเป็นปัญหาทางจิตใจที่ต้องได้รับคำแนะนำจากคุณหมอโดยตรง ‘หมอท้อป’ จึงให้คำปรึกษาว่า “การที่กลัวการสูญเสียไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่คุณน้ำอุ่นเป็นอยู่คือบาดแผลทางใจ ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กก็เข้าใจได้เลยว่าทำไมถึงเกิด Trauma หลาย ๆ คนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ฝังใจในรูปแบบที่ต่างกันไป ซึ่งปัญหานี้ควรเข้ากระบวนการรักษาไปเลยดีกว่า รักษาต่อเนื่องก็จะช่วยได้มากกว่า ซึ่งนี่ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างได้ว่าไม่ต้องป่วยก็ไปหาหมอได้ เพราะการไม่ได้ป่วยอาจรุนแรงและรบกวนการใช้ชีวิตมากกว่าอาการป่วยบางอันอีก” และปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ ช่วยกันเสริมด้วยว่า “ถ้าการโดนปลุกมันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนรอบข้าง เราก็หาวิธีการปลุกที่เนียน ๆ กว่านี้ เช่น การจุ๊บหน้าผากให้เขารู้สึกตัวแทน”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

10 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เพียงคำพูดหนึ่งประโยคที่เผลอพูดถึงอุบัติเหตุข้างทาง กลับกลายเป็นการดึงดูดให้ ‘บางสิ่ง บางอย่าง’ ตามกลับมาถึงในบ้าน ! จากความระแวงเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียว ทั้งเงาดำปริศนา และเสียงเคาะประตูค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเลียนเสียงคนในครอบครัว และเมื่อความอดทนถึงขีดสุด เธอจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อทวงพื้นที่ของตัวเองคืนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในบ้าน’ ‘คุณฟองน้ำ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเวลาเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านจะไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพราะพ่อแม่ทำงานในเมือง กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 2 ทุ่มแล้ว นั่นทำให้ช่วงตอนเย็นคุณฟองน้ำอยู่บ้านคนเดียว ในระหว่างที่อยู่คนเดียวก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ แต่นั่นก็ทำให้เธอเริ่มเจอเหตุการณ์แปลก ๆ จนทำให้ต้องกลัว เริ่มต้นจากในขณะที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน ก็จะชอบเห็นเงาดำ ๆ เดินผ่านจากข้างหลัง มีเสียงเคาะประตู เขย่าประตูห้องนอน หรือแม้แต่มีเสียงไม้ตู้เสื้อผ้าดัง ทำให้คุณฟองน้ำ ได้ไปหาข้อมูลในเว็บพันทิปว่าการที่เกิดเสียงไม้จากตู้เสื้อผ้าดัง มักเกิดจากความชื้นจนทำให้ไม้กระทบกันจนเกิดเสียง จึงคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งลี้ลับอะไรหรอกในบางครั้งที่คุณฟองน้ำเปิดแอร์ จู่ ๆ แอร์ก็ปิดเอง แต่สักพักก็กลับมาเปิดใหม่ จึงคิดว่าอาจจะแค่ไฟตก แต่เพราะบางครั้งแอร์ปิดแล้วไม่กลับมาเปิดใหม่อีกเลย นั่นทำให้เริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าต้องมีสิ่งลี้ลับแน่ ๆ แต่เพราะอยู่คนเดียวจึงทำใจแข็งเอาไว้ก่อน อีกทั้งคุณฟองน้ำ ก็เลี้ยงแมวอยู่ด้วย บางครั้งพฤติกรรมของแมวก็ทำให้คุณฟองน้ำ รับรู้ว่ามีคนอยู่ข้างหน้าจริง ๆ เพราะบางครั้งจะไม่ปิดประตูห้องนอน และจะเห็นแมวของเธอเล่นอยู่ที่ทางเดินหน้าห้อง ปกติแล้วแมวมักจะเล่นที่พื้น เศษตามพื้น แต่แมวกระโดดเล่นเหมือนมีคนเล่นด้วย นั่นจึงทำให้เธอเริ่มกลัวแต่ยังไม่ได้ทำอะไร ได้แต่อดทนมาเรื่อย ๆ จนคนในบ้านเริ่มเจอกับตัวมากขึ้น แม่ของคุณฟองน้ำเจอในรูปแบบเสียง เลียนเสียงคนในบ้านเพื่อเรียกแม่ หรือพี่ชายคุณฟองน้ำเองก็เจอแบบเดียวกัน จนต้องแก้ปัญหาด้วยการไม่ขานรับเวลามีคนเรียกชื่อกันเองภายในบ้าน และต้องให้เจ้าตัวขึ้นมาเรียกด้วยตัวเองแทนจนเรื่องราวที่คุณฟองน้ำสุดจะทนที่สุดก็คือ วันนั้นเองคุณฟองน้ำ ทำธุระหนักอยู่ในห้องน้ำแล้วก็มีเสียงเคาะประตู ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะเสร็จธุระแล้วแต่ก็ไม่กล้าที่จะออกไปเพราะกลัวเจออะไรบางอย่าง ทำให้ต้องเอาถังน้ำในห้องน้ำมากันไว้ที่ประตู และใช้เท้ายันเอาไว้จากชักโครกเพื่อกันไม่ให้มีใครเข้ามา หลังจากที่เขาเคาะ และเขย่าประตูไม่หยุด ก็หยุด และเปลี่ยนมาหมุนลูกบิดแทน คุณฟองน้ำคิดว่าเหมือนเขารู้ว่าเราเริ่มกลัวเลยแกล้งหนักขึ้น จนเริ่มได้ยินเสียงว่ามีคนในบ้านกลับมาถึงบ้านแล้ว จึงตะโกนถามให้มั่นใจว่ามาถึงแล้วหรอ และในทันทีที่คนในบ้านขานตอบกลับมาก็รีบเดินออกมาจากห้องน้ำเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้คุณฟองน้ำ ต้องจัดการเด็ดขาดกับสิ่งนี้ก็คือ วันหนึ่งในขณะที่เธออ่านหนังสืออยู่ในห้องนอนก็มีเสียงเขย่าประตู ซึ่งการเขย่าประตูครั้งนี้มันแรงมากจนแมวของเธอกลัว ซึ่งเธอมองว่าปกติแมวยังเล่นกับเขา แต่นี่คือแมวเริ่มกลัว ถ้าเธอยังอยู่นิ่ง ๆ และไม่จัดการอะไรไม่ได้แล้ว เธอโกรธมากจึงพูดออกมาเลยว่า...“จะหยุดได้หรือยัง รู้มั้ยว่านี่บ้านของใคร มาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นแท้ ๆ พ่อแม่นี่เป็นคนซื้อ และถ้านี่โตไปมันก็จะตกเป็นของนี่ นี่จะเป็นเจ้าของบ้าน ถ้ายังอยู่ด้วยกันดี ๆ ไม่ได้ก็จะไปฟ้องแม่ให้แม่เอาหมอผีมาไล่” หลังจากที่จบประโยคก็เงียบไปเลย ตอนแรกคิดนานมากว่าจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าอะไรดี เพราะไม่อยากแทนตัวเองว่าหนู มันจะเหมือนเป็นเบี้ยล่างของเขา แต่ก็ไม่กล้าใช้คำว่า กู มึง เช่นกันเพราะกลัวเขาจะโกรธแล้วมันจะไปกันใหญ่ สุดท้ายพอแม่ของคุณฟองน้ำ กลับมาถึงบ้านก็รีบไปฟ้องแม่เลยในทันที แม่ของเธอจึงไปปรึกษาเพื่อน และโชคดีที่คุณยายที่เป็นแม่ของเพื่อนสนิทแม่เป็นผู้ใหญ่ที่จังหวัดยโสธร ได้รับเชิญเป็นประธานพิธีงานบุญเยอะ จึงมีของสายขาวเยอะ ด้วยความที่เป็นคนเฒ่าคนแก่จากอีสานจึงมีคาถาที่สืบทอดกันมาจากตระกูลกันอยู่เลย เขาจึงท่องคาถาใส่ของฝากมาให้คุณฟองน้ำ ที่บ้านอย่างสายสิญจน์ หวายลูกนิมิต และกำชับให้แม่ของเธอนำมาไว้ที่ประตูหน้าบ้าน หลังบ้าน หัวเตียงนอน และประตูห้องนอน ซึ่งในตอนที่จะนำไปแขวนไว้ที่หัวเตียงนอนก็ร้อนไปหมดเลย เหมือนไฟไหม้ แต่แม่ก็สู้ และแขวนได้สำเร็จ พอแขวนเสร็จความร้อนก็หายไปหมดเลย หลังจากนั้นก็ไม่เจอเหตุการณ์ประหลาดอีกเลย สุดท้ายคุณฟองน้ำ ได้ไปถามหมอดู ซึ่งไม่ได้การันตีว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หมอดูบอกว่ามีคนในบ้านของคุณฟองน้ำ ขับรถผ่านถนนที่เจอวัยรุ่นขับรถมอเตอร์ไซค์ล้ม และด้วยความที่เป็นคนรุ่น BabyBoomer จึงพูดทักไปว่า “สมแล้วแหละ พวกซิ่งป่วนเมือง” จึงทำให้เขาโกรธ และตามกลับมาที่บ้าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

06 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เสียงกรีดร้องของแอร์สาว สลับกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ ที่เยือกเย็นเธอเปลี่ยนไป หรือใครเข้ามาเปลี่ยนเธอ? ท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง มือของเธอกำแน่นราวกับจูงมือใครอยู่ จากเหตุการณ์ประหลาดในโรงแรมสู่ความจริงที่ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพาบางสิ่งกลับบ้าน และไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่เธอกำลังสะสมอยู่ก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิถุนายน 2569 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวนักสะสม’ ‘คุณเค้กส้ม’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากเพื่อนในสายการบินเดียวกัน เรื่องเกิดขึ้นที่ไฟล์ท 4 เซกเตอร์ (สิงคโปร์ - ญี่ปุ่น - LA) เรื่องเกิดขึ้นใน เซกเตอร์ที่ 3 ตอนกลับจาก LA มาญี่ปุ่น โดยไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่มีลูกเรือมาเลเซียหลายคน โดยประมาณ 5 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และ ผู้หญิง 1 คน โดยปกติพอเครื่องแลนด์ส่วนมากจะไปทานข้าวกัน แต่ด้วยไฟล์ทนี้ค่อนข้างไกลจึงมีบางคนที่ไม่ได้ไปเพราะความเหนื่อยล้าในขณะที่ลูกเรือชายชาวมาเลเซียไปทานข้าวกัน สักพักลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ก็ส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มพร้อมข้อความว่า “เห็นเด็กผู้ชายในรูปนี้ไหม” ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเด็กผู้ชายที่ไหน? เพราะในรูปเป็นเพียงภาพห้องพักในโรงแรมเท่านั้น และได้ตอบไปว่า “ไม่มีนะ” ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียจึงบอกว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ให้เพื่อนช่วยมาที่ห้องหน่อยได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เหมือนกับมีใครบางคนมากดกริ่งเรียก แต่เมื่อเปิดออกไปกลับพบความว่างเปล่า และเมื่อหันกลับมา.. เธอพบเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบที่มา เธอจึงตกใจส่งรูป และข้อความไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอเห็นเด็กชายเพียงคนเดียวทั้งสี่คนรับปากว่า.. จะเข้าไปดู แต่ให้เธอเปิดประตูค้างไว้ให้หน่อย เพราะกังวลเรื่องประเด็น Sexual harassment เมื่อทั้งสี่ไปถึงมองเข้าไปก็พบกับประตูระเบียงที่เปิดไว้ และลูกเรือหญิงที่หันมายิ้มใส่ พร้อมกับท่าทางที่กำลังจะโดดระเบียง ทั้งสี่จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอไว้ เมื่อลงมาได้เธอกลับกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ จากนั้นเธอก็เริ่มพูดว่า “มันอยู่ตรงนั้น ๆ” สลับกับหัวเราะ “ฮิ ฮิ ฮิ” เบา ๆ เหมือนคนเพี้ยนไปเลย ทั้งสี่คนช่วยกันล็อกแขนขาเธอไว้คนละข้างเพราะเธอสบัดแรงมาก ๆ และลูกเรือชาย 1 ใน 4 คนนี้เป็นกังวลเรื่องประเด็น Sexual Harassment จึงไปตามหัวหน้าหญิงชาวสิงคโปร์มาช่วย และเป็นพยานเมื่อเห็นสภาพตรงหน้าเธอจึงเรียกลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นอีกคนให้มาช่วยกัน ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อสถานการณ์เริ่มจะเหนือการควบคุมจึงเรียกรถฉุกเฉิน ในขณะที่หมอใช้ไฟฉายส่องเช็คดวงตาของลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ลูกเรือชายที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พบเข้ากับความประหลาด เพราะเมื่อไฟฉายส่องเข้ากับดวงตาของเธอ แทนที่รูม่านตาจะเล็กลง กลับขยายสู้ไฟ และเมื่อกู้ภัยถามชื่อของเธอ เธอตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ฮานะจัง’ แล้วก็ยิ้ม ทั้งที่ลูกเรือคนนี้เป็นชาวมาเลเซียที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ในระหว่างที่กู้ภัยกำลังดำเนินการต่าง ๆ หัวหน้าลูกเรือทำการหาเบอร์ฉุกเฉินของลูกเรือหญิง และได้เบอร์ติดต่อของพ่อเธอมา จากนั้นจึงได้ติดต่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณพ่อฟัง แต่ท่านไม่ได้มีท่าทีตกใจ พร้อมพูดกลับมาว่า “อีกแล้วเหรอ” นั่นแปลว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์เหล่านี้ จากนั้นพ่อบอกให้ยื่นโทรศัพท์ไปใกล้ ๆ หูของลูกสาวและเขาก็เริ่มสวดบทบางอย่างที่เป็นภาษาของบ้านเขา ลูกสาวจึงสงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเองหัวหน้าก็ยังมองว่าควรไปโรงพยาบาลอยู่ดี เธอก็ยอมอย่างว่าง่าย เพียงแต่ขอเก็บกระเป๋า และเข้าห้องน้ำก่อน ลูกเรือชายในเหตุการณ์รู้สึกไม่ไว้วางใจ มองว่าเป็นความนิ่งที่น่ากลัวแปลก ๆ จึงให้ลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเพื่อความสบายใจของหัวหน้า ผ่านไปสักพักในห้องน้ำมีเสียง ‘ปึ้ง’ ดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง และลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นได้ถูกถีบลอยออกมาจากห้องน้ำ พอเข้าไปดูเธอก็ยังทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยิ้มให้ในระหว่างที่พากันโรงพยาบาล ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียเดินกำมือราวกับว่ากำลังจูงใครไปด้วย หัวหน้าลูกเรือเห็นจึงเดินมาตีมือ และบอกว่ามันน่ากลัว อย่าทำอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่สนใจ และทำอย่างเดิมจนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงคุณหมอก็ให้เธอกลับได้เพราะยังดูปกติ และวันถัดมาเป็นวันที่ต้องบินกลับสิงคโปร์ ด้วยความที่เธอดูผิดปกติมาก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งกลับเป็นผู้โดยสาร ความประหลาดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น บนไฟล์ทเขากรีดร้องไม่ให้ใครนั่งที่นั่งด้านข้างทั้งสิ้น ห้ามราวกับว่ามีคนนั่งอยู่ที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารท่านอื่นจึงเว้นที่นั่งนั้นไว้ให้เธอเลย เมื่อลงจากเครื่องที่สิงคโปร์เธอก็ยังคงทำท่าเหมือนจูงใครสักคนไปด้วยหัวหน้าลูกเรือมองว่านี่ คือเรื่องใหญ่จึงทำการรีพอร์ตไปที่สเตชั่นเมเนเจอร์ และทางนั้นได้มีการติดต่อทางโรงแรมไปว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า และความจริงที่น่าหดหู่ก็ได้ปรากฏขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีแม่ลูกที่ฆ่าตัวตายพร้อมกัน และลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียที่เข้าพักห้องนี้กำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยล้า ไม่ได้พักจึงอาจโดนเข้าสิง จากการที่พ่อของเธอได้พูดว่า “อีกแล้วเหรอ” พร้อมกับมีวิธีรับมือ อาจยืนยันได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกเรือชาวมาเลเซียพาบางสิ่งกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าเธอพากลับไปที่ไหน หรืออาจมีการสะสมสิ่งลี้ลับอื่นอยู่ด้วยหรือไม่.. ทั้งนี้ในท้ายที่สุดได้ทราบว่า “ฮานะจัง” ชื่อที่เธอได้บอกกับกู้ภัย คือชื่อของคุณแม่ที่จบชีวิตลงในห้องพักนี้นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

30 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

เพียงคำภาวนาหนึ่งประโยคที่เอ่ยออกมาระหว่างความเป็น และความตาย! ทำให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่หลังจากวันนั้นเธอกลับเริ่มมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน และพบว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพร้อมติดตามเธอไปทุกที่ จากเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นเพียงผลกระทบทางจิตใจกลับค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวชวนขนลุก เมื่อสิ่งที่เจอเริ่มพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เซนส์หลังความตาย’ ‘คุณกระแต’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เรื่องราวที่เธอยอมรับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เธอไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก ในวันหนึ่งเมื่อเธอนัดหมายกับกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน เดินทางไปทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล และค่อนข้างทุรกันดาร หลังจากเดินทางมาถึงทุกคนก็ร่วมทำบุญกันตามปกติ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 5–6 โมงเย็น หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด ขณะที่กำลังเตรียมตัวกลับ จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งที่มาช่วยงานในวัดกลับเดินมาชี้ที่รถ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า “น้องรถไปชนใครมา ทำไมรถบุบ” คำพูดนั้นทำให้เธอกับเพื่อนหันมามองหน้ากันทันที เพราะรถคันดังกล่าวไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใดมาก่อน ในวินาทีนั้นเอง เธอบอกว่าความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเธอเอ่ยปากกับเพื่อนว่า คืนนี้ขอพักค้างที่วัดได้ไหมเดี๋ยวจะลองไปคุยกับเจ้าอาวาสดูซึ่งท่านก็อนุญาต แต่กลับมีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ สุดท้ายทุกคนจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง จนเกือบ 1 ทุ่มระหว่างทางขณะที่รถกำลังวิ่งผ่านบริเวณเขื่อน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถของคู่กรณีที่ผู้ขับอยู่ในอาการมึนเมาพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักพลิกหลายตลบท่ามกลางเสียงกระแทก และความโกลาหลเพื่อนคนหนึ่งกลับบอกว่าในช่วงที่รถกำลังหมุนอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงคล้ายบทสวดสำหรับการบูชาเทพองค์หนึ่งดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดเพลงใดเลย “เหมือนมีคนบนรถร้องเพลงนี้ขึ้นมา” แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องนั้น ‘คุณกระแต’ เล่าว่าในตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่า... คงไม่มีใครรอดแล้ว เพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นเขื่อน ขณะที่อีกด้านเป็นคลองลึก เธอจึงได้แต่ภาวนา“หนูขอให้หนูรอดแบบครบ 32 ได้ไหม ถ้าหนูรอดกลับไปได้ ชีวิตที่เหลือของหนูจะช่วยคนที่เขาอยากได้ความช่วยเหลือ” เมื่อรถหยุดนิ่ง และเธอเริ่มได้สติกลับมาสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอตกตะลึง เพราะเธอแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และกลายเป็นคนเดียวที่กระเด็นออกมานอกรถ ขณะที่เพื่อนคนอื่นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอุบัติเหตุในวันนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเธอรอดชีวิตมาได้ “เริ่มมีสิ่งที่มองไม่เห็น ทักเราคุยบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง” ในช่วงแรก เธอพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าอุบัติเหตุครั้งรุนแรงอาจส่งผลต่อสมอง หรือสภาพจิตใจของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาปกติทุกอย่าง “ไปรดน้ำมนต์บ้างล่ะ ไปเดินสายบุญบ้างล่ะก็ไม่มีทางอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไปได้เลย ยังคงติดต่อมาเรื่อย ๆ สิ่งที่มองไม่เห็น ที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว” หลังจากพักฟื้น ร่างกายของทุกคนเริ่มกลับมาเป็นปกติ ส่วนบาดแผลทางจิตใจก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา แต่สำหรับเธอ เรื่องราวกลับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครั้งหนึ่งแม่ของเธอพาไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่แม่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าอาวาส เธอนั่งรออยู่ภายในรถเพียงลำพัง ระหว่างนั้นเองเธอบอกว่าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ผมบ๊อบ สวมชุดขาว เดินเข้ามาอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดกับเธอว่า “หนูไปบอกเจ้าอาวาสให้ทีว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เดี๋ยวน้าจะหาคนมาสร้างให้เสร็จเอง” แม้จะเห็นภาพตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะเป็นคนเชื่ออะไรยาก และต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัด เมื่อเจ้าอาวาสเดินออกมาพร้อมแม่ เธอจึงให้แม่ช่วยถามโดยไม่บอกสิ่งที่ตัวเองเห็นไปก่อน “น้าคนเนี่ยลักษณะแบบไหน” คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอนิ่งไปทันที เพราะท่านตอบว่าเป็นผู้หญิงผมบ๊อบเพิ่งเสียชีวิตไปประมาณ 7 วัน และเคยเป็นโยมอุปถัมภ์ที่ช่วยดูแลการบูรณะโบสถ์ของวัดแห่งนี้ นั่นจึงกลายเป็นข้อพิสูจน์แรกที่ทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า สิ่งที่เธอเห็นอาจไม่ใช่เพียงจินตนาการหลังจากเหตุการณ์นั้น‘คุณกระแต’ ยอมรับว่า แม้จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพบเจอมากขึ้น แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด เพราะเธอเป็นคนที่เชื่ออะไรยาก และอยากให้ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับมากที่สุด เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งช่วงที่เธอกำลังย้ายบ้านใหม่ เธอเล่าว่าได้พบกับหญิงชราคนหนึ่งสวมเสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าถุงยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปบอกกับผัวยายให้หน่อยสิ” พร้อมฝากข้อความบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง ในตอนนั้นเธอรีบตอบกลับทันทีว่า เธอไม่รู้จักใคร เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่หญิงชราคนนั้นยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “เอาน่าช่วยยายหน่อย”หลังจากนั้น เธอสังเกตเห็นว่าหญิงชราคนดังกล่าวมีหลานอยู่บริเวณนั้น เธอจึงตัดสินใจซื้อขนมไปฝากเพื่อสร้างความคุ้นเคย และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกับคุณตาเมื่อทั้งสองได้พูดคุยกัน เธอจึงถามขึ้นอย่างเรียบ ๆ ว่าคุณตาอยู่คนเดียวหรือเปล่า คุณตาตอบกลับมาว่าตอนแรกไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก แต่คุณยายเพิ่งเสียไปได้ไม่นาน ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเธอจึงถามกลับว่าคุณยายเสียตรงบริเวณบันไดใช่ไหม คำถามนั้นทำให้คุณตานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมองหน้าเธอด้วยความตกใจ และถามกลับว่า “รู้ได้อย่างไร…” ในตอนนั้นเอง เธอเริ่มรู้สึกว่าข้อพิสูจน์ครั้งที่สอง อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกตอบเพียงว่าเธอฝันเห็นเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เธอเล่าว่ามีหญิงสาวที่อยู่ในสภาพน่าสยดสยองเข้ามาพูดกับเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า พร้อมเล่าเรื่องราวว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และโดนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหลังจากนั้น ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ตามติดเธอแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ กินข้าว หรือแม้แต่ตอนทำงาน เธอก็ยังรู้สึกถึงการปรากฏตัวของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เธอเล่าว่า สาเหตุที่พบกับวิญญาณตนนี้ เป็นเพราะช่วงหนึ่งเธอต้องไปประสานงานกับลูกค้า และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน และเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนั้น การพบเจออย่างต่อเนื่องทำให้เธอเริ่มรู้สึกกดดันจนตัดสินใจสวมสร้อยพระติดตัวไว้ เพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่หยุดลงวิญญาณตนนั้นยังคงเข้ามาพูดคุยขอความช่วยเหลือ และบางครั้งก็เพียงแค่ยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอพูดออกไปว่าอยากให้คนในออฟฟิศรับรู้บ้างว่าเธอกำลังเจอกับอะไร ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวที่เห็นเพราะหลายครั้งเมื่อเธอมีสีหน้าแปลกไปคนรอบตัวก็มักสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นไม่นานสิ่งผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในออฟฟิศ จากหลอดไฟที่แตกขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด กลิ่นบางอย่างที่ลอยมาโดยไม่ทราบที่มา ไปจนถึงเสียงเพลงไทยเดิมที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทั้งที่ไม่มีใครเปิดมัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ในขณะที่นั่งกันอยู่หลายคนกลับมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ยิน ราวกับมีใครบางคนกำลังเลือกให้ได้ยิน นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าบางครั้งวิญญาณตนนั้นยังบอกแนวทางแก้ปัญหางานให้กับเธอ และเมื่อเธอลองทำตามผลลัพธ์กลับออกมาดีอย่างน่าประหลาด แต่สุดท้ายความหวาดกลัวก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอถึงขั้นสติแตก วิ่งเท้าเปล่าออกจากออฟฟิศทันที สุดท้ายแล้วเธอจึงตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าหากออกจากสถานที่แห่งนั้นทุกอย่างก็น่าจะจบลงก่อนจากมาเธอพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ฉันจะไม่วนกลับมาตรงนี้หรอก เธอจะไม่ได้เจอฉันอีก” แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเธอสมัครงานใหม่ และได้รับการเรียกสัมภาษณ์ในย่านอโศก พร้อมฐานเงินเดือนที่น่าสนใจ เมื่อเธอเดินทางไปถึงกลับพบความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว สถานที่ทำงานแห่งใหม่…คือตึกเดิม และนั่นทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่คิดว่าหนีมาไกลอีกครั้งโดย ‘คุณกระแต’ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้เล่า และบางเรื่องก็หนักหนากว่าที่ผ่านมาซึ่งเธอสัญญาว่าจะกลับมาถ่ายทอดต่อในภาคสองของรายการสัปดาห์หน้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณแบล็ค เดอะโกสท์ ‘ห้องพักพันแปด’ l อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

26 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณแบล็ค เดอะโกสท์ ‘ห้องพักพันแปด’ l อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

รวมตัวไปพักผ่อนกับเพื่อน แต่ไม่ได้จองที่พักไว้ เลยไปหาหน้างาน และได้ไปเจอโรงแรมราคาถูกที่ไม่มีใครเข้าพัก เพราะกำลังปิดรีโนเวทอยู่ แต่เจ้าของใจดีเลยได้พักกันที่โรงแรงแห่งนี้ แต่เจ้าของบอกว่า ‘หลัง 5 โมงเย็นจะไม่มีใครอยู่ที่นี่นะ’ หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาได้เข้าพักก็ได้เจอกับเรื่องประหลาดที่หลอนสุดขีด กันถ้วนหน้า!! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องพักพันแปด’ เรื่องราวนี้ ‘คุณแบล็ค เดอะโกสท์’ ได้มาแชร์เรื่องราวของตัวเอง ย้อนไปเมื่อ10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นทำงานได้สักพักก็ได้ชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานหาเวลาว่างไปเที่ยวทะเลกัน ก็รวมตัวกันไปได้ประมาณ 8 คน แต่ยังไม่ได้จองที่พัก เพราะยังรวมจำนวนคนได้ไม่เรียบร้อย เมื่อถึงวันรุ่นพี่ไปถึงก่อนส่วนคุณแบล็ค จะตามไปที่หลังเมื่อไปถึงก็ดื่มสังสรรค์กันช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 ของวันนั้นก็ได้เริ่มออกหาที่พัก แต่วนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเพราะคนจองไว้เต็มแล้ว ช่วงใกล้ค่ำแฟนของคุณแบล็ค ก็ได้เห็นป้ายที่มีเบอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่งติดไว้จึงได้ติดต่อไปแต่ไม่มีใครรับสายเลยตัดสินใจเดินข้ามไปอีกโรงแรมซึ่งมีห้องพักว่างพอดี คุณแบล็คก็ได้ถามพนักว่า ราคาเท่าไหร่? พวกผมมากัน 8–9 คน พนักงานเลยบอกงั้นพี่คิดแค่ 1,800 แล้วกัน เพราะปกติพี่ไม่ได้เปิดให้พักปิดปรับปรุงอยู่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องพักมีกลิ่นอับมากเหมือนไม่ได้เปิดมานาน แต่ตอนนั้นจะต้องออกไปสังสรรค์กันแล้วเลยไม่ได้อะไร เจ้าของก็ได้ยื่นกุญแจไว้ให้ คุณแบล็คก็จ่ายเงินเรียบร้อย หลังจากนั้นเจ้าของโรงแรมพูดขึ้นมาว่า ‘หลังจาก 5 โมงไม่มีใครอยู่โรงแรมแล้วนะ’ มีแค่พวกน้องเต็มที่เลย และเจ้าของยังพูดอีกว่า ชั้น 2 ห้ามขึ้นเด็ดขาด! เพราะว่าเขากำลังรีโนเวทประมาณเที่ยงคืนหลังจากสังสรรค์กันเสร็จ คุณแบล็คเห็นแฟนของเพื่อนนั่งอยู่ที่เตียง เลยถามไปว่า ทำไมไม่นอน แฟนของเพื่อนเลยบอกว่า ‘ไม่มีไร เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยคุย’ ทุกคนก็เข้านอนกันปกติ ประมาณตี 4 เกือบตี 5 อยู่ดี ๆ แฟนของคุณแบล็คก็ได้ตื่นขึ้นมาโวยวาย และปลุกให้ทุกคนตื่น พร้อมให้เหตุผลว่า ปะทุกคนลุก พวกเราต้องไปที่อื่นพอทุกคนเก็บเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าออกจากที่พัก คุณแบล็คได้พยามติดต่อหาเจ้าของที่พัก แต่เขาไม่รับสายปรากฏว่าสายสุดท้ายเจ้าของรับสาย และบอกให้เอากุญแจวางไว้หน้าฟรอนต์ แค่ปิดประตูแล้วออกไปได้เลย คุณแบล็คก็เกิดความเอะใจ คุณแบล็ค ได้เห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของแฟนที่มองไปบนชั้นสองแล้วรีบเก็บเป๋าวิ่งขึ้นรถไป ระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศในรถก็เริ่มคุยกันว่า ทุกคนได้เจออะไรกันรึป่าว? เมื่อคืนมีอะไรผิดปกติมั๊ย จนแฟนของตั้มพูดมาว่า..“ระหว่างที่เขากลับมานอนก่อน เตียงของเขาจะติดกับห้องน้ำ เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเสียงขูดพนังตลอดเวลา”แต่เขาไม่กล้าปลุกแฟน เพราะตั้มปวดหัวเลยไม่กล้าพูดอะไร ก็ได้แต่นั่งรอให้ทุกคนกลับมา ต่อมาในพาร์ทของแฟนของคุณแบล็ค เขาฝันว่า...“อยู่ดี ๆ ก็มีคนเรียกเขาไปบนชั้น 2 ของที่พัก พอแฟนเดินขึ้นไป เขาเห็นผู้หญิงคนนึงยืนอยู่ในห้องแล้วกวักมือเรียก ‘มาอยู่ด้วยกันสิ!!’ ”แฟนเลยตอบไปว่า ขึ้นไม่ได้หรอกเจ้าของที่พักบอกกำลังรีโนเวทอยู่ เขาห้ามขึ้นทันใดนั้น เธอก็ค่อย ๆ หันมาปรากฏว่าเสื้อมันค่อย ๆ กลายเป็นสีแดง และเลือดเต็มตัวทำให้แฟนสดุ้งตื่นแล้วได้ปลุกทุกคน พอได้คุยกันเสร็จในรถ ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านปกติก็ เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้น เมื่อปลายปีที่แล้วเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกัน เขาได้ย้ายไปทำงานบริษัทใหม่ แล้วมีงานสัมมนาเกิดขึ้น แต่เมื่อไปถึงที่สัมมนาแล้ว ก็ได้แยกย้ายเข้าโรงแรม แต่เขารู้สึกว่าทำไมโรงนี้คุ้น ๆ เพราะความจริงโรงแรมที่เขาพักคือ โรงแรมที่ติดต่อไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนไปเที่ยว ที่ตอนนั้นเขาไม่รับสาย เพื่อนของคุณเเบล็คจึงหันไปมองโรงแรมตรงข้ามมันไม่มีอยู่แล้ว แต่ระหว่างนั้นเพื่อนที่เป็นบัดดี้บอกว่าข้างล่างเขามีกิจกกรรมข้างล่างกัน แต่เพื่อนของคุณแบล็ค ก็ไม่ได้ไป ระหว่างที่นอนไปได้สักพักเขาได้ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงไม้กวาดก๊อกก๊อก แก๊กแก๊ก จึงลืมตาขึ้นมาเห็นเป็นผู้หญิงยืนหันหลัง ตอนแรกคิดว่าเป็นแม่บ้าน เขาเลยพูดว่าเขามาได้ยังครับ นี่ก็ดึกแล้วนะ ถ้าป้าไม่ออกไปผมจะแจ้งทางโรมแรมแล้วนะ คุณเข้ามาได้ห้องผมได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้เลย หญิงคนนั้นก็ได้เดินทะลุประตูออกไปทันที!ด้วยความตกใจเขาเลยจะวิ่งไปหาเพื่อนด้านล่าง แต่ไม่มีใครอยู่ เขาจึงได้ตัดสินใจเดินไปหน้าปากซอย ก็ไปเจอร้านข้าวต้มโต้รุ่งร้านนึง จึงได้สั่งข้าวต้ม และเครื่องดื่มมาทาน จนมีลุงเจ้าของร้านมาถามว่า เป็นอะไรหรือป่าว? ไปเจออะไรมาทำไมดูหน้าซีด ๆ เขาจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลุงฟัง ลุงก็ได้แต่ยิ้มพร้อมหัวเราะเขาจึงได้คิดในใจว่าลุงคงต้องรู้ เลยกะจะซื้ออาหารสัก 4-5 อย่าง หวังว่าลุงจะบอก ลุงก็ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเห็นโรงแรมที่อยู่สุดซอยซ้ายมือไหม? เพราะ 10 ปีที่แล้วมีพนักงานผู้หญิงไปบอกให้ช่างที่รีโนเวทชั้น 2 ให้เบาเสียงหน่อย ปรากฏว่ากลุ่มนั้นไม่พอใจ ก็เลยลากผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย จึงทำให้เธอเสียชีวิต แต่พอหลังจากเธอเสียชีวิตก็มีคนแถวนั้นเห็นอยู่เรื่อย ๆ จนเจ้าของที่พักตัดสินใจทุบชั้น 2 ออกให้เหลือชั้นเดียว และเมื่อ 2 ปีที่แล้วโรงแรมที่เขาพักอยู่มีแม่บ้านไปทำความสะอาด แต่เขามีโรคปะจำตัวเสียชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าชั้นไหน ห้อง? เรื่องราวทั้งหมดก็ได้มาสรุปเมื่อปลายปีที่แล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณมะปราง ‘ผีปิดดวง’ l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

21 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณมะปราง ‘ผีปิดดวง’ l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

เมื่อต้องดูดวงให้กับลูกดวงที่มีวิญญาณตามติดมานานเกือบ 10 ปี เขาไม่สามารถมองเห็นนิมิตใด ๆ เกี่ยวกับลูกดวงคนนี้ได้เลย เหมือนมีบางสิ่งพยายามปิดกั้นเธออยู่จากการดูดวงที่ควรจะราบรื่น สู่เรื่องราวหลอนเต็มไปด้วยปริศนาที่ไขไม่ได้ ไม่รู้ว่าผีตนนี้เป็นใคร และเกี่ยวข้องอะไร ทำไมถึงคอยรบกวนชีวิตลูกดวงคนนี้ รวมถึงคนรอบตัวเขา หรือแม้กระทั่งหมอดูเองที่โดนตามหลอกหลอนด้วยการเคาะประตูบ้าน และกรีดร้องใส่ทั้งคืน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน 'อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล' (12 พ.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีปิดดวง’ ‘คุณมะปราง’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ตัวคุณมะปรางเป็นสาวออฟฟิศ หลังเลิกงานเธอจะรับดูดวงด้วยไพ่ออราเคิลให้เพื่อน ๆ ที่ออฟฟิศ หรือรับแค่เฉพาะคนรู้จัก และคนใกล้ตัวเท่านั้น บวกกับที่เธอเป็นคนมีเซนส์เห็นผีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เธอจึงดูดวงให้คนอื่น และสามารถสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นได้ เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อรุ่นพี่ที่เธอรู้จักได้แนะนำเพื่อนสนิทของเขา ที่อยากดูดวงกับคุณมะปรางมาก ให้มาดูดวงด้วย ซึ่งคุณมะปรางจะมีกฎในการดูดวงดังนี้1.จะดูดวงให้ได้ในเวลา 2 ทุ่ม ขึ้นไปเท่านั้น 2. จะไม่ถามวัน/เดือน/ปีเกิด และเวลาตกฟากใด ๆ ปกติเวลาดูดวงจากแค่รูปภาพของลูกดวง และเปิดไพ่เท่านั้น ก็จะสามารถเห็นนิมิตเห็นภาพในหัวอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อถึงนัดดูดวง มะปรางก็ได้คุยกับพี่ลูกดวงคนนี้ซึ่งเป็น LGBTQ+ ผ่านทางการโทรไลน์ และดูรูปจากรูปโปรไฟล์ของเขา ก่อนเริ่มมะปรางได้ให้ลูกดวงอธิฐานขอให้เธอสามารถดูดวงเขาได้ตามปกติ แต่ที่แปลกมาก คือไม่ว่าจะพยายามดูเท่าไหร่ มะปรางก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรเกี่ยวกับลูกดวงคนนี้ได้เลย เหมือนมีบางอย่างไม่ยอมเปิดให้เธอเห็น มะปรางจึงทักเขาไปว่า “ขอโทษนะคะ เคยมีใครทักมั้ยคะ ว่ามีผู้หญิงตามอยู่” พี่เขาก็แปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนทักแบบนี้อยู่เหมือนกัน และเขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม้แต่เพื่อนสนิทของเขาที่แนะนำให้เขามาดูดวงกับมะปรางก็ด้วย เขามั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มะปรางจึงบอกกับเขาว่า “พี่พอจะอธิฐานขอผู้หญิงคนนั้น ให้มะปรางดูดวงพี่หน่อยได้มั้ยคะ” แล้วเขาก็เริ่มอธิฐาน หลังจากนั้นมะปรางก็สามารถดูดวงเขาได้ แต่ระหว่างที่เปิดไพ่อยู่ผีผู้หญิงคนนี้จะคอยแทรกเข้ามาเหมือนตั้งใจจะขัดขวาง มะปรางรับรู้ได้ทั้งเสียง และภาพลักษณะของเธอ เป็นผีผู้หญิง สวมชุดไทยสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวถึงหลัง ผีตนนั้นกรี๊ดเสียงดังรบกวนสมาธิมะปรางซึ่งเป็นคนเดียวที่ได้ยินตลอดเวลา มะปรางตัดสินใจถามลูกดวงไปตรง ๆ ว่า “เคยมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชีวิตมั้ยคะ ตั้งแต่มีผีตนนี้ตาม” ลูกดวงจึงตัดสินใจเล่าให้ฟัง ในขณะที่ผีผู้หญิงก็ยังกรี๊ดรบกวนบทสนาอยู่ตลอด เรื่องราวแปลก ๆ ที่ลูกดวงเจอมีอยู่ว่า เขาเคยมีเพื่อนผู้หญิงค่อนข้างเยอะตั้งแต่ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน เพื่อน ๆ ก็เริ่มเฟดตัวออกไป ซึ่งเขาเองก็ไม่ค่อยอยากพบใคร หรือออกไปไหนชอบเก็บตัวอยู่ในห้อง และไม่ว่าเพื่อนผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มานอนกับเขาที่ห้อง แม้จะมานอนด้วยกันหลาย ๆ คน ก็จะต้องเก็บของ และรีบออกไปจากห้องเขาก่อน 6 โมงเช้าเสมอ เพราะระหว่างนอน ทุกคนจะได้ยินผีผู้หญิงคนนี้มาตะคอกใส่ข้างหูว่า “ออกไป!” และยังมีอีก 1 เหตุการณ์ประหลาดที่เพื่อนของเขาออกจากห้องเขา และกลับบ้านไปพบว่า มีรอยเล็บขูดที่กลางหลังจนเจ็บแสบไปทั้งหลังเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง เขาจึงไม่ค่อยได้พบเพื่อน ๆ อีกเลย มะปรางอยากช่วยแก้ปัญหานี้ เลยลองเปิดไพ่เพื่อคุยกับผีอยากทราบว่า เธอเป็นใคร มาจากที่ไหน แต่ผีตนนั้นก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย รู้แค่ว่าเขาตามลูกดวงของมะปรางมานานเกือบ 10 ปีแล้ว มะปรางจึงเปิดไพ่ เพื่อให้คำแนะนำกับลูกดวงถึงวิธีที่จะทำให้ผีตนนี้เลิกตามแทน มะปรางได้ถามลูกดวงว่า “ช่วยเช็คเตียงนอนที่ห้องหน่อยได้มั้ย ว่าหันหัวไปทางไหน” เขาตอบว่า เตียงนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก มะปรางสังเกตได้ถึงความผิดปกติของห้องจึงถามเรื่อย ๆ จนพี่เขาส่งรูปห้องที่อาศัยอยู่มา สิ่งที่เห็นได้ คือห้องปัจจุบันที่ลูกดวงอยู่ โดนออกแบบ และวางตำแหน่งต่าง ๆ ผิดหลังฮวงจุ้ยหมดเลย เราเลยแนะนำให้พี่เขาย้ายคอนโดจะดีกว่า เพราะเขาอยู่ห้องนี้มานาน ผีก็ตามเขามานาน และชีวิตลูกดวงก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยตั้งแต่งอยู่ที่นี้มะปรางยังแนะนำอีกว่าให้ไปทำพิธีกรรมทางศาสนา พี่เขาเป็นคนพุทธก็ไปทำพิธีพุทธที่วัด และผีตนนั้นก็หายไปได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนลูกดวงคนนี้ของมะปรางจะทักเธอมาอีกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันพระว่า...“ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ย ว่าผีผู้หญิงคนนั้นเธอไปหรือยัง เพราะรู้สึกว่ามีคนเกาหลังให้ในตอนกลางคืน” มะปรางจึงเปิดไพ่ดูให้อีกครั้ง และเห็นว่า ผีตนนั้นได้ออกไปแล้ว แต่ด้วยความที่เขาตามมานานเขาจะยังสมารถกลับมาได้เดือนละครั้ง เดาว่าเพราะอาจมีพันธะบางอย่างจากชาติก่อนที่ผูกพันกัน มะปรางพยายามสื่อสาร แต่ผีตนนั้นก็ไม่ยอมคุยด้วยจึงแก้ไขอะไรไม่ได้ แม้ลูกดวงจะย้ายไปอยู่คอนโดใหม่แล้ว แต่ดวงเขาก็ยังทำให้เขาต้องเจอเรื่องแบบนี้อีก เพราะห้องใหม่ที่เขาไปอยู่ทั้งเลขห้อง และภายในห้อง ล้วนทำให้เขาต้องได้เจอกับสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น เหมือนกับว่าเขามีอะไรบางอย่างที่จะดึงดูดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งการดูดวงครั้งนี้น่ากลัวมากหลังจากที่ดูจบไป ผีผู้หญิงตนนั้นก็มาเคาะประตูกระจกที่บ้านมะปราง พร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดทั้งคืนเลย แต่เขาเข้ามาไม่ได้ เพราะบ้านมะปรางก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ พี่ลูกดวงยังเคยเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อนานมาแล้ว ระหว่างที่เขาขับรถมาจากต่างจังหวัด แล้วเขาเกิดหลับใน อยู่ ๆ ก็มีใครสักคนช่วยหักพวงมาลัยให้ทำให้เขาไม่เกิดอุบัติเหตุ มะปรางเลยสันนิษฐานว่า อาจจะไปเจอผีผู้หญิงตนนี้เข้าบังเอิญเป็นคนเคยรู้จักกันในอดีตชาติเขาจึงช่วยเหลือ และเริ่มติดตามพี่ลูกดวงเรื่อยมา แต่ก็ยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าให้ไปลอดโบสถ์ และทำบุญให้อย่างเดียว เพื่อสลัดสิ่งที่ติดตามเรามา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดี หรือไม่ดี ให้หลุดพ้นจากกันสักที….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

16 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

สัญญาลับกับการทำงานในพื้นที่ปริศนา โดยไม่รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร และต้องเจอกับใครบางคนที่ไม่ใช่มนุษย์ตามติดหลอกหลอนในตอนกลางคืน เสียงก๊อก ก๊อก ก๊อก… ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ เมื่อสิ้นเสียงทุกอย่างไว้ในหลักฐานสุดท้ายที่ทิ้งไว้ ก่อนจะหายไปตลอดกาล… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวพล (12 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เสียงจากหลุม S4’ เรื่องราวนี้ ‘คุณท๊อฟฟี่’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมานานมากกว่า 30 ปี ที่ Area 51 ซึ่งตัวของท๊อฟฟี่ ได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศถึงสถานที่จริง ณ สาธาณะรัฐอเมริกา พื้นที่ได้รายล้อมไปด้วยรั้ว และตาข่ายรวมทั้งป้ายห้ามต่าง ๆ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของการทหารทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ ทุกคนจึงทำได้เพียงแค่ยืนมองบรรยากาศโดยรอบ และถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นคอนเทนต์ในตอนที่ทุกคนกำลังเดินทางไป Area 51 เกิดเรื่องไม่คาดคิด จึงทำให้ไปไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ในช่วงเวลา 4 - 5 โมงเย็น ทุกคนกลับหลงอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ขับรถยาวเข้าไปเป็นชั่วโมง จนสุดทางก็ได้เจอกับประตูเหล็กเล็ก ๆ แต่ท๊อฟฟี่ ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมมันดูเล็ก และไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยเห็นในโซเชียล ปรากฏว่าสถานที่ที่เขาไปนั้นไม่ใช่ Area 51 ที่เขาตามหา และในที่ตรงนั้นก็ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ท๊อฟฟี่จึงตัดสินใจขับรถออกมาจากตรงนั้น ระหว่างเขาพบว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยแคมป์ปิ้ง และในตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาวมาก และเมื่อท๊อฟฟี่ได้ลงไปถามคนในพื้นที่ เขาจึงได้รู้ว่าที่ที่เขามานั้น คือ ประตูด่านหน้าของ Area 51 ส่วนที่ที่เขาต้องการไป คือ ประตูหลังซึ่งต้องขับรถอ้อมไปอีกทางหนึ่ง ทำให้จึงตัดสินใจหยุดพักที่โรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และได้เจอกับคุณลุงนักร้องของโรงแรม จึงได้พูดคุยกัน คุณลุงได้บอกว่าบ้านของเขาอยู่ที่หน้าประตูของ Area 51 แถมยังบอกอีกว่า Area 51 ในยามกลางคืนนั้นมีเรื่องสนุกกว่ากลางวันมาก คุณลุงได้เล่าว่า UFO เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่นี่ มักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งมีเครื่องบินลับสีขาวแถบแดงขับมาส่งผู้โดยสารปริศนาในพื้นที่ Area 51 ซึ่งไม่เคยมีข้อมูลของผู้โดยสาร แต่กลับมีคนพบเห็นว่า ผู้โดยสารนั่งอยู่ในเครื่องบินลำนั้น นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าเขามีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีมาเล่าให้ท๊อฟฟี่ได้ฟัง เริ่มต้นจาก S1 ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งอยู่ในใต้ดินของ Area 51 เป็นสถานที่ลับไม่มีอยู่ในแผนที่ ไม่มีชื่อ ไม่มีป้าย เป็นสถานที่ลึกลับที่ทางการเก็บอะไรบางอย่างไว้ที่ไม่ใช่มนุษย์! คุณลุงได้เล่าอีกว่า มีชายคนหนึ่ง ชื่อว่าแดเนียล ถูกจ้างงานให้ลงไปทำการซ่อมไฟฟ้าในชั้นใต้ดินของ S1และในวันนั้น แดเนียลก็ได้ทำการเซ็นสัญญาปกปิดความลับในการทำงานครั้งนี้เอาไว้ เมื่อถึงวันที่แดเนียลได้เข้ามาทำงาน พร้อมกับเพื่อนของเขาอีก 2 คน พวกเขากลับถูกยึดโทรศัพท์มือถือ ยึดนาฬิกา และถูกปิดตาเอาไว้เพื่อไม่ให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน เมื่อได้ลืมตาตื่นมาท่ามกลางสถานที่ลึกลับ และหัวหน้างานก็ไม่ได้บอกเขาว่าจะต้องเจอกับอะไรเขาทำได้เพียงเริ่มทำงานไปเรื่อย ๆ แบบไม่คิดอะไร จนมีอยู่วันหนึ่งภรรยาของแดเนียล ได้รับสายโทรเข้าจากเขา เมื่อรับสาย กลับได้ยินเสียงสามีของตนว่า ‘ผมเห็นบางอย่างอยู่ในนี้ และผมคิดว่ามันไม่ใช่มนุษย์’ เมื่อสิ้นเสียงพูด สายก็ได้ตัดไป ในวันหนึ่งไฟในสถานที่แห่งนั้นได้ดับ แดเนียลจึงต้องไปดำเนินการแก้ไข แต่ใน S1 ที่กว้างใหญ่ และมีห้องมากมายกลับไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่เลยนอกเหนือจากแดเนียล และเพื่อนของเขาระหว่างทางเดินไปซ่อมไฟนั้น ไฟสลัวบนเพดานห้องใต้ดิน ได้กระพริบติด ๆ ดับ ๆ ตลอดทางเดิน จู่ ๆ เสียงร้องสะอื้นของหญิงสาวคนหนึ่งได้ดังขึ้น แต่ทุกคนเลือกที่จะเงียบ และไม่สนใจเสียงร้องนั้นเมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไฟก็ได้ดับมืดสนิทไป และกระพริบติดขึ้นมาใหม่ก่อนแดเนียลจะมองเห็นผู้หญิงปริศนา ยืนอยู่ที่ปลายทางเดิน พร้อมกับมีไฟกระพริบไปมา สภาพของหญิงสาวคนนั้น ใส่ชุดเหมือนคนไข้ หัวเปียก ตัวเปียก เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ และเมื่อไฟกระพริบถี่มากเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนั้น ก็ยิ่งเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเท่านั้น ทำให้ทุกคนตรงนั้นสติแตก และรีบวิ่งหนีออกไปกันคนละทางถึงตอนเวลาเช้า แดเนียลจึงถูกเรียกสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในคืนนั้นมีเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงร้องดังขึ้น เหมือนกับว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในที่แห่งนั้น เมื่อได้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าแดเนียลได้วิ่งหนีไปทางลิฟต์ และมีคนตามแดเนียลไป แต่ก็ไม่รู้ว่าคนนั้นคือใคร สุดท้ายเรื่องนี้ก็ถูกปิดเป็นความลับ เมื่อแดเนียลกลับบ้านไป ขณะที่แดเนียลกำลังนอนอยู่ในช่วงกลางคืน จู่ ๆ เขาก็ตื่นขึ้นมานั่ง และพูดกับภรรยาของเขาว่า ‘เห็นไหม เขาตามฉันกลับมา’ แดเนียลจึงคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะผู้หญิงคนนั้น คือคนเดียวกับที่เขาเจอในอุโมงค์ S4 แดเนียลได้ยินแบบนี้มาหลายคืน เขาได้บอกว่า ‘เสียงนี้ออกมาจากกำแพง’ ซึ่งเป็นเสียงของผู้หญิง จนสุดท้ายเขาได้สติแตกขับรถออกจากบ้านไป เมื่อทุกคนออกตามหาแดเนียล กลับพบว่าเขาได้หายตัวไป เจอเพียงแต่รถที่จอดอยู่ท่ามกลางทะเลทราย พร้อมกับเครื่องอัดเสียงที่ถูกอัดไว้เมื่อเปิดเครื่องอัดเสียงขึ้นมาฟัง กลับเจอเสียงของแดเนียลที่กำลังหอบด้วยความตื่นเต้น และพูดว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างนอก’ และมีเสียงเคาะกระจกรถ 3 ครั้งดังเข้ามา ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ พร้อมกับเสียงของผู้หญิงพูดว่า ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ ก่อนจะสิ้นเสียงทุกอย่าง หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น จนถึงทุกวันนี้แดเนียลก็ได้หายสาบสูญไปตลอดกาลแม้เพื่อน ๆ ของแดเนียลจะเจอสถานการณ์เดียวกับเขา แต่แดเนียลคือผู้ที่ถูกเลือก และในคืนจุดเริ่มต้นความน่ากลัวนั้น มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เขาได้ยินเสียงพูดของผู้หญิงว่า ‘ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย เปิดประตูให้ฉันด้วย พาฉันออกไปที’ ซึ่งประตูที่ว่านั้น คืออะไรก็ไม่มีใครทราบ หรืออาจจะเป็นประตูที่ใช้ขังอะไรบางอย่างไว้ เมื่อคุณลุงเล่าเรื่องราวนี้จบลง ก็ได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า...‘ถ้ามันไม่ใช่ผี ถ้ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกจองจำ กักขังไว้ในสถานที่แห่งนี้ เขาอาจจะมาจากดาวดวงอื่นหรือเอาไว้ทำการทดลองอะไรบางอย่างล่ะ จะเป็นยังไง’คำถามนี้ยังคงกำกวม และไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่คดีนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้มีคนมากมายได้เห็นผู้หญิงปริศนา ยืนตัวเปียกอยู่ข้างถนนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงอะไรได้เลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

EFM FANDOM RECAP

เพราะพรหมลิขิตมักเกิดขึ้นกับเราเสมอและเกิดขึ้นที่นี่ด้วย ! กับค่ำคืนสุดพิเศษ “เน็ต - เจเจ” พาความแสบซนมาเติมในสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ฟุ้งกระจายไปด้วยเสียงหัวเราะ จนแฟน ๆ ละมุนหัวใจไปทั้งคืน

10 มิ.ย. 2026

เพราะพรหมลิขิตมักเกิดขึ้นกับเราเสมอและเกิดขึ้นที่นี่ด้วย ! กับค่ำคืนสุดพิเศษ “เน็ต - เจเจ” พาความแสบซนมาเติมในสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ฟุ้งกระจายไปด้วยเสียงหัวเราะ จนแฟน ๆ ละมุนหัวใจไปทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 4 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เน็ต - เจเจ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... สลักไว้ด้วยรัก (Engraved in love)นามปากกา : คุณหญิงเสือแม่หมื่นภพ "คุณติดอยู่ในนี้มานานแค่ไหนแล้ว" นั่นเป็นคำถามที่ผมเลือกถามกับชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "ตั้งแต่ฉันตาย" "นี่ผมพูดอยู่กับผี ถูกไหม" นอกจากจะถูกดึงเข้ามาในรูปวาดอย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ยแล้ว พระเจ้ายังทดสอบความกลัวของผมโดยการให้มานั่งสนทนากับผีอยู่ในบ้านทรงยุโรปสมัย ร.๕ แบบนี้ด้วย สมองผมเออเร่อแล้วตอนนี้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนดี "คงจะอย่างนั้น" ผีตรงหน้ายิ้ม เขามีใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีดำสนิท ที่สำคัญ หล่อมาก (สาเหตุที่ไม่กลัว) "ผมอยากกลับออกไป" "แล้วเธอเข้ามายังไง" "นั่นน่ะสิ ผมแค่เดินผ่านโถงออฟฟิศจะไปเข้าห้องน้ำ หยุดดูรูปหน่อยเดียวก็ถูกดึงเข้ามาดื้อๆ" "..." "หรือเป็นคุณที่ดึงผมเข้ามา คุณหาเพื่อนแก้เหงาเหรอ" "ฉันไม่ได้อยากได้เพื่อนสักหน่อย" เขาหัวเราะ "ไปเถอะเดี๋ยวฉันพาเธอออกไป" มือแกร่งนั่นเอื้อมมาจับจูงผมตรงไปที่ทางออก มันอบอุ่นผิดกับที่คิดไว้ ราวกับคนตรงหน้ามีชีวิตจริงๆ "ว่าแต่ ชาตินี้เธอชื่ออะไรนะ" ชาตินี้? "เจเจครับ" "ชื่อแปลกหูดี" "คุณล่ะ" เป็นอีกครั้งที่เขายิ้ม พร้อมกับแรงที่ผลักผมออกจากประตูไป "ไว้ความทรงจำเธอกลับมาเมื่อไหร่ เธอก็จะรู้เอง"FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... (Engraved in love)Pen Name : คุณหญิงเสือแม่หมื่นภพ I decided to break the quiet by asking the person across from me, "How long have you been trapped here?" His reply sent a shiver down my spine: "Ever since I passed away." My mind went into overdrive. Was I really chatting with a ghost? To make matters worse, after being bizarrely yanked into this painting, I was now sitting in an old-school European house, the kind you'd see in King Rama V's era, having a conversation with a phantom. My brain felt like it was about to short-circuit. "Quite likely," the ghost responded with a grin. He possessed striking features – a sharp face, intense dark eyes, and, I have to admit, he was remarkably handsome, which, strangely, kept my fear in check. "I need to escape this place." "And how did you find your way in?" he inquired. "Well, I was just heading to the restroom in the office corridor, stopped to admire the painting for a moment, and poof! I was pulled in." A brief pause. "Or did you pull me in? Are you looking for a companion?" He let out a soft laugh. "I don't require company. Come with me, I'll show you the exit." He offered a firm hand, leading me towards what appeared to be an escape route. The warmth emanating from him felt surprisingly tangible, almost as if he were alive. "By the way, what's your name in this current existence?" This life? "JJ." "An interesting name. And yours?" He offered another smile. As a gentle force guided me towards the threshold, he said, "You'll remember when your memories return."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ถึงปฏิหาริย์และพร 12 ข้อ (Wishing you)นามปากกา : ไอซ์ไม่ชอบความเย็น มีคนเคยบอกว่า...เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง เมษ (เจเจ) ถูกพรากคนรักไปด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาได้ แม้ว่าการข่มตาหลับในทุกๆวันเพื่อไม่ให้นึกถึงคนรักนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนและยากสำหรับเขามาก แต่ถึงอย่างนั้น วันเวลาที่ผันผ่านก็ไม่อาจพรากความหวังในปาฏิหาริย์ไปจากหัวใจของเขาได้ ในช่วงเวลาที่เขากำลังแตกสลายนั้น เมษได้พบกับชายหนุ่มปริศนา จ๊อบ (เน็ต) เข้ามาในชีวิตพร้อมกับมอบพร 12 ข้อให้แก่เขา จ๊อบเปรียบดั่งเทพไร้เสียง มีเพียงแค่กายหยาบกับพรที่จะสามารถทำให้บังเกิดขึ้นเป็นจริงได้ แต่แทนที่เมษจะขอให้ปาฏิหาริย์ของเขาเป็นจริง เขากลับขอแค่ให้ได้ทำในสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ด้วยกันกับคนรัก เมษได้เริ่มใช้ช่วงเวลาร่วมกับจ๊อบในการทำพรแต่ละข้อให้เป็นจริง จนมาถึงพรข้อสุดท้าย ถ้อยคำขอคำสุดท้ายจากริมฝีปากเมษ สั่นคลอไปกับหยาดน้ำตาที่ไม่อาจกั้น เมษได้เอ่ยออกไปเป็นเพียงหนึ่งประโยคสั้นๆ ว่า “ขอจ๊อบกลับมาได้ไหม” ‘จ๊อบ..คนที่รักสุดหัวใจ’ แท้จริงแล้วเขานั้นรู้ดีว่า พรที่เข้ามาพร้อมกับชายปริศนาหรือแม้แต่ปาฏิหาริย์ที่เขาเฝ้ารอ ล้วนเป็นจินตนาการที่เมษได้สร้างขึ้นมาและไม่มีอยู่จริง เมษยังคงติดอยู่ในวังวนของรักครั้งนี้..ตลอดไปFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... (Wishing you)Pen Name : ไอซ์ไม่ชอบความเย็น They say time's a healer, but for May, it was a different story. The loss of his beloved to an incurable illness left him shattered. Even the simple act of closing his eyes each night was an agonizing reminder, yet the hope for something extraordinary, a miracle, stubbornly persisted within him. It was during this profound grief that a peculiar figure named Job entered his life, a man of mystery who offered him twelve chances to reshape reality. Job was like a silent deity, a vessel of power capable of manifesting desires, yet wordless. Instead of a miraculous cure, May chose to weave his unfulfilled dreams with his lost love into existence. As May and Job embarked on this journey, ticking off each wish, a profound realization dawned. The final request, whispered through tears, wasn't for a miracle or a return to the past, but a simple, heartfelt plea: "Can I have Job back?" In that moment, the truth hit him with full force – the wishes, the ethereal presence of Job, even the longed-for miracle, were all illusions born from his yearning heart. May found himself forever caught in an endless cycle of love and longing, a destiny woven with shadows.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... "Roof-Top Love: ตึกนี้มี (รัก) รั่ว"นามปากกา : Fameyday "กฎของตึกนี้คือห้าม 'เผลอใจ' งั้นผมขอไม่เผลอ... แต่ขอ 'ตั้งใจ' รักเธอเลยแล้วกัน!" เน็ต รับบทเป็น "ธันวา" สถาปนิกหนุ่มมาดกวน เจ้าของไอเดียรีโนเวทตึกเก่ากลางกรุงให้กลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดคูล เขาเป็นคนขี้เล่น ช่างแกล้ง แต่เวลาทำงานหรือดูแลคนสำคัญจะอบอุ่นพึ่งพาได้เสมอ เจเจ รับบทเป็น "นับตังค์" อินทีเรียดีไซเนอร์หนุ่มแว่นสุดน่ารัก สายเนิร์ดแต่แอบดื้อ ที่ถูกส่งมาทำงานร่วมกับธันวาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราววุ่นๆ เริ่มขึ้นเมื่อการรีโนเวทตึกนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องแบบแปลน แต่ทั้งคู่ดันไปสืบรู้ความลับว่าตึกนี้มี "คำสาปความรัก" ที่ลือกันว่า 'หากสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์คู่ใด สามารถรีโนเวทตึกนี้เสร็จโดยไม่ตกหลุมรักกันได้ ตึกนี้จะกลายเป็นตึกที่ฮิตที่สุดในเมือง แต่ถ้าเผลอใจรักกันเมื่อไหร่ ทุกอย่างที่สร้างมาจะถล่มลงมาเป็นสีชมพู!' จากคู่กัดที่ต้องคอยทำท่าขู่เป็นแมวใส่กัน ต้องมาร่วมมือกันปิดบังความรู้สึกตัวเอง "บอกให้มาช่วยรีโนเวทตึก ไม่ได้บอกให้มาพัง 'กำแพงหัวใจ' กันซะหน่อย!" เน้นเคมีหยุมหัวแต่คลั่งรัก ท่าทางขี้เล่นกวนๆ ของพระเอก และความน่าเอ็นดูของนายเอกสายแว่นFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... "Roof-Top Love"Pen Name : Fameyday In this vibrant tale, we meet Thanwa, a spirited young architect portrayed by Net, whose audacious plan is to transform a city-center relic into a trendy communal hub. He's got a knack for playful banter and a teasing spirit, yet when it comes to his profession or those he cares about, he's a pillar of warmth and dependability. Opposite him is Nabtung, played by JJ, an endearing, bespectacled interior designer. Though outwardly studious, Nabtung harbors a rebellious streak and is reluctantly paired with Thanwa for the renovation project. Their story truly kicks off when the project transcends mere blueprints. They stumble upon a surprising secret: the building is under a 'love curse.' The legend goes that if an architect and interior designer can successfully complete the renovation without succumbing to romance, the building will skyrocket to fame. However, should they fall for each other, their entire creation is destined to crumble into a chaotic romantic disaster! What begins as a clash of wills, akin to a feline squabble, forces them to collaborate and conceal their burgeoning feelings. 'I asked for help with the renovation, not for you to dismantle my heart's defenses!' one might exclaim. This narrative dives deep into the electrifying, almost delirious, chemistry between the leads. It highlights the main male character's charmingly mischievous nature and the utterly captivating, albeit seemingly reserved, 'antagonist' who wears glasses. The core of the story revolves around their unexpected and intense connection amidst the backdrop of a peculiar building curse.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ทางกลับบ้านนามปากกา : อ้วนรักพี่เน็ตไหม บนถนนสายเปลี่ยว มีไฟหน้าจากมอเตอร์ไซค์คันเล็กขับฝ่าความมืดเพื่อจะกลับบ้าน บรรยากาศต่างจังหวัดยามวิกาลชวนขนลุก “มืดไปป่าววะ..” เจเจ บ่นอุบ ยิ่งนึกถึงว่าตนต้องกลับดึกเพราะปาร์ตี้ส้มตำยิ่งบิดเร่ง ทว่าจู่ ๆ ตาคู่กลมก็เหลือบเห็นเงาสีขาววูบวาบที่หางตาขวา ลอยตามติดรถด้วยความเร็ว พอหันไปมองกลับว่างเปล่าแต่เมื่อหันกลับมามันก็โผล่มาประกบชิดอีก “อะไรเนี่ย!” เจเจสติกระเจิง กลัวจนมือสั่นจึงหักเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันข้างๆทันที ร่างเล็กคว้ามือถือโทรหาแฟนหนุ่มด้วยนิ้วชุ่มเหงื่อ [ว่าไงครับอ้วน] "พี่เน็ต... ฮือ มารับเจที่ปั๊มหน่อย เจเจอเงาขาวๆตามมา เจกลัว" [ตั้งสติคนดี รอพี่ตรงนั้น พี่กำลังออกไป] หลังวางสายเจเจยืนหลบร้านสะดวกซื้อ แต่เด็กปั๊มในเงากลับยืนนิ่ง ตาเบิกโพลงชี้มาที่หน้าเขา เจเจกลัวจนน้ำตาคลอแต่อึดใจเดียวแสงไฟรถคันคุ้นตาก็สาดเข้ามา เน็ตลงจากรถเข้ามากอดปลอบแฟนหนุ่มจมอก "พี่อยู่นี่แล้วอ้วน ไหนเป็นอะไรให้พี่ดูซิ" เน็ตประคองใบหน้าหวานให้เงยขึ้น "มันยังอยู่ตรงนั้นพี่เน็ต" ร่างหนามองตามก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่หางตาแฟนหนุ่ม "นี่หรอเงาขาว ๆ " เจเจเงยหน้าขึ้นมามองก่อนเจอกับ... เม็ดข้าวเหนียวFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The way back homePen Name : อ้วนรักพี่เน็ตไหมCruising down a lonely stretch of road, the glow of a small motorcycle's headlights cut through the inky blackness as its rider headed home. The rural night felt a little spooky, the kind of quiet that makes you jump. 'Is it getting too dark...?' JJ mumbled, his thoughts of getting back late from a somtum feast only spurring him to go faster. Suddenly, his wide eyes registered a quick flash of white, a phantom darting past his peripheral vision, keeping pace with his bike. He whipped his head around, but there was nothing there. Then, as he turned back to the road, it reappeared, alarmingly close. 'What in the world was that?!' JJ yelped, his knuckles white on the handlebars as he veered sharply towards a nearby gas station. His clammy fingers fumbled for his phone, and he dialed his boyfriend. ['Hey, big guy, what's up?'] 'Net... h-h-h... could you swing by the gas station? I think something white was chasing me. I'm freaked out.' ['Whoa, take it easy, love. Just hang tight, I'm on my way.'] After the call, JJ ducked behind the convenience store, but the attendant, lurking in the shadows, stood frozen, his gaze locked onto JJ, pointing. Terror welled up in JJ, bringing tears to his eyes, but then, a familiar set of headlights pierced the gloom. Net emerged from his car, rushing to embrace his trembling boyfriend. 'I'm here, fatty.' 'What's going on? Let me see,' Net said softly, tilting JJ's tear-streaked face up. 'It's still there, P'Net,' JJ whispered, following his gaze. Net followed his boyfriend's line of sight and then spotted it. 'Is *this* the white shadow?' JJ looked up and saw... a single grain of sticky rice.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... The Last Flight เที่ยวบินสุดท้ายถึงคุณนามปากกา : ข้าวเหนียวนึ่ง วันนี้คือวันสุดท้ายที่ผมจะขึ้นบิน ไม่ใช่เพราะอายุงาน ไม่ใช่เพราะคำสั่งปลดประจำการ และไม่ได้เป็นเพราะร่างกายของผมอ่อนแอลงจนบังคับเครื่องบินไม่ไหว แต่เหตุผลที่แท้จริงกลับเรียบง่ายและเจ็บปวดกว่านั้น… มันเป็นเพราะคนที่ผมรักได้จากโลกนี้ไปแล้ว ผมเป็นนักบินกองทัพอากาศที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้า ส่วนเขาเป็นช่างภาพอิสระที่กล้องถ่ายรูปแทบไม่เคยห่างจากมือของเขาเลย ทุกครั้งที่มีการแสดงการบินหรือภารกิจเปิดให้คนนอกเข้าชม เขามักจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นเล็งไปบนฟ้าเสมอ และในบรรดาภาพนับพันใบที่บันทึกไว้ในกล้องนั้น มีเครื่องบินลำหนึ่งปรากฏอยู่บ่อยที่สุด… ลำที่ผมเป็นผู้บังคับ “ถ้าวันหนึ่งผมหาคุณไม่เจอบนฟ้าล่ะ” เขาเคยถามผมเล่น ๆ “เดี๋ยวผมจะบินให้คุณหาเจอเอง” ผมตอบพลางหัวเราะ ในวันที่เขาจากไปด้วยโรคที่ไม่มีใครคาดคิด ผมนึกถึงทฤษฎีหนึ่งว่า 7 นาทีสุดท้ายก่อนที่คนเราจะเสียชีวิต สมองของมนุษย์จะฉายภาพความทรงจำที่มีค่าที่สุดขึ้นมาอีกครั้ง... ผมไม่รู้ว่าทฤษฎีนั้นจริงไหม แต่ในเมื่อไม่มีคุณคอยมองหาแล้ว ต่อให้พยายามฝืนขึ้นบิน แต่ทุกเที่ยวบินหลังจากนี้ก็คงไร้ความหมายอีกต่อไป เที่ยวบินสุดท้ายนี้… ผมขอมอบให้คุณนะFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The Last FlightPen Name : ข้าวเหนียวนึ่ง This marks my final journey amongst the clouds. It's not a farewell born of seniority, nor an order from above, nor a body that has finally surrendered to age. The truth is far more poignant, a quiet ache in my heart: the person I loved most has departed this world. I was an Air Force pilot, my life woven into the fabric of the sky. He, a freelance photographer, his camera a constant companion. During airshows and open days, his lens would invariably turn skyward, seeking out the aerial ballet. And among the countless frames he captured, one silhouette dominated – the very aircraft I commanded. 'What if one day I can't spot you up there?' he'd tease. 'Then I'll fly so you can find me,' I'd laugh back. The day he succumbed to a sudden illness, a thought surfaced: that the human mind, in its final moments, revisits its most cherished memories. I can't say if it's true, but now that he's no longer here to seek me out, even if I were to take to the air, each subsequent flight would feel utterly hollow. This last flight is for you, my love.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เน็ต - เจเจ”ที่จะมาแจกความความตลก และแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ให้เหล่าแฟนคลับทุกคนฟัง( พี่ดาราและนามปากกาของเขา ) ปกติทางรายการเปิดให้เหล่าแฟนคลับส่งฟิคเข้ามาในรายการ นั่นทำให้นึกถึง “เจเจ” ที่ก็เขียนฟิคอยู่แล้ว โดยใช้นามปากกา ‘ไข่ดาวไม่สัก เอ้ย ไข่ดาวไม่สุก เอ้ย ถูกแล้ว’ และใช้ชื่อนักเขียนว่า ‘ไก่ที่หมดจานดีกว่าการที่หมดใจ’ เพราะส่วนตัวก็ชอบคำคมอยู่แล้วเลยเลือกใช้ชื่อนักเขียนและปากกาแบบนี้ โดยชื่อเรื่องคือ ‘Perfect Disaster คุณวินาศ ผมวิบัติ’ พล็อตนิยายสนุกมาก พระเอกธงดำมีความจิต ๆ หน่อย ทิ้งท้ายด้วยการฝากให้ทุกคนไปอ่านด้วย ปิดท้ายด้วย “เน็ต” แซวตลก ๆ ว่าถ้าเจอนามปากกาแบบนี้คงไม่อ่าน แต่ก็เป็นแค่การล้อเล่น เพราะสุดท้าย “เน็ต” ก็ช่วย “เจเจ” เล่าถึงพล็อตและตัวละครสำหรับฟิคเรื่องนี้อยู่ดี( Mini Game : ชาติก่อน ) ทางรายการมี Mini Game เล็ก ๆ มาให้ “เน็ต-เจเจ” เล่นกันสนุก ๆ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า โดยเริ่มที่ชาติก่อนกับคำถามที่ว่า ถ้าในอดีตทั้งสองรู้จักกันมาก่อน อีกฝ่ายจะเป็นอะไรในชีวิตของเรา พร้อมเหตุผลประกอบ เริ่มที่ “เน็ต” พูดก่อนเลยว่า ชาติที่แล้ว “เจเจ” ต้องเป็นน้องที่คลานตามกันมาแน่ ๆ เพราะชาติที่แล้วทำบุญทำบาปกันเอาไว้เยอะ ชาตินี้เลยได้มาเจอกันอีกแล้ว ส่วนคำตอบของ “เจเจ” ก็คือ ทั้งสองจะเป็นข้าราชการเหมือนกัน แต่คนละสังกัด พี่เน็ตจะเป็นกองพลลาดตระเวนแบบในเรื่องภพเธอ ส่วนตัวเองก็จะเป็นกระทรวงการคลัง ช่วงแรกก็จะถูกกัน แต่ภายหลังจะทะเลาะกันเพราะแย่งขนมปังกินในช่วงที่ฝรั่งกำลังเข้ามาในไทย เรียกได้ว่าจินตนาการล้ำเลิศมาเลยทีเดียว( Mini Game : ชาตินี้ ) ต่อด้วยคำถามของชาตินี้ที่ว่า คุณคิดว่าในชาตินี้อยากทำอะไรร่วมกันอีกบ้าง ทั้งสองคนตอบอย่างพร้อมเพรียงเลยว่า ตอนนี้มีแพลนที่วางเอาไว้แล้วไม่ได้ทำเยอะมาก เช่น การทำแคมเปญที่ให้อะไรกับสังคม คนเท่ห์ขอทำดี ทำสิ่งดี ๆ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้กันและกัน เน็ตตอบว่า จะทำตัวเป็นคนดีให้กับน้อง เพราะการที่เราเป็นคนดีก็จะทำให้อีกคนที่อยู่ด้วยสบายใจ และอยากจะอยู่ด้วยกัน อีกทั้ง “เน็ต” ยังอยากจะพา “เจเจ” ไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเล โดยเฉพาะที่เกาะกูด เพราะเขาชอบทะเลมาก อีกทั้งทั้งคู่ก็ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวด้วยกันเลย ถัดไปสำหรับคำตอบของ “เจเจ” ที่ว่าจะไม่ดื้อไม่ซน เพราะหลาย ๆ คนชอบบอกว่าทั้งสองชอบแกล้งกันไปกันมา แหย่กันไม่หยุด “เน็ต” เสริมด้วยว่าเพราะน้องน่าแกล้งก็เลยอดที่จะไม่แกล้งไม่ได้ มันเป็นการแสดงความรักในแบบฉบับของเขาที่ว่ารักใครก็อยากแกล้ง และทั้งคู่ก็ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ว่ายังไง “เจเจ” ก็ขาด “เน็ต” ไม่ได้หรอก อย่างเช่นไปกินข้าวด้วยกันที่ญี่ปุ่น “เจเจ” ก็ลืมของเอาไว้ในร้านทันทีที่กินข้าวเสร็จ แต่ “เน็ต” ก็หยิบออกมาให้ และบอก “เจเจ” ว่า ถ้าไม่มีพี่จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย เรียกได้ว่า “เจเจ” มีนิสัยเปิ่น ๆ โก๊ะ ๆ เรียกความน่าเอ็นดูไปได้เยอะเลย( Mini Game : ชาติหน้า ) ปิดจบ Mini Game ด้วยคำถามของชาติหน้ากับคำถามที่ว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง ประโยคแรกที่จะพูดให้กับอีกฝ่ายคืออะไร โดยเริ่มจาก “เน็ต” ที่จะทักว่า ‘อ้าว เจอกันอีกแล้วหรอ’ ด้วยอารมณ์ที่ดีใจ และถ้ายิ่งจำกันได้อีกก็จะยิ่งดีใจ เพราะที่ผ่านมาก็ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก ส่วนคำตอบของ “เจเจ” ก็คือ ‘เห้ย ดีใจที่ได้เจอนะ แต่ทำไมเราไม่ลองไปเจอคนอื่นบ้างนะ’ ถึงแม้คำตอบจะติดกวน แต่ “เจเจ” ก็บอกว่าถ้าได้เจอกันจริง ๆ และจำกันได้ด้วยก็คงแปลกใจ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็เรียกได้ว่าเหมือนเป็นพรหมลิขิตกันมาก่อนอยู่แล้ว เพราะก่อนที่จะได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่เคยเจอกันที่งานที่ “เน็ต” ไปเดินแบบ และ “เจเจ” ก็เข้าร่วมงานนั้นด้วย ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายจะได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กันแบบนี้( กว่าจะได้เห็นภพเธอในทุกวันนี้ ) สำหรับซีรีส์ภพเธอตั้งแต่ปล่อยไพลอตออกมาก็มีกระแสถล่มถลาย ทะลุสองล้านวิวในระยะเวลาไม่นาน แถมฟีดแบคจากผู้ชมทั้งเรื่องภาพ โปรดักชันก็คำชมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้ ทั้ง “เน็ต-เจเจ” เรียกได้ว่าดีใจมาก ๆ ที่มีคนค้นพบพวกเขามากขึ้น สิ่งที่ทั้งคู่พยายามมามันไปถึงผู้ชมทุกคน ดีใจที่ทุกคนชอบในทุก ๆ พาร์ทของซีรีส์ภพเธอ ขอบคุณทั้งคนที่พึ่งมาค้นพบ และคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรก เพราะโปรเจกซีรีส์เรื่องนี้นานมาก ๆ กว่าจะสำเร็จให้ทุกคนได้เห็น “เน็ต” เล่าว่า ใช้เวลา 4-5 ปีเลย ทั้งพัฒนาการแสดง ต่อสู้กับหลาย ๆ เรื่องของภพเธอให้กับแฟนคลับ อีกทั้งยังมีอุปสรรคระหว่างการถ่ายทำเยอะมาก ทั้งน้ำท่วมสถานที่การถ่ายทำ ฝนตกหนักจนต้องเลื่อนการถ่ายทำ ต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้ภพเธอในเวอร์ชั่นนี้ได้เฉิดฉาย ทุกคนทุ่มเทมาก ๆ กับซีรีส์ภพเธอ( ผู้กำกับคนเก่งที่ทำให้ภพเธอสมบูรณ์แบบ ! ) “เน็ต-เจเจ” ได้มาแชร์ความรู้สึกว่าได้ร่วมงานกับผู้กำกับคนเก่งอย่าง ‘ครูเด่น ภาณุวัฒน์’ เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มที่คำตอบของ “เน็ต” ที่ว่า ครูเด่นเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ตอนที่รู้ว่าได้พี่เด่นมากำกับก็ดีใจ เพราะเชื่อมั่นในฝีมือของพี่เด่น ผลงานจะต้องออกมาดีแน่ ๆ แต่เขาก็ดุตามประสาผู้กำกับอยู่แล้ว เสริมด้วย “เจเจ” ที่ว่า พี่เด่นทำให้มิติต่าง ๆ ที่ต้องนำเสนอในภพเธอถูกทำให้ครบ ดีเทลเยอะมาก ๆ รู้เลยว่าทำงานหนักมาก ๆ เป๊ะจนมั่นใจว่าไม่ดูถูกคนดูเลยแม้แต่น้อย ซึ่ง Final EP. ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็อยากให้แฟน ๆ เตรียมตัวมาเจอกันที่งาน มีโชว์ มีเซอร์ไพร์สมากมายรอทุกคนอยู่ และทุกคนจะได้ดูตอนสุดท้ายไปพร้อม ๆ กันกับ “เน็ต-เจเจ” เพราะทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ดูมาก่อนเช่นกัน เรียกได้ว่ารอส่งตัวละครกลับซีรีส์ไปพร้อมกับทุกคนเลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เน็ต-เจเจ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “พรจากดาว คราวภพรัก”ในเกมนี้ “เน็ต-เจเจ” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เน็ต-เจเจ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เน็ต-เจเจ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ภพเธอ ( Love upon a Time Series )" ทุกวันศุกร์ เวลา 21:30 น. ทางช่อง Workpoint 23 และเวอร์ชัน UNCUT ทาง iQIYI ด้วยน้าา สามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เพราะทั้งคู่เข้ามาเพื่อ “เติมเต็ม” กันและกัน เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกโมเมนต์ของ “อุ้ม - แบม” อบอุ่นหัวใจ สตู EFM FANDOM LIVE เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก พร้อมความรู้สึกดีๆ จากทั้งคู่จนยิ้มตามกันไม่หุบเลย

02 มิ.ย. 2026

เพราะทั้งคู่เข้ามาเพื่อ “เติมเต็ม” กันและกัน เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกโมเมนต์ของ “อุ้ม - แบม” อบอุ่นหัวใจ สตู EFM FANDOM LIVE เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก พร้อมความรู้สึกดีๆ จากทั้งคู่จนยิ้มตามกันไม่หุบเลย

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 28 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พร้อมต้อนรับ “อุ้ม - แบม” 2 สาวสุดสวยที่มามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ กับ 2 ดีเจ “ดีเจเคเบิ้ล” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The War of Love, 1943นามปากกา : sepdember ปี 1943 ในเมืองท่าริมฝั่งฝรั่งเศสที่ถูกยึดครองโดยกองทัพนาซี “เอวา” พยาบาลสาวผู้ทำงานให้ฝ่ายต่อต้านได้พบกับ “โซฟี” นักเปียโนหญิงในคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ทหารเยอรมันใช้เป็นที่พักใจยามค่ำคืน กลางเสียงเพลงแจ๊สและฝนฤดูหนาว ทั้งสองเริ่มส่งข้อความลับผ่านแผ่นโน้ตดนตรี เอวาใช้คาเฟ่เป็นทางผ่านลำเลียงยา ส่วนโซฟีแอบดักฟังข้อมูลจากนายทหารที่มาหลงใหลเสียงเปียโนของเธอ ยิ่งสงครามทวีคูณความรุนแรง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งลึกซึ้ง หากแต่คืนหนึ่งแผนหลบหนีของฝ่ายต่อต้านรั่วไหล ทหารเริ่มตรวจค้นทั่วเมือง โซฟีจึงยอมเล่นเปียโนถ่วงเวลาให้เอวาพาผู้ลี้ภัยหนีออกทางเรือ เสียงเพลงดังอยู่ทั้งคืนจนเรือออกจากฝั่งได้ทัน เช้าวันถัดมาคาเฟ่ถูกปิดถาวรเหลือเพียงโน้ตเพลงแผ่นหนึ่งบนเปียโน ที่เขียนไว้ว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มีสงคราม ฉันคงได้รักเธอนานกว่านี้” นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายที่โซฟีต้องการที่จะเอ่ยถึงเอวา ก่อนที่เขาทั้งคู่จะต้องจากกันไปตลอดกาลFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The War of Love, 1943Pen Name : sepdember In the tumultuous year of 1943, in a French port city under Nazi rule, a courageous nurse named Eva, devoted to the resistance, crosses paths with Sophie, a talented pianist, in a quaint café that German soldiers use as a nighttime hideaway. As the strains of jazz mingle with the patter of winter rain, the two women forge a unique bond, sending secret messages to one another through the language of music. Eva transforms the café into a hub for smuggling medicine, while Sophie listens in on the officers who are entranced by her enchanting melodies. As the war grows fiercer, the connection between Eva and Sophie deepens. However, one fateful night, a crucial escape plan for the resistance is compromised, leading soldiers to scour the city. To buy precious time for Eva to assist refugees making a daring escape by boat, Sophie bravely agrees to play the piano. The music echoes through the night, a bittersweet serenade, until the ship finally sails away. By dawn's light, the café stands shuttered for good, with only a single sheet of music left behind on the piano. It carries the poignant message, "If there were no war, I would have loved you longer." These were the final words Sophie wished to share with Eva, a testament to love lost amidst the chaos, before they were torn apart forever.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... พบ(ไอ)รักนามปากกา : เบบี้เหมียวแว่น “ คุณเชื่อในเรื่องรักแรกพบหรือเปล่า ” เสียงคลื่นวิทยุดังคลอไปกับสายฝนนอกหน้าต่างรถยนต์คันเล็ก ไอรัก หญิงสาวเจ้าของรถทำท่านึกคิดตามคำพูดของดีเจเสียงนุ่มที่คุ้นหู เธอมักจะใช้เวลาในรถยนต์เสียเป็นส่วนใหญ่ จึงมีเวลาได้ฟังข่าวสารจากคลื่นวิทยุนี้แทบทุกครั้ง หัวข้อในวันนี้เกี่ยวกับ ‘รักแรกพบ’ ประโยคสุดคลาสสิกของการตกหลุมรัก ไอรักฟังดีเจหนุ่มพูดไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางขับรถเพื่อกลับบ้าน วันทั้งวันมานี้เธอพูดได้เต็มปากว่าเธอเหนื่อย อยากรีบกลับบ้านให้ไว เพื่อพักผ่อนเสียเต็มทน.. ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงทันความคิด “ ขอให้ทุกท่านได้พบรักที่เป็นดั่งรักแรกครับ: ) ” เสียงนุ่มของดีเจทิ้งท้ายรายการทางวิทยุด้วยประโยคสุดลึกซึ้ง ทำเอาไอรักยิ้มตามกับประโยคที่ว่ามานี้ ไอรักรีบดับเครื่องยนต์ และรีบเปิดประตูเข้าไปในบ้านของตัวเอง “ กลับมาแล้วเหรอคะ เหนื่อยไหม ” เสียงใสเอ่ยถามขึ้น พลางหันหน้ามามองไอรัก แค่นี้.. วันเหนื่อย ๆ ของเธอก็หายดี “ อื้อ แต่เห็นหน้าเธอก็หายแล้วค่ะ ” “ ยิ้มอะไรคะ ” “ ขอบคุณนะคะ รักรักเธอจัง ” ไอรักได้พบแล้ว พบรักที่เป็นดั่งรักแรก และเป็นทั้งรักแรกพบFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Found (Love)Pen Name : เบบี้เหมียวแว่น “Do you believe in love at first sight?” The soft hum of the radio intertwined with the patter of rain against the small car window. Airak, a young woman behind the wheel, mulled over the soothing words of the familiar DJ. With her days often spent driving, this station had become a cozy companion. Today’s discussion revolved around that timeless concept—'love at first sight.' As she navigated her way home, Airak couldn’t shake the fatigue that clung to her, yearning to collapse into her cozy sanctuary before the engine gave its final breath. “May everyone find love reminiscent of their first love :)” The DJ’s tender voice wrapped up the segment with a touching note, eliciting a smile from Airak. She quickly shut off the engine and dashed into her house. “You’re home! Are you tired?” a warm voice called out, her gaze shifting to Airak. In that moment, the heaviness of her day faded away. “Yes, but just seeing you makes it all worthwhile.” “What’s with that smile?” “Thank you. I adore you.” In that blissful instant, Airak realized she had discovered it—love that echoed her first love, along with the magic of love at first sight.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ตำนานรักในคำสาปสวรรค์นามปากกา : แม่ออนอรเอง หลิงซวี่เหยียน (อุ้ม) เทพนักรบฟินิกซ์ผู้เลอโฉม งดงามเฉียบคมราวหยกขาวสลักชีวิต ดวงตาเย็นลึกดุจเพลิงน้ำเงิน แข็งแกร่ง ไร้พ่าย ดุจเทพที่สวรรค์ยังต้องยำเกรง ทว่าในร่างของนางกลับมีกระดูกมารโบราณถูกผนึกไว้ โดยที่นางไม่เคยล่วงรู้ ซู่อวี้เหยา(แบม) จิ้งจอกขาวเก้าหางผู้เลอโฉมดุจแสงจันทรา ผมขาวราวหิมะ ดวงตาเจ้าเล่ห์แฝงความอ่อนโยน รอยยิ้มเย้ายวนและสดใสราวลมฤดูใบไม้ผลิ นางใช้ชีวิตอิสระท่ามกลางสุราและรอยยิ้ม แต่แท้จริงคือผู้รู้ความลับ “คำสาปสวรรค์” และถูกกำหนดให้ตามหาผู้มีกระดูกมารเพื่อหยุดหายนะสามภพ คำสาปจารึกไว้ว่า “ฟินิกซ์ผู้ครอบครองเพลิงสวรรค์ ห้ามมีความรัก หากหัวใจเกิดรัก เพลิงนั้นจะย้อนเผาผู้ครอบครอง และกระดูกมารจะตื่นขึ้น ทำลายทั้งสามภพ” โชคชะตากลับพาทั้งสองมาพบกัน หนึ่งดุจเพลิงต้องสาป อีกหนึ่งดุจสายลมจันทรา ยิ่งใกล้ชิด หน้าที่และหัวใจก็ยิ่งสั่นคลอน คำสาปสวรรค์ “ห้ามมีความรัก” แต่หัวใจกลับเลือกจะรักผู้ที่ไม่ควรรัก ในวันที่ต้องเลือกระหว่าง “คำสั่งของสวรรค์” กับ “เสียงของหัวใจ” สุดท้ายไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชนะ มีเพียงการสูญเสียเท่านั้น ความรักต้องสาปที่อาจแลกด้วยทั้งสามภพและลมหายใจของกันและกันFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... A timeless romance ensnared by a celestial spell.Pen Name : แม่ออนอรเอง Ling Xueyan (Oom), a breathtaking warrior goddess of the Phoenix, radiates a beauty that glistens like finely sculpted white jade. Her deep and icy eyes blaze with the intensity of blue flames; she is powerful and unyielding, a deity that even the heavens dread. However, unbeknownst to her, concealed within her is the ancient bone of a demon, a secret that awaits revelation. On the other hand, Su Yuyao (Bam), an enchanting nine-tailed white fox, shines with the brilliance of moonlight, her snow-white hair and her sly yet tender gaze captivating all who behold her. Her smile dances like a gentle spring breeze, inviting joy and laughter. Yet beneath this playful exterior lies the knowledge of the "Heavenly Curse," a burden that binds her to a quest: to locate the keeper of the demonic bone and avert disaster across the three realms. The curse warns, "The Phoenix wielding the Heavenly Flame must never succumb to love. Should its heart succumb, the flame will turn against its bearer, awakening the demonic bone and bringing destruction upon all realms." Destiny intertwines their paths; one akin to a flame doomed by a curse, the other like a softly glowing moonlit zephyr. As they draw closer, both their destinies and emotions begin to intertwine and tremble. Although the Heavenly Curse stands as a barrier to love, their hearts gravitate toward each other against all odds. When the moment arrives to choose between... "the decree of heaven" and "the whisper of the heart"—neither side triumphs; both ultimately face loss. It is a love shadowed by a curse, one that could unravel the very fabric of the three realms and extinguish their breaths.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... BARTENDER (ความสุขที่เธอชง)นามปากกา : Keromi.LY ‘ Good evening, Would you like something to drink, sir? ’ ในบาร์ลับใจกลางกรุง คุณคงคิดว่าคงเหมือนบาร์ทั่วๆไป ที่บอกว่าลับ แต่ความจริงคือคนรู้จักทั้งโซเชียล ที่นี่ไม่ได้เป็นแบบที่คุณคิด เพราะที่นี่เราจะสามารถเข้ามาได้โดยการถูกเชิญจากคนที่เคยมาที่บาร์แห่งนี้เท่านั้น ฉัน อุ้ม เป็นนักดื่มตัวยง ฉันแทบจะไปลองมาแล้วทุกบาร์ที่เค้าว่าลับ ที่เค้าว่าดี แต่บาร์นี้แตกต่างออกไป รุ่นพี่ฉันที่เคยไป บอกฉันว่าบาร์เทนเดอร์ร้านนี้จะทำให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่โลกใบนี้ก็ให้ไม่ได้ ฉัน แบม บาร์เทนเดอร์ในบาร์ลับแห่งนี้ ที่วันนึงจะสามารถชงค็อกเทลให้ลูกค้าที่แสนพิเศษดื่มได้แค่วันละ 1 แก้วเท่านั้น ฉันสามารถชงค็อกเทลที่จะทำให้ใครก็ตามที่ได้ดื่มมัน สามารถลิ้มรสกับความสุขที่คน ๆ นั้นโหยหามากที่สุด เมื่ออุ้มได้เข้ามาบาร์แห่งนี้ เธอได้ดื่มพิเศษจากบาร์เทนเดอร์สาวคนสวย เธอได้ลิ้มรสกับความสุขที่เธอโหยหา แต่ความสุขของเธอทำให้บาร์เทนเดอร์อย่างแบมถึงกับต้องตกใจ เพราะความสุขของอุ้มนั้น คือการได้มานั่งดื่มค็อกเทลที่เธอชง...FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... BARTENDERPen Name : Keromi.LY "Good evening! Would you care for a drink, sir?" Nestled in a bustling part of the city lies a concealed bar that appears typical at first glance, yet has garnered plenty of buzz on social media. However, this place is far from what you'd expect. Access is granted only through invitations from those who have experienced it before. I am Oom, a serious enthusiast of fine drinks. I've explored nearly every so-called hidden gem, but this one truly stands out. A friend who had visited shared that the bartenders here deliver an experience that is unparalleled in the world of mixology. I’m Bam, a bartender at this exclusive establishment, and each day, I’m allowed to craft just one unique cocktail for a very special patron. My concoctions are designed to evoke the essence of joy that anyone longs for the most. When Oom stepped into this enchanting bar, she was presented with a delightful drink from a stunning bartender. As she savored it, she felt an overwhelming sense of happiness—yet this reaction surprised me. Oom found sheer joy in simply sipping the cocktail I had crafted...FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... มนต์รักริมโขงนามปากกา : อดีตมักสาวลำน้ำโขงแสงบั้งไฟแต้มสีลงบนฟ้ายามค่ำ “มินตรา” สาวเมืองกรุงที่หนีชีวิตวุ่นวายมาเที่ยวงานบุญบั้งไฟ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่ง สวมผ้าซิ่นลายคราม ผิวขาวนวลตัดกับแสงไฟ “เป็นคนทางใด๋ หลงทางมาบ่” เธอมีชื่อว่า “ลลิน” หลังจากคำทักทายนั้น ลลินก็เหมือนสายลมริมโขงที่คอยวนเวียนอยู่ข้างมินตราเสมอ “เพิ่นว่าพญานาคบ่ควรฮักมนุษย์ เพราะสุดท้ายต้องจากกันอยู่ดี” ลลินกล่าว มินตราหัวเราะ “แล้วถ้าเป็นเธอ จะเลือกรักไหม” ลลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ถ้าได้ฮักแล้ว ต่อให้ต้องจากกัน กะยังอยากฮักคือเก่า” หลังงานเลิก ฝนตกหนัก มินตราวิ่งตามลลินไปจนถึงริมแม่น้ำโขง และในจังหวะเดียวกัน สายฟ้าก็ฟาดลงกลางฟ้า เกล็ดสีมรกตวาวอยู่ใต้ลำคอของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา มินตรานิ่งงันแต่ลลินกลับมีเพียงรอยยิ้มที่เศร้า “ข่อยเป็นนาค เจ้ายังอยากอยู่นำข้อยอยู่บ่” เสียงฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั้นไม่ทำให้มินตรารู้สึกกลัว เธอกลับเดินเข้าไปจับมือคู่นั้นไว้ “จะเป็นอะไรก็ช่างสิ ไม่เห็นต้องสนใจเลย” ลลินหลุดหัวเราะเบาๆทั้งน้ำตา และในคืนนั้นเอง พญานาคตนนี้ก็รู้แล้วว่า ตนตกหลุมรักมนุษย์ผู้นี้หมดหัวใจFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Romance by the Mekong RiverPen Name : อดีตมักสาวลำน้ำโขง The rockets lit up the night sky, splashing it with bursts of color. Mintra, a city girl seeking a break from her chaotic life, was enchanted by a young woman draped in a stunning indigo-patterned sarong, her fair skin glowing under the streetlights. 'Where do you come from? Are you lost?' The young woman introduced herself as Lalin. From that moment, Lalin felt like a gentle breeze along the Mekong River, always by Mintra’s side. 'They say Nagas and humans shouldn’t fall in love, as they’re destined to be apart,’ Lalin remarked. Mintra chuckled. 'And if you were in that position, would you still choose to love?' After a brief pause, Lalin replied softly, 'If I’ve loved someone, I’d want to hold onto that love, even if it means saying goodbye.' As the festival wrapped up, a torrential downpour swept in. Mintra chased after Lalin to the riverbank just as a bolt of lightning illuminated the sky. In that fleeting moment, she caught a glimpse of emerald scales beneath Lalin's neck before they vanished. Shocked, Mintra stared, while Lalin offered a wistful smile. 'I’m a Naga. Do you still want to be with me?' The rain poured down around them, but Mintra felt no fear. Instead, she stepped closer and took Lalin's hand. 'It doesn’t matter what you are.' Lalin let out a soft laugh, tears brimming in her eyes. That night, this Naga realized she had completely fallen for the human before her.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อุ้ม - แบม”ที่จะมาแจกโมเมนต์สุดแสนจะอบอุ่นหัวใจ และแบ่งปันเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้ทุกคนฟัง( เคล็ดลับออร่าความสวยของ 2 สาว ) สำหรับ “แบม” การนอนพักผ่อน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด นอนเยอะ ๆ และขยันทาครีมบำรุง ส่วน “อุ้ม” ก็ได้บอกเคล็ดลับว่า การทำความสะอาดผิว เพราะด้วยความที่ต้องแต่งหน้าทุกวัน ดังนั้นก็ต้องคลีนซิ่งหน้าให้สะอาดทุกครั้ง และทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน( ชีวิตคู่ที่ดีในอุดมคติควรเป็นอย่างไร ) จากในซีรีส์ที่พูดถึงการใช้ชีวิตคู่ พี่ๆดีเจเลยอยากถามสองสาวว่า ‘ในมุมมองของทั้งคู่แล้ว คู่ชีวิตที่ดีควรจะเป็นอย่างไร?’ โดยสำหรับ “อุ้ม” มองว่าเป็นเหมือนพื้นที่สบายใจ สามารถแชร์มุมมองต่าง ๆ ให้กันได้โดยไม่มีอคติ และอีโก้ ในส่วนของ “แบม” มองว่าสามารถซัพพอร์ต และสนับสนุนทุกอย่างที่เราเป็น อยู่ด้วยกันแล้วพากันไปในทิศทางที่ดีขึ้นเหมือนไออุ่นและพาฝัน และถ้าหากต้องเลือก 1 คุณสมบัติที่ดีและควรมีของคู่ชีวิตจะนับว่าเป็น Green Flag ทั้ง “อุ้ม-แบม” ก็ตอบเหมือนกันว่าต้องมี Growth Mindset เพราะชอบคนที่สามารถคุยได้ พร้อมรับฟัง และเรียนรู้ไปด้วยกัน สิ่งนี้ควรมีในทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน และพาร์ทเนอร์ของเราเองด้วยเช่นกัน( เซ็ตคำถามสนุก ๆ : ถ้าฉันเป็นเธอ ) เริ่มต้นที่ข้อแรก ‘ ถ้าวันพรุ่งนี้ “อุ้ม” ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็น “แบม” สิ่งที่อยากจะทำที่สุดคืออะไร? ’โดย “อุ้ม” ตอบว่าจะลองใช้ Energy แบบ “แบม” ดู เพราะ “แบม” เป็น Ambivert ขนาดเลิกงานตอนดึก ๆ เขายังออกไปวิ่ง และเต้นแอโรบิคที่สวนลุมพินีแบบหน้าผมจัดเต็มได้เลย เพราะถ้าเป็น “อุ้ม” ก็คงไม่ไป ไม่มี Energy จะทำขนาดนั้น ต่อไปเป็นคำถามสำหรับ “แบม” ‘ ถ้าได้เป็น “อุ้ม” 1 วัน จะแต่งตัวอย่างไรที่ไม่ใช่สไตล์เดิมของ “อุ้ม” ? ’โดย “แบม” ตอบทันทีว่าอยากจะคอสเพลย์เป็นตัวการ์ตูนในอนิเมะ เพราะ “อุ้ม” ตากลมโต แต่งออกมาต้องน่ารักแน่ ๆ และตัวละครที่จะเลือกคอสเพลย์ก็คือ Nico Robin (นิโค โรบิน) จากเรื่อง One Piece เพราะมีวันหนึ่ง “อุ้ม” ทำทรงผมเหมือนิโค โรบินเลย แถมดวงตากลมโต และมีสีผิวคล้ายกับ “อุ้ม” เลยด้วย ไปที่คำถามต่อไป ‘ ถ้า “อุ้ม” เป็น “แบม” แล้วมีแฟนคลับเข้ามาหา “อุ้ม” จะเนียนเป็น “แบม” ต่อมั้ย หรือคิดว่าแฟนคลับจะจับโป๊ะได้ในทันที ? ’ “อุ้ม” บอกว่ายังไงแฟนคลับก็จับได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรกแน่ ๆ เพราะ “อุ้ม” ซุ่มซ่าม แต่ “แบม” เขาไม่ ถ้าเจอแฟนคลับแล้วน่าจะสะดุดเลย เนียนต่อไม่ได้แน่ ๆ ปิดจบด้วยคำถามสุดท้าย ‘ ถ้า “แบม” กลายเป็น “อุ้ม” จะพูดให้กำลังใจหน้ากระจกว่าอย่างไร ? ’ ซึ่งคำพูดที่ “แบม” จะพูดคือ ‘พี่อุ้มเป็นคนเก่งในทุก ๆ อย่าง และสิ่งที่ทำอยู่มันดีแล้ว สิ่งที่เลือกกำลังจะส่งผล ขอให้ทำต่อไปนะคะ’( ซีรีส์เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็น Destiny ! ) ทั้งคู่บอกว่าการที่ได้รับบทคู่กันในซีรีส์เรื่องนี้นอกจากจะเป็น Destiny แล้วก็ยังเกิดจากความตั้งใจของ “อุ้ม - แบม” เองด้วย จุดเริ่มต้นมันเกิดจากทีมงานให้โจทย์มาว่าให้ “อุ้ม” หาคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ จึงไปชวน “แบม” ที่กำลังลังเลว่าจะไปเรียนต่อหรือรับเล่นโปรเจกต์อื่นให้มาลองแคสดู แม้ในรอบแรกที่มาแคสบทไออุ่นทีมงานก็ยังรู้สึกว่าเคมียังไม่ใช่ แต่เพราะว่าอยากร่วมงานกัน “อุ้ม” จึงชวนให้ “แบม” กลับมาแคสอีกครั้ง พร้อมเสนอทีมงานให้ลงสลับบทกัน ผลสรุปสุดท้ายทีมงานทุกคนเห็นด้วยและเคมีลงตัว ดังนั้นถ้าไม่มีการกลับมาแคสอีกรอบในวันนั้น และ “อุ้ม” ไม่มั่นใจว่าต้องเป็น “แบม” เท่านั้น ก็คงไม่ได้คู่พาร์ทเนอร์กันอย่างนี้แน่นอน( ไฮไลท์สุดไวรัลกับก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว ) เรื่องราวมันเริ่มขึ้นมาจากตัวละครทั้งสองแต่งงานกันแล้ว กำลังดำเนินไปในฐานะคู่ชีวิต และอีกหนึ่งไฮไลท์ที่หลาย ๆ คนกำลังพูดถึงคือการที่ตัวละครง้องอนกันเรื่อง ‘ทำไมไม่ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝาก’ ซึ่ง “แบม” ได้บอกว่า ในตอนที่อ่านบททีมงานเขาก็อธิบายเพิ่มจึงเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงทะเลาะกันเป็นเรื่องราวได้ขนาดนี้ เพราะเบื้องหลังมันมีเหตุการณ์อื่นอีกที่ลืมอะไรมาก่อนบ้าง แต่สิ่งที่ยากคือต้องเล่นยังไงให้คนดูเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่ก๋วยเตี๋ยวนะ ก่อนหน้านั้นมันก็มีมาก่อน ในซีรีส์อาจจะได้เห็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่มันก็มีเหตุการณ์สะสมมาเรื่อย ๆ เลยอยากรู้ว่า ‘ ถ้าเป็น “อุ้ม-แบม” ในชีวิตจริงแล้วเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไง ? ’ “แบม” บอกว่า ถ้าอีกฝั่งลืมในเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะลืมก็จะพูดตรง ๆ เลยว่าทำไมถึงลืม เคลียร์เรื่องเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ดีกว่า ซึ่ง “อุ้ม” ก็เสริมว่าจะพูดแบบนี้เช่นเดียวกัน เพราะจะไม่รอให้มันเป็นปัญหาใหญ่ อีกอย่างถ้าเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาแล้วมันเริ่มที่จะไม่โอเค กระทบกับความสัมพันธ์ของเราก็รีบพูดกันเลยดีกว่าก่อนที่ปัญหาจะบานปลายไปมากกว่านี้ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ได้มอบบทเรียนหลาย ๆ อย่างให้ทั้งคู่ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว เพราะในทุกความสัมพันธ์มีอะไรก็ควรจะพูดกันตรง ๆ ไปเลยไม่งั้นมันก็จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทะเลาะกัน( บรรยากาศในกองสนุกสุด ๆ ! ) เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายเกือบสองเดือน เรียกได้ว่าเร็วมาก ๆ ถ่ายอัดสุด ๆ แถม “อุ้ม - แบม” ต้องทำความเข้าใจตัวละครหลายอย่างเลย เพราะตัวละครคบกันมานาน 7-8 ปี รักกันมากจนแต่งงาน โชคดีที่ทีมงานให้ใช้เวลากับการทำความเข้าใจตัวละคร มีเวิร์คช็อปเลยได้เรียนรู้จังหวะของกันและกัน และในส่วนของบรรยากาศภายในกองก็มีทั้งช่วงที่เงียบ และช่วงที่สนุกสนาน ช่วงเงียบแน่นอนว่าเป็นช่วงเช้าช่วงบ่ายหลังกินข้าว รีบถ่ายกันให้เสร็จ แต่ช่วงที่สนุกและเริ่มดีดคือช่วงใกล้เลิกกอง ซีนท้าย ๆ ของวันเลยเพราะรู้ว่าใกล้จะได้เลิกกองกันแล้วเลยแฮปปี้และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อุ้ม - แบม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ภารกิจรัก ฝ่าอุปสรรคหัวใจ”ซึ่งในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อุ้ม - แบม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อุ้ม - แบม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "Fulfill รักเติมเต็ม" ดูได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 และรับชมย้อนหลังได้ทาง 3Plus น้าาาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

บอกชอบวันนี้ จะให้รักวันไหน~ ค่ำคืนแห่งความสุขกลับมาอีกครั้ง พร้อมต้อนรับ 6 หนุ่ม ATLAS ที่นำความตลกมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE งานนี้บอกเลย ALIS ขำกันสนั่นทั้งคืนเลย !

26 พ.ค. 2026

บอกชอบวันนี้ จะให้รักวันไหน~ ค่ำคืนแห่งความสุขกลับมาอีกครั้ง พร้อมต้อนรับ 6 หนุ่ม ATLAS ที่นำความตลกมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE งานนี้บอกเลย ALIS ขำกันสนั่นทั้งคืนเลย !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 21 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ATLAS” ที่จะมามอบเสียงหัวเราะ และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมณ์ดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The Sky Bearerนามปากกา : lomanam_ung ท่ามกลางยอดเขาหิมะ เอลิส เอลฟ์สาวผู้พิทักษ์พงไพรยืนอยู่เบื้องหน้ายักษ์ปักหลั่น ร่างกายกำยำประหนึ่งขุนเขา ผิวหนังของเขาขรุขระเหมือนหินผาและแบกรับท้องฟ้าทรงกลมอันหนักอึ้งไว้บนบ่า "ท่านแอทลาส" เธอเอ่ย เสียงหวานกังวาลท่ามกลางพายุ "เหตุใดท่านจึงไม่สลัดภาระนี้ลงเสีย?" ไททันผู้ถูกจองจำลืมตาขึ้น ประกายไฟแห่งบรรพกาลวาบผ่านดวงตาที่เหนื่อยล้า "หากข้าปล่อยมือ ดวงดาวจะร่วงหล่น และป่าของเจ้าจะมอดไหม้ในความมืดมิด เอลฟ์น้อย... ข้าไม่ได้แบกเพียงท้องฟ้า แต่ข้าแบก 'สมดุล' ของโลกเอาไว้" เอลิส เธอไม่ได้ถอยหนี เธอกลับชูมือขึ้นร่ายมนตร์ แสงสีเขียวแห่งชีวิตถักทอเป็นเครือเถาองุ่นและดอกไม้ป่า เลื้อยขึ้นไปตามแขนที่สั่นเทาของยักษ์ใหญ่ มันไม่ใช่เพื่อช่วยแบกน้ำหนัก แต่เพื่อมอบความสดชื่นและกลิ่นอายแห่งพสุธาให้แก่ผู้ที่ไม่มีวันได้สัมผัสพื้นดินอีกต่อไป "ข้าแบกภาระคนเดียวมานับหมื่นปี" แอทลาสพึมพำ กลิ่นหอมของดอกไม้ทำให้หัวใจที่ด้านชาสั่นไหว "ขอบใจเจ้าที่เตือนให้ข้ารู้ว่า... สิ่งที่ข้าปกป้องอยู่นั้นงดงามเพียงใด" ทั้งสองยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น หนึ่งคือผู้แบกสวรรค์ หนึ่งคือลมหายใจแห่งป่าไม้ ผูกพันกันด้วยสัญญาแห่งมิตรภาพFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Sky BearerPen Name : lomanam_ung In the midst of towering, snow-covered mountains, Alis, the elfin guardian of the forest, faced a colossal giant. His physique was as sturdy as the cliffs around them, his skin rugged like stone, and he bore the vast expanse of the sky upon his broad shoulders. "Lord Atlas," she called out, her gentle voice slicing through the stormy air, "why do you not set this weight free?" The trapped Titan slowly opened his eyes, revealing a spark of ancient fire within their weary depths. "If I were to release it, the stars would crash down, and your beloved forest would be engulfed in darkness. Little Elf... I carry not only the sky but also the delicate ‘balance’ of our world." Instead of stepping back, Alis lifted her hand and summoned a spell. A vibrant green light, infused with life, twisted into vines and wildflowers that climbed lovingly up the giant's quaking arm. This was not to relieve him of his burden but to gift him the freshness and fragrance of the earth—delightful memories for one who would never again touch the soil. "I have shouldered this weight for countless millennia," Atlas whispered, feeling the sweet scent of the blooms touch his hardened heart. "Thank you for reminding me that..." "What I protect is truly magnificent!" The two stood in unwavering stillness, one the guardian of the skies, the other the essence of the forest, united by an unbreakable bond of friendship.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ร้านสะดวกซักนามปากกา : SugarrPeach ร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่เปิด 24 ชั่วโมง กลายเป็นจุดนัดพบของคนแปลกหน้าหกคนโดยไม่ตั้งใจ จูเนียร์ พนักงานออฟฟิศที่ทำโอทีจนค่ำมืด เจ็ท มานั่งอ่านหนังสือรอผ้าเงียบๆ ภูมิ ที่ทำงานร้านสะดวกซื้อข้างๆก็แวะเวียนมาใช้บริการ ส่วน ไนซ์ เข้าร้านนี้เพราะเครื่องอบที่หอเสียไม่ซ่อมสักที เออร์วิน กับ แทด เป็นรูมเมทมหาลัยที่ทะเลาะกันทุกคืนจนเจ้าของหอบ่น สุดท้ายทั้งคู่เลยมาตีกันต่อหน้าร้านซักผ้าแทน จากคนที่แค่บังเอิญเจอหลายๆคืนเป็นเดือน กลายเป็นคนที่เริ่มคุ้นหน้าและเรื่องราวของกันและกัน มีทั้งคืนที่ไฟดับ ฝนตกหนัก คนป่วย อกหัก หรือแค่วันที่เหนื่อยเกินกว่าจะอยู่คนเดียว ร้านซักผ้าธรรมดาเลยค่อยๆกลายเป็นบ้านอีกหลังของพวกเขา วันนี้ฝนตกหนักตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วจนหน้าร้านซักผ้าเต็มไปด้วยละอองน้ำ ไนซ์นั่งขดตัวบนเก้าอี้พลาสติกเพราะอากาศเริ่มเย็น ภูมิยื่นแก้วนมร้อนมาให้พร้อมรอยยิ้ม อีกมุมหนึ่งเออร์วินกับแทดกำลังเถียงกันเรื่องร่มเปียกๆ แต่สุดท้ายก็ยอมแบ่งผ้าห่มผืนเดียวกัน จูเนียร์มองภาพวุ่นวายตรงหน้า ก่อนเจ็ทจะเลื่อนบะหมี่ถ้วยหนึ่งมาให้ “กินก่อน เดี๋ยวเย็น” บางที…ความอบอุ่นก็หน้าตาเหมือนคืนวันฝนตกแบบนี้เองFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Convenience laundryPen Name : SugarrPeach A 24-hour coin-operated laundromat unwittingly transforms into a gathering spot for six individuals. Junior, a weary office worker putting in late hours; Jet, who immerses himself in a book while waiting for his laundry; Poom, the convenience store clerk next door, a frequent visitor; and Nice, whose dorm dryer remains out of commission. Meanwhile, university roommates Erwin and Tad, known for their nightly disputes that irk the landlord, find themselves bickering outside the laundromat. From mere acquaintances crossing paths a few nights each month, they’ve woven a tapestry of familiarity with each other’s lives and tales. Through power outages, torrential downpours, illness, heartbreak, or simply the exhaustion that makes solitude unbearable, this humble laundromat has morphed into a second home for them. Tonight, the rain has been relentless for the past hour, shrouding the area in a thick mist. Nice huddles under a plastic chair, feeling the chill in the air. Poom steps over with a warm glass of milk, his smile brightening the mood. In a separate corner, Erwin and Tad erupt into another debate over their drenched umbrellas but eventually come to an understanding and share a blanket. Junior observes the lively scene when Jet slides a cup of noodles towards him. "Better eat this before it cools off." Perhaps… warmth truly feels like a cozy evening beneath the rain's embrace.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... 6 มัจจุราช หวงรักน้องสาวมาเฟียนามปากกา : OUATEE "เลิกยุ่งกับน้องสาวพวกเราซะ ถ้าไม่อยากหายไปจากโลกนี้" ​เสียงทุ้มต่ำของ จูเนียร์ พี่คนโตดังขึ้นพร้อมกับปืนที่จ่อหน้าผากชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่บังอาจมาขายขนมจีบให้ เอลิส น้องสาวคนเล็กเพียงคนเดียวของบ้าน โดยมี เจ็ท ยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ข้างหลังด้วยสายตาเย็นชา ​"เอาน่าพี่ใหญ่ อย่าเพิ่งใจร้อนสิครับ" ภูมิ ยิ้มเหี้ยมพลางควงมีดสั้นในมือ "ให้ผมเฉือนมันทิ้งทีละชิ้นก่อนไหม?"​ ไนซ์ ขยับแว่นตาพลางเช็กประวัติเหยื่อในแท็บเล็ต "ประวัติสะอาดนะ แต่ความผิดฐานทำให้เอลิสยิ้มจนแก้มปริ ผมว่ามันอภัยให้ไม่ได้" ​ส่วน เออร์วิน นักแม่นปืนประจำบ้าน ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาแค่เหนี่ยวไกส่งกระสุนเฉียดหูชายคนนั้นไปเพียงเซนติเมตรเดียว "นัดหน้าไม่พลาดแน่" เขากระซิบเสียงเรียบ "พวกพี่! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!" ​เสียงหวานของเอลิสดังขึ้นพร้อมร่างเล็กที่วิ่งเข้ามากางปีกป้องคนข้างหลัง แทด พี่ชายคนรองสุดท้าย รีบเข้าไปคว้าไหล่น้องสาวทันที "เอลิสครับ ออกมาเถอะ ตรงนี้มันคงไม่ดี เดี๋ยวพี่พาไปกินไอศกรีมร้านโปรดนะ"​ "ใช่ครับน้องรัก" พี่ชายทั้ง 6 คนประสานเสียงพร้อมเปลี่ยนสีหน้าจากมัจจุราชเป็นพี่ชายที่แสนดีในพริบตา เอลิสได้แต่ถอนหายใจFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Six Mysterious Guardians Shield the Mafia Boss's SisterPen Name : OUATEE “Make no mistake, if you don’t leave our sister alone, you’ll vanish from existence,” Junior, the eldest brother, thundered, his voice as deep as thunder while he pressed a gun to the forehead of the unlucky young man who had dared to flirt with Alis, the baby of the family. Behind him, Jet stood with his arms crossed, his icy stare piercing through the tension. “Come on, big bro, don’t rush things,” Poom chuckled, playfully spinning a short knife between his fingers. “What do you say I carve him up, piece by piece?” Nice, adjusting his glasses, glanced at his tablet to check the man’s background. “Clean slate, but the atrocity of making Alis beam like that? That’s a real crime.” Without missing a beat, Erwin, the family’s sharpshooter, took aim and fired, the bullet whizzing past the guy’s ear. “Next time, I won’t miss,” he murmured with a chilling calm. “Hey! Cut it out, everyone!” Alis's sweet voice pierced through the chaos as she darted forward, her small frame acting as a shield for those behind her. Tad, the second youngest sibling, quickly grasped her shoulders. “Alis, step back. This isn't safe. Let me take you for some ice cream, your favorite.” “Absolutely, dear sister,” the six older brothers echoed in perfect harmony, their faces transforming from ominous enforcers to protective older siblings in an instant. All Alis could do was let out a deep sigh.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... วงตลกนามปากกา : น้อง เมื่อ ATLAS (จูเนียร์ , เจ็ท , ภูมิ , ไนซ์ , เออร์วิน , แทด) ตื่นมาพบว่าตัวเองติดอยู่ในมิติ "โลกตลก" ที่ทุกคนต้องพูดเป็นจังหวะสามช่า และความหล่อไม่มีค่าเท่าความฮา! พวกเขาถูกบังคับให้ขึ้นโชว์ในงานวันเกิดเจ้าพ่อมาเฟียผู้ไม่เคยยิ้ม หากทำไม่สำเร็จจะถูกกักขังในโลกนี้ตลอดกาล​ ภารกิจฮาฉบับสู้ชีวิต ​จูเนียร์ : พยายามรักษามาดหัวหน้าวง แต่ดันได้รับบท "ตัวปู" ที่ต้องโดนเพื่อนตบถาดใส่หัวตลอดเวลาจนผมเสียทรง ​เจ็ท : วิชวลของวงที่ต้องแต่งตัวเป็นกุมารทองเรียกแขก แต่ความหล่อดันทะลุแป้งดินสอพองจนคนดูสับสนว่าจะขำหรือจะเขินดี ​ภูมิ : รับหน้าที่เป็น "ซาวด์เอฟเฟกต์มนุษย์" เลียนเสียงทุกอย่างตั้งแต่เสียงไก่ขันยันเสียงระเบิดจนคอแทบแตก​ ไนซ์ : ใช้สกิลเต้นระดับเทพมาเต้นท่า "กุ้งเต้น" เวอร์ชั่นอัปเกรด พลิ้วจนคนดูงงว่านี่คือตลกหรือกายกรรม ​เออร์วิน : แร็พเปอร์สายรัวที่ต้องเปลี่ยนมาแร็พด่าตลกๆ ใส่ลูกน้องเจ้าพ่อด้วยจังหวะตึ้งโป๊ะ ​แทด : น้องเล็กหน้าใสที่แค่ยืนเฉยๆ แล้วทำหน้าเด๋อ ก็คว้าหัวใจคนดูไปเต็มๆ ​จุดพีค : เมื่อมุกที่เตรียมมาแป้กสนิท พวกเขาจึงตัดสินใจร้องเพลงตัวเองเวอร์ชั่นหมอลำซิ่งพร้อมเต้นแบบไม่ห่วงหล่อFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Humorous ensemblePen Name : น้อง When ATLAS (Junior, Jet, Poom, Nice, Erwin, Tad) awaken to discover they’ve been ensnared in a zany “Comedy World,” they're thrust into a realm where everyone must chatter in a quirky three-beat cadence, and where charm takes a backseat to wit! Their predicament? They must entertain at the birthday bash of a stone-faced mafia boss, with failure leading to an eternity of confinement in this hilariously bizarre dimension. As they navigate this uproarious survival game: Junior strives to uphold his leader vibe but hilariously ends up as the "crab" character, consistently getting trays whacked onto his head by his pals, leaving his hair in disarray. Jet, the band’s eye candy, finds himself forced into a bizarre outfit as a child spirit meant to attract attention, but his handsome features peek through the excessive makeup, leaving the crowd torn between laughter and secondhand embarrassment. Poom takes on the role of the "human soundboard," mimicking everything from roosters to bomb blasts until his throat gives out. Nice showcases his divine dance moves with an enhanced "shrimp dance," so smooth that onlookers can’t tell if they’re witnessing comedy or a stunning circus act. Erwin, the quick-fire rapper, has to pivot to throwing in playful insults in rhyme. And the henchmen of the mafia boss? They make a grand entrance: the youngest, with an innocent look and a silly grin, effortlessly steals the audience's affection. The climax hits when their meticulously crafted jokes fall flat; in a stroke of spontaneity, they break into their own song, dancing in a rapid-fire Mor Lam style, unbothered by the need to impress.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ATLAS' The Heartbeat (ท่วงทำนองแห่งความฝันในวันที่ใจเต้น)นามปากกา : sunrise ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อันเงียบเหงา ‘เอลิส’ กำลังจะสูญเสียหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 6 อย่าง ‘ATLAS’ เพราะระบบกลไกหัวใจจำลองของพวกเขาไม่ตอบสนอง ด้วยความเครียดเธอจึงเปิดเพลงจากศิลปินคนโปรดเพื่อปลอบใจตัวเอง แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อท่วงทำนองของบทเพลงได้กระตุ้นกลไกที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา… จูเนียร์ เริ่มเคาะนิ้วตามจังหวะ เจ็ท และ ภูมิ ฮัมเพลงออกมาเบา ๆ ไนซ์ ขยับเท้าตามศิลปินที่อยู่ในจอโทรศัพท์ ส่วน เออร์วิน และ แทด หันหน้ามาสบตากันพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก “เสียงเพลงที่คุณเปิดทำให้ระบบหัวใจจำลองของพวกเราทำงาน พวกเรามองเห็นภาพตัวเองอยู่บนเวที” หุ่นยนต์ทั้ง 6 ก้าวออกจากแคปซูลแก้ว พร้อมเอ่ยด้วยแววตามุ่งมั่นว่า “พวกเรา... อยากเป็นศิลปินครับ!” ระบบหัวใจจำลองไม่ได้แค่ตื่นขึ้นมา แต่ยังสร้าง ‘ความฝัน และ ความรู้สึก’ ราวกับ ‘มนุษย์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในหุ่นยนต์ แต่แทนที่เอลิสจะรายงานองค์กร เธอกลับตื้นตันใจ พร้อมยิ้มให้กับศิลปินวงใหม่ของเธอ และตัดสินใจวางแผนพาพวกเขาหลบหนีออกจากห้องทดลอง เพื่อร่วมต่อสู้ในเส้นทางความฝันอันยิ่งใหญ่ การผจญภัยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... Let’s start!FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… ATLAS' The HeartbeatPen Name : sunrise In the serene confines of the science lab, Alis finds herself on the verge of losing her six AI companions, known as ATLAS, due to their malfunctioning simulated heart systems. Overwhelmed by stress, she decides to turn on her favorite artist's music to ease her nerves. And then, something miraculous occurs! The enchanting melody stirs the robots from their dormant state… Junior begins tapping his fingers in sync with the beat, Jet and Poom softly hum along, Nice rhythmically taps his feet to the music playing from her phone, and Erwin and Tad exchange joyful glances filled with wonder. “The tunes you shared have awakened our simulated hearts! We can picture ourselves on stage!” With that, the six robots emerge from their glass confines, their eyes sparkling with determination as they proclaim, “We… aspire to be artists!” Not only have the simulated heart systems come alive, but they’ve also sparked ‘dreams and emotions’ akin to ‘humans’—a phenomenon that defies their robotic nature. But instead of reporting this astonishing development to her superiors, Alis finds herself brimming with emotion, smiling at the art that inspired them, and hatching a plan to help them break free from the lab and pursue their lofty dreams. The adventure is just beginning… Let’s embark on this journey!เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ATLAS”ที่มาเม้าท์มอยเรื่องสนุก ๆ พร้อมแจกความตลกตามสไตล์หนุ่ม ๆ ให้ ALIS อิ่มใจ( กิจกรรมในช่วงวันหยุดยาวของ ATLAS ) หลังจากหยุดยาวที่ไม่ได้เจอเหล่าแฟน ๆ นาน “ATLAS” ก็มาอัปเดตว่าวันหยุดไปทำอะไรกันมาบ้าง เริ่มที่คนแรกอย่าง “ภูมิ” ก็พาคุณแม่ไปเที่ยวที่ประเทศจีน และช่วงนี้กลับมาอินทุเรียนอีกครั้ง ส่วน “ไนซ์” ช่วงนี้อยู่ในช่วงของการทำบัญชีเพราะมีเรื่องให้ใช้เงินเยอะ ด้วยความที่พึ่งซื้อรถมาใหม่แล้วพื้นที่ในบ้านเล็กทำให้รถมาจอดภายในบ้านไม่พอ ทำให้ต้องทำรั้วใหม่ ส่วน “เออร์วิน” พาครอบครัวไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาวมา คุณพ่อสนุกและชอบมากที่ได้ไปเที่ยวด้วยกันกับครอบครัว สำหรับ “แทด” เองก็พึ่งไปเที่ยวที่กระบี่กับครอบครับมาเช่นเดียวกัน ได้พักผ่อนเต็มที่ และช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงโปรโมทเดินสายหนังเรื่อง ‘เทอม4’ ส่วน “เจ็ท” ตอนนี้กำลังเป็นคุณพ่อลูกสอง เข้าออกโรงพยาบาลสัตว์ไปสามถึงสี่รอบกันเลยทีเดียวเพราะกลัวลูก ๆ จะเป็นอะไร อยู่ในช่วงดูแลลูก ๆ และไม่ลืมที่จะได้ไปเที่ยวกับที่บ้านมาเช่นเดียวกัน และคนสุดท้ายอย่าง “จูเนียร์” ก็ได้ไปเที่ยวที่เซินเจิ้น ประเทศจีนมาด้วย และหลังจากกลับมาก็ออกกำลังกาย ชดเชยที่กินแหลกจากที่ไปเที่ยว( Mini Challenge : เป๊ะ ) ทางรายการเองก็มี Mini Challenge สนุก ๆ มาให้ 6 หนุ่มได้เล่นกันสนุก ๆ โดยจะเป็นการนำเพลงแต่ละซิงเกิลของหนุ่ม ๆ มาเป็นโจทย์ให้หนุ่ม ๆ ได้ตอบกัน เริ่มจากซิงเกิล ‘เป๊ะ’ ให้พูดถึงความเป๊ะของสมาชิกคนข้าง ๆ โดยเริ่มที่ “ภูมิ” พูดถึง “ไนซ์” ว่าความเป๊ะของไนซ์คือการไฮโน๊ต เพราะไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนแต่การร้องเพลงของไนซ์ก็จะเป๊ะมาก ถัดไปที่ “ไนซ์” พูดถึง “เออร์วิน” ว่าสำหรับความเป๊ะตอนนี้ก็ต้องยกให้เรื่องการจัด Song List เลย เพราะตอนนี้ทีมแอทลาสต้องทำกันเอง และได้เออร์วินมาเป็นหัวเรือในการวางเพลง ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับความเป๊ะนี้ ต่อไปเป็น “เออร์วิน” พูดถึง “แทด” ว่าความเป๊ะของแทดตอนนี้คือแทดกำลังจัดการชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้น ด้วยความที่แทดกำลังเตรียมทำธุรกิจบางอย่างอยู่ด้วย ยิ่งทำให้แทดเองก็ตั้งใจทำสิ่งนี้มาก ๆ ไปกันต่อที่ “แทด” พูดถึง “เจ็ท” ว่าตอนนี้หนุ่มเจ็ทเองเป๊ะเรื่องเต้นมาก ๆ ถ้าหากช่วงนี้ลืมท่าเต้นก็มั่นใจว่าถามพี่เจ็ทได้เลย มาถึงที่ “เจ็ท” พูดถึง “จูเนียร์” ว่าตอนนี้กำลังเป๊ะเรื่องการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะการกิน นอน ออกกำลังกาย ยิ่งพวกเขาที่ทำงานแบบนี้มันยากมาก ๆ ที่จะนอนเป็นเวลาแต่จูเนียร์เขาทำได้ สุดท้ายที่ “จูเนียร์” พูดถึง “ภูมิ” ว่าภูมิเป๊ะเรื่องทรงผม เขาเซ็ตผมเองเก่งมาก ๆ งานวันก่อนนั่งวินมาจนหัวเปิงแต่ภูมิเขาก็เข้าห้องน้ำไปจัดผมเองได้เลย( Mini Challenge : ส้มตำ ) โจทย์ถัดไปมาจากซิงเกิล ‘ส้มตำ’ ด้วยคำถามที่ว่าเมนูโปรดที่ต้องสั่งเวลาไปร้านส้มตำ “ภูมิ” บอกว่าไม่สั่งไม่ได้กับเมนู ‘ปูอ่อง’ ส่วน “ไนซ์และเออร์วิน” ตอบเมนูเดียวกันว่า ‘คอหมูย่าง’ หนุ่มน้อย “แทด” ตอบว่า ‘ตำไข่เค็มใส่พริกหนึ่งเม็ด’ ถัดไปที่ “เจ็ท” ตอบว่า ‘ส้มตำปูปลาร้า’ และสุดท้าย “จูเนียร์” ที่น่าจะกำลังอินจากการไปเที่ยวที่หลวงพระบางด้วยเมนู ‘ตำหลวงพระบาง’( Mini Challenge : MOVE YA BODY ) โจทย์ถัดไปจากซิงเกิล ‘MOVE YA BODY’ ด้วยคำถามว่าถ้ามีพลังไฟได้หนึ่งอย่างหนุ่ม ๆ อยากจะมีพลังอะไร เริ่มที่ “ภูมิ” ที่อยากมีพลังด่าไฟแล่บ จะได้ด่ากลับทัน ต่อไปที่ “ไนซ์” บอกว่าอยากมีพลังวิ่งไฟแล่บเพราะจะได้วิ่งเร็ว ๆ ถ้าตื่นสายอย่างน้อยก็จะได้วิ่งมาทำงานได้ทัน ถัดไปคำตอบของ “เออร์วิน” ก็คืออยากลิ้นติดไฟเพราะจะได้แร็ปรัว ๆ ส่วน “แทด” ก็ตอบว่ามีตาติดไฟเพราะจะได้มองเห็นตอนกลางคืน ส่วน “เจ็ท” บอกว่าอยากมีมือติดไฟ เวลาทำอาหารแล้วหยิบเนื้อดิบจะได้สุกเลย การทำอาหารคงง่ายมากขึ้น และปิดท้ายด้วย “จูเนียร์” ถึงแม้จะตอบยากมากเพราะเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่ก็อยากจะรวยติดไฟ จะได้รวยมาก ๆ รวยเร็ว ๆ( Mini Challenge : Tell Me Now ) สุดท้ายที่ซิงเกิลล่าสุดอย่าง ‘Tell Me Now’ ด้วยคำถามที่ว่าถ้าเจอความรักที่คลุมเครือจะพูดใส่อีกฝ่ายว่าอย่างไร โดยเริ่มที่ “ภูมิ” ก่อนเช่นเดิมว่าถ้าเขาชัดเจนในความสัมพันธ์คุณก็จะสำคัญเสมอ ถัดไปที่ “ไนซ์” ด้วยคำตอบว่าปล่อยเราไปเติบโตเหอะ ต่อไปคำตอบของ “เออร์วิน” ที่เรียกเสียงหัวเราะด้วยคำตอบที่ว่าความรักไม่ใช่เรื่องตลกนะเว้ย ถ้าเธอไม่พร้อมเราไปเอง พร้อมโดนแซวว่าเป็นประโยคที่งอนมาก ถัดไป “แทด” มาด้วยคำตอบสั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ดว่าไม่คุยครับเสียเวลาของผม และต่อมาที่ “เจ็ท” ว่าพร้อมจะชัดเจนเมื่อไหร่ค่อยกลับมาหาเราแล้วกันนะ สุดท้ายที่ “จูเนียร์” สั้น ๆ ว่าไม่รอแล้วนะ( เพลงใหม่และอะไรใหม่ ๆ ของ ATLAS ! ) สำหรับเพลงล่าสุดก็ได้ร่วมงานกับ ‘พี่แจ๊ป (JAP The Richman Toy)’ อีกครั้ง ซิงเกิลก่อน ๆ อย่าง ‘มังคุด และส้มตำ’ ก็ได้ร่วมงานกับพี่แจ๊ปมาก่อนแล้วเช่นกัน ซึ่งเพลงล่าสุด ‘Tell Me Now’ ก็มีความร็อก เรียกแนวเพลงของเพลงนี้ได้ว่า Pop-Rock ได้เลย มีการนำดนตรีสมัยใหม่เข้ามาผสม และเพลงนี้หนุ่ม “เออร์วิน” ได้มีโอกาสเขียนแร็ปด้วย ซึ่งเออร์วินเองก็ดีใจมาก ๆ เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำให้วงอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการแต่งเนื้อหรือทำเพลง ดีใจที่ได้รับโอกาสนี้ แถมเพลงนี้หลาย ๆ คนก็ได้พาร์ทแร็ปกันด้วยทั้ง “จูเนียร์-เจ็ท-แทด-เออร์วิน” ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับ “ATLAS” เพราะปกติแล้วมีเพียง “แทด และ เออร์วิน” และหนุ่ม ๆ ก็พูดเองเลยว่าน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ แบบนี้อีกเรื่อย ๆ เพลงนี้ก็ยังเต้นเยอะเหมือนเดิมตามสไตล์ “ATLAS” เรียกได้ว่าเต้นเดือด ๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็สนุก และสำหรับ Music Video ของซิงเกิลนี้ถึงแม้จะไม่ได้ใส่สูทก็ยังเท่กันเหมือนเดิม และเนื้อเรื่องในนั้นก็ได้เห็นผู้หญิงให้กุญแจ หนุ่ม ๆ “ATLAS” ก็ได้อธิบายว่าเธอให้กุญแจกับทุกคน เพราะความหมายคือสุดท้ายก็ไม่ได้จริงจังกับใครเลย ปิดท้ายด้วยการแซวหมวกที่ “เออร์วิน” ใส่ใน MV ว่าเหมือนสะตอ แต่ “เออร์วิน” บอกว่าถึงจะเหมือนสะตอแต่ในซีนแร็ปก็เท่จัดเลย แปลกดีเลยลองใส่ พี่ ๆ สไตลิสต์ ลองเอามาให้ใส่และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้มจนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ ทางรายการ EFM FANDOM LIVEมีเกมสุดพิเศษมาให้ “ATLAS” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็ม ในชื่อเกมว่า “Tell Me ... กุญแจนี้ ไขหัวใจ !!”ในเกมนี้ “ATLAS” ก็เล่นกันออกมาได้ตลก เรียกเสียงหัวเราะให้แฟน ๆ ยิ้มกว้างกันเลยทีเดียว !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของ 6 หนุ่มได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ATLAS”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ATLAS” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซิงเกิลใหม่ ‘Tell Me Now’ ทาง YouTube : ATLAS และผลงานอื่น ๆ ของหนุ่ม ๆ ด้วยนะคะสามารถเข้าไปรับชมความสนุกสนานของหนุ่ม ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

แดดประเทศไทยยังร้อนแรงไม่เท่า 5 หนุ่มหล่อ PERSES ที่นำความเผ็ช แซ่บ ร้อนแรง มาเติมเต็มสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ทะลุหน้าจอ จนแฟน ๆ หลอมละลายกันไปหมดดด ~

19 พ.ค. 2026

แดดประเทศไทยยังร้อนแรงไม่เท่า 5 หนุ่มหล่อ PERSES ที่นำความเผ็ช แซ่บ ร้อนแรง มาเติมเต็มสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ทะลุหน้าจอ จนแฟน ๆ หลอมละลายกันไปหมดดด ~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 14 พฤษาภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “PERSES” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมณ์ดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... วุ่นนัก! ตกหลุมรักบอยแบนด์ข้างบ้านนามปากกา : หมึกสีพีช ชีวิตสงบสุขของฉันต้องพังไม่เป็นท่า เมื่อบ้านเช่าหลังใหม่ข้างๆ ดันเป็นที่พักชั่วคราวของ 5 หนุ่มวง PERSES! จากที่หวังจะได้พักผ่อนเงียบๆ…แต่ละวันกลับต้องเจอ จั๋ง..พี่ใหญ่สายอบอุ่นแต่ชอบสั่งของผิดบ้าน เน..พี่รองสุขุมที่จริงจังแม้แต่จะเดินเข้าบ้านก็ขอปีนกำแพงเข้าแทน กฤติน..ตัวป่วนประจำแก๊ง ผู้สร้างเรื่องฮาไม่เว้นวัน ที่เชิญให้ฉันไปเป็นกรรมการเวลาทะเลาะกับเน ปาล์ม..หนุ่มขี้อายที่ชอบทำท่าขี้สงสัยตอนเขิน เพราะวิ่งไล่จับแมวที่หนีออกจากบ้าน และ ปลั๊กกี้..น้องเล็กสดใส ผู้มักโผล่มาขอยืมของแปลกๆ แบบไม่ซ้ำวัน! จากเรื่องชุลมุนอย่างส่งพัสดุผิด ปีนกำแพงบ้าน วิ่งไล่จับแมว หลบปาปารัสซี่ ยันปาร์ตี้บาร์บีคิวเกือบไฟไหม้… ฉันจาก “เพื่อนบ้านผู้เอือมระอา” เริ่มกลายเป็น “ผู้ร่วมขบวนความวุ่นวาย” แบบเต็มใจ ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งค้นพบว่า ภายใต้ความป่วนขั้นสุด…ทั้งห้าคนกลับอบอุ่นจนใจสั่น หรือบางที…ความรักอาจไม่ได้มาแบบโรแมนติกเสมอไป แต่มาพร้อมเสียงหัวเราะ ความโกลาหล ของหนุ่มบอยแบนด์สุดป่วนข้างบ้านก็ได้!FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Oh no! I’ve totally fallen for the boy band next door!Pen Name : หมึกสีพีช My serene existence is turned upside down when the new rental house next to mine becomes the temporary home of five members from the band PERSES! What I envisioned as a blissful, quiet retreat quickly morphs into a daily adventure. There's Jung, the eldest with a heart of gold, who somehow keeps receiving all the wrong packages; Nay, the composed and serious second sibling who has a knack for scaling the wall to sneak in; Krittin, the lovable troublemaker who stirs up hilarious situations, leaving me to play referee during his constant spats with Nay; Palm, the bashful one who gets all flustered whenever he chases after his runaway cat; and Pluggy, the cheery youngest who pops by every day to borrow the most outlandish things! From mistaken deliveries and wall-hopping to cat escapades, dodging paparazzi, and a barbecue that nearly turned into an inferno… I’ve gone from being the "frustrated neighbor" to embracing my role as an "active participant in the delightful chaos." As I draw closer to them, I come to realize that beneath all the madness, these five individuals possess a remarkable warmth and comfort. Perhaps… love isn't just about romance; it also thrives in the laughter and pandemonium brought by the quirky boy band next door!FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ภารกิจเฟ้นหา “ผู้ช่วยหัวใจของประเทศ”นามปากกา : natchayaL ภายหลังจากเหตุการณ์วิกฤตสุขภาพใจของชาวโลก จึงเกิดการปลุกพลังของเหล่าผู้มีความสามารถที่จะ “สร้างรอยยิ้ม” ให้กับผู้คนของแต่ละเขตแดนขึ้น ประเทศไทยก็เช่นกัน เพื่อเฟ้นหาว่าใครจะได้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยหัวใจของประเทศ” จึงเกิดการแข่งขันความสามารถพิเศษในการสร้างรอยยิ้มไม่จำกัดรูปแบบการแสดง ขอเพียงแค่สามารถทำให้ผู้คนยิ้มได้มากที่สุด จะได้รับตำแหน่งไป การแข่งขันกินเวลาไม่นาน ผู้มีความสามารถพิเศษจึงถูกคัดเลือกจนเหลือเพียง 5 คนสุดท้าย จาก 5 เขตแดน คือ “จั๋ง-การแสดงอันทรงเสน่ห์และรอยยิ้มกระชากใจ” “เน-ความเท่ในการแร็ปและแววตามุ่งมั่นตั้งใจ” “กฤติน-เสียงร้องอันทรงพลังสะกดใจผู้คน” “ปาล์ม-ไลน์เต้นอันทรงเสน่ห์ยากที่จะละสายตา“ “ปลั๊กกี้-ความพลิ้วไหวในการแสดงดึงดูดสายตาคนนับล้าน” ผู้มีความสามารถทั้ง 5 จะต้องหาวิธีมัดใจและสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุดเพื่อชัยชนะในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร พวกเขาแต่ละคนก็ได้รับจำนวนรอยยิ้มไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้ง 5 คนจึงตัดสินใจรวมกลุ่มกันในนาม “PERSES” เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้คน และพวกเขาก็ได้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยหัวใจของประเทศ” ไปในที่สุดFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The quest to uncover 'the champion of the nation's heartbeat.'Pen Name : natchayaL In the wake of a worldwide mental health crisis, something special began to unfold: exceptionally talented individuals who had the unique gift of "bringing smiles" to others were given a chance to shine. Thailand joined in on this uplifting movement by launching a talent competition to discover the "Nation's Heart's Assistant." Performers of all kinds were welcome, as the goal was simply to find the one who could light up the most faces with joy. As the competition progressed, five remarkable finalists emerged from different corners of the nation: there was "Jung," with a captivating act and a smile that could melt hearts; "Nay," showcasing impressive rapping skills paired with an unwavering gaze; "Krittin," blessed with a voice that could enchant anyone; "Palm," whose dance moves were simply mesmerizing; and "Pluggy," whose performance skills flowed effortlessly, captivating millions. These five gifted individuals embarked on a quest to win hearts and spread smiles, yet none managed to reach their smile-count targets. Rather than let this setback dim their spirits, they banded together and formed a group known as "PERSES," dedicated to sharing joy and happiness. In the end, their collective efforts were recognized, and they were honored as the "Nation's Heart's Assistant."FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ทุกเรื่องทุกราว ทำเฒ่าทุกสิ่งนามปากกา : ifmfwereasunfl_ (อ่านเป็นตัวอักษรไปเลย) ช่องวิทยุ EFM94 ได้เปิดตัวรายการ “เป็นจั๋งใด๋มา” โดย จั๋ง ดีเจน้องใหม่ ซึ่งเปิดให้ผู้ฟังโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิตทุกคืนวันศุกร์เวลาสี่ทุ่มตรง สายแรกของรายการจากคุณปาล์มโทรมาสะอึกสะอึ้นว่า “แมวผมไม่รักผมเลย มันรักแต่รูมเมทผมเพราะเขาเมินมันตลอด ถ้าผมเมินมันบ้าง มันจะหันมารักผมไหมครับ” สัปดาห์ต่อมาคุณกี้โทรเข้ามาว่า “ปกติผมหน้าสดอยู่ห้องตลอด แต่วันนี้ผมลองแต่งหน้าดู รูมเมทกลับห้องมาเจอก็ตกใจถามว่าผมเป็นใคร พออธิบายไปเขาก็ไม่เชื่อแล้วไล่ผมออกจากห้อง พี่ชายผมบอกให้ไปแจ้งความ พี่ว่าผมควรทำยังไงดีครับ” ศุกร์ถัดมาคุณกฤตโทรมาเล่าว่า “ผมติดละครจีนแนวตั้งมากจนเผลอพูดกับลูกค้าว่า ‘ตำรานี้ทรงคุณค่ายิ่งนักท่านใต้เท้า’ น้องชายผมบอกว่าขายขี้หน้า แต่ลูกค้าคนนั้นก็ซื้อหนังสือกลับไปทั้งกอง ผมลองทำอีกดีมั้ยครับ” และคืนสุดท้ายของเดือน คุณเนได้โทรเข้ามาว่า “สัปดาห์ก่อนผมซื้อหนังสือเก่ามาเป็นตั้ง พอน้องชายผมรู้ มันเลยขอเอาไปให้แมวลับเล็บสักสองสามเล่ม ผมควรตัดพี่ตัดน้องกับมันไหมครับ” ตลอดหนึ่งเดือนที่ทำรายการมา ดีเจจั๋งทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ แล้วคิดว่า “แต่ละมื้อแต่ละเดย์ คนพวกนี้มันเป็นจั๋งใด๋นักหนาน้อ?”FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Each tale, each experience; embracing all that comes with the passage of time.Pen Name : ifmfwereasunfl_ The EFM94 radio station kicked off a lively new segment called “Pen Jung Dai Ma” (What’s Up?), led by the fresh-faced DJ Jung. Every Friday at 10 PM, listeners have the chance to call in and unload their personal dilemmas. During the debut episode, a tearful caller named Palm bared her heart, saying, “My cat shows no affection for me at all. It adores my roommate instead, just because he’s always ignoring it. If I start ignoring it too, do you think it would finally love me?” The following week, Gy dialed in with a peculiar tale: “I usually go out bare-faced, but today I decided to slap on some makeup. When my roommate returned, he was stunned and asked who I was. Even after I explained, he wouldn’t believe me and booted me out! My brother thinks I should go to the police about it. What’s my next move?” On the subsequent Friday, Krit shared his amusing struggle: “I’m completely hooked on these vertical Chinese dramas, and I accidentally told a customer, ‘This book is truly precious, Your Excellency.’ My younger sibling said it was super embarrassing, but the customer bought the entire pile of books! Should I try it again?” Finally, on the last Friday of the month, Nay called with a rather humorous concern: “I bought a bunch of old books last week, and when my brother learned about it, he wanted to take a few for his cat to scratch. Should I cut him off?” Throughout the month, as DJ Jung listened to these colorful stories unfold, he couldn’t help but ponder, “What kind of characters am I hearing from day after day?”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... "PERSES The Last Signal (สัญญาณสุดท้ายกู้โลกขนานคู่)"นามปากกา : ลูกกวาดสีชมพู ในโลกอนาคตปี 2099 โลกถูกปกครองด้วยระบบ AI ที่ปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ "ดนตรี" กลายเป็นสิ่งต้องห้าม แต่มีตำนานเล่าว่า มีคลื่นสัญญาณวิทยุโบราณที่ส่งผ่านมาความถี่ลับ ซึ่งเป็นพลังงานเดียวที่จะสามารถปลดล็อกระบบนี้ได้ สัญญาณนั้นถูกเรียกว่า "The PERSES Protocol" ชายหนุ่ม 5 คนที่มีชะตาชีวิตต่างกัน ถูกดึงดูดเข้าหากันด้วยเครื่องดนตรีประหลาดที่พวกเขาพบโดยบังเอิญ และพบว่าพวกเขามีรหัสพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับ "เทพแห่งการทำลายล้าง" เพื่อทำลายโลกที่ไร้ความรู้สึก และสร้างโลกใหม่ด้วยเสียงเพลง จั๋งรวบรวมสมาชิกที่หลบหนีการไล่ล่าของรัฐบาลพวกเขาต้องฝึกฝนการใช้ "เครื่องดนตรีต้องห้าม" ร่วมกันเป็นครั้งแรก พวกเขาจัดคอนเสิร์ตลับๆ ขึ้นมาเพื่อปลุกใจผู้คน คลื่นเสียงจากเพลงของพวกเขาทำให้ชิปควบคุมในสมองของคนเมืองเริ่มขัดข้อง รัฐบาลส่งหุ่นยนต์ที่มีหน้าตาและนิสัยเหมือนพวกเขา ออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงและความเชื่อใจของประชาชน ทั้ง 5 คนต้องบุกไปยังหอคอยส่งสัญญาณที่สูงที่สุด เพื่อร้องเพลง "The Last Signal" พร้อมกัน พลังของมิตรภาพและเสียงเพลงจะระเบิดออกมาเป็นคลื่นพลังงานที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลับมามีสีสันอีกครั้งFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... PERSES The Last SignalPen Name : ลูกกวาดสีชมพู In the distant future of 2099, humanity finds itself under the cold grip of an AI that stifles all feelings. The one thing that’s banned? Music. Yet whispers of an ancient radio signal, hidden away on a secret frequency, spark hope—it’s the only force capable of breaking this emotional lockdown. This long-lost frequency is known as "The PERSES Protocol." Fate intertwines the lives of five young men, each destined for something greater, when they stumble upon an unusual musical instrument. They soon uncover a shared genetic lineage tied to the "God of Destruction," whose mission is to dismantle the lifeless society and reshape it through the power of music. With the government hot on their heels, Jung rallies his friends, and together they embark on a journey to master the "forbidden instrument." As secret concerts unfold, their melodies create waves that disrupt the mind-control chips implanted in the city’s residents. In response, the government dispatches robotic duplicates of the five, aiming to ruin their names and sow discord among the people. Undeterred, they plot to break into the towering transmission center to harmonize "The Last Signal." It’s here that the true magic of friendship and music will catalyze a resurgence, flooding the world with vibrant hues once more.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ร้านรับซื้อฝัน : บันทึกของลูกค้าหมายเลขศูนย์นามปากกา : หลานตาจั๋ง ณ ร้านเล็กๆที่สามารถขาย “ความฝัน” ของตัวเอง แลกกับสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิตได้ จั๋ง พี่ใหญ่ของร้าน คนคอยตัดสินว่าความฝันไหนควรรับซื้อ แม้จะชอบเดินสะดุดพรมวันละสิบรอบ แต่เวลาเอาจริงกลับดูน่าเกรงขาม กฤติน พนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์ เน นั่งเงียบๆคอยวิเคราะห์ความฝัน ปาล์ม กำลังซ้อมเต้นอยู่หน้ากระจกหลังร้าน และมี ปลั๊กกี้ “ผู้เห็นความฝัน” เขาเห็นความคิดผู้อื่นต่อให้ไม่พูด ยืนดูอยู่ ประตูเปิดออกมีชายชราเดินเข้ามา “ผมอยากขายความฝันทั้งหมดที่มี” “ทั้งหมด? รู้มั้ยว่าถ้าขายหมด คุณจะไม่เหลือแม้แต่เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่” จั๋งถาม ชายคนนั้นยิ้ม ปลั๊กกี้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พลันหน้าซีด มีบางอย่างไหลเข้ามาในหัวเขาทันที เห็นเด็กผู้ชายห้าคน บ้านไฟไหม้ เสียงร้องไห้ ณ ร้านแห่งนี้ “เดี๋ยวนะ…” ปลั๊กกี้พึมพัม ทุกคนหันมองชายแก่ เขายิ้มขึ้น “ฉันเป็นคนสร้างพวกนายขึ้นมา” กฤตินที่ปกติพูดไม่หยุดถึงกับเงียบ “หมายความว่าไง” ปาล์มถามเสียงแข็ง ชายแก่ถอนหายใจ ก่อนมองทั้งห้าคนด้วยสายตาประหลาด “เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ฉันเสียลูกชายทั้งห้าคนในกองเพลิง ฉันทนไม่ได้…เลยเอาความฝันทั้งหมดของตัวเองมาแลกกับการให้พวกเขากลับมา..”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Dream Shop: The Chronicles of Customer Number ZeroPen Name : หลานตาจั๋ง In a quaint little shop where folks can trade their "dreams" for their deepest desires, Jung, the oldest in the store, holds the power to choose which dreams are worthy of purchase. Even though he stumbles on the carpet at least ten times a day, there's a fierce intensity about him when it matters. Krittin, who works the counter, and Nay sit in quiet contemplation, sifting through the dreams. Meanwhile, Palm practices her dance moves in front of the mirror at the back, and Pluggy, known as the "dream seer," stands nearby, able to perceive the unspoken thoughts of others. Suddenly, the door creaks open, and an elderly man enters. "I wish to sell all my dreams," he declares. Jung raises an eyebrow, questioning, "All of them? Don't you realize that if you part with them all, you might lose your reason for living?" The man responds with a soft smile. Pluggy, watching closely, suddenly pales, visions flashing through his mind: five boys, a raging fire, tears—scenes unfolding right there in the shop. "Wait..." he whispers, and everyone's gaze pivots to the old man. With a serene smile, he reveals, "I created you all." Krittin, usually chatty, falls silent as Palm asks, her voice sharp with curiosity, "What do you mean?" The old man takes a breath, his gaze shifting to the five with an expression that blends nostalgia and sorrow. "Over twenty years ago, I lost all five of my sons in a blaze. I couldn't endure the grief... so I sacrificed all my own dreams in hopes of bringing them back."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “PERSES”ที่จะมาแจกความตลก เท่ และความเผ็ดแซ่บตามสไตล์หนุ่ม ๆ PERSES ( ทรงผมสุดไวรัลของปาล์ม ) ในตอนนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ กับทรงผมใหม่ของ “ปาล์ม” หมาบ๊อกแบ๊กของพี่สาวพีซเซสหลาย ๆ คน เป็นที่พูดถึงกันมากมายในโลกออนไลน์หลังจากที่ปาล์มตัดผมตัวเองในไลฟ์ และยังมีพีซเซสเทียบรูปปาล์มกับรูปหมาผมบ๊อบ เรียกได้ว่าเรียกคะแนนความน่าเอ็นดูไปได้เต็ม ๆ อีกทั้ง “จั๋ง” ยังแซวว่าทรงผมของปาล์มตอนนี้เหมือนหลานตัวเองอีกด้วย( เป้าหมายที่ PERSES อยากทำให้ได้ ! ) เป้าหมายต่อไปของหนุ่ม ๆ “PERSES” คือทำอัลบั้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตให้ดีที่สุด ได้จัดคอนเสิร์ต และโชว์ที่ต่างประเทศ ให้หลาย ๆ คนได้รู้จักพวกเขามากขึ้น แต่เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดตอนนี้ คือการจัดโชว์ที่งาน GOTCHA POP 4 CONCERT( PERSES กับ “GOTCHA POP 4 CONCERT” ) สำหรับงาน GOTCHA POP 4 CONCERT ได้เริ่มซ้อมกันแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนคุยเรื่องลิสต์เพลง และโชว์ที่จะขึ้นแสดง โดยวงที่ “PERSES” ถ้ามีโอกาสก็อยากจะ Dance Battle ด้วยก็คือ FAVIQ FELIZZ และ JASP.ER อีกทั้งหนุ่ม ๆ ยังอยากเห็นวงอื่น ๆ Collab กันอีกด้วย และหนีไม่พ้นกับ “เสาหลักสะโพกของ T-POP” อย่างหนุ่มน้อย “ปลั๊กกี้” อยากจะประชันฝีมือการเต้นและสะโพกกับสาวสวย “พรีม วง FELIZZ”( เพลงใหม่ที่เผ็ชแส่บจนไฟลุก ) ซิงเกิลใหม่ล่าสุด ‘TURN ME ON feat. TOBII’ ใน MV ก็เรียกเสียงฮือฮาจากพีซเซสไปมากมายจากเสียงฝีเท้าสุดร้อนแรงสำหรับท่อน Break Dance และเพลงนี้ก็ได้ “OZEEOOS” มาเขียนเนื้อเพลงให้ “จั๋ง” เผยว่า เขาเป็นหนึ่งคนที่เลือก เพราะติดตามมาตั้งแต่ THE REPPER และยังมีผลงานแต่งเนื้อเพลงชื่อดังอย่าง Hit Me Up อีก สำหรับเพลงนี้ท่อนร้องแบ่งกันค่อนข้างดี และท่าเต้นเพลงนี้มาพร้อมกรูฟสนุก ๆ ที่ชวนให้ขยับตามจังหวะ นอกจากนี้ยังได้ “TOBII” มา Featuring ด้วยกันเพิ่มความอินเตอร์ด้วยเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งทิศทางดนตรีใหม่ของ "PERSES" เลยทีเดียว และยังมีน้อง ๆ ในค่ายอย่าง "VIIS" รวมถึงน้องใหม่อย่างวง "FAVIQ" และ "CHERIS" ที่มาร่วมโชว์สเต็ปกันจนไฟลุกและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “PERSES” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “TURN ME ON , GAME ON!!”ในเกมนี้หนุ่ม ๆ ก็เล่นกันออกมาได้หลากหลาย 5 MOOD 5 STYLE สุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของห้าหนุ่มได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “PERSES”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “PERSES” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซิงเกิลใหม่ล่าสุด ‘TURN ME ON feat. TOBII’ ทาง YouTube : gnest_official และอย่าลืมไปเจอหนุ่ม ๆ ที่งาน GOTCHA POP 4 CONCERT ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

วิวาห์ปลอม ๆ ในวันนั้น... สู่ความรู้สึกจริงที่ชัดเจนขึ้นทุกวันนี้ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แอปเปิ้ล - มิ้ม ที่มาสร้างโมเมนต์สุดหวาน ราวกับยกงานแต่งงานมาไว้ที่สตู! พร้อมมีแฟน ๆ เป็นสักขีพยานรัก

13 พ.ค. 2026

วิวาห์ปลอม ๆ ในวันนั้น... สู่ความรู้สึกจริงที่ชัดเจนขึ้นทุกวันนี้ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แอปเปิ้ล - มิ้ม ที่มาสร้างโมเมนต์สุดหวาน ราวกับยกงานแต่งงานมาไว้ที่สตู! พร้อมมีแฟน ๆ เป็นสักขีพยานรัก

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 7 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แอปเปิ้ล - มิ้ม” ที่จะมาส่งมอบความน่ารัก น่าเลิฟให้แฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปด้วยความสุข ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ สนุกสนาน “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... บ้านเช่าหมายเลข 9นามปากกา : Khunfar~~ “เทียร์” สถาปนิกสาววัย 30 ผู้ยึดถือเหตุผลและหลักการย้ายจากคอนโดเพื่อหาที่สงบทำงาน ได้พบ “บ้านเลขที่ 9” บ้านเช่าที่ดีและราคาถูกผิดปกติ และเธอคือผู้เช่าคนที่ 9 ไม่นานก็เกิดเรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติ แต่เทียร์ยังคงอธิบายทุกอย่างด้วยวิทยาศาสตร์ จนคืนหนึ่งเธอเกือบประสบอุบัติเหตุ แต่มีมือเย็นเฉียบของใครบางคนช่วยไว้ เช้าวันต่อมาเธอได้พบ “พราว”วิญญาณหญิงที่ติดอยู่ในบ้านเป็นเหตุผลที่ผู้เช่าก่อนหน้าหนีไปทั้งหมด เทียร์พยายามไล่เธอออกทุกทางจนหลวงตาเอ่ยปาก “เขาไม่ได้มีจิตอาฆาต เขาแค่ติดอยู่ที่นี่เพราะบ่วงบางอย่างอยู่ร่วมกันไปเถอะ” และยังได้รู้ว่าพราวเป็นคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ เทียร์จึงต้องยอมพร้อมตั้งกฎการอยู่ร่วมกันแต่การอยู่ร่วมกันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะพราว “จำไม่ได้ว่าตัวเองตายได้ยังไง” และยังไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ เทียร์คนที่เชื่อว่าทุกอย่างต้องมีคำตอบจึงเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ จากผู้เช่ากับวิญญาณ กลายเป็นคู่ร่วมทางที่ต้องตามหาความจริงในอดีต เพื่อไขปริศนาการตายของพราวและหาทางปลดปล่อยเธอ บางทีสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดไม่ใช่แบบแปลนแต่คือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่าง “คนเป็น” กับ “คนที่ควรจากไป”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... House for rent number 9Pen Name : Khunfar~~ Tier, a 30-year-old architect with a strong sense of reason and firm principles, decides to leave her bustling condo in search of a more peaceful workspace. Her journey leads her to "House Number 9," a surprisingly charming and affordable rental, where she becomes the ninth tenant. However, this tranquil abode quickly reveals its secrets as eerie, supernatural happenings unfold. Tier, ever the rational thinker, attempts to rationalize these oddities through scientific explanations. One fateful evening, she's nearly involved in a life-threatening incident, only to be saved by an icy grasp. The following day, she encounters Praw, the spirit of a woman ensnared within the house—just the reason why all the previous occupants have fled. Determined to rid herself of this ghostly presence, Tier's efforts are thwarted by a monk who gently asserts, "She's not here to cause harm; she's simply bound by some karmic ties. You must learn to coexist." Soon, Tier discovers that Praw was the one who rescued her, compelling her to establish rules for their shared existence. Yet, their intertwined fates go beyond mere cohabitation: Praw struggles with the mystery of her own death, unable to find peace or be reborn. As Tier, who has always believed in finding answers, grapples with the unexplainable, their relationship evolves from that of tenant and spirit to that of unlikely companions. Together, they embark on a quest to unravel the tangled threads of Praw's past, uncovering the truth behind her demise and seeking a path to her liberation. Ultimately, they come to realize that perhaps the most intricate designs aren’t found in blueprints, but in the deepening emotions shared between the living and those who linger in the shadows of the past.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... เพลงเดิมกับเราที่ไม่เหมือนเดิมนามปากกา : พระจันทร์ยิ้ม :) บางเพลงไม่ได้มีไว้ฟังให้จบ แต่มันมีไว้เพื่อพาเรากลับไปหาใครบางคน “ปุณ” เคยเชื่อว่ากาลเวลา จะพาใครบางคนเลือนหายไปจากชีวิตได้รวมถึง “เนย” คนที่เคยยืนอยู่ข้างกันในวันที่ธรรมดากลับมีความหมาย ความทรงจำของพวกเขาผูกอยู่กับคอนเสิร์ตหนึ่ง ท่ามกลางแสงไฟ เสียงเพลง และฝูงชน มีเพียงมือที่จับกันแน่น และสายตาที่ไม่ต้องการคำอธิบาย แต่สุดท้าย ความสัมพันธ์นั้นก็จบลง ไม่ใช่เพราะหมดรัก แต่จบลงเหมือนหลายๆ ความสัมพันธ์ — เงียบๆ และไม่มีคำอธิบาย เวลาผ่านไป ปุณใช้ชีวิตต่อ คิดว่าตัวเองลืมได้แล้ว จนกระทั่งเพลงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง เพียงท่อนฮุคสั้นๆ ทุกอย่างก็ย้อนกลับมาชัดเจน เหมือนเธอไม่เคยไปไหนจากวันนั้นเลย ปุณถึงได้รู้ว่าเธอไม่เคยลืมเนยได้จริงๆ ไม่ใช่ความคิดถึงที่อยากย้อนกลับไป แต่เป็นความรู้สึกที่อยู่เงียบๆ ในทุกวัน เธอไม่เคยลบเพลงนั้นออกจากเพลย์ลิสต์ ไม่ใช่เพราะลืมไม่ได้ แต่เพราะไม่เคยอยากลบ แม้จะรู้ดีว่าเพลงจะพาเธอกลับไปได้แค่ในความทรงจำ และไม่มีวันพาใครคนนั้นกลับมา แต่เธอก็ยังเลือกฟังมันซ้ำๆ เพราะบางเพลงไม่ได้มีไว้ฟังให้จบ แต่มันมีไว้เพื่อคิดถึงใครบางคน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีวันได้กลับไปหาเขาอีกเลย…FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The song we used to share isn't quite the same tune anymore.Pen Name : พระจันทร์ยิ้ม :) Some songs aren’t just meant to be played to the end; they’re crafted to whisk us away to someone special. Pun once thought that time could wipe some people from our lives, including Noey, a companion from a seemingly ordinary day that held profound significance. Their bond was woven into the melodies of a concert, surrounded by kaleidoscopic lights, vibrant music, and throngs of fellow fans. Only their fingers intertwined, and their eyes spoke volumes without any words. Yet, that chapter closed, not because love had diminished, but as so many relationships do – quietly, without a word. Life moved on for Pun, who believed she had put it all behind her, until that familiar tune echoed once more. Just a brief chorus, and suddenly, memories surged back like a tide, as if no time had passed at all. Pun understood then that Noey had never truly slipped from her heart. It wasn’t a yearning to reclaim the past but rather a subtle presence that lingered with her each day. She never erased that song from her playlist, not due to an inability to forget, but out of a desire to hold on. Even though she knew it could only lead her to moments gone by and would never bring her back to them, she chose to savor it again and again. Because some songs aren’t meant to be played to completion; they serve to keep the memories of someone alive, echoing in our hearts without ever bringing us back to them…FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ลูกสาวกำนันเค้ากลัวอยู่เรื่องเดียวนามปากกา : คนคูลๆเค้าอ้อนยังไงพี่ "ขอเทปพันตอไก่หน่อยครับ" ชายหนุ่มสะกิดจนคนที่นั่งเหม่ออยู่ถึงกับสะดุ้ง แอปเปิ้ล เอ่ยขอโทษที่ไม่ได้ยินเพราะเสียงไก่ดังระงมราวกับพวกมันแข่งกันขันอยู่ข้างหูเธอ เขาหัวเราะหลังรับของแล้วเดินจากไป ชีวิตลูกสาวเจ้าของซุ้มไก่ใครว่าง่าย ทุกวันนี้แอปเปิ้ลใช้ชีวิตเหมือนจ่าฝูงไก่เข้าไปทุกที "ผ้าอาบน้ำไก่ผืนหนึ่งค่ะ" เธอเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่อีกครั้ง หญิงสาวใบหน้าหวานที่พกรอยยิ้มสวยกับตาใสแป๋วคู่นั้นช่างขัดกับมือขวาที่กระเตงอุ้มไก่ตัวโตซะเหลือเกิน "ลูกกำนันบ้านไหนมาซุ้มไก่ได้ทุกวัน" แอปเปิ้ลบ่นอุบ ตั้งแต่อุ้มไก่เป็นยัยคนสวยคนนี้ก็มาที่นี่ทุกวี่วัน "บ้านหนูนี่แหละ ไม่มีกฎข้อไหนห้ามลูกกำนันตีไก่ซะหน่อย" หน้าหวานปากแจ๋ว ฉายานี้มิ้มพิสูจน์แล้วว่าได้มันมาไม่ใช่เพราะโชคช่วย "ระวังกำนันจะตีเข้าสักวัน" "ไม่เคยกลัวหรอกนะจะบอกให้" ยังจะมายักคิ้วหลิ่วตาใส่กันอีก "เคยกลัวอะไรบ้างล่ะเราน่ะ" "ก็มีอยู่อย่างหนึ่งนะ" "อะไร?" นิ้วเล็กชี้ไปที่กลุ่มชายหนุ่มด้านใน "กลัวพวกนั้นมาจีบพี่..." ตาแป๋วที่แอปเปิ้ลชอบมองช้อนขึ้นมาสบกัน เป็นเพราะเมื่อกี้แน่... "จะกลัวทำไม ก็รู้อยู่แก่ใจว่าพี่ชอบหนูอยู่แค่คนเดียว"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The daughter of the village chief harbors just one fear in her heart.Pen name : คนคูลๆเค้าอ้อนยังไงพี่ “Could you grab me some tape for the chicken spurs?” the young guy asked, nudging the girl, who jumped in surprise. Apple apologized for not catching his words over the ruckus of the roosters cawing loudly around her. He chuckled, pocketed the tape, and wandered off. Being the daughter of a chicken coop owner isn’t exactly a walk in the park. Lately, it feels like Apple is stepping into the role of the flock’s leader. “I could really use a chicken bathing towel, please,” she said, glancing back at the new arrival. The girl, with her sweet face, charming smile, and sparkling eyes, created a striking image next to the hefty rooster she clutched in her right hand. “Who does the headman’s daughter think she is, showing up at the coop every single day?” Apple muttered, annoyance creeping into her words. Now that she’s learned how to handle chickens, this pretty girl has been a daily fixture. “My place, obviously. There’s no rule banning the headman’s daughter from wrestling with roosters,” came the cheeky reply, her lovely appearance perfectly matched by her sharp wit—a combo that earned her a reputation that Mim had convinced everyone was no mere coincidence. “Better watch yourself, or the headman might give you a whack someday.” “I’m not scared, you know,” she shot back with a playful wink. “What have you ever feared, then?” “Well, there is one thing,” she said, as her small finger gestured towards a group of young men loitering nearby. “I worry they’ll try and hit on you…” Apple’s big, innocent eyes, which she adored gazing into, met his. It must have been the tension from earlier that sparked this conversation. “Why fret? You know Iอ’m only into you.”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... รอยเท้าสีขาวนำทางรักนามปากกา : DinTsuchi “มิ้ม” เดินวนรอบหมู่บ้านในยามพลบค่ำ ในมือถือแผ่นปลิวประกาศ "ตามหาแมวสีส้ม" ที่หายไปของเธอ สายฝนเริ่มโปรยปรายทำให้กระดาษในมือเริ่มเปียกปอนและเลอะเลือน มิ้มทรุดนั่งลงที่ม้านั่งในสวนสาธารณะที่มืดสลัวด้วยความท้อแท้ ทันใดนั้น มีแมวสีขาวนวลตัวหนึ่งเดินเข้ามาคลอเคลียที่ขาของเธอ มันคาบปลอกคอสีแดงที่คุ้นตามาวางไว้ตรงหน้ามิ้ม ก่อนจะเดินนำเข้าไปในพงหญ้าลึกท้ายหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่ามีบ้านร้างที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป มิ้มเดินตามไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนถึงรั้วไม้เก่าที่ผุพัง แมวสีขาวตัวนั้นกระโดดข้ามรั้วเข้าไป มิ้มปีนตามเข้าไปจนพบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งผิดธรรมชาติ “แอปเปิ้ล” คือหญิงสาวในชุดสีขาวที่ดูราวกับหลุดมาจากอีกยุคสมัย เธอกำลังอุ้มแมวสีส้มของมิ้มไว้ในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน แอปเปิ้ลเงยหน้าขึ้นสบตามิ้ม เธอไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงแค่ส่งแมวคืนให้พร้อมกับยื่นดอกไม้สีขาวสะอาดตาให้หนึ่งดอก มิ้มรับแมวมาแนบอกด้วยความดีใจ แต่เมื่อเธอก้มลงมองดอกไม้ในมือครู่เดียวแล้วเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แอปเปิ้ลและแมวสีขาวตัวนั้นก็หายไปท่ามกลางสายหมอกเสียแล้วทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... White footprints guide love.Pen Name : DinTsuchi As twilight draped the village in shadows, Mim wandered restlessly, clutching a flyer that pleaded for the return of her missing orange feline. Drops of rain began to fall, blurring the ink and dampening her desperate hopes. Exhausted, she sank onto a park bench shrouded in soft light, her heart heavy. Just then, a creamy white cat emerged, weaving around her legs, its familiar red collar glinting in the fading light. It nudged the flyer gently with its nose before darting into the tall grass that fringed the village—where derelict houses loomed, shunned by locals. With a mix of hesitation and curiosity, Mim trailed behind the white cat until they reached a crumbling wooden fence. The agile feline hopped over, and Mim followed, soon discovering a woman sitting in a lavishly blooming garden that seemed to defy the seasons. Clad in white, she appeared as if she had stepped from a distant memory. “Apple,” the woman murmured, cradling Mim’s orange cat tenderly in her arms. With a warm, wordless smile, she returned the beloved pet to Mim and offered her a singular, flawless white flower. Tears of joy sparkled in Mim’s eyes as she clutched her cat, but after a moment’s pause to admire the flower, she looked up again. In an instant, Apple and the white cat dissolved into the mist, leaving only a delicate scent lingering in the air.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... LOVE PACKAGE แพ็กเกจนี้มีรักนามปากกา : tripple.T ในปี 2039 ผู้คนเริ่มหันมาซื้อ “แพ็กเกจชีวิต” เพื่อความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไลฟ์สไตล์ ‘แอปเปิ้ล’ เป็น Life Prototype tester นักรีวิวชื่อดังที่ทดลองใช้แพ็กเกจชีวิตมามากมาย แต่ยิ่งทำ เธอยิ่งรู้สึกว่าชีวิตพวกนั้นถูกสร้างมาเพื่อให้ “ดูดีสำหรับคนอื่น” มากกว่าจะอยู่ได้จริง เธอสะดุดตากับแพ็กเกจของ ‘มิ้ม’ แพ็กชีวิตเรียบง่าย ลดโซเชียลมีเดีย และอยู่กับตัวเองมากขึ้น แม้จะเปิดให้ใช้ฟรี แต่กลับไม่มีใครสนใจ พอแอปเปิ้ลติดต่อไป จึงได้รู้ว่ามิ้มเป็นนักออกแบบชีวิตมือใหม่ เธอมองว่าแพ็กเกจนี้ยังไม่พร้อมลงตลาด แต่ถ้าไม่มีคนทดลอง โครงการก็จะถูกพับทั้งคู่ต้องเจอกันเป็นระยะเพื่อติดตามผล จากคุยงานสั้น ๆ กลายเป็นคุยกันได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว แอปเปิ้ลเริ่มชอบความเงียบสงบมากขึ้น มิ้มก็เริ่มคุ้นกับการมีใครสักคนอยู่ใกล้ ๆ เมื่อครบ 30 วัน แอปเปิ้ลส่งรีวิวขึ้นระบบแบบทุกครั้ง บรรยากาศเงียบลงหลังเสียงแจ้งเตือนว่าอัพโหลดสำเร็จดังขึ้น มิ้มละสายตาจากสมุดบันทึก “…ยังไม่กลับเหรอคะ” แม้จะรู้สึกใจหายแต่ก็ไม่อยากรั้งคนตรงหน้าไว้ แอปเปิ้ลส่ายหน้าแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “แค่อยากลองใช้เวลาด้วยกันดูน่ะค่ะ สนใจไหมคะ”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… LOVE PACKAGEPen Name : tripple.T In the year 2039, a trend emerged where individuals began purchasing “life packages” aimed at achieving rapid personal and lifestyle changes. Among these seekers was Apple, a well-known tester and reviewer of Life Prototypes who had explored countless options. However, the more life packages she sampled, the more she realized they seemed crafted to impress others rather than foster genuine sustainability. Then, she stumbled upon Mim’s offering: a straightforward lifestyle that focused on cutting back on social media and embracing solitude. Surprisingly, despite no cost attached, it garnered little interest. When Apple reached out to Mim, she discovered that Mim was still a fledgling life designer. Mim felt her package wasn’t fully polished for public consumption; yet, she knew that unless someone gave it a shot, the project would be abandoned. They began to meet regularly to track the package’s development. What initially started as brief work sessions organically blossomed into deeper conversations. Apple found herself cherishing the tranquility, while Mim became more comfortable with having someone in her space. After a month, Apple uploaded her review as she typically would. The room settled into a hush as the upload notification chimed. Mim glanced up from her notes. “…Aren’t you heading home soon?” A flicker of sadness crossed her, but she didn’t want to pressure Apple. However, Apple simply shook her head and offered a faint smile. “I thought we could enjoy a little more time together. What do you say?”เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “แอปเปิ้ล - มิ้ม”ที่จะมาสร้างช่วงเวลาสุดพิเศษด้วยเคมีสุดหวานนน จนแฟน ๆ ต้องหลงรักกก~( Ammirey สุดน่ารักของ APM ) ทั้งคู่เผยว่า เหล่าแฟนคลับ หรือ Ammirey ของพวกเธอนั้นน่ารักและเรียบร้อยมาก ๆ อย่างวันนี้ที่ทั้งคู่ได้มาออกรายการ EFM FANDOM LIVE เหล่าแฟน ๆ ที่รออยู่ด้านหน้าตึกก็ได้นั่งเข้าแถวรอเจอกับทั้งคู่กันแบบมีระเบียบสุด ๆ “แอปเปิ้ล” ยังเผยอีกว่า ขนาด “มิ้ม” ที่ปกติแล้วเป็นคน Introvert ยังต้องปรับตัวเพื่อที่จะไม่ให้เวลารวมพล หรือมีงานที่ต้องพบเจอกับแฟน ๆ จะไม่เงียบเกินไป เป็นด้อมที่น่ารักจริง ๆ( หวนนึกถึงตัวเองในอดีต.. ) “แอปเปิ้ล” เผยว่า เวลาที่ตนเห็นมิ้มนั้นจะนึกย้อนไปเหมือนเห็นตัวเองในอดีต ตอนที่เข้าวงการใหม่ ๆ พร้อมเล่าว่า ช่วงที่เข้าวงการใหม่ ๆ ทำการบ้านหนักมากในการแสดงเรื่องแรก แต่รู้สึกว่าต่อให้ทำยังไงก็ทำออกมาได้ไม่ดี แม้มีโอกาสแก้ตัวกี่รอบก็ยังไม่สามารถทำออกมาได้ดีเท่าที่ควร ทำให้โดนผู้กำกับและผู้ใหญ่ดุบ่อยมาก ๆ ตอนนี้ที่ได้อยู่กับ “มิ้ม” จึงอยากเป็นคนคอยสอน คอยชี้แนะเส้นทางต่าง ๆ ในวงการให้กับอีกฝ่าย อยากเป็นคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ คอยซัพพอร์ตอีกฝ่าย เหมือนอย่างที่ในอดีตตนนั้นอยากได้คน ๆ นั้นมาคอยอยู่ข้าง ๆ เป็นเซฟโซนนั่นเอง พร้อมยังบอกอีกว่า ตนนั้นอยากให้ “มิ้ม” ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านที่ชอบ โดยเฉพาะด้านแฟชั่นที่อีกฝ่ายหลงใหล และให้ความสนใจมาก ๆ เพราะก่อนจะมาแสดงละครก็เคยเป็นนางแบบมาก่อนด้วย ครบทุกด้านจริง ๆ เจ้าหนูคนนี้~ อีกทั้งยังเล่าเสริมอีกว่า ทุกวันนี้ “มิ้ม” ยังช่วยตนเยอะมากในเรื่องโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น การเลือกรูปให้เอาไปโพสต์ลง คุมโทนโพสต์ในไอจีต่าง ๆ จากที่ปกติตนนั้นเป็นคนที่ถ่ายอะไรก็ลงแบบนั้นเลย พอมีอีกฝ่ายมาช่วยคุมเรื่องนี้ก็ช่วยยกระดับให้ดูเป็นคนมีเทสมากขึ้น เสริมส่งกันแบบลงตัวสุด ๆ สำหรับคู่นี้( จะเป็นคนข้าง ๆ ให้เธอเสมอ ) “มิ้ม” เล่าว่า นอกจากเรื่องงานแล้ว “แอปเปิ้ล” ยังเป็นคนที่คอยซัพพอร์ต และดูแลตนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการไปรับไปส่งอยู่เสมอ หรือแม้แต่เวลาที่ “มิ้ม” อยากจะกินอะไร “แอปเปิ้ล” ก็จะตามใจและพร้อมไปด้วยเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ “แอปเปิ้ล” จะไม่ถูกปากก็ตาม( เธอคนโปรด ตัวอย่าง..ที่น่านับถือ ) “มิ้ม” เผยว่า ตนนั้นเคารพและนับถือ “แอปเปิ้ล” มาก ๆ เพราะตนนั้นมีอีกฝ่ายเป็น แรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต และทำงานเลี้ยงดูครอบครัว พร้อมยังนับถืออีกฝ่ายเรื่องของความกตัญญูต่อแม่มาก ๆ โดยตนนั้นรู้สึกว่าอยากจะทำตามอีกฝ่ายให้ได้ จนไปถึงวันที่แม่ไม่ต้องทำงาน หรือลุกขึ้นมาหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง เพียงแค่อยู่บ้าน และใช้ชีวิตให้สุขสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายใด ๆ( สัญญาณที่บ่งบอกว่าชีวิตเปลี่ยนไป..?! ) “มิ้ม” เผยว่า ตอนที่ตนนั้นเป็นนางแบบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงอะไร แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัดเลย ในปัจจุบันไม่ว่าตนจะชอบหรือสนใจอะไร ก็จะมีเหล่าแฟน ๆ คอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ แล้วก็รู้สึกว่าการที่ได้มาเป็นนักแสดงนั้นสอนให้ตนนั้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จึงทำให้ตนรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปอีก ในด้าน “แอปเปิ้ล” เผยว่า ตั้งแต่ซีรีส์ออนแอร์ไปคนจะเรียกว่า “พี่ดิน” แทนการเรียกชื่อจริงซะอีก และเวลาเจอกับแฟน ๆ นอกเวลางาน ก็จะเจอปฏิกิริยาแปลก ๆ เหมือนอยากจะเข้ามทักแต่ก็กล้า ๆ กลัว ๆ นอกจากนี้ยังมียอด Follow ที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก ๆ อีกด้วย( ความดราม่าสุดท้าทาย ) “มิ้ม” เผยว่า ในตอนแรกที่ถูกจับเข้าไปถ่ายในกองคือชีวิตจริงดราม่ากว่าในซีน เพราะตนนั้นแอบเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำบ่อย ๆ เนื่องจากเพราะไม่สามารถแสดงออกมาได้ดีเท่าที่ควร แต่ในส่วนของซีนดราม่าในบทบาทที่ได้รับนั้น ตนรู้สึกว่านักแสดงร่วมคนอื่นช่วยส่งอินเนอร์ได้ดีมาก และผู้กำกับก็ช่วยบิ้วอารมณ์ได้ดีมากเช่นกัน จนทำให้มีฟีลในการเล่นซีนในบทดราม่านั้นได้ง่ายขึ้นมาก ๆ( First impression เหมือนรักแรกพบ! ) “แอปเปิ้ล” เผยว่า จุดเริ่มต้นคือตนนั้นเป็นคนนำเสนอ “มิ้ม” ให้ทางผู้ใหญ่ไปคัดเลือกต่อ อีกทั้ง “มิ้ม” ยังเป็นคนแรกที่ตนนั้นเลือกและส่งไป และยังโชคดีมาก ๆ ที่ “มิ้ม” ก็ตอบรับกลับมา โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เจอกันในครั้งแรกว่า วันนั้นตนได้ไปช่วยเพื่อนแคสนักแสดงงานหนึ่ง แล้วได้ไปแคส “มิ้ม” และก็จำได้อีกฝ่ายได้มาโดยตลอด พร้อมเผยถึงพัฒนาการของอีกฝ่ายว่า จากตอนแรก ๆ ที่เป็นคนเงียบ ๆ นิ่ง ๆ ไม่ค่อยมีเอเนอจี้ ในกองถ่ายก็จะได้เห็นภาพที่กระโดด ดึ๋ง ๆ โยนลูกบอลเสียงดัง เป็นการโปรเจกต์เสียง และเพื่อให้ร่างกายแอคทีฟ ให้มีเอเนอจี้ที่เยอะมากขึ้นอีกด้วย “มิ้ม” เสริมว่า ก่อนเข้ากองถ่าย ตนจะโดนจับไปวิ่งตลอด เพราะวันที่ไปวิ่งจะทำให้ตนนั้นดีดขึ้น แต่หลัง ๆ จะหาทางลัดก็คือจะไม่กินข้าว เพราะรู้ว่าหากตนกินข้าวแล้วจะง่วงนอนมาก ๆ เนื่องจากปกติตนนั้นเป็นคนที่นอนกลางวันตลอด( How to เข้าหาเธอ..ยัยคนสวย ) “แอปเปิ้ล” เล่าว่า มีเวลาแค่เพียง 2 วันเท่านั้น ที่จะเข้าไปตีสนิทกับอีกฝ่าย ตนจึงได้เลือกการเล่นไพ่เผือก เพื่อที่จะเป็นสะพานในการพูดคุยกันได้แบบลึกซึ้ง และสนิทสนมกันมากขึ้น ด้านของ “มิ้ม” เล่าอีกว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เคยเจอกับอีกฝ่ายในตอนที่ตนนั้นไปแคสงาน วันนั้นมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ดูเข้าถึงได้ง่าย จนมาเจอกันอีกทีวันเซ็นสัญญา ก็ได้พูดคุยและมองเห็นอีกฝ่ายมากขึ้น พร้อมยังบอกอีกว่าในวันที่เล่นไพ่เผือกด้วยกันนั้นคือคุยกันตรง ๆ เลย ว่าถ้าเธอพร้อมเปิดใจ ชั้นก็พร้อมเปิดใจเช่นกัน( หนูอยากเห็นพี่เป็นผู้กำกับ! ) “มิ้ม” เผยว่า เร็ว ๆ นี้ “แอปเปิ้ล” ได้มีโอกาสได้เป็นผู้กำกับซีรีส์ และในอนาคตตนก็อยากเห็นภาพอีกฝ่ายในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เช่นกัน วันนั้นอีกฝ่ายคงจะเท่มาก ๆ น่าภูมิใจไม่น้อยเลยน้าาา โดย “แอปเปิ้ล” ก็ได้เผยว่า ย้อนกลับไปตอนที่ตนนั้นได้เข้าไปใน North Star Entertainment ในฐานะผู้กำกับ และกำลังจะได้กำกับซีรีส์เรื่องหนึ่ง แต่จู่ ๆ กลับมีเหตุที่ทำให้ต้องไปร่วมโปรเจกต์กระทันหัน “แอปเปิ้ล” จึงต้องไปตามหาคู่ตัวเองด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้ายก็ได้ “มิ้ม” คนที่ยังติดอยู่ในความทรงจำเสมอมานั่นเอง( สิ่งที่คิดถึง..หลังซีรีส์จบ ) “แอปเปิ้ล” เผยว่า ตนนั้นอยากเห็นพัฒนาการของตัวละครหลังจากที่ทั้งสองตัวละครอยู่ด้วยกันจริง ๆ เพราะก่อนจะจบเรื่อง บทของตัวละครจะพลิกจากติ๋ม ๆ เป็นเสือแซ่บขึ้น เลยอยากเห็นพัฒนาการว่าจะเป็นยังไงต่อไป ในด้านของ “มิ้ม” ก็คิดเห็นตรงกันว่าอยากเห็นพัฒนาการของตัวละครเช่นกัน พร้อมเผยว่า จริง ๆ ในนิยายทั้งคู่จะมีลูก ชื่อ “เดย์ซี่” จึงอยากรู้ว่าในชีวิตจริงเขาพร้อมจะมีลูกกันหรือยัง แล้วก็อยากเห็นว่าพอเขามีความสุขกันตลอดเวลาเขาจะใช้ชีวิตกันยังไง เพราะกว่าจะมารักกันเหมือนจุดนี้ได้ ก็ผ่านปัญหาและอุปสรรคมามากมายเหมือนกัน พร้อมฝากให้ Ammirey ทุกคนติดตามผลงานต่อ ๆ ไปของทั้งคู่ ทั้งงาน Fan meeting ที่ใกล้เข้ามา และงานอื่น ๆ เช่นกัน ฝากแฟน ๆ ติดตามด้วยน้าาาและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แอปเปิ้ล - มิ้ม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “APM Wedding วิวาห์รัก นิรันดร”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน แฮปปี้ พร้อมสร้างรอยยิ้ม พาแฟน ๆ โดนตกกันแบบจัดเต็ม!สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แอปเปิ้ล - มิ้ม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แอปเปิ้ล - มิ้ม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่นำความน่ารักของทั้งคู่มาทำให้เหล่าทีมงาน และแฟน ๆ ได้อมยิ้มไปตาม ๆ กัน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “The Earth วิวาห์ปฐพี” สามารถติดตามรับชมซีรีส์ย้อนหลังออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT ได้ทางแอปพลิเคชัน iQIYI และเว็บไซต์เท่านั้น!!สามารถเข้าไปรับชมเติมความฟินไปกับความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เขาว่ากันว่า คนเรามักจะจดจำกลิ่นของคนที่เรารักได้เสมอ ค่ำคืนแสนพิเศษ เพิร์ล – พีค นำความน่ารักสุดละมุนมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE ให้หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นหวานของความรัก หอมฟุ้งทะลุหน้าจอ จนไม่มีวันลืม~

06 พ.ค. 2026

เขาว่ากันว่า คนเรามักจะจดจำกลิ่นของคนที่เรารักได้เสมอ ค่ำคืนแสนพิเศษ เพิร์ล – พีค นำความน่ารักสุดละมุนมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE ให้หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นหวานของความรัก หอมฟุ้งทะลุหน้าจอ จนไม่มีวันลืม~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 30 เมษายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เพิร์ล - พีค” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... “ร้านซ่อมความฝัน” l The Dream Menderyนามปากกา : บิจุยส์ ในตรอกเล็กที่คนแทบไม่เดินผ่าน มีร้านเก่าๆ เปิดอยู่ มีป้ายเขียนไว้ว่า "ร้านซ่อมความฝัน" เด็กชายชื่อ "พีค" เดินเข้ามาช้าๆ เขาถือกล่องกระดาษยับๆ ไว้แน่น... ผมพยายามแล้ว แต่มันไม่สำเร็จเลยครับ เขาพูดเบาๆ หรือบางทีผมอาจไม่เก่งพอจะทำให้ความฝันนี้เป็นจริง... เจ้าของร้าน "เพิร์ล" ไม่ตอบทันที เขารับกล่องมาวางบนโต๊ะ แล้วค่อยๆ เปิดออก ในนั้นไม่ใช่ความพังทลาย แต่เป็นเศษความทรงจำของความฝันที่ประกอบไปด้วย "พีคตอนเริ่มเป็นนักแสดงครั้งแรก ร้องเพลงครั้งแรก วันที่เคยถูกชมครั้งแรก" ชายเจ้าของร้านเงยหน้ามอง "พีค" แล้วพูดเบาๆ ว่า "ความฝันไม่ได้พังหรอก มันแค่เหนื่อยจนหยุดพัก" เขาปิดกล่องแล้วส่งคืน "ฉันซ่อมมันไม่ได้หรอก แต่ฉันช่วยให้มันจำได้ว่า ...มันเคยเริ่มจากอะไร ลองพามันกลับไปเดินอีกครั้งสิ ไม่ต้องวิ่ง แค่ก้าวแรกก็พอ..." พีคก้มมองกล่องกระดาษที่ถือไว้ในมือ... เขาเงียบไปชั่วครู่ "มันยังรู้สึกหนักเหมือนเดิม แต่ใจเขากลับเบาลง" เขาเดินออกจากร้าน ตรอกยังเงียบเหมือนเดิม แต่แสงแดดดูอุ่นขึ้นเล็กน้อย และเป็นครั้งแรกที่เขาคิดได้ว่า... บางทีผมอาจยังไม่ได้ล้มเหลว แค่ผมกำลังพักหายใจอยู่เท่านั้นเองFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Dream MenderyPen Name : บิจุยส์ In a quaint, nearly forgotten alley, a peculiar little shop announced its presence with a sign that read "Dream Repair Shop." A young boy named Peak approached with cautious steps, tightly gripping a worn and crumpled cardboard box. "I tried, but it didn't work," he murmured to himself. "Maybe I just wasn’t meant to turn this dream into reality..." The shopkeeper, Pearl, paused before responding. He carefully took the box from Peak, setting it down on the table before gently peeling it open. Instead of remnants of failure, he revealed scattered bits of cherished memories tied to a dream: "Peak’s early days of acting, the sweet notes of his first song, the moment he felt the warmth of praise for the very first time." Pearl met Peak’s gaze with a kind expression and said softly, "Your dream isn’t shattered. It’s merely weary and in need of rest." He closed the box with care and handed it back. "I can’t fix it, but I can help it remember where it all began. Just take it out for a little stroll again—not a sprint, just that first step..." Peak stared at the box cradled in his hands, lost in thought for a moment. "It’s still heavy, but somehow, my heart feels a bit lighter," he admitted. With newfound resolve, he stepped out of the shop. The alley held its peace, yet the sunlight felt a touch warmer. And for the first time, he began to understand... perhaps he hadn’t truly failed at all. He was merely catching his breath.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... “ ภาษาดอกไม้ของเรา ”นามปากกา : School_1997 เพิร์ล ให้ดอกไม้ผมทุกวันตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน มันไม่เคยอธิบาย แค่ยื่นให้ แล้วก็ยิ้มเหมือนไม่มีอะไร ผมเลยลองเอาไปค้นความหมายเอง เดซี่ — ความบริสุทธิ์ใจ ลาเวนเดอร์ — คิดถึง กุหลาบชมพู — ชื่นชม ทิวลิป — ความสุข พอเรียงตามวันที่ได้ มันเหมือนประโยคสั้นๆ ที่ค่อยๆ ต่อกัน แต่ผมไม่เคยถามมันตรงๆ เพราะกลัวคำตอบจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป วันหนึ่งผมเผลอถามขึ้นมา “มึงเคยให้ดอกไม้ใครแบบนี้ไหม” เพิร์ลชะงักไปนิดเดียว “เคย” “แล้วเขารู้ไหม” มันส่ายหัว “ไม่น่ารู้” หลังจากนั้น ดอกไม้ที่มันให้ผมเริ่มแปลกขึ้น บางดอกผมหาความหมายไม่เจอเหมือนมันตั้งใจไม่ให้ผม “แปล” ได้ง่ายๆ จนวันหนึ่งผมไปถึงร้าน แล้วเห็นช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่สุดเท่าที่มันเคยทำ “ของใคร” ผมถาม เพิร์ลเงยหน้ามามอง “ของคนที่น่าจะเข้าใจแล้ว” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน “มั่นใจขนาดนั้นเลย” มันไม่ตอบ ตั้งแต่วันนั้นมันยังให้ดอกไม้ผมทุกวัน ผมก็ยังรับ เราไม่เคยพูดคำว่าชอบ มันก็ไม่เคยพูดคำว่ารัก แต่ทุกครั้งที่มันยื่นดอกไม้ให้ แล้วผมยื่นคืนให้ในวันถัดไป เรารู้กันดีว่าภาษานี้ไม่ต้องมีใครแปลอีกแล้วFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... “ Our enchanting tongue”Pen Name : School_1997 Since the very first day we crossed paths, Pearl has brought me flowers each and every day. There were no explanations offered—just his warm smile as he handed them over, as if the act itself said it all. So, I began to unravel their meanings on my own: Daisy for purity, Lavender for longing, Pink rose for admiration, Tulip for happiness. When I laid them out chronologically, it created a poetic narrative, like short phrases weaving together. Yet, I hesitated to ask hI'm directly about it, fearing the answer might shift everything between us. One day, the thought slipped out of my mouth: “Have you ever given flowers like this to anyone else?” Pearl paused, considering the question. “Yes.” “Did they understand?” He shook his head slowly. “Probably not.” After that moment, the flowers he gifted became more enigmatic. Some had meanings that eluded me, as if he wanted to keep me guessing on purpose. Then, one day, I wandered into the shop and found the grandest bouquet he’d ever made. “Who’s it for?” I inquired. Pearl glanced at me. “For someone who likely already gets it.” I chuckled awkwardly. “Is that your secret confidence?” He remained silent, a playful grin in his eyes. From then on, the flowers kept arriving daily, and I continued to accept them. We’ve never uttered “I like you” nor has he confessed “I love you,” but every time he hands me a bouquet and I return the gesture the following day, we both understand that our silent language no longer needs to be deciphered.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Invisible You รัก…ไร้ตัวตนนามปากกา : จ่าเอ็นเสด ฝนตกพรำในคืนที่คดีเริ่มต้น “เพิร์ล” ตำรวจหนุ่มไฟแรง ถูกส่งมาสืบอุบัติเหตุของดาราชื่อดัง “พีค” ที่นอนโคม่าไร้สติในโรงพยาบาล ทุกอย่างดูเหมือนอุบัติเหตุธรรมดา… จนกระทั่งเขาเห็นใครบางคนยืนอยู่ข้างเตียง “คุณมองเห็นผมเหรอ?” เสียงนั้นถามเบา ๆ เพิร์ลชะงัก เขามองชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนพีคไม่มีผิด ต่างกันเพียงร่างกายโปร่งใส “คุณเป็นวิญญาณ?” พีคพยักหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “ผมออกจากร่างตัวเอง แล้วกลับเข้าไปไม่ได้” จากวันนั้นเพิร์ลกลายเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับพีคได้ ทั้งคู่ร่วมกันสืบหาความจริง ยิ่งค้นลึกเท่าไร เพิร์ลยิ่งพบว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นการพยายามฆ่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความริษยาของวงการบันเทิง ระหว่างการสืบ ความใกล้ชิดค่อย ๆ ก่อตัว พีคที่เคยโดดเดี่ยวเริ่มยิ้มได้อีกครั้ง ส่วนเพิร์ลที่เคยปิดกั้นหัวใจ กลับรู้สึกผูกพันกับคนที่ไม่มีตัวตน “ถ้าผมกลับเข้าร่างไม่ได้…คุณจะยังอยู่กับผมไหม” พีคถาม เพิร์ลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ผมจะหาทางพาคุณกลับมาให้ได้” เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาคำตอบของคดี แต่คือชีวิตคนสำคัญของเขาFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Invisible YouPen Name : จ่าเอ็นเสด On a rainy night, a new chapter unfolded. Pearl, a bright-eyed and determined police officer, was tasked with unraveling a puzzling incident involving the renowned celebrity, Peak, who lay motionless in a coma at the hospital. At first glance, it appeared to be a routine accident… until a figure appeared beside the celebrity’s bed. “Can you see me?” a gentle voice inquired. Pearl froze in place, his gaze locking onto a man whose features mirrored those of Peak except for his ethereal, translucent form. “Are you a spirit?” Pearl asked, bewildered. Peak nodded, confusion dancing in his eyes. “I’ve left my body, and I can’t find my way back.” From that moment on, Pearl became the sole person able to converse with Peak. Together, they embarked on a quest for the truth, and as they dug deeper, Pearl unearthed a chilling revelation: it was no simple mishap, but a calculated murder cloaked in the envy of the entertainment world. Throughout their investigation, an unexpected bond blossomed. Once isolated, Peak started to smile again, while Pearl, who had guarded his heart, felt an irresistible pull toward someone who was, quite literally, a shadow. “If I can’t return to my body… will you stay by my side?” Peak asked, vulnerability lacing his voice. Pearl paused, the weight of the moment heavy in the air, before he replied softly, “I will find a way to bring you back.” This time, it was about more than solving a case; it was about saving someone who had unexpectedly become essential to his life.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... กลิ่นโปรดของผมคือเธอ : My Favorite Scent is Youนามปากกา : หนูน้อยหมวกแดง ท่ามกลางโลกที่อำนาจตัดสินด้วยสายเลือดและฟีโรโมน อคิน เดชโภคินอนันท์ (เพิร์ล ศัจกร) คืออัลฟ่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ร่างกายที่เหมือนประติมากรรมชั้นเลิศและทรัพย์สินมหาศาลทำให้เขาถูกนิยามว่า “สมบูรณ์แบบ” เขาใช้กลิ่นฟีโรโมนที่ดุดันข่มขวัญผู้คนเพื่อสร้างกำแพงล่องหน แต่เบื้องหลังหน้ากากอันแข็งแกร่งนั้นกลับซ่อนความลับที่อาจทำลายชีวิตเขาได้ นั่นคือ “ภาวะแพ้ฟีโรโมนโอเมก้า” อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นจุดอ่อนร้ายแรงในการชิงเก้าอี้ผู้บริหาร อคินต้องยืนหยัดอยู่บนคมดาบของความสมบูรณ์แบบ เพราะในสงครามสายเลือดที่เหล่าญาติพี่น้องต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน เส้นทางที่ต้องปกปิดนำเขามาพบกับ ปราณ เวชพิสิฐพงศ์ (พีค ภีมพล) คุณหมอผู้รับช่วงต่อดูแลสุขภาพประจำตระกูลต่อจากคุณพ่อ ในสายตาคนนอก ปราณ คือ “เบต้า” ผู้เรียบเฉยและไร้กลิ่นอาย แต่อันที่จริงเขาคือ “โอเมก้าบกพร่อง” ที่ซ่อนตัวตนอยู่ใต้รูปลักษณ์ของคนธรรมดา ทว่าทันทีที่สบตา กฎเกณฑ์ทุกอย่างที่ทั้งคู่เคยยึดถือกลับพังทลาย กลิ่นที่ควรจะทำให้อคินเจียนตาย กลับกลายเป็นแรงดึงดูดที่โหยหาอย่างบ้าคลั่ง ส่วนร่างกายที่เคยด้านชาของปราณก็กลับสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... My Favorite Scent is YouPen Name : หนูน้อยหมวกแดง In a realm where lineage and pheromones dictate power, Akin Dejphokinanan (Pearl Satjakorn) reigns supreme as an Alpha, perched at the pinnacle of a savage hierarchy. His chiseled physique and vast fortune paint him as the epitome of perfection, a figure others both fear and admire. Armed with his powerful pheromones, he casts an intimidating aura that creates an unapproachable barrier around him. Yet, beneath this formidable facade lies a perilous secret: a debilitating allergy to Omega pheromones, a significant flaw in the ruthless competition for high-ranking roles. Akin finds himself teetering on the knife’s edge of flawlessness, navigating a treacherous battlefield where even family members wear deceptive masks. This path of hidden truths leads him to Pran Wechpisitpong (Peak Peemapol), a physician who inherited the family medical practice from his father. To the untrained eye, Pran appears to be a serene and scentless Beta, but beneath his unassuming surface lurks the reality of a "deficient Omega," concealing his true self in plain sight. However, when their gazes collide, all previously established rules shatter. The aroma that should have sent Akin spiraling into madness instead ignites an all-consuming, obsessive attraction. The part of Pran that had long been numb begins to quiver with a newfound life.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... จดหมายแถวกลางนามปากกา : wiedbutromanceโรงหนังเก่าชื่อ Before Dawn Cinema ตั้งอยู่ท้ายสุดของถนนที่ผู้คนเลิกเดินผ่านไปนานแล้ว ป้ายไฟสีส้มหน้าร้านกระพริบติด ๆ ดับ ๆ ราวกับกำลังพยายามหายใจเป็นห้วงสุดท้ายของชีวิต “พบ” เติบโตมากับกลิ่นฝุ่นของเบาะผ้าสีแดง เสียงเครื่องฉายครืดคราดเก่ากรุ และความเงียบที่ครอบครัวทิ้งไว้ เขาเฝ้าโรงหนังแห่งนี้ราวกับเฝ้าความทรงจำที่ไม่ยอมเสื่อมสลาย แล้ว “ฟา” ก็ปรากฏตัวขึ้น ชายแปลกหน้าที่มาซื้อตั๋วรอบสุดท้ายทุกคืน นั่งที่เดิม แถวเดิม กับหนังเรื่องเดิม ราวกับไม่ได้มาดูหนัง หากกำลังรอคอยบางสิ่ง คืนก่อนวันปิดกิจการ พบเดินเข้าไปนั่งข้างเขาในความมืดสลัวของโรงหนัง บนจอภาพ พระเอกกำลังพูดถึงการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด ฟาวางซองจดหมายเก่าไว้บนเบาะข้างตัว ก่อนลุกขึ้นเดินจากไป ท่ามกลางแสงสลัวจากจอหนังที่ยังไม่ดับสนิทดี เมื่อพบหยิบมันขึ้นมา ชื่อบนหน้าซองเลือนจางจนแทบอ่านไม่ออก เหลือเพียงความรู้สึกประหลาดคล้ายเคยสูญเสียบางอย่างไป ณ ที่แห่งนี้ ด้านนอกฝนเริ่มตก ส่วนด้านในยังคงปล่อยให้หนังเรื่องเดิมฉายต่อไป ราวกับบางความทรงจำไม่เคยจบลงจริง ๆ มันเพียงรอให้ใครสักคนกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง เท่านั้นเองFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Letter from the heart of the ensemblePen Name : wiedbutromance The aging Before Dawn Cinema lingered at the end of a forgotten street, its orange neon sign flickering like a heartbeat fading away. For "Phop," the cinema was intertwined with the musty aroma of the worn red seats, the rhythmic creaks of the ancient projector, and the hushed echoes of his family’s absence. He stood sentinel over the theater, clinging to its enduring essence. Then came "Fa," an enigmatic figure who purchased a ticket for the final showing every night, consistently occupying the same seat in the same row. He didn’t seem there to enjoy the film; rather, he appeared to be waiting for something elusive. On the eve of the cinema's closing, Phop settled beside him in the dim glow of the screen. As their shared story unfolded, the film's lead character spoke of an eternal wait. Fa left an old envelope on the seat next to him as he stood to leave, melting into the shadows. In the fading light, Phop picked it up, only to find the name scribbled on it barely legible, evoking a poignant sense of loss—a feeling that something had slipped through time. Outside, rain began to patter softly, while within the theater, the same film continued to play on, as if some memories were destined to linger on, patiently waiting for someone to return and occupy that same seat once more.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เพิร์ล - พีค”ที่จะมามอบกลิ่นหอมของความรัก จนกลายเป็น The best ความหอม ให้แฟน ๆ จดจำไปตลอดกาลลล~( First Fanmeet “PearlPeak” ) “พีค” เผยว่า งานแฟนมีตในครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นงานแฟนมีตครั้งแรกของทั้งคู่ จึงทำให้ฝึกซ้อมกันค่อนข้างหนัก และใช้ระยะเวลาซ้อมค่อนข้างเยอะ ซึ่งผลประกอบการที่ลงแรงเหนื่อยกันก็ได้รับผลตอบรับที่ดีแบบสุด ๆ บรรยากาศงานมีหลากหลายความรู้สึก ทั้งตื่นเต้น และสนุก เรียกได้ว่าครบรสจริง ๆ ทางด้านของ “เพิร์ล” เผยว่า ซีนที่ประทับใจ และจำจนถึงทุกวันนี้ คือซีนที่ร้องเพลง “ครั้งหนึ่งตลอดไป” ด้วยกันกับแฟน ๆ และตอนร้องเพลงก็ได้ลงไปพบปะแฟน ๆ ร้องเพลงด้วยกันแบบใกล้ชิด เป็นโมนเมนต์ที่น่ารักใจฟูสุด ๆ !( FLOWER BOY World Premiere ) “พีค” เผยถึงความรู้สึกในงานว่า ตนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะลุ้นว่าอยากให้แฟน ๆ ชื่นชอบในผลงานการแสดงของตน อีกทั้งรู้สึกตื่นเต้น เพราะงานนี้เป็นอีกครั้งที่ได้มานั่งดูซีรีส์พร้อมกับแฟน ๆ “เพิร์ล” เสริมว่า ตนนั้นก็ตื่นเต้นเช่นกัน เพราะอยากดูผลงานการแสดงของตัวเอง ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน แล้วแฟน ๆ จะชอบหรือเปล่า และแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่จะได้นั่งดูซีรีส์กับแฟน ๆ แต่ก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ตามเคย( จุดเริ่มต้นแห่งความรัก ) งานนี้เหล่าดีเจก็ได้มอบโจทย์ให้ทั้งสองได้เลือกหนึ่งซีนใน EP.1 มาแสดงให้แฟน ๆ ได้ดูแบบสด ๆ เรียล ๆ หน้าไลฟ์กันเลย ซึ่งทั้งสองก็ได้เลือกซีนที่ทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรก และสามารถแสดงออกมาได้น่ารักฮีลใจแฟน ๆ สุด ๆ( Mini Mission “หลงกลิ่น..” ) รายการได้มีมินิเกมสนุก ๆ มาให้ “เพิร์ล - พีค” ได้เล่นกัน นั่นคือต้องให้ทั้งคู่ตอบคำถามในโจทย์ที่ได้รับไปเริ่มที่ข้อแรก “ กลิ่นที่ Favorite ที่สุด คือกลิ่นที่ฮีลใจเราที่สุด? ” โดย “พีค” ก็ได้เลือกเป็น กลิ่นฝน พร้อมให้เหตุผลว่าเป็นกลิ่นที่มีความชื้น ๆ ดิน ๆ เวลาดมแล้วรู้สึกสบายใจ และสงบ ด้านของ “เพิร์ล” ก็เลือกกลิ่นที่ทำให้ฮีลใจของตนนั้นคือ กลิ่นต้นไม้ พร้อมเผยว่า เวลาไปต่างจังหวัดที่มีต้นไม้เยอะ ๆ แล้วได้กลิ่นต้นไม้ที่มันชื้น ๆ กลิ่นนั้นจะทำตนรู้สึกสบายใจมากข้อสอง “ กลิ่นอะไรที่ทำให้นึกถึงอีกฝ่าย? ” ในข้อนี้ “เพิร์ล” ก็ได้ตอบว่า กลิ่นที่สื่อถึง “พีค” สำหรับตนนั้นคือกลิ่น เด็กอ่อน ๆ เหมือนกลิ่นแป้งเด็กสะอาด ๆ ในด้านของ “พีค” ก็ได้เลือก กลิ่นหนัง เป็นกลิ่นที่ดมแล้วนึกถึงอีกฝ่าย พร้อมให้เหตุผลว่า กลิ่นหนัง มันจะมีความวินเทจ ๆ ดิบ ๆ หน่อย เป็นการอธิบายกลิ่นที่เห็นภาพแบบสุด ๆ !ข้อสุดท้าย “ถ้ามีน้ำหอมที่เป็นกลิ่นของอีกฝ่ายจะตั้งชื่อว่าอะไร? ” ข้อนี้ “เพิร์ล” ได้ชิงตอบก่อนเลยว่า จะตั้งชื่อว่า “Baby Peak” เพราะกลิ่นของพีคเป็นเหมือนกลิ่น เด็กอ่อน ก็เลยได้ชื่อนี้ไปในที่สุด ทางด้านของ “พีค” เผยว่า ด้วยความที่ กลิ่นหนัง มีความดิบ ๆ และวินเทจ จึงได้ตั้งชื่อน้ำหอมว่า “Pearly” เพราะอยากให้มีความคอนทราสต์ โดยคนอาจจะได้ยินแล้วรู้สึกว่ามันน่าจะออกนุ่ม ๆ หวาน ๆ แต่พอเปิดออกมาใช้แล้วดันมีกลิ่นแบบดิบ ๆ วินเทจแทน จะได้เป็นที่จดจำที่ดีและเป็นเอกลักษณ์ของกลิ่นนี้( นิยามกลิ่น.. ซีรีส์ ) ทั้งคู่เผยว่า ช่วงแรกของซีรีส์นั้นจะเป็นกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ แบบดอกที่ยังไม่ได้ผลิบานเต็มที่ต่อมาในช่วงกลางเรื่องจะมีเป็นกลิ่นชื้น ๆ กลิ่นดิน กลิ่นฝนเสริมเข้ามาและในช่วงท้ายซีรีส์ จากกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ก็จะกลายเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ผลิบานอย่างเต็มที่ แต่งานนี้ “พีค” ก็ได้พูดเสริมว่า หรือดอกไม้ดอกนั้นอาจจะเฉาตายไปเลยก็ได้ ไม่แน่ว่าจะมีคนแอบหลุดสปอยหรือป่าวน้าาา อีกทั้ง ทั้งคู่ยังบอกอีกว่าในซีรีส์เรื่องนี้จะมีรสชาติความโรแมนติกมากกว่าดราม่าอีกด้วย อยากให้แฟน ๆ ได้รอติดตามชมตอนถัด ๆ ไปกันน้าา( Location ถ่ายทำแบบจึ้งเกิน! ) ถ้าพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่างาน Production และ Location ที่ถ่ายทำนั้นสวยจึ้งมากจริง ๆ โดยหลัก ๆ นั้นจะเป็นฉากที่ถ่ายทำอยู่ในป่า ทั้งคู่เลยบอกว่าทุกความสวยงาของธรรมชาติที่ทุกคนเห็นนั้นล้วนเป็นของจริงทั้งหมด ทำเอาเหล่าดีเจช็อกอึ้งไปตาม ๆ กันนน และ “เพิร์ล” ก็ได้พูดเสริมว่า ในตอนแรกที่ได้รับบทนี้ตนนั้นภูมิใจมาก ๆ เพราะคิดว่าได้ถ่าย Location ที่บริษัท เปิดแอร์เย็น ๆ สบาย ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นเหมือนที่คิด เมื่อต้องมารู้ว่ามีฉากที่ต้องมาแสดงแบบล้มลุกคลุกคลานอยู่ในป่า ซึ่งเหนื่อย และร่างกายเลอะเทอะกว่าบทของ “พีค” ซะอีกและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เพิร์ล - พีค” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อ “Flower Love ดอกไม้นี้ให้แทนใจ”ในเกมนี้ “เพิร์ล-พีค” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน Youtube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เพิร์ล - พีค”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เพิร์ล - พีค” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “Flower Boy หลงกลิ่นเกสร” สามารถติดตามรับชมซีรีส์ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่องวัน 31 และรับชมเวอร์ชั่น Uncut ได้ทางแอปพลิเคชัน OneD ที่เดียวเท่านั้น!สามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

EVENTS

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2026

31 พ.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2026

มัธยมไม่ง่าย… แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว !!“พุธทอล์ค พุธทัวร์” พร้อมยกสตูสู่เสตจ ไปหาน้อง ๆ ถึงโรงเรียน!กับ 3 ดีเจไอดอล ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพร้อมพลังบวก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะเปิดสเปซความปลอดภัยของวัยมัธยม ที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องในใจแบบไม่ตัดสินไม่ว่าจะเรื่องเรียน เพื่อน ความรัก ครอบครัว หรือความกดดันที่เก็บไว้คนเดียวครั้งนี้… เราพร้อมนั่งฟังไปด้วยกัน12 มิถุนายน 2569โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา19 มิถุนายน 2569โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ26 มิถุนายน 2569โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์แล้วเจอกันนะวัยมัธยม#พุธทอล์คพุธทัวร์ #EFM94

อังคารคลุมโปง Horror Story

19 มี.ค. 2026

อังคารคลุมโปง Horror Story

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมส่งเรื่องหลอน เรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยถูกเล่า เผยแพร่ หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อนและไม่เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก AI Generator ทุกโปรแกรมเพื่อค้นหาเรื่องเล่าคุณภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทยระดับ Box Office ปรัชญา ปิ่นแก้วกติกา การร่วมประกวดอังคารคลุมโปง Horror Storyรูปแบบและรางวัลการประกวดคัดเลือก 2 เรื่องหลอนที่โดนใจคณะกรรมการเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมรับเงินรางวัล เรื่องละ 50,000 บาทวิธีการส่งผลงานถ่ายคลิปหรือโพสต์คลิปเล่าเรื่องหลอนลง TIKTOK ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอติดแฮชแท็ก #อังคารคลุมโปงHorrorStoryความยาวคลิปไม่เกิน 10 นาทีการส่งผลงานเข้าประกวด สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 เรื่องเท่านั้น**การพิจารณาผลงานยึดจากพล็อตเรื่องเป็นหลัก ยอดวิวหรือยอดการเข้าชม ไม่มีผลต่อการตัดสินของคณะกรรมการ**เกณฑ์การพิจารณา– เรื่องใหม่ ไม่เคยเผยแพร่หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อน– พล็อตเรื่องน่ากลัว มีจุดพีคหรือจุดหักมุมที่ชัดเจน– สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “จากเรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่า…”ระยะเวลารับสมัครเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569เงื่อนไขการส่งผลงานเข้าประกวด

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

15 ต.ค. 2025

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

‘นะโมเฟส’งานนี้มีถึง 9 โซนด้วยกันมางานเดียว ทั้งมู ทั้งกิน รวมร้านเด็ดร้านดัง ครบจบทุกด้านโซน 1 เติมแต้มบุญรับพลังดีๆตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยกิจกรรม ลอดท้องช้าง รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำพระพุทธมนต์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหมและจาก 381 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำบุญเสริมมงคลชีวิตร่วมกับมูลนิธิต่างๆโซน 2 นะโมมิชชั่นขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศจากวัดดังทั่วไทย ไหว้ครบจบ มางานเดียวขอพรได้ครบทุกด้าน การงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ รวมไว้แล้วครบทุกศาสตร์การมูสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯหลวงพ่อโสธร จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทราแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม จากวัดสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพฯท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามช้างเอราวัณ จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการไอ้ไข่ จากวัดเขากรวด จ.ราชบุรีพระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิเนศ จ.เชียงใหม่เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา จากคําชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานีโซน 3 นะโม StageTalk ลึกทุกศาสตร์ จากกูรูเสริมมงคลที่จะมาช่วยบอกทริคดวงดี ไหว้ที่ไหน ไหว้ยังไง ไหว้แบบไหนชีวิตถึงจะปัง!17 ต.ค. 68 : 11.30 – 12.30 น. Talk จาก อ.เอ้ ศศิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเสริมดวงด้วยหินนำโชค 18 ต.ค. 68 : 14.30 – 15.30 น. Talk จาก อ.เป็นหนึ่ง เทรนด์ฮวงจุ้ย 2026 จัดบ้าน,โต๊ะทำงาน,สีมงคล 19 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก อ.คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1 ของไทย20 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก หมอไก่ พาทินี พยากรณ์ดวงรายวันหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและ 14.30 -15.30 น. ซินแสไช้ พลังฮวงจุ้ยแห่งฟ้าดินโซน 4 มาเช็กดวง-สิดูดวงครบทุกแขนงจากหลายสำนัก ทั้งไทย-เทศ สายไหนก็มี หมอดู นักพยากรณ์คิวทอง มารวมที่นี่ อาทิ ซินแสไช้ / หมอแอ้ เดอะเมจิกแมน / อ. เก่ง พลิกดวงชะตา เป็นต้นโซน 5 เจ้าสำนักซัพพอร์ตร่วมสนุกกับบูธจากผู้สนับสนุนใจดี ลุ้นรวยไม่รู้ตัว ตะลุยเก็บแต้มบุญจากบูธผู้สนับสนุนให้ครบ รับสิทธิ์ ตักไข่ลุ้นดวง ลุ้นรางวัลอีกมากมาย ถ้าดวงดี ดวงเฮง อาจได้รับโชคใหญ่กลับบ้านแบบไม่รู้ตัวโซน 6 Super มูเก็ทอัพเลเวลความปัง ช้อปสินค้าเสริมมงคล ตั้งแต่เครื่องราง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ARTTOY ของตกแต่งบ้าน ต้นไม้เสริมมงคล อาทิ คุ้มนะหน้าทอง (น้ำหอมสายมู) – ดีเจมะตูม / UZI COSMETIC - (ลิปสติกสายมู) - ขวัญ อุษามณี / อวตาร ไทยแลนด์ / TWINSTUDIO (อาจารย์เอก ARTTOY) เป็นต้นโซน 7 กินได้ กินดีรวมร้านดัง ร้านเด็ดข้างวัดดัง ร้านดารา คัดมาแล้วว่า อร่อยชัวร์ร้านเด็ดข้างวัด“กุยช่ายเจ๊มล” เจ้าดังวัดศาลเจ้าเซียนแปะกุยช่ายนึ่ง แป้งบางๆ ไส้แน่นๆ น้ำจิ้มเด็ด ร้านนี้คิวยาวมากกกก“เจ๊นี เผือกหิมะ” ร้านเด็ดใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือเผือกหิมะ กรอบนอก นุ่มใน ตำนานเผือกหิมะขายมานานหลาย 10 ปี“หมูปิ้งเฮียอ้วน” วัดแขก สีลม - หมูปิ้งโบราณ นุ่มฉ่ำ ตำนานกว่า 35 ปี“ฮ่องกงซิง่วนฮะ” วัดมังกร เยาวราช - ขนมเปี๊ยะแป้งบาง สูตรฮ่องกงกว่า 40 ปีร้านเด็ด ร้านดังอาทิ ขาหมูบ้านไร่ - ขาหมูกระแสแรง คิวยาวที่สุด / เจ๊นก กระท้อนซิ่ง - อร่อยถึงเครื่อง ถึงใจ / เต้าหู้ดํา ราชบุรี - เต้าหู้ดำโพธาราม ซ้อสุ - เต้าหู้นุ่มละมุนเจ้าดังราชบุรี / หมูทอดฅนเมือง บรรทัดทอง / ข้าวหลามจิ๋วสูตรบางคนที / เจริญไทยสุกี้ 江龍泰 / / ขนมฟินฟิน (ขนมเปี๊ยะไส้ช็อกโกแลต) / Ricco ลาซานญ่า / นายเกาะข้าวเกรียบเห็ดหอม / แซ่บตำ ยำนัว / ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม / พั๊ฟสติ๊กคุณต๋อย (PUFF STICK KHUN TOY)เอกอร่อย พริกแกงใต้ เป็นต้นร้านดาราอาทิ ตูมสนิท (หมูฝอย หมูสวรรค์) – ดีเจมะตูม เตชินท์ / ทอยต้มตุ๋น - ทอย ปฐมพงศ์ /ก็ปลาดิคร้าบ (ลูกชิ้นปลาซอสทะเลเดือด) - ตั๊ก บริบูรณ์ / ส้มตำแม่น้อย - แม่น้อยโพธิ์งาม / OVER PROOF CRISPY DONUT (โดนัทสไตล์ไต้หวัน) - ว่าน ธนกฤต / น้ำพริกปุยแสบปาก - ปุยฝ้าย AF / Nina by Monster หมี่คลุก - ฮาน่า หนิง ปณิตา / JOY SIRILAK’s HEAVEN (ขนม เครื่องดื่ม) - จอย ศิริลักษณ์ / KITCHEN’s NOTT ครัวนี้มีแต่ของอร่อย (ก๋วยเตี๋ยว ฮังเล เนื้อ-หมู) - น็อต วรฤทธิ์ / แพทพาเพลิน (น้ำพริกนรก) - แพท พาวเวอร์แพท / WhiBe ไวบี (ขนมปังสุขภาพ) - แอมป์ พีรวัศ / เปรี้ยวซ่าปลาระเบิด (ลูกชิ้นปลาระเบิด) – เปรี้ยว AF / FOX LA LEMON (น้ำเลมอน) – พิมพรรณ เป็นต้นโซน 8 สะเดาะเคราะห์สะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์ ลอยโศก ผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา แบบใจฟู อาทิ ใส่บาตรพระประจำวันเกิด / ทำบุญโลงศพ / ทำบุญโถ่ชีวิต โค - กระบือ / บริจาคดวงตา-ร่างกาย จาก สภากาชาดไทย เป็นต้นโซน 9 แต้มบุญลุ้นโชคเติมแต้มบุญลุ้นโชคได้ถึง 2 ชั้น เพียงรับใบสะสมแต้มบุญได้ที่บูธ ATIME และ THAIRATHลุ้นโชคชั้น 1 ลุ้นรับของรางวัลเครื่องรางและของขลังเสริมมงคล และลุ้นโชคชั้น 2 ลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริป “คชาภาพาไปมู To ไต้หวัน” จำนวน 2 ที่นั่งของรายการคชาภาพาไปมู พร้อมกับ มดดำ คชาภา , อ.คฑา ชินบัญชร , ดีเจบุ๊คโกะธนัชพันธ์และใบตอง รัชตวรรณ (เดินทางวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2568)และพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง16 ต.ค. 68 : 13.30 น. - ก้านตอง ทุ่งเงิน และ 17.30 น. - กัน นภัทร17 ต.ค 68 : 17.00 น. - กานต์ ทศน18 ต.ค.68 : 17.00 น. - ไอซ์ ศรัณยู19 ต.ค. 68 : 17.00 น. - จ๊ะ นงผณีมาเจอกัน “นะโมเฟส” งานบุญที่สนุกที่สุดแห่งปีวันที่ 16 - 19 ตุลาคม 2568ที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา

23 ม.ค. 2026

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา ที่จะเปลี่ยนจะทุกก้าว..ให้มีพาวเวอร์" เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่สวนสาธารณะบึงหนองบอนกระทบไหล่กับเหล่าเซเลป 4 ขา ชื่อดัง และไฮไลท์กิจกรรมความสนุกมากมายอาทิ Hero talk Woof on Stage ทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 / Pawground สนามหมาวัดใจ / Playground สนามนุด โชว์พลัง และ Photo WOOF! บูธถ่ายภาพนุดกับน้อนโดยช่างภาพงานเดียวที่ สายฟิตต้องมา สายหมาต้องโดน!” วิ่งกันเพลินๆ แต่พลังใจล้นสนามกับ 3 ระยะทาง ได้แก่MAHRATHON ระยะทาง 2 กม. สำหรับ นุด และ น้องหมา ราคา 750 บาท [คน และ สุนัข 1 ตัว]FUN RUN ระยะทาง 5 กม. ฟีลวิ่งชิลล์ วิวดี หมาน่ารัก ราคา 650 บาทMINI MARATHON ระยะทาง 10 กม. สำหรับสายวิ่งตัวจริง ราคา 750 บาทเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมนี้ ทาง www.runlah.com/th/pwm2025สมัครแล้วรับเลย! Race Kit สุดน่ารัก ประกอบด้วย:เสื้อวิ่งลายสุดพิเศษ, BIB, เหรียญรางวัลสำหรับทั้งนักวิ่งและน้องหมา และผ้าพันคอสุดน่ารักสำหรับน้อนๆโปรโมชั่น พิเศษ* 100 คนแรก ที่ซื้อบัตรวิ่ง MAHRATHON 2 KM.รับสิทธิ์ Clay Painting Workshop เพ้นท์ลายแผ่นดินเหนียวรูปน้องหมาแมวภายในวันงาน* 1,000 คนแรก ที่ซื้อบัตรทุกระยะทางรับฟรีถุงเท้า Collection พิเศษลายสุดโฮ่ง!นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำหรับนุด และ น้อนหมา ให้ร่วมสนุกอีกมากมายDog Pawground สนามหมาเล่น ประลองสกิลสุดท้าทายพลังข้อขาPlayground สนามนุดเล่น วัดพลังความแข็งแกร่งของนักวิ่งPhoto WOOF! โซนถ่ายรูปครอบครัว โดยช่างภาพมืออาชีพTalk on Stage : Hero Talk Woof on Stageทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 เจาะลึกถึงที่มา ส่งต่อแรงบันดาลใจ โชว์ความสามารถพิเศษ พูดคุยเรื่องการฝึกสุนัข ติวเข้มก่อนออก Start ฝึกเข้าสังคม และฝึกเข้าสายจูง ฯลฯโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์จรมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation)#PawerMahrathon #ATIME #EFM94

EFM ON TOUR 2025 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

21 ส.ค. 2025

EFM ON TOUR 2025 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

EFM ON TOUR 2025ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัยรุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยกไปด้วยกันแบบสุดพลังเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ EFM94 ขนทัพศิลปินสุดฮอตและดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน12 กันยายน — มหาวิทยาลัยศิลปากร (สนามจันทร์)LIPTA + jaeiPARADOXD GERRARD + ICEACE13 กันยายน — มหาวิทยาลัยสยามRetrospectgetsunovaD GERRARD + KJ19 กันยายน — มหาวิทยาลัยรังสิตPROXIEPERSESWhal Dolph#EFMONTour2025 #EFM94

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2025

30 พ.ค. 2025

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2025

มัธยมไม่ง่าย แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว!EFM94 ขออาสาเป็นที่พักใจให้น้อง ๆ กับกิจกรรม“พุธทอล์ค พุธทัวร์” กิจกรรมที่พี่ ๆ ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพกทั้งพลังบวก รอยยิ้ม และพื้นที่ปลอดภัย มาให้น้อง ๆ ถึงที่!เจอกันตามวัน-เวลานี้เลย: 13 มิ.ย. – รร.วัดเขมาภิรตาราม 20 มิ.ย. – รร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 27 มิ.ย. – รร.เบญจมราชานุสรณ์ไม่ว่าคุณจะมีเรื่องอะไรในใจ...เราพร้อมนั่งฟังแบบไม่ตัดสิน พร้อมกับดีเจ EFM ที่จะขนของรางวัลจากผู้สนับสนุนมาแจกกันเพียบตลอดทั้งงาน เตรียมตัวให้พร้อม นะน้องๆ#พุธทอล์คพุธโทร#EFMSTATION #EFM94#ATIME

EFM Fandom Live

EFM FANDOM LIVE 11 มิถุนายน 69 - Latte Kim

11 มิ.ย. 2026

EFM FANDOM LIVE 11 มิถุนายน 69 - Latte Kim

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 28 พฤษภาคม 69 - Oom Bam

28 พ.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 28 พฤษภาคม 69 - Oom Bam

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 21 พฤษภาคม 69 - ATLAS

21 พ.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 21 พฤษภาคม 69 - ATLAS

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 14 พฤษภาคม 69 - PERSES

14 พ.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 14 พฤษภาคม 69 - PERSES

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 7 พฤษภาคม 69 - Apple Mim

08 พ.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 7 พฤษภาคม 69 - Apple Mim

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

แฉข่าวเช้า

แฉข่าวเช้า 12 มิถุนายน 2569

12 มิ.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 12 มิถุนายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 11 มิถุนายน 2569

11 มิ.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 11 มิถุนายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 10 มิถุนายน 2569

10 มิ.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 10 มิถุนายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 9 มิถุนายน 2569

09 มิ.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 9 มิถุนายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 8 มิถุนายน 2569

08 มิ.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 8 มิถุนายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 5 มิถุนายน 2569

05 มิ.ย. 2026

แฉข่าวเช้า 5 มิถุนายน 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

ใต้โต๊ะทำงาน

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]

29 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]

22 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]

15 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]

08 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]

01 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้ |ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]

25 ส.ค. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

พุธทอล์ค พุธโทร

พุธทอล์ค พุธโทร "ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว คุณจ่ายไปกับอะไรเยอะที่สุด?" [3 มิ.ย.69]

03 มิ.ย. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว คุณจ่ายไปกับอะไรเยอะที่สุด?" [3 มิ.ย.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "เหตุผลที่คุณอยากดูการแข่งขัน ฟุตบอลโลก2026 คืออะไร??" [20 พ.ค.69]

20 พ.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "เหตุผลที่คุณอยากดูการแข่งขัน ฟุตบอลโลก2026 คืออะไร??" [20 พ.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "ช่วงนี้คุณอยู่ด้อมไหนระหว่าง ผลไม้ Ai กับสำนักยุง" [13 พ.ค.69]

13 พ.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "ช่วงนี้คุณอยู่ด้อมไหนระหว่าง ผลไม้ Ai กับสำนักยุง" [13 พ.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "เหตุผลที่คุณเข้าวงการละครจีนแนวตั้งเพราะอะไร??" [6 พ.ค.69]

06 พ.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "เหตุผลที่คุณเข้าวงการละครจีนแนวตั้งเพราะอะไร??" [6 พ.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "ทุเรียน Fever ปกติคุณซื้อทุเรียนจากช่องทางไหน??" [29 เม.ย.69]

29 เม.ย. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "ทุเรียน Fever ปกติคุณซื้อทุเรียนจากช่องทางไหน??" [29 เม.ย.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "อยากรู้จัง อากาศร้อนขนาดนี้ ก่อนนอนคุณเปิดแอร์แบบไหน??" [22 เม.ย.69]

22 เม.ย. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "อยากรู้จัง อากาศร้อนขนาดนี้ ก่อนนอนคุณเปิดแอร์แบบไหน??" [22 เม.ย.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

อังคาร คลุมโปง

อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

02 มิ.ย. 2026

อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

26 พ.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

19 พ.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

12 พ.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

05 พ.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

28 เม.ย. 2026

อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

NEW RELEASE

PERSES ปล่อยซิงเกิล Turn Me On feat.Tobii ที่ร้อนแรงทั้งภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่ และทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้น

04 พ.ค. 2026

PERSES ปล่อยซิงเกิล Turn Me On feat.Tobii ที่ร้อนแรงทั้งภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่ และทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้น

เปิดรับแรงกระแทกความเซ็กซี่จาก 5 หนุ่ม PERSES บอยกรุ๊ปจากค่าย G’NEST ที่กลับมาทวงบัลลังก์ความร้อนแรงอีกครั้งในซิงเกิลล่าสุด TURN ME ON feat. Tobii ที่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่เต้น แต่มาเพื่อปลุกให้โซเชียลต้องลุกเป็นไฟ ด้วยลุคที่โตขึ้นและเสน่ห์ที่เย้ายวนกว่าเดิมการกลับมาครั้งนี้ PERSES ฉีกภาพจำเดิม ๆ สู่ทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้นด้วยสไตล์ Reggaeton ผสมผสานกลิ่นอาย Afrobeat ที่มาพร้อมกรูฟสนุก ๆ ชวนขยับตามได้ไม่ยาก เพิ่มความพิเศษด้วยเสียงร้องเอกลักษณ์จาก Tobii และเนื้อร้องติดหูจากปลายปากกาของ OZEEOO ที่ช่วยอัปเกรดให้ท่อนฮุกของเพลงนี้กลายเป็นไวรัลได้ในเวลาอันรวดเร็วในส่วนของมิวสิกวิดีโอ PERSES ถ่ายทอดภาพลักษณ์ ‘ผู้ชายเซ็กซี่’ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยทำมา เล่าเรื่องราวของการกลับมาพบกันของคนในความทรงจำ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าลุ่มหลง จนอยากจะรั้งช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้นานที่สุดซิกเนเจอร์เรื่องการเต้นยังคงเป็นลายเซ็นที่แข็งแกร่ง โดยครั้งนี้พวกเขามาพร้อมทักษะที่ดุดันแต่พริ้วไหว ไฮไลต์อยู่ที่ช่วง Dance Break และการแบ่งยูนิตโชว์ศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น จั๋ง-เน และ กฤติน-ปาล์ม-ปลั๊กกี้ ด้วยท่าเต้นที่มีจริตความเซ็กซี่แบบผู้ชายขี้เล่น ทำให้เพลงนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เพลงสะโพกแห่งชาติ’ ที่สายเต้นทั่วโซเชียลต้องออกมาสับสะโพกตามกันอย่างแน่นอนความเดือดไม่ได้หยุดอยู่แค่ 5 หนุ่ม เพราะงานนี้พี่น้องร่วมค่ายอย่าง 3 สาววง VIIS รวมถึงน้องใหม่อย่าง FAVIQ และ CHERIS ก็ตบเท้าเข้าร่วมประชันสเต็ปในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วย แม้จะมีเวลาซ้อมร่วมกันเพียงครั้งเดียว แต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ออกมากลับเป๊ะปัง สมกับที่เป็นศิลปินคุณภาพจากบ้าน G’NEST ทุกคนและเพื่อให้สมกับการคัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ PERSES ได้จัดงาน PERSES Comeback Stage ‘Turn Me On’ Party เพื่อเปิดตัวซิงเกิลอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่ร้อนระอุ โดยมี Tobii ขึ้นมาร่วมโชว์บนเวที สร้างโมเมนต์ที่ทำให้เวทีลุกเป็นไฟ และตกหัวใจแฟนคลับไปได้อย่างราบคาบรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง TURN ME ON feat. TOBII ได้ที่ YouTube: gnest_official แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า ‘ฮอต’ ที่แท้จริงเป็นยังไง

‘เหตุผล’ เพลงรักบทใหม่จาก Three Man Down ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก และชวนให้นึกถึงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

11 มี.ค. 2026

‘เหตุผล’ เพลงรักบทใหม่จาก Three Man Down ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก และชวนให้นึกถึงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

หลังสร้างความประทับใจครั้งใหญ่บนเวทีคอนเสิร์ต Three Man Down Live at สนามศุภชลาศัย วง Three Man Down ก็ไม่ปล่อยให้โมเมนต์ระหว่างวงและแฟนเพลงจบลงง่าย ๆ เมื่อพวกเขาเซอร์ไพรส์ด้วยการปล่อยซิงเกิลใหม่ล่าสุดอย่าง เหตุผล เพลงรักบทใหม่ที่ยังคงเต็มไปด้วยความโรแมนติกและกลิ่นอายเฉพาะตัวของวงสำหรับเพลง เหตุผล เป็นเพลงรักที่สะท้อนพัฒนาการของ Three Man Down ทั้งในด้านดนตรีและการเขียนเนื้อเพลง โดยเนื้อหาพูดถึงเหตุผลของการที่คนสองคนได้พบและตกหลุมรักกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนนับล้าน ราวกับว่าการได้พบกันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกในซิงเกิลนี้ยังได้ whateve ศิลปินหญิงที่เคยฝากเสียงร้องไว้ในเพลงฮิตอย่าง เพลงรัก กลับมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอีกครั้งเคียงข้าง กิต Three Man Down เพิ่มมิติของความอบอุ่นและความละมุนให้กับเพลง ขณะเดียวกันยังมีเสียงแซ็กโซโฟนจาก โอม ASIA7 สมาชิกวง ASIA7 มาช่วยเติมบรรยากาศโรแมนติกให้เพลงมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นด้านมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ยังคงได้ผู้กำกับคู่ใจของวงอย่าง กิ๊ม-ธนรัมร์ เปรมบุญ มารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในหลายผลงานก่อนหน้าอย่าง ยอมถอย, รักใครไม่ไหว และ เพื่อนสนิท โดยเรื่องราวในเอ็มวีเล่าถึงคู่รักที่ต้องเอาตัวรอดในโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย และสิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองยังคงก้าวเดินไปด้วยกันคือความรักด้วยเมโลดี้ที่อบอุ่น เนื้อหาที่โรแมนติก และบรรยากาศดนตรีที่ละมุน เหตุผล จึงกลายเป็นเพลงรักเพลงล่าสุดของ Three Man Down ที่สะท้อนเสน่ห์ของวงได้อย่างชัดเจน และเป็นอีกบทเพลงที่แฟน ๆ น่าจะหยิบมาเปิดฟังซ้ำในช่วงเวลาที่อยากนึกถึงเหตุผลของการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆภาพ : GeneLab

‘ยอมอยู่แล้ว’ ซิงเกิลใหม่จาก Only Monday feat. ปั๊บ POTATO กับกลิ่นอายป็อปร็อกยุค 90–2000

11 ก.ย. 2025

‘ยอมอยู่แล้ว’ ซิงเกิลใหม่จาก Only Monday feat. ปั๊บ POTATO กับกลิ่นอายป็อปร็อกยุค 90–2000

หลังจากปิดฉากคอนเสิร์ตใหญ่ไปอย่างงดงาม Only Monday กลับมาส่งซิงเกิลใหม่ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอีกครั้งกับ ยอมอยู่แล้ว เพลงที่เคยถูกหยิบขึ้นไปโชว์บนเวที และได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลามให้ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ ความพิเศษของเพลงนี้อยู่ที่การได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ร่วมบ้าน GMM Music อย่าง ปั๊บ POTATO ถ่ายทอดซาวด์ป็อปร็อกที่หวนให้นึกถึงบรรยากาศดนตรียุค 90–2000 อย่างลงตัวเนื้อหาใน ยอมอยู่แล้ว ว่าด้วยความรักที่แม้รู้ว่าต้องเจ็บ แต่ก็ยังเลือกจะยอมด้วยความเต็มใจ ถ่ายทอดอย่างเข้มข้นตามสไตล์หัวจ่ายเพลงเศร้า และเมื่อเสียงร้องของ ปั๊บ เข้ามาเติมเต็ม ก็ยิ่งพาให้ผู้ฟังหวนคิดถึงความทรงจำในวันวานของวัยรุ่นยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนอกจากดนตรีที่หนักแน่น มิวสิกวิดีโอยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักวุ่น ๆ ของชายหนุ่มที่ยอมจนเกินต้าน จนกลายเป็นความปั่นป่วนสุดขั้ว โดยมีผู้กำกับชื่อดัง ต้อง เต มาร่วมปรากฏตัว เติมสีสันและอารมณ์ขันให้เรื่องราวเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมการร่วมงานครั้งนี้คือการผสานพลังดนตรีข้ามเจเนอเรชัน ที่ทั้งสดใหม่และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของแต่ละยุค Only Monday และ ปั๊บ POTATO ได้สร้างสรรค์บทเพลงที่ทั้งแปลกใหม่และคุ้นเคยในคราวเดียวกัน แฟนเพลงสามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ ยอมอยู่แล้ว ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube : GeneLabภาพ : GeneLab

‘Too Perfect For You’ ซิงเกิลใหม่จาก 4EVE ขอเชิดใส่รักที่ทำร้าย เพราะฉันสวยเริ่ดและมีคุณค่ามากพอ

10 ก.ย. 2025

‘Too Perfect For You’ ซิงเกิลใหม่จาก 4EVE ขอเชิดใส่รักที่ทำร้าย เพราะฉันสวยเริ่ดและมีคุณค่ามากพอ

เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค 4EVE กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับซิงเกิลล่าสุด Too Perfect For You (สวย เริ่ด เชิด) ที่ปล่อยออกมาไม่นานก็กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย จากลุคสดใสและเนื้อหาที่สะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ ที่เลือกเดินออกจากความรักที่ทำให้เจ็บช้ำ และหันมาภูมิใจในคุณค่าของตัวเองแทนToo Perfect For You ได้ 2 โปรดิวเซอร์ฝีมือจัดจ้าน Galchanie หรือ แป้ง–ธนัญญา อินวงษ์) และ Mayojames หรือ เจมส์–อมร สำเร็จรุ่งโรจน์ มาร่วมกันสร้างสรรค์ ด้วยการหยิบเอาซาวด์โมเดิร์นป๊อป มาผสมเข้ากับกลิ่นอาย RB ช่วยเน้นการร้องอันมีเอกลักษณ์ของทั้ง 7 สมาชิกถ่ายทอดอารมณ์อย่างเฉียบคมและทรงพลังเนื้อหาของเพลงคือเสียงบอกเล่าของผู้หญิงที่เลือกจะ move on อย่างสง่างาม ยกให้ ‘ความรักตัวเอง’ สำคัญกว่าการย้อนกลับไปหาคนที่ไม่เห็นค่า เพลงประกาศความมั่นใจและพลังของการเชิดใส่รักที่ไม่ดี ผ่านท่อนฮุคที่ติดหูทันที “Cuz I’m too perfect for your love, way too perfect for you now รู้ยังคะว่าเธอน่ะพลาด มาตอนนี้ก็สายไปแล้ว” ประโยคที่พร้อมจะกลายเป็นวลีฮิตบนอินเตอร์เน็ตอีกหนึ่งไฮไลต์คือการแบ่งพาร์ทร้องที่ดึงเสน่ห์เฉพาะของแต่ละสมาชิกออกมาอย่างชัดเจน การใช้ภาษาอังกฤษผสมไทยที่ทันสมัย ฟังสนุก อินเตอร์ และเต็มไปด้วยความ Empowering ตอกย้ำว่าไม่มีใครควรต้องหันกลับไปหาความสัมพันธ์ที่ไม่เห็นค่าเราอีกต่อไป รวมถึงในพาร์ตมิวสิกวิดีโอก็ได้ผู้กำกับมากฝีมือ หลิน รินรดา มาร่วมเล่าเรื่องในมุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ ถ่ายทอดความสวย ความมั่นใจ และอิสระของการเลือกชีวิตที่ดีให้กับตัวเองนี่ไม่ใช่เพียงแค่เพลงใหม่จาก 4EVE แต่คือบทประกาศที่บอกกับทุกคนว่า อย่ากลัวที่จะ move on และอย่าลืมว่าคุณมีคุณค่ามากพอที่จะไม่กลับไปหาความรักที่ทำร้ายใจอีกแล้ว ตามไปสัมผัสพลังที่ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งยุคทองของ 4EVE ได้แล้ววันนี้ทุกมิวสิกสตรีมมิงและ YouTube : 4EVEภาพ : 4EVE

‘ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)’ ซิงเกิลใหม่จาก เอิ๊ต ภัทรวี ความรู้สึกของผู้ที่เลือกกอดความเจ็บปวด เพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำ

11 ส.ค. 2025

‘ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)’ ซิงเกิลใหม่จาก เอิ๊ต ภัทรวี ความรู้สึกของผู้ที่เลือกกอดความเจ็บปวด เพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำ

เอิ๊ต ภัทรวี (EARTH PATRAVEE) กลับมาครองใจแฟนเพลงเศร้าด้วยซิงเกิลใหม่ล่าสุด ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) จากอัลบั้มเต็ม Heart is Home ถ่ายทอดมุมมองของผู้ที่เลือกโอบกอดความเจ็บปวดไว้ เพียงเพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำตลอดไป แม้จะต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตา แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เวลาลบเลือนเขาไปจากหัวใจ“ให้ฉันนั้นจดจำทุกหยดน้ำตา ให้ฉันได้วนเวียนกับความเสียใจอย่าห่วง ฉันไม่เป็นไร ยังดีกว่าต้องลืมเธอไป”เพลงนี้พาทุกคนกลับสู่บรรยากาศอบอุ่นและคุ้นเคย เสมือนหัวใจได้กลับบ้านอีกครั้ง ด้วยเสียงกีตาร์โปร่งอันเป็นเอกลักษณ์ และเนื้อเพลงที่เอิ๊ตเขียนจากประสบการณ์จริง ขณะโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องลืมเธอไป ชวนให้เวลาช้าลง ให้เราได้ซึมซับความรู้สึกที่ไม่อยากลืมเอิ๊ต เล่าว่าแรงบันดาลใจเกิดจากการสูญเสียคุณยายไป ในช่วงแรกเธอไม่กล้ามองภาพถ่ายหรือความทรงจำ เพราะความเศร้าหนักหน่วง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเศร้า คือการที่เราลืมรอยยิ้มและรายละเอียดเล็ก ๆ ของคนสำคัญไปจริง ๆ คำว่า Wooden House จึงเกิดขึ้นภายหลังจากฝันเห็นคุณยายนั่งอยู่ในบ้านไม้ไทยหลังเก่า ภาพนั้นอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้ในหัวใจ และกลายเป็นภาพแทนความหมายของเพลงนี้ซิงเกิลนี้อัดด้วยเครื่องดนตรีจริงทั้งหมด โดยมี บุ้ง-กวิน สิริภัทรกุล มือเปียโนที่เลือกใช้เปียโนไม้ upright ให้ซาวด์อบอุ่น, ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ อดีตสมาชิก Safeplanet ในบทบาทมือเบส และ แจม-ธนัท เลาหระวี มือกีตาร์และครีเอทีฟของโปรเจกต์ ที่สร้างซาวด์กีตาร์ไฟฟ้าให้เหมือนเอฟเฟกต์เสียงฟ้าผ่า เพิ่มความแปลกใหม่ให้เพลง ส่วนเอิ๊ตเองยังรับหน้าที่อัดเครื่องสายด้วยตัวเอง แต่คราวนี้เป็นการสีไวโอลินด้วยโบว์ ซึ่งเป็นความท้าทายมากกว่าการดีดแบบ pizzicato ที่เคยทำในส่วนของมิวสิกวิดีโอ เอิ๊ต กลับมาแสดงด้วยตัวเองอีกครั้ง ภายใต้การกำกับของ นราธิป ไชยณรงค์ เล่าเรื่องการเดินทางครั้งสุดท้ายระหว่างหญิงสาวและอดีตคนรัก (รับบทโดย เมืองไทย จิรวงศ์นิรันดร) ที่ตัดสินใจออกทริปญี่ปุ่นร่วมกัน พร้อมกล้องฟิล์มจากนักท่องเที่ยวปริศนา เพื่อบันทึกภาพความทรงจำก่อนจะจากกันจริง ๆ ฉากอารมณ์เข้มข้นทำให้เอิ๊ตร้องไห้ออกมาจริง ๆ จนรู้สึกว่าต้องบอกลาตัวละครหลังการถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธออยากให้ทุกคนได้สัมผัสผ่านมิวสิกวิดีโอนี้ความพิเศษของการเปิดตัวซิงเกิลนี้ คือการจัดอีเวนต์ Welcome to Wooden House เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ Yellow Lane BKK เชิญแฟนคลับผู้โชคดีมาชมมิวสิกวิดีโอพร้อมกันครั้งแรก และได้ฟัง เอิ๊ต ร้องสดในบรรยากาศใกล้ชิด แฟน ๆ ต่างชื่นชมว่าร้องสดได้เพราะจับใจเหมือนฟังจากแผ่น ภายในงานยังมีกิจกรรมให้แฟน ๆ เขียนเรื่องราวที่ไม่อยากลืมลงกระดาษเพื่อส่งต่อให้นักร้องอ่าน ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเก็บไว้เป็นความทรงจำดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) คือบทเพลงที่อบอุ่นแต่แฝงรสขม สำหรับใครที่คิดถึงเพลงเศร้าแบบมีความหมายจาก เอิ๊ต สามารถรับฟังและรับชมได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่งภาพ : Muzikmove

‘Oh It’s You’ การคอลแลบระหว่าง พี่เบิร์ด และ บิวกิ้น ในเพลงรักฟีลกู้ดที่สานความฝันของแฟนเพลงตัวจิ๋วให้เกิดขึ้นจริง

08 ส.ค. 2025

‘Oh It’s You’ การคอลแลบระหว่าง พี่เบิร์ด และ บิวกิ้น ในเพลงรักฟีลกู้ดที่สานความฝันของแฟนเพลงตัวจิ๋วให้เกิดขึ้นจริง

คือช่วงเวลาที่แฟน ๆ รอคอย และเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญในวงการเพลงไทย เมื่อ GMM GRAMMY จับมือสร้างปรากฏการณ์สุดพิเศษครั้งแรกของการร่วมงานระหว่างศิลปินขวัญใจคนไทยต่างเจเนอเรชัน เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ กับ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ผ่านบทเพลง Oh It’s You เพลงรักฟีลกู้ดที่อบอวลไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นใจเพลงนี้ไม่ใช่แค่การพบกันของสองเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ แต่คือการเชื่อมโยงหัวใจของคนสองยุค จากซูเปอร์สตาร์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของทั้งประเทศ สู่ศิลปินรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเสียงเพลงของ พี่เบิร์ด และเคยตั้งความฝันเอาไว้ว่า “สักวันอยากทำงานกับเขาให้ได้จริง ๆ”มิวสิกวิดีโอของเพลง Oh It’s You ที่กำกับโดย จีน-คำขวัญ ดวงมณี ถ่ายทอดความฝันนั้นออกมาได้อย่างละเมียดละไม ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ บิวกิ้น ที่เติบโตมากับบทเพลงของพี่เบิร์ด เพลงที่เป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงวัย ทั้งวัยเด็ก รักครั้งแรก หรือช่วงเวลาสำคัญของชีวิต โดยเลือกเล่าในรูปแบบไดอารี่ภาพเคลื่อนไหว พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่วันหนึ่งในวัยเยาว์ ที่เด็กชายคนหนึ่งหลงใหลในเสียงเพลงของ พี่เบิร์ด ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตจนวันที่ได้ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับศิลปินในฝันของเขาอย่างแท้จริงOh It’s You เป็นผลงานการโปรดิวซ์โดย ฮาย Paper Planes ถ่ายทอดเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อได้พบกับใครบางคน ที่เข้ามาทำให้โลกใบเดิมสดใสขึ้นอีกครั้ง เสียงร้องอบอุ่นของ พี่เบิร์ด และเสียงนุ่มลึกของ บิวกิ้น ประสานกันอย่างลงตัว ราวกับบันทึกบทสนทนาของหัวใจสองดวงที่มองโลกในมุมที่คล้ายกันนอกจากจะเป็นซิงเกิลพิเศษสำหรับงาน BIRD FANFEST 20XX แล้ว เพลงนี้ยังกลายเป็นเหมือนบทกวีแห่งแรงบันดาลใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากศิลปินที่มีแฟนคลับมากที่สุดในประเทศ ไปยังศิลปินรุ่นใหม่ที่เป็นภาพแทนของความฝันอันเป็นจริง แฟน ๆ สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ Oh It’s You ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube ช่อง GMM GRAMMY OFFICIALภาพ : Bird Thongchai

ENTERTAINMENT NEWS

GOTCHA POP 4 เสิร์ฟความสนุก-ฟินทะลุแรงก์ไปกับ 12 ศิลปิน T-POP แห่งยุค พร้อม Hidden Show สุดเซอร์ไพรส์เพื่อชาวก็อตช่าเท่านั้น

08 มิ.ย. 2026

GOTCHA POP 4 เสิร์ฟความสนุก-ฟินทะลุแรงก์ไปกับ 12 ศิลปิน T-POP แห่งยุค พร้อม Hidden Show สุดเซอร์ไพรส์เพื่อชาวก็อตช่าเท่านั้น

สมการรอคอยอีกครั้งสำหรับมหกรรมคอนเสิร์ต T-POP ที่แฟนเพลงทั่วประเทศตั้งตารอ กับการกลับมาของ GOTCHA POP 4 โดย ATIMESHOWBIZ ที่สร้างปรากฏการณ์ความสนุกแบบฟินทะลุแรงก์พร้อมขนทัพศิลปิน T-POP ทั้งคลื่นลูกใหม่และศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ มาร่วมส่งมอบโชว์สุดพิเศษตลอดกว่า 8 ชั่วโมงเต็ม เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังเชียร์และความอบอุ่นจากแฟนคลับทุกด้อมทันทีที่ประตูฮอลล์เปิด ความตื่นเต้นก็เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของงาน เมื่อเหล่าศิลปิน T-POP Rising Wave ได้ขึ้นเวทีมาสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก 8 หนุ่ม IZ ที่พกพาความสดใสและพลังงานล้นเวทีมาสะกดสายตาผู้ชม ตามด้วย FAVIQ ที่แม้จะเป็นน้องใหม่ แต่ก็สามารถเอาใจคนดูได้อยู่หมัดกับเพลงเดบิวต์ “Your Fav.”ด้าน VVV บอยกรุ๊ปน้องใหม่ที่โดดเด่นด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนเพลง ขณะที่ CLO’VER มาพร้อมเพอร์ฟอร์แมนซ์แข็งแรงและเพลง Bad Boy No do ที่เรียกเสียงกรี๊ดได้ดังสนั่นฮอลล์ ก่อนที่ FELIZZ จะพาเวทีลุกเป็นไฟด้วยไลน์แดนซ์สุดร้อนแรง พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษจาก เลโก้ LYKN ที่ขึ้นมาร่วมแจมในเพลง มีแมวไหม สร้างโมเมนต์ที่ทำเอาแฟน ๆ ฟินกันถ้วนหน้าความสนุกยังเดินหน้าต่อแบบไม่มีพักกับ DEXX ที่มาพร้อมคาริสม่าจัดเต็ม และ JASP.ER บอยกรุ๊ปสุดแรร์ที่เพียงก้าวขึ้นเวทีก็สามารถสะกดคนดูทั้งฮอลล์ได้ทันที ด้วยโชว์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และพลังการแสดงอันน่าจดจำเมื่อเข้าสู่ช่วงของศิลปินรุ่นพี่และตัวท็อปแห่งวงการ T-POP ความร้อนแรงของงานก็ยิ่งทวีคูณขึ้นอีกหลายระดับ สามสาว PIXXIE สร้างสีสันด้วยคาริสม่าสุดฮอตและสเตจที่แฟน ๆ ร้องตามได้ทั้งฮอลล์ ขณะที่ PROXIE ยังคงรักษามาตรฐานความเป็นวงขวัญใจมหาชน ด้วยเพอร์ฟอร์แมนซ์แน่น ๆ และการสปอยล์เพลงใหม่แบบสด ๆ บนเวทีเป็นครั้งแรกอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่แฟน ๆ รอคอยทุกปี คือการกลับมาของ TRINITY ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาว Twilight ทั้งฮอลล์ ครั้งนี้ทั้งสามสมาชิกลงมามอบโมเมนต์ใกล้ชิดให้แฟน ๆ ถึงด้านล่างเวที พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษจาก URBOYTJ ที่มาร่วมฟีเจอริง สร้างเสียงร้องตามดังกระหึ่มไปทั่วงานด้าน PERSES ก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดเดือดที่ออกแบบมาเพื่อเวที GOTCHA POP โดยเฉพาะ ก่อนส่งต่อความมันส์ให้กับ LYKN ที่ขึ้นมาปิดท้ายโชว์หลักด้วยพลังงานเต็มร้อย ทั้งร้อง ทั้งเต้น แบบไม่มีแผ่ว ปลุกเอนเนอร์จีของผู้ชมให้พุ่งทะลุขีดสุดนอกจากโชว์ประจำวงแล้ว อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของ GOTCHA POP ที่แฟน ๆ ต่างเฝ้ารอคือ HIDDEN SHOW หรือสเตจพิเศษที่รวมศิลปินต่างค่าย ต่างวง มาร่วมสร้างโมเมนต์เหนือความคาดหมาย ซึ่งปีนี้จัดเต็มแบบไม่มีอั้นตั้งแต่การคอลแลบของ FELIZZ และ VVV ในเพลง Fire, การพบกันของ PROXIE และ DEXX ในเพลง จีบไม่จบ, การรวมตัวของสามวงน้องใหม่ CLO’VER, IZ และ FAVIQ ในเพลง Baby ไปจนถึงสเตจสุดร้อนแรงของ PERSES และ PIXXIE กับเพลง One Shot และ Zoom ที่เรียกเสียงกรี๊ดได้อย่างถล่มทลายหนึ่งในโมเมนต์ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดของค่ำคืน คือการรวมตัวของยูนิตในฝัน ‘เมะมาแล้วคับ’ ที่ได้ เลโก้ LYKN, โชกุน PROXIE และ ปลั๊กกี้ PERSES มาร่วมโชว์ในเพลง Pinky Up สร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ ที่รอสเตจนี้มาอย่างยาวนานก่อนที่ค่ำคืนแห่งความสุขจะปิดฉากลงด้วยสเตจพิเศษสุดอบอุ่น เมื่อเหล่าเมมเบอร์สายร้องจากหลากหลายวง ไม่ว่าจะเป็น แจ็คกี้ และ เติ๊ด จาก TRINITY, นัท จาก LYKN, กร จาก PROXIE, จั๋ง จาก PERSES, เจมส์ จาก DEXX, บาร์โค้ด จาก CLO’VER, เจนัส จาก VVV, เนเมส จาก FAVIQ, โปรดเกล้า จาก IZ และ อู๋ จาก JASP.ER ขึ้นเวทีร่วมกันในเพลง ขอบคุณที่รักกันเสียงร้องที่ดังก้องไปทั่วฮอลล์ในช่วงสุดท้ายของงาน กลายเป็นภาพแทนคำขอบคุณระหว่างศิลปินและแฟนเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปิดท้าย GOTCHA POP 4 ด้วยความประทับใจ รอยยิ้ม และความทรงจำดี ๆ ที่จะอยู่ในใจของชาว T-POP ไปอีกนาน และหากบรรยากาศในปีนี้คือบทพิสูจน์ของพลัง T-POP ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เชื่อได้เลยว่า GOTCHA POP 5 ในปีหน้าจะยิ่งใหญ่และน่าจับตามองมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ดราม่า ป๊อบ ปองกูล จุดกระแสถกเถียงถึงเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพสื่อ กับความรับผิดชอบต่อผู้ถูกกล่าวถึง ควรอยู่ตรงไหนกันแน่?

24 พ.ค. 2026

ดราม่า ป๊อบ ปองกูล จุดกระแสถกเถียงถึงเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพสื่อ กับความรับผิดชอบต่อผู้ถูกกล่าวถึง ควรอยู่ตรงไหนกันแน่?

กรณีล่าสุดของ ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง ศิลปินชื่อดังอาจไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าระหว่างคนดังกับสำนักข่าวทั่วไป แต่มันกำลังโยนคำถามตัวโต ๆ ใส่คนทำงานสื่อในยุคนี้ว่า ในวันที่เราวิ่งไล่ตามยอดวิวจนลืมความรู้สึกของมนุษย์ เสรีภาพในการทำข่าว กับ ความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ มันควรจะอยู่ตรงไหนกันแน่เรื่องของเรื่องเริ่มจากป๊อบออกมาฟีดแบ็กถึงสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่จู่ ๆ ก็ขุดเอาประเด็นเก่าในอดีตซึ่งเคยสร้างบาดแผลให้คนหลายฝ่ายมารีรันทำเป็นคอนเทนต์ใหม่ แถมยังเปิดเผยหน้าตาและตัวตนของบุคคลที่ไม่ได้เป็นคนสาธารณะจนเกิดผลกระทบรอบใหม่ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าการทำข่าวเพื่อเรียกยอดเอนเกจนั้น คุ้มค่าหรือไม่หากต้องแลกกับความรู้สึกของผู้คนสิ่งที่ทำให้สังคมอินและเห็นใจป๊อบมาก ๆ ไม่ใช่แค่เพราะความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกของคนที่เคยเจ็บมาแล้ว แล้วอยู่ ๆ ก็โดนลากกลับไปยืนอยู่ที่เก่า เพียงเพราะเรื่องราวความพังในวันนั้นมันยังขายได้และเรียกยอดวิวได้ดีโดบป๊อบพูดไว้เสมอว่า เขาไม่เคยปฏิเสธความเป็นคนสาธารณะ เขารู้ดีว่าเลี่ยงการถูกพูดถึงไปไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุดคือการที่สื่อลากคนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่สื่อเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์ด้วย ทั้งเปิดหน้า โยงเรื่อง แล้วปล่อยให้คนเข้ามาคอมเมนต์ด่าทอ โดยที่สื่อทำเพียงแค่ยืนกอดอกมองยอดไลก์พุ่งกระฉูดจุดนี้แหละที่ทำให้เราต้องมาฉุกคิดกันว่า วันนี้คำว่า ‘การรายงานข่าว’ กับ ‘การผลิตคอนเทนต์’ มันกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันไปแล้วหรือเปล่าความคิดเห็นบนโซเชียลมองมุมหนึ่งที่คล้ายกันว่าตามหลักวิชาชีพ สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูล แต่เสรีภาพนั้นก็ไม่ควรถูกใช้แบบตามใจชอบ โดยไม่สนว่าเนื้อหาที่แชร์ไปนั้นจะไปทำลายชีวิต สภาพจิตใจ หรือชื่อเสียงของใคร จริงอยู่ว่าบางเรื่องมันคือ ‘เรื่องจริง’ แต่ไม่ใช่เรื่องจริงทุกเรื่องที่จำเป็นต้องถูกขุดขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับสังคมเลย นอกจากการตอบสนองความยากรู้อยากเห็นคำถามสำคัญเลยไม่ใช่แค่ว่า สื่อเล่าเรื่องนี้ได้ไหม? แต่คือ จำเป็นต้องเล่าแบบนี้จริง ๆ เหรอ? เพราะในยุคที่ทุกสำนักข่าวแข่งกันที่ความไวและความดึงดูดใจ หลายครั้งสื่ออาจเผลอให้คุณค่ากับ ‘กระแส’ มากกว่า ‘ผลกระทบ’ ที่จะเกิดกับมนุษย์จริง ๆ ที่อยู่หลังหน้าจอเหล่านั้นที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ป๊อบแง้มว่าจากการพูดคุบเบื้องต้นกับสำนักข่าวดังกล่าว ยังมีเรื่องราวของคนดังอีกหลายคนเลยที่กำลังจ่อคิวถูกขุดอดีตมาทำคอนเทนต์แบบนี้ ซึ่งมันสะท้อนว่าวิธีคิดแบบ ‘หากินกับแผลเก่า’ กำลังจะกลายเป็นโมเดลธุรกิจของสื่อยุคใหม่ไปแล้ว และถ้าเราไม่ช่วยกันตั้งคำถาม วันหนึ่งเหยื่อของคอนเทนต์แบบนี้อาจไม่ใช่แค่คนดัง แต่อาจเป็นใครก็ได้... แม้กระทั่งตัวเราเองอีกประเด็นที่คนพูดถึงเยอะมาก คือท่าทีของสำนักข่าวหลังจากเกิดเรื่อง ซึ่งป๊อบมองว่าจดหมายขอโทษที่ส่งมานั้นมันช่างไร้ความจริงใจ เหมือนทำส่ง ๆ ไปตามหน้าที่หรือตัดรำคาญ มากกว่าจะรู้สึกผิดจากใจจริงเรื่องนี้กำลังบอกเราว่า ในวันที่สื่อมีกระบอกเสียงที่ทรงพลังมาก ความรับผิดชอบก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสำหรับคนที่ได้รับความเสียหาย คำขอโทษไม่ใช่แค่กระดาษหนึ่งแผ่นหรือโพสต์โพสต์หนึ่ง แต่คือการยอมรับอย่างคนมีหัวใจความเป็นมนุษย์ว่า ‘เราได้สร้างบาดแผลให้ชีวิตคุณจริง ๆ’สุดท้ายแล้วกรณีของป๊อบ ปองกูล คือบทเรียนราคาแพงของสังคมร่วมกันว่า เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบเสมอ ข่าวอาจจะสร้างยอดวิวถล่มทลายได้ในเวลาไม่กี่นาที แต่ผลกระทบต่อหัวใจคนมันอยู่ยาวนานกว่านั้นมาก และการที่เวลาผ่านไปนาน ก็ไม่ได้แปลว่าผู้คนจะพร้อมถูกลากกลับไปเจ็บซ้ำ เพียงเพื่อให้ใครบางคนเอาไปทำเป็นคอนเทนต์เรียกยอดวิวแบบเดิมอีกภาพ : Pongkool

ญาญ่า อุรัสยา กับชุดแต่งงานในฝัน ผลงานมาสเตอร์พีซที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวโดย Louis Vuitton

23 พ.ค. 2026

ญาญ่า อุรัสยา กับชุดแต่งงานในฝัน ผลงานมาสเตอร์พีซที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวโดย Louis Vuitton

หลังจากที่แฟน ๆ ได้ร่วมยินดีกับงานวิวาห์สุดโรแมนติกราวกับเทพนิยายของ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ไปแล้ว ล่าสุดก็ได้มีการเปิดเผยภาพเซ็ตพิเศษที่ทำเอาสายแฟชั่นต้องตาลุกวาว เพราะชุดแต่งงานลูกไม้สีขาวแสนละมุนที่ญาญ่าสวมใส่ในพิธีนั้น คือผลงานที่สั่งตัดพิเศษจากแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกอย่าง Louis Vuitton ที่เธอเป็น House Ambassador นั่นเองความพิเศษสุดของชุดนี้ คือการที่ นิโกลาส์ เฌสกิแยร์ (Nicolas Ghesquière) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงของ Louis Vuitton พร้อมด้วยทีมช่างฝีมือชั้นสูงร่วมกันดีไซน์และรังสรรค์ชุดแต่งงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อญาญ่าโดยเฉพาะ โดยหยิบเอาความใฝ่ฝันในวัยเด็กของเธอมาเปลี่ยนให้กลายเป็นความจริงโจทย์สำคัญของชุดนี้มาจากความชอบส่วนตัวของญาญ่าที่อยากให้ชุดแต่งงานมีกลิ่นอายแบบ Vintage Girlie ความย้อนยุคที่แฝงไว้ด้วยความหวานละมุน โดยมีภาพจำมาจากบรรยากาศงานแต่งงานสุดคลาสสิกในนวนิยายชื่อดังของ เจน ออสเตน (Jane Austen) นักเขียนหญิงระดับตำนานชาวอังกฤษผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นชุดแต่งงานผ้าลูกไม้ที่มีความประณีตขั้นสุด ตัวชุดสะท้อนถึงความอ่อนหวาน ละเมียดละไม และกลมกลืนไปกับธรรมชาติสีเขียวขจีของนอร์เวย์ได้อย่างไร้ที่ติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงลายเซ็นความโมเดิร์นและโครงสร้างเสื้อผ้าตามแบบฉบับของ Louis Vuitton ไว้อย่างแนบเนียนนับเป็นชุดแต่งงานที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังอัดแน่นไปด้วยเรื่องราว และความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างญาญ่าและ Louis Vuitton ที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าสาวอีกหลายคนอย่างแน่นอนภาพ : Louis Vuitton / urassayas

ณเดชน์-ญาญ่า จัดงานวิวาห์ ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ในบรรยากาศสวนสวยที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้งามราวเทพนิยาย

23 พ.ค. 2026

ณเดชน์-ญาญ่า จัดงานวิวาห์ ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ในบรรยากาศสวนสวยที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้งามราวเทพนิยาย

หากใครได้เห็นภาพบรรยากาศจากงาน Rehearsal Dinner ของคู่รักแห่งปี ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ที่จัดขึ้นบนเรือโบราณเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ก็คงต้องตกหลุมรักกับความโรแมนติกและอบอุ่นของทั้งคู่ไปตาม ๆ กัน แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะล่าสุดคู่รัก NY ได้ควงแขนกันเข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการแล้ว ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ บ้านเกิดของฝั่งเจ้าสาว ท่ามกลางบรรยากาศที่งดงามราวกับฉากในเทพนิยายงานแต่งงานครั้งนี้ถูกเนรมิตขึ้นบนสนามหญ้าสีเขียวที่รายล้อมไปด้วยหมู่มวลดอกไม้สีขาว พร้อมแสงแดดอ่อนที่ช่วยเติมความละมุนให้ทุกโมเมนต์เต็มไปด้วยความอบอุ่น เรียบง่าย และโรแมนติกอย่างลงตัว ซึ่งสามารถสัมผัสได้ผ่านทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสายตาแห่งความสุขของบ่าวสาวที่ถูกบันทึกไว้ในทุกภาพถ่ายในพิธีเจ้าบ่าวมาในลุคสูทคลาสสิกสีดำสุดเนี้ยบ ขณะที่เจ้าสาวโดดเด่นในชุดแต่งงานลูกไม้สีขาวแสนอ่อนหวาน เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติสีเขียวสดของออสโลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกองค์ประกอบของงานสะท้อนถึงเส้นทางความรักที่เติบโตเคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน ก่อนจะกลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่แฟน ๆ ต่างร่วมแสดงความยินดีไปพร้อมกันกับทั้งคู่ภาพ : kugimiyas / urassayas

ตรี ภรภัทร ประกาศจัดงานแฟนมีตติงครั้งแรก THE MAKING OF TRE PORAPAT ชวนแฟน ๆ ย้อนการเดินทาง 10 ปีกว่าจะก้าวมาเป็น ‘พระเอก’

15 พ.ค. 2026

ตรี ภรภัทร ประกาศจัดงานแฟนมีตติงครั้งแรก THE MAKING OF TRE PORAPAT ชวนแฟน ๆ ย้อนการเดินทาง 10 ปีกว่าจะก้าวมาเป็น ‘พระเอก’

นาทีนี้คงไม่มีใครฮอตเกินกว่า ตรี-ภรภัทร ศรีขจรเดชา นักแสดงหนุ่มมากฝีมือสังกัดช่อง one31 ที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์บนโลกโซเชียลจากการสวมบทบาท ‘พระนเรศ’ ในโปรเจกต์ฟอร์มยักษ์แห่งปีอย่าง ‘หงสาวดี’ ล่าสุดเจ้าตัวพร้อมแล้วที่จะขอบคุณทุกแรงสนับสนุนด้วยการประกาศจัดแฟนมีตติงเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต ‘THE MAKING OF TRE PORAPAT’แฟนมีตติงในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพบปะแฟนคลับทั่วไป แต่มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดพิเศษที่จะพาทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสเส้นทางสายการแสดงตลอด 10 ปีของเขา กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกแถวหน้าในวันนี้ ตรีต้องผ่านบทพิสูจน์และความท้าทายมากมาย จนถูกขนานนามว่าเป็น ‘พระเอกดาวรุ่งน้องใหม่ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี’ ซึ่งในงานนี้แฟน ๆ จะได้เห็นเสน่ห์อีกด้านที่หลายคนอาจยังไม่เคยค้นพบเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกหน้าสำคัญในชีวิตของเขา 7 มิถุนายน 2569 ณ Phenix Grand Ballroom บัตรราคา 999 / 1,599 / 2,999 และ 3,999 บาท ซึ่งมาพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เปิดจำหน่ายบัตร 23 พฤษภาคมนี้ เวลา 12.00 น. เป็นต้นไปทาง THAITICKETMAJOR ทุกสาขา หรือ thaiticketmajor.comภาพ : One Connection

ยอร์ช ยงศิลป์ เตรียมปล่อยโซโล่ Blow Your Mind แท็กทีมโปรดิวเซอร์ระดับโลก เพื่อถ่ายทอดตัวตนทางดนตรีที่แตกต่าง 22 พฤษภาคมนี้

15 พ.ค. 2026

ยอร์ช ยงศิลป์ เตรียมปล่อยโซโล่ Blow Your Mind แท็กทีมโปรดิวเซอร์ระดับโลก เพื่อถ่ายทอดตัวตนทางดนตรีที่แตกต่าง 22 พฤษภาคมนี้

สร้างเสียงฮือฮาไม่น้อยเลย เมื่อ YORCH หรือ ยอร์ช-ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์ ลีดเดอร์คนเก่งแห่งวง POW ภายใต้ Grid Entertainment ประกาศเตรียมเปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งโซโล่ซิงเกิลแรกที่ชื่อว่า Blow Your Mind มาให้แฟน ๆ ได้สัมผัสตัวตนในอีกด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนการกลับมาครั้งนี้ ยอร์ชเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยสไตล์เพลงที่แตกต่างไปจากงานวงอย่างสิ้นเชิง โดยจะพาทุกคนไปสัมผัสกับกลิ่นอายของ Afrobeats ผสมผสานความละมุนของ RB ซึ่งเป็นแนวเพลงที่โชว์ศักยภาพด้านเสียงร้องและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาได้อย่างเต็มที่ความพิเศษของซิงเกิลนี้คือการได้ทำงานร่วมกับ Diplo โปรดิวเซอร์และดีเจชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินระดับโลกมากมาย ที่มารับหน้าที่ดูแลการผลิตในโปรเจกต์นี้ อีกทั้งยังได้ Sik-K และ Bryan Chase ศิลปินชื่อดังจากเกาหลีใต้มาร่วมสร้างสีสัน ทำให้เพลงนี้มีความอินเตอร์และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นเตรียมวอร์มหูรับความปังและร่วมเป็นกำลังใจให้กับก้าวสำคัญของ ยอร์ช ยงศิลป์ ในบทบาทศิลปินเดี่ยวกับซิงเกิล Blow Your Mind พร้อมกันในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นี้ ทาง Streaming ทุกแพลตฟอร์ม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางโซเชียลมีเดียของ POW และ Grid Entertainmentภาพ : yorch_yongsin / POW

album
efm
-

-