อังคารคลุมโปง RECAP

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากนัท กู้ภัย ‘ทางกลับบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [20 ต.ค.69]

23 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากนัท กู้ภัย ‘ทางกลับบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [20 ต.ค.69]

ขับรถกลับบ้านแล้วไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน พอขับผ่านไปสักพักก็เจอผู้หญิงคนเดิมอีกแต่มีเพียงตัวไม่มีหัว!ตกใจหันไปดูอีกครั้งก็ไม่เจอใคร จึงขับต่อไป... หันกลับไปอีกทีผู้หญิงคนนั้นก็มาซ้อนท้ายรถและพูดว่า ‘พี่..ช่วยหนูหน่อย’ คราวนี้ไม่ใช่แค่หัวหายแต่มือของผู้หญิงคนนั้นดันถือหัวของตัวเองอยู่ด้วย!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X นัทกู้ภัย [20 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทางกลับบ้าน’ นัท กู้ภัย ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการทำงานกู้ภัยเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่กลับเกิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน ในคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน เขาได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่หลังจากขับผ่านไปได้สักพัก เขากลับพบผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่มีหัว! ด้วยความตกใจ เขาจึงตัดสินใจหันกลับไปดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด แต่ก็กลับพบเพียงความว่างเปล่าเพราะผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้ว..เขาจึงขับรถเดินทางต่อไป แต่ไม่นานก็ต้องพบกับเธออีกครั้ง และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาถึงกับขนหัวลุกเพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินถือหัวของตัวเองอยู่!คุณนัท รีบเร่งเครื่องเพื่อขับหนี แต่รถจักรยานยนต์กลับดับลงกลางทาง แม้จะพยายามสตาร์ทใหม่หลายครั้งก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางถนนที่มืดและเปลี่ยว เขาทำได้เพียงคอยหันมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง แต่กลับไม่พบผู้หญิงคนนั้นอีก กระทั่งในจังหวะที่เขาตัดสินใจจะหนีออกจากบริเวณนั้น ผู้หญิงคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอกลับมานั่งซ้อนท้ายรถของเขาพร้อมพูดว่า ‘พี่...ช่วยหนูหน่อย’ก่อนจะชี้เข้าไปในป่าลึกข้างทาง ด้วยประสบการณ์จากการทำงานกู้ภัย คุณนัทก็ได้กลิ่นเหม็นที่ลอยออกมาจากบริเวณนั้นและรับรู้ได้ทันทีว่ากลิ่นดังกล่าวอาจมาจากอะไรในจังหวะเดียวกันรถของเขาก็สตาร์ทติดขึ้นครั้ง เขาจึงตัดสินใจขับออกมาก่อน เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนัทยังคงติดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำเรื่องทั้งหมดไปปรึกษาคนในสำนักงานกู้ภัย ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้พาทีมกลับไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง คุณนัท และทีมกู้ภัยจึงเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึงทุกคนต่างได้กลิ่นเหม็นรุนแรงเช่นเดียวกัน เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจภายในป่า และพบร่างของผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆาตกรรมโดยตัดศีรษะออกจากร่าง ทั้งสองส่วนถูกแยกใส่ถุงซ่อนไว้ในป่า เมื่อตรวจสอบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต คุณนัทก็พบว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเจอเมื่อคืนก่อน!หลังจากตำรวจนำร่างออกจากพื้นที่ และสามารถจับกุมคนร้ายได้ เหตุการณ์ประหลาดบนถนนเส้นนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย ถนนสายเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เขาต้องเผชิญกับเรื่องราวสุดสะพรึง จึงกลับมาเป็นเพียงเส้นทางที่เขาใช้ขับรถกลับบ้านในทุก ๆ วัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณซอฟท์ ‘ที่นี่กูให้มึง’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]

20 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณซอฟท์ ‘ที่นี่กูให้มึง’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]

จุดเริ่มต้นมาจากการตามหาที่ดินเพื่อสร้างธุรกิจร้านผ้าไทยตามปกติ แต่ก็มีเรื่องชวนขนลุกให้ชวนคิด เพราะที่ดินที่ไม่มีใครสามารถครอบครองได้ กลับเป็นใจให้พวกเขาซื้อที่ดินนั้นได้อย่างราบรื่นราวกับเจ้าที่เป็นคนเลือกพวกเขาด้วยตัวเอง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ที่นี่กูให้มึง’ ‘คุณซอฟต์’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณซอฟต์ และคุณนิก (แฟน) เริ่มอยากมีหน้าร้านเพื่อขายผ้าลายยางที่ทำออนไลน์กันมา เริ่มสร้างหน้าร้านขายผ้าลายยาง และทำคาเฟ่ชื่อว่า ‘ภูษาผ้าลายยาง และภูษาคาเฟ่’ โดยคิดเอาไว้ว่าจะทำที่จังหวัดเพชรบุรีเพราะเป็นบ้านเกิด และอยากทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ผ้าลายยางในตอนแรกกำลังดูที่ดินผืนแรก ทั้งคู่ก็คิดว่ามันเล็กไป เข้า-ออกไม่สะดวก แต่ก็คิดกับตัวเองว่าเดี๋ยวก็เจอที่ดินที่ถูกใจ จนได้เจอที่ดินผืนหนึ่งรู้สึกถูกใจมาก และก็พบว่ากำลังประกาศขายออนไลน์มานานมากกว่า 2 ปี แต่คุณป้าเจ้าของที่ดินก็เล่าว่าไม่มีใครซื้อได้สำเร็จเลย เพราะคนที่มามัดจำ หรือนายหน้ามักจะมีเหตุที่ทำให้ต้องทิ้งเงินมัดจำ และป่วยไปเสียก่อน แต่พวกเขากลับซื้อ และโอนที่ดินได้อย่างง่ายดาย ระหว่างการก่อสร้างก็ได้มีการนำไม้เก่า และเรือนไทยจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาปลูกสร้าง แต่ในตอนที่ไปดูเรือนไทยก็ได้พบว่าตรงมุมห้องมีรถของเล่นเด็ก และขวดน้ำแดง แต่ก็เพราะไม่ได้รู้สึกอึดอัด หรือตะขิดตะขวงใจอะไร คุณซอฟต์ และแฟนจึงตัดสินใจซื้อเรือนไทยหลังนี้ แต่หลังจากนั้นก็มีเรื่องแปลก ๆ ตามมา เพราะในวันต่อมาคุณนิกฝันถึงเด็กผู้ชายชุดขาวมาขออยู่ด้วยคุณซอฟต์จึงปะติดปะต่อเรื่อง และคุยกับคนขายเรือนไทยได้เรื่องว่า “เลี้ยงกุมารนะ น้องเขาอาจจะเห็นพวกเขา และถูกชะตาจึงอยากมาอยู่ด้วย” หลังจากนั้นก็ดำเนินการปลูกเรือนไทยนี้ไปจนเสร็จ และได้เรือนไทยเพิ่มอีกหลังมาจากจังหวัดอ่างทองเพิ่มอีกหลัง ซึ่งความตั้งใจคือเอาเรือนนี้มาเก็บไว้ที่โรงไม้ แต่หลังจากที่นำเรือนไทยหลังนี้มา หมาที่เลี้ยงเอาไว้ก็มีพฤติกรรมแปลกอย่างเห่าใส่เรือนไทยไม่หยุด และเห่าต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ จนได้ไปปรึกษากับ ‘หมอธรรม’ ก็พบว่ามีวิญญาณผู้หญิงติดมากับไม้ที่ใช้สร้างเรือนไทย แต่พอทำบุญไปให้เหตุการณ์ก็กลับมาสงบ จนระยะเวลาล่วงเลยมาจนถึงปลายปี 2565 ที่การก่อสร้างมีแต่ปัญหา ไม่ว่าจะสร้างอะไรทุกอย่างก็พังไปหมด มีปัญหาเยอะมาก จนคืนหนึ่งคุณนิก ฝันเห็นรถกระบะเก่าสนิมเขรอะจอดอยู่ บนรถมีหญิงชราผมขาวแต่งชุดแบบไทยทรงดำนั่งหันหลังอยู่ พยายามชวนคุยด้วยเท่าไหร่ก็ไม่มีใครตอบ แต่จู่ ๆ หญิงชราก็หันมาพูดด้วยภาษาไทยทรงดำว่า“ที่นี่กูให้มึง กูให้มึงคนเดียว”พร้อมบอกให้เอาที่ดินไปทำให้เจริญ และอย่าลืมทำพิธี ‘เสนเรือน’ ทุก ๆ 4 ปีให้ด้วย พอคุณนิก สะดุ้งตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้อย่างหนัก เพราะบอกความรู้สึกไม่ได้ว่าในตอนนี้กำลังกลัว หรืออบอุ่นกันแน่ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้จัดพิธีตามที่หญิงชราขอในฝัน ปัญหาการสร้างที่เกิดขึ้นก็คลี่คลาย และราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากนั้นคุณซอฟต์ และแฟนก็มองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครอง แต่คนรอบข้างก็พบเจอความหลอนเหล่านี้เรื่อย ๆ เช่นชาวบ้านที่ขับรถผ่านกลางดึกมักจะรู้สึกวังเวง และรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองลงมาจากชั้น 2 ของเรือนไทย หรือช่างปูนที่มาทำถนนแล้วกางเต็นท์นอนหน้าพื้นที่ก็เจอดีจนอยู่ไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้นอนอยู่คนเดียว และมีคนคอยเดินจ้องมองเต็นท์อยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่ช่างติดผ้าม่านก็ยังเอ่ยปากทักว่าที่ร้านก็มีเด็กมาวิ่งเล่นด้วย หรือเปล่า? ซึ่งจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็เป็นการตอกย้ำว่าวิญญาณทุกดวงยังคงวนเวียนและคอยรักษาสถานที่แห่งนี้เอาไว้ตลอด(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณหมอบอม ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]

18 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณหมอบอม ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]

พักค้างคืนในรีสอร์ทตกลางดอย กับบ้านพักทรงเรือนไทยเก่าที่รายล้อมด้วยป่าทึบ จู่ ๆ กลางดึกกลับเจอเตียงสั่นราวกับมีใครกำลังนั่งขย่มอยู่ปลายเท้า ตามมาด้วยสัมผัสของ “มือปริศนา” เเละเงาผู้หญิงที่ยืนจ้องอยู่หลังม่าน! หรือว่าบ้านเรือนไทยหลังนี้จะมีบางสิ่งซ่อนอยู่ และคืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในห้องเพียง 2 คนตั้งแต่แรก…?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ ‘คุณหมอบอม’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สยองขวัญที่ตนเองยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างเดินทางไปเข้าค่ายของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้คุณหมอบอมต้องเผชิญกับเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกตลอดทั้งคืน แต่ยังทิ้งความสงสัยเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งที่พบเจอในคืนนั้นคืออะไรกันแน่คุณหมอบอมเริ่มต้นเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วม ‘ค่ายนพลักษณ์’ ซึ่งเป็นค่ายที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง และเพื่อนร่วมคณะผ่านกิจกรรมละลายพฤติกรรม และการทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้นในการเข้าค่ายครั้งนั้น ทางคณะได้พานักศึกษาเดินทางไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา และดอยที่ทอดตัวกว้างใหญ่โดยรอบ โดยคณะเดินทางไปถึงรีสอร์ทในเวลาประมาณ 13.00 น. และเริ่มเข้าพักตามโซนที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้สำหรับที่พักของรีสอร์ทแห่งนี้ มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน โดยโซนที่คุณหมอบอมเข้าพักเป็นบ้านเรือนไทยที่สร้างด้วยไม้ ส่วนฝั่งนักศึกษาหญิงจะพักอยู่ในอาคารใหม่สไตล์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ขณะที่นักศึกษาชายจะพักอยู่ในเรือนไทยดังกล่าว คุณหมอบอมได้เข้าพักร่วมกับคุณหมอภูมิ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ก่อนจะสอบเข้ามาเรียนแพทย์ด้วยกัน โดยห้องพักของทั้งคู่อยู่บนชั้น 4 ของเรือนไทย ซึ่งบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบ้านไม้แบบล้านนา ทั้งพื้นไม้ ผนังไม้ และงานแกะสลักลวดลายต่าง ๆ ที่ประดับอยู่ภายในห้องด้วยความที่คุณหมอบอมเป็นคนชอบสำรวจสถานที่ เมื่อเข้าไปในห้องจึงได้เดินสำรวจบริเวณต่าง ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นผ้าม่านที่สามารถเปิดออกไปชมวิวด้านหลังของอาคารได้ แต่ภาพที่ปรากฏกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะด้านหลังเรือนไทยเป็นป่าทึบที่ให้บรรยากาศวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดดังแว่วอยู่ท่ามกลางความเงียบนอกจากนี้ คุณหมอบอมยังสังเกตเห็นอาคารอีกหลังหนึ่งที่อยู่บริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ และมีป้ายลักษณะคล้ายสติกเกอร์ห้ามเข้า ติดอยู่บริเวณที่ดูคล้ายกับจุดเกิดเหตุฆาตกรรม ภาพดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกเอะใจและไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่ชวนให้สงสัยยิ่งไปกว่านั้น คือบริเวณใกล้ประตูที่ออกไปยังระเบียง มีประตูบานหนึ่งถูกล็อกกุญแจเอาไว้ พร้อมกับมีเก้าอี้วางขวางทับอยู่ ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกว่าบริเวณดังกล่าวดูผิดปกติอย่างมาก จนต้องหันไปบอกคุณหมอภูมิว่าขอปิดม่าน เพราะไม่อยากมองเห็นภาพด้านหลังที่ทำให้รู้สึกหวาดระแวงหลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ออกจากห้องเพื่อไปรับประทานอาหาร โดยเดินลงมาจากชั้น 4 แต่เมื่อถึงด้านล่างกลับพบว่าลืมกุญแจห้องเอาไว้ จึงต้องแจ้งพนักงานของรีสอร์ทให้ช่วยพาขึ้นไปเปิดประตูอีกครั้งอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกแปลกใจ คือท่าทีของพนักงานคนดังกล่าวที่ระหว่างเดินขึ้นไปยังห้องแทบไม่พูดคุยกับทั้งคู่เลยแม้แต่คำเดียว เมื่อช่วยเปิดประตูห้องให้เรียบร้อยแล้ว พนักงานก็รีบเดินออกไปทันที โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แม้คุณหมอบอมจะรู้สึกเอะใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนจะกลับเข้าไปพักผ่อนตามปกติทว่าหลังจากผ่านคืนแรกไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเริ่มทำให้คุณหมอบอมรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช้าวันถัดมาคุณหมอบอมตื่นขึ้นมา และหันไปเล่าความฝันให้คุณหมอภูมิฟังว่า “ภูมิเมื่อคืนฝัน ฝันถึงคนตาย ฝันว่าแม่ตัวเองอ่ะตายในป่าช้า มีเลือดอาบหน้าเต็มหมดเลย”ในตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้คิดว่าเรื่องราวดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนต่อมา และยังคงเข้าร่วมกิจกรรมของค่ายตามปกติกระทั่งเข้าสู่คืนที่สองของการเข้าค่าย ซึ่งเป็นคืนที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ลักษณะนิสัยของอาจารย์ กิจกรรมดำเนินไปจนดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน ก่อนที่คุณหมอบอมจะกลับขึ้นห้องพักในเวลาประมาณ 01.00 น. เมื่อกลับมาถึงห้อง คุณหมอบอม และคุณหมอภูมิจึงนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสาเพื่อน ทั้งเรื่องความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงประมาณ 02.00 น. กว่า ๆ คุณหมอภูมิ เริ่มรู้สึกง่วงจึงขอตัวนอนก่อน ส่วนคุณหมอบอมยังไม่นอนในทันที แต่ลุกไปอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะกลับขึ้นเตียงเพื่อเตรียมตัวพักผ่อนทว่าในช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับได้ยินเสียงน้ำหยดดังมาจากบริเวณอ่างอาบน้ำ“ติ๋ง ๆ”เสียงน้ำหยดดังขึ้นเป็นจังหวะคล้ายกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ ทั้งที่ภายในห้องควรจะเงียบสงบในยามดึก คุณหมอบอมเล่าว่าตนเองเป็นคนหลับยาก หากมีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้นอนไม่หลับได้ จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปตรวจสอบ และปิดก๊อกน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปยังห้องน้ำ คุณหมอบอมเปิดไฟบริเวณเตียงนอนก่อน จากนั้นจึงเปิดไฟตรงโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งมีกระจกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปเปิดไฟในห้องน้ำตามลำดับเมื่อเข้าไปภายในห้องน้ำ คุณหมอบอมสังเกตเห็นคราบสนิมอยู่เต็มบริเวณต่าง ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าห้องถูกปล่อยทิ้งไว้นานเพียงใดก็ตามหลังจากปิดก๊อกน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอมกลับมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นขณะเตรียมปิดไฟ และเดินกลับไปยังเตียง โดยเล่าว่าเมื่อปิดไฟภายในห้อง ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ราวกับว่าตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเดิม แต่เหมือนกำลังอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่คุ้นเคยแม้จะรู้สึกกลัว แต่ด้วยความง่วงที่มีมากกว่า คุณหมอบอมจึงรีบปิดไฟแล้ววิ่งกลับขึ้นเตียงเพื่อหวังจะนอนให้หลับเสียทีแต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากนอนไปได้สักพัก คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกว่าเตียงบริเวณปลายเท้าสั่นไหว ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มเตียงอยู่ คุณหมอบอมพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นคุณหมอภูมิที่กำลังพลิกตัว หรือขยับตัวขณะนอนหลับ เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย คุณหมอบอมจึงกลิ้งตัวไปยังฝั่งที่คุณหมอภูมินอนอยู่ และสังเกตดูว่าอาการสั่นของเตียงจะหยุดลง หรือไม่แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามเตียงยังคงสั่นไหวอยู่เช่นเดิม ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มอยู่ตรงปลายเตียงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่คุณหมอบอมขยับตัวไปอยู่ใกล้เพื่อนแล้วก็ตามในขณะที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับรู้สึกเหมือนมีมือของใครบางคนมาจับบริเวณขาของตนเองความรู้สึกในตอนนั้นทำให้คุณหมอบอมตกใจ และหวาดกลัวอย่างมาก จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทันที ก่อนจะพยายามปลุกคุณหมอภูมิด้วยการเรียกชื่อ และเขย่าตัวเพื่อน“ภูมิ ๆ”แต่ไม่ว่าจะเรียกหรือเขย่าตัวอย่างไร คุณหมอภูมิก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเสียทีขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 03.00 น. คุณหมอบอมจึงทำได้เพียงนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม พร้อมกับสวดมนต์เพื่อให้ตนเองสงบลง และคิดในใจว่า“ถ้ามีอะไร เดี๋ยวทำบุญไปให้นะ”หลังจากสวดมนต์อยู่พักหนึ่ง อาการสั่นของเตียงก็ค่อย ๆ หยุดลง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขาก็หายไปเช่นกัน คุณหมอบอมจึงค่อย ๆ เปิดผ้าห่มออกจากศีรษะ พร้อมหวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะจบลงเสียทีแต่ความเงียบสงบที่กลับคืนมาได้ไม่นาน กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกครั้งต่อไปคุณหมอบอมเล่าว่าภายในห้องยังมีตู้เสื้อผ้าไม้ลักษณะเป็นซี่ ๆ ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับห้องน้ำ โดยมีแสงไฟอยู่ด้านในตู้ ขณะที่กำลังพยายามข่มตานอนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากบริเวณตู้เสื้อผ้าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเล็บของผู้หญิงที่กำลังขูดไปตามซี่ไม้ของตู้เสื้อผ้า“ครูด ๆ” เสียงนั้นดังซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 10–15 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้คุณหมอบอมรู้สึกหวาดกลัวจนแทบไม่อยากอยู่ภายในห้องนี้อีกต่อไปจากเดิมที่พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้คุณหมอบอมกลับรู้สึกว่าตนเองต้องการออกจากห้องพักแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ในเวลานั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการรวบรวมสติและสวดมนต์อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวในใจว่าจะทำบุญไปให้ในวันรุ่งขึ้น และหลังจากนั้น เสียงเล็บที่ขูดไปตามซี่ไม้ก็ค่อย ๆ เงียบหายไปทว่าขณะที่คุณหมอบอม กำลังพยายามสงบสติอารมณ์ สายตากลับเหลือบไปเห็นบริเวณผ้าม่านด้านหลังห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เคยสำรวจในวันแรก และเป็นจุดที่มีประตูถูกล็อกกุญแจเอาไว้พร้อมเก้าอี้วางขวางอยู่คุณหมอบอมย้อนเล่าว่า ตั้งแต่คืนแรกที่เข้าพัก ตนเองเคยสังเกตเห็นแสงบางอย่างอยู่บริเวณดังกล่าว แต่ในตอนนั้นคิดว่าอาจเป็นแสงไฟที่ลอดออกมาจากหน้าต่าง จึงไม่ได้สนใจมากนักแต่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์แปลกประหลาดต่อเนื่องกันหลายครั้งในคืนเดียว ภาพแสงที่เคยเห็นกลับทำให้คุณหมอบอม เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างอาจมีความเชื่อมโยงกัน และในที่สุดสิ่งที่ปรากฏอยู่บริเวณผ้าม่านก็ทำให้คุณหมอบอม ต้องเผชิญกับภาพที่ยากจะลืมเลือนคุณหมอบอมเล่าว่า ตนเองเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว โดยเงานั้นหันหน้ามาทางตนเองราวกับกำลังจ้องมองอยู่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่อเนื่องกันตั้งแต่เสียงน้ำหยด เตียงสั่นคล้ายมีคนขย่มเตียง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขา เสียงคล้ายเล็บขูดตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน คุณหมอบอมก็ยอมรับว่าขณะนั้นรู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด สุดท้าย ด้วยความเหนื่อยล้า และสภาพร่างกายที่แทบไม่ไหว คุณหมอบอมจึงไม่สามารถประคองสติเอาไว้ได้อีกต่อไป และเผลอหลับไปในลักษณะกึ่งรู้สึกตัวกึ่งไม่รู้สึกตัว ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งในเวลาประมาณ 06.00 น. เมื่อคุณหมอภูมิลุกขึ้นมาเตรียมตัวอาบน้ำแม้จะผ่านพ้นคืนอันยาวนานมาได้ แต่คุณหมอบอมยอมรับว่ายังไม่สามารถเรียบเรียงความคิด หรือพูดคุยกับเพื่อนได้ตามปกติ เพราะความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงติดอยู่ในความรู้สึก จึงทำได้เพียงลุกขึ้นไปอาบน้ำ และเตรียมตัวลงไปรับประทานอาหารเช้าตามที่คุณหมอภูมิชวนแต่เรื่องราวในเช้าวันนั้นกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ทันทีที่ทั้งคู่เปิดประตูห้องพักออกมา กลับพบแมวดำตัวหนึ่งอยู่บริเวณหน้าห้อง ก่อนที่แมวดำตัวนั้นจะกระโดดขึ้นไปบนราวบันได และเดินตามทั้งสองลงไปจนถึงชั้น 1 ภาพของแมวดำที่ปรากฏขึ้นหลังจากคืนอันน่าสะพรึงกลัว ยิ่งทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดดูชวนขนหัวลุกมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าแมวดำตัวนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหรือไม่ก็ตามเมื่อเดินทางลงมาถึงด้านล่าง คุณหมอบอมได้เข้าไปยังห้องพักของคุณหมอเจน ซึ่งเป็นคนรักของคุณหมอภูมิ และเมื่อคุณหมอเจนเห็น คุณหมอบอมก็สังเกตได้ทันทีว่าดวงตาแดงก่ำผิดปกติ จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นคำถามดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมกลั้นความรู้สึกไม่ไหว ก่อนจะร้องไห้ออกมา และเล่าว่าตนเองแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน พร้อมเปิดใจบอกถึงเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในห้องพัก คุณหมอภูมิเองก็ได้รับฟังเรื่องราวบางส่วนมาตั้งแต่วันแรกที่คุณหมอบอม เริ่มบอกว่าห้องพักให้ความรู้สึกอึดอัด และบริเวณด้านหลังอาคารดูน่ากลัวผิดปกติ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่สองกลับทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่อได้ย้อนกลับมาทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด คุณหมอบอมยังคงติดใจอยู่หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเหตุใดพนักงานจึงมีท่าทีเงียบผิดปกติ และรีบเดินออกไปหลังจากช่วยเปิดห้องพัก เหตุใดห้องน้ำจึงเต็มไปด้วยคราบสนิม เหตุใดประตูบริเวณด้านหลังจึงถูกล็อกกุญแจ และมีเก้าอี้วางขวางเอาไว้ รวมถึงอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเรือนไทยนั้นเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก่อนหรือไม่?ยิ่งไปกว่านั้น คุณหมอบอมยังเล่าว่า ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อเล่าต่อกันมาว่าเป็นช่วงเวลาปล่อยผี นอกจากประสบการณ์ที่คุณหมอบอมพบเจอด้วยตนเองแล้ว ยังมีเสียงผิดปกติจากบริเวณด้านหลังอาคารดังแว่วเข้ามาในคืนนั้น โดยมีลักษณะคล้ายเสียงกรีดร้องที่คุณหมอบอมเปรียบว่าเหมือนเสียงผีเปรต ขณะเดียวกัน อาจารย์แพทย์ที่ร่วมเดินทางไปเข้าค่ายในครั้งนั้นก็เล่าว่า ตลอดทั้งคืนรู้สึกเหมือนมีคนเดินไปเดินมาอยู่บริเวณหน้าห้องพักไม่หยุดเรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณหมอบอม ยิ่งรู้สึกค้างคาใจ เพราะแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากอะไร และห้องพักที่ตนเองเข้าพักในคืนนั้นเคยมีประวัติความเป็นมาอย่างไรหลังจากเดินทางกลับ คุณหมอบอมจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำตำหนิจากคุณแม่ที่ถามว่าทำไมถึงไม่พกพระติดตัวไปด้วยคุณหมอบอมเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นตนเองแทบทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับคุณแม่ พร้อมร้องไห้ไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า คือคุณแม่กลับเอ่ยถามขึ้นมาราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า“เจออีกแล้วใช่ไหม”นอกจากนี้ คุณหมอบอมยังเล่าว่าตนเองได้แอบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ทแห่งดังกล่าวภายหลัง และพบข้อมูลที่ระบุว่าบริเวณพื้นที่ของรีสอร์ทเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อนแม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นโดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อย้อนนึกถึงบรรยากาศของเรือนไทย ป่าทึบด้านหลังอาคาร ประตูที่ถูกล็อกเอาไว้ เสียงปริศนา และเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน ทุกอย่างกลับยิ่งทำให้คุณหมอบอมรู้สึกค้างคาใจจนถึงทุกวันนี้เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณหมอบอมก็ไม่เคยได้สอบถามประวัติของห้องพัก หรืออาคารที่ตนเองเข้าพักอย่างจริงจัง จึงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าสิ่งที่พบเจอในคืนนั้นเกิดขึ้นจากอะไรและสิ่งที่ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่านั้น คือคุณหมอบอมได้ทิ้งท้ายว่า ตลอดชีวิตของตนเองมักมีวิญญาณหลากหลายตนมาปรากฏให้พบเจอ เพื่อกล่าวขอบคุณอยู่เสมอเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุการณ์ในค่ายแพทย์ครั้งนั้นเป็นเพียงประสบการณ์หลอนที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือแท้จริงแล้ว สถานที่แห่งนั้นมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งยังคงรอให้ใครสักคนกลับไปค้นหาคำตอบ…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

13 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

ทั้งที่ใช้วัตถุดิบเดิม ไม่เคยปรับเปลี่ยนอะไร แต่ลูกค้าประจำกลับทักว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?” ทั้งที่พี่เอกจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาโดยตลอด แล้วอะไร? คือสาเหตุที่ทำให้ขนมของเขาเปลี่ยนไป?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ตุลาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากแบงค์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ แบงค์เกนสไตน์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจาก ‘พี่สุ เวรเปล’ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจอาจประสบพบเจอได้ โดย ‘พี่เอก (นามสมมติ)’ ซึ่งเป็น LGBT ได้เข้ามาปรึกษาพี่สุเกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองพบเจอในช่วงแรก พี่เอกเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้รับแจ้งให้ออกจากงานจากการ Lay off พนักงาน โดยบริษัทไม่ได้ให้ออกในทันที แต่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปี ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดลใจให้ พี่เอกนำเงินที่สะสมมาไปปิดบัตรเครดิตตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และหลังจากปิดบัตรได้เพียง 1 เดือน พี่เอกก็ได้รับแจ้งว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อพนักงานที่ต้องออกจากงาน ท่ามกลางความโชคร้าย พี่เอกก็ยังรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยได้เคลียร์หนี้ไปก่อนแล้ว แถมยังได้รับค่าตกใจและเงินชดเชยต่าง ๆ ทำให้เงินก้อนนี้เหลือไว้ใช้ต่อโดยไม่ต้องนำไปชำระหนี้บัตรเครดิตอีก เขาจึงรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ได้ใจร้ายอะไร และยอมรับพร้อมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพี่เอกทำงานอยู่ในจังหวัดแห่งนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลังจากออกจากงาน เขาก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อดี แต่ด้วยความที่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านมีอายุมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจปรึกษากับคนรักว่าจะนำเงินก้อนนี้กลับไปที่บ้าน เพื่อดูแลครอบครัว พื้นฐานพี่เอกเป็นคนที่ชื่นชอบ และมีฝีมือในการทำเบเกอรีอยู่แล้ว จึงได้ไปเปิดร้านในตลาดใหญ่ใจกลางจังหวัดบ้านเกิด ตลาดแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ซอย ซึ่งคือ 4 แถว โดยพี่เอกเป็นพ่อค้าหน้าใหม่ที่เปิดร้านอยู่ในซอยที่ 3 บริเวณท้าย ๆ ตลาด ด้วยความที่พี่เอกเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ร้านเบเกอรีของเขาขายดีมาก ในช่วง 2–3 เดือนแรก ขายดีเสียจนทำขายไม่ทัน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ร้านแรกที่อยู่ซอย 1 บริเวณทางเข้าตลาดกลับเปลี่ยนมาขายเบเกอรีเหมือนกับพี่เอก แม้กระทั่งการจัดหน้าร้านก็ยังเหมือนกัน จนเรียกได้ว่าเป็นการลอกเลียนแบบ สำหรับพี่เอก เขาไม่ได้แปลกใจหากจะมีสินค้าหลากหลายชนิด หรือมีสินค้าซ้ำกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจ คือก่อนหน้านี้ร้านดังกล่าวขายสินค้าอย่างอื่นอยู่ แต่ทำไมเมื่อร้านของพี่เอกขายดี อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมาขายสินค้าเหมือนกัน จนแทบจะเหมือนเป็นสาขาที่ 2 ของร้านพี่เอกเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลกระทบให้ยอดขายของร้านพี่เอกตกลงหลังจากถูกลอกเลียนแบบ ในเดือนแรกยอดขายเริ่มตก พอเข้าสู่เดือนที่ 2 ก็เริ่มขายได้เท่าทุน และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ก็เริ่มขายของไม่หมดจนกลายเป็นขาดทุน ทำให้พี่เอกเริ่มเครียด แต่พ่อค้าร้านข้าง ๆ ซึ่งขอใช้นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ เป็นคนดีกับพี่เอก เวลาเขาไปเข้าห้องน้ำ พี่หนึ่งก็จะคอยช่วยเฝ้าร้านให้ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ พี่หนึ่งสังเกตเห็นว่าร้านเริ่มขายไม่ดี จึงเข้ามาสอบถามพี่เอกว่าเครียดเรื่องอะไร และเกิดอะไรขึ้น? หลังจากพี่เอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เย็นวันนั้นพี่หนึ่งก็ชวนไปสังสรรค์ หลังจากกินดื่มไปได้สัก 3–4 กระป๋อง พี่หนึ่งก็เสนอว่ารู้จักอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เขาขายไม่ดี พอไปหาอาจารย์คนนี้แล้วก็กลับมาขายดีอีกครั้ง พี่เอกเห็นว่าพี่หนึ่งค้าขายได้ดีจริง สามารถหมุนเงินได้ แม้จะมีการกู้ยืมเงินต่าง ๆ แต่ก็ยังจ่ายหนี้รายวันได้อยู่เสมอ เมื่อเห็นเช่นนั้น พี่เอกจึงสนใจที่จะไปหาอาจารย์คนดังกล่าวเมื่อไปถึงสถานที่ สิ่งที่เห็นไม่ได้เห็นเป็นสำนักอะไร แต่เป็นเพียงห้องแถว ภายในไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รายล้อม เมื่อเข้าไปก็พบกับคุณลุงคนหนึ่งชื่อว่า ‘ลุงธน’ ซึ่งทำงานส่งของทั่วไป หลังจากพบกัน ลุงธนก็ถามไถ่ชื่อพี่เอก เมื่อพี่เอกบอกชื่อ และบอกว่ามาหาตามคำแนะนำของพี่หนึ่ง ลุงธนก็ทักขึ้นมาว่า หากมาตามคำชวนของพี่หนึ่ง คงมาเรื่องค้าขายแน่ ๆ พี่เอกก็ตอบไปตามตรงจากนั้น... ลุงธนก็นำเงินพดด้วงมาให้ โดยเป็นของเสมือนจริงที่นำไปปลุกเสก ไม่ใช่ของจริง พร้อมทั้งบอกว่าให้นำไปบูชาแล้วการค้าขายจะดีอย่างแน่นอน โดยมีค่าบูชาเพียง 59 บาทเท่านั้น เมื่อได้ยินราคา พี่เอกจึงรีบควักเงินออกมาจ่ายโดยไม่คิดอะไร การบูชาเงินพดด้วงนี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงวางเหรียญไว้กลางพาน และเทน้ำลงไปรอบ ๆ รวมถึงมีบทสวดสำหรับการบูชา ซึ่งพี่เอกก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลกไป หลังจากนั้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ ร้านก็กลับมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงมาอีกครั้ง จากการไปหาลุงธนครั้งก่อน พี่เอกได้รับเบอร์ติดต่อไว้ จึงโทรศัพท์ไปเล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว ยอดขายตกลง และร้านด้านหน้าก็กลับมาขายดี มีแต่คนไปซื้อร้านนั้น ลุงธนจึงบอกให้พี่เอกกลับไปหาอีกครั้ง เมื่อกลับไปหาลุงธนในครั้งนี้ แกก็ทักขึ้นมาว่า“มีใครทำอะไรกับร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงมันโอเคอยู่นะ มีใครมาใส่ของร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงก็ไม่ธรรมดานะ” จากนั้นลุงธนก็เสนอให้พี่เอก เติมของ แต่ครั้งนี้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 599 บาท โดยมีการเติมคาถาเปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ลุงธนอ้างว่าร้านจะต้องมีคนทำของใส่อย่างแน่นอนพี่เอกยอมรับว่าเครียด เพราะไม่มีเงินหมุนสำหรับทำร้าน การต้องจ่ายเงินถึง 599 บาทสำหรับการมู ก็ทำให้รู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็เลือกที่จะทำเพราะครั้งแรกเห็นผลดี อย่างไรก็ตาม เขายังคงรู้สึก 50-50 เพราะมั่นใจในฝีมือการทำเบเกอรีของตนเอง และมีพดด้วงมาช่วยเสริม ครั้งนี้จึงตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อซื้อสิ่งที่เปรียบเสมือนยาม รปภ. มาเฝ้าร้าน และช่วยปัดเป่าสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์ของร้านกลับมาเฟื่องฟู ขายดีเสียยิ่งกว่าเก่า ไม่เพียงแค่ขายของหน้าร้านหมดเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าสั่งซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และนำไปทำบุญอีกด้วย ร้านขายดีอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 ทุกอย่างกลับแย่ลงอีกครั้ง ยอดขายตกลงเรื่อย ๆ จนได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าประจำว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?”ทั้งที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบใด ๆ เพราะพี่เอกเป็นคนจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาก เขาเติบโตมากับบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และรู้ว่าการไม่ทรยศต่อลูกค้าจะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น เขาจึงใช้วัตถุดิบที่ดีมาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ขนมซึ่งเพิ่งซื้อไปจะเน่าเสียหรือมีกลิ่นเปรี้ยวบูดในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งแรกที่พี่เอกนึกถึงคือลุงธน ครั้งนี้พี่เอกบอกกับแกว่าท่าจะโดนของแรง เพราะขนมถึงขั้นเน่าเสีย ลุงธนตอบกลับมาว่าคาถาที่ได้ไปล่าสุดอาจอ่อนกำลังลง จึงให้บูชาของเพิ่มในราคา 1,099 บาท โดยอ้างว่าเป็นทีเด็ด เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ เพราะคาถาที่ใช้ไปนาน ๆ พลังจะอ่อนลง จึงต้องใช้คาถานี้ไปบูชาเพื่อชาร์จแบตเพิ่มครั้งนี้พี่เอกก็เครียดหนักเช่นเคย เนื่องจากราคาสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้ออยู่ดีหลังจากนั้น ร้านก็กลับมาขายดี และเฟื่องฟูเช่นเคย สถานการณ์วนอยู่แบบเดิม คือขายดีได้ประมาณ 4 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 โดยในการบูชาครั้งที่ 3 นี้ ลุงธนได้ให้กระดาษใบเล็ก ๆ มาหนึ่งใบ พร้อมกล่าวว่า“หากขายไม่ดี ให้เปิดกระดาษนี้มา ในกระดาษจะมีของพิเศษอยู่”เมื่อถึงช่วงที่ยอดขายเริ่มตก พี่เอกจึงเปิดกระดาษแผ่นนั้นออกมา ข้างในมีคาถาสำหรับการบูชา พร้อมระบุวิธีว่าต้องใช้ธูป 16 ดอก และดอกไม้ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือต้องเตรียมเลือดหมูสด ๆ 1 ถ้วย รวมถึงเนื้อหมูและไก่พร้อมเครื่องใน จุดนี้ทำให้พี่เอกเริ่มเอะใจว่า เหตุใดการบูชาจึงต้องใช้ทั้งเลือดและของดิบ เขาจึงไปสอบถามญาติ ๆ ว่าเคยพบเจอการบูชาลักษณะนี้หรือไม่ ทุกคนต่างตอบกลับมาว่า “ไม่นะลูก ที่พูดมามันเหมือนกับการไหว้ผี ไหว้สัมภเวสี”พี่เอกจึงยังไม่ซื้อของไหว้ และไม่ยอมอ่านคาถาในใบนั้น พร้อมทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความกังวลใจ รวมถึงตัดสินใจปิดร้านชั่วคราวในช่วงนั้น จากนั้นพี่เอกได้พูดคุยกับพี่สุ เวรเปล และได้รับรู้ว่าการท่องคาถาโดยใช้เลือด และของดิบนั้นไม่น่าจะเป็นการบูชาของดี พี่สุจึงได้ปรึกษากับพี่ชายซึ่งเป็นคนประกอบพิธีครอบครูให้ และได้วิธีมาแนะนำพี่เอกว่า “ให้นำของทั้งหมดไปทิ้งน้ำ ไปบวชพราหมณ์ และนั่งสมาธิทุกวันพระ เพื่อส่งบุญและเสริมเป็นเกราะป้องกันให้ตนเอง”หลังจากนั้น พี่เอกก็หายไปจาก พี่สุเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมาบอกว่าได้ไปจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งการนำของไปทิ้งน้ำตามคำแนะนำ รวมถึงการไปทำบุญ บวช และนั่งสมาธิอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอัปเดตคือ พี่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าร้านข้าง ๆ แท้จริงแล้วรู้จักกับทั้งเจ้าของร้านแรก และลุงธน กลุ่มนี้จะใช้วิธีให้ร้านแรกทำทีลอกเลียนแบบร้านที่ขายดีเกินหน้าเกินตา รวมถึงแนะนำให้เหยื่อไปหาลุงธน ซึ่งแท้จริงแล้วลุงธนไม่ใช่หมอผี แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่กลุ่มนี้อุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นหมอผี เพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยในตลาดก็มีผู้เสียหายจากการกระทำลักษณะนี้มาหลายคนแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเอาผิดได้ส่วนของที่นำมาให้พี่เอกบูชานั้น เป็นของที่ถูกปลุกเสกโดยอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นของไม่ดี พี่เอกเชื่อว่าของที่ได้มาคงมีผลจริง เพราะตั้งแต่ขายมาเขาไม่เคยเปลี่ยนวัตถุดิบเลย สุดท้ายแล้วพี่เอกยังโชคดีที่ไม่เสียสิ่งใดไปมากกว่านี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'คืนวันชูซอก' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

09 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'คืนวันชูซอก' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

จากการตั้งแคมป์สังสรรค์กันธรรมดา ก็เกิดเรื่องราวน่าขนลุก! จากการนัดรวมตัวเพื่อนฝูงคนไทยมากางเต็นท์ด้วยกันในวันหยุดยาว ก็ดันเกิดเรื่องหลอนทุก ๆ คืน จนได้เฉลยจากนายจ้างว่าสิ่งที่พวกเขาเจอคือสิ่งลี้ลับที่คาดไม่ถึง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คืนวันชูซอก’ ‘คุณกี้ เว้าพื้นผี’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ณ ประเทศเกาหลีใต้ ในตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาลชูซอก หรือวันไหว้บรรพบุรุษของเกาหลี ซึ่งจะเป็นช่วงที่เพื่อน ๆ คนไทยที่ทำงานแถวนั้นได้หยุดยาว จึงนัดกันมาสังสรรค์และกางเต็นท์นอนบริเวณสวนดอกไม้ที่คุณกี้ ทำงานอยู่ วันนั้นมีคนมารวมตัวกันเกือบ 20 คน กางเต็นท์กันประมาณ 5-6 หลัง ช่วงค่ำก็มีการกินดื่ม เปิดเพลงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ทุกคนก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันเข้านอน บางส่วนก็เรียกรถแท็กซี่กลับบ้านส่วน คุณกี้เองก็เข้าไปนอนในห้องพักที่ห่างออกไปไม่ไกล เหตุการณ์หลอนก็เริ่มขึ้นช่วงตี 1 กว่า ๆ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งที่นอนในเต็นท์ได้ยินเสียงคนเดินลงส้นเท้าตึงตังเหมือนคนไม่ใส่รองเท้าเดินวนอยู่รอบ ๆ เต็นท์ ในตอนแรกเพื่อนก็นึกว่าเป็นเพื่อนคนอื่นที่ลุกออกมาทำธุระส่วนตัว แต่เมื่อเปิดซิปออกไปดูกลับไม่พบใครเลยกลับเข้าไปนอนต่อ แต่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที เสียงนั้นก็ดังกลับขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในคราวนี้ได้ยินชัดเจนเต็มสองหูจนเหมือนกับว่ามีคน 4-5 คนมาเดินวนรอบเต็นท์เลย แต่พอเปิดดูก็ยังมีแต่ความว่างเปล่า และด้วยความกลัวเพื่อนคนนั้นจึงพยายามข่มตาหลับจนเช้า และนำเรื่องที่เจอมาเล่าให้คนอื่นฟัง ซึ่งในตอนแรกทุกคนก็คิดว่าคงมีคนมาแกล้ง แต่ในคืนเดียวกันนั้นเอง เพื่อนผู้ชายอีกคนที่เข้าไปนอนในห้องเดียวกันกับคุณกี้ ซึ่งตอนนั้นก็เปิดหน้าต่างห้องทิ้งไว้ก็เจอเพิ่มอีกคน เพราะจู่ ๆ ในขณะนั้นที่กลุ่มคุณกี้ ที่นั่งกินดื่มกันอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเสียงกระแทกผนังห้องดังกึก ๆ เหมือนคนกำลังดิ้นอยู่ข้างใน ก็เลยรีบวิ่งเข้าไปดูกันประมาณ 4-5 คนพบว่าเพื่อนกำลังนอนดิ้นทุรนทุรายเหมือนคนหายใจไม่ออก ก่อนที่จะสะดุ้งตื่นด้วยใบหน้าซีด และเล่าว่าช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับก็มี ‘อาจุมม่า’ (หญิงแก่ชาวเกาหลี) มายืนชี้หน้าด่าเป็นภาษาเกาหลีอยู่ที่หน้าต่างเหมือนว่ากำลังไล่ให้ออกไป และกำลังจะปีนเข้ามาในห้อง ซึ่งในตอนนั้นตัวเขาเองก็ขยับไม่ได้เลยแต่คุณกี้ และเพื่อนก็เข้ามาในห้องก่อนจึงตื่นในทันที ทำให้คืนนั้นเพื่อนคนนี้กลัวจนต้องเรียกแท็กซี่กลับทันที ซึ่งความหลอนก็ยังไม่จบแค่นั้น ตกเย็นวันต่อมาที่เหลือคนอยู่แค่ 4-5 คน ก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘น้ำ’ ซึ่งเธอไม่เชื่อเรื่องลี้ลับเลย ได้เข้าไปนอนเล่นโทรศัพท์ในเต็นท์คนเดียว จู่ ๆ น้ำก็เห็นเงาคนเดินวนรอบเต็นท์ไปมาในตอนแรกเธอก็คิดว่าเป็นเพื่อน จึงทักไปว่า “หนึ่ง แม่นบ่” ทำให้เงาหยุดชะงัก ไม่ตอบ แต่กลับค่อย ๆ ขยับมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเต็นท์ เมื่อน้ำรูดซิปเต็นท์เพื่อชะโงกหน้าออกไปดู ก็ช็อกสุดขีดเพราะสิ่งที่เห็นคือร่างคนที่ใส่เสื้อผ้าปกติ แต่ไม่มีหัว และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเท้าเช่นเดียวกัน ทำให้ร่างนั้นลอยอยู่เหนือพื้นทำให้น้ำกรี๊ดสุดเสียง ช็อก ตัวแข็ง หน้าซีด และพูดไม่รู้เรื่อง เอาแต่ร้องไห้และพูดว่า “คนไม่มีหัว ๆ” ก่อนที่จะรีบเรียกแท็กซี่หนีกลับไปอีกคน เช้าวันถัดมานายจ้างชาวเกาหลีก็แวะเข้ามาหา คุณกี้จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้นายจ้างฟัง นายจ้างจึงพาเดินข้ามถนนไปดูพื้นที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งปรากฏว่าเป็น ‘หลุมศพ’ คล้ายฮวงซุ้ยประมาณ 5-6 หลุม นายจ้างเฉลยความจริงให้ฟังว่า คนแถวนี้มักจะเห็นผีคนแก่ และผีไม่มีหัวเดินวนเวียนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่มีคนมารวมตัวส่งเสียงดังในตอนกลางคืน เพราะวิญญาณกลุ่มนี้ไม่ชอบคนส่งเสียงดัง และที่สำคัญ คือเป็นชาตินิยมไม่ชอบคนต่างชาติ นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมกลุ่มเพื่อนคนไทยของคุณกี้ถึงโดนหลอกหลอนตลอดการพักผ่อน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเอ ตามสั่ง l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]

05 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอ ตามสั่ง l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]

น้องที่รู้จักมาขอให้ช่วยดูว่ามีอะไรอยู่ในร่างกาย เมื่อเปิดกล้องดู ถึงกับช็อคเมื่อข้างในดวงตาของน้องเป็นรูปวงรีคล้ายกับตาของงู!ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเงาเล็ก ๆ คอยเลื้อยไปมาตามตัว หลังจากนั้นอาการของน้องไม่ดีขึ้นเกิดอาการคันจนทนไม่ไหวน้องก็จะหยิบใบมีดขึ้นมากรีดตัวเองเพื่อจะเอางูพวกนั้นออก แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นผงสีขาว พร้อมเลือดสีดำออกมาแทน จนได้รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณไสยย้อนกลับ!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุณไสยงูดำ’ ‘คุณเอ ตามสั่ง’ ได้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และน้องคนหนึ่ง โดยปกติเธอเป็นคนที่สามารถมองเห็นดวงวิญญาณได้จึงมักมีผู้คนเข้ามาขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ กระทั่งวันหนึ่ง ‘เดือน’ ได้ติดต่อเข้ามาขอให้คุณเอช่วยดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง คุณเอจึงตัดสินใจโทรหา และช่วยตรวจดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์แต่ทันทีที่ภาพของเดือนปรากฏขึ้นตรงหน้า คุณเอกลับต้องชะงัก เพราะสิ่งที่เห็นนั้นผิดแปลกไปจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน นัยน์ตาของเดือนเปลี่ยนเป็นรูปทรงรี คล้ายดวงตาของงูไม่เหมือนดวงตาของมนุษย์ตามปกติ และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือ คุณเอยังสังเกตเห็น เงาดำเล็ก ๆ คล้ายตัวงูกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของเดือน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเลื้อยไปทั่วร่างกายหลังจากเห็นสิ่งผิดปกติ คุณเอจึงถามกลับไปทันทีว่า “ไปทำอะไรมารึเปล่า?” เดือนจึงเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยทำ ‘คุณไสยงูดำ’ ใส่ผู้ชายคนหนึ่ง แต่สุดท้ายของกลับตีกลับเข้าหาตัวเองแทน จากนั้นชีวิตของเดือนก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอเริ่มเห็นงูอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลับ หรือเดินไปที่ไหนก็เหมือนมีงูดำปรากฏอยู่ตรงหน้า ราวกับภาพหลอนที่ตามติดเธอไปทุกแห่ง นอกจากภาพที่เห็นแล้ว เดือนยังมีอาการคันตามเนื้อตัวอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง และเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกาย บางครั้งความรู้สึกนั้นลามเข้าไปถึงกระเพาะ หรือแม้แต่บริเวณลำคอราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นพล่านอยู่ภายในจนแทบทนไม่ไหวเมื่ออาการกำเริบหนักขึ้น เดือนถึงขั้นหยิบใบมีดโกนขึ้นมากรีดผิวหนัง หวังจะนำสิ่งแปลกปลอมที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ในร่างกายออกมาแต่สิ่งที่ไหลออกมากลับไม่ใช่งูอย่างที่คิดแต่กลับกลายเป็น ผุยผงสีขาวเล็ก ๆ คล้ายเกล็ดงู และเลือดที่มีสีดำคล้ำผิดปกติ หลังจากนั้นอาการคันกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เดือนต้องออกแรงเกาตามร่างกายอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้จนเกิดเป็นรอยแผล และมีเลือดซิบไปทั่วทั้งตัวยิ่งเวลาผ่านไปอาการของเธอก็ยิ่งหนักขึ้นจนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เมื่อไม่รู้จะหาทางออกจากเรื่องนี้อย่างไรเดือนจึงตัดสินใจกลับไปหาต้นสายของผู้ที่เคยทำคุณไสยให้กับเธอ แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่า อาจารย์คนนั้นไม่อยู่แล้ว..ท้ายที่สุดเดือนจึงตัดสินใจเดินทางไปประเทศมาเลเซีย โดยหวังว่าการออกไปให้ไกลจากประเทศไทยอาจช่วยให้คุณไสยที่กำลังตามเล่นงานเธอหายไป แต่ถึงจะข้ามประเทศไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่หายไป คุณไสยยังคงติดตามเดือนอยู่เพียงแต่อาการไม่ได้รุนแรงเท่าตอนที่อยู่ประเทศไทย เธอจึงถ่ายรูปส่งมาให้ คุณเอช่วยดูอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วเดือนเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวย และหุ่นสมส่วนแต่เมื่อคุณเอเปิดดูภาพที่ได้รับกลับต้องตกใจ เพราะร่างกายของเดือนนั้นผอมซูบลงอย่างเห็นได้ชัด จนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ราวกับมีบางสิ่งค่อย ๆ กลืนกินทุกอย่างที่อยู่ภายในตัวเธอออกไปจนหมด คุณเอจึงแนะนำให้เดือนเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ไขคุณไสยที่กำลังเล่นงานเธออยู่ กระทั่งถึงวันที่เดือนต้องเดินทางกลับถึงไทย ระหว่างที่... คุณเอกำลังรอการกลับมาของเธออยู่นั้น โทรศัพท์ของคุณเอ ก็ดังขึ้นปลายสายคือน้องชายของเดือน ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนที่โทรมาถึงไม่ใช่เดือน เธอจึงถามน้องชายของเดือนไปว่า‘อ้าว ทำไมเดือนไม่โทรมาล่ะ ถึงไทยรึยัง’ น้องชายเดือนก็ตอบกลับมาว่า‘พี่เดือนถึงไทยตั้งแต่เช้าแล้วนะแต่เขาเสียชีวิตแล้ว..’น้องชายของเดือนก็ได้เล่าให้เธอฟังว่า หลังจากที่เดือนถึงไทย เดือนก็ได้มีอาการหน้ามืด และล้มลงแต่สิ่งที่น่าขนลุกคือที่หู ตา จมูก และปากของเดือนนั้นมีเลือดสีดำไหลออกมา ไม่เพียงแค่นั้น ตัวของเดือนยังมีอาการกระตุกเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยประโยคที่ทำเอาทุกคนขนลุกขึ้นมาว่า‘มันกลับมาเอาหนูแล้ว’ สิ้นเสียงนั้น เธอก็ได้เสียชีวิตลงทันทีแต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในวันที่มีการฌาปนกิจศพของเดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเปิดโลงเพื่อนำร่างเข้าเตาเผา ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์กลับต้องผวา เมื่อพบว่าภายในโลงมีงูดำ 3 ตัวนอนขดอยู่บริเวณลำตัวของเดือน!เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนก็รีบนำร่างของเดือน และงูพวกนั้นเข้าไปเผาทันทีกลายเป็นว่ากระดูกของเดือนที่ออกมานั้น กลายเป็นกระดูกที่ดำเหมือนถ่าน และไม่สามารถนำไปเก็บได้อีกเลย ต่อมาเลยก็ได้รู้ว่าคุณไสยงูดำที่เดือนทำใส่ผู้ชายคนนั้น คือการทำเสน่ห์ของทางฝั่งเขมร แต่ด้านฝ่ายชายนั้นมีภรรยาอยู่แล้วทางภรรยาเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด จึงได้พาตัวของผู้ชายนั้นไปแก้ของ และเมื่อคุณไสยถูกแก้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เดือนทำมาทั้งหมดนั้น จึงย้อนกลับมาพรากชีวิตของเดือนไปในที่สุด..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา l อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]

29 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา l อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]

กลับถึงคอนโดกลางดึก จู่ ๆ รู้สึกเหมือนมี “บางสิ่ง” กำลังจ้องมอง ทั้งที่ในห้องกลับไม่มีใคร ก่อนพบ “ดวงตา” ปริศนาโผล่อยู่ในตะกร้าผ้าข้างเตียง และยิ่งย้อนดูเหตุการณ์คืนนั้น ความจริงยิ่งชวนขนลุก…เพราะสิ่งที่เธอคิดว่าเป็น “ผี” อาจมีคำตอบที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทฤษฎีสีเลือด’ คุณภ.สำเภา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชวนขนลุก โดยย้ำตั้งแต่ต้นว่า เรื่องนี้ “ไม่มีผี แต่มีเลือด” เป็นเรื่องราวของคุณเตย ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอกำลังจะขึ้นปี 3 หลังจากย้ายออกจากที่พักภายในมหาวิทยาลัยมาอยู่คอนโดด้านนอกได้ประมาณ 1–2 ปีในช่วงเวลานั้น คุณเตยอาศัยอยู่ภายในคอนโดตามปกติ จนกระทั่งคืนหนึ่ง เธอออกไปทำกิจกรรม และเดินทางกลับคอนโดในช่วงดึก โดยคืนนั้นฝนตกหนักมาก เธอขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าสายฝนกลับมาถึงคอนโด ก่อนจะจอดรถตามปกติ และรีบวิ่งเข้าอาคารเมื่อกลับมาถึงห้อง ด้วยความที่เพิ่งตากฝนจนตัวเปียก เธอจึงรีบเข้าไปอาบน้ำทันที แต่หลังจากอาบน้ำเสร็จกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องน้ำ บรรยากาศภายในห้องกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่ตามปกติ แต่เธอกลับรู้สึกว่าทุกอย่างมืดลง และมองเห็นไม่ชัดก่อนจะรู้สึกว่า“ไฟมันหรี่ลงมันมัวไปหมด”จากที่ก่อนหน้านี้เธอสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในห้องได้ตามปกติ กลับกลายเป็นว่าการมองเห็นเหมือนถูกจำกัดให้โฟกัสอยู่เพียงจุดเดียว ไม่สามารถมองภาพโดยรอบได้กว้างเหมือนเดิม ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ และยื่นหน้ามาบดบังสายตาของเธอจากทั้งทางซ้าย และขวาตอนนั้นคุณเตยเริ่มรู้สึกไม่ดีอย่างมาก และรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เธอหยิบเสื้อผ้าที่เปียกฝนขึ้นมา เดิมทีตั้งใจจะนำไปตากที่ระเบียง แต่สุดท้ายกลับเดินเข้ามาในห้อง และโยนเสื้อผ้าลงตะกร้า ก่อนจะรีบกระโดดขึ้นเตียงและหยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อทันที“ฮัลโหลป๊าเอาอีกแล้วหนูรู้สึกอย่างงี้อีกแล้ว” คุณเตยอธิบายกับพ่อว่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เธอก็ไม่พบวิญญาณ หรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ไม่มีทั้งผู้หญิง คนแก่ หรือบุคคลอื่น แต่กลับรู้สึกอย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งกำลังมอง และจ้องเธออยู่ อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนสิ่งนั้นกำลังพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับเธอ แต่เธอไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาได้ และยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดมากขึ้นพ่อของคุณเตยจึงบอกให้เธอเปิดกล้องวิดีโอคอลมา เพื่อที่จะช่วยดูบรรยากาศภายในห้องให้ โดยพ่อของเธอเองเป็นคนที่มีความรู้สึกไว และมีสัมผัสบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณอยู่แล้วระหว่างที่คุณเตยแพลนกล้องไปรอบ ๆ ห้อง เธอก็ถามพ่อว่า“เนี่ยป๊าเห็นไหมมีอะไรไหมตรงเตียงตรงตู้โต๊ะมีไหม”ทันใดนั้น พ่อกลับบอกให้เธอแพลนกล้องไปยังบริเวณหนึ่ง“เดี๋ยวๆๆ แพลนไปตรงนี้ซิตรงตรงหน้าเราเลย”คุณเตยจึงแพลนกล้องไปยังบริเวณที่พ่อบอก ก่อนที่พ่อจะพูดขึ้นมาว่า “เออๆๆๆ ถือสายไว้นะเดี๋ยว ไปรับ”คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเตย รู้สึกว่าภายในห้องอาจมีบางสิ่งบางอย่างอยู่จริง เธอจึงถามพ่ออีกครั้งว่า สรุปแล้วมีอะไรอยู่ในห้องของเธอใช่หรือไม่ แต่พ่อกลับตอบเพียงว่า“เออเดี๋ยวไปรับรออยู่นั่นแหละเอออย่าไปไหนนะอยู่ที่นั่นนะห้ามออกไปไหนนะ” ก่อนหน้านี้คุณเตยยอมรับว่าตัวเองค่อนข้างสติแตก ตื่นตระหนก และหวาดกลัว แต่หลังจากได้คุยกับพ่อ เธอก็เริ่มสงบนิ่งลง เมื่อรู้ว่าพ่อกำลังจะมารับ เธอจึงบอกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นเธอสวมชุดนอนอยู่คุณเตยลุกออกจากเตียงและเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเตรียมเปลี่ยนชุด แต่ทันใดนั้นพ่อกลับรีบบอกว่า“หยุด! ไม่ต้องเปลี่ยนละไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปที่เตียง แล้วรอจนกว่าพ่อจะถึง” คำพูดของพ่อยิ่งทำให้คุณเตยเชื่อว่าภายในห้องต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุใดพ่อจึงไม่ยอมให้เธอลุกออกจากเตียง หรือแม้แต่เปลี่ยนเสื้อผ้า ในที่สุด พ่อก็เดินทางมาถึง และพาคุณเตยออกจากห้องเพื่อเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางกลับ คุณเตยจึงถามพ่ออย่างตรง ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องคืออะไร เพราะตัวเธอเองมองไม่เห็นอะไร แต่กลับรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้ และเชื่อว่าพ่อน่าจะเห็นอะไรบางอย่างจนเธอค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่พ่อเห็นอาจเป็นวิญญาณ อย่างไรก็ตาม พ่อกลับตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง ขณะที่แม่ของคุณเตย ได้เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนที่พ่อเดินทางไปรับคุณเตย พ่อบอกให้แม่เอาผ้ามาคลุมตัวเธอไว้ ส่วนพ่อเดินเข้าไปในห้อง และจัดการอะไรบางอย่าง ก่อนจะบอกกับคุณเตยว่าให้รอจนใกล้ถึงบ้าน แล้วพ่อจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง ระหว่างเดินทางกลับเมื่อใกล้ถึงบ้าน บริเวณนั้นมีวัดแห่งหนึ่ง พ่อจึงลงจากรถ และเดินไปยังบริเวณดังกล่าว ก่อนจะนำบางสิ่งไปวางไว้ แล้วจึงกลับขึ้นรถมา คุณเตยจึงถามพ่อว่าไปทำอะไรมา พ่อจึงยอมเล่าให้ฟังว่า...“ในระหว่างที่กำลังวิดีโอคอลกับเธอและขับรถมารับ พ่อสังเกตเห็นบางสิ่งบริเวณปลายเตียงซึ่งตรงนั้นมีตะกร้าผ้าของคุณเตยวางอยู่ สิ่งที่พ่อเห็นคือ ดวงตาคู่หนึ่งที่มองลอดออกมาจากตะกร้าผ้าเป็นดวงตาที่เหมือนกำลังจ้องมองออกมาจากกองเสื้อผ้า”คุณเตยถึงกับงง และสงสัยว่าสิ่งที่พ่อเห็นคืออะไร หรือสิ่งนั้นเป็นผีจริง ๆ และบทสรุปของเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือไม่? แต่พ่อเองก็ยอมรับว่าตอนแรกเขาก็เข้าใจว่าเป็นผีเช่นกัน ทว่าเมื่อเดินทางไปถึงห้องจริง ๆ กลับเกิดความสงสัย จึงตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบ และรื้อตะกร้าผ้าและทันทีที่รื้อตะกร้าผ้าออก สิ่งที่พบกลับทำให้เรื่องราวน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เพราะสิ่งที่เห็นอยู่ตรงนั้นคือ ลูกตาของมนุษย์จริง ๆ โดยมีเนื้อเยื่อบางส่วนติดออกมาด้วย รวมถึงมีเศษชิ้นส่วนบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อติดอยู่ในระหว่างที่ คุณเตยเดินออกจากห้อง พ่อก็เดินตามออกมา และลองเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปตรวจสอบ เมื่อมองไปที่พื้น พ่อสังเกตเห็นคราบสีแดง ๆ พร้อมกับเศษเยื่อบางอย่างที่ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าชวนขนลุกขึ้นไปอีกพ่อจึงตัดสินใจบอกกับคุณเตยว่า“พรุ่งนี้อยู่บ้านนะเดี๋ยวป๊ามา” วันต่อมา พ่อหายออกไปประมาณครึ่งวัน ก่อนจะกลับมาบอกให้คุณเตยฟังว่าจะต้องไปสถานีตำรวจ เพราะต้องให้ปากคำถึงสาเหตุที่มีเศษอวัยวะของมนุษย์ติดมากับตัว และเสื้อผ้าของเธอแต่พ่อเองเริ่มเข้าใจแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะพ่อได้ย้อนกลับไปดูกล้องวงจรปิดของคืนนั้น และพบว่าในช่วงเวลาที่คุณเตยขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงคอนโด และกำลังจะวิ่งเข้าอาคาร เป็นจังหวะเดียวกับที่มีผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดลงมาจากตึก และชิ้นส่วนจากร่างของผู้หญิงคนนั้นได้กระเด็นมาติดกับเสื้อผ้าของคุณเตย โดยที่เธอไม่รู้ตัวเหตุการณ์นี้จึงทำให้คุณเตย เริ่มเข้าใจว่า เหตุใดในคืนนั้นเธอจึงรู้สึกผิดปกติ และเหตุใดตอนที่อาบน้ำจึงมีบางอย่างสีแดง ๆ ไหลไปกับน้ำ ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นประจำเดือน เพราะเป็นผู้หญิง และไม่ทันคิดว่าจะมีอะไรอื่นติดมากับตัว แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ติดมากับเสื้อผ้าของเธอ คือชิ้นส่วนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นส่วนสาเหตุที่ คุณเตยไม่สามารถได้ยินเสียง หรือรู้ตัวว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็เป็นเพราะในขณะนั้นฝนตกหนักมาก เสียงฝนจึงกลบเสียงรอบข้างจนหมดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณเตยคิดว่าเป็นความรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งจับจ้องอยู่ภายในห้อง จึงมีคำอธิบายที่น่าสะพรึงกว่าที่เธอคิด เพราะสิ่งที่เธอนำกลับเข้าห้องมาด้วยในคืนนั้น ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าที่เปียกฝน แต่กลับเป็นชิ้นส่วนจากเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว และดวงตาที่พ่อมองเห็นผ่านหน้าจอในตอนแรก ซึ่งทำให้ทั้งคู่คิดว่าอาจเป็น “ผี” กลับกลายเป็น ลูกตาของมนุษย์จริง ๆ ที่ติดมากับตะกร้าผ้าของเธอทั้งนี้ คุณภ.สำเภอทิ้งท้ายว่า ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับช่วงปีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เคยเป็นข่าวใหญ่ของจังหวัดนั้นจากคืนนั้น เรื่องที่คุณเตยคิดว่าอาจเป็นเพียงความรู้สึกแปลก ๆ หรือสิ่งลี้ลับ กลับกลายเป็นเหตุการณ์จริงที่ไม่มีใครคาดคิด และคงไม่มีใครรู้เลยว่า หากวันนั้นพ่อไม่ได้สังเกตเห็นบางอย่างผ่านกล้อง เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
♪efm
-

-