13 ต.ค. 2026
ทั้งที่ใช้วัตถุดิบเดิม ไม่เคยปรับเปลี่ยนอะไร แต่ลูกค้าประจำกลับทักว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?” ทั้งที่พี่เอกจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาโดยตลอด แล้วอะไร? คือสาเหตุที่ทำให้ขนมของเขาเปลี่ยนไป?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ตุลาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากแบงค์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ แบงค์เกนสไตน์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจาก ‘พี่สุ เวรเปล’ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจอาจประสบพบเจอได้ โดย ‘พี่เอก (นามสมมติ)’ ซึ่งเป็น LGBT ได้เข้ามาปรึกษาพี่สุเกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองพบเจอในช่วงแรก พี่เอกเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้รับแจ้งให้ออกจากงานจากการ Lay off พนักงาน โดยบริษัทไม่ได้ให้ออกในทันที แต่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปี ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดลใจให้ พี่เอกนำเงินที่สะสมมาไปปิดบัตรเครดิตตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และหลังจากปิดบัตรได้เพียง 1 เดือน พี่เอกก็ได้รับแจ้งว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อพนักงานที่ต้องออกจากงาน ท่ามกลางความโชคร้าย พี่เอกก็ยังรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยได้เคลียร์หนี้ไปก่อนแล้ว แถมยังได้รับค่าตกใจและเงินชดเชยต่าง ๆ ทำให้เงินก้อนนี้เหลือไว้ใช้ต่อโดยไม่ต้องนำไปชำระหนี้บัตรเครดิตอีก เขาจึงรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ได้ใจร้ายอะไร และยอมรับพร้อมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพี่เอกทำงานอยู่ในจังหวัดแห่งนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลังจากออกจากงาน เขาก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อดี แต่ด้วยความที่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านมีอายุมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจปรึกษากับคนรักว่าจะนำเงินก้อนนี้กลับไปที่บ้าน เพื่อดูแลครอบครัว พื้นฐานพี่เอกเป็นคนที่ชื่นชอบ และมีฝีมือในการทำเบเกอรีอยู่แล้ว จึงได้ไปเปิดร้านในตลาดใหญ่ใจกลางจังหวัดบ้านเกิด ตลาดแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ซอย ซึ่งคือ 4 แถว โดยพี่เอกเป็นพ่อค้าหน้าใหม่ที่เปิดร้านอยู่ในซอยที่ 3 บริเวณท้าย ๆ ตลาด ด้วยความที่พี่เอกเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ร้านเบเกอรีของเขาขายดีมาก ในช่วง 2–3 เดือนแรก ขายดีเสียจนทำขายไม่ทัน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ร้านแรกที่อยู่ซอย 1 บริเวณทางเข้าตลาดกลับเปลี่ยนมาขายเบเกอรีเหมือนกับพี่เอก แม้กระทั่งการจัดหน้าร้านก็ยังเหมือนกัน จนเรียกได้ว่าเป็นการลอกเลียนแบบ สำหรับพี่เอก เขาไม่ได้แปลกใจหากจะมีสินค้าหลากหลายชนิด หรือมีสินค้าซ้ำกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจ คือก่อนหน้านี้ร้านดังกล่าวขายสินค้าอย่างอื่นอยู่ แต่ทำไมเมื่อร้านของพี่เอกขายดี อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมาขายสินค้าเหมือนกัน จนแทบจะเหมือนเป็นสาขาที่ 2 ของร้านพี่เอกเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลกระทบให้ยอดขายของร้านพี่เอกตกลงหลังจากถูกลอกเลียนแบบ ในเดือนแรกยอดขายเริ่มตก พอเข้าสู่เดือนที่ 2 ก็เริ่มขายได้เท่าทุน และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ก็เริ่มขายของไม่หมดจนกลายเป็นขาดทุน ทำให้พี่เอกเริ่มเครียด แต่พ่อค้าร้านข้าง ๆ ซึ่งขอใช้นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ เป็นคนดีกับพี่เอก เวลาเขาไปเข้าห้องน้ำ พี่หนึ่งก็จะคอยช่วยเฝ้าร้านให้ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ พี่หนึ่งสังเกตเห็นว่าร้านเริ่มขายไม่ดี จึงเข้ามาสอบถามพี่เอกว่าเครียดเรื่องอะไร และเกิดอะไรขึ้น? หลังจากพี่เอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เย็นวันนั้นพี่หนึ่งก็ชวนไปสังสรรค์ หลังจากกินดื่มไปได้สัก 3–4 กระป๋อง พี่หนึ่งก็เสนอว่ารู้จักอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เขาขายไม่ดี พอไปหาอาจารย์คนนี้แล้วก็กลับมาขายดีอีกครั้ง พี่เอกเห็นว่าพี่หนึ่งค้าขายได้ดีจริง สามารถหมุนเงินได้ แม้จะมีการกู้ยืมเงินต่าง ๆ แต่ก็ยังจ่ายหนี้รายวันได้อยู่เสมอ เมื่อเห็นเช่นนั้น พี่เอกจึงสนใจที่จะไปหาอาจารย์คนดังกล่าวเมื่อไปถึงสถานที่ สิ่งที่เห็นไม่ได้เห็นเป็นสำนักอะไร แต่เป็นเพียงห้องแถว ภายในไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รายล้อม เมื่อเข้าไปก็พบกับคุณลุงคนหนึ่งชื่อว่า ‘ลุงธน’ ซึ่งทำงานส่งของทั่วไป หลังจากพบกัน ลุงธนก็ถามไถ่ชื่อพี่เอก เมื่อพี่เอกบอกชื่อ และบอกว่ามาหาตามคำแนะนำของพี่หนึ่ง ลุงธนก็ทักขึ้นมาว่า หากมาตามคำชวนของพี่หนึ่ง คงมาเรื่องค้าขายแน่ ๆ พี่เอกก็ตอบไปตามตรงจากนั้น... ลุงธนก็นำเงินพดด้วงมาให้ โดยเป็นของเสมือนจริงที่นำไปปลุกเสก ไม่ใช่ของจริง พร้อมทั้งบอกว่าให้นำไปบูชาแล้วการค้าขายจะดีอย่างแน่นอน โดยมีค่าบูชาเพียง 59 บาทเท่านั้น เมื่อได้ยินราคา พี่เอกจึงรีบควักเงินออกมาจ่ายโดยไม่คิดอะไร การบูชาเงินพดด้วงนี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงวางเหรียญไว้กลางพาน และเทน้ำลงไปรอบ ๆ รวมถึงมีบทสวดสำหรับการบูชา ซึ่งพี่เอกก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลกไป หลังจากนั้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ ร้านก็กลับมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงมาอีกครั้ง จากการไปหาลุงธนครั้งก่อน พี่เอกได้รับเบอร์ติดต่อไว้ จึงโทรศัพท์ไปเล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว ยอดขายตกลง และร้านด้านหน้าก็กลับมาขายดี มีแต่คนไปซื้อร้านนั้น ลุงธนจึงบอกให้พี่เอกกลับไปหาอีกครั้ง เมื่อกลับไปหาลุงธนในครั้งนี้ แกก็ทักขึ้นมาว่า“มีใครทำอะไรกับร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงมันโอเคอยู่นะ มีใครมาใส่ของร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงก็ไม่ธรรมดานะ” จากนั้นลุงธนก็เสนอให้พี่เอก เติมของ แต่ครั้งนี้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 599 บาท โดยมีการเติมคาถาเปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ลุงธนอ้างว่าร้านจะต้องมีคนทำของใส่อย่างแน่นอนพี่เอกยอมรับว่าเครียด เพราะไม่มีเงินหมุนสำหรับทำร้าน การต้องจ่ายเงินถึง 599 บาทสำหรับการมู ก็ทำให้รู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็เลือกที่จะทำเพราะครั้งแรกเห็นผลดี อย่างไรก็ตาม เขายังคงรู้สึก 50-50 เพราะมั่นใจในฝีมือการทำเบเกอรีของตนเอง และมีพดด้วงมาช่วยเสริม ครั้งนี้จึงตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อซื้อสิ่งที่เปรียบเสมือนยาม รปภ. มาเฝ้าร้าน และช่วยปัดเป่าสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์ของร้านกลับมาเฟื่องฟู ขายดีเสียยิ่งกว่าเก่า ไม่เพียงแค่ขายของหน้าร้านหมดเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าสั่งซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และนำไปทำบุญอีกด้วย ร้านขายดีอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 ทุกอย่างกลับแย่ลงอีกครั้ง ยอดขายตกลงเรื่อย ๆ จนได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าประจำว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?”ทั้งที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบใด ๆ เพราะพี่เอกเป็นคนจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาก เขาเติบโตมากับบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และรู้ว่าการไม่ทรยศต่อลูกค้าจะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น เขาจึงใช้วัตถุดิบที่ดีมาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ขนมซึ่งเพิ่งซื้อไปจะเน่าเสียหรือมีกลิ่นเปรี้ยวบูดในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งแรกที่พี่เอกนึกถึงคือลุงธน ครั้งนี้พี่เอกบอกกับแกว่าท่าจะโดนของแรง เพราะขนมถึงขั้นเน่าเสีย ลุงธนตอบกลับมาว่าคาถาที่ได้ไปล่าสุดอาจอ่อนกำลังลง จึงให้บูชาของเพิ่มในราคา 1,099 บาท โดยอ้างว่าเป็นทีเด็ด เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ เพราะคาถาที่ใช้ไปนาน ๆ พลังจะอ่อนลง จึงต้องใช้คาถานี้ไปบูชาเพื่อชาร์จแบตเพิ่มครั้งนี้พี่เอกก็เครียดหนักเช่นเคย เนื่องจากราคาสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้ออยู่ดีหลังจากนั้น ร้านก็กลับมาขายดี และเฟื่องฟูเช่นเคย สถานการณ์วนอยู่แบบเดิม คือขายดีได้ประมาณ 4 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 โดยในการบูชาครั้งที่ 3 นี้ ลุงธนได้ให้กระดาษใบเล็ก ๆ มาหนึ่งใบ พร้อมกล่าวว่า“หากขายไม่ดี ให้เปิดกระดาษนี้มา ในกระดาษจะมีของพิเศษอยู่”เมื่อถึงช่วงที่ยอดขายเริ่มตก พี่เอกจึงเปิดกระดาษแผ่นนั้นออกมา ข้างในมีคาถาสำหรับการบูชา พร้อมระบุวิธีว่าต้องใช้ธูป 16 ดอก และดอกไม้ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือต้องเตรียมเลือดหมูสด ๆ 1 ถ้วย รวมถึงเนื้อหมูและไก่พร้อมเครื่องใน จุดนี้ทำให้พี่เอกเริ่มเอะใจว่า เหตุใดการบูชาจึงต้องใช้ทั้งเลือดและของดิบ เขาจึงไปสอบถามญาติ ๆ ว่าเคยพบเจอการบูชาลักษณะนี้หรือไม่ ทุกคนต่างตอบกลับมาว่า “ไม่นะลูก ที่พูดมามันเหมือนกับการไหว้ผี ไหว้สัมภเวสี”พี่เอกจึงยังไม่ซื้อของไหว้ และไม่ยอมอ่านคาถาในใบนั้น พร้อมทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความกังวลใจ รวมถึงตัดสินใจปิดร้านชั่วคราวในช่วงนั้น จากนั้นพี่เอกได้พูดคุยกับพี่สุ เวรเปล และได้รับรู้ว่าการท่องคาถาโดยใช้เลือด และของดิบนั้นไม่น่าจะเป็นการบูชาของดี พี่สุจึงได้ปรึกษากับพี่ชายซึ่งเป็นคนประกอบพิธีครอบครูให้ และได้วิธีมาแนะนำพี่เอกว่า “ให้นำของทั้งหมดไปทิ้งน้ำ ไปบวชพราหมณ์ และนั่งสมาธิทุกวันพระ เพื่อส่งบุญและเสริมเป็นเกราะป้องกันให้ตนเอง”หลังจากนั้น พี่เอกก็หายไปจาก พี่สุเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมาบอกว่าได้ไปจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งการนำของไปทิ้งน้ำตามคำแนะนำ รวมถึงการไปทำบุญ บวช และนั่งสมาธิอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอัปเดตคือ พี่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าร้านข้าง ๆ แท้จริงแล้วรู้จักกับทั้งเจ้าของร้านแรก และลุงธน กลุ่มนี้จะใช้วิธีให้ร้านแรกทำทีลอกเลียนแบบร้านที่ขายดีเกินหน้าเกินตา รวมถึงแนะนำให้เหยื่อไปหาลุงธน ซึ่งแท้จริงแล้วลุงธนไม่ใช่หมอผี แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่กลุ่มนี้อุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นหมอผี เพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยในตลาดก็มีผู้เสียหายจากการกระทำลักษณะนี้มาหลายคนแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเอาผิดได้ส่วนของที่นำมาให้พี่เอกบูชานั้น เป็นของที่ถูกปลุกเสกโดยอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นของไม่ดี พี่เอกเชื่อว่าของที่ได้มาคงมีผลจริง เพราะตั้งแต่ขายมาเขาไม่เคยเปลี่ยนวัตถุดิบเลย สุดท้ายแล้วพี่เอกยังโชคดีที่ไม่เสียสิ่งใดไปมากกว่านี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)