อังคารคลุมโปง RECAP

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณมะปราง ‘ผีปิดดวง’ l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

21 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณมะปราง ‘ผีปิดดวง’ l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

เมื่อต้องดูดวงให้กับลูกดวงที่มีวิญญาณตามติดมานานเกือบ 10 ปี เขาไม่สามารถมองเห็นนิมิตใด ๆ เกี่ยวกับลูกดวงคนนี้ได้เลย เหมือนมีบางสิ่งพยายามปิดกั้นเธออยู่จากการดูดวงที่ควรจะราบรื่น สู่เรื่องราวหลอนเต็มไปด้วยปริศนาที่ไขไม่ได้ ไม่รู้ว่าผีตนนี้เป็นใคร และเกี่ยวข้องอะไร ทำไมถึงคอยรบกวนชีวิตลูกดวงคนนี้ รวมถึงคนรอบตัวเขา หรือแม้กระทั่งหมอดูเองที่โดนตามหลอกหลอนด้วยการเคาะประตูบ้าน และกรีดร้องใส่ทั้งคืน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน 'อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล' (12 พ.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีปิดดวง’ ‘คุณมะปราง’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ตัวคุณมะปรางเป็นสาวออฟฟิศ หลังเลิกงานเธอจะรับดูดวงด้วยไพ่ออราเคิลให้เพื่อน ๆ ที่ออฟฟิศ หรือรับแค่เฉพาะคนรู้จัก และคนใกล้ตัวเท่านั้น บวกกับที่เธอเป็นคนมีเซนส์เห็นผีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เธอจึงดูดวงให้คนอื่น และสามารถสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นได้ เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อรุ่นพี่ที่เธอรู้จักได้แนะนำเพื่อนสนิทของเขา ที่อยากดูดวงกับคุณมะปรางมาก ให้มาดูดวงด้วย ซึ่งคุณมะปรางจะมีกฎในการดูดวงดังนี้1.จะดูดวงให้ได้ในเวลา 2 ทุ่ม ขึ้นไปเท่านั้น 2. จะไม่ถามวัน/เดือน/ปีเกิด และเวลาตกฟากใด ๆ ปกติเวลาดูดวงจากแค่รูปภาพของลูกดวง และเปิดไพ่เท่านั้น ก็จะสามารถเห็นนิมิตเห็นภาพในหัวอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อถึงนัดดูดวง มะปรางก็ได้คุยกับพี่ลูกดวงคนนี้ซึ่งเป็น LGBTQ+ ผ่านทางการโทรไลน์ และดูรูปจากรูปโปรไฟล์ของเขา ก่อนเริ่มมะปรางได้ให้ลูกดวงอธิฐานขอให้เธอสามารถดูดวงเขาได้ตามปกติ แต่ที่แปลกมาก คือไม่ว่าจะพยายามดูเท่าไหร่ มะปรางก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรเกี่ยวกับลูกดวงคนนี้ได้เลย เหมือนมีบางอย่างไม่ยอมเปิดให้เธอเห็น มะปรางจึงทักเขาไปว่า “ขอโทษนะคะ เคยมีใครทักมั้ยคะ ว่ามีผู้หญิงตามอยู่” พี่เขาก็แปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนทักแบบนี้อยู่เหมือนกัน และเขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม้แต่เพื่อนสนิทของเขาที่แนะนำให้เขามาดูดวงกับมะปรางก็ด้วย เขามั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มะปรางจึงบอกกับเขาว่า “พี่พอจะอธิฐานขอผู้หญิงคนนั้น ให้มะปรางดูดวงพี่หน่อยได้มั้ยคะ” แล้วเขาก็เริ่มอธิฐาน หลังจากนั้นมะปรางก็สามารถดูดวงเขาได้ แต่ระหว่างที่เปิดไพ่อยู่ผีผู้หญิงคนนี้จะคอยแทรกเข้ามาเหมือนตั้งใจจะขัดขวาง มะปรางรับรู้ได้ทั้งเสียง และภาพลักษณะของเธอ เป็นผีผู้หญิง สวมชุดไทยสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวถึงหลัง ผีตนนั้นกรี๊ดเสียงดังรบกวนสมาธิมะปรางซึ่งเป็นคนเดียวที่ได้ยินตลอดเวลา มะปรางตัดสินใจถามลูกดวงไปตรง ๆ ว่า “เคยมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชีวิตมั้ยคะ ตั้งแต่มีผีตนนี้ตาม” ลูกดวงจึงตัดสินใจเล่าให้ฟัง ในขณะที่ผีผู้หญิงก็ยังกรี๊ดรบกวนบทสนาอยู่ตลอด เรื่องราวแปลก ๆ ที่ลูกดวงเจอมีอยู่ว่า เขาเคยมีเพื่อนผู้หญิงค่อนข้างเยอะตั้งแต่ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน เพื่อน ๆ ก็เริ่มเฟดตัวออกไป ซึ่งเขาเองก็ไม่ค่อยอยากพบใคร หรือออกไปไหนชอบเก็บตัวอยู่ในห้อง และไม่ว่าเพื่อนผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มานอนกับเขาที่ห้อง แม้จะมานอนด้วยกันหลาย ๆ คน ก็จะต้องเก็บของ และรีบออกไปจากห้องเขาก่อน 6 โมงเช้าเสมอ เพราะระหว่างนอน ทุกคนจะได้ยินผีผู้หญิงคนนี้มาตะคอกใส่ข้างหูว่า “ออกไป!” และยังมีอีก 1 เหตุการณ์ประหลาดที่เพื่อนของเขาออกจากห้องเขา และกลับบ้านไปพบว่า มีรอยเล็บขูดที่กลางหลังจนเจ็บแสบไปทั้งหลังเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง เขาจึงไม่ค่อยได้พบเพื่อน ๆ อีกเลย มะปรางอยากช่วยแก้ปัญหานี้ เลยลองเปิดไพ่เพื่อคุยกับผีอยากทราบว่า เธอเป็นใคร มาจากที่ไหน แต่ผีตนนั้นก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย รู้แค่ว่าเขาตามลูกดวงของมะปรางมานานเกือบ 10 ปีแล้ว มะปรางจึงเปิดไพ่ เพื่อให้คำแนะนำกับลูกดวงถึงวิธีที่จะทำให้ผีตนนี้เลิกตามแทน มะปรางได้ถามลูกดวงว่า “ช่วยเช็คเตียงนอนที่ห้องหน่อยได้มั้ย ว่าหันหัวไปทางไหน” เขาตอบว่า เตียงนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก มะปรางสังเกตได้ถึงความผิดปกติของห้องจึงถามเรื่อย ๆ จนพี่เขาส่งรูปห้องที่อาศัยอยู่มา สิ่งที่เห็นได้ คือห้องปัจจุบันที่ลูกดวงอยู่ โดนออกแบบ และวางตำแหน่งต่าง ๆ ผิดหลังฮวงจุ้ยหมดเลย เราเลยแนะนำให้พี่เขาย้ายคอนโดจะดีกว่า เพราะเขาอยู่ห้องนี้มานาน ผีก็ตามเขามานาน และชีวิตลูกดวงก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยตั้งแต่งอยู่ที่นี้มะปรางยังแนะนำอีกว่าให้ไปทำพิธีกรรมทางศาสนา พี่เขาเป็นคนพุทธก็ไปทำพิธีพุทธที่วัด และผีตนนั้นก็หายไปได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนลูกดวงคนนี้ของมะปรางจะทักเธอมาอีกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันพระว่า...“ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ย ว่าผีผู้หญิงคนนั้นเธอไปหรือยัง เพราะรู้สึกว่ามีคนเกาหลังให้ในตอนกลางคืน” มะปรางจึงเปิดไพ่ดูให้อีกครั้ง และเห็นว่า ผีตนนั้นได้ออกไปแล้ว แต่ด้วยความที่เขาตามมานานเขาจะยังสมารถกลับมาได้เดือนละครั้ง เดาว่าเพราะอาจมีพันธะบางอย่างจากชาติก่อนที่ผูกพันกัน มะปรางพยายามสื่อสาร แต่ผีตนนั้นก็ไม่ยอมคุยด้วยจึงแก้ไขอะไรไม่ได้ แม้ลูกดวงจะย้ายไปอยู่คอนโดใหม่แล้ว แต่ดวงเขาก็ยังทำให้เขาต้องเจอเรื่องแบบนี้อีก เพราะห้องใหม่ที่เขาไปอยู่ทั้งเลขห้อง และภายในห้อง ล้วนทำให้เขาต้องได้เจอกับสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น เหมือนกับว่าเขามีอะไรบางอย่างที่จะดึงดูดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งการดูดวงครั้งนี้น่ากลัวมากหลังจากที่ดูจบไป ผีผู้หญิงตนนั้นก็มาเคาะประตูกระจกที่บ้านมะปราง พร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดทั้งคืนเลย แต่เขาเข้ามาไม่ได้ เพราะบ้านมะปรางก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ พี่ลูกดวงยังเคยเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อนานมาแล้ว ระหว่างที่เขาขับรถมาจากต่างจังหวัด แล้วเขาเกิดหลับใน อยู่ ๆ ก็มีใครสักคนช่วยหักพวงมาลัยให้ทำให้เขาไม่เกิดอุบัติเหตุ มะปรางเลยสันนิษฐานว่า อาจจะไปเจอผีผู้หญิงตนนี้เข้าบังเอิญเป็นคนเคยรู้จักกันในอดีตชาติเขาจึงช่วยเหลือ และเริ่มติดตามพี่ลูกดวงเรื่อยมา แต่ก็ยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าให้ไปลอดโบสถ์ และทำบุญให้อย่างเดียว เพื่อสลัดสิ่งที่ติดตามเรามา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดี หรือไม่ดี ให้หลุดพ้นจากกันสักที….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

16 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

สัญญาลับกับการทำงานในพื้นที่ปริศนา โดยไม่รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร และต้องเจอกับใครบางคนที่ไม่ใช่มนุษย์ตามติดหลอกหลอนในตอนกลางคืน เสียงก๊อก ก๊อก ก๊อก… ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ เมื่อสิ้นเสียงทุกอย่างไว้ในหลักฐานสุดท้ายที่ทิ้งไว้ ก่อนจะหายไปตลอดกาล… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวพล (12 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เสียงจากหลุม S4’ เรื่องราวนี้ ‘คุณท๊อฟฟี่’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมานานมากกว่า 30 ปี ที่ Area 51 ซึ่งตัวของท๊อฟฟี่ ได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศถึงสถานที่จริง ณ สาธาณะรัฐอเมริกา พื้นที่ได้รายล้อมไปด้วยรั้ว และตาข่ายรวมทั้งป้ายห้ามต่าง ๆ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของการทหารทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ ทุกคนจึงทำได้เพียงแค่ยืนมองบรรยากาศโดยรอบ และถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นคอนเทนต์ในตอนที่ทุกคนกำลังเดินทางไป Area 51 เกิดเรื่องไม่คาดคิด จึงทำให้ไปไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ในช่วงเวลา 4 - 5 โมงเย็น ทุกคนกลับหลงอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ขับรถยาวเข้าไปเป็นชั่วโมง จนสุดทางก็ได้เจอกับประตูเหล็กเล็ก ๆ แต่ท๊อฟฟี่ ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมมันดูเล็ก และไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยเห็นในโซเชียล ปรากฏว่าสถานที่ที่เขาไปนั้นไม่ใช่ Area 51 ที่เขาตามหา และในที่ตรงนั้นก็ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ท๊อฟฟี่จึงตัดสินใจขับรถออกมาจากตรงนั้น ระหว่างเขาพบว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยแคมป์ปิ้ง และในตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาวมาก และเมื่อท๊อฟฟี่ได้ลงไปถามคนในพื้นที่ เขาจึงได้รู้ว่าที่ที่เขามานั้น คือ ประตูด่านหน้าของ Area 51 ส่วนที่ที่เขาต้องการไป คือ ประตูหลังซึ่งต้องขับรถอ้อมไปอีกทางหนึ่ง ทำให้จึงตัดสินใจหยุดพักที่โรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และได้เจอกับคุณลุงนักร้องของโรงแรม จึงได้พูดคุยกัน คุณลุงได้บอกว่าบ้านของเขาอยู่ที่หน้าประตูของ Area 51 แถมยังบอกอีกว่า Area 51 ในยามกลางคืนนั้นมีเรื่องสนุกกว่ากลางวันมาก คุณลุงได้เล่าว่า UFO เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่นี่ มักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งมีเครื่องบินลับสีขาวแถบแดงขับมาส่งผู้โดยสารปริศนาในพื้นที่ Area 51 ซึ่งไม่เคยมีข้อมูลของผู้โดยสาร แต่กลับมีคนพบเห็นว่า ผู้โดยสารนั่งอยู่ในเครื่องบินลำนั้น นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าเขามีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีมาเล่าให้ท๊อฟฟี่ได้ฟัง เริ่มต้นจาก S1 ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งอยู่ในใต้ดินของ Area 51 เป็นสถานที่ลับไม่มีอยู่ในแผนที่ ไม่มีชื่อ ไม่มีป้าย เป็นสถานที่ลึกลับที่ทางการเก็บอะไรบางอย่างไว้ที่ไม่ใช่มนุษย์! คุณลุงได้เล่าอีกว่า มีชายคนหนึ่ง ชื่อว่าแดเนียล ถูกจ้างงานให้ลงไปทำการซ่อมไฟฟ้าในชั้นใต้ดินของ S1และในวันนั้น แดเนียลก็ได้ทำการเซ็นสัญญาปกปิดความลับในการทำงานครั้งนี้เอาไว้ เมื่อถึงวันที่แดเนียลได้เข้ามาทำงาน พร้อมกับเพื่อนของเขาอีก 2 คน พวกเขากลับถูกยึดโทรศัพท์มือถือ ยึดนาฬิกา และถูกปิดตาเอาไว้เพื่อไม่ให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน เมื่อได้ลืมตาตื่นมาท่ามกลางสถานที่ลึกลับ และหัวหน้างานก็ไม่ได้บอกเขาว่าจะต้องเจอกับอะไรเขาทำได้เพียงเริ่มทำงานไปเรื่อย ๆ แบบไม่คิดอะไร จนมีอยู่วันหนึ่งภรรยาของแดเนียล ได้รับสายโทรเข้าจากเขา เมื่อรับสาย กลับได้ยินเสียงสามีของตนว่า ‘ผมเห็นบางอย่างอยู่ในนี้ และผมคิดว่ามันไม่ใช่มนุษย์’ เมื่อสิ้นเสียงพูด สายก็ได้ตัดไป ในวันหนึ่งไฟในสถานที่แห่งนั้นได้ดับ แดเนียลจึงต้องไปดำเนินการแก้ไข แต่ใน S1 ที่กว้างใหญ่ และมีห้องมากมายกลับไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่เลยนอกเหนือจากแดเนียล และเพื่อนของเขาระหว่างทางเดินไปซ่อมไฟนั้น ไฟสลัวบนเพดานห้องใต้ดิน ได้กระพริบติด ๆ ดับ ๆ ตลอดทางเดิน จู่ ๆ เสียงร้องสะอื้นของหญิงสาวคนหนึ่งได้ดังขึ้น แต่ทุกคนเลือกที่จะเงียบ และไม่สนใจเสียงร้องนั้นเมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไฟก็ได้ดับมืดสนิทไป และกระพริบติดขึ้นมาใหม่ก่อนแดเนียลจะมองเห็นผู้หญิงปริศนา ยืนอยู่ที่ปลายทางเดิน พร้อมกับมีไฟกระพริบไปมา สภาพของหญิงสาวคนนั้น ใส่ชุดเหมือนคนไข้ หัวเปียก ตัวเปียก เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ และเมื่อไฟกระพริบถี่มากเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนั้น ก็ยิ่งเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเท่านั้น ทำให้ทุกคนตรงนั้นสติแตก และรีบวิ่งหนีออกไปกันคนละทางถึงตอนเวลาเช้า แดเนียลจึงถูกเรียกสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในคืนนั้นมีเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงร้องดังขึ้น เหมือนกับว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในที่แห่งนั้น เมื่อได้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าแดเนียลได้วิ่งหนีไปทางลิฟต์ และมีคนตามแดเนียลไป แต่ก็ไม่รู้ว่าคนนั้นคือใคร สุดท้ายเรื่องนี้ก็ถูกปิดเป็นความลับ เมื่อแดเนียลกลับบ้านไป ขณะที่แดเนียลกำลังนอนอยู่ในช่วงกลางคืน จู่ ๆ เขาก็ตื่นขึ้นมานั่ง และพูดกับภรรยาของเขาว่า ‘เห็นไหม เขาตามฉันกลับมา’ แดเนียลจึงคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะผู้หญิงคนนั้น คือคนเดียวกับที่เขาเจอในอุโมงค์ S4 แดเนียลได้ยินแบบนี้มาหลายคืน เขาได้บอกว่า ‘เสียงนี้ออกมาจากกำแพง’ ซึ่งเป็นเสียงของผู้หญิง จนสุดท้ายเขาได้สติแตกขับรถออกจากบ้านไป เมื่อทุกคนออกตามหาแดเนียล กลับพบว่าเขาได้หายตัวไป เจอเพียงแต่รถที่จอดอยู่ท่ามกลางทะเลทราย พร้อมกับเครื่องอัดเสียงที่ถูกอัดไว้เมื่อเปิดเครื่องอัดเสียงขึ้นมาฟัง กลับเจอเสียงของแดเนียลที่กำลังหอบด้วยความตื่นเต้น และพูดว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างนอก’ และมีเสียงเคาะกระจกรถ 3 ครั้งดังเข้ามา ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ พร้อมกับเสียงของผู้หญิงพูดว่า ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ ก่อนจะสิ้นเสียงทุกอย่าง หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น จนถึงทุกวันนี้แดเนียลก็ได้หายสาบสูญไปตลอดกาลแม้เพื่อน ๆ ของแดเนียลจะเจอสถานการณ์เดียวกับเขา แต่แดเนียลคือผู้ที่ถูกเลือก และในคืนจุดเริ่มต้นความน่ากลัวนั้น มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เขาได้ยินเสียงพูดของผู้หญิงว่า ‘ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย เปิดประตูให้ฉันด้วย พาฉันออกไปที’ ซึ่งประตูที่ว่านั้น คืออะไรก็ไม่มีใครทราบ หรืออาจจะเป็นประตูที่ใช้ขังอะไรบางอย่างไว้ เมื่อคุณลุงเล่าเรื่องราวนี้จบลง ก็ได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า...‘ถ้ามันไม่ใช่ผี ถ้ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกจองจำ กักขังไว้ในสถานที่แห่งนี้ เขาอาจจะมาจากดาวดวงอื่นหรือเอาไว้ทำการทดลองอะไรบางอย่างล่ะ จะเป็นยังไง’คำถามนี้ยังคงกำกวม และไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่คดีนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้มีคนมากมายได้เห็นผู้หญิงปริศนา ยืนตัวเปียกอยู่ข้างถนนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงอะไรได้เลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

14 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดหลุดปากของเพื่อนดันไปทักว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผี” อยู่ตรงหน้าศาลเก่ากลางซอย สักพักมีลมเบา ๆ มาพร้อมกลิ่นเน่าโชยผ่านตัว กลางดึกฝันว่า มีคู่ชายหญิงมาบอก “ขออยู่ด้วยได้ไหม อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นเรื่องราวก็ค่อย ๆ ทวีคูณความหลอนติดตามมาถึงปัจจุบันเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (5 พ.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณนัท’ ที่ถูกนำมาเล่าต่อโดย ‘ครูตรี’ คุณนัทมีเพื่อนสนิทชื่อเบส ทั้งสองทำงานอยู่ร้านไก่ทอดที่หนึ่งในเมือง และบ้านของทั้งสองที่เช่าไว้จะอยู่ห่างจากร้านไก่ทอดประมาณ 300 เมตร และในช่วง 300 เมตรนั้นจะมีซอยแคบ ๆ ที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ 1 ต้น ด้านล่างต้นโพธิ์มีศาลเก่า ๆ ที่เหมือนถูกทิ้งร้างไว้ ซึ่งทั้งสองต้องเดินผ่านซอยนี้ทุกครั้งที่กลับบ้านลักษณะบ้านของคุณนัท กับคุณเบสจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างโซนแรกถ้าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเจอเข้ากับตู้แช่ไก่ จากนั้นเดินเข้าไปอีกหน่อยจะมีกำแพงที่ตั้งขึ้นมาไว้เฉพาะกิจ และถัดไปด้านในจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางซ้ายเป็นโซนที่เอาไว้หมักไก่ และฝั่งขวาจะมีไว้สำหรับให้รถปิกอัพถอยท้ายรถเข้ามาเพื่อโหลดของวันหนึ่งในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน ทั้งสองได้ดูภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องหนึ่งระหว่างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเป็นเพื่อนกับผี ทั้งสองอินมากจึงได้เดินคุยกันระหว่างเดินกลับบ้านมาเรื่อย ๆ จนผ่านหน้าศาล จู่ ๆ จากที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงของคุณเบสก็เงียบลง คุณนัทจึงได้หันกลับไปมอง ก็พบเข้ากับคุณเบสที่กำลังยืนมองศาลเก่า ๆ นั้นอยู่ และพูดขึ้นว่า “เห้ย ถ้าเราอยากมีเพื่อนเป็นผี เรายืนบอกตรงนี้เราจะได้มีเพื่อนเป็นผีเหมือนในหนังไหมวะ” จากบรรยากาศตอนแรกที่ดูปกติกลับกลายเป็นผิดปกติทันที จากที่รอบข้างมีลมพัดอ่อน ๆ กลายเป็นมีลมพัดแรงมาจากหลายทิศทางพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นคาวเลือดตามมา คุณนัทจึงได้หันไปถามคุณเบสว่า ได้กลิ่นเหมือนกันหรือป่าว? แต่คุณเบสกลับปฏิเสธ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นั่นจึงทำให้คุณนัทคิดว่าตนนั้นคิดมากไปเอง เมื่อกลับถึงบ้านทั้งคู่เลยคุยกันว่าจะนอนอย่างเต็มที่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ต้องรีบตื่นไปทำงาน ห้องนอนของทั้งสองที่อยู่ชั้นบน ด้านนอกประตูด้านบนจะมีหิ้งพระติดอยู่ทั้งสองก็ได้เข้าไปนอนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือในคืนนั้นจู่ ๆ ก็ได้มีเสียงเหมือนคนเปิดปิดประตูเสียงดัง นั่นจึงทำให้คุณนัทรู้สึกตัว และตื่นขึ้นมาหันไปมองคุณเบส ซึ่งก็พบว่า คุณเบสก็ยังคงนอนที่เดิมตามปกติ ทันใดนั้นเสียงที่ได้ยินก็ได้หายไป คุณนัทจึงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ความฝันจึงได้ล้มตัวลงนอนต่อ แต่ระหว่างที่นอนอยู่นั้นก็ได้มีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกลิ่นที่ศาลเก่า ๆ แต่คุณนัทก็พยายามไม่คิดมากละนอนหลับต่อไป เมื่อตื่นเช้ามาคุณนัทจึงได้ไปคุยกับคุณเบสในเรื่องที่ตนฝัน สรุปว่าก็ต้องตกตะลึงใจกันทั้งคู่เนื่องจากฝันนั้นก็เป็นฝันเดียวกันกับที่คุณเบสฝันในคืนนั้นเช่นกัน โดยคุณนัทเล่าว่า เมื่อคืนในตอนี่เขานั้นฝันเขาได้เดินลงไปชั้นล่างเจอคู่ชายหญิงคู่หนึ่งอายุประมาณวัยกลางคนใส่เสื้อผ้าขาด ๆ สีขาวที่ค่อนข้างเลอะเทอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคู่ชายหญิงคู่นั้นได้หันมาถามคุณนัทว่า “ขออยู่ด้วยได้ไหม” ซึ่งคุณนัท ด้วยความกลัวแต่ยังมีสติอยู่จึงได้ปฏิเสธไปฝันแบบนี้วนไปวนมาตอบเป็นสิบ ๆ รอบ จนรู้ตัวอีกทีตอนที่ตื่นขึ้นมาใตอนเช้า เลยได้ถามคุณเบสกลับไปว่า สิ่งที่คุณเบสฝันเห็นนั้นมันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องตกใจกับคำตอบเพราะคุณเบสนั้นได้ตอบตกลงกับคู่ชายหญิงนั้นไป พร้อมบอกว่า ในฝันของคุณเบสนั้นสองคนชายหญิงคู่นั้นไม่ได้เพียงแต่ยืนอยู่ไกล ๆ แต่ทั้งคู่เดินเอาหน้าเข้าใกล้หน้าคุณเบสจนแทบจะประชิดเลยด้วยความกลัวมาก จึงจำเป็นต้องตอบตกลงไปทั้งสองจึงได้ช่วยกันปลอบใจว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นช่วงสายมีพี่คนนึงชื่อก้อง โดยพี่ก้องมาเที่ยวที่บ้านของทั้งคู่จนตกเย็นจึงได้ขอตัวกลับไปก่อน เมื่อคุณนัทกับคุณเบสเห็นเช่นนั้นจึงได้ออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้านกัน เวลาผ่านไปพี่ก้องพบว่า ตนนั้นลืมกระเป๋าตังไว้ที่บ้านของทั้งคู่ เลยโทรหาคุณนัท ทั้งสองกินข้าวจะเสร็จแล้วจึงได้ตอบตกลงว่า จะรีบกลับบ้านให้ไวที่สุด แต่พี่ก้องก็ได้บอกไปว่าตอนนี้ตนนั้นอยู่ที่หน้าบ้านของทั้งคู่แล้ว คุณนัทเลยคิดว่ากว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านอย่างน้อยก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมง จึงได้บอกตำแหน่งกุญแจสำรองให้พี่ก้องแทน แต่เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็เจอเข้ากับพี่ก้อง ที่ในตอนนี้ยืนห่างจากตัวบ้านพอสมควรในลักษณะเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งสองจึงได้เดินเข้าไปหาพี่ก้องและพูดคุยกันจนสงบสติอารมณ์ได้สำเร็จ พี่ก้องเลยเล่าว่า ตอนที่ไขประตูเข้าไปในบ้าน เขาเจอผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งทั้งคู่ยืนหันหลังให้ ผู้หญิงกำลังเอามือจับไก่ยกขึ้นมา แล้วผู้ชายกำลังเอามือแหวกไก่ แล้วทั้งสองก็เอาปากฉีกกินไก่ทั้งแบบนั้นเลย พี่ก้องยืนอึ้งกับภาพตรงหน้า ทันใดนั้นชายหญิงคู่นั้นที่เหมือนรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกมองอยู่ก็ได้หันมาฉีกยิ้มให้กับพี่ก้อง จนพี่ก้องทนไม่ไหวต้องรีบวิ่งพาตัวเองออกมาจากบ้านทันที เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบ คุณนัทกับเบสเลยคิดว่า หรือว่ามันจะมีจริง แต่ก็ได้สลัดความคิดทิ้งไปพยายามคิดว่ามันไม่จริงหรอก เพราะทั้งสองก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปตกดึกคุณนัทรู้สึกปวดปัสสาวะจึงได้เดินลงมาด้านล่าง แต่เดินลงมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอ่อน ๆ และทันทีที่ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างก็เจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งหัวฟู ๆ ยืนหันหลังอยู่ จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ได้หัวเราะเสียงแหลมดังจนแสบแก้วหู และหันมายิ้มให้พร้อมพูดว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัด และรู้สึกตัวอีกที คือตอนที่คุณเบสได้มาเขย่าตัว คุณนัทจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเบสฟัง วันถัดไปทั้งคู่ก็ได้ไปทำงานตามปกติที่ร้านไก่ทอดก็จะมีพี่อยู่หนึ่งคนชื่อว่า พี่แหม่ม พี่แหม่มที่เห็นสภาพของทั้งคู่ดูไม่ดีจึงได้เข้ามาถาม และเมื่อทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่แหม่มกลับไม่เชื่อ และพูดว่า “คราวหน้าถ้ากูไปแล้วเจอเดี๋ยวกูตบผีให้ทีนึง” เรื่องนี้จึงได้เกิดขึ้นทันที เมื่อวันนั้นเป็นวันที่ร้านขายดีมากจนไก่หมด ทั้งคู่จึงต้องกลับไปเอาไก่ที่แช่ไว้อยู่ที่บ้าน พี่แหม่มเมื่อรู้เช่นนั้นจึงได้อาสาไปด้วยตัวเอง และให้ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ร้าน แต่เวลาผ่านไปสักพักทั้งสองเริ่มรู้สึกว่าพี่แหม่มไปนานจึงได้ตามไปดู แต่ก็พบเข้ากับพี่แหม่มที่ตอนนี้กำลังวิ่งแบบไม่คิดชีวิต และถูกมอเตอร์ไซค์ชนจนหมดสติไปทันที ทั้งสองจึงได้รีบนำตัวพี่แหม่มไปส่งที่โรงพยาบาล และได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่พี่แหม่มไปเจอมาที่บ้านพี่แหม่มเล่าให้ทั้งสองฟังว่า เมื่อตอนที่ตนนั้นเปิดประตูบ้านเข้าไป และเดินไปยังโซนด้านหลังกำแพง ทันใดนั้นหางตาก็เห็นเหมือนมีคนเดินแว๊บ ๆ ไปมา คุณแหม่มก็พยายามไม่คิดอะไร และเดินต่อไปอีกสักพักก็พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนหมักไก่อยู่ แล้วจู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ฉีกไก่ดิบกินแบบสด ๆ ต่อหน้าพี่แหม่ม และได้วิ่งพุ่งเข้ามาหาพี่แหม่มในระยะที่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้น หลังจากนั้นพี่แหม่มก็ได้เกิดอาการตกใจสุดขีด และวิ่งแบบไม่คิดชีวิตออกมาจากบ้านทันที ตกดึกทั้งสองที่กำลังนั่งพักเหนื่อยกันอยู่ที่ห้องนอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง “ปึ้ง!” หิ้งพระที่อยู่ด้านบนตกลงมาอย่างแรง พร้อมพระพุทธรูปที่ตกลงมาคอหักอยู่ที่พื้น ทั้งสองจึงได้ช่วยกันซ่อมหิ้งพระ และนำทุกอย่างกลับมาเป็นสภาพดังเดิม แต่ไม่ว่าจะซ่อมอีกกี่ที หิ้งพระก็จะเอียง และตกมาใหม่อยู่เสมอ จนทั้งคู่คุยกันว่า ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อได้แล้ว จึงตัดสินใจคุยกันว่าจะลาออกจากงาน และกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัดทันที หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้เรียกพ่อให้มารับที่กรุงเทพกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัด ระหว่างทางนั่งรถกลับ ทั้งคู่ก็ได้แวะกินข้าวกันก่อน แต่ทันใดนั้นพนักงานกลับนำจาน และอุปกรณ์การกินอาหารมาให้ 5 ชุด แต่บนโต๊ะมีแค่ 3 คน ทำให้ทั้งหมดเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร และรีบกินให้เสร็จจะได้รีบเดินทางกลับบ้านต่อ ระหว่างทางกลับดึก ๆ ดื่น ๆ ก็เจอเข้ากับจักรยานคันหนึ่งที่มีผู้หญิงซ้อนท้าย และผู้ชายเป็นคนขี่อยู่ข้างทาง ทั้ง 3 ก็พยายามไม่คิดอะไร และขับรถต่อไป แต่สักพักนึงก็เจอคู่ชายหญิงขี่รถจักรยานอีกตามเคย คุณนัทเลยหันไปถามพ่อว่าเห็นมั้ย แต่พ่อกลับไม่เห็นชายหญิงคู่นั้นเหมือนที่คุณนัทเห็น เมื่อรถวิ่งไปอีกสักพักนึงสิ่งที่คุณนัทเห็นแล้วต้องหลอนเลย คือเห็นผู้หญิงขี่คอผู้ชายอยู่แล้วชี้นิ้วเข้ามาในรถ คุณนัทจึงปิดตาพยายามไม่มอง และหลังกลับมาถึงบ้านก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ที่บ้านฟังที่บ้านคุณนัทมีความเชื่อทางท้องถิ่น และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางบ้านจึงพาคุณนัทไปเข้าพิธีทั้งทางพุทธ และเข้าพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งทุกคนก็คิดว่าเรื่องหลอน ๆ ทุกอย่างนี้มันคงจะดีขึ้น หลังจากนั้นถัดมาคุณนัทที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เพียงลำพังก็ได้พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาตัดหน้ารถ คุณนัทจึงได้ตัดสินใจหักให้รถล้มทันที นั่นจึงทำให้คุณนัทล้มไปที่พื้น และท้องโดนทิ่มไปด้วยแง่งหินที่พื้น และแขนก็ถไลไปกับพื้นเข้าโรงพยาบาลทันที และก็ต้องตกใจไปมากกว่าเดิม เพราะได้มารู้ทีหลังว่าในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่คุณนัทรถล้ม คุณเบสก็ได้เจอประสบการณ์ผู้หญิงเดินตัดหน้ารถเช่นกัน แต่อาการของคุณเบสนั้นสาหัสกว่ามาก จนทำให้ทุกวันนี้ร่างกายยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทางที่บ้านของคุณนัทจึงให้คนที่มีความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณได้พูดคุยกับสิ่งที่คอยตามหลอกหลอนทั้งคู่ และสรุปได้ว่าฝั่งนั้นต้องการให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย เพราะทั้งสองเป็นคนอยากให้เหล่าวิญญาณนั้นไปอยู่ด้วยกันเองปัจจุบันคุณนัทย้ายไปอยู่ที่อิสราเอล แต่ถึงจะย้ายไปแล้วก็ยังเจอเหล่าวิญญาณนั้นมาตามหลอกหลอนอยู่ดี คุณนัทเล่าว่า ตอนที่ตนอยู่อิสราเอล บ่อยครั้งที่ได้กลิ่นเหมือนประจำเดือน แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร จนวันหนึ่งตนนั้นได้ซื้อไก่กับเครื่องในมาวางไว้ด้านนอก และเข้าไปอาบน้ำระหว่างอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามาในห้องกำลังยุ่งกับถุงพลาสติกที่ใส่ไก่ไว้ และเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าถุงที่ใส่ไก่ดิบนั้นเหมือนมีร่องรอยการแกะชิ้นส่วนไก่ก็ได้หายไปบางส่วนโดยไร้สาเหตุ และอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณนัทมั่นใจเลยว่าถูกตามมาแน่ ๆ คือในตอนที่กำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่ ได้ยินเสียงข้างบนดาดฟ้าเหมือนมีเสียงคนวิ่ง และลากเก้าอี้เสียงดัง จึงได้พากันขึ้นไปดูกับเพื่อนข้างบนแต่ก็ไม่พบกับอะไร และบนดาดฟ้าก็มีแค่ชิงช้าเล็ก ๆ ห้อยอยู่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะสักตัว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาลากเก้าอี้วิ่งเล่นไปมาบนนี้ได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

09 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดพลั้งปากในคืนวันโกน เงาดำปริศนาที่คอยตามติดเธอไปทุกหนแห่ง ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม ให้อยู่ด้วยนะ’ คำพูดร้องขอจากสิ่งลี้ลับเกลี้ยกล่อมหลอนประสาทในยามหลับไหล แต่สุดท้าย… ก็ได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันไป!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (05 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ ‘คุณตาล’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง โดยส่วนตัวนั้น คุณตาลเป็นคนที่สวดมนต์ และสวดบทจักรพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่เป็นประจำ ในวันหนึ่งหลังจากที่คุณตาลขายขนมที่ร้านเสร็จแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้านซึ่งเส้นทางที่คุณตาลใช้กลับนั้น ต้องผ่านหลังวัดแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณตาลกำลังขับรถผ่านวัด เธอได้หันไปมองที่เมรุ และด้วยความปากไวเธอจึงพูดออกมาด้วยความรู้สึก ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่ ‘อย่าตามกูกลับมานะ ถ้าตามกูด่านะ’ ปกติแล้วคุณตาลจะไม่พูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่วันนั้นคุณตาลมีความรู้สึกที่ว่า มีเงาดำกำลังจ้องมองเธอลงมาจากด้านบน ไปตลอดเส้นทางที่เธอกำลังกลับบ้านเมื่อคุณตาลกลับมาถึงบ้านของตนเอง เธอได้เตรียมตัวทำขนมสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกันนั้น คุณตาลได้หันไปมองที่หน้าบ้านของเธอ และได้พบกับเงาดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอขับรถผ่านมาอีกครั้ง เธอจึงพูดออกมาว่า ‘อย่าตามกลับเข้ามาสิ เดี๋ยวตอนเช้าไปทำบุญใส่บาตรให้’ พอคุณตาลทำขนมเสร็จเธอได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อบ้าน และได้เห็นเงาดำยิ้มฟันขาวมาให้เธอจากด้านบน ด้วยความเหนื่อย คุณตาลจึงไม่สนใจมัน และเข้านอนในคืนนั้นก่อนนอนคุณตาลได้วางรูปหลวงปู่ดู่ไว้ข้างเตียง และยกมือไหว้สวดมนต์ตามปกติ เมื่อล้มตัวลงนอนในตอนเที่ยงคืน คุณตาลฝันว่า เธอนั้นไปในที่มืดดำแห่งหนึ่ง และมีเสียงพูดกับเธอข้างหูว่า ‘ให้อยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ค้าขายจะดีนะ ตอนเช้าไปใส่บาตรนะ’ ในฝันนั้นคุณตาลใช้ชีวิตตามปกติ การค้าขายดี ขายของหมดทุกอย่าง คุณตาลจึงไม่คิดอะไร เมื่อคุณตาลสะดุ้งตื่นขึ้นมา และมองไปที่ขื่อบ้านของตนเองเงานั้นก็ยิ้มให้เธออีกครั้ง คุณตาลหลับรอบที่ 2 เงานั้นได้มาทับตัวเธอไว้ และพูดกับเธอในฝันว่า ‘ขออยู่ด้วยนะ อยู่ด้วยแล้วดี ดีจริง ๆ ข้อตกลงเดียวของเราคือใส่บาตรด้วยกัน’ ตอนนั้นคุณตาลรู้สึกตัว และรู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ฝันไป แต่มันกลับเหมือนเรื่องจริง ว่ามีใครสักคนมาพูดกับเธอคุณตาลได้ท่องในใจว่า ‘หลวงปู่ดู่ช่วยหนูด้วย’ซึ่งความเชื่อส่วนตัวของคนที่สวดบทจักรพรรดิ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่ดู่รับรู้จะมีเสียงจิ้งจกร้องทัก เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของคุณตาล ทันใดนั้นจิ้งจกก็ร้องทักขึ้นมา ทำให้เธอได้รู้ตัวว่าหลวงปู่รับรู้แล้ว หลังจากนั้นจิ้งจกร้องทักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแม่ของคุณตาลเดินมาเคาะห้อง ถามว่าเธอเป็นอะไร เพราะได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทักดังมาก แต่คุณตาลไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะในตอนนั้น เธอได้แต่นอนร้องไห้ และขยับตัวไม่ได้ เหมือนกับว่ามีใครสักคนมานอนทับตัวเธอไว้ ทำให้คุณตาลนั้นรู้สึกชาไปทั้งตัว คุณตาลพยายามตั้งใจนอนอีกครั้ง เพื่อให้เธอลืมทุกอย่าง และได้ตื่นจากฝันร้ายในครั้งนี้ แต่การหลับรอบนี้ กลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่หนักแน่น พูดขึ้นมาว่า ‘สวดมนต์ สวดมนต์สิ’ ทำให้คุณตาลเริ่มสวดนะโมสามจบ แต่ยังไม่ทันจบก็มีเสียงร้อง ‘ฮือ ฮืออ อยู่ด้วยกันสิ’ ดังแทรกขึ้นมา คุณตาลตั้งใจสวดมนต์กลบเสียงร้องโหยหวนนั้นให้ได้ แต่เมื่อมีเสียงร้องของผู้หญิง แทรกขึ้นมา ทำให้เธอนั้นหลงเพลิดเพลินไปกับเสียงร้องปริศนา แต่เสียงของชายที่หนักแน่น ได้พูดเตือนเธอให้สวดมนต์อย่างหนักแน่น ทำให้คุณตาลมีสติสวดมนต์อีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแสงสาดเข้ามาในตาของเธอ ส่วนเงาดำนั้นได้กรีดร้องดังขึ้นมา ในฝันนั้นคุณตาลได้วิ่งหนีเสียง เพื่อเข้าหาแสงสว่างตรงปลายทางตรงหน้า เสียงของชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องวิ่ง เดินสวดมนต์ออกมา’ขณะเดียวกันเสียงของหญิงสาวที่กรีดร้องโหยหวนนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าเธอนั้นกลัวแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า เมื่อคุณตาลก้าวเท้าเข้ามาหาแสง เธอได้ยินเสียงบทสวดบทหนึ่งดังขึ้น หลังจากสวดเสร็จก็มีเสียงถามขึ้นมาว่า ‘ตามมาได้ยังไง นี่มันกายคนนะ’ จากนั้นเสียงกรี้ดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และเงานั้นออกหลุดออกไป คุณตาลตื่นขึ้นมา เธอจึงได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ก่อนจะล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเสียงร้องทักของจิ้งจกในห้อง การนอนครั้งนี้ คุณตาลได้ฝันเห็นพระใส่จีวรหันหลังยืนหันหลังให้เธอ และพูดว่า ‘รู้ไหมเขาตามมานะ เขาชอบคนใส่บาตร วันนั้นที่ไปตักบาตรเนี่ยบุญเยอะนะ เขาชอบ’ รวมทั้งถามถึงสายสิญจน์ ที่ผูกกับรถของเธอมันหายไปไหน รวมถึงบอกว่าสายสิญจน์นั้นสำคัญมาก ถ้ากลัวก็ให้นำมันมาผูกแขนไว้ แต่ในฝันคุณตาลกลับไม่ได้ตอบอะไรเช้าวันรุ่งขึ้น คุณตาลได้ไปดูสายสิญจน์ที่รถแต่กลับไม่พบ แม่ของเธอก็ได้บอกว่า สายสิญจน์มันขาดไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือ สายสิญจน์ที่รถทุกคันมันได้หายไปพร้อมกันทั้งหมด หลังจากนั้นคุณตาลได้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่ง และเล่าเรื่องนี้ให้พระที่วัดได้ทราบ ท่านก็ได้แต่หัวเราะ และพูดว่า ‘มันก็มีแหล่ะตรงเมรุ แล้วดันไปปากดีทักทำไม’ ซึ่งวันที่ คุณตาลได้พูดทักเงาดำนั้น คือวันโกน หลังจากเหตุการณ์นี้ เมื่อพระได้พรมน้ำมนต์ให้คุณตาลแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พบกับเงาดำเงานั้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

06 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ห้องพักสุดสยองที่ไม่ได้จองเอง เพื่อนที่กำลังจะแต่งงานได้จองโรงแรมไว้ให้พัก แต่เมื่อไปถึงเจอกลับห้องพักที่เหม็นอับ รอยคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง และกองผมปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตกกลางคืนระหว่างนอนพักมีเสียงน้ำไหล เหมือนคนมาอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (28 เม.ย. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘งานแต่งเพื่อนเราเจอผี’ ลูกนัท The Ghost ได้มาแชร์เรื่องราวของ ‘คุณเมย์’ ที่เคยมาเล่าไว้ในรายการ The Ghost Radio คุณเมย์มีแพลนที่จะต้องไปงานแต่งเพื่อนที่อยู่ทางภาคอีสาน โดยจะไปกับแฟน 2 คน ทางเพื่อนที่จัดงานแต่งก็ได้เหมาจองโรงแรมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็ได้พากันแวะเที่ยวกันก่อนเข้าโรงแรม และเมื่อไปถึงโรงแรมได้ทำการเช็คอินเข้าพัก ก็ได้รับกุญแจสภาพเก่า ๆ ที่มีลายสลักเป็นเลขห้องไว้ ทั้งคู่จึงได้เดินไปตามเลขห้องนั้น แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูห้อง ก็ได้เห็นกว่าห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดพอดี คุณเมย์ที่ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องผีเลยชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นห้องที่ติดกับบันได แต่เมื่อเปิดประตูห้องไปก็ต้องชะงักกว่าเดิมเพราะได้มีกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าหน้ามาทันที คุณเมย์จึงได้หันไปคุยกับแฟน และตกลงกันว่าไม่เอาห้องนี้ และจะขอเปลี่ยนห้องอื่นแทน เลยลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ พร้อมให้เหตุผลว่าปกติแล้วเป็นคนที่นอนหลับยาก และห้องติดบันไดมีเสียงรบกวนเยอะจึงอาจเป็นปัญหาในการพักผ่อนได้เมื่อได้กุญแจห้องใหม่ ทั้งคู่ก็ได้เดินขึ้นมายันชั้นเดิม และก็ได้เห็นว่าเป็นห้องที่อยู่ถัดกับห้องก่อนหน้าแค่ห้องเดียว แต่เมื่อเปิดเข้าไปบรรยากาศทุกอย่างต่างจากห้องแรกแบบเห็นได้ชัดทุกอย่างปกติดี และไม่มีกลิ่นเหม็นอับใด ๆ คุณเมย์จึงได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดผ้าห่มออกทั้งคู่ได้เจอเขากับเตียงที่มีเส้นผมความยาวประมาณ 1 นิ้วกระจายเต็มอยู่ทั่วเตียงนอน และนอกจากเศษผมแล้วนั้น ก็ยังมีรอยสีน้ำตาลเป็นดวง ๆ กระจายอยู่เต็มเตียงไปหมด ทั้งคู่จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้และลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเพื่อขอเปลี่ยนห้องนอน แต่คราวนี้ทางพนักงานกลับได้ยื่นกุญแจห้องให้ 3 พวง พร้อมบอกให้คุณเมย์ไปเลือกห้องเอาได้เลยตามความสะดวกใจทั้งคู่เดินไปถึงห้องแรกก็ได้เปิดประตูเข้าไปพบกับห้องที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ 2 เตียงแยกกัน คุณเมย์เมื่อเจอเหตุการณ์ก่อนหน้ามาจึงคิดว่าหากนอนกับแฟนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นใจกว่า ทั้งคู่จึงได้พากันเดินไปดูห้องที่สอง ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เห็นสภาพห้องนี้กลับต้องตกตะลึงเพราะสภาพห้องเละมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้ายังมีคราบน้ำตาล ๆ เป็นดวง ๆ บ้างบางจุด และบางจุดก็เป็นเหมือนคราบน้ำตาล ๆ ที่ไหลย้อยตามประตูบ้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจพากันเดินไปดูที่ห้องสุดท้าย ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่เหมือนห้องปกติที่สุด แต่ต่างตรงที่ไม่มีพวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ แต่คุณเมย์ก็ได้คุยกับแฟนว่า เลือกที่จะนอนห้องนี้พร้อมตอนนอนจะเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ให้พอมีแสงบ้าง แฟนคุณเมย์จึงได้เสนอให้เปิดไฟที่หัวเตียงไว้ด้วย คุณเมย์ก็ได้ถามถึงเหตุผลไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา จึงได้ยอมตอบตกลงไป ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะนอน คุณเมย์ก็ได้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาปิดตาไว้เพราะแสงจากหัวเตียงสาดเข้าตาจนทำให้ไม่สามารถนอนได้ เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่หลับตานอนไปได้ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ คุณเมย์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้บีบมือแฟนเบา ๆ ซึ่งแฟนก็ได้บีบมือกลับมา เป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงเหมือนคนควักน้ำขึ้นมาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า คุณเมย์จึงได้บีบเข้าที่มือแฟนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฟนกลับไม่ได้บีบมือตอบกลับมา พร้อมมีเสียงหายใจแรง ๆ เสมือนคนกรนออกมา คุณเมย์โกรธแฟนมากที่ทิ้งให้ตนนั้นเจอกับเหตุการณ์ขนหัวลุกนี้เพียงลำพัง จึงได้ดึงมือตัวเองออกมานอนกอดอก หลังจากนั้นคุณเมย์ก็คิดในใจว่า “อาบน้ำก็แล้ว ล้างหน้าก็แล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกมานอนล่ะ” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูดัง “แกร๊ก” และเมื่อประตูเปิดออก คุณเมย์ก็ได้เห็นเหมือนมีเงาลาง ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินมาที่ปลายเตียง หลังจากนั้นก็เดินอ้อมขึ้นมาที่ข้างเตียงฝั่งที่คุณเมย์นอน คุณเมย์จึงได้พยายามข่มตานอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็นอนไม่หลับสักพักก็รู้สึกเหมือนว่าเตียงยุบลง ในลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอามือมาเท้าที่เตียงแล้วกำลังก้มดูอะไรสักอย่าง ตอนนั้นในหัวของคุณเมย์ก็ได้คิดถึงเหตุการณ์คล้ายนี้ในหนังผีที่ตนเคยดูพร้อมคิดว่า ถ้าเป็นตามหนังเหตุการณ์นี้ถ้ากลั้นใจเปิดผ้าออกมาเดี๋ยวสิ่งนั้นก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน คุณเมย์จึงได้แข็งใจลืมตาขึ้นมาพร้อมเปิดผ้าออกทันที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเห็นเป็นคนนุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลเก่า ๆ และมีสีแดงพาดอยู่แค่ครึ่งน่อง ขาด้านล่างมีสีดำซีด แต่เห็นได้ประมาณ 3 วิ ก็ภาพตัดหลับไปแบบไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว สิ่งแรกที่เห็น คือแฟนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อเห็นเช่นนั้นคุณเมย์จึงคิดจะรีบไปอาบน้ำ และออกไปงานแต่ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำไปก็พบเข้ากับอ่างล้างหน้าที่มีน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งคุณเมย์ไม่ชอบให้ทำเปียกแบบนี้ จึงได้หันไปจะตวาดใส่แฟน แต่เมื่อหันไปก็ต้องตกใจเพราะแฟนยังไม่ได้แม้แต่ล้างหน้า หรือมีส่วนไหนในร่างกายที่เปียกน้ำเลย อีกทั้งตาของแฟนยังดำโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน คุณเมย์จึงได้รีบอาบน้ำ และระหว่างแต่งตัวก็เผลอเดินไปเหยียบเข้ากับน้ำเหนียว ๆ จึงได้กระโดดขาเดียวเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำ และก็ได้สังเกตเห็นเหมือนรอยเท้าคนที่เปื้อนน้ำสีแดง ๆ เดินออกจากห้องน้ำไปจนถึงปลายเตียง และอ้อมไปยังฝั่งที่คุณเมย์นอน เมื่อเดินตามไปดูก็พบว่าบริเวณเตียงมีคราบน้ำตาล ๆ เหมือนรอยมือคนเปื้อนอยู่ คุณเมย์จึงบอกแฟนให้รีบเก็บของและลงไปข้างล่างเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกัน จึงทำให้รู้ว่า ที่เห็นว่าแฟนยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงคือแฟนตื่นมาเห็นทุกอย่าง แต่ช็อกทำไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง จนคุณเมย์ตื่นขึ้นมาเห็นซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นแฟนคุณเมย์ไม่ได้หลับทั้งคืน และรับรู้ได้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แรงที่จะบีบมือกลับก็ไม่มี คืนนั้นมีเพียงแค่คุณเมย์ที่ภาพตัด และชิงหลับไปก่อน ระหว่างที่ทั้งคู่ไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเจ้าภาพจองให้ 2 คืนนะคะ จะอยู่ต่ออีกคืนไหม? ” คุณเมย์จึงได้ตัดสินใจตอบในทันทีเลยว่า “ไม่อยู่ต่อแล้ว” และเดินออกจากโรงแรมไปทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’ ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้ายทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นจึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าวซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้นเอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเองวันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-