EFM FANDOM RECAP รายการ EFM FANDOM LIVE [ 11 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ลาเต้ - คิม” ที่มามอบรอยยิ้ม ความสดใส และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... เพราะคุณคือพรของผมนามปากกา : มะเขือเทศลูกกลม 088 269 4514 องศา ชายวัยสามสิบปียืนอยู่หน้าบันไดวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่ ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ขาดเพียงเรื่องเดียวคือ "ความรัก" ที่ไม่เคยสมหวังเลยสักครั้ง เบื้องหน้าองค์พระ องศาตั้งใจอธิษฐานอย่างแน่วแน่ เขาไม่ได้ขอคนสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ขอรักที่เหมือนในหนัง แค่ขอให้ได้เจอใครสักคนที่พร้อมจะรักในสิ่งที่เขาเป็น "ขอพรเสร็จหรือยังครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้องศาสะดุ้งหันไปพบชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ ในมือถือกล้องฟิล์มและมีแววตาอบอุ่น "ผมจะขอพรต่อ ถ้าคุณยังอยู่แบบนี้ผมรอได้ครับ" องศารีบเอ่ยขอโทษ ชายคนนั้นยิ้มตอบ "จริงๆ ผมกำลังเดาว่าคุณขอพรเรื่องอะไร ใช่เรื่องความรักไหมครับ" ทำเอาองศาชะงัก "คนที่ทำหน้าตาจริงจังแบบคุณส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องหัวใจมากกว่า" องศาหลุดอมยิ้ม "งั้นคุณคงเดาถูก" ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาปิดด้วยความดีใจ "ดีเลยครับ ถ้าพรข้อนั้นสำเร็จ ช่วยจำไว้นะครับว่าวันนี้คุณได้เจอกับ 'ฟากฟ้า' เผื่อว่า...พรนั้นจะเป็นผม" องศานิ่งค้างไปหลายชั่วขณะ นั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทำให้หัวใจขององศากลับมาเต้นแรงอีกครั้ง พรที่เขาขอ...ดูเหมือนจะเริ่มทำงานเร็วกว่าที่คิดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Because you are my blessing.Pen Name : มะเขือเทศลูกกลม In the heart of Chiang Mai, at the foot of an age-old temple, stood thirty-year-old Ongsa. His life was a tapestry woven with success, yet love remained a thread conspicuously absent. Before the serene Buddha image, Ongsa poured his heart out in prayer, his focus absolute. He wasn't seeking a fairytale romance or a flawless partner; his simple plea was for someone to cherish him for exactly who he was. A deep voice, cutting through his quiet devotion, startled him. "Finished praying?" Ongsa turned to find a man in his late twenties, a film camera slung over his shoulder, his eyes radiating warmth. "I'll just be a moment longer. If you're still around, I can wait," Ongsa offered, a touch apologetically. The man's smile was a gentle acknowledgment. "I figured. You looked so intensely focused. Was it love you were petitioning for?" Ongsa's breath hitched. "People with that kind of earnest expression usually have matters of the heart on their minds," the stranger explained. A genuine smile bloomed on Ongsa's face. "Then you've hit the nail on the head," the young man said, his eyes sparkling with a contagious joy. "That's wonderful. And if that wish comes to pass, don't forget you met 'Fakfa' today. Maybe... maybe that wish is for me." Ongsa froze, a jolt running through him. It had been years since his heart had fluttered like this. His wish, it seemed, was already starting to weave its magic, far sooner than he’d dared to hope.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Once More : กาลครั้งหนึ่ง...ในความทรงจำนามปากกา : DINO.CHAPTER 085 229 2989 "คิดถึงนะ.." มิน (Mintue |คิม) ยิ้มเมื่อเห็นประโยคนั้น "วันนี้เหนื่อยมั้ย? กลับหรือยัง?" "ไปกินข้าวกันผมหาร้านอร่อยๆรอไว้แล้ว" คำเดิม ๆ ที่ ไทม์ (Time | ลาเต้) ชอบพูดเสมอ สไตล์คนซึนบอกรักไม่เก่งแต่ใส่ใจเป็นที่หนึ่ง ตั้งแต่รู้จักกันชีวิตมินก็มีสีสันขึ้นเหมือนมีซามอยด์เด็กคอยป่วน ทุกเช้าหรือก่อนนอนมินจะอ่านข้อความเหล่านี้ซ้ำ ๆ เจออะไรตลก ๆ ก็ยังคิดจะเล่าให้ฟัง ราวกับได้ใช้ชีวิตคู่และคอยอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับไทม์ สมองของมินเลือกจะปิดรับ เพราะถ้าฟังเขาต้องยอมรับความจริงที่แสนเจ็บปวด คืนหนึ่งมินเปิดอ่านประโยคสุดท้าย "ผมรักพี่นะ..." น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมา สายตาเลื่อนผ่านตัวอักษรไปยังมุมกระดาษ... ไม่ใช่หน้าจอโทรศัพท์ ไม่ใช่ข้อความใหม่ แต่เป็นประโยคในนิยายเล่มเดิม เขาอ่านมันเพื่อเบี่ยงเบนความจริงเรื่องไทม์ แต่ยิ่งอ่านตัวละครก็ยิ่งคล้ายไทม์จนน่าเหลือเชื่อ ทั้งวิธีหยอกล้อหรือนิสัยต่าง ๆ เมื่อเรื่องจบเขาก็เปิดกลับไปหน้าแรก เริ่มต้นใหม่อยู่อย่างนั้น ราวกับตราบใดที่นิยายยังไม่จบ ไทม์ก็ยังอยู่ ทั้งที่ความจริงเรื่องราวของไทม์จบลงไปนานแล้ว...และคนที่ยังเดินออกจากหน้าสุดท้ายไม่ได้ มีเพียงมินคนเดียวFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Once MorePen Name : DINO.CHAPTER A simple "I miss you..." from Time (Mintue | Kim) always brought a smile to Min's face. He'd then get the usual well-meaning inquiries: "Rough day? Heading home soon?" followed by the offer of a meal, "Let's grab a bite. I found this amazing spot." These were Time's signature lines, the predictable rhythm of someone who struggled with grand declarations of love but overflowed with genuine care. Ever since they connected, Min's world had felt brighter, like having a playful Samoyed constantly underfoot, nudging him into life. He'd find himself re-reading these messages each morning and night, sharing amusing snippets as if they were sharing their days, a constant presence in each other's lives. Anyone who dared to speak ill of Time would find Min's mind simply tuning them out, unwilling to entertain anything that might shatter his carefully constructed reality. Then came one evening, as Min read the final message, "I love you..." A slow stream of tears traced paths down his cheeks. His eyes drifted from the words, scanning the page's edge... not his phone screen, not a new notification, but a familiar passage from an old novel. He'd turned to it as a distraction from the stark reality of Time's absence, but the more he read, the eerier the resemblance became. The fictional character mirrored Time uncannily – their teasing banter, their very essence. Once the story concluded, he'd instinctively flip back to the beginning, starting anew. It was as if, for him, the novel's unended pages meant Time was still within reach. But Time's chapter had closed long ago... and Min was the one stuck, unable to move past that final, painful sentence. There was only Min left.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... พบกันเสียทีนามปากกา : กาแฟไม่หวาน 092 651 3789 “ลาเต้” ช่างภาพหนุ่มที่ชอบสะสมกล้องฟิล์มเก่า วันหนึ่งเขาได้กล้องบังเอิญกล้องโพลารอยด์วินเทจมาตัวหนึ่งมา แต่เมื่อเขาได้ลองกดถ่ายรูปในห้องนอน รูปที่ค่อย ๆ ปรากฏ ชัดขึ้นกลับไม่ใช่ห้องของเขา แต่เป็นภาพบ้านไม้เรือนไทยโบราณที่มีชายหนุ่มหน้าตาสะสวย ราวกับผู้หญิงคนนึง กำลังนั่งมองมาที่กล้องด้วยความฉงน ทุกครั้งที่เขากดชัตเตอร์ ภาพจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และยังเป็นชายหนุ่มคนเดิมที่ปรากฏขึ้นในภาพอยู่ตลอด เขาจึงเริ่มรู้สึกผูกพันและเริ่มตกหลุมรักชายหนุ่มในภาพ จึงได้ลองเขียนโน้ตเล็ก ๆ แปะไว้หน้าเลนส์ก่อนจะกดถ่าย เพื่อหวังให้อีกฝ่ายเห็น และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะสื่อ วันหนึ่งเขาเห็นภาพในฟิล์มว่าบ้านเมืองฝั่งนั้นกำลังเกิดไฟไหม้และการทะเลาะวิวาท ชายหนุ่มเห็นภาพกำลังตกอยู่ในอันตราย ลาเต้จึงพยายามกดถ่ายรัว ๆ เพื่อหาวิธีช่วย แต่ฟิล์มโพลารอยด์แผ่นสุดท้ายกำลังจะหมดลง ฟิล์มแผ่นสุดท้ายเด้งออกมา มันเป็นภาพในยุคปัจจุบัน เป็นรูปตัวเขาเองที่กำลังยืนถือกล้อง แต่ข้างหลังเขามีเงาของชายที่อยู่ในรูปมาตลอดยืนยิ้มให้ พร้อมข้อความจาง ๆ บนขอบฟิล์มที่เขียนด้วยลายมือโบราณว่า "ได้พบกันเสียทีนะ" - คณิน (คิม)FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Finally, we meet.Pen Name : กาแฟไม่หวาน Meet Latte, a young shutterbug with a soft spot for vintage film cameras. His collection takes an unexpected turn when he stumbles upon an old Polaroid. Curiosity piqued, he snaps a photo in his bedroom, only to watch a scene unfold on the developing print that's decidedly not his own. Instead, it's an old-fashioned Thai wooden house, and within it, a strikingly handsome, almost delicate young man stares back with a look of bewilderment. Every click of the shutter reveals a new moment in time, yet it's always this same captivating man. A peculiar connection blossoms, and Latte finds himself falling for the enigmatic figure in the developing images. He starts leaving little notes taped to the lens, a silent plea for the man in the photo to see and understand. Then, a chilling image appears: a town ablaze, the young man caught in the heart of the chaos. Latte frantically tries to capture more shots, searching for a way to intervene, but the Polaroid film is dwindling fast. The very last sheet slides out, revealing a snapshot from the present. It's Latte himself, holding the camera, but in the background, a shadowy silhouette—the man from the photos all along—smiles enigmatically. Scrawled on the film's edge in elegant, old-world script is a single, poignant message: 'We finally meet again.' - Kanin (Kim)FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... Taste Test for Twoนามปากกา : Sleepymeen 065 527 2476 ลาเต้ เจ้าของตึกแถวสองชั้นที่ปล่อยพื้นที่ชั้นล่างให้เช่า เป็นคนไม่ค่อยชอบกินขนมหรือของหวาน ๆ เท่าไร แต่เพื่อน ๆ พูดกันว่าถ้าลาเต้บอกว่าอะไรอร่อย แปลว่ามันอร่อยจริง คิม เชฟทำขนมที่เพิ่งย้ายมาเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ในตึกของลาเต้ เริ่มพัฒนาสูตรขนมใหม่ แต่ติดปัญหาตรงคนรอบตัวชอบของหวานกันหมด จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าคำชมนั้นมันดีจริงไหม เลยลองขอให้ลาเต้ช่วยมาชิม “เต้ช่วยชิมขนมให้พี่หน่อยได้ไหม” จากที่ตั้งใจจะชิมแค่ครั้งเดียว กลายเป็นว่าลาเต้ถูกเรียกตัวมาชิมขนมแทบทุกวัน คืนนั้นร้านปิดไปนานแล้ว แต่ไฟในครัวยังสว่างอยู่ “เต้มาชิมอันนี้ให้หน่อย” ลาเต้นั่งพิงเคาน์เตอร์อย่างหมดแรง “ผมหมดแรงหยิบแล้ว...พี่ป้อนหน่อยได้ไหมครับ” “นี่กำลังอ้อนพี่อยู่หรือเปล่า” ลาเต้หัวเราะเบาๆ สุดท้ายคิมเลยต้องเดินเข้ามาใกล้ แล้วยื่นช้อนป้อนจริงๆ "เป็นไง" "อร่อย" แค่คำเดียวก็ทำให้คิมยิ้มออกมา "ดีใจนะ" "เรื่องขนมเหรอครับ" คิมส่ายหน้า "เปล่า" "..." "ดีใจที่นายยังอยู่ตรงนี้กับพี่จนดึก" หลังจากนั้นการอยู่ชิมขนมจนดึกก็ไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นการพัฒนาสูตรขนมหรือเป็นข้ออ้างที่ทำให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นกันแน่FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Taste Test for TwoPen Name : Sleepymeen Latte, who owned a two-story shop with the ground floor leased out, wasn't exactly a fan of sugary treats. But his friends swore by his taste – if Latte said something was good, it truly was. Enter Kim, a pastry chef who'd recently set up a cozy little shop downstairs in Latte's building. Kim was busy experimenting with new creations, but he was a bit shaky on whether the praise he'd been getting was genuine. He figured Latte was the perfect litmus test. "Latte, could you give this a go for me?" he'd asked. What began as a single favor quickly snowballed into Latte becoming Kim's unofficial, daily taste-tester. One evening, long after the shop had closed, the kitchen lights were still blazing. "Latte, try this one," Kim coaxed. Latte, thoroughly worn out, leaned against the counter. "I'm too beat to even lift it... could you feed me?" A playful smirk touched Latte's lips. "Trying to butter me up, are we?" Kim, a little flustered, had to step closer. And then, he actually offered a spoonful, gently feeding Latte. "So, what do you think?" "Delicious." A single bite brought a genuine smile to Kim's face. "I'm so happy." Latte raised an eyebrow. "About the dessert?" Kim just shook his head. "Nope. I'm just glad you're still here with me this late." From then on, it was anyone's guess whether those late-night dessert sessions were truly about refining recipes or just a sweet excuse to linger in each other's company.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... วิธีการจีบเด็กวัด 101นามปากกา : yirennn. 064 634 4047 "พรุ่งนี้อยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ตักบาตรไปให้" เสียงใสของ 'นิว' เอ่ยขึ้นก่อนจะส่งรอยยิ้มหวาน ๆ ให้กับ 'เต' เด็กหนุ่มหน้าตาบ้าน ๆ ที่สะพายย่ามพระอยู่บนไหล่ เตถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนปรายตามองหนุ่มหน้าหวานที่อายุมากกว่าตนถึงสามปี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผมยังไม่ตายนะพี่นิว อยากทำบุญใส่บาตรอะไรก็ทำเถอะ" "งั้นก็มาบ้านพี่สิ เตก็รู้ว่าพี่ทำกับข้าวอร่อยจะตาย" ร่างอรชรคว้าแขนเด็กหนุ่มมากอดไว้หลวม ๆ พลางส่งสายตาออดอ้อน "ชวนไปบ้านกี่คนแล้วล่ะ" ชายหนุ่มร่างกำยำค่อย ๆ ปัดแขนเล็กออก ก่อนจะเดินหนีคนหน้าหวานตรงหน้า "หึงพี่ก็พูดเถอะ" คนตัวเล็กกว่ายกยิ้มก่อนเอ่ยแซวขึ้น ชายหนุ่มร่างกำยำส่ายหน้าอย่างเอือมระอา แต่นิวหาได้แคร์ท่าทีของเขาไม่ คงเป็นเพราะนิวตามจีบเด็กวัดอย่างเต มาได้กว่าสามเดือนแล้ว แม้อีกฝ่ายจะเย็นชาแค่ไหน แต่ใครสนกันล่ะ ในเมื่อเขารักของเขาไปแล้ว แม้เข้าทางเจ้าอาวาส เป็นเจ้าภาพทั้งงานกฐิน ซองผ้าป่า หรือแม้แต่ทำโรงทานติดต่อกันตลอดสามเดือน นิวก็ทำมาหมดแล้ว ถ้าทำดีขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ใจเด็กวัดคนนั้น เห็นทีคงต้องใช้วิธีการ "จีบ" ในแบบของเขาแล้วล่ะ ดูสิว่า 'นายเด็กวัดคนนั้น' จะทนได้สักกี่น้ำกันเชียวFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… How to Capture a Temple Boy 101's heart.Pen Name : yirennn. “Thinking about dinner tomorrow, Te? I can offer some alms in your name,” purred New, flashing a disarmingly sweet smile at Te, a young man with a decidedly simple aura and a monk’s satchel slung across his shoulder. Te let out a soft sigh, his gaze drifting to the older, gentle-faced man. “I’m not dead yet, New,” he replied in a rather flat tone. “Do whatever good deeds you feel like.” “Then you absolutely must come to my place, Te! You know I whip up the most delicious meals,” New declared, his slender frame wrapping around the younger man’s arm in a loose embrace, his eyes alight with affection. “Just how many people have you already invited over?” the muscular Te retorted, gently but firmly freeing his arm before walking away from the persistent New. “Just admit you’re feeling a little jealous,” New chirped back with a grin. Te simply shook his head in mild exasperation, but New remained undeterred. After all, he’d been cheerfully pursuing Te, the quiet temple boy, for a solid three months. Te’s cool demeanor was hardly a deterrent; New was head-over-heels, even if it meant ruffling the abbot’s feathers. For three months straight, New had been a whirlwind of activity – organizing Kathin ceremonies, spearheading fundraising drives, and even running a food stall. If all this virtuous effort still hadn’t managed to sway the temple boy, New mused, it was probably time to unleash his own brand of unique courtship. He wondered just how long ‘that temple boy’ could resist.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ลาเต้ - คิม”ที่จะมาแจกเคมีความน่ารักทำเอาแฟนคลับใจละลายไปหมดเลย ~( สกิลการพูดของหนุ่ม ๆ ) ด้วยความที่เป็นซีรีส์พีเรียดย้อนยุคเลยต้องใช้สกิลการพูดอย่างหนัก ในบรรดานักแสดง “คิม” เป็นคนที่พูดชัดที่สุดแล้ว ส่วน “ลาเต้” บอกว่า พูดคำว่า วิปลาศ ได้ชัดที่สุด ส่วนการพูดควบกล้ำ เน้นร.เรือ ก็กังวลนิดหน่อย ซึ่งการเก็บคำให้เหมือนกับคนสมัยก่อนก็ใช้เวลานานประมาณหนึ่งเลย มีคุณครูมาสอนครึ่งปี อย่าง “พี่เน็ต” ต้องนวดลิ้นเลย เพราะลิ้นแข็งทำให้พูดร.เรือไม่ชัด แต่ “ลาเต้ - คิม” ไม่โดน ในบรรดานักแสดงมีแค่ “เน็ต” เป็นคนเดียวที่โดน( เป้าหมายในปีนี้ ) ตอนนี้ก็ครึ่งปีแล้ว เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จภายในปีนี้ก็ยังมีอีกเยอะ “คิม” บอกว่าปีนี้อยากมีเพลงเป็นของตัวเองซึ่งก็ได้มีแล้ว “ลาเต้ - คิม” ลงความเห็นเหมือนกันว่า อยากไปต่างประเทศด้วยกันอีก อย่างประเทศญี่ปุ่น เกาหลี หรือเวียดนามก็อยากไป ซึ่งถ้าได้ไปทำงานด้วยก็ได้ หรือถ้าแค่ไปเที่ยวก็ได้เช่นเดียวกัน( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อที่หนึ่ง ) เซ็ทคำถามสนุก ๆ เริ่มต้นข้อแรกด้วยคำถามหวาน ๆ ที่ว่า ในสายตาของ “ลาเต้” “คิม” ทำหน้าแบบไหนแล้วน่ารักที่สุด? เห็นแล้วต้องยอมแพ้ให้กับความน่ารักนี้ “ลาเต้” บอกว่า แค่ “คิม” ยิ้มก็น่ารักแล้ว ยิ้มมุมปากและมีสายตาเจ้าเล่ห์นิดหน่อย ในใจ “คิม” นี่เริ่มโกรธแล้ว “ลาเต้” เลยต้องยอม แต่ยังไงก็น่ารักทุกหน้าอยู่ดี เพียงแต่ว่าหน้านี้ทำบ่อยที่สุด( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อที่สอง ) ต่อด้วยคำถามที่สองที่ถาม “คิม” ว่า ข้อดีขอการที่มีคนข้าง ๆ ที่แข็งแรงอยู่เสมอคืออะไร? โดย “คิม” บอกว่า ร่างกายอาจจะดูแข็งแรง แต่จิตใจอาจจะยัง เพราะ “ลาเต้” มีความเป็นเด็ก ด้วยความที่อายุห่างกัน 5 ปี มี “ลาเต้” อยู่ด้วยมันก็ดี เขาปกป้องเราได้ ถึงแม้ตอนสุดท้าย “คิม” จะแซวขำ ๆ ว่าถ้ามียุงกัดเขาก็จะตีไม่โดนยุงแล้วโดนตัวเราเองก็เถอะ( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อสุดท้าย ) ปิดท้ายเซ็ทคำถามด้วยคำถามว่า ถ้าได้อีกฝ่ายเป็นแฟนจะโชคดียังไงบ้าง? โดย “ลาเต้” เริ่มตอบก่อนว่า สบายแน่นอนเพราะ “คิม” คอยไปรับ-ส่ง เทคแคร์ดูแล ตามใจทุกอย่างเลย แถมยังสายเปย์เลี้ยงข้าวตลอด อีกทั้งเขาก็ผ่านประสบการณ์มาเยอะด้วย ส่วน “คิม” ก็ตอบว่า ชีวิตมีสีสันเพิ่มมาเยอะเลย แต่ละวันไม่เบื่อเพราะมีเรื่องให้เครียดเพิ่มแทน ด้วยความที่ “ลาเต้” เขาเป็นคนที่ซน เป็นตัวของตัวเองสูงด้วย แต่เขาก็ทำให้ภาพลักษณ์เราดี เพราะเราได้มีแฟนเด็ก หล่อนิดหน่อย 2/10 ยังไงก็ได้มีความสุขทุกครั้งที่เขายิ้ม ถึงแม้ว่า “ลาเต้” จะยิ้มเพราะตลกหน้าเราก็เถอะ แต่พอเราเห็นว่าเขายิ้มเราก็โกรธไม่ลงหรอก( บรรยากาศในกองภพเธอ ) หนุ่ม ๆ เล่าว่าในกอง “คิม” เป็นสายกินเลย ส่วน “ลาเต้” บอกตัวเองอ่านบท แต่ “คิม” ก็แย้งกลับมาว่า “ลาเต้” ชอบหลับไม่ก็แกล้งคนอื่น แกล้งพี่เน็ต แซวคนอื่นเขาไปทั่ว “ลาเต้” จึงขอแก้ตัวเพิ่มว่าที่ทำแบบนี้เพราะกลัวบรรยากาศในกองอ่อม ต้องถ่ายทำนานทั้งวันเลยช่วยบูสท์เอนเนอร์จี้ให้กับคนอื่น อีกอย่างซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นการแสดงครั้งแรกของทั้งสองคนด้วย เรื่องแรกก็เจอพีเรียดเลย เลยคิด ๆ กันไว้ว่าถ้ามีโอกาสได้เล่นโปรเจ็คถัดไปอีก “ลาเต้ - คิม” ก็อยากจะเล่นแนวโหด ๆ มาเฟีย แนวบู๊เลย อยากเล่นอะไรที่ฉีกจากคาแรคเตอร์ปกติของทั้งคู่( สิ่งที่อยากขอบคุณซีรีส์เรื่องนี้ ) ซีรีส์ก็เดินทางมาถึง Final EP. แล้ว “ลาเต้ - คิม” มีอะไรอยากจะพูดกับตัวละครของตัวเองบ้างมั้ย เริ่มจาก “คิม” ที่บอกว่า ใจหายนิดหน่อย ก็ต้องขอบคุณน้องแก้วที่ทำให้เราได้เรียนรู้ความรัก ความเชื่อมั่น และความทุ่มเท ส่วน “ลาเต้” ก็ขอบคุณพี่จอมที่สอนความเป็นผู้ใหญ่ให้กับตัวเอง ทำให้เราดูโตขึ้น นิ่งมากขึ้น และ “ลาเต้ - คิม” ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำให้ทั้งคู่ได้เจอกับแฟนคลับและคนดูทุกคน และ “คิม” ก็มีซีนที่ชอบก็คือ ซีนที่ตลาด เพราะในซีนนั้นตัวละครพี่จอมต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะพูดออกมา และ “ลาเต้” ก็ชอบซีนงูกัดเป็นพิเศษ เล่นเองก็ขำเอง ชอบมาก ๆ อีกทั้งซีนนั้นก็ทำได้ดีมากด้วยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ลาเต้ - คิม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “3 ภพ บรรจบรัก” ซึ่งทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ลาเต้ - คิม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลาเต้ - คิม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ภพเธอ ( Love upon a Time Series )" ทุกวันศุกร์ เวลา 21:30 น. ทางช่อง Workpoint 23 และเวอร์ชัน UNCUT ทาง iQIYI ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~