เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]
สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)







