อังคารคลุมโปง Podcast จากเรื่องหลอนหน้าไมค์ สู่ความขนลุกซู่ x2 จนคุณต้องนอนคลุมโปงฟัง!! ทุกคืนวันเสาร์
รู้เท่าทันสื่อ ไม่หลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง
Good jobs ไขสเปค ‘คนที่ใช่’ ของ ‘งานในฝัน’ ป๋าเต็ด พาไปบริษัทดัง ล้วงลึกวิธีคัดเลือกพนักงาน ให้รู้ข้อมูลแบบ Exclusive ก่อนที่คุณจะมาสมัครงานจริง ขอให้ได้งานนะครับ! ศุกร์เว้นศุกร์
PODCAST ที่จะ เปิดห้องเรียน “เพศศึกษา” ยกคำถาม “เรื่องเพศ” เอามา Said กับ “คุณหมอ” คุยได้ทุกเรื่อง ตอบทุกปัญหา เพราะ “เพศศึกษา” ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย พูดคุยกับ หมอเต้ นายแพทย์ ณัฐเขต และ หมอโอ๊ต นายแพทย์ วงศกร จาก PULSE CLINIC

หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่นเพราะพนักงานขายขยั้นขยอแต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด! ‘คุณแพง (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับพนักงานคลินิกเสริมความงามที่พยายามขายคอร์สจนน่าอึดอัด ‘คุณแพง (นามสมมุติ)' อายุ 21 ปี เล่าว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เธอได้นัดกับเพื่อนไปที่ห้างแห่งหนึ่ง และในระหว่างที่เธอกำลังไปหาเพื่อน มีพนักงานขายคอร์สด้านความงามคนหนึ่งมายืนดักด้านหน้าของเธอ พร้อมบอกว่า ขอเวลาสักนิดได้ไหม / ขอเวลากรอกแบบสอบถาม เพราะเขาจะได้ค่าหัวจากการลงชื่อของคุณแพง เธอได้ปฏิเสธไปด้วยความที่เธอกำลังรีบไปหาเพื่อน แต่ก็ได้มีพนักงานอีกคนมายื้อคุณแพงไว้ เธอเข้าใจว่าคงเป็นการกรอกลงชื่อที่ใช้เวลาไม่นาน เธอจึงไปนั่งในบูธ เนื่องด้วยสถานที่เป็นเพียงบูธไม่ใช่คลินิกแต่อย่างใด แต่พอนั่งไปสักพัก พนักงานคนนั้นกลับเรียกพนักงานอีกคนมาตรวจผิวหน้าที่เป็นการตรวจด้วยเครื่อง จากนั้นเขาก็ชวนคุย ตามด้วยการขายคอร์ส ซึ่งคุณแพงก็ไม่ได้สนใจ ด้วยที่เธอเคยดูราคาคอร์สตามคลินิกอื่น ๆ มาแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกัน ราคาที่นี่จะแพงกว่า เธอจึงปฏิเสธไป แต่เขาก็ยังไม่ลดละความพยายามให้การขาย ยังคงพยายามชวนคุย ขายคอร์สต่อ และไม่ยอมให้เธอปลีกตัวออกไป ผ่านไปสักพัก พนักงานคนนี้ก็ได้ตาม Manager ของบูธและพนักงานอีกคนมาช่วยขาย เป็นการขายแบบ 3 รุม 1 เลยทีเดียว คุณแพงก็พยายามปลีกตัวออกโดยการบอกพนักงานทุกคนว่า เธอยังไม่สะดวกและนัดเพื่อนไว้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยคุณแพงไป เมื่อพูดคุยถึงการจ่ายเงิน คุณแพงก็บอกไปว่าเธอไม่มีบัตรเครดิต แต่พนักงานก็ยังยื้อด้วยการบอกว่าใช้เงินสดได้ คุณแพงก็พยายามใช้ 108 คำพูดเพื่อบอกว่าเธอไม่สะดวกที่จะจ่าย เขาก็ยื้อคุณแพงไว้จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 30 นาที รวมถึงเพื่อนก็มารอแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองดูซื้อคอร์สความงามที่นี่ เพราะคุณแพงเองก็กำลังหาคลินิกที่จะทำอยู่แล้วด้วย เธอจึงจ่ายเงินซื้อคอร์สกับที่นี่ด้วยเงินสดจำนวน 15,000 บาท สองวันหลังจากซื้อคอร์ส เธอจึงเข้าไปที่คลินิก ซึ่งในตอนแรกที่พนักงานขายคอร์สได้แจ้งเธอไว้ว่าพยาบาลจะเป็นผู้ดูแลทำหัตถการให้เธอ แต่พอเข้าไปทำจริง คนที่ทำให้กลับเป็นเพียงพนักงานบริการทั่วไป และระหว่างนั้นเขาก็คอยวิจารณ์ใบหน้าคุณแพง ติชมสลับกัน รวมถึงพยายามขายคอร์สกับเธอตลอดหนึ่งชั่วโมงของการทำหัตถการ ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร พนักงานก็ยังพยายามจะขายคอร์สต่อ นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก หลังจากทำหัตถการเสร็จ พนักงานก็ยังคงขายคอร์สอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังบอกให้คุณแพงซื้อคอร์สเพิ่มเติม แต่คุณแพงเองก็รู้สึกอึดอัด เนื่องจากนี่เป็นเพียงการทำครั้งแรก เธอยังไม่เห็นผลอะไร จึงยังไม่อยากที่จะซื้อคอร์สต่อ ส่วนตัวคุณแพงเคยเข้าคลินิกอยู่แล้ว การซื้อคอร์สความงานไม่ใช่ปัญหาอะไร เพียงแต่เธอไม่ชอบการขายในลักษณะนี้ นอกจากนี้ คุณแพงยังกล่าวอีกว่า เธอได้ทำไม่ตรงกับสิ่งที่พนักงานขายบอก โดยพนักงานบอกกับคุณแพงว่าจะได้ทำ 3 โปรแกรมรวมกันทั้งหมด 18 ครั้ง แต่ทำจริงกลับยัดทั้งหมดให้เหลือเพียง 6 ครั้ง ซึ่งเธอเคยถามแล้วว่า 18 ครั้ง คือ 18 ครั้ง ไม่ใช่การรวบทำพร้อมกันใช่หรือไม่ พนักงานขายก็ยืนยันว่า 18 ครั้ง แต่พอเอาเข้าจริงกลับได้ทำเพียง 6 ครั้งเท่านั้น นั่นก็เป็นอีกจุดที่ทำให้คุณแพงเสียความรู้สึก ในตอนนี้ คุณแพงรู้สึกเสียดายเงินและอยากไปทำให้จบคอร์ส แต่จากประสบการณ์ที่ไปคลินิกนี้มา ทั้งเจอพนักงานที่พยายามขายคอร์สแม้กระทั่งตอนที่เธอทำหัตถการอยู่ หรือการพูดไม่ตรงกันจนสร้างความเข้าใจผิดให้กับเธอ และการที่ไม่ยอมให้เพื่อน/ผู้ติดตามเข้ามานั่งรอในคลินิก ทำให้เธอเสียความรู้สึกและรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก คุณแพงจึงต้องการปรึกษาดีเจทั้งสามท่านว่า เธอควรทำอย่างไรดีกับ 5 ครั้งที่เหลือของเธอ ควรปฏิเสธอย่างไรให้เด็ดขาด หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “อดทนไปทำให้ครบคอร์ส อย่างน้อยได้ผลหรือไม่ก็ได้ใช้บริการ ให้ทำหูทวนลมไว้ ฟังแล้วบอกว่าไม่มีเงินแล้ว คอร์สนี้ที่บ้านด่าแล้ว พ่อแม่ด่าแล้วว่าซื้อมาได้อย่างไรตั้ง 15,000 อ้างไปแล้วทำให้ครบ บอกไปว่า ‘ทำครบก็คงไม่ได้ต่อแล้ว’ แต่ให้พูดแบบประคับประคองไปก่อนเพราะเราไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรทำกับหน้าเรา ให้บอกว่า ‘ยังไม่มีเงิน รอดูตอนหมดคอร์สแล้วว่ากัน’ พอหมดคอร์สก็บอกว่า ‘ที่บ้านไม่ให้ซื้อต่อ ถูกที่บ้านตี’ ให้พูดผลัดไปก่อน เวลาเขามาขายให้ตีมึนทำเป็นไม่ได้ฟัง ทำให้เขารู้ว่าเราไม่เอาแล้ว จงเข้มแข็ง เด็ดขาดไว้” ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “ต้องจิตแข็งไว้ วิธีเอาตัวรอดคือต้องพูดไว้เลยว่า ‘ขอดู 5 ครั้งนี้ก่อนว่าได้ผลกับหน้าแค่ไหน‘ ต้องทำให้เขารู้สึกอยากทำให้หน้าหนูออกมาดีที่สุด ให้บอกขอดูก่อนไปเรื่อย ๆ จนครั้งที่ 5 ถ้ากล้าให้บอกไปว่า ‘ไม่ค่อยได้ผล เดี๋ยวหนูขอคิดก่อน’ และถ้าสุดท้ายแพงไม่ไหวจริง ๆ ให้วิ่งออกมาได้เลย ใครจะทำอะไรเราได้ในเมื่อเราจ่ายเงินครบแล้ว หรือให้แฟนรอหน้าร้าน อ้างว่าขอออกไปคุยและให้ออกไปเลย ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “ให้ถามเขาว่า ‘มีประกันสุขภาพหรือยัง อย่างคุณพี่ดูผิวพรรณก็รู้อยู่แล้วว่ามีเงิน’ ให้ลองขายกลับดู ทั้งหมดทั้งมวลมองว่าของพี่เติ้ลใช้ได้จริงและเหมาะกับแพง อีกหนึ่งอย่างคือบอกกับเขาแค่ว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ เขาพูดอะไรก็ปล่อย แต่เรานอนทำโดยไม่ต้องตอบ เมื่อเขาถามอะไรให้ตอบประโยคเดิมว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ พูดเท่านี้เลย เอาเข้าจริงเวลาเราทำเขาไม่ควรมาพูดอะไรกับเรา เป็นการฝึกให้เราปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่ต้องการ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว
พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

สองควีนเรื่องรัก คลับที่พักของหัวใจ ทุกคืนวันศุกร์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน กับดีเจพี่อ้อย พี่ฉอด ทาง GREENWAVE 106.5 FM
Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “โอปอล สุชาตา” หญิงไทยคนแรกที่คว้าตำแหน่ง Miss World 2025 ได้สำเร็จ โดยเธอได้มาพูดคุยบอกเล่าถึงความทุ่มเท ความกดดัน และการก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ บนเส้นทางนางงามที่เต็มไปด้วยแง่มุมทางธุรกิจและโครงสร้างสังคม นอกจากนี้ เธอยังแบ่งปันประสบการณ์การเผชิญปัญหาสุขภาพตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้เธอก่อตั้งโครงการเพื่อสังคม Opal for Her เพื่อรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม พร้อมทั้งมุมมองต่อความรัก ความคาดหวัง และการค้นหา Purpose หรือเป้าหมายในชีวิต ท้ายที่สุด เธอมุ่งหวังที่จะนำประสบการณ์ และพลังบวกเหล่านี้ไปต่อยอดในวงการบันเทิงและบทบาทใหม่ ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าที่จะเติบโตในเส้นทางของตนเองวัยเด็ก ครอบครัว และเบื้องหลังการฝึกภาษาด้วยวิธี "หักดิบ"โอปอล สุชาตา เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นคนจังหวัดภูเก็ต ส่วนคุณแม่เป็นคนจังหวัดตรัง ในวัยเด็ก เธอมีความฝันอยากทำอาชีพที่หลากหลาย เช่น การเป็นแคชเชียร์ห้างโลตัสเพราะชอบเสียงกดเครื่องชำระเงิน, คนโบกรถเพราะอยากถือแท่งไฟ, เชฟ ตลอดจนนักการทูต สำหรับโอปอลแล้ว การประกวดนางงามไม่ได้ถูกมองเป็นอาชีพหลัก แต่เป็นเพียงหมุดหมายหนึ่งในชีวิต (Milestone) ที่ไม่เที่ยงแท้และต้องส่งต่อตำแหน่งเมื่อครบปีในส่วนของครอบครัว โอปอลเพิ่งมารู้ตอนเริ่มประกวดนางงามว่าคุณแม่ของเธอเคยเป็นนางงามอาชีพที่มีถ้วยรางวัลมากกว่า 80 ถ้วย ซึ่งถ้วยรางวัลส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ชั้นบนบ้านคุณยายที่เด็กๆ ไม่กล้าขึ้นไปเพราะกลัวรูปถ่ายของคุณตาที่เสียชีวิต นอกจากนี้ คุณแม่ผู้เคยทำงานด้านงานบริการ (Hospitality) ในจังหวัดภูเก็ต ได้เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ จึงใช้วิธี "หักดิบ" ในการฝึกภาษากับโอปอลตั้งแต่ช่วงอนุบาล โดยปฏิเสธที่จะพูดภาษาไทยด้วยเมื่อกลับมาจากโรงเรียน การฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็กทำให้เกิดความคุ้นเคยของรูปปากและลิ้น จนเป็นความจำของกล้ามเนื้อ (Muscle Memory) โดยมีเรื่องราวในครอบครัวที่คุณแม่เตี๊ยมกับคุณพ่อให้ทำเป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จนกระทั่งโอปอลอายุ 18 ปี จึงได้ทราบว่าคุณพ่อพูดภาษาอังกฤษได้ดีเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เธอวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อ นอกจากนี้ ชื่อเล่น "สุชาติ" ที่คุณแม่ใช้เรียก ก็มีที่มาจากนิสัยแก่นๆ และเสียงจามที่ดังเหมือนผู้ชายในวัยเด็กวิกฤตสุขภาพวัย 16 ปี สู่จุดเริ่มต้นโครงการ "Opal for Her"เมื่ออายุ 15 ปี (ระดับชั้น ม.4) โอปอลได้ย้ายจากภาคใต้เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี เธอตรวจพบก้อนเนื้อเต้านมส่วนเกินบริเวณใกล้รักแร้ทั้งสองข้าง ในช่วงแรกเธอเข้าใจว่าเป็นเพียงไขมันจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อช่วงรอบเดือนจะมา ก้อนเนื้อเกิดอาการบวม แดง และเจ็บจนไม่สามารถหนีบแขนลงได้ ผลการผ่าตัดพบว่าก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ถึง 8 เซนติเมตรในข้างซ้าย และ 10 เซนติเมตรในข้างขวา ซึ่งเป็นก้อนเนื้อธรรมดา (Benign) ไม่ใช่มะเร็ง แต่การผ่าตัดจำเป็นต้องตัดเส้นประสาทออกไปพอสมควรประสบการณ์การเข้าห้องผ่าตัดใหญ่คนเดียวและความกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดจนไม่มีโอกาสได้ทำตามความฝัน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอเลิกกลัว และกล้าใช้ชีวิตทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ ประสบการณ์นี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งโครงการ "Opal for Her" เพื่อสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) เกี่ยวกับโรคเต้านม และรณรงค์สิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม จากการลงพื้นที่ทำงานทั่วโลก เธอพบว่าปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่คือความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุข ค่านิยมทางสังคมที่ทำให้ผู้หญิงอายที่จะไปพบแพทย์ หรือการต้องเสียสละงบรักษาพยาบาลไปเป็นค่าเล่าเรียนของลูกการเดิมพันสละตำแหน่งเดิม สู่ชัยชนะ Miss World 2025โอปอลผ่านประสบการณ์ในวงการนางงามมาเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ในอดีตเธอเคยคว้าตำแหน่งรองอันดับ 4 (TOP 5) ในการประกวดระดับประเทศ แต่เมื่อเธอรู้สึกว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายในการทำประโยชน์และงานกุศล (Charity Work) ในระดับนานาชาติ เธอจึงตัดสินใจสละตำแหน่งเดิมเพื่อกลับมาประกวดใหม่ แม้จะเผชิญคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเสี่ยงที่อาจไม่คุ้มค่าหรือขาดทุน แต่เธอมองว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จไม่ได้เป็นศูนย์จึงเลือกที่จะลองเสี่ยงในกองประกวด Miss World ผู้เข้าประกวดทุกคนจะถูกทรีตเสมือนเป็นคนนอก (Outsider) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสนิทสนมส่วนตัวหรือสิทธิพิเศษ (Favoritism) ในที่สุด โอปอลก็สามารถคว้าตำแหน่ง Miss World 2025 ซึ่งเป็นมงกุฎแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย บนเวทีการประกวด คุณจูเลีย มอร์ลีย์ ได้กล่าวถึงเธอว่าเป็น "A woman of purpose" หรือผู้หญิงที่เป็นตัวแทนของความมีเป้าประสงค์ชัดเจนในชีวิต นอกจากนี้ เธอยังให้มุมมองต่อเวทีนางงามว่าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ B2B และการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างทวีป โดยหลังจากส่งมอบตำแหน่งให้กับ Miss World 2026 แล้ว เธอมุ่งหวังจะทำงานจิตอาสาด้วยการแต่งกายปกติ และสนใจงานในวงการบันเทิง การแสดง ดนตรี ธุรกิจส่วนตัว ตลอดจนงานสายการทูตในอนาคตวันที่ศรัทธาพังทลาย และการกอบกู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าที่จะประสบความสำเร็จบนเวทีระดับโลก โอปอลเคยตกอยู่ในภาวะหมดแรงใจและไร้เป้าหมาย (Purpose) จนกระทั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ท่ามกลางความกดดันจากความคาดหวังของคนรอบข้าง ในเวลานั้น เธอใช้เป้าหมายการประกวดและการทำประโยชน์ให้ประเทศเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่เมื่อเผชิญกับความผิดหวังที่ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ศรัทธาเดียวที่เธอยึดไว้จึงถูกพังทลายลง (Crush) จนท้อแท้ไปช่วงหนึ่งเวที Miss World ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยกอบกู้และฟื้นฟูศรัทธาในชีวิต (Restore faith in life) ของเธอกลับคืนมา ทำให้เธอตกผลึกว่า คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือมีมงกุฎเสมอไป แต่เริ่มจากการได้ทำประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้อื่น เช่น การไปช่วยแจกไอศกรีมร่วมกับแพทย์ เธอเชื่อว่าทุกคนสามารถมีเป้าหมายและเส้นเรื่องเป็นของตนเองได้ โดยไม่ยึดติดกับตำแหน่งหรือมงกุฎทัศนคติ Beauty Privilege และการเลือก "ดินที่เหมาะสม" ในการเติบโตโอปอลยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมมีเรื่องบรรทัดฐานความงาม (Beauty Standard) และสิทธิพิเศษจากความงาม (Beauty Privilege) อยู่จริง สำหรับเธอ รูปลักษณ์ภายนอกเป็นเพียงปกหนังสือที่เป็นประตูเปิดโอกาส แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำโอกาสนั้นไปใช้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น แทนที่จะใช้เป็นอาวุธไปตัดสินคนอื่น ในชีวิตประจำวัน เธอบาลานซ์บทบาทระหว่างการแต่งหน้าเต็มที่เมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อแฟนคลับ กับการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 22 ปีที่สามารถเผยหน้าสดในวันสบายๆ ได้ในด้านมุมมองการใช้ชีวิต เธอเปรียบเปรยตนเองและผู้คนว่าเหมือน "ดอกกุหลาบและดอกทานตะวัน" ที่เจริญเติบโตในสภาพดินที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อม สังคม หรือพื้นที่ที่มองเห็นคุณค่าในตัวเราซึ่งเป็นมากกว่าแค่เรื่องหน้าตา และพร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่เส้นทางชีวิต (Highway) เพื่อเรียนรู้และเติบโตในแบบฉบับของตนเองเส้นทางชีวิตของ โอปอล สุชาตา เริ่มต้นจากเด็กสาวที่ถูกคุณแม่ฝึกภาษาอังกฤษด้วยวิธี "หักดิบ" ตั้งแต่วัยเยาว์โดยซ่อนความลับว่าคุณพ่อก็พูดภาษาอังกฤษได้ และมองว่านางงามเป็นเพียงหมุดหมายชีวิตไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย จนกระทั่งในวัย 16 ปี เธอต้องเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่จากการผ่าตัดก้อนเนื้อเต้านมขนาด 8 และ 10 เซนติเมตร ซึ่งการผ่านวินาทีชีวิตครั้งนั้นได้เปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความกล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ พร้อมต่อยอดเป็นโครงการ "Opal for Her" เพื่อขับเคลื่อนสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้หญิงทั่วโลกแม้เธอจะเคยดิ่งสุดจนรู้สึก "ศรัทธาโดน Crush" และไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และการตัดสินใจเสี่ยงทิ้งต้นทุนเดิมเพื่อทำตาม Purpose ก็ส่งให้เธอคว้ามงกุฎ Miss World 2025 มงแรกในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งช่วยกอบกู้ศรัทธาในชีวิตของเธอคืนมา พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้ยึดติดอยู่กับมงกุฎ แต่อยู่ที่การสร้างประโยชน์และเติบโตในเส้นทางของตนเองดูรายการย้อนหลัง
สองควีนเรื่องรัก คลับที่พักของหัวใจ ทุกคืนวันศุกร์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน กับดีเจพี่อ้อย พี่ฉอด ทาง GREENWAVE 106.5 FM

ว้าวุ่นมาทั้งปี มารับวิตามิน SEA กันป่ะล่ะ !!ปลายปีนี้... EFM94 และ Chill Online จะพาคุณไปมันส์อีกครั้งกับมหกรรมฟรีคอนเสิร์ต ปาร์ตี้ริมทะเลกับ EFM x CHILL ON THE BEACH ครั้งที่ 18 BY โซดา LEOมันส์ไปกับ 6 ศิลปิน ...NONT TANONT / PARADOX / MEAN / ROOFTOP / SLAPKISS / THE MOUSSESเตรียมแดนซ์ให้ยับกับ DJ PU บนเวที EDM สไตล์ EFM และ เหล่าดีเจจาก EFM94 และ CHILL ONLINEเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566 นี้ที่ หาดแหลมเจริญ จังหวัด ระยองห้ามนำเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าภายในงาน ภายในงานมีเครื่องดื่มจำหน่ายเตรียมตัวกันให้พร้อม!! 16 ตุลาคมนี้เปิดให้กด REDEEM บัตรกันแล้วขั้นตอนการ Redeem Ticket!! บอกเลยว่า #งานนี้ฟรี!!- เพียงแค่ล็อกอิน เปิดแอป Application AtimeFungFin- เริ่มสะสมพ้อยได้แล้ววันนี้ ผ่านการฟัง Application ATIMEFUNGFIN !!1 นาที = 1 Point สะสมครบ 2,000 Point แลก Wristband ได้ 2 ใบ สามารถเข้างานได้ 2 คน(1 Account/1 สิทธิ์)ดาวน์โหลด Application : ATIME FUNGFIN รอไว้ได้เลย ทั้งระบบ IOS และ Androidพิเศษเฉพาะใน Application ATIMEFUNGFIN เท่านั้น!! รีบชวนเพื่อนด่วน #บัตรมีจำนวนจำกัด
“PURPEECH” 5 หนุ่ม อินดี้ป็อปส่งตรงจากเชียงใหม่ สังกัดค่ายเพลง MILK! BKK Music Label นำทีมโดย “เรฟ” – ศราวุฒิ สุยะเขต” (ร้องนำ), “ยีนส์” - ภูริช สมชื่อ (คีย์บอร์ด), “เซ็นต์” - สิทธิโชค ตาสา (กีตาร์), “คอมพ์” - ทรรศนะ เพ็ญจันทร์ (เบส), และ “เจมส์” - จักรพรรณ ธนาศุภณัฏฐ์ (กลอง) เจ้าเพลงสุดฮิตขวัญใจ GEN Z มากมาย และเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรก “PurfectPeech” ที่มีเพลงฮิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “ทิ้งไว้อย่างพอใจ”, “หากเพียงจะขอ”, “ภาพถ่ายจากวันวาน”, “อาจเป็นเพราะฉันเอง”, “รักรออยู่ไม่ไกล” และ “นี่ฉันเองคนที่… (It’s me)” เพลงคลั่งรักแบบเต็มอัตราและก่อนที่ทุกคนจะไปม่วนจอยกับ “PURPEECH” ในคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิต ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน นี้ พวกเขาทั้ง 5 ขอส่งซิงเกิลใหม่ “ตกกะใจทำได้ลง (Oops.)” เอาใจคนโดนหลอกให้รัก ที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่อยากฝากบอกคนใจร้าย ซึ่งเข้ามาปั่นป่วนให้ว้าวุ่นไปทั้งหัวใจ กับการเจอไม้เด็ดมัดใจด้วยคำหวาน ทำให้ใจอ่อนจนตกหลุมรักอย่างง่ายดายซึ่งเพลงนี้เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเพลงน่ารัก ๆ กับเนื้อเพลงขี้เล่นที่เลือกใช้คำว่า “ตกกะใจ” เพื่อให้ดูมีความสนุก มาพร้อมกับดนตรีและซาวด์ย้อนยุควินเทจ ที่ได้ “TONHON” หรือ ต้นหน - ตันติเวชกุล นั่งแท่นโปรดิวซ์ให้อีกด้วย ซึ่งเป็นการทำงานที่เข้ามาเติมสีสันให้เพลงของพวกเขาดูมีมิติมากขึ้นมากไปว่านั้น “ตกกะใจทำได้ลง (Oops.)” จะเป็นเพลงแรกที่แฟนเพลงจะได้ฟังเสียง “เซ็นต์” (กีตาร์) ร่วมร้องนำ กับ “เรฟ” อีกด้วยเรียกได้ว่าเริ่มต้นปีนี้ ฮีเสิร์ฟทั้งเพลงใหม่ ทั้งคอนเสิร์ตใหญ่แบบฉ่ำ ๆ เหล่าทานตะวันปักหมุดรอรายละเอียดเพิ่มเติม วอร์มนิ้วรอกดบัตร และซ้อมคอร้องเพลง “ตกกะใจทำได้ลง (Oops.)” ไปพร้อม ๆ กันในคอนเสิร์ตได้เลยซ้อมร้องเพลง “ตกกะใจทำได้ลง (Oops.)” ได้ทุกสตรีมมิ่ง : https://bfan.link/PURPEECH-Oops และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ “PURPEECH” ผ่านทาง https://www.facebook.com/MILK.artistserviceplatform และ https://www.instagram.com/purpeechpurpeech
"เจ็บที่เธอมารักฉัน แต่ยังผูกพันกับเขา” ซิงเกิลที่ 2 ของเติร์ด ลภัส (THIRD) กับเพลง “รักฉันผูกพันเขา (Leave Me Alone)” ที่จะพาคุณดำดิ่งสู่ความรู้สึกที่ซับซ้อนของความรักเมื่อ “หัวใจ” ต้องเลือกทางระหว่าง ความรัก กับ ความผูกพันบทเพลงนี้ได้รับการสร้างสรรค์โดยโปรดิวเซอร์มือทอง เอฟู ณรงค์ศักดิ์ และเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยความหมายของ ก๊อป โปสการ์ด ซึ่งถือเป็นการกลับมาร่วมงานกับทั้ง 2 ท่านอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันมาหลายปีโดย Music Video ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักที่เกิดจากความใกล้ชิด แต่เมื่อรู้ว่าความผูกพันกับอดีตยังไม่จางหาย จึงเกิดคำถามที่ทำให้คุณต้องทบทวนตัวเองอีกครั้ง ซึ่งใน Music Video เพลงนี้ได้ พีพี ปุญญ์ปรีดี มาร่วมถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวละครที่จะทำให้เกิดคำถามย้อนกลับไปว่าหากเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ระหว่าง ‘ความรัก’ หรือ ‘ความผูกพัน’?สามารถรับชม Music Video ได้ทาง Youtube : THIRD และสามารถฟังเพลงได้ผ่านทุก Streaming Platform

ปรากฎการณ์ครั้งสำคัญแห่งวงการคอนเสิร์ต กำลังจะเกิดขึ้น!!เมื่อเส้นเสียงจาก “7 DIVOS รุ่นใหม่ แห่งยุค 2026” โคจรมาพบกันATIMESHOWBIZ เตรียมสะกดทุกโสตสัมผัส..ในอาณาจักรแห่งเสียงเพลงROOKIE DIVOS CONCERT“คอนเสิร์ตรวมเมนคนโปรด ในโหมดหูเคลือบทอง”วอร์ วนรัตน์ ศิลปินตัวท็อปสายอาร์ต ความสามารถครบจบในคนเดียว!!ต้าห์อู๋ พิทยา ศิลปินทรงพลัง All Rounder แห่งวงการเพลงไทยเก่ง หฤษฎ์ ศิลปิน Rising star ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งปี !!แจ๊คกี้ จักริน ศิลปินผู้ปลุกกระแส T-POP พร้อมความสามารถมากมายนุนิว ชวรินทร์ ลูกชายแห่งชาติสุดคาริสม่า กับฉายา “ไข่มุกแห่งเอเชีย”มาร์คคริส BUS ศิลปินรุ่นใหม่ขวัญใจเจน Z เมนร้องที่ฮอตที่สุด !!คอปเปอร์ BUS ศิลปินคลื่นลูกใหม่เสียงใส ที่ครองใจคนทั้งประเทศ!!มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน“ปรากฏการณ์คอนเสิร์ตรวม T-POP สาย Vocal” ไปด้วยกัน!!วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2026 ที่ BITEC LIVEราคาบัตร : 5,200 / 4,700 / 4,500 / 4,000 / 3,500 / 3,000 และ 2,700 บาทขายบัตร 27 มิถุนายน 2026 (เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป)ทาง ThaiticketmajorLink ขายบัตร : https://bit.ly/RookieDivosConcert#ROOKIEDIVOSCONCERT#WarWanarat #DAOU #KengHarit #JackieJackrin#NuNew #MARCKRIS #COPPERdechawatติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ #ATIMESHOWBIZ ทุกช่องทาง______________________________________________________________________________________เงื่อนไขการจำหน่ายบัตร1. เปิดจำหน่ายบัตรบนช่องทาง Online วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569 เริ่มเวลา 10:00 น. เป็นต้นไป ทาง www.thaiticketmajor.com เท่านั้น (ระบบคิวออนไลน์จะแสดงที่หน้าเว็บไซต์ตั้งแต่เวลา 09:00 น. และจำหน่ายบัตรเวลา 10:00 น. เป็นต้นไป)2. เปิดจำหน่ายบัตรทุกช่องทางตามปกติ วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เริ่มเวลา 10:00 น. เป็นต้นไป ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา3. จำกัดการซื้อบัตรไม่เกิน 4 ใบ ต่อการทำรายการซื้อ 1 ครั้ง 4. ช่องทางรับชำระเงิน4.1 สำหรับการซื้อบัตรผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต 4.1.1 การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, บัตรเดบิต, True Money Wallet, Shopee Pay, Alipay, Wechat pay , QR Promptpay จะมี processing fee 3% 4.2 สำหรับจุดจำหน่าย 11 สาขาหลัก / Major-EGV 4.2.1 การชำระผ่านบัตรเครดิต, บัตรเดบิต จะมี processing fee 3% 4.2.2 การชำระด้วยเงินสด ไม่มี processing fee หรือ scan QR Promptpay จะมี processing fee 3%5. มีค่าธรรมเนียมการออกบัตรใบละ 30 บาท (บัตรกระดาษ) *รับบัตรแข็งที่ระลึกหน้างาน*6. การรับบัตร 6.1 การซื้อบัตรที่จุดจำหน่าย หรือบนเว็บไซต์ ที่เลือกการรับบัตรด้วยตนเอง สามารถนำหลักฐานการรับบัตร มาที่จุดจำหน่าย 11 สาขาหลัก ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2569 จนถึง 20 กันยายน 2569 หลังจากนั้นสามารถรับได้ที่หน้างานแสดง6.2 การซื้อบัตรบนเว็บไซต์ที่เลือกแบบจัดส่งทางไปรษณีย์ (ค่าบริการ 80 บาท ต่อ 1 คำสั่งซื้อ เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น) จะเริ่มจัดส่งบัตรตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป7. ไม่จำกัดอายุผู้เข้างาน / เด็กส่วนสูงเกิน 100 ซม. ต้องซื้อบัตรเข้าชมการแสดง8. กรณีบัตรสูญหายทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการออกบัตรให้ใหม่ทุกกรณี9. ทางผู้จัดงานไม่อนุญาตให้นำบัตรไปใช้ประโยชน์ทางการค้า การทำโปรโมชั่นกับสินค้า เช่น การลด, แลก, แจก, แถม เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากทางผู้จัดงาน10. หากซื้อจากช่องทางอื่น ทางบริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น11. ทางผู้จัดงานขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า----------------------------------------------------------* ภายในงานมีการบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอของผู้ที่มารับชมในงานเพื่อเผยแพร่สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่ออื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์โดยไม่กำหนดระยะเวลาในการเผยแพร่ศิลปิน
GOTCHA POP Concert คือที่สุดของ “เวทีโชว์ Performance แห่งปี” ที่ทุกด้อมต้องมาดูสักครั้งในชีวิต” !!!มาเติมฟินแบบทะลุ Rank กับ คอนเสิร์ต T-POP รวม”ตัวแรง” และ”ตัวแรร์” ที่เรารวมไว้ในงานนี้งานเดียวใน “GOTCHA POP CONCERT ครั้งที่ 4 ”เสิร์ฟครบทุกเวลความฟิน กับ 11 ศิลปิน T-POP ดาเมจแรงระดับอัลติที่คัดมาให้กรี๊ดแบบแน่นฮอลล์ พบกับรุ่นใหญ่ Boss Level แห่ง T-POPTRINITY ตำนานที่อยากเจอทุกปี TRIO ตัวเมพสุดแรร์ที่แฟน ๆ อยากให้กลับมา On Stage มากที่สุด !รุ่นเสาหลัก T-POP ระดับเมกะฮิตPiXXiE 3 ภูติจิ๋วตัวจี๊ดคาริสม่าระดับอัลติ ! เตรียมปล่อยของตกชาวด้อมด้วย Performance สุดจึ้ง !!PROXIE Boy Group แถวหน้าของวงการ ! Performer เบอร์ต้นโคตร Active เก็บครบทุกไวรัลสุดแมส !!PERSES Boy Group สายฟาด ! การันตีตัวพ่อ Performance เก็บทุก Beat ชวนกรี๊ดทุก Stage !! LYKN Boy Group จ่าฝูงสุดแมส ! All Rounder หัวแถว ผู้เสิร์ฟ Performanceสุดเริ่ดไฟลุกทุกครั้งที่ได้ดู !!JASP.ER Boy Group ตัวแรร์ ดาเมจแรงแห่งปี ! เตรียมเสิร์ฟอินเนอร์สุด sexy ที่จะมาขยี้ stage ให้แหลกคึ !!!รุ่นใหม่ Rising Wave คลื่นลูกใหม่ T-POP ที่พร้อมซัดทุกคนเข้าด้อมDEXX Boy Group สายคาริสม่า ! ที่จะมาทำให้หัวใจเต้นแรงไปกับ Performance และ Visual ระดับอัลติพร้อมกันยกฮอลล์ !!FELIZZ Girl Group แก๊งเหมียว Gen Z ! จัดเต็ม Performance สุดเริ่ด จงรัก-จงหลงในทุกเวที !!VVV Boy Group น้องใหม่ สุดUnique แมสแตกตั้งแต่ยังไม่เดบิวต์ ! คาริสม่าระเบิดระเบ้อ เตรียมโดนตกแบบ Triple ได้เลย !!CLO’VER Boy Group สุด Fresh ทะลุปรอท ! เตรียมบูสต์เอนเนอร์จี้ พร้อมเขย่าใจมัมหมีเต็มพิกัด!! รอเติม #CLO_VER ได้เลย !!FAVIQ Rookie น้องใหม่สาย Swag ที่น่าจับตามอง !! Performance ดีฉ่ำ ทำถึง ตัวตึงรุ่นใหม่แห่ง T-POP!เตรียมอัพเซิร์ฟความสนุกครั้งใหม่ เดือดสะใจกว่าเดิม ทั้ง Dance-Vocal และ ไฮไลท์แห่งปีที่ทุกด้อมรอคอย Exclusive Only At GOTCHAPOP กับ “Hidden Show” collab stage สุดเซอร์ไพรส์ที่นี่ที่แรก ปีที่แล้วว่าฮ็อปแล้ว ปีนี้ยิ่งกว่า!! จะมีโชว์อะไรบ้าง รอติดตามได้เลย! !Game On : 6 มิ.ย. 2026 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (Exibition Hall 3-4,ชั้น G)ราคาบัตรยืน : 2,700 บาทบัตรนั่ง : 4,200 / 3,700 / 3,200 / 3,000 / 2,700 / 2,200 และ 1,700 บาท จำหน่ายบัตร 7 มีนาคม (เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป) ทาง ThaiticketmajorLink ซื้อบัตร : https://bit.ly/Gotchapop4ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่FACEBOOK PAGE : Gotcha Pop ConcertIG,X : Atimeshowbiz_________________________________________________________เงื่อนไขการจำหน่ายบัตร1. เริ่มจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 10:00 น. ทุกช่องทาง2. จำกัดการซื้อบัตรไม่เกิน 4 ใบ ต่อการทำรายการซื้อ 1 ครั้ง*ไม่มีการรันคิวสำหรับการซื้อบัตร*2.1 สำหรับการซื้อบัตรผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต 2.1.1 การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, บัตรเดบิต, True Money Wallet, Shopee Pay, Alipay, Wechat pay , QR Promtpay จะมี processing fee 3%2.2 สำหรับจุดจำหน่าย 11 สาขาหลัก / Major-EGV 2.2.1 การชำระผ่านบัตรเครดิต, บัตรเดบิต จะมี processing fee 3% 2.2.2 หากชำระด้วยเงินสด หรือ scan QRcode จะไม่มี processing fee* โซนบัตรยืนจะมีการรันคิวเข้าฮอลล์ และจะเรียงตามลำดับการชำระเงินสำเร็จ* 3. มีค่าธรรมเนียมการออกบัตรใบละ 30 บาท (บัตรกระดาษ) *รับบัตรแข็งที่ระลึกหน้างาน* 4. การรับบัตร 4.1 การซื้อบัตรที่จุดจำหน่าย หรือบนเว็บไซต์ ที่เลือกการรับบัตรด้วยตนเอง สามารถนำหลักฐานการรับบัตร มาที่จุดจำหน่าย 11 สาขาหลัก ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม จนถึง 29 พฤษภาคม 2569 หลังจากนั้นสามารถรับได้ที่หน้างานแสดง 4.2 การซื้อบัตรบนเว็บไซต์ที่เลือกแบบจัดส่งทางไปรษณีย์ (ค่าบริการ 60บาท ต่อ 1 คำสั่งซื้อ เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น) จะเริ่มจัดส่งบัตรตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป5.ไม่จำกัดอายุผู้เข้างาน / เด็กส่วนสูงเกิน 100 ซม. ต้องซื้อบัตรเข้าชมการแสดง6. กรณีบัตรสูญหายทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการออกบัตรให้ใหม่ทุกกรณี 7. ทางผู้จัดงานไม่อนุญาตให้นำบัตรไปใช้ประโยชน์ทางการค้า การทำโปรโมชั่นกับสินค้า เช่น การลด, แลก, แจก, แถม เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากทางผู้จัดงาน 8. หากซื้อจากช่องทางอื่น ทางบริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น 9. ทางผู้จัดงานขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ---------------------------------------------------------- * ภายในงานมีการบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอของผู้ที่มารับชมในงาน เพื่อเผยแพร่สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่ออื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์ โดยไม่กำหนดระยะเวลาในการเผยแพร่
พฤษภาคมนี้ ATIMESHOWBIZ เตรียมเสิร์ฟคอนเสิร์ตในฮอลล์ครั้งแรก!! ที่รวมไลน์อัพศิลปินโดนใจวัยรุ่นยุค 2000’s ไว้มากที่สุดงานนี้งานเดียว ที่DISCTOPIA CONCERT“ปรากฏการณ์รวมศิลปินโคตรฮิต ยุคแผ่นดิสก์ถล่มเมือง”จัดเต็ม 9 ชม. กับเพลงดังร้องตามได้ จากศิลปินยุค 2000’sพร้อม Burn ความทรงจำด้วย Playlist ที่คุณคิดถึง..1. BANK PREETI ศิลปินชายกับสไตล์สุดเอกลักษณ์ หนึ่งใน Rock Icon ของวัยรุ่น2. DA ENDORPHINE ศิลปินหญิง Diva ตัวท็อปของประเทศ เจ้าของเสียงทรงพลังที่มีเพลงดังมากมาย3. ETC วงดนตรีเสียงดี ฝีมือดนตรีสุดแน่น!! การันตีความเป็นศิลปินตัวจริง4. FLURE วงดนตรี Rock ทรงพลัง ที่ปลดปล่อยอารมณ์ได้ถึงใจที่สุด5. LIPTA ศิลปิน Duo อารมณ์ดี ที่มีเพลงสุดแมสทุกยุค ตลอด 20 ปี!6. SCRUBB ศิลปิน Duo สายเซอร์สุดอบอุ่น เจ้าของคลังเพลงแอบรักตลอดกาล7. SLOT MACHINE วงดนตรีร็อคที่ล้ำหน้าเสมอ มาพร้อมคุณภาพระดับสากล8. TATTOO COLOUR วงดนตรีป็อปสุดวาไรตี้กับสไตล์เพลงโดนใจทั้งอินดี้และสายแมส9. ZEAL วงดนตรีสุดเท่ มาพร้อม Performance มันส์เกินพิกัด เอาอยู่ทุกเวทีเตรียม Burn แผ่น Disc กับศิลปินที่คิดถึง!9 พฤษภาคม 2026 BITEC LIVEราคาบัตร : 4,500 / 4,000 / 3,800 / 3,500 / 3,000 /2,800 / 2,500 / 2,000 และ 1,800 บาทขายบัตร 27 กุมภาพันธ์ 2026 (เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป)ทาง ThaiticketmajorLink ซื้อบัตร : https://bit.ly/DisctopiaConcertติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ #ATIMESHOWBIZ ทุกช่องทาง#DISCTOPIACONCERT#ATIMESHOWBIZ

ใครกำลังมองหาคาเฟ่บรรยากาศดี ๆ ย่านอโศก ที่จะมานั่งทำงาน จิบเครื่องดื่มชิล ๆ หรือหามุมสงบ ๆ พักจากความวุ่นวายของเมือง วันนี้ chill on มีอีกหนึ่งร้านน่ารัก ๆ มาแนะนำ กับ Cosmos Cafe Bangkok คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยหลังตึกแกรมมี่ แถมยังเป็นร้านที่เหล่าคนดังจากตึกแกรมมี่แวะเวียนมาเช็กอินกันอีกด้วยบอกเลยว่าที่นี่ไม่ได้มีดีแค่มุมถ่ายรูป เพราะทั้งบรรยากาศ อาหาร เครื่องดื่ม และการบริการ ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราอยากกลับมาอีกครั้งคาเฟ่กระจกใสกลางอโศก ที่วันฝนตกก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบสิ่งแรกที่ทำให้เราชอบร้านนี้เลยก็คือบรรยากาศ ตัวร้านตกแต่งด้วยกระจกใสที่เปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาได้อย่างเต็มที่ ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบายตา มีมุมให้นั่งพักผ่อนหรือนั่งทำงานได้แบบเพลิน ๆวันที่เราแวะไปบังเอิญเป็นวันที่ฝนตกพอดี แต่กลายเป็นว่าฝนยิ่งทำให้บรรยากาศของร้านดูอบอุ่นขึ้นไปอีก ได้นั่งมองฝนผ่านกระจก ฟังเพลงดี ๆ พร้อมเครื่องดื่มสักแก้ว เป็นโมเมนต์เรียบง่ายที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้หลบออกมาจากความวุ่นวายของอโศกสักพักอีกอย่างที่น่าสนใจคือที่นี่ไม่ได้มีแค่โซนคาเฟ่เท่านั้น แต่ยังมีสินค้าน่ารัก ๆ ให้เลือกช็อปกลับบ้าน ทั้งตุ๊กตา ไข่ไก่สด และขนมอบกรอบเพื่อสุขภาพ เรียกว่าแวะมานั่งคาเฟ่แล้วอาจมีของติดไม้ติดมือกลับไปด้วยแบบไม่รู้ตัวมาแล้วต้องลอง! Smoked Salmon Avocado เมนูซิกเนเจอร์ที่อยากแนะนำเริ่มต้นกันด้วยเมนูที่เราประทับใจมากอย่าง Smoked Salmon Avocado หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่อยากให้ทุกคนได้ลองเมนูนี้เป็นแซนด์วิชที่เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ ขนมปังน่ากินตั้งแต่แรกเห็น พอกัดเข้าไปก็เจอกับไส้ที่ให้มาแบบแน่น ๆ ทั้งแซลมอนรมควันและอะโวคาโดบดที่ปรุงรสมาอย่างดีตามสูตรของร้าน เพิ่มความกลมกล่อมด้วยชีสและไข่ที่เข้ากันได้แบบพอดิบพอดีความดีงามของเมนูนี้คือรสชาติของแต่ละอย่างไม่แย่งซีนกัน ทั้งความหอมของแซลมอน ความมันละมุนของอะโวคาโด และความเข้มข้นของชีส รวมกันแล้วอร่อยแบบลงตัว เป็นเมนูที่กินแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นซิกเนเจอร์ของร้านBlueberry Cupfin มัฟฟินนุ่มฟู หวานพอดี กินคู่กับชาคือดี!หลังจากจัดของคาวกันไปแล้ว ก็ต้องมีของหวานตามมาติด ๆ เราเลือกลอง Blueberry Cupfin มัฟฟินบลูเบอร์รีหน้าตาน่ารักที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่รสชาติทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวเนื้อมัฟฟินมีความนุ่มฟู เบา ๆ ไม่แน่นจนเกินไป ด้านในสอดไส้บลูเบอร์รีที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้กินแล้วไม่เลี่ยน ที่สำคัญคือความหวานกำลังดี ใครที่ไม่ชอบขนมหวานจัดน่าจะถูกใจเมนูนี้ยิ่งได้กินคู่กับชาหอม ๆ สักแก้ว บอกเลยว่าเพลินจนแทบไม่รู้ตัวเครื่องดื่ม 4 แก้ว 4 สไตล์ เลือกแก้วไหนดี?ไหน ๆ ก็ตั้งใจมานั่งชิลกันยาว ๆ แล้ว พวกเราเลยสั่งเครื่องดื่มมาลองกันคนละแก้ว ซึ่งแต่ละเมนูก็มีคาแรกเตอร์แตกต่างกันไป ใครชอบรสชาติแบบไหน ลองเลือกตามกันได้เลยSignature Thai Milk Tea ชาไทยละมุน สายชานมต้องลองเริ่มกันที่ Signature Thai Milk Tea เมนูชาไทยของร้านที่เสิร์ฟมาแบบแยกชั้นระหว่างนมกับชา คล้ายกับลาเต้ ดูสวยน่าถ่ายรูปสุด ๆสำหรับรสชาติ แก้วนี้จะเน้นความละมุนของนมมากกว่าความเข้มของชาไทย กลิ่นชาไม่ได้ชัดหรือแรงจนเกินไป ทำให้ดื่มง่าย เหมาะกับคนที่ชอบชาไทยสไตล์นุ่ม ๆ มัน ๆ หรือใครที่อยากหาชานมอร่อย ๆ ดื่มแทนกาแฟก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจYuzu Honey Black Tea ชาดำหอม ๆ กับยูซุสดชื่นต่อกันที่ Yuzu Honey Black Tea แก้วนี้เหมาะกับคนที่ชอบดื่มชาแต่ก็อยากได้ความสดชื่นจากผลไม้ไปพร้อมกันตัวเครื่องดื่มมีกลิ่นหอมของชาดำเป็นหลัก เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มยูซุที่ช่วยให้รสชาติมีมิติมากขึ้น ที่ชอบเป็นพิเศษคือมีเนื้อส้มยูซุชิ้นเล็ก ๆ ให้ได้เคี้ยวเพลิน ๆ ระหว่างดื่มด้วยรสชาติไม่หวานมาก ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น เป็นแก้วที่เหมาะกับการสั่งมาจิบระหว่างนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือแบบยาว ๆSpace Bee ชามะลิผสมมิ้นต์ สดชื่นแบบไม่ต้องพยายามใครเป็นสายมิ้นต์น่าจะตกหลุมรัก Space Bee ได้ไม่ยาก เพราะแก้วนี้เป็นชามะลิที่เพิ่มความหอมเย็นสดชื่นด้วยมิ้นต์ตอนแรกแอบคิดว่ากลิ่นมิ้นต์จะต้องเด่นมากแน่ ๆ แต่พอได้ลองกลับรู้สึกว่าทางร้านบาลานซ์รสชาติออกมาได้ดี กลิ่นมิ้นต์ไม่ได้แรงจนกลบความหอมของชามะลิ แต่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้เครื่องดื่มได้กำลังพอดีส่วนตัวคิดว่าแม้จะไม่ใช่คนที่ชอบมิ้นต์เป็นพิเศษ ก็ยังสามารถลองแก้วนี้ได้ เพราะรสชาติดื่มง่ายกว่าที่คิดGalactic Bloom ชาผลไม้เปรี้ยวหอม ดื่มแล้วตื่นเลย!ปิดท้ายด้วย Galactic Bloom อีกหนึ่งแก้วที่เราว่ามีรสชาติน่าสนใจมาก เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างชาเบอร์รีป่ากับชาเกรปฟรุต แล้วเพิ่มความหอมหวานด้วยน้ำเชื่อมกุหลาบแก้วนี้จะให้รสชาติเปรี้ยวนำ หอมกลิ่นผลไม้ และมีความหวานเบา ๆ ตามมา ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นแบบตื่นเต็มตาเลยทีเดียวถ้าเทียบกับเครื่องดื่มแก้วอื่น ๆ ที่ลองมา เมนูนี้จะมีความเป็นชาผลไม้ค่อนข้างชัด เหมาะกับคนที่ชอบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวสดชื่น ไม่เน้นความหวาน และอยากได้อะไรที่ดื่มแล้วไม่เลี่ยนCosmos Cafe Bangkok คาเฟ่ที่ไม่ได้มีดีแค่บรรยากาศหลังจากได้นั่งใช้เวลาอยู่ที่ร้านสักพัก ต้องบอกว่า Cosmos Cafe Bangkok เป็นคาเฟ่อีกแห่งที่ทำให้เราประทับใจมากกว่าที่คิดนอกจากอาหารและเครื่องดื่มจะมีให้เลือกหลากหลายแล้ว สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีไม่แพ้กันก็คือการบริการของพี่ ๆ พนักงานที่น่ารักและเป็นกันเองมาก คอยแนะนำเมนูและดูแลอย่างดีตลอดเวลาที่อยู่ในร้านส่วนบรรยากาศก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อยากกลับมา ทั้งการตกแต่งที่เรียบง่าย แสงธรรมชาติ เพลงที่เปิดคลอเบา ๆ และมุมต่าง ๆ ภายในร้านที่ให้ฟีลสบาย ๆ ไม่ว่าจะมากับเพื่อน มานั่งทำงาน หรืออยากมีเวลาส่วนตัวสักหน่อย ก็เป็นร้านที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สำคัญคือเรารู้สึกว่าราคาอาหารและเครื่องดื่มค่อนข้างเหมาะสมกับคุณภาพและประสบการณ์ที่ได้รับเสียดายอย่างเดียวที่วันนั้นพวกเราไปถึงช่วงเย็นแล้ว เลยยังไม่ได้ลองเมนูกาแฟและอาหารอีกหลายอย่างที่ดูน่าสนใจ แต่ไม่เป็นไร เพราะนี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ต้องกลับมาเก็บเมนูที่เหลือในรอบหน้า!สำหรับใครที่กำลังมองหาคาเฟ่ลับ ๆ ย่านอโศก ใกล้ตึกแกรมมี่ ที่มีทั้งมุมให้นั่งชิล อาหารอร่อย เครื่องดื่มหลากหลาย และบรรยากาศมู้ดดี ๆ เราอยากให้ลองแวะมา Cosmos Cafe Bangkok ดูสักครั้งส่วนพวกเราขอยกให้เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่ถ้ามีโอกาสจะกลับมาซ้ำแน่นอน เพราะบางทีการได้เจอร้านเล็ก ๆ ที่ทำให้เราอยากนั่งอยู่ต่ออีกหน่อย ก็เป็นความสุขง่าย ๆ ของวันได้เหมือนกันพิกัด: Cosmos Cafe Bangkok เลขที่ 36/1 ซอยสุขุมวิท 23 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110เวลาเปิด–ปิด: เปิดทุกวัน เวลา 07.30–17.30 น.เบอร์ติดต่อ: 062-553-7599Instagram: @cosmoscafebkk
Situationship คืออะไร? ความสัมพันธ์ฉบับ Gen Z ที่เหมือนแฟน แต่ไม่ใช่แฟนคุยกันทุกวัน ส่งข้อความ Good Morning ก่อนนอนก็มีบอกฝันดี ไปกินข้าว ดูหนัง เที่ยวด้วยกัน บางวันก็หวานจนคนรอบข้างคิดว่าเป็นแฟนกันแล้ว แต่พอมีคนถามว่า “สรุปแล้วเป็นอะไรกัน?” กลับไม่มีใครตอบได้ชัดเจนถ้าใครกำลังเจอความสัมพันธ์แบบนี้อยู่ บอกเลยว่าคุณอาจกำลังตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Situationship ความรักรูปแบบหนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยในหมู่ Gen Z เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคำว่า “คนคุย” กับ “แฟน” มีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน แต่ไม่มีสถานะที่แน่นอน จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงเราเป็นคนพิเศษ หรือแค่คนที่เขาคุยด้วยตอนเหงากันแน่?Situationship คืออะไร? ทำไมถึงเหมือนแฟนแต่ไม่ใช่แฟนSituationship (ซิทชูเอชันชิป) คือความสัมพันธ์ที่คนสองคนมีความสนิทสนมกันมากกว่าเพื่อน อาจคุยกันทุกวัน ไปเดต ดูแลกัน หรือใช้เวลาร่วมกันเหมือนคู่รัก แต่ยังไม่ได้ตกลงกันอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์นี้มีสถานะอะไร และจะพัฒนาไปในทิศทางไหนพูดง่าย ๆ ก็คือ “เหมือนแฟนทุกอย่าง ยกเว้นตอนถามว่าเป็นแฟนกันไหม”ความสัมพันธ์แบบนี้อาจเริ่มต้นจากการเป็นคนคุยธรรมดา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ สนิทกันมากขึ้นโดยไม่มีใครพูดเรื่องสถานะ บางคู่ต่างฝ่ายต่างสบายใจกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ แต่บางคู่กลับเริ่มมีความคาดหวังไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเมื่อคนหนึ่งเริ่มจริงจัง ขณะที่อีกคนยังมองว่าเป็นแค่ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด6 สัญญาณที่บอกว่าเราอาจกำลังอยู่ใน Situationshipบางครั้งความสัมพันธ์ก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่า Situationship แต่ถ้าลองสังเกตดี ๆ อาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์นี้ดูเหมือนจะชัดเจน แต่ก็ไม่ชัดเจนสักทีคุยกันทุกวัน แต่ไม่เคยคุยเรื่องสถานะตื่นเช้ามาก็ทักหา ระหว่างวันคอยถามว่าทำอะไรอยู่ ก่อนนอนก็มีโทรคุยกัน เรียกได้ว่าแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยพูดถึงก็คือคำถามว่า “ตอนนี้เราเป็นอะไรกัน?”ทำทุกอย่างเหมือนแฟน แต่ไม่มีคำว่าแฟนไปเดต จับมือ ดูแลกัน มีโมเมนต์น่ารัก ๆ จนบางครั้งก็เผลอคิดไปไกลว่าเราคงเป็นคนพิเศษของเขา แต่พอพูดถึงความสัมพันธ์จริง ๆ กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน นี่แหละหนึ่งในความสับสนที่พบได้ใน Situationshipมีแค่ปัจจุบัน แต่ไม่ค่อยพูดถึงอนาคตวันนี้ไปกินข้าวกัน พรุ่งนี้นัดดูหนัง แต่พอเป็นเรื่องแผนระยะยาว เช่น เที่ยวด้วยกันช่วงสิ้นปี หรือความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรในอีกหลายเดือนข้างหน้า กลับไม่ค่อยมีบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้พอถามเรื่องสถานะ อีกฝ่ายมักเลี่ยงตอบ“อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว” “อย่าเพิ่งรีบเลย” หรือ “ทำไมต้องมีสถานะด้วย?” เป็นคำตอบที่บางคนอาจเคยได้ยิน แม้การยังไม่พร้อมมีแฟนจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจและยอมรับความสัมพันธ์รูปแบบเดียวกันได้สนิทกันมาก แต่ไม่ค่อยมีตัวตนในชีวิตจริงของอีกฝ่ายคุยกันมาหลายเดือน แต่ไม่เคยรู้จักเพื่อนสนิท ไม่เคยถูกแนะนำให้คนรอบตัวรู้จัก หรือแทบไม่มีส่วนร่วมในชีวิตด้านอื่น ๆ ของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม บางคนอาจต้องการความเป็นส่วนตัว จึงควรพิจารณาร่วมกับพฤติกรรมอื่น ๆ มากกว่าตัดสินจากเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวต้องคอยเดาความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่ตลอดวันนี้เขาหวานมาก พรุ่งนี้กลับเงียบหาย พอเราเริ่มถอย เขาก็กลับมาทำให้ใจเต้นอีกครั้ง จนเกิดคำถามในหัวว่า “เขาชอบเราจริงไหม หรือเราคิดไปเอง?” หากความสัมพันธ์ทำให้ต้องคอยตีความพฤติกรรมของอีกฝ่ายอยู่ตลอด อาจถึงเวลาที่ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจนขึ้นทำไม Situationship ถึงถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม Gen Z?ในยุคที่การทำความรู้จักใครสักคนเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ผ่าน Social Media หรือ Dating App ความสัมพันธ์ก็มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจีบแล้วตกลงเป็นแฟนทันทีเสมอไปสำหรับคนรุ่นใหม่บางส่วน การค่อย ๆ ศึกษากันก่อนอาจเป็นทางเลือกที่สบายใจกว่า เพราะหลายคนยังอยากให้เวลากับการเรียน การทำงาน เป้าหมายชีวิต หรือพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องรีบผูกมัดกับความสัมพันธ์ที่ยังไม่แน่ใจแต่ปัญหาของ Situationship มักเริ่มขึ้นเมื่อคำว่า “คุยกันไปก่อน” มีความหมายไม่เหมือนกันคนหนึ่งอาจกำลังคิดว่า “ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป เดี๋ยวก็พัฒนาเป็นแฟน” ขณะที่อีกคนกลับมองว่า “คุยแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสถานะ”เมื่อความคาดหวังไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์ที่เคยสบายใจจึงอาจกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกเหนื่อยได้ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า Gen Z ทุกคนชอบความสัมพันธ์ที่ไม่มีสถานะ เพราะความต้องการด้านความรักขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลมากกว่าช่วงวัยเพียงอย่างเดียวSituationship กับ Talking Stage ต่างกันอย่างไร?หลายคนอาจสงสัยว่า Situationship ต่างจากการเป็นคนคุยธรรมดาอย่างไร เพราะดูเผิน ๆ ก็คล้ายกันมากความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระดับความสนิทสนมและความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายTalking Stage (ช่วงคนคุย) มักเป็นช่วงเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ยังอยู่ระหว่างดูนิสัย ความเข้ากันได้ และตัดสินใจว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อหรือไม่ส่วน Situationship มักเป็นความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปไกลกว่าการทำความรู้จัก มีความผูกพันหรือพฤติกรรมคล้ายคู่รักแล้ว แต่ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องสถานะและความคาดหวังที่ชัดเจนอย่างไรก็ตาม ทั้งสองคำมีความหมายทับซ้อนกันได้ และไม่ได้มีเส้นแบ่งตายตัวSituationship ไม่ได้แปลว่า Toxic เสมอไปแม้ Situationship จะถูกพูดถึงในมุมของความสัมพันธ์ที่ทำให้คนสับสนอยู่บ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้วการไม่มีสถานะไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์นั้นไม่ดีเสมอไปถ้าทั้งสองคนตกลงกันตั้งแต่แรกว่ายังไม่พร้อมมีแฟน ต้องการใช้เวลาศึกษากัน หรือสบายใจกับความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด และต่างฝ่ายต่างเคารพขอบเขตของกันและกัน ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ก็อาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นสิ่งที่ทำให้ Situationship เริ่มมีปัญหา จึงอาจไม่ใช่การไม่มีคำว่าแฟน แต่เป็น การที่คนสองคนมีความคาดหวังไม่ตรงกันโดยไม่เคยพูดออกมาเพราะต่อให้ไม่มีสถานะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายเลยเมื่อไหร่ที่ Situationship เริ่มไม่โอเคกับใจเรา?ความสัมพันธ์ที่เคยทำให้ยิ้มได้ อาจเริ่มกลายเป็นเรื่องเหนื่อยใจเมื่อเราเป็นฝ่ายรอความชัดเจนอยู่คนเดียว เช่น เริ่มรู้สึกจริงจังมากขึ้น แต่อีกฝ่ายยังไม่ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ หรือรู้สึกว่าเราต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเลือกเราบางครั้งความรู้สึกไม่สบายใจอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการรอข้อความ การไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคุยกับคนอื่นอยู่หรือเปล่า หรือการไม่กล้าถามเรื่องสถานะเพราะกลัวว่าคำถามนั้นจะทำให้เขาหายไปโดยเฉพาะเมื่อเริ่มรู้สึกว่า “เรากำลังรอให้เขาเลือก ทั้งที่เขาไม่เคยบอกว่าจะเลือกเรา”ถ้าความสัมพันธ์ทำให้คิดมาก เสียความมั่นใจ หรือรู้สึกไม่เป็นตัวเองอยู่บ่อย ๆ อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนว่า ความสัมพันธ์นี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของเราอยู่หรือเปล่าถ้าอยู่ใน Situationship ควรทำยังไง? ไปต่อหรือพอแค่นี้ถ้ากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีสถานะ สิ่งแรกที่ควรทำอาจไม่ใช่การรีบถามว่า “จะเป็นแฟนกันไหม?” แต่เป็นการทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวเองก่อนลองถามตัวเองว่าเรามีความสุขกับความสัมพันธ์แบบนี้จริงหรือไม่ ต้องการความชัดเจนมากแค่ไหน และถ้าความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิมต่อไปอีกหลายเดือน เรายังยอมรับได้หรือเปล่าเมื่อรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร การพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้น เช่น“เรารู้สึกดีกับเธอนะ แต่อยากรู้ว่าเธอมองความสัมพันธ์ของเรายังไง เพราะเราเริ่มจริงจังมากขึ้นแล้ว”ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดให้ใครตอบตกลงเป็นแฟนทันที แต่ควรให้โอกาสทั้งสองฝ่ายได้พูดถึงความคาดหวังและขอบเขตของความสัมพันธ์อย่างชัดเจนและหากพบว่าความต้องการของทั้งสองคนไม่ตรงกัน การเลือกถอยออกมาก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้เราต้องฝืนความรู้สึกของตัวเองตลอดเวลาสรุป Situationship ความรักที่ไม่มีสถานะ แต่ควรมีความชัดเจนสุดท้ายแล้ว Situationship ไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผิดหรือแย่เสมอไป บางคนอาจมีความสุขกับความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องรีบกำหนดสถานะ ขณะที่บางคนอาจต้องการความมั่นคงและความชัดเจนมากกว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะต้องเรียกกันว่าแฟนเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่คนสองคนเข้าใจตรงกันหรือเปล่าว่ากำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน และต่างฝ่ายต่างต้องการอะไร เพราะต่อให้ไม่มีคำว่า “แฟน” อย่างน้อยก็ควรมีคำว่า “เข้าใจตรงกัน” และบางทีความรักที่ดีอาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่หวานที่สุด แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้เราไม่ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมคำถามทุกวันว่า “ตกลงเราเป็นอะไรกัน?”
เมื่อพูดถึง วันฮาโลวีน (Halloween) หลายคนคงนึกถึงคืนวันที่ 31 ตุลาคม ที่เต็มไปด้วยฟักทองแกะสลักหน้าตาน่ากลัว ผู้คนแต่งตัวเป็นผี แม่มด แวมไพร์ และเด็ก ๆ ที่เดินเคาะประตูขอขนมตามบ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังเทศกาลสุดหลอนที่เราสนุกกันทุกวันนี้ มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี!เพราะในอดีต Halloween ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแต่งผี แต่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องความตาย วิญญาณ และช่วงเวลาที่โลกของคนเป็นกับโลกของคนตายอาจเชื่อมถึงกันแล้วฮาโลวีนเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมต้องแต่งตัวเป็นผี? และฟักทองแกะสลักมีความหมายอะไรซ่อนอยู่? วันนี้ Chill ON จะพาทุกคนย้อนเวลาไปไขตำนานคืนปล่อยผีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับกัน!ประวัติฮาโลวีน จุดเริ่มต้นจากคืนแห่งวิญญาณต้นกำเนิดสำคัญของวันฮาโลวีนเชื่อมโยงกับเทศกาลโบราณที่มีชื่อว่า Samhain (ซาวิน) ของชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ของไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และบางส่วนของยุโรปเทศกาลนี้จัดขึ้นในช่วงสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวและเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว สำหรับผู้คนในยุคนั้น ฤดูหนาวไม่ได้หมายถึงแค่อากาศหนาวเย็น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความมืด ความยากลำบาก และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิตสิ่งที่ทำให้เทศกาล Samhain มีความลึกลับก็คือความเชื่อที่ว่า คืนวันที่ 31 ตุลาคม เป็นช่วงเวลาที่เส้นแบ่งระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณบางลง จนเหล่าวิญญาณอาจกลับมาเดินอยู่ท่ามกลางคนเป็นได้อีกครั้งผู้คนจึงมีการจุดกองไฟขนาดใหญ่ ประกอบพิธีกรรม และรวมตัวกันเพื่อรับการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล โดยความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติได้กลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเทศกาลฮาโลวีนในเวลาต่อมาอย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าเกี่ยวกับการกลับมาของวิญญาณเป็นความเชื่อดั้งเดิม ไม่ใช่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์Halloween มาจากคำว่าอะไร? ทำไมถึงตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมหลายคนอาจคิดว่า Halloween เป็นชื่อเทศกาลมาตั้งแต่แรก แต่ความจริงแล้วคำนี้มีความเกี่ยวข้องกับธรรมเนียมของศาสนาคริสต์คำว่า Halloween พัฒนามาจากคำว่า All Hallows' Eve ซึ่งหมายถึงค่ำคืนก่อนวัน All Saints' Day หรือวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย ที่ตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายนนอกจากนี้ วันที่ 2 พฤศจิกายนยังเป็นวัน All Souls' Day ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระลึกถึงผู้ล่วงลับในธรรมเนียมคริสต์ศาสนาบางนิกายเมื่อประเพณีโบราณของชาวเคลต์และธรรมเนียมทางศาสนาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเกิดการผสมผสานของความเชื่อ พิธีกรรม และการเฉลิมฉลองที่ค่อย ๆ พัฒนามาเป็น Halloween ในรูปแบบปัจจุบันจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเทศกาลฮาโลวีนถึงมีทั้งเรื่องราวของวิญญาณ ความตาย เครื่องแต่งกาย และกิจกรรมสนุกสนานอยู่ในเทศกาลเดียวกันทำไมวันฮาโลวีนต้องแต่งตัวเป็นผี?ทุกวันนี้การแต่งตัวเป็นผีถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของวันฮาโลวีน แต่ในอดีตการสวมหน้ากากหรือเครื่องแต่งกายแปลกประหลาดมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการป้องกันสิ่งชั่วร้ายหนึ่งในคำอธิบายที่เล่าสืบต่อกันมาคือ ผู้คนเชื่อว่าการปลอมตัวอาจช่วยให้วิญญาณร้ายแยกไม่ออกว่าใครเป็นมนุษย์ และช่วยหลีกเลี่ยงการถูกคุกคามจากสิ่งเหนือธรรมชาตินอกจากนี้ ในไอร์แลนด์และสกอตแลนด์ยังมีธรรมเนียมที่เรียกว่า Guising ซึ่งผู้คนจะสวมชุดปลอมตัวออกไปตามบ้าน พร้อมร้องเพลง เล่านิทาน หรือแสดงความสามารถเพื่อแลกกับอาหารและของขวัญเมื่อเวลาผ่านไป การแต่งกายที่เคยเกี่ยวข้องกับความเชื่อและประเพณีจึงพัฒนากลายเป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่ทุกคนสามารถสนุกได้ตำนานฟักทอง Jack-o'-Lantern สัญลักษณ์ประจำฮาโลวีนถ้าพูดถึงฮาโลวีนแล้วไม่มีฟักทองก็คงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป แต่รู้ไหมว่า ฟักทองแกะสลักหน้าตาน่ากลัวที่เราเห็นกันทุกวันนี้ มีต้นกำเนิดเชื่อมโยงกับนิทานพื้นบ้านของไอร์แลนด์เกี่ยวกับชายที่ชื่อว่า Stingy Jackตำนานเล่าว่า Stingy Jack เป็นชายเจ้าเล่ห์ที่ชอบหลอกลวงผู้อื่น และมีเรื่องเล่าว่าเขาสามารถใช้ไหวพริบหลอกปีศาจได้หลายครั้ง จนปีศาจยอมสัญญาว่าจะไม่เอาวิญญาณของเขาไปลงนรกแต่เมื่อแจ็กเสียชีวิต เขากลับไม่สามารถเข้าสวรรค์ได้ ขณะเดียวกันปีศาจก็ไม่ยอมรับวิญญาณของเขาเข้าสู่นรกตามคำสัญญาแจ็กจึงต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ระหว่างสองโลก โดยมีเพียงถ่านไฟที่ได้รับจากปีศาจไว้ส่องทางในความมืด เขานำถ่านไฟใส่ไว้ในหัวผักที่คว้านเป็นโพรง ก่อนออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายเรื่องเล่านี้กลายเป็นที่มาหนึ่งของชื่อ Jack-o'-Lantern หรือโคมไฟของแจ็กที่น่าสนใจก็คือ ในอดีตชาวไอร์แลนด์ไม่ได้ใช้ฟักทอง แต่ใช้หัวผักกาดหรือพืชหัวชนิดต่าง ๆ มาแกะสลักเป็นใบหน้าน่ากลัว และวางแสงไฟไว้ด้านใน โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยขับไล่วิญญาณร้ายต่อมาเมื่อชาวไอริชอพยพไปยังอเมริกา พวกเขาพบว่าฟักทองมีขนาดใหญ่ หาได้ง่าย และแกะสลักสะดวกกว่า จึงเริ่มนำฟักทองมาใช้แทนจากโคมไฟในตำนานของวิญญาณเร่ร่อน ฟักทองแกะสลักจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาลฮาโลวีนที่คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบันTrick or Treat ประเพณีขอขนมวันฮาโลวีนกิจกรรมยอดฮิตที่เด็ก ๆ แต่งชุดแฟนซีแล้วเดินเคาะประตูตามบ้านพร้อมพูดว่า “Trick or Treat!” มีรากฐานจากประเพณีเก่าแก่ในยุโรป เช่น การเดินขออาหารเพื่อแลกกับการสวดภาวนาให้ผู้ล่วงลับ และการแต่งกายปลอมตัวเพื่อแสดงความสามารถแลกขนมต่อมาธรรมเนียมเหล่านี้พัฒนาเป็นกิจกรรมขอขนมวันฮาโลวีนที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาฮาโลวีน จากคืนปล่อยผีสู่เทศกาลสุดหลอนทั่วโลกปัจจุบัน วันฮาโลวีน (Halloween) ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องวิญญาณอีกต่อไป แต่กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนาน ทั้งการแต่งชุดแฟนซี ตกแต่งบ้าน แกะสลักฟักทอง และจัดปาร์ตี้ธีมสยองขวัญแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 2,000 ปี แต่เรื่องราวของ Halloween ก็ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของตำนานและความลึกลับที่ชวนให้ค้นหา เพราะเบื้องหลังเทศกาลสุดสนุกนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นคืนที่ผู้คนเชื่อว่า โลกของคนเป็นและโลกของวิญญาณอาจอยู่ใกล้กันมากที่สุด

ดีเจอั๋น–ดีเจเป้ ตัวแทนมอบเงินจาก CAN TO CAREส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากจบลงแล้วอย่างสวยงามกับ GREEN WAVE SHARE FOR CARE : CAN TO CARE ที่ GREEN WAVE และ one แยก แลก สุข ร่วมเชิญชวนทุกคนเปลี่ยน “กระป๋องเปล่า ขยะพลาสติก และขยะรีไซเคิล” ให้กลับมามีคุณค่า เปลี่ยนเป็นทุนสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมี ดีเจอั๋น ภูวนาท คุนผลิน และ ดีเจเป้ วิศวะ กิจตันขจร เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาคจากโครงการรวมทั้งสิ้น 350,000 บาท ให้แก่ นายสันติ สาทิพย์พงษ์ ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิฯ ตัวแทนเข้ารับมอบ ณ สตูดิโอเอไทม์ ชั้น 38 อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส เมื่อวันก่อนรวมทั้งขอขอบคุณ WASTEBUY DELIVERY และ RECYCLE DAY พาร์ทเนอร์กำลังสำคัญที่ช่วยกันรวบรวมขยะเข้าระบบและแปลงเป็นรายได้จนสามารถรวบรวมวัสดุรีไซเคิลได้ 227.60 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 860.04 KgCO2eq หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 90 ต้น นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้ช่วยทั้งเพื่อนมนุษย์ และได้ช่วยโลกอย่างยั่งยืนทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการร่วมส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ประสบอุทกภัย ยังสามารถร่วมกับ GREEN WAVE SHARE FOR CARE : CAN TO CARE ได้ต่อเนื่องจนถึง 31 ธันวาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ atime.live/greenwave
“รายการแฉ” ทางช่อง GMM25 ได้รับ รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ “ฐานันดร 4” ประจำปี 2569สาขารายการข่าววาไรตี้ ดีเด่น จากสมาคมสมาพันธุ์นักข่าว(ประเทศไทย)ที่จัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันก่อน ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เพื่อประกาศเกียรติคุณให้บุคลากร องค์กร และสื่อมวลชน ที่มีผลงานอันมีคุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของผู้ที่ทำงานเบื้องหลังและเป็นส่วนนึงในการสร้างมาตรฐานและแรงบันดาลใจให้แก่คนทำงานสื่อ ส่งเสริมและสร้างสรรค์ให้ยึดมั่นในจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพเพื่อข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและกำลังใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพเพื่อผู้ชมและสังคมต่อไป
GREEN WAVE และ one แยก แลก สุขแพคถุงยังชีพ ร่วมกับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยส่งช่วยผู้ประสบอุทกภัย จ.น่านGREEN WAVE และ one แยก แลก สุข นำทีมตัวแทน ดีเจ พิธีกรข่าววันนิวส์ และศิลปินในเครือ รวมพลังร่วมบรรจุถุงยังชีพผ่านทาง มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 500 ถุง เพื่อเตรียมส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดน่านโดยวันนี้มี ดีเจเป้ วิศวะ กิจตันขจร / ดีเจโบ ธนากร ชินกูล / ดีเจพียู ภูริพรรธน์ จิระเมธาพร จากกรีนเวฟ / ยศ ณัฏฐ์ศรุต ตัวแทนพิธีกรข่าว จากสำนักข่าว วันนิวส์ / ณัฐ ณัฐภัทร และ พลอย อิสรีย์ภัค จาก The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 7 เป็นตัวแทนช่วยระดมกำลังในการบรรจุถุงยังชีพอย่างแข็งขันณ กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก ราบ11 บางเขน ทั้งนี้ถุงยังชีพดังกล่าวทาง มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จะดำเนินการส่งไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านต่อไปโดยเร็วที่สุดและตลอดกันยายนนี้ GREEN WAVE และ one แยก แลก สุข เตรียมมีโครงการ GREEN WAVE SHARE FOR CARE : CAN TO CARE ชวนทุกคนร่วมส่งต่อความช่วยเหลือ เปลี่ยน “กระป๋องเปล่า ขยะพลาสติก และขยะรีไซเคิล”ให้กลับมามีคุณค่า ผ่านกระบวนการรีไซเคิล และเปลี่ยนเป็นทุนสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ง่ายๆ 2 ช่องทาง ดังนี้ สำหรับคนมีขยะรีไซเคิล นำกระป๋องเปล่า ขยะพลาสติก และขยะรีไซเคิล ไปส่งที่ RECYCLE DAY ยังจุด DROP POINT พร้อมแจ้งว่า “โครงการ GREEN WAVE” หรือใช้บริการ WASTEBUY DELIVERY นัดรับขยะถึงบ้านฟรี ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และ สำหรับคนที่สะดวกสมทบทุน สามารถร่วมบริจาคผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GreenWave Fanpageเพราะการช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งใหญ่เสมอไป เพียงเลือกแยกของที่เคยมองว่าเป็น กระป๋องหนึ่งใบ ขวดพลาสติกหนึ่งขวด หรือวัสดุรีไซเคิลเล็กๆ จากหลายบ้าน เมื่อรวมกันก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังที่ช่วยให้ใครบางคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ “กันยายนนี้ มาร่วมเปลี่ยน CAN เล็กๆ ให้เป็น CARE ที่ยิ่งใหญ่”