เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

11 ก.ค. 2026

เมื่อเธอเจอเหตุการณ์ประหลาดหลายครั้ง และได้ยินเสียงกรี๊ดสุดทรมานดังก้องภายในห้องพัก ที่เธอไปเที่ยวพักผ่อนคนเดียว ก่อนที่จะรู้ความจริงสุดช็อก จากคุณลุงคนขับรถว่าห้องนั้นมันเคยมีคนถูกฆ่าตาย!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 415’

   เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณตาล’ มักจะเดินทางไปเที่ยวคนเดียวเป็นประจำ และไม่เคยนึกถึงเรื่องลี้ลับใด ๆ เลย จนได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ก่อนที่จะเริ่มทริปนี้ก็มีเรื่องให้เอ๊ะหลายครั้งมาก เริ่มจากไถฟีดโซเชียลก็เจอโพสต์แชร์ประสบการณ์หลอนตามโรงแรมเด้งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ปกติเธอไม่ได้สนใจคอนเทนต์แนวนี้เลย เมื่อไปถึงเธอก็เรียกใช้บริการรถรับส่งที่ติดต่อตั้งแต่จองโรงแรมเอาไว้ คนขับที่มารับก็เป็นคุณลุงสูงวัยที่เล่าว่า เคยเป็นตำรวจมาก่อน และด้วยความที่คุณลุงขับรถดี สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดมาก คุณตาลจึงนัดคุณลุงมาขับรถเที่ยวในวันถัดไป ตอนเจ็ดโมงเช้า เมื่อถึงโรงแรมก็มีพนักงานของโรงแรมมาช่วยลากกระเป๋าพาไปส่งที่ห้องพักชั้น 4 แต่ความเอ๊ะที่สองก็เกิดขึ้น เมื่อลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ก่อน ทั้งที่ไม่มีใครกด ยิ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเช้า แต่ภาพที่คุณตาลเห็นคือ ชั้น 3 ที่มืดสนิท พนักงานโรงแรมก็มองหน้าคุณตาลยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนที่ลิฟต์จะปิด และไปต่อที่ชั้น 4

พอถึงชั้น 4 สภาพทางเดินมีปูพรมสีกรมท่าที่ดูเก่ามาก และผ่านการใช้งานมาเยอะ และมีฟูกที่นอนเก่า ๆ วางเกะกะตามทาง โดยทางเดินมีลักษณะเป็นรูปตัวแอลยาว ซึ่งห้องของคุณตาลเป็นห้องเลขคี่ที่อยู่สุดทางเดินขวามือพอดี เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็สำรวจความเรียบร้อยทั้งใต้เตียง ห้องน้ำ และก็มีราวเหล็กเอาไว้แขวนเสื้อผ้าโดยไม่มีตู้เสื้อผ้าภายในห้อง พอเธอสำรวจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากห้องเพื่อหาข้าวกิน และให้ทิปกับพนักงานที่ช่วยลากกระเป๋าขึ้นมาให้ แต่เอ๊ะที่สามก็เกิดขึ้นอีกตอนที่เธอกำลังจะปิดประตูห้อง จู่ ๆ ก็มีลมพัดวูบเข้ามาที่ท้ายทอย เลยเงยหน้ามองบนฝ้าเผื่อมีช่องแอร์แต่ก็ไม่มี คุณตาลจึงพยายามไม่คิดอะไร และเดินทางไปอีกโรงแรมอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องลี้ลับ

   ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับก็แกล้งถามคนขับว่าโรงแรมนี้มีผีจริงมั้ย แท็กซี่ก็บอกไม่มีหรอก เขาเป็นนักร้อง และมารับงานที่นี่บ่อยก็ไม่เจออะไร จึงถามเพิ่มอีกว่าโรงแรมที่คุณตาลพักอยู่ตอนนี้ที่กำลังจะไปส่งมีผีมั้ย เขาก็ยืนยันเสียงแข็งอีกรอบว่าไม่มีเช่นเดียวกัน หลังจากที่คุณตาลกลับมาถึงห้องพัก ขณะที่กำลังนั่งเสิร์ชหาที่เที่ยวต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้นมา มันเป็นเสียงร้องที่ดูทุรนทุราย และทรมานสุด ๆ ที่สำคัญคือ เหมือนเสียงมาจากภายในห้อง ไม่ใช่ข้างถนนหรือข้างนอก ทั้งที่ห้องพักมันติดถนน บรรยากาศในตอนนั้นมันเงียบมากจนเหมือนทีวีโดนตัดสัญญาณแต่ยังเปิดอยู่ คุณตาลกลัวมากเลยโทรลงไปที่ ฟรอนต์ของโรงแรมให้พนักงานขึ้นมาดูหน่อย แต่พนักงานก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพราะเธอกลัวมาก ๆ จึงรีบโทรหาเพื่อนให้เพื่อนช่วยหาโรงแรมใหม่ให้หน่อย และรีบเก็บของเพื่อเช็คเอาท์หนีเลย พร้อมกับโทรเรียกคุณลุงคนขับเมื่อตอนเช้าให้มารับ

จนเมื่อเธอเก็บของเสร็จก็ยังไม่มีพนักงานคนไหนขึ้นมาดูเลยจนเพื่อนเธอหาโรงแรมใหม่ให้ได้เลย จึงโทรบอกให้พนักงานมารับพาลงไปให้หน่อย เพราะไม่กล้าออกไปเองคนเดียว คืนนั้นหลังจากที่มาถึงโรงแรมที่ใหม่เธอก็ดื่มเบียร์จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอนัดกับคุณลุงคนขับรถเอาไว้ตอน 7 โมงเช้าก็มารับ และคุณลุงก็ถามเธอว่าทำไมถึงย้ายโรงแรมล่ะ โรงแรมเก่ามันไม่ดีหรอ คุณตาลเลยบอกไปตรง ๆ เลยว่า “หนูเจอผี” เมื่อจบประโยคนั้นคุณลุงก็เบรกรถทันที คุณลุงเลยเล่าว่า เมื่อวานจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วแต่เพราะคุณตาล มัวแต่เล่นโทรศัพท์จึงไม่ได้เล่าความจริงคือ งานสุดท้ายของคุณลุงคือ ตำรวจ และงานนั้นคือไปเก็บศพที่โรงแรมนั้น เป็นคดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกผู้หญิงบริการมาที่ห้อง แต่เกิดการทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิงจนเสียชีวิต และห้องที่เกิดเหตุก็คือ “ห้อง 415” ซึ่งห้องที่คุณตาลเข้าไปพักก็คือ “ห้อง 415” ที่เป็นห้องเดียวกันกับห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมพอดี

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

16 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

จากมื้อค่ำแสนธรรมดาที่สองพ่อลูกนั่งรอ ‘แม่เลี้ยง’ กลับซุกซ่อนความลับสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อมีคำสั่งที่ต้องลงมือเชือด ‘สัตว์เลี้ยงแสนรัก’ เธอจึงต้องชำแหละทั้งน้ำตา แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างหมูตัวนั้นยังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แล้วเนื้อที่ถูกแช่แข็งอยู่คืออะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แม่เลี้ยงใจร้าย’ คุณอาท ได้เล่าเรื่องราวชวนขนลุกจากกระทู้ต่างประเทศ เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะอาหาร เด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบ กำลังนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอให้คุณแม่มาร่วมโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเล่าต่อถึงเหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร ก็ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก่อนก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเด็กหญิงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก และที่บ้านทำกิจกรรมฟาร์มเกษตร คุณแม่ของเธอทำงานหนักมาก ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และกลับมาอีกทีหลังพระอาทิตย์ตก จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกไม่ประทับใจ และหมดรักในตัวคุณแม่ ในขณะเดียวกันแม่ก็มีน้องสาวชื่อ ‘ซูซาน’ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง หุ่นดีหน้าตาสวย คุณพ่อจึงแอบไปตามจีบลับหลังคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวก็ได้รู้ข่าวร้ายว่าคุณแม่ป่วยหนักด้วยโรคร้ายต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่แทนที่คุณพ่อจะคอยไปดูแล เขากลับไม่ไปจนในที่สุดคุณแม่ก็เสียชีวิตลง ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในงานศพของคุณแม่ คุณพ่อไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้าแม้แต่น้อย ยังดูดีใจมากกว่าด้วยซ้ำ และประกาศกลางงานศพว่าจะแต่งงานใหม่กับซูซาน ทั้ง ๆ ที่ร่างของคุณแม่ยังไม่ทันถูกฝัง นั่นทำให้เด็กหญิงสูญเสียความประทับใจในตัวคุณพ่อไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่เหลือพ่อเพียงคนเดียว เธอจึงต้องทำใจยอมรับหลังจากที่ซูซานเข้ามาเป็น ‘แม่เลี้ยง’ ต่อหน้าคุณพ่อเธอก็เป็นแม่พระที่แสนดี คอยดูแลเอาใจใส่ พูดจาอ่อนหวาน และหาข้าวหาอาหารมาให้กิน แต่ลับหลังคุณพ่อ ซูซานกลับกลายเป็นนางมารร้าย คอยออกคำสั่งใช้งาน ดุด่าทุบตีเด็กหญิงถ้าไม่ทำตามคำสั่ง เด็กหญิงพยายามบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อ แต่คุณพ่อกลับไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แถมยังปกป้องซูซานอีกว่าคนดี ๆ แบบนั้นจะทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้อย่างไร แต่นานวันเข้านิสัยที่แท้จริงของซูซานก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น อย่างเวลาออกไปทานข้าวข้างนอกบ้าน หากอาหารมาช้าเธอก็จะเริ่มโวยวายเสียงดัง หรือหากไปสถานที่ไหนแล้วไม่ถูกใจก็จะวีนเหวี่ยงใส่ทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ยังรัก และเทิดทูนว่าเธอยังเป็นภรรยาที่ดีที่สุด จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงต้องเข้าไปทำงานในฟาร์ม ทั้งเก็บมูลสัตว์ และให้อาหารหมู ปกติแล้วเธอจะพยายามหลบหน้าซูซานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเรียกใช้งาน แต่วันนั้นเธอหลบยังไงก็หลบไม่พ้น ซูซานก็เดินเข้ามาหา และออกคำสั่งให้เธอไปเชือดหมู ถึงแม้การเชือดหมูจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้แล้ว แต่ความโหดร้ายอยู่ตรงที่ ซูซานเจาะจงให้เธอเชือด ‘มิสพิกเคิล’ หมูตัวโปรดที่เหมือนเพื่อนรัก และเคยพาไปประกวดจนได้รางวัลมาเยอะแยะ เด็กหญิงไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี สุดท้ายเธอก็ต้องลงมือทำ เธอหยิบมีดมากรีดลงไปที่หน้าท้องช้า ๆ ทำตามขั้นตอนที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้ทุกอย่าง แล้วค่อย ๆ หยิบเครื่องในออกมาล้าง ซับให้แห้ง ก่อนที่จะนำไปแช่ในตู้เย็น เธอลงมือทำไปพร้อมกับร้องไห้ไป ตัดกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันบนโต๊ะอาหาร เด็กหญิงนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอแม่เลี้ยงซูซานมาร่วมโต๊ะ คุณพ่อก็ถามว่า “แม่ได้บอกแกมั้ยว่าจะไปไหน?” เด็กหญิงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้บอกค่ะ” และคุณพ่อก็พูดต่อว่า “ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอกอะไรใคร” หลังจบประโยคนั้นเด็กหญิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างฟาร์มเธอมองเห็นฝูงหมูกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน และหนึ่งในนั้นคือ มิสพิกเคิลหมูตัวโปรดของเธอที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ด้วย ในหัวของเด็กหญิงจึงนึกย้อนไปถึงงานเชือดหมูที่เพิ่งทำไป พร้อมกับความคิดที่นึกอยู่ในใจว่า “หมูในฟาร์มมันก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้านั้นแหละ…รวมถึงน้าซูซานด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

09 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบท้าผี ด้วยความเชื่อว่า “ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่” ก่อนจะบุกเข้าไปในบ้านร้างที่เคยเป็นตำหนักทรงเจ้าสถานที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมสุดสยอง วิญญาณหญิงสาวผู้ถูกแขวนคอไม่เคยไปไหน และคืนที่พวกเขาเข้าไปทำให้กลายเป็นคืนสุดท้ายของหลายชีวิต… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า’ (2 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ล่า ท้า ตาย’ ‘คุณต้น สาลิกาผี’ ได้เล่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อว่า ดอน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน… สมัยนั้นกลุ่มของดอนเป็นพวกที่ชอบ ล่า ท้า ผี ไปตามบ้านร้างสถานที่แปลก ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ผีไม่มีจริง” พวกเขามีสโลแกนกันว่า“ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่”หลังพ้นช่วงลอยกระทงปลายปี เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่ามีสถานที่ใหม่ที่อยากให้ไปลอง เป็นสำนักร้างที่คนเล่าว่า เฮี้ยนสุด ๆ สถานที่ตรงนั้นเดิมเป็นที่ดินเปล่า ก่อนจะมีครอบครัวหนึ่งมาเช่า และสร้างเป็นตำหนักคล้ายสำนักเจ้าทรง ช่วงแรกมีคนแห่เข้ามาไม่ขาดสาย จึงมีการจ้างแรงงานมาสร้างต่อเติมเพิ่มซึ่งมีคนงานชาวพม่าชาย 2 คน ได้ลงมือข่มขืนคนงานหญิงชาวพม่าคนหนึ่ง ก่อนจะจับเธอ ‘แขวนคอทั้งที่ยังมีชีวิต’ แล้วจัดฉากให้เหมือนฆ่าตัวตาย หลังจากวันนั้น… สถานที่แห่งนี้เริ่มกลายเป็นที่ต้องห้ามคนที่ตั้งใจจะไปทำพิธี มักขับรถหลงทาง บางคนรถตกน้ำ บางคนไปถึงหน้าบ้านกลับเห็นร่างผู้หญิงแขวนคอห้อยอยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายคนไม่เข้ามาอีก สำนักขาดรายได้เจ้าของบ้านพยายามขาย แต่ไม่มีใครกล้าซื้อ จึงนิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แต่ระหว่างพิธี…ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาทั้งบ้านหลวงพ่อที่นั่งสวดมนต์อยู่ จู่ ๆ ก็ ‘นิ่งไป’ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปหยิบเชือกและพยายามจะ…แขวนคอตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายภาษาพม่า คนในบ้านแตกตื่น ช่วยกันยื้อจนหลวงพ่อได้สติ ก่อนจะรีบหนีกลับวัดทันที และไม่กลับมาอีกเลย บ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยร้าง… แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปอีก สามเดือนถัดมา… กลุ่มของดอนรู้ข่าว และตัดสินใจไปพิสูจน์ คืนวันนั้นพวกเขาไปกัน 5 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 1 คน พอไปถึง พวกเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า‘ไม่เห็นมีอะไรเลย เสียเวลาเปล่า’กลุ่มของดอนกำลังจะถอดใจกลับ…แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานเข้ามา หน้าตาดูอายุไล่เลี่ยกัน เขาพูดขึ้นว่า‘พี่จะกลับแล้วเหรอ…เข้าไปข้างในยังล่ะ?’ ทุกคนส่ายหน้า…ชายหนุ่มคนนั้นล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันคือ เชือก เพื่อนของดอนถามติดตลกแต่เสียงสั่น‘อย่าบอกนะ…ว่าเป็นเชือกที่ใช้แขวนคอ?’ ชายคนนั้นไม่ตอบแค่หันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ทำให้พวกเขาทั้งหมดเดินตามเข้าไป ระหว่างเดินชายคนนั้นพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ ว่า‘ผมเอง…ที่เป็นคนเจอศพคนแรก’‘…แล้วก็เป็นคนเอาศพลงมา’มีคนถามต่อทันที‘แล้วเอาเชือกมาไว้ทำไม?’คำตอบที่ได้คือ‘เห็นมูลนิธิเอาแต่ศพ…เชือกเลยไม่มีใครเก็บ ผมก็เลยเก็บไว้’เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะพาทุกคนเดินลึกเข้าไปในบ้านร้าง บรรยากาศข้างในเงียบผิดปกติไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดจนเพื่อนของดอนถามขึ้นว่า‘แล้วตรงไหนที่เขาแขวนคอตัวเอง?’ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ หันมาแล้วเงยหน้ามองไปที่เพดานทุกคนเงยหน้าตามและทันทีที่สายตาไปถึง พวกเขาเห็นร่างผู้หญิงลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกก่อนที่ร่างนั้นจะตกลงมาต่อหน้าทุกคน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น เชือกค่อย ๆ รัดแน่น ลูกตาถลนออกจากเบ้า… ทุกคนแตกกระเจิง วิ่งหนีคนละทิศละทางแต่เมื่อรวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้น หายไป ขณะที่กำลังวิ่งหาทางออก ไฟฉายของใครคนหนึ่งส่องขึ้นไปบนเพดานอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือ…ชายหนุ่มคนนั้น ถูกแขวนคออยู่และมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้านหลังมือของเธอกำลัง ‘กระชากเชือก’ ให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากบ้านได้สำเร็จแต่ก่อนจะขึ้นรถ…พวกเขาได้ยินเสียงชายคนนั้นดังตามมาเบา ๆ‘น่ากลัวไหมล่ะ…’‘ผมบอกพวกพี่แล้ว…ว่ามันน่ากลัว’น้ำเสียงนั้น…เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตาย ระหว่างขับรถหนี ตามสองข้างทางที่มีต้นไม้ทุกคนเห็นร่างของ ‘ผู้หญิง’ และ ‘ชายหนุ่มคนนั้น’ ห้อยตัวลงมาทีละต้น ภาพที่เห็นดิ้นทุรนทุราย จนทำให้คนขับเสียหลักรถพุ่งตกข้างทางคืนนั้น…มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่าศพทุกคนมีรอย ‘เชือก’ ที่ลำคอ ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้เหลือสภาพเกือบเป็นอัมพาต และต่อมาไม่นาน ขณะที่เธอกำลังข้ามถนนไปซื้อของมีรถฝ่าไฟแดงชนเธอเสียชีวิตคาที่เวลาต่อมา…ความจริงก็ถูกเปิดเผย ชายหนุ่มที่พวกเขาพบในบ้านคือ ‘คนงานชาย’ ที่เป็นคนข่มขืนผู้หญิงคนนั้นและเป็นคน ‘จัดฉากแขวนคอ’ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจเอง หลายวันต่อมา เขาเริ่มถูกผีหลอกอย่างหนักจนเสียสติสุดท้ายกลับไปแขวนคอตายที่บ้านหลังเดิม หลังจากเหตุการณ์นั้น ดอนยังมีชีวิตอยู่… แต่ทุกคืนเขามองเห็นร่างเพื่อน ๆ ของเขาชายหนุ่มคนนั้น และผู้หญิงพม่าคนนั้น… แขวนคออยู่บนเพดานบ้าน บางคืน เขาลุกขึ้นมาละเมอพยายามใช้เชือกผูกคอตัวเองดีที่ครอบครัวช่วยไว้ทันสุดท้าย… ดอนตัดสินใจ “บวช”และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวิญญาณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio ‘คนสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

19 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio ‘คนสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

ไปพักโรงแรมกับกลุ่มเพื่อนครู แต่กลับเจอเสาโทริอิตั้งอยู่หน้าโรงแรม และกฎประหลาด 3 ข้อ ทั้งต้องเคาะประตู 3 ครั้งพร้อมขออนุญาตก่อนเข้าพัก และห้ามอยู่ในออนเซ็นคนเดียวหลัง 5 ทุ่ม แต่เพื่อนอีก 2 คนดันไม่ทำตาม พอใกล้เวลาที่ต้องลุกออกมาจากออนเซ็น เพื่อนก็เจอกับหญิงชราที่กำลังส่งยิ้มให้ผ่านกระจก ทำให้ทั้งคู่ตกใจสติแตกวิ่งกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ และยังได้ยินเสียงของผู้ชายหลายคนดังร้อง ‘คัมไป’ ออกมาจากห้องของพวกเธออีก!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คนสุดท้าย’ เจน The Ghost Radio ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณคาโน่’ เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนที่อยู่นิวซีแลนด์โดยขณะนั้นคุณคาโน่ กำลังศึกษาอยู่ในสายศึกษาศาสตร์ เพื่อเตรียมตัวประกอบอาชีพครู ด้วยภาระด้านการเรียนของทั้งคู่ ทำให้พวกเธอไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเจอกันบ่อยนักวันเวลาผ่านไปจน คุณคาโน่เรียนจบ และได้กลับไปประกอบอาชีพครูที่ประเทศญี่ปุ่น กระทั่งทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้ง เธอจึงได้เล่าให้คุณเจนฟังว่า กว่าที่ตัวเองจะได้มาเป็นครูนั้น ต้องผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ทั้งยังต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดวงชะตา และเผชิญแต่เรื่องราวเลวร้ายจนถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยความสงสัย คุณเจนจึงถามถึงเหตุการณ์เหล่านั้น คุณคาโน่จึงเล่าว่า ต้นเหตุที่ทำให้เธอเกือบเสียชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิต ก็ทำให้เธอค่อย ๆ มองความน่ากลัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุดย้อนกลับไปหลังจากเรียนจบ คุณคาโน่ได้เข้าทำงานเป็นครูในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอทำหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นเป็นเวลาหลายปี จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในโรงเรียน อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมจากผลงานที่ทำจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ภายในโรงเรียนกระทั่งปีหนึ่ง ‘ฮานะ’ และ ‘มิเอะ’ ครูสาวสองคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ได้ไม่นาน ต้องเผชิญกับปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากทั้งคู่ยังมีนิสัย และความคิดแบบวัยรุ่น ทำให้ไม่ค่อยสามารถเข้ากับครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้ ทางโรงเรียนจึงมอบหมายให้คุณคาโน่ จัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยให้ครูสาวทั้งสองได้ทำความรู้จัก และปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ มากขึ้น คุณคาโน่จึงของบประมาณสำหรับจัดกิจกรรม พร้อมวางแผนว่าจะพาทุกคนออกไปเที่ยวด้วยกันในวันศุกร์หลังเลิกงาน โดยตกลงเดินทางด้วยรถส่วนตัว เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงแห่งหนึ่ง ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยครูคนใหม่ 2 คน คุณคาโน่ และครูผู้หญิงอีก 1 คน รวมถึงครูผู้ชายอีก 2 คน พวกเขาออกเดินทางตามเส้นทางที่ GPS แนะนำ ในช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ แต่เมื่อเดินทางไปได้สักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ถนนหนทางรอบข้างค่อย ๆ มองเห็นได้ยากขึ้น กระทั่งเส้นทางที่ GPS นำทางเริ่มเปลี่ยนไป จากถนนปกติกลายเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านทุ่งนา และเข้าไปตามป่าเขา ซึ่งเวลานั้นมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัวถึงจะเริ่มรู้สึกแปลกใจกับเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไป แต่พวกเขาก็ยังคงขับรถตาม GPS ต่อไปเรื่อย ๆจนกระทั่งจู่ ๆ ระบบนำทางก็แจ้งให้เลี้ยวขวา พร้อมระบุว่าโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปตามเส้นทางที่ GPS แนะนำสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขานึกแปลกใจเมื่อตรงหน้าทางเข้าที่ควรจะเป็นซุ้มประตูโรงแรมมันกลับกลายเป็น ‘เสาโทริอิ’ เสาแดงในศาลเจ้า ซึ่งโดยปกติแล้วตามความเชื่อของญี่ปุ่น ในศาสนาชินโตบอกไว้ว่าเสาโทริอิจะเป็นเส้นแบ่งดินแดนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็คือศาลเจ้ากับพื้นที่ที่มีมลทิน หรือก็คือที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่หากไปที่ศาลเจ้า พื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีออกมา เพราะฉะนั้นพื้นดินของศาลเจ้าจะต้องเป็นพื้นที่ที่บริสุทธิ์เสมอ ซึ่งเมื่อนำความเชื่อนี้มาประกอบกับภาพโรงแรมที่อยู่ตรงหน้า ความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้จึงยิ่งทำให้คุณคาโน่ เกิดความสงสัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ขับรถเข้าไปใกล้เสาโทริอิ ก็สังเกตเห็นว่าเสาต้นนี้ไม่ได้ทำจากไม้เหมือนที่พบเห็นทั่วไป แต่กลับเป็นเสาหินที่ดูเก่าแก่ มีอายุราวเกือบ 100 ปี ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงขับรถผ่านเสาโทริอิเข้าไปด้านใน และในที่สุดก็พบกับโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง เหตุผลที่คุณคาโน่ เลือกจองโรงแรมแห่งนี้ เป็นเพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อนจะปิดตัวลงในช่วงสถานการณ์โควิด ผู้เข้าพักส่วนใหญ่ในสมัยนั้นมักเป็นนักธุรกิจ ภายในโรงแรมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์คลาสสิก ให้บรรยากาศหรูหราเมื่อถึงที่หมาย... คุณคาโน่ก็เดินตรงเข้าไปที่ฟร้อนท์ของโรงแรม ทางด้านพนักงานได้ยื่นกุญแจมาให้เขา แต่ที่ดึงดูดสายตาของเขาคงจะเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แนบมาพร้อมกับลูกกุญแจของโรงแรม เมื่อคุณคาโน่ เปิดดูก็พบกับข้อความที่เขียนไว้ประมาณ 4-5 ภาษา ในกระดาษใบนี้เขียนไว้ว่าเป็นคำแนะนำ และระเบียบในการอยู่ร่วมกันภายในโรงแรม แต่คำบรรยายที่เขียนไว้นั้นกลับทำให้เขาคิ้วขมวดด้วยความฉงน เมื่อข้อความข้างในมันถูกระบุไว้ว่าข้อที่ 1 ก่อนที่จะเข้าไปภายในห้องพักให้เคาะประตู 3 ครั้งและพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้ฉันเข้าพักด้วย’ข้อที่ 2 ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงเด็กเสียงดังกลางโถงทางเดิน ขอความกรุณาไม่เปิดประตูออกมาดู และไม่ส่องที่ตาแมว ให้อดทนรอสักพักแล้วคุณจะได้ยินเสียงกระดิ่ง นั่นคือพนักงานของเรากำลังพาเด็ก ๆ เข้าห้อง’ข้อที่ 3 ได้เขียนเวลาเปิด - ปิดของออนเซ็นไว้ว่า ‘ออนเซ็นแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเที่ยงคืนแต่หลัง 5 ทุ่มเป็นต้นไป ห้ามแช่คนเดียว ให้แช่แบบมีเพื่อน และห้ามมีใครออกเป็นคนสุดท้าย’ และมีหมายเหตุที่ใต้กระดาษขนาดเล็กว่า ‘เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุข ในการเข้าพักโรงแรม’ กฎระเบียบในการเข้าพักที่แปลกประหลาดสร้างความสงสัยให้แก่พวกเขายกเว้นแต่ครูสาว 2 คนที่มองเป็นเพียงเรื่องไร้สาระและไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ด้วยตัวของคุณคาโน่ที่ได้พบเจอเรื่องลี้ลับมาค่อนข้างบ่อยจึงได้เอ่ยเตือนไปด้วยความหวังดีว่าอย่างน้อยถ้าพวกเราทำตามไปก็คงไม่มีอะไรเสียหาย ทว่าคำเตือนดังกล่าวกลับทำให้ครูสาวทั้งสองไม่พอใจ พวกเธอแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดแยกขึ้นห้องพักของตัวเองไปห้องพักของพวกเขาทั้ง 6 คนอยู่เรียงติดกัน 3 ห้อง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังเข้าห้องพักของตัวเองไป คุณคาโน่ก็หันไปเห็นว่าครูใหม่ 2 คนไม่ได้เคาะประตูตามคำแนะนำของโรงแรมที่ได้ระบุไว้ เขาเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปเตือนทั้งคู่ ไปอีกครั้งว่าระหว่างที่มีเวลาก็ให้ทำตามที่ทางโรงแรมนั้นบอกไป ทางด้านครูฮานะ และครูมิเอะที่ได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดที่เขาได้เอ่ยตักเตือน คุณคาโน่สังเกตเห็นว่าเวลานั้นค่อนข้างหมิ่นเหม่ และใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่โรงแรมระบุไว้ในคำเตือนก่อนหน้านี้ แต่เมื่อคิดว่าหากไปกันหลาย ๆ คนก็คงไม่น่าจะเป็นอะไรจึงตัดสินใจลงไปพร้อมกับทุกคนทุกคนจึงขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่เป็นสถานที่ตั้งของออนเซ็น เมื่อเดินออกจากลิฟท์ไปก็จะเห็นฝั่งชายและฝั่งหญิงแยกเป็น 2 ฝั่ง ภายในของออนเซ็นฝั่งผู้หญิงเมื่อเดินแหวกผ้าม่านเข้าไปก็จะเจอกับโซนแห้งเป็นจุดแรกที่มีไว้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บของไว้ในตู้ล็อกเกอร์ ถัดไปจะเป็นประตูกระจกบานขุ่นที่ต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงจะเห็นว่ามีคนอยู่ เมื่อคุณคาโน่เปิดประตูบานนั้นเข้าไปปุ๊ป ควันไอจากน้ำร้อนในห้องออนเซ็นก็พุ่งออกมา และในทางขวาของห้องนั้นก็จะเป็นบ่อน้ำร้อน ส่วนทางซ้ายจะมีเก้าอี้ประมาณ 5 ตัว สำหรับผู้หญิงที่เข้ามาใช้บริการ 5 คนนั่งเรียงกัน ตรงหน้าบริเวณเก้าอี้จะเป็นฝักบัว และกระจกส่องโดยหากตามมารยาทแล้วนั้นเราไม่ควรจดจ้องร่างกายของเพื่อนที่มาด้วยกันหรือคนที่เข้ามาใหม่ ครูสาวทั้ง 4 คนนั่งเก้าอี้บริเวณชิดกำแพงทำให้ที่นั่งติดข้างประตูทางออกนั้นว่างเปล่า ครูคุณคาโน่นั่งอยู่ถัดจากเก้าอี้ตัวนั้นพอดี ส่วนตำแหน่งติดกำแพงเป็นที่ของครูมิเอะ และครูฮานะ ซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน ครูฮานะเล่าว่าในตอนที่เธออาบน้ำอยู่ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ผิวกายของผู้หญิงคนนั้นขาว ผมดำมัดรวบสง่า รูปร่างสวย และหน้าตาดี พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามานั่ง ทุกคนจึงลุกขึ้นเพื่อไปแช่ออนเซ็น จนเวลาล่วงเลยมาเกิน 5 ทุ่ม คุณคาโน่เลยตัดสินใจขึ้นจากบ่อน้ำร้อน และชวนครูสาวอีกคนไปด้วยกัน แต่ก่อนจะออกจากออนเซ็น คุณคาโน่ก็ได้หันกลับไปเตือนครูมิเอะ และครูฮานะอีกครั้งว่า ‘หากจะทำอะไรให้คิดดี ๆ และให้เชื่อในสิ่งที่คนเขาเตือนมาเพราะมันไม่ได้เสียหายอะไร รอบนี้เข้ามา 2 คนก็ขอให้กลับไป 2 คนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นนะ’ และในจังหวะที่คุณคาโน่ลุกขึ้นไปอาบน้ำ สาวสวยที่เข้ามาใหม่คนนั้นก็ได้เดินสวนลงไปแช่ในอ่างออนเซ็น ตลอดช่วงเวลาในออนเซ็นก็จะมีผู้คนเวียนเข้า-ออกอยู่ตลอดแต่ก็จะอยู่เพียงไม่นาน พอคุณคาโน่เดินออกมาจากโซนออนเซ็น และต้องการที่จะกลับขึ้นห้องพัก ทางด้านครูมิเอะ และครูฮานะเองก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องเวลา เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยผ่าน 5 ทุ่มมาแล้ว ทั้งคู่จึงเริ่มลังเล และตัดสินใจว่าพวกเธอควรขึ้นจากบ่อออนเซ็นได้แล้วหรือยัง ฝั่งของครูฮานะก็บอกครูมิเอะไปว่าตนนั้นยังไม่อยากขึ้นให้ครูมิเอะขึ้นไปก่อนเลยแล้วตนเองจะอยู่กับหญิงสาวอีกคนที่แช่อยู่ด้วยกันกับเธอแทน ด้านผู้หญิงคนนั้นได้ยินก็ยิ้มรับ และพยักหน้าตอบตกลงครูฮานะไป ผ่านไปเพียงไม่นานครูมิเอะก็อาบน้ำเสร็จ และบอกกับครูฮานะไปว่าตนจะไปรอที่โซนนั่งเล่นข้างนอก ครูฮานะได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับ และแช่ออนเซ็นต่อภายในห้องแช่ออนเซ็นตอนนี้เหลือเพียงครูฮานะ และหญิงสาวคนนั้นแค่ 2 คน ด้วยความที่ตำแหน่งของออนเซ็นอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ภายในห้องจึงมีบานกระจกไว้สำหรับมองวิวต่าง ๆ รอบนอก ครูฮานะจึงค่อย ๆ ขยับตัวไปตรงบานกระจกนั้นแต่แล้วเธอกลับมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ชอบมาพากล บรรยากาศเริ่มอึดอัดทำให้หายใจไม่ออก ควันเริ่มเพิ่มมากขึ้น น้ำในบ่อก็เริ่มร้อนขึ้น ในใจยังคงคิดแค่ว่าอาจจะเป็นเพราะอยู่กันเพียง 2 คน น้ำในบ่อจึงร้อนแต่ความรู้สึกเริ่มไม่สบายตัวทำให้ครูฮานะมีอาการฟึดฟัด กระสับกระส่ายจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในบ่อน้ำร้อนแห่งนี้แต่ถึงอย่างนั้นสายตาของครูฮานะยังคงจับจ้องที่วิวภายนอก แต่ภาพเงาสะท้อนกระจกตรงหน้าก็ทำเธอผวา เมื่อพบว่าข้างหลังของเธอดันมีผู้หญิงอีก 10 กว่าชีวิตแช่ออนเซ็นอยู่ด้วย! ด้วยความตกใจครูฮานะจึงรีบหันหลับไปดูแต่ปรากฎว่าผู้หญิงเหล่านั้นก็หายไปเหลือเพียงแต่ควันร้อนจากบ่อออนเซ็นเท่านั้น และมีผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ ครูฮานะจึงบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปว่า ‘จะขึ้นแล้วนะ ขึ้นด้วยกันเถอะ’ แต่ก็ไร้เสียงตอบรับกลับมา มีเพียงใบหน้าที่หลับตาพลิ้มสบายกับการแช่น้ำร้อน ครูฮานะเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้สนใจ และรีบเดินไปนั่งเก้าอี้อาบน้ำในโซนฝั่งตรงข้าม ในวินาทีที่ครูฮานะกำลังจะอาบน้ำ ภาพสะท้อนในกระจกตรงหน้าที่เธอเห็นไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมอีกต่อไปแต่เป็นคนแก่ร่างกายเหี่ยวย่นทั้งตัว ทุกอย่างในร่างหย่อนยาน และกำลังยิ้มเผยเขี้ยวแหลมมาให้เธอมาตรงที่กระจก ความหลอนที่ปรากฎตรงหน้าทำให้ครูฮานะรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นด้วยร่างเปลื่อยเปล่า และมาเจอกับครูมิเอะที่มายืนดักไว้‘ทำบ้าอะไร ทำไมออกมาสภาพแบบนี้’ ครูมิเอะเห็นแบบนั้นจึงถามด้วยความสงสั ยและพยายามพาตัวกลับไปครูฮานะด้วยความกลัวจึงตอบกลับไปว่า ‘ไม่กลับ ๆ มันมีผี!’ แต่ครูมิเอะ ก็ตอบกลับไปว่าไม่สามารถให้เธอไปด้วยสภาพเปลื่อยเปล่าแบบนี้ได้และจำเป็นที่จะต้องกลับไปเอาชุดยูกาตะของครูฮานะ ทั้ง 2 คนจึงจับมือกันเข้าไปข้างในอีกครั้ง และเมื่อหันกลับไปมองในห้องออนเซ็นนั้นก็เจอเพียงแต่ความว่างเปล่า ร่างของผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้วนั่นหมายความว่าครูฮานะคือผู้ใช้บริการคนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ ทั้งคู่จึงรีบวิ่งกันออกมาจากออนเซ็น และกดลิฟท์ลงไปที่ชั้นของห้องพักตัวเอง ในระหว่างที่ลิฟท์เคลื่อนตัวลง จู่ ๆ บรรยากาศในโรงแรมก็เริ่มเงียบสงัดจนหูทั้งสองข้างอื้ออึง เมื่อถึงห้องพักพวกเธอก็พยายามที่จะไขกุญแจเพื่อจะเข้าไปในห้องแต่กลายเป็นว่าพยายามจะเปิดเท่าไหร่มันก็เปิดไม่ออก แม้จะใช้ตัวช่วยดันกระแทกเข้าไปก็ยังไม่สามารถเปิดได้ จนจู่ ๆ ครูฮานะก็ได้ยินเสียงผู้ชายประมาณ 3-4 คนคุยกันราวกับว่ามีงานเลี้ยงอยู่แถวนั้น เธอจึงพยายามหาต้นตอของเสียง ปรากฎว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นมันดังออกมาจากห้องของเธอเอง! ครูฮานะจึงตรวจเช็คเลขห้องแต่ก็พบว่าเลขมันตรงกับกุญแจที่เธอนั้นถืออยู่ เธอเลยบอกให้ครูมิเอะไปกดลิฟท์แต่กลายเป็นว่ากดยังไงก็ไม่ติด เปลี่ยนทางไปประตูหนีไฟก็ยังเปิดไม่ออก คราวนี้ครูมิเอะเลยตัดสินใจเคาะประตูทุกห้องในชั้นเรียงไปแต่ก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้เลยสักคน ทางด้านครูฮานะที่พยายามดันตัวกระแทกไปที่ประตูห้องเธอนั้นก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งเธอดันเข้าไปเท่าไหร่ เสียงในห้องก็ยิ่งดังชัดขึ้นมากเท่านั้น จากเสียงที่สังสรรค์อยู่ที่เตียง ขยับมาเป็นกลางห้อง และค่อย ๆ ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู เป็นเสียงของผู้ชายที่ตะโกนร้องว่า ‘คัมไป!’ ดังชัดอย่างสนุกสนาน และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดัง ‘ฮิ ๆ ๆ’ คล้ายกับคนที่ต้องการจะกลั่นแกล้ง จนกระทั่งจู่ ๆ ไม่รู้มีอะไรดลใจให้ครูฮานะเอื้อมมือไปเคาะที่ประตู 3 ครั้งพร้อมพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้เราเข้าพักด้วยนะคะ’ สิ้นเสียงประโยคนั้นราวกับทุกอย่างถูกตัดไปทันที สถานการณ์รอบข้างกลับมาเป็นปกติ เสียงที่เคยได้ยินในห้องเงียบหายไปเหมือนไม่เคยมีคนอยู่เมื่อทั้ง 2 คนได้สติก็ตื่นมาเจอแขกของโรงแรมหลายคนยืนมองด้วยความสงสัย และคุณคาโน่ก็คือหนึ่งในนั้น‘เป็นอะไร’ ครูคาโน่ถามครูสาวทั้ง 2 คน‘แล้วพี่เป็นอะไร เคาะประตูทำไมไม่เปิด’ ครูมิเอะและครูฮานะก็ตอบกลับว่าด้วยความโกรธทุกคนที่ได้ยินก็แปลกใจ และตอบกลับไปว่าตนนั้นเปิดตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงเคาะครั้งแรกแล้ว อาการหวาดกลัวกับสิ่งที่ได้เจอนั้นทำให้ทั้งครูมิเอะ และครูฮานะวิ่งไปวิ่งมาคล้ายกับคนสติแตก เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทั้งคู่ก็ไม่กล้าที่จะกลับไปนอนห้องตัวเองอีกต่อไป พวกเธอจึงมานอนค้างที่ห้องของคุณคาโน่ เช้าวันถัดมาทุกคนก็เอาเหตุการณ์ทั้งหมดที่เจอไปบอกกับทางโรงแรม ผู้จัดการก็ได้บอกกลับมาว่า ‘ยังไงคืนนี้ขอให้ทำตามกฎด้วยนะ’ แม้ความกลัวจะไม่ได้หายไปแต่ทุกคนก็ยังคงตัดสินใจพักที่โรงแรมตามเดิม พอเข้าคืนที่ 2 ครูมิเอะ และครูฮานะก็ได้ทำตามกฎที่เคยไม่เชื่อในตอนแรกอย่างครบถ้วน ปรากฎว่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณคาโน่เลยบอกครูมิเอะ และครูฮานะไปว่าอย่าเพิ่งค้นหาอะไรเกี่ยวกับโรงแรมแห่งนี้ ให้รอจนกว่าจะออกไปก่อนแล้วจึงค่อยหาดู เมื่อทุกคนออกมาจากโรงแรมเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงได้เสิร์ชหาเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น จนไปเจอเข้ากับกระทู้หนึ่ง ในนั้นเขียนไว้ว่าเมื่อก่อนพื้นที่ของโรงแรมแห่งนี้เป็นศาลเจ้า จึงทำให้มีเสาโทริอิตั้งอยู่ตรงทางเข้าของโรงแรม แต่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ทำธุรกิจ และก็ขาดทุนไป เลยได้ขายให้กับนักธุรกิจคนหนึ่ง ก่อนที่เขาคนนั้นจะนำพื้นที่นี้ไปสร้างเป็นโรงแรม ทว่าความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้กลับอยู่ที่ตัวศาลเจ้าเอง ตามความเชื่อเดิมนั้น พลังงานขาวดำควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่กลับกลายเป็นว่าศาลเจ้านี้ดันไปรับกิจเพิ่มซึ่งนั้นก็คือการทำ ‘สุสาน’ นั่นแปลว่าเป็นการเอาของสีดำหรือของที่ไม่ดีเข้าไปในศาลเจ้า นั้นทำให้พลังงานขาวดำที่อยู่ในนั้นมันตีกันอยู่ภายในพื้นที่ สลับผลัดเปลี่ยนกันทำลายกันแต่ก็ไม่สำเร็จ ดวงวิญญาณก็ไม่สามารถเอาโรงแรมลงได้เพราะเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียง ส่วนโรงแรมก็ไม่สามารถกำจัดเหล่าดวงวิญญาณไปได้เช่นกัน จึงจำเป็นที่สองสิ่งนี้จะต้องอยู่ร่วมกัน และสิ่งสุดท้ายที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเขาเผชิญ ก็คือข่าวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตภายในออนเซ็น โดยมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว ทำให้เธอเกิดอาการไหลตายขณะกำลังแช่น้ำอยู่ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ เวลาที่หญิงสาวเสียชีวิตตรงกับช่วง 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ระบุไว้ในกฎของโรงแรม และคำเตือนที่พวกเขาได้รับตั้งแต่แรก…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล 'พยาบาลคนที่ 6' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

21 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล 'พยาบาลคนที่ 6' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

สิ้นสุดเสียงให้กำลังใจจากพี่พยาบาลคนเก่ง... เมื่อหันหลังกลับไปมอง กลับเห็นร่างของเธอเดินทะลุกำแพงไปต่อหน้าต่อตา! ทั้งที่ความจริงเวรดึกคืนนั้นมีพยาบาลเพียง 5 คน... แล้วพยาบาลปริศนาผู้แสนใจดีคนนี้มาจากไหน หรือเธอไม่มีตัวตนอยู่จริง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 สิงหาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล ‘พยาบาลคนที่ 6’ ‘คุณสุ’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของพยาบาลท่านหนึ่ง ให้นามสมมุติว่า ‘น้ำฝน’ ในช่วงที่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานในห้องฉุกเฉินใหม่ ๆ เธอรู้สึกเหมือนกำลังโดนรับน้อง เพราะทันทีที่เริ่มงาน เคสก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย น้ำฝนเล่าว่าวันนั้นเป็นวันที่ 11 หรือ 12 ของการขึ้นเวร และได้เกิดเหตุอุบัติเหตุหมู่ขึ้น ด้วยความที่เธอเป็นพยาบาลจบใหม่ ทั้งยังเพิ่งมาเริ่มงาน พอต้องเผชิญหน้ากับอุบัติเหตุหมู่ตรงหน้า เธอกลับเกิดอาการแพนิก รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ไหว ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายไปหมด จนเธอไม่สามารถจัดการหน้างานได้ว่าควรเริ่มช่วยเหลือจากตรงไหนก่อน...จู่ ๆ ก็มีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาแตะที่ไหล่เธอแล้วพูดว่า “ไปช่วยเด็กคนนี้กับพี่ก่อน” ก่อนจะจูงมือน้ำฝนเดินไป ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานมา น้ำฝนไม่เคยพบกับพยาบาลคนนี้มาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอ ซึ่งพี่คนนี้เก่งมาก สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว และพยาบาลทุกคนในห้องฉุกเฉินต่างทำงานเข้าขากับพี่คนนี้ได้อย่างดี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบตามการนำของเธอคนนั้น เมื่อสถานการณ์ถูกควบคุมได้ จึงสามารถเคลียร์คนไข้ไปตามวอร์ดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นทว่าเมื่อทุกอย่างสงบลง กลับไม่พบพี่พยาบาลคนนั้นแล้ว น้ำฝนรู้สึกประทับใจในตัวพี่พยาบาลคนนี้มาก เพราะในขณะที่เธอกำลังลนลาน พี่เขากลับดูมืออาชีพมาก ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสแกนนิ้วลงเวร น้ำฝนจึงนำเรื่องนี้ไปถามพี่พยาบาลในทีมว่า “พี่คนนั้นเขามาจากวอร์ดไหน เขาใจดีจังที่มาช่วยเรา” หัวหน้าเวรในวันนั้นชื่อ ‘พี่ลูกตาล’ ได้บอกว่า “ไม่มี ทีมเราขึ้นเวรกันแค่ 5 คน วิ่งกันหัวหมุนอยู่แค่นี้” น้ำฝนจึงถามต่อว่า “เขามาจากแผนกอื่นหรือเปล่า” แต่พี่ลูกตาลยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะที่อื่นเขาก็มีพยาบาลจำกัดในแต่ละวอร์ดเหมือนกัน สำหรับเวรดึกจึงไม่มีใครมาช่วยเราได้หรอก พร้อมถามกลับว่า “แกเห็นใครหรือเปล่า?” ก่อนจะพูดต่อว่า “หรืออาจจะเป็นทีมพยาบาลที่มากับรถฉุกเฉินก็ได้ อย่าคิดมาก” น้ำฝนเห็นด้วยกับสิ่งที่หัวหน้าเวรพูด จึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่ 3 ของการทำงาน อาการแพนิกของเธอก็ยังไม่หายไป จนน้ำฝนวางแผนกับตัวเองว่า “นี่จะเป็นเดือนสุดท้ายแล้ว สิ้นเดือนนี้จะลาออก” เพราะเธอต้องการไปรักษาอาการแพนิกก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำงานกับนาทีชีวิตคนได้ หรือเธออาจต้องย้ายไปอยู่แผนกอื่นที่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉินแทน และในวันนั้นเอง ได้เกิดเหตุไฟดับ พร้อมทั้งเกิดอุบัติเหตุหมู่รถบัสคว่ำ ทุกอย่างโกลาหล และอาการแพนิกของเธอก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง... จู่ ๆ พี่พยาบาลเดียวกับที่เธอเคยเจอในวันนั้น ก็ได้เดินเข้ามาตบไหล่เธอจากด้านหลังอีกครั้ง แล้วพูดให้กำลังใจว่า “หนูไม่เป็นไร ด้านหน้าเขาเคลียร์เสร็จแล้ว ถ้าไม่ไหวให้พักก่อน โรงพยาบาลขาดเราไปแค่คนเดียวเขาจ้างคนใหม่ได้ แต่ครอบครัวมีหนูแค่คนเดียวนะ เพราะฉะนั้นตั้งสติแล้วพักก่อน” น้ำฝนรู้สึกซาบซึ้ง และปลื้มใจกับคำพูดนั้นมาก จึงอยากเห็นว่าเจ้าของเสียงคือใครในจังหวะที่หันหลังกลับไปมอง เธอกลับเห็นพี่พยาบาลคนนั้นเดินทะลุกำแพงออกไปทำงานต่อหน้าต่อตา... ในวินาทีนั้นน้ำฝนถึงกับอึ้ง ทั้งเศร้า ทั้งดีใจ และสับสนว่าเธอต้องกลัวด้วยใช่ไหม ความรู้สึกตีกันไปหมดในใจ และทุกอย่างก็ชัดเจนกระจ่างแจ้งทันทีว่าเธอโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว! หลังเจอเหตุการณ์ดังกล่าว น้ำฝนรีบเรียกสติตัวเองกลับมาเพื่อไปทำงานต่อจนกระทั่งถึงเวลาลงเวร เธอตัดสินใจเขียนหนังสือลาออกจากงาน เพื่อไปรักษาอาการแพนิกไม่อย่างนั้นเธอจะไม่สามารถทำงานต่อได้ พร้อมทั้งเล่าเรื่องพี่พยาบาลที่เดินทะลุกำแพงต่อหน้าต่อตาให้หัวหน้าวอร์ดแผนกฉุกเฉินฟัง รวมถึงเรื่องที่พยาบาลคนนั้นเตือนสติให้เธอรักตัวเองก่อนงานด้วย หัวหน้าจึงได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีก่อนให้ฟังว่าตึกแห่งนี้เคยเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น และทุกครั้งที่แผนกฉุกเฉินเกิดความวุ่นวายหรือมีอุบัติเหตุหมู่ขึ้น ในวอร์ดจะมีพยาบาลเพิ่มขึ้นมา 1 คนเสมอ น้ำฝนจึงถามกลับว่าแล้วพยาบาลคนนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับเหตุการณ์ไฟไหม้ หัวหน้าจึงบอกว่า ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น มีพยาบาลคนหนึ่งติดอยู่ข้างในตึกไม่สามารถออกมาได้ เธอจึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตอยู่ภายในวอร์ด หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาเพียงว่ามีพยาบาลเวรดึกเสียชีวิต 1 ราย แต่ไม่มีรูปหรือชื่อประกอบ และตั้งแต่ตึกถูกรีโนเวทใหม่ ทุกคนก็กลับมาทำงานตามปกติ และทุกคนต่างก็เคยเจอกับพี่พยาบาลคนนั้น น้ำฝนเองก็คงเจอกับคนเดียวกัน “แต่เขาไม่ได้มาทำร้าย เขามาเพื่อช่วยเรา” น้ำฝนจึงแสดงความเห็นด้วยว่า “เธอจะเห็นเขาในวันที่วุ่นวายที่สุดจริง ๆ” พี่หัวหน้ายืนยันว่า “ใช่ เขาเป็นแบบนั้น”นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ‘พยาบาลคนที่ 6’ เพราะแม้ในเวรดึกจะมีพยาบาลประจำการเพียง 5 คน แต่เมื่อเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายขึ้นก็จะมีพี่คนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นคนที่ 6 เสมอ และทุกคนก็สามารถทำงานรับส่งกันได้อย่างดีราวกับรู้กันอยู่แล้ว ทำงานกันเป็นทีมอย่างเป็นระบบเข้าขากัน โดยไม่ได้มีใครสงสัยเลยว่า พี่คนนี้เป็นใครมาจากไหนเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-