เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

11 ก.ค. 2026

เมื่อเธอเจอเหตุการณ์ประหลาดหลายครั้ง และได้ยินเสียงกรี๊ดสุดทรมานดังก้องภายในห้องพัก ที่เธอไปเที่ยวพักผ่อนคนเดียว ก่อนที่จะรู้ความจริงสุดช็อก จากคุณลุงคนขับรถว่าห้องนั้นมันเคยมีคนถูกฆ่าตาย!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 415’

   เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณตาล’ มักจะเดินทางไปเที่ยวคนเดียวเป็นประจำ และไม่เคยนึกถึงเรื่องลี้ลับใด ๆ เลย จนได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ก่อนที่จะเริ่มทริปนี้ก็มีเรื่องให้เอ๊ะหลายครั้งมาก เริ่มจากไถฟีดโซเชียลก็เจอโพสต์แชร์ประสบการณ์หลอนตามโรงแรมเด้งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ปกติเธอไม่ได้สนใจคอนเทนต์แนวนี้เลย เมื่อไปถึงเธอก็เรียกใช้บริการรถรับส่งที่ติดต่อตั้งแต่จองโรงแรมเอาไว้ คนขับที่มารับก็เป็นคุณลุงสูงวัยที่เล่าว่า เคยเป็นตำรวจมาก่อน และด้วยความที่คุณลุงขับรถดี สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดมาก คุณตาลจึงนัดคุณลุงมาขับรถเที่ยวในวันถัดไป ตอนเจ็ดโมงเช้า เมื่อถึงโรงแรมก็มีพนักงานของโรงแรมมาช่วยลากกระเป๋าพาไปส่งที่ห้องพักชั้น 4 แต่ความเอ๊ะที่สองก็เกิดขึ้น เมื่อลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ก่อน ทั้งที่ไม่มีใครกด ยิ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเช้า แต่ภาพที่คุณตาลเห็นคือ ชั้น 3 ที่มืดสนิท พนักงานโรงแรมก็มองหน้าคุณตาลยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนที่ลิฟต์จะปิด และไปต่อที่ชั้น 4

พอถึงชั้น 4 สภาพทางเดินมีปูพรมสีกรมท่าที่ดูเก่ามาก และผ่านการใช้งานมาเยอะ และมีฟูกที่นอนเก่า ๆ วางเกะกะตามทาง โดยทางเดินมีลักษณะเป็นรูปตัวแอลยาว ซึ่งห้องของคุณตาลเป็นห้องเลขคี่ที่อยู่สุดทางเดินขวามือพอดี เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็สำรวจความเรียบร้อยทั้งใต้เตียง ห้องน้ำ และก็มีราวเหล็กเอาไว้แขวนเสื้อผ้าโดยไม่มีตู้เสื้อผ้าภายในห้อง พอเธอสำรวจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากห้องเพื่อหาข้าวกิน และให้ทิปกับพนักงานที่ช่วยลากกระเป๋าขึ้นมาให้ แต่เอ๊ะที่สามก็เกิดขึ้นอีกตอนที่เธอกำลังจะปิดประตูห้อง จู่ ๆ ก็มีลมพัดวูบเข้ามาที่ท้ายทอย เลยเงยหน้ามองบนฝ้าเผื่อมีช่องแอร์แต่ก็ไม่มี คุณตาลจึงพยายามไม่คิดอะไร และเดินทางไปอีกโรงแรมอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องลี้ลับ

   ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับก็แกล้งถามคนขับว่าโรงแรมนี้มีผีจริงมั้ย แท็กซี่ก็บอกไม่มีหรอก เขาเป็นนักร้อง และมารับงานที่นี่บ่อยก็ไม่เจออะไร จึงถามเพิ่มอีกว่าโรงแรมที่คุณตาลพักอยู่ตอนนี้ที่กำลังจะไปส่งมีผีมั้ย เขาก็ยืนยันเสียงแข็งอีกรอบว่าไม่มีเช่นเดียวกัน หลังจากที่คุณตาลกลับมาถึงห้องพัก ขณะที่กำลังนั่งเสิร์ชหาที่เที่ยวต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้นมา มันเป็นเสียงร้องที่ดูทุรนทุราย และทรมานสุด ๆ ที่สำคัญคือ เหมือนเสียงมาจากภายในห้อง ไม่ใช่ข้างถนนหรือข้างนอก ทั้งที่ห้องพักมันติดถนน บรรยากาศในตอนนั้นมันเงียบมากจนเหมือนทีวีโดนตัดสัญญาณแต่ยังเปิดอยู่ คุณตาลกลัวมากเลยโทรลงไปที่ ฟรอนต์ของโรงแรมให้พนักงานขึ้นมาดูหน่อย แต่พนักงานก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพราะเธอกลัวมาก ๆ จึงรีบโทรหาเพื่อนให้เพื่อนช่วยหาโรงแรมใหม่ให้หน่อย และรีบเก็บของเพื่อเช็คเอาท์หนีเลย พร้อมกับโทรเรียกคุณลุงคนขับเมื่อตอนเช้าให้มารับ

จนเมื่อเธอเก็บของเสร็จก็ยังไม่มีพนักงานคนไหนขึ้นมาดูเลยจนเพื่อนเธอหาโรงแรมใหม่ให้ได้เลย จึงโทรบอกให้พนักงานมารับพาลงไปให้หน่อย เพราะไม่กล้าออกไปเองคนเดียว คืนนั้นหลังจากที่มาถึงโรงแรมที่ใหม่เธอก็ดื่มเบียร์จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอนัดกับคุณลุงคนขับรถเอาไว้ตอน 7 โมงเช้าก็มารับ และคุณลุงก็ถามเธอว่าทำไมถึงย้ายโรงแรมล่ะ โรงแรมเก่ามันไม่ดีหรอ คุณตาลเลยบอกไปตรง ๆ เลยว่า “หนูเจอผี” เมื่อจบประโยคนั้นคุณลุงก็เบรกรถทันที คุณลุงเลยเล่าว่า เมื่อวานจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วแต่เพราะคุณตาล มัวแต่เล่นโทรศัพท์จึงไม่ได้เล่าความจริงคือ งานสุดท้ายของคุณลุงคือ ตำรวจ และงานนั้นคือไปเก็บศพที่โรงแรมนั้น เป็นคดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกผู้หญิงบริการมาที่ห้อง แต่เกิดการทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิงจนเสียชีวิต และห้องที่เกิดเหตุก็คือ “ห้อง 415” ซึ่งห้องที่คุณตาลเข้าไปพักก็คือ “ห้อง 415” ที่เป็นห้องเดียวกันกับห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมพอดี

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

28 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

เรื่องราวที่สะเทือนใจทำให้เป็นคนกลัวผีมากจนถึงทุกวันนี้ กลับเรื่องราวที่เพียงไปเข้าห้องน้ำตอนบ่าย กลายเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกของรุ่นพี่ในวันนั้น แทนที่ทุกอย่างจะจบลงพร้อมพิธีไว้อาลัย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนขนลุกที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายเเน่ [23 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ ‘คุณเป็ดน้อยลูกหมอผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นปมฝังใจ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองหวาดกลัวเรื่องผีมาจนถึงทุกวันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่าคุณเป็ดน้อย กล่าวขออภัยที่อาจเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงจำได้ขึ้นใจ และไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟังมาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ คุณเป็ดน้อยกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นยังแทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ โรงเรียนที่เรียนอยู่มีลักษณะอาคารเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยห้องเรียนของตนเองอยู่ฝั่งซ้ายของอาคาร ในสมัยนั้นหากนักเรียนขออนุญาตออกจากห้องเรียนไปเข้าห้องน้ำระหว่างคาบมักจะถูกเพื่อนล้อเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันเกิดเหตุ คุณเป็ดน้อยปวดท้องอย่างหนักจนไม่สามารถทนได้ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตครูออกไปเข้าห้องน้ำ แม้บริเวณฝั่งซ้ายจะมีห้องน้ำอยู่ แต่ค่อนข้างสกปรก จึงตัดสินใจเดินข้ามไปยังห้องน้ำฝั่งขวา ซึ่งเป็นโซนของนักเรียนชั้นโต และสะอาดกว่าเส้นทางดังกล่าวต้องเดินผ่านแนวกำแพงที่ติดกับบ้านเรือน ผ่านโรงยิม ก่อนจะถึงห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านบริเวณโรงยิม จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นว่า “ตัก…ตุบ” เสียงนั้นทำให้คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตกใจ และรีบหันกลับไปมองก่อนจะพบรุ่นพี่นักเรียนชั้น ป.6 คนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นในสภาพได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง มีเลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย จากลักษณะเหตุการณ์จึงคาดว่ารุ่นพี่น่าจะตกลงมากระแทกพื้นด้วยศีรษะ ภาพที่เห็นทำให้ คุณเป็ดน้อยตกใจอย่างมาก เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตนเองไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังลั่นมาจากชั้น 3 ของอาคาร เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงร้อง ก่อนจะหันกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง คุณเป็ดน้อยกลับเห็นภาพที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม ร่างของรุ่นพี่ยังคงนอนอยู่บนพื้น แต่กลับมีชายอีกคนยืนอยู่ข้างร่างนั้น เมื่อเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าคนที่ยืนอยู่ คือรุ่นพี่คนเดียวกันกับที่นอนอยู่บนพื้นเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช่วยกู…ช่วยกู” คุณเป็ดน้อยยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถขยับตัว หรือเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ จากนั้นรุ่นพี่จึงพูดประโยคสุดท้ายว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” เพียงสิ้นเสียงนั้น สติของคุณเป็ดน้อยก็หลุดหายไปทันที เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาจารย์กำลังเข้ามาจับตัว และเรียกสติ ขณะเดียวกันสิ่งที่ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ทันได้ทำ เพราะด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ทำให้ “ราดเลอะหมดเลย” หลังจากวันนั้น คุณเป็ดน้อยกลับจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ ราวกับความทรงจำในวันนั้นถูกลบหายไปจากสมอง รุ่งเช้าวันถัดมา ระหว่างพิธีเคารพธงชาติ โรงเรียนได้จัดพิธีไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ที่เสียชีวิต เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คุณเป็ดน้อยกลับตอบได้เพียงว่า “จำอะไรไม่ได้เลย” ทั้งที่ตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในจุดเกิดเหตุเวลาผ่านไปจน คุณเป็ดน้อยศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแห่งใหม่ ในวันงานปัจฉิมนิเทศเพื่อน ๆ ได้หยิบยกเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาพูดอีกครั้ง พร้อมถามว่า “จำได้ไหม สมัยเราอยู่ ป.2 ป.3 มีรุ่นพี่คนหนึ่งตกลงมา” จากนั้นเพื่อนจึงเล่าว่า สาเหตุที่รุ่นพี่เสียชีวิตเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นบริเวณหน้าต่างของอาคารยังไม่มีที่กั้น ขณะที่รุ่นพี่ขึ้นไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง คาดว่าอาจกำลังแคะฟัน หรือทำอะไรบางอย่างก่อนจะสะดุ้ง และพลัดตกลงมา เพื่อน ๆ หลายคนต่างวิ่งเข้าไปดู และร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันมาบอก คุณเป็ดน้อย ว่า “เอ้า แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น” แต่ คุณเป็ดน้อยยืนยันว่าตนเองจำเรื่องราวในวันนั้นไม่ได้เลย กระทั่งเพื่อน ๆ เล่าต่อว่า หลังจากเกิดเหตุ เวลาช่วงพลบค่ำ หรือช่วงที่โรงเรียนเริ่มเงียบ คนที่กลับบ้านดึกมักจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้ หรือบางคนก็เห็นเด็กผู้ชายมายืนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อได้ยินเรื่องเล่าเช่นนั้น เพื่อนบางคนกลับรู้สึกท้าทาย และชวนกันว่า“อยากรู้ว่าพี่เขาเป็นยังไง เราลองเล่นผีถ้วยแก้วกันไหม”เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปเรียนต่อคนละที่ แม้เพื่อน ๆ จะพยายามชักชวน แต่คุณเป็ดน้อยยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เล่นอย่างเด็ดขาด เพราะรู้สึกหวาดกลัวบริเวณดังกล่าวมาตลอด แม้เพียงเดินผ่านก็ยังรู้สึกขนลุก จึงคาดว่าลึก ๆ แล้วอาจมีบางอย่างฝังอยู่ในความทรงจำ แม้จะนึกไม่ออกก็ตาม สุดท้ายเพื่อน ๆ จึงพากันไปเล่นผีถ้วยแก้ว ส่วนคุณเป็ดน้อยไม่ได้ร่วมเล่น แต่เดินออกมายืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บริเวณหน้าโรงยิม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุ โดยไม่ทันรู้ตัวว่าได้กลับมายืนอยู่ในสถานที่เดิมอีกครั้งระหว่างที่ คุณเป็ดน้อยกำลังยืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง “ตัก…ตุบ” เสียงเดียวกับที่เคยได้ยินในวันเกิดเหตุ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งนอนอยู่ใกล้กับจุดที่เพื่อน ๆ กำลังนั่งเล่นผีถ้วยแก้ว ในขณะที่เพื่อนทุกคนกลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ และต่างพูดขึ้นว่า “เฮ้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย พี่เขาจะมีจริงไหม” แต่ในสายตาของคุณเป็ดน้อย กลับเห็นร่างของรุ่นพี่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เลย ขณะเดียวกันความทรงจำที่เคยเลือนหายก็เริ่มค่อย ๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้น รุ่นพี่ก็เอื้อมมือไปแตะที่แก้วบนกระดานผีถ้วยแก้ว ก่อนที่แก้วจะเริ่มเคลื่อนที่ ทำให้เพื่อนที่กำลังเล่นอยู่ต่างตกใจและพูดขึ้นว่า “ใครขยับวะ” จากนั้นตัวอักษรบนกระดานก็ค่อย ๆ เรียงต่อกันเป็นประโยคว่า “ทำ ไม มึง ไม่ ช่วย กู” ทันทีที่เห็นข้อความดังกล่าว คุณเป็ดน้อยถึงกับตกตะลึง เพราะไม่เคยเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองพบเจอในวันนั้นให้ใครฟังมาก่อน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่าตนเองจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่เมื่อเห็นข้อความนั้น ความทรงจำในอดีตก็ถาโถมกลับเข้ามาอย่างชัดเจนขณะที่เพื่อน ๆ ต่างพากันพูดด้วยความสงสัยว่า “เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมมันต้องเป็นคำนี้วะ” ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่น คุณเป็ดน้อย กลับเห็นรุ่นพี่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และเมื่อสบตา ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวว่า “ทำไมมึงไม่ช่วยกู” จากนั้นรุ่นพี่ก็ค่อย ๆ เดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ทำให้คุณเป็ดน้อย ตกใจอย่างรุนแรงจนทรุดตัวล้มลงต่อหน้าเพื่อน ๆ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณเป็ดน้อย ยิ่งหวาดกลัวสถานที่ดังกล่าวมากกว่าเดิม หากมีโอกาสกลับไปที่โรงเรียน ก็จะเดินเฉพาะฝั่งซ้ายของอาคารเท่านั้น และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าเดินไปยังฝั่งขวา หรือเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุอีกเลย คุณเป็ดน้อย สันนิษฐานว่า สาเหตุที่รุ่นพี่พูดว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” อาจเป็นเพราะในวันเกิดเหตุตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เนื่องจากในเวลานั้นยังเป็นเพียงเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเกิดอาการช็อกกับภาพที่เห็น โดยจุดที่รุ่นพี่ตกลงมานั้นอยู่ห่างจาก คุณเป็ดน้อยเพียงประมาณ 3 เมตรครึ่ง อีกทั้งในช่วงจังหวะแรกที่รุ่นพี่ตกลงมา และหันมาสบตาคุณเป็ดน้อย เชื่อว่ารุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ความทรงจำในวันนั้นกลับเลือนหายไปทั้งหมด และเพิ่งย้อนกลับมาอีกครั้งในวันที่เพื่อนชวนเล่นผีถ้วยแก้ว จากเหตุการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ คุณเป็ดน้อยกลายเป็นคนที่กลัวผีอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ปัจจุบัน คุณเป็ดน้อยยังคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมูลนิธิคนตาบอด ก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องราวนี้มาเล่า พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยกล้าพูดถึง เพราะทุกครั้งที่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังคงทำให้รู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างจากเดิม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากไท ธนาวุฒิ 'เรื่องผีหัวโต' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

08 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากไท ธนาวุฒิ 'เรื่องผีหัวโต' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

“คืนหนึ่งเจอสิ่งแปลกประหลาด หน้าดำ ตาแดง จ้องมองจากหน้าต่าง เลยพูดท้าทายไปว่า ‘ถ้าเก่งจริงก็มา’ จนอีกวัน… เจอดี! ตามมาหลอกถึงในห้อง มาเหยียบหน้าอก พร้อมคำเตือนว่า ‘มึงทำตัวให้ดีหน่อย’ แล้วรู้ตัวไหมว่าบางครั้งคำท้าทายอาจทำให้เจอสิ่งที่ไม่ควรเจอ!”‘ไท ธนาวุฒิ’ เปิดเรื่องหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (4 มี .ค. 2568)’ กับเรื่องราว ‘’ผีหัวโต’’ ที่ทำเอาขนหัวลุก กับเงาปริศนานุ่งโจงกระเบนแดง ดวงตาแดงฉาน… ที่โผล่มาถึงห้อง มันคืออะไรกันแน่? มาฟังไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วอย่าลืมระวัง… คืนนี้ อาจมีบางอย่างมาหาคุณ!คุณไท ได้เล่าว่า คืนหนึ่งขณะกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาหันไปมองที่หน้าต่างแล้วต้องชะงัก เพราะมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น… เป็นใบหน้าขนาดใหญ่เต็มกระจก ดวงตาสีแดงก่ำจ้องตรงมาที่เขา คุณไท ถึงกับตกใจ แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น จึงพูดท้าทายออกไปว่า “ไม่จริงเว้ย! ถ้าเก่งจริงก็มา”ทำให้ในคืนต่อมา… ก็ได้เจอจริงๆ ร่างนั้นยืนอยู่ปลายเตียง สวมโจงกระเบนแดง ผิวดำคล้ำ ดวงตาแดงฉาน ก่อนจะก้าวขึ้นมาเหยียบบนอกเขา หนักจนแทบหายใจไม่ออก แล้วพูดด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “มึงทำตัวให้ดีหน่อย”ในคืนต่อมา เพื่อนของพี่ชายมาขอนอนที่ห้องคุณไท แต่เขาอยู่ได้เพียงสองคืนก่อนจะหนีไป คุณไทสงสัยจึงถามถึงสาเหตุ และคำตอบที่ได้รับทำให้ขนลุกไปทั้งตัว เพราะพี่ชายก็ได้ “โดนคนใส่โจงกระเบนแดงเหยียบ” เหมือนกันและเหตุผลที่เขาโดนแบบนั้น… เป็นเพราะพี่ชายของเขาเคยฆ่าคนตายแล้วหนีคดี ผีตนนั้นเลยมาเตือน… ทำให้คุณไทนึกขึ้นได้ว่า ตัวเขาเองก็เคยถูกเตือนแบบนี้มาก่อน และบางที อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เขาเองก็เคยเป็นเด็กแสบไม่แพ้กัน ผีตนนั้น… ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “เจ้าที่ เจ้าบ้าน” ที่คอยมาเตือนให้ผู้คนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง ใครที่ปฏิบัติตัวดี ก็จะไม่เจอ แต่หากใครทำผิด คิดไม่ซื่อ หรือก้าวล้ำเส้นที่ไม่ควรก็อาจได้รับการเตือนในแบบที่ลืมไม่ลง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

07 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

อาการป่วยปริศนาจนคนรอบข้างทักว่า ตัวซีดเหลือง ซูบผอม… ทั้งที่เธอเห็นว่าตัวเองเป็นปกติ และสาเหตุของอาการเหล่านี้ เกิดจากการที่เราเผลอไปทำอะไรให้ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ไม่พอใจโดยไม่ทันระวัง !เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (31 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ป่วยไม่ทราบสาเหตุ’ ‘คุณชันย่า’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง เกี่ยวกับอาการป่วย โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น คุณชันย่ามีญาติอยู่ที่กำแพงเพชร ซึ่งเธอจะไปเยี่ยมญาติ ในทุก ๆ ปี ตอนนั้นเธอเพิ่งได้ทำงานที่แรกเป็นพนักงานธนาคาร ซึ่งมีวันหยุดตรงกับวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกำแพงเพชร ระหว่างทางรถติดมาก และชันย่าเองก็ปวดปัสสาวะมาก เมื่อเดินทางใกล้ถึงนครสวรรค์ เลยขอแวะเข้าห้องน้ำที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่เคยทานประจำ พอไปถึงเธอก็เปิดประตูรถ และวิ่งไปอย่างไวระหว่างนั้นสังเกตเห็นบางสิ่งที่หน้าห้องน้ำมีตี่จู่เอี้ยตั้งอยู่ แต่คุณชันย่าก็ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากทำธุระเสร็จ เธอก็เดินออกมาทานก๋วยเตี๋ยวตามปกติ และได้เดินทางไปถึงกำแพงเพชรอย่างปลอดภัย จนถึงวันที่ต้องกลับบ้าน เธอออกมาจากบ้านญาติคืนวันเสาร์ และถึงบ้านในเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ ก็กลับไปทำงานตามปกติ ขณะทำงานเธอรู้สึกปวดท้องหน่วง ๆ จึงจะไปขอยาจากพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพราะพนักงานแบงก์ส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเยอะ ๆ จะไม่ค่อยมีเวลา ไปทานข้าว หรือเข้าห้องน้ำกัน พี่ที่ทำงานจึงให้ยาตามที่สันนิษฐานกันเองว่าน่าจะปวดเพราะเหตุนี้ ซึ่งคุณชันย่าก็กินยาที่ได้มาทันที พี่เขาถามอีกว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เธอจึงเล่าให้ฟังว่า เธอปวดหน่วง ๆ และมีปัสสาวะปนเลือดนิดหน่อยโดยที่ตอนนั้นไม่ได้กำลังมีรอบเดือน ผ่านไปวันอังคาร คุณชันย่าก็ยังมีอาการปวดหน่วง ๆ และปัสสาวะปนเลือดก็เริ่มมีมากขึ้น พี่เริ่มเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วเพราะหน้าตาชันย่า ก็ดูซีดเซียวมาก เลยหยิบกระจกมาให้ดู แต่คุณชันย่า ยังรู้สึกว่าตัวเองปกติ เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรเวลาผ่านมาถึงวันพุธ อาการก็ยิ่งแย่เธอปวดท้องหนักขึ้น และปัสสาวะที่เป็นเลือด ตอนนี้เป็นหนักจนแทบจะมีแต่เลือดที่ไหลออกมาขณะฉี่ และก็ดูเหมือนว่า หน้าตาผิวพรรณจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะลูกค้าของคุณชันย่า ก็ทักเธอเช่นกันว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมตัวซีดแบบนี้ ลองส่องกระจกดูมั้ย” เธอจึงเดินไปส่องกระจก ปรากฏว่า เธอก็เห็นว่าตัวเธอเองปกติ และเมคอัพบนหน้าก็ยังอยู่ครบ แต่คนรอบข้างก็ยังแนะนำว่าให้ไปหาหมอ ชันย่าไม่อยากไป เพราะวันศุกร์จะมีการจัดปาร์ตี้ปีใหม่ และหลังจากนั้นจะหยุดยาว 4-5 วัน ชันย่าอยากไปล่ารางวัลในปาร์ตี้ก่อนค่อยไปหาหมอทีหลัง แต่พอมาถึงวันพฤหัสบดี ฉี่ที่เคยปนเลือด ตอนนี้มันกลายเป็นเลือดสด และคนรอบข้างก็ยังทักอีกว่าหน้าซีด อาจเพราะปกติเธอเป็นคนขาว ทั้งที่เธอเองก็เห็นว่าปกติทุกอย่าง ถึงวันปาร์ตี้ วันนี้คุณชันย่าแต่งหน้าเข้มกว่าเดิม แต่งตัวตามธีม และไปล่ารางวัลตามใจหวัง แต่พี่ที่ทำงานก็ยังย้ำว่า “ชันย่าควรไปหาหมอนะ” เธอเลยรับปากว่าจะไปวันเสาร์ เมื่อถึงบ้านก็บอกกับแม่ว่า ให้พาไปหาหมอหน่อยซึ่งแม่รู้อาการเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ก็รู้สึกแปลก เพราะอาการมันหนักเกินไปมากกว่าคนที่อาจจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบปกติ และวันเสาร์ทั้งคู่จึงไปหาหมอกัน เมื่อไปถึงก็ทำการตรวจเลือด และเอกซเรย์ปอด หมอแนะนำให้แอดมิดเพื่อรอดูผลตรวจ เธอจึงอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน และเมื่อผลตรวจออกมา ก็พบว่าเธอมีเชื้อวัณโรคขั้นรุนแรงกระจายไปทั่วปอด ซึ่งก็น่าสงสัย เพราะการทำงานของเธอ ทำงานอยู่ในแบงก์จริง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว สูดดมเอกสาร หรือธนบัตรเลย เธอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน และประกันทางการเงินให้กับลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น ด้วยความที่หมอคนนี้เป็นหมอประจำตัวคุณชันย่าอยู่แล้ว เขารู้ประวัติทางการแพทย์ของคุณชันย่าทุกอย่าง ก็รู้สึกเช่นกันว่า ไม่น่าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้คุณชันย่ามีเชื้อนี้ได้ หมอจึงทำการตรวจอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาตามเดิม หมอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะยังหาสาเหตุการเกิดโรคไม่ได้ จึงจะขอตรวจหามะเร็งในวันจันทร์ แต่อาการของคุณชันย่าก็ไม่ได้มีอะไรแย่ลง มีเพียงฉี่ที่ยังเป็นเลือดเท่านั้น อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว คุณชันย่ามีพี่สาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ และเพื่อนพี่ก็เข้ามาเยี่ยม แต่ปรากฏว่าทุกคนร้องไห้ และให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ เธอก็สงสัยมาก เพราะตัวเธอเองคิดว่าไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย แต่ยังไงก็ตามวันจันทร์จะต้องมีการกลืนแป้งเพื่อตรวจอีกครั้ง และจะได้ผลตรวจในวันอังคาร หลังจากกลืนแป้งอยู่ ๆ แม่ก็บอกกับคุณชันย่าว่า ขอกลับบ้านก่อนนะ แม่ไปตั้งแต่บ่ายสอง กลับมาอีกทีสามทุ่ม พร้อมกับเสื้อผ้าที่คุณชันย่าชอบ และตุ๊กตาหมีเหมือนกับว่าแม่ทำใจมาแล้วว่าถ้าเป็นวัณโรคจริง ชันย่าจะออกไปใช้ชีวิตปกติไม่ได้ จะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อตลอด หรือไม่ก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิต ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าอาการของเธอมันแย่ขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ แถมแม่ยังพูดกับเธอว่า “พรุ่งนี้วันอังคารกลับบ้านกันนะ” เธอก็ตอบกลับว่า “รู้ได้ไง? รู้ผลตรวจแล้วหรอ?” แม่ตอบว่า “ยังไม่เห็นหรอก แต่พรุ่งนี้กลับบ้านแน่ ๆ”จนกระทั่งถึงวันอังคาร หมอเข้ามาตั้งแต่เช้าพร้อมผลตรวจว่า ไม่มีเชื้อวัณโรคเลย การตรวจครั้งก่อน ๆ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคจริง ๆ เชื้อที่เคยพบว่ารุนแรง วันนี้ผลตรวจออกมาว่าไม่พบเลย สามารถกลับบ้านได้ คุณชันย่าก็อึ้งนิด ๆ เป็นไปได้อย่างไร ที่การตรวจจะผิดพลาดขนาดนั้น แต่ตกใจที่แม่ของเธอรู้ได้อย่างไรว่า เราจะได้กลับบ้านวันนี้มากกว่า หลังจากนั้นเราก็ทำเรื่องเพื่อออกจากโรงพยาบาลปกติ จนกลับมาถึงบ้านตอนช่วงบ่าย ก่อนเข้าบ้าน แม่บอกให้คุณชันย่าจุดธูปกลางแจ้ง แล้วพูดตามว่า “ลูกกลับมาแล้วนะ ลูกหายดีแล้ว” แล้วให้ไปจุดธูปที่ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “อะไรที่ลูกทำผิด ขอให้อภัยลูก ลูกกลับมาแล้ว ขอให้ลูกแข็งแรง” ชันย่าก็สงสัย แต่ก็แค่คิดไปว่า อาจจะเพราะเราไปนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน กลับมาก็ควรจะจุดธูปบอกผีบ้าผีเรือนบ้างเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้น ก็ถามแม่ในเรื่องที่ยังสงสัยว่า “แม่รู้ได้ยังไง ว่าเราจะได้กลับบ้านวันนี้” แม่ตอบว่า เมื่อวานที่แม่กลับมาบ้าน แม่ก็นึกได้ว่าอาจจะเป็นเพราะวันที่เธอรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่นครสวรรค์แน่ ๆ วันนั้นชันย่าใส่กระโปรงยาว แล้วรีบวิ่งผ่านไปจนชายกระโปรงอาจจะไปโดนตี่จู่เอี้ยที่ตั้งอยู่ แม่จึงไปไหว้ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “ถ้าการที่ชันย่าป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ขอให้พรุ่งนี้ชันย่าหาย แล้วได้กลับบ้าน” และชันย่าก็ได้กลับบ้านจริง ๆสองวันหลังจากนั้น... อาการฉี่ปนเลือดก็เริ่มหาย หมอก็บอกว่าเป็นแค่อาการปัสสาวะติดขัดเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่แย่เลย แม้แต่ลูกค้าที่ที่ทำงานก็ยังทักว่า “ไปทำอะไรมา วันนั้นป่วยใช่มั้ย ที่เห็นตัวซีด ๆ ผอม ๆ” ทั้งที่ตอนอยู่โรงพยาบาลเธอชั่งน้ำหนักทุกวันก็พบว่า น้ำหนักเท่าเดิมทุกครั้ง แต่สิ่งที่สงสัยมาตลอด ทั้งพี่ที่ทำงาน และลูกค้าทักว่าหน้าโทรม ตัวซีด และเพื่อนพี่ที่ร้องไห้เมื่อเห็นเราตอนมาเยี่ยม ตอนนี้ชันย่ารู้แล้วว่า ที่คนรอบข้างเป็นแบบนั้น เพราะสภาพที่พวกเขาเห็นเธอคือ ตัวซีด ผอม ผิวออกไปทางเหลือง และหน้าโทรมมาก ๆ แม้ว่าเธอจะเห็นตัวเองในสภาพปกติก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณชันย่าเลยว่า เวลาไปที่ของคนอื่น ไปเข้าห้องน้ำ หรือบ้านใคร คุณชันย่าจะไหว้ขออนุญาตทุกครั้ง เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะเผลอไปทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

01 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

“ถ้ามึงไม่กิน เดี๋ยวมึงรู้” คำขู่จากคุณป้าข้างบ้านที่เคยสุภาพเรียบร้อย แท้จริงแล้วในบ๊ะจ่างที่เธอยัดเยียดให้กินมีอะไรซ่อนอยู่? เมื่อคำเตือนจากบ้านตรงข้ามเริ่มกลายเป็นความจริง เสียงสวดบทประหลาดดังจากบ้านคุณป้าในยามวิกาล คืนวันที่เธอบุกเข้ามารื้อถังขยะ และคลานสี่ขาพุ่งเข้ามา… เธอต้องการอะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิถุนายน 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ ‘คุณเอก ตายแน่’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจากคนรู้จักที่ชื่อ ‘พี่ต่อ’ ปัจจุบันอาศัยอยู่แถวนนทบุรี แต่ก่อนหน้านี้เป็นคนกรุงเทพฯ และคบกับแฟนที่ชื่อ ‘พี่สุ’ หลังจากคุณแม่เสียชีวิต และทิ้งมรดกเป็นทาวน์เฮาส์เก่าในย่านคนจีนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งก่อนเสียชีวิตคุณแม่ได้ขอให้พี่ต่อกลับไปดูแลบ้านหลังนี้ เพราะเคยอยู่ตั้งแต่เป็นสาว และด้วยทำธุรกิจตัดผ้ามีม้วนผ้าเก็บไว้เต็มบ้าน หลังจากแบ่งมรดกกับพี่น้องทั้งสี่คนเรียบร้อย พี่ต่อจึงย้ายม้วนผ้าทั้งหมดไปไว้ที่ตึกเช่า ก่อนจะเข้ามาทำความสะอาดบ้านเพื่อเตรียมอยู่อาศัยกับพี่สุวันแรกที่ย้ายเข้ามาทั้งคู่ได้พบกับคุณป้าข้างบ้าน รูปร่างผอม ผิวเหลืองซีด สวมชุดอาม่า ดูสุภาพ และพูดจาเนิบช้า เมื่อพี่ต่อแนะนำตัวว่าเป็นลูกของแม่สี คุณป้าก็แสดงความเสียใจพร้อมฝากเนื้อฝากตัว เพราะอาศัยอยู่เพียงลำพัง และทำบ๊ะจ่าง น้ำเต้าหู้ เต้าทึง และเต้าฮวยขาย ก่อนที่พี่ต่อจะออกไปทำงานในกรุงเทพฯ คุณป้าได้กวักมือเรียก พร้อมยื่นบ๊ะจ่าง 2 ลูก และน้ำเต้าหู้ 2 ถุงมาให้ลองชิม ระหว่างนั้นมีคุณลุงบ้านตรงข้ามที่กำลังรดน้ำต้นไม้หันมามองด้วยสายตาแปลก ๆ ด้วยความที่พี่ต่อไม่ชอบกินบ๊ะจ่าง จึงเก็บไว้ในตู้กับข้าวแล้วออกไปทำงาน พอกลับมาตอนกลางคืนก็พบว่าบ้านคุณป้าปิดไฟมืด แต่ภายในกลับมีเพียงแสงไฟสีเหลืองไสวคล้ายแสงเทียน ส่วนน้ำเต้าหู้ที่ได้รับมาก็บูดเสีย พี่ต่อจึงนำไปทิ้งรวมถึงม้วนบ๊ะจ่างที่ไม่รู้ว่าเสียหรือไม่ไปทิ้งด้วย เช้าวันต่อมา คุณป้าก็ถามว่า “บ๊ะจ่างอร่อยไหมลูก” ด้วยที่ไม่อยากทำร้ายจิตใจคนแก่พี่ต่อจึงตอบไปว่า “อร่อยครับ น้ำเต้าหู้ก็อร่อย” คุณป้าจึงนำบ๊ะจ่างมาให้อีก 4 ห่อ เพราะเข้าใจว่าพี่ต่อชอบกิน ระหว่างนั้นคนบ้านตรงข้ามต่างซุบซิบ และหันมามองราวกับรู้บางอย่าง พี่ต่อจึงรับไว้ตามมารยาทด้วยความไม่อยากกินจึงนำไปวางไว้บนโต๊ะในครัวเหมือนเดิมแล้วออกไปทำงาน ก่อนออกไปคุณป้ายังตะโกนกำชับว่า “กินด้วยนะลูกบ๊ะจ่างน่ะ”เมื่อกลับมาตอนกลางคืน บ้านของคุณป้ายังคงมีเพียงแสงไฟสีเหลืองเหมือนเดิม คราวนี้ฝั่งบ้านตรงข้ามได้กวักมือเรียกพี่ต่อ พร้อมเตือนว่า...“อย่าไปคุยกับบ้านข้าง ๆ แกสติไม่ดี แกเล่นของ เล่นคุณไสย แล้วของที่แกให้มาก็อย่าไปกินเด็ดขาด”แม้พี่ต่อจะเชื่อเพียงครึ่งเดียว เพราะคุณป้าดูเป็นคนปกติ แต่เมื่อกลับเข้าบ้านก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าห่อบ๊ะจ่างบนโต๊ะถูกคุ้ยจนข้าวกระจุยกระจายน้ำเต้าหู้แตกเลอะเทอะ ทั้งที่ประตู และหน้าต่างทุกบานยังปิดสนิท พี่ต่อเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และที่มีคนเตือนเรื่องข้างบ้าน อีกทั้งยังมีถุงบ๊ะจ่างถูกนำมาห้อยไว้หน้าประตูบ้านเพิ่มอีกหนึ่งถุง พี่ต่อจึงนำทั้งหมดไปทิ้ง และคิดว่าต้องพูดอะไรสักอย่างให้คุณป้ารู้ว่าไม่ชอบกิน ก่อนจะขึ้นไปนอน กลางดึกคืนนั้น! พี่ต่อลงมาเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกับบ้านข้าง ๆ และได้ยินเสียงคุณป้าตะโกนสวดบทแปลก ๆ ที่ไม่ใช่บทสวดทั่วไป พี่ต่อเคยบวชเรียนมาก่อนจึงมั่นใจว่า นั่นไม่ใช่บทสวดที่คุ้นเคยทำให้เริ่มรู้สึกว่าคำเตือนของบ้านตรงข้ามอาจเป็นเรื่องจริงเช้าวันต่อมา มีช่างแอร์ 3 คนเข้ามาที่บ้าน คุณป้าเห็นจึงนำบ๊ะจ่างมาให้อีก 5-6 ห่อ บอกว่าเผื่อช่างแอร์ด้วย พี่ต่อรับไว้ด้วยความสงสาร จังหวะที่รับบ๊ะจ่างจากคุณป้า ขณะเดียวกับบ้านตรงข้ามก็จ้องมองมา และทำสายตาเสมือนว่า “บอกแล้วนะ ไม่เชื่อก็แล้วแต่” และพี่ต่อเองไม่ได้นำขนมให้ช่างเพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงเก็บบ๊ะจ่างไว้ที่โต๊ะกินข้าวเช่นเคย หลังจากช่างกลับไป พี่ต่อก็ม้วนบ๊ะจ่างทั้งหมดทิ้งในช่วงเที่ยง ขณะที่กำลังจะออกไปทำงาน คุณป้ายืนนิ่งอยู่ข้างกำแพงแล้วถามว่า “บ๊ะจ่างอร่อยไหม” พี่ต่อจึงตอบไปว่า “ครับ อร่อย” ทันใดนั้นคุณป้าตะโกนสวนกลับว่า “โกหก! ตอแหX! มึงไม่ได้แดX!” พี่ต่อก็ตกใจว่าป้ารู้ได้อย่างไร จึงตอบกลับไปว่าได้กินไปแล้วจริง ๆ เพราะอย่างไรป้าก็ไม่น่าจะรู้ และได้รีบพาพี่สุขึ้นรถขับออกจากบ้านทันที และเมื่อหันกลับไปมองผ่านกระจกหลังก็ยังเห็นคุณป้ายืนอยู่ที่เดิม พี่ต่อเองก็รู้สึกขนลุก ทุกอย่างแปลกประหลาดไปหมดเมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน สิ่งที่ทำให้พี่ต่อขนลุกยิ่งกว่าเดิมคือ คุณป้ายังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยขยับไปไหนแม้จะไม่รู้ว่าแกเพิ่งกลับมายืน หรือยืนอยู่ตรงนั้นมาตลอดทั้งวันแล้ว ทั้งคู่เข้าบ้านไปทุกอย่างยังคงปกติ บ๊ะจ่างในถังขยะก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมล็อครั้วบ้านจึงรีบออกไปจัดการ ทันใดนั้นคุณป้าก็ตะโกนข้ามกำแพงมาว่า “ถ้ามึงไม่กิน เดี๋ยวมึงรู้” คุณป้าไม่เหมือนสุภาพเรียบร้อยในวันแรกอีกแล้ว หลังจากขึ้นไปนอนได้ไม่นาน พี่สุปลุกพี่ต่อ เพราะได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องครัว กลัวว่าจะเป็นโจร พี่จึงต่อคว้าไม้เบสบอลแล้วย่องลงไปดู อาศัยแสงไฟจากถนนที่ส่องเข้ามาในบ้าน ก็ได้คุณป้าข้างบ้านที่กำลังรื้อถังขยะในครัว และฉีกห่อบ๊ะจ่างจนกระจุยกระจาย จังหวะนั้นพี่ต่อถึงกับขาแข็งขนหัวลุก พี่ต่อรีบรวบรวมสติ และเดินจับมือพี่สุเข้าไปถามว่าป้ามาทำอะไรที่บ้านพวกเขา มารื้ออะไร ทันใดนั้นคุณป้าหันมามอง ก่อนจะลงคลานสี่ขาพุ่งเข้าหาพี่สุ พร้อมคว้าบ๊ะจ่างยัดใส่ปากพี่สุ และตะโกนว่า“มึงแดก! มึงแดก!”พี่ต่อต้องใช้แรงทั้งหมดลากตัวคุณป้าที่แม้จะผอมแห้งแต่กลับมีแรงมหาศาลออกมาหน้าบ้าน เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาช่วยกันจับตัวไว้ ก่อนจะแจ้งตำรวจ หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อลูกชายและลูกสาวของคุณป้า ลูก ๆ แจ้งว่าคุณแม่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช พร้อมกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ทั้งหมด พี่ต่อเห็นใจจึงไม่ติดใจเอาความ ด้านพี่ต่อและพี่สุก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่คอนโด เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี ในช่วงการระบาดของโควิด-19 พี่ต่อทราบข่าวว่าคุณป้าข้างบ้านเสียชีวิตแล้ว จึงย้ายกลับมาอยู่ที่ทาวน์เฮาส์อีกครั้ง ส่วนบ้านของคุณป้าถูกเปิดให้เช่า แต่กลับไม่มีผู้เช่ารายใดอยู่ได้นาน ทุกคนต่างเห็นในเดียวกัน มักฝันเห็นคุณป้าในสภาพเปลือยกาย คลานสี่ขาเข้ามาหาในฝัน และยังได้ยินเสียงสวดปริศนาดังลอยอยู่ภายในบ้านอยู่เสมอ มีเพียงครอบครัวหนึ่งที่อยู่ได้นานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะย้ายออกไปเพราะอยู่ไม่ได้ ขณะที่พี่ต่อซึ่งอาศัยอยู่บ้านติดกันกลับไม่เคยพบหรือรับรู้ถึงความผิดปกติใด ๆ เลย ทั้งนี้ในตอนที่รื้อบ้านออกก็มีการทำพิธีในบ้านหลังนี้ด้วย สิ่งนี้อาจยืนยันได้ว่าบ้านหลังนี้อาจมีบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้…“จากคำเตือนเรื่องคุณไสยในวันแรก ไปจนพฤติกรรมคลานสี่ขา บทสวดไม่ทราบที่มา และเหตุการณ์ประหลาดที่ยังคงเกิดขึ้นกับผู้เช่าหลังจากคุณป้าเสียชีวิต ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่คุณป้าพยายามยัดเยียดให้พี่ต่อกินในวันนั้น อาจไม่ใช่เพียงบ๊ะจ่างธรรมดา แต่มีบางสิ่งบางอย่างแฝงอยู่ด้วยก็เป็นได้..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-