จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้ แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้ แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี

17 ก.ค. 2026

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย

แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ

สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้

แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี 

       ‘คุณเพรียว (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่พึ่งพบว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย

       คุณเพรียวเล่าว่า คบกับแฟนมาได้เกือบ 4 ปี โดยแฟนมีอายุ 23 ปีเท่ากัน เขาเป็นแฟนที่ดีมาก มีอะไรก็ให้เธอ อยากได้อะไรก็หามาให้ ตลอดเวลาที่คบกันมาก็ได้เห็นการใช้ชีวิต การเติบโตของเขามาตลอด และรับรู้ว่าครอบครัวเขาพ่อแม่แยกทางกัน ทางพ่อเขามีครอบครัวใหม่ พร้อมมีลูกใหม่อีก 2 คน ในครอบครัวนี้เหมือนไม่มีที่สำหรับแฟนคุณเพรียวเลย แม้แต่ห้องส่วนตัวก็ยังไม่มี เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับป้า (พี่สาวพ่อ) ซึ่งเป็นคนมีฐานะมีบ้านอยู่มีห้องเช่า แต่กลับเลี้ยงหลานให้ลำบาก ช่วงที่แฟนอายุประมาณ 15-16 ปี เคยขอเงินเพียง 50 บาทจากป้าเพื่อซื้อขนม แต่ป้ากลับด่าสวนว่า “ถ้าหิวทำไมไม่หาเงินเอง” ทำให้แฟนของคุณเพรียวเริ่มทำงาน Part Time ตั้งแต่อายุยังน้อย และส่งเสียตัวเองเรียน ทุกอย่างในชีวิตของเขาดิ้นรนมาด้วยตัวเอง 

       ในตอนแรกแฟนคุณเพรียวทำงานที่พัทยา เป็นพนักงานประจำ (งานกลางวัน) และทราบว่าแฟนมีอาชีพเสริมเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านสำหรับสังสสรค์ ซึ่งคุณเพรียวไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่มีอยู่วันหนึ่งจากเป็นคนที่ไม่เช็กโทรศัพท์แฟน ก็เกิดอยากจะเช็กขึ้นมา และไปเจอกับแชตที่แฟนพูดคุยเชิงชู้สาวกับผู้หญิงคนอื่น จึงมาจับได้ว่าแฟนทำงานที่บาร์โฮส และต้องคุยกับลูกค้าผู้หญิงหลายคน เพราะต้องการค่า Commission ไม่ใช่เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ในตอนแรกคุณเพรียวตัดสินใจจะไม่ให้อภัยเขาแต่สุดท้ายก็ใจอ่อน เพราะแฟนบอกว่าจะเลิกทำงานบาร์โฮสและย้ายไปอยู่จังหวัดเดียวกับคุณเพรียว

       พอมาอยู่ด้วยกันเขาก็เริ่มหางานอื่นทำ ซึ่งรายได้ก็ไม่ได้ดีเท่ากับตอนที่อยู่พัทยา แต่เขาก็พยายามทำงานหลาย ๆ อย่าง เคยทั้งเป็นพนักงานขายเฟอร์นิเจอร์ เขาทำได้ดีถึงขนาดที่ได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการทั้งที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่เดือน แต่สุดท้ายก็ถูกกลั่นแกล้ง เพราะอายุน้อย จนทนไม่ไหวต้องลาออก ถัดมาก็ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เลือกงานนี้เพียงเพราะอยู่ใกล้บ้าน และไม่รู้จะไปทำอะไรจึงเลือกหาอะไรใกล้มือทำไปก่อน เขาทำอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก็ถูกแนะนำจากหัวหน้าให้ไปขับรถให้ แต่เงินที่ได้ก็ยังไม่มากพอที่จะส่งให้แม่อยู่ดี

       ในตอนที่กลับมาอยู่ด้วยกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาพูดขึ้นมาว่า “จะกลับไปทำงานที่พัทยาอีกครั้ง” แต่ด้านคุณเพรียวไม่อยากมานั่งกังวลเรื่องผู้หญิงคนอื่นจึงได้บอกเลิกแฟนไป หลังจากเลิกกันได้ 1 วัน เธอก็ได้ทักไปปรึกษาเพื่อนสนิทว่า “ถ้าเลิกกันแล้วมาคุยแบบเพื่อนจะรู้สึกอย่างไร จะทำได้อย่างไร” เพื่อนก็ได้ถามขึ้นมาเกี่ยวกับอาชีพของแฟนคุณเพรียว เธอสะอึกกับคำถามนั้น และเลือกจะถามกลับว่า เพื่อนไปรู้อะไรมา เพื่อนจึงได้เล่าว่า เพื่อนที่เป็นเกย์เคยไปเจอภาพของแฟนคุณเพรียว เป็นภาพถ่ายโปรโมต ‘ร้านอาบอบนวดผู้ชาย’ มีทั้งภาพที่ถอดเสื้อผ้า และภาพโปรโมตหน้าตา ตอนนั้นคุณเพรียวทั้งอึ้ง มือสั่น ใจสั่น และรู้สึกไม่ดี

       คุณเพรียวได้โทรตามแฟนกลับมาห้องเพื่อคุยเรื่องนี้ เธอถามเขาเกี่ยวกับรายละเอียดงานว่าที่ผ่านมาทำงานแบบไหนบ้าง แฟนก็ได้ตอบตามตรงว่า ขายบริการทั้งทำด้วยมือ ปาก เป็นทั้งรุกและรับ และทั้งหมดนั้นเขาได้ทำตั้งแต่ที่ทั้งคู่ยังคบกันอยู่ ตอนกลับมาอยู่กับคุณเพรียวก็แอบทำเช่นกัน หลังจากยอมรับเรื่องทั้งหมดเขาก็อธิบายกับคุณเพรียวว่า ต้องทำแบบนี้เพราะแม่เป็นหนี้หลักแสน เขาไม่รู้จะจัดการกับหนี้จำนวนนั้นอย่างไรจึงได้ตัดสินใจไปสมัครทำงานนี้ โดยที่ไม่มีการปรึกษา หรือบอกอะไรกับคุณเพรียวก่อนทั้งสิ้น ตอนจับได้เขาพูดอยู่คำเดียวว่า “มึงมารู้วิธีหาเงินกูทำไม”

       ในตอนที่เขาทำงานบาร์โฮสคุณเพรียวสามารถบอกเลิกเขาได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด เพราะนึกว่าเขาทำเพื่อหาเงินมาใช้ชีวิตประจำวัน ไม่รู้ว่าเขาต้องการงานนั้นเพื่อใช้หนี้ให้แม่ แต่พอมาทราบในภายหลังว่าแฟนจะต้องฝืนทำงานที่ไม่ได้อยากทำเพื่อช่วยแม่ก็รู้สึกเห็นใจเขา เพราะคุณเพรียวในฐานะแฟนไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย เรื่องเงินเธอก็ไม่สามารถช่วยได้ เธอรู้สึกผิดและโทษตัวเองในบางครั้ง ตอนที่เลิกกันแฟนก็ไม่ได้อยากเลิก เขาบอกว่าจะทำงานนี้ให้หมดหนี้แล้วค่อยกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ด้านคุณเพรียวไปต่อไม่ได้ เธอรับไม่ได้กับการที่เขาทำงานนี้ (ในวันที่โทรเข้ามาคุณเพรียวเพิ่งเลิกกับแฟนได้เพียง 2-3 วัน)

       คุณเพรียวอยากจะปรึกษาพี่ดีเจทั้งสามท่านว่า ควรจะรู้สึกอย่างไรกับเขาดี ควรจะ Support เขาในฐานะเพื่อน หรือจะทิ้งห่างเขาไปเลยดี?

       หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามท่านเห็นไปในทางเดียวกับว่าให้คุณเพรียว Support เขาในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ในเรื่องเงินเป็นเรื่องของความรู้สึก

       โดย ‘ดีเจต้นหอม‘ เริ่มให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า “ถ้ารับไม่ได้กับความสัมพันธ์นี้ก็จะไม่ใช่แฟน ผู้ชายคนนี้มีโชคชะตาที่น่าเห็นใจ และคุณเพรียวดันไปรู้ความลับเขา ซึ่งเขาก็ไว้ใจ ยอมเล่าเรื่องที่พูดยากและไม่ควรพูดกับคุณเพรียว ซึ่งพี่นับถือเขาในจุดนี้ และจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อกับคนอื่น หากเรา Support เขาเรื่องเงินไม่ได้ก็ Support เขาด้านจิตใจ แต่ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วจะทรมานทั้งสองฝ่าย ถ้าอึดอัด ลำบากใจ ปวดใจ เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เพื่อนตั้งแต่เริ่มต้น ก็ทิ้งระยะห่าง บอกกับเขาตรง ๆ ว่ายังทำใจไม่ได้ที่ต้องเลิกกัน ขอแยกกันก่อน และในวันหนึ่งที่ทำใจได้แล้ว เราทั้งคู่ก็ยังคงเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน เป็นที่ปรึกษาที่ดีต่อกันได้เสมอถ้ายังคงไว้ใจกัน

       ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่เลิกแล้วต้องเกลียด คนเราเลิกกันแล้วไม่จำเป็นต้องเกลียดกันทุกกรณี มันแค่เหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราไปต่อไม่ได้ สุดท้ายต่อให้เห็นใจเขาแค่ไหนก็อย่าลืมรักษาใจตัวเอง”

       ถัดมาที่ ‘ดีเจเกรท’ กล่าวว่า “มองว่าเขาต้องการหาเงิน ไม่ว่าจะด้วยทางไหนก็เป็นเส้นทางของเขา แต่พอเป็นในฐานะแฟนเรารับไม่ได้เรื่องอาชีพ พี่รู้สึกว่าคุณเพรียวเห็นใจเขามากพอรู้ว่าแฟนต้องหาเงินไปช่วยแม่ พวกพี่ไม่สามารถพูดได้ว่าควรรู้สึกแบบไหน แต่ว่าอยากให้ Support เขานะ อาจจะไม่ใช่เงินแต่เป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ขอให้ดูแลตัวเองก่อนอันดับแรกเลย ดูแลใจตัวเองก่อน ถ้ารู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนในการช่วยเขาเลย การไป Support เขาทางใจ พูดคุยกับเขา พี่คิดว่ามันช่วยได้ และก็น่าจะชดเชยความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรแฟนไม่ได้เลยได้

       อย่าโทษตัวเอง คนเรามีการตัดสินใจในเส้นทางที่ชีวิตที่เลือกเดินไม่เหมือนกัน ปัญหาชีวิตแต่ละคนก็อาจจะมีไม่เหมือนกัน”

       ต่อมา ’ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “เห็นด้วยกับพี่เกรทว่ามันเป็นทางที่เขาเลือกแล้ว ว่าจะหาเงินช่วยแม่ด้วยวิธีนี้ เพรียวทำอะไรไม่ได้ มันมีเหตุผลที่บังคับให้เขาเลือกทางนี้ สิ่งที่เพียวทำได้คืออย่าโทษตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดเรา จะให้คุณเพรียวหาเงินไปช่วยเขาก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพรียวต้องยอมรับ และบอกตัวเองว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ เป็นเพื่อนที่ยังคงห่วงใยถามไถ่ว่าเขาเป็นอย่างไร โดยที่ไม่ต้องอยู่ในฐานะแฟนน่าจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นแฟนความรู้สึกคุณเพรียวก็จะรับไม่ได้อยู่ดี ถอยมาเป็นเพื่อนให้กำลังใจกันน่าจะดีกว่า

       ตอนนี้เพิ่งเลิกกันมามันยังยาก ต้องค่อย ๆ ปรับ เขาก็ชัดเจนว่าเขาจะทำอะไร ไม่ได้มารั้งคุณเพรียว”

       ดีเจต้นหอมเสริมว่า “ถึงเขาจะไม่อยากเลิก แต่การมีคุณเพรียวมันขัดกับเส้นทางที่เขาเลือก ถ้าอยู่กันต่อไปก็จะต้องทะเลาะเรื่องนี้อีก มันไปด้วยกันไม่ได้จริง ๆ”

       ด้านดีเจเกรทพูดต่อว่า “ในตอนนี้ผู้ชายอาจมองปัญหาใหญ่ของทางบ้านเป็นหลัก จึงตัดสินใจเลือกทางนี้”

       ดีเจเติ้ลเสริมต่อว่า “ในวันหนึ่งสมมติรักกันจริง ๆ ถ้าเขาหมดหนี้สิน แล้วเขายังคงเห็นคุณเพรียวอยู่ข้าง ๆ หากวันนั้นยังรู้สึกรักเขาอยู่มันก็อาจจะกลับมาคุยกันได้ แต่ด้วยหนี้เขาในเวลานี้ยังไม่ใช่ เพียงแค่คุณเพรียวอย่าโทษตัวเองมันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย”

       และดีเจต้นหอมพูดปิดท้ายว่า “ให้เวลาเยียวยาหัวใจ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

12 เม.ย. 2024

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

“คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 เมษายน 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับครอบครัวแฟนกดดันให้แฟนเป็นหมอ... โดย “คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟน พอดีที่บ้านแฟนกดดันให้เป็นหมอตลอดเวลา ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวแฟนเป็นครอบครัวคนจีนและญาติพี่น้องก็เป็นหมอกันหมด ยกเว้นพ่อแฟน แฟนเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่บอกตลอดว่า “เป็นหมอดีที่สุด” จนตอนนี้แฟนอายุได้ 20 ปี ปัจจุบันก็เรียนคณะเภสัช แต่หนูรู้สึกว่าพ่อกับแม่ก็ยังไม่พอใจ เขาให้แฟนสอบหมอทุกปี จนตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ยังให้สอบอยู่ มีอยู่ช่วงหนึ่งแฟนเปิดใจคุยกับพ่อแม่แบบจริงจังว่า “ไม่ไหวแล้ว” ร้องไห้ ไม่สมัครสอบหมอแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็จะโทรตามให้คนใกล้ชิดมาช่วยดูแลให้หน่อย ล่าสุดแฟนได้ไปทานข้าวกับครอบครัว แล้วก็มีคนในรถพูดขึ้นมาว่า “เหมือนมีรุ่นพี่นักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง กระโดดตึกตาย” คุณปู่ก็พูดว่า “ถ้าเรื่องแค่นี้เรียนไม่ได้ ก็สมควรแล้วล่ะ” มันเลยทำให้แฟนมีความรู้สึกกดดันในระดับนึง จึงอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าพวกพี่ ๆ อยู่ในสถานการณ์เดียวกับแฟนหนู ควรทำยังไงดี? แล้วในฐานะที่เราเป็นแฟนเราควรที่จะให้กำลังใจแฟนยังไง? ให้เขาไม่เครียด ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็เคยโดนเหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิต พ่อกับแม่พี่พยายามโน้มน้าวใจให้เรียนนิติศาสตร์ แล้วอยากได้อะไรก็บอกมาเลย แต่ก็ไม่มีอะไรมาโน้มน้าวใจพี่ได้ จนสุดท้ายพ่อแม่ก็ปล่อย เท่าที่พี่ได้สัมภาษณ์เภสัชในรายการใต้โต๊ะทำงาน พี่รู้สึกว่าอาชีพเภสัชเป็นอาชีพที่ขาดแคลนมาก ๆ โดยเฉพาะเภสัชที่ไปประจำอยู่ร้านขายยาใหญ่ ๆ ถ้าเรียนจบมาก็จะได้เงินเดือนทันทีเลย ซึ่งมันก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากมาย และเอาตรง ๆ คือสบายกว่าหมอเยอะมาก แค่ต้องต่อสู้กับความเบื่อในการเฝ้าร้าน ซึ่งแต่ละอาชีพมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน พี่ก็จะพยายามบอกพ่อแม่ว่า “รอให้เรียนจบก่อน แล้วเดี๋ยวจะทำให้ดูว่าอาชีพเภสัชสามารถเลี้ยงครอบครัวเราได้ขนาดไหน” จะไปประจำร้านขายยาหรือเปิดเองก็ได้ พ่อก็ไม่ได้เป็นหมดเหมือนกัน อย่าเอาความผิดหวังของตัวเองมากดดันลูกซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน พี่ว่าต้องอดทนและพิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบ ส่วนฟิล์มก็ให้กำลังใจแฟนเยอะ ๆ อย่าไปใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บางทีเขาก็อยู่ในชุดความคิดเดิม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเปลี่ยนชุดความคิดของครอบครัวไม่ได้ พี่ว่าถ้าแฟนยังใช้เงินของพ่อแม่ส่งเสียตัวเองเรียน ยังต้องอยู่บ้านพ่อแม่อยู่ก็อดทนเรียนให้จบก่อน จนกว่าจะทำงานหาเงินเองได้ ถ้าเป็นพี่ ถ้าพ่อแม่ให้สอบก็จะไปสอบทุกปี แต่ก็ไม่ติดสักปี เข้าไปกามั่ว ๆ เพื่อให้จะได้ไม่ต้องพูดว่า ไม่ไปสอบ แล้วพ่อกับแม่จะให้ทำยังไงในเมื่อสอบไม่ติดจนเรียนจบเภสัช ก็ลองดูว่าพ่อกับแม่จะเป็นยัง สำหรับฟิล์มคือต้องให้กำลังใจอย่างเดียวเลย วันรวมญาติพอแฟนกลับมาฟิล์มต้องรู้เลย ฟิล์มต้องเป็นที่พื้นที่ปลอดภัยของแฟน และฟิล์มก็ต้องอดทน เข้าใจเขา ไม่ทางออกนอกจากจะอดทน’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราจะไปเปลี่ยนความคิดของพ่อกับแม่ก็ยาก ถ้าเราจะทำตามความคิดของพ่อแม่ทุกอย่างก็ไม่ได้ และคิดดูว่าถ้าไปสอบหมอใหม่เรื่อย ๆ การสอบได้หรือไม่ได้ จากปี 2 เริ่มไปเป็นเฟรชชีเราก็กำลังไปนั่งทบสิทธิของคนอื่น มันไม่ใช่แค่การสอบติดหมอแล้วจบ ถ้าเรียนหมอเพียงแค่พยายามอยากเป็นหมอ พอเรียนจบก็เป็นหมอที่คุณภาพไม่ดีมา 1 คน กับการที่จะต้องเสียเภสัชฝีมือดีไป 1 คน มันไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่ทั้งหมดที่พี่พูดมาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเอาไปอธิบายให้กับพ่อแม่ฟัง เพราะเขาก็แค่คิดว่าแล้วทำไมไม่เป็นหมอ อย่างวันร่วมญาติมีคำถามเยอะแยะมากมาย ซึ่งอธิบายยังไงเขาก็ไม่ฟัง เพียงแค่ถ้าเราไปรู้สึกกับประโยคแบบนั้นเราก็ยิ่งจะกดดันตัวเอง ถ้ามั่นใจว่าเภสัชปี 2 ที่กำลังปีนชั้นขึ้นไป เรียนจบเภสัช 6 ปี และมาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า กล้าที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ กล้าที่จะเป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถของตัวเอง ฟิล์มเป็นกำลังใจให้แฟนได้ บอกกับแฟนเลย “มีคนอยากเป็นเภสัชเยอะแยะ เมื่อสอบได้ ต้องใช้สิทธินี้แทนคนอื่น ไม่ใช่สละสิทธิเมื่อตอนสอบหมอได้” ในวันหนึ่งเราต้องเดินหน้าตามความฝันของตัวเองให้ชัดเจน และคำถามของคนใด ๆ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ได้รู้กับคำถามเหล่านั้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ถ่านไฟเก่ามันร้อน... สาวสุดช้ำ ย้ายไปอยู่ห้องแฟน แต่เพิ่งรู้ว่าห้องตรงข้าม คือห้อง “แฟนเก่า” ของแฟน หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน วันที่หนูย้ายออกจากห้อง เขาก็ขับรถมาส่ง แต่พาแฟนเก่านั่งมาด้วย...

19 มิ.ย. 2023

ถ่านไฟเก่ามันร้อน... สาวสุดช้ำ ย้ายไปอยู่ห้องแฟน แต่เพิ่งรู้ว่าห้องตรงข้าม คือห้อง “แฟนเก่า” ของแฟน หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน วันที่หนูย้ายออกจากห้อง เขาก็ขับรถมาส่ง แต่พาแฟนเก่านั่งมาด้วย...

ถ่านไฟเก่ามันร้อน... สาวสุดช้ำ ย้ายไปอยู่ห้องแฟน แต่เพิ่งรู้ว่าห้องตรงข้าม คือห้อง “แฟนเก่า” ของแฟน หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน วันที่หนูย้ายออกจากห้อง เขาก็ขับรถมาส่ง แต่พาแฟนเก่านั่งมาด้วย เลิกกันแล้ว เขาโทรหาหนูทุกวัน พอผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่ เขาก็บอกคิดถึงเรา หนูต้องทำยังไงถึงจะตัดแฟนเก่า ไม่ให้มาวุ่นวายกับหนูอีกคะ? “คุณนิ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟน “คุณนิ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมาได้สักระยะ จนตัดสินใจไปอยู่ด้วยกันที่จังหวัดหนึ่ง ซึ่งห้องของหนูกับห้องแฟนเก่าของเขาเขาอยู่ตรงข้ามกัน แบบเปิดประตูห้องไปก็เจอเลย ตอนหนูเลือกห้อง หนูก็รู้ว่าห้องตรงข้ามคือห้องแฟนเก่าของแฟน ทุกวันที่แฟนหนูไปทำงาน เขาต้องเข้าไปเอาอุปกรณ์ทำงานที่ห้องแฟนเก่าก่อน เพราะเขาซื้อด้วยกัน แล้วแฟนเก่าเขาไม่ยอมให้เอามาไว้ที่ห้องหนู ซึ่งใจหนูก็คิดไว้อยู่แล้วว่า ถ้าเจอหน้ากันทุกวันขนาดนี้คงไม่ลืมกันแน่ๆ จนวันนึงหนูถามเขาว่า ลืมได้ไหม ทำใจได้หรือเปล่า ตอนแรกเขาตอบว่า ลืมได้แล้ว ทำใจได้แล้ว แต่พอหนูเค้นถาม เขา เขาก็ยอมรับว่า ยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ ยังคิดถึงอยู่ หนูกับแฟนได้เคลียร์กัน เขาบอกกับหนูว่า ขอกลับไปหาแฟนเก่าได้ไหม หนูก็เลยปล่อยเขาไปแล้วเก็บของกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด และที่พีคที่สุดคือ วันที่เขามาส่งหนูที่บ้าน เขาพาแฟนเก่าเขามาส่งด้วย มีหนู แฟนหนู แล้วก็แฟนเก่าเขา เราทั้ง 3 คนอยู่ด้วยกันในรถ หนูไม่โอเคแต่หนูทำได้แค่นั่งร้องไห้แบบเงียบๆอยู่ข้างหลัง เขามีจับแขน จับมือกัน แต่หนูทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากเลิกกันมา หนูก็กลับมาอยู่บ้าน แฟนเก่าเขาก็ทักมาบอกกับหนูว่า ขอคุยด้วยครั้งสุดท้ายได้ไหม หนูก็เคลียร์กับเขา จนมีวันหนึ่งหนูมีปัญหากับคนแก่แล้วหนูก็โพสต์ระบายลงโซเชียล แต่แฟนเก่าเขาคิดว่าหนูหมายถึงเขา เขาเลยโพสต์ว่าหนูกลับเป็นชุด ประมาณว่า แพ้แล้วพาล แล้วก็แคป IG story หนู เพื่อไปคุยกับเพื่อนเขา หนูอยากบอกเขาว่า ทุกวันนี้แฟนเขายังโทรมาหาหนูทุกวัน โทรมาบอกประมาณว่า ตอนนั้นน่าจะใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกัน คิดถึง อยากกลับมาหา ขอเคลียร์อะไรต่างๆให้ลงตัวกว่านี้แล้วจะกลับมาหา แต่หนูไม่เชื่อคำพูดเขา ทุกวันนี้ก็ยังโทร ตอนแฟนเขาไปทำงานเขาก็โทรมา เขายังทำตัวเหมือนตอนที่ยังเป็นแฟนกัน แค่เหมือนห่างกันเฉยๆ’ “คุณนิ (นามสมมติ)” ก็ได้ถามพี่ๆดีเจว่า หนูอยากรู้ว่าต้องทำยังไงที่จะตัดแฟนเก่าหนูไม่ให้มาวุ่นวายกับหนูอีก? ทั้ง 3 ดีเจก็เห็นตรงกันว่า ‘จริงๆแล้วมันไม่ได้มีวิธีการว่าจะต้องทำยังไง ใช้วิธีไหน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาโทรมา แต่อยู่ที่คุณนิรับสาย ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับใจของคุณนิ คุณนิยังแอบรอเขาอยู่ ถ้าใจคุณนิจะจบหรือตัดเขาออกไปจากชีวิตก็คือจบ ไม่เกี่ยวกับเขาเลย ถ้าเขาโทรมาแล้วเรารู้ว่าเป็นเขา แค่กดวางสายแค่นั้น ต่อให้เขาจะสร้างช่องทางการติดต่อใหม่เพื่อติดต่อคุณนิ คุณนิก็สามารถบล็อกเขาได้ทุกช่องทางเช่นกัน ใจของคุณนิสำคัญที่สุดว่าจะเริ่มต้นใหม่หรือให้เรื่องนี้จบ “ดีเจอ้อย” ให้คำแนะนำว่า ‘เรื่องนี้มันแปลกตั้งแต่ห้องแฟนเก่ากับแฟนใหม่อยู่ตรงข้ามกันแล้ว แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเจตนาเขาคืออะไร ถึงคุณนิไม่ปล่อยเขาก็ไปอยู่ดี เขาให้ความสำคัญกับแฟนเก่าเขามากกว่า และมันก็ไม่เกี่ยวว่าเขาเคยคบกันมานานแค่ไหน ยังไงเขาก็เลือกแฟนเก่าเขา แค่ตอนนี้คุณนิรักเขามากกว่าที่เขารักคุณนิ คนที่อยากมีความสัมพันธ์แบบอยู่กัน 3 คน อยากเก็บไว้ทั้ง 2 คน คือคนเห็นแก่ตัว เขาทรยศคุณนิ ทำไมเขาถึงได้เลือกทุกอย่าง คุณนิเป็นคนซื่อสัตย์ที่ควรจะได้เลือกเอง คุณนิต้องสงสารตัวเองให้มากๆ เขาทำให้คุณนิเสียใจ เขาไม่แคร์ความรู้สึกของคุณนิเลย แล้ววันหนึ่งคุณนิจะดีใจที่คนแบบนี้ออกไปจากชีวิตสักที’ ส่วน “ดีเจเผือก” แนะนำอีกว่า ‘คุณนิถือเป็นคนที่โชคร้ายในเรื่องความรัก ยอมทุ่มเททุกอย่างให้เขาแต่ต้องมาเจอแบบนี้ แต่ในโชคร้ายให้มองเป็นโชคดี ถ้าเปรียบว่านี่คือการแข่งขันก็เหมือนแข่งชนะแล้วได้ขี้หมา รางวัลมันไม่คุ้มเลย ก็ดีแล้วที่คุณนิแพ้ไป ผู้ชายแบบนี้ปล่อยเขาไปเถอะ’ “ดีเจเติ้ล” เสริมว่า ‘ผู้ชายคนนี้ไม่มีอะไรให้ต้องพิจารณาเลยว่าคุณนิควรจะกลับไปไหม ถ้าการที่เขากลับไปหาแฟนเก่าเขา เพราะอาจจะตัดสินใจพลาดหรือลังเลยังพอเข้าใจได้ แต่นี่เขากลับไปแล้วยังจะกลับมาหาคุณนิอีก ผู้ชายคนนี้คือเละเทะไปหมด คุณนิเพิ่งอายุ 20 ปีเอง ยังมีอีกหลายโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในความรัก นี่เพิ่งเป็นการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร ตอนนี้คุณนิออกมาจากวงจรของเขา 2 คนนั้นแล้ว คุณนิไปเริ่มต้นใหม่ดีกว่า อย่าเสียเวลาเลย’ ทั้ง 3 ดีเจเอาใจช่วยให้คุณนิมีสติในการตัดสินใจให้ถูกต้องและพบเจอแต่สิ่งดีๆเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

29 พ.ค. 2026

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกินโชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเราตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ)เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่ พ่อของแฟนเกือบจะล่วงเกิน โชคดีที่หนีออกมาได้ เรื่องผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ยังเจ็บปวดในใจ ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ) อายุ อายุ 46 ปี ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอมานานกว่า 20 ปี เรื่องราวที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดระแวงก็ไม่เคยเลือนหายไปจากชีวิตของเธอเลย เธอเล่าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่เพิ่งคบหากับแฟนและย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฝ่ายชายได้ประมาณหนึ่งปี วันหนึ่งคุณพ่อของแฟนมาเคาะประตูห้อง ก่อนจะบอกกับเธอว่าแฟนให้มารับไปหาที่ทำงาน ด้วยความที่ไว้ใจ เธอจึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไปกับเขา แต่ระหว่างทาง พ่อของแฟนกลับพาเธอเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเล่าว่าแม้อีกฝ่ายจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่พยายามฉุดกระชากและบังคับเธอให้อยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเธอร้องเสียงดังมาก สุดท้ายเธอสามารถวิ่งหนีออกมาได้ และกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือหลังจากกลับมาถึงบ้าน พ่อของแฟนกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณน้ำหอมยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเธอยังอายุน้อยมาก และด้วยบริบทเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ทำให้เธอไม่กล้าพูดความจริงเรื่องนี้กับแฟนตรง ๆ เธอจึงเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียว เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนก็จริงจังมากขึ้น ก่อนหน้านี้พ่อและแม่ของแฟนแยกทางกัน เดิมทีทุกคนอาศัยอยู่รวมกันในบ้านใหญ่กับญาติหลายคน เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มจริงจัง เธอกับแฟนจึงเริ่มวางแผนสร้างครอบครัวของตัวเอง และซื้อบ้านออกมาอยู่กันสองคน จนกลายมาเป็นบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิด คือแฟนของเธอต้องการให้พ่อมาอยู่ด้วยในบ้านหลังปัจจุบัน แม้ในใจจะไม่อยากเผชิญหน้า แต่สุดท้ายเธอก็จำใจยอม เพราะไม่อยากให้แฟนลำบากใจ อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันนั้นไม่เคยหายไปจากความทรงจำเลยแม้แต่วันเดียว คุณน้ำหอมกล่าวว่า “เขาทำกับเราแบบนั้น แต่เหมือนในความรู้สึกของเขา เขาลืมมันไปหมดแล้ว” เธอเล่าว่าตลอดเวลาที่อยู่บ้านเดียวกัน เธอมักระแวงอยู่เสมอ เวลานอนก็ต้องล็อกประตูสองชั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ปัจจุบัน พ่อของแฟนอายุมากขึ้นและเริ่มเจ็บป่วย ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่แฟนของเธอเองก็ประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นผู้พิการ แม้จะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน แต่ก็ทำให้หลายอย่างในชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ แฟนของเธอจึงมักฝากให้เธอช่วยพาพ่อไปหาหมอ หรือช่วยดูแลแทนอยู่เสมอ เธอยอมรับตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้ที่ยังดูแลพ่อของแฟนอยู่ ก็เพราะความรักที่มีต่อแฟนล้วน ๆ เพราะเธอรู้ดีว่า ตอนนี้ครอบครัวของเขาเหลือกันอยู่เพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น สิ่งที่เธออยากรู้ คือเธอควรทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง ควรทำใจอย่างไรเพื่อดูแลพ่อของแฟนต่อไป และสุดท้ายแล้วเธอควรบอกความจริงเรื่องนี้กับแฟนดีหรือไม่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ไม่บอกค่ะ เพราะว่าเรารักแฟนเรา แล้วรู้ว่าถ้าหากเราบอกเรื่องนี้ไป แฟนของเราจะเสียใจแล้วก็มองหน้าพ่อไม่ติด ไหน ๆ เราเก็บมา 26 ปีแล้ว ก็ทำเพื่อแฟน ถ้าไหวนะคะ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็บอกให้แฟนรู้ว่า เธอ เรามีความจริงเรื่องหนึ่ง แต่มันนานมาแล้ว แต่ ณ วันนี้ฉันไม่ได้อะไรนะ แค่อยากบอกให้เธอรู้ไว้ ส่วนเรื่องที่จะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่อของแฟนต่อ เห็นแล้วโกรธ เห็นแล้วเกลียด ก็ลองจ้างคนอื่นมาดูแลแทน” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ให้ความเห็นว่า “อยากให้บอกความจริง แต่เรื่องนี้ก็อยู่ที่คุณน้ำหอมจะตัดสินใจ แต่คุณน้ำหอมต้องประเมินแฟนให้ออกว่า ถ้าพูดความจริงออกไปแล้ว ไม่ใช่ว่าหัวใจวาย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ที่เขาควรต้องรู้ ส่วนคำถามว่าจะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่ออยู่ อยากจะเชียร์ให้คนอื่นมาดูแล อย่าไปฝืนตัวเอง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่มีจริง ๆ ส่วนตัวคงอยากจะพูดกับพ่อตรง ๆ ว่า ไม่ได้ลืมนะในสิ่งที่เขาทำ นี่กำลังดูแลเพื่อแฟนของหนูนะ ทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาเคยทำมันผิด และควรรู้สึกผิด” ขณะที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “จะทำยังไงให้ดูแลเขาได้ ไม่ต้องไปพยายามมาก ดูแลคนป่วยมันต้องอาศัยความพร้อมทางจิตใจของคนดูแลเหมือนกันนะ ถ้าจิตใจเราไม่พร้อม ก็ทำเท่าที่คนหนึ่งจะเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอีกคนหนึ่งได้ เพราะเราก็อดทนมาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ส่วนตัวเชียร์ว่าไม่ต้องฝืน รู้สึกยังไงก็ปฏิบัติตามนั้น ส่วนเรื่องจะบอกหรือไม่บอก ก็เหมือนกัน เก็บมาได้ตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ถ้ายังไม่มีจังหวะที่เหมาะกว่านี้ ก็อาจเก็บไว้ก่อน ไม่แน่วันหนึ่ง ถ้าพ่อเขาไม่อยู่แล้ว อาจมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าวันนี้สถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าที่ประคองกันมาได้ก็เก่งมากแล้ว แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ก็หาคนมาช่วยแบก นั่นก็คือสามี มันจะทำให้เราเบาลง” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท็อป’ ที่ได้ให้คำแนะนำในด้านของสุขภาพจิตไว้อย่างลึกซึ้งว่า “คำถามที่สำคัญที่สุด คือเราจะดูแลจิตใจตัวเองอย่างไรก่อน เพราะคนที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นบาดแผล ถึงแม้จะผ่านมา 26 ปีแล้ว หรือแม้จะผ่านไป 40 – 50 ปี มันก็ยังสามารถทำให้รู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานได้ ยิ่งเป็นคนในครอบครัว บาดแผลมันยิ่งลึก เพราะเราต้องเจอกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นความรู้สึกแย่มันเป็นเรื่องปกติมาก และสิ่งสำคัญคืออย่าโทษตัวเอง บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองผิด แต่จริง ๆ แล้วเราคือเหยื่อ เราไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว และต้องขอบคุณตัวเองที่ประคองชีวิตมาถึงตรงนี้ได้ ความรู้สึกแย่ก็คือแย่ ไม่จำเป็นต้องฝืนว่าโอเค เพราะยิ่งกดไว้ มันจะยิ่งทรมาน ถ้าชาตินี้ยังให้อภัยไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะบางครั้งการถูกบังคับให้ให้อภัย มันอาจทำให้เราเจ็บกว่าเดิม ส่วนคำถามว่าจะบอกแฟนดีไหม ก็บอกเมื่อรู้สึกว่าจำเป็นต้องบอก บอกตอนที่เราอยากบอกจริง ๆ ไม่ใช่ตอนที่ถูกคนอื่นกดดันให้บอก” รายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำหอม และไม่ว่าคุณน้ำหอมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดนี้ได้หรือไม่ แต่หวังว่าคุณน้ำหอมจะเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็นมาและเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต พวกเราจะส่งกำลังใจให้คุณน้ำหอมเสมอนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นประธานนักเรียน แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

03 ก.ค. 2026

เป็นประธานนักเรียน แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

เป็นประธานนักเรียนแต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อนขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ! ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นเป็นประธานนักเรียนแต่กังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนตด หลังเผลอปล่อยกลางกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง จนเพื่อนเริ่มตามหาเจ้าของกลิ่น ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับวิธีรับมือกับปัญหาการเผลอผายลมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน เนื่องจากกังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนที่ปล่อยกลิ่นอยู่เป็นประจำ คุณลูซี่ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองมีภาพลักษณ์เป็นประธานนักเรียน จึงรู้สึกไม่อายหากเพื่อนจะรู้ว่าเป็นคนผายลม โดยเหตุการณ์มักเกิดขึ้นในช่วงที่นั่งอยู่กับเพื่อนบริเวณโรงอาหาร หลังรับประทานอาหารเสร็จ ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนจะนั่งเล่นหรือทำการบ้านต่อ เธอมักจะแอบผายลมไม่ให้ได้ยินเสียง แต่กลิ่นเป็นเรื่องที่เธอควบคุมไม่ได้ จึงทำให้เพื่อนได้กลิ่น และตามหาเจ้าของกลิ่นอยู่บ่อยครั้ง โดยที่ผ่านมาเธอสามารถทำได้อย่างแนบเนียน เพราะขณะนั้นกำลังนั่งตั้งใจทำการบ้าน ทำให้คนอื่นไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนผายลม เธอบอกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่จะเกิดขึ้นเป็นระยะ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นช่วงเวลาเดิมคือหลังรับประทานอาหารเสร็จ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง ๆ เพื่อนในกลุ่มเริ่มสงสัยมากขึ้นว่า คนที่ผายลมอาจเป็นคนในกลุ่ม เพื่อนเริ่มก้มดมและพากันถามว่า “ใครตด พูดมา ในกลุ่มเรา” คุณลูซี่ ยอมรับว่ารู้สึกกังวล เพราะกลัวเพื่อนจะจับได้ อีกทั้งเวลาจะลุกเดินออกไปจากบริเวณนั้นก็ทำได้ยาก เนื่องจากเพื่อนมักรั้งตัวไว้ เพราะเธอเป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนอยู่เสมอ โดยเพื่อนมักจะพูดว่า “เอ้ย ไปไหน ไปทำงานด้วยกันก่อน” ทำให้เธอไม่สามารถเดินหลบออกไปได้ตามที่ต้องการ เธอจึงอยากปรึกษาดีเจว่าควรจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ดี ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูว่า “เเนะนำให้กลั้นใจรอบเดียวเเล้วอัดเต็ม ๆ เลย เเล้วบอก กูเอง ถ้าประธานนักเรียนทำอะไรในเเบบที่ไม่คิดว่าประธานนักเรียนจะทำ มันจะเป็นการซื้อใจเพื่อน ๆ นอกกลุ่มเราอีกเยอะเลย เอ้ย ประธานนักเรียนก็ทำอะไรพิเรนทร์ได้นี่หว่า อย่างงี้เราไปไหนไปกันกับประธาน สั่งอะไรไปด้วย คือถ้าพี่ค้นพบว่าประธานนักเรียนเป็นคนประมาณนี้ พี่รู้พี่ก็จะ เอ้อออ ใจว่ะ ประธานนักเรียนก็ตดได้ค่ะ แก๊สอ่ะค่ะ เเล้วหลังจากนั้นการตดของหนูจะกลายเป็นอิสระเสรีไปตลอด ไม่ต้องปิดบัง ก็เลือกเอาว่าลูซี่จะรักษาปัญหาที่ต้นเหตุ หรือจะปลดปล่อยอิสระให้ตัวเอง หรืออยากจะข่มด้วยอินเนอร์ที่บอกฉันไม่ได้ตด” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่กลิ่น มันคุมไม่ได้กลิ่นอ่ะ ไม่งั้นต้องพกสเปรย์ พี่เชียร์ให้ทานโพรไบโอติกเยอะ ๆ เเบบพวกโยเกิร์ต” ขณะที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ พี่มีเทคนิค พี่จะตดอัดใส่โซฟา มันจะซับกลิ่น อันนี้เรื่องจริง แต่ถ้ามันไม่ใช่โซฟา สำหรับพี่คือไม่รับ ตราบใดที่จมูกเพื่อนไม่ได้อยู่ตรงก้นเราเนี่ย ไม่มีวันยอมรับเเน่นอน ใครจะไปตดโอ๊ย….อย่างเงี้ย”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-