จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้ แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้ แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี

17 ก.ค. 2026

จับได้ว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย

แต่เขามีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องทำ

สุดท้ายต้องเลิกกัน เพราะหนูรับไม่ได้

แต่ในลึก ๆ แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงกับเขาดี 

       ‘คุณเพรียว (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่พึ่งพบว่าแฟนแอบไปทำงานร้านอาบอบนวดชาย

       คุณเพรียวเล่าว่า คบกับแฟนมาได้เกือบ 4 ปี โดยแฟนมีอายุ 23 ปีเท่ากัน เขาเป็นแฟนที่ดีมาก มีอะไรก็ให้เธอ อยากได้อะไรก็หามาให้ ตลอดเวลาที่คบกันมาก็ได้เห็นการใช้ชีวิต การเติบโตของเขามาตลอด และรับรู้ว่าครอบครัวเขาพ่อแม่แยกทางกัน ทางพ่อเขามีครอบครัวใหม่ พร้อมมีลูกใหม่อีก 2 คน ในครอบครัวนี้เหมือนไม่มีที่สำหรับแฟนคุณเพรียวเลย แม้แต่ห้องส่วนตัวก็ยังไม่มี เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับป้า (พี่สาวพ่อ) ซึ่งเป็นคนมีฐานะมีบ้านอยู่มีห้องเช่า แต่กลับเลี้ยงหลานให้ลำบาก ช่วงที่แฟนอายุประมาณ 15-16 ปี เคยขอเงินเพียง 50 บาทจากป้าเพื่อซื้อขนม แต่ป้ากลับด่าสวนว่า “ถ้าหิวทำไมไม่หาเงินเอง” ทำให้แฟนของคุณเพรียวเริ่มทำงาน Part Time ตั้งแต่อายุยังน้อย และส่งเสียตัวเองเรียน ทุกอย่างในชีวิตของเขาดิ้นรนมาด้วยตัวเอง 

       ในตอนแรกแฟนคุณเพรียวทำงานที่พัทยา เป็นพนักงานประจำ (งานกลางวัน) และทราบว่าแฟนมีอาชีพเสริมเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านสำหรับสังสสรค์ ซึ่งคุณเพรียวไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่มีอยู่วันหนึ่งจากเป็นคนที่ไม่เช็กโทรศัพท์แฟน ก็เกิดอยากจะเช็กขึ้นมา และไปเจอกับแชตที่แฟนพูดคุยเชิงชู้สาวกับผู้หญิงคนอื่น จึงมาจับได้ว่าแฟนทำงานที่บาร์โฮส และต้องคุยกับลูกค้าผู้หญิงหลายคน เพราะต้องการค่า Commission ไม่ใช่เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ในตอนแรกคุณเพรียวตัดสินใจจะไม่ให้อภัยเขาแต่สุดท้ายก็ใจอ่อน เพราะแฟนบอกว่าจะเลิกทำงานบาร์โฮสและย้ายไปอยู่จังหวัดเดียวกับคุณเพรียว

       พอมาอยู่ด้วยกันเขาก็เริ่มหางานอื่นทำ ซึ่งรายได้ก็ไม่ได้ดีเท่ากับตอนที่อยู่พัทยา แต่เขาก็พยายามทำงานหลาย ๆ อย่าง เคยทั้งเป็นพนักงานขายเฟอร์นิเจอร์ เขาทำได้ดีถึงขนาดที่ได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการทั้งที่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่เดือน แต่สุดท้ายก็ถูกกลั่นแกล้ง เพราะอายุน้อย จนทนไม่ไหวต้องลาออก ถัดมาก็ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เลือกงานนี้เพียงเพราะอยู่ใกล้บ้าน และไม่รู้จะไปทำอะไรจึงเลือกหาอะไรใกล้มือทำไปก่อน เขาทำอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก็ถูกแนะนำจากหัวหน้าให้ไปขับรถให้ แต่เงินที่ได้ก็ยังไม่มากพอที่จะส่งให้แม่อยู่ดี

       ในตอนที่กลับมาอยู่ด้วยกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาพูดขึ้นมาว่า “จะกลับไปทำงานที่พัทยาอีกครั้ง” แต่ด้านคุณเพรียวไม่อยากมานั่งกังวลเรื่องผู้หญิงคนอื่นจึงได้บอกเลิกแฟนไป หลังจากเลิกกันได้ 1 วัน เธอก็ได้ทักไปปรึกษาเพื่อนสนิทว่า “ถ้าเลิกกันแล้วมาคุยแบบเพื่อนจะรู้สึกอย่างไร จะทำได้อย่างไร” เพื่อนก็ได้ถามขึ้นมาเกี่ยวกับอาชีพของแฟนคุณเพรียว เธอสะอึกกับคำถามนั้น และเลือกจะถามกลับว่า เพื่อนไปรู้อะไรมา เพื่อนจึงได้เล่าว่า เพื่อนที่เป็นเกย์เคยไปเจอภาพของแฟนคุณเพรียว เป็นภาพถ่ายโปรโมต ‘ร้านอาบอบนวดผู้ชาย’ มีทั้งภาพที่ถอดเสื้อผ้า และภาพโปรโมตหน้าตา ตอนนั้นคุณเพรียวทั้งอึ้ง มือสั่น ใจสั่น และรู้สึกไม่ดี

       คุณเพรียวได้โทรตามแฟนกลับมาห้องเพื่อคุยเรื่องนี้ เธอถามเขาเกี่ยวกับรายละเอียดงานว่าที่ผ่านมาทำงานแบบไหนบ้าง แฟนก็ได้ตอบตามตรงว่า ขายบริการทั้งทำด้วยมือ ปาก เป็นทั้งรุกและรับ และทั้งหมดนั้นเขาได้ทำตั้งแต่ที่ทั้งคู่ยังคบกันอยู่ ตอนกลับมาอยู่กับคุณเพรียวก็แอบทำเช่นกัน หลังจากยอมรับเรื่องทั้งหมดเขาก็อธิบายกับคุณเพรียวว่า ต้องทำแบบนี้เพราะแม่เป็นหนี้หลักแสน เขาไม่รู้จะจัดการกับหนี้จำนวนนั้นอย่างไรจึงได้ตัดสินใจไปสมัครทำงานนี้ โดยที่ไม่มีการปรึกษา หรือบอกอะไรกับคุณเพรียวก่อนทั้งสิ้น ตอนจับได้เขาพูดอยู่คำเดียวว่า “มึงมารู้วิธีหาเงินกูทำไม”

       ในตอนที่เขาทำงานบาร์โฮสคุณเพรียวสามารถบอกเลิกเขาได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด เพราะนึกว่าเขาทำเพื่อหาเงินมาใช้ชีวิตประจำวัน ไม่รู้ว่าเขาต้องการงานนั้นเพื่อใช้หนี้ให้แม่ แต่พอมาทราบในภายหลังว่าแฟนจะต้องฝืนทำงานที่ไม่ได้อยากทำเพื่อช่วยแม่ก็รู้สึกเห็นใจเขา เพราะคุณเพรียวในฐานะแฟนไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย เรื่องเงินเธอก็ไม่สามารถช่วยได้ เธอรู้สึกผิดและโทษตัวเองในบางครั้ง ตอนที่เลิกกันแฟนก็ไม่ได้อยากเลิก เขาบอกว่าจะทำงานนี้ให้หมดหนี้แล้วค่อยกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ด้านคุณเพรียวไปต่อไม่ได้ เธอรับไม่ได้กับการที่เขาทำงานนี้ (ในวันที่โทรเข้ามาคุณเพรียวเพิ่งเลิกกับแฟนได้เพียง 2-3 วัน)

       คุณเพรียวอยากจะปรึกษาพี่ดีเจทั้งสามท่านว่า ควรจะรู้สึกอย่างไรกับเขาดี ควรจะ Support เขาในฐานะเพื่อน หรือจะทิ้งห่างเขาไปเลยดี?

       หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามท่านเห็นไปในทางเดียวกับว่าให้คุณเพรียว Support เขาในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ในเรื่องเงินเป็นเรื่องของความรู้สึก

       โดย ‘ดีเจต้นหอม‘ เริ่มให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า “ถ้ารับไม่ได้กับความสัมพันธ์นี้ก็จะไม่ใช่แฟน ผู้ชายคนนี้มีโชคชะตาที่น่าเห็นใจ และคุณเพรียวดันไปรู้ความลับเขา ซึ่งเขาก็ไว้ใจ ยอมเล่าเรื่องที่พูดยากและไม่ควรพูดกับคุณเพรียว ซึ่งพี่นับถือเขาในจุดนี้ และจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อกับคนอื่น หากเรา Support เขาเรื่องเงินไม่ได้ก็ Support เขาด้านจิตใจ แต่ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วจะทรมานทั้งสองฝ่าย ถ้าอึดอัด ลำบากใจ ปวดใจ เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เพื่อนตั้งแต่เริ่มต้น ก็ทิ้งระยะห่าง บอกกับเขาตรง ๆ ว่ายังทำใจไม่ได้ที่ต้องเลิกกัน ขอแยกกันก่อน และในวันหนึ่งที่ทำใจได้แล้ว เราทั้งคู่ก็ยังคงเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน เป็นที่ปรึกษาที่ดีต่อกันได้เสมอถ้ายังคงไว้ใจกัน

       ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่เลิกแล้วต้องเกลียด คนเราเลิกกันแล้วไม่จำเป็นต้องเกลียดกันทุกกรณี มันแค่เหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราไปต่อไม่ได้ สุดท้ายต่อให้เห็นใจเขาแค่ไหนก็อย่าลืมรักษาใจตัวเอง”

       ถัดมาที่ ‘ดีเจเกรท’ กล่าวว่า “มองว่าเขาต้องการหาเงิน ไม่ว่าจะด้วยทางไหนก็เป็นเส้นทางของเขา แต่พอเป็นในฐานะแฟนเรารับไม่ได้เรื่องอาชีพ พี่รู้สึกว่าคุณเพรียวเห็นใจเขามากพอรู้ว่าแฟนต้องหาเงินไปช่วยแม่ พวกพี่ไม่สามารถพูดได้ว่าควรรู้สึกแบบไหน แต่ว่าอยากให้ Support เขานะ อาจจะไม่ใช่เงินแต่เป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ขอให้ดูแลตัวเองก่อนอันดับแรกเลย ดูแลใจตัวเองก่อน ถ้ารู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีส่วนในการช่วยเขาเลย การไป Support เขาทางใจ พูดคุยกับเขา พี่คิดว่ามันช่วยได้ และก็น่าจะชดเชยความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรแฟนไม่ได้เลยได้

       อย่าโทษตัวเอง คนเรามีการตัดสินใจในเส้นทางที่ชีวิตที่เลือกเดินไม่เหมือนกัน ปัญหาชีวิตแต่ละคนก็อาจจะมีไม่เหมือนกัน”

       ต่อมา ’ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “เห็นด้วยกับพี่เกรทว่ามันเป็นทางที่เขาเลือกแล้ว ว่าจะหาเงินช่วยแม่ด้วยวิธีนี้ เพรียวทำอะไรไม่ได้ มันมีเหตุผลที่บังคับให้เขาเลือกทางนี้ สิ่งที่เพียวทำได้คืออย่าโทษตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดเรา จะให้คุณเพรียวหาเงินไปช่วยเขาก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพรียวต้องยอมรับ และบอกตัวเองว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ เป็นเพื่อนที่ยังคงห่วงใยถามไถ่ว่าเขาเป็นอย่างไร โดยที่ไม่ต้องอยู่ในฐานะแฟนน่าจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นแฟนความรู้สึกคุณเพรียวก็จะรับไม่ได้อยู่ดี ถอยมาเป็นเพื่อนให้กำลังใจกันน่าจะดีกว่า

       ตอนนี้เพิ่งเลิกกันมามันยังยาก ต้องค่อย ๆ ปรับ เขาก็ชัดเจนว่าเขาจะทำอะไร ไม่ได้มารั้งคุณเพรียว”

       ดีเจต้นหอมเสริมว่า “ถึงเขาจะไม่อยากเลิก แต่การมีคุณเพรียวมันขัดกับเส้นทางที่เขาเลือก ถ้าอยู่กันต่อไปก็จะต้องทะเลาะเรื่องนี้อีก มันไปด้วยกันไม่ได้จริง ๆ”

       ด้านดีเจเกรทพูดต่อว่า “ในตอนนี้ผู้ชายอาจมองปัญหาใหญ่ของทางบ้านเป็นหลัก จึงตัดสินใจเลือกทางนี้”

       ดีเจเติ้ลเสริมต่อว่า “ในวันหนึ่งสมมติรักกันจริง ๆ ถ้าเขาหมดหนี้สิน แล้วเขายังคงเห็นคุณเพรียวอยู่ข้าง ๆ หากวันนั้นยังรู้สึกรักเขาอยู่มันก็อาจจะกลับมาคุยกันได้ แต่ด้วยหนี้เขาในเวลานี้ยังไม่ใช่ เพียงแค่คุณเพรียวอย่าโทษตัวเองมันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย”

       และดีเจต้นหอมพูดปิดท้ายว่า “ให้เวลาเยียวยาหัวใจ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

31 ม.ค. 2025

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่งจนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วยเวลามีปัญหาอะไรเขาก็บอกว่าพูดไม่ได้เพราะเป็นคนกลาง “คุณเอ็น (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาของครอบครัวแฟนที่ส่งผลต่อชีวิตคู่ โดย “คุณเอ็น (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนตั้งแต่อายุ 19 - 20 ปี จนตอนนี้ก็คบกันมา 10 ปีแล้ว เราสองคนไม่ได้มีฐานะที่ดีมาก เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย สร้างทุกอย่างมาด้วยกัน ในระหว่างนั้นก็มีปัญหาจากทางบ้านแฟนมาเรื่อยๆ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเงินหรือเรื่องปัญหาในบ้านของเขา เรื่องของลูกๆ เขา ทางบ้านแฟนก็จะมีปัญหามาให้แฟนแก้ตลอด ส่วนแฟนก็ใจดี แก้ให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน ภาระทุกอย่าง แฟนหนูเป็นเดอะแบกตลอด ด้วยความที่เราลำบากมาด้วยกัน หนูก็เห็นภาพทุกอย่างทั้งหมด หนูก็เข้าใจเขา เพราะเมื่อก่อนเราก็เสียดายเวลา เลยไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องพวกนี้ แต่หลังๆ ก็จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะตอนนี้เราทั้งคู่ซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน แต่บ้านเป็นชื่อแฟน และในบ้านก็ไม่ได้มีแค่หนูกับแฟน 2 คน แต่ที่อยู่ด้วยกันจะมีครอบครัวแฟนทั้งหมดเลย 5 คน มีแม่แฟน มีพี่-น้องแฟนอีก 2 คน พออยู่ด้วยกันหลายๆ คน ปัญหามันก็จะเกิดขึ้นทุกวัน แต่ในส่วนของหนู หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ค่อนข้างเยอะ ก็มีช่วยแฟนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วย 100% จะช่วยแค่ค่าใช้จ่ายในบ้านที่หนูช่วยได้ แต่เรื่องในบ้าน เรื่องการรับผิดชอบก็จะเป็นหน้าที่แฟนทั้งหมด แม่เขาไม่ได้ทำงาน พี่สาวเขาอายุ 42 ปีก็ไม่ได้ทำงาน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพี่สาวแฟนไม่เคยทำงานเป็นกิจจะลักษณะเลย อยู่บ้านอย่างเดียว ไปทำงานที่ไหนก็โดนไล่ออกตลอด ก่อนหน้านี้พี่สาวเขาก็มีครอบครัว แต่ก็เลิกกันมาหลายปีแล้ว และกลับมาอยู่บ้าน คนที่อยู่บ้านอีกคนคือน้องที่ไปๆ มาๆ แต่ที่อยู่บ้านหลักๆ ก็มีแม่ พี่สาว แฟนและก็หนู แต่ก็ยังเป็นคำถามของหนูอยู่ ว่าเขาอยู่ได้ยังไง? ซึ่งแม่เขาก็ปกป้องเขาในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้เวลาหนูคุยเรื่องอนาคต ด้วยความที่หนูกับแฟนหาเงินกันมาเอง เรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว หนูเลยไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องแต่งงาน หนูก็ไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลย จนเงินหมดไปกับทางบ้านแฟนเยอะมาก หนูเลยคิดได้ว่ามีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่หนูรู้สึกว่าหนูไม่ไหวแล้ว เมื่อก่อนหนูยอมทางบ้านแฟนค่อนข้างเยอะ แต่พอหลังๆ หนูไม่ค่อยฟังเขา เพราะด้วยหน้าที่การงาน วุฒิภาวะ ทำให้หนูเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างเยอะ เลยทำให้มีปากเสียงกับที่บ้านเขาเหมือนกัน แล้วเราอยู่ในบ้านเขาด้วย หนูก็เริ่มรู้สึกไม่ไหว ไม่รู้จะไปต่อหรือยังไงดี เพราะตลอดระยะเวลาที่คบกัน แฟนหนูเขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงหรืออะไรเลย เขาไม่เคยทำอะไรที่ผิดพลาดกับหนูเลย ติดแค่เรื่องครอบครัวเขาอย่างเดียว ช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหนูคิดว่าจะเอาตัวเองออกมาจากบ้านนั้น อยากจะแยกอยู่แบบสงบๆ แต่หนูยังไม่ได้พูดถึงขั้นจะเลิกกับแฟน แค่จะย้ายออกมาเช่าคอนโดอยู่ เพราะเวลาที่กลับมาบ้านบรรยากาศมันไม่น่าอยู่ แต่แฟนหนูเขาก็ไม่ยอม และบอกว่า ถ้าออกจากบ้านไปก็คือต้องเลิกกับเขา แต่หนูก็ไม่ได้อยากเลิกกับแฟน แค่อยากให้เขาได้ดูแลครอบครัวเขา ซึ่งตอนนี้ที่มีปัญหากัน ต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่ค่อยคุยกันแยกห้องกันไปเลย ส่วนใหญ่หนูจะมีปัญหากับแม่และพี่สาวแฟนมากกว่า เขามองว่าหนูเป็นคนขี้เกียจ เพราะเมื่อก่อนหนูเคยรีดผ้าของทุกคนในบ้าน พอวันหนึ่งไม่ทำ เขาก็บอกว่าหนูขี้เกียจ หนูก็มองว่ามันเป็นน้ำใจ หนูช่วยเพราะเผื่อบางคนไม่ว่าง หนูก็รีดให้ได้ แต่พอครั้งต่อไปมันกลายเป็นว่า ทำไมหนูไม่ทำละ? และก็มีเรื่องเงิน เขาคิดว่าแฟนหนูให้เงินหนูอยู่คนเดียว ไม่ให้ที่บ้านเขาด้วย ซึ่งหนูไม่เคยเอ่ยปากขอแฟนเลย หนูหาเองได้ บางเดือนหนูหาได้มากกว่าแฟนหนูด้วยซ้ำ แต่หนูกับแฟนเหมือนโตมาด้วยกัน เขาไม่มีเงิน หนูก็ให้ พอหนูไม่มี เขาก็ให้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนูไม่เคยไปเล่าให้พวกเขาฟังอยู่แล้ว เขาเลยมองว่าลูกเขาหลงหนูให้แต่หนูคนเดียว ไม่ให้พวกเขาเลย ทั้งๆ บ้านที่เขาอยู่ แฟนหนูก็เป็นคนผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ แฟนหนูเป็นคนจ่ายหมด ซึ่งแม่และพี่สาวเขาจะออกแค่ค่ากินของเขา เพราะแม่เขาได้เงินส่วนนี้มาจากการรับซ่อมผ้าเล็กๆ น้อยๆ หนูกับแฟนเคยคุยกันเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนกลาง แต่หนูก็เคยชวนแฟนออกมาอยู่ข้างนอกกันสองคน เขาก็ไม่สะดวก ไม่กล้าปล่อยคนที่บ้านไว้ สถานะตอนนี้ของหนูกับแฟน คือไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีลูก อยู่กันมา 10 กว่าปีแล้ว บางช่วงจังหวะของชีวิตหนูจะทำอะไร หนูก็ไม่เห็นภาพในอนาคตว่าหนูจะทำต่อไปได้ยังไง หนูไม่รู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ในใจหนูก็สงสารเขาเพราะเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร หนูอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า หนูควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ถ้าหนูเดินออกมา หนูจะเห็นแก่ตัวไหม?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่าหนูไม่ได้เห็นแก่ตัว หนูแค่รักตัวเอง ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนี้อีกแล้ว แล้วหนูก็มีช้อยส์ให้เขาเลือกแล้ว แต่เขาดันยื่นคำขาดว่าถ้าย้ายออกเท่ากับเลิก สำหรับพี่ถ้าเขาเป็นคนกลางจริงๆ เขาก็ต้องเห็นว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความสุขได้ยังไง การที่เขาเป็นคนกลางถ้าเขาไม่พยายามทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้น เขาก็ต้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจากที่ฟังเขาก็ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเราขนาดนั้น และเขาก็ต้องเจอกับผู้หญิงที่รับที่บ้านเขาได้’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัญหาที่น้องกำลังเจอมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นปัญหาเรื้อรังระยะยาว การที่เอาคนในครอบครัวมาอยู่ในบ้าน ร่วมกันเป็นบ้านใหญ่ มันจะปรับเปลี่ยนอะไรยากมาก ถ้าวันหนึ่งคุณแม่แฟนไม่อยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่เราจะต้องดูแลพี่สาวเขาด้วยหรือเปล่า ถ้ามองในมุมของเขาก็คงคิดว่าถ้าแฟนแยกไปอยู่ข้างนอกความสัมพันธ์ที่คบกันมา 10 กว่าปี ความสัมพันธ์จะถอยหลังหรือเปล่า ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเขาอาจจะเลือกดูแลเรา แต่ผู้ชายคนนี้เขาก็เลือกครอบครับเขา ซึ่งก็ไม่ผิด และมันก็เป็นสิทธิของเราที่จะต้องเลือกดูแลตัวเอง รักตัวเอง และก็สงสารตัวเอง’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ ไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่ต้องเห็นแก่ครอบครัวใคร ครอบครัวเขายังไม่ช่วยกันเองเลย เรื่องอะไรจะต้องมาเป็นภาระเรา ยกเว้นถ้าน้องรับได้ว่าต้องรับภาระนี้ไปตลอดชีวิตก็อยู่กับคนๆ นี้ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวก็ออกมาเลย เสียเวลา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเรียน และ ทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำโปรเจ็กต์ส่งเข้าแข่งขัน แต่ก็ได้แค่ Top3 มาตลอด ทั้งๆที่ผลงานเรา คนปรบมือให้ดังมากกว่าคนที่ได้รางวัล มีถึงขั้น E-mail จากบุคคลปริศนา ส่งมาชื่นชมเรา แต่ไม่รู้เพราะอะไรผลถึงออกมาเป็นแบบนี้

13 ธ.ค. 2024

หนูเรียน และ ทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำโปรเจ็กต์ส่งเข้าแข่งขัน แต่ก็ได้แค่ Top3 มาตลอด ทั้งๆที่ผลงานเรา คนปรบมือให้ดังมากกว่าคนที่ได้รางวัล มีถึงขั้น E-mail จากบุคคลปริศนา ส่งมาชื่นชมเรา แต่ไม่รู้เพราะอะไรผลถึงออกมาเป็นแบบนี้

หนูเรียน และ ทำงานอยู่ต่างประเทศ ทำโปรเจ็กต์ส่งเข้าแข่งขัน แต่ก็ได้แค่ Top3 มาตลอดทั้งๆที่ผลงานเรา คนปรบมือให้ดังมากกว่าคนที่ได้รางวัล มีถึงขั้น E-mail จากบุคคลปริศนาส่งมาชื่นชมเรา แต่ไม่รู้เพราะอะไรผลถึงออกมาเป็นแบบนี้ อยากได้กำลังใจให้ลุกขึ้นสู้ตามความฝันอีกครั้ง “คุณบิลลี่ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [11 ธ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอกำลังใจในการลุกขึ้นสู้ เวลาที่เจออุปสรรคอะไรสักอย่างหนึ่ง โดย “คุณบิลลี่ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บิลลี่มีความฝันตั้งแต่เด็ก ที่จะนำเทคโนโยลีมาเปลี่ยนโลกแฟชั่นให้ยั่งยืน ซึ่งตอนอายุ 15 บิลลี่ก็พยายามทำทุกทาง เพื่อที่จะให้ได้ทุนมาเรียนต่อที่ต่างประเทศ จนตอนนี้อายุ 30 แล้วบิลลี่ได้ทุนมาเรียนต่อด้าน AI และกำลังทำ Start Up ที่ผ่านมาบิลลี่แข่งมาหลายเวทีมาก ๆ ในยุโรป แต่การแข่งขันของบิลลี่ มักจะไปจบลงที่รอบไฟนอลคล้าย ๆ กับที่เราไปชวดมงกุฎในรอบสุดท้าย ซึ่งหลายคนก็บอกบิลลี่ว่า อาจเป็นเพราะคู่แข่งเป็นคนที่นี่ เป็นคนผิวขาว และก็กระแสที่เขาต่อต้านต่างชาติในยุโรปตอนนี้ก็ค่อนข้างแรงประมาณหนึ่ง อย่างตอนที่แข่งรอบล่าสุด ตอนที่บิลลี่ Pitching เสร็จ คนทั้งฮอลล์ยืนขึ้นปรบมือ เมื่อเทียบกับคนที่ชนะ เขาไม่ได้มีอะไรใหม่เลย หลังจากที่จบการแข่งขัน ก็มีอีเมลปริศนาจากใครสักคนหนึ่ง เขาส่งมาหาบิลลี่ว่า ‘You Billy I’m a big fan of you นะ you ติ้กถูกทุกข้อเลยใน Check box ที่จะเป็นผู้ชนะ แต่ว่า you อาจจะไม่ชนะในเหตุผลบางอย่าง ที่เราทุกคนก็รู้กัน’ มันก็เลยทำให้บิลลี่เริ่มดาวน์และเหนื่อยที่จะสู้ แต่ว่าตอนนี้บิลลี่นำ Start up ของตัวเองเข้ารอบไฟนอล ในระดับภูมิภาคของประเทศเนเธอร์แลนด์ได้อีกแล้ว บิลลี่เลยอยากถามพี่ดีเจว่า พี่เคยไหม ที่พยายามมาตลอดอีกนิดเดียวเราจะมงแล้ว แต่เราก็ไปชวดในวินาทีสุดท้าย พี่มีวิธีฮีลใจตัวเองที่จะทำให้ลุกขึ้นสู้ต่อยังไงกันบ้าง ในมุมของพี่ ๆ แต่ละคน?’ ซึ่งเริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หอมอยากให้บิลลี่มองอีกมุมหนึ่ง คือผลแพ้-ชนะ มันถูกพ่ายแพ้โดยเหตุผลที่เรา Control ไม่ได้ มันไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งหรือว่าเราไม่ดี ฉะนั้นวันนี้หอมเลยอยากให้บิลลี่ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ บิลลี่เป็นคนเอเชียที่เข้าไปเติบโตที่นั่น การที่เข้าถึงรอบไฟนอลจริง ๆ แปลว่ามันผ่านการตัดสินอย่างยุติธรรม ในการให้คะแนน แต่บิลลี่มาแพ้ แพ้ความอยุติธรรม มันไม่ได้แพ้ในผลงาน ถ้าในมุมมองบิลลี่คือคนที่ชนะแล้ว แต่สิ่งที่มันเป็นเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ เช่น คุณต้องให้คนพื้นถิ่น อันนั้นมันเกินที่บิลลี่จะควบคุมแล้ว หอมอยากให้บิลลี่มองในแง่ดีมากกว่า สิ่งที่เราทำ ถ้าเป้าหมายของเรา เราสู้กับคนตั้งมากมาย แล้วเราเข้าไปอยู่ในรอบไฟนอล มันคือที่สุดแล้ว มันเก่งมาก ๆ แล้ว’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าให้ใกล้เคียงกัน ผมก็มีในเรื่องการประกวดที่ได้เข้าชิงรางวัลนั้น รางวัลนี้ หลายต่อหลายครั้ง แทบทั้งหมดก็ไม่เคยได้รางวัลเลย ซึ่งสำหรับผม Finalist ก็คือรางวัลแล้ว มันอยู่ที่ว่าเราตั้งเป้าและความคาดหวังของเราแค่ไหน ทุกวันนี้ตอนผมคุยกับลูก เราจะพยายามเปลี่ยนโฟกัส จากผลลัพธ์ไปเป็นระหว่างทางให้เยอะที่สุด ซึ่งมันจะดีต่อตัวเรา ถ้าเราไปโฟกัสที่ผลลัพธ์ ยังไงแล้วถ้าไม่ได้ที่ 1 มันก็เท่ากับว่าล้มเหลว ผมมองว่าการได้ที่สองจากการประกวด Start Up ทั้งยุโรป สำหรับผมมันเป็นพอร์ตที่ดี ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นความล้มเหลว เขาบอกว่าโลกไม่จำอันดับ 2 ผมว่าไม่จริง ถ้าคุณเป็นอันดับ 2 ที่พยายามมากพอและไม่ยอมแพ้ ผมว่าอันดับ 2 เยอะแยะมากมายที่ประสบความสำเร็จกว่าอันดับ 1 ในหลาย ๆ วงการ ผมที่ฟังอยู่ตอนนี้ ผลงานของบิลลี่ที่ได้อันดับ 2 มามันเป็นพอร์ตที่ดีมาก ลองกลับมาดู Start Up ของเราให้ดี เราคลอดเขามา แน่นอนเขาต้องเป็นลูกที่เราภูมิใจที่สุด ลองเอาตัวเองออกมาแล้วมองกลับไปดูว่า เขาสมบูรณ์แบบจริง ๆ อย่างที่เราหลงใหลเขาหรือเปล่า อะไรที่เป็นผลงานของเรา เราหลงไหลมันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเป็นคนนอกมองเข้ามา Start Up ของเราดีพอหรือยัง ว่าถ้าเราได้อันดับ 2 แล้วตัดเรื่องชาติพันธ์ออกไป อันดับ 1 มันมีอะไรที่ดีกว่าเราบ้างจริง ๆ ในแบบที่ไม่ Bias เลย ถ้าเรามองว่ายังไงแล้วของเราดีกว่าจริง ๆ เรามองมุมไหนของเราก็ดีกว่า เราแพ้ในเรื่องราวที่ควบคุมไม่ได้ งั้นจงมั่นใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ถ้ากระถางที่นั่นเราโตไม่ได้ ก็ย้ายกระถางซะ ถ้าเมล็ดพันธุ์ที่คุณมีมันดีมากจริง ๆ เราลองเอาเมล็ดพันธุ์ของเราไปโตที่อื่น เพราะฉะนั้นอย่ามองว่ามันเป็นความล้มเหลวซะทีเดียว ให้มองด้วยว่าการได้ที่สองของเรา เราทำมันดีพอหรือยัง ถ้าดีพอแล้วมันไม่ได้มีอะไรให้ต้องเสียดายเลย’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าหนูไปได้ขนาดนั้นแล้ว จากที่หนูอยากได้ทุน อยากเรียนต่อต่างประเทศ แต่ตอนนี้อยู่ไปอยู่เนเธอร์แลนด์แล้วนะ หนูส่งผลงานส่ง Start Up ตัวเองไปอยู่ใน Finalist พี่รู้สึกว่าหนูต้องภูมิใจกับตัวเองระดับหนึ่งแล้วสำหรับพี่ เพราะหนูมาได้ไกลมากนะ ซึ่งการตัดสินการประกวด บางทีเราก็เห็นกันอยู่บิลลี่ สมมติหนูดูนางงามหนูก็จะรู้ มันก็จะใกล้เคียงสุดกี่ปีกี่หนแล้ว ที่เรารู้สึกค้านสายตามาก แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าภูมิใจมาก ๆ มันประจักษ์อยู่ในใจแล้วว่าสิ่งที่เราทำมันหน้าภูมิใจขนาดไหน ถ้าพี่จะแชร์เรื่องพี่นะ พี่เป็นผู้กำกับหนัง พอทำหนังออกมาเรื่องหนึ่ง เราไม่รู้จริง ๆ ว่าทำเสร็จแล้วคนดูเขาซื้อหรือไม่ซื้องานของเรา ถ้าเราจะเอามาตรวัดว่าคนดูไม่ดูหนังเราเลยหรือทำไมไม่ชอบหนังของเรา มันจะทำให้เราเสียใจ หมดความภาคภูมิใจในตัวเอง สำหรับพี่มันไม่ใช่ สำหรับพี่คือพี่ได้ทำหนังที่พี่รู้สึกว่าเต็มที่กับมัน พี่มีความสุขกับมัน สุดท้ายมันจะออกมาเป็นยังไง บางทีมันอยู่ที่ดิน ฟ้า อากาศ โชคชะตาแล้ว เราคุมไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราจะรู้ว่าเราภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้ ซึ่งพี่ว่าบิลลี่รู้สึกกับมัน และบิลลี่ก็รับรู้ว่าคนอื่นเขารู้ว่างานของบิลลี่มันมีคนชอบ มีคนภูมิใจ แม้ว่ามันจะยากสำหรับเรา แต่มันจะสะใจมากนะบิลลี่ตอนที่เราได้มันมา ขอเพียงแค่ว่าเราไม่ยอมแพ้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สิบปีที่แล้ว ผมคบกับแฟน แฟนบอกผมว่าแฟนท้อง ผมยืดอกรับแบบแมนๆ เลี้ยงลูกจนโต ไม่นานมานี้ สังเกตว่า แฟนผมเขาชอบแอบไปคุยกับผู้ชายอีกคน จนรู้ความจริงว่า ที่แท้ลูกที่ผมเลี้ยงมาเป็นลูกผู้ชายอีกคน ตอนนี้ผมเลิกกับแม่ของลูกแล้ว

20 มิ.ย. 2025

สิบปีที่แล้ว ผมคบกับแฟน แฟนบอกผมว่าแฟนท้อง ผมยืดอกรับแบบแมนๆ เลี้ยงลูกจนโต ไม่นานมานี้ สังเกตว่า แฟนผมเขาชอบแอบไปคุยกับผู้ชายอีกคน จนรู้ความจริงว่า ที่แท้ลูกที่ผมเลี้ยงมาเป็นลูกผู้ชายอีกคน ตอนนี้ผมเลิกกับแม่ของลูกแล้ว

สิบปีที่แล้ว ผมคบกับแฟน แฟนบอกผมว่าแฟนท้อง ผมยืดอกรับแบบแมนๆ เลี้ยงลูกจนโต ไม่นานมานี้สังเกตว่า แฟนผมเขาชอบแอบไปคุยกับผู้ชายอีกคน จนรู้ความจริงว่า ที่แท้ลูกที่ผมเลี้ยงมาเป็นลูกผู้ชายอีกคนตอนนี้ผมเลิกกับแม่ของลูกแล้ว แต่ลูกก็ยังอยู่กับผม ผมเลี้ยงเขามาขนาดนี้แล้ว รักเหมือนลูกของตัวเองและเลี้ยงต่ออย่างดี จนตอนนี้เปิดใจคุยกับผู้หญิงคนใหม่ เขารู้ทุกเรื่องที่เกิดกับผม แต่ทุกครั้งเวลาเรามีปัญหากันเขาจะเอาปมเรื่องนี้มาด่าผม “พี่โง่ปะวะ ไปรับลูกใครมาเลี้ยงก็ไม่รู้” ผมควรจะไปต่อกับเขา หรือ พอแค่นี้ดี “คุณโจ๋ (นามสมมติ)” อายุ 37 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [18 มิ.ย.68] โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเลี้ยงลูกมานาน แต่เพิ่งรู้ว่าไม่ใช่ลูกตัวเอง มีคนคุยใหม่เขาก็ไม่ยอมรับ โดย “คุณโจ๋ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมอายุเท่านี้เคยผ่านการแต่งงานมีครอบครัวมาแล้ว ผมคบกับคนนี้มาสิบปีก็ปกติดีทุกอย่าง จนวันหนึ่งผมจับได้ว่าเขาคุยกับผู้ชายคนอื่น ซึ่งข้อความนั้นเป็นการอัปเดตเรื่องลูกซะส่วนใหญ่ ผมสงสัยก็เลยเก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ จนเพิ่งได้รู้ว่าลูกที่ผมเลี้ยงมาตั้งนานไม่ใช่ลูกของผม เรื่องมันเกิดจากตอนนั้นอายุ 24 ปี เขาท้องผมก็คิดว่าเป็นของผม ก็แมน ๆ เลยรับเป็นลูก ผมก็เลี้ยงมาอย่างดี อนาคตดีเลย พอผมมาเห็นแชทก็ใจสลาย ไปถามเขาเขาก็ไม่ยอมรับจนต้องเปิดแชทให้ดู เขาก็ยอม หลังจากนั้นเราก็เลิกกันด้วยดี ตอนนี้ลูกยังอยู่กับผมเพราะผมผูกพันธ์ไปแล้ว และที่บ้านของผมก็รัก ทางด้านแฟนเก่าผม หลังจากเลิกรากันไปก็มีครอบครัวใหม่ของเขาแล้ว ไม่ค่อยได้มาหาลูกเท่าไหร่ หลังจากแยกกันได้ 3 ปี ตัวผมก็แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นปีแล้ว วันหนึ่งมีโอกาสได้คุยกัน ผมเปิดใจไม่มีอะไรปิดบัง เริ่มตั้งแต่เล่าโปรไฟล์ว่าผมมีลูกมาแล้ว เล่าเรื่องทุกอย่างเพราะไม่อยากให้มีปัญหาในภายหลัง เขาก็โอเค คุยกันไป 6-7 เดือน ปมอันนี้ก็ทำให้ผมไม่สามารถก้าวข้ามผ่านไปคบกับเขาได้ เพราะเขามาว่าผมว่า “พี่โง่ปะวะ ไปรับลูกใครมาเลี้ยงก็ไม่รู้” ทั้ง ๆ ที่เขารู้โปรไฟล์ผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาก็ตึงใส่ผม ตอนแรกก็คุยกันมาดีโทรคุยกันบ้าง แต่พอพูดถึงลูก เขาก็อารมณ์ขึ้นทันที เขาบอกว่ามันเป็นปมของเขา เขาบอกอีกว่าถ้าเขาเจอผู้ชายที่ฐานะเท่ากันกับผมแล้วไม่มีลูก เขาพร้อมเขี่ยผมทิ้งได้ตลอด แต่ที่เขายังคุยอยู่ถึงทุกวันนี้เพราะผมมีประโยชน์ ผมช่วยเหลือเขาได้ตลอด อยากได้อะไรผมหาให้ พาไปไหนผมก็พาไป อยากลงทุนผมก็ช่วยเสนอแนวคิดให้ ผมแบ่งเวลาให้กับเขาและลูกได้ ผมก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า เวลามองมาเห็นผมมีโปรไฟล์แบบนี้ ผู้หญิงเขาจะมองแบบไหน? แบบเขาหรอ? และการตัดสินใจรับลูกคนอื่นมาเลี้ยง ผมตรรกะเพี้ยนมั้ย? ชอบมีคนพูดกับผมแบบนี้… ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องเริ่มที่ตัวคุณโจ๋ก่อน ถ้ามีความตั้งใจที่จะไม่บอกความจริงกับลูกแล้วจะเลี้ยงเขาเหมือนลูกแท้ ๆ ต้องเลิกคิดว่าลูกเป็นลูกของคนอื่นก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนมาว่าเราโง่ที่ไปเลี้ยงลูกคนอื่น ให้ตอบกลับไปว่า “อย่ามายุ่งกับลูกกู” ที่บอกว่าตายแทนลูกคนนี้ได้ จงประพฤติแบบนั้น แล้วเขาจะไม่มีคุณค่าพอที่จะอยู่ในชีวิตของเราอีกต่อไป ต่อไปประเด็นผู้หญิงคนอื่นจะคิดแบบนี้มั๊ย บอกเลยว่า ไม่ อาจจะมีคนที่คิดแบบนี้และไม่ได้คิดแบบนี้ เพราะยิ่งสมัยนี้มีอีกมากมาย การหย่าร้างกัน มีลูก มีความรักครั้งใหม่ เขาก็ดูแลในแบบที่เข้าใจกันได้ อย่าให้ความคิดแย่ ๆ ของผู้หญิงคนนึงมาทำให้เราผิด ซึ่งมันจะย้อนกลับไปที่ข้อแรกว่าคุณจะตั้งคำถามกับการมีลูกคนนี้ว่าเป็นปัญหาในชีวิตคุณหรือเปล่า ซึ่งมั่นไม่ควร โจ๋ไม่ควรลังเลว่าตัดสินใจถูกหรือผิด ตอนนี้มันขัดกันเองอยู่ ณ วันนั้นที่รับมาเขาคือลูกของเรา ณ วันนี้ไม่ว่าเราจะเจอความจริงอะไรก็ตาม เขาก็คือลูกของเรา ถ้าทำให้ตัวเองเชื่อว่าเขาคือลูกของเราได้ มันจะไม่มีคำถามอื่นแล้ว’ ต่อไป “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผู้หญิงไม่ได้คิดแบบนี้ทุกคน พี่มองว่าผู้หญิงที่หยาบคายแบบนั้นคือส่วนน้อยแค่โจ๋เลือกผิดคน เพราะคำพูดแต่ละคำไม่ให้เกียรติเราเลยสักนิด โง่ที่สุดของโจ๋ไม่ใช่การเก็บลูกคนนี้มาเลี้ยง แต่เป็นการเลือกผู้หญิงคนนี้เข้ามาอยู่ในชีวิต ถึงเขาจะมองเรามีประโยชน์ แต่พี่ไม่เห็นประโยชน์ในตัวเขาเลย ถ้าเอาเข้ามา Toxic แน่นอน ถ้าลูกเราเป็นที่หนึ่งแล้วคนที่เข้ามาใหม่ต้องเดินไปพร้อมกับครอบครัวเราได้ ไม่ใช่มาเห็นแก่ตัว ผู้หญิงคนนี้ยังต่ำกว่ามาตรฐาน’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผู้หญิงดี ๆ ถ้าได้ฟังเรื่องราวนี้แล้วเค้าจะพูดว่า "โจ๋เป็นสุภาพบุรุษมากเลย, โจ๋มีความเป็นพ่อที่ดีเลย, พอรู้ความจริงแล้วยังเลี้ยงต่อนี่คือหัวหน้าครอบครัวที่พึ่งพาได้สุด ๆ" ผู้หญิงดี ๆ จะคิดแบบนี้ ส่วนผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงไปคิดเอาเอง ซึ่งที่โจ๋บอกว่าคบผู้หญิงคนนี้บอกกันทุกอย่างแบบไม่ปิดบังแม้กระทั่งเรื่องลูก สำหรับพี่ พี่มองว่าไม่จำเป็นต้องบอกใครเลยเพราะเขาคือลูกโจ๋ ผู้หญิงที่เข้ามาต้องเป็นอีกคนที่ทำให้โจ๋นั้นสมบูรณ์ ไม่ใช่เข้ามาให้ตั้งคำถามกับลูก ใครที่เข้ามาทำให้ลังเลสามารถตัดออกจากชีวิตได้เลย’ ทั้งนี้ “ดีเจต้นหอม” ได้ฝากไว้ว่า ‘ลูกต้องไม่ใช่ปมของเรา ลูกคือความสุข อย่าทำให้ความสุขนี้หายไป’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พีคในพีค อีก 3 วันต้องแต่งงานแล้ว แต่เพิ่งจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงอีก 2 คน พอยกเลิกงานแต่ง เพิ่งรู้ว่าตัวเองท้อง ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ แต่สามีไปบอกทุกคนรอบตัวว่า ที่เลิกกันเพราะผู้หญิงดื่มจนแท้งลูก

17 พ.ย. 2023

พีคในพีค อีก 3 วันต้องแต่งงานแล้ว แต่เพิ่งจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงอีก 2 คน พอยกเลิกงานแต่ง เพิ่งรู้ว่าตัวเองท้อง ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ แต่สามีไปบอกทุกคนรอบตัวว่า ที่เลิกกันเพราะผู้หญิงดื่มจนแท้งลูก

“คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม กับปัญหาที่แฟนนอกใจ โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘จริงๆ แล้วเรากำลังจะแต่งงานกัน แต่จับได้ว่าเขามีคนอื่นอีก 2 คน ถึงขนาดพาไปเจอที่บ้าน ไปนอนที่บ้าน ไปกินข้าวกับน้องสาวเขากันแล้ว แต่ผู้หญิงทั้ง 2 คนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้มีเราอยู่ จะรู้แค่ว่าผู้ชายเขามีอีกไอจี มีอีกเฟส มีอีกเบอร์โทร มีอีกไลน์นึง เราคบกับเขามา 3 – 4 ปีแล้ว กำหนดวันแต่งงานเราคือ วันเสาร์ 18 ที่จะถึงนี้ เรารู้เรื่องที่เกิดนี้มาประมาณ 4 เดือนมาแล้ว และเรื่องราวนี้ กับคนแรกเขาคบกันมา 3 เดือนแล้ว ส่วนอีกคนคบกันมาประมาณ 1 เดือน ก่อนหน้านั้นเราก็ไม่เคยเอะใจเลย เราเหมือนแค่แบบรู้สึกว่าเขากลายเป็นคนที่รับสายตอนกลางคืนยากขึ้น เราจะเจอกันแค่วันศุกร์เสาร์ วันธรรมดาเราจะแค่โทรหากัน แต่จะรู้สึกว่าทำไมช่วงเย็นๆ รับสายยากจัง กว่าจะโทรกลับก็นานจัง นอนไวจัง หรือบางทีกว่าจะมาหาก็ทำไมขับรถนานจัง หรือบางทีไปกินเหล้ากับเพื่อนทำไมถึงกว่าจะกลับมันนานจัง แค่ประมาณนั้น บางทีเขาจะบอกแค่ว่าแบตโทรศัพท์หมดแล้วก็หายไปเลยก็มี ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ Pre Wedding เรียบร้อยแล้ว เตรียมการ์ดแต่งงานแล้ว ก่อนหน้านี้เราก็ไม่รู้ว่าเขามีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนไหมหรือว่ามีแต่เราจับไม่ได้ งานแต่งนี้เราก็ตกลงกันทั้ง 2 ฝั่ง เริ่มดำเนินการกันตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ที่เริ่มจับได้คือมีคนมาบอกว่า “คิดดีๆ นะน้ำ มันมีคนอื่น” หลังมีคนมาบอกแบบนั้น เราเลยเริ่มเช็คจากใช้แอพเช็ค Location ติดตามไปโดยบอกเขาว่า “ช่วงนี้เราทำงานเราอาจจะต้องไปไหนมาไหนโดยที่เราอาจจะลืมบอก เดี๋ยวดู Location เราจากตรงนี้แล้วกันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง เราก็ดูของเธอ เธอก็ดูของเรา น่ารักดีออก” เขาก็ยอม แต่ว่าเขามีโทรศัพท์ 2 เครื่อง ตั้งไว้ในอีกเครื่อง แต่ใช้อีกเครื่อง เครื่องที่ตั้งไว้ก็วางไว้ที่ห้อง อีกเครื่องนึงก็ใช้ไปหาอีก 2 คนนั้น ก็รู้สึกว่าแอพพึ่งไม่ได้แล้ว ก็ให้เพื่อนขับรถตามไป แต่ตอนนั้นตัวเราอยู่ต่างประเทศ เราก็คิดว่าก่อนหน้านั้นเขาก็ขับรถมาส่งเราที่สนามบิน พอเสร็จแล้วก็ขับไปหาผู้หญิงคนนั้นเลย เราก็รู้สึกแล้วว่าที่มันไม่รับสาย ที่ Location มันหายๆ เราก็รู้สึกแปลกๆ แล้ว ก็เลยให้เพื่อนไปตาม แต่วันแรกเพื่อนก็ยังตามไม่เจอ ผู้ชายก็รับผู้หญิงมานอนที่บ้าน แล้วก็จะโทรหาเราเป็นช่วงๆ เหมือนกับช่วงที่ผู้หญิงเข้าห้องน้ำเขาถึงจะโทรมา จังหวะที่เราจับได้เลยคือ เขาจองทริปไปเที่ยวต่างจังหวัดกับผู้หญิงคนนั้นแล้วตอนนั้นก็ให้เพื่อนตามไปอีก ก็เจอเขานั่งอยู่ด้วยกันบนรถ แล้วเพื่อนเราก็เข้าไปถามว่า “ไปไหนกันหรอคะ” แล้วเราก็วิดีโอคอลไป ผู้ชายก็ตอบกลับมาว่า “กำลังจะพาเพื่อนไปส่งที่บ้าน ฝนมันตก” เราก็ถาม “แล้วเพื่อนมาไงอะ” เขาตอบกลับมาว่า “เพื่อนก็นั่งวินมา” เราเลยบอกว่า “งั้นเปิดประตูรถให้ดูหน่อยสิ” คือเขาจองทริปไปทะเล ถ้ากลับบ้านมันจะมีแค่กระเป๋าใบเดียวที่ลีบๆ แบนๆ แต่ถ้าไปทะเลต่อให้คืนเดียวกระเป๋าก็ต้องอลังการแน่นอน หนูก็ “เปิดประตูสิขอดูหน่อย” เขาก็บอกว่า “ไม่ได้เดี๋ยวทะเลาะกับเพื่อน” เราก็คิดว่าใครมันจะไปทะเลาะกับเพื่อนเพราะว่าเปิดประตูให้แฟนดู มันไม่มี ผู้ชายเขาก็เลยขึ้นรถแล้วก็ขับรถหนีไปเลย แต่ว่าเรามีเบอร์โทรของผู้หญิงเราก็เลยโทรคุยกัน ก็เลยโป๊ะ พอคนแรกจับได้ เขาก็ทักไลน์มาบอก “ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ เรายังมีโอกาสอยู่ไหม” แต่อีกวันนึงเขาก็ไปอยู่กับอีกคนนึง เราก็ไม่ได้ให้โอกาสเขา แต่ก็ยังไม่ได้บอกเลิก เพราะว่ามีหมาด้วยกันอยากจะไปเอาหมาก่อน และตอนนี้ก็เลิกกันแล้ว แต่ว่ามันมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นกับหนูอีก หลังจากที่หนูเข้าไปเก็บของออกมาเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นอีก 3 วัน รู้สึกว่าตัวเองแปลกๆ ก็เลยพึ่งทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ตอนนั้นก็เริ่มให้โอกาสเขาแล้ว แต่มันก็ยังติดอยู่ในใจ เราไม่ได้อยากได้ผู้ชายคนนี้ ตอนแรกก็อาจจะยังไม่ยกเลิกงานแต่งหรือยังไงดี แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็แบบเขาลืมวันฝากครรภ์ อยากให้เราออกค่าคลอดเอง เขาก็แสดงความเป็นพ่อแต่แบบว่าเราช่วยดูแลแต่เงินตรงนี้เธอออกไปก่อนได้ไหม เราก็เลยตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์โดยที่ไม่บอกเขา บอกเขาไปแค่ว่า “เราแท้ง” แต่หลังจากนั้นแม่เขาโทรมาบอกว่า “อ้าวฉันนึกว่าที่เลิกกันนี่เป็นเพราะแก ฉันได้ยินมาแค่ว่าแกกินเบียร์จนเด็กออก” เราก็อธิบายไปว่าทำไมถึงยกเลิกงานแต่งจริงๆ เขาก็ช็อกไปแล้วก็ขอโทษแทนลูก น้ำควรจะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง เหมือนน้ำโดนกระทำขนาดนี้ แล้วการที่น้ำตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์มันก็ยากมากแล้วนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอมันก็เหนื่อยมากๆ แล้ว จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง เขาไม่ได้บอกแค่แม่เขา เขาบอกทุกคนรอบข้างเขา ว่าเรากินเบียร์จนแท้ง ข้อมูลที่เขากระจายออกไปมันเป็นแบบนี้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นใครที่เราลองทักไปถามเขาก็จะตอบกลับมาว่า “อ้าว ผมก็เข้าใจแบบนั้น” เราควรจะจัดการความรู้สึกตัวเองหรือว่าเราควรไปแก้ตัวกับคนเหล่านั้นดีไหม หรือว่าเราควรจะทำยังไงดี แต่เราไม่ชอบเลยในการที่เราเหมือนเป็นคนที่แบบ…ระยำ ทำไมเราเป็นคนผิด เหมือนการที่เลิกกันเป็นเพราะว่าเรากินเบียร์จนเราเลิกกัน ไม่โทษตัวเองเลย ทำไมเราถึงได้รับสายตาแบบนั้น จริงๆ เราเป็นคนถูกกระทำนะ แล้วเขาก็มีทักมาบอกว่า “ถ้าคนมันรักกันจริงอะนะ แค่นอกใจอะ ให้อภัยมันก็ได้แล้วเปล่าวะ ถ้ารักกันจริง”’ ซึ่งงานนี้ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อันนี้เข้าใจ เมื่อก่อนก็เป็น ถ้าใครมาว่าร้ายให้ร้าย หรือว่ามีข้อมูลบางอย่างที่มันออกไปแล้วมันไม่ตรงกับที่เราเป็นจริงๆ เราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราจะดับเบิ้ลความหงุดหงิด ความไม่อยากให้ข้อมูลมันผิด เพราะเรารู้อยู่แกใจว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นมันกระจายออกไป แม่งโคตรหงุดหงิดเลย กูไม่ได้ทำอะ ถ้าทำแล้วมันกระจายออกไปเราก็จะเข้าใจเพราะเราทำ แต่ว่าอันนี้ยิ่งมันเป็นความเป็นความตายของชีวิตนึงด้วย แล้วเราหนักขนาดไหน คนเป็นคนที่ตั้งครรภ์แล้วต้องยุติการตั้งครรภ์อะ เข้าใจคำน้ำที่ว่ามันหนักมากแล้วนะ แล้วการที่เราตัดสินใจแบบนี้ ถ้ามันไม่เหลือ… จริงๆ ก็คงไม่ทำ อันนี้เข้าใจเลย พอข้อมูลมันถูกถ่ายทอดออกไปในวงที่มันก็ไม่ใช่วงของเราที่เราจะชี้แจงอะไรได้ กำลังชั่งใจว่าถ้าเป็นตัวเอง ผมก็เป็นคนไม่ชอบเหมือนกัน ก็อาจจะชี้แจงเหมือนกัน แต่…ก็คงจะเป็นบางคนที่เรารู้สึกว่าเราอยากให้เขาได้รับรู้ความจริง อาจจะเป็นคนที่เราแคร์อะไรแบบนี้ น้ำลองประเมินแล้วกัน ในวงเหล่านั้นมันก็อาจจะมีใครบางคนที่น้ำรู้สึกแคร์มากๆ ไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด แล้วมันก็จะมีใครบางคนที่ช่างแม่งเหอะ จะคิดอะไรก็เรื่องของมัน ต่อให้เราอธิบายก็ไม่รู้ว่ามันจะเชื่อเราหรือเปล่า แล้วต่อให้มันเชื่อหรือไม่เชื่อจะมีประโยชน์อะไรต่อชีวิตเราเปล่า พวกนั้นตัดไปเลย เราคัดไว้เฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าถ้าเขาเข้าใจผิดมันจะทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนแล้วน้ำไม่โอเค คนบางคนความสัมพันธ์เปลี่ยนน้ำอาจจะรู้สึกว่าช่างมันเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ก็ถือว่าตัดทั้งคนที่ไม่ดีก็คืออดีตแฟน กับมิตรที่อยู่ในวงเดียวกันมันก็เหมือนคนที่คล้ายๆ กัน ถ้าคิดแบบนี้น้ำก็อาจจะไม่ต้องแคร์เขามาก ก็แจ้งเฉพาะคนที่เราแคร์ก็พอ เราจะได้สบายใจในส่วนหนึ่งของเรา’ ต่อมาเป็น “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็เข้าใจในความรู้สึกน้ำที่ได้เผชิญอยู่ตอนนี้ มันโกรธ มันโมโห มันผิดหวัง พี่ว่ามันมีหลายความรู้สึกมาก ก็เป็นกำลังใจให้น้ำก่อนที่จะให้คำปรึกษา ว่าสิ่งที่เจอมันต้องใช้เวลาในการเยียวยาตัวเองกว่าที่จะกลับมาได้ เพราะว่าเรื่องมันก็เพิ่งเกิดขึ้น ทั้งเรื่องนอกใจ ทั้งเรื่องที่จะต้องตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ไป สำหรับพี่ พี่เห็นด้วยกับพี่เผือกเรื่องที่ว่า น้ำอาจจะไม่สามารถไปควบคุมข่าวลือที่มันแพร่สะพัดออกไปได้ตอนนี้ เพราะว่าตอนนี้มันได้ถูกจุดไฟไปแล้ว แต่ว่าเราอาจจะต้องเลือกว่าเราแคร์ใครบ้าง อย่างที่พี่เผือกบอกเราไม่สามารถไปแคร์ได้ทุกคน น้ำคิดง่ายๆ เหมือนดาราที่เขามีข่าวลือแล้วมันไปทั้งประเทศแล้วการที่เขาจะมานั่งไล่ตามแก้ทีละคน ตายพอดีมันมีชีวิตปกติไม่ได้หรอก แต่ว่าพี่แค่รู้สึกเหมือนพี่เผือกว่าเราต้องเราจะต้องดูว่าคนไหนที่เรารู้สึกว่าเราแคร์จริงๆ เขาควรจะได้รับรู้ความจริงนั้น เพราะเราไม่อยากให้เขามองเราในมุมที่มันไม่ใช่เรา ในขณะที่น้ำบอก คนอื่นที่มันอยู่นอกวงที่มันเป็นเพื่อนฝั่งเขา พี่คิดว่ามันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามไปเข้าหาเขาเพื่ออธิบาย พี่ว่าก็เท่านั้น เขาไม่ได้รักเราไม่ได้แคร์เราอยู่แล้ว เอาคนที่เรารู้สึกว่าเราอยากให้คนนี้เข้าใจว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น มันน่าจะง่ายกว่า พี่คิดวิธีช่วยนะ พี่ว่าการที่จะไปบอกทีละคนมันเหนื่อยนะ หนูมีช่องทางที่เรามีแต่เพื่อนที่เราแคร์ ก็พิมพ์เล่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นในมุมของหนูก็ได้ ด้วยสังคมโซเชียลทุกวันนี้เดี๋นวเรื่องมันจะถูกแชร์ไปเอง คนมันจะปะติดปะต่อได้เอง พี่ว่าสุดท้ายแล้วกระบวนการกลไกมันจะทำงานของมันเอง แต่ว่าตอนนี้หนูได้ทำเพื่อให้หนูสบายใจแล้วว่าหนูได้บอกเล่าเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งนี้จะมอบให้กับน้ำ ก็คือ สมมติว่ามีน้ำอยู่ในแก้วแล้วเราถือน้ำอยู่ เราอยากรู้ว่าน้ำนี้มันหนักไหม หยิบน้ำขึ้นมาแล้ววางแก้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกหนักอะไรมากมาย ถ้าเราถือน้ำแก้วเดิมแล้วถือไว้อยู่อย่างนั้น ยิ่งนานเท่าไหร่เรายิ่งเมื่อย เรายิ่งงรู้สึกว่ามันหนักทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำมันก็เท่าเดิม ฉะนั้น วิธีการจัดการของน้ำก็คือ ปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ไม่ให้ทำร้ายเรา นี่เป็นวิธีคิดสำหรับน้ำ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-