เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

10 ก.ค. 2026

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง

ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง

หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

        ‘คุณพิ้งค์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ ถึงปัญหาที่ว่าเป็นคนกินเยอะมากกว่าผู้หญิงปกติ และโดนผู้ชายทักว่ากินเยอะจนเสียเซลฟ์

        ‘คุณพิ้งค์’ อายุ 21 ปีได้เล่าว่า ปกติเป็นคนที่กินเยอะอยู่แล้ว จนได้มาอยู่กลุ่มเพื่อนที่มีผู้ชาย เวลาไปกินร้านอาหารตามสั่งที่เขาให้ปริมาณเยอะมากปกติ เพื่อนผู้ชายก็จะแซวว่า "กินหมดได้ไง" เพราะเพื่อนผู้หญิงคนอื่นก็กินไม่หมด 

        ซึ่งคุณพิ้งค์เองก็ไม่ได้เป็นคนอ้วน สูงประมาณ 163 เซนติเมตร และน้ำหนัก 50 ต้น ๆ เธอจึงรู้สึกเสียความมั่นใจกับการที่โดนเพื่อนผู้ชายทแซวแบบนี้

        ล่าสุด คุณพิ้งค์ได้ไปเดทมา เป็นการกินข้าวที่ร้านสเต็กร้านหนึ่ง โดยในจานจะมีสเต็ก 2 ชิ้น และมีท็อปปิ้งเพิ่มเติมอีก แล้วจู่ ๆ ผู้ชายที่มาเดทด้วยก็ถามขึ้นมาว่า "กินหมดมั้ย" ทำให้คุณพิ้งค์ตกใจ แต่ก็ตอบผู้ชายไปว่า "กินไม่หมด" แต่จริง ๆ แล้วสามารถกินหมดได้ แค่แอ๊บกินไม่หมดเพราะกลัวผู้ชายจะมองไม่ดี จึงมีคำถามมาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า "เราควรเป็นตัวของตัวเองเลยหรือแอ๊บต่อดี?"

        โดยครั้งนี้ เหล่าดีเจให้เป็นคำปรึกษารวมกันว่า “การที่เป็นผู้หญิงกินเก่งมันน่ารัก ผู้ชายเขาชอบผู้หญิงน่ารักนะ แล้วถ้าผู้ชายเขาชอบเราจริง ๆ การที่เราเปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนยังไง มันก็จะทำให้รู้เลยว่าเขาชอบเราจริง ๆ ถ้าเขายอมรับเราได้ การกินเยอะมันไม่ใช่เรื่องแย่ 

        แล้วถ้าจะรักกันมันก็ควรจะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราได้เจอคนนั้น มันก็จะเป็นความสัมพันธ์ที่สบายใจ ถ้าเขาจะบอกเลิกหรือไม่ชอบเรา เพราะเรากินเยอะมันก็ไม่ใช่เรื่องเหมือนกัน และถ้าเทียบกับผู้หญิงที่เขี่ยข้าวกับกินเยอะ ยังไงการกินเยอะมันก็ดูดีกว่านะ ไม่เป็นการ Food Waste ด้วย"

        ทั้งนี้ 'ดีเจต้นหอม' ยังให้ทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วยว่า "ตอบผู้ชายแบบขำ ๆ ก็ได้ว่าเวลามีความสุขจะกินได้เยอะค่ะ”

        และสุดท้ายเหล่าดีเจก็ถามคุณพิ้งค์ว่าหลังจากนี้จะกินเยอะหรือไม่ คุณพิ้งค์ก็ตอบว่า "จะกินเยอะแบบนี้ต่อ ไม่แอ๊บแล้ว" เรียกได้ว่าจบได้ดีแฮปปี้สุด ๆ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชีวิตหนู ไม่เคยขึ้นอยู่กับใคร อยู่ด้วยตัวเองมาตลอด จนกระทั่งมีแฟน แฟนจะให้รายงานทุกอย่างในชีวิต ทั้งก่อน และ หลัง ตื่นนอน กินข้าว ทำงาน หายไปไหนต้องบอกทุกเรื่อง แต่หนูไม่ใช่คนแบบนั้น จะทำยังไงดีคะ ใจก็ไม่อยากเลิกเพราะยังรักกันอยู่

07 ก.พ. 2025

ชีวิตหนู ไม่เคยขึ้นอยู่กับใคร อยู่ด้วยตัวเองมาตลอด จนกระทั่งมีแฟน แฟนจะให้รายงานทุกอย่างในชีวิต ทั้งก่อน และ หลัง ตื่นนอน กินข้าว ทำงาน หายไปไหนต้องบอกทุกเรื่อง แต่หนูไม่ใช่คนแบบนั้น จะทำยังไงดีคะ ใจก็ไม่อยากเลิกเพราะยังรักกันอยู่

“คุณอัน (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายที่สองในรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนชอบให้รายงานทุกอย่างในชีวิต โดย “คุณอัน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลย แล้วหนูก็ไม่เคยคุยกับใครแบบจริงจังด้วย มันจะเป็นวนลูป หนูชอบเขา เขาไม่ชอบหนู ส่วนคนที่ชอบหนู หนูก็จะไม่ชอบเขา ส่วนใหญ่จะคุยเฉย ๆ แบบไม่ได้อินมาก แต่หลังจากที่มาเจอคนปัจจุบันหนูชอบเขา แล้วเขาก็ชอบหนู เราก็เลยคุยกันไปเรื่อย ๆ เขาเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง แต่ว่าพอคุยกันไปได้สักพักหนึ่ง เริ่มคุยกันจริงจังขึ้นแต่ก็ยังไม่ได้เป็นแฟนกัน เราตกลงกันว่า ถ้าเธอไม่มีใคร เราก็ไม่มีใคร ทีนี้พอมันเริ่มจริงจัง เขาเลยเริ่มที่จะถามมากขึ้นว่า ‘ทำอะไรอยู่’ จนมีข้อตกลงขึ้นมาว่า ก่อนเธอจะทำอะไรให้บอกเรา หลังเธอทำอะไรเสร็จให้เธอบอกเราด้วย ถ้าเขาแชทมาให้เราพยายามตอบแชทให้เร็ว แต่เขาไม่ได้บังคับว่าต้องเร็วมาก ถ้าว่างก็ตอบ โดยพื้นเพหนูเป็นคนที่ค่อนข้างติดเพื่อนมาก แล้วหนูก็ใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยมีเขามาก่อน หนูค่อนข้างให้เวลากับตัวเองเยอะมาก ๆ และหนูก็ไม่เคยมีแฟน หนูไม่เคยมีความสัมพันธ์แบบที่มันต้องให้ความสำคัญกับใคร บางทีหนูดูหนัง หนังประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วเขาแชทมา หนูรู้สึกว่าไม่อยากให้ใครมาขัดตอนนั้น หนูก็เลยรอจนกว่ามันจะจบ 2 ชั่วโมงหนูถึงจะไปตอบเขา จากนั้นเขาก็ทะเลาะกับหนูเลย ประมาณว่า ‘อ๋อ เธอเห็นหนังสำคัญกว่าเราใช่ปะ?’ ซึ่งช่วงแรกหนูก็ยังไม่ได้บอกเขาก่อนว่าหนูจะดูหนัง แต่หลังจากนั้นหนูก็บอกเขา ด้วยความที่หนูเป็นคนที่ใช้ชีวิตกับตัวเองเยอะ แล้วเขาก็ยังเรียนอยู่ที่ประเทศจีนด้วย จึงทำให้ต้องอยู่ห่างกัน หลัก ๆ คือหนูจะทำอะไรแล้วไม่ค่อยบอก แต่จะไปบอกตอนที่หนูทำเสร็จแล้ว หนูจะติดนิสัยเวลาหนูคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว หนูทำเสร็จแล้วหนูถึงจะบอก หนูจะไม่ค่อยบอกก่อนทำหรือว่าระหว่างทำ เพราะมันเคยมีครั้งหนึ่ง หนูบอกเขาว่ามันยังไม่เสร็จเพราะตอนนั้นทำอยู่ก็เลยไม่ได้บอก แล้วเขาก็บอกว่าขนาดเราเรียนอยู่ เรายังบอกเธอได้เลย หนูก็แบบต้องทำยังไง? คือหนูไม่ชินกับการที่ต้องบอกตลอดอย่างนี้ เพื่อนหนูก็บอกว่าหนูควรอยู่คนเดียว แล้วเพื่อนอีกคนก็บอกว่าหนูชอบเขาไม่มากพอ แต่ในความรู้สึกหนู หนูชอบเขามาก แต่หนูก็ไม่รู้ว่าทำไมหนูทำไม่ได้ หนูคุยกับคนนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2023 จนถึงตอนนี้ก็ปีกว่าแล้ว เขาเป็นสเปคหนู แต่มันก็มีหลายเรื่องบางทีหนูตื่นสาย จนไม่ได้บอกมอนิ่ง เพราะต้องรีบลุกไปอาบน้ำ แล้วหนูก็ไม่ได้บอกมอนิ่งเขา ทีนี้พอเขาส่งมอนิ่งมา หนูก็บอกเขาว่า ‘เมื่อเช้าลืมเลย เราตื่นสาย เราก็เลยไม่ได้ส่งไปบอกมอนิ่งเธอ’ แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า ‘มันไม่มีเวลาเลยเหรอ’ หนูก็สวนกลับไปว่า ‘ก็รีบไง!’ แล้วเขาก็บอกกลับมาว่า ‘มันจะพิมพ์สักกี่วินาทีกัน พิมพ์ไม่ได้เลยเหรอ’ หนูเลยไม่ค่อยโอเคที่เขาเป็นแบบนั้น แต่จะให้กลับไปเป็นโสดก็ไม่อยาก เพราะหนูก็ชอบเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาบอกว่าเธอทำไม่ได้ใช่ไหม? งั้นเดี๋ยวเราจะไปปรับให้เท่าเธอ ก็คือเขาหายไปเลย ถ้าหนูไม่ถาม เขาก็ไม่ตอบ ระหว่างวันก็จะไม่ค่อยได้คุยกัน พอเขาทำแบบนั้น หนูก็บอกว่าเธอไม่ค่อยคุยกับเราเลย เธอไม่อยากคุยกับเราแล้วเหรอ แล้วเขาก็บอกว่าเราทำแบบนี้เธอรู้สึกดีไหม หนูก็บอกว่าไม่ เขาก็บอกกลับมาว่างั้นเธอทำแบบนี้กับเราทำไม หลังจากคบกันไปได้หนึ่งปี มันก็มีปัญหาแบบนี้มาเรื่อย ๆ หนูก็เลยคุยกับเขาว่า โอเค เธออยากให้เราทำอะไร เขาก็บอกมาเหมือนเดิม ก่อนทำอะไรให้บอก หลังทำอะไรให้บอก หนูก็ตอบตกลงไป และบอกว่าถ้าครั้งนี้เรายังทำไม่ได้ พวกเราก็แยกย้ายกัน โดยที่ไม่มีเร้าหรือ เขาก็ตอบตกลงกลับมา พอผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์ หนูก็ทำพลาดอีกแล้ว เขาก็บอกมาว่า เธอทำไม่ได้อีกแล้ว เธอพูดกี่ครั้งแล้วว่าเธอจะทำ แต่เธอก็ทำไม่ได้ หนูก็บอกว่างั้นก็ตามที่คุยกันไว้ เราก็แยกย้ายกันไปเลย เขาพูดขึ้นมาว่า ‘เธอไม่อยากคุยกับเราแล้วใช่ไหม’ หนูเลยตอบกลับไปว่า ‘ไม่ใช่ หนูอยากคุยกับเขา’ แล้วเขาก็บอกว่า ‘แล้วทำไมเธอไม่ตอบแชทเรา’ แล้วมันก็วนซ้ำอยู่อย่างนี้ วนไปเรื่อย ๆ แบบนี้ทั้งคืน แล้วสรุปก็ไม่ได้เลิกกัน คือหนูรู้สึกว่าเหมือนตัวเองอยู่ใน Toxic relationship แต่หนูก็ไม่รู้ว่าใครผิดกันแน่ หรือถ้าจะเลิก หนูอยากให้เขาเป็นคนบอกเลิกเพราะหนูเป็นฝ่ายผิด แต่เขาไม่เคยบอกเลิกหนู หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า ‘หนูเย็นชาไปไหมหรือเป็นที่เขางี่เง่าเกินไป หรือว่าหนูควรอยู่คนเดียว’ โดยเริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าหนูยังไม่สามารถปรับได้ ถ้าหนูไม่สามารถรายงานใครได้จนเป็นนิสัยของหนู หรือเขาก็ยังไม่สามารถลดให้เบาลงได้ ด้วยการถามหนูน้อยลง พี่ว่าหนูจะทนกันไปได้สักพัก แล้วเดี๋ยวหนูก็จะทนกันไม่ไหว ถ้าตอนนี้หนูอยากมีเขาอยู่ก็ต้องทนไปก่อน เพราะถ้าให้เลิกกันก็ไม่มีความสุขอยู่ดี มันจะยื้อกันอยู่อย่างนี้แหละ สักพักหนูก็จะเลิกกันเอง มันก็แค่คนที่มีนิสัยต่างกัน ถ้าหนูไปเจอแฟนที่เขาไม่ได้อยากถามอะไรหนู หนูคงมีความสุขสบายใจกว่านี้ แต่หนูยังไม่เจอไง เพราะฉะนั้นถ้ามันมีตัวเลือกเดียวตอนนี้ แล้วหนูเสียเขาไปไม่ได้ หนูก็ต้องทน มีอยู่แค่นี้ ทนกับปรับ ปรับไม่ได้ก็ต้อง ทน ทน ทน ทนไม่ไหวก็หยุด ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัญหานี้แหละสำหรับคนพึ่งมีแฟนหรือว่าพึ่งคบหากัน สุดท้ายพี่ว่าในช่วงวัยหนึ่งที่เราจะเลิกกันด้วยปัญหาอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่า ณ วัยนั้นมันคือปัญหาใหญ่ของเรา ซึ่งปัญหาเหล่านั้นมันทำให้เราเลิกกันได้ แต่งตัวโป๊ ไปไหนไม่รายงาน ปัญหามันจะอยู่แถว ๆ นี้ แต่พอเราอายุมากขึ้นปัญหาเหล่านี้มันจะค่อย ๆ กลายเป็นไม่มีปัญหา ในวัยหนึ่งเราจะไม่ค่อยอยากปรับตัวให้ใครหรอก หรือบางทีเราอาจจะทำตามคนรัก แฟนอยากได้ยังไงเราทำตามหมด แต่พอวัยมันเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความรักหรือการปฏิบัติตัวกับคนรักมันจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทีนี้ ณ วันนี้อันทำไม่ได้ รายงานไม่ได้ ซึ่งมันเป็นปัญหาของคู่รักวัยนี้จริง ๆ เป็นปัญหาใหญ่มาก ๆ แต่ถ้าเราพาอันข้ามเวลามาในวัย 35 การไม่รายงานมันอาจจะไม่ใช่ปัญหาของชีวิตคู่อีกต่อไปแล้ว มันเลยตอบยากว่าถ้าให้อันปรับตัวตอนนี้ เพื่อแก้ปัญหานี้อันจะทำได้ไหม เพราะมันเป็นช่วงเวลาก้าวผ่านของวัย Coming of age ซึ่งมันก็ต้องเรียนรู้กับความรักแบบนี้ ที่คนเราจะเลิกกัน เพราะไม่ได้โทรรายงานว่าทำอะไรอยู่ และทำเสร็จแล้วไม่ได้โทรบอก เดี๋ยวอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าอันก็จะมองความรักขึ้นไปอีกสเต็ปหนึ่ง อันก็จะไม่รู้สึกว่าฉันจะต้องไม่รายงาน เหตุผลที่เลิกกัน มันจะกลายเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง พี่ทำได้แค่บอกว่าให้อันเรียนรู้ไปแล้วก็ไม่ต้องไปคิดมากว่าจะเลิกหรือไม่เลิก ไม่ต้องไปนั่งคิดเลยแค่ใช้ชีวิตไป ณ วันนี้มันยังไม่เลิกกันก็ทนกันอยู่เรื่องนี้แหละ คิดออกก็รายงาน คิดไม่ออกก็ขอโทษแล้วก็บอกไปว่าอย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดี แต่ฉันแค่ลืมรายงาน เราแค่เจอคนที่เอนเนอร์จี้ทางความรักต่างกัน แล้วอยู่ที่ว่าเราจะเรียนรู้มันต่อไปหรือจะเลิกกันไปเลย ซึ่งพี่รู้สึกว่าเรียนรู้ไปก่อนเดี๋ยวมันไม่ไหวมันก็เลิกกันเอง’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘Life style หนูไม่ใช่ของกันและกัน แต่หนูแค่ชอบกัน พี่จะทำให้รักของหนูง่ายขึ้น คือตื่นเช้ามาบอก Morning กำลังจะอาบน้ำแล้วนะ ตัวเองอาบน้ำเสร็จแล้วนะ กำลังจะออกไปทำงานแล้วนะ ทำแบบนี้มันยากเหรอ ถ้ามันยากก็เลิก ไม่เลิกก็อดทนอยู่ในความสัมพันธ์นี้ เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็เลิกกัน ทำสิ เริ่มทำ หนูต้องยอมรับว่าผู้ชายคนนี้มาในแพ็คเกจงี่เง่า เขางี่เง่าด้วยแล้วหนูก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเขาจริง ๆ ตามที่เขาพูด หนูไม่ได้ใส่ใจ เพราะถ้าเขาสำคัญจริงมันต้องเป็นคนแรกที่เราตื่นมาแล้วนึกถึง หนูก็รู้อยู่แล้วว่าเขามีเงื่อนไขอะไร แทนที่หนูจะทำเพื่อปัดปัญหามันจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน แต่หนูก็ไม่ทำด้วย แล้วก็ไม่อยากเลิกด้วย คน ๆ เดียวไม่สามารถจะสมหวังได้ทุกเรื่องนะ หนูไม่มีสิทธิ์ได้ทุกอย่างที่หนูต้องการ มันแค่เรื่องเล็กน้อยเอง มันไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะฉะนั้นไปทำ ถ้าไม่อยากเสียเขาไป’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอแต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะเราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไปทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้านเรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจจนสุดท้ายลูกชายก็ยอมอยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วงและไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า” ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา” สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนสนิทที่คบมา 40 ปี ขอให้สามีเราไปจดทะเบียนสมรสกับเขา และอยากได้อสุจิสามีเราไปทำ GIFT จะปฏิเสธก็รู้สึกผิด ควรทำยังไงดี?

24 เม.ย. 2026

เพื่อนสนิทที่คบมา 40 ปี ขอให้สามีเราไปจดทะเบียนสมรสกับเขา และอยากได้อสุจิสามีเราไปทำ GIFT จะปฏิเสธก็รู้สึกผิด ควรทำยังไงดี?

เพื่อนสนิทที่คบมา 40 ปีขอให้สามีเราไปจดทะเบียนสมรสกับเขาและอยากได้อสุจิสามีเราไปทำ GIFTจะปฏิเสธก็รู้สึกผิด ควรทำยังไงดี? ‘คุณองศา (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 เมษายน 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนสนิทที่คบกันมานานอยากมีลูก แต่ไม่มีสามี จึงมาขอจดทะเบียนสมรสกับสามีของเราเพื่อจะไปทำ GIFT ‘คุณองศา (นามสมมุติ)’ อายุ 47 ปี ได้เล่าว่า “เพื่อนสนิทของเราให้ชื่อว่า ‘คุณเอ (นามสมมุติ)’ อยากให้สามีเราไปจดทะเบียนสมรสกับเขา ด้วยเหตุผลเพราะเขาอยากมีลูก องศากับเอเป็นเพื่อนกันมา 40 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่อนุบาล จนโต และแยกย้ายไปมีครอบครัวของตัวเอง ครอบครัวของเราก็ปกติดี มีลูก 2 คน ลูกชายคนโตเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนคนเล็กเป็นลูกหลง ตอนนี้เพิ่งจะ 5 ขวบ ซึ่งเราก็จดทะเบียนสมรสกับสามีมาตั้งแต่ต้น ส่วนทางฝั่งคุณเอกับสามีหย่าร้างและยังไม่มีลูก แม่ของคุณเออยากมีหลาน แต่คุณเอไม่มีพี่น้องคนอื่น ๆ เลย และยังไม่มีสามีใหม่ จึงมีให้ไม่ได้ 2-3 ปีหลังนี้ คุณเอมาบ่นให้ฟังว่าอยากหาลูกเขยให้แม่ เคยมีคบผ่าน ๆ บ้าง แต่ไม่ได้จริงจัง พอถึงตอนที่เราคลอดลูกคนเล็ก เขาก็มาพูดกับเราว่า ลูกเราน่ารักจัง อยากขอไปเลี้ยง แต่เรากับสามีก็ไม่ให้ ปีนี้คุณเอได้มีการไปฝากไข่ และแม่ของคุณเอก็มาคุยกับองศาว่า “ให้สามีองศามาจดทะเบียนกับเอได้มั้ย เพื่อที่จะไปทำ GIFT จะต้องใช้เอกสารทะเบียนสมรส และอสุจิ" ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยขอให้เราอุ้มบุญให้ แต่เราก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอายุก็มาก และเราก็ทำหมันแล้ว เขาจึงมาขอสามีเราไปช่วยเรื่องการทำ GIFT แทน คุณแม่ของเขามาขอกับสามีเราโดยตรงว่าอยากให้ไปจดทะเบียนกับคุณเอ หลังจากนั้นสามีก็มาถามเราว่า “องศากับเพื่อนสนิทกันขนาดไหน ทำไมเขาถึงมาขอผมขนาดนี้” เราตอบว่าก็สนิทกันนะ องศาถามสามีกลับว่า “คุณคิดว่าไง?” สามีตอบว่า “แล้วแต่คุณ” เราก็งง แล้วถามกลับว่า “อ้าว แล้วคุณยอมหรอ ถ้าจะทำจริง ๆ คือเราต้องหย่ากันก่อน คุณถึงจะไปจดทะเบียนกับเอได้” ซึ่งเราก็รู้ว่าขั้นตอนมันก็ยุ่งยาก นอกจากนี้ทางคุณเอยังบอกเราอีกว่า "อยากเรียกร้องอะไรก็ได้เลยนะ" สำหรับเรามองว่าถ้าเราจะช่วยจริง ๆ มันเป็นเพราะน้ำใจ ไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องอะไรจากเขา แต่ทำไมฝั่งนั้นถึงพูดแบบนี้ ส่วนเรื่องอสุจิแม่ของเอก็มาถามว่า "ขอใช้ของสามีเราได้มั้ย" ทำให้เรารู้สึกแปลก ๆ ล่าสุดหลังจากที่คุณเอไปฝากไข่ เขาก็มาบอกกับเราว่าเขาไปตรวจร่างกาย-ตรวจผนังมดลูกมาเรียบร้อยแล้ว ประมาณว่าเขาพร้อมแล้ว ฝั่งเราพร้อมหรือเปล่า เราเลยคิดว่าต่อให้เอไม่ได้เป็นคนมาพูดขอสามีเราเอง แต่เขาก็น่าจะเห็นด้วยกับที่แม่เขาทำ แต่เราก็ตอบไปว่า “เธอก็เคลียร์ตัวเองก่อน ส่วนเรื่องสามีเรา เรายังไม่ตัดสินใจ” ซึ่งจริง ๆ ในใจเราก็ไม่อยากช่วย แต่เราก็สนิทกันมากขนาดนี้ เราจะปฏิเสธอย่างไร เราเคยคิดว่า ถ้าให้อสุจิสามีไป แล้วลูกออกมาหน้าเหมือนกัน 3 คน ลูกเรา และลูกเขา จะเป็นอย่างไร เพราะมาจากสามีเราทั้ง 3 คน จึงอยากโทรมาปรึกษาดีเจทั้งสามว่า ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับเอ แล้วปฏิเสธไป จะผิดมั้ย เพราะเราเป็นเพื่อนสนิทกันมานานมากขนาดนี้ เราจะปฏิเสธไม่ช่วยเหลือเพื่อนยังไง” เริ่มด้วย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า “ที่เขาทำมันผิดกฎหมาย เพราะเป็นการจดทะเบียนใหม่เพื่อไปทำ GIFT เท่านั้น มันเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง เราต้องล้างความเป็นครอบครัวของเรา แค่เพื่อที่จะช่วยให้เขามีลุ้นว่าจะมีลูกได้หรือเปล่า แล้วถ้ามีได้ มรดกสามีต้องเป็นของใคร? ตามกฎหมาย ก็ต้องเป็นของลูกคุณเอด้วยนะ ถ้าเขาไม่ยอมหย่ากับสามีคุณองศาจะทำยังไง หรือถ้าหย่า สังคมสงเคราะห์ก็จะเข้ามาตรวจสอบว่าเด็กสามารถอยู่กับแม่คนเดียวได้มั้ย ถ้าไม่ได้ต้องทำยังไง มันจะมีเรื่องอีกมากมายเลยที่จะเข้ามา เรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่แม่ของคุณเอคิด หรือหาวิธีแก้ปัญหาอื่น ลองหาคนที่บริจาคเชื้ออสุจิแทน หรือถ้าอุ้มบุญก็ต้องเป็นญาติสายตรงเท่านั้น” ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าคุณองศาคิดว่า การที่เราไม่ช่วยแล้วรู้สึกผิด ตัดตรงนี้ออกได้เลย เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาขอกัน มันขอกันไม่ได้ ตอนนี้ครอบครัวคุณองศามีความสุขดี แต่ถ้าไปช่วย มันจะมีปัญหาอะไรเข้ามามากมายเลย ไม่ต้องลังเล ปฏิเสธได้เลย” ปิดท้ายด้วย “ดีเจพี่หอม” ให้ความคิดเห็นว่า “ไม่ช่วยก็ได้ ไม่น่าเกลียด ไม่ผิด ขอเสริมนิดหนึ่งว่า อย่าให้ความหวังเขา บอกไปตรง ๆ ว่ามันไม่ได้ แนะนำวิธีอื่นไปค่ะ ติดต่อคนอื่นที่พร้อมไป ไม่ใช่สามีเรา ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีเจตนาแย่งสามีเราก็ตาม แต่มันจะมีปัญหาแน่ ๆ มันจะยุ่งเหยิง แต่ก็แปลกนะที่สามีคุณองศา ไม่โวยวายอะไร และยอมที่จะตามใจคุณองศาเลย ไม่ว่าจะให้เขาหย่าไปจดทะเบียนกับเอหรือเปล่า”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูคบกับแฟนคนนึงได้ไม่นาน หนูเป็นคนติดสกินชิพมาก แต่แฟนหนูคนนี้ ไม่แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูลองใจหลายวิธี ล่าสุด จะข้ามถนน เตรียมมือรอแล้ว เขาไม่จับ ไม่จูงมือหนูเลย แต่ก็กันรถให้หนูเดินข้ามอยู่

04 ส.ค. 2025

หนูคบกับแฟนคนนึงได้ไม่นาน หนูเป็นคนติดสกินชิพมาก แต่แฟนหนูคนนี้ ไม่แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูลองใจหลายวิธี ล่าสุด จะข้ามถนน เตรียมมือรอแล้ว เขาไม่จับ ไม่จูงมือหนูเลย แต่ก็กันรถให้หนูเดินข้ามอยู่

“คุณรัน (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ก.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาคบกับแฟนมาได้ประมาณ 4 เดือน ไปดูหนังด้วยกันก็แล้ว แต่ยังไม่เคยจับมือกันเลย โดย “คุณรัน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุยกับเขามาตั้งแต่เดือนเมษาผ่านแอพหาคู่ แล้วก็ตกลงเป็นแฟนกัน แต่ปัญหาคือทุกวันนี้หนูกับเขายังไม่ได้จับมือกันเลย ไปเดทเดือนละสองสามครั้ง เวลาไปห้างก็เดินชิดกันแค่นิดเดียว แต่เขาบอกเราเลยว่าเขาเป็นคนไม่ชอบดูหนัง เขาเข้าไปดูแล้วชอบหลับ แต่เขาก็ไปดูเพราะรันอยากดูก็เลยมาดูด้วย แม้ว่าหนูจะเลือกที่นั่งท้ายแถวเลย เวลาที่ข้ามถนน หนูคิดว่าจะมีโมเมนต์เดินจูงมือข้ามถนน หนูก็เตรียมมือเอาไว้เลย หันมาอีกที อ้าว! เขาเดินข้ามไปแล้ว มีการดันเราเข้าไปข้างใน เวลาจุ๊บก็ส่งแค่ในแชท คือหนูไม่กล้าจับมือเขาก่อน หนูกลัวเขาจะตกใจ เขาเคยมีแฟนมาแค่คนเดียว หนูก็เคยมีแฟนแค่คนเดียว แต่แฟนเก่าหนูเขาจะเข้ามาจับก่อน อย่างตอนล่าสุดที่ไปกินข้าวด้วยกัน หนูก็อยากมีโมเมนต์ขอกำลังใจ แต่หนูก็ไม่กล้า เขาก็เหมือนจะเข้าหาหนูนะ แต่ก็ยึก ๆ ยัก ๆ ก็เลยเกิดคำถามว่า คบกันมาหลายเดือนแล้ว แต่แม้แต่มือก็ยังไม่กล้าจับควรจะทำยังไง?” โดย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเขินผมสนับสนุนให้จับมือกันในโรงหนังนะ เพราะมันมืด เกิดอะไรขึ้นก็มีแค่เราตรงนั้น’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นแฟนแล้วก็ขอจับมือเลยไม่ว่าจะเป็น มือ ไหล่ แขน เล่นได้หมดให้ หรือเริ่มจากการเดิน ให้ดูว่าเวลาเดินเขากุมมือเราไหม ใช้เสียงอ้อนได้เลย ผู้หญิงก็ทำแบบนี้ได้เป็นเรื่องปกติ บางทีผู้ชายเขาอาจจะไม่กล้าเริ่มก่อน’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเวลาไปกินข้าว แล้วเขาลุกขึ้นไปก่อน ให้ลองยื่นมือให้เขาคว้าดู เพราะถ้าเราเขินก็ไม่มีวันได้จับมือนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-