เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

10 ก.ค. 2026

เป็นผู้หญิงที่กินเยอะกว่าปกติ แต่โดนเพื่อนผู้ชายทักว่ากินหมดได้ยังไง

ไปเดทก็โดนผู้ชายทักแบบนี้อีก จนตอนนี้เสียเซลฟ์อย่างแรง

หรือหนูควรแอ๊บกินน้อยดีคะ?

        ‘คุณพิ้งค์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ ถึงปัญหาที่ว่าเป็นคนกินเยอะมากกว่าผู้หญิงปกติ และโดนผู้ชายทักว่ากินเยอะจนเสียเซลฟ์

        ‘คุณพิ้งค์’ อายุ 21 ปีได้เล่าว่า ปกติเป็นคนที่กินเยอะอยู่แล้ว จนได้มาอยู่กลุ่มเพื่อนที่มีผู้ชาย เวลาไปกินร้านอาหารตามสั่งที่เขาให้ปริมาณเยอะมากปกติ เพื่อนผู้ชายก็จะแซวว่า "กินหมดได้ไง" เพราะเพื่อนผู้หญิงคนอื่นก็กินไม่หมด 

        ซึ่งคุณพิ้งค์เองก็ไม่ได้เป็นคนอ้วน สูงประมาณ 163 เซนติเมตร และน้ำหนัก 50 ต้น ๆ เธอจึงรู้สึกเสียความมั่นใจกับการที่โดนเพื่อนผู้ชายทแซวแบบนี้

        ล่าสุด คุณพิ้งค์ได้ไปเดทมา เป็นการกินข้าวที่ร้านสเต็กร้านหนึ่ง โดยในจานจะมีสเต็ก 2 ชิ้น และมีท็อปปิ้งเพิ่มเติมอีก แล้วจู่ ๆ ผู้ชายที่มาเดทด้วยก็ถามขึ้นมาว่า "กินหมดมั้ย" ทำให้คุณพิ้งค์ตกใจ แต่ก็ตอบผู้ชายไปว่า "กินไม่หมด" แต่จริง ๆ แล้วสามารถกินหมดได้ แค่แอ๊บกินไม่หมดเพราะกลัวผู้ชายจะมองไม่ดี จึงมีคำถามมาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า "เราควรเป็นตัวของตัวเองเลยหรือแอ๊บต่อดี?"

        โดยครั้งนี้ เหล่าดีเจให้เป็นคำปรึกษารวมกันว่า “การที่เป็นผู้หญิงกินเก่งมันน่ารัก ผู้ชายเขาชอบผู้หญิงน่ารักนะ แล้วถ้าผู้ชายเขาชอบเราจริง ๆ การที่เราเปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนยังไง มันก็จะทำให้รู้เลยว่าเขาชอบเราจริง ๆ ถ้าเขายอมรับเราได้ การกินเยอะมันไม่ใช่เรื่องแย่ 

        แล้วถ้าจะรักกันมันก็ควรจะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราได้เจอคนนั้น มันก็จะเป็นความสัมพันธ์ที่สบายใจ ถ้าเขาจะบอกเลิกหรือไม่ชอบเรา เพราะเรากินเยอะมันก็ไม่ใช่เรื่องเหมือนกัน และถ้าเทียบกับผู้หญิงที่เขี่ยข้าวกับกินเยอะ ยังไงการกินเยอะมันก็ดูดีกว่านะ ไม่เป็นการ Food Waste ด้วย"

        ทั้งนี้ 'ดีเจต้นหอม' ยังให้ทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วยว่า "ตอบผู้ชายแบบขำ ๆ ก็ได้ว่าเวลามีความสุขจะกินได้เยอะค่ะ”

        และสุดท้ายเหล่าดีเจก็ถามคุณพิ้งค์ว่าหลังจากนี้จะกินเยอะหรือไม่ คุณพิ้งค์ก็ตอบว่า "จะกินเยอะแบบนี้ต่อ ไม่แอ๊บแล้ว" เรียกได้ว่าจบได้ดีแฮปปี้สุด ๆ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

07 ส.ค. 2026

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกงน้องโป๊จนเห็นของสงวน คนรอบข้างยืนหัวเราะและไม่มีใครเข้ามาช่วยคนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุดแต่กลับพบว่าไม่มีหลักฐานเลยเราปกป้องลูกพอแล้วหรือยังคะ? ‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวของลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ถูกโค้ชกลั่นแกล้งจนน้องเสียความรู้สึก คุณอิ๊งค์ในฐานะที่เป็นแม่จึงอยากปกป้องลูกให้ได้มากที่สุด ‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ลูกชายของเธอถูกโค้ชแบดมินตันชาย อายุ 26 ปี มีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคาม จนทำให้ลูกชายรู้สึกไม่สบายใจและเกิดผลกระทบทางจิตใจ เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยลูกชายของเธอเป็นนักเรียนในคลับแบดมินตันแห่งหนึ่ง ซึ่งเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณอิ๊งค์และสามีผลัดกันไปรับส่งลูกตามปกติ โดยส่วนใหญ่สามีจะเป็นผู้ไปรอรับที่สนามแบดมินตัน เมื่อเรียนเสร็จจึงรับลูกชายกลับบ้าน จากนั้นก็จะไปรับเธอ ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเดินทางกลับบ้าน ภายในรถมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบ จู่ ๆ ลูกชายก็พูดขึ้นมาว่า “หม่ามี๊ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับหนู ที่ทำให้หนู SAD มากเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งคุณอิ๊งค์และสามีต่างรู้สึกใจไม่ดี เพราะไม่ทราบว่าลูกชายกำลังเผชิญกับเหตุการณ์อะไร จากนั้น ลูกชายจึงค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า น้องถูกโค้ชที่สนามแบดมินตันแกล้งด้วยการดึงกางเกง คุณอิ๊งค์จึงถามลูกชายว่า “แล้วโค้ชจะดึงกางเกงทำไม แล้วทำไมหนูถึงรู้สึกไม่ดี เกิดอะไรขึ้น” ลูกชายตอบว่า “เขาดึงเห็นก้นหนูเลย เห็นอวัยวะเพศ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณแม่จึงถามต่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ลูกชายเล่าว่า ขณะกำลังดื่มน้ำ โค้ชได้พูดกับเขาว่า “ไม้มีรอย ไม้เป็นอะไร ไหนลองหยิบมาให้โค้ชดูหน่อย” แต่ในจังหวะที่ลูกชายหันไปหยิบไม้แบดมินตัน โค้ชกลับดึงกางเกงของเขาลงทันที คุณแม่จึงถามต่อว่า “แล้วมีใครอยู่แถวนั้นเห็นไหม” ลูกชายตอบกลับว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย” จากคำบอกเล่าของลูกชาย ทำให้คุณอิ๊งค์ทราบว่า โค้ชผู้ที่กระทำพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่โค้ชประจำที่สอนลูกชายโดยตรง แต่เป็นโค้ชที่รับหน้าที่สอนเด็กโตภายในคลับ ซึ่งมักจะเข้ามาหยอกล้อหรือเล่นกับลูกชายในช่วงเวลาพักหรือหลังจากลูกชายเรียนเสร็จอยู่เป็นประจำ แม้เหตุการณ์ล่าสุดจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เธอและสามีเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน และเหตุการณ์เหล่านั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มจับตาพฤติกรรมของโค้ชอย่างจริงจัง ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณอิ๊งค์และสามีเริ่มผิดสังเกตก็คือ ในวันหนึ่งเธอไปรับลูกชายหลังเรียนแบดมินตันเสร็จ เธอได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง โดยโค้ชคนดังกล่าวดึงลูกชายเข้าไปหยอกล้อ พร้อมจับแขนของลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ จนทำให้ใบหน้าของลูกชายไปอยู่บริเวณเป้ากางเกงของโค้ช คุณอิ๊งค์เล่าว่า ในขณะนั้นเธอยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่าง ๆ และภายในใจก็เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า “ทำไมไม่ดันลูกเราขึ้นมาสักที แล้วทำไมลูกเราไม่ดันตัวเองขึ้นมา” เมื่อสังเกตดี ๆ เธอจึงเห็นว่าโค้ชเป็นฝ่ายจับแขนลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ ทำให้ลูกชายไม่สามารถขยับตัวออกมาได้ทันที หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณอิ๊งค์และสามีจึงกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และตกลงกันว่าต่อจากนี้จะช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งคู่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับลักษณะการเล่นและการสัมผัสตัวลูกชายที่ดูเกินความเหมาะสม นับจากนั้นเป็นต้นมา คุณอิ๊งค์พยายามไปรับลูกชายให้ตรงกับเวลาที่เรียนเสร็จทุกครั้ง เพื่อไม่ให้โค้ชมีโอกาสเข้ามาหยอกล้อหรือสัมผัสตัวลูกชายตามลำพังขณะ เดียวกัน ฝั่งของสามีก็เคยเห็นโค้ชคนดังกล่าวเข้ามาจั๊กจี้ลูกชายบริเวณเอว รวมถึงหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายในหลายลักษณะ ทำให้ทั้งสองคนยิ่งระมัดระวังมากขึ้น และคอยสอดส่องพฤติกรรมของโค้ชอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ต้นเรื่องประกอบกับลูกชายได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังบนรถระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้คุณอิ๊งค์ตัดสินใจดำเนินการทันที เธอโทรศัพท์ไปยังสนามแบดมินตันเพื่อสอบถามว่าภายในสนามมีกล้องวงจรปิดหรือไม่ และสามารถขอเข้าดูภาพจากกล้องได้หรือเปล่า พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ของสนามรับทราบ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งกลับบอกว่าไม่สามารถเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้ดูได้ หากไม่มีใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้น คุณอิ๊งค์จึงติดต่อหาเจ้าของคลับแบดมินตันในวันเดียวกัน เพื่อสอบถามว่าทางคลับจะมีแนวทางจัดการกับโค้ชที่มีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวอย่างไร ทางเจ้าของคลับขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อกลับถึงบ้าน คุณอิ๊งค์ได้พูดคุยกับลูกชายอีกครั้งอย่างละเอียด โดยขอให้ลูกชายแสดงและอธิบายพฤติกรรมที่โค้ชเคยกระทำกับเขา เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน ลูกชายสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด ทั้งลำดับการกระทำของโค้ช ตำแหน่งที่เกิดเหตุ รวมถึงระบุได้ว่าขณะเกิดเหตุมีผู้ใหญ่คนใดนั่งอยู่บริเวณไหนบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกชายเคยเล่าให้ฟังว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ คุณอิ๊งค์จึงพาลูกชายไปอาบน้ำและเตรียมเข้านอน แต่ก่อนนอน เธอตัดสินใจพูดคุยกับลูกอีกครั้ง พร้อมอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้เป็นข้อมูล เธอถามลูกชายว่า “สัญญาได้ไหมว่าสิ่งที่เล่าจะเป็นความจริง เพราะถ้ามันเป็นแบบนี้จริง หม่ามี๊ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องปกป้องหนู” ลูกชายจึงตอบกลับมาว่า “ขอบคุณหม่ามี๊นะที่ปกป้องหนู” คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่า ในฐานะแม่ เธอจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกชายให้ดีที่สุด หลังจากคุณอิ๊งค์พูดคุยกับลูกชายและอัดเสียงคำให้การของลูกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในคืนวันเดียวกัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจ เมื่อโค้ชผู้ที่ถูกร้องเรียนเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาเธอโดยตรงโค้ชกล่าวกับเธอว่า “น้องไม่โอเคขนาดนั้นเลยหรอครับ ผมแค่แกล้งเล่น แกล้งหยอกปกติทั่วไป” คุณอิ๊งค์เล่าว่า ระหว่างการสนทนา โค้ชย้ำคำว่า “ปกติ” อยู่หลายครั้ง จนทำให้เธอรู้สึกผิดสังเกต จึงถามกลับไปตรง ๆ ว่า “ปกติ? แปลว่าอันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอ” โค้ชจึงตอบกลับว่า “ครับ ก็เล่นอย่างนี้มาตลอด” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้คุณอิ๊งค์รู้สึกกังวลมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจขอนัดพูดคุยกับโค้ชต่อหน้าพร้อมกับสามี และขอให้เจ้าของคลับแบดมินตันเข้าร่วมรับฟังเหตุการณ์ด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันเธอก็ต้องการเวลาในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองเช่นกัน วันรุ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันตามที่ตกลงไว้ ระหว่างการพูดคุย โค้ชยืนยันว่าไม่มีเจตนาคุกคามลูกชายของเธอ และไม่คิดว่าเด็กจะรู้สึกไม่สบายใจ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพียงการหยอกล้อในแบบที่ทำเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณอิ๊งค์รับไม่ได้มากที่สุด คือระหว่างการอธิบาย โค้ชกลับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดคลิปวิดีโอที่เคยบันทึกภาพลูกชายของเธอไว้ เมื่อดูคลิปดังกล่าว คุณอิ๊งค์พบว่า ภายในวิดีโอมีภาพขณะที่โค้ชดึงกางเกงลูกชายของเธอ จนเห็นบริเวณต้นขาด้านในอย่างชัดเจน เธอจึงถามโค้ชทันทีว่า “ทำไมถึงอัดคลิปแบบนี้ไว้ทำไม” ระหว่างที่โค้ชเปิดโทรศัพท์ให้ดู คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า ภายในเครื่องยังมีรูปภาพและคลิปวิดีโอของลูกชายเธออีกหลายรายการ เธอจึงถามถึงเหตุผลที่เก็บภาพและวิดีโอเหล่านั้นไว้ โค้ชอธิบายว่า เขาเพียงรู้สึกเอ็นดูลูกชายของเธอ พร้อมทั้งยอมรับว่า เคยนำรูปและวิดีโอของลูกชายเธอไปให้แฟนของตนเองดู เพราะรู้สึกว่าเด็กน่ารักและเอ็นดู เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับโค้ชว่า “แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรที่มาเก็บภาพวิดีโอของลูกคนอื่น แล้วยังส่งให้คนอื่นดูอีก” หลังจากถูกตั้งคำถาม โค้ชจึงลบรูปภาพและคลิปวิดีโอทั้งหมดออกจากโทรศัพท์ คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า การลบข้อมูลต่อหน้าเช่นนี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกลบออกทั้งหมดจริง เนื่องจากข้อมูลอาจเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้ หรือไม่เคยถูกส่งต่อให้บุคคลอื่นก่อนจากนั้น เธอจึงกล่าวกับโค้ชอีกว่า “คุณรู้ไหมว่าน้องอายุยังไม่ถึง 15 ปีเลย แล้วคุณต้องขออนุญาตพ่อแม่เขาก่อน” แต่โค้ชกลับไม่ได้ตอบโต้หรืออธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด คุณอิ๊งค์เล่าว่า ตัวเธอเองก็ประกอบอาชีพครูเช่นเดียวกัน จึงได้ให้ข้อคิดกับโค้ชในฐานะผู้ทำงานด้านการศึกษา โดยกล่าวว่า “คุณควรมีจริยธรรม มีคุณธรรมหรือเปล่า สมาคมแบดมินตันเทรนคุณมายังไง ทำไมคุณถึงรับสอนเด็กเล็ก แต่คุณเล่นกับเด็กไม่เป็น” อย่างไรก็ตาม โค้ชยังคงนิ่งเงียบ และไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว คุณอิ๊งค์จึงถามต่อว่า “แล้วคุณเคยโดนแกล้งแบบนี้ไหม” โค้ชตอบว่าเคยโดนแกล้งแบบนี้เธอจึงถามต่อว่า “แล้วคุณรู้สึกยังไงตอนโดนแกล้ง” โค้ชตอบกลับว่า “ก็รู้สึกไม่ดี ก็อาย” คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับเขาตรง ๆ ว่า "แล้วคุณมาทำกับลูกคนอื่นทำไม” ตลอดการสนทนานี้ โค้ชก็ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว หลังจากพูดคุยกับโค้ชเสร็จแล้ว คุณอิ๊งค์จึงหันไปพูดคุยกับเจ้าของคลับแบดมินตัน โดยขอให้พิจารณาแนวทางการดำเนินการกับบุคลากรที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของเด็กและภาพลักษณ์ขององค์กร ระหว่างการพูดคุย เจ้าของคลับก็ยอมรับว่า โค้ชคนดังกล่าว ไม่ได้เป็นโค้ชที่มีใบรับรองแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นนักกีฬาที่มีฝีมือดีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณอิ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดสื่อประชาสัมพันธ์ของคลับกลับมีการนำเสนอภาพลักษณ์ของโค้ชในลักษณะที่ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเป็นบุคลากรที่มีใบรับรองอย่างถูกต้อง คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ระหว่างการพูดคุยในวันนั้น เธอไม่ได้บันทึกภาพหรือวิดีโอการสนทนาเอาไว้ ทำให้หลักฐานที่มีเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงสิ่งที่เธอเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้น หลังจากพูดคุยกับโค้ชและเจ้าของคลับแบดมินตันเสร็จเรียบร้อย เธอตัดสินใจจะไม่ส่งลูกชายกลับไปเรียนที่คลับแห่งนี้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชายอีกแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน เธอและครอบครัวได้ร่วมกันพูดคุยถึงแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ โดยตั้งคำถามว่า ควรแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เพราะแม้จะเชื่อมั่นในคำบอกเล่าของลูกชาย แต่ก็ยอมรับว่าหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นยังมีไม่มากนัก คุณอิ๊งค์เล่าว่า คืนวันนั้นเป็นคืนที่เธอแทบไม่ได้นอน เพราะยังคงกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรู้สึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของลูกชายอย่างมาก กระทั่งในวันอาทิตย์ เธอตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำใบแจ้งความไปยื่นต่อสนามแบดมินตัน เพื่อขอเข้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสนาม เมื่อได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์พบว่า มุมกล้องบางจุดไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่ปรากฏภาพขณะโค้ชดึงกางเกงลูกชาย อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้เธอได้สังเกตพฤติกรรมของโค้ชและลูกชายตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่อยู่ภายในสนาม เธอเล่าว่า แม้โค้ชคนดังกล่าวจะทำหน้าที่สอนเด็กอยู่ที่คอร์ดข้าง ๆ แต่ทุกครั้งที่ลูกชายของเธอวิ่งเข้าไปใกล้ หรือวิ่งผ่านบริเวณนั้น โค้ชมักจะเดินเข้าไปจับตัว เข้าไปจั๊กจี้ หรือหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ ลูกชายก็เคยเล่าให้เธอฟังว่า โค้ชเคยจั๊กจี้เขาจนศีรษะกระแทกพื้น เมื่อย้อนกลับมาดูภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า Body Language ของโค้ช เธอพบว่าพฤติกรรมของโค้ชที่มีต่อลูกชายดูแตกต่างจากเด็กคนอื่น โค้ชไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือหยอกล้อเด็กคนอื่นในลักษณะเดียวกับที่ทำกับลูกชาย แต่คุณอิ๊งค์ก็ยืนยันว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกตจากมุมมองของเธอเอง เพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิดยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด จึงไม่อาจนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันพฤติกรรมดังกล่าวได้ หลังจากดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการพูดคุยกับโค้ช ติดต่อคลับ แจ้งความ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์รู้สึกว่าเธออาจทำทุกอย่างที่แม่คนหนึ่งพอจะทำได้แล้วเพื่อปกป้องลูกชาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอกลับยังคงตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “สิ่งที่เราทำเพื่อปกป้องลูก มันเพียงพอแล้วหรือยัง?” เธอยอมรับว่าความคิดดังกล่าวทำให้รู้สึกเสียใจและกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถปกป้องลูกชายได้มากกว่านี้หรือไม่ คุณอิ๊งค์เล่าต่อว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ทางคลับแบดมินตันได้ติดต่อสอบถามผู้ปกครองรายอื่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าว โดยผู้ปกครอง A ให้ข้อมูลว่า โค้ชเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบเล่นและหยอกล้อเด็ก ๆ รวมถึงเคยหยอกล้อลูกของผู้ปกครอง A ในลักษณะคล้ายกัน แต่ครอบครัวไม่ได้รู้สึกติดใจหรือมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง คุณอิ๊งค์กล่าวว่าเธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกและขอบเขตการยอมรับของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน แต่สำหรับครอบครัวของเธอ พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเกินขอบเขตที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสร่างกายในจุดที่ไม่เหมาะสม รวมถึงมีการบันทึกภาพและวิดีโอของลูกชายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะในวัยเด็ก ตัวเธอเองก็เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ และยังคงจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงปลูกฝังลูกชายมาโดยตลอดว่า “Private Part เป็นพื้นที่ส่วนตัวของร่างกาย ที่ไม่ควรให้ผู้อื่นมองเห็นหรือสัมผัสโดยไม่ได้รับความยินยอม" ท้ายที่สุด คุณอิ๊งค์กล่าวว่า สิ่งที่เธอต้องการมาปรึกษาในรายการ พุธทอล์คพุธโทร คืออยากรู้ว่าสิ่งที่เธอทำมาตลอดนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง และเธอควรเดินหน้าดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะด้วยหลักฐานที่มีอยู่ เธอไม่แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินการได้มากกว่านี้ พร้อมกันนี้ เธอยังอยากให้รายการเป็น กระบอกเสียง เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองทุกคน ให้หันมาสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน และไม่มองข้ามการกระทำที่อาจเข้าข่ายการคุกคาม แม้ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นเพียงการหยอกล้อก็ตาม เพราะเธอไม่อยากเห็นเด็กคนอื่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่ลูกชายของเธอเจอ ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม‘ ได้ให้มุมมองว่า “ยุคนี้เราให้ความสำคัญกับการ Protect สิทธิเด็กมาก ๆ นะคะ ฉะนั้น โค้ชก็ต้องเรียนรู้แล้วล่ะจากเคสนี้ ถ้าถามว่าสามารถทำอะไรกับเรื่องพวกนี้ได้ไหม ทำได้แหละค่ะ เพราะว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก แต่ทีนี้ก็อยู่ที่คุณอิ๊งค์ว่าจะเลือกเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะถ้ายังมีความเห็นอกเห็นใจ กลัวว่าจะไปตัดอนาคตเขา ก็ลองชั่งน้ำหนักดูค่ะ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันทำให้เราเหนื่อยไหม เอาตัวเราเป็นหลักก่อน เอาผลประโยชน์เข้าเรา ขอบคุณนะคะที่โทรเข้ามาในรายการ เพราะพอเรื่องถูกแชร์ มันก็จะเป็นกระบอกเสียงให้คนที่ดูแลเด็กได้รู้ว่า เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ผู้ชายแตะผู้หญิงถึงจะเป็นการคุกคาม ตอนนี้ไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไปแตะ Private Part ของใครทั้งนั้น แล้วน้องเองก็บอกชัดว่าไม่สบายใจที่ถูกล่วงล้ำ เราคงไปช่วยทุกบ้านเลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าบ้านไหนไม่ซีเรียสก็เป็นเรื่องของเขา แต่คุณอิ๊งค์ทำดีทุกอย่างแล้วค่ะ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ทั้งการปกป้องลูกและการเยียวยาจิตใจ ส่วนโค้ชอายุ 26 ก็คงยังไม่มีลูก เลยอาจไม่เข้าใจว่าการดูแลเด็กในยุคนี้ต้องระมัดระวังแค่ไหน แต่ลูกคุณอิ๊งค์น่ารักมากนะคะ เพราะอายุแค่ 5 ขวบ ก็สามารถบอกความรู้สึกของตัวเอง และยังพูดขอบคุณคุณแม่สำหรับสิ่งที่แม่ทำให้ได้” ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล‘ ได้ให้มุมมองว่า “จริง ๆ ลงโทษรุนแรงได้เลย คือเขาต้องหยุดเป็นโค้ชก่อน เพราะถ้าเขายังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันผิด ยังยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติกับเด็กแบบนี้ คุณอิ๊งค์ก็ต้องทำให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่ แล้วควรหยุดสอนเด็กก่อน หากยังมีทัศนคติแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าคุณอิ๊งค์จะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่มากพอหรือเปล่าที่โทรมาวันนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกได้เห็นว่าคุณแม่เชื่อเขา และคุณแม่ได้ไปจัดการกับต้นเหตุแล้ว ความสบายใจตรงนี้ ลูกก็น่าจะได้รับแล้ว เชื่อว่าสายนี้มีประโยชน์แน่นอน ทำให้พ่อแม่หลายคนตื่นรู้มากขึ้นว่า เราต้องปกป้องความรู้สึกของลูก และหลังจากนี้ก็ควรสังเกตน้องต่อ หากน้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ก็ดี แต่ถ้ายังมีความรู้สึกตกค้างอยู่ คุณอิ๊งค์ก็อาจพาน้องไปพูดคุยกับนักจิตบำบัด” ในด้าน ‘ดีเจเผือก“ ได้ให้มุมมองว่า “เชื่อว่ายังมีคนที่ฟังแล้วคิดว่ามันก็เล่นกันมาแบบนี้ แต่เอาจริง ๆ ถ้าเราดูกันดี ๆ มันไม่ใช่ ถ้าสงสัยว่าตัวเองปกป้องลูกได้มากพอแล้วหรือยัง ผมว่าการปกป้องที่ดีที่สุดคือเอาเขาออกมาจากตรงนั้น ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว เขารู้สึกว่าคุณแม่ช่วยเต็มที่ ปกป้องเขา และเชื่อเขา อันนี้ผมว่าเคลียร์หมดแล้ว สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ (ดำเนินเรื่องทางกฏหมาย) คือการช่วยปกป้องลูกคนอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเหนื่อย เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ และเต็มที่ในแบบของเรา เอาที่เราไหว เพราะเรายังต้องดูแลลูกของเราอีก เหมือนที่คุณอิ๊งค์โทรไปคุยกับผู้ปกครองบางบ้าน เขาอาจไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญหรือเดือดร้อนอะไร ตรงนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ ในมุมของเรา เราทำดีที่สุดแล้ว และปกป้องลูกของเราได้ดีที่สุดแล้ว” ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับฟังในคำพูดของลูก และลุกขึ้นปกป้องเขา คือสิ่งสำคัญไม่ต่างจากการเลี้ยงดู หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์และสร้างความตระหนักให้สังคม เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและได้รับการเคารพในสิทธิของตนเองเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

(ภาคต่อ) มีแผลเป็นแต่ต้องไปต่อ ! จับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานไม่กี่วัน ผลสรุปคือแต่งงานกัน และให้โอกาสเขา!

20 เม.ย. 2026

(ภาคต่อ) มีแผลเป็นแต่ต้องไปต่อ ! จับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานไม่กี่วัน ผลสรุปคือแต่งงานกัน และให้โอกาสเขา!

(ภาคต่อ) มีแผลเป็นแต่ต้องไปต่อ !จับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานไม่กี่วันผลสรุปคือแต่งงานกัน และให้โอกาสเขา! 'คุณต้นไม้' (นามสมมติ) อายุ 27 ปี สายที่ 10 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวที่เคยเข้ามาเล่าในรายการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 กับ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นจับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานเพียงไม่กี่วัน แต่ที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เพราะกลัวจะโดนนินทาและเป็นหม้ายขันหมาก ความคืบหน้าล่าสุด “คุณต้นไม้ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตัดสินใจแต่งงานต่อ เพราะต้องแต่งค่ะ ในวันงาน บรรยากาศก็ดี เพราะคนรอบข้างไม่ได้รู้เรื่องนี้ ตอนที่พิธีกรให้คู่บ่าวสาวพูด เราก็ให้เขาพูดก่อนตามคำแนะนำ ซึ่งเขาก็พูดว่า “จะเป็นสามีที่ดี เพื่อดูแลเจ้าสาว” เมื่อถึงคิวเรา ต้นไม้ก็พูดขอบคุณแขกทุกคนที่มาร่วมงาน และทิ้งท้ายไว้ว่า “ความรักที่ดี คือความรักที่มีความซื่อสัตย์ให้กันนะคะ” เจ้าบ่าวก็มีสะอึกนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรมาก และตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ก็ดำเนินต่อไป ตั้งแต่วันที่เราจับได้ เขาก็เลิกติดต่อกับผู้หญิงคนนั้น และผู้หญิงคนนั้นก็บล็อกเรา ไม่ได้มายุ่งกับเราอีก ถึงแม้จะมีแผลเป็น แต่ก็สามารถไปต่อกันได้ และดูแผลนั้นไว้เป็นอุทาหรณ์ อาจมีระแวงบ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาก็พยายามปรับเปลี่ยน เขารายงานทุกความเคลื่อนไหวของเขา ว่าไปไหน ทำอะไร แต่เราก็ยังไม่เชื่อใจเขา 100%ค่ะ’ ปิดท้ายด้วย “ดีเจทั้งสาม” อวยพร ให้คุณต้นไม้มีความสุขในชีวิตคู่ ขอให้เขากลับตัวกลับใจ เป็นคนดีได้ตลอดรอดฝั่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเคยโทรมาในรายการ เคสที่เคยเจอพ่อเอาปืนจ่อหัว เพราะหนูเป็น LGBTQ จนหนูหนีออกจากบ้านมากับแฟน อยู่ด้วยกันตั้งแต่ไม่มีอะไร จนมีเงิน มีธุรกิจ สร้างตัวได้แล้ว แฟนที่คบกันมา 10 ปีรักกันดีไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก่อน แต่ล่าสุดนี้

24 มิ.ย. 2025

หนูเคยโทรมาในรายการ เคสที่เคยเจอพ่อเอาปืนจ่อหัว เพราะหนูเป็น LGBTQ จนหนูหนีออกจากบ้านมากับแฟน อยู่ด้วยกันตั้งแต่ไม่มีอะไร จนมีเงิน มีธุรกิจ สร้างตัวได้แล้ว แฟนที่คบกันมา 10 ปีรักกันดีไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก่อน แต่ล่าสุดนี้

หนูเคยโทรมาในรายการ เคสที่เคยเจอพ่อเอาปืนจ่อหัว เพราะหนูเป็น LGBTQ จนหนูหนีออกจากบ้านมากับแฟนอยู่ด้วยกันตั้งแต่ไม่มีอะไร จนมีเงิน มีธุรกิจ สร้างตัวได้แล้ว แฟนที่คบกันมา 10 ปีรักกันดีไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก่อนแต่ล่าสุดนี้ เขาเพิ่งย้ายออกจากบ้านหนูไปได้ 2 เดือน พร้อมกับเหตุผลว่า เขารู้ตัวแล้วว่าเขาชอบผู้ชายมากกว่าตอนนี้เขาไม่มีวี่แววกลับมาเลย ย้ายไปอยู่กับผู้ชายคนนั้น 10 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนโลกพังทลายลงไปเลยหนูจะทำยังไงต่อไปดีคะ อยากขอกำลังใจจากทุกคน “คุณเค (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มิถุนายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องความรักที่คบกับแฟนมา 10 ปี เคยสร้างเนื้อสร้างตัว ฝ่าฟันอุปสรรค์มาด้วยกัน แต่เขาดันบอกเลิกเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าชอบผู้ชาย โดย “คุณเค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เคยโทรมาในรายการแล้วครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่โดนพ่อไล่ออกจากบ้านเพราะเป็น LGBTQ แล้วหนีออกจากบ้านไปสร้างตัวกับแฟน แต่ปัญหาที่หนูโทรมาวันนี้ คือ หนูเพิ่งเลิกกับแฟนได้ 2 เดือน เขาบอกว่าเขาเพิ่งมารู้ตัวว่าเขาชอบผู้ชาย ซึ่งหนูอยู่กับเขามา 10 ปี เขาเป็นรักแรกของหนูและเป็นโลกทั้งใบของหนูเลย เมื่อก่อนใครๆก็บอกว่าหนูน่าอิจฉา แฟนก็รัก การงานก็ดี แต่ตอนนี้เหมือนโลกทั้งใบนั้นมันพังไปแล้ว หนูยังทำใจไม่ได้เลย หนูอยากให้พวกพี่ๆดีเจช่วยฮีลใจหนูหน่อย หนูควรทำยังไงดี?’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีอะไรจะช่วยได้นอกจากเวลา เวลาจะค่อย ๆ เยียวยารักษาแผลนี้ให้ดีขึ้น แค่ต้องพยายามข่มตานอน ฝืนกิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสเจอใครที่จะเป็นคู่ชีวิตของเราจริง ๆ มันยังมีโอกาสอีกมากมาย จงให้โอกาสนั้นกับตัวเอง อย่าปิดโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ และให้ชีวิตได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดครั้งนี้ บางทีคู่ชีวิตอาจไม่ใช่คนที่คบกันมาเป็น 10 ปีก็ได้ สุดท้ายมันอาจจะเป็นคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาก็ได้’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีอะไรที่เป็นของเราถาวร ฉะนั้นอย่าให้ใครมาเป็นโลกทั้งใบของเราอีก ตราบใดที่โลกยังหมุนไปข้างหน้า นี่ไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะทำให้เราเจ็บปวดในชีวิต ไม่ต้องเสียงดายหรืออาลัยอาวรณ์กับคนที่เราเอื้อมมือคว้าแล้วไม่เจออีกแล้ว ถ้าเขาอยู่ตรงหน้าเราไม่ได้ เราเองก็ต้อง move on ขึ้นอยู่กับเราว่าจะพร้อม move on เมื่อไหร่’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้เวลากับมันจนกว่าวันหนึ่งเคจะเลิกคิดว่าเขาคือโลกทั้งใบของเรา แล้วหันมาเติมโลกของเราให้มันเต็มให้ได้ มันเจ็บแต่สักวันมันจะหาย สุดท้ายเราก็ไม่ได้อยู่กับใครไปจนตาย ชีวิตมันก็แค่นี้ ลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยและรอรักครั้งใหม่ที่จะเข้ามา’ และสุดท้ายดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ‘ให้เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง และให้โอกาสตัวเองได้เจอกับรักครั้งใหม่ที่จะเข้ามา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

30 ม.ค. 2026

สามีนอกใจไปมีมือที่สาม เขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้าน และเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุข ทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขา จนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้

สามีนอกใจไปมีมือที่สามเขาไล่หนูกับลูกออกจากบ้านและเขาก็อยู่ด้วยกันกับชู้อย่างมีความสุขทิ้งหนูให้เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวความโกรธแค้นนี้ทำให้หนูเกลียดขี้หน้าเขาจนไม่สามารถเผชิญหน้าเพื่อไปหย่ากับเขาได้ ‘คุณเอ็มมี่’ (นามสมมติ) อายุ 44 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีนอกใจไปมีมือที่สาม และได้ไล่เธอออกจากบ้านมาเช่าห้องอยู่กับลูก ทิ้งให้เธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วเลือกอยู่อย่างสุขสบายในบ้านหลังเดิมกับมือที่สาม ‘คุณเอ็มมี่’ ได้เล่าว่า เธอกับสามีเริ่มคบกันตั้งแต่ปี 2559 จนปี 2565 สามีก็ได้นอกใจและไปมีมือที่สาม แต่เขาก็ไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณเอ็มมี่จึงเลือกที่จะยังอยู่ในความสัมพันธ์นั้น เพราะไม่อยากให้ลูกทั้งสองมีปมเกี่ยวกับครอบครัว เมื่อต้องทนกับความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด คุณเอ็มมี่จึงได้โทรไปหามือที่สามเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องทั้งหมด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เมื่อสาวคนนั้นกดรับสายโทรศัพท์ คุณเอ็มมี่ก็ได้กดวางสายทันที หลังจากนั้นสามีก็ได้โทรมาต่อว่าและไล่คุณเอ็มมี่ออกจากบ้าน ตัวของคุณเอ็มมี่จึงได้ย้ายออกมาเช่าห้องอยู่กับลูกอีก 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา คุณเอ็มมี่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว เนื่องจากสามีของเธอนั้นไม่ได้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก ทั้งค่าเรียน ค่าของใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูก คุณเอ็มมี่ล้วนเป็นคนทำงานหามาจ่ายเองทั้งสิ้น ส่วนสามีจะมีแวะมาหาลูกบ้าง ชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พ่ออย่างที่ควร เวลามาหาลูกยังชอบให้ลูกคุยโทรศัพท์กับมือที่สามอีกด้วย อีกทั้งคุณเอ็มมี่ยังได้บอกเกี่ยวกับความรู้สึกเพิ่มเติมว่า เธอนั้นต้องการหย่ากับสามี ซึ่งฝ่ายสามีก็คิดเช่นกันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการหย่า และจบความสัมพันธ์ที่คาราคาซังนี้ แต่คุณเอ็มมี่ก็ได้บอกว่า อีกใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอมีความคิดที่ไม่อยากหย่า เพื่อที่จะให้มือที่สามยังคงตำแหน่งมือที่สามต่อไป และที่เธอคิดทำแบบนี้ก็เพื่อจะแก้แค้นในสิ่งที่เธอเจอมา ทั้งที่เธอก็รู้ว่าการอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันจะ Toxic กับชีวิตก็ตาม สุดท้ายคุณเอ็มมี่ได้ขอคำปรึกษากับเหล่าดีเจและคุณหมอท้อปว่า ตัวของเธอนั้นไม่สามารถกลับไปเผชิญหน้าเพื่อจะทำการหย่าร้างกับสามีได้ และที่โทรมาในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการทราบว่า ตัวเธอนั้นควรทำอย่างไรต่อไปเพื่อที่จะให้ตัวเองกล้าไปเผชิญหน้ากับสามีที่ตนเกลียดเข้าไส้ เพื่อดำเนินการทำการหย่าร้างตามกฎหมายให้ความสัมพันธ์นี้จบลง อีกทั้งยังเธอควรจะทำอย่างไร กับการที่ยังมีความรู้สึกที่อยากจะแก้แค้นมือที่สามอยู่ หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอ็มมี่จบ เหล่าดีเจและคุณหมอท้อปก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาคุณเอ็มมี่ด้วยความเห็นใจ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเกลือ’ ที่ได้กล่าวว่า “คิดว่าหน้าที่การเลี้ยงดูลูกเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระไว้ฝ่ายเดียว คุณเอ็มมี่สามารถฟ้องหย่า และฟ้องค่าเสียเวลาได้ ส่วนเรื่องลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกสามารถอยู่กับเราได้มั้ย เพราะศาลน่าจะเห็นเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการหย่า ถ้าคิดว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับเขานั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ก็ขอให้คิดถึงลูกเป็นหลัก นึกถึงหน้าลูกไว้เยอะ ๆ ว่าการไปเจอหน้ากันครั้งนี้เพื่อให้ลูกไม่ต้องเจอกับความ Toxic ต่อไป” นอกจากนี้ ‘ดีเจเกลือ’ ยังยกเคสกรณีของตนที่เคยผ่านประสบการณ์การหย่าร้างมาแล้วว่า “อย่างคู่ผมก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยอมรับว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราใจเย็นได้ก็คือลูกนี่แหละ และเราทั้งคู่จะไม่ให้ลูกเห็นเวลาทะเลาะกันเลย ช่วงไหนที่เรารู้สึกว่าเราเจอกันไม่ได้เราก็จะห่าง ๆ กัน แล้วจะหาเหตุผลไปบอกกับลูกว่า ‘โอเคบางครั้งความรักมันแปรเปลี่ยนได้ พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนกันได้ อาจจะไม่ใช่แฟนกันแล้ว แต่ก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกเสมอ’ ใด ๆ คือให้คิดถึงลูกไว้ ผมว่ามันจะเป็นพลังให้เราสามารถเผชิญหน้ากับสามีได้ คิดว่าทำเพื่อลูกครับ” ต่อมา ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เก็บหลักฐานว่าเขามีชู้ เก็บหลักฐานว่าเขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เอาให้เห็นเลยว่าเขานอกใจเราจริง ๆ ในขณะที่เรายังถือทะเบียนสมรสอยู่ แล้วเราก็ไปทำเรื่องฟ้องสามี เรียกค่าเลี้ยงดู ฟ้องชู้เพราะทำผิดกฎหมาย ใช้วิธีการฟ้องหย่ากันเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูลูก และทุก ๆ การเจอกันก็อยากให้คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก และแม่จะจบสิ่งนี้เพื่อลูก” มาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวต่อว่า “คือจริง ๆ เห็นด้วยกับพี่เกลือ กับพี่หอม ว่าอยากให้ฟ้องหย่า เพราะว่าสิ่งที่เขาทำกับคุณเอ็มมี่คือเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขาควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาสร้างมากับเรา นั่นก็คือลูก เขาไม่ควรปัดปัญหาแบบนี้ แต่ในกรณีที่คุณเอ็มมี่ไม่อยากวุ่นวาย อันนี้พี่เสิร์จใน Google นะ เหมือนมันจะมีวิธีการที่สามารถหย่ากันได้โดยเราไม่ต้องไปเจอเขา โดยการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน เพียงแต่คุณเอ็มมี่ต้องตกลงกับเขาว่าเราจะหย่ากันแต่โดยดี และก็เรื่องทรัพย์สิน เรื่องต่าง ๆ พี่ว่าสามารถลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะ แต่ถ้าสุดท้ายในกระบวนการมันยังต้องไปเจอกันอีก ก็นึกในแบบที่พี่เกลือบอกแหละว่าเราไปเจอเขาเพื่อหลังจากนี้ไม่ต้องเจออีก และเพื่อให้ทำลูกสบายใจด้วย มันจะได้จบปัญหานี้สักที พี่เข้าใจความรู้สึกของคุณเอ็มมี่ว่าเกลียดมากจนไม่อยากเจอหน้า แต่คุณเอ็มมี่จะหนีไปทั้งชีวิตไม่ได้ พี่ว่าลองกลั้นใจไปเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจบเรื่องและปัญหาทั้งหมด พี่ว่าผลลัพธ์มันก็อาจจะคุ้มค่าพอที่เราจะต้องไปเจอหน้าคน ๆ นี้อีก” สุดท้ายคือการให้คำปรึกษาจาก ‘คุณหมอท้อป’ ว่า “อย่างแรกคือเราก็ไม่รู้ว่า การที่เราปล่อยเขาเป็นมือที่อยู่สามอยู่แบบนี้ เขาจะรู้สึกทรมานใจหรือป่าว เพราะตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นจะดูทรมานเลย เราอาจจะไม่ได้สิ่งที่เราคิดว่าได้ก็ได้ แต่ว่าอย่างแรกเลย การที่เรารู้สึกแย่มันคือความรู้สึกของคนปกติ อยากให้ยอมรับก่อนว่า เราโกรธก็คือโกรธ ความรู้สึกมันเยอะแยะไปหมด ซึ่งเท่าที่ฟังจากคุณเอ็มมี่มา จะไม่โกรธก็แปลก เพราะงั้นเราเป็นคนปกติ เราโกรธได้ แต่ปัญหาหลังจากที่เราโกรธ เรารู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง แล้วเราจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าเกิดเราไม่ตั้งสติขึ้นมาเราจะเกิดความงงว่าแล้วฉันควรจะไปทางไหนต่อดี” ซึ่งคุณหมอท้อป ก็ได้กล่าวให้ฟังเพิ่มเติมว่าในกรณีนี้ในพาร์ทของสามีภรรยากับพาร์ทของลูกนั้นต่างกัน โดยกล่าวว่า “ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสามีภรรยา ให้เราทบทวนความคิดตัวเองก่อน ว่าเราอยากจะหย่าจริงมั้ย เพราะพอเมื่อกี้เริ่มคุย ๆ กันไปสักพักเริ่มมีคำพูดแล้วว่า อาจจะไม่ได้อยากหย่า แต่คำถามคือถ้าไม่หย่าแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ กรณีที่ต้องอยู่ไปแบบนี้ มันโอเคต่อตัวเรา และลูกจริง ๆ หรอ ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาผิด เขาก็จะอยู่แบบมีความสุขเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะรู้ว่าผิด แต่เขาไม่ได้แคร์ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออย่าไปคิดแทนเขา และการที่ปล่อยเขาเป็นมือที่สามต่อไป เขาอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้เลยก็ได้ ถ้าสะทกสะท้านเขาคงไม่เลือกทางนี้แต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากจะตัดปัญหานี้ให้จบ เราก็ต้องดูว่ามันมีวิธีไหนบ้าง หลาย ๆ คนก็เลือกให้กฎหมายช่วย หรืออาจจะให้บุคคลอื่นมาช่วยไกล่เกลี่ย ว่าจะแบ่งหน้าที่ของสามีภรรยากันยังไง” และคุณหมอท้อปก็ได้พูดต่อในพาร์ทของลูกว่า “ในส่วนของลูกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย หมอรู้ว่าเราพยายามจะเป็นแม่ที่ดี การที่เราอยากเป็นแม่ที่ดีคือการเอาลูกมาใส่ใจ แต่ตอนนี้จะแอบสับสนมั้ยว่า การเป็นแม่ที่ดี กับการที่เอาลูกมาเป็นตัวประกัน หรือเอาลูกมามีส่วนร่วมในสนามรบด้วย มันค่อนข้างลำบาก ตัวประกันในที่นี้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้เขามาเป็น แต่หมายถึง คือการดึงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งอาจจะอันตราย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าอันไหนจะแย่กว่ากัน ระหว่างลูกต้องนั่งฟังว่าเมื่อไหร่แม่จะหย่ากับพ่อ กับลูกต้องเห็นแม่มานั่งทรมาน โกรธแค้นใจจนเขาโต มันก็อาจจะเป็นปมปัญหานึงในชีวิตของลูกได้ หมอว่าสามีรักเราป่าว เราไม่รู้ แต่ลูกรักเราแน่นอน เราทำให้คนที่เขารักเราและเรารักเขาดีกว่ามั้ย ถ้าเราข้ามผ่านเรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปได้ สักวันที่ลูกโตขึ้น ลูกจะเห็นแม่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ถึงแม้ว่าแม่จะเจอเรื่องที่แย่มาขนาดนี้ แต่แม่ยังดูแลเขา ยังเข้มแข็ง และยังคงเป็นแม่ที่ดีได้ต่อไป เมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะเห็นเอง ว่าใครคือคนที่รักและทุ่มเทให้กับเขามาโดยตลอด”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-