รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

10 ก.ค. 2026

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า

ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ

หนูควรทำยังไงดีคะ?

       ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนรู้สึกว่าพ่อแม่รักและให้ความสำคัญกับพี่ชายมากกว่า จนกลายเป็นปมในใจที่ยังก้าวข้ามไม่ได้

       ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ว่าพ่อและแม่ดูเหมือนจะแสดงความยินดีหรือภาคภูมิใจในสิ่งที่พี่ชายทำมากกว่าสิ่งที่เธอทำ จนทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับการยอมรับหรือได้รับความรักในแบบเดียวกัน แม้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลและเอาใจใส่คนในครอบครัวก็ตาม

       คุณกระติกเล่าว่า ตนเองเป็นคนช่างสังเกตความรู้สึกของคนในบ้าน หากได้ยินว่าพ่อหรือแม่อยากรับประทานอะไร หรืออยากได้สิ่งของชิ้นไหน เธอก็มักจะตั้งใจหาซื้อมาให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เพราะอยากทำให้ทั้งสองคนมีความสุข

       เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อทราบว่าคนในบ้านอยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ จึงรีบไปซื้อมาให้ด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดว่า “ซื้อมาทำไมอ่ะ เปลืองตังค์ เอาวางไว้เหอะ” ก่อนที่อาหารจะถูกวางทิ้งไว้จนเสีย โดยไม่มีใครแสดงอาการดีใจหรือรู้สึกประทับใจที่เธอตั้งใจซื้อมาให้

       แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่พี่ชายสั่งของมาให้พ่อแม่ บรรยากาศกลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะคุณพ่อคุณแม่มักจะแสดงความตื่นเต้น พร้อมพูดกับทุกคนในบ้านว่า “อุ๊ย ทุกคนมาดูนี่สิ อันนี้นี่พี่สั่งของมาให้นะ” ทำให้คุณกระติกรู้สึกว่า สิ่งที่เธอทำกลับไม่เคยได้รับการตอบรับในลักษณะเดียวกัน

       อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบความรู้สึกของเธออย่างมาก คือช่วงที่พี่ชายซื้อทองเป็นของขวัญวันเกิดให้แฟน และพี่ชายได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ลง Social Media เมื่อคุณแม่เห็นจึงพูดขึ้นมาว่า “อยากได้จัง หูเนี่ยมันใส่ตุ้มหูธรรมดาไม่ได้ มันเน่า” จากนั้นคุณแม่จึงไปบอกกับพี่ชายว่าอยากได้ต่างหูทอง แต่พี่ชายตอบกลับว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเปลืองเงินและสามารถใส่แบบอื่นได้ ทำให้คุณแม่มีอาการน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดจนเหมือนจะร้องไห้ 

       เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณกระติกก็รู้สึกสงสารคุณแม่ จึงอาสาซื้อให้แทน พร้อมบอกว่า “ไปเหอะแม่ ไปซื้อกัน หนูซื้อให้ ไม่เป็นไร” แม้ในใจจะไม่แน่ใจว่าที่คุณแม่ปฏิเสธในตอนแรก เป็นเพราะกังวลเรื่องฐานะทางการเงินของเธอที่ไม่ได้ดีเท่าพี่ชายหรือไม่ แต่เธอยืนยันว่าตนเองพร้อมจ่ายและอยากซื้อให้ด้วยความเต็มใจ จึงพาคุณแม่ไปเลือกซื้อทองจนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลังซื้อทองกลับมา คุณแม่กลับเก็บไว้เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ยอมนำมาใส่ ทำให้คุณกระติกต้องคอยถามอยู่ทุกวันว่า “แม่ใส่ยัง แม่ใส่ดูสิ สวยไหม” เพราะอยากเห็นคุณแม่มีความสุขกับของขวัญที่ตั้งใจมอบให้

       หลังจากซื้อทองให้คุณแม่ คุณกระติกก็แอบรู้สึกว่าคุณพ่ออาจจะน้อยใจ จึงตั้งใจซื้อทองให้คุณพ่อเป็นของขวัญวันเกิดด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมอบให้ คุณพ่อกลับมีปฏิกิริยาที่ทำให้เธอเสียความรู้สึก โดยพูดเพียงว่า “อะไรเนี่ย ซื้อมาทำไม เปลืองตังค์” ก่อนจะเดินไปทำอย่างอื่น ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายเรียกคุณพ่อกลับมาสวมทองและขอถ่ายรูปร่วมกัน เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในวันเกิด

       เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คุณแม่ได้มาบอกความจริงกับเธอว่า คุณพ่อได้นำทองเส้นดังกล่าวไปจำนำ เพื่อนำเงินมาใช้ คุณกระติกรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงเลือกทำเช่นนั้น หากกำลังประสบปัญหาทางการเงินก็สามารถบอกกับเธอตรง ๆ ได้ โดยคุณพ่อให้เหตุผลว่าไม่อยากรบกวนลูก และยืนยันว่าจะนำทองกลับมาไถ่คืน ทำให้เธอเลือกปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป

       กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณ 1–2 ปี คุณแม่เพิ่งบอกกับเธอว่า คุณพ่อมีความตั้งใจจะไม่จ่ายดอกเบี้ยและปล่อยให้ทองหลุดจำนำไป เพราะไม่คิดจะรับคืนแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณกระติกรู้สึกเสียใจมาก เพราะทองเส้นนั้นเป็นของขวัญวันเกิดที่เธอตั้งใจมอบให้คุณพ่อด้วยความรัก

       เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงเข้าไปคุยกับคุณพ่อ พร้อมบอกว่า หากคุณพ่อไม่ต้องการแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะเป็นคนไปไถ่ทองคืนเอง และจะเก็บไว้กับตัว หากวันไหนคุณพ่ออยากได้ก็สามารถมาขอคืนได้ แต่คุณพ่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดว่า “ไม่เคยบอกเลยว่าไม่อยากได้ เดี๋ยวไปไถ่คืนมาให้” ทำให้ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน คุณพ่อได้นำทองกลับมาให้จริง แต่ก็พูดกับเธอว่า “เอาไปให้หมดเลยนะ ที่ให้อะไรมาก็เอาไปให้หมดเลย” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณกระติกรู้สึกสับสนและเสียใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการเอาของขวัญคืน เพียงแค่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ตั้งใจมอบให้ด้วยความรัก และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวจึงลงเอยในลักษณะนี้

       คุณกระติกเล่าต่อว่า พี่ชายของเธอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนตัวเธอยืนยันว่าบรรยากาศภายในครอบครัวโดยรวมยังเป็นครอบครัวที่พูดคุยกัน ตลก เฮฮา และเธอก็รู้สึกสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มากกว่าพี่ชายของตัวเองเสียอีก

       อย่างไรก็ตาม ทั้งเธอและพี่ชายไม่ได้เติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก ตั้งแต่เด็กทั้งคู่พักอาศัยอยู่กับคุณลุง โดยคุณพ่อและคุณแม่จะโทรศัพท์มาหาหรือแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ก่อนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ เมื่ออายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป

       ในช่วงที่อาศัยอยู่กับคุณลุง คุณกระติกเล่าว่า คุณลุงค่อนข้างตามใจพี่ชาย และพี่ชายก็เป็นที่รักของคนในครอบครัว แต่ภายหลังเมื่อคุณลุงทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวผ่านการระบายของเธอ คุณลุงก็เริ่มให้ความสำคัญและดูแลเธอมากขึ้น

       ขณะที่คนในครอบครัวบางคนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงท่าทีเมื่อทราบเรื่องดังกล่าว และยังมองว่าอาการซึมเศร้าของเธออาจเป็นเพียงการคิดไปเอง ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเอง 

       คุณกระติกเล่าว่า ปัจจุบันอาการซึมเศร้ายังไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการได้ดีกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยังไม่หายขาด  เป็นเพราะเธอขาดยาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปติดตามอาการกับจิตแพทย์อีกเลย

       เธอเล่าว่า ในช่วงที่เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เคยปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เพื่อน หรือปัญหาในชีวิตด้านอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเธอสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ยังคงเป็นปมในใจ และเป็นเรื่องเดียวที่เธอรู้สึกว่ายังไม่สามารถก้าวข้ามได้

       คุณกระติกเล่าต่อว่า ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องย้ายออกไปพักหอ ทำให้ความสัมพันธ์กับพี่ชายเริ่มห่างเหิน ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน พี่ชายกำลังประสบปัญหาส่วนตัวเรื่องหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งครอบครัว ทุกคนต่างช่วยกันจัดการเรื่องดังกล่าว จนกระทบต่อการเรียนของเธอในช่วงนั้น หลายครั้งคนในครอบครัวจะโทรศัพท์มาขอให้เธอช่วยจัดการปัญหาของพี่ชาย หากเธอไม่สะดวกหรือไม่สามารถช่วยได้ ก็จะถูกตำหนิ แต่เมื่อถึงเวลาที่เธอมีปัญหาของตัวเอง เช่น เรื่องการลงทะเบียนเรียน กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง 

       แม้จะรู้สึกน้อยใจ แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกไม่อยากช่วยเหลือพี่ชาย เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ต้องคอยซัพพอร์ตพี่ชายอยู่เสมอ ขณะที่เมื่อเธอมีปัญหา กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยในแบบเดียวกัน อีกทั้งบางครั้งที่พี่ชายแสดงอาการหงุดหงิดคนในครอบครัวก็มักจะหันมาตำหนิเธอแทน

       นอกจากนี้ คุณกระติกเล่าเสริมว่า ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวคนจีน และที่ผ่านมาเธอไม่เคยถามคุณพ่อคุณแม่ตรง ๆ ว่าเหตุใดจึงไม่แสดงความยินดีหรือความภูมิใจในตัวเธอเหมือนที่แสดงออกกับพี่ชาย มีเพียงบางครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจเอ่อล้น จนเธอเผลอพูดออกไปว่า “ทำไมทีกับพี่ดูดีใจจัง” แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะตอบเลี่ยง ๆ หรือทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอคิดเป็นเพียงการคิดมากไปเอง

       เธออธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้โอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่ทุกเดือน แต่หากทั้งสองคนขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เธอก็จะช่วยเหลือตามกำลัง และในช่วงที่มีงานประจำก็จะโอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่เป็นประจำ

       เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณกระติกยอมรับว่า ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบเกิดขึ้นมาโดยตลอด เธอรู้สึกว่าพ่อแม่มักแสดงความยินดีกับพี่ชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อของหรือการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าไม่เคยโทษพี่ชาย และไม่อยากให้พี่ชายรู้สึกผิด เพราะมองว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากตัวพี่ชาย เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ในเวลานั้นพี่ชายอยากได้นาฬิกาแบรนด์ดังราคาประมาณ 1 - 2 หมื่นบาท เพียงแค่เอ่ยปากบอก คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปซื้อทันที พร้อมพาเธอไปด้วยในลักษณะเหมือนพาไปเดินเล่น ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงบอกว่าอยากได้ของบ้าง โดยไม่ได้ขอของราคาเท่าพี่ชาย แต่ขอเพียงของราคาหลักพันเท่านั้น ทว่าคุณพ่อคุณแม่กลับถามว่า “จะเอาไปทำไม ใช้ไปทำไม” สุดท้ายเธอไม่ได้รับของชิ้นนั้น และคุณพ่อคุณแม่กลับเสนอว่า “งั้นเอาของปลอมแทนได้ไหม” ขณะที่พี่ชายได้รับของแท้ตามที่ต้องการ

       เหตุการณ์เหล่านี้สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก จนทำให้คุณกระติกรู้สึกว่าพ่อแม่ดูรักพี่ชายมากกว่า และแม้เวลาจะผ่านมาจนเธออายุ 28 ปี ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจ เธอจึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า จะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร เพื่อให้สามารถก้าวข้ามปมในใจที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็กได้

       ทางด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าพี่เป็นกระติก พี่คงต้องทำใจ ว่าต่อให้เราทำดีมากเท่าไหร่ เขาอาจเห็น แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมหรือแสดงออกในสิ่งที่เราทำ เพียงเพราะเหตุผลเดียวคือเราเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังรากมานาน และเราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ

       ถ้าเป็นพี่ พี่จะเลือกมองในมุมดีว่า ยิ่งเขาโฟกัสและทุ่มเทให้พี่ชายมากเท่าไหร่ พี่ชายก็ยิ่งถูกคาดหวังมากเท่านั้น ขณะที่กระติกอาจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่า เราก็ดูแลพ่อแม่ในฐานะลูกคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกอกตัญญู แต่จะไม่ทำอะไรเพราะคาดหวังให้เขาบอกว่าเราดีหรือชื่นชมเรา เพราะสุดท้ายมันจะทำร้ายตัวเราเอง ตอนนี้กระติกอายุ 28 ปีแล้ว พี่ว่ามันพิสูจน์ได้แล้วว่า สิ่งที่เรารอคอยอาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้ แต่จากที่ฟัง พี่รู้สึกว่ากระติกทำทุกอย่างเพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุข เพียงแต่ลึก ๆ ก็หวังว่าพ่อแม่จะเห็นฉันแล้ว

       พี่อยากให้กระติกใช้ชีวิตของตัวเอง ดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกคนหนึ่งควรทำ แต่ไม่ต้องทำเพื่อให้เขามาบอกว่าเราดีพอ เพราะจริง ๆ แล้ว เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเป็นลูกที่ดี และไม่ได้แตกต่างจากพี่ชายเลย”

       ในฝั่งของ ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่จะคอนเฟิร์มเหมือนพี่เติ้ลเลยว่า กระติกเป็นลูกที่น่ารักมาก น่ารักมาก ๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีลูกเป็นแบบกระติก ถือว่าโชคดีมาก

       ปมในวัยเด็ก หลายคนอาจคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่จริง ๆ แล้ว ปมในวัยเด็กไม่ได้จบแค่ตรงนั้น บางคนลากยาวไปจนแก่เลยก็มี พี่เคยรู้จักคุณป้าคนหนึ่ง อายุประมาณ 70 - 80 ปี วันดีคืนดีก็ยังพูดถึงปมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นตอนอายุ 5 - 6 ขวบ ว่าพ่อแม่ทำไม่ดีกับเขา แปลว่าเรื่องปมในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องที่จะข้ามผ่านได้ง่าย

       เราต้องยอมรับก่อนว่า เราเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ Support เรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว เราผ่านหลายเรื่องมาได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เหลือเพียงเรื่องครอบครัวที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ถ้ามันยังวนอยู่แบบนี้ จนทำให้เราดิ่งลงเรื่อย ๆ พี่อยากแนะนำให้กลับไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะเขาจะมีวิธีช่วยให้เราปรับวิธีคิด เราเปลี่ยนครอบครัวไม่ได้ บังคับให้เขาเข้าใจหรือรักเราในแบบที่เราต้องการก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และมอบความรักในแบบที่เราอยากมอบให้กับเขา ส่วนเรื่องความรักที่เราคาดหวังจากเขา เราไปบังคับไม่ได้

       พี่เชื่อว่าพ่อแม่รักกระติกแน่นอน เพียงแต่เขารักไม่เหมือนกัน เราอาจอยากได้ความรักแบบเดียวกับที่พี่ชายได้รับ แต่สุดท้ายความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกทั้งสองคน อาจเป็นความรักคนละแบบก็ได้”

       ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “พ่อแม่กับเรา เป็นคนละ Levek กัน กระติกเธอเป็นลูกที่ดี แล้วก็ดีมาก เธอดีขนาดนักกีฬาเหรียญทอง แต่พ่อแม่ของเธอได้เหรียญทองแดง เขาไม่สามารถไต่ระดับความรู้สึกเข้าไปแตะหรือเข้าใกล้เหรียญทองได้ ฉะนั้นมันจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน

       กระติกเป็นลูกที่ดีมาก แทบไม่มีอะไรบกพร่องเลย ขณะที่พ่อแม่ยังขาดการเข้าใจหรือการ Take care ความรู้สึกของลูกให้เท่า ๆ กัน ฉะนั้นเขาจึงได้แค่เหรียญทองแดง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังผ่านมาตรฐานนะ อย่างน้อยก็ยังมีเหรียญ เพราะจากที่พี่ฟัง ครอบครัวนี้ไม่ได้แย่ เขายังรักลูก และไม่ได้วุ่นวายหรือบังคับลูกจนลูกอึดอัดหรือ Toxic เพียงแต่เขาไปไม่ถึงเหรียญทอง

       เพราะฉะนั้น อยากให้กระติกเข้าใจว่า ต่อให้เราทำอะไรดีแค่ไหน เขาก็อาจจะยังลืม Take care ความรู้สึกของเราอีก เพราะเขาไปไม่ถึงจุดนั้น เขาไม่มีวันได้เหรียญเงินด้วยซ้ำ อย่างเรื่องที่เอาทองไปขายแล้วเอามาคืน พี่ก็ยังมองว่าได้แค่เหรียญทองแดงจริง ๆ ถ้าอยากได้เหรียญเงิน อย่างน้อยก็ควรพูดว่า ‘พ่อขอโทษนะลูก’

       ฉะนั้น เราจะไม่ไปคาดหวังในตัวพ่อแม่ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะเมื่อเราไม่คาดหวัง เราก็จะไม่เจ็บ ใช้ชีวิตให้สนุก”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูถูกพี่เขย ชวนให้มีอะไรด้วยมา 5 ปีแล้ว หนูขับรถไม่เป็น ที่บ้านหนูจะต้องให้พี่เขยขับไปส่งหนู ไปหาแม่ที่โรงพยาบาลในเมืองตลอด บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด เรื่องนี้บอกพี่สาวไปแล้ว พี่สาวก็เข้าข้างพี่เขย ไม่สนใจอะไร เรื่องนี้แม่ก็รู้

20 มิ.ย. 2025

หนูถูกพี่เขย ชวนให้มีอะไรด้วยมา 5 ปีแล้ว หนูขับรถไม่เป็น ที่บ้านหนูจะต้องให้พี่เขยขับไปส่งหนู ไปหาแม่ที่โรงพยาบาลในเมืองตลอด บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด เรื่องนี้บอกพี่สาวไปแล้ว พี่สาวก็เข้าข้างพี่เขย ไม่สนใจอะไร เรื่องนี้แม่ก็รู้

หนูถูกพี่เขย ชวนให้มีอะไรด้วยมา 5 ปีแล้ว หนูขับรถไม่เป็น ที่บ้านหนูจะต้องให้พี่เขยขับไปส่งหนูไปหาแม่ที่โรงพยาบาลในเมืองตลอด บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด เรื่องนี้บอกพี่สาวไปแล้ว พี่สาวก็เข้าข้างพี่เขยไม่สนใจอะไร เรื่องนี้แม่ก็รู้ แม่บอกว่า “เขาคงแหย่เล่นๆ หยอกเฉยๆ” พอบอกพี่สาวคนโตพี่สาวคนโตก็เคยโดนแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ย้ายออกบ้านมาสร้างครอบครัวแล้วไม่ได้เจอพี่เขยตอนนี้หนูแต่งงานมีสามีแล้ว เขาชอบมาถามว่า “เวลามีอะไรกับสามีเป็นยังไงบ้าง สามีโอเคไหม?”หนูควรจะทำยังไงต่อดีคะ “คุณอัน (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [18 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องพี่เขยที่ชอบมาขอมีอะไรกับเรา โดย “คุณอัน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรายังไม่ได้แต่งงาน คือบ้านเรากับพี่สาวอยู่ใกล้กัน เรามักจะโดนพี่เขยชวนมีอะไรด้วย ปกติเราเป็นคนที่ขับรถไม่เป็นเวลาไปต่างจังหวัด หรือพาแม่ไปหาหมอ เลยมักจะไปกับพี่คนนี้ และแม่จะวานให้พี่เขยคนนี้พาไป เวลาอยู่สองต่อสอง เขาชอบชวนเราประมาณว่า “ไปรีสอร์ทไหม มีรีสอร์ทอยู่ข้างหน้า” “ไปนอนกับเขาไหม เดี๋ยวเขาจะให้เงินจ่าย” คือให้เงินเราเพื่อให้เราเอาไปใช้จ่ายหรือช็อปปิง ซึ่งพี่สาวเรารับรู้มาตลอด แต่จนถึงปัจจุบันเขาก็ยังไม่เลิกกัน ปกติแล้วพี่เขยมักมีพฤติกรรมที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยมาเรื่อย ๆ เสมอ ซึ่งเรื่องที่พี่สาวเราได้รู้คือ วันนึงพี่เขยได้นอกใจไปทำแบบนี้กับคนอื่นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เรานะ อยู่ ๆ มาวันนึง วันนั้นมีแม่ พี่สาวคนโต พี่คนนี้ที่เป็นพี่สาวเรา และเรา แม่ได้พูดเรื่องที่จับได้ว่าพี่เขยเราได้นอกใจพี่สาว เราจึงยอมเปิดใจพูดคุยว่า “จริง ๆ พี่เขยเขาก็มีพฤติกรรมที่พูดจา ชวนเราไปทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน” และพี่สาวคนโตก็พูดเสริมขึ้นมาอีกว่า “ทำกับเขาเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่เล่นด้วยเหมือนกัน” พอพี่สาวที่เป็นภรรยาพี่เขยรู้เขาก็นิ่งและไม่พูดอะไรต่อเลย แม่จึงพูดขึ้นมาว่า “เขาคงแหย่เล่น คงหยอกเฉย ๆ” ตอนนั้นไม่รู้ว่าแม่คิดอะไรอยู่ หรือพยายามที่จะให้กำลังใจเราไม่ให้เราคิดเยอะ จนจบบทสนทนานี้ก็ไม่มีใครพูดและถามอะไรต่ออีกเลย พี่เขยเขายังคงพยายามทำพฤติกรรมแบบนี้กับเรามาเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ที่เรายังไม่ได้แต่งงาน เรามักจะไปนอนกับหลานที่เป็นลูกของพี่สาวเราที่บ้าน บางทีนอนบนโซฟาเราจะใส่กางเกงขาสั้น อารมณ์เหมือนชุดบอลผู้ชาย แล้วเขาเข้ามามาจับตรงต้นขาเรา เหมือนจะปลุกเราให้ตื่น ๆ เรารับรู้ได้เลยว่าเหมือนมีอะไรมาไต่ที่ขาเรา จนเราแต่งงานมีแฟน เขายังคงชอบถามเราประมาณว่า “เวลามีเพศสัมพันธ์กับสามีเป็นยังไงบ้าง โอเคไหม ?” พยายามจะพูดกับเราแต่เรื่องอย่างว่าให้ได้ เราก็ตอบไปประมาณว่า “ทั่วไป ไม่มีอะไรก็เหมือนกับที่เขาทำ ๆ กันนั่นแหละ” ส่วนใหญ่ถ้าเลี่ยงไม่ได้เราจะตอบแบบนั้น ไม่ก็ตอบว่า “อะไรอะ” แล้วเดินหนีไปเลย ซึ่งแฟนเรารับรู้ทุกอย่าง เพราะเราก็เล่าให้เขาฟัง จริง ๆ เขาก็พยายามปลอบใจเรานะ แต่แฟนก็ไม่ได้พูดอะไรไป เหมือนกับที่บ้านทำอะไรไม่ได้เลย เพราะพี่เขยคนนี้เขาเป็นคนที่ดีในสายตาของทุกคนในบ้าน คือไม่ได้เกี่ยวอะไรในเรื่องเงินนะ แต่แม่เขาก็รักของเขา และพี่สาวเราก็รักเขามาก จนตอนนี้ก็ยังไม่ได้เลิกกัน 5 ปีที่ผ่านมา เราพยายามที่จะพูดให้พี่สาวเลิก แต่พี่สาวไม่ยอมเลิก หลังจากที่พี่สาวจับได้เรื่องนอกใจ พี่เราร้องไห้นะ แต่อารมณ์เหมือนแค่อยากปรึกษา อยากระบายเฉย ๆ ไม่ได้อยากเลิก ขนาดพี่เขยเคยมีอะไรกับบ้านตรงข้าม พี่สาวยังไม่ยอมเลิกเลย แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกไปแล้ว เพราะเขาเชื่อพี่เขยอย่างเดียว แล้วเหมือนพี่เขยบอกว่า “อย่าไปพูดคุยกับแม่กับน้องนะ” “อย่าไปหาแม่ที่บ้านนะ” อะไรแบบนี้ พี่สาวจะเชื่อและจะไม่มาเลยจริง ๆ บางที่สถานการณ์มันทำให้เราช็อค แล้วทำอะไรไม่ถูก จริง ๆ เราไม่ได้แคร์เขานะ แต่ยังไงคงต้องพึ่งพาเขาอยู่ดี บ้านเราอยู่ต่างจังหวัดมาก มันไม่ได้สามารถจ้างรถไรเดอร์ ไลน์แมนได้เหมือนในเมือง เราจะมีแค่คนในครอบครัว ส่วนแฟนเราก็ธุรกิจส่วนตัว บางทีเลยไม่สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ เราอยากปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า เรายังต้องเจอพี่เขยคนนี้อยู่ เพราะต้องพาแม่ไปหาหมอ แล้วไม่มีใครขับรถให้ หนูก็ยังต้องพึ่งเขา บางครั้งต้องอยู่กับเขาสองคนแล้วเขามักจะพูดจาสองแง่สองง่ามใส่ อยากถามว่าหนูควรรับมือ หรือพูดยังไงดีคะ?’ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้คำปรึกษาไปในทางเดียวกันว่า ‘ถ้าคุณอินพอมีพื้นฐานในการขับรถอยู่บ้าง ให้ไปเรียนขับรถ หรือจ้างให้คนมาขับรถให้ เพื่อที่จะไม่ต้องไปยุ่งกับเขาอีก นี่คือทางเลือกแรก แต่ถ้าในกรณีที่เลี่ยงไม่ได้ ยังต้องเจอกับพฤติกรรมนี้ของเขาอยู่ แนะนำให้แฟนคุณอันไปเปิดเลย เพราะว่านี่คือพฤติกรรมคุกคาม ถ้าทุกวันนี้ยังคงทำแบบนี้อยู่ พี่คงให้แฟนไปเปิดแล้ว เพราะยิ่งถ้าพี่สาวเราเมินเฉยขนาดนั้น ทำไมเราถึงยังเอาตัวเราไปตกเป็นเหยื่ออยู่ ถ้าวันใดวันนึงเขาหน้ามืด เกิดการเมาหรือทำอะไรไปมากกว่านี้ ไปทำกับคนอื่นในบ้านอีกจะทำยังไง รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องยอม เพราะนี่คือการล่วงละเมิดทางเพศ และที่สำคัญคือทำกับคนในครอบครัวด้วยซ้ำ เราควรที่จะชัดเจนไปเลยว่าไม่ต้องแคร์ และบ้านนี้ควรมีใครสักคนต้อง Take Action อะไรสักอย่างให้เด็ดขาดในเรื่องนี้ ไม่ใช่ยอมรับไปเฉย ๆ ว่าคน ๆ นี้ทำแบบนี้ได้ และไม่มีใครทำอะไรกับเขาได้เลย พยายามคุยกับพี่สาวให้จริงจังไปเลย หรือพยายามเก็บหลักฐานเท่าที่จำเป็น เพราะเราควรทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องตัวเราเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

29 พ.ค. 2026

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอดเพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจจะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ? ‘คุณน้ำอุ่น’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่องที่มีนิสัยต้องเขย่าตัวคนที่นอนด้วยใกล้ ๆ ตลอด เนื่องจากมีปมในวัยเด็ก ‘คุณน้ำอุ่น’ อายุ 26 ปี เล่าว่า ทุกครั้งเวลาตื่นนอน ต้องเขย่าตัวคนที่นอนข้าง ๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า สาเหตุจากนิสัยนี้มาจากเคยสูญเสียคุณตาไปตอนเด็ก เหตุการณ์คือตอนนั้นเธอนอนหลับแต่อยู่คนละมุ้งกับคุณตา ซึ่งคุณตาเสียไปตอนกลางคืน กว่าจะรู้ว่าคุณตาเสียก็เป็นตอนเช้า ทำให้หลังจากนั้นเวลาที่นอนกับใครก็มักจะเขย่าตัวเพื่อเช็กว่าคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ คุณยาย เพื่อน หรือแม้แต่แฟนก็ตาม เคยอยากลองวิธีการอื่นในการเขย่า เช่น การจับตัว หรือการจับชีพจร แต่รู้สึกว่าการเขย่าตัวตรง ๆ มันรู้สึกดีกว่าเพราะได้รู้แน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่ และไม่มีใครเลยที่มีปัญหากับการที่โดนคุณน้ำอุ่นเขย่าตัว เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคุณน้ำอุ่นได้ไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต่างประเทศกับน้องชายด้วยกันเพียงสองคน ตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็ได้ตื่นก่อนจึงเขย่าตัวน้องชายให้ตื่น เพราะจับตัวน้องชายแล้วพบว่าตัวเย็น เขย่าตัวอยู่นานมากแต่น้องชายก็ไม่ตื่น ในตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็รู้สึกใจไม่ดีมาก แต่สุดท้ายน้องชายก็ตื่น ทำให้คุณน้ำอุ่นยังมีนิสัยเขย่าตัวคนที่นอนด้วยกันอยู่เรื่อย ๆ ในตอนนี้เองคุณน้ำอุ่นก็อยู่ด้วยกันกับแฟน คุณน้ำอุ่นก็เขย่าตัวแฟนทุกเช้าที่ตื่นก่อนแฟน ซึ่งคุณน้ำอุ่นเองก็ไม่เคยบอกเรื่องอาการนี้ที่เป็นอยู่กับใคร ไม่มีใครสักคนถามว่าจะเขย่าตัวไปทำไม เพียงแค่ลืมตามามองคุณน้ำอุ่น และคุณน้ำอุ่นก็จะสบายใจถ้าเห็นว่าลืมตาแล้วก็จะปล่อยให้นอนต่อ นั่นจึงทำให้คุณน้ำอุ่นอยากได้วิธีที่ทำให้หายจากนิสัยที่ต้องเขย่าตัวคนข้าง ๆ ที่นอนด้วยกัน เรื่องของคุณน้ำอุ่นดูจะเป็นปัญหาทางจิตใจที่ต้องได้รับคำแนะนำจากคุณหมอโดยตรง ‘หมอท้อป’ จึงให้คำปรึกษาว่า “การที่กลัวการสูญเสียไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่คุณน้ำอุ่นเป็นอยู่คือบาดแผลทางใจ ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กก็เข้าใจได้เลยว่าทำไมถึงเกิด Trauma หลาย ๆ คนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ฝังใจในรูปแบบที่ต่างกันไป ซึ่งปัญหานี้ควรเข้ากระบวนการรักษาไปเลยดีกว่า รักษาต่อเนื่องก็จะช่วยได้มากกว่า ซึ่งนี่ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างได้ว่าไม่ต้องป่วยก็ไปหาหมอได้ เพราะการไม่ได้ป่วยอาจรุนแรงและรบกวนการใช้ชีวิตมากกว่าอาการป่วยบางอันอีก” และปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ ช่วยกันเสริมด้วยว่า “ถ้าการโดนปลุกมันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนรอบข้าง เราก็หาวิธีการปลุกที่เนียน ๆ กว่านี้ เช่น การจุ๊บหน้าผากให้เขารู้สึกตัวแทน”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพิ่งสูญเสียคุณพ่อไป 2 เดือนที่แล้ว เมื่อคิดถึง ก็จะร้องไห้ และเกิดคำถามขึ้นมากมาย อยากคิดถึงพ่อโดยที่ไม่ฟูมฟาย ต้องทำยังไงคะ?

03 พ.ค. 2026

เพิ่งสูญเสียคุณพ่อไป 2 เดือนที่แล้ว เมื่อคิดถึง ก็จะร้องไห้ และเกิดคำถามขึ้นมากมาย อยากคิดถึงพ่อโดยที่ไม่ฟูมฟาย ต้องทำยังไงคะ?

เพิ่งสูญเสียคุณพ่อไป 2 เดือนที่แล้วเมื่อคิดถึง ก็จะร้องไห้ และเกิดคำถามขึ้นมากมายอยากคิดถึงพ่อโดยที่ไม่ฟูมฟาย ต้องทำยังไงคะ? 'คุณองุ่น' (นามสมมุติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 เมษายน 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่องที่ตนนั้นเพิ่งสูญเสียคุณพ่อไป ทุกครั้งที่คิดถึงจะฟูมฟายมาก ทำอย่างไรได้บ้างให้คิดถึงพ่อได้โดยไม่เศร้าแบบนี้ ‘คุณองุ่น (นามสมมุติ)’ อายุ 30 ปี ได้เล่าว่า “หนูเพิ่งสูญเสียคุณพ่อไป เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาเป็นอัลไซเมอร์ แต่เสียด้วยอาการป่วยแทรกซ้อน หลังจากนั้นก็ทำให้มีคำถามติดอยู่ในใจ วน ๆ ซ้ำ ๆ ว่า ในความทรงจำของพ่อ องุ่นโตแค่ไหนแล้ว มีงานทำหรือยัง หรือโตกว่านั้น ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตกับคนอื่น ๆ ได้ปกติ แต่เมื่อต้องอยู่คนเดียว จะมีแวบหนึ่งที่นึกถึงคุณพ่อ แล้วก็ร้องไห้ออกมา ใจหนึ่งก็คิดว่ายอมรับได้แล้ว แต่อีกใจก็คิดว่ามันเป็นแค่การหลอกตัวเอง พ่อเป็นอัลไซเมอร์ก่อนเสีย 4-5 ปี ระหว่างนั้นจะมีคุณแม่เป็นคนดูแลพ่อตลอด โดยกิจวัตรประจำวันของเขาคือ เขาจะรอลูก ๆ กลับบ้านจนครบ 3 คนก่อนถึงจะยอมเข้าบ้าน พอวันนี้เรากลับบ้าน แล้วไม่เจอเขา ก็จะรู้สึกเศร้า รู้สึกคิดถึง และเสียดายที่ยังมีอะไรที่ไม่ได้ทำร่วมกันอีกมาก บางทีไปเจอร้านอร่อย ๆ ก็นึกเสียดายที่ไม่เคยพาพ่อมาเลย ช่วงแรก ๆ ตั้งคำถามว่า ในความทรงจำของเขา เขาจะภูมิใจในตัวเราบ้างมั้ย แต่พอเวลาผ่านไปกลายเป็นคิดถึงเขามากกว่า อยากขอคำแนะนำจากพี่ ๆ ว่าจะทำยังไงให้สามารถคิดถึงพ่อได้ โดยไม่ฟูมฟายแบบนี้ และผลกระทบอีกอย่างคือ องุ่นคุยกับคุณแม่น้อยลงมาก เพราะทุกครั้งที่เห็นคุณแม่ที่เคยตัวติดแพ็กคู่กับพ่อตลอดเวลา ทำให้คิดถึงคุณพ่อมากขึ้นด้วย" เริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “พี่ก็เสียพ่อไปเหมือนกัน ตอนท่านยังอยู่เราก็มีทะเลาะไม่ลงรอยกันบ้าง วันที่เขาต้องปลดเครื่องมือแพทย์ วันนั้นพี่ทำงานอยู่ แต่พี่ได้วิดีโอคอลคุยกับพ่อ พี่บอกพ่อว่า ให้พ่อหลับให้สบายเลย อะไรที่เติ้ลเคยทำไม่ดีกับพ่อ เติ้ลขอให้พ่ออโหสิกรรมให้นะ อะไรที่เรารู้สึกติดค้าง เติ้ลก็อโหสิกรรมให้พ่อด้วย และมันก็จบแค่นั้น ช่วงแรก ๆ ต้องมีนึกถึงเขาบ้าง แต่เวลาที่พี่นึกถึงเขา พี่จะเลือกนึกถึงแค่ภาพความทรงจำดี ๆ เท่านั้น เช่น ตอนเด็กที่เขาขับรถไปส่งพี่ที่โรงเรียน หรือเขาซื้อโดนัทมาเลี้ยงเพื่อนพี่ เพราะเป็นวันเกิดพี่ พี่ไม่รู้ว่าจะช่วยคุณองุ่นได้มั้ย ส่วนตัวพี่เลือกที่จะนึกถึงความทรงจำที่จะดีต่อตัวพี่ พี่อยากคิดถึงเขาในแบบที่ทำให้พี่สงบ ส่วนเรื่องที่คุณองุ่นยังปรับตัวไม่ได้ เหมือนมีอะไรหายไป ส่วนตัวพี่คิดว่าถึงแม้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่อะไรที่เขาทิ้งไว้ให้พี่ ไม่ว่าจะ DNA คำสั่งสอน หรืออะไรหลาย ๆ อย่าง มันยังอยู่กับพี่ตลอด มันไม่เคยจางหาย แต่พี่เข้าใจว่าคุณองุ่นเพิ่งสูญเสีย ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย อาจจะทำใจได้ยาก แต่ถ้าคุณองุ่นได้ไปพบคุณหมอ อาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้ค่ะ” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำปรึกษาว่า “ก่อนอื่นต้องแสดงความเสียใจด้วย ที่คุณองุ่นกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่คุณองุ่นต้องใช้เวลาเพื่อช่วยให้ทุก ๆ อย่างดีขึ้น สิ่งที่หอมกลัวมากที่สุดคือการสูญเสียเช่นกัน แต่หอมได้มีโอกาสได้ลองเข้าไปปฏิบัติธรรม เขาได้สอนให้หอมรู้จักการปล่อยวาง ไม่มีอะไรสามารถอยู่กับเราไปได้ตลอด แม้จะเป็นเนื้อหนังมังสา ร่างกายของเราเองก็ตาม คุณพ่อคุณองุ่นไม่ได้หายไปไหน เขาแค่ย้ายไปอยู่ในความทรงจำ และอยากแนะนำอีกอย่าง เกี่ยวกับคุณแม่ อยากให้ลองแบ่งเวลาให้กับคนที่ยังอยู่กับเรา สร้างความสุขร่วมกันกับเขา หอมว่าคุณแม่ก็เสียใจ แต่เขาไม่ได้แสดงออก ครึ่งนึงของคุณองุ่นยังคือคุณพ่อค่ะ ทุกครั้งที่ส่องกระจกเขายังอยู่กับเรา” ตามด้วย ‘ดีเจเกรท’ ให้คำปรึกษาว่า “อยากให้เราเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก ตัวพี่เองก็เพิ่งสูญเสียคุณยายกับน้องแมวไป สำหรับคนที่องุ่นผูกพันมาก ๆ การสูญเสียไป 2 เดือน มันยังเป็นเวลาที่น้อยมากที่จะทำใจได้ เราไม่จำเป็นต้องรีบอยากหาย แน่นอนว่าคิดถึงมาก แต่ต้องให้เวลากับการคิดถึง ยอมรับอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเราให้ได้ ไม่ต้องกดดันตัวเอง พี่เชื่อว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเยียวยาเรา ลองคิดดูว่าถ้าสมมุติคุณพ่อเห็นเราร้องไห้ เขาจะพูดอะไรกับเรา อาจจะเป็นสู้ ๆ นะพ่ออยู่ข้าง ๆ นะอะไรแบบนั้น เมื่อไหร่ที่คิดถึงแล้วเสียใจก็แค่ยอมรับอารมณ์ตัวเองไปก่อนครับ” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ให้คำปรึกษาว่า “ความรู้สึกเหล่านี้คือความปกติ ยอมรับว่าเศร้า ให้เวลากับตัวเอง อย่างที่คุณเกรทบอก แต่อย่าเศร้าจนทำร้ายตัวเอง สิ่งที่คุณองุ่นเจอ คือภาวะการสูญเสีย มีคนมาปรึกษาหมอเพราะเรื่องนี้เยอะ แต่เขาไม่ได้ป่วยนะ มันเป็นเรื่องที่ทรมานมาก อันนี้ไม่เถียง แต่ต้องค่อย ๆ ให้เวลาตัวเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันจะเป็นระยะ ๆ นะ บางครั้งเราจะรู้สึกว่าเรายอมรับได้ แต่บางครั้งเราก็จะเสียใจใหม่ อารมณ์จะไหลไปไหลมาได้ตลอด ต้องตั้งสติ แนะนำให้จดบันทึกความรู้สึก เขียนมันออกมาว่าเรารู้สึกอย่างไร ปัญหาคืออะไร บางเรื่องเมื่อเรารู้สึกซ้ำ เราจะจำได้ว่า อ๋อ อันนี้เรามีคำตอบแล้วนะ และถ้าเราอยากบอกอะไรคุณพ่อ ศัพท์การแพทย์เรียกว่า unfinished business คือ เรื่องติดค้างในใจ จดไว้ว่าเราค้างคาเรื่องอะไร หรือคุณพ่อค้างคาอะไร แล้วเราทำแทนคุณพ่อเพื่อสานต่อ เช่น ถ้าพ่อรักแม่มาก เราก็ทำหน้าที่ตรงนี้แทนคุณพ่อ แต่อย่าลืมว่าพ่อเขาไม่ได้รักแม่คนเดียวนะ เขารักหนูด้วย ดังนั้น ดูแลตัวเองด้วยนะ และคนเป็นโรคความจำเสื่อม เขาจะจำเรื่องในอดีตได้แม่นกว่า เพราะฉะนั้นเขาก็จะจำได้ตั้งแต่หนูเกิด ความปรารถนาของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แค่อยากให้ลูกสุขภาพแข็งแรง วันนี้ลูกกินได้ มีความสุขได้ หรือแค่ลูกไม่ร้องไห้พ่อแม่ก็ภูมิใจแล้ว วันนี้ถ้าหนูอยากให้พ่อภูมิใจ พี่ตอบแทนเลยว่าคุณพ่อภูมิใจหนูไปหลายเรื่องแล้วล่ะ อาจจะตั้งแต่ 1 ขวบแล้วด้วย ” ปัญหาค้างคาใจของคุณองุ่น อาจเป็นปัญหาเดียวกันกับใครหลาย ๆ คน เรื่องการทำใจยอมรับกับความสูญเสียเป็นเรื่องที่ยาก รายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้ผ่านความรู้สึกเสียใจไปได้อย่างดีนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อายุ 24 ปี ทำสวนทุเรียนกับที่บ้าน ได้โบนัส 2 แสนต่อปี อุทิศตัวให้กับครอบครัวจนไม่มีความสุขเป็นของตัวเอง ทำยังไงก็ยังดีไม่พอ แต่พ่อก็บอกว่าเราต้องเก่งให้ได้ทุกอย่างความพอใจของเราเลยขึ้นอยู่กับพ่อ จะเลิกยึดติดกับความพอใจของพ่อยังไงดีคะ?

07 ก.พ. 2025

อายุ 24 ปี ทำสวนทุเรียนกับที่บ้าน ได้โบนัส 2 แสนต่อปี อุทิศตัวให้กับครอบครัวจนไม่มีความสุขเป็นของตัวเอง ทำยังไงก็ยังดีไม่พอ แต่พ่อก็บอกว่าเราต้องเก่งให้ได้ทุกอย่างความพอใจของเราเลยขึ้นอยู่กับพ่อ จะเลิกยึดติดกับความพอใจของพ่อยังไงดีคะ?

“คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความพอใจของเราขึ้นอยู่กับพ่อ โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเป็นลูกสาวคนเล็ก ทำสวนทุเรียนกับครอบครัวมา 5 ปีแล้ว ที่สวนได้รายได้ปีละ 6 ล้าน หนูได้โบนัสปีละ 2 แสน ไม่มีเงินเดือน แต่ถ้าเป็นของใช้ในบ้าน ค่าข้าว ก็จะเป็นเงินพ่อแม่ เงินโบนัสหนูก็เอาไปใช้ส่วนตัว ซึ่งตอนนี้หนูมีความรู้สึกว่าหนูชอบเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดอยู่กับความพึงพอใจของพ่อมากเกินไป พ่อหนูอายุ 59 ปี พ่อเป็นคนที่เก่งมากๆ เก่งทุกอย่างรอบด้าน งานในสวนหนูแฮปปี้ แต่ว่าหนูไม่แฮปปี้กับความถูกกดดันว่าจะต้องเก่งมากๆ ถ้าเกิดว่าหนูได้รับคำชมหนูก็จะรู้สึกดีมาก แต่ถ้าวันไหนหนูถูกตำหนิ หรือถูกเข้าใจผิด เขาก็จะมองว่าหนูฉลาดน้อย บริหารงานแบบไม่ถูก บางทีหนูมีแผนงานของหนู มันก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้เสียหาย หนูมีเหตุผลในการทำงานมากพอ มันเลยทำให้หนูรู้สึกเฟล เป็นรุ่นพ่อกับเป็นรุ่นลูกก็มีวิธีคิดที่ต่างกันมากแล้ว เช่น รถไถ รถตัดหญ้า กลไกในเครื่องยนต์ เครื่องจักร หนูรู้สึกว่าหนูน้อยใจตัวเองที่ว่าทำไมหนูไม่เก่ง รู้สึกว่าหนูช่วยอะไรเขาไม่ได้ คือทุกอย่างหนูทำได้หมดเลยยกเว้นเรื่องนี้ สมมติถ้าเกิดว่ามันมีปัญหาขัดข้องขึ้นมา ก็จะมีแค่พ่อคนเดียวที่ทำเป็น หนูก็จะรู้สึกแย่เองคนเดียวที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย ถึงพ่อไม่ได้ว่าหนูตรงๆ แต่พ่อพูดว่าเราจะต้องเก่งให้ได้ทุกอย่าง หมายถึงเราจะต้องสมบูรณ์แบบในเรื่องนี้นะ ต้องรู้ทุกอย่างรอบตัวในการทำสวนทุเรียน ก่อนหน้านี้เขาก็ค่อนข้างกดดันหนู แต่พอมาถึงตอนนี้เขาก็มีทัศนคติใหม่ที่ว่า ไม่ต้องจริงจังเรื่องเรียนมากก็ได้ ออกมาทำสวนดีกว่า มันคือของจริง แต่มันก็เป็นความคิดที่หลังจากที่หนูเรียนจบแล้ว และหนูยังไม่มีครอบครัว คือ ถ้ามีครอบครัวปุ๊บเขาถึงจะแบ่งสวนให้ เคยไประบายเรื่องนี้กับพี่สาว พี่กับหนูห่างกัน 13 ปี พี่เป็นคนที่ค่อนข้างดื้อ พี่ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อ คือเขาเรียนสูง จบป.โท ไปเรียนต่างจังหวัด พอกลับมาก็ทำงานข้างนอก ไม่ได้มาทำสวน แล้วพี่ก็ไปเจอกับแฟน แต่งงานกัน แล้วก็ย้ายออกไปอยู่ด้วยกันเลย พ่อก็แบ่งสวนให้ทำแบบส่วนตัว พี่สาวก็บริหารแบบ ถ้าพ่อทำอะไรฉันทำด้วย แค่ทำตามไม่ได้คิดเองเท่าไหร่ ตอนแรกพ่อก็โฟกัสที่พี่สาว แต่เขาดื้อกว่าหนู คิดจะไปเขาก็ไปเลย พอพ่อเริ่มแก่ลง เริ่มมาคาดหวังว่าลูกจะต้องมาสานต่องานของเขา อีกอย่างคือเขาเป็นคนติดลูก ไม่อยากให้ลูกไปไหนเลย ไม่อยากให้ไปเรียนต่างจังหวัด ไม่อยากให้ไปทำงานข้างนอก จะต้องทำสวนเท่านั้น อันนี้คือความคิดที่เขาปักหมุดปักธงไว้เลย ซึ่งหนูเป็นคนที่ตามใจพ่อ หนูยอมไม่เรียนป.ตรี หนูจบปวส. และมาช่วยเขาทำสวนเลย ถ้าเขาไม่ได้บังคับให้ทำสวนทุเรียน หนูก็อยากไปเรียนต่อสายสถาปัตย์ แต่คือตอนนี้หนูชอบทำสวน แต่พอหนูมีความคิดเป็นของตัวเอง เลยแค่รู้สึกอึดอัดที่อยู่ภายใต้อานัส (คำสั่ง) ของเขา จนหนูไม่เป็นตัวเองแบบนี้ หนูอยากเลิกเอาความพอใจของตัวเองไปผูกกับความพอใจของพ่อ บางทีหนูก็อยากไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง โดยที่ไม่ได้สนใจงานจนมีความสุข แต่หนูเป็นคนที่ค่อนข้างห่วงที่บ้าน ห่วงงาน ห่วงพ่อกับแม่มาก เหมือนถวายตัวทุกอย่างเพื่องาน เพื่อที่บ้าน หนูเคยบอกว่าจะไปเที่ยว เขาก็ให้ไป ไม่ได้ห้าม แต่บรรยากาศก็จะตึงๆ ประเด็นหลักเลย คือ หนูไม่เคยดื้อเลย จนหนูรู้สึกว่าถูกครอบงำ ถูกยัดความคิดของพ่อทุกอย่างมาใส่ในตัวหนู หนูมองไปที่คนอื่น แต่คนอื่นก็ดื้อจนได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ หนูเคยพูดกับแม่ว่าถ้าหนูไม่ได้เก่งหรือสมบูรณ์แบบ แบบที่พ่อหวังยังจะยินดีที่มีหนูเป็นลูกอยู่ไหม? หนูเลยอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า จะทำยังไงถึงจะเลิกยึดติดกับความพอใจของพ่อคะ?’ เริ่มที่ “ดีเจผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เคยอ่านเจอว่า เวลาคนเราทำอะไรจงทำให้ตัวเองภูมิใจ อย่าทำอะไรเพื่อให้คนข้างๆ ภูมิใจ จงดีกว่าตัวเองในเวอร์ชั่นก่อน อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร สิ่งที่ดีที่สุดเวลาทำอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองจังเลย นี้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา มันเป็นการเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเอง ลองเปรียบมุมมองของตัวเอง ดูว่าเมื่อวานเราทำอะไรผิดพลาด พอมาวันนี้เราทำได้ ทำดีขึ้น อยากให้ภูมิใจกับตัวเอง ให้แยกกับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกมา วิธีการที่คุณพ่อคุณแม่บีจะสอน หรือถ่ายทอด จะทิ้งมรดกอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง มันต่างจากพ่อแม่ในยุคปัจจุบัน สุดท้ายแล้วเจตนา เนื้อแท้ในใจพ่อไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากอยากให้ลูกสบายในวันที่ตัวเองไม่อยู่แล้ว ช้าหรือเร็ว สุดท้ายพ่อแม่ก็จะจากไป สิ่งที่เขาจะทิ้งไว้ให้บี คือสวนทุเรียนแห่งนี้ ซึ่งมันมีหลายวิธีมากที่จะสอน แต่คุณพ่ออายุ 59 แล้วเขามีแค่วิธีเดียวคือ ยัดให้บี บีต้องเก่ง บีต้องรู้ทุกอย่าง เพราะวันที่เขาไม่อยู่ บีจะได้ทำมันได้ แต่ในมุมของบี บีไม่เห็นจะต้องรู้ทุกอย่าง ไม่รู้วิธีการซ่อมรถไถก็จ้างแค่คนมา วิธีการคิดมันคนละโลกกันเลย แต่เจตนามันคือเจตนาเดียวกัน ฉะนั้นถ้าบีเปลี่ยนมุมมองได้ทั้งสองเรื่อง บีจะเข้าใจในความเป็นเขาและบีจะทำเพื่อให้ตัวเองภูมิใจ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการของพ่อในวัย 59 ปีได้แล้ว ถ้าบีช่างมันได้ในบ้างประโยค เข้าใจและรับฟัง หันหลังเดินกลับพรุ่งนี้ตื่นมาใช้ชีวิตต่อ บีทำสวนทุเรียนได้ 6 ล้านต่อปี มันแทบจะไม่มีอาชีพไหนที่ได้เยอะขนาดนี้แล้ว ลองเอาชนะตัวเองค่อยๆ ทีละเรื่อง ให้ดีกว่าเมื่อวาน’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องที่ทุกคำของคุณพ่อมันส่งผลกับหนู พี่ก็จะขอตอบว่า บีต้องโฟกัสคำตอบของเรื่องต่างๆ ในชีวิต ที่มาจากตัวเอง ไม่ใช่มาจากคุณพ่อ เช่น ถ้าบีเลือกที่จะทำสวนทุเรียน ไม่ได้เลือกเรียนสถาปัตย์ที่บีชอบ บีต้องหาคำตอบให้กับตัวเองว่า เลือกเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะได้ช่วยเหลือครอบครัว หรือเลือกเพราะว่ามันจะดีกับอนาคตของตัวเอง แต่ว่าถ้าทำไปได้รายได้ปีละ 6 ล้าน ในอนาคตมันก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืน หรือเรื่องเครื่องจักรถ้าวันนี้เราเรียนรู้มัน ก็จะมีประโยชน์กับสวนแน่ๆ เพราะพี่ก็เป็นเหมือนกัน พอมีช่างมาซ่อมถ้าเราไม่รู้ เราก็จะไม่รู้ว่าเขาโกงเราหรือเปล่า พี่ก็เข้าใจในมุมของพ่อบี เพราะพี่รู้สึกว่าเขาน่าจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เขาเลี้ยงบีมาแบบ ถ้ามันทำไม่ดีก็ด่ามันไปตรงๆ ถ้ามันทำดีก็ชมมันจะได้ทำต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก ถ้าบีไม่ได้ทำสวนทุเรียนเพื่อที่อยากให้พ่อบอกว่า บีเป็นลูกที่ดี พี่ว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวบีมากกว่า ถ้าทำอะไรให้โฟกัสไปที่เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ทำเพื่อดูว่าพ่อเขาชอบหรือไม่ชอบ’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘งานที่บีทำอยู่มันไม่ง่าย แต่บีโชคดีที่พ่อบีรู้ทุกอย่าง เหมือนบีเป็นความหวัง เขาเลยอยากเอาสิ่งที่รู้ทั้งหมดมาใส่ที่ตัวบี มันเลยทำให้บียากกว่าคนอื่น เหนื่อยกว่าคนอื่น แต่พี่มองว่าบีเก่งนะ บีอายุ 24 บีสามารถมีโบนัสปีละ 2 แสน พี่เลยไม่รู้ว่าจะต้องแนะนำอะไรบี เพราะบีเก่งอยู่แล้ว แค่บีไปต่อด้วยความเข้าใจ เอามายเซ็ทของพี่เผือกและพี่เติ้ลบวกๆ ไปแล้วใช้ชีวิตต่อ บีรักในสวนทุเรียน แล้วพ่อก็รักในสวนทุเรียน แค่ทั้ง 2 คน มีระหว่างทางที่วิธีคิดมันต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกันเลย แค่ลองเปลี่ยนมุมมองดู’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-