รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ หนูควรทำยังไงดีคะ?

10 ก.ค. 2026

รู้สึกเหมือนพ่อแม่รักพี่ชายมากกว่า

ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ

หนูควรทำยังไงดีคะ?

       ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนรู้สึกว่าพ่อแม่รักและให้ความสำคัญกับพี่ชายมากกว่า จนกลายเป็นปมในใจที่ยังก้าวข้ามไม่ได้

       ‘คุณกระติก’ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยเฉพาะความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ว่าพ่อและแม่ดูเหมือนจะแสดงความยินดีหรือภาคภูมิใจในสิ่งที่พี่ชายทำมากกว่าสิ่งที่เธอทำ จนทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้รับการยอมรับหรือได้รับความรักในแบบเดียวกัน แม้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลและเอาใจใส่คนในครอบครัวก็ตาม

       คุณกระติกเล่าว่า ตนเองเป็นคนช่างสังเกตความรู้สึกของคนในบ้าน หากได้ยินว่าพ่อหรือแม่อยากรับประทานอะไร หรืออยากได้สิ่งของชิ้นไหน เธอก็มักจะตั้งใจหาซื้อมาให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาถูกหรือแพง เพราะอยากทำให้ทั้งสองคนมีความสุข

       เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อทราบว่าคนในบ้านอยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ จึงรีบไปซื้อมาให้ด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดว่า “ซื้อมาทำไมอ่ะ เปลืองตังค์ เอาวางไว้เหอะ” ก่อนที่อาหารจะถูกวางทิ้งไว้จนเสีย โดยไม่มีใครแสดงอาการดีใจหรือรู้สึกประทับใจที่เธอตั้งใจซื้อมาให้

       แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่พี่ชายสั่งของมาให้พ่อแม่ บรรยากาศกลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะคุณพ่อคุณแม่มักจะแสดงความตื่นเต้น พร้อมพูดกับทุกคนในบ้านว่า “อุ๊ย ทุกคนมาดูนี่สิ อันนี้นี่พี่สั่งของมาให้นะ” ทำให้คุณกระติกรู้สึกว่า สิ่งที่เธอทำกลับไม่เคยได้รับการตอบรับในลักษณะเดียวกัน

       อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กระทบความรู้สึกของเธออย่างมาก คือช่วงที่พี่ชายซื้อทองเป็นของขวัญวันเกิดให้แฟน และพี่ชายได้นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ลง Social Media เมื่อคุณแม่เห็นจึงพูดขึ้นมาว่า “อยากได้จัง หูเนี่ยมันใส่ตุ้มหูธรรมดาไม่ได้ มันเน่า” จากนั้นคุณแม่จึงไปบอกกับพี่ชายว่าอยากได้ต่างหูทอง แต่พี่ชายตอบกลับว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเปลืองเงินและสามารถใส่แบบอื่นได้ ทำให้คุณแม่มีอาการน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดจนเหมือนจะร้องไห้ 

       เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณกระติกก็รู้สึกสงสารคุณแม่ จึงอาสาซื้อให้แทน พร้อมบอกว่า “ไปเหอะแม่ ไปซื้อกัน หนูซื้อให้ ไม่เป็นไร” แม้ในใจจะไม่แน่ใจว่าที่คุณแม่ปฏิเสธในตอนแรก เป็นเพราะกังวลเรื่องฐานะทางการเงินของเธอที่ไม่ได้ดีเท่าพี่ชายหรือไม่ แต่เธอยืนยันว่าตนเองพร้อมจ่ายและอยากซื้อให้ด้วยความเต็มใจ จึงพาคุณแม่ไปเลือกซื้อทองจนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลังซื้อทองกลับมา คุณแม่กลับเก็บไว้เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ยอมนำมาใส่ ทำให้คุณกระติกต้องคอยถามอยู่ทุกวันว่า “แม่ใส่ยัง แม่ใส่ดูสิ สวยไหม” เพราะอยากเห็นคุณแม่มีความสุขกับของขวัญที่ตั้งใจมอบให้

       หลังจากซื้อทองให้คุณแม่ คุณกระติกก็แอบรู้สึกว่าคุณพ่ออาจจะน้อยใจ จึงตั้งใจซื้อทองให้คุณพ่อเป็นของขวัญวันเกิดด้วยเช่นกัน แต่เมื่อมอบให้ คุณพ่อกลับมีปฏิกิริยาที่ทำให้เธอเสียความรู้สึก โดยพูดเพียงว่า “อะไรเนี่ย ซื้อมาทำไม เปลืองตังค์” ก่อนจะเดินไปทำอย่างอื่น ทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายเรียกคุณพ่อกลับมาสวมทองและขอถ่ายรูปร่วมกัน เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในวันเกิด

       เวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี คุณแม่ได้มาบอกความจริงกับเธอว่า คุณพ่อได้นำทองเส้นดังกล่าวไปจำนำ เพื่อนำเงินมาใช้ คุณกระติกรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงเลือกทำเช่นนั้น หากกำลังประสบปัญหาทางการเงินก็สามารถบอกกับเธอตรง ๆ ได้ โดยคุณพ่อให้เหตุผลว่าไม่อยากรบกวนลูก และยืนยันว่าจะนำทองกลับมาไถ่คืน ทำให้เธอเลือกปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป

       กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณ 1–2 ปี คุณแม่เพิ่งบอกกับเธอว่า คุณพ่อมีความตั้งใจจะไม่จ่ายดอกเบี้ยและปล่อยให้ทองหลุดจำนำไป เพราะไม่คิดจะรับคืนแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณกระติกรู้สึกเสียใจมาก เพราะทองเส้นนั้นเป็นของขวัญวันเกิดที่เธอตั้งใจมอบให้คุณพ่อด้วยความรัก

       เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงเข้าไปคุยกับคุณพ่อ พร้อมบอกว่า หากคุณพ่อไม่ต้องการแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอจะเป็นคนไปไถ่ทองคืนเอง และจะเก็บไว้กับตัว หากวันไหนคุณพ่ออยากได้ก็สามารถมาขอคืนได้ แต่คุณพ่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดว่า “ไม่เคยบอกเลยว่าไม่อยากได้ เดี๋ยวไปไถ่คืนมาให้” ทำให้ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน คุณพ่อได้นำทองกลับมาให้จริง แต่ก็พูดกับเธอว่า “เอาไปให้หมดเลยนะ ที่ให้อะไรมาก็เอาไปให้หมดเลย” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณกระติกรู้สึกสับสนและเสียใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการเอาของขวัญคืน เพียงแค่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ตั้งใจมอบให้ด้วยความรัก และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวจึงลงเอยในลักษณะนี้

       คุณกระติกเล่าต่อว่า พี่ชายของเธอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนตัวเธอยืนยันว่าบรรยากาศภายในครอบครัวโดยรวมยังเป็นครอบครัวที่พูดคุยกัน ตลก เฮฮา และเธอก็รู้สึกสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มากกว่าพี่ชายของตัวเองเสียอีก

       อย่างไรก็ตาม ทั้งเธอและพี่ชายไม่ได้เติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก ตั้งแต่เด็กทั้งคู่พักอาศัยอยู่กับคุณลุง โดยคุณพ่อและคุณแม่จะโทรศัพท์มาหาหรือแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ก่อนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ เมื่ออายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป

       ในช่วงที่อาศัยอยู่กับคุณลุง คุณกระติกเล่าว่า คุณลุงค่อนข้างตามใจพี่ชาย และพี่ชายก็เป็นที่รักของคนในครอบครัว แต่ภายหลังเมื่อคุณลุงทราบว่าเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวผ่านการระบายของเธอ คุณลุงก็เริ่มให้ความสำคัญและดูแลเธอมากขึ้น

       ขณะที่คนในครอบครัวบางคนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงท่าทีเมื่อทราบเรื่องดังกล่าว และยังมองว่าอาการซึมเศร้าของเธออาจเป็นเพียงการคิดไปเอง ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าด้วยตัวเอง 

       คุณกระติกเล่าว่า ปัจจุบันอาการซึมเศร้ายังไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการได้ดีกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยังไม่หายขาด  เป็นเพราะเธอขาดยาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปติดตามอาการกับจิตแพทย์อีกเลย

       เธอเล่าว่า ในช่วงที่เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย เคยปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เพื่อน หรือปัญหาในชีวิตด้านอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเธอสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ยังคงเป็นปมในใจ และเป็นเรื่องเดียวที่เธอรู้สึกว่ายังไม่สามารถก้าวข้ามได้

       คุณกระติกเล่าต่อว่า ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เธอต้องย้ายออกไปพักหอ ทำให้ความสัมพันธ์กับพี่ชายเริ่มห่างเหิน ประกอบกับในช่วงเวลาเดียวกัน พี่ชายกำลังประสบปัญหาส่วนตัวเรื่องหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งครอบครัว ทุกคนต่างช่วยกันจัดการเรื่องดังกล่าว จนกระทบต่อการเรียนของเธอในช่วงนั้น หลายครั้งคนในครอบครัวจะโทรศัพท์มาขอให้เธอช่วยจัดการปัญหาของพี่ชาย หากเธอไม่สะดวกหรือไม่สามารถช่วยได้ ก็จะถูกตำหนิ แต่เมื่อถึงเวลาที่เธอมีปัญหาของตัวเอง เช่น เรื่องการลงทะเบียนเรียน กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง 

       แม้จะรู้สึกน้อยใจ แต่เธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกไม่อยากช่วยเหลือพี่ชาย เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ต้องคอยซัพพอร์ตพี่ชายอยู่เสมอ ขณะที่เมื่อเธอมีปัญหา กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยในแบบเดียวกัน อีกทั้งบางครั้งที่พี่ชายแสดงอาการหงุดหงิดคนในครอบครัวก็มักจะหันมาตำหนิเธอแทน

       นอกจากนี้ คุณกระติกเล่าเสริมว่า ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวคนจีน และที่ผ่านมาเธอไม่เคยถามคุณพ่อคุณแม่ตรง ๆ ว่าเหตุใดจึงไม่แสดงความยินดีหรือความภูมิใจในตัวเธอเหมือนที่แสดงออกกับพี่ชาย มีเพียงบางครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจเอ่อล้น จนเธอเผลอพูดออกไปว่า “ทำไมทีกับพี่ดูดีใจจัง” แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะตอบเลี่ยง ๆ หรือทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เธอคิดเป็นเพียงการคิดมากไปเอง

       เธออธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้โอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่ทุกเดือน แต่หากทั้งสองคนขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน เธอก็จะช่วยเหลือตามกำลัง และในช่วงที่มีงานประจำก็จะโอนเงินให้คุณพ่อคุณแม่เป็นประจำ

       เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณกระติกยอมรับว่า ความรู้สึกถูกเปรียบเทียบเกิดขึ้นมาโดยตลอด เธอรู้สึกว่าพ่อแม่มักแสดงความยินดีกับพี่ชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อของหรือการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าไม่เคยโทษพี่ชาย และไม่อยากให้พี่ชายรู้สึกผิด เพราะมองว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากตัวพี่ชาย เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ในเวลานั้นพี่ชายอยากได้นาฬิกาแบรนด์ดังราคาประมาณ 1 - 2 หมื่นบาท เพียงแค่เอ่ยปากบอก คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปซื้อทันที พร้อมพาเธอไปด้วยในลักษณะเหมือนพาไปเดินเล่น ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงบอกว่าอยากได้ของบ้าง โดยไม่ได้ขอของราคาเท่าพี่ชาย แต่ขอเพียงของราคาหลักพันเท่านั้น ทว่าคุณพ่อคุณแม่กลับถามว่า “จะเอาไปทำไม ใช้ไปทำไม” สุดท้ายเธอไม่ได้รับของชิ้นนั้น และคุณพ่อคุณแม่กลับเสนอว่า “งั้นเอาของปลอมแทนได้ไหม” ขณะที่พี่ชายได้รับของแท้ตามที่ต้องการ

       เหตุการณ์เหล่านี้สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก จนทำให้คุณกระติกรู้สึกว่าพ่อแม่ดูรักพี่ชายมากกว่า และแม้เวลาจะผ่านมาจนเธออายุ 28 ปี ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจ เธอจึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า จะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร เพื่อให้สามารถก้าวข้ามปมในใจที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็กได้

       ทางด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้าพี่เป็นกระติก พี่คงต้องทำใจ ว่าต่อให้เราทำดีมากเท่าไหร่ เขาอาจเห็น แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมหรือแสดงออกในสิ่งที่เราทำ เพียงเพราะเหตุผลเดียวคือเราเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ฝังรากมานาน และเราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ

       ถ้าเป็นพี่ พี่จะเลือกมองในมุมดีว่า ยิ่งเขาโฟกัสและทุ่มเทให้พี่ชายมากเท่าไหร่ พี่ชายก็ยิ่งถูกคาดหวังมากเท่านั้น ขณะที่กระติกอาจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่า เราก็ดูแลพ่อแม่ในฐานะลูกคนหนึ่ง ไม่ใช่ลูกอกตัญญู แต่จะไม่ทำอะไรเพราะคาดหวังให้เขาบอกว่าเราดีหรือชื่นชมเรา เพราะสุดท้ายมันจะทำร้ายตัวเราเอง ตอนนี้กระติกอายุ 28 ปีแล้ว พี่ว่ามันพิสูจน์ได้แล้วว่า สิ่งที่เรารอคอยอาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้ แต่จากที่ฟัง พี่รู้สึกว่ากระติกทำทุกอย่างเพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุข เพียงแต่ลึก ๆ ก็หวังว่าพ่อแม่จะเห็นฉันแล้ว

       พี่อยากให้กระติกใช้ชีวิตของตัวเอง ดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกคนหนึ่งควรทำ แต่ไม่ต้องทำเพื่อให้เขามาบอกว่าเราดีพอ เพราะจริง ๆ แล้ว เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเป็นลูกที่ดี และไม่ได้แตกต่างจากพี่ชายเลย”

       ในฝั่งของ ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่จะคอนเฟิร์มเหมือนพี่เติ้ลเลยว่า กระติกเป็นลูกที่น่ารักมาก น่ารักมาก ๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีลูกเป็นแบบกระติก ถือว่าโชคดีมาก

       ปมในวัยเด็ก หลายคนอาจคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่จริง ๆ แล้ว ปมในวัยเด็กไม่ได้จบแค่ตรงนั้น บางคนลากยาวไปจนแก่เลยก็มี พี่เคยรู้จักคุณป้าคนหนึ่ง อายุประมาณ 70 - 80 ปี วันดีคืนดีก็ยังพูดถึงปมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นตอนอายุ 5 - 6 ขวบ ว่าพ่อแม่ทำไม่ดีกับเขา แปลว่าเรื่องปมในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องที่จะข้ามผ่านได้ง่าย

       เราต้องยอมรับก่อนว่า เราเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ Support เรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว เราผ่านหลายเรื่องมาได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เหลือเพียงเรื่องครอบครัวที่ยังก้าวข้ามไม่ได้ ถ้ามันยังวนอยู่แบบนี้ จนทำให้เราดิ่งลงเรื่อย ๆ พี่อยากแนะนำให้กลับไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะเขาจะมีวิธีช่วยให้เราปรับวิธีคิด เราเปลี่ยนครอบครัวไม่ได้ บังคับให้เขาเข้าใจหรือรักเราในแบบที่เราต้องการก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และมอบความรักในแบบที่เราอยากมอบให้กับเขา ส่วนเรื่องความรักที่เราคาดหวังจากเขา เราไปบังคับไม่ได้

       พี่เชื่อว่าพ่อแม่รักกระติกแน่นอน เพียงแต่เขารักไม่เหมือนกัน เราอาจอยากได้ความรักแบบเดียวกับที่พี่ชายได้รับ แต่สุดท้ายความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกทั้งสองคน อาจเป็นความรักคนละแบบก็ได้”

       ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “พ่อแม่กับเรา เป็นคนละ Levek กัน กระติกเธอเป็นลูกที่ดี แล้วก็ดีมาก เธอดีขนาดนักกีฬาเหรียญทอง แต่พ่อแม่ของเธอได้เหรียญทองแดง เขาไม่สามารถไต่ระดับความรู้สึกเข้าไปแตะหรือเข้าใกล้เหรียญทองได้ ฉะนั้นมันจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน

       กระติกเป็นลูกที่ดีมาก แทบไม่มีอะไรบกพร่องเลย ขณะที่พ่อแม่ยังขาดการเข้าใจหรือการ Take care ความรู้สึกของลูกให้เท่า ๆ กัน ฉะนั้นเขาจึงได้แค่เหรียญทองแดง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังผ่านมาตรฐานนะ อย่างน้อยก็ยังมีเหรียญ เพราะจากที่พี่ฟัง ครอบครัวนี้ไม่ได้แย่ เขายังรักลูก และไม่ได้วุ่นวายหรือบังคับลูกจนลูกอึดอัดหรือ Toxic เพียงแต่เขาไปไม่ถึงเหรียญทอง

       เพราะฉะนั้น อยากให้กระติกเข้าใจว่า ต่อให้เราทำอะไรดีแค่ไหน เขาก็อาจจะยังลืม Take care ความรู้สึกของเราอีก เพราะเขาไปไม่ถึงจุดนั้น เขาไม่มีวันได้เหรียญเงินด้วยซ้ำ อย่างเรื่องที่เอาทองไปขายแล้วเอามาคืน พี่ก็ยังมองว่าได้แค่เหรียญทองแดงจริง ๆ ถ้าอยากได้เหรียญเงิน อย่างน้อยก็ควรพูดว่า ‘พ่อขอโทษนะลูก’

       ฉะนั้น เราจะไม่ไปคาดหวังในตัวพ่อแม่ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะเมื่อเราไม่คาดหวัง เราก็จะไม่เจ็บ ใช้ชีวิตให้สนุก”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนไม่ยอมโต วัน ๆ เอาแต่เล่นเกม เทรดเจ๊งซ้ำ ๆ ใช้ชีวิตไร้ทิศทางจนเริ่มเหนื่อยใจแล้วค่ะ อยากให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ จะบอกเขายังไงดีคะ

08 พ.ค. 2026

แฟนไม่ยอมโต วัน ๆ เอาแต่เล่นเกม เทรดเจ๊งซ้ำ ๆ ใช้ชีวิตไร้ทิศทางจนเริ่มเหนื่อยใจแล้วค่ะ อยากให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ จะบอกเขายังไงดีคะ

แฟนไม่ยอมโต วัน ๆ เอาแต่เล่นเกม เทรดเจ๊งซ้ำ ๆใช้ชีวิตไร้ทิศทางจนเริ่มเหนื่อยใจแล้วค่ะอยากให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ จะบอกเขายังไงดีคะ ‘คุณเหมย’ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาสอบถามปัญหาชีวิตคู่ที่พบเจอกับ 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น' เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนของเธอนั้นเป็นคนไม่คิดถึงอนาคต จะพึ่งแต่เงินของพ่อแม่ ไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่ โดย ‘คุณเหมย’ เล่าว่า เธอคบและใช้ชีวิตอยู่กินกับแฟนมา 4 ปี ตั้งแต่อายุ 18 จนตอนนี้อายุ 22 ปี ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยก็จะมีการฝึกงาน แต่แฟนก็เลือกที่จะให้พ่อเอาชื่อเข้าบริษัทของครอบครัวตัวเอง และเอาไปยื่นฝึกงานกับมหาวิทยาลัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วนั้นไม่ได้ฝึกงานหรือทำงานอะไรเลย วัน ๆ เอาแต่นอนเช้า ตื่นเย็น เล่นเกม และใช้เวลาไปกับการนั่งเทรด ใช้เงินพ่อแม่ไปวัน ๆ มีช่วงหนึ่ง ที่พ่อเขาแฟนให้เงินมา 300,000 บาท เพื่อให้ไปลองเทรด แฟนก็เอาไปเทรดจนมีเงินเข้าออกบัญชีประมาณเกือบล้านบาท แต่สุดท้ายก็หายไป แต่แม้จะหมดไปมากเท่าไหร่ แฟนก็ยังไม่เลิกเล่นเทรดสักที อีกทั้งยังคงยืนยันว่าจะเล่นต่อไป พร้อมบอกว่า ตนนั้นไม่อยากทำงานเป็นลูกน้องหรือเป็นขี้ข้าใคร ในด้านอื่น ๆ คุณเหมยก็ได้บอกว่า แฟนดูแลและซัพพอร์ตเธออยู่เสมอ เพียงแต่เงินที่เอามาซัพพอร์ตก็คือเงินของพ่อแม่ที่ได้มารายเดือน ซึ่งจำนวนเงินไม่เพียงพอในการใช้ชีวิตของคนสองคน และปกติตัวคุณเหมยก็เป็นคนทำงานหาเงินอยู่แล้ว เพราะทางครอบครัวช่วยซัพพอร์ตค่าเทอมเท่านั้น ค่าใช้จ่ายการใช้ชีวิตต่าง ๆ จึงต้องหาเองทั้งหมด ซึ่งแรก ๆ แฟนก็ช่วยเธอทำงานหาเงินมาตลอด แต่ในช่วงนี้ที่แฟนเริ่มมาเล่นเทรด แฟนก็ดูเปลี่ยนไปเริ่มมีการดุด่า พูดจาดูถูกใส่เธอว่า “ขายของได้กำไร 5 บาท 10 บาท ชาติไหนจะรวย” บ้าง ว่าคุณเธอเป็นตัวซวยบ้าง มาขัดจังหวะการเทรดบ้าง ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยขึ้น คุณเหมยเล่าอีกว่า เธอนั้นเคยถามแฟนไปว่า “ถ้าวันนึงพ่อแม่เธอไม่อยู่แล้ว เธอจะทำไงต่อไป” แฟนตอบ “เค้าก็ไม่รู้ เค้าก็ไม่อยากจะคิด ก็คงตายตามไปแหละ” ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่ถามคำถามนี้ แฟนก็ยังคงตอบแบบนี้นี้อยู่ตลอด ทำให้เธอนั้นเริ่มจะเชื่อว่าแฟนคิดแบบนั้นจริง ๆ และจะไม่พึ่งพาอะไรด้วยตัวเองแล้วจริง ๆ จึงได้มีคำถามมาปรึกษาปัญหากับเหล่าดีเจว่า “พอจะมีทางเตือนสติแฟนยังไง อยากให้แฟนโตขึ้น ใช้เงินคิดหน้าคิดหลัง และพึ่งพาตัวเองให้มากกว่านี้” หลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจบเหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาตามความเห็นของแต่ละคน โดยเริ่มที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้บอกว่า “เรื่องที่เขาบอกว่า ขายของได้กำไร 5 บาท 10 บาท ชาติไหนจะรวย เพราะชีวิตเขาไม่เคยลำบาก ซึ่งการเทรดทองหรือหุ้นถ้ามันได้เงินจริง ๆ ในแง่ของความเป็นจริง มันจะได้เงินเยอะกว่าการขายของจริง ๆ พี่เข้าใจว่าเขาพูดแบบนั้นเพราะชีวิตเขาคือลูกคนรวย เขาอาจจะไม่ได้ดูถูกสิ่งที่หนูทำ หรืออาจจะดูถูกอยู่ก็ได้ในตอนนั้น แต่พี่รู้สึกว่าหนูคนสองมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน เติบโตกันมาคนละแบบ ในส่วนของคำถามพี่ว่าต่อให้บอกยังไงเขาก็ไม่เลิก เพราะเขาเห็นว่าสิ่งนี้มันทำแล้วได้เงิน อีกอย่างเงินก็เป็นเงินของพ่อแม่เขา พี่ว่ายากมากที่เขาจะเลิก จนกว่าครอบครัวเขาจะต้องไม่อยู่แล้วตามที่เราเคยถามเขา ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง เขาก็คงมี 2 ทางเลือกคือเหมือนที่เขาบอกว่าจะไปตามพ่อแม่ไป กับอีกทางคือวันนั้นเขาจะคิดได้เอง ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มันไม่ใช่ความมั่นคงในระยะยาว พี่คิดว่าถ้าเขายังเทรดอยู่ แล้วยังอยากจะอยู่กับเขา เหมยต้องทำใจ เพราะเขาไม่น่าจะเปลี่ยนได้ง่าย ๆ” ต่อมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้บอกว่า “งานที่เหมยทำ มันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบ อย่างที่พี่เติ้ลบอก เวลาคนที่เขาเทรดแล้วต้องทิ้งเวลาไปทำของ 5 บาท 10 บาท ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้เขาโมโห การเทรดมันมองอะไรหลายอย่างมาก ไม่เกี่ยวกับดวง และเราก็ไม่ใช่ตัวซวย บอกเขาไปเลยว่า ที่เขามาโทษเรา มาบอกว่าเราเป็นตัวซวย เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกัน เขาไม่ได้เติบโตมาเหมือนเรา เพราะบ้านเหมยเลี้ยงให้เหมยต้องต่อสู้ มันก็บังคับให้เหมยต้องเติบโตขึ้นไปอีก ฉะนั้นเราจะบังคับให้เขาปรับตัวไม่ได้ มีแค่เอากับไม่เอาคนนี้ เราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ แต่มันจะมีกรณีหนึ่ง คือเขาเลิกกับคนที่ 3 คนที่ 4 ประมาณคนที่ 5 ต่อไป เขาจะเริ่มโตแล้ว เขาจะเริ่มโตจากประสบการณ์ เพียงแต่ว่าเหมยดันเป็นคนแรกของเขา” สุดท้าย ‘ดีเจอั๋น’ ได้บอกว่า “พี่ว่าเราควรปรับทัศนคติกันก่อน พี่รู้สึกว่าเรากำลังโทษกันอยู่ เรายังไม่รู้เลยว่าเขาเทรดอะไร เพราะพี่ถามแล้วเหมยก็ตอบพี่ไม่ชัดว่าที่เขาทำอยู่คือเทรดอะไร แล้วเราไปว่าเขาไม่ดีแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เขาทำต้องไม่ผิดกฏหมายด้วย ตอนนี้เขาอาจจะยังเทรดไม่เป็น สักวันเขาอาจจะรู้วิธีการเทรดที่ถูกต้องแล้วประสบความสำเร็จก็ได้ ปัญหาหลัก ๆ คือเขาไปโกหกคุณพ่อคุณแม่ เราไม่ควรคิดว่าเป็นเพราะเขาเทรดแล้วเจ๊งเท่ากับเขาไม่โต ลองสมมติว่าถ้าวันหนึ่ง เขาบอกว่าเขาจะไม่เทรดแล้วไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว เขาขยันมาก ตั้งใจทำมาก แต่สุดท้ายเจ๊ง เงิน 3 แสนหมดเหมือนกัน เราจะยังคิดว่าเขาโตแล้วใช่มั้ย ทำสิ่งที่ต้องทำของใครของมันไป อย่าไปดูถูกความฝันเขา แล้วก็บอกเขาว่าอย่ามาว่าเรา อย่ามาดูถูกความฝันเราเช่นกัน ค่อย ๆ โตไปด้วยกันแบบมีความรู้และเหตุผลดีกว่า”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทุกคนเคยเจอไหม? มีไลน์กลุ่มที่อยู่หลายสิบคน มีไว้คุยเรื่องเรียน คุยเรื่องงาน แต่จะมีอยู่ 2-3 คน ที่คุยแต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนตัวในกลุ่ม ถ้าไม่มีใครตอบ ก็กด @ALL แท็กทุกคนในกลุ่ม รู้สึกรำคาญมาก ถ้าปิดแจ้งเตือนก็กลัวพลาดข่าวสารอัปเดตในกลุ่ม ทำยังไงดี?

10 ต.ค. 2023

ทุกคนเคยเจอไหม? มีไลน์กลุ่มที่อยู่หลายสิบคน มีไว้คุยเรื่องเรียน คุยเรื่องงาน แต่จะมีอยู่ 2-3 คน ที่คุยแต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนตัวในกลุ่ม ถ้าไม่มีใครตอบ ก็กด @ALL แท็กทุกคนในกลุ่ม รู้สึกรำคาญมาก ถ้าปิดแจ้งเตือนก็กลัวพลาดข่าวสารอัปเดตในกลุ่ม ทำยังไงดี?

“คุณนัท (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ต.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม กับปัญหาคนในกรุ๊ปเรียนกรุ๊ปทำงานชอบเข้ามาคุยเรื่องส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวกับกรุ๊ป โดย “คุณนัท (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้ตัวคุณนัทเองจะทั้งเรียนและทำงานด้วย โดยเรื่องนี้จะเกิดทั้งใน Line กลุ่มทำงานและเรียน แต่ส่วนมากจะเจอใน Line ของกลุ่มเรียน… โดยจะมีคนคนนึงในกลุ่ม ชอบโผล่เข้ามาว่า ‘เหงา หิวข้าว กลางวันกินอะไรดี วันนี้กินเหล้า กินเหล้าร้านนี้ กินเหล้ากับเราไหม’ อะไรแบบนี้ ถ้าไม่มีใครตอบเขาก็จะแท็ก All หาทุกคน แล้วมันก็จะเด้งเตือนทุกคน ก็จะกดเข้าไปดูว่ามีอะไรหรือเปล่า พอเข้าไปดูก็ไม่มีอะไร ก็จะเป็นพฤติกรรมอย่างนี้เรื่อยๆ มี ถ่ายรูปบ้านมาว่า เสร็จแล้วเหลืออีก 2% ถ่ายรูปอันนั้นมา อันนี้มา แล้วเขาก็มีคู่ขาเขา รับส่งกันว่า ”พี่กินเหล้าไหน พี่ทำอะไร“ เขาก็จะเฮฮากันอยู่ 2 - 3 คน ในกลุ่ม เขาไม่ตั้งกลุ่มไลน์แยก แต่เขามาใช้ไลน์กลุ่มที่สำหรับคุยเรื่องเรียน บางครั้งถ้าเราไม่เปิดดูเลย บางคนก็จะแบบ ปิดแจ้งเตือนไปเลยไม่ต้องรับรู้ ปิด แต่พอเปิดมาอีกทีร้อยกว่าข้อความ แล้วบางครั้งก็มีแท็กด้วยเราก็ต้องเปิดเข้าไปดู ว่ามีอะไรเกี่ยวกับเรื่องเรียนมั้ย แต่ก็ไม่เจออะไร ในไลน์กลุ่มทำงานก็จะมีคนที่ “พี่อยู่คอนเสิร์ตนี้ ใครมาที่นี่มาแจมกับพี่หน่อย พี่กินเหล้าอยู่ตรงนี้ ใครมาแจมกับพี่หน่อย เงาะอร่อยไปกินกับพี่ไหม” มันจะเป็นบุคคลซ้ำๆในแต่ละกลุ่ม กลุ่มเรียนก็จะเป็นคนเดิมซ้ำๆ มันก็เลยรู้สึกรำคาญ พอเราเริ่มรู้สึกรำคาญ เราไปเจอหน้าเขาก็จะรู้สึกแบบเบื่อหน้าเขา… ปัญหาที่จะถามวันนี้คือ หนูเป็นคนที่ขี้หงุดหงิด จุกจิกเรื่องพวกนี้เกินไปหรือเปล่า แล้วมีวิธีจัดการ Mindset หรือจัดการตัวเองยังไง ถ้าจะให้หนูเดินไปบอกเขา เห้ยพี่…พี่เลิกพิมพ์อย่างนี้ในไลน์กลุ่ม มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี ถ้ามีวิธีแก้หรือแนะนำเพิ่มเติมได้ งานนี้ คำแนะนำจาก “ดีเจต้นหอม” คือ ‘สำหรับหอมไม่มี ถ้าเราจะบอกว่า พี่ หยุดพูดในกลุ่มแชท มันเป็นการสร้างบรรยากาศในกรุ๊ปให้มีปัญหา หอมก็จะเลือกปล่อยผ่าน แล้วก็อาจจะ สมมุติเจอร้อยกว่าข้อความแล้วแท็ก All มา ก็จะแบบ “อุ้ย…เปิดมาเจอร้อยหว่าข้อความ ตกใจเลย เอางี้ ถ้าเกิดมีอะไรเรื่องเรียนหรือสำคัญ ยังไงแท็กนัดมาต่างหากให้หน่อยนะคะ ขอบคุณค่าา555555” แต่มันจะมีปัญหา… ก็อดทน สำหรับหอม ไม่อยากทำให้บัวช้ำน้ำขุ่น’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำแนะนำว่า ‘พี่เข้าใจน้องนัท พี่ไม่รู้สึกน้องนัทมากไป เพราะพี่ก็เป็น เราก็อยากอ่านแต่เรื่องที่มันเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ซึ่งพี่ว่ามันไม่ได้แปลก พี่ว่าคนอื่นในนั้นก็อาจจะรู้สึกเหมือนน้องนัทแหละ เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่เสียเวลากับเรื่องพวกนี้ ก็เหมือนกับบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นพี่ว่า เพราะเขาก็ไม่รู้ถ้าพูดไปมันจะยังไง แล้วก็ มันอาจจะดูว่าใครพูดก่อนใครเปิดก่อน คนนั้นมันก็อาจจะดูแบบไม่ค่อยดีในสายตาคนอื่นก็ได้ แต่ว่าถ้าจะให้แนะน ก็คือ… น้องนัทต้องทำใจจริงๆ แล้ว อันไหนข้ามได้ก็ข้าม แต่พี่ก็มีวิธีขำๆนะที่พี่เคยคิดว่าพี่จะทำ… ก็คือพี่จะเปลี่ยนชื่อไลน์ตัวเองแล้วพี่ก็จะไปเตะนางออก แล้วพี่ก็จะเปลี่ยนกลับ อันนี้คือกรณีที่แบบไม่ไหวแล้วโว้ยย แล้วมันจะจับไม่ได้ว่าใครเตะนางออกเผื่อนางจะรู้ว่า… ต้องมีอะไรแล้วแน่ๆเลย เผื่อนางจะได้พิจารณาตัวเอง แต่ถ้าจะให้ร้ายกว่านั้น ให้เปลี่ยนชื่อเป็นเพื่อนมันอ่ะ ให้มันด่ากันเองว่าเตะออกทำไม’ ปิดท้ายกันด้วย “ดีเจเผือก” ให้คำแนะนำว่า ‘การที่เราจะรู้สึกรำคาญไม่ผิด แต่ว่าถ้ามันรำคาญถึงขนาดที่ว่าโพสต์เลยเนี่ย… ผมว่ามันจะทำให้ชีวิตคุณนัทอ่ะ มันทุกข์ไปนิดนึง ก็คือตอนนี้ผมเนี่ย จะรู้สึกใช้หลักการดำเนินชีวิตที่อย่าไปสร้างความเครียดอะไรให้กับชีวิตมันมากมาย เก็บความเครียดนั้นไว้ปล่อยสำหรับเรื่องราวที่มันควรจะเครียด เวลาที่เราเครียดหรือเกิดรู้สึกทางลบ ทั้งสารเคมีในสมองเอย ทั้งระบบการเต้นของหัวใจ คือมันหงุดหงิดอ่ะ เมื่อไหร่ที่เราหงุดหงิดหรือรำคาญ มันก็จะทำให้วันนั้นมันเป็น Bad day แล้วโลกทุกวันนี้มันก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว มันมีเรื่องราวร้ายๆ อะไรมาทำให้เรารู้สึก Bad day อยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น อะไรที่มันไม่มีคุณค่าพอที่จะทำให้ผมหงุดหงิดได้ ผมก็จะไม่สนใจมัน ผมจะพยายามเก็บความหงุดหงิดไว้ใช้กับเรื่องที่มันเหมาะสม แล้วก็ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกว่าเรื่องราวที่คุณนัทเจอมันเบา ก็ปิด Notification ก็ได้ แล้วค่อยๆมาไล่ๆดูก็ได้ ซึ่งสำหรับคุณนัทอาจจะมองปัญหานี้รุนแรงกว่าคนอื่น ก็อยากให้ค่อยๆปรับลง ถ้าคุณนัทยังมีเรื่องอื่นๆในชีวิต ที่ยังซีเรียสกว่านี้หรือน่าจะเครียดกว่านี้ แล้วคุ้มค่ากับการที่เราจะเสียเซลล์สมองกับการรับมือมากกว่านี้ ก็เปลี่ยนไปโฟกัสกับเรื่องนั้น แล้วผมเชื่อว่าทุกคนก็จะมีกรุ๊ปไลน์ที่ปิด Notification ไว้อยู่แล้ว เราไม่เปิดของทุกกรุ๊ปอยู่แล้ว ผมก็ปิดนะ แล้วเมื่อไหร่ที่เราเปิดกรุ๊ปไลน์เราก็มาไล่ดูว่าเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า มันก็จะทำให้เราหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไปได้เยอะเลยครับ ก็ลองปิด Notification ลองเอาใจออกมาจากกรุ๊ปไลน์ดู’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมเป็นพี่คนโตที่ถูกพ่อแม่ใช้ให้ทำงานบ้านอยู่ตลอด ทำไมพ่อแม่ไม่บอกให้น้องคนเล็กทำบ้าง การเป็นพี่คนโตต้องเสียสละให้น้องตลอดเลยหรอ ผมรู้สึกว่ามันไม่แฟร์

30 เม.ย. 2026

ผมเป็นพี่คนโตที่ถูกพ่อแม่ใช้ให้ทำงานบ้านอยู่ตลอด ทำไมพ่อแม่ไม่บอกให้น้องคนเล็กทำบ้าง การเป็นพี่คนโตต้องเสียสละให้น้องตลอดเลยหรอ ผมรู้สึกว่ามันไม่แฟร์

ผมเป็นพี่คนโตที่ถูกพ่อแม่ใช้ให้ทำงานบ้านอยู่ตลอดทำไมพ่อแม่ไม่บอกให้น้องคนเล็กทำบ้างการเป็นพี่คนโตต้องเสียสละให้น้องตลอดเลยหรอ ผมรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ‘คุณมังคุด’ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 เมษายน 2569) ได้โทรเข้ามาสอบถามปัญหาเรื่องในครอบครัวที่ค้างคาใจมาตลอด กับ 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร และคุณหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นเป็นพี่คนโต แต่ต้องเสียสละให้น้องคนเล็กเสมอ โดย ‘คุณมังคุด’ เล่าว่า ตนนั้นมีน้องชายหนึ่งคน และตนเป็นพี่คนโต ที่ถูกที่บ้านสั่งสอนมาตลอดว่าการเป็นพี่คนโตจะต้องเสียสละให้น้องก่อนเสมอ จนทุกวันนี้การเสียสละที่ว่าเริ่มทำให้เกิดปัญหา เวลาพ่อแม่เรียกใช้ให้ทำงานบ้าน ก็มักจะเรียกหาแต่ตนก่อนเสมอ ไม่เคยเรียกใช้น้องเลย ยกตัวอย่างเหตุการณ์เช่น แม่ใช้ให้ไปตากผ้า ทั้งที่น้องก็นั่งเล่นเกมอยู่ใกล้ ๆ แม่ อีกเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่โอเคนั่นคือตอนที่ตนนั้นช่วยพ่อแม่ล้างจานจนเสร็จเรียบร้อย และน้องเพิ่งกินเสร็จอีกหนึ่งจาน ตนก็ได้บอกให้น้องชายเอาจานไปล้าง น้องก็บอกว่า “เดี๋ยวทำ” แต่สุดท้ายก็ไม่เคยทำเลยสักครั้ง ซึ่งพ่อแม่และแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรน้องเลย สิ่งนั้นมันทำให้ตนนั้นรู้สึกไม่เข้าใจ คิดน้อยใจ และคิดว่ามันไม่แฟร์กับตัวเองที่เป็นพี่คนโต คุณมังคุด ยังเล่าอีกว่า ในส่วนของเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงานบ้าน พ่อแม่ก็เลี้ยงเหมือนกันหมด ไม่ได้มีใครต้องเสียสละอะไรให้ใคร แต่ประเด็นหลัก ๆ คือมีแค่เรื่องงานบ้านเพียงเท่านั้น จึงได้ตั้งคำถามว่า “ผมคิดเล็กคิดน้อยไปหรือป่าว และอยากจะรู้ในมุมพี่ ๆ ดีเจว่าหากเป็นพี่ ๆ ดีเจจะแก้ไขปัญหาความรู้สึกว่ามันไม่แฟร์นี้ยังไงดี?” หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษาตามความเห็นของแต่ละคน โดยเริ่มที่ 'ดีเจเติ้ล' ได้ให้คำปรึกษาว่า “คำถามที่ว่า เราคิดมากไปมั้ย ถ้าเรื่องนี้เกิดกับพี่ พี่ก็คิด ในฐานะที่พี่เป็นพี่คนโตและมีน้องสาว ถ้าน้องโตแล้วไม่ทำอะไรเลย พี่ก็จะด่า พี่จะไม่ยอมทำคนเดียว พี่จะหาวิธีเสนอการแก้ปัญหากับพ่อแม่ เช่น ถ้าเราซักผ้าแล้ว น้องต้องล้างจาน เพราะถ้าปล่อยให้พี่คนโตทำอย่างเดียว ในอนาคตน้องก็จะมีนิสัยที่ขี้เกียจ และทำอะไรไม่เป็น เราอยู่บ้านเดียวกันเราต้องช่วยกันแบ่งเบาภาระกัน ในส่วนของพ่อแม่ที่ชอบใช้เราทำ อาจจะเพราะเขาเห็นว่าเราทำได้ และน้องเป็นคนที่สั่งแล้วไม่ทำ พ่อแม่ก็คงคิดแค่ว่าก็ให้เราทำให้มันจบ ๆ ไป การที่หนูคิดเล็กคิดน้อยนั้นมันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ พี่ว่าลองคุยกับพ่อกับแม่ดูได้ เราเป็นครอบครัวเดียวกันเราก็ต้องช่วยกัน” ถัดมาที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้ให้คำปรึกษาว่า “เรียกที่บ้านมาคุยกันเลย ว่าสิ่งนี้เราไม่โอเค เราเป็นลูกคนโต กินข้าวจานขนาดเท่ากันกับน้องคนเล็ก สิทธิ์มีเท่ากัน ทุกคนเสมอภาคกัน ควรให้น้องเริ่มรับผิดชอบในส่วนที่เป็นข้าวของส่วนตัวของเขาก่อน ที่เราต้องแบ่งหน้าที่เพราะเพื่อจะให้ได้รู้ว่าใครมีหน้าที่อะไร และควรทำอะไร และเพื่อขจัดปัญหาที่เราถามว่า ‘ทำไมเราเป็นลูกคนโตแล้วเราต้องเสียสละ’ เริ่มให้เขาฝึกเลย เพื่อให้เขาไม่กลายเป็นคนขี้เกียจ” ต่อมาที่ 'ดีเจเกรท' ได้ให้คำปรึกษาว่า “แต่ละบ้านก็อาจจะเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่การเป็นพี่คนโต ในมุมมองของพี่คือการต้องเสียสละจริง แต่การเสียสละคือเราต้องเสียสละด้วยความเต็มใจจริง ๆ ในฐานะที่พี่ก็เป็นพี่คนโต พี่คิดว่าเรื่องนี้มันก็คิดได้ ไม่ใช่เรื่องผิด พี่เห็นด้วยกับพี่ต้นหอม สำหรับเรื่องที่ควรรับผิดชอบในของใช้ส่วนตัวของตัวของน้อง และพ่อกับแม่ก็ห้ามสปอยน้อง เราอาจจะต้องแยกหน้าที่การทำงานบ้านกันให้ชัดเจน พี่มองว่าถ้าจะไม่มองให้เราทุกข์เลย คืออันไหนที่เราทำให้ได้ก็ทำ เราจะได้เบาใจ แต่ถ้ารู้สึกว่ามันเริ่มไม่แฟร์มาก ๆ ก็ลองคุยกับพ่อแม่ดู” มาที่คนสุดท้ายกับ 'คุณหมอท้อป' ได้ให้คำปรึกษาว่า “จากประสบการณ์เคยเจอทั้งพี่คนโตที่เสียสละให้น้องคนเล็ก และเจอทั้งน้องคนเล็กต้องเสียสละให้พี่คนโต อยู่ที่แต่ละบ้านจะเลี้ยงดู ถามว่าเราคิดเล็กคิดน้อยเกินไปมั้ย การที่เราเจอแบบนี้ เรารู้สึกแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกว่า ฉันห้ามคิดแบบนี้นะ ไม่งั้นปัญหามันก็จะถูกสะสม ให้เราเปลี่ยนมาคิดว่าจะจัดการความรู้สึกคิดมากนี้อย่างไรดีกว่า อยากให้คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ฟังเรื่องนี้เอาไว้ด้วย ในสายตาพ่อแม่หลาย ๆ คน อาจจะคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร การสอนให้เขารู้จักการเสียสละนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเกิดเป็นการไปบังคับให้เขาต้องเสียสละ ลูกจะรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ที่สำคัญเลยของการเสียสละนั่นคือต้องให้เรารู้สึกว่าเราอยากทำด้วยตัวเราเองแบบเต็มใจทำเองจริง ๆ นั่นถือเป็นการเสียสละที่ถูกต้อง หมออยากให้คุณมังคุดลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่ตรง ๆ แต่เป็นการคุยที่มีวิธีการ เช่น ลองบอกเลยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปน้องคนเล็กจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง แล้วถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลง ตัวน้องเองจะได้รับข้อดีอะไรบ้าง แนะนำว่าตอนคุยอย่าไปใช้อารมณ์หรือทะเลาะกับพ่อแม่ ไม่งั้นพ่อแม่ก็จะไม่อยากฟังเรา ถ้าอยากให้ง่ายขึ้น ลองแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน แล้วถ้าสุดท้ายแบ่งกันแล้ว แต่น้องไม่ทำ นั่นก็คือความผิดของน้อง”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา บ้านเขามีฐานะ แต่พอเลิกกันแล้ว หนูเอาของขวัญ 3 ชิ้นที่เขาเคยให้หนูไปขาย ปรากฏว่าเป็นแบรนด์เนมปลอมทั้งหมด ตอนคบกัน หนูซื้อทั้งทอง เสื้อลิขสิทธิ์แท้ให้เขา เจอแบบนี้เจ็บใจ ควรทำให้เขารู้ตัวไหมคะ ว่าอย่าสนับสนุนของปลอมและอย่าทำแบบนี้กับใครอีก!

10 ม.ค. 2025

คบกับแฟนมา บ้านเขามีฐานะ แต่พอเลิกกันแล้ว หนูเอาของขวัญ 3 ชิ้นที่เขาเคยให้หนูไปขาย ปรากฏว่าเป็นแบรนด์เนมปลอมทั้งหมด ตอนคบกัน หนูซื้อทั้งทอง เสื้อลิขสิทธิ์แท้ให้เขา เจอแบบนี้เจ็บใจ ควรทำให้เขารู้ตัวไหมคะ ว่าอย่าสนับสนุนของปลอมและอย่าทำแบบนี้กับใครอีก!

“คุณนา (นามสมมติ)” อายุ 21 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 ม.ค. 68) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนเก่าซื้อของแบรนด์เนมปลอมให้ โดย “คุณนา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนเก่าซื้อของแบรนด์เนมให้ แต่หนูพึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นของปลอม ของที่เขาซื้อให้ก็มี นาฬิกา สร้อย และกำไล ที่หนูรู้เพราะหนูเอากำไลกับสร้อยไปเช็ค แล้วเขาบอกว่ามันไม่ใช่ของแท้ คือแฟนเก่าหนูเขาอายุ 24 เริ่มจากที่เราทั้งคู่คุยกันประมาณ 4 เดือนเราเคยนัดเจอกันหลายครั้ง เราได้ตกลงคบกันในวันศริสต์มาส เขาซื้อของขวัญชิ้นแรกให้ ในวันที่เราตกลงคบกัน ซึ่งเป็นของขวัญวันคริสต์มาสไปด้วย ตอนนั้นเขาซื้อนาฬิกาชิ้นแรกให้หนู คือจริง ๆ ตอนนั้นหนูดูออกนิดนึงมันจะมีความเอ๊ะอยู่ แพคเกจ วัสดุมันดูแปลก ๆ แต่ไม่อยากมีปัญหา ด้วยความที่เขาให้เพราะว่าหนูกลัวเราทะเลาะกัน หนูก็เลยปล่อยผ่านไป หลังจากนั้นหนูก็ถ่ายลงสตอรี่ไอจีปกติ ผ่านไปสักพักนึงเพื่อนหนูก็ไปรับสารมาจากเพื่อนอีกคนนึงมีคนบอกว่า ‘นาฬิกาเนี่ยเป็นของปลอมนะ ไม่เคยเห็นผู้ชายพาเข้าช็อปแบรนด์เนมเลย ผู้ชายรวยเหรอ นารวยเหรอ’ ได้รับสารมาประมาณนี้ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยพอใจที่โดนคำพูดแบบนี้ หนูเลยไปเล่าให้เขาฟัง เขาก็ไม่พอใจ แต่เขาก็มีความมั่นใจว่ามันคือของแท้ วันต่อมาหนูก็เลยทักไปหาร้านที่รับซื้อแบรนด์เนมให้เขาเช็คนาฬิกา ซึ่งเขาก็บอกว่ามันไม่ใช่ของแท้ หนูก็เลยไปบอกเขา จนเป็นเรื่องขึ้นเราทั้งคู่ทะเลาะกัน เขาไม่พอใจที่หนูเอาไปเช็ค เขาบอกให้หนูปล่อยไป ไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นของแท้หรือว่าของปลอม สุดท้ายเขาก็ทำเหมือนว่าความรู้สึกแย่ ๆ ทั้งหมดตกมาที่เขาทั้งหมด เพราะเขาเสียเงินไปแล้ว เขาซื้อมาจากร้านคนรู้จักพ่อ เขาเลยไม่อยากมีปัญหากระทบไปถึงผู้ใหญ่ แต่คือสิ่งที่หนูจะสื่อคือไม่อยากให้เขาไปซื้อซ้ำหรือโดนหลอกจากร้านนั้นอีก พอมาชิ้นที่ 2 ตอนนั้นหนูได้กำไลมาแล้ว แต่อันนี้ดูไม่ออก ก็มีเพื่อนมาบอกว่าแฟนหนูให้ของปลอม หนูก็เลยส่งใบเซอร์ของแบรนด์ไปให้ หนูเอาไปเช็คในเน็ตใบเซอร์มันก็เหมือนของจริง หนูก็เลยไม่ได้เอะใจ พอเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราเลิกกันแล้ว หนูก็ไปรู้ว่าเขามีแฟนคนใหม่เป็นสาวสอง หนูก็เลยจะกำไลทิ้ง ก็เลยทักไปหาร้านที่รับซื้อแบรนด์เนม เขาก็บอกว่ามันเป็นของปลอม อีกร้านนึงเขาก็บอกว่าไม่รับซื้อ คือของทุกอย่างที่เขาให้หนู หนูเอาไปเช็คคือของปลอมหมดเลย ตอนแรก ๆ หนูก็โกรธ เพราะหนูให้เสื้อเขาไปตัวละ 4 – 5 พัน พอเขาให้นาฬิกาหนูมา หนูก็เลยรู้สึกต้องอัพราคาของที่จะให้ ก็เลยให้ทอง 1 สลึงให้เขาไป เขายังบอกกับหนูเลยว่าทองหนูเนี่ยแพงไม่เท่ากำไลที่เขาให้หรอก หนูอยากจะปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าเจอแบบนี้หนูควรจะปล่อยวาง หรือว่าทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาซื้อมามันเป็นของปลอมนะ แล้วเขาก็ใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าอยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันว่ามันยังแค้นไหม มันเลิกกันด้วยดีไหม ถ้าเลิกกันด้วยดีแล้วอยากจะทำให้เขารู้ว่ากูไม่ได้โง่นะก็ส่งไปบอกได้ว่าฉันเช็คหมดแล้วนะว่ามันปลอม แต่ก็ไม่ได้จะมาอะไรหรอกแค่ให้รู้ไว้ แค่บอกให้เขารู้ว่ากูไม่ได้โง่ แต่ถ้ารู้สึกว่ามันแยกย้ายกันไปแล้วไม่ได้อยากจะก่อเวรก่อกรรมกันไปอีก ไม่อยากจะยุ่งไม่อยากจะเสียจิตเสียอะไรก็ถ้าจะไม่บอกมันก็เป็นสิทธิ์ของนาเหมือนกัน มันอยู่ที่ว่า ณ เวลานี้อารมณ์มันเป็นแบบไหนซึ่งจะทำยังไงก็ได้แล้วแต่ แต่ถ้าเป็นพี่พี่แค้นพี่ก็คงจะทักไปบอกแหละแต่ก็จะเลือกคำบอกแบบที่ว่าเราลอยตัวอยู่เหนือปัญหา บอกแบบมีฟอร์ม แต่เราคงพูดลำบากว่าเขารู้จริง ๆ หรือว่าเขาโดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีกมันก็คงฟันธงลำบากถึงแม้ว่าฟังดูเหมือนเขาจะรู้ก็ตาม เขาจะตั้งใจห็ตามเพราะฉะนั้นถึงบอกว่าถ้านาอยากจะแค่บอกว่า ฉันไม่ได้โง่ก็บอกเขาได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าอยากให้ตัวเองสบายใจพี่ว่าก็บอกได้ ในมุมที่ให้รู้ว่าเธอซื้อของปลอม ไม่ว่าเธอจะจงใจไม่จงใจแต่ว่าความจริงที่ฉันจะบอก 3 ชิ้นที่ฉันได้รับมันปลอมหมดเลยก็แจ้งให้ทราบแล้วฉันก็สบายใจว่า ฉันไม่ได้ถูกเธอหลอกนะ แค่นี้ก็แยกย้ายได้แต่ถ้าหวังว่าเขาจะเลิกซื้อของปลอมหวังว่าเขาไม่ทำแบบนี้กับคนอื่นพี่ว่าไม่จำเป็น เราไปเปลี่ยนทางเดินเขาไม่ได้หรอกเขาเลือกทางเดินแบบนั้น’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘เท่าที่ฟังรู้สึกว่านางตั้งใจ เพราถ้ารู้ว่ามันปลอมเขาต้องรู้สึกกับร้านมากกว่าจะมารู้สึกกับนา เขาต้องรู้สึกว่าโดนหลอกมากว่านี้ อันนี้มันเหมือนเขารู้ทั้งรู้ อีกอย่างที่พี่อยากให้มองอีกมุมนึงคือเขาไม่ได้มองว่าการใส่ของปลอมเป็นสิ่งผิดเพราะเขาใส่อยู่ แต่ถ้าสมมุติเขาทำอะไรบางอย่างให้เราแค้นนะ โพสต์ไอจี แต่มันต้องแค้นจริง ๆ นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-