หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

17 ก.ค. 2026

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด

ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร

หนูควรทำยังไงดีคะ? 

        ‘คุณไอเอฟ‘ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร‘ เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้า HR ซึ่งมีครอบครัวอยู่แล้ว ตามจีบเธออย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เธอยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จนกังวลว่าหากปฏิเสธ จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

        ‘คุณไอเอฟ’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่วันถัดจากการสัมภาษณ์งาน เมื่อหัวหน้า HR โทรศัพท์มาหาเธอ ก่อนจะโทรมาอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนถึงวันเริ่มงาน เมื่อเริ่มทำงาน ทุกอย่างยังดูเป็นปกติ แต่หลังเลิกงานเขากลับแอดไลน์ส่วนตัวมาพูดคุย พร้อมโทรศัพท์มาหาอยู่เป็นประจำ ถามไถ่ว่า “เหนื่อยมั้ย เป็นไงบ้าง กินอะไรหรือยัง” เธอจึงคิดว่าเป็นเพราะเขาเป็น HR ที่ใส่ใจลูกน้อง จึงไม่ได้เอะใจอะไร และนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังแต่เพื่อนร่วมงานกลับบอกว่า ตั้งแต่วันที่เธอเข้าสัมภาษณ์ก็สังเกตเห็นแล้วว่าเขามองเธอด้วยสายตาที่ดูผิดปกติ พร้อมถามว่า “เขาชอบเธอหรือเปล่า” ขณะที่เธอตอบกลับไปว่า “คงไม่หรอก เขาน่าจะเอ็นดูเฉย ๆ” เพราะในตอนนั้นเธอไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ

        หลังจากนั้นเขาก็ยังคงทักข้อความส่วนตัวมาหาเธออยู่เรื่อย ๆ แต่เธอเลือกที่จะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้น ปล่อยทิ้งระยะไว้ และจะตอบกลับเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องงาน หรือคำถามที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษามารยาทและไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

        กระทั่งเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตกใจที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเลิกงานเขาโทรศัพท์มาหาเธอตามปกติ ก่อนจะถามว่า “ถ้าพี่จะคุยนอกเหนือจากเรื่องงานได้มั้ย” เธอจึงถามกลับไปว่า “ยังไงหรอคะ” จากนั้นเขาก็ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “จะจีบหนูได้มั้ย”

        เธอเล่าว่า ในตอนนั้นเธอตกใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นเขาก็พูดต่อทันทีว่า “พี่อะชอบหนูนะ” เธอจึงรีบตอบกลับไปว่า “แต่พี่มีครอบครัวแล้วนะคะ” แต่เขากลับตอบเพียงว่า “ไม่มีปัญหา” เธอเล่าว่า เมื่อได้ยินคำว่า “ไม่มีปัญหา” ซึ่งเขาหมายถึงคือ  “ไม่มีปัญหา ไม่มีใครรู้แน่” แต่สิ่งที่เธอคิดในใจกลับเป็น “แล้วกูล่ะ” เพราะในเวลานั้นเธอเพิ่งเริ่มงาน ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน และยังไม่ได้รับเงินเดือนแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับยืนยันกับเธอว่า เขาการันตีได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เธอจึงบอกเขาไปตรง ๆ ว่า “อย่าเลยค่ะพี่ คุยแค่เรื่องงานก็พอ” แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “ไม่มีปัญหาแน่นอน” ด้วยความที่เธอเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธคน ประกอบกับความกังวลว่าจะไม่ผ่านโปร จึงพยายามพูดกับเขาด้วยเหตุผลว่า “พี่คะ พี่เป็นหัวหน้าหนูนะคะ ถ้าพี่ทำแบบนี้มันดูไม่เหมาะนะคะ”

        แต่เขากลับตอบเพียงว่า “พี่รับประกันว่าไม่มีปัญหา” เธอจึงถามกลับไปอีกว่า “แล้วถ้าปัญหามันเกิดขึ้น พี่จะทำยังไง” แต่เขาก็ยังตอบกลับมาเหมือนเดิมว่า “ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีปัญหาไง”

        นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่า เธอทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง เดิมทีแผนกของเธอมีหัวหน้าดูแลโดยตรง แต่บังเอิญหัวหน้าคนนั้นลาออกพอดี ทำให้ HR คนดังกล่าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลแทน ส่งผลให้เธอต้องเจอเขาบ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงได้ยากกว่าเดิม อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เธออึดอัดใจมากที่สุด คือการที่เขาพยายามแตะเนื้อต้องตัวอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแตะแขน หรือเอามือมาแนบที่ต้นแขนของเธอเวลาที่เดินผ่านกัน

        ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอไม่รับสายภายในประมาณ 10 นาที เขาจะโทรศัพท์ตามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ไปจนถึง 3 ทุ่ม ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก อีกทั้ง HR คนดังกล่าวยังสนิทกับเจ้าของโรงแรม ทำให้เธอยิ่งกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตัวเอง

        เพื่อนร่วมงานยังเตือนเธอว่า “อย่าเพิ่งปฏิเสธเขา ทำยังไงก็ได้ให้ผ่านโปรไปก่อน” เพราะตัวเพื่อนเองก็กลัวว่าจะไม่ผ่านช่วงทดลองงานเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีภาระเรื่องการเงิน ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมีปัญหากับ HR คนนี้

        ครั้งหนึ่ง เธอเคยลองถามเขาตรง ๆ ว่า หากวันหนึ่งเธอมีแฟนแล้ว เขาจะยังโทรมาหาแบบนี้อีกหรือไม่ แต่เขากลับตอบว่า “พี่จะโทร เพราะว่าพี่อะชอบเรา พี่ถูกชะตากับเรา” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การดูแลลูกน้องตามหน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเขาที่มีต่อเธอ

        แม้จะรู้สึกอึดอัดและอยากหลีกหนีจากสถานการณ์นี้ แต่เธอยอมรับว่ายังไม่สามารถลาออกได้ เพราะปัจจุบันหางานค่อนข้างยาก อีกทั้งเธอเพิ่งเริ่มงานและยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จึงทำได้เพียงอดทนและพยายามรักษาระยะห่างจากเขาให้มากที่สุด

        นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงเป็นอย่างมาก เมื่อวันหนึ่งเธอถอดรองเท้าไว้หน้าห้องน้ำตามปกติ แต่หลังจากออกมาจากห้องน้ำ กลับพบว่าเขามายืนรออยู่หน้าห้อง และยังจำรองเท้าของเธอได้ ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย และยิ่งกังวลกับพฤติกรรมของเขามากขึ้น เธอยังเล่าอีกว่า นอกจากเพื่อนร่วมงานคนที่เข้ามาเตือนเรื่องการไม่ผ่านโปรแล้ว ก็แทบไม่มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย จึงคาดว่าหลายคนในที่ทำงานน่าจะพอรับรู้ถึงพฤติกรรมของ HR คนดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออกหรือพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้มุมมองว่า “ถ้าหนูลาออกไม่ได้ หนูต้องระวังตัวมาก ๆ หนูต้องไม่มีทางไปอยู่กับเขา 2 ต่อ 2 และที่นี่มันเป็นที่ที่ไม่ควรทำงานอยู่เลยจริง ๆ นะ อะไรที่หนูชัดเจนกับเขา ให้เขารู้ว่าหนูไม่อนุญาตให้เขาทำแบบนี้กับหนู ต้องพูด เช่น จับตัวหนูแล้ว ‘โทษนะคะ โดนตัวหนูไม่ได้นะคะ’ ถ้ามีคนอื่นอยู่ ให้เขารับรู้ว่าเราไม่โอเคกับสิ่งที่เขาทำ อยากให้พยายามเด็ดขาด ต้องกลั้นใจ มันอาจจะต้องถามตัวเองดี ๆ ว่า มันคุ้มมากกับสิ่งที่ต้องเสี่ยงกับชีวิตหรือเปล่า มันเสี่ยงนะไอเอฟ มันเห็นอยู่นะคะว่าข่าวคราวที่มันเกิดขึ้น แล้วคนที่หน้าด้านหน้ามึนแบบนี้ เราจะดีกับเขายังไง แล้วหนูจะทำงานมีความสุขหรอ คือตอนนี้เจ้าของก็อยู่ฝั่งเขาด้วยนะไอเอฟ ลองคิดดูดี ๆ เขาก็เป็นคนที่เราต้องเจอไปตลอด แม้กระทั่งว่าจะมีหัวหน้าใหม่มาอีก มันก็เป็น HR อยู่เหมือนเดิม Toxic แน่ ๆ ชีวิตหนูต้องมาคอยระแวดระวังกับผู้ชายคนนี้ตลอดเวลา”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเกรท’ ให้มุมมองว่า “สำหรับพี่ คำถามบางคำถามตอบด้วยความเกรงใจ อาจจะทำให้ฝ่ายนั้นคิดได้ว่าเขาน่าจะมีโอกาส แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวล มันมีเรื่องของการคุกคามอีก พี่มองว่าตอนนี้อาจจะยังดำเนินการอะไรไม่ได้ พี่ไม่รู้ แต่ขอให้เก็บหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแชต แล้วถ้าหากผ่านโปรไปแล้วจะเป็นยังไง พี่รู้ว่าเรื่องงานเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเงื่อนไขสำคัญมาก ๆ ที่หนูต้องเผชิญอยู่ แต่งานกับตัวเราอันไหนสำคัญกว่า ถ้าสมมุติผ่านโปร ได้เงิน แต่เราก็ต้องแลกกับการที่เราต้องอยู่ที่นี่ กับคนนี้ต่อไป”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างนี้ ระหว่างที่ทำงานที่นี่ก็ดูแลตัวเองดี ๆ แล้วก็หางานอื่นไปด้วย เพราะดูแล้วเมียเขาก็ไม่กลัวด้วย เพราะเขามั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราผ่านโปรแล้วเราจะสามารถถีบยอดหน้ามันได้เลย มันก็ไม่ใช่ไง ก็ต้องอดทนมันอยู่ดี”

        ท้ายที่สุด เหล่า ‘ดีเจต้นหอม’ ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจเกรท’ ได้ร่วมให้กำลังใจคุณไอเอฟพร้อมอวยพรให้เธอสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไปได้ และหวังว่าเธอจะได้พบกับทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งชีวิตและการทำงาน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูรู้สึกกังวลว่า FWB อาจจะแอบถ่ายคลิป ระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกัน แบบนี้หนูควรจะลองถามเขาตรง ๆ ดีไหม แล้วถ้าเขาไม่ได้ทำจริง เขาจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ

19 มี.ค. 2026

หนูรู้สึกกังวลว่า FWB อาจจะแอบถ่ายคลิป ระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกัน แบบนี้หนูควรจะลองถามเขาตรง ๆ ดีไหม แล้วถ้าเขาไม่ได้ทำจริง เขาจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ

หนูรู้สึกกังวลว่า FWB อาจจะแอบถ่ายคลิประหว่างที่กำลังทำกิจกรรมร่วมกันแบบนี้หนูควรจะลองถามเขาตรง ๆ ดีไหมแล้วถ้าเขาไม่ได้ทำจริง เขาจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ ‘คุณเค้ก’ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอนั้นเกิดความรู้สึกกังวลมาเป็นเดือนกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่เธอนั้นเป็นกังวลว่า FWB ของเธอจะแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิประหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน ‘คุณเค้ก’ เล่าว่า เธอนั้นเป็นเพื่อนกับคนนี้มาเป็นเวลานานถึง 6-7 ปี แต่มาเริ่มเป็นคู่นอน FWB ประมาณ 3-4 ปีให้หลัง โดยคุณเค้กเล่าว่า ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเหมือนกำลังโดนแอบถ่าย คือขณะที่กำลังก้มหน้าทำกิจกรรมให้อีกฝ่าย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าในมือของอีกฝ่ายกำลังถือโทรศัพท์อยู่ข้างหนึ่ง แต่อีกฝ่ายก็รีบนำมืออีกข้างมากดหัวลงให้ทำต่อกิจกรรมต่อ ซึ่งองศาของการถือโทรศัพท์ก็เดาได้ยากว่าจะเป็นการถ่ายคลิปหรือเพียงแค่เล่นโทรศัพท์ตามปกติ ด้วยความที่ไม่อยากคิดมากหรือกังวล คุณเค้กจึงได้มองข้ามเรื่องนี้และทำกิจกรรมต่อไป เวลาผ่านไปหลายเดือน ก็ได้มีการนัดเกิดขึ้น ซึ่งตอนนั้นเป็นจังหวะที่กำลังหันหลังทำกิจกรรมกันอยู่ แล้วช่วงเปลี่ยนท่าหันกลับมา ก็เห็นโทรศัพท์ของอีกฝ่ายที่ตอนแรกอยู่ที่โต๊ะหัวเตียง แต่ในตอนนี้ดันย้ายมาอยู่ที่ข้างตัวของอีกฝ่ายบนเตียงแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เหตุการณ์การนัดกันในครั้งแรกย้อนกลับเข้ามาในหัวของคุณเค้กอีกรอบ และทำให้เกิดความกังวลว่าอีกฝ่ายได้แอบถ่ายคลิปไปจริง ๆ หรือเปล่า เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการนัดครั้งเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้คุณเค้กตั้งใจว่าจะมาจับให้ได้แบบคาหนังคาเขา หากจับได้ว่าอีกฝ่ายแอบถ่ายคลิปจริงก็จะพูดตรง ๆ แต่วันนั้นทุกอย่างดันผิดคาด เพราะของทุกอย่าง รวมทั้งโทรศัพท์ที่เคยสงสัยนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม จึงทำให้คุณเค้กเกิดความสับสน ไม่รู้ว่าตนนั้นคิดมากเกินไปหรือเปล่า ว่าคู่นอนนั้นตั้งใจจะถ่ายคลิประหว่างการมีกิจกรรมร่วมกันเก็บไว้ ด้วยความไม่แน่ใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณเค้กไม่กล้าถามอีกฝ่ายไปตรง ๆ เพราะกลัวว่าถ้าหากอีกฝ่ายไม่ได้ทำจริง อาจจะทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึกได้ จึงเกิดเป็นคำถามที่ต้องการปรึกษากับเหล่าดีเจว่า ควรถามไปตรง ๆ หรือไม่ต้องถามจะดีกว่า ซึ่งดีเจทั้งสามก็ได้คิดเห็นตรงกันว่า สามารถถามกับอีกฝ่ายไปตรง ๆ ได้เลย แม้เราจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาจะตอบนั้นเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม พร้อมให้คำปรึกษาเพิ่มเติม โดยเริ่มจาก 'ดีเจเติ้ล' ได้บอกว่า “ถ้าเป็นพี่ แล้วเรารู้จักกันมานานประมาณนึงแล้ว พี่จะเลือกพูดออกไปตรง ๆ เพื่อความสบายใจของตัวเอง และอาจจะขอโทษเขา ถ้าสิ่งที่คิดไว้มันไม่ใช่ความจริง ซึ่งถ้าเขายอมรับ ก็ต้องขอเขา ว่าช่วยลบออกได้มั้ย แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ พี่ก็จะพูดว่า ที่เราถามเพราะเราไม่อยากให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ให้เขาเห็นว่าเรากังวลกับเรื่องนี้มาก และถ้าเขาโกหก แต่เขาเป็นคนดีพอ เขาจะลบมันเอง” ถัดมาที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้บอกว่า “พี่เห็นด้วยกับพี่เติ้ลทุกอย่างเลย คิดเหมือนกันเลยว่า ถ้าเขาถ่ายไปแล้ว ก็ให้พูดออกไปก่อนเลย เผื่อว่าเขาจะคิดได้แล้วไปลบเอง ถ้าเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมา” สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้บอกว่า “พี่ก็เชียร์ให้ถามไปเลยตรง ๆ เล่าให้เขาฟังแบบที่เล่าให้พวกพี่ฟัง เพราะถ้าไม่ถาม เราก็จะไม่ได้อะไรต่อเลยจากเหตุการณ์นี้ แม้จะไม่รู้ว่าเขาจะตอบด้วยความจริงหรือโกหก แต่เรามีสิทธิ์ที่จะบอกความรู้สึกเรา แล้วก็ได้แต่หวังว่าเขาจะมีจิตใจที่ดีพอ และถ้าเขาบริสุทธิ์ใจจริง เขาก็จะเปิดให้เราเช็กเลย ว่าเขาบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติ เค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลย พี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้

28 ต.ค. 2024

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติ เค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลย พี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติเค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลยพี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้ ใกล้ high season แล้วทำไงดีคะ? “คุณนก (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [23 ต.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาพี่ที่ทำงานไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษ โดย “คุณนก (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘งานที่หนูทำคือเป็นงานค้าขาย/ขายของโซนทะเล ภาคตะวันออก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ แล้วช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ฝรั่งเข้ามาเยอะมาก เวลาที่ลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามา พี่ที่ทำงานอายุ 30 กว่าๆ เขาไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ซึ่งเขาจะเลี่ยงให้หนูไปขายของ ไปคุยกับฝรั่งแทน แต่พอลูกค้าคนไทยเข้ามาซื้อ เขาก็ขายปกติ แต่เขาก็ไม่ได้ดูเป็นคนขี้เกียจ หนูก็เคยแนะนำให้เขาใช้มือถือ ใช้ Google หรือไปซื้อหนังสือมาอ่าน เขาก็ไม่เอา ส่วนเจ้านายก็เคยแนะนำเขาแล้วเหมือนกัน เลยทำให้หนูรับภาระมากขึ้นประมาณนึง และก็มีฝรั่งบางคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ต้องแปลเป็นภาษาอื่น เคยมีเหตุการณ์นึงมีฝรั่งมาซื้อของแล้วถามว่าชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่? เขาก็เดินมาตามหนู และบอกให้หนูแปลให้หน่อย เขาฟังไม่ออก แต่ก็มีครั้งนึง เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนพี่เขาแนะนำแอปพลิเคชันเรียนภาษาอังกฤษให้หนู เขาบอกว่าไปเจอมาจากใน Facebook / Tiktok มันเป็นแบบทดลองเรียนฟรี หนูก็เลยลองไปทดลองเรียนตามที่เขาบอก แล้วหนูก็ไปบอกเขาว่าหนูเรียนมาแล้วนะ มันเป็นแบบนี้ มันดีมากเลยนะ ได้คุยกับฝรั่งด้วย เขาบอกเขาไม่เอา เขาไม่กล้าลอง สำหรับหนู ถามว่าคุยกับฝรั่งได้ไหม? ก็พอคุยได้ แบบเบสิคๆ สามารถสื่อสารในการขายของได้ แต่ถ้าเป็นคำถามที่ยากเกินไปหนูไม่เข้าใจ หนูก็ยังพยายามเปิด Translate แต่ทำไมพี่คนนี้เขาไม่เอาภาษาเลย ส่วนเงินเดือนเราก็เท่ากัน หนูทำงานก่อนเขา ได้ทำงานด้วยกันประมาณปีนึง เลยอยากจะถามพี่ๆดีเจว่าหนูอยากให้เขาไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเบสิค ง่ายๆ เพื่อเอาไว้ใช้ขายของ หนูจะทำยังไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

05 มิ.ย. 2026

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเองยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลยข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้างหนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ? ‘คุณสตางค์’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตัวเธอหนีมนุษย์ป้ามาทั้งชีวิต แต่เป็นยายเธอเองที่กำลังทำพฤติกรรมมนุษย์ป้า ‘คุณสตางค์’ อายุ 18 ปี เล่าว่าชีวิตของเธอมักจะย้ายบ้านบ่อย ๆ นั่นจึงทำให้เธอกับน้อง ๆ ภาวนาอยู่ตลอดว่าไม่อยากเจอป้าข้างบ้าน หรือมนุษย์ป้า แต่ยายของเธอที่อายุเข้า 70 ปีเริ่มมีพฤติกรรมมนุษย์ป้า นั่นก็คือยายชอบเล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟัง ซึ่งจะเป็นเรื่องของคนข้างบ้านและคนในซอยบ้าน โดยปกติแล้วยายจะมีกลุ่มเพื่อนมานั่งปูเสื่อคุยกันหน้าบ้าน ในตอนแรกพวกเขาก็จะคุยกันเรื่องของคนอื่น ๆ แต่หลัง ๆ แม้แต่คนในกลุ่มเองก็ยังเอามาเล่าด้วย ซึ่งในบ้านมีสมาชิกดังนี้ ตา ยาย คุณสตางค์ น้องอีก 2 คน โดยแม่ของคุณสตางค์จะเทียวไประหว่างบ้านหลังนี้และบ้านที่กรุงเทพฯ คุณสตางค์เล่าเพิ่มเติมว่า ที่ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้ตนฟังบ่อย ๆ ก็เพราะถ้ายายไปเล่าให้ตาฟัง ตาก็จะมีความคิดเห็นแตกต่างและจบที่ทะเลาะกับยายทุกที นั่นก็เลยทำให้ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟัง บางครั้งยายก็ไปพูดคุยกับข้างบ้าน แต่พอกลับถึงบ้านก็จะเอาเรื่องของเขามานินทาให้ฟัง หรือเวลาที่ข้างบ้านเสียงดัง ยายก็จะพูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ข้างบ้านตีกันอีกละ” หรือช่วงปิดเทอม ที่เธอไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ พอคุณสตางค์กลับมาที่บ้านยายก็จะรีบมาเล่าเพิ่มว่าคนข้างบ้านเขาเป็นเมียน้อย นอกจากนี้ ถึงยายจะไม่ได้เล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟังตลอด แต่ยายกับกลุ่มเพื่อนก็มานั่งพูดเรื่องคนอื่นที่หน้าบ้านกันทุกวัน คุณสตางค์เองก็ไม่ได้ว่าอะไรยาย เธอรับฟังเสมอ แต่ถ้าวันไหนไม่อยากฟังก็จะตัดบทยายแล้วยายก็จะรู้สึกนอยด์ คุณสตางค์จึงอยากได้คำแนะนำว่า มีวิธีแบบไหนที่จะทำให้ยายลดการเล่าเรื่องคนอื่น หรือขอวิธีที่ทำให้เธอรับฟังยายให้มากขึ้นก็ได้ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงยายได้เลย เพราะยายอายุ 70 แล้ว ดังนั้นปรับที่เราจะเบากว่า หลังจากนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรับฟังเขา และคุยกับยายเท่าที่ไหว เพราะคนแก่ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเด็ก อยากให้สตางค์ใช้ชีวิตกับคุณยายในวัยนี้ให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าใจเขาและอยู่เป็นเพื่อนยาย” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “สตางค์ลองทำแบบนี้ดูมั้ย สตางค์ here ยาย แต่ไม่ต้อง listen to ยาย รับรู้แต่ไม่รับฟัง ฟังแต่ไม่ต้องทำความเข้าใจ เพราะตอนนี้เขามีแค่คุณสตางค์ ลองมองในแง่ดีว่ายายคนอื่นอายุ 70 เริ่มไม่รู้เรื่องก็เยอะแยะ แต่ยายของคุณสตางค์ยังดูสุขภาพดีอยู่เลย สาเหตุมันอาจเกิดจากที่เขาได้เล่าเรื่องก็ได้ ยิ่งเวลาตอนนี้มันนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งยายไม่อยู่แล้วคุณสตางค์จะคิดถึงเขานะ แต่ถ้าตอนไหนคุณสตางค์ต้องใช้สมาธิก็บอกกับเขาตรง ๆ ไปเลย” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนความเห็นของดีเจเติ้ลว่า “มองในแง่ดีก็ได้ว่าสิ่งที่เขาเอามาเล่าให้เราฟังมันทำให้เราระแวดระวังภัยรอบบ้านได้ นำมาเป็นข้อมูลให้ตัวเราเองที่เราอยู่แต่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่ดีเจเผือกบอกไปว่าเปลี่ยนคนแก่ไม่ได้หรอก อย่าไปเปลี่ยนเขาเลย อีกอย่างมันคือความสุขของเขา อย่างความสุขของเรามันคือการเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ของยายก็คือการเล่าเรื่องเพื่อนบ้านนี่แหละ ถือซะว่าเรากำลังให้ความสุขกับเรา ถ้าเราไปขัดเขาเดี๋ยวเขาไม่มีความสุข อย่างน้อยยายก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะมีความสุข เรื่องนี้ Generation Gap มาเยอะมาก วันนี้ยังไม่ต้องเข้าใจยายทั้งหมดหรอก แต่ตามใจเขาเท่าที่เราไหวก็พอ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเรียนจิตวิทยา แต่รู้สึกว่าสังคม และ การเรียนยังไม่ใช่ อยากย้ายคณะไปเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ก็ต้องหาเงินส่งตัวเอง จ่ายค่าเทอมเอง ปรึกษาคนรอบข้าง บางคนบอกให้ย้าย บางคนบอกให้เรียนต่อจะได้ไม่เสียเวลา หนูควรทำยังไงดีคะ?

24 ม.ค. 2025

หนูเรียนจิตวิทยา แต่รู้สึกว่าสังคม และ การเรียนยังไม่ใช่ อยากย้ายคณะไปเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ก็ต้องหาเงินส่งตัวเอง จ่ายค่าเทอมเอง ปรึกษาคนรอบข้าง บางคนบอกให้ย้าย บางคนบอกให้เรียนต่อจะได้ไม่เสียเวลา หนูควรทำยังไงดีคะ?

“คุณโตเกียว (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษากับ ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการเรียน ที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ว่าควรไปต่อหรือย้ายหนีดี โดย “คุณโตเกียว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัจจุบันเรียนอยู่ปี 1 สาขาจิตวิทยา หนูมีเรื่องอยากปรึกษา ตอนมัธยมหนูเรียน สายศิลป์ – ภาษา มา ซึ่งมันค่อนข้างต่างจากสาขาที่หนูเรียนอยู่ในตอนนี้ ทำให้พอเข้ามหาวิทยาลัยมาช่วงเทอมแรก หนูเรียนไม่ค่อยดี ทำให้เกรดไม่ค่อยดี และก็มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ทำให้ช่วงนั้นไม่อยากไปเรียนเลย พอมาเทอมที่ 2 หนูก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อนใหม่ แต่ก็ยังไม่สนิทกัน แล้ววิชาเรียนมันก็ยากขึ้น โดยเฉพาะวิชาเรียน สายวิทย์ หนูก็เลยคิดว่าถ้าหนูฝืนเรียนต่อไป หนูจะไหวไหม? แล้วก็กลัวว่าถ้าเกรดหนูน้อยแล้วจบไป จะหางานยากรึป่าว หนูก็เลยคิดอยากจะย้ายคณะ ซึ่งคณะที่หนูจะย้ายไปเป็นคณะที่เกี่ยวกับสายงานราชการ หนูคิดว่ามันน่าจะเหมาะกับหนูมากกว่า แล้วสาขานี้ก็ยังมีสวัสดิการที่ครอบคลุมทั้งตัวหนูและครอบครัวด้วย ที่สำคัญคณะใหม่ที่หนูจะย้ายไปมันสามารถที่จะเลือกเวลาเรียนเองได้ ทำให้หนูทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยได้ เพราะครอบครัวหนูไม่ได้มีฐานะดีเท่าไหร่ และก็ยังมีน้องชายอีก คุณพ่อ - คุณแม่ก็ซัพพอร์ตหนูแค่ค่าที่พัก กับค่าใช้จ่ายบางส่วนในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ในสาขาจิตวิทยาของหนูตอนนี้ มันมีคนน้อย ไม่สามารถเลือกเวลาเรียนเองได้ อาจารย์เป็นคนเลือกเวลาเรียนให้ หนูก็เลยหางานทำยาก เพราะมีเลิกเรียนค่ำเป็นบางวัน แต่การย้ายคณะของหนูก็มีข้อจำกัด เพราะว่าถ้าหนูจะย้ายช่วงซัมเมอร์นี้ หนูก็ต้องไปทำงานหาเงินค่าเทอมเพื่อสำรองจ่ายเองก่อน เพราะต้องรอช่วงเปิดเทอม ถึงจะทำเรื่องกู้เงินจากกองทุนเพื่อการศึกษาได้ หนูปรึกษามาหลายคนแล้ว มันก็จะมีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งนึงก็บอก อย่าย้ายเลยเสียเวลา อีกฝั่งบอกว่า ถ้ามันเหมาะกับตัวเองมากกว่าก็ย้ายเลย หนูก็เลยรู้สึกสับสน ใจนึงก็อยากย้ายเพราะตอบโจทย์กับชีวิตมากกว่า แต่อีกใจนึงก็กลัวตัดสินใจพลาด หนูเลยอยากจะถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรเลือกแบบไหน ควรย้ายคณะดีไหมคะ? ซึ่ง “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าพี่ย้อนเวลากลับไปได้ พี่จะเรียนจิตวิทยา แต่อันนี้แค่ให้เป็นสิ่งประกอบการตัดสินใจของหนูนะ เพราะชีวิตเราต้องมองแบบยาวๆ ในอนาคตตลาดงานต้องการนักจิตวิทยาอีกเยอะมาก แต่ถ้าหนูอยากทำงานราชการ ในบางสายก็ไม่จำเป็นต้องเรียนสายตรงก็สามารถทำงานราชการได้อยู่ดี ยิ่งปัจจุบันอาชีพและความรู้สามารถหาประกอบได้ทั้งนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องเรียนสิ่งนี้เพื่อที่จะได้เป็นสิ่งนี้ ปัจจุบันแม้จะเรียนอะไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสมาก็คว้าไว้เลย’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อยากให้โตเกียวลองไปดูหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะนี้ก่อนว่าพวกวิชาสายวิทย์ที่โตเกียวกลัว ในตอนปี 3 ปื 4 วิชามันเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงยังไง ไม่แน่ว่าพื้นฐานของสายวิทย์อาจจะมีแค่ในปี 1 อย่างเดียวก็ได้ ถ้ายังอยากเรียนอยู่ก็ลองชั่งน้ำหนักดู หรือถ้าเกิดไม่ไหวจริงๆ ก็ลองเปลี่ยนดู’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ พี่แค่อยากให้โตเกียวมีความสุขกับสิ่งที่เรียน ต้องถามตัวเองว่าที่เรียน เรามีความชอบ และมีความสุขกับมันไหม แต่ถ้าโตเกียวอยากย้ายไปอีกคณะ โตเกียวก็ต้องลองดูวิชาที่ต้องเรียน มันมีวิชาที่โตเกียวสนใจไหม สนใจจริงๆรึป่าว ไม่ใช่แค่เรียนเพราะว่างานราชการจะมีที่ว่างรอรับเราอยู่ พี่ว่าแค่นั้นมันไม่พอ สุดท้ายพี่อยากให้โตเกียวเลือกเรียนสิ่งที่โตเกียวสามารถเต็มที่กับมันได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-