หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร หนูควรทำยังไงดีคะ?

17 ก.ค. 2026

หัวหน้า HR ที่มีครอบครัวแล้วตามจีบไม่หยุด

ทั้งที่หนูยังไม่ผ่านโปร

หนูควรทำยังไงดีคะ? 

        ‘คุณไอเอฟ‘ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร‘ เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้า HR ซึ่งมีครอบครัวอยู่แล้ว ตามจีบเธออย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เธอยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จนกังวลว่าหากปฏิเสธ จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

        ‘คุณไอเอฟ’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่วันถัดจากการสัมภาษณ์งาน เมื่อหัวหน้า HR โทรศัพท์มาหาเธอ ก่อนจะโทรมาอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนถึงวันเริ่มงาน เมื่อเริ่มทำงาน ทุกอย่างยังดูเป็นปกติ แต่หลังเลิกงานเขากลับแอดไลน์ส่วนตัวมาพูดคุย พร้อมโทรศัพท์มาหาอยู่เป็นประจำ ถามไถ่ว่า “เหนื่อยมั้ย เป็นไงบ้าง กินอะไรหรือยัง” เธอจึงคิดว่าเป็นเพราะเขาเป็น HR ที่ใส่ใจลูกน้อง จึงไม่ได้เอะใจอะไร และนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังแต่เพื่อนร่วมงานกลับบอกว่า ตั้งแต่วันที่เธอเข้าสัมภาษณ์ก็สังเกตเห็นแล้วว่าเขามองเธอด้วยสายตาที่ดูผิดปกติ พร้อมถามว่า “เขาชอบเธอหรือเปล่า” ขณะที่เธอตอบกลับไปว่า “คงไม่หรอก เขาน่าจะเอ็นดูเฉย ๆ” เพราะในตอนนั้นเธอไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ

        หลังจากนั้นเขาก็ยังคงทักข้อความส่วนตัวมาหาเธออยู่เรื่อย ๆ แต่เธอเลือกที่จะไม่เปิดอ่านข้อความเหล่านั้น ปล่อยทิ้งระยะไว้ และจะตอบกลับเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องงาน หรือคำถามที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษามารยาทและไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

        กระทั่งเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตกใจที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเลิกงานเขาโทรศัพท์มาหาเธอตามปกติ ก่อนจะถามว่า “ถ้าพี่จะคุยนอกเหนือจากเรื่องงานได้มั้ย” เธอจึงถามกลับไปว่า “ยังไงหรอคะ” จากนั้นเขาก็ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “จะจีบหนูได้มั้ย”

        เธอเล่าว่า ในตอนนั้นเธอตกใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นเขาก็พูดต่อทันทีว่า “พี่อะชอบหนูนะ” เธอจึงรีบตอบกลับไปว่า “แต่พี่มีครอบครัวแล้วนะคะ” แต่เขากลับตอบเพียงว่า “ไม่มีปัญหา” เธอเล่าว่า เมื่อได้ยินคำว่า “ไม่มีปัญหา” ซึ่งเขาหมายถึงคือ  “ไม่มีปัญหา ไม่มีใครรู้แน่” แต่สิ่งที่เธอคิดในใจกลับเป็น “แล้วกูล่ะ” เพราะในเวลานั้นเธอเพิ่งเริ่มงาน ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน และยังไม่ได้รับเงินเดือนแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับยืนยันกับเธอว่า เขาการันตีได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เธอจึงบอกเขาไปตรง ๆ ว่า “อย่าเลยค่ะพี่ คุยแค่เรื่องงานก็พอ” แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “ไม่มีปัญหาแน่นอน” ด้วยความที่เธอเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธคน ประกอบกับความกังวลว่าจะไม่ผ่านโปร จึงพยายามพูดกับเขาด้วยเหตุผลว่า “พี่คะ พี่เป็นหัวหน้าหนูนะคะ ถ้าพี่ทำแบบนี้มันดูไม่เหมาะนะคะ”

        แต่เขากลับตอบเพียงว่า “พี่รับประกันว่าไม่มีปัญหา” เธอจึงถามกลับไปอีกว่า “แล้วถ้าปัญหามันเกิดขึ้น พี่จะทำยังไง” แต่เขาก็ยังตอบกลับมาเหมือนเดิมว่า “ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่มีปัญหาไง”

        นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่า เธอทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง เดิมทีแผนกของเธอมีหัวหน้าดูแลโดยตรง แต่บังเอิญหัวหน้าคนนั้นลาออกพอดี ทำให้ HR คนดังกล่าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลแทน ส่งผลให้เธอต้องเจอเขาบ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงได้ยากกว่าเดิม อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เธออึดอัดใจมากที่สุด คือการที่เขาพยายามแตะเนื้อต้องตัวอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแตะแขน หรือเอามือมาแนบที่ต้นแขนของเธอเวลาที่เดินผ่านกัน

        ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอไม่รับสายภายในประมาณ 10 นาที เขาจะโทรศัพท์ตามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ไปจนถึง 3 ทุ่ม ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก อีกทั้ง HR คนดังกล่าวยังสนิทกับเจ้าของโรงแรม ทำให้เธอยิ่งกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตัวเอง

        เพื่อนร่วมงานยังเตือนเธอว่า “อย่าเพิ่งปฏิเสธเขา ทำยังไงก็ได้ให้ผ่านโปรไปก่อน” เพราะตัวเพื่อนเองก็กลัวว่าจะไม่ผ่านช่วงทดลองงานเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีภาระเรื่องการเงิน ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมีปัญหากับ HR คนนี้

        ครั้งหนึ่ง เธอเคยลองถามเขาตรง ๆ ว่า หากวันหนึ่งเธอมีแฟนแล้ว เขาจะยังโทรมาหาแบบนี้อีกหรือไม่ แต่เขากลับตอบว่า “พี่จะโทร เพราะว่าพี่อะชอบเรา พี่ถูกชะตากับเรา” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การดูแลลูกน้องตามหน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเขาที่มีต่อเธอ

        แม้จะรู้สึกอึดอัดและอยากหลีกหนีจากสถานการณ์นี้ แต่เธอยอมรับว่ายังไม่สามารถลาออกได้ เพราะปัจจุบันหางานค่อนข้างยาก อีกทั้งเธอเพิ่งเริ่มงานและยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จึงทำได้เพียงอดทนและพยายามรักษาระยะห่างจากเขาให้มากที่สุด

        นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงเป็นอย่างมาก เมื่อวันหนึ่งเธอถอดรองเท้าไว้หน้าห้องน้ำตามปกติ แต่หลังจากออกมาจากห้องน้ำ กลับพบว่าเขามายืนรออยู่หน้าห้อง และยังจำรองเท้าของเธอได้ ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย และยิ่งกังวลกับพฤติกรรมของเขามากขึ้น เธอยังเล่าอีกว่า นอกจากเพื่อนร่วมงานคนที่เข้ามาเตือนเรื่องการไม่ผ่านโปรแล้ว ก็แทบไม่มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย จึงคาดว่าหลายคนในที่ทำงานน่าจะพอรับรู้ถึงพฤติกรรมของ HR คนดังกล่าว แต่ไม่มีใครกล้าแสดงออกหรือพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้มุมมองว่า “ถ้าหนูลาออกไม่ได้ หนูต้องระวังตัวมาก ๆ หนูต้องไม่มีทางไปอยู่กับเขา 2 ต่อ 2 และที่นี่มันเป็นที่ที่ไม่ควรทำงานอยู่เลยจริง ๆ นะ อะไรที่หนูชัดเจนกับเขา ให้เขารู้ว่าหนูไม่อนุญาตให้เขาทำแบบนี้กับหนู ต้องพูด เช่น จับตัวหนูแล้ว ‘โทษนะคะ โดนตัวหนูไม่ได้นะคะ’ ถ้ามีคนอื่นอยู่ ให้เขารับรู้ว่าเราไม่โอเคกับสิ่งที่เขาทำ อยากให้พยายามเด็ดขาด ต้องกลั้นใจ มันอาจจะต้องถามตัวเองดี ๆ ว่า มันคุ้มมากกับสิ่งที่ต้องเสี่ยงกับชีวิตหรือเปล่า มันเสี่ยงนะไอเอฟ มันเห็นอยู่นะคะว่าข่าวคราวที่มันเกิดขึ้น แล้วคนที่หน้าด้านหน้ามึนแบบนี้ เราจะดีกับเขายังไง แล้วหนูจะทำงานมีความสุขหรอ คือตอนนี้เจ้าของก็อยู่ฝั่งเขาด้วยนะไอเอฟ ลองคิดดูดี ๆ เขาก็เป็นคนที่เราต้องเจอไปตลอด แม้กระทั่งว่าจะมีหัวหน้าใหม่มาอีก มันก็เป็น HR อยู่เหมือนเดิม Toxic แน่ ๆ ชีวิตหนูต้องมาคอยระแวดระวังกับผู้ชายคนนี้ตลอดเวลา”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเกรท’ ให้มุมมองว่า “สำหรับพี่ คำถามบางคำถามตอบด้วยความเกรงใจ อาจจะทำให้ฝ่ายนั้นคิดได้ว่าเขาน่าจะมีโอกาส แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวล มันมีเรื่องของการคุกคามอีก พี่มองว่าตอนนี้อาจจะยังดำเนินการอะไรไม่ได้ พี่ไม่รู้ แต่ขอให้เก็บหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแชต แล้วถ้าหากผ่านโปรไปแล้วจะเป็นยังไง พี่รู้ว่าเรื่องงานเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเงื่อนไขสำคัญมาก ๆ ที่หนูต้องเผชิญอยู่ แต่งานกับตัวเราอันไหนสำคัญกว่า ถ้าสมมุติผ่านโปร ได้เงิน แต่เราก็ต้องแลกกับการที่เราต้องอยู่ที่นี่ กับคนนี้ต่อไป”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างนี้ ระหว่างที่ทำงานที่นี่ก็ดูแลตัวเองดี ๆ แล้วก็หางานอื่นไปด้วย เพราะดูแล้วเมียเขาก็ไม่กลัวด้วย เพราะเขามั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราผ่านโปรแล้วเราจะสามารถถีบยอดหน้ามันได้เลย มันก็ไม่ใช่ไง ก็ต้องอดทนมันอยู่ดี”

        ท้ายที่สุด เหล่า ‘ดีเจต้นหอม’ ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจเกรท’ ได้ร่วมให้กำลังใจคุณไอเอฟพร้อมอวยพรให้เธอสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไปได้ และหวังว่าเธอจะได้พบกับทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งชีวิตและการทำงาน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เอือมทั้งบริษัทแต่พูดอะไรไม่ได้! เจ้าของบริษัท มีลูกเมียแล้วแต่ชอบลวนลามพนักงานสาว แต่อ้างว่าทำเพราะเอ็นดู ทั้งจับขา เอามือล้วงเข้ามาในแมสก์แล้วหยิกแก้ม เคยทำท่าทีเล่นๆ ดึงคอพนักงานผู้หญิงให้เอาหน้ามาแนบตรงพุงเขา ตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย จะทำยังไงดี?

10 มิ.ย. 2024

เอือมทั้งบริษัทแต่พูดอะไรไม่ได้! เจ้าของบริษัท มีลูกเมียแล้วแต่ชอบลวนลามพนักงานสาว แต่อ้างว่าทำเพราะเอ็นดู ทั้งจับขา เอามือล้วงเข้ามาในแมสก์แล้วหยิกแก้ม เคยทำท่าทีเล่นๆ ดึงคอพนักงานผู้หญิงให้เอาหน้ามาแนบตรงพุงเขา ตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย จะทำยังไงดี?

“คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 20 ปลายๆ สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 มิ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาโดนคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ซึ่ง “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูไม่ใช่เหยื่อ แต่เห็นเหตุการณ์ และเพื่อนมาปรึกษา ซึ่งเหยื่อคือเพื่อนในที่ทำงาน เหตุการณ์ คือ เพื่อนถูก CEO ที่เป็นผู้ชายมีอายุมากแล้ว เขาเป็นเจ้าของบริษัทเอกชนมาลวนลาม เช่น เดินเข้ามาจับเอว , เอามือสอดเข้ามาในแมสแล้วจับแก้ม , โอบไหล่ , ตอนที่พนักงานนั่งอยู่ก็ดึงมาซบพุง , เวลาเดินผ่านไปผ่านมาก็จับต้นคอ , ไปงานกินเลี้ยงก็แอบมาจับต้นขาแบบเนียนๆ สุดท้ายคนที่โดนลวนลามก็จะออกจากวงสนทนา หรือไม่ก็เดินหนี ซึ่งหนูเคยคิดกับเพื่อนที่ทำงานและเพื่อนที่โดนลวนลามว่า ควรพูดตรงๆไหม แต่สุดท้ายเขาก็จะมีข้ออ้างเสมอว่าที่ทำไปคือแค่ เอ็นดู และเหตุการณ์ที่เล่าไปข้างต้น ไม่ได้มีเหยื่อคนเดียว แต่มีเหยื่อหลายคน แล้วเหยื่อที่โดนก็ไม่ได้อยากหางานใหม่ เพราะถ้าตัดเรื่องนี้ออก สังคมในที่ทำงานก็คือดี อยากขอคำแนะนำจากพี่ๆดีเจว่าควรทำยังไงดี? ซึ่งดีเจทั้ง 3 ท่าน ให้คำแนะนำว่า ‘ทำอะไรไม่ได้ เขาเป็นเจ้าของบริษัท เพราะถ้าเราทำอะไรขึ้นมา ก็คงเป็นเราที่โดนไล่ออก แถมคนที่โดนก็ไม่อยากลาออกอีก งั้นก็ต้องอดทน จะแอบถ่ายคลิปไปฟ้อง เราก็จะโดนไล่ออกอยู่ดี ถ้าอยากแก้เผ็ดแบบมีศักดิ์ศรี ลองลาออกพร้อมกันทุกคนในทีม แล้วปล่อยคลิปที่ถูกลวนลามในโซเชียล ซึ่งคนที่พร้อมจะลาออกก็คงไม่ใช่ทุกคน ในตอนนี้เงื่อนไขคือ ไม่ลาออก ไม่ทน หรือจะลองสู้ดูมั้ย แต่ถ้าสู้ก็ต้องวนกลับมาที่ลาออกอยู่ดี ถ้าจะแจ้งตำรวจก็ต้องให้คลิปชัดเจน ถึงจะโดนตำรวจจับ บริษัทก็ต้องปิดตัวอยู่ดี เงื่อนไขเยอะขนาดนี้ ก็คือ ต้องเลี่ยง และให้ทุกคนรวมตัวรีแอ็คว่า ไม่ได้นะคะ ห้ามจับตัว หรือลองจัดงาน เอาท์ติ้งบริษัท ในธีม ห้าม Sexual Harassment สุดท้ายดีเจทั้ง 3 ท่าน ก็แนะนำว่าไม่อยากให้ทนกับการโดนลวนลามล่วงละเมิดสิทธิ์แบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตั้งแต่จำความได้ ผมอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด เคยแอบแต่งหน้า โดนแม่ด่าอย่าทำอีก เก็บมาจนเรียนโรงเรียนชายล้วน โตมาผมมีแฟนผู้หญิง คบกันมา 10 ปี มีอะไรกันตามปกติ ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่จะเห็นแก่ตัวไหม ถ้าจะแต่งงานกับเขา แล้วผมยังอยากแต่งหญิงแบบที่อยากเป็น

29 พ.ย. 2024

ตั้งแต่จำความได้ ผมอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด เคยแอบแต่งหน้า โดนแม่ด่าอย่าทำอีก เก็บมาจนเรียนโรงเรียนชายล้วน โตมาผมมีแฟนผู้หญิง คบกันมา 10 ปี มีอะไรกันตามปกติ ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่จะเห็นแก่ตัวไหม ถ้าจะแต่งงานกับเขา แล้วผมยังอยากแต่งหญิงแบบที่อยากเป็น

ตั้งแต่จำความได้ ผมอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด เคยแอบแต่งหน้า โดนแม่ด่าอย่าทำอีกเก็บมาจนเรียนโรงเรียนชายล้วน โตมาผมมีแฟนผู้หญิง คบกันมา 10 ปี มีอะไรกันตามปกติ ผมไม่ได้ชอบผู้ชายแต่จะเห็นแก่ตัวไหม ถ้าจะแต่งงานกับเขา แล้วผมยังอยากแต่งหญิงแบบที่อยากเป็น แต่แฟนผมไม่ชอบ “คุณบอล (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคือวันพุธที่ [27 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหามีแฟนเป็นผู้หญิง แต่ส่วนตัวผมก็ชอบแต่งหญิง แต่งหน้า โดย “คุณบอล (นามสมมติ)” ได้เกริ่นก่อนว่า ‘ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ป.3 - ป.4 ก็ได้รู้สึกแล้วว่าตัวเองอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด แต่ตอนนั้นอยู่โรงเรียนชายล้วน ยังไม่เคยอยู่โรงเรียนสหศึกษามาก่อน และก็รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นผู้ชาย เข้าสังคมผู้ชาย ไม่มีเพื่อนเป็นผู้หญิงเลยตั้งแต่เด็ก มีพี่ชายก็เป็นผู้ชาย ชายแท้ หลังจากโตขึ้นมา ก็มีความรู้สึกที่อยากเป็นผู้หญิงมากขึ้น มีแอบไปแต่งหญิงบ้าง ตอนเป็นเด็กแม่ก็เหมือนจะรับรู้ และโดนขู่ไว้ หลังจากนั้นก็เลยไม่กล้าบอกใคร จนโตมาเข้ามหาวิทยาลัย ยังมีความรู้สึกอยากแต่งเป็นผู้หญิงอยู่ เคยคิดที่จะแปลงเพศและเอาอวัยวะเพศออก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไร แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ไปทำหรือเอาออก อีกอย่างที่กลัวก็คือผมก็ชอบผู้หญิงด้วย เวลามีเซ็กส์ก็ไม่ได้รู้สึกฝืนอะไร เคยคิดว่าตัวเองชอบผู้ชายไหม แต่ก็ไม่ได้รู้สึกชอบ หลังจากเข้ามหาลัยก็ได้มีแฟนเป็นผู้หญิง และคบกับแฟนคนนี้มา 10 ปี จนตอนนี้มีแพลนว่าจะแต่งงานกัน ส่วนตัว ‘รู้สึกผิดกับแฟนที่ตัวเองอยากแต่งเป็นผู้หญิง แต่ไม่ยอมเลิก’ เพราะจริง ๆ แฟนก็ชอบผู้ชาย ตั้งแต่ปีแรกที่คบกัน ผมก็รู้สึกว่าจริงจังกับแฟนคนนี้ และได้บอกความจริงกับแฟนว่า ‘อยากแต่งเป็นหญิงนะ’ แต่แฟนรู้สึกไม่โอเค เคยเลิกกันไปครั้งหนึ่งเพราะเรื่องนี้ แต่ก็กลับมาคบกันอีกเพราะผมรู้สึกว่าขาดเขาไปไม่ได้ ผมเคยลองคิดว่าจริง ๆ ตัวเองอาจจะชอบแค่การแต่งตัวเป็นผู้หญิงแค่นั้นหรือเปล่า? แต่พอโตขึ้นได้รับอิสระมากขึ้น ทั้งจากครอบครัวและคนรอบข้าง ความรู้สึกมันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อยากมีหน้าอก ซื้อยาเทคฮอร์โมนมากิน แอบแต่งหญิงมากขึ้น ในอนาคตก็อยากจะเป็นผู้หญิง เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า เห็นแก่ตัวเกินไปไหมถ้าจะแต่งงานกับคน ๆ นี้ทั้งที่ตัวเองก็พยายามจะเป็นผู้หญิงอีก และกลัวว่าอนาคตจะเป็นมากกว่านี้’ เริ่มให้คำปรึกษาที่ “ดีเจต้นหอม” ว่า ‘บอกเลยว่าเห็นแก่ตัว ถ้าคิดในกรณีของผู้หญิงที่ต้องแต่งงานกับใครสักคนหนึ่ง แล้วก็รู้ว่าในอนาคตตัวของคุณ จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในสิ่งที่รับไม่ได้ ซึ่งแต่ละคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน มันมีผู้หญิงที่รับได้ ฉะนั้นเวลาที่เราแต่งงานกับใคร เราไม่ได้ศึกษาแค่ข้อดีของเขา เราต้องศึกษาข้อเสียของเข้าด้วย ว่าเรารับข้อเสียของเขาได้ไหม ถ้าเรารับได้เราถึงจะได้ร่วมชีวิตกัน แต่ถ้าตัวคุณบอลมีข้อเสียข้อใหญ่ ที่ผู้หญิงคนนั้นตั้งธงมาแล้วว่าเรื่องนั้นเขารับไม่ได้ แต่คุณรับปากส่ง ๆ ไปว่าโอเคเราจะเป็นแบบในสิ่งที่เขาชอบ ซึ่งวันหนึ่งคุณบอลเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ‘มันรู้สึกเห็นแก่ตัว’ ฉะนั้นสองสิ่งมันไปด้วยกันไม่ได้ สิ่งที่เป็นตัวเรา ดันไปโดนข้อเสียที่เป็นข้อใหญ่ของเขา ที่เขาตั้งธงมาแล้วว่ารับไม่ได้ ฉะนั้นคุณบอลต้องเลือกว่า จะเป็นผู้หญิงหรือเลือกแฟนคนนี้ จะเปลี่ยนตัวเองหรือเปลี่ยนแฟน มันมีแค่นี้ สิ่งที่พี่แนะนำคือ เลือกชีวิตที่มันเป็นตัวเองไปเลย มันมีผู้หญิงที่รับได้ หรือถ้าเรารักผู้หญิงคนนี้จริง ๆ บอกผู้หญิงไปเลยว่า ‘เราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ ’ เราขอโทษที่ให้ทุกอย่างไม่ได้ เพราะการใช้ชีวิตคู่ มันไม่ได้แชร์กัน 50/50 บางเรื่องถ้าเรายอมไม่ได้จริง ๆ นั่นแปลว่าเขาต้องยอมเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเขาบอกว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้สำหรับเขาเหมือนกัน นั่นแปลว่าเราเป็น ‘เส้นขนาน’ กันแล้ว’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในเชิงคำว่าเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัวเนี่ย บอลก็รักเขาแหละ อย่างจริงใจ ประเด็นมันแค่ว่า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกับชีวิตบอลมากอะ มันไม่ไปกับสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งพี่จะมองในมุมที่ว่า ‘อย่าแต่งงานกันเลย’ เพราะว่ามันจะทำให้ทั้งสองคนไม่มีความสุขแค่นั้นเอง คือบอลจะเป็นอะไรก็ได้เลย แค่บอลต้องหาคนที่เขาโอเคกับสิ่งที่บอลเป็น ซึ่งพี่ว่าโลกนี้มันยังมีอยู่ มันมีอยู่แค่บอลยังไม่เจอเขา เพราะฉะนั้นพี่ว่าได้เป็นตัวของตัวเองที่บอลฝันมาตั้งแต่เด็กเถอะ แล้วหาคนที่เขาโอเคกับมัน ส่วนผู้หญิงถ้าคุยกันอีกครั้ง แล้วเขาชัดเจนว่ายังไงก็ไม่มีทาง บอลก็ต้องปล่อยเขาให้ไปหาคนอื่นเหมือนกัน เพราะสิ่งที่บอลเป็น เป็นสิ่งที่ทำให้บอลมีความสุข ซึ่งบอลไม่มีทางเก็บมันไว้ตลอดได้อยู่แล้ว’ สุดท้าย “ดีเจอั๋น” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าถ้าเราอยู่กับมันมานานพอที่เรารู้จักตัวเราเอง จนตกตะกอนได้ในระดับหนึ่งว่า สิ่งที่เราชอบ มันไม่ใช่แค่ลุกขึ้นมาแล้วแต่งคอสเพลย์ แต่มันคือสิ่งที่บอลอยากให้มันเป็นร่างของเราเลย อย่างแรกพี่อยากให้เราชัวร์ตรงนี้ก่อน เรื่องนี้มันเดินหน้าแล้วถอยหลังไม่ได้ ถ้าเป็นพี่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน นอกเหนือจากที่เรารู้ตัวเราเองแล้ว บางทีมันอาจจะมีหลาย ๆ คำถามหรือมุมที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ จนกว่าเราจะไปเจอผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ พี่คิดว่าถ้าเราจะอยู่กับคนที่เป็นคู่ชีวิตเรา เขาน่าจะเป็นคนที่คุยกับเราได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนี้ ซึ่งเรายังพูดไม่ได้เลย ‘ว่าเราจะเป็นผู้หญิง ก็อยากเป็นผู้หญิงอะ’ ลองคุยกับเขาดู ถ้าเขารับได้ก็เท่ากับว่าเป็นคู่เราได้ แต่ถ้ารับไม่ได้ก็แปลว่าเขาไม่ใช่คู่ของเรา ‘ไม่ควรอยู่เพียงเพราะอยากจะเก็บเขาไว้ แล้วตัดสินใจว่าโกหกดีกว่า’ อันนี้ผิดแน่นอน พี่รู้ว่ามันละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนสูงมาก แต่อย่างหนึ่งพี่ ‘ไม่อยากให้บอลรู้สึกว่าเราผิดปกติ’ ในโลกนี้มันเปิดกว้าง ความหลากหลายในการเลือก มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติเลย ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของบอลที่จะตัดสินใจและเลือกเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ

23 มิ.ย. 2023

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ ตอนนี้ยังรัก ไม่อยากเสียเขาไป แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะจากไปวันไหน... “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับมรสุมชีวิต เป็นมะเร็ง และสามีแอบไปมีชู้ โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘หนูรู้จักและคบกับแฟนมาประมาณ 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน แฟนหนูเด็กกว่าประมาณ 3 ปี หนูกับเขาเรียนที่เดียวกัน บ้านก็อยู่ใกล้กัน เป็นแฟนคนแรกของกันและกัน คบกันมาเรื่อยๆ ช่วงที่หนูเข้ามหาลัยก็มีห่างๆกันไปบ้าง แต่ก็กลับมาคบกันจนแต่งงาน ตอนนี้หนูกับเขาเพิ่งแต่งงานกันได้ประมาณ 5 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตอายุ 4 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 9 เดือน ปกติหนูกับแฟนจะช่วยกันออกค่าเทอม ค่าประกัน ค่านมของลูกคนละครึ่ง หลังจากแต่งงานกันมาช่วงแรกชีวิตหนูดีมาก ราบรื่น ไม่มีเรื่องอะไรเลย ต้องบอกก่อนว่าหนูเคยมีเนื้องอก เคยผ่าออกไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร จนมารอบนี้ช่วงประมาณเดือนธันวาคม ปี 64 หนูมีอาการเลือดออกที่จมูกเลยไปตรวจอีกรอบ รอบนี้ไม่ใช่เนื้องอก แต่เป็นมะเร็งโพรงจมูก หมอเลยนัดผ่าอาทิตย์ถัดไป พอกลับบ้านมาหนูรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเลยซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเล่นๆเพราะตอนนั้นหนูฉีดยาคุมด้วย เลยไม่คิดว่าตัวเองจะท้อง แต่ปรากฏว่าหนูท้องลูกคนที่ 2 หนูเลยไปปรึกษาคุณหมอว่าจะทำยังไงได้บ้าง คุณหมอบอกว่า ถ้าผ่าตอนนี้ลูกเสียชีวิตแน่นอน หนูเลยถามหมออีกว่า สามารถเลื่อนผ่าตัดไปก่อนได้ไหม หมอตอบว่า จริงๆรอได้ ยังไม่ได้เป็นหนักมาก เพราะเพิ่งเป็นแค่ระยะแรก หนูเลยยังไม่ผ่าตัดจนหนูคลอด ทำให้กระบวนการการรักษาค่อนข้างช้า เพราะหนูก็ตั้งใจที่จะปั้มนมไว้ให้ลูกให้ได้เยอะที่สุดก่อน พอกลับไปรักษาอีกรอบ เนื้องอกกลายเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วก็เริ่มลามไปที่ตาขวา ตอนนี้ตาขวาหนูเริ่มมองไม่ค่อยเห็นแล้ว แต่หนูยังคิดว่าหนูโชคดีที่มีแฟน ครอบครัว และลูกที่น่ารักคอยอยู่ข้างๆ แต่ช่วงเดือนที่แล้ว แฟนหนูหายไปช่วงเวลาตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืนทั้งอาทิตย์ หนูติดต่อเขาไม่ได้ โทรติดแต่ไม่มีคนรับสาย ด้วยเซนส์ของผู้หญิงหนูรู้สึกว่ามันแปลกๆแต่ก็ยังจับไม่ได้ หลังจากวันนั้นแฟนก็ขอไปกินเหล้ากับเพื่อนกลุ่มนี้อีก แล้วก็ขอกลับบ้านหลังร้านเหล้าปิด หนูเข้าไปดู IG story ของเพื่อนเขากลุ่มนี้ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ร้านเหล้า หนูก็เอะใจแล้วว่าไม่น่าใช่แน่ๆ หนูเลยโทรถามเพื่อนว่าแฟนหนูได้ไปด้วยไหม เพื่อนเขาก็ตอบว่า ไม่ได้เข้ามาหานานแล้ว หนูเลยเข้า IG ของแฟนผ่านโน๊ตบุ๊ก แล้วไปเจอข้อความหนึ่งที่คุยกับผู้หญิงว่า ‘อันนี้เราให้เธอแหละ’ แต่ก็ไม่เจอข้อความอื่นๆ หนูเลยเอาชื่อ IG ของผู้หญิงคนนี้ไปเสิร์ชในเฟสบุ๊ก แต่ไม่เจอรูปอะไรเกี่ยวกับแฟนหนูเลย ซึ่งผู้หญิงคนนี้เคยมีลูก แล้วก็เลิกกับแฟนแล้ว หนูลองทักผู้หญิงคนนี้แล้วส่งรูปแฟนของหนูไป หนูถามเขาตรงๆว่า รู้จักคนนี้ไหม เป็นแฟนกันหรอ เขาก็ตอบกลับมาว่า รู้จักแล้วก็เพิ่งคบกัน หนูเลยบอกเขาไปว่า หนูเป็นภรรยาของผู้ชายคนนี้ หนูพยายามโทรหาผู้หญิงคนนี้ โทรจนเขารับสาย สิ่งแรกที่เขาพูดคือ ขอไปล้างก่อนนะเพิ่งมีอะไรกับแฟนหนูเสร็จ หนูเลยบอกเขาไปว่า แฟนเราอยู่ไหน ขอคุยกับเขาหน่อยได้ไหม เราเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนะ ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ จนประมาณตี 4 เขาก็ติดต่อกลับมาบอกว่า แฟนเรากำลังกลับบ้าน แล้วก็บอกว่าจะเลิกยุ่ง เพราะไม่ชอบเป็นชู้ใคร พอแฟนกลับมาถึงบ้านหนูก็ถามว่าเรื่องมันเป็นยังไง มีอะไรคุยหรือบอกได้เลย แต่เขาบอกว่าเขาจะหย่ากับหนู หนูก็ถามเขาว่าหนูผิดอะไร ทำอะไรผิด เลี้ยงลูกไม่ดีหรอ หนูให้อิสระกับเขามากแต่ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น 11 ปี ไม่มีความหมายเลยหรอ ไหนจะลูกอีก แล้วหนูจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ หนูพยายามพูดทุกอย่างจนแฟนหนูยื่นข้อเสนอว่า ขอวันเว้นวันที่จะอยู่กับหนูและผู้หญิงอีกคนหนึ่ง หนูก็ยอมมาตลอดประมาณหนึ่งเดือนจนหนูทนไม่ไหวแล้ว เพราะมันกลายเป็นเหลือเวลาให้หนูแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ หนูรู้สึกเศร้าและเครียดตลอด จนที่บ้านพาไปหาจิตแพทย์ หมอบอกว่าหนูเป็นซึมเศร้า จากการเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ บวกกับการทำคีโม หนูก็ได้ยากลับมากิน แล้วหนูก็บอกเขาว่าช่วยดูลูกให้ได้ไหม หนูอยากพัก แต่เขาก็ไม่สนใจ หนูพยายามยื่นข้อเสนอให้เขา แต่เขาก็ไม่พอใจสักอย่าง ล่าสุด หนูต้องไปให้คีโมที่โรงพยาบาล หนูขอให้เขามาหา แต่เขาบอกว่าไม่ว่าง ต้องไปทำงาน หนูก็เชื่อเขา แต่เพื่อนหนูไปเจอเขาที่ร้านสเต็กแถวๆพระราม 7 เลยวิดีโอคอลมาหาหนู คือเขานั่งนัวเนียอยู่กับผู้หญิงคนเดิม หนูพยายามติดต่อแฟนแต่ติดต่อไม่ได้ แล้วเขาก็กลับบ้านมาตอนประมาณ 5 ทุ่ม หนูเลยเอารูปที่แคปไว้ตอนคอลกับเพื่อนให้เขาดู แล้วถามว่าทำไมไม่เลิกยุ่งกัน เขาตอบกลับมาประมาณว่า ก็บอกแล้วไงว่าให้หย่ากันตั้งแต่แรก เขาไม่ได้เลือกหนูแล้ว หนูไม่รู้จะทำยังไงเพราะหนูไม่อยากเลิกกับเขา จนวันหนึ่งลูกหนูเริ่มพูดประมาณว่า ทำไมป๊าไม่รักเราเลย ทำไมต้องไปหาเมียน้อย ทำไมไม่อยู่กับเรา หนูทักไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้น เขาก็ขู่ว่าเขาจะฟ้อง ถ้ายังไม่เลิกยุ่งวุ่นวายกับเขา หนูเลยบอกแฟนว่าผู้หญิงคนนี้เขาพูดแบบนี้กับหนูแต่เขาก็ว่าหนูกลับว่าจะไปยุ่งกับเขาทำไม ทักไปหาแม่เขาทำไม จริงๆหนูตั้งใจจะฟ้องเขาแต่ทางบ้านของหนูบอกว่า ถ้าจะฟ้องต้องใช้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก ทำไมไม่เก็บไว้ให้ลูก หรือเก็บไว้รักษาอาการป่วยตัวเอง ถอยออกมาดีกว่า หย่าไปเลย ยังไงเขาก็ไม่ได้ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรอยู่แล้ว ทางบ้านก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อแม่ของหนูก็ช่วยเลี้ยงลูกหนูได้ หนูไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ มันรู้สึกแย่ไปหมดเลย แต่หนูออกมาจากตรงนั้นไม่ได้ หนูไม่อยากเลิก ไม่รู้ว่าเพราะผูกพันหรือเปล่า หนูเสียใจ แย่ลงทุกวัน แต่หนูไม่ออกมาสักที “คุณเอ (นามสมมติ)” ถามพี่ๆดีเจทั้ง 3 คนว่า หนูต้องทำยังไงให้หลุดออกมาจากตรงนี้สักที? “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำว่า ‘การที่เราจะอยู่ใช้ชีวิตคู่กับใครสักคน มันคือการตกลงด้วยกันทั้งคู่ แต่ตอนนี้มีคุณเอฝ่ายเดียวที่อยากอยู่ ส่วนอีกฝ่ายเขาชัดเจนแล้วว่าไม่อยากอยู่ เขาไม่ได้ช่วยซัพพอร์ตอะไรคุณเอเยอะอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเก็บเขาไว้ในชีวิตทำไม นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้วยังทำให้คุณเอรู้สึกบั่นทอนเพิ่มขึ้นอีก อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เขาไม่ต้องการ เรื่องการฟ้องใช้เงินเยอะมากจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเห็นผลเมื่อไร ดังนั้นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดคือ หย่ากับเขา ปล่อยเขาไป ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนมะเร็ง คุณเอไม่จำเป็นต้องเก็บเขาไว้ ยังไงเขาก็ไปอยู่ดี ตัดเขาออกไปเลย’ ส่วนเรื่องลูก “ดีเจต้นหอม” แนะนำว่า ‘เรื่องนี้ควรให้เป็นแค่เรื่องของพ่อกับแม่ ไม่ควรเอาไปฝังไว้ในหัวลูก คุณเอคือโลกทั้งใบของลูก ฉะนั้นลูกจะต้องจำแต่ความสุขเท่านั้น เราไม่ได้เสียคนที่รักเราแต่เราเสียคนที่ไม่รักเรา มันอาจจะต้องใช้เวลา คุณเอต้องบอกตัวเองว่า คุณเอจะมีความสุข คนเราจะทุกข์ไปได้นานแค่ไหน แล้วถ้าคุณเอเป็นอะไรไปลูกจะรู้สึกยังไง ปัญหาของคุณเอตอนนี้คือการรักษาร่างกายตัวเองให้อยู่ได้นานๆ สุดท้ายคุณเอคือคนที่ต้องเลือกและตัดสินใจกับเส้นทางของตัวเอง ถามตัวเองว่าจะอนุญาตให้ความสุขเข้ามาในชีวิตได้เมื่อไร’ “ดีเจเผือก” แนะนำว่า ‘คู่ชีวิตคือคนที่จะอยู่ด้วยกันในตอนที่ทุกข์ไม่ใช่แค่ตอนที่มีความสุข แล้วมันก็ห้ามไม่ได้ที่จะไม่ให้ลูกของคุณเอจดจำเรื่องนี้ จริงๆแล้วเนื้อร้ายในชีวิตของคุณเอคือผู้ชายคนนี้ เนื้อร้ายแบบนี้คุณหมอก็รักษาให้หายไม่ได้ เนื้อร้ายอันนี้มันทำร้ายทั้งคุณเอ ลูกและคนรอบตัว ณ เวลานี้คุณเอควรตั้งสติและโฟกัสว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตกันแน่ การที่มีร่างกายและสุขภาพที่ดีเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่เรารัก คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณเอตอนนี้ ไม่ใช่การยื้อผู้ชายแย่ๆแบบนั้น’ และ “ดีเจเติ้ล” เสริมอีกว่า ถ้าสมมติคุณเอโชคร้ายแล้วต้องจากไปในอีก 2 วัน คุณเออยากให้ลูกจดจำคุณเอในแบบไหน ระหว่างแม่ที่โดนพ่อทิ้ง นอกใจไปมีคนอื่น แล้วแม่ก็ร้องไห้รอให้พ่อกลับมาแต่สุดท้ายพ่อก็ทิ้งคุณเอไป หรืออยากให้ลูกจำว่าคุณเอเป็นแม่ที่เข้มแข็ง รักตัวเอง ดูแลตัวเอง อยู่กับลูกแบบมีความสุขและสู้กับมะเร็งจนจากไป แบบไหนที่คุณเออยากเป็น มันขึ้นอยู่กับคุณเอ แล้วคุณเอต้องยอมรับว่า ไม่ว่าเราจะรัก ผูกพันกับใครนานแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายหมดใจเขาก็ไปอยู่ดี คนที่ move on ได้เร็วที่สุดคือคนที่มีความสุขเร็วที่สุดเช่นกัน สุดท้ายพี่ๆดีเจทั้ง 3 ขอส่งกำลังใจให้คุณเอที่พบเจอเรื่องแบบนี้ ดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ดี และเชื่อว่าคุณเอจะผ่านเรื่องราวแย่ๆนี้ไปได้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมีนิสัย พูดเก่งเฉพาะกับคนสนิท พอมาฝึกงาน คุยเล่นกับพี่ๆไม่เป็น ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว พอจบฝึกงาน ได้รับการประเมินจากพี่ๆว่า ทำงานโอเค แต่ไม่ค่อยพูดกับใครในที่ทำงาน กลัวว่าเวลาไปทำงานจริงๆ จะปรับตัวไม่ถูก อยากชวนคุยกับคนอื่นเก่งๆ ทำยังไงดีคะ?

31 พ.ค. 2024

หนูมีนิสัย พูดเก่งเฉพาะกับคนสนิท พอมาฝึกงาน คุยเล่นกับพี่ๆไม่เป็น ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว พอจบฝึกงาน ได้รับการประเมินจากพี่ๆว่า ทำงานโอเค แต่ไม่ค่อยพูดกับใครในที่ทำงาน กลัวว่าเวลาไปทำงานจริงๆ จะปรับตัวไม่ถูก อยากชวนคุยกับคนอื่นเก่งๆ ทำยังไงดีคะ?

“คุณยาหยี (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาคุยไม่เก่ง โดย “คุณยาหยี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงปลายปีที่แล้วหนูเรียนอยู่ปี 4 เทอม 2 ซึ่งใกล้จะจบแล้ว เลยได้มีโอกาสไปฝึกงานที่หนึ่ง ทีนี้ตอนที่ฝึกงานมันก็ปกติดี จะประชุมหรือนำเสนองานหนูก็ทำได้ดีมาตลอด แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาจนกลายเป็นข้อเสียของหนู คือหนูเป็นคนคุยไม่เก่งในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องงาน เช่น ตอนที่หนูต้องไปกินข้าวกลางวันกับพี่ ๆ ที่ทำงาน ซึ่งมันเป็นช่วงที่จะได้มีโอกาสพูดคุยกัน เราจะรู้ว่าพี่ ๆ เค้าจะโยน Topic มาให้หนู เช่น ยาหยีเคยดูหนังเรื่องนี้มั้ยซึ่งหนูก็ตอบไปตามปกติ แต่หนูไม่รู้ว่าจะต้องคิดคำพูดยังไง ทำยังไง ให้บทสนทนามันสามารถไปต่อได้ จริง ๆ ก็มีพี่ที่อายุใกล้ ๆ กัน แต่ส่วนใหญ่เค้าจะโตกว่าหนูค่อนข้างเยอะ พอตอนหลังหนูฝึกงานจบด้วยความที่ตอนทำงานหนูเงียบ ๆ พี่ ๆ เค้าจึงแจ้งมาว่าหนูเป็นคนที่เงียบเกินไป ขี้เกรงใจเกินไป คือหัวหน้าก็แนะนำมาด้วยความหวังดีว่า หลังจากที่เราจบฝึกงานนี้ไปเราต้องไปทำงานที่อื่น เราควรที่จะพูดดีกว่าไม่พูด หนูก็เลยอยากถามว่า หนูอยากเอาปัญหาตรงนี้มาแก้ไขในการทำงานในอนาคต ให้มันไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หัวหน้าเค้าคอมเม้นท์มาเค้าซีเรียสกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน มันส่งผลร้ายแรงกับการประเมินของยาหยีมากน้อยแค่ไหน บางทียาหยีอาจจะทำงานเพอร์เฟคมากซะจนเค้าพยายามที่จะหาที่ติสักหน่อย ให้เด็กคนนี้ได้พัฒนาอะไรอีกสะหน่อย มันอาจจะแค่เลเวลนี้ก็ได้ หรือ เค้ามาในความรู้สึกที่ว่า เด็กคนนี้ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เลย ต้องคุยมากกว่านี้ไม่งั้นเธอทำงานกับคนอื่นไม่ได้นะ ในประโยคคล้าย ๆ กันมันมีความหนักเบาที่ต่างกัน เพราะว่าถ้ายาหยีบอกว่าถ้าเป็นเพื่อนสนิทหนูจะเป็นผีบ้าเลย ซึ่งพี่เชื่อว่าผีบ้าเนี่ย ถ้าเจอคนไม่สนิทมันก็จะลดลงมาในเลเวลที่ไม่ถึงกับไร้มนุษยสัมพันธ์ มันก็อาจจะลงมาในเลเวลปกติ แต่อาจจะตอบน้อยหน่อย พี่เลยไม่รู้ว่ากายหยาบหรือกายละเอียดเราต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าจะถามเรื่องของการเข้าสังคมให้เป็นคนช่างพูด ช่างคุย พี่ไม่รู้ว่าจะให้ยาหยีไปฝึกยังไง แต่ข้อดีคือยาหยีมีตัวตนสนุกสนาน เฮฮาเวลาอยู่กับเพื่อนสนิท เราลองจินตนาการว่าเราสนิทกับคนเหล่านั้นมากขึ้นแล้วได้มั้ย หรือสุดท้ายแล้วยาหยีอาจจะไม่ต้องกังวลอะไรเลยก็ได้ มันอาจจะเป็นรีแอคปกติกับคนที่เรายังไม่สนิท ถ้ายาหยีเริ่มทำงานที่ไหนไป ระยะเวลามันมากกว่าฝึกงานอยู่แล้ว พอเราค่อย ๆ สนิทขึ้น เราก็จะเริ่มพูดคุยมากขึ้น ร่างผีบ้าเราก็จะออกมามากขึ้น สุดท้ายมันก็อาจจะไม่เป็นปัญหา แต่พี่จะให้เป็นเทคนิคเบื้องต้น คือ ให้ฟังเรื่องของอีกฝ่ายเยอะ ๆ แล้วเอาเรื่องของเค้ามาคุยเป็นหลัก เราอย่าพึ่งตั้งใจที่จะพูดแต่เรื่องของเรามากจนเกินไป บางทีเรื่องที่เราคิดว่าน่าสนใจแล้วพูดออกไป เค้าอาจจะไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เล่ามากเท่าไหร่นัก พี่เลยจะรู้สึกว่าเราต้องระวังการเล่าเรื่องของเรามากจนเกินไป เราอาจจะเน้นไปที่การต่อยอดเรื่องที่เค้าเล่า ทำให้อีกฝั่งรู้สึกสนุกที่คุยกับเรา’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดเหมือนพี่เผือกว่า พี่ต้องรู้ข้อมูลจากยาหยีว่ามันเป็นปัญหาขนาดไหน เพราะว่าการที่ยาหยีเล่าว่าไปฝึกงานแล้วไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่ พี่ว่ามันปกติ เพราะสถานะเราคือเด็กฝึกงาน แต่ถ้าพื้นฐานยาหยีเป็นคนพูดคุยอยู่แล้ว พี่ว่าถ้าอยากจะเพิ่มทักษะนี้เพื่อคุยกับคนที่ไม่สนิทได้จริง ๆ มันจะมีคอร์สที่ฝึกการพูด ฝึกการเข้าสังคม ถ้าหนูมีเงิน มีเวลา แล้วอยากจะฝึกจริง ๆ แต่ถ้าอยากลองทำเองง่าย ๆ พี่ว่าเวลาออกจากบ้านไปเจอผู้คน เช่นแม่ค้า ลองคุยกับเค้าดูมั้ย เหมือนทำให้มันชินไปเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าอย่าไปสะกดจิตตัวเองว่า คุยไม่เก่งแล้วประหม่า ปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ มันจะมีพวก How To ในเน็ตก็เสริชได้เลยที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพี่รู้สึกว่ายาหยีไม่ได้มีปัญหาขนาดนั้น หนูสามารถแก้ไขได้ ปกติหนูชอบดูข่าวดาราหรือข่าวใหม่ ๆ มั้ยเพราะมันมีหัวข้อเป็น 108 อย่าง หรือการถามคำถามตอบกลับเวลาที่คนอื่นถามมามันก็ดี ให้ยาหยีฝึกถามคำถามตอบกลับ เพราะคนที่เค้าตั้งคำถามมาแปลว่าเค้าอยากจะพูดคุยกับเราอยู่แล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-