เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

14 ก.ค. 2026

“พี่หนูกลัว พวกมันมีปืน” คำพูดถูกส่งมาจากเด็กวัย 14 ที่หนีออกจากบ้านไปอยู่กับแฟน สิ้นสุดข้อความนั้นก็ติดต่อเธอไม่ได้อีก ผ่านไป 4 วันกลับได้รับข้อความว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” เป็นข้อความที่ไม่สามารถตอบกลับได้ เช้าวันถัดมากลับได้ข่าวว่า “น้องเสียชีวิตไปแล้ว” ใครติดต่อเธอมากันแน่? เบื้องหลังข้อความเหล่านั้นมีอะไรเกิดขึ้น!

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หตถา [ 7 กรกฎาคม 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนจากโซเชียล’

   ‘คุณมิ้น หัตถา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจาก ‘น้องมาย’ ซึ่งเป็นน้องสาว เรื่องราวเมื่อปี 2557 ในช่วงนั้นมีแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังอยู่แอปหนึ่ง หน้าตาแอปเป็นไอคอนรูปผึ้งสีเหลือง ซึ่งน้องมาย ก็เล่นหาเพื่อนคุยตามปกติ จนกระทั่งได้เข้าไปในกลุ่มหาเพื่อนพูดคุยสนุก ๆ กลุ่มหนึ่ง และได้รู้จักน้องคนหนึ่งให้นามสมมุติว่า ‘น้องแนท’ โดยน้องเป็นทอมที่ชอบมาคุยเล่น และบ่นระบายในกลุ่มบ่อย ๆ ว่า ‘จะต้องทำอย่างไรให้ที่บ้านยอมรับ’ 

พอคุยกันไปเรื่อย ๆ น้องแนทก็รู้สึกว่าน้องมาย เป็นที่ปรึกษาที่ดี จึงตัดสินใจทักไลน์มาคุยส่วนตัว เพื่อปรึกษาว่า “จะต้องทำอย่างไรให้พ่อยอมรับ” ด้วยที่ว่าบ้านน้องแนทเป็นคนใต้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยังคงแอนตี้ LGBT คุณพ่ออยากจะให้น้องแนทเป็นผู้หญิง อยากให้แต่งงาน พ่อของน้องมีความฝันอย่างนั้น ซึ่งน้องแนทก็ได้เล่าว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะเรียนได้เกรด 3.5 ขึ้นไป ได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน แถมเป็นนักดนตรีด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนเก่ง แต่คุณพ่อยังคงไม่ยอมรับอยู่ดี จนเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ น้องแนทก็โทรมาเล่าว่า เจ้าตัวมีแฟนแล้วนะ โดนได้แฟนจากแอปนี้นี่แหละ ในตอนนั้นน้องแนทกำลังอยู่ในช่วงที่ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับแฟน ซึ่งในตอนนั้นน้องแนทอายุเพียงประมาณ 14 ปี ยังเรียนไม่จบม.3 ด้วยซ้ำ ในขณะแฟนน้องแนทอายุได้ 20 ปีแล้ว อายุห่างกันราว 5 ปี

  หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดคุยอัปเดตเรื่องราวกัน จนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณเกือบเดือน น้องแนทก็ทักมาบอกว่า “หนีออกจากบ้าน ไปอยู่กับแฟนที่ภาคกลางแล้ว” น้องมายจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อไม่ว่าหรือ เจ้าตัวจึงเล่าว่า มีปากเสียงกับคุณพ่อ เพราะเขาไม่อยากให้มีแฟนเป็นผู้หญิง และไม่ยอมรับในตัวน้องแนท เจ้าตัวจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ พร้อมทั้งหนีออกมาเลย โดยในตอนนั้นเจ้าตัวก็ทำงานอยู่ในมินิมาร์ตแห่งหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งแฟนเป็นคนฝากงานให้เพราะน้องแนทยังอายุไม่ถึง เจ้าตัวเล่าเสริมว่าพอไปทำงานชีวิตดีมาก เมื่อได้เงินมาก็ให้แฟนเก็บ และแฟนก็ให้เงินใช้ด้วย ทางด้านน้องแนทก็หายไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะทักมาหาเรื่อย ๆ ด้วยความถี่ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งน้องแนททักมาเล่าเรื่องที่ไปรู้มาว่าแฟนเก่าของแฟนเป็นผู้ชายที่มีอิทธิพล และแฟนเก่าไม่ชอบทอมเอามาก ๆ หลังจากเล่าเรื่องนี้น้องแนทก็หายไปเงียบไปอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนที่ต่อมาจะทักมาหาว่า ‘หนูกลัวทำอย่างไรดี อยู่ที่ห้องน้ำในผับ และเขากำลังจะกระทืบหนู’ โดยที่น้องแนทไม่ได้บอกพิกัด และหายไปเลย น้องมายจึงพยายามติดต่อกลับไป จนระยะเวลาผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ พอติดต่อได้น้องแนทก็โทรมาเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเจ้าตัวไปดื่มสังสรรค์กันที่ผับ และบังเอิญเจอแฟนเก่าของแฟนมาเที่ยวด้วย พอเจอกันฝ่ายชายก็เขม่นมองหน้า น้องแนทจึงตัดสินใจว่าจะกลับก่อน เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อนกลับ แต่เมื่อทำธุระเสร็จก็เห็นว่าผู้ชายดักรออยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแม้แอบในห้องน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะในท้ายที่สุดก็ต้องออกมาอยู่ดี น้องแนทได้ถ่ายรูปส่งมาว่าถูกทำร้าย ทั้งอก มือ แขน ขา มีแต่รอยช้ำ บนหน้าปูด มีรอยเลือด และปากแตก น้องมายจึงถามว่าไปหาหมอหรือยัง ข้างในร่างกายบอบช้ำไหม เป็นอะไรหรือเปล่า แต่น้องแนทกลับบอกว่าไม่มีตังค์ พอน้องมายเสนอที่จะโอนค่ารักษาพยาบาลให้ด้วยความสงสาร น้องแนทก็เลือกที่จะปฏิเสธและขอบคุณน้ำใจของเธอ

จากนั้นน้องแนทก็หายไปอีกประมาณเกือบเดือน และทักกลับมาบอกว่า “พี่หนูอาจจะไม่ได้คุยกับพี่บ่อยนะเพราะแฟนขี้หึงมากไม่ให้คุยกับใครเลย” น้องมายก็ตอบกลับไปว่า “โอเคแต่ต้องดูแลตัวเองนะ และอยากให้เปลี่ยนใจกลับไปเรียนให้จบอย่างน้อยก็ ม.3 จะไปเริ่มทางไหนต่อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเรียนให้จบม.3” แต่น้องแนทก็ได้ยืนยันว่า “เขาเลือกแล้ว” และน้องแนทก็หายไปเป็นเวลาสิบกว่าวัน 

ครั้งนี้น้องแนท ได้ทักกลับมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับข้อความว่า “พี่หนูกลัว” โดยในครั้งนี้น้องแอบอยู่หลังมินิมาร์ตในป่ากก พร้อมทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ว่า “พวกมันมีปืน” ตอนนั้นน้องมายเริ่มใจไม่ดีแล้ว บอกให้เจ้าตัวส่งพิกัดมา เธอจะแจ้งตำรวจให้ และพยายามส่งข้อความเพื่อขอเบอร์ติดต่อที่บ้านของน้องแนท พยายามทั้งส่งข้อความและโทรเบอร์ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 4 วัน น้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมาช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” น้องมายจึงรีบถามกลับไปว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง วันนั้นหนีไปได้อย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย แต่ข้อความทั้งหมดกลับส่งไม่ไป พอโทรไปก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ น้องมายจึงคิดว่าไปต่าง ๆ นานาว่าหรือแนทโดนจับตัวไป และถูกบังคับให้ส่งข้อความจะได้ไม่มีคนห่วง ด้านน้องมายพยายามติดต่อไปหาทั้งคืน 

   ในรุ่งเช้าวันถัดมา เวลาโดยประมาณ 8 โมงเช้า เบอร์โทรศัพท์ของน้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมา มายจึงรีบรับสายและถามด้วยความเป็นห่วงว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง กลับบ้านมาได้อย่างไร ใครมาช่วยไว้ ได้โทรบอกพ่อไหม แจ้งตำรวจกับตำรวจคนไหนไป แต่เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงผู้ชาย พร้อมทั้งถามกลับมาว่า “เธอเป็นใคร” น้องมายไม่ได้ตอบ แต่เลือกถามกลับว่า

“คุณเป็นใคร มาใช้เบอร์น้องแนทได้อย่างไร รู้ไหมว่าเจ้าของเบอร์กำลังอยู่ในอันตราย คุณเป็นใครเป็นคนช่วย หรือเป็นคนที่ทำร้าย”

ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะถามกลับมาว่า “เธอรู้จักแนทได้อย่างไร” มายได้ตอบไปว่า “เป็นรุ่นพี่ที่รู้จักผ่านแอป และคอยให้คำปรึกษากับน้องแนทมาตลอด” ชายคนนั้นพูดขึ้นมาว่า

“น้องแนทตายแล้ว ตายเมื่อ 3-4 วันที่แล้ว”

แต่ถึงอย่างนั้นน้องมายยังคงไม่เชื่อ เพราะมีข้อความส่งมาเมื่อคืน น้องมายได้แคปข้อความนั้นส่งไปในไลน์ของน้องแนท  และเข้าไปคุยกันต่อในไลน์ ปลายสายจึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นพี่ชายของน้องแนท และเป็นคนไปรับศพแนทจากชลบุรีลงมาที่บ้านเกิดเมื่อ 3 วันที่แล้ว น้องมายก็ยังคงไม่เชื่อคำพูดจากคนที่อ้างตัวว่าพี่ชาย เขาจึงส่งภาพน้องแนทที่นอนอยู่ในโลงในสภาพถูกยิงกลางศีรษะ และกลางอกไปให้ดู

   พี่ชายเล่าเหตุการณ์ว่า ป้าที่ขายของอยู่ในละแวกนั้นเห็นคนวิ่งไปแอบในป่ากก และหายไปเป็นเวลานานมาก พร้อมทั้งเห็นผู้ชายสองคนกำลังวิ่งไล่ตามหา ก่อนที่ผู้ชายพวกนั้นก็หายไป กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เด็กคนนั้นเดินออกมา พร้อมทั้งเห็นไฟจากปืนที่ยิงออกมาดัง “ปั้ง ปั้ง” จากนั้นน้องก็ล้มลงเสียชีวิตคาที่ พี่ชายพยายามหาฆาตกร แต่ผู้คนแถวนั้นไม่มีใครบอกเลยว่าใครเป็นคนทำน้อง และสถานที่เกิดเหตุคือ ป่ากกไม่มีกล้องวงจรปิด อีกทั้งยังอยู่ในจังหวะชุลมุน ไม่มีอะไรที่สามารถบ่งบอกชัดเจนว่าใครเป็นคนยิง 

พี่ชายจึงนำโทรศัพท์ใส่ลงไปในโลงศพ พร้อมทั้งพูดกับร่างไร้วิญญาณของน้องแนทว่าให้ช่วยพี่หาฆาตกรในจังหวะนั้นน้องมายทักมา พี่ชายจึงคิดว่าน้องมายคือ แฟนน้องแนทที่หลอกไป แต่ไม่ใช่ ฝั่งพี่ชายจึงได้ขอรูป และรายละเอียดของแฟนน้องแนทจากน้องมาย เธอส่งรายละเอียดเกี่ยวกับแฟนน้องแนทไปให้คร่าว ๆ โดยพี่ชายบอกกับเธอว่าหากได้เรื่องอย่างไรจะโทรกลับมา จนผ่านไปอีกประมาณ 1 เดือน พี่ชายโทรกลับมาแจ้งข่าวว่า

“จับได้คนร้ายได้แล้ว ฆาตกรยอมรับสารภาพว่า ในตอนที่ผู้หญิงคนนี้ที่มาคบกับน้องแนท เขาทั้งคู่ยังไม่ได้เลิก เพียงแค่ทะเลาะกัน และผู้หญิงไปคบน้องแนทเพื่อประชดเขาเท่านั้น เขาไม่พอใจจึงยิงน้องแนทเลย”

ส่วนตัวน้องมายไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแค่รู้จักจากการที่น้องแนทเคยส่งรูปมาให้ดูเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาต่อไปคือ ใครเป็นคนส่งข้อความหาน้องมายกันแน่? ทำไมในห้องแชทเครื่องของน้องแนทไม่มีข้อความเหล่านั้นเลย ด้านคุณมิ้นสามารถยืนยันได้ว่ามีข้อความดังกล่าวจริง ในคืนที่น้องแนททักมาบอกว่าปลอดภัยคุณมิ้นก็อยู่กับน้องมาย และได้เห็นข้อความ แต่ในเครื่องของน้องแนทพี่ชายกลับไม่พบข้อความใด ๆ เลย

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

06 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

“มึงคอยดูนะ บ้านมึงจะฉิบหาย” ไม่มีใครคิดว่าคำพูดของแม่ชีจะกลายเป็นจริง เพราะหลังจากวันนั้น บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยสงบอีกเลย ขณะที่แม่ชีคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร[21 ก.ค. 2569]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เหตุเกิดจากบายศรี’ คุณตุ๊กติ๊กได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของลูกดวงรายหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เจ้าตัวเข้ามาปรึกษา และเล่าให้เธอฟังว่า “บ้านพี่เนี่ยโดนทำของ” ลูกดวงเล่าว่า ลูกสาวของตนเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างน่าวิตก บางวันนอนหลับแล้วปลุกไม่ตื่น แต่เมื่อสามารถลืมตาขึ้นมาได้ ดวงตากลับปรากฏเพียงตาขาว ไม่มีตาดำให้เห็น จนสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก คุณตุ๊กติ๊กจึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นลูกดวงของเธอ คุณแม่จึงเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข โดยคุณตาเป็นหมอดูที่มีวิชาในระดับหนึ่ง คอยช่วยเหลือผู้คนทั้งการดูดวง และรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพรกระทั่งวันหนึ่ง คุณตามีความตั้งใจจะนำพระพุทธรูปปางนาคปรกเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ภายในบ้าน ในวันนั้นคุณตาเพียงพูดว่าอยากซื้อดอกบัวมาใช้ในพิธี แต่จู่ ๆ ก็มีแม่ชีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักว่า“เห้ย เนี่ยถ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องใช้บายศรี”พร้อมบอกว่าใช้ดอกบัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จากนั้นแม่ชีจึงพูดต่อว่า“ฉันทำบายศรีเป็น จ้างฉันสิ”แต่คุณตาปฏิเสธด้วยการตอบกลับว่า“ไม่เอา อยากได้ง่าย ๆ”ทันใดนั้น สีหน้าของแม่ชีก็เปลี่ยนไป ราวกับโกรธแค้นอย่างรุนแรง ก่อนจะด่าทอคุณตาอย่างหนัก และทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ไม่มีใครคาดคิดว่า “มึงคอยดูนะ บ้านมึงอ่ะจะฉิบหาย” แม้คุณตาจะไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ และปล่อยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวไป แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครพบแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย หลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน คุณตาก็เริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง สุขภาพทรุดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ลูกสาวของคุณตา ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นดวงวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก กลับเล่าว่าเธอเห็นดวงวิญญาณมาขี่คอ คุณตาอยู่ทุกวันไม่นานหลังจากนั้น อาการของคุณตาก็ทรุดหนัก ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุดแต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากคุณตาจากไป ลูกสาวที่เคยเห็นวิญญาณขี่คอคุณตา กลับเริ่มมีอาการป่วยตามมา และมีอาการประหลาดเหมือนที่คุณตุ๊กติ๊กเล่าไว้ในข้างต้น ทั้งการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเพียงตาขาว ไม่มีตาดำ บางครั้งมีอาการเหม่อลอย และไม่รับรู้สิ่งรอบตัว คุณแม่พยายามช่วยลูกทุกวิถีทาง แม้กระทั่งนำน้ำมนต์มาหยอดปาก แต่เด็กกลับเม้มปากแน่น ไม่ยอมรับน้ำมนต์ ทั้งที่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น และทุกครั้งที่พยายามเช็ดตัว ลูกจะดิ้นรนขัดขืน แต่ยังคงไม่รู้สึกตัว อาการเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนคุณแม่ตัดสินใจมาขอคำปรึกษาจากคุณตุ๊กติ๊กหลังจากพูดคุย และดูดวงร่วมกันอยู่ระยะหนึ่ง คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับคุณแม่ว่าจากที่เธอเห็นผ่านไพ่ดูดวง แม่ชีคนดังกล่าวไม่ได้ทำของใส่เพียงคนในครอบครัว แต่ทำของใส่ทั้งที่ดิน และตัวบ้านจนทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นสถานที่ที่อยู่ได้ยาก ด้วยความที่ทั้งสองอยู่กันคนละจังหวัด โดยคุณแม่อาศัยอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ส่วนคุณตุ๊กติ๊กอยู่จังหวัดนนทบุรี เธอจึงส่งสิ่งของสำหรับใช้ประกอบพิธีไปให้ ได้แก่ ทรายเสกของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ น้ำมนต์ และชายผ้าเหลืองของพระอาจารย์หนู เพื่อให้นำไปผูกแขนลูกสาว นอกจากนี้ คุณตุ๊กติ๊กยังแนะนำให้นำน้ำมนต์ไปแบ่งใส่ในขวดน้ำทุกขวดภายในบ้าน พร้อมอธิบายว่า “ยังไงคนเราก็ต้องกินน้ำ” เพื่อให้เด็กได้รับน้ำมนต์โดยไม่รู้ตัว ส่วนทรายเสก เธอให้คุณแม่นำไปประกอบพิธีร่วมกับเกลือสมุทร และเครื่องประกอบพิธีอื่น ๆ ตามที่แนะนำ โดยให้ทำพิธีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และไม่เกินเวลา 11.00 น. เมื่อเสร็จพิธีแล้วให้นำทรายเสกไปโปรยรอบบ้าน พร้อมกล่าวถ้อยคำตามที่เธอสอน โดยให้เอ่ยแต่คำอันเป็นมงคล และกล่าวว่า ขอให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายถูกขจัดปัดเป่าออกไปจากบ้านหลังนี้ คุณแม่ทำทุกขั้นตอนตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนเวลาผ่านไปราว 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ส่งข้อความกลับมาหาคุณตุ๊กติ๊ก พร้อมแจ้งข่าวกลับมาว่า ลูกสาวที่เคยป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการตาขาว เหม่อลอย รวมถึงอาการชักดิ้น และเกร็งหายไปอย่างกับปาฏิหาริย์ จนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกอึดอัดภายในบ้านที่เคยมีมาตลอดก็หายไป บรรยากาศภายในบ้านกลับรู้สึกโปร่ง เบาสบาย และเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลัง คุณตุ๊กติ๊กได้พูดคุยกับคุณแม่เพิ่มเติม จึงทราบว่า ลูกสาวเป็นเด็กที่เคยสวดมนต์และปฏิบัติธรรมเป็นประจำ แต่ในช่วงที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เพราะห่างจากการสวดมนต์และการปฏิบัติธรรมไปเป็นเวลานาน คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับ คุณแม่อย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวลูกสาวมีลักษณะคล้ายกับเธอแทบทุกอย่าง และเชื่อว่าเด็กคนนี้มีเส้นทางบางอย่างที่ต้องเลือกเดินด้วยตัวเองเธอจึงฝากคำแนะนำกับคุณแม่ว่า หน้าที่สำคัญที่สุดคือคอยประคับประคองลูกให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดี อย่าให้ห่างจากการสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม และการสร้างบุญ เพราะหากเริ่มห่างจากสิ่งเหล่านี้ อาจส่งผลไม่ดีในอนาคต อีกทั้งยังเตือนว่า ด้วยความที่ลูกยังอยู่ในวัยเด็ก อารมณ์มักจะมาก่อนเหตุผล จึงควรฝึกควบคุมอารมณ์ให้มากขึ้น หลังจากนั้นมา เหตุการณ์ประหลาดทั้งหมดก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย คุณแม่ยืนยันกับคุณตุ๊กติ๊กว่า จนถึงปัจจุบันลูกสาวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่มีเรื่องน่ากลัวใด ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านอีก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยังเชื่อว่าต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากคำสาปแช่งของแม่ชีในวันนั้น เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ครอบครัวก็ต้องเผชิญแต่เรื่องร้ายมาโดยตลอด เธอจึงพยายามออกตามหาแม่ชีรูปนั้นเพื่อสอบถามความจริง แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นหามากเพียงใด ก็ไม่พบร่องรอยของแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย ราวกับว่าเธอได้หายไปจากชีวิตของทุกคนอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวชวนขนลุกที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

13 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

เพียงความคิดสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเป็นผู้ช่วยทำฟันให้คนไข้สูงวัย กลับทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ชวนขนลุกที่ยากจะอธิบาย เมื่อเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันจนกลายเป็นปริศนาทำให้ตั้งคำถามว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความบังเอิญจริงหรือไม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท – จิตวิญญาณ[9 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีกะเมืองลับเเล’ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ย้อนกลับไปในปี 2564 ขณะที่เธอทำงานเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ วันนั้นเป็นวันที่เธอลางานครึ่งวัน โดยเข้ามาทำงานเพียงช่วงบ่ายเท่านั้น ขณะที่ทันตแพทย์แต่ละท่านต่างก็มีเคสคนไข้แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำฟันปลอม รักษารากฟัน หรือผ่าฟันคุด ด้วยความที่เป็นวันที่เธอลางาน จึงไม่ได้มีหน้าที่ประจำอะไรมากนัก เธอจึงใช้เวลาว่างอยู่ในห้องทำความสะอาดอุปกรณ์ คอยล้าง และจัดเตรียมเครื่องมือทางทันตกรรมตามปกติ กระทั่งมีรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาสะกิด พร้อมบอกว่า “เห้ยเจ๊ พอดีว่าคุณหมอเตียง 4 เขาบอกให้เจ๊ ไปช่วยคุณหมอเตียง 2 หน่อย” เนื่องจากคุณหมอเตียง 2 กำลังมีเคสทำฟันปลอม และกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนพิมพ์ปากคนไข้ เธอจึงตอบตกลงทันที เพราะในตอนนั้นก็ไม่ได้ติดภารกิจอะไร เมื่อเข้าไปในห้องทำฟัน หน้าที่ของเธอในวันนั้นไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ยืนสแตนด์บายอยู่ข้างคุณหมอ คอยหยิบจับและส่งอุปกรณ์ให้ตามจังหวะการทำงาน คนไข้ในวันนั้นเป็นคุณยายอายุประมาณ 70 กว่าปี ก่อนเข้ารับการรักษา ทางญาติได้แจ้งข้อมูลกับทางโรงพยาบาลเอาไว้ว่า “เขาเป็นคนไข้จิตเวชนะ เเต่วันนี้เขาไม่ได้กินยามา”ระหว่างที่กำลังเตรียมพิมพ์ปากทำฟันปลอม เธอสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของคุณยาย ลักษณะของท่านคือแลบลิ้นออกมาเป็นระยะ พร้อมกับส่ายศีรษะไปมาอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับภาพที่เห็นในขณะนั้น ทำให้มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจแบบไม่ทันตั้งตัว “เห้ยยายคนนี้เหมือนผีปอบเลยว่ะ” แต่ทันทีที่ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอถึงกับขนลุก คุณยายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้คนไข้ หันหน้ามามองเธออย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับรับรู้ถึงความคิดนั้นได้ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ยอมรับว่าในวินาทีนั้นเธอตกใจมาก รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน ก่อนจะได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “หรือว่ายายเขารู้วะ” แม้เหตุการณ์จะสร้างความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย แต่การรักษาก็ดำเนินต่อไปตามปกติ เพียงแต่เป็นเคสที่ทำงานค่อนข้างยาก เพราะคุณยายแลบลิ้นออกมาตลอดระหว่างขั้นตอนพิมพ์ปากทำฟันปลอม ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้านตามปกติ แต่เรื่องราวกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น… คืนนั้นเอง คุณเจ๊แอบศรีฝันประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในฝันเธอพบว่าตัวเองกำลังอยู่ภายในบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ ขณะที่กำลังก้มมองลงไปยังชั้นล่าง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับหญิงคนหนึ่ง หญิงปริศนาคนนั้นเกล้ามวยผม สวมเสื้อหม้อฮ่อม และนุ่งผ้าซิ่นตีนจกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลับแล สิ่งที่น่ากลัว คือหญิงคนนั้นกำลังยืนจ้องมองเธออยู่เบื้องล่างอย่างไม่กะพริบตา ก่อนที่จู่ ๆ ร่างนั้นจะพุ่งทะยานขึ้นมาหาเธออย่างรวดเร็ว ลักษณะเหมือนสัตว์นักล่าที่กำลังจะกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกเหมือนร่างกายขยับไม่ได้ คล้ายอาการผีอำ ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนแทบตั้งสติไม่อยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนมีความศรัทธา เธอจึงพยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี แล้วเริ่มสวดคาถาเท้าเวสสุวรรณ “นะโมพุทธายะ” เธอสวดซ้ำไปเรื่อย ๆ ด้วยใจที่สั่นระรัว กระทั่งสวดจบ “เหมือนกับร่างผู้หญิงคนนั้นเเตกกระจายกลายเป็นควันสีดำ” ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ถึงกำหนดวันที่ทางโรงพยาบาลต้องโทรติดตาม และยืนยันนัดรับฟันปลอมของคุณยายคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติตามขั้นตอนปกติ แต่ปลายสายกลับแจ้งข่าวที่ไม่มีใครคาดคิด คุณยายท่านนั้นเสียชีวิตแล้ว โดยเสียชีวิตหลังจากวันที่มาพิมพ์ปากทำฟันปลอมได้เพียง 3 วันเท่านั้นเมื่อทราบข่าว คุณเจ๊แอบศรีถึงกับตกใจอย่างมาก และตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์ในห้องทำฟันรวมถึงความฝันประหลาดในคืนนั้นให้เพื่อนร่วมงานฟัง แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวยิ่งชวนขนลุกมากขึ้น คือคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญมีบ้านอยู่ละแวกเดียวกับคุณยายผู้เสียชีวิต เพื่อนคนนั้นเล่าว่า“หมู่บ้านนี้นะ เป็นหมู่บ้านที่มีผีกะเยอะมากเลย คนเเถวหมู่บ้านเนี่ย 70-80 % ส่วนมากก็เป็นผีกะกันทั้งนั้นเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณเจ๊แอบศรียอมรับว่ารู้สึกขนลุกไม่น้อย เพราะหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นเส้นทางที่เธอต้องขับรถผ่านอยู่เป็นประจำระหว่างเดินทางไปทำงาน สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ คุณเจ๊แอบศรีพบเจอในวันนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้กันแน่ แต่เมื่อทุกเหตุการณ์นำมาต่อกันเป็นภาพเดียว ทั้งคำพูดของญาติ สายตาของคุณยายในห้องทำฟัน ความฝันประหลาดในคืนนั้น และข่าวการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ชวนขนลุกที่ฟังแล้วอดคิดตามไม่ได้เลยจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

01 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

“ถ้ามึงไม่กิน เดี๋ยวมึงรู้” คำขู่จากคุณป้าข้างบ้านที่เคยสุภาพเรียบร้อย แท้จริงแล้วในบ๊ะจ่างที่เธอยัดเยียดให้กินมีอะไรซ่อนอยู่? เมื่อคำเตือนจากบ้านตรงข้ามเริ่มกลายเป็นความจริง เสียงสวดบทประหลาดดังจากบ้านคุณป้าในยามวิกาล คืนวันที่เธอบุกเข้ามารื้อถังขยะ และคลานสี่ขาพุ่งเข้ามา… เธอต้องการอะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิถุนายน 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุณไสยจากข้างบ้าน’ ‘คุณเอก ตายแน่’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจากคนรู้จักที่ชื่อ ‘พี่ต่อ’ ปัจจุบันอาศัยอยู่แถวนนทบุรี แต่ก่อนหน้านี้เป็นคนกรุงเทพฯ และคบกับแฟนที่ชื่อ ‘พี่สุ’ หลังจากคุณแม่เสียชีวิต และทิ้งมรดกเป็นทาวน์เฮาส์เก่าในย่านคนจีนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งก่อนเสียชีวิตคุณแม่ได้ขอให้พี่ต่อกลับไปดูแลบ้านหลังนี้ เพราะเคยอยู่ตั้งแต่เป็นสาว และด้วยทำธุรกิจตัดผ้ามีม้วนผ้าเก็บไว้เต็มบ้าน หลังจากแบ่งมรดกกับพี่น้องทั้งสี่คนเรียบร้อย พี่ต่อจึงย้ายม้วนผ้าทั้งหมดไปไว้ที่ตึกเช่า ก่อนจะเข้ามาทำความสะอาดบ้านเพื่อเตรียมอยู่อาศัยกับพี่สุวันแรกที่ย้ายเข้ามาทั้งคู่ได้พบกับคุณป้าข้างบ้าน รูปร่างผอม ผิวเหลืองซีด สวมชุดอาม่า ดูสุภาพ และพูดจาเนิบช้า เมื่อพี่ต่อแนะนำตัวว่าเป็นลูกของแม่สี คุณป้าก็แสดงความเสียใจพร้อมฝากเนื้อฝากตัว เพราะอาศัยอยู่เพียงลำพัง และทำบ๊ะจ่าง น้ำเต้าหู้ เต้าทึง และเต้าฮวยขาย ก่อนที่พี่ต่อจะออกไปทำงานในกรุงเทพฯ คุณป้าได้กวักมือเรียก พร้อมยื่นบ๊ะจ่าง 2 ลูก และน้ำเต้าหู้ 2 ถุงมาให้ลองชิม ระหว่างนั้นมีคุณลุงบ้านตรงข้ามที่กำลังรดน้ำต้นไม้หันมามองด้วยสายตาแปลก ๆ ด้วยความที่พี่ต่อไม่ชอบกินบ๊ะจ่าง จึงเก็บไว้ในตู้กับข้าวแล้วออกไปทำงาน พอกลับมาตอนกลางคืนก็พบว่าบ้านคุณป้าปิดไฟมืด แต่ภายในกลับมีเพียงแสงไฟสีเหลืองไสวคล้ายแสงเทียน ส่วนน้ำเต้าหู้ที่ได้รับมาก็บูดเสีย พี่ต่อจึงนำไปทิ้งรวมถึงม้วนบ๊ะจ่างที่ไม่รู้ว่าเสียหรือไม่ไปทิ้งด้วย เช้าวันต่อมา คุณป้าก็ถามว่า “บ๊ะจ่างอร่อยไหมลูก” ด้วยที่ไม่อยากทำร้ายจิตใจคนแก่พี่ต่อจึงตอบไปว่า “อร่อยครับ น้ำเต้าหู้ก็อร่อย” คุณป้าจึงนำบ๊ะจ่างมาให้อีก 4 ห่อ เพราะเข้าใจว่าพี่ต่อชอบกิน ระหว่างนั้นคนบ้านตรงข้ามต่างซุบซิบ และหันมามองราวกับรู้บางอย่าง พี่ต่อจึงรับไว้ตามมารยาทด้วยความไม่อยากกินจึงนำไปวางไว้บนโต๊ะในครัวเหมือนเดิมแล้วออกไปทำงาน ก่อนออกไปคุณป้ายังตะโกนกำชับว่า “กินด้วยนะลูกบ๊ะจ่างน่ะ”เมื่อกลับมาตอนกลางคืน บ้านของคุณป้ายังคงมีเพียงแสงไฟสีเหลืองเหมือนเดิม คราวนี้ฝั่งบ้านตรงข้ามได้กวักมือเรียกพี่ต่อ พร้อมเตือนว่า...“อย่าไปคุยกับบ้านข้าง ๆ แกสติไม่ดี แกเล่นของ เล่นคุณไสย แล้วของที่แกให้มาก็อย่าไปกินเด็ดขาด”แม้พี่ต่อจะเชื่อเพียงครึ่งเดียว เพราะคุณป้าดูเป็นคนปกติ แต่เมื่อกลับเข้าบ้านก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าห่อบ๊ะจ่างบนโต๊ะถูกคุ้ยจนข้าวกระจุยกระจายน้ำเต้าหู้แตกเลอะเทอะ ทั้งที่ประตู และหน้าต่างทุกบานยังปิดสนิท พี่ต่อเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และที่มีคนเตือนเรื่องข้างบ้าน อีกทั้งยังมีถุงบ๊ะจ่างถูกนำมาห้อยไว้หน้าประตูบ้านเพิ่มอีกหนึ่งถุง พี่ต่อจึงนำทั้งหมดไปทิ้ง และคิดว่าต้องพูดอะไรสักอย่างให้คุณป้ารู้ว่าไม่ชอบกิน ก่อนจะขึ้นไปนอน กลางดึกคืนนั้น! พี่ต่อลงมาเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกับบ้านข้าง ๆ และได้ยินเสียงคุณป้าตะโกนสวดบทแปลก ๆ ที่ไม่ใช่บทสวดทั่วไป พี่ต่อเคยบวชเรียนมาก่อนจึงมั่นใจว่า นั่นไม่ใช่บทสวดที่คุ้นเคยทำให้เริ่มรู้สึกว่าคำเตือนของบ้านตรงข้ามอาจเป็นเรื่องจริงเช้าวันต่อมา มีช่างแอร์ 3 คนเข้ามาที่บ้าน คุณป้าเห็นจึงนำบ๊ะจ่างมาให้อีก 5-6 ห่อ บอกว่าเผื่อช่างแอร์ด้วย พี่ต่อรับไว้ด้วยความสงสาร จังหวะที่รับบ๊ะจ่างจากคุณป้า ขณะเดียวกับบ้านตรงข้ามก็จ้องมองมา และทำสายตาเสมือนว่า “บอกแล้วนะ ไม่เชื่อก็แล้วแต่” และพี่ต่อเองไม่ได้นำขนมให้ช่างเพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงเก็บบ๊ะจ่างไว้ที่โต๊ะกินข้าวเช่นเคย หลังจากช่างกลับไป พี่ต่อก็ม้วนบ๊ะจ่างทั้งหมดทิ้งในช่วงเที่ยง ขณะที่กำลังจะออกไปทำงาน คุณป้ายืนนิ่งอยู่ข้างกำแพงแล้วถามว่า “บ๊ะจ่างอร่อยไหม” พี่ต่อจึงตอบไปว่า “ครับ อร่อย” ทันใดนั้นคุณป้าตะโกนสวนกลับว่า “โกหก! ตอแหX! มึงไม่ได้แดX!” พี่ต่อก็ตกใจว่าป้ารู้ได้อย่างไร จึงตอบกลับไปว่าได้กินไปแล้วจริง ๆ เพราะอย่างไรป้าก็ไม่น่าจะรู้ และได้รีบพาพี่สุขึ้นรถขับออกจากบ้านทันที และเมื่อหันกลับไปมองผ่านกระจกหลังก็ยังเห็นคุณป้ายืนอยู่ที่เดิม พี่ต่อเองก็รู้สึกขนลุก ทุกอย่างแปลกประหลาดไปหมดเมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน สิ่งที่ทำให้พี่ต่อขนลุกยิ่งกว่าเดิมคือ คุณป้ายังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยขยับไปไหนแม้จะไม่รู้ว่าแกเพิ่งกลับมายืน หรือยืนอยู่ตรงนั้นมาตลอดทั้งวันแล้ว ทั้งคู่เข้าบ้านไปทุกอย่างยังคงปกติ บ๊ะจ่างในถังขยะก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมล็อครั้วบ้านจึงรีบออกไปจัดการ ทันใดนั้นคุณป้าก็ตะโกนข้ามกำแพงมาว่า “ถ้ามึงไม่กิน เดี๋ยวมึงรู้” คุณป้าไม่เหมือนสุภาพเรียบร้อยในวันแรกอีกแล้ว หลังจากขึ้นไปนอนได้ไม่นาน พี่สุปลุกพี่ต่อ เพราะได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องครัว กลัวว่าจะเป็นโจร พี่จึงต่อคว้าไม้เบสบอลแล้วย่องลงไปดู อาศัยแสงไฟจากถนนที่ส่องเข้ามาในบ้าน ก็ได้คุณป้าข้างบ้านที่กำลังรื้อถังขยะในครัว และฉีกห่อบ๊ะจ่างจนกระจุยกระจาย จังหวะนั้นพี่ต่อถึงกับขาแข็งขนหัวลุก พี่ต่อรีบรวบรวมสติ และเดินจับมือพี่สุเข้าไปถามว่าป้ามาทำอะไรที่บ้านพวกเขา มารื้ออะไร ทันใดนั้นคุณป้าหันมามอง ก่อนจะลงคลานสี่ขาพุ่งเข้าหาพี่สุ พร้อมคว้าบ๊ะจ่างยัดใส่ปากพี่สุ และตะโกนว่า“มึงแดก! มึงแดก!”พี่ต่อต้องใช้แรงทั้งหมดลากตัวคุณป้าที่แม้จะผอมแห้งแต่กลับมีแรงมหาศาลออกมาหน้าบ้าน เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาช่วยกันจับตัวไว้ ก่อนจะแจ้งตำรวจ หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อลูกชายและลูกสาวของคุณป้า ลูก ๆ แจ้งว่าคุณแม่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช พร้อมกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ทั้งหมด พี่ต่อเห็นใจจึงไม่ติดใจเอาความ ด้านพี่ต่อและพี่สุก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่คอนโด เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปี ในช่วงการระบาดของโควิด-19 พี่ต่อทราบข่าวว่าคุณป้าข้างบ้านเสียชีวิตแล้ว จึงย้ายกลับมาอยู่ที่ทาวน์เฮาส์อีกครั้ง ส่วนบ้านของคุณป้าถูกเปิดให้เช่า แต่กลับไม่มีผู้เช่ารายใดอยู่ได้นาน ทุกคนต่างเห็นในเดียวกัน มักฝันเห็นคุณป้าในสภาพเปลือยกาย คลานสี่ขาเข้ามาหาในฝัน และยังได้ยินเสียงสวดปริศนาดังลอยอยู่ภายในบ้านอยู่เสมอ มีเพียงครอบครัวหนึ่งที่อยู่ได้นานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะย้ายออกไปเพราะอยู่ไม่ได้ ขณะที่พี่ต่อซึ่งอาศัยอยู่บ้านติดกันกลับไม่เคยพบหรือรับรู้ถึงความผิดปกติใด ๆ เลย ทั้งนี้ในตอนที่รื้อบ้านออกก็มีการทำพิธีในบ้านหลังนี้ด้วย สิ่งนี้อาจยืนยันได้ว่าบ้านหลังนี้อาจมีบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้…“จากคำเตือนเรื่องคุณไสยในวันแรก ไปจนพฤติกรรมคลานสี่ขา บทสวดไม่ทราบที่มา และเหตุการณ์ประหลาดที่ยังคงเกิดขึ้นกับผู้เช่าหลังจากคุณป้าเสียชีวิต ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่คุณป้าพยายามยัดเยียดให้พี่ต่อกินในวันนั้น อาจไม่ใช่เพียงบ๊ะจ่างธรรมดา แต่มีบางสิ่งบางอย่างแฝงอยู่ด้วยก็เป็นได้..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณติงลี่ the ghost 'พี่สาวชั้นบน' l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

02 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณติงลี่ the ghost 'พี่สาวชั้นบน' l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

เดินทางไปหาแฟนสาวที่บ้านกลางดึก กลับพบว่าบ้านปิดไฟมืดสนิท แต่เขาได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ พูดคุยกันดังมาจากชั้นบน ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผย เมื่อปลายสายจากแฟนสาวบอกว่า “ตอนนี้ทุกคนอยู่ต่างจังหวัด เพราะพี่สาวเพิ่งเสีย!” แล้วเสียงหัวเราะที่อยู่ชั้นบนคือเสียงของใคร!?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเชาเชา’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวชั้นบน’ ‘คุณติงลี่’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเขามีแฟนชื่อ ‘พลอย’ ซึ่งเขา และแฟนต่างมีอาชีพเป็นนักร้องกลางคืน แต่อยู่กันคนละวง ถ้าหากครั้งไหนที่พลอยจะลางาน พลอยก็จะให้เขาร้องแทน ซึ่งแม้จะลาพัก แต่พลอยก็จะไปนั่งดูเขาทำงานอยู่เสมอ หลังเลิกงานทั้งคู่มักจะไปนั่งดื่ม และพักผ่อนที่บ้านของพลอยจนถึงเช้า ด้วยความที่บ้านอยู่ไกลทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ช่วงเวลาหลังเลิกงานจึงเป็นช่วงที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณติงลี่มีเหตุให้ต้องตื่นตอนกลางวันเพื่อมาทำเพลง จู่ ๆ มือกีตาร์วงของพลอยก็โทรมาวานให้เขาไปร้องเพลงแทนพลอยคืนนี้ คุณติงลี่ก็รับปาก แต่ว่าคืนนั้นกลับแปลกไปตรงที่พลอยไม่ได้มานั่งดูเขาเหมือนทุกที พอเล่นดนตรีเสร็จ คุณติงลี่จึงถามมือกีตาร์ว่าพลอยไปไหน มือกีตาร์ตอบกลับมาว่า “เห็นพลอยบอกว่าที่บ้านมีเรื่องด่วนกะทันหัน พี่ไม่รู้เหรอ?” ด้วยความที่พลอยไม่ได้บอกอะไรไว้เลย เขาจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาเธอที่บ้าน กว่าจะถึงบ้านพลอยเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบตี 3 กว่าแล้ว บ้านทั้งหลังปิดไฟเงียบสนิท คุณติงลี่เดินอ้อมไปเข้าทางหลังบ้านตามปกติ เพราะประตูหน้าเป็นเหล็กดัดที่อาจเกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านได้ เมื่อเดินไปถึงก็พบว่าประตูหลังเปิดแง้มอยู่ เขาจึงมั่นใจว่าต้องมีคนอยู่ข้างในแน่ ๆ แต่พอเดินเข้าไปก็ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงปิดไฟมืดทั้งบ้าน เขาเลยกำลังจะโทรหาพลอย แต่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ และเสียงพูดคุยมาจากบนบ้านจึงเข้าใจว่าเป็นเสียงพลอย คุณติงลี่เลยตะโกนถามขึ้นไปว่า “พลอยเหรอ” แต่เสียงก็เงียบไปแล้วแทนที่ด้วยเสียงปิดประตูเสียงดัง เขาจึงมั่นใจว่าในบ้านนี้มีคนอยู่ เลยเปิดไฟเปิดทีวีดูรอพลอยลงมาหากัน แต่ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ แล้วก็ยังไม่มีใครลงมา ทั้ง ๆ ที่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากด้านบนมาตลอด คุณติงลี่จึงโทรหาพลอยในทันที แต่กว่าพลอยจะรับก็นานมาก พอพลอยรับสายคุณติงลี่ก็รีบพูดก่อนเลยว่า “ลงมาหาหน่อยสิ นั่งรออยู่ข้างล่างมานานแล้ว ทำไมไม่ลงมาหาสักที” พลอยได้ยินก็ตกใจมากและบอกว่า “ห้ะ เข้าไปในบ้านได้ยังไง” คุณติงลี่จึงบอกว่า “ประตูหลังไม่ได้ล็อกเลยเข้ามา แถมได้ยินเสียงคนอยู่บนบ้านด้วย” พอจบประโยคนี้พลอยรีบพูดต่อทันทีเลยว่า“ไม่มีทางที่จะมีใครอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ทุกคนอยู่พิจิตรกันหมดเพราะพี่สาวเพิ่งเสีย รีบออกจากบ้านให้ไวที่สุดเลย”พอจบประโยคนี้คุณติงลี่ตกใจมากเลยรีบเดินไปปิดทีวี และในจังหวะที่กำลังจะปิดไฟก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังแอ๊ด คุณติงลี่กลัวมากกว่าเดิมจึงจะโทรหาพลอยให้อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะได้ออกจากบ้าน พอโทรหาพลอยเสียงในสายก็ดันเป็น“ขึ้นมาหาหน่อยสิ”หลังจากจบประโยคสายก็ตัดไป และความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่นั่นไม่ใช่เสียงของพลอย คุณติงลี่ยังไม่ทันจะได้ประมวลผลหรือคิดอะไร พลอยก็โทรกลับมาอีกครั้ง คุณติงลี่รับสายในทันที พลอยเลยรีบถามว่า “เป็นไงบ้าง ออกจากบ้านหรือยัง ทำไมเสียงถึงเป็นอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้น” คุณติงลี่จึงบอกพลอยว่า “มีคนอยู่ข้างบน !” พลอยตอบกลับในทันทีว่า “ออกจากบ้านให้เร็วที่สุดเลยนะ สิ่งที่ได้ยินมันไม่ใช่คนแน่นอน” และพลอยก็กำชับว่าอย่าวางสายนะ หลังจากนั้นคุณติงลี่ก็ปิดไฟ และกำลังเดินไปที่ประตูทางออก ระหว่างทางก็เดินผ่านบันไดขึ้นชั้นบน และมีเสียงจากทางนั้นมาอีก คุณติงลี่จึงหันไปทางต้นเสียงก็เห็นว่ามีเท้าคู่หนึ่งกำลังก้าวลงมาจากบันได และที่ข้อเท้ามีกำไลด้วย ในตอนนั้นคุณติงลี่ทรุดตัวนั่งลงไปที่พื้นเลย เขากลัวมาก ๆ และก้าวไม่ออกอีกต่อไป ไม่นานหลังจากนั้นเท้าก็เริ่มลอยขึ้น และหันมาทางเขาแล้วในขณะที่กำลังลอยก็เริ่มเห็นว่าคน ๆ นั้นนุ่งโจงกระเบน ห่มสไบสีดำ จนเกือบจะได้เห็นหน้าแล้วก็มีอะไรสักอย่างกระแทกคุณติงลี่แรงมากจนกระเด็นออกจากประตูบ้านไปเลยซึ่งในจุดที่คุณติงลี่ ทรุดตัวลงไปนั่งมันห่างจากประตูประมาณ 5 เมตรเท่านั้น แรงกระแทกมันแรงมาก พอรู้สึกตัวก็รีบลุก และรีบเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ ในตอนที่กำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “ลี่ ออกมาหรือยัง !” และนั่นเป็นเสียงของพลอยที่มาจากโทรศัพท์ที่ตกอยู่หลังบ้าน คุณติงลี่จึงรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้ายวิ่งกลับไปหยิบโทรศัพท์ และปิดประตูบ้านให้เสร็จสรรพ ก่อนที่จะกลับบ้านไป คืนวันถัดไปหลังจากที่นอนหลับไปได้ตื่นนึง คุณติงลี่ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พลอยฟัง ก่อนที่พลอยจะเล่าว่าพี่แพร พี่สาวที่เพิ่งเสีย ไปทำธุระที่พิจิตรแต่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ที่บ้านเลยต้องรีบไปที่นั่น คนที่เจอที่บ้านน่าจะเป็นแม่ตะเคียน เพราะที่บ้านบูชาแม่ตะเคียนให้ช่วยดูแลคนในบ้าน และแรงที่มากระแทกคุณติงลี่มาจากพลอยนึกถึงพี่แพร และบอกให้ช่วยเอาติงลี่ออกมาจากบ้านให้หน่อย นั่นทำให้คุณติงลี่โดนแรงกระแทกและได้ออกจากบ้านมา และสาเหตุที่พลอยไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เลย เพราะถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็จะเจอแม่ตะเคียน แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องนี้มา คุณติงลี่ก็ไม่กล้าไปบ้านของพลอยอีกเลย (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-