เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘เพื่อนจากโซเชียล’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

14 ก.ค. 2026

“พี่หนูกลัว พวกมันมีปืน” คำพูดถูกส่งมาจากเด็กวัย 14 ที่หนีออกจากบ้านไปอยู่กับแฟน สิ้นสุดข้อความนั้นก็ติดต่อเธอไม่ได้อีก ผ่านไป 4 วันกลับได้รับข้อความว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” เป็นข้อความที่ไม่สามารถตอบกลับได้ เช้าวันถัดมากลับได้ข่าวว่า “น้องเสียชีวิตไปแล้ว” ใครติดต่อเธอมากันแน่? เบื้องหลังข้อความเหล่านั้นมีอะไรเกิดขึ้น!

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หตถา [ 7 กรกฎาคม 2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนจากโซเชียล’

   ‘คุณมิ้น หัตถา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ตรงจาก ‘น้องมาย’ ซึ่งเป็นน้องสาว เรื่องราวเมื่อปี 2557 ในช่วงนั้นมีแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังอยู่แอปหนึ่ง หน้าตาแอปเป็นไอคอนรูปผึ้งสีเหลือง ซึ่งน้องมาย ก็เล่นหาเพื่อนคุยตามปกติ จนกระทั่งได้เข้าไปในกลุ่มหาเพื่อนพูดคุยสนุก ๆ กลุ่มหนึ่ง และได้รู้จักน้องคนหนึ่งให้นามสมมุติว่า ‘น้องแนท’ โดยน้องเป็นทอมที่ชอบมาคุยเล่น และบ่นระบายในกลุ่มบ่อย ๆ ว่า ‘จะต้องทำอย่างไรให้ที่บ้านยอมรับ’ 

พอคุยกันไปเรื่อย ๆ น้องแนทก็รู้สึกว่าน้องมาย เป็นที่ปรึกษาที่ดี จึงตัดสินใจทักไลน์มาคุยส่วนตัว เพื่อปรึกษาว่า “จะต้องทำอย่างไรให้พ่อยอมรับ” ด้วยที่ว่าบ้านน้องแนทเป็นคนใต้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยังคงแอนตี้ LGBT คุณพ่ออยากจะให้น้องแนทเป็นผู้หญิง อยากให้แต่งงาน พ่อของน้องมีความฝันอย่างนั้น ซึ่งน้องแนทก็ได้เล่าว่า ถึงแม้เจ้าตัวจะเรียนได้เกรด 3.5 ขึ้นไป ได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน แถมเป็นนักดนตรีด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนเก่ง แต่คุณพ่อยังคงไม่ยอมรับอยู่ดี จนเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ น้องแนทก็โทรมาเล่าว่า เจ้าตัวมีแฟนแล้วนะ โดนได้แฟนจากแอปนี้นี่แหละ ในตอนนั้นน้องแนทกำลังอยู่ในช่วงที่ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับแฟน ซึ่งในตอนนั้นน้องแนทอายุเพียงประมาณ 14 ปี ยังเรียนไม่จบม.3 ด้วยซ้ำ ในขณะแฟนน้องแนทอายุได้ 20 ปีแล้ว อายุห่างกันราว 5 ปี

  หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดคุยอัปเดตเรื่องราวกัน จนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณเกือบเดือน น้องแนทก็ทักมาบอกว่า “หนีออกจากบ้าน ไปอยู่กับแฟนที่ภาคกลางแล้ว” น้องมายจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อไม่ว่าหรือ เจ้าตัวจึงเล่าว่า มีปากเสียงกับคุณพ่อ เพราะเขาไม่อยากให้มีแฟนเป็นผู้หญิง และไม่ยอมรับในตัวน้องแนท เจ้าตัวจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ พร้อมทั้งหนีออกมาเลย โดยในตอนนั้นเจ้าตัวก็ทำงานอยู่ในมินิมาร์ตแห่งหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งแฟนเป็นคนฝากงานให้เพราะน้องแนทยังอายุไม่ถึง เจ้าตัวเล่าเสริมว่าพอไปทำงานชีวิตดีมาก เมื่อได้เงินมาก็ให้แฟนเก็บ และแฟนก็ให้เงินใช้ด้วย ทางด้านน้องแนทก็หายไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะทักมาหาเรื่อย ๆ ด้วยความถี่ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งน้องแนททักมาเล่าเรื่องที่ไปรู้มาว่าแฟนเก่าของแฟนเป็นผู้ชายที่มีอิทธิพล และแฟนเก่าไม่ชอบทอมเอามาก ๆ หลังจากเล่าเรื่องนี้น้องแนทก็หายไปเงียบไปอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนที่ต่อมาจะทักมาหาว่า ‘หนูกลัวทำอย่างไรดี อยู่ที่ห้องน้ำในผับ และเขากำลังจะกระทืบหนู’ โดยที่น้องแนทไม่ได้บอกพิกัด และหายไปเลย น้องมายจึงพยายามติดต่อกลับไป จนระยะเวลาผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ พอติดต่อได้น้องแนทก็โทรมาเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเจ้าตัวไปดื่มสังสรรค์กันที่ผับ และบังเอิญเจอแฟนเก่าของแฟนมาเที่ยวด้วย พอเจอกันฝ่ายชายก็เขม่นมองหน้า น้องแนทจึงตัดสินใจว่าจะกลับก่อน เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อนกลับ แต่เมื่อทำธุระเสร็จก็เห็นว่าผู้ชายดักรออยู่หน้าห้องน้ำ ถึงแม้แอบในห้องน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะในท้ายที่สุดก็ต้องออกมาอยู่ดี น้องแนทได้ถ่ายรูปส่งมาว่าถูกทำร้าย ทั้งอก มือ แขน ขา มีแต่รอยช้ำ บนหน้าปูด มีรอยเลือด และปากแตก น้องมายจึงถามว่าไปหาหมอหรือยัง ข้างในร่างกายบอบช้ำไหม เป็นอะไรหรือเปล่า แต่น้องแนทกลับบอกว่าไม่มีตังค์ พอน้องมายเสนอที่จะโอนค่ารักษาพยาบาลให้ด้วยความสงสาร น้องแนทก็เลือกที่จะปฏิเสธและขอบคุณน้ำใจของเธอ

จากนั้นน้องแนทก็หายไปอีกประมาณเกือบเดือน และทักกลับมาบอกว่า “พี่หนูอาจจะไม่ได้คุยกับพี่บ่อยนะเพราะแฟนขี้หึงมากไม่ให้คุยกับใครเลย” น้องมายก็ตอบกลับไปว่า “โอเคแต่ต้องดูแลตัวเองนะ และอยากให้เปลี่ยนใจกลับไปเรียนให้จบอย่างน้อยก็ ม.3 จะไปเริ่มทางไหนต่อก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเรียนให้จบม.3” แต่น้องแนทก็ได้ยืนยันว่า “เขาเลือกแล้ว” และน้องแนทก็หายไปเป็นเวลาสิบกว่าวัน 

ครั้งนี้น้องแนท ได้ทักกลับมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับข้อความว่า “พี่หนูกลัว” โดยในครั้งนี้น้องแอบอยู่หลังมินิมาร์ตในป่ากก พร้อมทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ว่า “พวกมันมีปืน” ตอนนั้นน้องมายเริ่มใจไม่ดีแล้ว บอกให้เจ้าตัวส่งพิกัดมา เธอจะแจ้งตำรวจให้ และพยายามส่งข้อความเพื่อขอเบอร์ติดต่อที่บ้านของน้องแนท พยายามทั้งส่งข้อความและโทรเบอร์ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 4 วัน น้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมาช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนว่า “หนูได้กลับบ้านแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ” น้องมายจึงรีบถามกลับไปว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง วันนั้นหนีไปได้อย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย แต่ข้อความทั้งหมดกลับส่งไม่ไป พอโทรไปก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ น้องมายจึงคิดว่าไปต่าง ๆ นานาว่าหรือแนทโดนจับตัวไป และถูกบังคับให้ส่งข้อความจะได้ไม่มีคนห่วง ด้านน้องมายพยายามติดต่อไปหาทั้งคืน 

   ในรุ่งเช้าวันถัดมา เวลาโดยประมาณ 8 โมงเช้า เบอร์โทรศัพท์ของน้องแนทก็ได้ติดต่อกลับมา มายจึงรีบรับสายและถามด้วยความเป็นห่วงว่า น้องแนทเป็นอย่างไรบ้าง กลับบ้านมาได้อย่างไร ใครมาช่วยไว้ ได้โทรบอกพ่อไหม แจ้งตำรวจกับตำรวจคนไหนไป แต่เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงผู้ชาย พร้อมทั้งถามกลับมาว่า “เธอเป็นใคร” น้องมายไม่ได้ตอบ แต่เลือกถามกลับว่า

“คุณเป็นใคร มาใช้เบอร์น้องแนทได้อย่างไร รู้ไหมว่าเจ้าของเบอร์กำลังอยู่ในอันตราย คุณเป็นใครเป็นคนช่วย หรือเป็นคนที่ทำร้าย”

ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะถามกลับมาว่า “เธอรู้จักแนทได้อย่างไร” มายได้ตอบไปว่า “เป็นรุ่นพี่ที่รู้จักผ่านแอป และคอยให้คำปรึกษากับน้องแนทมาตลอด” ชายคนนั้นพูดขึ้นมาว่า

“น้องแนทตายแล้ว ตายเมื่อ 3-4 วันที่แล้ว”

แต่ถึงอย่างนั้นน้องมายยังคงไม่เชื่อ เพราะมีข้อความส่งมาเมื่อคืน น้องมายได้แคปข้อความนั้นส่งไปในไลน์ของน้องแนท  และเข้าไปคุยกันต่อในไลน์ ปลายสายจึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นพี่ชายของน้องแนท และเป็นคนไปรับศพแนทจากชลบุรีลงมาที่บ้านเกิดเมื่อ 3 วันที่แล้ว น้องมายก็ยังคงไม่เชื่อคำพูดจากคนที่อ้างตัวว่าพี่ชาย เขาจึงส่งภาพน้องแนทที่นอนอยู่ในโลงในสภาพถูกยิงกลางศีรษะ และกลางอกไปให้ดู

   พี่ชายเล่าเหตุการณ์ว่า ป้าที่ขายของอยู่ในละแวกนั้นเห็นคนวิ่งไปแอบในป่ากก และหายไปเป็นเวลานานมาก พร้อมทั้งเห็นผู้ชายสองคนกำลังวิ่งไล่ตามหา ก่อนที่ผู้ชายพวกนั้นก็หายไป กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เด็กคนนั้นเดินออกมา พร้อมทั้งเห็นไฟจากปืนที่ยิงออกมาดัง “ปั้ง ปั้ง” จากนั้นน้องก็ล้มลงเสียชีวิตคาที่ พี่ชายพยายามหาฆาตกร แต่ผู้คนแถวนั้นไม่มีใครบอกเลยว่าใครเป็นคนทำน้อง และสถานที่เกิดเหตุคือ ป่ากกไม่มีกล้องวงจรปิด อีกทั้งยังอยู่ในจังหวะชุลมุน ไม่มีอะไรที่สามารถบ่งบอกชัดเจนว่าใครเป็นคนยิง 

พี่ชายจึงนำโทรศัพท์ใส่ลงไปในโลงศพ พร้อมทั้งพูดกับร่างไร้วิญญาณของน้องแนทว่าให้ช่วยพี่หาฆาตกรในจังหวะนั้นน้องมายทักมา พี่ชายจึงคิดว่าน้องมายคือ แฟนน้องแนทที่หลอกไป แต่ไม่ใช่ ฝั่งพี่ชายจึงได้ขอรูป และรายละเอียดของแฟนน้องแนทจากน้องมาย เธอส่งรายละเอียดเกี่ยวกับแฟนน้องแนทไปให้คร่าว ๆ โดยพี่ชายบอกกับเธอว่าหากได้เรื่องอย่างไรจะโทรกลับมา จนผ่านไปอีกประมาณ 1 เดือน พี่ชายโทรกลับมาแจ้งข่าวว่า

“จับได้คนร้ายได้แล้ว ฆาตกรยอมรับสารภาพว่า ในตอนที่ผู้หญิงคนนี้ที่มาคบกับน้องแนท เขาทั้งคู่ยังไม่ได้เลิก เพียงแค่ทะเลาะกัน และผู้หญิงไปคบน้องแนทเพื่อประชดเขาเท่านั้น เขาไม่พอใจจึงยิงน้องแนทเลย”

ส่วนตัวน้องมายไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแค่รู้จักจากการที่น้องแนทเคยส่งรูปมาให้ดูเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาต่อไปคือ ใครเป็นคนส่งข้อความหาน้องมายกันแน่? ทำไมในห้องแชทเครื่องของน้องแนทไม่มีข้อความเหล่านั้นเลย ด้านคุณมิ้นสามารถยืนยันได้ว่ามีข้อความดังกล่าวจริง ในคืนที่น้องแนททักมาบอกว่าปลอดภัยคุณมิ้นก็อยู่กับน้องมาย และได้เห็นข้อความ แต่ในเครื่องของน้องแนทพี่ชายกลับไม่พบข้อความใด ๆ เลย

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากภูมิ ATLAS 'หวง' l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

29 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากภูมิ ATLAS 'หวง' l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

หลังจากที่เข้าไปเยี่ยมคุณตาบ้านตรงข้ามที่กำลังป่วย แต่กลับได้ยินเสียงคนกระซิบ และเสียงคนเดินไปเดินมาทั่วบ้าน ก่อนจะพบว่าอาหารที่เพิ่งนำไปให้ กลับปรากฏมากองอยู่ที่บ้านของตัวเองอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือแท้จริงแล้ว… คุณยายผู้ล่วงลับกำลังพยายามกันไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งกับสามีของเธอ? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณภูมิ ‘หวง’ ภูมิ ATLAS ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขวัญผวาที่เพิ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา โดยภูมิมีบ้านอยู่หลังหนึ่งบนดอยในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีคุณน้า คุณตา และคุณยายอาศัยอยู่ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนต่างรู้จักกันแทบทั้งหมด และบ้านตรงข้ามมีคุณตา และคุณยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งก็เป็นญาติกัน คุณตาประกอบอาชีพตอกมีด ทุบเหล็ก ทำมีดขายให้คนในหมู่บ้าน ส่วนคุณยายค้าขายของอยู่ที่ตลาด เท่าที่คุณภูมิจำได้ คุณยายเป็นคนค่อนข้างดุ และมีนิสัยหวงคุณตามาก ทั้งคู่รักกันมาก..กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว คุณยายป่วยเป็นโรคเบาหวาน และหลังจากนั้นไม่นานก็เสียชีวิตลง คุณตายังคงใช้ชีวิตทำมีดขายตามเคย มีอยู่วันหนึ่งในช่วงเย็น ฟ้าใกล้จะมืด เด็กชายคนหนึ่งในหมู่บ้านเดินทางไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อซื้อมีด แต่สิ่งที่เด็กชายเห็นกลับเป็นคุณยายยืนอยู่นิ่ง ๆ ใต้ถุนบ้าน ตรงบริเวณที่คุณตาใช้ตอกมีด พร้อมกับจ้องมองมาที่เขา เด็กชายไม่รู้ว่าคุณยายเสียชีวิตไปแล้ว จึงพูดออกไปว่า “ยาย ๆ ซื้อมีดหน่อยครับ” แต่คุณยายยังคงยืนนิ่ง และจ้องมองเขาโดยไม่ตอบอะไร เด็กชายจึงเรียกคุณยายซ้ำอีกครั้ง คราวนี้คุณยายทำหน้าบึ้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว ทิ้งให้เด็กชายยืนสงสัยว่าทำไมมาซื้อของแล้วกลับไม่ยอมขายให้ไม่นานหลังจากนั้น คุณตาก็เดินลงมา เด็กชายจึงขอซื้อมีดจากคุณตาแทน พร้อมเล่าให้ฟังว่าเมื่อครู่เห็นคุณยายตัวท้วม ๆ เดินเข้าไปในห้องครัว เรียกก็ไม่ยอมพูดด้วย และยังสงสัยอีกว่าทำไมไม่ขายของให้เขา คุณตาได้ฟังดังนั้นก็ทราบในทันทีว่า สิ่งที่เด็กชายเห็นน่าจะเป็นเมียของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วในช่วงนั้นเอง คนในหมู่บ้านก็เริ่มเห็นคุณยาย อยู่บริเวณหน้าบ้านบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง หรือปรากฏตัวอยู่ใต้ถุนบ้านจนผู้คนเริ่มพูดต่อ ๆ กันว่า“บ้านนี้มีผี”เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คุณตาก็เริ่มล้มป่วย ทั้งโรคไต และโรคอื่น ๆ แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปเยี่ยม เพราะต่างหวาดกลัวว่าหากเข้าไปในบ้าน อาจพบกับคุณยายที่ยังคงปรากฏตัวอยู่ หลัง ๆ คุณตาเองก็ไม่สามารถลงมาทำมีดขายได้อีก เพราะร่างกายไม่ไหว ต้องนอนพักอยู่ด้านบนของบ้านจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณยายของภูมิไปซื้อของ และกับข้าวที่ตลาดตั้งใจว่าจะนำอาหารไปเยี่ยมคุณตาที่บ้าน เพราะเป็นญาติกันและรู้สึกสงสารคุณตา อีกทั้งคุณยายของภูมิ เองก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ทันทีที่เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น ลมกลับแรงขึ้น และคุณยายยังได้กลิ่นเหม็นแปลก ๆ พร้อมกับรู้สึกหน้ามืดขึ้นมา ถึงอย่างนั้น คุณยายของภูมิ ก็ยังเดินขึ้นไปบนบ้าน และพบคุณตานอนอยู่บนเตียง จึงทักทายพร้อมบอกว่าเอาข้าวมาฝาก และถามว่ากินไหม ก่อนจะเทกับข้าวให้คุณตากินแต่เมื่อคุณตากินอาหารเข้าไปแล้วกลับคายออก กินแล้วคาย พยายามกลืนก็กลับไอ บางครั้งกลืนได้ บางครั้งก็กลืนไม่ได้ จนอาหารเละเทะตกอยู่บนพื้นเมื่อเห็นอาการของคุณตาที่ดูหนัก คุณยายของคุณภูมิจึงคิดว่าจะพาไปหาหมอ แต่ในจังหวะนั้นเอง กลับได้ยินเสียงกระซิบดังอยู่ทั่วบ้าน รวมถึงเสียงคล้ายมีคนเดินไปเดินมา ทำให้คุณยายเริ่มรู้สึกกลัว จึงบอกคุณตาว่าอย่าลืมกินให้หมด ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านตัวเองแต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำให้คุณยายยิ่งรู้สึกประหลาดใจ คืออาหาร และกับข้าวที่เพิ่งนำขึ้นไปให้คุณตา กลับปรากฏมากองอยู่ที่บ้านของคุณยาย ของภูมิอาหารที่เละเทะ รวมถึงจานต่าง ๆ ราวกับภาพทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นบนบ้านคุณตาถูกวางซ้ำที่บ้านของคุณยายภูมิเหมือนกับว่า… มีบางสิ่งไม่ต้องการให้ใครเข้าไปยุ่ง และไม่ต้องการให้ใครมาเยี่ยมคุณตาหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น ญาติ ๆ ก็พาคุณตาไปโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณตาบ้านตรงข้ามก็เสียชีวิตลงในที่สุด โดยคุณหมอบอกว่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ทว่าสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านกลับมีความเชื่อว่า คุณยายอาจกำลังพาคุณตาไปอยู่ด้วย โดยคุณตา และคุณยายบ้านตรงข้ามเสียชีวิตห่างกันหลายเดือน แต่ในช่วงเวลานั้นคุณตาก็ค่อย ๆ ป่วย และทรุดลงเรื่อย ๆ จนผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อกันว่า คุณยายจะไม่ให้คุณตากิน ไม่ให้นอน เพื่อให้รีบไปอยู่ด้วยกันเร็ว ๆแท้จริงแล้วบ้านหลังนี้เป็นของลูกหลานคุณตา คุณยาย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีลูกหลานเข้ามาดูแลต่อ เหลือเพียงเรื่องราวที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของคนในหมู่บ้าน และคำถามที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า…อาหารที่เพิ่งถูกยกขึ้นไปให้คุณตาบนบ้าน เหตุใดจึงกลับมาอยู่ที่บ้านของคุณยายคุณภูมิได้ และเสียงกระซิบกับเสียงคนเดินไปเดินมาที่ได้ยินในวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นเสียงของใครกันแน่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากบอย ช่างแอร์เห็นผี ‘ข้างทาง’ l อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]

14 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากบอย ช่างแอร์เห็นผี ‘ข้างทาง’ l อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]

แวะจอดนอนพักข้างทางที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนที่จะขับรถไปบ้านแฟนตอนดึก ระหว่างนอนไปได้สักพักก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงเคาะกระจกรถ เมื่อมองดูก็เจอลุงแก่คนหนึ่งบอกให้ขยับรถเพราะขวางหน้าบ้าน เลยขยับจอดระหว่างหน้าบ้านกับป่าข้างทาง และหลับต่อได้สักพัก แต่ต้องสะดุ้งตื่นอีกรอบเพราะเสียงเคาะรอบรถ พอหันไปก็เจอลุงคนเดิมที่ตอนนี้ตาโบ๋ และมีเลือดไหลออกปากพร้อมกับพูดว่า ‘กูบอกมึงแล้วใช่ไหม อย่าจอดขวางหน้าบ้านกู!’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [ 8 ก.ย. 69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ข้างทาง’ บอย ช่างแอร์เห็นผี ได้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นตัวเขาเพิ่งได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตัดสินใจคบหาดูใจกันจนเมื่อใกล้เข้าถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ เขาจึงวางแพลนว่าจะไปพบพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงเป็นการเปิดตัว เมื่อถึงวันเดินทางคุณบอย ให้แฟนสาวออกเดินทางไปก่อนเนื่องจากตัวเขายังมีงานติดตั้ง และล้างแอร์ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย โดยคาดว่าน่าจะเสร็จประมาณ 1-2 ทุ่ม จึงตั้งใจว่าจะออกเดินทางตามไปในช่วงกลางคืน และน่าจะไปถึงที่หมายในช่วงเช้ามืดประมาณตี 4-5 เนื่องจากบ้านของแฟนสาวอยู่ค่อนข้างไกล ระหว่างทางคุณบอยจึงเปิดเพลงฟังไปเรื่อย ๆ และแวะพักตามปั๊มน้ำมันเป็นระยะ เพื่อให้ตัวเองตื่นตั วและไม่เผลอหลับระหว่างขับรถ จนกระทั่งช่วงหนึ่งถนนค่อนข้างโล่ง เขาจึงเร่งความเร็วเพื่อให้ไปถึงจุดหมายตามเวลาที่วางเอาไว้กระทั่งเมื่อขับรถมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตรก่อนถึงพิกัด ในเวลาประมาณตี 4 ท้องฟ้ายังคงมืดสนิทคุณบอย คิดว่าพ่อแม่ของแฟนสาวน่าจะยังไม่ตื่น และเกรงใจว่าจะเข้าไปถึงบ้านในช่วงเช้ามืดแล้วเป็นการรบกวน จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน และแวะนอนพักข้างทางเพื่อพักผ่อนก่อนแล้วค่อยเดินทางไปบ้านแฟนสาวในช่วงเช้า เมื่อสอดส่องรอบ ๆ บริเวณนั้นเขาก็ไปเจอกับบ้านหลังหนึ่ง ตัวบ้านจะมีรั้วสังกะสีสีแดงสูงราว ๆ 3 เมตร ล้อมรอบเอาไว้จนไม่สามารถมองเห็นประตูทางเข้าของบ้านได้แต่มีแสงไฟสาดส่องจากข้างทางมาที่บริเวณบ้านหลังนั้นพอดี คุณบอยจึงคิดว่าตนเองจะจอดรถแวะนอนพักตรงนี้สักครึ่งชั่วโมง และค่อยขับรถไปหาพ่อแม่ของแฟนสาวต่อ เมื่อตัดสินใจได้อย่างนั้นเขาจึงจอดรถ ดับเครื่องยนต์ และเปิดแง้มบานกระจกให้พอมีอากาศก่อนจะเอนตัวลงนอนพักอยู่ภายในรถแต่หลังจากหลับไปได้ไม่นาน จู่ ๆ คุณบอยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีใครบางคนมาเคาะกระจกรถฝั่งตรงข้ามกับที่นั่งคนขับ พร้อมกับพูดกับเขาว่า‘ขยับรถไปหน่อยได้ไหม จอดขวางหน้าบ้านผม’เมื่อคุณบอย หันไปมองตามเสียง ก็พบว่าเป็นชายสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถเขาจึงตอบกลับไปว่า “ครับ ๆ ได้ครับ”ก่อนจะขยับรถออกจากบริเวณหน้าบ้านแต่ในใจคุณบอย ก็คิดว่าหากขยับรถเลยแนวรั้วบ้านออกไป บริเวณโดยรอบจะกลายเป็นพื้นที่ป่าที่มืดสนิท เพราะแสงไฟจากข้างทางส่องมาไม่ถึงตรงนั้น เขาจึงตัดสินใจจอดรถให้อยู่กึ่งกลางระหว่างสองพื้นที่โดยให้รถส่วนหนึ่งยังอยู่ในบริเวณที่มีแสงไฟ เพื่อความปลอดภัย และดูแลทรัพย์สินภายในรถ เมื่อเห็นว่าตัวเองจอดเลยทางเข้าหน้าบ้านมาแล้ว คุณบอยจึงคิดว่าคุณลุงน่าจะไม่ว่าอะไร ก่อนจะเอนตัวลงนอน และหลับต่อแต่ครั้งนี้เขากลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงเคาะดังขึ้นรอบ ๆ ตัวรถ ไม่ได้ดังเพียงแค่บริเวณกระจกเหมือนครั้งแรก แต่คล้ายกับมีใครบางคนกำลังเคาะ หรือทุบรถอยู่รอบคัน และเมื่อคุณบอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และหันไปมองทางกระจกด้านขวา ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เขาถึงกับขนหัวลุก เพราะชายชราคนเดิมที่เขาเพิ่งพบก่อนหน้านี้ กำลังยืนอยู่ข้างรถ แต่รูปร่างหน้าตาของเขากลับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างน่ากลัว ดวงตาดูลึกโบ๋ และเลือดที่คละคลุ้งออกจากปากอย่างสยดสยอง‘กูบอกมึงแล้วใช่ไหม อย่าจอดขวางหน้าบ้านกู!’ ชายชราคนนั้นตะโกนใส่เขา พอได้สติเขาก็รีบขับรถออกมาจากตรงนั้น และตรงไปยังบ้านของแฟนสาวทันที เมื่อถึงที่หมายคนในบ้านเห็นท่าทาง และสีหน้าที่ซีดเซียวของเขาเลยเอ่ยปากถาม ‘ไปไหนมาเนี่ย’ เขาเลยตอบกลับไปว่า‘ไปจอดรถที่บ้านรั้วแดงตรง 1 กิโลที่ผ่านมาเนี่ย ผมก็ไม่รู้บ้านใครแต่เจอผีหลอก!’หลังจากฟังเรื่องราวที่คุณบอย ไปเจอมา ด้านคุณพ่อคุณแม่ของแฟนสาวก็บอกกับเขาว่า‘อ๋อ บ้านน้าไป่ ลูกผู้ใหญ่เป้ง’ และยังบอกอีกด้วยว่า ‘ตรงนั้นแกหวงที่ แกตายไปแล้วแกยังหวงที่อยู่เลย’ จึงทำให้ คุณบอยรู้ว่าสถานที่ตรงนั้นที่ทำให้ตนไปเจอเรื่องราวสุดหลอนมานั้นมันเป็นเพราะอะไร.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

10 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากน้ำหวาน TripFlyp 'แกรกก... แกรก... แกรก....' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

24 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากน้ำหวาน TripFlyp 'แกรกก... แกรก... แกรก....' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

“เหมือนมีผู้ชายยืนอยู่หน้าบ้าน” คำพูดจากพี่สะใภ้ หลังพี่กอกลับจากอินเดีย ทำให้เขานึกถึงเงาผู้ชายที่เคยเห็นในคืนหลอนที่ เลห์ลาดักห์ และเสียง เเกรกก…เเกรก…เเกรก.... ในยามค่ำคืน หรือสิ่งที่เห็นในคืนนั้น จะตามเขากลับมาถึงประเทศไทยด้วย? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจ – น้ำหวาน [18 ส.ค. 2569] ’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เเกรกก…เเกรก…เเกรก’ ‘คุณน้ำหวาน’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดียกับกลุ่มเพื่อน เมื่อเดือนเมษายน ปี 2025 โดยทริปนี้เป็นทริปที่เธอ และเพื่อน ๆ วางแผนร่วมกันล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะตั้งใจรอเดินทางไปเที่ยวด้วยกัน หลังจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเรียนจบการศึกษาแพทย์ ขณะที่คุณน้ำหวานเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 โดยเพื่อนของเธอเรียนแพทย์หลักสูตร 6 ปี ทำให้มีกำหนดจบช้ากว่าเธอประมาณ 2 ปีจุดหมายปลายทางของทริปนี้คือ “เลห์ ลาดักห์” ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและมีลักษณะคล้ายกับภาคเหนือของประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางแบบประหยัด และย้ายไปตามเมืองต่าง ๆ ทำให้ต้องเปลี่ยนโรงแรมแทบทุกคืน บางคืนพักเพียง 1 คืน และบางคืนพัก 2 คืนในช่วง 3 วันแรก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น คุณน้ำหวานประทับใจกับความสวยงามของเลห์ ลาดักห์เป็นอย่างมาก ทั้งบรรยากาศ และวิวภูเขาที่สวยงาม แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องอาหารที่อาจรับประทานยากเล็กน้อย แต่โดยรวมถือเป็นทริปที่เธอประทับใจมาก และอยากแนะนำให้คนที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้เดินทางไกลจากประเทศไทยมาก ลองไปสัมผัส กระทั่งเข้าสู่วันที่ 4–5 ของทริป กลุ่มของคุณน้ำหวานเดินทางมาถึง Nubra Valley ในช่วงเย็น ก่อนจะเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน โดยเธอเล่าว่า ทริปนี้ถือเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก เพราะแม้จะมีค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่กลับได้พักโรงแรมที่สะดวกสบายแทบทุกคืน ด้วยค่าเงิน และค่าที่พักของอินเดียจนมีการพูดเปรียบเปรยกันว่า “วิวยุโรปเเต่คนอินเดีย”แต่ในคืนหนึ่ง กลับเกิดเหตุการณ์ชวนขนลุกขึ้นกับ “พี่กอ” เป็นนามสมมติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทริปของคุณน้ำหวาน โรงแรมที่พักในคืนนั้นมีลักษณะเป็นรีสอร์ตอยู่ริมภูเขา สามารถมองเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัย และมีพื้นที่ป่าอยู่โดยรอบ แม้จะดูวังเวงในช่วงกลางคืน แต่ตอนกลางวันกลับเป็นสถานที่ที่สวยงาม และไม่ได้ดูน่ากลัวแต่อย่างใดห้องพักมีลักษณะคล้ายรีสอร์ตริมทะเล โดยแต่ละห้องอยู่ติดกัน ด้านหนึ่งเป็นประตูที่เชื่อมไปยังทางเดิน ส่วนอีกด้านเป็นหน้าต่างที่เชื่อมกับระเบียง และระเบียงของแต่ละห้องจะอยู่ติดกัน โดยมีระแนงไม้กั้นระหว่างห้อง คืนนั้น พี่กอพักอยู่กับ “พี่จอ” นามสมมติ ซึ่งหลับไปแล้ว ส่วนพี่กอยังคงนั่งดูซีรีส์ตามปกติ เนื่องจากภายในห้องมีกลิ่นอับเล็กน้อย จึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ และตั้งใจว่าจะลุกไปปิดเมื่อถึงเวลานอน กระทั่งถึงเวลานอน พี่กอหันไปมองหน้าต่างเพื่อเตรียมตัวลุกไปปิด แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก เพราะตรงบริเวณหน้าต่างมีเงาปริศนาเป็นเงาดำของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่พี่กอเล่าว่า เห็นเงานั้นอย่างชัดเจน ก่อนที่เงาดำจะเคลื่อนผ่านไปทางห้องที่อยู่ถัดไปจากหน้าต่าง ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีทางที่คนธรรมดาจะสามารถเดินผ่านไปยังระเบียงอีกห้องได้ แม้จะพบกับเหตุการณ์ผิดปกติ แต่พี่กอเป็นคนค่อนข้างใจแข็ง และไม่กลัวอะไรง่าย ๆ จึงคิดเพียงว่า “เออ ได้ ขอดูหน่อย ” เพราะไหน ๆ ก็ต้องเดินไปปิดหน้าต่างอยู่แล้ว พี่กอจึงลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง และก้าวออกไปยังระเบียง ก่อนจะนั่งลงพร้อมบุหรี่ 1 ตัว เพื่อรอดูว่าเงาปริศนานั้นจะปรากฏขึ้นอีกหรือไม่ระหว่างที่นั่งอยู่ จู่ ๆ พี่กอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากบริเวณใกล้ ๆ“ เเกรกก…เเกรก…เเกรก’’เสียงนั้นดังเป็นจังหวะ และชัดเจนราวกับอยู่ใกล้มาก พี่กอพยายามหาที่มาของเสียง ก่อนจะสังเกตเห็นระแนงไม้บริเวณระเบียง จึงลองใช้เล็บขูดกับระแนงเพื่อทดสอบว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเดียวกันหรือไม่เมื่อทดลองขูดดู กลับพบว่าเป็นเสียงเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้พี่กอเริ่มผิดสังเกตคือ ในขณะที่เขากำลังขูดระแนงอยู่นั้น เสียงปริศนายังคงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่ได้เกิดจากมือของเขาเมื่อรู้แล้วว่าเสียงนั้น คือเสียงอะไร พี่กอกลับไม่ได้รีบหนี แต่เลือกนั่งสูบบุหรี่ต่อเพื่อรอดูว่าสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นจะปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่ โดยคิดเพียงว่า “ขอดูหน่อย”ไม่นาน เสียงดังกล่าวก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีเสียงหมาหอนดังตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นเสียงทุกอย่างจึงค่อย ๆ เบาลง และเงียบหายไป พี่กอยังคงนั่งรอว่า สิ่งที่เห็นจะปรากฏตัวออกมาที่ระเบียง หรือจะกลับเข้ามาในห้อง จนกระทั่งบุหรี่หมดมวน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกพี่กอจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่กล้าเล่าให้เพื่อนร่วมทริปฟังในทันที เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเกิดความกลัว และกลุ่มของคุณน้ำหวานก็พักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวต่ออีก 1 คืน ก่อนที่พี่กอจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อน ๆ ฟังในวันที่ 2 ขณะกำลังออกจากโรงแรมหลังจากนั้นทุกคนเดินทางท่องเที่ยวต่อจนจบทริป 7 วัน ก่อนบินกลับประเทศไทย โดยไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงแรมกลางหุบเขาจะยังตามต่อมาถึงบ้านเมื่อพี่กอกลับถึงบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านไปไม่เกิน 1 สัปดาห์ พี่สะใภ้เดินทางมาหาที่บ้านและจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า“กอไปไหนมารึเปล่า“พี่กอตอบกลับไปว่าไม่ได้ไปไหน พร้อมถามว่าทำไม พี่สะใภ้จึงบอกว่า“เหมือนมีผู้ชายยืนอยู่หน้าบ้าน”ทันทีที่ได้ยิน พี่กอก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเลห์ ลาดักห์ขึ้นมา พร้อมคิดว่า “เฮ้ยเจอที่เลห์ลาดักห์” อย่างไรก็ตาม พี่กอเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ชายที่พี่สะใภ้เห็นหน้าบ้านในประเทศไทย เป็นคนเดียวกับเงาดำที่เขาเห็นในอินเดียหรือไม่ เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นคนละประเทศด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ พี่กอจึงถามพี่สะใภ้ว่าควรทำอย่างไร ก่อนที่พี่สะใภ้จะแนะนำว่าให้ลองถวายสังฆทาน พี่กอจึงทำตามคำแนะนำ และเดินทางไปวัดเพื่อถวายสังฆทาน แต่ในระหว่างที่กำลังทำพิธี จู่ ๆ หลวงพ่อกลับหยุดชะงัก พี่กอจึงถามว่าหยุดทำไม ก่อนที่หลวงพ่อจะตอบว่า“ตั้งเเต่ทำสังฆทานมาไม่เคยขนลุกมาก่อนเลยตอนนี้ขนลุกอยู่”จากคำพูดของหลวงพ่อ ทำให้พี่กอที่ตอนแรกไม่ได้รู้สึกกลัวมากนัก เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกภายในกลับมีทั้งความกลัว และความโมโหปะปนกันหลังจากกลับถึงบ้าน พี่กอจึงถามพี่สะใภ้ว่า“ยังอยู่มั้ย’’พี่สะใภ้ตอบว่าไม่เห็นอะไรแล้วแต่เช้าวันถัดมา พี่กอกลับถามซ้ำอีกครั้งว่า“ยังเห็นมั้ย”พี่สะใภ้ตอบกลับว่า“เออ เห็น’’คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้พี่กอรู้สึกโมโหมากขึ้น จึงสบถออกไปว่า“ มึงมาเองมึงก็กลับไปเองกูไม่ไปส่งมึงนะ’’หลังจากพี่กอพูดประโยคนั้น สิ่งที่พี่สะใภ้เคยเห็นกลับหายไปจริง ๆ และเมื่อพี่กอลองถามย้ำในเวลาต่อมา พี่สะใภ้ก็ยืนยันว่าไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า เงาผู้ชายที่ปรากฏตัวในคืนหนึ่ง ณ โรงแรมกลางหุบเขาที่เลห์ ลาดักห์ และชายปริศนาที่ปรากฏตัวหน้าบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น เป็นคนเดียวกัน หรือไม่? เพราะแม้พี่กอจะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่จังหวะที่เงาปริศนาปรากฏตัวในอินเดีย ก่อนจะมีชายปริศนาปรากฏขึ้นที่หน้าบ้านหลังกลับประเทศไทย ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่พี่กอเห็นที่เลห์ ลาดักห์นั้น หยุดอยู่ที่อินเดียจริง ๆ หรือสิ่งนั้น…เดินทางกลับประเทศไทยมาพร้อมกับเขากันแน่(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-