พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

29 พ.ค. 2026

พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน

โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้

แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา

ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย

       ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่ พ่อของแฟนเกือบจะล่วงเกิน โชคดีที่หนีออกมาได้ เรื่องผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ยังเจ็บปวดในใจ

       ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ) อายุ อายุ 46 ปี ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอมานานกว่า 20 ปี เรื่องราวที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดระแวงก็ไม่เคยเลือนหายไปจากชีวิตของเธอเลย เธอเล่าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่เพิ่งคบหากับแฟนและย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฝ่ายชายได้ประมาณหนึ่งปี วันหนึ่งคุณพ่อของแฟนมาเคาะประตูห้อง ก่อนจะบอกกับเธอว่าแฟนให้มารับไปหาที่ทำงาน ด้วยความที่ไว้ใจ เธอจึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไปกับเขา

       แต่ระหว่างทาง พ่อของแฟนกลับพาเธอเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเล่าว่าแม้อีกฝ่ายจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่พยายามฉุดกระชากและบังคับเธอให้อยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเธอร้องเสียงดังมาก สุดท้ายเธอสามารถวิ่งหนีออกมาได้ และกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือหลังจากกลับมาถึงบ้าน พ่อของแฟนกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

       คุณน้ำหอมยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเธอยังอายุน้อยมาก และด้วยบริบทเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ทำให้เธอไม่กล้าพูดความจริงเรื่องนี้กับแฟนตรง ๆ เธอจึงเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียว เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนก็จริงจังมากขึ้น ก่อนหน้านี้พ่อและแม่ของแฟนแยกทางกัน เดิมทีทุกคนอาศัยอยู่รวมกันในบ้านใหญ่กับญาติหลายคน เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มจริงจัง เธอกับแฟนจึงเริ่มวางแผนสร้างครอบครัวของตัวเอง และซื้อบ้านออกมาอยู่กันสองคน จนกลายมาเป็นบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน

       แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิด คือแฟนของเธอต้องการให้พ่อมาอยู่ด้วยในบ้านหลังปัจจุบัน แม้ในใจจะไม่อยากเผชิญหน้า แต่สุดท้ายเธอก็จำใจยอม เพราะไม่อยากให้แฟนลำบากใจ อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันนั้นไม่เคยหายไปจากความทรงจำเลยแม้แต่วันเดียว

       คุณน้ำหอมกล่าวว่า “เขาทำกับเราแบบนั้น แต่เหมือนในความรู้สึกของเขา เขาลืมมันไปหมดแล้ว”

       เธอเล่าว่าตลอดเวลาที่อยู่บ้านเดียวกัน เธอมักระแวงอยู่เสมอ เวลานอนก็ต้องล็อกประตูสองชั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ปัจจุบัน พ่อของแฟนอายุมากขึ้นและเริ่มเจ็บป่วย ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่แฟนของเธอเองก็ประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นผู้พิการ แม้จะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน แต่ก็ทำให้หลายอย่างในชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ แฟนของเธอจึงมักฝากให้เธอช่วยพาพ่อไปหาหมอ หรือช่วยดูแลแทนอยู่เสมอ เธอยอมรับตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้ที่ยังดูแลพ่อของแฟนอยู่ ก็เพราะความรักที่มีต่อแฟนล้วน ๆ เพราะเธอรู้ดีว่า ตอนนี้ครอบครัวของเขาเหลือกันอยู่เพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น

       สิ่งที่เธออยากรู้ คือเธอควรทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง ควรทำใจอย่างไรเพื่อดูแลพ่อของแฟนต่อไป และสุดท้ายแล้วเธอควรบอกความจริงเรื่องนี้กับแฟนดีหรือไม่

       ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ไม่บอกค่ะ เพราะว่าเรารักแฟนเรา แล้วรู้ว่าถ้าหากเราบอกเรื่องนี้ไป แฟนของเราจะเสียใจแล้วก็มองหน้าพ่อไม่ติด ไหน ๆ เราเก็บมา 26 ปีแล้ว ก็ทำเพื่อแฟน ถ้าไหวนะคะ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็บอกให้แฟนรู้ว่า เธอ เรามีความจริงเรื่องหนึ่ง แต่มันนานมาแล้ว แต่ ณ วันนี้ฉันไม่ได้อะไรนะ แค่อยากบอกให้เธอรู้ไว้ ส่วนเรื่องที่จะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่อของแฟนต่อ เห็นแล้วโกรธ เห็นแล้วเกลียด ก็ลองจ้างคนอื่นมาดูแลแทน”

       ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ให้ความเห็นว่า “อยากให้บอกความจริง แต่เรื่องนี้ก็อยู่ที่คุณน้ำหอมจะตัดสินใจ แต่คุณน้ำหอมต้องประเมินแฟนให้ออกว่า ถ้าพูดความจริงออกไปแล้ว ไม่ใช่ว่าหัวใจวาย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ที่เขาควรต้องรู้ ส่วนคำถามว่าจะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่ออยู่ อยากจะเชียร์ให้คนอื่นมาดูแล อย่าไปฝืนตัวเอง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่มีจริง ๆ ส่วนตัวคงอยากจะพูดกับพ่อตรง ๆ ว่า ไม่ได้ลืมนะในสิ่งที่เขาทำ นี่กำลังดูแลเพื่อแฟนของหนูนะ ทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาเคยทำมันผิด และควรรู้สึกผิด”

       ขณะที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “จะทำยังไงให้ดูแลเขาได้ ไม่ต้องไปพยายามมาก ดูแลคนป่วยมันต้องอาศัยความพร้อมทางจิตใจของคนดูแลเหมือนกันนะ ถ้าจิตใจเราไม่พร้อม ก็ทำเท่าที่คนหนึ่งจะเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอีกคนหนึ่งได้ เพราะเราก็อดทนมาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ส่วนตัวเชียร์ว่าไม่ต้องฝืน รู้สึกยังไงก็ปฏิบัติตามนั้น ส่วนเรื่องจะบอกหรือไม่บอก ก็เหมือนกัน เก็บมาได้ตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ถ้ายังไม่มีจังหวะที่เหมาะกว่านี้ ก็อาจเก็บไว้ก่อน ไม่แน่วันหนึ่ง ถ้าพ่อเขาไม่อยู่แล้ว อาจมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าวันนี้สถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าที่ประคองกันมาได้ก็เก่งมากแล้ว แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ก็หาคนมาช่วยแบก นั่นก็คือสามี มันจะทำให้เราเบาลง”

       ปิดท้ายด้วย ‘หมอท็อป’ ที่ได้ให้คำแนะนำในด้านของสุขภาพจิตไว้อย่างลึกซึ้งว่า “คำถามที่สำคัญที่สุด คือเราจะดูแลจิตใจตัวเองอย่างไรก่อน เพราะคนที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นบาดแผล ถึงแม้จะผ่านมา 26 ปีแล้ว หรือแม้จะผ่านไป 40 – 50 ปี มันก็ยังสามารถทำให้รู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานได้ ยิ่งเป็นคนในครอบครัว บาดแผลมันยิ่งลึก เพราะเราต้องเจอกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นความรู้สึกแย่มันเป็นเรื่องปกติมาก และสิ่งสำคัญคืออย่าโทษตัวเอง บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองผิด แต่จริง ๆ แล้วเราคือเหยื่อ เราไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว และต้องขอบคุณตัวเองที่ประคองชีวิตมาถึงตรงนี้ได้

       ความรู้สึกแย่ก็คือแย่ ไม่จำเป็นต้องฝืนว่าโอเค เพราะยิ่งกดไว้ มันจะยิ่งทรมาน ถ้าชาตินี้ยังให้อภัยไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะบางครั้งการถูกบังคับให้ให้อภัย มันอาจทำให้เราเจ็บกว่าเดิม ส่วนคำถามว่าจะบอกแฟนดีไหม ก็บอกเมื่อรู้สึกว่าจำเป็นต้องบอก บอกตอนที่เราอยากบอกจริง ๆ ไม่ใช่ตอนที่ถูกคนอื่นกดดันให้บอก”

       รายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำหอม และไม่ว่าคุณน้ำหอมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดนี้ได้หรือไม่ แต่หวังว่าคุณน้ำหอมจะเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็นมาและเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต พวกเราจะส่งกำลังใจให้คุณน้ำหอมเสมอนะคะ 

 เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ … ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง” ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว” จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก...

21 ส.ค. 2023

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ … ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง” ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว” จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก...

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ…ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง”ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว”จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หน่อยนะครับ เจ้าหน้าที่บอก...“คนนี้ก็จะตาย คนนั้นก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อม มาดูกันว่าใครจะตายก่อนกัน” “คุณปีใหม่ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา(16ส.ค. 66)ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาคุณพ่อเจอคำพูดที่ทำร้ายจิตใจจากบุคลากรทางการแพทย์จนไม่มีใจอยากรักษา โดย “คุณปีใหม่ (นามสมมติ)” เล่าว่า `พ่อป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐในตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง หลังจากที่เข้าคีโมครบหกครั้งแล้ว พ่อมีสภาวะแทรกซ้อน ก็คือเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พ่อมีอาการปวดขาข้างขวาขึ้นมา แล้วทีนี้คุณหมอจะนัดพบทุกๆ 3 เดือน เพื่อตรวจเลือด แต่แกมีอาการปวดขาแล้วไม่ยอมไปหาหมอเลย ด้วยทางบ้านหนูก็ไม่ได้มีรถยนต์ ไม่ได้มีรถส่วนตัว เวลาที่จะไปหาหมอแต่ละทีจะลำบาก ก็ต้องไปรถโดยสารแทน แกเลยรอให้ถึงกำหนดนัดก่อน ถึงจะไปโรงพยาบาล แล้วกำหนดนัดอีกครั้งก็คือ กันยายนเลย แต่ด้วยอาการของแก มันปวดมาก จนนอนไม่ได้ ทานข้าวไม่ได้เป็นระยะเกือบเดือนเลย จนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ก็เลยตัดสินใจจะเรียกรถฉุกเฉิน คือจะต้องไปหาหมอแล้วแกรอไม่ไหวแล้ว พอไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอตรวจอาการเบื้องต้นและด้วยพ่อมีโรคประจำตัว คุณหมอบอกว่า “จะต้องให้คุณหมอที่เป็นเจ้าของไข้มาดูอาการ และค่อยทำเรื่องส่งไปรักษากระดูก” คือต้องรอก่อน พอคุณหมอเจ้าของไข้มาถึงก็ให้พ่อนอนรอดูอาการที่ห้องรวมคนไข้ เบื้องต้นหนูได้แจ้งหมอไว้แล้วว่า พ่อไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นะ เพราะคุณพ่อเดินไม่ได้จากอาการปวดขา เวลาที่แกปวดขาก็จะปวดตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจนถึงเอว รวมไปถึงอวัยวะเพศและมีอาการร้อนมาจากข้างใน และด้วยตำแหน่งเตียงของพ่อจะอยู่ห่างจากห้องน้ำประมาณ 10 เมตร คืออยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง หนูก็เลยขอคุณหมออยู่เฝ้าพ่อได้ไหม คุณหมอแจ้งกลับมาว่า ตามปกติแล้วจะไม่ให้ญาติอยู่เฝ้า หนูกับแม่คุยกันว่าไม่เป็นไรถ้าหมอไม่ให้เฝ้า จะให้พ่อใส่แพมเพิสแทน ซึ่งแกไม่เคยใส่แพมเพิสมาก่อน คืนแรกที่ใส่แพมเพิสแกหนูคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร จนวันต่อมาหนูเลิกงานรีบไปหาพ่อเลย สิ่งที่หนูเจอคือ คุณพ่อมีอาการหน้าซีด ตัวสั่นเหมือนตกใจอยู่ตลอดเวลา หนูคิดว่าเป็นอาการจากที่แกไม่ได้กินข้าว หรือปวดขามากจนไม่ได้นอนหรือเปล่า ก็เลยถาม “พ่อวันนี้ปวดขาไหม” แกตอบไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ แล้วก็เงียบไป ซึ่งปกติพ่อจะเป็นคนชอบชวนคุย เวลาถามกลายเป็นคนถามคำตอบคำ ซึ่งตามปกติเวลาเยี่ยมของโรงพยาบาลรัฐ เขาจะแบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มจาก 6 โมงเช้า - 8 โมง และช่วงเที่ยง – บ่ายโมง ช่วงสุดท้าย 5 โมง – 1 ทุ่ม พอใกล้หมดเวลาเยี่ยม พ่อก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าแชทไลน์กลุ่ม แล้วพิมพ์เล่าถึงเหตุการณ์แรกที่แกเจอว่า เมื่อคืนพ่อโดนพยาบาลดุ เพราะแกจะให้พยาบาลช่วยเปลี่ยนแพมเพิสให้ ด้วยความที่แกไม่เคยใส่แพมเพิสมาก่อน อาจจะมีอาการร้อนหรือปัสสาวะเต็มแล้ว แกเรียกพยาบาล 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็เว้นระยะประมาณ 30 นาที พยาบาลก็รับรู้ ฟังที่พ่อพูดแล้วก็เดินหนีไป จนประมาณตี 3 - 4 คุณพ่อก็ถามอีกครั้งว่า “เปลี่ยนแพมเพิสให้หน่อยได้ไหมครับ มันเต็ม” พยาบาลก็ตอบกลับด้วยภาษาอีสาน แปลออกมาก็ความหมายประมาณ ฉันเบื่อตาแก่คนนี้จัง... เหตุการณ์ที่สอง ต่อเนื่องจากที่พยาบาลไม่ยอมเปลี่ยนแพมเพิสให้ แกก็พยายามที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำเอง แต่ด้วยความที่แกไม่มีไม้เท้า ทำให้ขณะที่พยายามลุกก็เกิดเสียงดังที่เตียงขึ้น ทำให้พยาบาลหันมาเห็น แล้วถามว่า “ทำอะไร” พ่อก็บอกว่า“จะไปเข้าห้องน้ำครับ พาไปเข้าห้องน้ำได้ไหม” พยาบาลพูดประมาณว่า “ตายมาหลายคนแล้วนะอยู่ในห้องน้ำ” หนูคิดว่าเหมือนพยาบาลจะสื่อว่าเดี๋ยวลื่นอะไรประมาณนี้ จนเหตุการณ์ที่สามที่พ่อเจอคือ เตียงข้างๆเป็นผู้สูงอายุใกล้จะเสียชีวิตแล้ว พยาบาลก็มารุมดูกันที่เตียงแล้วมีคนยืนข้าง ๆเตียงของพ่อ พ่อก็เลยกระซิบบอก “คุณหมอครับ ผมรบกวนเปลี่ยนแพมเพิสให้หน่อยได้ไหม” ซึ่งคนที่ยืนอยู่เป็นบุรุษพยาบาล ตอบกลับพ่อว่า “เอ้า! คนนึงก็จะตาย อีกคนก็จะเปลี่ยนแพมเพิส มาดูกันว่าใครจะตายก่อนกัน” หลังจากนั้นพ่อโทรหาหนู แกขอกลับบ้าน หนูก็ถามแกเป็นอะไรหรือเปล่า เป็นเพราะเหตุการณ์ที่พิมพ์มาใช่ไหม หนูก็บอกแกไม่เป็นไรนะหนูจะคุยกับคุณหมอให้ว่าขอย้ายได้ไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เจอคุณหมอ พ่อเซ็นปฏิเสธ การรักษาเองทั้งหมด พอกลับบ้านมา พ่อเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน แกจะพูดเรื่องที่แกเจอย้ำๆ ซ้ำๆ ประมาณว่า พ่อจู้จี้เกินไปหรอ พ่อไปเป็นภาระให้เขาหรือเปล่า หรือเขาคิดว่าพ่อเป็นโรคจิตหรือเปล่า? หลังจากนั้นหนูก็โทรไปร้องเรียนกับทางโรงพยาบาล เขาก็แจ้งมาว่าตอนนี้พ่อมีอาการน่าเป็นห่วงนะ ยังไม่ได้ทำการรักษาอะไรเลย พ่อเซ็นยกเลิกทั้งหมดก่อน หนูบอกเหตุผลที่พ่อยกเลิกการรักษาว่าพ่อเจออะไรบ้าง ทางโรงพยาบาลก็บอก ถ้างั้นจะย้ายตึกให้ ญาติต้องดูแลคนไข้เอง แต่ตอนนี้พ่อไม่อยากรักษาแล้ว แกบอกว่า “ถ้าเกิดพ่อจะตาย ก็อย่าเอาพ่อไปที่นี่อีก” หนูอยากขอคำแนะนำวิธีหรือคำพูดยังไงดี ไม่ให้พ่อโทษแต่ตัวเอง... ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พูดไปเลยว่าพยาบาลคนนั้นคงเครียด อาจจะมีเรื่องเยอะแยะมากมาย คนอื่นๆก็โดนแบบนี้เหมือนกัน พ่อไม่ต้องไปสนใจ พูดให้พ่อรับรู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ได้เกิดจากพ่อ แต่มันเป็นเพราะตัวของพยาบาลคนนั้น เป็นเรื่องที่เราบังเอิญไปเจอคนแบบนี้ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เอาชื่อไป complain กับทางโรงพยาบาล ให้เขาได้รับรู้ว่าบุคคลนี้เป็นปัญหาของแผนกนั้นอยู่ แล้วพยายามบอกคุณพ่อว่า มันไม่ได้เป็นปัญหาที่พ่อ แต่มันเป็นปัญหาที่คน ลองยกตัวอย่างคนที่เขาดีๆ สุดท้ายไม่ใช่ความผิดของพ่อเลย อาการ ร่างกายที่จะดีขึ้นก็คือ จิตใจต้องดีขึ้นก่อน ถ้าจิตใจเราแข็งแรงเดี๋ยวอย่างอื่นก็จะตามมาครับ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูอยากให้คุณพ่อรักษาตัวเอง ไม่ใช่เพื่อใครเลย แต่เพื่อครอบครัวของเรา เพื่อคนที่เรารัก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเกิดพ่อห่อเหี่ยว คนในบ้านก็จะห่อเหี่ยวตามนะ ขอให้พ่อกลับไปรักษาเราจะได้อยู่กับลูกหลานไปนาน ๆ ส่วนเรื่องพยาบาล พ่อไม่ผิดเลย ยายนั่นมันร้ายเอง คนอย่างยายนั่นต้องเจอคนแบบหนู...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูนั่งคุยกับเพื่อนที่ทำงานข้างๆ แต่จะมีพี่ที่ทำงาน ชื่อสมมุติ "รำพึง กับ รำพัน" เขาจะตอบ จะคุยใน Topic ที่หนูกำลังคุยกับเพื่อนมาตลอด อยู่ๆก็พูดแทรกมาเลย บางทีหนูกระซิบจนเพื่อนข้างๆยังไม่ได้ยิน แต่เค้าตอบเสียงดัง แล้วคุยกันอยู่สองคน

12 พ.ย. 2024

หนูนั่งคุยกับเพื่อนที่ทำงานข้างๆ แต่จะมีพี่ที่ทำงาน ชื่อสมมุติ "รำพึง กับ รำพัน" เขาจะตอบ จะคุยใน Topic ที่หนูกำลังคุยกับเพื่อนมาตลอด อยู่ๆก็พูดแทรกมาเลย บางทีหนูกระซิบจนเพื่อนข้างๆยังไม่ได้ยิน แต่เค้าตอบเสียงดัง แล้วคุยกันอยู่สองคน

“คุณหนึ่ง (นามสมมุติ)” อายุ 28 สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหา การแอบฟังและขโมย topic เราไปพูดกับเพื่อนของเขา โดย “คุณหนึ่ง (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า คุณพี่ที่ทำงานเขาชอบขโมย topic เราไปพูดกันเอง คือเหมือนห้องทำงานเรามันไม่ได้ใหญ่มากแต่ว่ามันก็มีแบ่งเวิ้ง มีเวิ้งเราแล้วก็เวิ้งเขา คือมันอยู่ในห้องเดียวกันเวลาเราพูดมันก็คงได้ยินแหละแต่เขาชอบขโมย topic เราไปพูด เช่น ช่วงนี้หนูอินกับเรื่องที่ฟังอยู่ในพอดแคสต์ เขาก็เลยเอาประเด็นนั้นไปคุยกัน แซะกัน ว่าแบบอืม ๆ เออ ๆ น่ากลัวอะไรอย่างงี้ คือเรากำลังเล่าเรื่องที่เราฟังอยู่อะไรประมาณนี้ หนูสังเกตมาหลายรอบแล้วเป็นปีแล้วพี่แต่ว่าเขาจะพูดกันเองสองคน (ให้นามสมมุติว่า พี่รำพึงและพี่รำพัน) หรือว่าบางทีเขาจะชอบอยู่เงียบ ๆ แต่ว่าเขาจะคอยแทรกซึมบทสนทนาเพื่อที่จะรอฟังเราความสามารถพิเศษของเขาคือ สามารถต่อบทสนทนาเราได้เลยทั้ง ๆ ที่เพื่อนเรามันตามไม่ทัน สมมุติว่าหนูคุยกันเรื่องกินข้าวอยู่ เขาก็จะบอกว่า เออเดี๋ยววันนี้กินก๋วยเตี๋ยวดีกว่าอะไรประมาณนี้ ทำเป็นคุยกันเอง ทั้ง ๆ ที่หนูคุยกับเพื่อนในเรื่องนี้อยู่แต่เพื่อนหนูหัวมันไม่ไวตอบไม่ทัน แต่พี่เขากลับพูดตอบดังขึ้นมาจากอีกฝั่งนึง ซึ่งหนูไม่ได้คุยกับเขา คือหนูก็ไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้นแต่ด้วยความที่ห้องเดียวกัน หนูว่าหนูก็พูดในระดับเสียงที่โอเคแล้วแต่คือเขาก็ยังได้ยิน หรือบางทีเพื่อนหนูเดินมาจากอีกห้องนึงเดินมาคุยด้วยแต่ด้วยความที่ว่ามันเป็นคนพูดเสียงเบามาก หนูก็จะเริ่มรู้สึกว่าห้องมันจะเงียบลงเพื่อที่เขาจะฟังว่าเพื่อนหนูมาคุยเรื่องอะไร แล้วส่วนใหญ่หนูจะคุยกับพี่ในเวิ้งหนู คือ topic มันเป็นเรื่องทั่วไป เขาก็จะพูดเรื่องที่พวกหนูคุยกันอยู่ในกลุ่มเขาถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น แต่ถ้าเรื่องนั้นเขารู้หรือมีเหตุการณ์ร่วมเขาจะโพล่งขึ้นมาทันทีแล้วเขาก็ร่วมวงเข้ามาคุยกับเราเลย ซึ่งหนูเคยทดลองเหมือนกันแบบเราลองคุยกันตอนที่เขาคุยเรื่องอื่นอยู่ หนูก็คุยเรื่องของหนูแต่ว่าเขาจะค่อยๆเงียบลง แล้วพอเขาเงียบหนูก็หยุด พอเขาพูดหนูก็พูดเขาก็ค่อย ๆเงียบลงอีก เพื่อที่จะฟังเราแล้วก็ถามว่า “แล้วยังไงต่อเหรอ” อะไรแบบนี้ทุกเรื่องที่หนูเล่าแต่เรื่องของเขาหนูไม่เคยฟังเลย หนูอยากถามว่า บางทีหนูอยากจะคุยแค่เวิ้งเรา จะทำยังไงให้เขาไม่โฟกัสเรื่องของเรา? กับ ข้อสองใครเคยเจอเรื่องราวแบบนี้กันบ้างไหม! เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ลองใช้โทรศัพท์แก้วดู คนข้างนอกจะได้ไม่ได้ยิน หนูกับเพื่อนก็คุยกันผ่านตรงนี้ หรือไม่ลองเปลี่ยนเป็นคนชอบแอบฟังคนอื่น แล้วลองดูปฏิกิริยาเขา เพราะว่าพวกนี้แก้วหูมันประหลาดกระดูก ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่างแรกเปลี่ยนเพื่อนการที่หนึ่งพูดมาเพื่อนไม่เคยโต้ตอบอะไรทันเลย หรือไม่ก็พิมคุยกันในไลน์ แต่พี่ว่าลองชวนเขาคุยขำ ๆ สักวันนึง topic เบา ๆ ลองชวนมานั่งคุยกัน สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เช็คให้ดีวันนึงถ้าเพื่อนโทรเขามาพุธทอล์คพุธโทรว่าแบบมีเพื่อนคนนึงชวนคุยตอนทำงานตลอดหนูไม่อยากคุยกับมันเลย เพราะเคยมีคนโทรเขามาในรายการแล้วมองอีกมุมนึงนะ ประเมินตัวเองก่อนตอนนี้อย่างน้อยรำพึงรำพันก็เป็นพวกเราดูหลาย ๆ มุม วันนี้พี่แก้ให้ไม่ได้ เพราะว่ามันงกเกินไปเรื่อง topic หรือลองตั้งใจทำงาน แล้วไม่คุยดูเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin#พุธทอล์คพุธโทร #พุธทอล์คพุธโทรRECAP #ดีเจเผือก #ดีเจเติ้ล #ดีเจเผือก #EFM94

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

09 ต.ค. 2026

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหวแบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?! ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม‘ เกี่ยวกับประสบการณ์เดตสุดพีคของเธอ! ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์เดตสุดแปลก หลังได้พูดคุยกับชายวัย 3X ปี ที่ทำเอาเธอต้องตั้งคำถามกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกชอบฝ่ายชายในเชิงชู้สาว เพียงแต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมแปลก ๆ จนอยากรู้ว่า “เห้ย เป็นใครวะ อยากรู้” พร้อมเปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองขำ ๆ ว่าเหมือนวัยรุ่นที่อยากลองอะไรท้าทายสักครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อคุณเกลือได้ปัดแอปหาคู่จนได้เจอผู้ชายคนหนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนขออินสตาแกรมของคุณเกลือไป แต่กลับทักข้อความมาหาโดยไม่ได้กดติดตาม ต่อมาเขาก็กดติดตามและยกเลิกการติดตามซ้ำไปซ้ำมา จนเธอรู้สึกสงสัยกับพฤติกรรมดังกล่าว ต่อมา คุณเกลือเห็นเพื่อนลงสตอรี่อินสตาแกรมเกี่ยวกับการไปออกกำลังกาย และสังเกตเห็นฝ่ายชายอยู่ในสตอรี่ จึงทักไปถามเพื่อนว่า “แกอะรู้จักผู้ชายคนนี้ไหม” ซึ่งเพื่อนตอบว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เป็นเพียงเพื่อนร่วมคลาสกันเท่านั้น หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ลงสตอรี่ในลักษณะเดียวกัน (รูปจบคลาสออกกำลังกายที่ถ่ายร่วมกันหลายคน) คุณเกลือจึงกดเข้าไปดู ก่อนที่ฝ่ายชายจะทักมาบอกว่า “เนี่ยเธอดูสนใจเรานะ พี่รู้สึกว่าเธอมีความพยายามจะติดต่อพี่มา พี่ก็เลยจะมาคุยกับเธอ” ทั้งที่ความจริงแล้วเธอเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะมองว่าพฤติกรรมการฟอลโลว์และอันฟอลโลว์ซ้ำไปซ้ำมานั้นแปลกดี ทั้งยังย้ำว่าไม่ได้มีความรู้สึกชอบเชิงชู้สาวแต่อย่างใด คุณเกลืออยากรู้อยากเห็นว่าการคุยกับผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร จึงได้เริ่มพูดคุยสานต่อความสัมพันธ์กัน ฝ่ายชายบอกว่าไม่ชอบพิมพ์แชต แต่ชอบโทรศัพท์คุยมากกว่า คุณเกลือจึงคิดในใจประมาณว่า “อะ ๆ ๆ อยากคุยก็มา!” ระหว่างการพูดคุย ฝ่ายชายมักถามคำถามในลักษณะทดสอบสังคม เช่น “ถ้าเราเป็นแฟนกัน…” ทำให้คุณเกลือรู้สึกว่าอีกฝ่ายรีบร้อนเกินไป เพราะทั้งคู่ยังไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ เธอจึงคิดในใจว่า “เห้ย ใจเย็นพี่ชาย เรายังไม่เคยเจอหน้ากันเลย จะมาแบบถ้าเราเป็นแฟนกันอะไร ยังไม่รู้จักกันเลย” ในช่วงที่ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกัน เป็นช่วงก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยคุณเกลืออยู่บริเวณชานเมืองนนทบุรี ส่วนฝ่ายชายอยู่ย่านสุขุมวิท–ปุณณวิถี โดยฝ่ายชายมักพยายามชวนให้เธอเดินทางไปหา โดยบอกว่า “เธอมาหาเราได้ป่าว พี่น้ำท่วม” แต่ในความเป็นจริง เส้นทางที่คุณเกลือต้องใช้เดินทางเข้าเมือง โดยเฉพาะบริเวณถนนงามวงศ์วาน มีน้ำท่วมขังอย่างหนัก เธอจึงระบายอารมณ์กับตนเองออกมาว่า “หนูไม่ได้ขี่ออฟโรด หนูแบบรถเก๋งชาวบ้าน” แต่ฝ่ายชายยังคงยืนยันว่าต้องการให้เธอมาหาโดยใช้คำพูดว่า “พรุ่งนี้น้ำลดแล้ว” ทั้งที่ระดับน้ำยังคงท่วมสูงเกือบมิดล้อรถ พร้อมเสนอให้เธอนั่ง BTS มาแทน โดยถามว่า “หน้าบ้านเธอมี BTS ปะ เธอก็นั่ง BTS มาดิ” แม้คุณเกลือจะพยายามอธิบายถึงความลำบากในการเดินทาง แต่ฝ่ายชายก็ยังเซ้าซี้ไม่หยุด ตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร ไปจนถึงวันพุธ เมื่อเธอบอกว่าไม่สะดวก เขาก็ถามต่อว่า “เห้ย พฤหัสฯ-ศุกร์อะ มาได้เปล่า" เมื่อคุณเกลือลังเล ฝ่ายชายก็พูดกดดันว่า “ถ้าเธอไม่มา เราจะไม่คุยแล้วนะ เรารู้สึกว่าแบบมันเริ่มนานเกินไปละ” เธอจึงลองขอให้อีกฝ่ายเป็นคนเดินทางมาหาบ้าง แต่ฝ่ายชายอ้างว่าต้องเฝ้าธุรกิจหน้าร้าน ไม่สามารถออกไปไหนไกล ๆ ได้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “พี่ชอบคนที่มาหาพี่ได้” ท้ายที่สุด คุณเกลือตัดสินใจตอบตกลงว่าจะไปพบ เพราะยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรกันแน่ โดยฝ่ายชายบอกว่าจะพาไปคาเฟ่บรรยากาศดีแห่งหนึ่ง แต่ย้ำหลายครั้งว่า “แพงมาก!” จนเธอได้แต่คิดในใจว่า “อ๋อ ๆ ค่ะ” ทั้งคู่ตกลงนัดเจอกันในวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงวัน โดยคุณเกลือวางแผนขับรถไปจอดที่หมอชิต แล้วนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี แต่คืนวันพุธก่อนที่จะเจอกัน ฝ่ายชายโทรมาถามว่า “เออเธอ วันนั้นอะ ที่เธอแบบ Reply Story เพื่อนเธอไปถามเรื่องเราหรอ เธอถามว่าอะไร” คุณเกลือตอบกลับไปในเชิงหยอกล้อว่า “ก็ถามว่า รู้จักผู้ชายคนนี้ไหม เจอเขาในแอป แอบแปลก ๆ นะ” แต่ฝ่ายชายกลับระเบิดอารมณ์ใส่ทันที พร้อมต่อว่า “เห้ย เธอพูดอย่างงี้ได้ไงวะ เธอแม่งขี้นินทาว่ะ” ก่อนจะด่าทอเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายคำ คุณเกลือเลือกที่จะไม่เถียงกลับ ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว จนฝ่ายชายสังเกตว่าเธอไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จึงพูดว่า “เออเอาเถอะ เราวางก่อนแล้วนะ” จากนั้นก็วางสายไป แต่ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมกล่าวขอโทษว่า “เนี่ยเธอ เราขอโทษนะ เธอยังอยากเจอเราอยู่ไหม” คุณเกลือตอบกลับไปตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เราไม่อยากเจอแล้วว่ะ” เพราะรู้สึกหมดอารมณ์ที่จะพบกัน หลังถูกด่าทออย่างรุนแรงทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ฝ่ายชายจึงกล่าวว่า “เฮ้ยเธอ เราขอโทษเว้ย เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ แต่เธอก็ไม่ควรนินทาเราแบบนั้นปะ” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเกลือไม่พอใจ เธอจึงอธิบายว่า “ไม่ได้นินทา แค่บอกว่าแปลก แล้วที่เธอทำมันแปลกจริงไหม มาอันฟอล-ฟอลอะไรก็ไม่รู้อะ สังคมประเทศนี้ไม่เคยเจอคนแบบเธอ” แม้จะอธิบายเหตุผลไปแล้ว ฝ่ายชายก็ยังพยายามชักชวนให้เธอไปตามนัด โดยเสนอว่าจะเลี้ยงไก่ทอดแฟรนไชส์ชื่อดังชุดใหญ่ให้ รวมถึงบอกว่าจะจัดอาหารคลีนให้รับประทานที่บ้านของตนด้วย คุณเกลือยอมรับว่าในตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะการไปพบคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ตามลำพังอาจเป็นอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากมีเรื่องราวไปเล่าให้เพื่อนฟัง เธอจึงตัดสินใจไปตามนัดในที่สุด วันนัดหมาย คุณเกลือเดินทางจากนนทบุรีไปถึงหมอชิตประมาณ 11.00 น. ก่อนจะนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี ระหว่างนั้นฝ่ายชายโทรมาถามว่าตื่นหรือยัง เมื่อเธอบอกว่ากำลังเดินทาง เขากลับมีน้ำเสียงลนลานว่า “เห้ย ๆ เดี๋ยวพี่อาบน้ำแป๊บนึง” เมื่อคุณเกลือเดินทางถึงปุณณวิถี ฝ่ายชายก็ยังไม่พร้อม และรีบพูดว่า “เห้ย ๆ เร็วมากเลย เดี๋ยวพี่รีบแป๊บนึง” แม้เธอจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมารอทั้งที่นัดเวลากันชัดเจนแล้ว แต่เธอก็ให้อภัยและนั่งรออยู่ที่ห้างบริเวณนั้น ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมถามว่า “เห้ยเธอ ๆ เธอรีดเสื้อเป็นปะ เสื้อเชิ้ตอะ” คุณเกลือตอบว่ารีดเสื้อไม่เป็น เพราะปกติไม่ค่อยรีดเสื้อผ้า แม้แต่ชุดนักศึกษาก็ไม่เคยรีด แต่ฝ่ายชายกลับขอว่า “เห้ยเธอ มารีดเสื้อให้เราหน่อยได้ไหมอะ คือเราอยากใส่เสื้อเชิ้ตไปเจอเธออะ” จากนั้นเขายังลังเลอีกว่าจะใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อคอกลมไปดี จนคุณเกลือเริ่มหมดความอดทนและตอบกลับว่า “จะใส่อะไรก็ใส่มาเถอะ”สุดท้ายฝ่ายชายเลือกใส่เสื้อเชิ้ตออกมา แต่ก็ยังมาสาย ทำให้คุณเกลือหงุดหงิดอย่างมาก เพราะเธอเดินทางมาจากนนทบุรีและมาถึงก่อนเวลา ขณะที่ฝ่ายชายอยู่ใกล้สถานที่นัดหมายมากกว่า แต่กลับไม่เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อฝ่ายชายมาถึง ทั้งคู่ขึ้นรถของฝ่ายชายเพื่อเดินทางไปหาอะไรกิน ฝ่ายชายเสนอให้แวะคาเฟ่ที่เคยพูดถึง พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เฮ้ย คาเฟ่นั้นที่เราบอกเธอว่าแบบอยากพาเธอไปอะ เฮ้ย แต่มันแพงมากเลยอะ มันแพงมากเลย” คุณเกลือรู้สึกว่าถ้าร้านแพงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพาไป เพราะเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับประทานอาหารหรูหรา ฝ่ายชายจึงเสนอว่า ไปกินข้าวที่บ้านเขา แต่คุณเกลือยืนยันว่าอยากรับประทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้ามากกว่า ทว่าอีกฝ่ายยังชวนให้ไปบ้าน พร้อมบอกว่า “เห้ย ทำไมอะเธอ ไปบ้านเราก็ได้ ถ้าเธอกลัว เธอก็ส่งโลบ้านเราให้เพื่อนเธอดิ เธอกลัวเราจะทำอะไรหรอ” คุณเกลือยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง กว่าเพื่อนจะเดินทางมาถึง เธออาจตกอยู่ในอันตรายไปแล้ว ก่อนที่เธอจะเล่าต่อ 'ดีเจเผือก' ได้อ่านคอมเมนต์จากพุธโทรเรี่ยนที่พิมพ์เข้ามาเพราะสงสัยกันมากว่า 'ผู้ชายคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร' คุณเกลือจึงกล่าวว่า หากดูจากรูปในอินสตาแกรม ฝ่ายชายก็ถือว่าหน้าตาดี แต่เมื่อเจอตัวจริง เธอให้คะแนนเพียง 3 เต็ม 10 เพราะอีกฝ่ายใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋ว(ตาโต)หรือบิ๊กอายมาพบ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบไม่กล้าสบตา เพราะกลัวว่าจะหลุดขำ แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่พอใจมากที่สุด คือคำพูดของฝ่ายชายที่บอกว่า “เฮ้ยเธอ เราอ่ะนับถือมากเลยนะเว้ย ที่เธออ่ะเป็นแค่เด็กต่างจังหวัด แต่เธอได้ไต่เต้าจนได้เป็นหมอ” คุณเกลือรู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการเหยียด เธอจึงตอบกลับไปว่า "แม่เราเป็นคนเอกมัยนะเว้ย" จากนั้นเมื่อฝ่ายชายชวนคุย เธอก็เงียบตลอดการเดินทาง เมื่อเดินทางถึงคาเฟ่ ทั้งคู่พบว่าเมนูอาหารมีราคาตั้งแต่ประมาณ 300–900 บาท ซึ่งคุณเกลือเข้าใจว่าราคาค่อนข้างสูง แต่เธอมองว่าหากฝ่ายชายรู้สึกว่าราคาแพงเกินไปตั้งแต่แรก ก็ควรเลือกร้านอื่นที่เหมาะสมกับงบประมาณมากกว่า เพราะสำหรับเธอ การเดตไม่จำเป็นต้องไปร้านหรูหรือมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายชายเสนอว่าให้สั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น จุดพีกอยู่ตรงนี้ หลังจากสั่งเครื่องดื่มเสร็จ ทั้งคู่ก็เข้าไปนั่งในคาเฟ่ คุณเกลือจึงตัดสินใจพูดตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้น” แต่คำพูดดังกล่าวกลับทำให้ฝ่ายชายโมโหอย่างมาก ก่อนจะต่อว่าเธอว่า “เธอแม่งทำให้เราเสียเวลามากเลย เธอรู้ป่ะ เสียเวลาเราแม่งโคตรเสียเวลาเลย” โดยพูดประโยคนี้ซ้ำประมาณ 5 รอบ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เออ ก็ดี เราก็ไม่ได้ชอบอะไรเธอขนาดนั้นหรอก” คุณเกลือจึงเสนอว่า “หรือเราสองคนจะแยกกันตรงนี้เลยก็ได้” ฝ่ายชายตอบกลับอย่างประชดประชันว่า “เออ ก็ได้” พร้อมกัดฟันและดูดน้ำเสียงดัง ก่อนจะลุกออกจากร้านไป ทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง แล้วขับรถกลับบ้านทันที ก่อนจากไป ฝ่ายชายยังพูดว่า “เธอแม่งขี้นินทา อย่าเอาเราไปนินทากับใครนะเว้ย” คุณเกลือจึงคิดในใจว่า แม้จะไม่ได้นำเรื่องนี้ไปนินทากับเพื่อน แต่เธอจะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาเล่าในรายการพุธทอล์คพุธโทรแทน หลังจากนั้น เธอต้องเรียกรถและนั่ง BTS กลับบ้านด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายชายก็เลิกติดตามอินสตราแกรมของเธอ ขณะที่คุณเกลือตัดสินใจบล็อคอินสตาแกรมและช่องทางการติดต่อทั้งหมด เพื่อยุติเรื่องราวนี้อย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุด คุณเกลือยอมรับว่าประสบการณ์ครั้งนี้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเจอ ทั้งเสียเวลาเดินทางและต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอมองว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตเหมือนได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าบนโลกใบนี้มีคนที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดและคาดเดาได้ยากอยู่จริง สิ่งที่คุณเกลืออยากฝากถึงฝ่ายชายคือ เธอจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของชีวิตเธอ และเธอสามารถไปพบคนที่ยอมรับตัวตนของเธอได้ดีกว่า แต่หากมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอจากฝ่ายชายจริง ๆ ก็คือ “เลิกใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋วได้ป่ะ” ตลอดการเล่าเรื่อง ดีเจทั้งสามต่างเอ็นดูคุณเกลือและร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์สุดพีกที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่าเราควรฟังความจากคุณตาแป๋วด้วย(ฝ่ายชาย) เพราะบางทีเรื่องนี้อาจมีหลายมุมมองก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อยากรู้ว่าทุกวันนี้จะเจอ "รักแท้" ในแอปหาคู่ไหมคะ? เราเจอกับสามีแต่งงานกันแล้วชีวิตราบรื่นดี พอไปสัมภาษณ์งาน HR ที่ใหม่ถามว่า "เจอแฟนที่ไหน?" เราตอบไปว่า "แอปหาคู่ค่ะ" จากนั้น HR คนนั้นก็โทรมาถามหัวหน้าเรา...

19 ก.พ. 2024

อยากรู้ว่าทุกวันนี้จะเจอ "รักแท้" ในแอปหาคู่ไหมคะ? เราเจอกับสามีแต่งงานกันแล้วชีวิตราบรื่นดี พอไปสัมภาษณ์งาน HR ที่ใหม่ถามว่า "เจอแฟนที่ไหน?" เราตอบไปว่า "แอปหาคู่ค่ะ" จากนั้น HR คนนั้นก็โทรมาถามหัวหน้าเรา...

อยากรู้ว่าทุกวันนี้จะเจอ "รักแท้" ในแอปหาคู่ไหมคะ? เราเจอกับสามีแต่งงานกันแล้วชีวิตราบรื่นดีพอไปสัมภาษณ์งาน HR ที่ใหม่ถามว่า "เจอแฟนที่ไหน?" เราตอบไปว่า "แอปหาคู่ค่ะ"จากนั้น HR คนนั้นก็โทรมาถามหัวหน้าเรา"น้องเขาเริ่มต้นแบบนี้ จะยืนยาวหรอ ดูไม่มั่นคง จะเลิกกันรึเปล่า?" “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 ก.พ. 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับสามี โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ความรักจากแอปพลิเคชันหาคู่ มันดูไม่มั่นคงหรือป่าว?’ คือหนูเจอคนรักผ่านแอปพลิเคชัน และคบกันได้ปีกว่า ๆ ก็แต่งงานจดทะเบียนสมรสเรียบร้อยแล้ว หนูต้องย้ายที่ทำงานตามไปกับสามี หนูทำเรื่องเขียนขอย้าย แล้วที่ทำงานใหม่ก็เรียกหนูไปสัมภาษณ์งาน มีการสอบถามว่าย้ายมาเพราะอะไร หนูบอกไปว่า ย้ายมาตามสามี เพราะสามีหนูไม่สามารถย้ายงานได้ แล้วเขาก็ถามว่าเราเจอกับสามีกันได้ยังไง? หนูก็บอกเขาไปตรงๆว่า เราเจอกันผ่าน Tinderตอนที่เขาได้ยินก็แซวขำ ๆ แต่พอหลังจากที่หนูกลับมา เขาได้มีการโทรไปหาหัวหน้าหนู เพราะว่าเขารู้จักกัน เขาก็พูดกับหัวหน้าหนูประมาณว่า ‘น้องเขาเจอกันแปลก ๆ นะ เจอกันผ่านแอป ดูไม่ค่อยมั่นคงเลยนะ เขาจะเลิกกันหรือป่าว’แล้วเขาก็ถามหนูว่ารู้จักใครที่นี่นอกจากสามีเราไหม เพราะว่าหนูจะย้ายจากที่บ้านเกิดหนู มาทำบ้านสามีที่ต่างจังหวัด ซึ่งหนูก็บอกเขาแล้วว่าหนูแต่งงานและจดทะเบียนสมรสแล้ว หนูอยากรู้ว่าในมุมมองของพี่ๆ ดีเจว่า ‘การที่เจอคนรัก คู่ชีวิต ผ่านแอปพลิเคชัน’ พี่ ๆ คิดว่าดูไม่มั่นคงไหมแล้วพี่ๆมีมุมมองแบบไหน’ โดย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘เจอกันที่ไหน มันก็ไม่มั่นคงได้ทั้งนั้นแหละ บางทีพวกพี่โตกันตั้งแต่ประถม สุดท้ายได้ลงเอยแต่งงานกันเลิกกันก็มี หรือคนที่เจอกันไม่กี่เดือนกี่ปีแต่งงานกันมีลูกมีครอบครัวที่มีความสุขก็มี คนที่เจอกันในแอปพลิเคชันมั่นคงก็มี ไม่มั่นคงก็มีอย่าหวั่นไหวดีกว่า ความมั่นคงในใจเรามีให้กันหรือป่าว แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เราหรอ น่าจะเป็นที่ HR มากกว่า บางทีคนเราแค่เจอสิ่งที่เขาไม่รู้จักเขาก็คงรู้สึกว่าแปลก แต่ว่าทุกที่มั่นคงหรือไม่มั่นคงได้หมดแหละครับ ความรักเป็นเรื่องไม่แน่นอนอยู่แล้ว’ ต่อมา “ดีเจพี่อ้อย” ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ในแอปพลิเคชันนั้นมีทุกแบบ มีทั้งความรักที่เกิดขึ้นในแบบรักที่มั่นคงก็ได้ สามารถจะเจอมิจฉาชีพก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเจอกันยังไง ก็ต้องมาเรียนรู้กันในโลกความเป็นจริงนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปกติ แต่คนอื่นที่เห็นเขาก็มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ได้ วันนี้คุณหนูเดินหน้ามาถึงการแต่งงานแล้ว จดทะเบียนสมรสแล้ว ไม่ได้บอกนะว่าการแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสการันตีใด ๆ ในเรื่องความมั่นคงแน่นอน เพียงแต่เราเดินมาจากจุดเริ่มต้นตั้งเยอะแล้ว เราเจอกันผ่านแอปพิเคชันและได้มาเรียนรู้ในชีวิตจริงแล้ว จนได้มาใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่ถ้าเกิดความเป็นห่วงของเขาก็คือ ถ้าเธอจะย้ายจังหวัด มีคนอื่นที่พอจะรู้จักในจังหวัดนี้ไหม? มันก็เป็นสิ่งที่เราเฉลียวใจได้ว่า ถ้ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันมีทางเลือก ทางรอดขนาดไหนกับที่นี่ แต่บ้านเราก็คือบ้านเรา ประเทศไทยก็คือประเทศไทย ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังสามารถอยู่ในประเทศของเราได้อยู่ อย่าหวั่นไหวกับปากของใครเพราะที่สุดแล้ว เราเองคือคนที่รู้จักสามีของเราดีที่สุด ไม่ได้บอกว่าความเป็นห่วงของเขาจะผิดเสมอไป หรือเจอกันผ่านแอปพิเคชันต้องมีความสุขมากและเป็นรักที่จริงจังเสมอไป ไม่มีอะไรในโลกนี้จริงจังเสมอไป ดูใจกันมาตั้งนานสุดท้ายคบกัน 2 เดือนเลิกก็มีให้เห็น มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเจอกันตรงไหนแต่มันอยู่ที่เรา 2 คน เข้าใจกัน เรียนรู้กันและต่างคนต่างมีความพอดีซึ่งกันและกันมากแค่ไหนมากกว่า’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘จริงอยู่ที่ว่าแอปมันจะมีความสุ่มเสี่ยง แต่มันแลกกับการที่ได้เจอกันเร็ว ถ้าคุณคบกันอย่างมีสติ มันก็รอด ซึ่งก็มีให้เห็นเยอะมาก คนที่เจอกันผ่านแอป เพื่อนพี่ก็แต่งงานจนไปอยู่เมืองนอก มีสามีดีไปเลย แต่เช่นเดียวกันก็มีพวกโดนฟันแล้วทิ้งหรืออะไรใด ๆ ก็ตาม มันขึ้นอยู่กับสติเราทั้งนั้น ซึ่งคุณหนูมาขนาดนี้แล้ว พี่ว่าคำถามของ HR คนนี้ไม่อยากจะให้คุณหนูคิดว่าเจอกันผ่านแอปมันไม่ดี เพราะเราก็รู้แล้วว่าคนคนนี้เป็นยังไง? เราผ่านการแต่งงานกับเขามาแล้ว จดทะเบียนกับเขาเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องย้ายไปทำงานกับเขา นี้คืออีกสเต็ปนึงของชีวิตด้วยซ้ำ พี่ว่ามันเป็นไปได้แหละ คนที่ทำงานราชการ เขาอาจจะมีความคิดแบบหัวโบราณ พอเขาได้ยินก็คงแปลกสำหรับเขา แบบนี้มันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่ามันจะไม่ทำให้รากฐานความรักของเราที่ดีอยู่แล้วสั่นคลอน เพราะเขาไม่เกี่ยว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-