เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

05 มิ.ย. 2026

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด

เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง

ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?


         ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ สายที่ 3  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันที่ (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก — ดีเจเติ้ล — ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอรู้สึกหนักใจทุกครั้งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนสาว เพราะเพื่อนสาวมักจะพาแฟนมาด้วยเสมอ 

         ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ อายุ 30 ปี’ โทรมาปรึกษาเรื่องของเพื่อนสนิทที่เพิ่งมีแฟน ทุกครั้งที่นัดสังสรรค์กัน เพื่อนก็จะพาแฟนมาตลอด ช่วงแรกเพื่อนกำลังตื่นเต้นกับความรัก และคุณถุงเงินเองก็อยากจะรู้จักแฟนเพื่อนจึงไม่ได้ปฏิเสธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนยังคงพาแฟนมาด้วยตลอด โดยจะบอกแค่ว่า “วันนี้จะพาแฟนมาด้วยนะ” ไม่ได้ถามความสมัครใจคุณถุงเงิน และไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธ

         คุณถุงเงินคิดถึงวันที่ได้นั่งคุยตามประสาเพื่อนสาว นั่งคุยกันสองคน แต่เมื่อเพื่อนพาแฟนมาทุกครั้งก็ไม่อยากจะพูดคุยเรื่องเหล่านั้น จึงไม่ได้มี Girls Talk กันมาหลายเดือนแล้ว โดยปกติคุณถุงเงินจะอยู่ 2 คนกับเพื่อนสาวคนนี้ เมื่อเพื่อนมีแฟนก็กลายเป็นต้องไปด้วยกัน 3 คน และคนที่เป็น Plus one ก็คือคุณถุงเงินเอง เพราะเขาเป็นแฟนกัน นั่งคุยกันไป เพื่อนก็จู๋จี๋กันแฟนไป

         เธอเล่าต่อว่า เพื่อนสาวคนนี้เคยพาแฟนไปสังสรรค์กับเพื่อน C แล้วเพื่อนสาวดันไปทะเลาะกับแฟนต่อหน้าเพื่อน C แล้วหลังจากนั้นเพื่อน C ก็ห่างเหินกับเพื่อนสาวไป คุณถุงเงินมองว่าเพื่อนอาจมีปมในจุดนี้ จึงไม่อยากสร้างปมที่สองให้เพื่อน

         และในตอนนี้มันเริ่มเป็นปัญหาเพราะไม่ใช่เพียงเพื่อนคนนี้ แต่เพื่อนคนอื่นก็พกแฟนไปสังสรรค์ด้วยทุกครั้งเช่นกัน คุณถุงเงินกลายเป็นคนที่สามตลอด จึงตั้งคำถามว่า “มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปด้วยทุกครั้งไหมคะ”

         หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามก็ได้เริ่มให้คำแนะนำ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ ตอบว่า “เมื่อเพื่อนมีแฟน มันจะเกิดขึ้นไม่กี่อย่างหรอก หนึ่ง เพื่อนจะหายไป สอง เพื่อนจะมาพร้อมแฟน มีแค่นี้ เราต้องเลือกว่าจะเฟดจากกันไปให้เพื่อนไปมีความสุขกับชีวิตรัก หากซมซานก็กลับมา หรือ เราต้องยอมเป็น Plus one” 

         และพูดเสริมอีกว่า “บรรยากาศเมาท์มอยเพื่อนสาวมันไม่มีตลอดไปหรอก จะช้าจะเร็วก็ต้องจากกัน แต่วันนี้เพื่อนก็ยังไม่อยากจากกันจึงลากเราไปกับแฟน ดังนั้นต้องเลือกระหว่างเป็น Plus one กับ ห่างกัน”

         ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “หากสนิทกันคุยกันได้ว่าเราต้องการ Girls Talk ถ้าแฟนเพื่อนมาด้วยคุยไม่ถนัด และมันเป็นสัจธรรมเมื่อมีแฟนยังไงแฟนเขาก็สำคัญกว่าเรา ต้องทำใจ เพื่อนจะกลับมาต้องการ Girls Night ก็เมื่อลูกโต เราต้องเข้าใจว่าเพื่อนมีแฟน มันจะไม่มีวันเหมือนเดิม เราจะไปโกรธเขาไม่ได้ ทำได้แค่พูดคุยกันว่าวันไหนเราต้องการไปกันสองคน”

         สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ เล่าว่า “พี่อยู่ในทั้งสองสถานะเลย หากมีแฟนจะพาแฟนไปทุกที แต่หากเพื่อนมีแฟนก็จะคุยกันว่าต้องการ Girls Talk ไม่ต้องพาแฟนมา ดังนั้นสำหรับพี่ต้นหอมให้พูดกับเพื่อนตรง ๆ และให้เขาเป็นคนเลือกวันที่เราจะไปด้วยกันสองคน วัดใจกันไปเลยว่าเขาจะหาคิวให้เราไหม ถ้าไม่เคยหาได้โดยนัยคือเขาตอบแล้วว่า ’ไม่มีวันห่างแฟนได้’ และเพื่อนคนนี้อาจไม่ใช่ ให้หาเพื่อนใหม่ที่พร้อมเข้าใจ และไปไหนมาไหนกับเราได้”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

โดนเพื่อนร่วมงานเกลียดตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน! เพราะเขาไปถาม HR ว่าเราเริ่มงานด้วยเรทที่สูงกว่าคนในแผนก ทำงานดีจนตอนนี้ผ่านโปรตั้งแต่ 2 เดือนครึ่ง ยิ่งโดนแซะหนักกว่าเดิม จะรับมือยังไงดี?

04 ธ.ค. 2023

โดนเพื่อนร่วมงานเกลียดตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน! เพราะเขาไปถาม HR ว่าเราเริ่มงานด้วยเรทที่สูงกว่าคนในแผนก ทำงานดีจนตอนนี้ผ่านโปรตั้งแต่ 2 เดือนครึ่ง ยิ่งโดนแซะหนักกว่าเดิม จะรับมือยังไงดี?

“คุณปาย (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม ว่าถูกเพื่อนร่วมงานไม่ชอบหน้า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน จนตอนนี้สถานการณ์เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ โดย “คุณปาย (นามสมมติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘วันแรกที่เราเข้ามาทำงาน ก็มีพี่ในทีมมาเล่าให้ฟังว่า รุ่นพี่ที่ทำงานจับกลุ่มเม้าส์เรา ไม่ชอบเราตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน เพราะรู้ว่าเงินเดือนเราสูงกว่าพวกเขา เพราะก่อนที่เราจะเข้ามาทำงานที่นี่ พวกรุ่นพี่ไปถามกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เกี่ยวกับเรื่องเงินเดือนของเรา มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด เพราะเงินเดือนเราสูงเทียบเท่ากับเขาที่ต้องทำงานถึง 3 ปีจึงจะมีเงินเดือนเท่าเรา เรายังรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องจับกลุ่มเม้าส์เรา ทั้งที่เราก็มีวุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงานมาก่อน ตอนยื่นใบเสนอเงินเดือนกับทางหัวหน้างาน ก็เป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นที่จับตามองของรุ่นพี่ที่ทำงาน ในช่วงแรก ๆ พี่ในทีมก็คอยมาบอกข่าวตลอด เราก็ทำงานมาเรื่อย ๆ จนเราก็ทำมาได้สักระยะประมาณสองเดือนครึ่ง หัวหน้าก็แจ้งว่าเราน่าจะผ่านโปรได้แล้ว จนเรื่องนี้ก็เป็นที่น่าจับตามองของพวกรุ่นพี่อีกครั้งเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีใครผ่านโปรเร็วขนาดนี้ บางคนก็ต้องยืดระยะเวลาออกไปอีกถึงจะผ่านโปร ช่วงแรก ๆ ก็มีพี่ในทีมก็คอยถามไถ่เราบ้าง เราก็คิดว่าเขาหวังดี จนเราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาแฟน แฟนก็คอยเตือนเราว่าที่เขาเข้ามา เขาเข้ามาเพราะหวังดีจริงมั๊ย หรือเพราะผลประโยชน์อื่น เราก็ตอบแฟนตลอดว่า “ ไม่รู้สิ ไม่ได้คิดอะไร ” แฟนก็มักจะเตือนว่านิสัยของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง แต่พี่ในทีมคนนี้ก็จะบอกเราตลอดว่าเราโดนนินทาในกลุ่มว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ไม่ชอบเราต่าง ๆ นา ๆ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนสักครั้ง ตอนนี้เราก็ทำงานที่นี่มาเข้าเดือนที่ 6 แล้ว สถานการณ์ก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ เรารู้สึกว่าต่อหน้าทำอีกอย่าง แต่ลับหลังเรารู้ว่าเขาชอบนินทาเรา วันนึงหัวหน้ามอบหมายงานให้เรารับผิดชอบ พอเราทำงานชิ้นนี้เสร็จ มันก็เป็นที่น่าพอใจของหัวหน้า จนหัวหน้าเรียกทุกคนมารวมกัน และบอกว่างานของเราดีมาก อยากให้เอาเป็นแบบอย่าง จนคนในบริษัทบอกเราจะทำงานนี้ทำไม ทำให้คนอื่นดูไม่ดี เขาก็ชอบพูดเหน็บแนมเราตลอด “ถ้าคิดว่าเก่งมากก็มาทำแทนเลย เดี๋ยวจะลาออกให้” จนตอนนี้พี่ในทีมที่เคยเตือนเราก็ย้ายฝั่งไปอยู่ฝั่งนู้นแล้วเพราะเราก็เคยมีปัญหากัน เพราะเขาชอบพูดให้เราดูผิด จนเราขึ้นเสียงใส่เขาเพื่ออธิบาย เขาเลยไม่มาคุยกับเราอีกเลย จนตอนนี้เราก็ไม่มีเพื่อนคบเลยในที่ทำงาน หลังจากที่เราทะเลาะกับพี่ในทีมไปตอนนั้น ถึงตอนนี้ทุกคนในทีมเราก็เริ่มตีตัวออกห่างจากเรา พยายามไม่คุยกับเรา และเริ่มมาเยอะกับเรามากขึ้น จากงานที่เคยส่งมาแล้วผ่านตลอด แต่รอบนี้กลับกลายเป็นว่าไม่ผ่าน ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือนเดิมตลอด เขาให้คำตอบแค่ว่า “ไม่ได้ มันไม่ได้” จนเราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาหัวหน้าเขาก็บอกแค่ว่าทีมน่าจะลืมบอก เราเลยตัดสินใจกลับไปคุยกับทีมว่าถ้างานพลาด ให้รีบแจ้งเราเลยได้มั๊ย เรายินดีที่จะแก้ แต่ในระหว่างที่เรากำลังเจรจากับพี่ ๆ ในทีม เราก็รู้สึกว่าบรรยากาศก็ไม่ได้ชวนอยู่สักเท่าไหร่ ก็เลยแอบบันทึกเสียงในมือถือ ก่อนจะเดินออกไปเพราะเราอยากรู้ว่าเขาคุยกันเกี่ยวกับเรายังไง ปรากฏว่าสิ่งที่เขาคุยกันคือบอกว่า “เราขี้เกียจ ขึ้เกียจก็คือขี้เกียจ อย่าไปเล่นละครตบตาหัวหน้าว่าตัวเองขยัน” จริง ๆ เราก็อยากจะหักหน้าเขาเหมือนกันว่าอยากให้ทำได้เหมือนเรา ไม่ใช่ให้เราทำได้คนเดียว ตอนนี้เรารู้สึกอึดอัดที่เพื่อนร่วมงานชอบพูดเหน็บแนมข้ามหัวกันไปมา ไม่ต้องเป็นเพื่อนร่วมกันที่ดีกันก็ได้ แต่ขอทำงานโดยที่ไม่ต้องมาจิกกัดเราแบบนี้ เราอยากรู้วิธีการรับมือ เพราะเราไม่ได้สนใจเรื่องนินทาเราแล้ว แต่บางทีได้ยินมันก็รู้สึกโมโห เพราะเราไม่ได้ลาออกจากที่นี่ อยากทำงานที่นี่ เพราะงานมันโอเคกับเราแล้ว ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าถ้าเราไม่อยากได้ยินเสียงไหน เรามีวธีการจัดการกับมันอยู่ สำหรับพี่คงเลือกวิธีไม่กี่วิธี อย่างเช่น 1. คิดซะว่าหมาเห่าอยู่ตรงนั้น หรือว่าเช้า ๆ เสียงนกอีแร้งมาร้องอยู่ข้างบ้านไม่หยุด หาอะไรมาอุดหูซะ แก้ที่เรา 2. แก้ที่ความคิดของเรา ลองไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ลองคิดซะว่าเป็นเสียงนกเสียงกา สุดท้ายแล้วพี่ค้นพบว่าเราไปอุดปากนกไม่ได้ อุดปากหมาที่มันเห่าไม่ได้ แต่ว่าเราอยู่ที่วิธีคิดเรามากกว่า ทำไปตามความสบายใจของเรา ความเป็นมืออาชีพของเรา เสียงด่าทอพี่เข้าใจนะว่ามันน่าลำคาญ แต่ว่าถ้าเทียบกันแล้วพี่อยากให้ปายอยู่มากกว่า แล้วให้พวกนั้นลาออก ทำงานให้เป็นมืออาชีพต่อไป ถ้าสุดท้ายมันมีอะไรตัดขัดเกี่ยวกับเรื่องงานก็บอกหัวหน้าว่าเราทำเต็มที่แล้ว เอาจริง ๆ ทางเลือกตอนนี้มันก็มีไม่มากก็คือ 1. ทนอยู่ต่อ 2. ลาออกไปเลย เพราะฉนั้นไม่ต้องใส่ใจ การจะรุ่งเรือง บางทีมันต้องมีอุปสรรคบ้าง เราทำงานให้หัวหน้าเห็น ให้บริษัทเห็น เป้าหมายเราคือตรงนั้น ระหว่างทางอย่าไปใส่ใจ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เพราะว่าปายรักงานนี้ ปายอยากทำงานนี้ เพราะปายเห็นความเจริญเติบโตของมัน และปายก็ยังมีเจ้านายที่พี่เชื่อว่าเขาก็อยู่ทีมปายนะ เพราะฉะนั้นพี่ว่าปายต้องอดทน อย่างที่พี่เผือกบอกว่าเห็นพวกเขาเป็นอุปสรรคขวากหนามที่จะขัดขวางให้เราไปถึงเป้าหมาย ซึ่งมันก็เป็นเป้าหมายของปายที่ชัดเจนด้วยนะ ซึ่งต่างจากพวกเขาที่ไม่มีแต่อนาคตเลย ถ้าหัวหน้าปายมีคุณสมบัติมากพอ วันนึงเขาก็จะเห็นสิ่งที่พวกนั่นทำเอง และคงจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้หัวฟน้าเขาก็รับรู้แล้วแหละว่าเพื่อนร่วมงานไม่ชอบเรา เขาก็ดูมีเป้าหมทยที่ชัดเจนให้ปายนะ ว่าปายมาที่บริษัทเพื่อทำงาน ไม่ได้มาหาเพื่อน ซึ่งปายไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำ หรือถ้าเราไม่ไหวกับเพื่อนร่วมงานพวกนั้นแล้ว เพราะมันส่งผลกับงาน พี่ว่าก็เปิดใจคุยกับหัวหน้าได้นะ เดี๋ยวหัวหน้าก็ต้องจัดการปัญหาตรงนี้เอง ปายสามารถรายงานปัญหาได้เลย ส่วนเสียงนกเสียงกาเล่านั้น วันนี้พี่จะให้ไป 2 ทางเลือกคือ 1. พยายามไม่สนใจ ไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะเราต้องเข้าใจว่าพวกเขาเป็นแบบนั้น หมาคือหมา จะไปห้ามหมาให้มันเห่าไม่ได้ พี่เข้าใจแหละว่ามันยาก พี่ไม่รู้หรอกนะว่าปายนิสัยยังไง แต่ถ้าเป็นพี่วันนึงถ้าทนไม่ไหว พี่จะหันไปแล้วพูดกับเขาเลยว่า ไม่ได้ให้มาชอบ ไม่ได้ให้มารัก ไม่ต้องมาเอ็นดูอะไรทั้งสิ้น เกลียดหรือด่าได้เลย แต่อย่ากระทบงาน ถ้ากระทบงานเมื่อไหร่ฟาดทันที! แต่ตอนี้เราก็ต้องทำได้แค่ทน ถ้าถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ คนเหล่านั้นก็แค่วุ้น หรือเป็นแค่จุลินทรีย์เท่านั้นแหละ เพราะพี่เชื่อว่าถ้ามารไม่มี บารมีไม่เกิด ปิดจบที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ เราต้องเก็บหลักฐาน แล้วพร้อมต่อสู้ ปายต้องไม่ทนไปตลอด ไม่งั้นสภาพจิตปายเสียแน่นอน พวกนั้นต้องแบ่งไปบ้าง แต่ตัวแรง ๆ ไปเลย ให้รู้ว่าเราพร้อมบวก! อีกอย่างทำทีว่าคุยโทรศัพท์ให้พวกมันได้ยินไปเลยให้รู้ว่าเราสายตบ มัสันดานดิบที่ร้ายแรง! พี่ว่าทุกคนก็พูดมาหมดแล้วแหละ ซึ่งพี่ก็เห็นด้วยหมดเลย แต่ถ้าถึงจุดที่มันกระทบกับงานเมื่อไหร่ ให้ไปฟ้องเจ้านายแล้วเรียกคุยเลยทั้งห้อง แล้วบอกสาเหตุทุกอย่างไปว่าเกิดอะไรขึ้น และเหตุผลของเราว่าแค่ต้องการชีวิตการทำงานที่พาไปสู่เป้าหมายการทำงาน เรื่องส่วนตัวพวกเขาก็ควรที่จะเก็บไว้ในใจบ้าง ไม่ต้องฟ่นออกมา เพราะอาจจะทำให้เรา Toxic เพราะบริษัทไหนก็ตามที่ไม่ดูแลคนดี สักวันหนึ่งคนดีทั้งหมดก็จะลาออกหมด แล้วมันจะเหลือแต่พวก Toxic หรืออีกอย่างน้องก็พูดกับเขาไปตรง ๆ ไปเลยว่าการกระทำพวกพวกเขาเหล่านี้มัน Toxic จนทำให้เราหมดกำลังใจทำงาน เรามาทำงานในบริษัทนี้ก็เพราะอยากให้บริษัทมันเติบโต ตอนนแรกเราโคตรมีไฟเลย แต่ตอนนี้เราโคตรหมดไฟเลย เราทนเรื่องนี้มาสักพักนึงแล้ว แต่ก่อนที่เราจะพูดอย่างนั้น ปายก็ต้องมีหลักฐานนะว่าคนพวกนี้ทำให้งานของเราไม่ก้าวหน้า ให้เขารู้สึกว่าอารมณ์เราถึงที่สุดแล้วถึงออกมาพูดแบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

05 มิ.ย. 2026

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเองยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลยข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้างหนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ? ‘คุณสตางค์’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตัวเธอหนีมนุษย์ป้ามาทั้งชีวิต แต่เป็นยายเธอเองที่กำลังทำพฤติกรรมมนุษย์ป้า ‘คุณสตางค์’ อายุ 18 ปี เล่าว่าชีวิตของเธอมักจะย้ายบ้านบ่อย ๆ นั่นจึงทำให้เธอกับน้อง ๆ ภาวนาอยู่ตลอดว่าไม่อยากเจอป้าข้างบ้าน หรือมนุษย์ป้า แต่ยายของเธอที่อายุเข้า 70 ปีเริ่มมีพฤติกรรมมนุษย์ป้า นั่นก็คือยายชอบเล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟัง ซึ่งจะเป็นเรื่องของคนข้างบ้านและคนในซอยบ้าน โดยปกติแล้วยายจะมีกลุ่มเพื่อนมานั่งปูเสื่อคุยกันหน้าบ้าน ในตอนแรกพวกเขาก็จะคุยกันเรื่องของคนอื่น ๆ แต่หลัง ๆ แม้แต่คนในกลุ่มเองก็ยังเอามาเล่าด้วย ซึ่งในบ้านมีสมาชิกดังนี้ ตา ยาย คุณสตางค์ น้องอีก 2 คน โดยแม่ของคุณสตางค์จะเทียวไประหว่างบ้านหลังนี้และบ้านที่กรุงเทพฯ คุณสตางค์เล่าเพิ่มเติมว่า ที่ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้ตนฟังบ่อย ๆ ก็เพราะถ้ายายไปเล่าให้ตาฟัง ตาก็จะมีความคิดเห็นแตกต่างและจบที่ทะเลาะกับยายทุกที นั่นก็เลยทำให้ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟัง บางครั้งยายก็ไปพูดคุยกับข้างบ้าน แต่พอกลับถึงบ้านก็จะเอาเรื่องของเขามานินทาให้ฟัง หรือเวลาที่ข้างบ้านเสียงดัง ยายก็จะพูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ข้างบ้านตีกันอีกละ” หรือช่วงปิดเทอม ที่เธอไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ พอคุณสตางค์กลับมาที่บ้านยายก็จะรีบมาเล่าเพิ่มว่าคนข้างบ้านเขาเป็นเมียน้อย นอกจากนี้ ถึงยายจะไม่ได้เล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟังตลอด แต่ยายกับกลุ่มเพื่อนก็มานั่งพูดเรื่องคนอื่นที่หน้าบ้านกันทุกวัน คุณสตางค์เองก็ไม่ได้ว่าอะไรยาย เธอรับฟังเสมอ แต่ถ้าวันไหนไม่อยากฟังก็จะตัดบทยายแล้วยายก็จะรู้สึกนอยด์ คุณสตางค์จึงอยากได้คำแนะนำว่า มีวิธีแบบไหนที่จะทำให้ยายลดการเล่าเรื่องคนอื่น หรือขอวิธีที่ทำให้เธอรับฟังยายให้มากขึ้นก็ได้ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงยายได้เลย เพราะยายอายุ 70 แล้ว ดังนั้นปรับที่เราจะเบากว่า หลังจากนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรับฟังเขา และคุยกับยายเท่าที่ไหว เพราะคนแก่ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเด็ก อยากให้สตางค์ใช้ชีวิตกับคุณยายในวัยนี้ให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าใจเขาและอยู่เป็นเพื่อนยาย” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “สตางค์ลองทำแบบนี้ดูมั้ย สตางค์ here ยาย แต่ไม่ต้อง listen to ยาย รับรู้แต่ไม่รับฟัง ฟังแต่ไม่ต้องทำความเข้าใจ เพราะตอนนี้เขามีแค่คุณสตางค์ ลองมองในแง่ดีว่ายายคนอื่นอายุ 70 เริ่มไม่รู้เรื่องก็เยอะแยะ แต่ยายของคุณสตางค์ยังดูสุขภาพดีอยู่เลย สาเหตุมันอาจเกิดจากที่เขาได้เล่าเรื่องก็ได้ ยิ่งเวลาตอนนี้มันนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งยายไม่อยู่แล้วคุณสตางค์จะคิดถึงเขานะ แต่ถ้าตอนไหนคุณสตางค์ต้องใช้สมาธิก็บอกกับเขาตรง ๆ ไปเลย” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนความเห็นของดีเจเติ้ลว่า “มองในแง่ดีก็ได้ว่าสิ่งที่เขาเอามาเล่าให้เราฟังมันทำให้เราระแวดระวังภัยรอบบ้านได้ นำมาเป็นข้อมูลให้ตัวเราเองที่เราอยู่แต่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่ดีเจเผือกบอกไปว่าเปลี่ยนคนแก่ไม่ได้หรอก อย่าไปเปลี่ยนเขาเลย อีกอย่างมันคือความสุขของเขา อย่างความสุขของเรามันคือการเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ของยายก็คือการเล่าเรื่องเพื่อนบ้านนี่แหละ ถือซะว่าเรากำลังให้ความสุขกับเรา ถ้าเราไปขัดเขาเดี๋ยวเขาไม่มีความสุข อย่างน้อยยายก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะมีความสุข เรื่องนี้ Generation Gap มาเยอะมาก วันนี้ยังไม่ต้องเข้าใจยายทั้งหมดหรอก แต่ตามใจเขาเท่าที่เราไหวก็พอ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือ แต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อน จากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1 ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี?

09 ม.ค. 2026

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือ แต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อน จากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1 ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี?

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำอะไรเกินเลยกันนอกจากจับมือแต่พอโทรเข้ามาปรึกษาในรายการครั้งก่อนจากตอนแรกระดับสกินชิพเราแค่ประมาณ 1ตอนนี้ขยับมาเป็นระดับ 5 -6 แล้ว สเต็ปต่อไปผมควรทำยังไงต่อดี? คุณกู๊ด (นามสมมติ) อายุ 30 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวกับดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เรื่องที่ตนนั้นคบกับแฟนมา 7 ปี แต่ไม่เคยทำอะไรไปมากกว่าการจับมือ มาฟังกันว่าเรื่องราวของคุณกู๊ดจะเป็นอย่างไร คุณกู๊ด (นามสมมติ) ได้เล่าว่า “เมื่อก่อนถ้าให้เปรียบเทียบความสัมพันธ์ว่าลึกซึ้งกันถึงไหน 1-10 ผมให้ 1 แต่ตอนนี้ผมให้ 5-6 ครับ หลังจากที่ตอนที่แล้วได้ออนแอร์ไป ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปคุยกับเขา แต่อยู่ ๆ วันหนึ่งตอนที่เราโทรคุยกัน เขาก็พูดขึ้นมาว่าเขาอยากดูพุธทอล์คพุธโทร ผมก็ตกใจเพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยดูรายการอะไรแบบนี้บ่อย แต่สุดท้ายเขาก็ได้ไปฟังแล้วโดยที่ผมไม่ได้บอกเขา คือเขาก็บอกผมว่าเสียงมันคล้ายกับเสียงผม แต่ตอนเล่าผมก็พยายามดัดแปลงบางส่วนเพื่อให้เขาจับไม่ได้แต่เขาก็บอกว่าเสียงมันคุ้นนะ และก็วิธีการหยุดหรือพวกคำสร้อยของผม พอเขาถามมาเราก็รีบบอกไปเลยว่า ใช่ เราเอง เขาก็ไม่ได้โกรธหลังจากนั้นเราก็มีการคุยกัน เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ติดอะไรนะ เขาโอเคกับเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้เป็นคนรีบ ก็เลยไม่ได้สานต่อ มันเลยกลายเป็นว่าเราสองคนไม่ได้เริ่มกันสักที แต่พอมันเป็นแบบนี้ผมก็ค่อนข้างแฮปปี้ในระดับหนึ่ง ผมเลยไปขอเขาที่ญี่ปุ่นเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ถ้าจะอัพเดตเนี่ย ระดับ 5 ที่ผมบอกคือเราก็เริ่มมีการใกล้ชิดมากขึ้น อาจจะมีจุ๊บปากเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนนอนหรือตอนที่อยู่ด้วยกัน แต่ว่ามันก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น” หลังจากฟังเรื่องราวอัปเดตจากคุณกู๊ดจบ เหล่าดีเจต่างก็เขินจนทำตัวไม่ถูก โดย ดีเจต้นหอม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณกู๊ดอาจจะต้องเป็นคนที่เริ่มต้น มัน 7 ปีแล้วมันก็เริ่มได้แล้วแหละ ให้คุณกู๊ดศึกษาจากหนังผู้ใหญ่ได้เลย สเต็ปต่อไปคุณกู๊ดจะได้รู้ว่ามันไม่ใช่การศึกษาแค่นิสัย มันต้องศึกษากันทั้งหมดเลย เราเข้ากันได้ไหม จังหวะของเราทำให้เขาอึดอัดรึเปล่า มันเป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้เลย” ต่อมา ดีเจเผือก ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า “ให้มันไหลไปตามธรรมชาติครับ ขอให้มันพัฒนาไปอย่างถูกต้องตามครรลองและจังหวะของมันละกันครับคุณกู๊ด ยินดีด้วยที่มันได้เริ่มต้น” สุดท้าย ดีเจเติ้ล ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า “สุดท้ายมันจะปรับปรุงแล้วมันจะไปด้วยกันได้ทั้งคู่”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นโรคสะเก็ดเงินมา 8 ปี รักษายังไงก็ไม่หาย จนไม่มั่นใจและกลัวไม่มีใครรับเข้าทำงาน หนูควรทำยังไงดีคะ?

26 ก.ค. 2026

เป็นโรคสะเก็ดเงินมา 8 ปี รักษายังไงก็ไม่หาย จนไม่มั่นใจและกลัวไม่มีใครรับเข้าทำงาน หนูควรทำยังไงดีคะ?

เป็นโรคสะเก็ดเงินมา 8 ปี รักษายังไงก็ไม่หายจนไม่มั่นใจและกลัวไม่มีใครรับเข้าทำงานหนูควรทำยังไงดีคะ? ‘คุณนาที’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท วรินทร และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินมานานกว่า 8 ปี จนสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตและกังวลว่ารอยบนร่างกายอาจส่งผลต่อโอกาสในการสมัครงานหลังเรียนจบ ‘คุณนาที’ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ได้เล่าว่าเธอป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จนถึงตอนนี้ก็รวมเวลาประมาณ 8 ปีแล้ว ปัจจุบันอาการเป็นทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ขาดความมั่นใจในการออกไปพบปะผู้คนภายนอก นอกจากนี้ แพทย์ยังแจ้งว่าโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และจะเป็นโรคประจำตัวตลอดชีวิต จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบางช่วงเธอลืมรับประทานยา ทำให้อาการและรอยโรคยังไม่ยุบลงตามที่ควรจะเป็น ที่ผ่านมาแพทย์ได้ให้ข้อมูลว่า หากรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ต้องมีการหยุดยาเป็นระยะ เนื่องจากยาบางชนิดอาจส่งผลให้ไตทำงานหนักเกินไป จึงถือเป็นโรคที่มีข้อจำกัดในการรักษา นอกจากนี้ เธอยังเคยเข้ารับการรักษาที่สถาบันผิวหนังแห่งหนึ่ง ซึ่งแพทย์แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการฉีดยา เนื่องจากได้รับยารับประทานมาเป็นจำนวนมากแล้ว จนกระทั่งปัจจุบัน คุณนาทียังคงรักษาอยู่กับแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง แต่สิ่งที่เธอกังวลมากที่สุดในขณะนี้ คือเรื่องการสมัครงานหลังเรียนจบ เพราะเกรงว่าสภาพผิวและรอยโรคที่เป็นอยู่ อาจส่งผลต่อการได้รับโอกาสในการทำงาน ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจและกังวลกับการก้าวเข้าสู่วัยทำงานในอนาคต ‘หมอท็อป’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เข้าใจและเห็นใจน้องนาทีมาก เพราะตอนนี้อายุ 22 ปี แล้วเป็นมา 8 ปี เป็นวัยที่เราให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยงาม ถ้าเกิดว่าตอนเจอคุณหมอผิวหนัง จริง ๆ มันจะมีวิธีอื่นที่ใช้ เช่น แสงบำบัด รวมถึงการฉีดยา แนะนำว่าอาจจะปรึกษาคุณหมอเพิ่มว่านอกจากยาที่กินมันมีวิธีอื่นไหม โรงพยาบาลที่เราไปเขามีเครื่องมือไหม เพราะบางทีอาจจะไม่มีเครื่องมือ ก็อาจจะไปที่อื่น เช่นสถาบันผิวหนัง หรืออาจจะไปโรงเรียนแพทย์ เขาจะมีอุปกรณ์เครื่องมือครบ ก็อาจจะช่วยทำให้การรักษาดีขึ้นได้ รวมถึงการใช้ยาอย่างอื่น ซึ่งอันนี้ก็คิดว่าต้องให้คุณหมอผิวหนังดูให้ละเอียดจะดีที่สุด แต่ระหว่างนั้นที่เราจะดูแลตัวเองยังไง ก็ต้องไปตามที่คุณหมอแนะนำแบบละเอียดเลย ถ้าคุณหมอบอกว่าห้ามทำอะไร ดูแลตัวเองยังไง พักผ่อนยังไง ต้องทำตามนั้น ถ้าเรารู้สึกว่าไม่สบายใจหรือกังวล อันนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะครับ บางคนอาจจะใส่เสื้อแขนยาวขายาว เราก็อาจจะหลีกเลี่ยงสถานที่มีอากาศร้อนจัด บางทีมันเหงื่อออก ยิ่งเกาก็ยิ่งทำให้อักเสบไปกันใหญ่ ดังนั้นก็อยู่ในที่ที่เราโอเค แล้วก็ลดความเครียดก่อน อาจจะเจอปัญหาบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ คือลืมกินยาไม่ครบ หรือบางทีเราดีขึ้นแล้วแต่เราประมาท ทำให้ไม่ได้รักษาต่อเนื่อง ก็ทำให้มันกำเริบขึ้นมาใหม่ ขอเป็นกำลังใจให้เลยครับ เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครอยากเป็น แต่ว่ามันก็เป็นแต่ละบุคคล ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อด้วย และแนะนำว่าปรึกษาใหม่ว่าตอนนี้อาการเป็นยังไง เพราะการรักษาปัจจุบันอาจจะมีอัปเดตกว่าเมื่อก่อน ซึ่งอาจจะมีทางเลือกมากขึ้น ดังนั้นไปปรึกษาใหม่อีกทีดีกว่านะครับ ให้ดูประเมินก่อน เพราะมันมีการรักษาแบบอื่น มันอาจจะดีขึ้นก่อนหนูจะจบก็ได้นะ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้กำลังใจว่า “อยากให้กำลังใจน้องนาทีนะคะ เพราะน้องนาทีบอกว่ารักษามานานแล้วแต่มันยังไม่หาย แต่ว่าพี่อยากให้รักษาต่อไป เพราะถ้าเราไปเจอการรักษาที่ถูกกับเรา มันจะดีขึ้นได้ ผิวอาจกลับมาเป็นปกติได้ เหมือนมีข้อมูลว่าพี่โอ๊คกับคุณโอปอลไปบริจาคเครื่องฉายแสงที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินให้กับศูนย์ผิวหนังที่ มศว น้องนาทีลองเข้าไปติดต่อสอบถามดูไหมคะ สำหรับพี่ ด้วยตัวของแผล ถ้าเราเดินไปไหนมาไหนมันเป็นสิ่งที่เตะตาคน และมันเลี่ยงไม่ได้ที่คนจะมีปฏิกิริยามองแผลเรา หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่ออย่างที่คุณหมอบอก เพราะมันเป็นโรคของคนคนนั้น สายตาเหล่านั้นอาจทำให้น้องนาทีตั้งคำถามกับตัวเอง แต่น้องนาทีต้องบอกกับตัวเองว่าฉันก็เป็นโรคเหมือนคนที่เป็นไข้ เหมือนคนที่เป็นมะเร็ง เขาก็เป็นโรคเหมือนกัน แต่เขาก็ยังมีชีวิตปกติได้ เพียงแต่น้องนาทีอาจจะต้องมองและเข้าใจก่อนว่ามันเป็นปฏิกิริยาปกติของคนที่ไม่เคยเห็น เขาก็จะแสดงออกมาต่าง ๆ กัน แต่เราเองต้องมั่นใจในตัวเรา ว่าเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราเป็นโรคนี้เพราะมันมีหลากหลายสาเหตุ และเราก็กำลังพยายามรักษามันอยู่” ทางด้าน ‘ดีเจต้นหอม’ แนะนำว่า “สมมติว่ามันรักษาหาย-ไม่หายเราไม่รู้หรอก มันต้องอยู่ในขั้นตอนการรักษา แต่พี่หอมก็ไม่อยากให้นาทีด้อยค่าตัวเอง โดยการให้โรคนี้มาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของเรา เริ่มจากลองออกไปข้างนอกกับคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ออกไปเที่ยว ออกไปหัวเราะกับคนเหล่านั้นก่อน แล้วก็ไม่อยากให้รู้สึกว่าการที่เราเป็นอย่างเงี้ยต้องด้อยค่าตัวเอง อยากให้นาทีคิดว่า เฮ้ย เราเกิดมาชีวิตครั้งนึง เรามีอะไรที่เราอยากใช้ในชีวิตนี้อีก อย่าให้ข้อจำกัดของโรคมันทำให้เราไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต ไม่ได้ไปเที่ยว เล่นกับเพื่อนไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ แค่ค่อย ๆ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปทำสิ่งนั้น แล้วก็อยู่กับคนที่เราสบายใจ พอเรามีความรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น เราอาจจะไม่ต้องแคร์สายตาคนข้างนอก บางทีเดี๋ยวนี้ Gen Z เขาไม่ค่อยยุ่งเรื่องของใครแล้วด้วยนะ เด็กยุคใหม่ ต่อให้คุณจะเป็นยังไง บางคนทำคีโมมาหัวล้าน ปล่อยไม่ใส่หมวก คนเขาก็ไม่ได้สนใจแล้ว เพราะคนสนใจเรื่องของคนอื่นน้อยลง และถ้าอยากให้เขารับเราเข้าทำงาน จงเป็นพนักงานที่เก่งที่สุด ผู้ประกอบการถ้าเราทำงานให้เขาคุ้มที่สุด เก่งที่สุด เป็นโรคสะเก็ดเงินที่ไม่ใช่โรคติดต่อ ก็มีโอกาสรับสูงค่ะ สุดท้ายเอาที่ฝีมือ ถ้าเราทำประโยชน์ให้เขาสูงสุด มาเหนือไปเลยนาที” ในด้านของ ‘ดีเจเกรท’ ให้กำลังใจว่า “สำหรับพี่นะครับน้องนาที พี่อยากเป็นกำลังใจให้สุด ๆ เลยนะ คืออันนี้พี่พูดในฐานะที่เราเข้าใจผิวเผิน หมายถึงว่าเข้าใจในสิ่งที่น้องเป็น แต่พวกพี่ไม่มีทางเข้าใจจิตใจน้องได้แน่นอน แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือ พี่รู้สึกว่าตั้งแต่นาทีพูดเรื่องนี้มา กำลังใจเยอะแยะมากมาย อย่างน้อยพวกพี่ 4 คนเนี่ยคือเป็นคนที่ไม่ตัดสิน แล้วก็อยากเป็นกำลังใจให้ แล้วตอนที่พี่อ่านคอมเมนต์ต่าง ๆ โอ้โห คนหลายคนแนะนำดีมากนะ อย่างแรกเลยน้องนาทีลองดูนะครับ เช่น เรื่องการอัปเดตการรักษา เพราะรู้สึกว่าอาจจะมีการรักษาใหม่ที่จะทำให้เราดีขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม แล้วก็พี่ขอซื้ออนาคตแล้วกัน พี่คิดว่าอยากให้น้องนาทีมองไปถึงในอนาคต ถ้าทุกวันนี้เราดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ไม่แน่หรอกว่าในอนาคตมันอาจจะมียา หรือมีอะไรดี ๆ ที่เข้ามาถึงตัวเราได้ง่ายขึ้นกว่าทุกวันนี้ แล้วก็การออกไปเจอคน ถ้าไม่มั่นใจ พี่มองว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เรารู้สึกว่าจะปกปิด หรืออะไรก็ตามที่มันทำให้เรารู้สึกดีที่สุด ไปกับคนที่เรารู้สึกสบายใจที่สุด พี่ว่าอันนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีครับ พัฒนาด้านอื่น ๆ ของเรา ที่ทำให้คนปฏิเสธเราได้ไม่ลงครับ” ทางรายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอส่งกำลังใจให้คุณนาที และหวังว่าการรักษาจะค่อย ๆ ดีขึ้นในเร็ววัน พร้อมอยู่ข้าง ๆ และซัพพอร์ตเสมอ ไว้กลับมาอัปเดตข่าวดีกับทางรายการได้นะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-