มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

29 พ.ค. 2026

มีนิสัยต้องเขย่าคนที่นอนใกล้ ๆ ตลอด

เพราะเคยสูญเสียคุณตาไประหว่างนอนหลับ ทำให้เป็นปมในใจ

จะทำยังไงให้ตัวเองเลิกนิสัยนี้ดีคะ?

        ‘คุณน้ำอุ่น’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่องที่มีนิสัยต้องเขย่าตัวคนที่นอนด้วยใกล้ ๆ ตลอด เนื่องจากมีปมในวัยเด็ก

        ‘คุณน้ำอุ่น’ อายุ 26 ปี เล่าว่า ทุกครั้งเวลาตื่นนอน ต้องเขย่าตัวคนที่นอนข้าง ๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า สาเหตุจากนิสัยนี้มาจากเคยสูญเสียคุณตาไปตอนเด็ก เหตุการณ์คือตอนนั้นเธอนอนหลับแต่อยู่คนละมุ้งกับคุณตา ซึ่งคุณตาเสียไปตอนกลางคืน กว่าจะรู้ว่าคุณตาเสียก็เป็นตอนเช้า ทำให้หลังจากนั้นเวลาที่นอนกับใครก็มักจะเขย่าตัวเพื่อเช็กว่าคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ คุณยาย เพื่อน หรือแม้แต่แฟนก็ตาม เคยอยากลองวิธีการอื่นในการเขย่า เช่น การจับตัว หรือการจับชีพจร แต่รู้สึกว่าการเขย่าตัวตรง ๆ มันรู้สึกดีกว่าเพราะได้รู้แน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่ และไม่มีใครเลยที่มีปัญหากับการที่โดนคุณน้ำอุ่นเขย่าตัว 

        เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคุณน้ำอุ่นได้ไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต่างประเทศกับน้องชายด้วยกันเพียงสองคน ตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็ได้ตื่นก่อนจึงเขย่าตัวน้องชายให้ตื่น เพราะจับตัวน้องชายแล้วพบว่าตัวเย็น เขย่าตัวอยู่นานมากแต่น้องชายก็ไม่ตื่น ในตอนนั้นคุณน้ำอุ่นเองก็รู้สึกใจไม่ดีมาก แต่สุดท้ายน้องชายก็ตื่น ทำให้คุณน้ำอุ่นยังมีนิสัยเขย่าตัวคนที่นอนด้วยกันอยู่เรื่อย ๆ 

        ในตอนนี้เองคุณน้ำอุ่นก็อยู่ด้วยกันกับแฟน คุณน้ำอุ่นก็เขย่าตัวแฟนทุกเช้าที่ตื่นก่อนแฟน ซึ่งคุณน้ำอุ่นเองก็ไม่เคยบอกเรื่องอาการนี้ที่เป็นอยู่กับใคร ไม่มีใครสักคนถามว่าจะเขย่าตัวไปทำไม เพียงแค่ลืมตามามองคุณน้ำอุ่น และคุณน้ำอุ่นก็จะสบายใจถ้าเห็นว่าลืมตาแล้วก็จะปล่อยให้นอนต่อ นั่นจึงทำให้คุณน้ำอุ่นอยากได้วิธีที่ทำให้หายจากนิสัยที่ต้องเขย่าตัวคนข้าง ๆ ที่นอนด้วยกัน

        เรื่องของคุณน้ำอุ่นดูจะเป็นปัญหาทางจิตใจที่ต้องได้รับคำแนะนำจากคุณหมอโดยตรง ‘หมอท้อป’ จึงให้คำปรึกษาว่า “การที่กลัวการสูญเสียไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่คุณน้ำอุ่นเป็นอยู่คือบาดแผลทางใจ ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กก็เข้าใจได้เลยว่าทำไมถึงเกิด Trauma หลาย ๆ คนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ฝังใจในรูปแบบที่ต่างกันไป ซึ่งปัญหานี้ควรเข้ากระบวนการรักษาไปเลยดีกว่า รักษาต่อเนื่องก็จะช่วยได้มากกว่า ซึ่งนี่ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างได้ว่าไม่ต้องป่วยก็ไปหาหมอได้ เพราะการไม่ได้ป่วยอาจรุนแรงและรบกวนการใช้ชีวิตมากกว่าอาการป่วยบางอันอีก”

        และปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ ช่วยกันเสริมด้วยว่า “ถ้าการโดนปลุกมันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนรอบข้าง เราก็หาวิธีการปลุกที่เนียน ๆ กว่านี้ เช่น การจุ๊บหน้าผากให้เขารู้สึกตัวแทน”

 เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

จับได้ว่าภรรยาที่คบมาหลายสิบปีแอบนอกใจ จนผมต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา แต่จู่ ๆ ภรรยาก็ขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วย ผมควรปลดบล็อกดีมั้ยครับ?

18 ต.ค. 2026

จับได้ว่าภรรยาที่คบมาหลายสิบปีแอบนอกใจ จนผมต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา แต่จู่ ๆ ภรรยาก็ขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วย ผมควรปลดบล็อกดีมั้ยครับ?

จับได้ว่าภรรยาที่คบมาหลายสิบปีแอบนอกใจจนผมต้องเป็นฝ่ายถอยออกมาแต่จู่ ๆ ภรรยาก็ขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วยผมควรปลดบล็อกดีมั้ยครับ? ‘คุณลุง’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นจับได้ว่าภรรยานอกใจแอบไปมีคนอื่น จนสุดท้ายก็ตัดสินใจแยกทางออกมา แต่ภรรยากลับขอให้ปลดบล็อกเพื่อคุยด้วย ‘คุณลุง’ อายุ 42 ปี ได้เล่าว่าคบกับภรรยามานานถึง 13 ปี และมีลูกชายวัย 8 ขวบด้วยกัน 1 คน ช่วงหลังมานี้สังเกตเห็นว่าภรรยามีพฤติกรรมแปลก ๆ ที่จะชอบเดินออกไปคุยโทรศัพท์ไกล ๆ โดยมีข้ออ้างตลอดว่าคุยงาน ซึ่งในตอนแรกคุณลุงก็พยายามเข้าใจว่างานที่ภรรยาทำเป็นงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้า อาจจะอยากใช้บรรยากาศในการพูดคุย แต่ทุกครั้งที่มีสายโทรเข้ามาจะเป็นการโทรผ่าน Instagram ไม่ใช่เบอร์โดยตรง ซึ่งตรงนี้ทำให้คุณลุงเริ่มเอะใจแต่ก็ปล่อยผ่านไป จนกระทั่งวันหนึ่งมีสายเรียกเข้าผ่านบลูทูทในรถ ชื่อที่โทรเข้ามาคือชื่อผู้ชายโชว์อยู่บนหน้าจอ ทำให้ภรรยาลุกลี้ลุกลนรีบกดตัดสายทิ้งในทันที ถึงแม้ในตอนนั้นคุณลุงอยากจะถามในทันที แต่เพราะมีลูกนั่งมาด้วยจึงยังไม่อยากถามอะไร หลังจากนั้นคุณลุงจึงตัดสินใจแอบนำ GPS ไปติดที่รถของภรรยาและตามไปจับได้คาหนังคาเขาว่าภรรยาเดินกอดเอวมากับผู้ชายคนอื่น คุณลุงเสียใจมากจนกลับมาร้องไห้กับลูก และบอกคุณพ่อของภรรยาว่าภรรยามีคนอื่น แต่ต่อมาคุณลุงก็เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล ในระหว่างนั้นภรรยาก็ไม่ค่อยได้มาดูแล แต่ในวันที่ภรรยาเข้ามาเยี่ยม เขาก็บังเอิญไปเจอยาคุมฉุกเฉิน คุณลุงก็ทำได้แค่แอบไปยืนร้องไห้ในห้องน้ำ หลังจากนั้นก็ยังจับได้อีกว่าภรรยาแอบไปหาผู้ชายคนอื่นแต่เธอก็ไม่ยอมรับและอ้างว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเมื่อคุณลุงตัดสินใจติดกล้องวงจรปิดที่บ้าน และได้เห็นว่าภรรยากำลังคุยกับผู้ชายคนที่ 3 และคุยกันว่าให้เลิกกับคุณลุงเพื่อคบกัน ซึ่งภรรยาก็ตอบกลับไปว่า ‘ได้ เดี๋ยวเราจะทำ’ ทำให้คุณลุงรีบโทรหาภรรยาในทันทีแล้วบอกว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ภรรยากลับตอบกลับมาว่า ‘งั้นขออนุญาตบล็อกนะ’ จากนั้นก็กดตัดสายในทันทีและบล็อกคุณลุงทุกช่องทาง คุณลุงจึงตัดสินใจเก็บของออกจากบ้านและย้ายออกมาอยู่คอนโดเพียงลำพัง เรื่องราวทั้งหมดผ่านไปเกือบ 1 ปี คุณลุงต้องพบจิตแพทย์เพื่อรักษาสภาพจิตใจเพราะยังลืมไม่ได้ แต่ล่าสุดภรรยาเริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน และเอาลูกไปฝากคนอื่น ๆ เลี้ยง เธอได้ทักข้อความผ่าน TikTok ของลูกชายมาขอให้คุณลุงปลดบล็อกเพื่อกลับมาคุยกันใหม่ ทำให้คุณลุงสับสนและอยากปรึกษาว่าควรจะปลดบล็อกเพื่อกลับไปคุยกับภรรยาดีหรือไม่ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ว่า “สำหรับเติ้ลแล้วจะไม่มีทางกลับไป และขอเจ็บแค่ครั้งนี้พอ แต่พอประเมินจากที่คุณลุงเล่าว่ายังต้องพบคุณหมอและยังลืมเขาไม่ได้ แสดงว่าคุณลุงยังแข็งแรงไม่พอที่จะเผชิญหน้าคุยกับเขาอย่างมีสติ กลัวว่าถ้าปลดบล็อกไปแล้วคุณลุงจะใจอ่อนและต้องกลับไปเจ็บแบบเดิมอีก ดังนั้นตอนนี้แนะนำว่าอย่าเพิ่งกลับไปเลย โฟกัสที่ตัวเองและลูกไปก่อน รอให้ตัวคุณลุงแข็งแรงและโอเคขึ้นกว่านี้จริง ๆ แล้วค่อยกลับไปคุยตกลงกันในฐานะแค่พ่อกับแม่ของลูกก็พอ ไม่ใช่ในฐานะสามีและภรรยาอีกต่อไป” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า “หอมขอพูดตรง ๆ ในฐานะผู้หญิงด้วยกันเลยนะว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นภรรยาใคร เพราะเขาไม่ได้นอกใจแค่คนเดียว แต่การที่พกยาคุมฉุกเฉินและเปลี่ยนผู้ชายถึง 3 คนในระยะเวลาแค่นี้ แปลว่าเขาไม่มีการยับยั้งชั่งใจเลย แถมในฐานะแม่ก็ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเหมือนกัน แถมยังจะเอาลูกไปฝากคนอื่นเลี้ยงอีก ดังนั้นถ้าคุณลุงรักลูก ก็อย่าเอาคนแบบนี้กลับมาเลย สิ่งที่คุณลุงควรทำคือไปพบนักจิตบำบัดเพื่อเลิกคิดวน หาความสุขให้ตัวเอง เพราะถ้าตัวคุณลุงเองที่เป็นพ่อยังไม่มีความสุข แล้วลูกก็จะไม่มีความสุขตามเช่นกัน ถ้าไม่อยากคุยเองก็ให้สื่อสารผ่านคนกลางเพื่อจัดการเรื่องความรับผิดชอบในการดูแลลูกให้ชัดเจน แต่ไม่ต้องเอาเขากลับเข้ามาในชีวิตอีก เป็นกำลังใจให้คุณลุงเดินออกมาให้ได้นะคะ” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ก่อนอื่นต้องเริ่มจากยอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าภรรยาไม่ได้เป็นคนดี และเลิกตั้งคำถามที่ว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เพราะมันไม่มีประโยชน์มีแต่จะทำลายตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือคุณลุงต้องเลิกใช้ลูกวัย 8 ขวบเป็นสื่อกลางในการติดต่อ เพราะมันเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับเด็ก พ่อแม่ที่ดีควรจัดการเรื่องนี้กันเองแบบผู้ใหญ่ ลุงต้องเข้มแข็ง พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช่คนอ่อนแอคนเดิม แบ่งสิทธิ์การดูแลลูกให้เด็ดขาด และถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ ก็ให้ไปขึ้นศาลเพื่อประโยชน์ของลูกต่อไป”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเหมือนเป็นโดราเอม่อนในที่ทำงาน คนในบริษัทเป็นเหมือนโนบิตะที่วิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เพียงเพราะว่าหัวหน้าใหม่แจกงานไม่เป็น

19 มี.ค. 2026

เราเหมือนเป็นโดราเอม่อนในที่ทำงาน คนในบริษัทเป็นเหมือนโนบิตะที่วิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เพียงเพราะว่าหัวหน้าใหม่แจกงานไม่เป็น

เราเหมือนเป็นโดราเอม่อนในที่ทำงานคนในบริษัทเป็นเหมือนโนบิตะที่วิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาเพียงเพราะว่าหัวหน้าใหม่แจกงานไม่เป็น ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ อายุ 27 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นเป็นเหมือนโดราเอม่อน ที่คอยแก้ปัญหาให้กับคนในบริษัท โดย ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ปกติแล้วเราเป็นคนที่มีความสามารถในการทำหลายสิ่ง แต่เราก็ไม่ได้เก่ง และไม่ได้มีความถนัดในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ในที่ทำงานของเรา เวลาที่คนอื่นมีปัญหา เราก็จะเป็นคนที่คอยช่วยคนอื่นเสมอ ในขณะเดียวกันเราก็ยังสามารถทำงานของตัวเองได้ด้วยดี จนวันหนึ่งมันกลับมีปัญหา ในตอนที่หัวหน้าคนเก่าของเราได้ลาออกจากบริษัท ด้วยตำแหน่งงานที่ต้องจัดการดูแลหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้ตำแหน่งหัวหน้าขาดคนเข้ามาสมัคร และเว้นว่างมาเป็นระยะเวลานาน จนท้ายที่สุด ทางบริษัทก็ให้คนที่เขารู้จักมาทำงานตำแหน่งนี้แทน นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ หัวหน้าคนใหม่ได้ทำงานมาเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว แต่เขากลับทำงานไม่เป็น ในตอนที่หัวหน้าคนใหม่เข้ามาครั้งแรก เขาก็บอกว่า “ให้ทุกคนขอคำแนะนำจากคนเก่านะ” ซึ่งเราเป็นคนที่เหลืออยู่ในตอนนั้น ส่วนคนอื่น ๆ ได้ลาออกตามหัวหน้าคนเก่าไป ทุกครั้งเวลามีพนักงานใหม่สมัครงานเข้ามา หัวหน้าก็มักจะพูดว่า “มีอะไรให้มาถามเรานะ” เมื่อหัวหน้าบริหารงานไม่เป็น ก็ทำให้พนักงานลาออกผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ เพราะทุกคนมองว่า หัวหน้าคนนี้ไม่สามารถเป็นผู้นำให้กับพวกเขาได้ เพราะเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ส่วน HR ในบริษัทก็รับรู้ถึงปัญหาตรงนี้ แต่เหมือนว่าเขาก็คงเป็นคนที่ต้องแบกรับงานเหมือนกับเรา ทุกวันนี้ เวลาที่ทุกคนมีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เขาต้องเดินมาถามเรา ตั้งแต่งานเอกสาร งานที่ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งของเรา หรือแม้กระทั่งของในบริษัทพังเสียหาย ก็กลายเป็นเราที่ต้องคอยแก้ปัญหา โดยปกติแล้วหัวหน้าคนเก่าจะเป็นคนที่จัดการทำเอกสารและส่งให้กับหัวหน้าสูงสุดของบริษัท แต่ในทางกลับกัน หัวหน้าคนใหม่ เขาทำอะไรไม่เป็น อย่างมากสุดเขาก็ทำได้แค่เซ็นต์เอกสารเพียงเท่านั้น ส่วนหน้าที่ตรงอื่นมันกลับกลายเป็นเราที่ต้องมาทำแทน รวมถึงการสอนงานของพนักงานใหม่ที่เข้ามา ก็เป็นเราที่ต้องทำ เราเคยทนไม่ไหวกับเรื่องพวกนี้ จนระเบิดอารมณ์ใส่หัวหน้าไปครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเหมือนเขาก็พยายามที่จะเรียนรู้งานเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว มันก็วนกลับมาที่ตัวเราอีกอยู่ดี เราพยายามหาทางออกให้คนอื่น จนถึงขั้นทำกระดาษคู่มือสอนงานต่าง ๆ วางไว้ให้ทุกคนได้อ่าน แต่กลับไม่มีใครสนใจ จนตอนนี้เรารู้สึกว่าชีวิตของเรามันมีปัญหาแล้ว เพราะเราไม่สามารถทำงานของตนเองได้อย่างเต็มที่ ทุกคนมองเหมือนเราเป็นโดราเอม่อน มีโนบิตะวิ่งเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ เราจะทำยังไงดี ให้คนอื่นไม่มองว่าเราเป็นโดราเอม่อนของเขา เราอยากให้คนอื่นพึ่งพาหัวหน้ามากกว่านี้ หรือพึ่งพาตัวเองให้ได้ จะมีวิธิปฏิเสธ หรือจะมีวิธีที่ทำให้ทุกคนรู้จักการจัดการงานของตัวเองให้มากขึ้นมั้ยคะ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “สำหรับเรื่องงานแล้ว มองไม่เห็นหนทางของการประนีประนอมให้เรื่องนี้เลย ปกติแล้วเวลามีปัญหา ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาคือ หัวหน้า และ HR แต่ในเมื่อ 2 ตำแหน่งนี้มันมีปัญหา แนะนำให้ลาออก เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกงานเหมือนกัน ถ้าบริษัทเลี้ยงคนห่วย ๆ เอาไว้ เพียงเพราะว่าเขาใจไม่แข็งพอ ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ทำลาย และเสียคนที่เก่งออกไปจากองค์กร มันเกิดขึ้นมากมาย ถ้าเขามองเห็นความสามารถของเราเขาจะยื้อเราไว้ และเขาจะปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่าง แต่ถ้าเขาไม่ทำ เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ ไปหาที่ที่เราทำงานแล้วมีความสุขดีกว่า” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าการลาออกคือตัวเลือกสุดท้าย เราลองทำคู่มือขึ้นมาให้คนอื่นได้มาศึกษางาน ใครที่จะเข้ามาก็เชิญอ่านสิ่งนี้ แต่ในเมื่อเขาไม่สนใจ ก็ต้องยอมใจร้ายกลายเป็นไจแอนของเขาแทน เป็นเราจะไม่อดทน ถ้ามีทางเลือกอื่น ก็ลองไปหางานใหม่ดีกว่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในเมื่อบอกเขาไปแล้ว แล้วก็ยังกลับมาทำเหมือนเดิมก็ลาออก การที่เขาเอาคนไม่มีความสามารถเข้ามาทำงาน เพราะว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เรื่องแบบนี้มันคุยกันยาก หรือถ้าไม่ลาออก และไม่อยากแบกรับภาระพวกนี้ต่อไป ลองให้น้องพนักงานใหม่ทำวิดีโอสอนงาน แล้วนำมาให้เราตรวจ เมื่อเสร็จแล้วก็ให้เขานั่งดูในทุก ๆ วัน เมื่อถึงวันหนึ่งเขาจะไม่ถามเราอีก ทุก ๆ การถามของเขาต้องมีคลิปมาส่งเรา และเราก็สามารถนำคลิปนี้ไปใช้ต่อได้กับคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาอีกด้วย”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

04 ต.ค. 2024

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลางแล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียวคุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ เพิ่งรู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่ขอยืมรถเรา แล้วพูดว่าโง่เนอะ ให้กูยืมด้วย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนนินทาลับหลังเรา ทั้งที่ต่อหน้าเขาดีกับเรามาก โดย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่องเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว คือหนึ่งในเพื่อนกลุ่มเก่าตอนมัธยมโทรมาปรึกษาผมเรื่องเพื่อนอีกคนในกลุ่ม แบบมาบอกว่าเขานิสัยไม่ดีอะไรบ้าง อยากจะเลิกคบกับเขาทำยังไงบ้าง? ผมก็เลยให้คำปรึกษาว่า จะเลิกคบหรือไม่เลิกคบกัน ผมก็ขอเป็นคนกลางเพราะว่าเพื่อนคนที่เขาเล่ามาเขาก็ดีกับผมมาตลอด แต่ประเด็นคือว่าเพื่อนพูดว่า “เติร์ดกูไม่อยากเล่าให้มึงฟังนะ แต่เรื่องที่โดนนินทา คนที่โดนเยอะสุดคือเติร์ดนะ” แต่ผมไม่รู้ตัว คิดว่าเขาดีกับผมในกลุ่ม เพราะระยะเวลาที่คบกันมา 3 ปีเขาดีกับผมมาตลอดเลย จนผมไว้ใจเพื่อนคนนี้ที่สุดในกลุ่ม จนพอมาล่าสุด ผมมารู้ว่าเพื่อนที่ผมไว้ใจที่สุดกลับกลายเป็นว่าลับหลังผม ผมโดนเละที่สุดเลยในกลุ่ม ผมโดนเยอะมากๆ แล้วเพื่อนก็แคปหลักฐานทุกอย่างมาให้ผมดูหมดเลย เพราะเพื่อนมีแชทกลุ่ม ไม่ว่าผมจะอัปเดตชีวิตในโซเชียล หรือลงอะไร ผมจะโดนแคปลงในแชทกลุ่มที่ไม่มีผม ซึ่งเพื่อนคนอื่นก็เออ ออไปด้วย พอเขาจะแตกกันก็มาเล่าให้ผมฟังว่าจะเลิกคบกับคนนั้นแล้วนะ เพราะเขานิสัยไม่ดี แต่ที่ผ่านมาเขามีการมายืมเงิน ยืมมอเตอร์ไซค์ของผม พอผมให้ยืมเขาก็เอาไปพูดลับหลังว่าผมโง่ให้ยืมด้วย เพื่อนคนนั้นยังไม่รู้ว่าผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วที่เขาเผาผม ตอนนี้เขาก็ยังทำเป็นดีกับผม ยังคุยกันปกติ ผมอยากถามพี่ๆว่า ควรคบเพื่อนคนนี้ต่อดีมั้ย? หรือควรตัดไปเลยเพราะผมก็รู้ความจริงหมดแล้วว่าที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หวังดีกับเราจริงๆ’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘แน่นอนอยู่แล้วว่าพี่จะไม่คบคนกลุ่มนี้ แต่ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้แหละ มองในแง่ดีคือมันก็เป็นภูมิคุ้มกันเรา เพราะว่าเติร์ดอาจจะได้เจอคนแบบนี้อีกก็ได้ เหมือนประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน ขนาดคนที่เราสนิทกันขนาดนี้มันยังพูดลับหลังกันได้ ซึ่งมันมีแบบนี้จริงๆบนโลกนี้ เราก็แค่ได้รู้ว่าคนๆนี้เป็นแบบนี้ ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคน คนที่เราช่วยเหลือเขามาตลอด แล้วสิ่งที่มันทำคืออะไร แต่พี่ว่ายังไงก็ต้องตัด’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนที่สองว่า ‘คนๆนี้ถ้ามันใช่แบบที่เติร์ดเล่ามาทั้งหมด คนแบบนี้มันเน่าตั้งแต่ข้างใน คนที่มันก่อร่างสร้างตัวมาเป็นคนที่มี attitude แบบนี้มันโตมายังไง พี่ว่ามันเลวทรามยิ่งกว่าเม้าท์ปากเสีย เพราะฉะนั้นคนแบบนี้เติร์ดไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรมันด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพี่ พี่จะส่งแชทที่เพื่อนแคปมาให้ดูส่งให้มันไปเลย แล้วไม่ต้องคุยอะไรเลยก็ได้ ส่งเสร็จบล็อกไปเลยจบๆ หรือถ้าจะใส่กันสักชุดก็ได้ แค้นอะไรก็บอกไป คุยจบก็แยกย้ายกันเลย เป็นพี่ก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อ้อยเคยอ่านเจอประโยคนึงว่า เราเลือกคนที่เราเจอไม่ได้ แต่เลือกว่าจะวางเขาไว้ตรงไหนในชีวิตได้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราจริงใจกับเขา เขาจะตลบหลังเราเมื่อไร แต่เมื่อเรารู้แล้ว เราเลือกวางเขาไว้ตรงไหนที่ไม่ต้องทำให้เราดีลกันอีกก็ได้ พี่ว่าบางทีมันไม่จำเป็น เดี๋ยวเติร์ดก็มีเพื่อนอีกหลายๆกลุ่ม อาจจะไปเจอแบบเดียวกันอีก หรือเป็นอีกแบบเลยก็ได้ ใดๆก็ตามเราอาจจะเสียใจ อาจจะเจ็บแค้น แต่ที่สุดแล้วการล้างแค้นที่สาสมที่สุดคือเขาคนนั้นต้องไม่มีผลอะไรต่อใจของเติร์ดอีกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เติร์ดยังเจ็บปวดไปกับคนๆนั้น ถือว่าเติร์ดยังให้ความสำคัญกับคนๆนั้นอยู่นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูทำงานเป็น Customer Service หัวหน้ามอบหมายให้ดูแลลูกค้าคนสำคัญ VIP รายใหญ่ของบริษัท แต่กลายเป็นว่าลูกค้าคนนี้ มีปัญหา และ ต้องการคุยทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนหนูแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าคนอื่นเลย ลูกค้า VIP รายนี้ เอาแต่ใจ ไม่ได้อะไรดั่งใจ ด่ากราด

23 พ.ค. 2025

หนูทำงานเป็น Customer Service หัวหน้ามอบหมายให้ดูแลลูกค้าคนสำคัญ VIP รายใหญ่ของบริษัท แต่กลายเป็นว่าลูกค้าคนนี้ มีปัญหา และ ต้องการคุยทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนหนูแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าคนอื่นเลย ลูกค้า VIP รายนี้ เอาแต่ใจ ไม่ได้อะไรดั่งใจ ด่ากราด

หนูทำงานเป็น Customer Service หัวหน้ามอบหมายให้ดูแลลูกค้าคนสำคัญ VIP รายใหญ่ของบริษัทแต่กลายเป็นว่าลูกค้าคนนี้ มีปัญหา และ ต้องการคุยทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนหนูแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าคนอื่นเลยลูกค้า VIP รายนี้ เอาแต่ใจ ไม่ได้อะไรดั่งใจ ด่ากราด คำหยาบใส่แบบเสียๆหายๆ วันไหนหนูลาป่วย ไม่สบายลูกค้ารายนี้ก็โทรมาต่อว่าว่าทำไมไม่ทำงาน เรื่องนี้รายงานหัวหน้าแล้วก็ยังเฉย ให้เราดูแลเขาต่อเพราะเราทำมานานแล้วตอนนี้เครียดมากๆ แต่ต้องเก็บอาการเวลาทำงานอย่างเดียว “คุณกบ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 2 ของรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 พ.ค. 68] เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการรับมือกับพฤติกรรม Toxic ของลูกค้ารายใหญ่ จึงโทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย” โดย “คุณกบ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำอาชีพ Customer Service มา 2 ปี ดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่มีเม็ดเงินสูงของบริษัท ตอนนี้หนูรับมือกับพฤติกรรมของเขาไม่ไหวแล้ว ลูกค้าท่านนี้ค่อนข้างสูงอายุ จึงรับมือกับอารมณ์ได้ยาก ชอบเอาแต่ใจ รบกวนเวลา ถ้าวันไหนที่ต้องดูแลลูกค้าท่านนี้ หนูจะไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย หนูมีการแจ้งหัวหน้ามาโดยตลอด แจ้งถี่มาก หนูก็บอกหัวหน้าไปว่า ลูกค้ากดดันหนู หัวหน้าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่หัวหน้าก็กดดันหนูกลับอีกที บอกว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าโอเคกับข้อเสนอ โดยที่เราไม่ได้ให้เขาทุกอย่างที่เขาอยากได้ หนูต้องรักษาลูกค้าคนนี้ไว้ สนใจแค่ยอดอย่างเดียว แล้วหัวหน้าก็ย้ำอย่างเดียวว่า ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าพอใจ! งานนี้มีแค่หนูคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับมือและดีลกับลูกค้าทุกคนก่อนกระจายงานให้กับทีม หนูก็เลยโดนหัวหน้าด่าอยู่บ่อย ๆ ตอนนี้มีลูกค้ารายใหญ่ 5 ราย แต่ท่านนี้พอรวมยอดสะสมแล้วมากกว่าท่านอื่น ๆ เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ เหตุการณ์ที่รู้สึกไม่สมเหตุสมผลของลูกค้าคนนี้ เช่น บางอย่างเขาคิดว่ามันง่ายสำหรับเรา แต่จริง ๆ มันไม่ง่าย หนูพยายามอธิบายดี ๆ เขาก็ไม่รับฟัง แถมอุทานคำหยาบใส่หนูอีก มีครั้งหนึ่งหนูแอดมิท และเขาต้องการใช้บริการตอนนั้น เขาก็พูดใส่หนูว่า โกหกหรือเปล่าเนี่ย อายุน้อยแค่นี้ป่วยเลยหรอ หนูเลยอยากถามพี่ๆดีเจสองข้อคือ 1. หนูอยากได้คำแนะนำว่าจะรับมือกับลูกค้าอย่างไรดี? 2. มีวิธีไหนที่หนูสามารถคุยกับหัวหน้าได้บ้าง? เพราะเพิ่งเลิกงานและโดนดุมาเหมือนกัน’ ซึ่ง “ดีเจทั้งสามคน” (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘คนทำอาชีพนี้ต้องเป็นคนที่เกิดมาเพื่อรองรับอารมณ์จากทุกฝ่าย ทั้งลูกค้าและฝั่งของเรา หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแย่ คนที่รองรับก็ต้องแย่ เพราะฉะนั้นถ้าเรารับมาก็ต้องถ่ายออก ต้องรู้วิธีกำจัดความเครียด คิดแค่เรื่องงานจริง ๆ เราคงเปลี่ยนนิสัยลูกค้าไม่ได้ แต่เราสามารถพูดคุยและต่อรองกับหัวหน้าในสิ่งที่เราพึงจะได้รับได้ เช่น ขอขึ้นเงินเดือนและได้รับค่าคอมมิชชั่นที่มากขึ้น หรือเจรจาว่า ถ้าต้องการให้เราอยู่ต่อ จะต้องส่งคนมาซัพพอร์ตในส่วนนี้เพิ่ม เพราะจากประสบการณ์การทำงานที่สูงของเราแล้ว มีสิทธิ์ที่จะต่อรองได้สูงมาก เพราะถ้าบริษัทขาดเราไป บริษัทก็เสียหายมากเช่นกัน’ ปิดท้ายด้วย “ดีเจอ้อย” บอกว่า ‘ถ้าสุดท้ายแล้ว ยังเหลือเราที่ต้องทำงานคนเดียวก็พอเลย เราต้องโอบกอดตัวเองบ้าง การทำงานทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ยังหาคนมาทำแทน แต่การที่เราเสียสุขภาพจิตทุกวัน ถ้าวันหนึ่งหนูป่วยไป ครอบครัวจะเอาใครมาแทน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-