หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

05 มิ.ย. 2026

หนูไม่ชอบมนุษย์ป้า แต่ยายของหนูกลายเป็นมนุษย์ป้าเอง

ยายชอบเล่าเรื่องคนอื่นให้หนูฟังตลอดเลย

ข้างบ้านเป็นเมียน้อยบ้าง คนนั้นมีเจ้าหนี้มาทวงบ้าง

หนูไม่ได้อยากฟังทุกเรื่อง แต่จะรับมือกับยายยังไงดีคะ ?

        ‘คุณสตางค์’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตัวเธอหนีมนุษย์ป้ามาทั้งชีวิต แต่เป็นยายเธอเองที่กำลังทำพฤติกรรมมนุษย์ป้า

        ‘คุณสตางค์’ อายุ 18 ปี เล่าว่าชีวิตของเธอมักจะย้ายบ้านบ่อย ๆ นั่นจึงทำให้เธอกับน้อง ๆ ภาวนาอยู่ตลอดว่าไม่อยากเจอป้าข้างบ้าน หรือมนุษย์ป้า แต่ยายของเธอที่อายุเข้า 70 ปีเริ่มมีพฤติกรรมมนุษย์ป้า นั่นก็คือยายชอบเล่าเรื่องของคนอื่นให้ฟัง ซึ่งจะเป็นเรื่องของคนข้างบ้านและคนในซอยบ้าน

        โดยปกติแล้วยายจะมีกลุ่มเพื่อนมานั่งปูเสื่อคุยกันหน้าบ้าน ในตอนแรกพวกเขาก็จะคุยกันเรื่องของคนอื่น ๆ แต่หลัง ๆ แม้แต่คนในกลุ่มเองก็ยังเอามาเล่าด้วย ซึ่งในบ้านมีสมาชิกดังนี้ ตา ยาย คุณสตางค์ น้องอีก 2 คน โดยแม่ของคุณสตางค์จะเทียวไประหว่างบ้านหลังนี้และบ้านที่กรุงเทพฯ 

        คุณสตางค์เล่าเพิ่มเติมว่า ที่ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้ตนฟังบ่อย ๆ ก็เพราะถ้ายายไปเล่าให้ตาฟัง ตาก็จะมีความคิดเห็นแตกต่างและจบที่ทะเลาะกับยายทุกที นั่นก็เลยทำให้ยายเลือกที่จะมาเล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟัง

        บางครั้งยายก็ไปพูดคุยกับข้างบ้าน แต่พอกลับถึงบ้านก็จะเอาเรื่องของเขามานินทาให้ฟัง หรือเวลาที่ข้างบ้านเสียงดัง ยายก็จะพูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ข้างบ้านตีกันอีกละ” หรือช่วงปิดเทอม ที่เธอไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพ พอคุณสตางค์กลับมาที่บ้านยายก็จะรีบมาเล่าเพิ่มว่าคนข้างบ้านเขาเป็นเมียน้อย

        นอกจากนี้ ถึงยายจะไม่ได้เล่าเรื่องให้คุณสตางค์ฟังตลอด แต่ยายกับกลุ่มเพื่อนก็มานั่งพูดเรื่องคนอื่นที่หน้าบ้านกันทุกวัน คุณสตางค์เองก็ไม่ได้ว่าอะไรยาย เธอรับฟังเสมอ แต่ถ้าวันไหนไม่อยากฟังก็จะตัดบทยายแล้วยายก็จะรู้สึกนอยด์ คุณสตางค์จึงอยากได้คำแนะนำว่า มีวิธีแบบไหนที่จะทำให้ยายลดการเล่าเรื่องคนอื่น หรือขอวิธีที่ทำให้เธอรับฟังยายให้มากขึ้นก็ได้

        เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงยายได้เลย เพราะยายอายุ 70 แล้ว ดังนั้นปรับที่เราจะเบากว่า หลังจากนี้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรับฟังเขา และคุยกับยายเท่าที่ไหว เพราะคนแก่ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเด็ก อยากให้สตางค์ใช้ชีวิตกับคุณยายในวัยนี้ให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าใจเขาและอยู่เป็นเพื่อนยาย”

        ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “สตางค์ลองทำแบบนี้ดูมั้ย สตางค์ here ยาย แต่ไม่ต้อง listen to ยาย รับรู้แต่ไม่รับฟัง ฟังแต่ไม่ต้องทำความเข้าใจ เพราะตอนนี้เขามีแค่คุณสตางค์ ลองมองในแง่ดีว่ายายคนอื่นอายุ 70 เริ่มไม่รู้เรื่องก็เยอะแยะ แต่ยายของคุณสตางค์ยังดูสุขภาพดีอยู่เลย สาเหตุมันอาจเกิดจากที่เขาได้เล่าเรื่องก็ได้ ยิ่งเวลาตอนนี้มันนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งยายไม่อยู่แล้วคุณสตางค์จะคิดถึงเขานะ แต่ถ้าตอนไหนคุณสตางค์ต้องใช้สมาธิก็บอกกับเขาตรง ๆ ไปเลย”

        ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่สนับสนุนความเห็นของดีเจเติ้ลว่า “มองในแง่ดีก็ได้ว่าสิ่งที่เขาเอามาเล่าให้เราฟังมันทำให้เราระแวดระวังภัยรอบบ้านได้ นำมาเป็นข้อมูลให้ตัวเราเองที่เราอยู่แต่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่ดีเจเผือกบอกไปว่าเปลี่ยนคนแก่ไม่ได้หรอก อย่าไปเปลี่ยนเขาเลย อีกอย่างมันคือความสุขของเขา อย่างความสุขของเรามันคือการเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ของยายก็คือการเล่าเรื่องเพื่อนบ้านนี่แหละ ถือซะว่าเรากำลังให้ความสุขกับเรา ถ้าเราไปขัดเขาเดี๋ยวเขาไม่มีความสุข อย่างน้อยยายก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะมีความสุข เรื่องนี้ Generation Gap มาเยอะมาก วันนี้ยังไม่ต้องเข้าใจยายทั้งหมดหรอก แต่ตามใจเขาเท่าที่เราไหวก็พอ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

23 ม.ค. 2026

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกันแฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่มผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่าอยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ? ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก-ดีเจ-ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาไม่ตรงกับแฟน ทำให้แฟนน้อยใจ แต่ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนงาน ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ อายุ 35 ปี ปัจจุบันมีแฟนอายุ 31 ปี คบกันมา 6-7 ปี ยังไม่แต่งงาน แต่อาศัยอยู่ด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน มาถึงช่วงเดือนตุลาคมปี 68 ที่ผ่านมา คุณวิทย์ได้เปลี่ยนงานใหม่ ก่อนหน้านี้ทำงานเวลาออฟฟิศทั่วไป ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนไม่เพียงพอ ในส่วนของงานใหม่นี้ ก็ได้ปรึกษากับแฟนแล้วว่าที่นี่เงินดีกว่า แต่ต้องเข้างานเป็นกะ คุณวิทย์คุยกับแฟนไว้ว่า อยากทำที่นี่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะก่อนหน้าได้มีการเปลี่ยนงานบ่อยมาก จึงกลัวจะกระทบต่อประวัติการทำงาน แต่เมื่อต้องย้ายเวลาเข้า - ออกงาน จึงทำให้เกิดปัญหาไม่เข้าใจกันกับแฟน ช่วงหลังปีใหม่ แฟนเริ่มน้อยใจหนักขึ้น มีการโทรมาเหวี่ยงใส่คุณวิทย์ว่า เธอไม่โอเค กับการที่ตื่นมาไม่ได้เจอหน้ากับบ่อย ๆ เหมือนเคย ซึ่งเธอบอกว่าเข้าใจในเรื่องการทำงานของคุณวิทย์ แต่ใจเธอยอมรับไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเองคุณวิทย์ ก็ยังคงทำงานอยู่ จึงทำได้แค่ฟัง แต่เมื่อกลับถึงบ้าน แฟนกลับเงียบใส่ ทำให้ไม่ได้พูดคุยเคลียร์ใจกัน ปกติแล้ว คุณวิทย์เป็นคนใช้เงินค่อนข้างเก่งมาก จึงโอนเงินให้แฟนเป็นคนจัดสรรเงินให้ แต่วันถัดมา แฟนกลับโอนเงินคืนคุณวิทย์ และพูดว่าจะไม่ทำให้อีกแล้ว จากนั้นคุณวิทย์ก็โทรตาม แต่ก็ไม่รับสาย จึงเปลี่ยนไปส่งข้อความ แต่ก็ได้คำตอบมาตามเดิมว่า เธอไม่ชอบที่เวลาทำงานของคุณวิทย์เปลี่ยนไป จนไม่มีเวลาร่วมกัน สิ่งที่เธอต้องการคืออยากให้วันเสาร์-อาทิตย์เราได้เจอกันเหมือนเดิม กลับมาก็เจอหน้ากันไม่นาน แล้วหลังจากนั้นอีกคนก็ออกไปทำงาน และเป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ อาจมีบางวันหยุดของคุณวิทย์บ้าง ที่ตอนเที่ยงคุณวิทย์จะขับรถไปที่ทำงานแฟนเพื่อทานมื้อเที่ยงด้วยกัน หรือตอนเย็นไปรับจากที่ทำงาน และทานอาหารเย็นด้วยกัน ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันเพิ่มเติมแล้ว แต่กลัวว่าแฟนจะกลับไปน้อยใจอีก เพราะเมื่อก่อนคุณวิทย์เคยสัญญาว่าจะทำงานเก็บเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ทำไม่ได้สักที และทุกเสาร์-อาทิตย์เราไปเที่ยวด้วยกันตลอดแต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว จึงอยากปรึกษาขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้แฟนเข้าใจ เรื่องที่ไม่อยากเปลี่ยนงาน อยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพและมีอนาคตที่ดีร่วมกัน เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ แนะนำให้บอกแฟนไปว่า “เดี๋ยวจะหางานใหม่ ที่เวลาตรงกันให้ และมีเงินดีด้วย วันนี้เราต้องพึ่งงานตรงนี้ก่อน ไม่มีใครอยากเลิกงานตี 2 ทุกวันหรอก แต่เอาเป็นว่า ถ้ามันมีงานที่ดี และเงินดีกว่า เราก็จะเปลี่ยนให้ ขอให้อดทนไปด้วยกัน ให้เธอสบายใจได้ว่าเราก็พยายามที่จะหาทางออก หรือถามตรง ๆ เลยว่า อยากให้คุณวิทย์ทำอะไร แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ได้จะทำที่นี่ไปตลอดอยู่แล้ว แค่ต้องอดทนหน่อย” ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ พูดว่า “แล้วในวัย 31 นี้ เขาก็น่าจะพอเข้าใจโลก แต่เมื่อคุณทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน อยู่ด้วยกันมานาน แต่ยังไม่ขยับขยายและไม่มั่นคงเท่าไหร่ กรณีแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คู่เกิดคำถามต่อกันว่า ใช่ ไม่ใช่ ไปต่อหรือไม่ไปต่อ อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ มันพาลให้เป็นปัญหาได้มาก แนะนำให้คุณวิทย์สร้างความมั่นใจให้เขาว่าในวันนี้อาจจะมีบ้างที่ยังแบ่งเวลาให้มากไม่ได้ แต่อยากให้มั่นใจว่าในอนาคตที่เขาต้องรอคอย มันจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากให้ลองคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่รอให้พร้อม แต่ไม่รู้ว่าพร้อมคือเมื่อไหร่ ลองยื่นอนาคตที่ชัดเจนให้เขาดู ถ้าเขากลับเริ่มไม่มั่นใจ ก็ลองโทรมาปรึกษากันใหม่” สุดท้ายตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ เสริมว่า “พี่เข้าใจแฟนคุณวิทย์ คนเราคงมีอารมณ์น้อยใจโกรธกัน เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เข้าใจในมุมคุณวิทย์ที่อยากจะมีอนาคตมีเงินที่มากขึ้น และยังพยายามที่จะชดเชยเวลาด้วยการไปกินข้าวกลางวัน ไปรับแฟนจากที่ทำงานด้วย พี่อยากให้คุณวิทย์คุยกับแฟนในมุมเหตุผลว่าทั้งหมดนี้เราทำไปทำไม บางครั้งเมื่อเงื่อนไขของชีวิตคู่ มันถูกเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายของสองคน มันอาจจะต้องอดทนและยอม เพื่อให้มันไปถึงเป้าหมายได้” มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

05 มิ.ย. 2026

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลานแต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยงเราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูกแต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง ‘คุณเปย์’(นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอคลอดลูกออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนช่วยเลี้ยง เรื่องนี้ทำให้ทะเลาะกับสามีจนอยากจะเลิกกัน ‘คุณเปย์’ อายุ 38 ปี เล่าว่า ตนเองเป็นคนที่มีบุตรยาก หลังจากแต่งงานกับสามีมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ทั้งคู่พยายามมีลูกมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์ก็มักจะเกิดการแท้ง ทำให้สามีเริ่มทำใจและบอกอยู่เสมอว่า หากไม่มีลูกก็คงไม่เป็นไร ต่อมาคุณเปย์ตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง และหลังจากเข้าอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เธอก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สามียังคงคิดว่าเหตุการณ์คงจะเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เด็กสามารถอยู่ในครรภ์ได้เกือบ 7 เดือน ก่อนจะคลอดก่อนกำหนด โดยคุณเปย์เล่าว่า ลูกคลอดออกมาเมื่ออายุครรภ์เพียง 27 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้เธอกังวลเป็นอย่างมากว่าเด็กจะมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่ เนื่องจากเด็กต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึง 3 เดือน เธอยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นเป็นห่วงลูกมาก ทุกครั้งที่ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลก็จะรู้สึกใจไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น แต่ปัจจุบันลูกมีอายุ 10 เดือนแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี แม้จะยังมีพัฒนาการบางด้านที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน เนื่องจากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากทั้งเธอต้องทำงานเพื่อหารายได้มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายของลูก คุณเปย์มองว่าการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สามีกลับมองว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ค่อยใส่ใจลูก และอยากให้เธอหยุดงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและดูแลลูกบ้าง ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างหนัก และเกือบจะนำไปสู่การเลิกรา ปัจจุบัน คุณเปย์จึงหาทางออกด้วยการจ้างญาติของตนเองมาช่วยเลี้ยงลูก เนื่องจากเธอเป็นผู้หารายได้หลักของบ้านทำให้ไม่มีเวลาว่าง โดยเธอทำงานเป็นพนักงานประจำในโรงงานแห่งหนึ่งมานานกว่า 9-10 ปี ส่วนสามีทำงานในตำแหน่งซัพพอร์ต ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและน้อยกว่าเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเธอกลับไม่ได้ช่วยสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรอย่างที่คาดหวังไว้ คุณเปย์เล่าว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจมีลูก เพราะแม่เคยพูดกับเธอว่า “ลองมีลูกดูสิ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร” ทำให้เธอเข้าใจว่าแม่อาจอยากมีหลาน แต่เมื่อมีลูกจริง ๆ แม่กลับไม่ได้ช่วยดูแลอย่างที่คิด และมักบ่นเรื่องภาระในการเลี้ยงเด็กอยู่เสมอ เพราะตัวแม่เองก็ยังมีหน้าที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแล ส่วนคุณพ่อก็ไม่ได้มีเวลามากนัก เนื่องจากต้องออกไปขายของ นอกจากนี้ เธอยังเคยถูกคุณหมอตักเตือนว่า ต้องเริ่มคิดให้ได้แล้วว่าหลังจากมีลูกแล้วจะวางแผนชีวิตอย่างไรต่อไป ซึ่งในตอนนั้นเธอยอมรับว่าไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่คิดว่า ลูกไม่ได้ผิดที่เกิดมา แต่เป็นตัวเธอเองที่ปรับตัวไม่ทัน และไม่ได้วางแผนชีวิตหลังมีลูกเอาไว้ตั้งแต่แรก ท้ายที่สุด คุณเปย์จึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการลดการรับงานโอทีในวันหยุด จากเดิมที่ทำทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เหลือเพียงวันเดียว และตั้งใจเก็บวันอาทิตย์ไว้เป็นวันครอบครัว เพื่อใช้เวลากับสามีและลูก อย่างไรก็ตาม เธอยังคงกังวลว่า แม้จะเริ่มปรับตัวแล้ว แต่ในอนาคตปัญหาเดิมอาจกลับมาจนกลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันอีก เธอจึงอยากทราบว่า ควรเริ่มแก้ปัญหาความสัมพันธ์จากจุดใดก่อน เพราะที่ผ่านมาเธอและสามีไม่เคยสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ จนเกือบจะต้องยุติชีวิตคู่ ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เปย์มีความคิดมาตลอดว่า พ่อแม่เปย์ต้องเป็นคนเลี้ยงลูก เพราะว่าท้องมาให้เขา ต้องช่วยเลี้ยงสิ ซึ่งไม่ใช่ คนแรกบนโลกใบนี้ที่ควรจะรักและดูแลให้เด็กคนนี้เติบโตมาคือแม่ ตอนตั้งครรภ์ควรที่จะคิดแบบนี้ก่อน สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือยอมรับว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลยกับการมีลูกครั้งนี้ การวางแผนเลี้ยงลูกคนนึงมันแสนจะยาก แต่การเลี้ยงโดยไม่มีแผนอะไรเลย แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ มันก็ยากที่จะเลี้ยงออกมาให้ได้ดี สิ่งที่สามีต้องการในตอนนี้คือ เด็กในวัยนี้ต้องการคนที่เลี้ยงดูเขา ถ้าพี่เลี้ยง เลี้ยงก็เป็นแบบนึง พ่อแม่เลี้ยงก็เป็นอีกแบบนึง พ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจเลี้ยงก็จะเป็นแบบนึง พ่อแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงก็จะโตอีกแบบนึง เปย์อยากให้เค้าโตแบบไหน เลี้ยงเค้าแบบนั้น ถ้าเปย์ไม่ได้สนใจว่าเค้าจะโตมาแบบไหน ก็ให้ใครเลี้ยงก็ได้ การมีลูกคือการเปลี่ยนความสำคัญในชีวิต ลำดับความสำคัญในชีวิตที่เคยเป็นเราจะกลายเป็นเขา นี่คือธรรมชาติของพ่อแม่ที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามันมีเงื่อนไขของความไม่พร้อม ยังไงก็ต้องสละบางอย่างในชีวิตของเราเพื่อดูแลเขา ถ้าต่อจากนี้ไม่อยากให้มีปัญหา เปย์ลองเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตให้กลายเป็นลูกก่อน ถ้าเปย์คิดว่าลูกสำคัญที่สุดในชีวิตเปย์ เปย์จะพยายามแก้ปัญหาเพื่อดูแลเขาให้ได้ เปย์จะยอมสละบางอย่างในชีวิตได้เพื่อเขา และการทำงานเป็นทีมร่วมกับสามีก็สำคัญมาก ต้องมีบาลานซ์ มันต้องผ่อนหนักผ่อนเบา คนนึงงานเยอะคนนึงช่วยดูแล ต้องทำงานเป็นทีม สามัคคี มันถึงจะรอด” ขณะที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า “สิ่งที่จะต้องปรับคือทัศนคติ พี่รู้สึกว่าเปย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกเลย สิ่งที่เปย์เลือกมาปรึกษาคือทะเลาะกับแฟน เบื่อไม่อยากทะเลาะ กลัวจะมีปัญหาอีก มันกลายเป็นว่าอยากจะตัดปัญหานี้ทิ้ง โดยการเลิกกับแฟนไปเลย แทนที่จะอยู่เป็นพ่อเป็นแม่ มันดูเหมือนเลี้ยงเด็กแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนสิ่งที่เปย์พูดมาคือนึกถึงแต่ตัวเอง แค่ไม่อยากทะเลาะกับแฟน ไม่ได้มีการโฟกัสกับลูกเลย ตอนนี้เรามีลูกแล้ว ซึ่งหนูก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่าหนูเป็นแม่” ส่วน ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวปิดท้ายสั้น ๆ ว่า “หยุดหนึ่งวันแล้วเลี้ยงลูก นับจากนี้กินยาคุมหรือว่าทำหมันไปได้เลยก็ดี มีแค่นั้น”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมีนิสัย พูดเก่งเฉพาะกับคนสนิท พอมาฝึกงาน คุยเล่นกับพี่ๆไม่เป็น ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว พอจบฝึกงาน ได้รับการประเมินจากพี่ๆว่า ทำงานโอเค แต่ไม่ค่อยพูดกับใครในที่ทำงาน กลัวว่าเวลาไปทำงานจริงๆ จะปรับตัวไม่ถูก อยากชวนคุยกับคนอื่นเก่งๆ ทำยังไงดีคะ?

31 พ.ค. 2024

หนูมีนิสัย พูดเก่งเฉพาะกับคนสนิท พอมาฝึกงาน คุยเล่นกับพี่ๆไม่เป็น ก้มหน้าทำงานอย่างเดียว พอจบฝึกงาน ได้รับการประเมินจากพี่ๆว่า ทำงานโอเค แต่ไม่ค่อยพูดกับใครในที่ทำงาน กลัวว่าเวลาไปทำงานจริงๆ จะปรับตัวไม่ถูก อยากชวนคุยกับคนอื่นเก่งๆ ทำยังไงดีคะ?

“คุณยาหยี (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาคุยไม่เก่ง โดย “คุณยาหยี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงปลายปีที่แล้วหนูเรียนอยู่ปี 4 เทอม 2 ซึ่งใกล้จะจบแล้ว เลยได้มีโอกาสไปฝึกงานที่หนึ่ง ทีนี้ตอนที่ฝึกงานมันก็ปกติดี จะประชุมหรือนำเสนองานหนูก็ทำได้ดีมาตลอด แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหาจนกลายเป็นข้อเสียของหนู คือหนูเป็นคนคุยไม่เก่งในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องงาน เช่น ตอนที่หนูต้องไปกินข้าวกลางวันกับพี่ ๆ ที่ทำงาน ซึ่งมันเป็นช่วงที่จะได้มีโอกาสพูดคุยกัน เราจะรู้ว่าพี่ ๆ เค้าจะโยน Topic มาให้หนู เช่น ยาหยีเคยดูหนังเรื่องนี้มั้ยซึ่งหนูก็ตอบไปตามปกติ แต่หนูไม่รู้ว่าจะต้องคิดคำพูดยังไง ทำยังไง ให้บทสนทนามันสามารถไปต่อได้ จริง ๆ ก็มีพี่ที่อายุใกล้ ๆ กัน แต่ส่วนใหญ่เค้าจะโตกว่าหนูค่อนข้างเยอะ พอตอนหลังหนูฝึกงานจบด้วยความที่ตอนทำงานหนูเงียบ ๆ พี่ ๆ เค้าจึงแจ้งมาว่าหนูเป็นคนที่เงียบเกินไป ขี้เกรงใจเกินไป คือหัวหน้าก็แนะนำมาด้วยความหวังดีว่า หลังจากที่เราจบฝึกงานนี้ไปเราต้องไปทำงานที่อื่น เราควรที่จะพูดดีกว่าไม่พูด หนูก็เลยอยากถามว่า หนูอยากเอาปัญหาตรงนี้มาแก้ไขในการทำงานในอนาคต ให้มันไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หัวหน้าเค้าคอมเม้นท์มาเค้าซีเรียสกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน มันส่งผลร้ายแรงกับการประเมินของยาหยีมากน้อยแค่ไหน บางทียาหยีอาจจะทำงานเพอร์เฟคมากซะจนเค้าพยายามที่จะหาที่ติสักหน่อย ให้เด็กคนนี้ได้พัฒนาอะไรอีกสะหน่อย มันอาจจะแค่เลเวลนี้ก็ได้ หรือ เค้ามาในความรู้สึกที่ว่า เด็กคนนี้ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เลย ต้องคุยมากกว่านี้ไม่งั้นเธอทำงานกับคนอื่นไม่ได้นะ ในประโยคคล้าย ๆ กันมันมีความหนักเบาที่ต่างกัน เพราะว่าถ้ายาหยีบอกว่าถ้าเป็นเพื่อนสนิทหนูจะเป็นผีบ้าเลย ซึ่งพี่เชื่อว่าผีบ้าเนี่ย ถ้าเจอคนไม่สนิทมันก็จะลดลงมาในเลเวลที่ไม่ถึงกับไร้มนุษยสัมพันธ์ มันก็อาจจะลงมาในเลเวลปกติ แต่อาจจะตอบน้อยหน่อย พี่เลยไม่รู้ว่ากายหยาบหรือกายละเอียดเราต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าจะถามเรื่องของการเข้าสังคมให้เป็นคนช่างพูด ช่างคุย พี่ไม่รู้ว่าจะให้ยาหยีไปฝึกยังไง แต่ข้อดีคือยาหยีมีตัวตนสนุกสนาน เฮฮาเวลาอยู่กับเพื่อนสนิท เราลองจินตนาการว่าเราสนิทกับคนเหล่านั้นมากขึ้นแล้วได้มั้ย หรือสุดท้ายแล้วยาหยีอาจจะไม่ต้องกังวลอะไรเลยก็ได้ มันอาจจะเป็นรีแอคปกติกับคนที่เรายังไม่สนิท ถ้ายาหยีเริ่มทำงานที่ไหนไป ระยะเวลามันมากกว่าฝึกงานอยู่แล้ว พอเราค่อย ๆ สนิทขึ้น เราก็จะเริ่มพูดคุยมากขึ้น ร่างผีบ้าเราก็จะออกมามากขึ้น สุดท้ายมันก็อาจจะไม่เป็นปัญหา แต่พี่จะให้เป็นเทคนิคเบื้องต้น คือ ให้ฟังเรื่องของอีกฝ่ายเยอะ ๆ แล้วเอาเรื่องของเค้ามาคุยเป็นหลัก เราอย่าพึ่งตั้งใจที่จะพูดแต่เรื่องของเรามากจนเกินไป บางทีเรื่องที่เราคิดว่าน่าสนใจแล้วพูดออกไป เค้าอาจจะไม่ได้สนใจกับเรื่องที่เล่ามากเท่าไหร่นัก พี่เลยจะรู้สึกว่าเราต้องระวังการเล่าเรื่องของเรามากจนเกินไป เราอาจจะเน้นไปที่การต่อยอดเรื่องที่เค้าเล่า ทำให้อีกฝั่งรู้สึกสนุกที่คุยกับเรา’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดเหมือนพี่เผือกว่า พี่ต้องรู้ข้อมูลจากยาหยีว่ามันเป็นปัญหาขนาดไหน เพราะว่าการที่ยาหยีเล่าว่าไปฝึกงานแล้วไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่ พี่ว่ามันปกติ เพราะสถานะเราคือเด็กฝึกงาน แต่ถ้าพื้นฐานยาหยีเป็นคนพูดคุยอยู่แล้ว พี่ว่าถ้าอยากจะเพิ่มทักษะนี้เพื่อคุยกับคนที่ไม่สนิทได้จริง ๆ มันจะมีคอร์สที่ฝึกการพูด ฝึกการเข้าสังคม ถ้าหนูมีเงิน มีเวลา แล้วอยากจะฝึกจริง ๆ แต่ถ้าอยากลองทำเองง่าย ๆ พี่ว่าเวลาออกจากบ้านไปเจอผู้คน เช่นแม่ค้า ลองคุยกับเค้าดูมั้ย เหมือนทำให้มันชินไปเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าอย่าไปสะกดจิตตัวเองว่า คุยไม่เก่งแล้วประหม่า ปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติ มันจะมีพวก How To ในเน็ตก็เสริชได้เลยที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพี่รู้สึกว่ายาหยีไม่ได้มีปัญหาขนาดนั้น หนูสามารถแก้ไขได้ ปกติหนูชอบดูข่าวดาราหรือข่าวใหม่ ๆ มั้ยเพราะมันมีหัวข้อเป็น 108 อย่าง หรือการถามคำถามตอบกลับเวลาที่คนอื่นถามมามันก็ดี ให้ยาหยีฝึกถามคำถามตอบกลับ เพราะคนที่เค้าตั้งคำถามมาแปลว่าเค้าอยากจะพูดคุยกับเราอยู่แล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่ออฟฟิศหนูสังเกตเห็นพี่ผู้ชายคนนึง เนียนมานั่งคุยกับพี่ผู้หญิง จังหวะพี่ผู้หญิงลุกเขารีบไปนั่งเก้าอี้แทนที่แล้วชวนคุย ค่อยๆเลื่อนมือถือสอดไปใต้กระโปรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ผู้หญิงใส่กระโปรงมา ภายนอกพี่เขาดูดี เฟรนด์ลี่ มีลูกสาวตัวเล็กมาที่ทำงานบ่อยๆ

25 เม.ย. 2025

ที่ออฟฟิศหนูสังเกตเห็นพี่ผู้ชายคนนึง เนียนมานั่งคุยกับพี่ผู้หญิง จังหวะพี่ผู้หญิงลุกเขารีบไปนั่งเก้าอี้แทนที่แล้วชวนคุย ค่อยๆเลื่อนมือถือสอดไปใต้กระโปรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ผู้หญิงใส่กระโปรงมา ภายนอกพี่เขาดูดี เฟรนด์ลี่ มีลูกสาวตัวเล็กมาที่ทำงานบ่อยๆ

ที่ออฟฟิศหนูสังเกตเห็นพี่ผู้ชายคนนึง เนียนมานั่งคุยกับพี่ผู้หญิง จังหวะพี่ผู้หญิงลุกเขารีบไปนั่งเก้าอี้แทนที่แล้วชวนคุยค่อยๆเลื่อนมือถือสอดไปใต้กระโปรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่พี่ผู้หญิงใส่กระโปรงมาภายนอกพี่เขาดูดี เฟรนด์ลี่ มีลูกสาวตัวเล็กมาที่ทำงานบ่อยๆ หนูควรบอกใครก่อนดี “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘มีพี่ในทีมคนหนึ่งเป็นผู้หญิง นามสมมุติว่า “พี่ฟ้า” เป็นคนสวย ตัวเล็ก น่ารัก และจะมีพี่อีกคนที่อยู่ต่างแผนก เป็นผู้ชาย นามสมมุติว่า “พี่เอ็ม” ดูเป็นคนเฟรนลี่ คุยกับทุกคนในบริษัทได้หมด เขามักจะเดินมาคุยเล่นกับพวกหนูในทีม โดยส่วนตัวหนูเป็นคนไม่ค่อยพูด อยู่เงียบ ๆ ทำงานของตัวเอง และเพิ่งเริ่มทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงปี วันหนึ่งพี่ฟ้าใส่กระโปรง แล้วลุกขึ้นยืนเม้ามอยกับพี่อีกคนในทีม ขณะนั้นพวกเขากำลังดูหน้าจอคอมพิวเตอร์และคุยกันอยู่ ซักพักพี่เอ็มเดินมานั่งตรงเก้าอี้พี่ฟ้า แล้วก็สไลด์ตัวเข้าไปใกล้ ๆ พี่ฟ้า ซึ่งปกติเขาก็ทำแบบนี้เป็นประจำ ถ้าไม่สังเกตุก็จะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของเขา แต่วันนั้นสายตาหนูบังเอิญเหลือบไปเห็นพอดี เขาถือโทรศัพท์ด้วยมือขวา โดยคว่ำหน้าจอลง และกล้องโทรศัพท์ก็โผล่ออกมา ตอนแรกหนูก็คิดว่าเขาจับโทรศัพท์ปกติ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่เพราะหนูเป็นคนขี้ระแวง เวลามีคนเดินมาก็จะชอบสังเกต ทีนี้ เขาค่อย ๆ เลื่อนโทรศัพท์เข้าไปใกล้ ๆ ใต้กระโปรง และมีจังหวะหนึ่งที่เขาเหลือบตามองโทรศัพท์ตัวเอง จากนั้นก็เขยิบเข้าไปใกล้พี่ฟ้ามากขึ้น ตรงนั้นไม่ได้มีแค่พี่ฟ้าคนเดียว แต่มีคนอื่นยืนอยู่ด้วยหลายคน ไม่มีใครหันมาสังเกตข้างหลังตัวเองเลย ส่วนหนูนั่งอยู่ด้านหลังเขา ถึงจะหันหลังให้ แต่ก็หันไปมองเป็นระยะ ๆ ว่าเขาคุยอะไรกัน ตอนที่หนูเห็นครั้งแรก หนูก็ใจเต้น เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าใช่อย่างที่คิดหรือเปล่า หลังจากวันนั้นหนูก็เริ่มสังเกตเรื่อย ๆ ว่าเวลาที่เขาเดินมา เขายังทำพฤติกรรมแบบนี้อีกไหม หนูสังเกตว่าถ้าพี่ฟ้าใส่กางเกง เขาก็ไม่มีพฤติกรรมแบบนั้น แต่ถ้าใส่กระโปรง เขาก็ยังคงเดินมาแล้วสไลด์ตัวเข้าไปใกล้เหมือนเดิม มีวันหนึ่งที่พี่ฟ้ายืนแล้วเลื่อนตัวไปด้านข้าง เขาก็เลื่อนตัวตามไปด้วย ทำให้หนูเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นมาอีกขั้น และทุกครั้งที่เขาทำ เขาจะตั้งโทรศัพท์ไว้ตรงหน้าขาเสมอ แม้หนูจะไม่เห็นหน้าจอว่าเปิดกล้องหรือเปล่า แต่ก็สังเกตพฤติกรรมไว้ ปกติหนูไม่ค่อยคุยกับพี่ ๆ เพราะเป็นเด็กสุดในทีม เลยไม่กล้าบอกใคร หนูสนิทกับหัวหน้าทีมที่สุด เวลามีอะไรก็จะปรึกษาเขา หัวหน้าทีมเป็นทอม และหนูก็ไม่แน่ใจว่าเขากับพี่ฟ้ากุ๊กกิ๊กกันรึเปล่า แต่เพราะเรื่องนี้มันละเอียดอ่อน หนูเลยรู้สึกกลัวและไม่กล้าเล่า อีกอย่างพี่เอ็มดูมีภาพลักษณ์เฟรนลี่ ไม่ดูเป็นคนมีพิษมีภัย ก่อนหน้านี้พี่เอ็มก็มีพฤติกรรมกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ คล้าย ๆ กัน เช่น ขยี้ผมแบบเอ็นดู ตอนนั้นหนูก็คิดว่าเขาเอ็นดูจริง ๆ แต่หลังเหตุการณ์วันนั้น หนูก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ และสังเกตว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้นกับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ได้มีลักษณะตรงสเปกเขา พี่เอ็มน่าจะอายุสามสิบกว่าปีแล้ว เขามีลูกสาว และเคยพาลูกมาที่ออฟฟิศ ให้พวกหนูช่วยกันเลี้ยง เด็กน่ารักดี แค่อายุประมาณอนุบาล หนูเลยยิ่งรู้สึกกลัวว่า ถ้าเราไปเล่า จะมีใครเชื่อหรือเปล่า เหตุการณ์ที่หนูเห็นแบบชัด ๆ มี 4 วัน แต่ละวันก็เกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้ง พี่เอ็มชอบเดินมาแถวนี้บ่อยมาก ส่วนพี่ฟ้าก็ชอบคุยเม้ามอยโดยไม่ทันระวังตัว ตอนแรกหนูก็ตั้งใจจะถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้หัวหน้าทีมช่วยดู ถ้าพี่เขารู้สึกเหมือนกัน หนูก็อยากให้เขาช่วยสังเกตเพิ่มเติมด้วย หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า หนูควรเริ่มเล่าเรื่องนี้กับใครก่อนดี? และควรพูดยังไง? เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าน้ำสนิทกับหัวหน้า ก็ต้องเข้าทางหัวหน้านะ ถ้าเรายังไม่แน่ใจ พี่ว่าเราก็ต้องหาคนที่เราไว้ใจว่าคุยกับเขาได้ เพื่อที่จะเป็นพยานร่วมกัน สมมติว่าเขาชื่อพี่ดิน พี่ก็จะบอกว่า “เออ พี่ดิน คือหนูบังเอิญไปเห็นสิ่งที่พี่เอ็มทำ แต่หนูไม่แน่ใจว่าหนูคิดมากไปเองรึเปล่า เลยอยากให้พี่ดินช่วยมาดูหน่อยว่าทำไมเวลาพี่เอ็มเขามาคุยกับพี่ฟ้า หนูเห็นว่าเขาเอามือถือไปไว้ใต้กระโปรงพี่ฟ้า แต่หนูก็ไม่แน่ใจ เลยอยากให้พี่ดินช่วยดูหน่อยว่าสิ่งที่หนูคิดมันจริงรึเปล่า” จริง ๆ คนเฟรนลี่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำแบบนี้ เพราะบางทีคนเฟรนลี่ทำแบบนี้ คนเลยไม่รู้ไง ถ้าน้ำลองประมวลสถานการณ์ทั้งหมดดี ๆ แล้วน้ำรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นอย่างที่น้ำคิดจริง ๆ พี่ว่ามันควรต้องบอกนะ เพราะว่าเขาก็คือภัยของคนในออฟฟิศ’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แอบถ่ายเขาสัก 2–3 คลิป ถ้าเขาทำบ่อย แล้วลองเอาไปให้หัวหน้าทีมดู แล้วเข้าหาแบบตลก ๆ หน่อย เผื่อเขาบอกว่าไม่ใช่ เราก็ยังสามารถพลิกแพลงได้ เพื่อปกป้องตัวเราเอง สิ่งที่เราทำอยู่คือการเป็นพลเมืองดี พอหัวหน้าทีมเห็นภาพในกล้องของหนูแล้ว เขาจะประเมินเอง ถ้ามันใช่ เขาอาจจะดำเนินเรื่องขอดูกล้องวงจรปิด แล้วเอามาใช้ประกอบกัน’สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ เห็นด้วยกับการที่จะไปบอกหัวหน้า ถ้าเราอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่การจะแอบถ่ายก็ไม่ง่าย อาจจะเริ่มต้นจับตาดูกันแค่ 2 คนก่อน แต่ถ้าน้ำเชื่อในสกิลนักสืบของน้ำ น้ำถ่ายได้ก็เอาเลย แต่ถ้าจะพิสูจน์เรื่องนี้ ต้องค่อย ๆ ให้มันชัดเจนจริง ๆ ความมั่นใจมันสำคัญมากกับเรื่องนี้ เพราะมันต้องมีคนเสียหายแน่ ๆ แต่ว่าจะเป็นฝั่งไหน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-