พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

05 มิ.ย. 2026

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน

แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง

เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก

แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

        ‘คุณเปย์’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอคลอดลูกออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนช่วยเลี้ยง เรื่องนี้ทำให้ทะเลาะกับสามีจนอยากจะเลิกกัน

        ‘คุณเปย์’ อายุ 38 ปี  เล่าว่า ตนเองเป็นคนที่มีบุตรยาก หลังจากแต่งงานกับสามีมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ทั้งคู่พยายามมีลูกมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์ก็มักจะเกิดการแท้ง ทำให้สามีเริ่มทำใจและบอกอยู่เสมอว่า หากไม่มีลูกก็คงไม่เป็นไร

        ต่อมาคุณเปย์ตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง และหลังจากเข้าอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เธอก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สามียังคงคิดว่าเหตุการณ์คงจะเหมือนเดิม

        แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เด็กสามารถอยู่ในครรภ์ได้เกือบ 7 เดือน ก่อนจะคลอดก่อนกำหนด โดยคุณเปย์เล่าว่า ลูกคลอดออกมาเมื่ออายุครรภ์เพียง 27 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้เธอกังวลเป็นอย่างมากว่าเด็กจะมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่ เนื่องจากเด็กต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึง 3 เดือน เธอยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นเป็นห่วงลูกมาก ทุกครั้งที่ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลก็จะรู้สึกใจไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น แต่ปัจจุบันลูกมีอายุ 10 เดือนแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี แม้จะยังมีพัฒนาการบางด้านที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน เนื่องจากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทุกเดือน

        อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากทั้งเธอต้องทำงานเพื่อหารายได้มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายของลูก คุณเปย์มองว่าการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สามีกลับมองว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ค่อยใส่ใจลูก และอยากให้เธอหยุดงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและดูแลลูกบ้าง ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างหนัก และเกือบจะนำไปสู่การเลิกรา

        ปัจจุบัน คุณเปย์จึงหาทางออกด้วยการจ้างญาติของตนเองมาช่วยเลี้ยงลูก เนื่องจากเธอเป็นผู้หารายได้หลักของบ้านทำให้ไม่มีเวลาว่าง โดยเธอทำงานเป็นพนักงานประจำในโรงงานแห่งหนึ่งมานานกว่า 9-10 ปี ส่วนสามีทำงานในตำแหน่งซัพพอร์ต ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและน้อยกว่าเธอ

        แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเธอกลับไม่ได้ช่วยสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรอย่างที่คาดหวังไว้ คุณเปย์เล่าว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจมีลูก เพราะแม่เคยพูดกับเธอว่า “ลองมีลูกดูสิ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร” ทำให้เธอเข้าใจว่าแม่อาจอยากมีหลาน แต่เมื่อมีลูกจริง ๆ แม่กลับไม่ได้ช่วยดูแลอย่างที่คิด และมักบ่นเรื่องภาระในการเลี้ยงเด็กอยู่เสมอ เพราะตัวแม่เองก็ยังมีหน้าที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแล ส่วนคุณพ่อก็ไม่ได้มีเวลามากนัก เนื่องจากต้องออกไปขายของ

        นอกจากนี้ เธอยังเคยถูกคุณหมอตักเตือนว่า ต้องเริ่มคิดให้ได้แล้วว่าหลังจากมีลูกแล้วจะวางแผนชีวิตอย่างไรต่อไป ซึ่งในตอนนั้นเธอยอมรับว่าไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่คิดว่า ลูกไม่ได้ผิดที่เกิดมา แต่เป็นตัวเธอเองที่ปรับตัวไม่ทัน และไม่ได้วางแผนชีวิตหลังมีลูกเอาไว้ตั้งแต่แรก

        ท้ายที่สุด คุณเปย์จึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการลดการรับงานโอทีในวันหยุด จากเดิมที่ทำทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เหลือเพียงวันเดียว และตั้งใจเก็บวันอาทิตย์ไว้เป็นวันครอบครัว เพื่อใช้เวลากับสามีและลูก

        อย่างไรก็ตาม เธอยังคงกังวลว่า แม้จะเริ่มปรับตัวแล้ว แต่ในอนาคตปัญหาเดิมอาจกลับมาจนกลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันอีก เธอจึงอยากทราบว่า ควรเริ่มแก้ปัญหาความสัมพันธ์จากจุดใดก่อน เพราะที่ผ่านมาเธอและสามีไม่เคยสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ จนเกือบจะต้องยุติชีวิตคู่

        ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เปย์มีความคิดมาตลอดว่า พ่อแม่เปย์ต้องเป็นคนเลี้ยงลูก เพราะว่าท้องมาให้เขา ต้องช่วยเลี้ยงสิ ซึ่งไม่ใช่ คนแรกบนโลกใบนี้ที่ควรจะรักและดูแลให้เด็กคนนี้เติบโตมาคือแม่ ตอนตั้งครรภ์ควรที่จะคิดแบบนี้ก่อน

        สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือยอมรับว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลยกับการมีลูกครั้งนี้ การวางแผนเลี้ยงลูกคนนึงมันแสนจะยาก แต่การเลี้ยงโดยไม่มีแผนอะไรเลย แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ มันก็ยากที่จะเลี้ยงออกมาให้ได้ดี สิ่งที่สามีต้องการในตอนนี้คือ เด็กในวัยนี้ต้องการคนที่เลี้ยงดูเขา ถ้าพี่เลี้ยง เลี้ยงก็เป็นแบบนึง พ่อแม่เลี้ยงก็เป็นอีกแบบนึง พ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจเลี้ยงก็จะเป็นแบบนึง พ่อแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงก็จะโตอีกแบบนึง เปย์อยากให้เค้าโตแบบไหน เลี้ยงเค้าแบบนั้น ถ้าเปย์ไม่ได้สนใจว่าเค้าจะโตมาแบบไหน ก็ให้ใครเลี้ยงก็ได้

        การมีลูกคือการเปลี่ยนความสำคัญในชีวิต ลำดับความสำคัญในชีวิตที่เคยเป็นเราจะกลายเป็นเขา นี่คือธรรมชาติของพ่อแม่ที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามันมีเงื่อนไขของความไม่พร้อม ยังไงก็ต้องสละบางอย่างในชีวิตของเราเพื่อดูแลเขา ถ้าต่อจากนี้ไม่อยากให้มีปัญหา เปย์ลองเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตให้กลายเป็นลูกก่อน ถ้าเปย์คิดว่าลูกสำคัญที่สุดในชีวิตเปย์ เปย์จะพยายามแก้ปัญหาเพื่อดูแลเขาให้ได้ เปย์จะยอมสละบางอย่างในชีวิตได้เพื่อเขา 

        และการทำงานเป็นทีมร่วมกับสามีก็สำคัญมาก ต้องมีบาลานซ์ มันต้องผ่อนหนักผ่อนเบา คนนึงงานเยอะคนนึงช่วยดูแล ต้องทำงานเป็นทีม สามัคคี มันถึงจะรอด”

        ขณะที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า “สิ่งที่จะต้องปรับคือทัศนคติ พี่รู้สึกว่าเปย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกเลย สิ่งที่เปย์เลือกมาปรึกษาคือทะเลาะกับแฟน เบื่อไม่อยากทะเลาะ กลัวจะมีปัญหาอีก มันกลายเป็นว่าอยากจะตัดปัญหานี้ทิ้ง โดยการเลิกกับแฟนไปเลย แทนที่จะอยู่เป็นพ่อเป็นแม่ มันดูเหมือนเลี้ยงเด็กแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนสิ่งที่เปย์พูดมาคือนึกถึงแต่ตัวเอง แค่ไม่อยากทะเลาะกับแฟน ไม่ได้มีการโฟกัสกับลูกเลย  ตอนนี้เรามีลูกแล้ว ซึ่งหนูก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่าหนูเป็นแม่”

        ส่วน ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวปิดท้ายสั้น ๆ ว่า “หยุดหนึ่งวันแล้วเลี้ยงลูก นับจากนี้กินยาคุมหรือว่าทำหมันไปได้เลยก็ดี มีแค่นั้น”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ตอนนี้หนูต้องเลือกระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “เพื่อนสนิท” หนูคุยกับผู้ชายคนนึงมา ตอนนี้กำลังคลั่งรักเขามาก เข้ากันได้ดีทุกอย่าง พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับบอกว่า “ไม่โอเค ถ้าเราจะคบกับคนนี้” เพราะคนนี้เป็นคนคุยเก่าของเขามาก่อน

01 ส.ค. 2025

ตอนนี้หนูต้องเลือกระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “เพื่อนสนิท” หนูคุยกับผู้ชายคนนึงมา ตอนนี้กำลังคลั่งรักเขามาก เข้ากันได้ดีทุกอย่าง พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับบอกว่า “ไม่โอเค ถ้าเราจะคบกับคนนี้” เพราะคนนี้เป็นคนคุยเก่าของเขามาก่อน

ตอนนี้หนูต้องเลือกระหว่าง “ผู้ชาย” กับ “เพื่อนสนิท” หนูคุยกับผู้ชายคนนึงมาตอนนี้กำลังคลั่งรักเขามาก เข้ากันได้ดีทุกอย่าง พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับบอกว่า“ไม่โอเค ถ้าเราจะคบกับคนนี้” เพราะคนนี้เป็นคนคุยเก่าของเขามาก่อนอย่าพามาเจอหน้าเพราะจะทำตัวไม่ถูก หนูจะทำยังไงดี ทั้งๆที่เพื่อนหนูก็มีสามีมีลูกแล้วด้วยถ้าเป็นทุกคน จะเลือกอะไรกันคะ ?? “คุณขนม (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่พึ่งรู้ว่าคนที่คุยอยู่ตอนนี้ เป็นคนคุยเก่าของเพื่อนสนิท แล้วต้องเลือกใครคนใดคนหนึ่ง โดย “คุณขนม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผู้ชายคนนี้คุยกับหนูมาก่อนอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อปี 54 แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนูมีแฟนจึงไม่ได้คุยกันต่อ จนหนูมาเข้าสู่ช่วงอายุ 29 ปี เขาทักมาคุยกับหนู เลยได้คุยกันไปประมาณเดือนกว่า ๆ และตอนนี้เรารู้สึกดีกับเขามาก ๆ แล้ว แต่พึ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเคยเป็นคนคุยเก่าของเพื่อนสนิทเรา เพื่อนคนนี้เราสนิทมาตั้งแต่มัธยม ปัจจุบันเพื่อนมีลูกและสามีแล้ว ซึ่งเพื่อนเป็นคนที่เชิงว่าเป็นศูนย์กลางประจำกลุ่ม โดยทั้งกลุ่มจะมี 6 คน และปกติเวลาเพื่อนจะนัดเจอกัน เพื่อนจะนัดเจอกันบ่อยมากกว่าหนู หนูไม่ค่อยได้เข้าไปเจอสักเท่าไหร่ ช่วงหลัง ๆ มานี้เป็นช่วงที่เราโสด แล้วเราไม่รู้จะคุยกับใครเลยคุยกับเพื่อนคนนี้บ่อย ๆ และเหตุผลที่เพื่อนรู้เรื่องนี้เพราะว่าเวลาเรามีอะไร เรามักจะปรึกษากับเพื่อนตลอด เพื่อนจึงรู้จากตรงนี้และไม่โอเคที่เราจะไปคุยต่อจากเขา เกริ่นก่อนว่าผู้ชายคนนี้เขาเคยคุยกับเพื่อนหนูมาตั้งแต่ปี 65 คุยกันในเชิงจีบกันปกติ มีวิดีโอคอลกันส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจอกันจะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ซึ่งเรื่องใครเป็นคนเทใครก่อนอันนี้หนูไม่แน่ใจ เพราะว่าทั้งสองคนเล่ามาไม่เหมือนกัน หนูเคยลองพยายามถามทั้งสองฝ่ายแล้ว แต่เหมือนเขาก็ยังกั๊ก ๆ อะไรสักอย่างไว้อยู่ ซึ่งคนที่หนูคุยอยู่เขาบอกว่าเขาเป็นคนหยุดคุยเองเพราะว่าคุยแล้วไม่คลิกกัน โดยเขาบอกมาประมาณว่า “คุยแล้วไม่คลิกกัน ไม่โอเค ก็แค่แยกย้ายแค่นั้น” ส่วนเพื่อนเราบอกว่าตัวเองเป็นคนเทเขา โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นคนมีความคิดที่แปลกประหลาด คุยเยอะมาก คุยไปทั่ว แต่จากที่หนูคุยกับเขามันไม่ใช่แบบที่เพื่อนบอก สำหรับหนู หนูคุยกับเขาแล้วรู้สึกดี เขาเป็นคนปากหวานด้วย จึงไม่กล้าฟันธงอะไรมาก และเหตุผลที่เพื่อนอยากให้เราหยุดคุยกับผู้ชายเพราะว่าเขาเป็นคนคุยเก่าเพื่อน เพื่อนกลัวตัวเองจะมองหน้าเขาไม่ติด จริง ๆ ตัวหนูเองเคยเชิง ๆ พูดไปกับเพื่อนแล้วว่าเราเคยคุยกับเขาไปตอนปี 54 ก่อนที่เขาจะมาคุยกับแก แต่เพื่อนก็ไม่ได้ฟังอะไร จะแทรกเรื่องตัวเองมาเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งเพื่อนยังเคยเชิงพูดอ้อม ๆ มาอีกประมาณว่า “ถ้ามึงจะคุยต่อก็คุยได้นะ แต่กูไม่โอเค” ถ้าถามว่าถ้าหนูเลือกผู้ชาย แล้วไม่เลือกเพื่อน หนูจะโอเคไหม เอาจริง ๆ หนูรู้สึกครึ่ง ๆ เพราะว่าหนูรู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองเลย แต่อีกใจนึงคือถ้าสมมติหนูเลือกเขา แล้ววันใดวันหนึ่งมันดันเข้ากันไม่ได้แล้วเราเลือกเขาไปแล้ว เราจะเสียทั้งเพื่อนเสียทั้งผู้ชายเลย ซึ่งคำถามที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้งสามคนมีทั้งหมด 2 เรื่องคือ หนูแค่อยากรู้ว่าในความคิดหนูตอนนี้มันแปลกหรือเปล่า? ที่มองว่าตอนนี้มันเป็นแค่คนคุย แต่เพื่อนในกลุ่มหนูทุกคนมองว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติและไม่สมควรที่จะคุยต่อจากเพื่อน ส่วนคำถามที่สองคือ หนูอยากถามว่าหนูควรจะไปต่อกับความสัมพันธ์นี้อย่างไรดี?’ เริ่มต้นที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แปลกหรือเปล่า เพื่อนหนูสิแปลก กลุ่มนี้ควรหยุดตัวเป็นแกนของโลกได้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่แกจะมากั๊กของที่แกไม่เคยกิน แกไม่มีสิทธิ์ห้ามคนอื่นกิน เห็นแก่ตัวแบบนี้ไม่เรียกว่าเพื่อน เลิกคบได้ไม่ติด ส่วนข้อสองถ้าไม่อยากเสียทั้งเพื่อนเสียทั้งผู้ชายให้แอบคบ อย่าให้มันรู้และถ้าเกิดมันไปไม่รอดก็กลับมาหาเพื่อน แต่เพื่อนกลุ่มนี้ไม่โอเคเท่าไหร่ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีความเมตตาในจิตใจสักนิดเลย’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘ไม่แปลกที่จะคบกับคน ๆ นี้ พี่ว่าเพื่อนหนูมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ แต่ถ้าอยากจะให้มันเคลียร์พี่แนะนำว่าถ้าหนูแคร์ฝั่งเพื่อนด้วยให้บอกเพื่อนไปตรง ๆ ว่าเราจะคบ แต่ก่อนจะบอก หนูควรตัดสินใจถามเพื่อนไปตรง ๆ ก่อนเลยว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกไหม แต่คือถ้าเพื่อนให้เหตุผลแค่นี้ พี่รู้สึกว่ามันยังไม่พอ ต้องดูที่เหตุผล ส่วนจะไปต่อกับความสัมพันธ์นี้ยังไงดี พี่ว่าถ้าขนมจะเอาทั้งซ้ายทั้งขวาให้ได้ดั่งใจเลย พี่ว่ามันยากในสถานการณ์นี้ ต้องลองเสี่ยงเพราะพี่รู้สึกว่ายังไงก็ตามมันไม่มีหลักประกันอยู่แล้วว่าคบผู้ชายคนนี้ไปแล้วมันจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค แต่ไม่อยากให้เอาเรื่องมีมาเป็นปัจจัยหลักใหญ่ที่จะไม่คบเขา ถ้าเพื่อนจะโกรธก็สิทธิ์ของเพื่อน แต่เราก็มีสิทธิ์ของเราเหมือนกันที่จะทำแบบนี้ พี่ว่าสิ่งที่หนูทำไม่ใช่สิ่งที่ทำลายความเป็นเพื่อนกัน’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ผมว่าไม่แปลกหรอก ผมมองว่าขนมก็ไม่แปลกและอีกฝั่งก็ไม่แปลกเหมือนกัน มันมีคนที่ไม่ได้ใช้ตรรกะเหมือนกับคนอื่นในการดำเนินชีวิต ผมได้เรียนรู้มาในอีกรายการหนึ่งว่าสมองคนเรามันสั่งการทุกอย่างอยู่นะ คนเรามีวิธีการดำเนินชีวิตที่ตามแต่ที่สมองมันบอก เข้าใจได้ในความเป็นแก๊งผู้หญิงแบบดาวเจ็ดแฉก เมย์ไหนไฟแรงส์เวอร์ สมมติมีคนนึงที่เป็นตัวตั้งตัวตีแล้วเจอกับอีก 6 คนแบบสม่ำเสมอ สารพัดเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมถึงไม่โอเค ทั้ง ๆ ที่เรามองไปเราอาจจะโอเค มันสามารถเกิดขึ้นได้ในแก๊งแบบนี้ที่มันถูกกล่อมอยู่ และกับคนนั้นที่จะหวงก้างโดยไม่ได้ใช้เหตุผล ซึ่งสมมติว่าข้อมูลที่เราฟังในวันนี้มันมีแค่นี้จริง ๆ เจอกันครั้งเดียว คุยกันอยู่ช่วงนึง สุดท้ายไม่โอเค แค่คน ๆ นึงที่ไม่โอเคแบบไม่มีเหตุผลมันก็เกิดขึ้นได้นะขนม บางทีแล้วการที่เราจะคบกับอดีตของคนในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอดีตในขั้นไหน เราจะต้องยอมรับว่ามันมีโอกาสที่จะผิดใจกัน มันอาจจะมีบางคนที่ก็นี่ไม่มีเหตุผลอะ แต่นี่ไม่ชอบไม่อยากเจอคนนี้ นี่เคยคุยแล้ว ทำไมแกต้องคุยซ้ำด้วย มันเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ ทีนี้ทำไงต่อ พี่เห็นด้วยกับดีเจเติ้ลคือ การที่ถ้าเรายืนยันจะคบกับผู้ชายได้ไหม ได้ หรือถ้าเราจะไม่คบเพื่อเพื่อนได้ไหม ได้เหมือนกัน แต่ว่าเราควรได้เหตุผลที่มากกว่านี้ ถ้าเราจะทำอะไรเพื่อเพื่อนกลุ่มนี้นะ คนที่ไม่โอเคควรจะบอกเหตุผลที่แท้จริงว่า “ทำไมหรืออะไรที่ทำให้มองหน้ากันไม่ติด?” หรือแค่แกไม่อยากให้เราคุยกับคนซ้ำกับแกแค่นี้ โดยที่ไม่ได้มีเหตุว่าไม่ได้เลิกกันไม่ดี ไม่ได้ไปแอบด่ากันลับหลังหลังจากเลิกกันหรือไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เราจะได้เข้าใจว่าอ๋อมันมีเหตุผลแค่นี้ อยู่ที่ว่าขนมจะแคร์คนนี้มากพอไหมที่จะคบหากันต่อ มันเกิดขึ้นได้ บางครั้งคนเราแบบเออนี่ไม่คบให้ก็ได้ เพราะนี่รักเพื่อนนะ แต่แกต้องบอกนะว่าทั้งหมดเกิดอะไรขึ้น และมันก็มีคนที่บอกว่า นี่จะคบนะ นี่ต้องรู้อะไรอีกไหม มันไปได้หมดทุกทางเลยขนม ควรที่จะคุยกันและหลังจากนั้นขนมช่างใจเลย ถ้าผู้ชายคนนี้ดูมีความเป็นไปได้ เราคุยศึกษากันสักพัก ช่วงแรกอาจจะเก็บเป็นความลับก่อนก็ได้ จนเวลามันผ่านไปแล้วรู้สึกว่าคนนี้ใช้ได้ เขาดีพอที่เราจะมั่นใจเขาได้ และมันก็คงมีเหตุการณ์ที่เราคงพาไปเจอเพื่อนไม่ได้บ่อยหรือไม่ต้องพาไปเจอก็ได้ เราก็มีชีวิตของเรา สุดท้ายเวลาผ่านไปมันจะเยียวยาเรื่องพวกนี้เอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

บ้านเรากำลังรีโนเวทใหม่ เลยไปขออาศัยกับบ้านญาติ กลายเป็นมีสมาชิกอยู่ในบ้าน 5 คน แต่มี 1 ห้องน้ำ บางครั้งเราอยากเข้าห้องน้ำมันก็จะเต็มตลอด เราทนไม่ไหวจนสุดท้ายต้องไปทำธุระใต้ต้นมะม่วง

21 พ.ค. 2026

บ้านเรากำลังรีโนเวทใหม่ เลยไปขออาศัยกับบ้านญาติ กลายเป็นมีสมาชิกอยู่ในบ้าน 5 คน แต่มี 1 ห้องน้ำ บางครั้งเราอยากเข้าห้องน้ำมันก็จะเต็มตลอด เราทนไม่ไหวจนสุดท้ายต้องไปทำธุระใต้ต้นมะม่วง

บ้านเรากำลังรีโนเวทใหม่ เลยไปขออาศัยกับบ้านญาติกลายเป็นมีสมาชิกอยู่ในบ้าน 5 คน แต่มี 1 ห้องน้ำบางครั้งเราอยากเข้าห้องน้ำมันก็จะเต็มตลอดเราทนไม่ไหวจนสุดท้ายต้องไปทำธุระใต้ต้นมะม่วง ‘คุณฟรีคิก’ (นามสมมติ) สายที่ 5 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวใหญ่ แต่มีปัญหาเรื่องการใช้ห้องน้ำ ‘คุณฟรีคิก’ อายุ 28 ปี ได้เล่าว่า เธอเองมีเหตุที่จำเป็นต้องย้ายมาอยู่บ้านญาติ เพราะบ้านที่เคยอยู่กำลังรีโนเวทใหม่ โดยบ้านหลังนี้มีพ่อ แม่ ย่า ลุง และตัวคุณฟรีคิกเอง ซึ่งปัญหาอยู่ที่เธอไม่สามารถใช้ห้องน้ำในเวลาที่ต้องการ บางวันต้องรีบวิ่งเข้าไปจองห้องน้ำทันทีถ้าเห็นว่าตอนนั้นไม่มีใครกำลังใช้ห้องน้ำอยู่ ถึงแม้ว่าตัวเธอเองไม่ได้คิดจะใช้ห้องน้ำ และอีกเหตุผลที่ห้องน้ำไม่ค่อยว่างคือ ผู้สูงอายุในบ้านชอบซักผ้าในห้องน้ำ ทำให้ไม่สามารถใช้ห้องน้ำในช่วงเวลานั้นได้ และเนื่องจากเธอมาขออาศัยอยู่ด้วยจึงเกรงใจที่จะขอเข้าไปใช้ห้องน้ำ เธอยกเหตุการณ์เพิ่มเติมว่า ในวันหนึ่งช่วงเวลาประมาณ 9 โมง จะเป็นช่วงเวลาชุลมุนในบ้าน เธออยากเข้าห้องน้ำมากแต่ห้องน้ำก็ไม่ว่าง คุณฟรีคิกจึงต้องจำใจไปทำธุระเบาที่ใต้ต้นมะม่วงนอกบ้านแทน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอมั่นใจว่าไม่มีใครเห็นอย่างแน่นอน และเหตุการณ์ที่หนักใจที่สุดคือ คุณฟรีคิกตื่นมารออาบน้ำตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อจะเตรียมตัวไปเข้ายิมต่อ แต่จนเวลา 7 โมงแล้วก็ยังไม่ได้อาบน้ำ จะขับรถออกไปยิมก็ไม่ทันเพราะรถติดมาก ทำให้วันนั้นไม่ได้อาบน้ำและต้องตรงไปที่ออฟฟิศ คุณฟรีคิกต้องขออนุญาต CEO ว่าขอตัวไปอาบน้ำก่อนจึงจะมาเข้าทำงาน นี่คือผลจากปัญหาที่ห้องน้ำไม่พอต่อจำนวนคน เธอจึงอยากได้คำแนะนำว่า 'จะแก้ไขเรื่องปัญหาห้องน้ำไม่พออย่างไรดี' เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้กล่าวว่า “อาจจะแก้ปัญหาด้วยการไปเช่าห้องอยู่แทน หรือถ้าหากจำเป็นต้องอยู่ที่บ้านก็ลองใช้แพมเพิสผู้ใหญ่ก็ดี ดีกว่าไปทำธุระใต้ต้นมะม่วง” ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ ที่สมทบคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “แต่ถ้าหากทำธุระใต้ต้นมะม่วงได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แพมเพิสหรอก อาจจะไปอาบน้ำที่ฟิตเนสก็ได้นะ จัดการเวลาให้ทัน หรือจากคำแนะนำของพี่เติ้ลที่ให้ไปเช่าห้องอยู่ก็โอเค เพราะห้องน้ำก็มีได้แค่ห้องเดียวอยู่แล้วแก้ปัญหาไม่ได้” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “ถ้าแก้ที่เจ้าของบ้านไม่ได้ ก็ต้องแก้ที่ตัวเองตามที่ทุกคนให้คำแนะนำไป ไปเช่าห้องอยู่ที่อื่นใกล้ ๆ ละแวกบ้านเดียวกัน” นอกจากนี้ และคุณฟรีคิกยังเสริมคำถามปิดท้ายด้วยว่า หากเป็นดีเจทั้งสามจะแก้ปัญหาอย่างไรถ้าไม่ย้ายออก ดีเจทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าก็จะตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อที่จะได้เข้าไปใช้ห้องน้ำก่อน หรือแปรงฟันที่ออฟฟิศและอาบน้ำที่ฟิตเนสก่อนเข้าบ้านแทนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา 5 ปี เพิ่งรู้ว่าแฟนมีเชื้อเชื้อ HIV ตอนนี้แฟนมีอาการแทรกซ้อนจนต้องแอดมิท ผมควรไปต่อหรือพอแค่นี้ดีครับ?

03 ก.ค. 2026

คบกับแฟนมา 5 ปี เพิ่งรู้ว่าแฟนมีเชื้อเชื้อ HIV ตอนนี้แฟนมีอาการแทรกซ้อนจนต้องแอดมิท ผมควรไปต่อหรือพอแค่นี้ดีครับ?

คบกับแฟนมา 5 ปีเพิ่งรู้ว่าแฟนมีเชื้อเชื้อ HIVตอนนี้แฟนมีอาการแทรกซ้อนจนต้องแอดมิทผมควรไปต่อหรือพอแค่นี้ดีครับ? ‘คุณโจ (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เพิ่งทราบว่าแฟนที่คบกันมา 5 ปี ปิดบังเรื่องการติดเชื้อ HIV ตอนนี้เขาป่วยหนักจนต้องแอทมิดอยู่ที่โรงพยาบาล จึงอยากรู้ว่าควรจะไปต่อหรือควรพอกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ คุณโจเล่าว่า คบกับแฟนมาประมาณ 5 ปี แฟนมีอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่ผ่านมาแฟนสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง และต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบทุกปี รอบแรกที่ป่วยเข้าโรงพยาบาล คือ มีอาการอ่อนแรง ท้องเสีย ซึ่งการเข้าโรงพยาบาลรอบแรก แพทย์ไม่ได้บอกอะไร เพียงแต่รักษาอาการท้องเสียท้องร่วงเท่านั้น พอป่วยเข้าโรงพยาบาลรอบที่ 2 กลับมีจุดที่น่าสงสัย เนื่องจากแพทย์ขอตรวจเลือดด้วย ซึ่งแฟนก็ยินยอมให้ตรวจ แต่หลังจากนั้นคุณโจไม่เคยทราบผลเลือดแต่อย่างใด เมื่อถามไป แฟนก็จะตอบเพียงว่าผลเป็นลบ ไม่ติด แต่คุณโจก็ยังไม่คลายความสงสัย เพราะตั้งแต่ตอนนั้น แฟนก็ได้ยากลับมา และเป็นยาที่ต้องกินให้ตรงเวลาตลอด ต่อมาในการเข้าโรงพยาบาลรอบที่ 3 แพทย์ได้พูดถึงเรื่องยาต้านบ่อยมาก ถามว่า "ทำไมไม่มาหาหมอตามเวลา ทำไมถึงขาดยา" ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณโจได้ยินจากคุณหมอซ้ำ ๆ คุณหมอกล่าวว่า "โรคที่เป็นอยู่นี้สามารถติดต่อกันได้ และยังติดเชื้อได้หลายอย่าง รวมถึงตอนนี้ภูมิคุ้มกันตกแล้ว" จนกระทั่งครั้งล่าสุด คุณโจไปโรงพยาบาลและเป็นคนไปรับยามาให้แฟน จึงเห็นชื่อยาหน้าซองและลองค้นหาข้อมูล จนทราบความจริงว่าเป็นยาต้าน HIV ในวันนั้น คุณโจเดินไปบอกแฟนทันทีว่ารู้แล้วว่ามันคือยาอะไร แต่แฟนกลับทำหน้างงและถามกลับว่ายาอะไร คุณโจจึงนำข้อมูลยาให้ดู แฟนก็ทำท่าทางเหมือนตกใจว่า "ตนเองเป็นโรคนี้จริง ๆ หรอ" ที่ผ่านมาทั้งคู่เคยมีเพศสัมพันธ์กันทั้งแบบป้องกันและไม่ป้องกัน ปัจจุบันคุณโจยังไม่ได้ไปตรวจ เนื่องจากตอนที่ตั้งใจจะไปตรวจ แฟนมีอาการป่วยแทรกซ้อนและตรวจพบว่าติดเชื้อราในกระแสเลือด เป็นเหตุให้แอทมิดเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ตอนนี้แฟนอาการหนักมาก ลงจากเตียงไม่ได้ คุณโจจึงไม่สามารถไปตรวจได้ เพราะต้องคอยติดตามอาการของแฟนอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องการติดเชื้อ HIV คุณโจทำใจไว้แล้วว่าหากติดก็พร้อมจะอยู่ด้วยกันและรักษาไปพร้อมกัน แต่ในการเข้าโรงพยาบาลรอบนี้คุณโจดันเปิดโทรศัพท์ของแฟนดู และพบว่าในช่วงที่แฟนเดินทางไปทำธุระที่บ้านทำให้ทั้งคู่ห่างกัน แฟนได้แอบสมัครแอปพลิเคชันหาคู่และสมัครแบบพรีเมียมไว้ด้วย เมื่อเห็นเช่นนั้นคุณโจจึงบอกกับที่บ้านของแฟนว่าไม่อยากไปต่อกับความสัมพันธ์นี้แล้ว แต่ก็ยังสงสารทั้งตัวแฟนและครอบครัวของเขา เพราะตอนนี้ครอบครัวของแฟนไม่มีใครที่สามารถจะดูแลแฟนได้ เนื่องจากคุณแม่ของแฟนก็ป่วยหนัก ปัจจุบันคุณโจจึงรับหน้าที่ดูแลแฟน 100% คุณโจจึงอยากทราบความคิดเห็นของพี่ ๆ ดีเจว่าควรจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ควรทิ้งแฟนไปหรือไม่ เพราะถ้ารู้ว่าแฟนตั้งใจโกหกเรื่องติดเชื้อคุณโจก็รู้สึกโกรธมากเช่นกัน หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “เป็นพี่ พี่ก็โกรธนะ สำหรับพี่ ถ้าเป็นแล้วควรบอกกัน ยังไง HIV มันก็ควบคุมรักษาได้ บางคนกินยาต้านจนหายได้ มันมีวิธี แต่อันนี้เขาดูตั้งใจปกปิด คิดว่าเขารู้ตั้งแต่แรก ๆ แล้ว และเขาก็ยังคงใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ที่ผู้ติดเชื้อไม่ควรทำอย่างการเล่นแอป และเขาไม่ดูแลตัวเอง ไม่ทานยา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยกับการทานยา ไม่ผิดที่คุณโจจะโกรธผิดหวังกับเขา ถ้าวันนี้คุณโจจะทิ้งเขาไปเลย หลายคนฟังคงมองว่าชอบธรรม เพราะมันเกิดจากเขาไม่รับผิดชอบชีวิตตัวเอง แต่สำหรับพี่ ในฐานะคนที่เคยรักกันมา 5 ปี ถ้าเห็นว่าเขาไม่มีใครแล้วและเขาอยู่ในสภาพหนัก หากวันนี้คุณโจตรวจแล้วผลเป็นลบถ้าจะดูแลเขาในฐานะคนเคยรักกัน อย่างน้อยเราไม่ได้ทิ้งเขาในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือมาก ๆ แล้วหลังจากนั้นคุณโจค่อยออกมา สุดท้ายขึ้นอยู่กับคุณโจเลย อยากให้คุณโจดูตัวเองด้วย เอาที่คุณโจแฮปปี้ด้วย” คุณโจได้เล่าเสริมว่า ณ ตอนนี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะดูแลแฟนอย่างดีไปจนกว่าเขาจะหายดีและสามารถดูแลตัวเองได้ จากนั้นค่อยมาคุยกันต่อว่าจะเอาอย่างไร เพราะได้รับปากกับที่บ้านของแฟนไว้แล้วว่าจะดูแลให้เต็มที่ที่สุด แต่คุณโจก็ยังมีความรู้สึกผิดต่อทั้งตัวเองและครอบครัวว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ดีเจเติ้ลจึงกล่าว่า “มองว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียน ให้รู้เอาไว้ว่าคนที่เราคิดว่าไว้ใจได้ก็อาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เป็นบทเรียนว่าหากคราวหน้าคุณโจมีแฟนใหม่แล้วแฟนป่วย อาจจะต้องพูดคุยกันมากกว่านี้และไม่ปล่อยให้เรื่องราวเลยเถิด การโทษตัวเองในตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว” ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ตอนนี้อยากให้โฟกัสกับตัวเองก่อน นับถือใจคุณโจ ใจคุณโจมันน่ากราบ คนที่โดนขนาดนี้และยังตอบกับตัวเองได้ 100% ว่าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด คนอย่างนี้น่านับถือ แต่จะขออย่างเดียวว่าอยู่โรงพยาบาลแล้วเดินเข้าไปหาคุณหมอหน่อย ใช้เวลาไม่นานเลย เข้าไปปรึกษาว่าเป็นแฟนของผู้ป่วยและยังไม่ได้ตรวจ เราควรเอาตัวเองให้รอดก่อน ส่วนเรื่องเขา เราคงมีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว ทำเท่าที่ไหว แค่คุณโจยังดูแลเขาต่อก็เป็นการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว แต่คุณโจควรรู้สึกผิดต่อตนเองและครอบครัว เพราะคุณโจไม่ดูแลตัวเองเลย ไม่ห่วงตัวเองเลย คุณโจควรตรวจตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่องแล้ว อยากให้เอาความห่วงที่มีให้เขาใส่ตัวเองด้วย พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาไปหาคุณหมอเลยนะ” สุดท้ายคำแนะนำจาก ‘ดีเจต้นหอม’ “ทำเท่าที่เราไหว ถ้าเขาหายจากโรคนี้แล้วก็คุยกันว่าเราจะเลิกกัน แต่ถ้าเกิดว่าสุดท้ายอาการเขาหนัก ก็เหมือนกับส่งคนรักครั้งสุดท้าย เราทำดีที่สุดแล้วค่ะ ห่วงตัวเองด้วย เพราะจริง ๆ เพราะถ้าเป็นใหม่ ๆ มันหายได้ HIV และเป็นกำลังใจให้คุณโจ” ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้พูดทิ้งท้ายว่า “อยากให้รีบไปตรวจเพราะยิ่งเร็วยิ่งรับมือได้ ไม่อยากให้ไปเจอคุณหมอแล้วเขาพูดว่า ‘ถ้ามาสักเดือนที่แล้วผลของยาจะดีกว่านี้ครับ’ “เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พี่ๆคะ หนูจะทำยังไงต่อไปดี... คุณแม่เหลือเวลาอยู่กับหนูแค่ 6 เดือน ก่อนหน้านี้คุณแม่แอบไปหาหมอเองโดยไม่บอกใครเลย เพิ่งมาบอกหนูว่าเป็น "มะเร็งไขสันหลัง" ระยะที่ 3 ตอนนี้หนูกลัวและเสียใจที่สุดเลยค่ะ

22 ม.ค. 2024

พี่ๆคะ หนูจะทำยังไงต่อไปดี... คุณแม่เหลือเวลาอยู่กับหนูแค่ 6 เดือน ก่อนหน้านี้คุณแม่แอบไปหาหมอเองโดยไม่บอกใครเลย เพิ่งมาบอกหนูว่าเป็น "มะเร็งไขสันหลัง" ระยะที่ 3 ตอนนี้หนูกลัวและเสียใจที่สุดเลยค่ะ

“คุณเอ(นามสมมติ)” อายุ 21 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 มค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเผือก เกี่ยวกับปัญหาที่พึ่งรู้ว่าคุณแม่เป็นมะเร็ง ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ 6 เดือน โดย ​“คุณเอ(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุณแม่อายุประมาณ 53 ปี เป็นมะเร็งระยะที่ 3 ที่ไขสันหลัง ซึ่งอาการตอนนี้กำลังลุกลามไปยังจุดอื่น ๆ คุณแม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งแต่ไม่ได้บอกคนในครอบครัว และแอบไปรักษาคนเดียว คุณแม่มีลูก 2 คน หนูอายุ 21 ปี ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ และพี่ชายอายุ 25 ปี ทำงานฟรีแลนซ์ ได้คุยกับพี่ชายพี่ก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน คุณพ่อก็อยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่ได้อะไรกับคุณแม่แล้ว แค่ทำหน้าที่พ่อและแม่เฉย ๆ หลังจากที่พ่อรู้ว่าแม่เป็นมะเร็งก็ช็อคเหมือนกัน เขาไม่ได้รักกันแล้ว แต่ก็ยังมีความผูกพันอยู่ ตอนนี้คุณแม่ไม่ได้นอนที่โรงพยาบาลแต่ต้องไปฉีดมุ่งเป้า (คือการฉีดเฉพาะจุด) อยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้คุณแม่ก็ใช้ชีวิตได้ปกติ แต่จะปวดตามกระดูก ตามข้อ ซึ่งวันที่คุณแม่มาบอก ตอนนั้นอยู่ ๆ เขาก็พูดว่า แม่เป็นมะเร็งระยะที่สาม แล้วที่เขาบอกว่าอยู่ได้อีก 6 เดือนคือมันห่างจากตอนนั้นแค่ 3 เดือน หนูรู้สึกว่ามันเร็วมาก และช่วงนี้เขาชอบพูดเกี่ยวกับเรื่องเขาตายบ่อย ๆ มันก็ยิ่งทำให้หนูเครียด คุณแม่ก็เครียดมากเพราะเป็นห่วงว่าถ้าเกิดเขาไปแล้วจะอยู่กันยังไง...? ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘วันนี้คงเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ยากลำบาก คือสถานการณ์ของการสูญเสีย แต่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าใครทุกคนบนโลก เขาก็ไม่สามารถอยู่กับเราไปได้ตลอด ทีนี้เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเรื่องที่บ้านยังไม่ทันเตรียมตัว แล้วพี่ก็ไม่อยากให้คุณแม่เครียด ณ วันนี้ถ้าทุกคนที่บ้านเครียด ตัวคุณแม่เครียด มันก็จะทำให้ช่วงระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ความสุขมันก็ลดน้อยลงไปอีก เราอาจจะต้องเติมพลังบวกให้กันและกัน เหมือนกับก่อนหน้านี้เคยมีข่าวคุณหมอคนหนึ่งที่เป็นมะเร็ง เค้าเองก็รู้ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เค้าก็เหมือนเติมพลังบวกให้กับตัวเอง ในการคิดว่ามันจะเป็นการออกเดินทางครั้งใหม่นะ เราอาจจะช่วยคุณแม่ ถ้าคุณแม่เป็นห่วงเรา เราอาจจะต้องทำตัวให้เราดูแข็งแกร่ง เป็นคนเก่ง แม่ไม่ต้องกังวลเลย เสาร์-อาทิตย์นี้อยากทำอะไรก็ทำด้วยกัน ให้รู้สึกว่าวันทุกวันเราสร้างความสุขแบ่งปันความสุขในทุก ๆ วันที่เราเจอกัน และก็เป็นกำลังใจให้กับเอและพี่ชายแล้วก็ครอบครัวทุกคนเลย ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าช่วงเวลามันมีแค่ 6 เดือนตามที่คุณหมอบอก ซึ่งจริง ๆ มันมีปาฏิหาริย์เยอะแยะมากมายว่าถ้ากำลังใจของคนไข้ดี บางทีมันอาจยาวนานกว่านั้น แต่ถ้า 6 เดือนตามนั้นจริง ๆ พี่ก็แค่อยากบอกน้องเอว่า อยากให้ใช้เวลากับท่านให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เวลามันเดินถอยหลัง ถ้าท่านอยากทำอะไรโดยที่มันไม่ไปขัดขวางการรักษา พี่อยากให้น้องเอใช้เวลาตรงนี้ให้เต็มที่ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่พี่ฟังเหมือนท่านยังเป็นห่วง พี่อยากให้น้องเอทำเพื่อให้ท่านได้รู้ว่าถ้าไม่มีท่านอยู่จริง ๆ หนูกับพี่ชายจะอยู่กันได้ดี เพื่อที่ท่านจะไปอย่างไม่มีห่วงอะไร แต่ถ้าน้องเอทำให้ท่านรู้สึกเป็นห่วงด้วยการเสียใจ ไม่มีกำลังใจที่จะทำให้ท่านเห็นรอยยิ้ม พี่ว่าอันนี้ท่านจะยิ่งเป็นห่วง พี่รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่บางทีคนที่ป่วยเขาไม่อยากเห็น คือคนรอบข้างเป็นทุกข์เพราะมันจะยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ มันอาจจะต้องฝืน หนูอาจจะร้องไห้ในห้องได้หรือคุยกับพี่แล้วเศร้าใจได้ แต่เวลาอยู่กับท่านอยากให้ส่งพลังบวกให้กันและกัน เพราะเรื่องกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนป่วย ถ้าทำได้อยากให้เป็นแบบนี้ เพราะท้ายที่สุดท่านจะได้รู้สึกว่าเราอยู่กันได้และมีชีวิตต่อไปได้อย่างดี เขาจะได้ไม่เป็นห่วงเรามาก อย่างสุดท้ายพี่ฝากไว้ละกันเผื่อถ้าเวลามันมาถึง บางทีคนที่ป่วยเป็นโรคแบบนี้ เวลาเชื้อมะเร็งกัดกินแล้วไม่รู้สึกอะไร ถ้าคุณหมอบอกว่าในอีกไม่กี่วันเขาจะไม่รับรู้แล้ว อยากให้น้องเอและคนในครอบครัวไปคุยกับเขาเป็นวาระสุดท้าย เพราะ ณ ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก สำหรับผู้ป่วยก่อนที่เขาจะไม่รู้ตัวและสื่อสารอะไรไม่ได้อีกแล้ว อันนี้พี่พูดในกรณีที่ถ้าเวลานั้นมาถึงจริง ๆ เหมือนเราเตรียมให้เขาไปอย่างสงบ เคลียร์ทุกอย่างบอกเขาว่าไม่ต้องห่วง หนูกับพี่กับพ่อจะอยู่กันอย่างมีความสุข แล้วเราจะคิดถึงเค้าด้วยรอยยิ้มทุกครั้งเมื่อที่เค้าจากไปแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้น้องเอนะ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ จะไม่พูดถึงว่าเวลาเหลืออีกเท่าไหร่ มันก็เป็นการประมาณการ สำหรับพี่ไม่อยากให้เอามาเป็นประเด็นเท่าไหร่ การที่เราเกิดมาเรารู้ว่ามันต้องมีอายุขัย สิ่งในชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้มันมีอายุขัยของมัน ณ วันที่เราเกิด เราก็มาพร้อมกับแพ็กเกจคำว่าตายอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วแต่ไม่มีใครอยู่ได้ จริง ๆ มันเป็นสัจธรรมมากเลยเนาะ แต่ว่ามันก็ยากในวัย 21 ปีที่เราจะเข้าใจว่าไม่ว่าช้าหรือเร็วมันก็ต้องจากกันอยู่ดี ทีนี้ความรู้สึกกะทันหันของเอ ถ้าได้คุยกับคนอื่นที่ประสบเหตุกันคนละอย่างกับที่เอเจอ ในหลาย ๆ สายที่เค้าโทรมาว่าคนที่เขารักประสบอุบัติเหตุกะทันหันชนิดที่ว่าเราไม่ได้แม้แต่จะบอกลา ถ้าเค้าเลือกได้บางทีเค้าอาจจะอยากให้เค้ามีเวลาบ้างอย่างที่เอมี อันนี้พี่เปรียบเทียบให้ดูว่าในความที่เราคิดว่าเรากำลังเจอเรื่องราวที่เลวร้าย อย่างน้อยเรายังมีโอกาสทำให้ในทุก ๆ วันที่มันยังมีอยู่ด้วยกัน ย้อนไปในวัย 21 ปี พี่ก็เสียคุณแม่ไปตอนปี 2 ก็ ณ วันนั้นเรายังเป็นวัยรุ่นที่ยังไม่ได้เป็นพ่อคน เรายังไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีต่อลูกมากพอ เรายังไม่ได้แสดงออก เรายังไม่ใช้โอกาสสุดท้ายในการบอกอะไรที่บางทีเรายังไม่ได้บอก เราก็แค่เขิน ไม่กล้าพูดอย่างที่เติ้ลบอก เพราะเราคิดว่ายังมีเวลา จนเมื่อเค้าไม่รู้ตัว เราถึงรู้ว่าคงไม่ได้บอกแล้ว ซึ่งถ้าเอได้ฟังอยู่ตอนนี้ก็คือ พี่ก็อยากให้เอมีโอกาสที่จะได้บอก บางครั้งเราแค่ไม่กล้าพูดว่ารัก เพราะว่าเราเป็นเด็กวัยรุ่นหรือเขิน ไม่กล้าพูด หรือคำพูดอื่น ๆ ที่เรายังไม่เคยบอก เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ เอก็ยังมีเวลาที่จะทำให้ทุกวันที่ยังมีเค้าอยู่มันไม่มีอะไรติดค้าง ซึ่งสุดท้ายไม่ได้แปลว่าเราจะไม่เศร้าหรอก ทุกคนก็เศร้าทั้งนั้น วันสุดท้ายของมนุษย์มันเป็นสิ่งที่ประหลาดนะทุกคนต้องเจอ แต่เรามักจะถือสาว่าเราไม่ควรพูด เพราะมันเท่ากับแช่ง แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้พิจารณามันบ้าง ลองนึกดูบ้างว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีคนที่อยู่ข้าง ๆ มันจะเป็นยังไง อย่างน้อย ๆ ในวันนั้นเหมือนเราได้ซ้อมรับแรงกระแทกไว้แล้วบ้าง ซึ่งวันนี้เอมีโอกาสละพี่ว่าอยากให้ใช้โอกาสที่เรามีอยู่ตอนนี้บอกหรือคุยกับเค้าไม่ให้มันมีอะไรติดค้าง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-