หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

11 มิ.ย. 2026

หนูสมัครเข้าทำงานตำแหน่งจัดซื้อ

แต่ต้องคุมคนทำความสะอาดด้วย

ซึ่งหัวหน้าเป็นคนโยนงานให้หนูทำ

ทำยังไงดีคะเพราะหนูไม่อยากทำงานอื่นที่ไม่ตรงกับตอนสมัครเข้ามา

       ‘คุณนานะ’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่เข้ามาทำงาน แต่งานที่ต้องทำไม่ตรงกับ job description

       ‘คุณนานะ’ อายุ 27 ปี เล่าว่าได้เข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในช่วงที่สัมภาษณ์ก่อนที่จะตกลงเข้าทำงานก็ได้คุยหน้าที่การทำงานกันเรียบร้อย ซึ่งภาระหน้าที่งานก็ตรงกับตำแหน่งที่ได้ทำ แต่พอเริ่มทำงานได้สักพัก ก็เริ่มมีงานวานให้ช่วยทำ ในตอนแรกคุณนานะก็สามารถช่วยทำได้เพราะเป็นงานที่รองมาจากงานหลัก

       จนกระทั่งอายุงานครบ 1 ปี จากงานรองก็กลายเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องทำประจำ ซึ่งตลอดที่ช่วยทำงานนี้ก็มีปัญหาอยู่ตลอด แต่งานหลักไม่เคยมีปัญหาเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นปัญหาในการทำงานของเธอมาก

       คนที่มอบหมายงานให้คุณนานะคือผู้บริหารโดยตรง เพราะเธอขึ้นตรงกับฝ่ายบริหาร แต่ก่อนหน้าที่เธอจะได้รับมอบหมายงานนี้มาก็มีพี่ที่ทำงานนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกโยนมาให้คุณนานะทำแทน

       ตลอดระยะเวลาที่ทำงานหนัก คุณนานะก็จะกังวลเกี่ยวกับงานรองด้วย ซึ่งงานหลักและงานรองก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน งานหลักของคุณนานะคือจัดซื้อ และงานรองคืองานคุมคนทำความสะอาด แต่เนื่องจากคุณนานะอายุน้อยที่สุด จะไปสั่งให้คนทำอะไรก็ไม่มีใครฟังเพราะเขาโตกว่ากันหมด ถ้าทำงานคุมคนได้ไม่ดีก็ถูกหัวหน้าตำหนิด้วย คุณนานะเสริมอีกว่า ได้แจ้ง HR เรื่องปัญหางานไม่ตรงกับตำแหน่งไปแล้ว แต่เขาก็ช่วยคุยอะไรไม่ได้ เพราะคนที่มอบหมายมาก็คือผู้บริหาร

       คุณนานะกล่าวว่าบริษัทที่ทำอยู่คือบริษัทเล็ก ๆ อยู่ด้วยกันแบบครอบครัว งานหลักจึงทำเยอะมาก ดูแลหลายสาขา ในบางครั้งงานรองก็มาแทรกในตอนที่กำลังเครียดกับงานหลัก คุณนานะเคยพยายามพูดกับเจ้านายเรื่องนี้แล้ว เพราะหัวหน้าบอกว่าถ้ามีปัญหามาปรึกษาได้ตลอด แต่พอจะคุยเรื่องนี้เขาก็จะตอบกลับมาว่า 'ทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะ' นั่นทำให้รู้สึกว่าเขาไม่รับฟังเรื่องที่คุณนานะอยากจะปรึกษาจริง ๆ ส่วนตัวคุณนานะจะลาออกจากงานก็ไม่กล้าเพราะปัจจุบันหางานยาก คุณนานะจึงอยากปรึกษาเหล่าดีเจว่า ถ้าจะคุยกับผู้บริหารอีกครั้งเพื่อที่จะปฏิเสธไม่ทำงานรองนี้ จะใช้วิธีและพูดกับเขาอย่างไรดี

       เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็นพี่จะรีบเข้าไปคุยกับผู้บริหารเลย จะค่อย ๆ บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น ความอึดอัดของตัวเราเอง เราเข้ามาที่นี่เพื่อทำงานตำแหน่งไหน ซึ่งตอนนี้ถ้าให้พูดตรง ๆ ด้วยความเคารพก็ตอนนี้ค่อนข้างที่จะไม่โอเค ภาพรวมก็จะพูดอ้อม ๆ ให้เขารู้ว่าเราไม่โอเคที่ต้องมาทำงานอื่นที่ไม่ตรงตำแหน่ง” และยังเสริมทิ้งท้ายว่า "ถ้าจะเข้าไปพูดก็ควรหางานใหม่รอไปพลาง ๆ ด้วย ไม่สนับสนุนให้ออกจากงานตอนที่ยังไม่มีงานรองรับ ถ้าโอเคแล้วว่าปัญหาแก้ไม่ได้และจะลาออกก็ค่อยย้ายออก หรือถ้าหากผู้บริหารให้เงินเดือนเพิ่มและทำให้เติบโตในสายงานได้ก็พร้อมที่จะเรียนรู้"

       ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “เริ่มด้วยการขอบคุณที่มองเห็นความสามารถที่จะคุมคนได้ แต่อยากปรึกษาว่างานหลักที่ทำอยู่มันต้องใช้เวลาในการทำมากกว่านี้ ยินดีที่จะช่วยคุมคนแต่ต้องเป็นช่วงเวลาที่ทำงานหลักเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่อยากให้งานที่ไม่ใช่หน้าที่หลักมาแย่งเวลาในการทำงานตามหน้าที่หลัก” โดยคุณนานะก็เสริมเพิ่มว่าเคยทำงานหลักให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปจัดการงานรองแล้ว บางครั้งผู้บริหารเขาก็ปล่อยผ่าน แต่บางครั้งเขาก็จะมาสอบถามบ้าง ‘ดีเจเติ้ล’ จึงบอกว่า "ให้การพูดครั้งนี้เป็นการขอให้เขาเข้าใจ ถ้าหากสุดท้ายยอมให้เราไม่ได้ก็ออกแล้วไปหางานใหม่ที่ดีกว่าไปเลย"

       ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “ดูสถานการณ์ก่อน รอเขามาบ่นอีกรอบแล้วค่อยพูดกับเขาว่าอยากปรึกษาเรื่องนี้ ว่าการที่เขามอบหมายงานเพิ่มให้ทำจนมันกระทบการงานหลัก งานที่มอบหมายเพิ่มก็ไม่ใช่เนื้องานที่เราถนัด มันก็ช้าลง และทำให้ทั้งงานหลักและงานรองไม่ดี ขอทำแค่งานหลักงานเดียวได้มั้ย แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่ได้ เราก็บอกไปแค่ว่ามันทำได้แต่จะทำได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเขายังจะเอาเปรียบเราอีกสุดท้ายก็ออกเถอะ” แต่สุดท้ายก็เน้นย้ำเพิ่มเติมจากดีเจคนอื่น ๆ คือ "ให้หางานใหม่ให้ได้ก่อนค่อยเข้าไปคุยหรือลาออก"

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

05 มิ.ย. 2026

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอด เราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้าง ทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ?

เพื่อนสาวพาแฟนไปแฮงก์เอาต์ด้วยตลอดเราอยากมี Girls Talk กับเพื่อนบ้างทำอย่างไรให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปทุกครั้งดีคะ? ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันที่ (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก — ดีเจเติ้ล — ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอรู้สึกหนักใจทุกครั้งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนสาว เพราะเพื่อนสาวมักจะพาแฟนมาด้วยเสมอ ‘คุณถุงเงิน (นามสมมุติ)’ อายุ 30 ปี’ โทรมาปรึกษาเรื่องของเพื่อนสนิทที่เพิ่งมีแฟน ทุกครั้งที่นัดสังสรรค์กัน เพื่อนก็จะพาแฟนมาตลอด ช่วงแรกเพื่อนกำลังตื่นเต้นกับความรัก และคุณถุงเงินเองก็อยากจะรู้จักแฟนเพื่อนจึงไม่ได้ปฏิเสธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนยังคงพาแฟนมาด้วยตลอด โดยจะบอกแค่ว่า “วันนี้จะพาแฟนมาด้วยนะ” ไม่ได้ถามความสมัครใจคุณถุงเงิน และไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธ คุณถุงเงินคิดถึงวันที่ได้นั่งคุยตามประสาเพื่อนสาว นั่งคุยกันสองคน แต่เมื่อเพื่อนพาแฟนมาทุกครั้งก็ไม่อยากจะพูดคุยเรื่องเหล่านั้น จึงไม่ได้มี Girls Talk กันมาหลายเดือนแล้ว โดยปกติคุณถุงเงินจะอยู่ 2 คนกับเพื่อนสาวคนนี้ เมื่อเพื่อนมีแฟนก็กลายเป็นต้องไปด้วยกัน 3 คน และคนที่เป็น Plus one ก็คือคุณถุงเงินเอง เพราะเขาเป็นแฟนกัน นั่งคุยกันไป เพื่อนก็จู๋จี๋กันแฟนไป เธอเล่าต่อว่า เพื่อนสาวคนนี้เคยพาแฟนไปสังสรรค์กับเพื่อน C แล้วเพื่อนสาวดันไปทะเลาะกับแฟนต่อหน้าเพื่อน C แล้วหลังจากนั้นเพื่อน C ก็ห่างเหินกับเพื่อนสาวไป คุณถุงเงินมองว่าเพื่อนอาจมีปมในจุดนี้ จึงไม่อยากสร้างปมที่สองให้เพื่อน และในตอนนี้มันเริ่มเป็นปัญหาเพราะไม่ใช่เพียงเพื่อนคนนี้ แต่เพื่อนคนอื่นก็พกแฟนไปสังสรรค์ด้วยทุกครั้งเช่นกัน คุณถุงเงินกลายเป็นคนที่สามตลอด จึงตั้งคำถามว่า “มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้เพื่อนคิดได้ว่าไม่ต้องชวนแฟนไปด้วยทุกครั้งไหมคะ” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจทั้งสามก็ได้เริ่มให้คำแนะนำ โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ ตอบว่า “เมื่อเพื่อนมีแฟน มันจะเกิดขึ้นไม่กี่อย่างหรอก หนึ่ง เพื่อนจะหายไป สอง เพื่อนจะมาพร้อมแฟน มีแค่นี้ เราต้องเลือกว่าจะเฟดจากกันไปให้เพื่อนไปมีความสุขกับชีวิตรัก หากซมซานก็กลับมา หรือ เราต้องยอมเป็น Plus one” และพูดเสริมอีกว่า “บรรยากาศเมาท์มอยเพื่อนสาวมันไม่มีตลอดไปหรอก จะช้าจะเร็วก็ต้องจากกัน แต่วันนี้เพื่อนก็ยังไม่อยากจากกันจึงลากเราไปกับแฟน ดังนั้นต้องเลือกระหว่างเป็น Plus one กับ ห่างกัน” ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “หากสนิทกันคุยกันได้ว่าเราต้องการ Girls Talk ถ้าแฟนเพื่อนมาด้วยคุยไม่ถนัด และมันเป็นสัจธรรมเมื่อมีแฟนยังไงแฟนเขาก็สำคัญกว่าเรา ต้องทำใจ เพื่อนจะกลับมาต้องการ Girls Night ก็เมื่อลูกโต เราต้องเข้าใจว่าเพื่อนมีแฟน มันจะไม่มีวันเหมือนเดิม เราจะไปโกรธเขาไม่ได้ ทำได้แค่พูดคุยกันว่าวันไหนเราต้องการไปกันสองคน” สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ เล่าว่า “พี่อยู่ในทั้งสองสถานะเลย หากมีแฟนจะพาแฟนไปทุกที แต่หากเพื่อนมีแฟนก็จะคุยกันว่าต้องการ Girls Talk ไม่ต้องพาแฟนมา ดังนั้นสำหรับพี่ต้นหอมให้พูดกับเพื่อนตรง ๆ และให้เขาเป็นคนเลือกวันที่เราจะไปด้วยกันสองคน วัดใจกันไปเลยว่าเขาจะหาคิวให้เราไหม ถ้าไม่เคยหาได้โดยนัยคือเขาตอบแล้วว่า ’ไม่มีวันห่างแฟนได้’ และเพื่อนคนนี้อาจไม่ใช่ ให้หาเพื่อนใหม่ที่พร้อมเข้าใจ และไปไหนมาไหนกับเราได้”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขากลับมาล่วงละเมิดทางเพศหนู เรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม?

31 ก.ค. 2026

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขากลับมาล่วงละเมิดทางเพศหนู เรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม?

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้วแต่เขากลับมาคุกคามทางเพศหนูเรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม? ‘คุณสกาย’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอถูกคุกคามทางเพศจากรุ่นพี่ที่ทำงาน จนกลายเป็นบาดแผลในใจ และยังคงลังเลว่าจะเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับภรรยาของรุ่นพี่คนดังกล่าวหรือไม่ ‘คุณสกาย’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอถูกคุกคามทางเพศจากรุ่นพี่ที่ทำงาน ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมงานและรู้จักกันมานานกว่า 12 ปี เธอเล่าว่า วันเกิดเหตุเป็นวันที่บริษัทจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หลังได้รับโบนัส โดยพนักงานหลายคน รวมถึงรุ่นพี่เเละเเฟนของรุ่นพี่ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเธอ ได้ไปกินเลี้ยงร่วมกัน ในวันนั้น เพื่อน ๆ รวมถึงรุ่นพี่เเละเเฟนของเขา ดื่มแอลกอฮอล์จนมีอาการมึนเมา แต่ตัวเธอเองไม่ได้ดื่ม เมื่อเลิกงานเลี้ยง เธอจึงติดรถรุ่นพี่คนดังกล่าวกลับบ้าน โดยในช่วงแรกยังมีเพื่อนร่วมงานคนอื่นนั่งรถมาด้วย แต่ทุกคนพักอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน เหลือเพียงเธอที่บ้านอยู่ไกลที่สุด ระหว่างทางรุ่นพี่พูดกับเธอว่า “พี่อยากไปส่งแฟนพี่ก่อนได้ไหม แล้วไปส่งเราคนสุดท้าย” ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่ได้รู้สึกผิดสังเกต เพราะที่ผ่านมาเคยนั่งรถกลับกับรุ่นพี่คนนี้หลายครั้ง หลังจากส่งทุกคน รวมถึงแฟนของรุ่นพี่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเธอกับรุ่นพี่เพียง 2 คนในรถ ระหว่างขับรถมาส่งได้ประมาณครึ่งทาง รุ่นพี่ถามเธอว่า “สนุกมั้ย” เธอตอบกลับตามปกติว่า “สนุกดี” จากนั้นเขาขับรถไปจอดบริเวณใต้สะพานลอยแห่งหนึ่ง ก่อนจะบอกกับเธอว่าเขาชอบเธอมาก และชอบมานานแล้ว ทันใดนั้น เขาเอามือล้วงมาที่หน้าอกของเธอ เธอรีบดันมือของเขาออก พร้อมถามว่า “ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้” เพราะสำหรับเธอ รุ่นพี่คนนี้เปรียบเสมือนเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แต่หลังจากนั้นเขาก็ยังจับมือของเธอไปจับอวัยวะเพศของตัวเอง เธอจึงรีบดึงมือกลับทันทีหลังจากนั้นรุ่นพี่ก็ขับรถต่อเพื่อมาส่งเธอ แต่เมื่อใกล้ถึงซอยบ้าน เขากลับพูดกับเธอว่า “ขอไปนอนโรงแรมด้วยได้ไหม” เธอตอบกลับอย่างจริงจังว่า “ไม่ได้หรอก แล้วพี่ไม่คิดว่าหนูจะไปบอกแฟนพี่เหรอ ทำไมพี่ทำแบบนี้” แต่เขายังคงยืนยันคำเดิมว่าเขาชอบเธอ ชอบเธอมากในขณะนั้น เธอพยายามหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาแฟนของเธอ แต่ด้วยความตกใจ หวาดกลัว และสับสน โทรศัพท์กลับหล่นลงไปบริเวณด้านหน้าคอนโซลรถ ทำให้หยิบไม่ทัน ขณะที่รุ่นพี่ยังคงพูดซ้ำว่า “ขอได้มั้ย พี่ขอได้มั้ย” จนเธอต้องขู่ว่าจะโทรบอกเรื่องทั้งหมดกับแฟนของเขา หลังจากนั้นรุ่นพี่จึงยอมขับรถมาส่งเธอที่หน้าบ้าน ซึ่งบังเอิญในคืนนั้นแฟนของเธอนั่งรออยู่หน้าบ้าน ทั้งที่ปกติไม่เคยมารอ เนื่องจากวันนั้นดึกเกือบเที่ยงคืน แฟนของเธอจึงถามว่า “อ้าว ทำไมวันนี้นั่งหน้า ปกติไม่เคย” เธอจึงโกหกไปว่าเพื่อนคนอื่นเมากันหมด อาเจียนกันหลายคน เธอจึงต้องนั่งหน้ารถมา ก่อนที่รุ่นพี่จะขับรถกลับไป วันรุ่งขึ้น เมื่อไปทำงาน รุ่นพี่คนดังกล่าวกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน และไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษ เธอได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษารุ่นพี่อีกคนในที่ทำงาน แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้องบอกมันหรอก เดี๋ยวมันเลิกกัน สงสารมัน” คำพูดดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกเสียใจและน้อยใจ เพราะเธอเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่เขากลับเลือกสงสารผู้กระทำมากกว่า เธอยืนยันว่า แฟนของรุ่นพี่ที่คุกคามนั้นดีกับเธอมาโดยตลอด หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอจึงเลลือกที่จะไม่บอกใคร และค่อย ๆ ตีตัวออกหากจากกลุ่ม ต่อมาเธอตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน โดยมีสาเหตุจากเรื่องงานประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันเธอมีครอบครัว มีสามีและลูกแล้ว ขณะที่รุ่นพี่คนดังกล่าวก็แต่งงานแล้วเช่นกัน แต่ทุกครั้งที่เห็นข่าวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ หรือข่าวในลักษณะเดียวกัน เธอมักรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดใจ รู้สึกอึดอัด และยังคงติดค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เธออยากปรึกษาคือ หากวันนี้เธอตัดสินใจบอกความจริงกับภรรยาของรุ่นพี่คนดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ เธอกังวลว่าหากบอกไป อาจทำให้ทั้งคู่ต้องเลิกรากัน อีกทั้งยังกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายไปอ่อยหรือเข้าหาฝ่ายชายก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วเธอคือผู้ถูกกระทำ และเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นบาดแผลในใจมาจนถึงทุกวันนี้ ในด้านของ ‘ดีเจเสนาหอย’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่อ่ะรู้สึกเอ๊ะตั้งแต่ส่งแฟนเขาแล้วล่ะ ในฐานะผู้ชาย ถ้าเป็นพี่ พี่ต้องส่งน้องก่อนแฟนเรา ถ้าไม่ได้คิดอะไร แล้วสุดท้ายพอเขาไปส่งเรา แล้วพยายามบอกว่าชอบ คนเราชอบกันน่ะมันไม่ควรทำแบบนี้ แล้วก็สำหรับพี่คิดว่าถ้าบอกไป มันอาจจะเป็น Digital Footprint ที่มันลบไม่ได้ด้วย” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่แบ่งเป็น 2 ก้อนนะ ก้อนแรกคือหนูจะไปบอกเพื่อนของหนูคนนี้ดีมั้ย เท่าที่ฟัง พี่รู้สึกว่าสกายอยากบอกเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในใจ พี่เสียใจด้วยนะที่สกายต้องเจอเรื่องเฮงซวยจากผู้ชายหื่น ๆ คนนั้น ถ้าถามว่าบอกแล้วจะสบายใจขึ้นไหม สกายก็ต้องยอมรับความเสี่ยง เพราะเหตุการณ์มันผ่านมาปีกว่าแล้ว เพื่อนอาจสงสัยว่าทำไมเพิ่งมาพูดตอนนี้ อีกอย่างเราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขาเป็นยังไง บางทีเขาอาจรู้นิสัยสามีอยู่แล้ว หรือถ้าโชคดี เขาอาจเชื่อเรา ด่าสามี หรือขอโทษเรา แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น สกายก็ต้องยอมรับได้ ถ้าเขาคิดว่าเราโกหกหรือสร้างเรื่อง ถ้าสกายคิดว่าพูดแล้วตัวเองสบายใจ พี่ว่าพูดได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ว่าหลังจากพูดแล้วเรื่องจะใหญ่โตหรือไม่ อาจไปถึงหูแฟนสกาย หรือทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้สกายต้องคิดให้ดี อีกเรื่องที่พี่อยากเสนอ คือพี่มองว่าเหตุการณ์ที่สกายเจอมันรุนแรงและกระทบจิตใจผู้หญิงคนหนึ่งมาก พี่เลยสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นปมในใจที่ทำให้สกายยังติดอยู่กับเรื่องนี้ พี่อยากให้สกายลองไปคุยกับนักจิตวิทยาหรือคุณหมอก่อน เพื่อได้ระบายและทำความเข้าใจกับความรู้สึกตัวเอง เพราะพี่กลัวว่าการตัดสินใจทำอะไรในวันนี้ อาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่อาจกลับมาทำร้ายสกายอีกครั้งก็ได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจอ้อม’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ขอชื่นชมสกายนะคะว่า เหตุการณ์ในวันนั้นสกายเข้มแข็งมากที่ผ่านมันมาได้ ไม่ตกไปเป็นเหยื่อแบบที่เขาต้องการ ถึงแม้วันนี้จะยังมีความอึดอัด ค้างคาใจ และมีบาดแผลอยู่ในใจ พี่คิดว่าวันนั้นสกายโชคร้ายตรงที่เลือกเล่าให้คนที่ไม่ได้เข้าข้างเรา ถ้ามีใครสักคนรับฟังและเข้าใจ วันนี้สกายอาจจะไม่รู้สึกแย่แบบนี้ก็ได้ แต่พี่อยากให้สกายไม่ต้องสงสัยว่าเขาจะเชื่อเราหรือไม่ เพราะความจริงมันเกิดขึ้นแล้ว เรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา ถ้าจะเลือกพูด เราแค่เคารพตัวเองแล้วพูด แต่จะเกิดอะไรขึ้นเราเดาไม่ได้ ถ้าไหวก็พูด แต่ถ้ายังไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะเราไม่สามารถบังคับให้ใครเชื่อเราได้ ถ้าทุกครั้งที่เห็นข่าวแล้วใจยังกระเพื่อม พี่ก็แนะนำให้ลองคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ พี่อ้อมเชื่อว่า ถ้าเราจะตัดสินใจพูดเรื่องอะไรสักอย่าง เราไม่จำเป็นต้องรีบ แต่ต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราพูดเพื่ออะไร เพราะถ้าเราพูดเพื่อให้คนอื่นเชื่อ เราบังคับเขาไม่ได้ และถ้าเขาไม่เชื่อ เราอาจจะเจ็บซ้ำอีก” รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณสกายสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดที่กำลังเจอไปได้ จะช้าหรือจะเร็ว เราหวังว่าคุณสกายจะเข้มแข็งขึ้น และไม่ว่าคุณสกายจะเลือกทางไหน ก็ขอให้ทุกการตัดสินใจส่งผลดีกับคุณสกายนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ... สาวออฟฟิศหนักใจ ไปทำงาน แต่โดนจับผิดจาก ‘ภรรยาหัวหน้า’ เพราะภรรยาไปเห็นแชท ของหัวหน้าอีกคน ถ่ายรูปเราส่งไปแซวกับสามีตัวเอง หลังจากนั้นก็หึง หวง ไม่ให้คุยไลน์ส่วนตัว จับผิดผ่านกล้องวงจรปิด

19 ก.ย. 2023

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ... สาวออฟฟิศหนักใจ ไปทำงาน แต่โดนจับผิดจาก ‘ภรรยาหัวหน้า’ เพราะภรรยาไปเห็นแชท ของหัวหน้าอีกคน ถ่ายรูปเราส่งไปแซวกับสามีตัวเอง หลังจากนั้นก็หึง หวง ไม่ให้คุยไลน์ส่วนตัว จับผิดผ่านกล้องวงจรปิด

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ... สาวออฟฟิศหนักใจ ไปทำงานแต่โดนจับผิดจาก ‘ภรรยาหัวหน้า’ เพราะภรรยาไปเห็นแชทของหัวหน้าอีกคน ถ่ายรูปเราส่งไปแซวกับสามีตัวเองหลังจากนั้นก็หึง หวง ไม่ให้คุยไลน์ส่วนตัว จับผิดผ่านกล้องวงจรปิดทำงานด้วยลำบากมากตอนนี้ แต่ไม่อยากลาออก เพราะเงินเดือนดี “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 ก.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนเจ้านายหึง โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ต้องเกริ่นก่อนว่า หนูมาทำงานที่นี่ เพราะรู้จักกับเจ้านาย แต่หนูมีเจ้านาย 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่ หนูขอแทนเจ้านายทั้ง 2 คนว่า คุณ A และคุณ B ส่วนตัวหนูรู้จักกับคุณ A มาก่อนเพราะเราเคยติดต่อเรื่องงานกัน บังเอิญช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปีหนูลาออกจากที่ทำงานเก่า แล้วคุณ A ก็ติดต่อมาพอดี และรู้ว่าหนูว่างงาน แกก็เลยชวนมาทำงานด้วย เพราะแกเปิดบริษัทใหม่ ทีนี้หนูก็ได้มารู้จักกับคุณ B ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทอีกคนนึง ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น หนูเพิ่งมาทราบก่อนที่จะขยายออฟฟิศใหม่ประมาณ 1 อาทิตย์ คุณ B เรียกหนูไปคุย เพราะภรรยาของเขาไม่โอเคกับหนู เหมือนเขาคิดว่าหนูกับคุณ B เป็นกิ๊กกัน เรื่องมันเริ่มต้นจากรูปถ่าย 1 รูปที่คุณ B แอบถ่ายหนู เหมือนเขาส่งไปให้เพื่อนดู ส่งไปแซวกันเล่นๆ ประมาณว่า วันนี้น้องแต่งตัวน่ารักนะ แล้วเพื่อนเขาก็ตอบกลับมาว่า น่ารักก็จีบสิ... ด้วยความที่เพื่อนตอบกลับมาแบบนั้น คุณ B ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เหมือนภรรยาเขามาเห็นแชทนั้นที่เขาคุยกับเพื่อน แล้วจุดเริ่มต้นที่เขาไม่โอเค คือที่คุณ B มาถ่ายรูปหนู ภรรยาเขาก็ถามว่าถ่ายรูปน้องเขาทำไม? แล้วกลายเป็นพาลว่าหนูกับคุณ B เป็นกิ๊กกัน ภรรยาเขาเฝ้าดูการกระทำของหนูตลอดเลยว่า หนูคุยกับสามีเขามั้ย? ซึ่งภรรยาเขาไม่ได้เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศนี้ด้วย แต่เขาจะดูโทรศัพท์สามี และดูผ่านกล้องวงจรปิดผ่านโทรศัพท์คุณ B ตลอด บางทีหนูต้องออกไปทำงานข้างนอก โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าหนูออกไปไหน เจ้านายเขารู้อยู่แล้วว่าหนูไปทำอะไร แต่เขาก็มองว่าทำไมเราต้องออกไปก่อนเวลา ทำไมเราต้องอย่างงั้นอย่างงี้ ก็จะมีฟีดแบคกับการกระทำของหนูตลอด ซึ่งส่วนตัวหนูมีแต่เรื่องงาน ไม่ได้คิดอะไรกับเจ้านาย 100% เลย และหนูก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย หลังจากที่ย้ายเข้าออฟฟิศใหม่ หนูเจอภรรยาคุณ B ครั้งแรก หนูก็ยกมือไหว้ปกติ แต่เขาไม่รับไหว้หนูแล้วมองด้วยหางตาแบบมองจิกเลย หนูก็ไม่ได้อะไร ทำงานของตัวเองปกติ แต่คุณ B ก็พยายามกันภรรยาเขาไม่ให้เข้ามายุ่งในออฟฟิศอยู่แล้ว และบ้านของคุณ B กับออฟฟิศอยู่ในระแวกเดียวกัน เรื่องที่หนูรับรู้มา หนูรู้มาจากคุณ A เพราะคุณ B เขาไปปรึกษาคุณ A แล้วคุณ A ก็มาเล่าให้หนูฟังว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ หนูต้องทำตัวยังไงบ้าง หนูไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่มันส่งผลกระทบ คือ มากระทบที่หนู ตัวหนูกลายเป็น แพะที่มารับเรื่องนี้ หนูทำงานเป็น Backoffice ซัพพอร์ตหลังบ้านทุกอย่าง ต้องติดต่องานโดยตรงกับเจ้านายทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งในบริษัทก็มีแค่หนูคนเดียวที่ต้องทำงานตรงนั้น บางทีหนูก็ต้องติดต่องานกับคุณ B ซึ่งมันเป็นปัญหามาก หนูไม่สามารถโทรหาเขาได้ ไลน์ส่วนตัวก็ไม่ได้ บางทีเราโทรไป แกก็ไม่สามารถรับสายเราได้ มีเรื่องงาน เรื่องด่วน บางทีหนูก็คุยกับคุณ A ไม่ได้ ต้องคุยตรงกับคุณ B อย่างเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องของเขาโดยตรง มันทำให้ช่วงนั้นมันโหลด แบบโหลดมาก บางทีหนูเหนื่อยกับการทำงานอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอเรื่องพวกนี้อีก หนูไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดเลย แต่ทำไมมาทำให้หนูรู้สึกแบบนั้นด้วย แต่หนูชอบทำงานที่นี่ รู้สึกเจ้านายเขาแฟร์ดี และเหมือนเขาทำงานกันจริงๆ ตอนนี้เหมือนคุณ B เขาจัดการแบบเด็ดขาดไม่ได้ เหมือนเขาก็มีปัญหาหลังบ้านอยู่ หนูอยากรู้ว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพวกพี่ จะมีวิธีจัดการกันยังไงเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แมวเพิ่งเสีย แฟนที่คบมา 13 ปีนอกใจ กดดันจากงานใหม่ ในช่วงชีวิตที่ปัญหารุมเร้า ควรรับมืออย่างไรดีคะ?

25 ก.ค. 2026

แมวเพิ่งเสีย แฟนที่คบมา 13 ปีนอกใจ กดดันจากงานใหม่ ในช่วงชีวิตที่ปัญหารุมเร้า ควรรับมืออย่างไรดีคะ?

แมวเพิ่งเสียแฟนที่คบมา 13 ปีนอกใจกดดันจากงานใหม่ในช่วงชีวิตที่ปัญหารุมเร้า ควรรับมืออย่างไรดีคะ? ‘คุณเหนือ (นามสมมุติ)’ สายที่ 1ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกรท และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic' เกี่ยวกับช่วงชีวิตหนึ่งที่ต้องเจอกับเรื่องแย่ ๆ ติดกัน ‘คุณเหนือ (นามสมมุติ)’ อายุ 34 ปี ได้ตั้งคำถามว่าในช่วงชีวิตหนึ่งที่หลาย ๆ อย่างพังจะรับมืออย่างไร โดยเริ่มต้นที่เหตุการณ์แรก เธอได้สูญเสียแมวซึ่งเป็นที่รักไป ภาพน้องแมวในความทรงจำยังคงทำให้คุณเหนือคิดถึงเขาอยู่ตลอด และคิดในใจว่าตัวเองดูแลเขาไม่ดี ทำให้เธอร้องไห้บ่อยมาก อาจารย์แพทย์ด้านมะเร็งบอกว่าแมวของคุณเหนือเป็นเคสหายาก น้องไม่ได้จากไปด้วยอายุไข และในปัจจุบันน้องได้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้แพทย์ทำวิจัยต่อด้วย เหตุการณ์ถัดมาคือ แฟนที่คุณเหนือคบมา 13 ปี นอกใจไปมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเรื่องมันเกิดขึ้นติดกัน ในช่วงที่คุณเหนือเสียน้องแมวไปก็ยังคงมีเขาอยู่ข้าง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงเดือนก็ได้ทราบเหตุการณ์ที่สองนี้ โดยคุณเหนือเป็นคนจับได้ ประกอบกับหลาย ๆ อย่าง ปัจจุบันทั้งสองได้เลิกกันขาดไม่ติดต่อกันเลย แต่คุณเหนือยังคงฝังใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เพราะกับแฟนคนนี้มีแพลนที่จะพัฒนาไปเป็นคู่แต่งงาน ในความสัมพันธ์นี้คุณเหนือรู้สึกว่ามันเลยจุดที่จะคิดว่าเขาจะนอกใจได้ ในระหว่างนั้นเองก่อนที่จะจับได้ ทั้งสองได้ตกลงกันว่าจะลองย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งอยู่คนละแห่งกับบ้านที่คุณเหนืออยู่กับครอบครัว รวมถึงคุณเหนือจะออกจากที่ทำงานเดิม และย้ายมาทำงานใกล้แฟนแทน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้มีเวลาให้กันมากขึ้น เรียกได้ว่าเตรียมพร้อมเพื่อสร้างครอบครัวกันแล้ว พอย้ายทุกอย่างมาแล้วเธอรู้สึกเคว้งไปหมด เพราะหลังจากลาออกมาคุณเหนือต้องไปเริ่มงานใหม่ ต้องรับมือกับความกดดันจากงานใหม่ เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เธอต้องรับมือ แต่เธอกลับไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ปัจจุบันนี้คุณเหนือพยายามที่จะโฟกัสงานใหม่ แต่พอเจอโพรเจกต์ใหญ่ที่มีความกดดันก็ทำให้เธอเหมือนกับหายใจไม่ออก เธอยังรู้สึกรับมือไม่ไหวและกำลังจะลาออกด้วยทั้งสาเหตุจากตัวงาน และความรู้สึกในใจของคุณเหนือเองที่ยังไม่พร้อม จากเมื่อก่อนที่เคยเป็นคนบ้างาน ชอบงานที่ท้าทาย พอเจอเหตุการณ์ไม่ดีมาเธอกลับกลัวว่าจะเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นอีก ทุก ๆ วันนี้คุณเหนือยังมีค่ำคืนคืนที่นอนร้องไห้ หรือสะดุ้งตื่นขึ้นมา โดยเหตุการณ์ที่น้องแมวเสียเกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และจับได้ว่าแฟนนอกใจช่วงปลายเดือนธันวาคม และในเดือนมกราคมเธอก็ต้องเริ่มงานใหม่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นติด ๆ กัน ด้วยเวลาที่ยังผ่านไปไม่นาน ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังคงกระทบความรู้สึกของเธออยู่ คุณเหนือมีเพื่อนคนหนึ่งที่สามารถปรึกษาได้ทุกอย่าง และทราบทุกเรื่องราวที่เธอเจอ เพื่อนคนนี้จะบอกกับคุณเหนือเสมอว่า สามารถไปนอนกับเขาได้ พูดคุยกับเขาได้ ในช่วงที่เธอไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วงก็จะไปนอนกับเพื่อนคนนี้ คุณเหนือพูดเสริมว่าเธอไม่สามารถนอนที่บ้านได้เลยเพราะทุก ๆ เหตุการณ์มักเกิดขึ้นที่บ้านอยู่ตลอด รวมถึงคุณเหนือตัดสินใจว่าจะเบรกจากงานและพยายามฮีลตัวเอง ในระหว่างนั้นเธอไม่อยากอยู่เฉย ๆ จึงตั้งใจจะรับงานฟรีแลนซ์ไปก่อน คุณเหนือต้องกำลังใจและคำปรึกษาจากดีเจว่าจะต้องทำอย่างไรให้เธอสามารถมูฟออนจากเรื่องราวทั้งหมดได้ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า "จากที่คุณเหนือได้พูดเรื่องอาการของน้องแมว คุณหมอใช้คำว่า Rare case พี่มั่นใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยาก เพราะฉะนั้นต้องพยายามบอกตัวเองว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับคุณเหนือ ไม่ใช่คุณเหนือดูแลเขาไม่ดี โรคเหล่านี้เหนือการควบคุม ไม่อยากให้โทษตัวเองคุณเหนือทำดีที่สุดแล้วก่อนที่น้องจะจากไป และเรื่องแฟน พี่เข้าใจว่าคบกันมา 13 ปี ความสัมพันธ์ก็กำลังจะพัฒนาไปแต่งงาน ในมุมหนึ่งมันโหดร้ายมากแต่ในอีกมุมหากจะมองเรื่องนี้ให้มีกำลังใจคือ โคตรโชคดีที่ได้รับรู้เรื่องนี้ก่อนจะแต่งงานกัน เพราะถ้าแต่งงานกันไปแล้วคงไม่คิดจะว่าจะต้องเลิก และคุณเหนือจะเจ็บปวดมากกว่านี้ สุดท้ายสำหรับพี่ เวลาเกิดเรื่องร้ายขึ้นจะคิดเอาไว้ว่า เมื่อชีวิตลงไปถึงจุดที่แย่ที่สุดแล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น เพียงแค่ต้องอดทนอยู่กับมันให้ได้จนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่ชีวิตดีขึ้น ในระหว่างนั้นคุณเหนืออาจเจอกับผู้ชายคนใหม่ที่ดีกว่า 13 ปีนั้นก็ได้ ในส่วนที่คุณเหนือกำลังปวดหัวกับเรื่องงาน หากยังมีเงินที่จะดูแลตัวเองได้ ก็เห็นด้วยที่จะพักเรื่องานไว้ก่อน และหลังจากนี้อาจเป็นประตูบานใหม่ที่ทำให้คุณเหนือเจออะไรดี ๆ อีกมากมาย พี่เชื่อมาเสมอว่าหากสิ่งไหนที่เกิดขึ้นกับเราแล้ว มันมักจะพาเราไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าในชีวิตเราเสมอ เพียงแค่ต้องอยู่ ทน และไปต่อให้ได้ สิ่งที่ดีกำลังจะรอคุณเหนืออยู่" ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า "ชีวิตของเราไม่จากเป็นก็จากตาย มีเพียงสองอย่าง ในวันที่ใครจากตายไปจะเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ทุกคนที่ยังอยู่จะต้องผ่านมันไปให้ได้ ในเรื่องของน้องแมว พี่อยากให้คุณเหนือมองในมุมที่ดีว่า เขาโชคดีมากที่การจากไปของเขาเป็นประโยชน์ต่อน้องแมวตัวอื่น ๆ อย่างไรก็ต้องมีวันที่จากกัน แต่ในการจากลาครั้งนี้น้องแมวที่เรารักและดูแลมาเขาอาจจะสามารถต่อชีวิตให้กับน้องแมวตัวอื่น ๆ ได้อีก คุณเหนือไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ทำได้เพียงหวังว่าหากชาติหน้ามีจริงให้เราได้เกิดมาเจอกันอีก เก็บความทรงจำ ความน่ารักของเขาไว้ในใจเรา ในส่วนของผู้ชาย 13 ปี สิ่งเดียวที่โชคร้ายในเรื่องนี้คือคุณเหนือย้ายงานเพื่อคนที่ไม่สมควรได้รับ ความโชคดีคือคุณเหนือมีเงินลาออกจากที่นี่ได้ แล้วไปใช้ชีวิตอยากเที่ยว หรืออยากกลับไปทำงานที่เก่าก็ทำได้ทั้งสิ้น สามารถออกแบบชีวิตได้ด้วยตนเอง เพราะคุณเหนือเอาสิ่งไม่ดีออกจากชีวิตไปแล้วและสิ่งที่ดีกำลังจะเกิดขึ้นไม่มีอะไรแย่กว่าผู้ชายนอกใจแล้ว" ถัดมาที่ ‘ดีเจเกรท’ กล่าวว่า "เข้าใจเรื่องน้องแมวมาก ๆ ส่วนตัวพี่เองในวันที่น้องแมวยังอยู่ เวลามองหน้าน้องก็คิดว่าจะเจอแมวที่น่ารักขนาดนี้ได้อีกไหมนะ เพราะรู้ว่าสุดท้ายคงต้องจากกันในสักวัน และเมื่อวันนั้นมาถึงต่อให้จะเตรียมใจไว้เพียงไหนก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี เมื่อเกิดความทุกข์หลาย ๆ อย่างซ้อนกัน พี่มองว่า เวลาจะช่วยเยียวยาเรา และอีกคำหนึ่งคือ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อที่มีความทุกข์แล้วเรามัวถามกับตัวเองว่า “เมื่อไหร่จะหาย” ซ้ำไปมา มันจะยิ่งทำให้เราทุกข์มากขึ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรายอมรับว่า เรากำลังเสียใจกับเรื่องนั้นอยู่ พี่มองว่าความรู้สึกเสียใจนั้นจะค่อย ๆ เบาบางลง สุดท้ายอยากให้คุณเหนือหาอะไรก็ตามที่มีความสุข และได้พัฒนาตัวเอง เพราะเมื่อคุณเหนือเริ่มเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้นที่ละนิด ความเศร้าจะค่อย ๆ จางหายไปโดยอัตโนมัติ" ปิดท้ายที่ ‘หมอท้อป’ กล่าวว่า "มีคนมาปรึกษาในลักษณะเดียวกับคุณเหนือเยอะ จังหวะชีวิตเราไม่สามารถทำนายได้ เวลาเรื่องแย่ ๆ เข้ามาในชีวิตเยอะ ๆ ให้บอกกับตัวเองไว้ว่า มันเป็นความรู้สึกคนปกติไม่ได้ผิดอะไร เวลาเจอเรื่องแย่ ๆ ติดกันเรายังไม่ทันเสียใจกับเรื่องแรกเสร็จ ยังไม่มีเวลาทำใจ เรื่องถัดไปก็เข้ามาแล้ว อย่างในกรณีของคุณเหนือเรื่องแย่ ๆ มาเดือนชนเดือนเลย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือหากมีเวลาต้องค่อย ๆ ปล่อยให้ตัวเองได้เสียใจไปทีละเรื่อง ยิ่งหากเป็นคนเข้มแข็งจะเจอปัญหาเหล่านี้เยอะ เพราะคิดว่าตัวเองไหว ยังไหวเสมอ และเพิกเฉยต่ออารมณ์ตัวเอง ความเครียดก็จะถูกสะสมไปเรื่อย ๆ ในเรื่องแมว หมอมองว่าต่อให้จะไม่ใช่เคสที่หายาก แต่เป็นเคสหาง่ายทั่วไป และดูแลดีมาก ๆ ก็ยังจากไปได้ จึงไม่อยากให้คุณเหนือรู้สึกผิดเลย เพราะไม่ใช่ความผิดของคุณเหนือ อาจเป็นเรื่องธรรมชาติ ยิ่งโรคยาก ๆ เป็นไปได้ยากที่เจ้าของหรือคนในครอบครัวจะรู้ และในกรณีนี้น้องแมวถึงกับกลายเป็น Case Study นั่นแปลว่าเป็นเคสยากจริง ๆ หมอจะพูดกับทุกคนอยู่เสมอว่า การสูญเสียสัตว์เลี้ยงไปเท่ากับการสูญเสียคนไปหนึ่งคน หรืออาจจะมากกว่าเสียคนหนึ่งคนก็ได้ เพราะกับสัตว์เลี้ยงเรามีความผูกพันธ์เยอะ และเขาอาจจะดีกว่าใครบางคนในชีวิตเรา ให้เวลากับตัวเอง ทำบุญให้น้อง ดูแลตัวเอง อะไรก็ก็ตามที่คิดว่าทำแล้วเป็นสิ่งดีสามารถทำได้เลยเพื่อให้ตัวเองก้าวผ่านเรื่องราวนี้ไปได้ และในเรื่องของแฟน จากที่คุณเหนือเลือกพูดถึง 13 ปีก่อน แปลว่าคุณเหนืออาจเสียดายเวลาที่ผ่านไป แต่คุณหมอมองว่ายังดีกว่าการเป็น 23 ปี หรือ 33 ปี ให้บอกตัวเองว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่จบตั้งแต่ตอนนี้ คุณหมอเชื่อว่าสักวันหนึ่งคุณเหนืออาจโทรมาบอกว่าได้เจอคนใหม่ที่ทำให้มีความสุขมากก็ได้ และเรื่องงานหากยังไม่อยากจะลาออก ลองลาหยุดก่อน ให้เวลาตัวเองเสียใจ และลองย้อนมองดูว่าเรายังโอเคกับงานนี้อยู่ไหม ในวันที่เราหายเสียใจแล้ว ถ้างานนี้ยังโอเคก็ทำต่อ แต่ถ้าดูแล้วงานนี้ไม่ใช่ก็ไปทำงานอื่น"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-