Club Inspired Day Recap

Club Inspired Day Recap

"Because you is you" แรงบันดาลใจจาก “ต่าย ชุติมา” เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบของแม่ คือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกของลูก

Club Inspired Day Recap

view all
รับข้อคิดพลังใจจาก “ตั๊ก ศิริพร” จากนักร้องร้อยล้านตลับ สู่บทเรียนชีวิต “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ”

24 ธ.ค. 2025

รับข้อคิดพลังใจจาก “ตั๊ก ศิริพร” จากนักร้องร้อยล้านตลับ สู่บทเรียนชีวิต “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ”

ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจอ้อย” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “ตั๊ก ศิริพร” เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตและอาชีพของเธอ ตั้งแต่การเติบโตมาในครอบครัวนักร้อง และการเข้าร่วมประกวดจนได้รับรางวัล รวมถึงประสบการณ์การเป็นนักร้องที่มีอัลบั้มยอดขายหลายล้านตลับ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนพลิกชีวิตสู่วงการตลกหลังประสบวิกฤตทางการเงิน และการก้าวข้ามผ่านภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครอบครัว และการไม่ประมาทในชีวิต นอกจากนี้ เธอยังแบ่งปันความสุขกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น และความรักที่มีต่อสุนัข ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอลดงานลงเพื่ออุทิศเวลาให้กับพวกเขา และงานช่วยเหลือสังคมในปัจจุบันเส้นทางเสียงเพลง จากเด็กต่างจังหวัดสู่เวทีสยามกลการตั๊ก ศิริพร เติบโตขึ้นมาในครอบครัวบันเทิงในต่างจังหวัด และห้อมล้อมไปด้วยเสียงเพลง ในวัยเด็ก เธอชอบฟังวิทยุเก่า ๆ ที่ฟังได้แต่คลื่น AM และได้รับแรงบันดาลใจจากนักร้องดังในยุคนั้นอย่างพี่ผึ้ง (พุ่มพวง ดวงจันทร์) ความชอบในการร้องเพลงนำพาเธอเข้าสู่การประกวดครั้งสำคัญ โดยการได้รับรางวัลนักร้องดีเด่นบนเวทีสยามกลการ เวทีเดียวกันกับที่นักร้องระดับตำนานอย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เคยประกวดการได้รับรางวัลนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะนักร้องจากสยามกลการได้รับการการันตีถึงความสามารถในการร้องเพลง ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เธอต้องย้ายเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ พาร์ทนี้ทำให้รู้ว่าความรักในสิ่งที่ทำเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แม้ไม่รู้ว่าตนเองร้องเพลงดีหรือไม่ แต่ความชอบที่แท้จริงก็ผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จตั๊ก ลีลา ชื่อที่ฟ้าลิขิตและปรากฏการณ์ขายดีช่วงพฤษภาทมิฬชีวิตในฐานะนักร้องกลางคืนนำพาให้เธอได้พบกับพี่แจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) ซึ่งกำลังมองหานักร้องที่จะมาเป็น "ลีลา 2" โดยชื่อ "ตั๊ก ลีลา" นั้น พี่แจ้เป็นผู้ตั้งให้โดยบังเอิญจากป้ายโฆษณากระเบื้อง "ลีลา"อัลบั้มแรกในชีวิตของเธอวางแผงในช่วงวิกฤตพฤษภาทมิฬ (ปี 2535) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว และไม่สามารถโปรโมทเพลงได้ เธอทำใจแล้วว่าความฝันในการเป็นนักร้องมีอัลบั้มอาจจะจบลง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเทปของเธอกลับขายได้เป็นล้านตลับในภาวะวิกฤตเช่นนั้น โดยเฉพาะเพลง "ฉันไม่ใช่นางเอก" ซึ่งไม่ได้เป็นเพลงโปรโมทและอยู่หน้า B แต่เนื้อเพลงกลับสอดคล้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี ทำให้เพลงนี้ดังขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาของเรา ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้แม้ในวิกฤตวิกฤตต้มยำกุ้ง สู่บทเรียน 'ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ' และการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เมื่อประสบความสำเร็จสูงสุด มีงานแน่นทุกวันจนถึงปีหน้า เธอใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยคิดว่ามีเงินรออยู่แล้ว จึงใช้จ่ายมือเติบด้วยการซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ และรูดบัตรเครดิตหลายใบ ทุกอย่างเป็นการผ่อนทั้งหมดแต่เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาถึง งานทั้งหมดก็หายไปในพริบตา ทำให้เธอมีแต่หนี้สิน เธอปฏิเสธที่จะขอความช่วยเหลือจากแม่ เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตนเองทำขึ้นมา จึงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง เธอตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง ทั้งรถ คอนโด (ยกให้ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ ฟรี ๆ เพื่อให้ไปผ่อนต่อ) และไปเช่าอพาร์ตเมนต์ถูก ๆ อยู่ เธอกลับไปร้องเพลงกลางคืนอีกครั้ง โดยรับค่าตัวเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า "เดี๋ยวฟ้าก็คงไม่เป็นอย่างนี้ตลอดหรอก" และสามารถผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ภายในเวลาเพียง 2-3 วันเธอเน้นย้ำว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยเฉพาะเมื่อเงินทองกำลังไหลมาเทมา สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และความรักในครอบครัวช่วยให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้ และเธอตั้งใจว่าจะไม่เป็นหนี้อีกต่อไป และจะซื้อทุกอย่างด้วยเงินสดสู้ชีวิตในวงการตลก น้ำหยดลงหิน 3 ปี และจุดเปลี่ยนที่ชื่อ 'พี่เป็ด'ความสามารถในการเอ็นเตอร์เทนที่ฝึกฝนมาจากการรับงานร้องเพลงหลากหลายรูปแบบ (รวมถึงการร้องให้แขกเพียงคนเดียว) ช่วยให้เธอสามารถก้าวเข้าสู่แวดวงตลก โดยมี พี่เป็ด เชิญยิ้ม เป็นผู้ที่มาชุบชีวิตเธออีกครั้งในรายการก่อนบ่ายคลายเคลียด เธอไม่ได้อาศัยเพียงพรสวรรค์ แต่ใช้ความทุ่มเทในการศึกษา โดยการเช่าวิดีโอตลกมานั่งดูทุกคณะ จดมุกไว้ในสมุด เพื่อนำมาปรับใช้ การเข้าสู่วงการตลกยังนำพาให้เธอได้พบกับสามี พี่นุ้ย (เชิญยิ้ม) ซึ่งใช้เวลาจีบเธอด้วยความมานะพยายามแบบ "น้ำหยดลงหิน" นานถึง 3 ปี พี่นุ้ยเป็นคนพูดเพราะ ใจดี ชอบช่วยเหลือคน โดยเขาใช้วิธีจ้างคนเขียนกลอนใส่กระดาษฟุลสแก๊ป แล้วนำมาแอบใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอทุกวันภาวะซึมเศร้าหลังคลอด กับคำสอน 'พ่อแม่รังแกฉัน' ปลดล็อกหัวใจหลังคลอดลูกชาย (น้องภู) เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างหนัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต เธอมีความหวาดระแวง กลัวเชื้อโรค ไม่ยอมให้ใครจับลูก เธอหวงลูกมากจนไม่ให้เท้าลูกแตะพื้น และทะเลาะกับสามีจนปามือถือพังไปหลายเครื่อง ภาวะนี้ทำให้เธอทำทุกอย่างให้ลูก (เช่น ซักผ้าด้วยมือแม้มีเครื่อง หรืออาบน้ำให้ลูกจนอายุเกือบ 10 ขวบ) เพราะความกลัวว่าจะดูแลลูกไม่ดี เธอไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร จนกระทั่ง ซู่โม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) สังเกตเห็น และเข้ามาเรียกคุยเพื่อเปิดใจ พี่กิ๊กได้พูดประโยคที่กระทบใจเธออย่างรุนแรงว่า "ตั๊ก มึงรู้เปล่า มึงกำลังเป็นพ่อแม่รังแกฉัน" คำพูดนี้ทำให้เธอรู้ตัวและยอมรับ และเมื่อเธอกลับไปปล่อยให้ลูกได้อาบน้ำด้วยตัวเอง เธอกลับไปยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องน้ำ เพราะได้ยินลูกร้องเพลงด้วยความสุขดังนั้นความรักที่มากเกินไปอาจกลายเป็นการรังแกโดยไม่รู้ตัว และการเปิดใจคุยกัน รวมถึงการหาความรู้ในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้. การให้เกียรติและเปิดอกคุยกับลูกเหมือนเพื่อนทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงและไว้ใจพ่อแม่ความสุขที่เรียบง่าย เมื่อ 'ต้าร์' เปลี่ยนชีวิตนักร้องให้กลายเป็นผู้ให้สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเธอให้เข้าสู่ "สโลว์ไลฟ์" คือน้องหมาชื่อ "ต้าร์" เธอตระหนักว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่เธอวิ่งงานหนัก เธอไม่เคยให้เวลากับสุนัขเลย มีเพียงห้องแอร์และอาหาร แต่ไม่ได้ให้ความรักที่พวกเขาสัมผัสได้ ความรู้สึกผิดนี้ทำให้เธอรับงานน้อยลง เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป เธอรักน้องหมาแบบผิดวิธี (ให้กินอาหารคน) จนหมาป่วยเป็นเบาหวานและต้องฉีดอินซูลินปัจจุบันเธอจัดห้องนอนใหม่เพื่อให้สุนัขอยู่สบาย ขณะที่สามีไปนอนห้องรับแขก เธอค้นพบว่าความรักที่สุนัขมีให้เป็นสิ่งที่โคตรมีค่า ความสุขที่แท้จริงในตอนนี้คือการใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย เธอยังเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้ให้" โดยการทุ่มเทช่วยเหลือน้องหมาน้องแมวจรจัด เช่น การสร้างเพิงที่อยู่ให้สุนัขชื่อเสียงเงินทองไม่จีรัง ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุหรือความใหญ่โต แต่คือความพอเพียงและความรักที่เรามอบให้ ชีวิตควรเป็นไปตามหลักการ "ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ"ดูรายการย้อนหลัง

รับแรงบันดาลใจจาก “มอส มัดจุก” จากคนเบื้องหลัง สู่ผู้กำกับคอนเทนต์เงินล้าน ที่ขอทิ้งฝันสักพักเพื่อค้นหาความสุข

18 ธ.ค. 2025

รับแรงบันดาลใจจาก “มอส มัดจุก” จากคนเบื้องหลัง สู่ผู้กำกับคอนเทนต์เงินล้าน ที่ขอทิ้งฝันสักพักเพื่อค้นหาความสุข

“ชีวิตเรามีขาขึ้น ก็ต้องมีขาลง ในวันที่ชีวิตต้องเจอกับขาลง เราต้องพร้อมรับมือกับมัน และต้องไม่หยุดขยัน อะไรที่ง่ายและสบายมันไม่รวยหรอก มันต้องแลกมาจากความเหนื่อย ความขยัน ความสม่ำเสมอ และที่สำคัญคืออย่าลืมรากเหง้าของตัวเอง”ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจอ้อย” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “มอส มัดจุก” ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ชื่อดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนเทนต์"เด็กฝึกงาน"ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว พร้อมแชร์เรื่องราวเส้นทางอาชีพ ตั้งแต่ความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นสถาปนิกและผู้กำกับก่อนจะเข้าสู่วงการเบื้องหลังละครที่ช่อง 3 และตัดสินใจลาออกจากงานประจำหลายครั้งเพื่อมาทำคอนเทนต์บน YouTube อย่างเต็มตัว คลอบคลุมไปถึงเรื่องราวส่วนตัว เช่น การเติบโตในจังหวัดลำปาง ความรู้สึกเขินอายในการแสดงความรักกับครอบครัว และความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันในการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับบ้านเกิดให้สำเร็จ พร้อมทั้งให้แง่คิดเรื่องความขยันและการซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองแก่ผู้ชมอีกด้วยความฝันที่ถูกบ่มเพาะ จากสถาปนิกตัวน้อย สู่ผู้กำกับละครในฝันมอส มัดจุก มีชื่อจริง และชื่อเล่นตรงกับนักร้องชื่อดัง คือ มอส ปฏิภาณ เนื่องจากคุณแม่ชื่นชอบดาราคนนี้ ส่วนชื่อ "มัดจุก" มาจากการที่เขาชอบมัดผมจุกในอดีตความฝันแรกเริ่มของเขาคือการเป็นสถาปนิก โดยเขาเคยนำกระดาษ A4 มาวาดรูปบ้าน ทำห้องต่าง ๆ และถ่ายเอกสารให้เพื่อนระบายสี หลังจากนั้น ความสนใจก็เปลี่ยนมาเป็นวงการละครอย่างแรงกล้า เขาติดละคร ดูละครช่อง 3 เป็นหลักจนรู้รายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดเกี่ยวกับนักแสดงและผู้กำกับ เขาฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ที่จริงแล้วอยากเป็นผู้กำกับมากกว่า เขามักเขียนบทละครเอง ดึงเพื่อนมาเล่น และเป็นตัวตั้งตัวตีในการทำละครโรงเรียน เช่น เรื่อง นางสิบสอง หรือ ปลาบู่ทอง เขาถึงขั้นเคยขอฝึกงานที่อาคารมาลีนนท์ ช่อง 3 เลยทีเดียวซึ่งการเข้าถึงและเข้าใจรายละเอียดของสิ่งที่รักอย่างถ่องแท้ จะช่วยบ่มเพาะให้เราสามารถนำความฝันมาสู่ความเป็นจริงได้ในอนาคตเส้นทางเบื้องหลังที่ไม่ตรงสาย จากผู้ช่วยบัญชี สู่การไล่ล่าความฝันแม้ว่าความฝันจะเป็นผู้กำกับ แต่การเรียนของเขาไม่ได้ง่าย มอสเลือกเรียนคณะสื่อสารมวลชนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะคิดว่าการยื่น Admission เข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจจะยากเกินไปสำหรับเขาเมื่อได้เรียนในแขนงวิชาสื่อสารการแสดง มอสตัดสินใจไปฝึกงานที่ค่ายละครช่อง 3 ทันที ตำแหน่งแรกที่เขาได้ทำคืองานผู้ช่วยบัญชีในกองถ่ายละครเรื่อง ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ซึ่งต้องจัดการเอกสารภาษี และงานสวัสดิการต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ได้ขยับไปช่วยงานคอสตูม ด้วยความขยัน และความตั้งใจ หลังเรียนจบ มอสถูกเรียกกลับไปทำงาน และได้รับโอกาสที่สำคัญคือการขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เขาได้รับโอกาสนี้เพราะชอบช่วยผู้กำกับ (พี่ชุ) ตรวจบท ดูความกระชับของเนื้อหาอย่างไรก็ตาม หน้าที่สำคัญอย่างการดูแลความต่อเนื่อง (Continuity) ทำให้เขามีความเครียดสูงมาก เช่น การที่นางเอกเจ็บขาผิดข้างในฉากต่าง ๆ ความผิดพลาดสะสมนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองพลาดมาก และส่งผลให้เขาดูหนังไม่สนุกอีกต่อไป ถึงแม้จะต้องเริ่มจากตำแหน่งที่ไม่ตรงสาย แต่การแสดงออกถึงความมุ่งมั่น และความสามารถ จะทำให้เราได้รับโอกาสที่ต้องการได้จุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อสุขภาพใจสำคัญกว่าความมั่นคงด้วยความเครียดสะสมในการทำกองละคร มอสตัดสินใจลาออกทั้งที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับนั้นใกล้กับความฝันที่อยากเป็นมาก เขาเลือกเดินออกจากงานที่ "ใกล้ความฝันจะตาย" เพราะรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตใจเริ่มไม่ไหวเขาเปลี่ยนไปทำงานทำรายการโทรทัศน์ (เผือกร้อนตอนบ่าย) แทน ซึ่งเขารู้สึกสนุก และมีความสุขมากกว่า จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นโปรดิวเซอร์ แต่หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้งเมื่อเนื้องานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ได้รับค่าตอบแทนเท่าเดิม ในช่วงที่บริษัทยังถูกลดเงินเดือน 20% เนื่องจากโควิด มอสจึงตัดสินใจเบนเข็มเข้าสู่โลก YouTube เต็มตัว โดยเริ่มจากการเป็น Creative ประจำช่อง YouTube แห่งหนึ่งดังนั้นหากงานประจำทำให้จิตใจไม่เป็นสุข การตัดสินใจเดินออกจากจุดนั้นด้วยสติ เพื่อไปค้นหางานที่ฮีลใจ และทำให้มีความสุขคือสิ่งสำคัญ แต่ต้องกล้าที่จะสู้ 100% เมื่อตัดสินใจออกแล้ว ต้องลุยสร้างงานต่อทันทีความสำเร็จจากคอนเทนต์ "น้องฝึกงาน" และความฝันที่รอวันเป็นจริงจุดเริ่มต้นของคอนเทนต์ไวรัล "น้องฝึกงาน" มาจากการที่มอสเล่น TikTok มาตั้งแต่เริ่มเข้าไทย และเกิดจากการที่น้อง ๆ ฝึกงานที่บริษัทมีจำนวนมาก แล้วมอสก็เริ่มเล่นละครสด ๆ พูดบทเล่น ๆ กับน้อง ๆ จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่ตลกและน่าสนใจ คลิปที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้มีลูกค้าติดต่อเข้ามาคือ EP4 "ลาป่วย" ที่ทะลุล้านวิวอย่างรวดเร็วมอสประสบความสำเร็จในการเป็นฟรีแลนซ์ ด้วยหลักการทำงานที่สำคัญคือ1. ทำในสิ่งที่รัก ต้องทำเพราะเราชอบทำมัน ไม่ใช่ทำเพื่อเอาใจคนดูอย่างเดียว2. ขยันและสม่ำเสมอ เขาลงคลิป 2-4 คลิปต่อวัน เพื่อให้ฟีดของเขาไม่หายไป และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าและผู้ชมเห็นงานบ่อยขึ้น3. ความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ท้อได้แต่อย่าท้อนาน หากรู้สึกเหนื่อย ให้หาสิ่งที่ทำให้มีความสุขทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง กินอาหารอร่อย แต่ต้องรีบกลับมาก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว4. อย่าลืมรากเหง้า เขาให้คำแนะนำเด็ก Gen Z ว่าต้องเหนื่อย ต้องแลกมาด้วยความขยัน และไม่ควรลืมว่าตัวเองมาจากไหนปัจจุบัน มอสเชื่อว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว จากการที่มีคนรักในคอนเทนต์ที่เขาทำ และเขายังคงมีความฝันในการเป็นผู้กำกับ คืออยากทำซีรีส์ดราม่าชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซีรีส์ภาคเหนือ ในแนวเดียวกับ Reply 1988 เขาอยากเล่าเรื่องราวของอำเภองาว จังหวัดลำปาง ให้กลายเป็นอำเภอที่มีคนรู้จัก นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของร้านอาหารเหนือ น้ำเงี้ยวฮีลใจ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ญาติๆ ในครอบครัวรอยสักดอกกะหล่ำปลีที่แขนของเขามีความหมายลึกซึ้ง โดยเป็นคำพูดที่พ่อของเขาพูดขณะเมาว่า "ขี้เหล้าคนนี้ ถึงแม้จะเป็นขี้เหล้า แต่ก็ทำสวนกะหล่ำจนส่งลูกเรียนจบ" ซึ่งสะท้อนถึงการเสียสละของครอบครัวในการส่งเขาเรียนต่อ“ความสำเร็จไม่ได้วัดที่ตำแหน่ง แต่คือการได้ทำสิ่งที่รักอย่างมีคุณภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น และจงจำไว้ว่า คนเก่งแพ้คนขยัน”เปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

ถอดรหัสชีวิต รับข้อคิดพลังใจ จาก “ฟรัง นรีกุล” หมอ นักแสดง สู่ผู้หญิงเก่งรอบด้าน ที่กล้าเลือกทางเดินใหม่เสมอ

12 ธ.ค. 2025

ถอดรหัสชีวิต รับข้อคิดพลังใจ จาก “ฟรัง นรีกุล” หมอ นักแสดง สู่ผู้หญิงเก่งรอบด้าน ที่กล้าเลือกทางเดินใหม่เสมอ

ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจพุฒ” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “ฟรัง นรีกุล” นักแสดงและแพทย์ที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจหลายด้าน โดยเธอเปิดเผยว่าการเริ่มต้นธุรกิจส่วนใหญ่มักมาจากความชอบส่วนตัว แม้ว่าบางครั้งอาจขาดการวางแผนด้านการเงินหรือการตลาดในช่วงแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และความอิสระในการทำงาน ด้านชีวิตส่วนตัว เธอเปิดเผยว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรักในขณะนี้ แต่เริ่มคิดถึงการมีลูกแล้ว และการที่เธอทำงานหลายอย่างนั้น ต้องอาศัยความอึดและการจัดสรรเวลาอย่างมาก โดยมีเป้าหมายคือการมีอิสรภาพทางการเงินและสามารถเลือกทำในสิ่งที่รักได้ เรื่องราวสีสันชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ได้ถูกแชร์เอาไว้แล้วในรายการ"ความถึก" คีย์สำคัญสู่บัลลังก์คุณหมอ และนักแสดงฟรังเริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุประมาณ 16-17 ปี และเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ Hormones แม้ว่าภาพลักษณ์ของเธอในสายตาผู้ชมจะดูเป็นนักเรียนมัธยมวัยใส แต่เบื้องหลังเธอต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก ในช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้าแพทย์ เธอต้องทำงานหนักและอ่านหนังสืออย่าง "ถึก" โดยเลิกกองถ่ายทำเวลา 22:00 น. แล้วอ่านหนังสือต่อจนถึง 02:00 น. และต้องออกกองต่อในเช้าวันถัดไปการอยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเอง (Confidence) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกว่า "เราทำได้" เมื่อต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ซึ่งการจะประสบความสำเร็จในสาขาที่ต้องการความทุ่มเทสูงอย่างแพทยศาสตร์ ต้องอาศัยความ "ถึก" และความพยายามอย่างมาก ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งจากการเรียนหมอ และเมื่อเลือกที่จะทำสองทางพร้อมกัน ฟรังตระหนักว่าไม่มีใครมาเห็นใจในความเหนื่อยยากของเธอ ดังนั้น เธอจึงต้อง "เอาไปให้สุด" ในสิ่งที่เลือกทั้งสองด้าน"ไม่เสียดาย 6 ปีเรียนหมอ" เมื่อแพชชั่นธุรกิจเรียกร้องปัจจุบัน ฟรังเรียนจบแพทย์ 6 ปีแล้ว แต่ขณะนี้เธอกำลังอินกับธุรกิจมากกว่า เธอเล่าว่าตนเองโตมาในครอบครัวพ่อค้า และลึก ๆ แล้วมีความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอะไรสักอย่างมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้ทิ้งอาชีพหมอโดยสิ้นเชิง แต่เธอมองว่าประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการแพทย์สามารถนำมาต่อยอดในด้านอื่น ๆ ได้จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอได้ใช้ทุนและเริ่มเจอโลกแห่งความจริงของการเป็นหมอ เช่น ต้องไปอยู่ต่างจังหวัด หรือรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมชีวิตส่วนตัว การพักผ่อน หรือการนอนให้เป็นเวลาได้ ทำให้เธอต้องกลับมาทบทวนกับตัวเองว่าสามารถอยู่กับวิถีชีวิตแบบนี้ไปได้ทั้งชีวิตหรือไม่ธุรกิจแรกที่ทำอย่างจริงจังคือ แบรนด์สูทสำหรับผู้หญิง ซึ่งเริ่มจากปัญหาและความชอบส่วนตัว เนื่องจากเธอไม่สามารถหาสูทผู้หญิงที่มีดีไซน์สวยถูกใจหรือสีที่ต้องการได้เหมือนสูทของผู้ชาย เธอจึงตัดสินใจลงมือทำธุรกิจนี้เพื่อเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เก่งและทำงานได้เช่นเดียวกับผู้ชายในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปการเริ่มต้นธุรกิจที่ดีสามารถมาจาก "ปัญหา" หรือ "ความไม่สะดวก" ที่ตนเองเผชิญอยู่ แม้จะเปลี่ยนสายงาน แต่ทักษะและความรู้ที่สั่งสมมาไม่สูญเปล่า และสามารถนำมาปรับใช้หรือต่อยอดในธุรกิจใหม่ได้ และหากรู้สึกว่าเส้นทางที่เลือกยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างแท้จริง การ "explore ทางอื่น ๆ" เพื่อค้นหาสิ่งที่อินกว่าเป็นสิ่งที่ควรลองบทเรียนราคาแพง เมื่อแพชชั่นไม่เท่ากับกำไร และความสำคัญของการโฟกัสการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย ฟรังยอมรับว่าการทำธุรกิจนั้น "ยากกว่าเป็นหมออีก" ในช่วงเริ่มต้น เพราะเธอไม่มีความรู้และต้องจัดการทุกด้านเองทั้งหมด ตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน เช่น การคุยกับช่าง การจัดการภาษี และการเปิดบริษัทในช่วงแรกของแบรนด์สูท เธอหลงทางด้วยการรับตัดสูทผู้ชายเมื่อมีลูกค้าเข้ามา แต่สุดท้ายเธอตระหนักว่าต้องกลับมา "โฟกัส" ที่สูทผู้หญิงอย่างเดียว เพื่อให้แบรนด์มีภาพลักษณ์และจุดยืนที่ชัดเจนธุรกิจสมูทตี้ ที่เริ่มต้นจากความชอบอีกครั้ง กลับประสบปัญหาใหญ่คือ "มีรายได้แต่กำไรไม่ค่อยมี" เนื่องจากเธอไม่ได้เริ่มต้นจากการคำนวณความสามารถในการทำกำไร (Feasibility) หรือการทำงบประมาณ (Budgeting) เธอขยายครัวเพราะโปรตีนบอลขายดี แต่ขาดทุนทั้งหมดเพราะไม่ได้คิดเผื่อต้นทุนแฝง เช่น ค่า GP แพลตฟอร์ม และค่าส่งดังนั้นการเริ่มต้นธุรกิจควรมี "เงินสำรอง" ระดับหนึ่ง และไม่ควรไปกู้ยืมมาทำ เพราะจะช่วยลดความกดดัน ทำให้สามารถมองการเติบโตในระยะยาว (Long Term) ได้มากกว่าการเน้นยอดขายระยะสั้น ถึงแม้จะเริ่มจากความชอบได้ แต่ฟรังเรียนรู้ว่าต่อจากนี้ต้อง "ดูตลาดก่อน" และวิเคราะห์ความต้องการในตลาด (Needs Analysis) เพื่อให้ธุรกิจมีความต้องการของคนหมู่มากและเติบโตได้ง่ายขึ้นอิสรภาพคือ Key Value และการรับมือความเครียดแบบ "ช่างมัน"ปัจจุบัน ฟรังเป็นนักแสดงอิสระ ซึ่งทำให้เธอต้องจัดการงานทั้งหมดด้วยตัวเอง การเป็นนักแสดงอิสระนี้เองที่ช่วยให้เธอเข้าใจ "ภาพรวมทั้งหมด" ของการทำธุรกิจ ตั้งแต่การติดต่อลูกค้า การกำหนดเรทการ์ด รวมถึงการรู้ "มูลค่า" ของตัวเองในตลาดฟรังให้ความสำคัญกับ "อิสรภาพ" (Key Value) และตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ในเร็ววัน โดยนิยามคำว่าเกษียณของเธอคือ การที่เราสามารถ "เลือกทำสิ่งที่ชอบได้ อยากทำก็ทำ ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ"เมื่อเกิดเรื่องผิดพลาดหรือได้รับคอมเมนต์ที่ไม่ดี เช่น ในช่วงทำธุรกิจ เธอจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้ลูกค้าพึงพอใจก่อน ส่วนการจัดการความเครียดส่วนตัว เธอเป็นคนไม่เครียดง่าย และใช้กลยุทธ์ "ช่างมัน" หรือตัดสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ออกไปได้อย่างรวดเร็วแม้ชีวิตจะทุ่มเทให้กับการทำงานเกือบทุกอย่าง แต่เธอยังคงพยายามรักษาสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และการนอนหลับให้ได้ 6-7 ชั่วโมงต่อวันเธอเชื่อว่าเด็ก Gen Z มีศักยภาพสูงและเก่ง แต่พวกเขาไม่ชอบการถูกบังคับ ดังนั้น ในองค์กรของเธอจึงให้ความอิสระและพยายามหาที่ที่เหมาะสมกับคนเหล่านั้น ในอนาคต ฟรังอยากเล่นบทที่มี "ปม" หรือบทที่ท้าทายที่ชีวิตจริงไม่มีโอกาสได้ทำ และมีเป้าหมายส่วนตัวคือการมีลูก 2-3 คนก่อนอายุ 35 ปี โดยสเปกคู่ชีวิตที่ต้องการคือคนที่มีแพชชั่น เก่ง (เช่น ด้านการเงินหรือไอที) และสามารถเป็นคนที่เรานับถือได้ฟรัง นรีกุล ย้ำว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องมีชีวิตเหมือนเธอ เพราะความสุขและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขในปัจจุบัน และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ ควรคำนวณความเสี่ยง เตรียมเงินเก็บให้พร้อม และหากมีโอกาสเข้ามาในชีวิตก็ควร "คว้าไปเหอะ" เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะนำพาอะไรที่ดีเข้ามาบ้าง ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และทุกประสบการณ์จะเชื่อมโยงกันในที่สุดเปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับ Iconic และสองดีเจสุดเท่ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

เรียนรู้ Shortcut ของ “คุณโซอี้” จากเภสัชกรหญิง สู่ 'นางฟ้าการตลาดดิจิทัล' และชีวิตที่ไม่ยอมเป็นค่าเฉลี่ย

04 ธ.ค. 2025

เรียนรู้ Shortcut ของ “คุณโซอี้” จากเภสัชกรหญิง สู่ 'นางฟ้าการตลาดดิจิทัล' และชีวิตที่ไม่ยอมเป็นค่าเฉลี่ย

โซอี้จะพูดเสมอว่า “เราไม่เป็นค่าเฉลี่ย เราต้องเป็น TOP 5 ในสายอาชีพที่เราทำ เพราะค่าเฉลี่ยมักไม่มีคนจำ และถ้าหากเราทำเหมือนคนอื่น เราก็คือค่าเฉลี่ย ดังนั้นถ้าคุณอยากเป็น TOP 5 คุณต้องทำให้แตกต่าง และในวันนี้ในการทำธุรกิจออนไลน์ใครก็สามารถเริ่มต้นได้ เพราะธุรกิจนี้ “คนน้อย - ทุนน้อย - เวลาน้อย”ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “คุณโซอี้” หรือ เภสัชกรหญิง โสภา พิมพ์สิริพาณิชย์ เป็นผู้หญิงเก่งที่สวมหมวกหลายใบมาก ทั้งเป็นเภสัชกร, สถาปนิก, นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, และนักธุรกิจที่สร้างแบรนด์ เธอเป็นผู้ที่โด่งดังในฐานะที่ปรึกษาด้านดิจิทัล, อาจารย์, และผู้บุกเบิกด้านการตลาด ซึ่งได้รับสมญานามว่า "นางฟ้าการตลาดดิจิทัล" และชื่อเพจคือ "โซอี้ Digital Shortcut" นี่คือเส้นทางชีวิต พร้อมข้อคิดสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จบนโลกธุรกิจและดิจิทัลจุดเปลี่ยนชีวิต! เมื่อ Top Sales เภสัชกรหญิง 'เดินไม่ได้'คุณโซอี้มีพื้นฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง โดยจบปริญญาตรีเภสัชศาสตร์และปริญญาโทสถาปัตยกรรม หลังจบเภสัชฯ เธอทำงานเป็นผู้แทนยามา 4 ปี โดยอยู่บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า 2 ปี และไฟเซอร์ 2 ปี ตลอด 4 ปีนี้ เธอเป็น Top Sales มาโดยตลอด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานแต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเธอตื่นมาแล้วเดินไม่ได้ หลังการตรวจพบซีสต์ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น (8 ซม.) เกาะอยู่ที่รังไข่ เหตุการณ์นี้ทำให้เธอเริ่มย้อนคิดถึงเป้าหมายในชีวิต และคิดว่าต้องการกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน (ร้านขายส่งโชห่วยขนาดยาที่ปากช่อง) เพื่อให้พ่อแม่มีชีวิตที่สุขสบายความมุ่งมั่นทำอะไรทำจริงเป็นคุณสมบัติสำคัญในการทำงาน แต่การเผชิญหน้ากับวิกฤตสุขภาพอาจเป็น "จุดเปลี่ยนชีวิต" ที่ทำให้เรากลับมาทบทวนความต้องการที่แท้จริงและเป้าหมายในการดูแลครอบครัวเรียนถูกอย่างเดียว ไม่ต้องเรียนผิด สูตรสำเร็จธุรกิจอสังหาฯหลังผ่าตัดและซีสต์ไม่เป็นเนื้อร้าย คุณโซอี้ได้ตัดสินใจกลับบ้านและแจ้งความต้องการที่จะเปลี่ยนธุรกิจให้มีกำไรและสบายกว่าการขายส่งโชห่วย ป๊าของเธอจึงแนะนำให้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือไม่ก็เปิดร้านขายทอง เธอเลือกอสังหาริมทรัพย์เพราะการเปิดร้านทองมีความเสี่ยงเรื่องการปล้นคุณโซอี้ใช้คำพูดของป๊ามาตลอดชีวิตว่า "ถ้าอยากประสบความสำเร็จในเรื่องไหน ต้องเรียนรู้กับคนที่เขาประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น ๆ" ซึ่งหมายความว่าให้ "เรียนถูกอย่างเดียว ไม่ต้องเรียนผิด" เพราะคนอื่นลองผิดมาให้ดูเยอะแล้ว ป๊าจึงส่งเธอไปเรียนรู้กับเพื่อนที่ทำอพาร์ตเมนต์ถึง 50 ตึก เธอเรียนรู้ตั้งแต่การดูทำเล, คุมคนงานก่อสร้าง, จนถึงการบริหารหอพัก และสามารถสร้างหอพัก 2 ตึกสำเร็จตอนอายุเพียง 26 ปี โดยเปลี่ยนธุรกิจที่บ้านที่ปากช่องมาให้โลตัสเช่าแทนการเลือกที่จะ "เรียนถูกอย่างเดียว" จากผู้ที่ประสบความสำเร็จจริง เป็น "Digital Shortcut" ในการเริ่มธุรกิจ ทำให้ประหยัดเวลาและทรัพยากรแอบทำ 1 ชั่วโมงต่อวัน สร้างแบรนด์ผ้าพันคอ 100 ล้านหลังจากแต่งงาน คุณโซอี้เข้าสู่ธุรกิจกงสีขนาดใหญ่ของสามี (ธุรกิจเหล็กและอสังหาฯ) แต่เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีที่ให้แสดงผลงาน เนื่องจากคนอื่น ๆ อยู่มานาน 30 กว่าปี และกำเก้าอี้ไว้แน่นในช่วง 14-15 ปีที่แล้ว (ยุคที่ Facebook เริ่มต้น) ธุรกิจออนไลน์กำลังมา เธอจึงเริ่ม "แอบขายของออนไลน์" โดยเริ่มจากการเป็นผู้ซื้อเพื่อทำความเข้าใจความกลัวและความไม่มั่นใจของลูกค้าในการโอนเงินซื้อของ เธอเริ่มต้นด้วย การลงทุน 0 บาท โดยรับเสื้อผ้าจากไต้หวันมาแบบพรีออเดอร์ จนมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือนเมื่อตลาดเสื้อผ้าเริ่มตัน (Red Ocean) และไม่สามารถเพิ่มราคาได้ เธอตัดสินใจสร้างแบรนด์ผ้าพันคอ Zoe Scarf ของตัวเอง โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท แบรนด์ของเธอประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วหนังสือเล่มแรกของเธอที่ชื่อว่า "แอบทำ 1 ชั่วโมงต่อวัน ฝันเปลี่ยน" ก็มาจากประสบการณ์จริงที่เธอต้องแอบขายผ้าพันคอวันละ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอยังเคยประสบปัญหาครั้งใหญ่เมื่อผ้าพันคอล็อตแรก 200 ผืน มีขอบเบี้ยวเนื่องจากการใช้ผ้าซิลค์ซาติน แต่เธอแก้ปัญหานี้โดยการเข้าไปที่โรงงานและไปอยู่หน้าเครื่องกับช่างเอง เพื่อหาวิธีทำให้ผ้าเป็นบล็อกตรง ๆความสำเร็จบนโลกออนไลน์ต้อง "ทำทั้ง ๆ ที่กลัว" และเมื่อเราสร้างแบรนด์แล้ว แบรนด์นั้นคือลูกของเรา เราต้องมี Passion และลุยเต็มที่เพื่อดูแลมันทะยานสู่ที่ 1 นางฟ้าการตลาดดิจิทัล และ TikTok Expertด้วยความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ผ้าพันคอ 100 ล้าน คุณโซอี้ได้รับเชิญไปบรรยายให้ภาคส่วนต่าง ๆ จนกลายเป็นโค้ช และเป็นผู้ก่อตั้งหลักสูตรการตลาดดิจิทัลที่คณะบริหารธุรกิจ ม.หอการค้าหลักการสำคัญที่เธอมุ่งเน้นคือ หากจะเข้าสู่ตลาดไหน "เราจะต้องกระโดดเข้าไปเป็นที่ 1 เลย" เพราะที่ 1 มีคู่แข่งแค่คนเดียว คือคนที่เป็นที่ 1 ในตอนนั้น หากเราเป็นที่ 100 เรากำลังแข่งกับคนอีกเป็นร้อยเป็นพันความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลของเธอนำมาซึ่งตำแหน่งสำคัญในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดังนี้1. Line Certified Coach เป็นคนแรกของประเทศไทย และเป็นคนเดียวที่ได้รับรางวัลจากบริษัท Line ต่อเนื่อง 9 ปี2. TikTok Expert และ Brand Ambassador TikTok3. Shopee Guru เป็นเพียง 3 ท่านในประเทศไทย4. Lazada Expert เป็นคนแรกของประเทศไทยเธอเน้นย้ำว่า การจะเป็นที่ 1 คือการเปรียบเทียบข้อดีของคู่แข่งเบอร์ 1 มี 10 อย่าง แล้วเราต้องทำได้ 13 อย่าง และปิดจุดอ่อนของพวกเขาได้การเป็น "เบอร์ 1" หรือ "ท็อป 5 ในสายอาชีพ" ที่เราทำคือสิ่งสำคัญ เพราะการเป็นค่าเฉลี่ยจะไม่มีใครจดจำ และความสำเร็จบนโลกออนไลน์คือความมุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะยังไม่ "เอาจริง"ทักษะแห่งโลกอนาคต และการรับมือ AIคุณโซอี้มองว่า SME ไทยมีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนประเทศ และทุกคนสามารถทำธุรกิจออนไลน์ได้ด้วยสูตร "คนน้อย เงินน้อย เวลา น้อย" ที่เธอเริ่มต้นจากการทำแบรนด์ผ้าพันคอด้วยตัวเองคนเดียว ใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง และทุน 30,000 บาทหลักการสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล ได้แก่การเอาจริง ไม่ใช่แค่ลงคลิปทุกวัน แต่ต้องดูสถิติและ ปรับแก้ อย่างต่อเนื่อง (ไม่เริ่มต้นแบบมั่ว ๆ)การเข้าใจ Audience เราต้องพูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ทำในสิ่งที่เขาอยากเห็น และเขียนในสิ่งที่เขาอยากอ่าน ในเวลาที่เขาต้องการ นี่คือหลักการของ "คาถานะหน้าทอง"การหาเพชรในตัว ทุกคนมีศักยภาพ (เพชร) ในตัวเอง แค่ต้องหาให้เจอแล้วหยิบมันออกมาเจียระไน เพื่อสร้างความชัดเจนในช่องทางของเราในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท ทักษะสำคัญที่มนุษย์ต้องมีคือ ทักษะการถามคำถาม และ ทักษะการตรวจสอบคำตอบ คุณโซอี้อ้างถึงแนวคิดของ Harvard Business Review (ปี 2023) ที่ระบุว่า "AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่คนที่ไม่ใช้ AI จะถูกแทนที่ด้วยคน ที่ใช้ AI"อนาคตโลกจะถูกแบ่งเป็น 2 ชนชั้นวรรณะ คือ กลุ่มคนที่ทันเทคโนโลยี กับ กลุ่มคนที่ไม่ทันเทคโนโลยี ดังนั้น มนุษย์ต้องทันเทรนด์ นำ และควบคุม AI ให้ได้เราต้องปรับตัวและไม่หยุดนิ่ง การรู้จักใช้ AI และการเรียนรู้ตลอดเวลาคือสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่รอดและประสบความสำเร็จในอนาคต เหมือนกับนักธุรกิจที่เก่งต้องพยายามเป็น "หัวแถว" เพื่อคว้าเงินที่ลอยอยู่ในอากาศเปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับ Iconic และสองดีเจสุดเท่ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

เปิดเรื่องราวชีวิต รับข้อคิดแรงบันดาลใจ จาก “เซ้นต์ ศุภพงษ์” คนรุ่นใหม่ผู้มองการล้มเป็น ‘รสชาติ’ ของการเรียนรู้

01 ธ.ค. 2025

เปิดเรื่องราวชีวิต รับข้อคิดแรงบันดาลใจ จาก “เซ้นต์ ศุภพงษ์” คนรุ่นใหม่ผู้มองการล้มเป็น ‘รสชาติ’ ของการเรียนรู้

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่มันคือการเรียนรู้ แม้แต่เมื่อคุณล้ม คุณจะเกิดการเรียนรู้ และเมื่อเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ คุณจะเป็นคนที่เก่ง และแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งคุณจะไม่ใช่หมากของคนอื่น ผมเองเคยเป็นหมากของคนหลายคนมาก่อน และผมยอมเป็นหมากด้วย เพื่อให้ผมได้มีองค์ความรู้ และประสบการณ์”ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “เซ้นต์ ศุภพงษ์” ซึ่งมาแบ่งปันเรื่องราวรากฐานทางธุรกิจที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก เขาเผยว่าแรงจูงใจในการค้าขายตั้งแต่ประถมคือการหาเงินไปทำบุญและงานอาสาโดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนสังคมเพื่อความสำเร็จด้วยการย้ายมาเรียนที่กรุงเทพ เพื่อเข้าใกล้กลุ่มนักธุรกิจ ในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เซ้นต์ยอมรับว่ามีเป้าหมายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการระดมทุนเพื่อกิจกรรมทางสังคม ซึ่งนำไปสู่บทบาทการแสดงที่โด่งดังทั้งในซีรีส์วายยุคแรก และละครดราม่าเข้มข้นนอกจากนี้ เขายังได้แบ่งปันปรัชญาทางธุรกิจที่ยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และแนะนำให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจให้เลือกทำในสิ่งที่ถนัดมากกว่าสิ่งที่ชอบ และมองว่าความสำเร็จคือการสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคมเป็นสำคัญ เรื่องราวชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ถูกแชร์ไว้แล้วในรายการฝันวัยเยาว์ที่ไม่ธรรมดา จาก "เด็กอยากบวช" สู่รากฐานแห่งการทำบุญเซ้นต์ ศุภพงษ์ เติบโตขึ้นที่จังหวัดตราด โดยคุณแม่เป็นคนตราด และคุณพ่อเป็นคนกรุงเทพ ในวัยเด็ก เซ้นต์มีความฝันที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป คือ เขาอยากเป็นพระ และเคยตั้งใจจะบวชไม่สึกด้วยซ้ำ จุดนี้มีที่มาเมื่อคุณพ่อเสียชีวิตในขณะที่เซ้นต์บวชเป็นสามเณรอยู่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เซ้นต์ได้อ่านหนังสือ และทำวัตรจนรู้สึกอยากละทางโลกและเข้าสู่ทางธรรม แม้จะไม่ได้บวชต่อ แต่ความปรารถนาในการทำความดี และการทำบุญนี้เองที่กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำธุรกิจของเขาป. 2 ก็ทำเงินได้! บทเรียนแรกจากสติกเกอร์ และการประเมิน 'คุณค่าของเงิน'เซ้นต์ถูกปลูกฝังให้เป็นคนหัวการค้าตั้งแต่เด็ก โดยคุณแม่สอนให้เขาไปเปิดท้ายขายของ และเมื่อเห็นที่บ้านค้าขายจักรยานและประดับยนต์ เขาจึงเริ่มทำเงินได้ตั้งแต่อยู่ชั้น ป. 2 ด้วยการนำสติกเกอร์รูปหัวใจ (ที่ซื้อมายกปึกในราคา 20 บาท และมีประมาณ 100 แผ่น) ไปขายที่โรงเรียน โดยขายดวงละ 1 บาท หรือขายเป็นแผ่นในราคา 20 บาท ทำให้เขามีรายได้มากกว่าค่าขนมประจำวันหลายเท่าตัว นอกจากนี้ เขายังได้เรียนรู้คุณค่าของเงินและสิ่งของ ผ่านการแบกขยะรีไซเคิลไปขายได้เพียงหลักพันบาท เทียบกับราคาของเล่นพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่ราคาสูงถึง 3,000 บาท โดยการเริ่มต้นทำเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เกิดทักษะและ ความเข้าใจในมูลค่าของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นนักธุรกิจม. 4 ตัดสินใจย้ายโรงเรียน! ด้วยกลยุทธ์ "เปลี่ยนสังคม" ตามตำราธุรกิจเมื่ออยู่ช่วง ม. 3 ขึ้น ม. 4 เซ้นต์ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (พ่อรวยสอนลูก) ที่กล่าวว่า หากต้องการพัฒนาและเก่งขึ้น ต้องเปลี่ยนสังคม เขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญโดยย้ายจากตราดมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าเรียนที่ โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เขาค้นคว้ามาแล้วว่าเป็นแหล่งรวมลูกหลานนักธุรกิจ แม้ว่าครอบครัวจะกังวลว่าเขาอาจจะเกเรหรือเสียคนในกรุงเทพ แต่คุณแม่ก็เชื่อมั่นและสนับสนุนเขา การตัดสินใจนี้ทำให้เขาได้เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ธุรกิจตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นหากต้องการประสบความสำเร็จในด้านใด ต้องกล้าที่จะนำตัวเองไปอยู่ในสังคม หรือสภาพแวดล้อมที่ผู้คนในแวดวงนั้นประสบความสำเร็จสวมบท "นายหน้าวัยเรียน" สู่บทเรียนราคาแพงของการทำ OEMเมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมใหม่ เซ้นต์ก็เริ่มสานต่อความฝันทางธุรกิจทันที เขาขอให้รุ่นพี่พาไปเรียนรู้งาน โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่เขาชอบคือการขายรถ เขาทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการซื้อขายรถเก่า และต่อมาก็ขยับไปเป็นนายหน้าซื้อขายคอนโด นอกจากนี้ เขายังคงซื้อมาขายไปอย่างต่อเนื่อง เช่น ลูกรูบิกที่ซื้อจากคลองถมมาราคาถูกและนำไปขายต่อ อย่างไรก็ตาม เขาพบกับ การขาดทุนจริงจัง เมื่อเริ่มทำธุรกิจ OEM (ผลิตสินค้าเอง) กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงงาน เขาเรียนรู้ว่าการทำธุรกิจคนเดียวสู้การทำเป็นทีมไม่ได้ และการไม่รู้เรื่องการจดทะเบียนบริษัทหรือการดำเนินการทางกฎหมายทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ไหวเซ้นต์มองว่า การล้มคือ รสชาติของการเรียนรู้ แม้การเรียนรู้จะมีราคาที่สูง แต่เมื่อเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เราจะเก่งขึ้นและแข็งแรงขึ้น และการเป็นหมากให้คนอื่นเดินบ้างก็ถือเป็นการสะสมองค์ความรู้และประสบการณ์โอกาสในวงการบันเทิง สร้างชื่อเสียงเพื่อ "ความน่าเชื่อถือ" ในงานอาสาแม้จะถูกชักชวนเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่สมัยประถม แต่เซ้นต์มักตอบปฏิเสธโดยยืนยันว่าเขาอยากเป็นนักธุรกิจ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาสนใจวงการบันเทิงจริงจังเกิดขึ้นจากงานอาสา เมื่อเขาเดินเปิดกล่องรับบริจาค เขาถูกผู้คนมองว่าเป็นมิจฉาชีพ เซ้นต์จึงคิดว่าเขาต้องมี ความน่าเชื่อถือ เพื่อระดมเงินบริจาคได้มากขึ้น เขาจึงตัดสินใจว่า วงการบันเทิงจะดี และตั้งเป้าหมายว่าการอยู่ในวงการนี้คือการพาคนไปทำความดีได้มากที่สุด เขาเริ่มจากการแคสงานโฆษณา และถูกชวนไปแคสซีรีส์วายเรื่อง บังเอิญรัก ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาคว้าไว้ แม้จะเคยบอกทุกคนว่าผมไม่หล่อ และสู้คนอื่นไม่ได้ แต่เขาก็ทุ่มเททำการบ้านอย่างหนัก จนประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้ทุ่มหมดหน้าตัก การลงทุน 25 ล้านบาทในซีรีส์แรก...ยอมขาดทุนเพื่อเรียนรู้เมื่อเริ่มทำธุรกิจบันเทิงอย่างจริงจัง เซ้นต์แสดงให้เห็นถึงความกล้าเสี่ยงอย่างมาก เขาลงทุนเงินเก็บสะสมมาทั้งชีวิตตั้งแต่เป็นนักธุรกิจ ซึ่งเป็นเงินสดเกือบทั้งหมด เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 25 ล้านบาท สำหรับซีรีส์เรื่องแรก ซึ่งเทียบได้กับมูลค่าของรถ Ferrari 1 คัน ในเชิงตัวเลขของตัวซีรีส์เองนั้นอาจจะขาดทุน แต่เซ้นต์มองว่าการลงทุนนี้เป็นกระบวนการ ที่ต่อยอดไปสู่รายได้อื่น ๆ เช่น คอนเสิร์ต และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เขามีความคิดว่าในวัย 20 ต้น ๆ เขายังมีเวลาที่จะเก็บเงิน สร้างใหม่ และสู้ใหม่ได้อีกยาวนานข้อคิดสำหรับผู้กล้า ทำงานด้วยความสุข ไม่เป็นแค่ 'หมาก' และเป้าหมายเพื่อสังคมเซ้นต์เน้นย้ำถึงปรัชญาการทำงานที่สำคัญ คือ ต้องหาให้เจอว่า "ถนัดที่สุด" คืออะไร? ไม่ใช่แค่สิ่งที่ "ชอบที่สุด" เพราะสิ่งที่ถนัดอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่า และหากสามารถปรับสิ่งที่ชอบรวมกับสิ่งที่ถนัดได้ จะนำมาซึ่งความสุขในการทำงาน เมื่อทำด้วยความสุข จะไม่รู้สึกเหนื่อยความพยายามต้อง "ขยันให้ถูกที่" เพราะหาก "ขยันผิดที่ 10 ปี ก็ไม่รวย" การทำงานที่มีเพดานรายได้จำกัดอาจไม่นำไปสู่ความสำเร็จตามความฝันพันล้านได้ การเป็นคนของสังคม เมื่อก้าวมาเป็นคนของสังคมหรือมีชื่อเสียงแล้ว ต้องทำทุกอย่างเพื่อผู้อื่นมากกว่าเพื่อตัวเอง และไม่ควรลืมความเป็นตัวตนและอุดมการณ์ในวันแรกที่เริ่มต้น ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น เมื่อทำธุรกิจ เขาต้องคิดถึงพนักงานบริษัททุกคน ว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ เพราะการที่เราอยู่ได้หมายถึงการที่เราได้แบกรับชีวิตของครอบครัวพวกเขาไว้ด้วย เป้าหมายเพื่อสังคม การสร้างสรรค์ผลงานบันเทิงทุกชิ้นคือการสร้างสรรค์สังคม ที่จะส่งผลต่อคนรุ่นหลัง เป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้าของเขาคือการเป็นนักธุรกิจที่มีทุนทรัพย์ในการทำเพื่อสังคม และเป็นผู้ให้ได้มากขึ้น และความสำเร็จที่ยั่งยืนคือการ ทำในสิ่งที่รักและถนัด พร้อม ๆ กับการมองภาพใหญ่ที่ครอบคลุมไปถึง การสร้างสรรค์สังคมและการช่วยเหลือผู้อื่นชีวิตของเซ้นต์ ศุภพงษ์ เปรียบเสมือน วิศวกรผู้สร้างสะพาน เขาไม่ได้เพียงแค่สร้างโครงสร้าง (ธุรกิจ) ให้แข็งแรงเท่านั้น แต่เขายังคำนวณอย่างรอบคอบว่าจะใช้โครงสร้างนั้นในการ เชื่อมโยงผู้คน (ผ่านวงการบันเทิง) เพื่อให้ทุกคนสามารถข้ามผ่านอุปสรรคและไปถึงจุดมุ่งหมายของการทำความดีและการพัฒนาสังคมได้เปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับ Iconic และสองดีเจสุดเท่ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

album
greenwave
-

-