Club Inspired Day Recap

Club Inspired Day Recap

เปิดคัมภีร์ชีวิตตัวแม่ ฉบับ “ฮาย อาภาพร” ทำจริง ตั้งใจ และอย่าให้เสียงลบมาทำลายความฝัน

Club Inspired Day Recap

view all
บทเรียนชีวิต และความกล้าที่จะเป็นตัวเองของ “ดัง พันกร” จากซูเปอร์สตาร์ล้านตลับ สู่ศิลปินผู้ทลายทุกกรอบ

14 พ.ค. 2026

บทเรียนชีวิต และความกล้าที่จะเป็นตัวเองของ “ดัง พันกร” จากซูเปอร์สตาร์ล้านตลับ สู่ศิลปินผู้ทลายทุกกรอบ

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “ดัง พันกร” ศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ที่โลดแล่นในวงการเพลงมาอย่างยาวนาน โดยได้แชร์เรื่องราวการปรับตัวเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดียและการรับผิดชอบต่อกระแสตอบรับต่าง ๆ จากใจจริงดัง ได้บอกเล่าถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อความฝันเพียงหนึ่งเดียวคือการเป็นนักร้อง พร้อมแชร์มุมมองว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากความสุขในการสร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานระหว่างความต้องการของตนเองและผู้ฟัง นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน และการไม่หยุดพัฒนาตนเองในฐานะศิลปิน ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยการตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ เพื่อปรับภาพลักษณ์ใหม่ผ่านการดูแลตัวเองครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งการเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจนที่สุดฝันเดียวที่ไม่มีแผนสำรอง "ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วใครจะมาลงทุนในตัวเรา"ดังมีความฝันที่ชัดเจนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องการเป็น "นักร้องอาชีพ" ที่มีคนกรี๊ด ไม่ใช่แค่นักร้องกิตติมศักดิ์ที่ร้องตามงานผู้ใหญ่ ความชัดเจนนี้ทำให้เขาไม่มี "Plan B" หรือแผนสำรองในชีวิตเลย เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเรามัวแต่นึกถึงความล้มเหลวหรือเผื่อใจไว้ เราจะทำมันได้ไม่เต็มที่ทำ ซึ่งให้รู้ว่าความสำเร็จเริ่มต้นจากการ "ทุ่มสุดตัว" และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองจนไม่มีที่ว่างให้ความลังเลฟูกนุ่มที่ชื่อว่าครอบครัว "ความรักคือเกราะป้องกันในวันที่โลกใจร้าย"ดังเปรียบครอบครัวเป็นเหมือน "ฟูกนุ่มๆ ผืนใหญ่" ที่ไม่ได้แค่รองรับการกระแทกเวลาล้ม แต่เป็นฟูกที่คอยกอดเขาไว้ตลอดเวลา แม้ในช่วงแรกคุณแม่จะไม่สนับสนุนให้เป็นนักร้องเพราะอยากให้เน้นเรื่องการศึกษา แต่เมื่อดังพิสูจน์ความตั้งใจด้วยการเรียนจบปริญญาตามสัญญา ครอบครัวก็กลายเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยรากฐานที่แข็งแกร่งจากความรักในครอบครัว คือพลังที่ทำให้เรากล้าออกไปเผชิญโลกกว้างอย่างมั่นใจความสำเร็จล้านตลับในวัย 19 "ดังแต่ไม่หลงแสงสี เพราะรู้ว่าตัวตนคืออะไร"เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี ด้วยยอดขายทะลุล้านตลับ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือดังไม่เคยปล่อยให้ความสำเร็จนั้นทำให้ "ตัวใหญ่" หรือลืมตัว เขามองว่ามันคือความภูมิใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาเย่อหยิ่งใส่ใคร เพราะเขายังคงเป็นตัวของตัวเองเสมอต้นเสมอปลาย และยิ่งสูงยิ่งต้องตัวเล็ก ความสำเร็จที่ยั่งยืนคือการรักษา "ตัวตน" ให้มั่นคงท่ามกลางชื่อเสียงผู้บุกเบิกความต่าง "ความภูมิใจไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่การได้ทำลายทุกกรอบ"ในยุคที่แฟชั่นยังมีขีดจำกัด ดังกล้าที่จะนำเสนอความแปลกใหม่อย่างลุค "Metrosexual" ที่ใส่คอร์เซ็ต ซึ่งเขายอมรับว่าอัลบั้มนั้นอาจไม่ใช่ชุดที่ขายดีที่สุด แต่เป็นงานที่เขา "ภูมิใจที่สุด" เพราะได้แหกกฎทุกอย่างและแสดงความเป็นอาร์ติสต์ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้เป็น "คนแรก" ที่กล้าแตกต่าง และภูมิใจในผลงานที่สะท้อนตัวตนได้ชัดเจนที่สุดหน้าที่คือการสร้างความสุข "ต่อให้คนดูเหลือแค่ 10 คน เราก็ต้องใส่เต็มร้อย"ดังเคยผ่านช่วงเวลาที่มีคนดูคอนเสิร์ตเพียงหลักสิบคน แต่เขาไม่เคย "เสียเซลฟ์" หรือลดทอนความตั้งใจ เขามองว่าหน้าที่ของศิลปินคือการทำให้คนที่ตั้งใจมาดูมีความสุขที่สุด ไม่ว่าจำนวนคนจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม เขาจะพุ่งตัวไปด้วยความสุขเสมอไม่ใช่ความกังวล เพราะคุณค่าของงานไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเวที แต่อยู่ที่ "หัวใจ" ที่เราส่งมอบให้กับคนที่รอรับผลงานของเราบทเรียนจากโลกโซเชียล "น้อมรับ รับผิดชอบ และไม่หยุดที่จะพัฒนา"ในวันที่การสื่อสารรวดเร็วและบางครั้งเกิด "ทัวร์ลง" หรือการเข้าใจผิดในโลกออนไลน์ ดังเลือกที่จะรับมือด้วยความเข้าใจ, เขาพร้อมจะขอโทษหากทีมงานหรือตัวเองทำสิ่งที่กระทบกระเทือนใจคนอื่น และมองว่าทุกความผิดพลาดคือการเรียนรู้ที่จะพัฒนาเพจและตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งความกล้าที่จะยอมรับผิดและขอโทษ คือคุณสมบัติของผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเติบโตไปตามยุคสมัยพลังของ "พันชีวิต" การยกเครื่องตัวเองใหม่ “เพื่อเริ่มต้นในเวอร์ชันที่ดียิ่งกว่า"ดังเป็นศิลปินที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาพร้อมจะทดลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ เช่น การทำเพลงสากลในชื่อ DK หรือล่าสุดกับการตัดสินใจ "ยกเครื่อง" เพื่อดูแลตัวเองครั้งใหญ่ เขามองว่าชีวิตต้องมีความกระตือรือร้นและหมุนตามโลกให้ทัน เพื่อรอรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในทุกวัน เพราะชีวิตคือการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมชีวิตของ ดัง พันกร เปรียบเสมือน "บทเพลงที่เริ่มต้นด้วยฮุคอันทรงพลัง" ที่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดตั้งแต่วัยเยาว์ โดยมีครอบครัวเป็น "ฟูกนุ่มผืนใหญ่" ที่คอยโอบกอดและเป็นแรงส่งให้เขากล้าโบยบินสู่ความฝันเดียวที่มีโดยไม่ต้องมีแผนสำรองในชีวิต เขาคือ "นักเดินทางผู้ทลายกรอบ" ที่ไม่เคยกลัวการทดลองสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นที่ล้ำยุคหรือการเปลี่ยนแนวดนตรี เพราะความภูมิใจที่แท้จริงของเขาไม่ได้วัดที่ยอดขาย แต่วัดที่การได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่, อีกทั้งยังเป็นศิลปินที่มี "พันชีวิต" ผู้ใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศประคองจิตใจให้พุ่งไปด้วยความสุขเสมอ ไม่ว่ากราฟชีวิตจะขึ้นหรือลง หรือแม้ในวันที่เวทีมีผู้ชมเหลือเพียงหลักสิบคน จนถึงวันนี้ เขายังคงเป็น "ผลงานศิลปะที่มีลมหายใจ" ที่พร้อมจะยกเครื่องใหม่เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญในฐานะนักร้องหน้าใหม่ที่มีหัวใจที่ชัดเจนดวงเดิมไม่เคยเปลี่ยนดูรายการย้อนหลัง

"เสียใจ... ไม่เท่ากับเสียโอกาส" เปิดวิธีคิดของ “ปอนด์ กฤษฎา” กับปรัชญาปั้นดินให้เป็นดาวในยุคที่ใครก็ดังได้

07 พ.ค. 2026

"เสียใจ... ไม่เท่ากับเสียโอกาส" เปิดวิธีคิดของ “ปอนด์ กฤษฎา” กับปรัชญาปั้นดินให้เป็นดาวในยุคที่ใครก็ดังได้

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจโบ ธนากร”รับหน้าที่แทนดีเจอั๋น ภูวนาท ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “คุณปอนด์ กฤษดา วิทยาขจรเดช” ผู้บริหารค่ายBe On Cloudที่ได้มาถ่ายทอดเส้นทางจากเด็กที่ถูกตามใจ สู่การเผชิญวิกฤตการเงินของครอบครัวจนต้องสู้ชีวิตด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังได้แชร์เรื่องราวของประสบการณ์ในวงการบันเทิงที่หลากหลาย ทั้งการเป็นดีเจ นักจัดอีเวนต์ จนถึงความสำเร็จระดับโลกจากซีรีส์KinnPorscheและภาพยนตร์แมนสรวงนอกจากนี้เขายังได้เปิดเผยแนวคิดการกลับมาชุบชีวิตรายการTrue Academy Fantasiaโดยตั้งใจที่จะมอบโอกาสให้กับผู้ที่มีความพยายามและมีความสามารถจริง ๆ เข้าสู่วงการ แหล่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ดีในธุรกิจจาก "ลูกคุณหนู" สู่บทเรียนชีวิตที่พลิกผันเพียงชั่วข้ามคืนชีวิตในวัยเด็กของคุณปอนด์เรียกได้ว่าถูกสปอยล์อย่างหนัก ครอบครัวมีฐานะดีมากจนเขาไม่เคยรู้จักความลำบาก สมัยมัธยมเขามีรถขับไปเรียน ได้เงินใช้พกวันละ 500 บาท และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยมีพ่อแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่ออายุ 19 ปี ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงจนต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศทิ้งให้เขาเผชิญชีวิตในเมืองไทยเพียงลำพัง จากที่เคยขับรถเบนซ์ไปเรียน กลับต้องมานั่งร้องไห้เมื่อถูกเพื่อนตราหน้าว่า "จน" ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นสู้เพื่อพาครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งนักล่าฝันผู้ "เกือบ" จะเป็นดาวในทุกแขนงก่อนจะมาเป็นผู้บริหารเบื้องหลัง คุณปอนด์เคยผ่านงานเบื้องหน้ามาแทบทุกรูปแบบ เขาเคยฝึกเป็นดีเจที่ A-Time โดยมี "พี่อ้อย" เป็นคนสอนพูด เคยเกือบได้เป็นศิลปินบอยแบนด์วงเดียวกับ "ไอซ์ ศรัณยู" และเคยไปแคสต์โฆษณาจนถึงจุดที่รู้สึกสับสนในตัวเองเมื่อต้องไปยืนแข่งกับเด็กอายุ 15 ในวัย 22 ปี แม้เขาจะได้รับโอกาสมากมาย แต่เขาก็ยอมรับว่าในตอนนั้นความสุขในงานเบื้องหน้าของเขามีน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะต้องแบกรับภาระและจิตใจที่หม่นหมองจากปัญหาชีวิตสร้างอาณาจักร Organizer ด้วยเงินเพียง 5 หมื่นบาทคุณปอนด์ตัดสินใจหันหลังให้งานหน้ากล้องเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ ในงานประจำ โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยผู้บริหารและลุยงานเบื้องหลังคอนเสิร์ต เขาเริ่มต้นธุรกิจออร์แกไนเซอร์โดยการ "ยืมชื่อบริษัท" ของคนรู้จักไป Pitching งาน เขาทำงานทุกอย่างตั้งแต่เก็บขยะ ยกกระเป๋า ไปจนถึงเป็นพิธีกรและดีลศิลปินเอง ธุรกิจเติบโตเร็วมากจนทำยอดขายได้กว่า 30 ล้านบาทในปีแรก และในวันที่เขาตัดสินใจซื้อบ้านเพื่อพาครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน เขามีเงินในบัญชีเพียง 5 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ความกล้าหาญและไม่ยอมแพ้ทำให้เขาสามารถปิดหนี้และสร้างความมั่นคงได้ในที่สุดมิตรภาพ และความโรแมนติกที่ก่อกำเนิด "Be On Cloud"ค่าย Be On Cloud เกิดขึ้นจากความ "เบื่อ" และมิตรภาพที่คาดไม่ถึง คุณปอนด์พบกับ "มาย ภาคภูมิ" ครั้งแรกที่ร้านอาหารในย่านเอกมัยจากการที่ฝ่ายหลังเดินมาแกล้งกรอกเหล้าใส่เขา ความถูกชะตาทำให้ทั้งคู่สนิทกันอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด เมื่อมายอยากเล่นซีรีส์ Y เรื่อง KinnPorsche แต่บริษัทเดิมกำลังจะไปไม่รอด คุณปอนด์จึงตัดสินใจเข้ามาบริหารและเปลี่ยนชื่อค่ายเป็น Be On Cloud ด้วยความเชื่อที่ว่า "มิตรภาพ" และการมองเห็นศักยภาพในตัวคนอย่าง มาย และ อาโป จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้ ซึ่ง KinnPorsche ก็พิสูจน์แล้วด้วยความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั่วโลก"แมนสรวง" และความฝันในการยกระดับ Soft Power ไทยคุณปอนด์มีวิสัยทัศน์ที่อยากให้ Be On Cloud เป็นสตูดิโอผลิตผลงานคุณภาพที่ไม่จำกัดแค่ซีรีส์ Y เขาจึงสร้างภาพยนตร์เรื่อง "แมนสรวง" ขึ้นมาเพื่อส่งออกวัฒนธรรมไทย แม้จะยอมรับว่าโครงการนี้ขาดทุนมหาศาลเพราะความตั้งใจใส่รสนิยมและรายละเอียดที่มากเกินไป เช่น การสร้างโรงถ่ายขึ้นมาใหม่ หรือการเนรมิตย่านทรงวาดให้กลายเป็นชุมชนแมนสรวง แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือการได้รับการยอมรับและรางวัลที่ช่วยเปิดทางให้เขาก้าวต่อไปในอุตสาหกรรมภาพยนตร์การชุบชีวิต "AF" และปรัชญาการให้โอกาสโปรเจกต์ล่าสุดที่คุณปอนด์ทุ่มเทคือการนำ True Academy Fantasia (AF) กลับมาในปี 2026 เพราะเขาโตมากับรายการนี้และอยากให้โอกาสคนที่มีความพยายามแต่ยังไม่มีพื้นที่ เขาเน้นย้ำเรื่อง "วินัย" และ "ความเป็นธรรมชาติ" โดยประกาศนโยบายไม่ให้มีผู้จัดการส่วนตัวสำหรับนักแสดง เพื่อให้ AI หรือระบบจัดการแทน และป้องกันไม่ให้นักแสดง "เหลิง" ปรัชญาสำคัญของเขาคือ "การเสียใจไม่เท่าการเสียโอกาส" และการมีชีวิตอยู่โดยมีเหตุผลและไม่หยุดที่จะลุยต่อไปชีวิตของคุณปอนด์เปรียบเสมือนวิหคที่เคยเริงร่าอยู่ในกรงทองอันวิจิตร รายล้อมด้วยความสุขสบายจนไม่เคยสัมผัสถึงไอเย็นของสายลมแห่งความลำบาก ทว่าเมื่อพายุชีวิตพัดกระหน่ำจนกรงนั้นพังทลายในวัยเยาว์ เขาจึงต้องเผชิญกับโลกความจริงเพียงลำพังพร้อมตราประทับแห่งความยากจนที่กรีดลึกลงในใจ จากเด็กที่ไม่เคยแม้จะซักผ้าด้วยตนเอง เขายอมลดตัวลงคลุกฝุ่นกรำงานหนักเยี่ยงมดงานวันละนับสิบชั่วโมง ทำทุกอย่างตั้งแต่งานชั้นสูงไปจนถึงการเก็บขยะเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและพาครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าอีกครั้ง แม้ในวันที่ปีกแข็งแรงจนทะยานขึ้นเป็น "มาสเตอร์มายด์" ผู้อยู่เหนือเมฆา เขาเคยเกือบจะหลงทางด้วยความลำพองใจจนถูกพายุลูกใหญ่ตบให้ร่วงหล่นลงมาเพื่อเรียนรู้บทเรียนแห่งการถ่อมใจและมองภาพให้กว้างขึ้น ปัจจุบันเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้นำที่ประสบความสำเร็จ แต่เปรียบดังประภาคารผู้หยิบยื่นแสงแห่งโอกาสให้แก่นักล่าฝันคนอื่น ด้วยความเชื่อที่ตกตะกอนว่า "ความเสียใจจากความล้มเหลวนั้นชั่วคราว แต่ความเสียดายจากการทิ้งโอกาสจะตราตรึงไปชั่วกาล"ดูรายการย้อนหลัง

ถ้าตายวันนี้ คุณจะเสียใจไหม? คำถามเปลี่ยนชีวิต “คมสันต์ แซ่ลี” และภารกิจเปลี่ยน "โอกาสรอบตัว" ให้เป็น "ความสำเร็จระดับโลก

30 เม.ย. 2026

ถ้าตายวันนี้ คุณจะเสียใจไหม? คำถามเปลี่ยนชีวิต “คมสันต์ แซ่ลี” และภารกิจเปลี่ยน "โอกาสรอบตัว" ให้เป็น "ความสำเร็จระดับโลก

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “คมสันต์ แซ่ลี” ผู้ก่อตั้ง Flash Express ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การสร้างธุรกิจ และมุมมองการบริหารงานท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเขาได้เปิดใจว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการรอคอยโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อม และการกล้าเดินต่อในขณะที่คนอื่นหยุดนิ่งนอกจากนี้ยังมีการพูดถึงแนวคิดการทำงานที่เน้น ผลลัพธ์เป็นสำคัญ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร และการขยายธุรกิจใหม่ภายใต้บริษัท Unicorn ที่ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยให้เติบโตในระดับสากล คุณคมสันต์ยังให้แง่คิดในการใช้ชีวิตที่ต้องรู้จัก สมดุลระหว่างการหารายได้เพื่ออยู่รอดและการสร้างอนาคต เปรียบเสมือนการตักน้ำไปพร้อมกับการขุดบ่อน้ำของตนเอง ท้ายที่สุดเขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ และการเรียนรู้จากความล้มเหลวเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนในอนาคตก้าวข้ามความยากจน เมื่อ "ความฟลุ๊ก" คือการเตรียมตัวให้พร้อมเจอโอกาสคุณคมสันต์ยอมรับอย่างเต็มปากว่าจุดเริ่มต้นของเขาคือ "ฟลุ๊ก" แต่คำว่าฟลุ๊กของเขาไม่ได้หมายถึงโชคช่วยเพียงอย่างเดียว เขามองว่า โอกาสอยู่รอบตัวเราเสมอ แต่อยู่ที่ว่าเราเตรียมตัวพร้อมรับโอกาสนั้นหรือยัง แรงผลักดันแรกในชีวิตของเขาคือ ความยากจน เขาต้องการมีเงินเพื่อดูแลครอบครัวให้หลุดพ้นจากความลำบาก แต่เมื่อผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ เป้าหมายของเขาก็เปลี่ยนเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตและการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ให้สังคมยืนบนน้ำแข็งที่บางเฉียบ ความจริงหลังม่านยูนิคอร์นที่ไม่ได้สวยหรูแม้ภาพลักษณ์ของ Flash Express จะเป็นยูนิคอร์นที่มีมูลค่าบริษัทมหาศาล แต่คุณคมสันเปรียบเทียบตัวเองว่าเหมือน "เหยียบอยู่บนน้ำแข็งที่บางๆ" ที่ไม่รู้จะแตกเมื่อไหร่ ธุรกิจนี้มีความท้าทายรอบด้าน ทั้งค่าน้ำมันที่ควบคุมไม่ได้ สงคราม และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่เหลือยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย เขาเน้นย้ำว่าการทำธุรกิจมีความเสี่ยงตลอดเวลา และ "คำว่าเจ๊งกับตาย อันไหนจะมาก่อนกัน คุณไม่มีทางรู้" ตราบใดที่ยังทำธุรกิจอยู่วัฒนธรรมมุ่งผลลัพธ์ การตัดสินใจที่โหดร้ายเพื่อรักษาคนนับแสนในด้านการบริหาร คุณคมสันต์ใช้แนวคิด "มุ่งผลลัพธ์ (Result-Oriented)" เท่านั้นถึงจะอยู่รอดในการแข่งขัน เขาอาจถูกมองว่าเป็นคนโหด แต่เขาให้เหตุผลว่าในฐานะผู้นำ ความรับผิดชอบที่ใหญ่ที่สุดคือการทำให้องค์กรอยู่ต่อได้ เขาไม่สามารถยอมให้ "จิ๊กซอว์ตัวเดียว" (พนักงานที่ไม่พร้อม) ทำภาพรวมพังได้ เพราะเขามีภาระต้องดูแลชีวิตพนักงานอีกกว่า 100,000 ชีวิตทั่วภูมิภาค นอกจากนี้เขายังได้เรียนรู้จาก Co-founder ว่า หากตั้งเป้าหมายแล้วต้องไม่มีทางถอย เพราะถ้ามีทางถอย สัญชาตญาณมนุษย์จะทำให้เราถอยแน่นอนบทเรียนจากความผิดพลาด วันที่ "หลงระเริง" จนถึงการสร้าง "100 แบรนด์"คุณคมสันต์ยอมรับว่าเคยมีช่วงที่ทั้งองค์กร "หลงระเริงกับความสำเร็จ" เช่น การจ้างพนักงานต้อนรับสวยระดับแอร์โฮสเตสหรือมียามนับสิบเพียงเพื่อ "รักษาหน้าตา" ซึ่งไม่ใช่ความจำเป็นที่แท้จริง ปัจจุบันเขากลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยเป้าหมายการสร้าง 100 แบรนด์ ที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของผู้คน โดยมีหลักการสำคัญ 3 ข้อในการทำสินค้าคือ ต้องมีวัตถุดิบที่ยูนีค (เลียนแบบยาก), รสชาติโดดเด่น, และใส่ความเป็นวัฒนธรรมเข้าไป เพื่อป้องกันการถูกก๊อปปี้จากคู่แข่งรายใหญ่โดยเฉพาะตลาดจีนตักน้ำพร้อมขุดบ่อ ข้อคิดสำหรับคนสู้ชีวิตที่ทุนน้อยสำหรับคนที่เริ่มจากศูนย์ คุณคมสันให้ข้อคิดผ่านนิทานเรื่องเด็กวัดขุดบ่อน้ำว่า "ไม่จำเป็นต้องเลิกตักน้ำเพื่อไปขุดบ่อ" หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำ (ตักน้ำเพื่อประทังชีวิต) เพื่อมาทำธุรกิจทันที (ขุดบ่อเพื่อความยั่งยืน) เพราะคุณอาจจะ "หิวตาย" ก่อนจะเจอน้ำก้าวแรกที่แนะนำ หากอยากทำธุรกิจอะไร ให้ลองไปสมัครเป็นพนักงานในร้านที่เป็นต้นแบบเพื่อเรียนรู้ทุกอย่างก่อนความกล้าตัดสินใจ เขาฝากคำถามทิ้งท้ายว่า "ถ้าวันนี้คุณไม่ทำ แล้วคุณเสียชีวิต คุณจะเสียใจไหม?" ถ้าคำตอบคือเสียใจ ก็จงเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เป็นไปได้ก่อนชีวิตของ คมสันต์ แซ่ลี เปรียบดั่งการเดินทางของนักแสวงโชค ผู้เริ่มต้นจากผืนดินที่แห้งแล้งด้วยแรงขับเคลื่อนจากความขัดสนเพื่อนำพาครอบครัวไปสู่โอเอซิสแห่งความกินดีอยู่ดี เขาเปรียบตนเองเป็นผู้ที่กำลังร่ายรำอยู่บนแผ่นน้ำแข็งอันบางเฉียบท่ามกลางมหาสมุทรธุรกิจที่พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อ ทว่าด้วยจิตวิญญาณที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ดั่งจิ๊กซอว์ที่ต้องร้อยเรียงภาพความสำเร็จให้สมบูรณ์เพื่อโอบอุ้มลมหายใจของพนักงานนับแสนชีวิตที่ฝากความหวังไว้บนบ่าแม้ในวันที่แสงสว่างแห่งความสำเร็จจะเจิดจรัส เขาก็ยังเลือกที่จะเตือนตนเองด้วยบทเรียนจากรอยร้าวในวันที่เคยหลงระเริง โดยยึดถือวิถีแห่งการ "ตักน้ำ" เพื่อประทังชีพไปพร้อมกับการพากเพียร "ขุดบ่อน้ำ" แห่งฝันอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อสร้างสรรค์อาณาจักรแบรนด์ที่มีรากเหง้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียน ดุจการส่งต่อเปลวไฟแห่งความกล้าหาญให้ผู้คนรุ่นหลังได้มองเห็นว่า แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด หากมีการเตรียมพร้อมและกล้าที่จะเริ่มขยับเข้าหาเป้าหมายจากจุดเล็กๆ แสงแห่งโอกาสย่อมทอประกายอยู่รอบกายเสมอดูรายการย้อนหลัง

ชีวิตในโหมด Slow Life ของ “นุ่น ศิรพันธ์” กับการเรียนรู้ที่จะ "วางโลก" เพื่อกลับมาดูแลใจตัวเอง

24 เม.ย. 2026

ชีวิตในโหมด Slow Life ของ “นุ่น ศิรพันธ์” กับการเรียนรู้ที่จะ "วางโลก" เพื่อกลับมาดูแลใจตัวเอง

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “นุ่น ศิรพันธ์” นักแสดงมากฝีมือที่ผันตัวมาขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังร่วมกับสามี โดยเธอเน้นย้ำถึงแนวคิดการรักษ์โลกแบบ"สายกลาง"ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและยอมรับในกิเลสของมนุษย์เพื่อให้สามารถลงมือทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนอกจากนี้เธอยังแบ่งปันประสบการณ์ในวงการบันเทิง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงไปจนถึงการทำงานแบบ"ตัวจริง"ที่ทุ่มเทให้กับทุกบทบาทจนบางครั้งกระทบต่อชีวิตส่วนตัว ปัจจุบันนุ่นให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตแบบSlow Lifeเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดูแลคนรอบข้างและการส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง สุดท้ายแหล่งข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จทั้งในอาชีพและการกู้โลกล้วนเกิดจากความเชื่อมั่นและการลงมือทำอย่างเป็นระบบและมีหัวใจสำคัญคือความยั่งยืนในทุกมิติของชีวิตจุดเริ่มต้นจาก "เสียงในหัว" และน้ำตาหยดแรกบนเวทีนุ่น ศิรพันธ์ เล่าว่าเธอมีความฝันอยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก แม้จะเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการที่ปลูกฝังให้เรียนสายวิศวะหรือหมอ แต่เธอมีความเชื่อลึก ๆ ตั้งแต่ตอน ม.1 ว่าวันหนึ่งจะได้ทำอาชีพนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนเล่นละครในวิชาพระพุทธศาสนาที่โรงเรียน โดยเธอรับบทเป็นแม่ที่เสียลูกสาวไป ในวินาทีนั้นเธอ "ร้องไห้จริง" จนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของตัวละคร และนั่นคือ "โมเมนต์เมจิก" ที่ทำให้เธอรู้ตัวว่ารักการแสดงอย่างสุดหัวใจบทเรียนราคาแพงจาก "ความบัดซบ" ของการถอดตัวละครไม่ได้ในการทำงานสายนักแสดง นุ่นไม่ได้ต้องการแค่ชื่อเสียง แต่เธออยากให้คนยอมรับในฐานะ "นักแสดงตัวจริง" เธอเคยท้าทายตัวเองด้วยการไปแคสต์หนังเรื่อง "เป็นชู้กับผี" และบอกผู้กำกับว่าอย่าเลือกเธอเพราะชื่อเสียงจากบทเดิม แต่ให้เลือกเพราะเธอเล่นได้จริง อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทแบบผิดวิธีในช่วงแรกทำให้เธอติดอยู่ในคาแรคเตอร์ "นวลจันทร์" จนชีวิตพัง เธอไม่ยอมคุยกับใครเพื่อคงอารมณ์ตัวละครไว้ ส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรม ความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนแย่ลง จนเธอต้องไปเรียนการแสดงเพิ่มเติมเพื่อรู้วิธีสร้างตัวละครโดยไม่ต้องทำร้ายตัวเองรักโลกแบบมี "กิเลส" ทางสายกลางสู่ความยั่งยืนจุดเริ่มต้นในด้านสิ่งแวดล้อมของนุ่นเกิดจาก "ผู้ชาย" (ท็อป พิพัฒน์) ที่เธอแอบชอบ เธอเริ่มศึกษาเรื่องโลกร้อนเพื่อหาเรื่องไปคุยกับเขาจนกลายเป็นความอินในระดับเซลล์ ข้อคิดสำคัญที่คุณท็อปให้ไว้ตั้งแต่วันแรกคือ "อย่าคิดว่าคนรักสิ่งแวดล้อมเป็นคนดี" เพราะถ้าเราคิดแบบนั้นเราจะอยู่ไม่ได้ในโลกความจริง นุ่นจึงเลือกทางสายกลางที่เรียกว่า "รักโลกแบบมีกิเลส" คือยอมรับว่าเรายังอยากสบายและมีกิเลสอยู่ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การพกกระบอกน้ำ หรือการใช้ถุงผ้าในสไตล์ที่ชอบกลยุทธ์ "Trade" ของใหม่ และการเปลี่ยนขยะให้เป็นสิทธิประโยชน์นุ่นนำเสนอแนวคิดการจัดการสิ่งของที่น่าสนใจคือการ "เทรด" (Trade) เช่น หากอยากซื้อเครื่องสำอางใหม่ เธอจะเช็กของเก่าว่าหมดหรือยัง ถ้ายังไม่หมดก็จะแบ่งปันให้คนอื่นเพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้ของใหม่ และเป็นการลดขยะ (Waste) ไปในตัว นอกจากนี้เธอยังสร้างแพลตฟอร์ม ที่นำทฤษฎี 21 วันมาใช้เปลี่ยนพฤติกรรม โดยให้ผู้ใช้งานเก็บแต้มจากการทำพฤติกรรมรักษ์โลก เช่น พกกระบอกน้ำหรือแยกขยะ เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องสนุกและได้ประโยชน์บทสรุปชีวิตในโหมด Slow Life และความเชื่อใน "แต้มบุญ" ที่เราสร้างเองปัจจุบันนุ่นก้าวเข้าสู่โหมดการใช้ชีวิตที่ช้าลง (Slow Life) หลังจากที่เคยผจญภัยและแบกโลกไว้มากเกินไป เธอหันกลับมาให้ความสำคัญกับคนรอบข้างและการดูแลตัวเองมากขึ้น โดยยังคงขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามเครื่องมือใหม่ ๆ ข้อคิดทิ้งท้ายที่น่าประทับใจคือ เธอเชื่อว่าทุกคนทำได้หากมีความพยายาม นุ่นมองว่าอย่าไปคิดเรื่องแต้มบุญน้อยหรือต้นทุนชีวิตต่ำ เพราะหากเราเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและไม่ทิ้งโอกาสที่เข้ามา เราก็จะสามารถไปถึงจุดที่อยากเป็นได้เหมือนที่เด็กวิศวะผมฟูคนหนึ่ง กลายเป็นนักแสดงไอคอนิกได้ในวันนี้ชีวิตของนุ่น ศิรพันธ์ เปรียบเสมือน "การเดินทางของวิศวกรผู้ถักทออารมณ์" ที่เริ่มต้นจาก "โมเมนต์เมจิก" และเสียงในหัวที่นำทางเธอเข้าสู่โลกมายา เธอเคยเป็นดั่งนักเดินทางที่หลงเข้าไปในพายุของตัวละครจนถอดตัวตนไม่ออกและเผชิญกับความ "บัดซบ" ของชีวิตเพื่อแลกกับการเป็นนักแสดงตัวจริง แต่บทเรียนเหล่านั้นก็ได้เจียระไนให้เธอรู้จักสร้างเกราะป้องกันอารมณ์และสวมบทบาทได้อย่างสง่างามโดยไม่ทำร้ายตนเอง ขณะเดียวกัน เธอยังเป็น "นักปลูกต้นไม้แห่งความยั่งยืน" ที่เปลี่ยนแรงดึงดูดจากความรักมาเป็นรากฐานที่ฝังลึกลงไปในระดับเซลล์ โดยเลือกที่จะเดินบน "ทางสายกลาง" และนิยามตนเองว่าเป็นคนรักโลกที่มีกิเลส เพื่อให้ความดีและความสบายคงอยู่คู่กันได้อย่างไม่เบียดเบียน จนในวันนี้เธอได้ก้าวเข้าสู่โหมด "Slow Life" ที่ลดการแบกโลกไว้บนบ่าเพื่อหันกลับมาดูแลคนรอบข้าง พร้อมส่งต่อข้อคิดที่ว่าทุกคนสามารถสร้าง "แต้มบุญ" ให้ชีวิตตนเองได้หากมีความพยายามและไม่ทิ้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาดูรายการย้อนหลัง

ถอดรหัสความคิด “บุ๊ค ธีรชยา” ผู้ใช้เสียงของตัวเอง เพื่อโอบอุ้มหัวใจคนอื่นผ่านแนวคิด "Listen More, Judge Less"

16 เม.ย. 2026

ถอดรหัสความคิด “บุ๊ค ธีรชยา” ผู้ใช้เสียงของตัวเอง เพื่อโอบอุ้มหัวใจคนอื่นผ่านแนวคิด "Listen More, Judge Less"

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ บุ๊ค ธีรชยา พิมพ์กิตติเดชเจ้าของตำแหน่งMiss Tiffany 2026มาแบ่งปันเรื่องราวชีวิตกว่าจะประสบความสำเร็จ เธอได้ถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้เพื่อความฝันที่ต้องใช้เวลานานถึง8 ปีและการประกวดถึง4 ครั้งกว่าจะคว้ามงกุฎมาครองได้สำเร็จ นอกจากนี้เธอยังเปิดเผยแง่มุมความยากลำบากในการเติบโตในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่คาดหวังให้เป็นลูกชาย รวมถึงประเด็นทางสังคมที่สำคัญอย่างการเปลี่ยนคำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ทางเพศ และปัญหาการถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่กลุ่มคนข้ามเพศต้องเผชิญ ปิดท้ายด้วยการแนะนำโครงการBeautifullyที่มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพจิตเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าเป็นตัวของตัวเองและมีความสุขในแบบที่เลือกเอง8 ปีแห่งการรอคอย และมงกุฎที่แลกมาด้วยหยดน้ำตาแห่งความไม่ยอมแพ้เส้นทางสู่มงกุฎมิสทิฟฟานี่ของบุ๊คไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสำเร็จ แต่มันคือการเดินทางอันยาวนานถึง 8 ปี กับความพยายามถึง 4 ครั้ง เธอเคยเข้าใกล้ความฝันที่สุดในฐานะรองอันดับ 1 ซึ่งมงกุฎอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม แต่ในครั้งต่อมาเธอกลับต้องเผชิญกับความผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อตกรอบแรกๆ จนเธอถึงกับบอกว่า "เสียใจจนแทบสิ้นสติ" และร้องไห้โฮทันทีที่ก้าวลงจากเวทีในวันที่เธอกำลังสับสนและเจ็บปวด ปอย ตรีชฎา ได้เดินเข้ามาปลอบใจและยกตัวอย่างของ เปีย อะลอนโซ (Miss Universe) ที่ต้องพยายามหลายครั้งกว่าจะสำเร็จ ประโยคนั้นกลายเป็นไฟที่ปลุกความหวังในใจเธออีกครั้ง จนกระทั่งในปี 2026 ซึ่งเป็นปีที่เธออายุจะครบ 30 ปีพอดี และเกือบจะเป็นโอกาสสุดท้ายตามเกณฑ์อายุ เธอจึงตัดสินใจกลับมาสู้เพื่อให้ "สาแก่ใจ" และไม่ต้องเสียดายไปตลอดชีวิตบุ๊คยึดถือคติว่า "ความเสียดายนั้นน่ากลัวกว่าความเสียใจ" เพราะความเสียใจจะหายไปตามกาลเวลา แต่ความเสียดายจะกัดกินใจเราเมื่อเรามองย้อนกลับมาในวันที่สายเกินไปแล้วเด็กชายในตระกูลคนจีนเยาวราช กับ "พื้นที่ปลอดภัย" ที่ต้องสร้างขึ้นเองบุ๊คเติบโตมาในครอบครัวคนจีนย่านเยาวราชที่ทำกิจการขนมเปี๊ยะ "เบย่งหลี" ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี, ในฐานะลูกชาย เธอต้องแบกความหวังของตระกูลไว้บนบ่า ขณะที่ต้องใช้ชีวิตในโรงเรียนชายล้วนที่สภาพแวดล้อมไม่ได้เอื้อต่อตัวตนของเธอเลย, เธอต้องเผชิญกับการถูกล้อเลียนจากทั้งเพื่อนและครู จนถึงขั้นที่ครูเคยถามเธอด้วยตรรกะที่บิดเบี้ยวว่า "ถ้าเพื่อนกะเทยโดดตึก เธอจะโดดตามไหม?"ในช่วงเวลานั้น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเธอ เธอต้องแอบทาครีมกันแดดซึ่งมักจะถูกพ่อแม่เอาไปทิ้งเพราะอยากให้เธอเป็น "แมนๆ" และต้องแอบกินยาคุมที่ถูกค้นเจอและสั่งห้าม ความโดดเดี่ยวทำให้เธอต้องนั่ง คุยกับนก ในห้องนอนเพื่อถามว่าจะมีใครยอมรับเธอได้ไหมในอนาคต เธอเลือกที่จะ "พูดให้น้อยลง แต่ทำทำให้มากขึ้น" โดยใช้การเรียนเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าเพื่อลดความกังวลของพ่อแม่ในวันที่โลกภายนอกไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เรา จงสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาในใจ หรือใช้ความสำเร็จในด้านอื่น (เช่น การเรียนหรือการงาน) เป็นเกราะป้องกันเพื่อสื่อสารกับคนที่ยังไม่เข้าใจเราว่า เราสามารถดูแลตัวเองได้และเป็นคนที่มีคุณภาพจาก Beauty Editor นิตยสารระดับโลก สู่การสร้าง "Legacy" ของตัวเองก่อนจะคว้ามงกุฎ บุ๊คได้พิสูจน์ตัวเองอย่างหนักในสายงานวิชาชีพ เธอคว้าเกียรตินิยมและไปศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง แม้จะติดช่วงโควิดจนต้องเรียนออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ ความสามารถในการเขียนและรสนิยมด้านความงามนำพาเธอเข้าสู่ตำแหน่ง Beauty Editor ที่ Vogue Thailand ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงค่อนข้างใฝ่ฝันที่นั่นเธอได้สัมผัสกับมาตรฐานระดับโลกที่ตัดสินคนจาก "ความสามารถ" มากกว่าเพศสภาพ, แม้หน้าที่การงานจะมั่นคงและรุ่งโรจน์ แต่เธอก็กล้าตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำตามความฝันในการประกวดต่อ เพราะเธอเชื่อว่าเธอได้ฝัง "เลกาซี่" (Legacy) หรือความสำเร็จไว้ในงานนั้นสมบูรณ์แล้ว และความฝันกับงานประจำคือคนละส่วนที่ทดแทนกันไม่ได้การสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่คือการสร้าง "ความไว้วางใจ" ให้กับครอบครัว เมื่อเราพิสูจน์ให้เห็นว่าเราเป็นมืออาชีพ ความกังวลเรื่องเพศสภาพจะค่อยๆ ลดน้อยลงไปเองโครงการ "Beauty, Fully" เมื่อบาดแผลในใจ กลายเป็นพลังส่งต่อความหวังจากการที่เคยผ่านช่วงเวลามืดแปดด้านและเคยถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เช่น เหตุการณ์ที่ถูกตรวจร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ชายที่ ตม. ต่างประเทศจนกลายเป็นบาดแผลในใจ บุ๊คจึงริเริ่มโครงการ "Beauty, Fully" (บิวตี้ ฟูลลี่) เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กับผู้อื่นโครงการนี้เน้นการสะท้อนตัวตน (Reflect) และการรับฟัง โดยบุ๊คได้ร่วมมือกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และแอปพลิเคชัน "Buddy Thai" เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยประเมินสุขภาพจิตและรับมือกับการถูกบูลลี่ เธอต้องการบอกทุกคนว่า "เสียงของทุกคนมีความหมาย" ผ่านแนวคิด "Listen more, Judge less" (ฟังให้มาก ตัดสินให้น้อย)การก้าวข้ามความเจ็บปวดที่ดีที่สุด คือการนำประสบการณ์นั้นมาช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญกับความรู้สึกมืดแปดด้านเพียงลำพังเหมือนที่เธอเคยเจอนิยามของคำว่า "มนุษย์" ที่สมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์เมื่อต้องนิยามตัวเอง บุ๊คเลือกใช้คำว่า "มนุษย์" เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก ผิดพลาด และผิดหวัง เธอเลิกพยายามที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน แต่หันมาโฟกัสกับการทำด้านใดด้านหนึ่งให้ดีที่สุดถึง 100% ก็เพียงพอแล้วในวันที่เธอคว้ามงกุฎได้สำเร็จ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพียงชื่อเสียง แต่คือการที่พ่อของเธอกล้าพูดกับเพื่อนๆ อย่างเต็มปากว่าเธอคือ "ลูกสาว" และแม่ของเธอที่แอบเอาพลาสติกของมงกุฎไปลองใส่ด้วยความภูมิใจ เธอบอกกับ "น้องบุ๊ค" ในวัย 14 ปีว่า "พี่ทำได้แล้ว" และโลกที่เคยมืดแปดด้านนั้นมีแสงสว่างรออยู่เสมอความเป็นผู้นำ (Leadership) ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ แต่คือการ "รู้จักหัวใจตัวเองและรู้ว่าจุดยืนของเราคืออะไร" หากคุณกล้าที่จะหยิบความฝันขึ้นมาคิด นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตแล้วชีวิตของ บุ๊ค ธีรชยา เปรียบเสมือนการเดินทางของอัญมณีที่ถูกเจียระไนผ่านกาลเวลาถึง 8 ปี กับความพยายามถึง 4 ครั้ง ท่ามกลางกลิ่นอายแป้งขนมเปี๊ยะ และความคาดหวังของตระกูลคนจีนย่านเยาวราชที่เคยห่อหุ้มตัวตนของเธอไว้ในฐานะลูกชายเธอเติบโตมาในโลกที่เคยไร้พื้นที่ปลอดภัยจนต้องฝากความลับและคำถามถึงอนาคตไว้กับนกตัวน้อยในห้องนอน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่ง เธอก็ได้ใช้ความสามารถพิสูจน์คุณค่าทั้งในฐานะ Beauty Editor ของนิตยสารระดับโลก และผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อพายุแห่งความผิดหวังจนในที่สุดมงกุฎแห่งเกียรติยศก็ได้สวมลงบนศีรษะในฐานะ มิสทิฟฟานี่ 2026 พร้อมเปลี่ยนหยดน้ำตา และบาดแผลในใจให้กลายเป็นพลังส่งต่อความหวังผ่านโครงการ "Beauty, Fully" เพื่อโอบอุ้มหัวใจของผู้อื่น และพิสูจน์ให้โลกเห็นว่านิยามที่งดงามที่สุดของเธอไม่ใช่เพียงความงามภายนอก แต่คือการเป็น "มนุษย์" ที่กล้าเรียนรู้จากความไม่สมบูรณ์และยืนหยัดเพื่อหัวใจของตัวเองอย่างแท้จริงดูรายการย้อนหลัง

album
greenwave
-

-