Club Inspired Day Recap

Club Inspired Day Recap

"Because you is you" แรงบันดาลใจจาก “ต่าย ชุติมา” เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบของแม่ คือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกของลูก

02 เม.ย. 2026

"Because you is you" แรงบันดาลใจจาก “ต่าย ชุติมา” เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบของแม่ คือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกของลูก

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “ต่าย ชุติมา”ที่ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงจนถึงบทบาทการเป็น คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ในปัจจุบัน เธอได้เปิดเผยถึง แนวคิดการเลี้ยงลูก ที่เน้นความเข้าใจและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความสำคัญกับความสุขของทั้งแม่และเด็กเป็นหลัก นอกจากนี้เธอยังเล่าถึงการเผยแพร่ มุมมองด้านความรัก ครั้งใหม่ที่เน้นการใช้เหตุผลควบคู่ไปกับหัวใจ รวมถึงการรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการ ปล่อยวาง และรักตัวเองให้มากขึ้น ปิดท้ายด้วยการสร้าง แรงบันดาลใจ ให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าในตนเองและเลือกเดินหน้าต่ออย่างเข้มแข็งโดยยึดความสุขในปัจจุบันเป็นสำคัญตำนาน "ต่าย Season Change" กับบทเรียนการรับมือ "คำตัดสิน" จากเปลือกนอกเส้นทางในวงการบันเทิงของ ต่าย ชุติมา เริ่มต้นอย่างก้าวกระโดดจากภาพยนตร์เรื่อง Season Change เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งเธอยอมรับว่าตอนนั้นไม่เคยมีความคิดอยากเป็นดาราอยู่ในหัวเลย แต่เมื่อชื่อเสียงถาโถมเข้ามา สิ่งที่ตามมาคู่กันคือกระแสวิจารณ์ว่าเธอเป็นคน "หยิ่ง เชิด หรือเหวี่ยง" ซึ่งความเข้าใจผิดนี้ฝังรากลึกมาตั้งแต่เธอยังเป็นนักเรียนมัธยมต้นเพียงเพราะเธอเป็นคนหน้าดุและ "ปากคว่ำ" มาแต่เกิดในวัยเยาว์ ต่ายเลือกที่จะรับมือด้วยการ "ไม่สนใจ" และโฟกัสเพียงแค่คนใกล้ชิดหรือกลุ่มเพื่อนที่รู้จักตัวตนจริงๆ ของเธอว่าเธอเป็นคนสบายๆ แต่เมื่อเติบโตขึ้นและผ่านโลกมากขึ้น เธอได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อทำหน้าที่ในอาชีพนักแสดงให้ดียิ่งขึ้น เธอเริ่มฝึกที่จะ "ยิ้มและรับแขก" มากกว่าเดิม เพราะเข้าใจว่าในฐานะบุคคลสาธารณะ การทักทายและมอบรอยยิ้มให้กับคนที่จำเธอได้คือส่วนหนึ่งของการทำงานเรื่องราวของต่ายสะท้อนให้เห็นว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเราได้ โดยเฉพาะคนที่มีอคติ ต่อให้เราพยายามแค่ไหนเขาก็อาจไม่รับ สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าใครคือคนที่รักเราจริงๆ และการปรับตัวตามกาลเทศะนั้นไม่ใช่การเสียตัวตน แต่คือการพัฒนาวุฒิภาวะและการรับผิดชอบต่อหน้าที่บทเรียนรัก "หมดหน้าตัก" และการค้นพบคุณค่าของการ "ยืนได้ด้วยตัวเอง"ครั้งหนึ่งในชีวิต ต่ายเคยตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการหยุดงานในวงการบันเทิงเพื่อไปทุ่มเทให้กับชีวิตครอบครัวแบบ 100% ซึ่งเธอเปรียบว่าเป็นการ "ทุ่มหมดหน้าตัก" โดยใช้ "ใจ" นำทางความสัมพันธ์แบบวัยรุ่น ในตอนนั้นเธอยังเด็กและต้องการคนที่เป็นผู้นำคอยแนะนำทางเดินชีวิต ทำให้เธอยอมเปลี่ยนตัวเองและทำตามสิ่งที่อีกฝ่ายแนะนำเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแต่จากการเรียนรู้ผ่านความผิดพลาด ต่ายได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับผู้หญิงทุกคนว่า "ไม่ควรทิ้งอาชีพของตัวเอง" และผู้หญิงควรมีความสามารถในการดูแลตัวเองได้เสมอ นอกจากนี้เธอยังได้แง่คิดเรื่องการเลือกคู่ชีวิตว่า ทั้งสองคนต้อง "เข้าใจและรับในตัวตนของกันและกันได้จริงๆ" โดยไม่ต้องขอให้อีกฝ่ายเปลี่ยน เพราะการพยายามเปลี่ยนตัวตนเพื่อใครบางคนนั้นไม่ยั่งยืนซึ่งความรักที่ดีไม่ควรเป็นข้ออ้างในการละทิ้งความฝันหรือความมั่นคงของตนเอง "การมีคุณค่าในตัวเอง" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และการเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่ต้องมาจากการเห็นพ้องในตัวตน ไม่ใช่การรอให้ใครมาเปลี่ยนแปลงใครนิยามแม่ที่ไม่ต้อง "สมบูรณ์แบบ" แต่คือ "สิ่งที่ดีที่สุด" ของลูกในบทบาทการเป็นแม่ ต่ายก้าวข้ามค่านิยมเดิมๆ ที่ว่า "ต้องทนเพื่อลูก" เธอเชื่อมั่นว่า "ความสุขของแม่คือความสุขของลูก" หากแม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเครียดหรือความทุกข์ พลังงานลบเหล่านั้นจะส่งไปถึงลูกทำให้การเลี้ยงดูไม่มีประสิทธิภาพ แต่หากแม่มีความสุข แม้ลูกจะร้องไห้งอแงนานนับชั่วโมง แม่ก็จะมีสติและพลังใจที่จะนิ่งและปลอบโยนลูกได้ด้วยอารมณ์ที่เย็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการปรึกษา "คุณหมอเด็ก" เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ลูกต้องใช้ชีวิตสองบ้าน คำสอนที่กลายเป็นคาถาปลดล็อกความกังวลของเธอคือ "เราไปจัดการในเรื่องที่ไม่ใช่พาร์ทของเราไม่ได้" เธอจึงเลือกที่จะโฟกัสเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกอยู่กับเธอให้ดีที่สุด สอนให้ลูกรู้จักวิเคราะห์เหตุผลและดูแลตัวเองได้ มากกว่าการประคบประหงมจนทำอะไรเองไม่เป็นโดยประโยคจาก "น้องพิพิม" ที่บอกว่า "Mommy, you are the best" และคำตอบว่ารักแม่ "Because you is you" คือเครื่องยืนยันว่าลูกไม่ได้ต้องการแม่ที่เก่งสมบูรณ์แบบตามตำรา แต่ต้องการแม่ที่เป็นตัวของตัวเองและมอบความรักให้อย่างเต็มที่ในปัจจุบันเลี้ยงลูกยุค Gen Alpha เมื่อ "AI" และ "ความเป็นเพื่อน" คือกุญแจสำคัญการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันมีความท้าทายสูงมาก ต่ายมองว่าเด็กยุคนี้ฉลาดและเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว เธอจึงเลือกใช้สไตล์การเลี้ยงลูกแบบ "เพื่อน" ที่เน้นการให้คำแนะนำมากกว่าการออกคำสั่งห้าม เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่ดุและอยู่ในกรอบ ทำให้เธอรู้ว่าการห้ามจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กอยาก "แหกกฎ" และต่อต้านความน่าสนใจคือต่ายมีการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาช่วยในการเลี้ยงลูก โดยเธอจะป้อนคำสั่ง (Prompt) ที่ละเอียดเพื่อขอคำตอบในเชิงการแพทย์หรือข้อมูลที่มีงานวิจัยรองรับ ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเห็นทั่วไป เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพูดคุยกับลูกอย่างมีเหตุผล เช่น การเจรจาเรื่องเวลาในการดูคลิปสั้นเพื่อรักษาสมาธิการเปิดใจ (Open) และรับฟังลูกในทุกเรื่องจะทำให้ลูกไม่ปิดบังและมองแม่เป็นที่พึ่ง ต่ายย้ำว่าเราควรเป็นผู้ที่พร้อมสนับสนุน และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกหันกลับมาเจอเราเสมอ ไม่ว่าเขาจะเผชิญกับเรื่องอะไรมาก็ตามศิลปะการใช้ชีวิตปัจจุบัน ความสุขที่เรียบง่ายและคาถารับมือดราม่าต่ายในวัยปัจจุบันเลือกที่จะใช้ "สมองนำทางควบคู่กับหัวใจ" ในการมีรักครั้งใหม่ เธอกลายเป็นคนที่มีเส้นแบ่งความอดทนชัดเจน เช่น การนับในใจเมื่ออีกฝ่ายใช้อารมณ์ หากเกินขีดจำกัด (เช่น 7 ครั้ง) เธอก็พร้อมจะเดินออกมา เธอเรียนรู้ว่าการมีออร่าของความสุขจะดึงดูดพลังงานดีๆ เข้ามา และความสุขนั้นเริ่มต้นจากการยึดมั่นในปัจจุบันเมื่อต้องรับมือกับดราม่าหรือคอมเมนต์ลบๆ ต่ายใช้หลักการ "กฎแห่งกระจกเงา" โดยมองว่าคนที่พยายามทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดทั้งที่ไม่รู้ความจริง คือคนที่ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตของตนเอง เธอเลือกที่จะปล่อยวางหลังจากรู้สึกนอยด์เพียงไม่กี่นาที และหันมาหาความสุขง่ายๆ รอบตัว เช่น การอ่านหนังสือ การฟังธรรมะ หรือแม้แต่การนั่งรู้สึกถึงแอร์เย็นๆ ในห้องบทสรุปทิ้งท้ายจากต่ายคือ "คนเราเกิดมาคนเดียวก็ตายคนเดียว" ทุกคนต้องจากกันอยู่แล้ว ดังนั้นการอยู่ได้ด้วยตัวเองและรักตัวเองให้เป็นจึงสำคัญที่สุด ในเรื่องไม่ดีมักมีเรื่องดีซ่อนอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองเห็นความสุขที่เรียบง่ายและไม่ใส่เงื่อนไขให้ชีวิตเยอะเกินไปหรือเปล่าชีวิตของ ต่าย ชุติมา เปรียบเสมือนการเดินทางผ่านฤดูกาลที่ผันแปร จากจุดเริ่มต้นในฐานะนางเอก "Season Change" ที่มักถูกตีตราว่าเป็นดั่งลมหนาวที่เฉยชาและหยิ่งยโสเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก สู่บทเรียนรักครั้งใหญ่ที่เธอเปรียบเป็นการวางเดิมพัน "ทุ่มหมดหน้าตัก" จนเกือบสูญเสียตัวตนและอาชีพเพียงเพื่อหวังให้ใครสักคนเป็นผู้นำทางชีวิต ทว่ากาลเวลาและความเป็นแม่ได้ขัดเกลาให้เธอกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มั่นคง โดยเลือกที่จะก้าวข้ามค่านิยมสู่การทนเพื่อลูก มาเป็นการสร้างความสุขให้หัวใจตนเองเพื่อส่งต่อพลังงานด้านบวกให้ลูกสาว เธอเรียนรู้ที่จะวางความวิตกกังวลในพาร์ทที่ไม่ใช่ของตน แล้วหันมาโอบกอดปัจจุบันอันเงียบสงบดั่งสัมผัสของแอร์ที่เย็นสบายในห้อง ซึ่งในวันนี้เธอไม่ได้เพียงใช้หัวใจนำทางอย่างวูบวามดั่งวันวาน แต่เลือกใช้ "สมอง" ควบคู่ไปกับความเข้าใจในสัจธรรมว่าชีวิตมีทั้งสุขและทุกข์ปนเปกัน เพื่อที่จะยืนหยัดได้อย่างสง่างามในฐานะผู้หญิงที่เชื่อว่าในเรื่องที่ไม่ดีย่อมมีเรื่องดีซ่อนอยู่เสมอ และความสุขนั้นแท้จริงแล้วเรียบง่ายเพียงแค่เราไม่เพิ่มเงื่อนไขให้ชีวิตมากจนเกินไปดูรายการย้อนหลัง

Zero Waste Life ของ “เชฟแพม พิชญา” เมื่อทุกหยาดเหงื่อและรอยน้ำตา คือเครื่องปรุงชั้นเลิศที่ไม่มีวันเสียเปล่า

26 มี.ค. 2026

Zero Waste Life ของ “เชฟแพม พิชญา” เมื่อทุกหยาดเหงื่อและรอยน้ำตา คือเครื่องปรุงชั้นเลิศที่ไม่มีวันเสียเปล่า

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “เชฟแพม พิชญา” ผู้คว้ารางวัลเชฟหญิงที่ดีที่สุดในโลกปี 2025 (The World’s Best Female Chef 2025) ที่ได้มาพูดคุยแชร์เรื่องราวโดยเริ่มตั้งแต่แรงบันดาลใจจากครอบครัวและการตัดสินใจเบนสายจากนิเทศศาสตร์สู่เส้นทางอาหารระดับสากล บทสนทนาสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการฝึกฝนทั้งในสถาบันชื่อดังและการทำงานในครัวมิชลิน 3 ดาวที่นิวยอร์กซึ่งหล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่ง แหล่งข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากการทำธุรกิจโดยเฉพาะการก้าวข้ามอีโก้เพื่อปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคและการบริหารจัดการร้านอาหาร "โพธง" ในย่านสำเพ็ง นอกจากนี้เธอยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการคืนกำไรสู่สังคมผ่านโครงการสนับสนุนผู้หญิงในสายอาชีพเชฟและการลดขยะอาหาร สรุปได้ว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือความภูมิใจในรากเหง้าผสมผสานกับวินัยและการถ่ายทอดความสุขผ่านอาหารที่มีจิตวิญญาณรากเหง้าในครัวไทย-จีน และแรงบันดาลใจจากมาม่าผัดไข่เปลี่ยนชีวิตเชฟแพมเติบโตมาในครอบครัวไทย-จีนที่มีความผูกพันกับอาหารอย่างลึกซึ้ง โดยมีคุณแม่ที่เป็น Housewife แบบ Full-time และเป็น Perfectionist ในการทำอาหารเป็นต้นแบบ ตั้งแต่เด็กเธอจะติดสอยหามตามคุณแม่ไปจ่ายตลาดและทำหน้าที่เป็น "ลูกมือ" หยิบจับสิ่งต่างๆ ในครัวเสมอ คำสอนสำคัญที่คุณแม่ปลูกฝังคือ "การใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับแขก" ซึ่งคุณแม่จะตระเวนไปตลาดทั่วกรุงเทพฯ เพื่อหาของที่ดีที่สุดจากแต่ละเจ้าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนอายุ 12 ปี เมื่อเธอได้ลองทำ "มาม่าหมูสับผัดไข่" ให้คุณพ่อคุณแม่ทานเป็นมื้อหลัก แม้จะเป็นเมนูพื้นฐาน แต่การที่ได้เห็นว่าอาหารเพียงจานเดียวสามารถทำให้คนอิ่มท้องและมีความสุขได้ด้วยฝีมือของเราเอง กลายเป็นความภูมิใจที่ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นแพชชั่นในอาชีพเชฟในเวลาต่อมาจุดหักเหจากรั้วนิเทศฯ สู่ความร้อนแรงในครัวเลอกอร์ดองเบลอในช่วงวัยรุ่นเชฟแพมเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ (หลักสูตรนานาชาติ) ตามกระแสและตามกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อเรียนถึงปี 2 เธอเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง เพราะเธอชอบการทำกิจกรรมและการลงมือทำมากกว่าการนั่งเรียนในห้อง เธอจึงเข้าไปปรึกษาคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ก็สนับสนุนให้เธอลาออกไปเรียนทำอาหารทันที แต่เชฟแพมเลือกที่จะเรียนให้จบเพื่อเป็นของขวัญให้พ่อแม่และเพราะความรักเพื่อนในช่วงปี 3-4 เธอเริ่มเรียนทำอาหารอย่างจริงจังในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ Le Cordon Bleu โดยเริ่มจากคอร์สขนมหวานก่อน แต่เมื่อคลาสขนมระดับสูงไม่เปิด เธอจึงเบนสายไปเรียนทำอาหารคาวและพบว่านั่นคือสิ่งที่ "ใช่" มากกว่า เพราะเธอหลงรักใน "อะดรีนาลีน ความร้อน และจังหวะที่รวดเร็ว" ของครัวอาหารคาวหยาดน้ำตาในนิวยอร์กและการพิสูจน์ตนในร้านมิชลิน 3 ดาวเพื่อปูพื้นฐานให้มั่นคง เชฟแพมตัดสินใจไปเรียนต่อที่สถาบัน CIA (Culinary Institute of America) ที่นิวยอร์กเป็นเวลา 21 เดือน ช่วงแรกเธอต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งความคิดถึงบ้านและความกดดันจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ตรงไปตรงมา (Straightforward) ของคนนิวยอร์กจนถึงขั้นโทรกลับมาร้องไห้กับคุณแม่ทุกวันแต่ด้วยความมุ่งมั่น เธอเรียนจบด้วยคะแนน อันดับ 1 ของคลาส และส่งอีเมลสมัครงานในร้านมิชลิน 3 ดาวทุกแห่งในนิวยอร์ก จนได้รับโอกาสที่ร้าน Jean-Georges ที่นี่เธอได้เรียนรู้ระบบการทำงานระดับโลกและการนำวัตถุดิบไทยมาผสมผสานกับเทคนิคฝรั่งเศส นอกจากนี้เธอยังให้มุมมองเรื่องเพศว่า เหตุผลที่เชฟผู้หญิงมีน้อยในระดับสูงไม่ใช่เพราะการกีดกัน แต่เป็นเพราะภาระหน้าที่และความรู้สึกผิดในบทบาทของแม่และครอบครัวที่ทำให้หลายคนต้องยอมถอยออกมาบทเรียนราคาแพงจากร้าน Smoked การสยบอีโก้เพื่อความอยู่รอดหลังกลับไทยเพราะอาการอกหักและคิดถึงบ้าน เธอเริ่มทำ Chef's Table ที่บ้านจนจองเต็มข้ามปี ต่อมาได้เปิดร้าน "Smoked" ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกขายดีมากจนทำให้เธอเกิด "อีโก้" และกับดักความสำเร็จ แต่เมื่อยอดขายเริ่มตก เธอจึงพบความจริงว่าลูกค้าที่มาในช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝูงและคนที่มาลองเพราะเป็นร้านใหม่เธอได้รับบทเรียนสำคัญเรื่องการบริหารจัดการร้านอาหารที่ต้องดูทั้งต้นทุน (Costing) และความต้องการของลูกค้า เธอตัดสินใจ "ลดอีโก้" ของตัวเองลง โดยการปรับเปลี่ยนเมนูที่ซับซ้อนเกินไป เช่น จากเฟรนช์ฟรายส์ที่ทำยากและใช้พนักงานเยอะ มาเป็นแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นมิตรกับลูกค้ามากขึ้น (Simple) ซึ่งผลปรากฏว่าลูกค้าชอบมากกว่าเดิมโพทง (Potong) การชุบชีวิตตึกเก่า 120 ปี สู่ Fine Dining ระดับโลกเชฟแพมสร้างร้าน "โพธง" (Potong) ขึ้นในตึกเก่าของบรรพบุรุษย่านสำเพ็ง ซึ่งเคยเป็นโรงงานผลิตยาจีน เธอออกแบบ "Customer Journey" อย่างละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการจองไปจนถึงการบริการที่โต๊ะ โดยนำความเชื่อเรื่อง Heritage มาผสมผสานกับความโมเดิร์นในพาร์ทของการบริหาร เธอเรียนรู้ที่จะ "ถอยออกมา" จากการลงมือทำทุกอย่างเอง เพื่อสวมบทบาทผู้บริหารและสอนให้น้องๆ ในทีมเก่งขึ้น เธอเชื่อว่าหัวใจของร้านอาหารคือการปรับตัวให้ไว (Adjust fast) โดยใช้ข้อมูลและตัวเลขมาวิเคราะห์ความผิดพลาดเพื่อแก้ไขให้ทันท่วงทีปรัชญาชีวิตแบบ Zero Waste การส่งต่อความสุขและโอกาสที่ยั่งยืนเชฟแพมนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ในร้านเพื่อลดขยะอาหาร เช่น การนำเศษผักและโปรตีนจากการตัดแต่ง (Trimming) มาเคี่ยวเป็นน้ำซุปที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เธอเชื่อว่า "ชีวิตคือ Zero Waste" ทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นการเรียนนิเทศฯ หรือความล้มเหลว ล้วนไม่มีอะไรเสียเปล่าและสามารถนำมาต่อยอดได้เสมอเธอยังริเริ่มโครงการ "Woman for Woman" เพื่อระดมทุนมอบทุนการศึกษาและโอกาสฝึกงาน 1 ปีให้กับเด็กผู้หญิงที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพราะเธอเชื่อว่าการให้การศึกษาแก่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถส่งผลกระทบต่อไปได้ถึง 3 รุ่นคน สำหรับเธอ อาหารคือ "รูปแบบการให้ความสุขที่เร็วที่สุด" และมีความหมายมากกว่าแค่ความอิ่มท้องเส้นทางชีวิตของเชฟแพมคือการเคี่ยววัตถุดิบแห่งประสบการณ์จนกลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อมและเปี่ยมด้วยมิติ โดยเริ่มจาก "รสสัมผัสแห่งความอบอุ่น" ในครัวไทย-จีนที่คุณแม่ปลูกฝังความละเมียดละไมและการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่แขกไว้เป็นรากฐาน ก่อนจะก้าวไปเผชิญกับ "รสชาติที่จัดจ้านและกดดัน" ท่ามกลางหยาดน้ำตาและการพิสูจน์ตนเองในครัวระดับมิชลิน 3 ดาวที่นิวยอร์ก ซึ่งเปรียบเสมือนบทเรียนรสขมที่ช่วยเจียระไนความอดทนและระเบียบวินัยให้แข็งแกร่ง เมื่อกลับมาเติบโตในแผ่นดินเกิด เธอต้องผ่านการปรับจูนรสชาติชีวิตด้วยการ "ลดอีโก้" และยอมรับความจริงเพื่อเปลี่ยนความเกือบพลาดให้กลายเป็นความยั่งยืน จนนำไปสู่ความสำเร็จสูงสุดในร้าน "โพทง" ที่ซึ่งมรดกจากบรรพบุรุษและความโมเดิร์นถูกปรุงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะหวานหรือขมล้วนถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ภายใต้ปรัชญา "Zero Waste Life" ที่ไม่มีสิ่งใดเสียเปล่า แต่กลับผสานรวมเป็นรสชาติแห่งความสำเร็จที่พร้อมส่งต่อความสุขและโอกาสให้แก่ผู้อื่นได้อย่างสง่างามดูรายการย้อนหลัง

เรียนรู้วิธีคิดของ “แหม่ม สุริวิภา” เบื้องหลังรอยยิ้ม ความสำเร็จ และการกลับมารักตัวเองให้เป็น

20 มี.ค. 2026

เรียนรู้วิธีคิดของ “แหม่ม สุริวิภา” เบื้องหลังรอยยิ้ม ความสำเร็จ และการกลับมารักตัวเองให้เป็น

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “หนูแหม่ม สุริวิภา”พิธีกรและนักแสดงระดับไอคอนของไทย ที่ได้แชร์เรื่องราวชีวิตเริ่มตั้งแต่จุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวข้ามความขัดแย้งและการค้นพบคุณค่าในตนเองผ่านการปฏิบัติธรรมและการออกกำลังกายอย่างหนัก สื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการพิสูจน์ศักยภาพเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการตกงานและความกดดันในการทำงานพิธีกรเดี่ยวเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังบอกเล่าถึงความสวยงามของการให้อภัยผ่านการปรับความเข้าใจกับอดีตเพื่อนร่วมงานและการตัดสินใจรับลูกบุญธรรมมาดูแล แหล่งข้อมูลนี้จึงเปรียบเสมือนบทเรียนชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการยอมรับความผิดพลาดในอดีตเพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนในปัจจุบัน การบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในทุกการตัดสินใจที่หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นบุคคลที่สง่างามและเข้าใจโลกอย่างแท้จริงเด็กหญิงผมทองจากสกลนคร กับฝันที่อยาก "สง่างาม"หนูแหม่ม สุริวิภา เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างเคร่งครัด เธอมีความโดดเด่นมาตั้งแต่เกิดด้วยสีผมและสีผิวที่แตกต่างจนดูเหมือนลูกครึ่ง ซึ่งเธอมองว่านี่คือ "คาแรคเตอร์" พิเศษในช่วงวัยเด็ก เธอต้องช่วยงานบ้าน ดูแลน้อง และเดินผ่านกองขยะที่มีหนอนยั้วเยี้ยในช่วงหน้าฝน ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เธอมีความอดทนและตั้งเป้าหมายกับตัวเองตั้งแต่มัธยม 1 ว่า "ต้องออกจากตรงนี้อย่างสง่างามด้วยการเป็นดาราเท่านั้น" ซึ่งความแตกต่างไม่ใช่ปมด้อย แต่คือต้นทุนที่ทำให้เราโดดเด่น และความลำบากในวัยเด็กคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เรากล้าฝันใหญ่จาก "ตัวประกอบ" สู่ "เพื่อนนางเอก" และจุดเปลี่ยนที่ชื่อ "ยุทธการขยับเหงือก"เส้นทางบันเทิงของเธอเริ่มจากการส่งรูปไปสมัครเล่นหนังด้วยตัวเองจนได้เป็นตัวประกอบในเรื่อง "วัยระเริง" เธอพร้อมทำทุกอย่างเพื่อโอกาสและเงิน แม้กระทั่งยอมออกจากโรงเรียนเพื่อไปถ่ายหนังที่เชียงใหม่ (ก่อนจะกลับมาเรียนต่อจนจบตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่)เธอครองตำแหน่ง "เพื่อนนางเอก" มานับไม่ถ้วน จนกระทั่งมาถึงรายการ "ยุทธการขยับเหงือก" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอค้นพบศักยภาพว่าเธอเป็นได้มากกว่านักแสดง คือการเป็น "ผู้ดำเนินรายการ" รายการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสามารถจัดคอนเสิร์ตที่ MBK Hall ได้ถึง 11 รอบ และทำให้ชื่อของ แหม่ม สุริวิภา กลายเป็นไอคอนของวงการพิธีกรชีวิตสอนให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็น "นางเอก" ในละคร แต่เราสามารถเป็น "ตัวเอก" ในชีวิตตัวเองได้เสมอหากเราตั้งใจและรู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองเมื่อหัวใจ "แตกสลาย" ในวันที่ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ที่สุดหลังจากความสำเร็จยาวนานใน "สมาคมชมดาว" เธอได้รับโอกาสใหญ่ให้ทำรายการเดี่ยวชื่อ "สุริวิภา" โดยถูกตั้งความหวังให้เป็น "โอปราห์ วินฟรีย์ เมืองไทย" แต่ในความเป็นจริง เธอกลับต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล เพราะต้องสัมภาษณ์นักธุรกิจซึ่งไม่ใช่ทางที่ถนัดประกอบกับช่วงนั้นหัวใจเธอยัง "แตกสลาย" จากปัญหาความขัดแย้งกับคนใกล้ชิดในรายการเดิมจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ได้ เธอเคยเข้าไปร้องไห้ในห้องแต่งตัวและขอลาออกเพราะรู้สึกว่า "ทำไม่ได้" และ "มืดมนไปหมด"ซึ่งแม้ภายนอกจะดูสำเร็จเพียงใด แต่ถ้าหัวใจภายในยังบอบช้ำ เราก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีความสุข การยอมรับความอ่อนแอของตัวเองคือก้าวแรกของการแก้ไข3 วันที่เปลี่ยนชีวิต "การกลับมารักตัวเอง"จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโปรดิวเซอร์ส่งเธอไปปฏิบัติธรรม 3 วัน จากตอนแรกที่ไปแบบแกน ๆ เธอได้เรียนรู้การ "ดูจิตดูใจ" จนเกิดการ "ปิ๊งแว๊บ" และร้องไห้ออกมาอย่างหนักเมื่อตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาเธอ "ทิ้งตัวเองมานานเกินไป" และไม่เคยโอบกอดตัวเองเลยบทเรียนนี้ทำให้ความโกรธแค้นที่มีมานานมลายหายไป เธอกลายเป็นคนที่รู้จักการ "ฟัง" มากกว่า "พูด" ซึ่งส่งผลดีต่อการทำหน้าที่พิธีกร และทำให้เธอกล้าที่จะกลับไปกอดและให้อภัยเพื่อนร่วมงานคนเดิมอย่างสนิทใจ"การรักตัวเอง" คือพื้นฐานของทุกอย่าง เมื่อเรารักตัวเองเป็น เราจะรู้จักให้อภัยผู้อื่น และมองโลกในมุมที่ละเอียดอ่อนขึ้น"ฉันไม่ใช่คนขี้แพ้" พิสูจน์คุณค่าด้วยฟูลมาราธอนในวันที่งานในวงการถูก "ชัตดาวน์" หรือยกเลิกไปพร้อม ๆ กัน แทนที่จะจมกับความเสียใจว่าตัวเองเป็น "ผู้แพ้" (Loser) เธอเลือกที่จะลุกขึ้นมาพิสูจน์คุณค่าของตัวเองผ่านการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อนเธอเริ่มจากเดิน 5 กิโลเมตร จนกระทั่งก้าวไปสู่การวิ่งฟูลมาราธอน (42.195 กม.) ได้สำเร็จถึง 3 ครั้ง รวมถึงที่เบอร์ลินด้วย เธอเรียนรู้ว่า "การวิ่งไม่ได้แข่งกับใคร แต่คือการแข่งกับใจตัวเอง" และทุกคนที่วิ่งจบล้วนได้รับเหรียญที่มีเกียรติเท่ากันแม้ในวันที่โลกปฏิเสธเรา อย่าปฏิเสธตัวเอง จงหาเวทีใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าเรายังมีคุณค่าและสามารถเอาชนะขีดจำกัดของตัวเองได้บทบาทใหม่ที่ยากและสุขที่สุด "หม่ามี้" ของน้องอลิสหลังจากผ่านความเจ็บปวดจากการพยายามมีลูกมานานจนถอดใจ เธอก็ได้รับโอกาสให้เป็น "แม่" โดยการรับ "น้องอลิส" ลูกของคนงานในบ้านมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายการเป็นแม่ทำให้เธอได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า "เสียสละ" และการเห็นความต้องการของลูกมาก่อนตัวเอง เธอยังให้เกียรติพ่อแม่แท้ ๆ ของเด็กเสมอ และมุ่งมั่นที่จะให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่เด็กคนหนึ่งเพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ"มีก็ดี ไม่ไม่มีก็สบาย" เป็นคำที่ช่วยฮีลใจในยามที่ผิดหวัง แต่เมื่อโอกาสในการมอบความรักมาถึง จงทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดด้วยความเคารพและให้เกียรติในวัยเกือบ 60 ปี เธอพบว่าความสุขคือการได้ยืนอยู่ในจุดที่เป็นตัวเองที่สุด ไม่จำเป็นต้องแข่งเป็นที่ 1 กับใคร และภูมิใจในทุกการตัดสินใจของชีวิต ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เพราะทุกเหตุการณ์คือสิ่งที่สร้างให้เธอเป็น "สุริวิภา" ที่สง่างามในวันนี้ดูรายการย้อนหลัง

ถอดรหัสชีวิต “หมอตังค์ มรรคพร” จากวินาทีเฉียดตาย สู่หมอที่ใช้ Hustle สร้างช่องเล่าเรื่องล้านวิว!

13 มี.ค. 2026

ถอดรหัสชีวิต “หมอตังค์ มรรคพร” จากวินาทีเฉียดตาย สู่หมอที่ใช้ Hustle สร้างช่องเล่าเรื่องล้านวิว!

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “หมอตังค์ มรรคพร” แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเจ้าของรายการ "เวรชันสูตร" ที่มาแบ่งปันแนวคิดการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจโดยหมอตังค์ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเรียนหมอที่เกิดจากปัญหาสุขภาพในวัยเด็ก และการสร้างสรรค์เนื้อหาแนวคดีอาชญากรรมจากความชอบส่วนตัวควบคู่ไปกับวิชาชีพ เนื้อหาเน้นย้ำเรื่อง การตระหนักถึงความปลอดภัย การฝึกทักษะเอาตัวรอด และการสังเกตความผิดปกติของพฤติกรรมมนุษย์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ 6 เสาหลักของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการนอนหลับและการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว บทสนทนายังครอบคลุมถึงเรื่อง สุขภาวะทางเพศ ที่ควรอยู่ในขอบเขตที่ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น พร้อมทิ้งท้ายด้วยแง่คิดเรื่องความพยายามหรือการ Hustle เพื่อทำตามความฝันบนพื้นฐานของความเป็นจริงรอยร้าวบนแก้วใบเก่า ปาฏิหาริย์จากความตายสู่การเป็นผู้รักษาชีวิตของหมอตังค์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยกลีบกุหลาบ แต่เริ่มด้วย "รอยร้าว" ที่เกือบแตกสลายในวัยเพียง 16 ปี เมื่อลำไส้เกิดการอุดตันจนระเบิดออกภายในร่างกาย ประดุจดังแจกันที่แตกกระจายจนครอบครัวต้องหลั่งน้ำตาข้างเตียงเพราะความหวังริบหรี่ เหตุการณ์เฉียดตายนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เขาต้องสวมเสื้อกาวน์ ไม่ใช่เพราะความฝันอันสวยงาม แต่เพื่อใช้ความรู้ทางการแพทย์เป็น "เกราะคุ้มภัย" ให้กับชีวิตที่เปราะบางของตนเองในฐานะลูกคนเดียวสะพานเชื่อมสองฝั่งโลก เมื่อหน้าที่กับความหลงใหลบรรจบกันหากวิชาแพทย์คือ "เข็มทิศ" ที่เขาต้องถือตามความจำเป็น ความรักในงานนิเทศศาสตร์และการสื่อสารก็คือ "สายลม" ที่เขาอยากจะโต้ไป หมอตังค์ไม่ได้เลือกที่จะทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เขาเลือกที่จะสร้าง "สะพาน" เชื่อมระหว่างโลกแห่งวิทยาศาสตร์ที่ดูแข็งกร้าว เข้ากับโลกแห่งการสื่อสารที่อ่อนโยน เขาเลือกเรียนต่อด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ทางเพศ เพื่อให้ได้ใช้ "ปาก" ในการเยียวยาผ่านการให้คำปรึกษา มากพอๆ กับการใช้ "ยา" ในการรักษากระจกเงาแห่งความตาย เรียนรู้จากความมืดเพื่อส่องสว่างให้คนเป็นรายการ "เวรชันสูตร" เปรียบเสมือนการส่อง "กระจกเงา" บานที่มืดมิดที่สุดของมนุษย์ เขาใช้ประสบการณ์จากห้องชันสูตรที่เงียบงัน มาถอดบทเรียนให้คนเป็นได้มี "สติ" ในการใช้ชีวิต เขาเชื่อว่าอาชญากรไม่ได้เกิดมาเป็นปีศาจโดยกำเนิด แต่เปรียบเสมือน "ผ้าขาวที่ถูกย้อมด้วยสีหม่น" จากสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย การเล่าเรื่องความตายของเขาจึงไม่ใช่การพาลูกเรือดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงอันตรายเพื่อที่ทุกคนจะได้รับมือและระวังตัวได้ทันหยาดเหงื่อแห่งการถักทอ ความสำเร็จที่แลกมาด้วย "Hustle"ความสำเร็จในโลกออนไลน์ของเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วย "แพชชั่น" ที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถักทอด้วยสิ่งที่เรียกว่า "Hustle" หรือความกระเสือกกระสน เขาเปรียบชีวิตช่วงเริ่มต้นเหมือนการยอมแลก "น้ำมันตะเกียง" (สุขภาพและเวลาพักผ่อน) เพื่อให้แสงไฟในช่อง YouTube ของเขาโชติช่วงขึ้นมา เขาเชื่อมั่นในกฎแห่งความยุติธรรมของโลกที่ว่า "หากอยากได้สิ่งใด ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน" และเขาก็ยอมแลกมันอย่างมีแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตที่สมดุลในตอนท้ายประภาคาร 7 แกน บรรเลงเพลงชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีคุณภาพในบทบาทหมอชะลอวัย หมอตังค์ให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของแสงเทียน" (Health Span) มากกว่า "ความยาวของเนื้อเทียน" (Life Span) เขาเปรียบการดูแลสุขภาพเหมือนการประคอง "เสาหลัก 7 ต้น" (การนอน, การกิน, การออกกำลังกาย, การจัดการความเครียด, การเลี่ยงสารพิษ, ความสัมพันธ์ และเซ็กส์) แม้ในบางวันเสาบางต้นอาจจะโอนเอนตามภาระหน้าที่ แต่เราต้องรู้จักเสริมเสาต้นอื่นให้แข็งแรงชดเชยกัน เพื่อให้บ้านหลังนี้คงอยู่ได้อย่างสง่างามจนวันสุดท้ายเส้นทางชีวิตของหมอตังค์ มรรคพร เริ่มต้นจากการเผชิญหน้ากับความตายในวัย 16 ปีจากอาการลำไส้อุดตันจนระเบิด ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเลือกเรียนหมอเพียงเพื่อต้องการรู้วิธี "ดูแลตัวเอง" ให้มีชีวิตอยู่ต่อแทนการทำตามความฝันในด้านนิเทศศาสตร์ที่เขารักมาตั้งแต่ต้น แม้จะต้องเดินในเส้นทางวิชาชีพแพทย์ แต่เขาได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างหน้าที่และความชอบเข้าด้วยกัน โดยเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ทางเพศเพื่อใช้ทักษะการสื่อสารในการให้คำปรึกษา และใช้ประสบการณ์จากการอยู่ "เวรชันสูตร" มาถอดบทเรียนความตายผ่านคอนเทนต์ที่เน้นให้คนเป็นมีสติในการใช้ชีวิต ความสำเร็จของเขาไม่ได้พึ่งพาเพียง "แพชชั่น" แต่ขับเคลื่อนด้วยความ "Hustle" หรือความกระเสือกกระสน ที่ยอมแลกเวลาพักผ่อนและสุขภาพในช่วงแรกเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงบนพื้นฐานของความเป็นจริง นอกจากนี้ เขายังให้แง่คิดว่ามนุษย์ทุกคนคือเฉดสีเทาที่ถูกหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมมากกว่าพันธุกรรม และเน้นย้ำความสำคัญของ "Health Span" หรือการมีสุขภาพที่แข็งแรงสมวัยผ่านการรักษาสมดุลของเสาหลักทั้ง 7 ประการ โดยเฉพาะเรื่องการนอนและการกิน เพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพมากกว่าแค่การมีอายุขัยที่ยาวนานแต่ไร้ซึ่งความสุขดูรายการย้อนหลัง

ถอดรหัสไอคอนิกที่สวยตลอดกาล “ตั๊ก มยุรา” กับความลับใต้รอยยิ้มที่แลกมาด้วยกฎเหล็กในทุกกระเบียดนิ้ว

06 มี.ค. 2026

ถอดรหัสไอคอนิกที่สวยตลอดกาล “ตั๊ก มยุรา” กับความลับใต้รอยยิ้มที่แลกมาด้วยกฎเหล็กในทุกกระเบียดนิ้ว

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY เปิดคลับแรก “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “ตั๊ก มยุรา เศวตศิลา” นักแสดง และพิธีกรระดับตำนานถึงเส้นทางชีวิตและการรักษาวินัยอันเข้มงวด โดยเธอได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในวงการตั้งแต่อายุ 17 ปี ที่ต้องก้าวข้ามความขี้อายจนกลายเป็นพิธีกรแถวหน้าที่ครองความนิยมมาอย่างยาวนาน เนื้อหาเน้นไปที่ทัศนคติการดูแลตัวเองที่ทำให้เธอยังดูดีอยู่เสมอแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงจากโทรทัศน์สู่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้เธอยังเปิดเผยเรื่องราวความทุกข์ใจในอดีตเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองการใช้ชีวิตและการเลี้ยงดูบุตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สรุปได้ว่าแหล่งข้อมูลนี้สื่อถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยและการเรียนรู้ที่จะรับมือกับวิกฤตอย่างเข้มแข็งจากเด็กหญิงในกรอบ สู่เส้นทางที่เลือกเองตั๊ก มยุรา เติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งครัด และเป็นบ้านแบบโบราณ เธอถูกฝึกให้มีกิริยามารยาทที่เป๊ะทุกระเบียดนิ้ว เช่น การเดินห้ามลงส้นเท้า หรือการต้องนั่งพับเพียบทำขนมลูกชุบ ความมีระเบียบวินัยและคำว่า "ระวัง" จึงถูกปลูกฝังอยู่ในใจเธอมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งอายุ 17 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอถูกชวนไปถ่ายปกหนังสือและตัดสินใจ "ลาออกจากโรงเรียน" เพื่อเข้าสู่วงการบันเทิงโดยไม่บอกพ่อแม่ ซึ่งถือเป็นการขัดแย้งกับกรอบเดิมของชีวิตเพื่อเลือกทางเดินของตัวเองจากนางเอกขี้อาย สู่พิธีกรหญิงเบอร์ 1 ของประเทศแม้จะอยู่ในวงการมานาน แต่พื้นฐานเดิมของเธอเป็นคน ขี้อาย แม้แต่ตอนเป็นนางเอกเธอยังเขินอายกับการเล่นบทรัก แต่จุดพลิกผันคือการได้รับโอกาสจาก คุณแดง สุรางค์ ให้มาลองเป็นพิธีกรรายการสด ซึ่งเป็นงานที่ยากและท้าทายที่สุด เธอต้องเรียนผิดเรียนถูกและฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก จนความกล้าพูดกล้าแสดงออกเหล่านั้นได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็น "พิธีกรระดับไอคอน" ที่ยืนหยัดอยู่ในกระแสได้ยาวนานกว่า 40 ปี แม้ในช่วงที่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่โซเชียลเธอก็ไม่เคยหายไป เพราะมีการวางแผนและปรับตัวอยู่เสมอวิกฤตสุขภาพ "ไวรัสตับอักเสบซี" และโอกาสรอดเพียง 4 ใน 10ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี เธอต้องเผชิญกับมรสุมใหญ่เมื่อตรวจพบว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นผลพวงจากการรับเลือดเมื่อครั้งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในอดีต หมอบอกว่าการรักษามีโอกาสรอดเพียง 4 จาก 10 คน และต้องรับยาที่ออกฤทธิ์รุนแรงคล้ายคีโมเป็นเวลา 1 ปี ในช่วงนั้นเธอต้องใส่พิพิกผมเพื่อปิดบังอาการผมร่วงและทำงานไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เธอหายขาดและเป็น 1 ใน 4 คนที่รอดชีวิต คือ "วินัยที่เข้มงวด" ในการรักษาและการดูแลตัวเองที่ตรงเวลาอย่างที่สุดคัมภีร์ความงามและวินัยเหล็ก "หา 10 เก็บ 8"ความเพอร์เฟกต์ของ ตั๊ก มยุรา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากวินัยที่คนอื่นอาจมองว่า "ตึง" เกินไปด้านร่างกาย เธอออกกำลังกายอย่างหนัก 5 วันต่อสัปดาห์ตั้งแต่อายุ 40 ปี และมีเคล็ดลับการกินที่เคร่งครัด เช่น ไม่กินน้ำส้มคั้นเพราะกลัวเบาหวานแต่ดื่มน้ำมะนาวแทน ไม่ดื่มชาไข่มุก และฝึกดื่มกาแฟดำ รวมถึงการนอนหงายเพื่อไม่ให้หน้าย่นด้านการเงิน เธอมีหลักการออมเงินที่น่าทึ่งคือ "หาได้ 10 บาท จะเก็บ 8 บาท และใช้เพียง 2 บาท" เธอซื้อบ้านหลังแรกได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี และผ่อนหมดก่อนอายุ 20 ปี ความขี้เหนียวในสายตาคนอื่นคือความมั่นคงในบั้นปลายที่ทำให้เธอทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องกู้ยืมบทเรียนความเป็นแม่ เมื่อความหวังดีกลายเป็นกรงขังหนึ่งในเรื่องที่เธอยอมรับว่า "พลาด" และอยากกลับไปแก้ไขที่สุดคือการ เลี้ยงลูก ด้วยความเป็นคนเป๊ะและขีดกรอบให้ลูกมากเกินไป เพราะคาดหวังอยากให้ลูกเป็นอย่างที่ฝัน จนวันหนึ่งลูกบอกกับเธอว่า "สิ่งที่แม่พูดมา หนูไม่ชอบเลย" ข้อคิดสำคัญที่เธอได้รับคือ "อย่าคาดหวังอะไรในชีวิตลูก" และหากย้อนเวลาได้ เธอจะเลือกเป็นเพื่อนกับลูกและใช้ความยืดหยุ่นมากกว่าความเข้มงวดศักดิ์ศรีและการตัดสินใจเดินออกมาจาก "ชิงร้อยชิงล้าน"การตัดสินใจลาออกจากรายการที่ทำมานานกว่า 25 ปี อย่าง "ชิงร้อยชิงล้าน" เกิดจากความรู้สึก "น้อยใจ" ที่สะสมมาเป็นปี เธอรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงและไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือการวางแผนรายการ แม้จะรักและขอบคุณเวิร์คพอยท์รวมถึงคุณปัญญามากเพียงใด แต่เธอก็เลือกที่จะรักษาความรู้สึกและศักดิ์ศรีของตัวเองด้วยการเดินออกมาเพื่อพิสูจน์ว่า "ถ้าไม่มีคู่หรือไม่มีรายการนี้ เราจะอยู่ได้ไหม" ซึ่งเธอก็พิสูจน์แล้วว่าทำได้ข้อคิดแรงบันดาลใจทิ้งท้ายจาก ตั๊ก มยุรา• อย่าคาดหวังเพื่อไม่ให้ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ ทุกอย่างเป็นไปได้และเปลี่ยนแปลงได้เสมอ• วินัยคือเกราะคุ้มกัน ความสวยและความมั่งคั่งไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่มาจากระเบียบวินัยที่คุณทำอย่างต่อเนื่อง• หาความสุขของตัวเองให้เจอ ในวัยที่ร่วงโรย ความสุขอาจจะลดลงตามธรรมชาติ แต่เราต้องหากิจกรรมที่ทำให้เกิดปิติ เช่น การเล่นกีฬาหรือสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ• เตรียมตัวก่อนเกษียณ เงินเป็นสิ่งสำคัญ อย่าใช้เงินในอนาคต และต้องวางแผนการเงินให้เหมือน "น้ำในแก้ว" ที่ต้องคอยเติมอยู่เสมอและห้ามพลาดในวัยที่ไม่มีแรงแก้ตัวแล้วชีวิตของ ตั๊ก มยุรา เปรียบเสมือน "ขนมลูกชุบ" ที่ถูกปั้นและระบายสีอย่างประณีตด้วยระเบียบวินัยตั้งแต่เยาว์วัยในบ้านทรงโบราณ จนหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นไอคอนผู้สง่างามที่ต้องเผชิญกับ "พายุไวรัสร้าย" ซึ่งมีโอกาสรอดเพียง 4 ใน 10 แต่เธอก็ฝ่าฟันมาได้ด้วย "สมอวินัยเหล็ก" ที่เที่ยงตรงดั่งเข็มนาฬิกาในการรักษา ในขณะเดียวกันเธอก็บริหาร "สายน้ำแห่งการเงิน" ในแก้วด้วยหลักการหา 10 เก็บ 8 เพื่อให้เต็มเปี่ยมและมั่นคงเสมอในวัยที่พลาดไม่ได้แล้ว แม้จะมีบทเรียนจากการสร้าง "กรงขังแห่งความหวังดี" ในบทบาทแม่จนต้องเรียนรู้ที่จะทลายกรอบเพื่อเป็นพื้นที่อิสระให้แก่ลูก และสุดท้ายเธอก็กล้าตัดสินใจละทิ้ง "เรือสำเภาลำใหญ่" ที่เคยพึ่งพิงมานานกว่า 25 ปี เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีว่าปีกของตนเองยังแข็งแรงพอที่จะโบยบินในโลกบันเทิงได้อย่างสง่างาม โดยมี "พละกำลัง" เป็นเข็มไมล์วัดความเยาว์วัยที่ไม่มีวันร่วงโรยตราบเท่าที่แรงยังไม่หมดไปดูรายการย้อนหลัง

รับข้อคิดพลังใจจาก “ตั๊ก ศิริพร” จากนักร้องร้อยล้านตลับ สู่บทเรียนชีวิต “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ”

24 ธ.ค. 2025

รับข้อคิดพลังใจจาก “ตั๊ก ศิริพร” จากนักร้องร้อยล้านตลับ สู่บทเรียนชีวิต “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ”

ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจอ้อย” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “ตั๊ก ศิริพร” เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตและอาชีพของเธอ ตั้งแต่การเติบโตมาในครอบครัวนักร้อง และการเข้าร่วมประกวดจนได้รับรางวัล รวมถึงประสบการณ์การเป็นนักร้องที่มีอัลบั้มยอดขายหลายล้านตลับ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนพลิกชีวิตสู่วงการตลกหลังประสบวิกฤตทางการเงิน และการก้าวข้ามผ่านภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครอบครัว และการไม่ประมาทในชีวิต นอกจากนี้ เธอยังแบ่งปันความสุขกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น และความรักที่มีต่อสุนัข ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอลดงานลงเพื่ออุทิศเวลาให้กับพวกเขา และงานช่วยเหลือสังคมในปัจจุบันเส้นทางเสียงเพลง จากเด็กต่างจังหวัดสู่เวทีสยามกลการตั๊ก ศิริพร เติบโตขึ้นมาในครอบครัวบันเทิงในต่างจังหวัด และห้อมล้อมไปด้วยเสียงเพลง ในวัยเด็ก เธอชอบฟังวิทยุเก่า ๆ ที่ฟังได้แต่คลื่น AM และได้รับแรงบันดาลใจจากนักร้องดังในยุคนั้นอย่างพี่ผึ้ง (พุ่มพวง ดวงจันทร์) ความชอบในการร้องเพลงนำพาเธอเข้าสู่การประกวดครั้งสำคัญ โดยการได้รับรางวัลนักร้องดีเด่นบนเวทีสยามกลการ เวทีเดียวกันกับที่นักร้องระดับตำนานอย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เคยประกวดการได้รับรางวัลนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะนักร้องจากสยามกลการได้รับการการันตีถึงความสามารถในการร้องเพลง ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เธอต้องย้ายเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ พาร์ทนี้ทำให้รู้ว่าความรักในสิ่งที่ทำเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แม้ไม่รู้ว่าตนเองร้องเพลงดีหรือไม่ แต่ความชอบที่แท้จริงก็ผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จตั๊ก ลีลา ชื่อที่ฟ้าลิขิตและปรากฏการณ์ขายดีช่วงพฤษภาทมิฬชีวิตในฐานะนักร้องกลางคืนนำพาให้เธอได้พบกับพี่แจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) ซึ่งกำลังมองหานักร้องที่จะมาเป็น "ลีลา 2" โดยชื่อ "ตั๊ก ลีลา" นั้น พี่แจ้เป็นผู้ตั้งให้โดยบังเอิญจากป้ายโฆษณากระเบื้อง "ลีลา"อัลบั้มแรกในชีวิตของเธอวางแผงในช่วงวิกฤตพฤษภาทมิฬ (ปี 2535) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว และไม่สามารถโปรโมทเพลงได้ เธอทำใจแล้วว่าความฝันในการเป็นนักร้องมีอัลบั้มอาจจะจบลง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเทปของเธอกลับขายได้เป็นล้านตลับในภาวะวิกฤตเช่นนั้น โดยเฉพาะเพลง "ฉันไม่ใช่นางเอก" ซึ่งไม่ได้เป็นเพลงโปรโมทและอยู่หน้า B แต่เนื้อเพลงกลับสอดคล้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี ทำให้เพลงนี้ดังขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาของเรา ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้แม้ในวิกฤตวิกฤตต้มยำกุ้ง สู่บทเรียน 'ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ' และการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เมื่อประสบความสำเร็จสูงสุด มีงานแน่นทุกวันจนถึงปีหน้า เธอใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยคิดว่ามีเงินรออยู่แล้ว จึงใช้จ่ายมือเติบด้วยการซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ และรูดบัตรเครดิตหลายใบ ทุกอย่างเป็นการผ่อนทั้งหมดแต่เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาถึง งานทั้งหมดก็หายไปในพริบตา ทำให้เธอมีแต่หนี้สิน เธอปฏิเสธที่จะขอความช่วยเหลือจากแม่ เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตนเองทำขึ้นมา จึงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง เธอตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง ทั้งรถ คอนโด (ยกให้ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ ฟรี ๆ เพื่อให้ไปผ่อนต่อ) และไปเช่าอพาร์ตเมนต์ถูก ๆ อยู่ เธอกลับไปร้องเพลงกลางคืนอีกครั้ง โดยรับค่าตัวเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า "เดี๋ยวฟ้าก็คงไม่เป็นอย่างนี้ตลอดหรอก" และสามารถผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ภายในเวลาเพียง 2-3 วันเธอเน้นย้ำว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยเฉพาะเมื่อเงินทองกำลังไหลมาเทมา สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และความรักในครอบครัวช่วยให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้ และเธอตั้งใจว่าจะไม่เป็นหนี้อีกต่อไป และจะซื้อทุกอย่างด้วยเงินสดสู้ชีวิตในวงการตลก น้ำหยดลงหิน 3 ปี และจุดเปลี่ยนที่ชื่อ 'พี่เป็ด'ความสามารถในการเอ็นเตอร์เทนที่ฝึกฝนมาจากการรับงานร้องเพลงหลากหลายรูปแบบ (รวมถึงการร้องให้แขกเพียงคนเดียว) ช่วยให้เธอสามารถก้าวเข้าสู่แวดวงตลก โดยมี พี่เป็ด เชิญยิ้ม เป็นผู้ที่มาชุบชีวิตเธออีกครั้งในรายการก่อนบ่ายคลายเคลียด เธอไม่ได้อาศัยเพียงพรสวรรค์ แต่ใช้ความทุ่มเทในการศึกษา โดยการเช่าวิดีโอตลกมานั่งดูทุกคณะ จดมุกไว้ในสมุด เพื่อนำมาปรับใช้ การเข้าสู่วงการตลกยังนำพาให้เธอได้พบกับสามี พี่นุ้ย (เชิญยิ้ม) ซึ่งใช้เวลาจีบเธอด้วยความมานะพยายามแบบ "น้ำหยดลงหิน" นานถึง 3 ปี พี่นุ้ยเป็นคนพูดเพราะ ใจดี ชอบช่วยเหลือคน โดยเขาใช้วิธีจ้างคนเขียนกลอนใส่กระดาษฟุลสแก๊ป แล้วนำมาแอบใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอทุกวันภาวะซึมเศร้าหลังคลอด กับคำสอน 'พ่อแม่รังแกฉัน' ปลดล็อกหัวใจหลังคลอดลูกชาย (น้องภู) เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างหนัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต เธอมีความหวาดระแวง กลัวเชื้อโรค ไม่ยอมให้ใครจับลูก เธอหวงลูกมากจนไม่ให้เท้าลูกแตะพื้น และทะเลาะกับสามีจนปามือถือพังไปหลายเครื่อง ภาวะนี้ทำให้เธอทำทุกอย่างให้ลูก (เช่น ซักผ้าด้วยมือแม้มีเครื่อง หรืออาบน้ำให้ลูกจนอายุเกือบ 10 ขวบ) เพราะความกลัวว่าจะดูแลลูกไม่ดี เธอไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร จนกระทั่ง ซู่โม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) สังเกตเห็น และเข้ามาเรียกคุยเพื่อเปิดใจ พี่กิ๊กได้พูดประโยคที่กระทบใจเธออย่างรุนแรงว่า "ตั๊ก มึงรู้เปล่า มึงกำลังเป็นพ่อแม่รังแกฉัน" คำพูดนี้ทำให้เธอรู้ตัวและยอมรับ และเมื่อเธอกลับไปปล่อยให้ลูกได้อาบน้ำด้วยตัวเอง เธอกลับไปยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องน้ำ เพราะได้ยินลูกร้องเพลงด้วยความสุขดังนั้นความรักที่มากเกินไปอาจกลายเป็นการรังแกโดยไม่รู้ตัว และการเปิดใจคุยกัน รวมถึงการหาความรู้ในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้. การให้เกียรติและเปิดอกคุยกับลูกเหมือนเพื่อนทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงและไว้ใจพ่อแม่ความสุขที่เรียบง่าย เมื่อ 'ต้าร์' เปลี่ยนชีวิตนักร้องให้กลายเป็นผู้ให้สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเธอให้เข้าสู่ "สโลว์ไลฟ์" คือน้องหมาชื่อ "ต้าร์" เธอตระหนักว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่เธอวิ่งงานหนัก เธอไม่เคยให้เวลากับสุนัขเลย มีเพียงห้องแอร์และอาหาร แต่ไม่ได้ให้ความรักที่พวกเขาสัมผัสได้ ความรู้สึกผิดนี้ทำให้เธอรับงานน้อยลง เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป เธอรักน้องหมาแบบผิดวิธี (ให้กินอาหารคน) จนหมาป่วยเป็นเบาหวานและต้องฉีดอินซูลินปัจจุบันเธอจัดห้องนอนใหม่เพื่อให้สุนัขอยู่สบาย ขณะที่สามีไปนอนห้องรับแขก เธอค้นพบว่าความรักที่สุนัขมีให้เป็นสิ่งที่โคตรมีค่า ความสุขที่แท้จริงในตอนนี้คือการใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย เธอยังเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้ให้" โดยการทุ่มเทช่วยเหลือน้องหมาน้องแมวจรจัด เช่น การสร้างเพิงที่อยู่ให้สุนัขชื่อเสียงเงินทองไม่จีรัง ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุหรือความใหญ่โต แต่คือความพอเพียงและความรักที่เรามอบให้ ชีวิตควรเป็นไปตามหลักการ "ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ"ดูรายการย้อนหลัง

รับแรงบันดาลใจจาก “มอส มัดจุก” จากคนเบื้องหลัง สู่ผู้กำกับคอนเทนต์เงินล้าน ที่ขอทิ้งฝันสักพักเพื่อค้นหาความสุข

18 ธ.ค. 2025

รับแรงบันดาลใจจาก “มอส มัดจุก” จากคนเบื้องหลัง สู่ผู้กำกับคอนเทนต์เงินล้าน ที่ขอทิ้งฝันสักพักเพื่อค้นหาความสุข

“ชีวิตเรามีขาขึ้น ก็ต้องมีขาลง ในวันที่ชีวิตต้องเจอกับขาลง เราต้องพร้อมรับมือกับมัน และต้องไม่หยุดขยัน อะไรที่ง่ายและสบายมันไม่รวยหรอก มันต้องแลกมาจากความเหนื่อย ความขยัน ความสม่ำเสมอ และที่สำคัญคืออย่าลืมรากเหง้าของตัวเอง”ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจอ้อย” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “มอส มัดจุก” ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ชื่อดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนเทนต์"เด็กฝึกงาน"ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว พร้อมแชร์เรื่องราวเส้นทางอาชีพ ตั้งแต่ความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นสถาปนิกและผู้กำกับก่อนจะเข้าสู่วงการเบื้องหลังละครที่ช่อง 3 และตัดสินใจลาออกจากงานประจำหลายครั้งเพื่อมาทำคอนเทนต์บน YouTube อย่างเต็มตัว คลอบคลุมไปถึงเรื่องราวส่วนตัว เช่น การเติบโตในจังหวัดลำปาง ความรู้สึกเขินอายในการแสดงความรักกับครอบครัว และความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันในการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับบ้านเกิดให้สำเร็จ พร้อมทั้งให้แง่คิดเรื่องความขยันและการซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเองแก่ผู้ชมอีกด้วยความฝันที่ถูกบ่มเพาะ จากสถาปนิกตัวน้อย สู่ผู้กำกับละครในฝันมอส มัดจุก มีชื่อจริง และชื่อเล่นตรงกับนักร้องชื่อดัง คือ มอส ปฏิภาณ เนื่องจากคุณแม่ชื่นชอบดาราคนนี้ ส่วนชื่อ "มัดจุก" มาจากการที่เขาชอบมัดผมจุกในอดีตความฝันแรกเริ่มของเขาคือการเป็นสถาปนิก โดยเขาเคยนำกระดาษ A4 มาวาดรูปบ้าน ทำห้องต่าง ๆ และถ่ายเอกสารให้เพื่อนระบายสี หลังจากนั้น ความสนใจก็เปลี่ยนมาเป็นวงการละครอย่างแรงกล้า เขาติดละคร ดูละครช่อง 3 เป็นหลักจนรู้รายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดเกี่ยวกับนักแสดงและผู้กำกับ เขาฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ที่จริงแล้วอยากเป็นผู้กำกับมากกว่า เขามักเขียนบทละครเอง ดึงเพื่อนมาเล่น และเป็นตัวตั้งตัวตีในการทำละครโรงเรียน เช่น เรื่อง นางสิบสอง หรือ ปลาบู่ทอง เขาถึงขั้นเคยขอฝึกงานที่อาคารมาลีนนท์ ช่อง 3 เลยทีเดียวซึ่งการเข้าถึงและเข้าใจรายละเอียดของสิ่งที่รักอย่างถ่องแท้ จะช่วยบ่มเพาะให้เราสามารถนำความฝันมาสู่ความเป็นจริงได้ในอนาคตเส้นทางเบื้องหลังที่ไม่ตรงสาย จากผู้ช่วยบัญชี สู่การไล่ล่าความฝันแม้ว่าความฝันจะเป็นผู้กำกับ แต่การเรียนของเขาไม่ได้ง่าย มอสเลือกเรียนคณะสื่อสารมวลชนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะคิดว่าการยื่น Admission เข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจจะยากเกินไปสำหรับเขาเมื่อได้เรียนในแขนงวิชาสื่อสารการแสดง มอสตัดสินใจไปฝึกงานที่ค่ายละครช่อง 3 ทันที ตำแหน่งแรกที่เขาได้ทำคืองานผู้ช่วยบัญชีในกองถ่ายละครเรื่อง ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ซึ่งต้องจัดการเอกสารภาษี และงานสวัสดิการต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ได้ขยับไปช่วยงานคอสตูม ด้วยความขยัน และความตั้งใจ หลังเรียนจบ มอสถูกเรียกกลับไปทำงาน และได้รับโอกาสที่สำคัญคือการขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เขาได้รับโอกาสนี้เพราะชอบช่วยผู้กำกับ (พี่ชุ) ตรวจบท ดูความกระชับของเนื้อหาอย่างไรก็ตาม หน้าที่สำคัญอย่างการดูแลความต่อเนื่อง (Continuity) ทำให้เขามีความเครียดสูงมาก เช่น การที่นางเอกเจ็บขาผิดข้างในฉากต่าง ๆ ความผิดพลาดสะสมนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองพลาดมาก และส่งผลให้เขาดูหนังไม่สนุกอีกต่อไป ถึงแม้จะต้องเริ่มจากตำแหน่งที่ไม่ตรงสาย แต่การแสดงออกถึงความมุ่งมั่น และความสามารถ จะทำให้เราได้รับโอกาสที่ต้องการได้จุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อสุขภาพใจสำคัญกว่าความมั่นคงด้วยความเครียดสะสมในการทำกองละคร มอสตัดสินใจลาออกทั้งที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับนั้นใกล้กับความฝันที่อยากเป็นมาก เขาเลือกเดินออกจากงานที่ "ใกล้ความฝันจะตาย" เพราะรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตใจเริ่มไม่ไหวเขาเปลี่ยนไปทำงานทำรายการโทรทัศน์ (เผือกร้อนตอนบ่าย) แทน ซึ่งเขารู้สึกสนุก และมีความสุขมากกว่า จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นโปรดิวเซอร์ แต่หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้งเมื่อเนื้องานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ได้รับค่าตอบแทนเท่าเดิม ในช่วงที่บริษัทยังถูกลดเงินเดือน 20% เนื่องจากโควิด มอสจึงตัดสินใจเบนเข็มเข้าสู่โลก YouTube เต็มตัว โดยเริ่มจากการเป็น Creative ประจำช่อง YouTube แห่งหนึ่งดังนั้นหากงานประจำทำให้จิตใจไม่เป็นสุข การตัดสินใจเดินออกจากจุดนั้นด้วยสติ เพื่อไปค้นหางานที่ฮีลใจ และทำให้มีความสุขคือสิ่งสำคัญ แต่ต้องกล้าที่จะสู้ 100% เมื่อตัดสินใจออกแล้ว ต้องลุยสร้างงานต่อทันทีความสำเร็จจากคอนเทนต์ "น้องฝึกงาน" และความฝันที่รอวันเป็นจริงจุดเริ่มต้นของคอนเทนต์ไวรัล "น้องฝึกงาน" มาจากการที่มอสเล่น TikTok มาตั้งแต่เริ่มเข้าไทย และเกิดจากการที่น้อง ๆ ฝึกงานที่บริษัทมีจำนวนมาก แล้วมอสก็เริ่มเล่นละครสด ๆ พูดบทเล่น ๆ กับน้อง ๆ จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่ตลกและน่าสนใจ คลิปที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้มีลูกค้าติดต่อเข้ามาคือ EP4 "ลาป่วย" ที่ทะลุล้านวิวอย่างรวดเร็วมอสประสบความสำเร็จในการเป็นฟรีแลนซ์ ด้วยหลักการทำงานที่สำคัญคือ1. ทำในสิ่งที่รัก ต้องทำเพราะเราชอบทำมัน ไม่ใช่ทำเพื่อเอาใจคนดูอย่างเดียว2. ขยันและสม่ำเสมอ เขาลงคลิป 2-4 คลิปต่อวัน เพื่อให้ฟีดของเขาไม่หายไป และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าและผู้ชมเห็นงานบ่อยขึ้น3. ความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ท้อได้แต่อย่าท้อนาน หากรู้สึกเหนื่อย ให้หาสิ่งที่ทำให้มีความสุขทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง กินอาหารอร่อย แต่ต้องรีบกลับมาก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว4. อย่าลืมรากเหง้า เขาให้คำแนะนำเด็ก Gen Z ว่าต้องเหนื่อย ต้องแลกมาด้วยความขยัน และไม่ควรลืมว่าตัวเองมาจากไหนปัจจุบัน มอสเชื่อว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว จากการที่มีคนรักในคอนเทนต์ที่เขาทำ และเขายังคงมีความฝันในการเป็นผู้กำกับ คืออยากทำซีรีส์ดราม่าชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซีรีส์ภาคเหนือ ในแนวเดียวกับ Reply 1988 เขาอยากเล่าเรื่องราวของอำเภองาว จังหวัดลำปาง ให้กลายเป็นอำเภอที่มีคนรู้จัก นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของร้านอาหารเหนือ น้ำเงี้ยวฮีลใจ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ญาติๆ ในครอบครัวรอยสักดอกกะหล่ำปลีที่แขนของเขามีความหมายลึกซึ้ง โดยเป็นคำพูดที่พ่อของเขาพูดขณะเมาว่า "ขี้เหล้าคนนี้ ถึงแม้จะเป็นขี้เหล้า แต่ก็ทำสวนกะหล่ำจนส่งลูกเรียนจบ" ซึ่งสะท้อนถึงการเสียสละของครอบครัวในการส่งเขาเรียนต่อ“ความสำเร็จไม่ได้วัดที่ตำแหน่ง แต่คือการได้ทำสิ่งที่รักอย่างมีคุณภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น และจงจำไว้ว่า คนเก่งแพ้คนขยัน”เปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

ถอดรหัสชีวิต รับข้อคิดพลังใจ จาก “ฟรัง นรีกุล” หมอ นักแสดง สู่ผู้หญิงเก่งรอบด้าน ที่กล้าเลือกทางเดินใหม่เสมอ

12 ธ.ค. 2025

ถอดรหัสชีวิต รับข้อคิดพลังใจ จาก “ฟรัง นรีกุล” หมอ นักแสดง สู่ผู้หญิงเก่งรอบด้าน ที่กล้าเลือกทางเดินใหม่เสมอ

ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจพุฒ” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “ฟรัง นรีกุล” นักแสดงและแพทย์ที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจหลายด้าน โดยเธอเปิดเผยว่าการเริ่มต้นธุรกิจส่วนใหญ่มักมาจากความชอบส่วนตัว แม้ว่าบางครั้งอาจขาดการวางแผนด้านการเงินหรือการตลาดในช่วงแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และความอิสระในการทำงาน ด้านชีวิตส่วนตัว เธอเปิดเผยว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรักในขณะนี้ แต่เริ่มคิดถึงการมีลูกแล้ว และการที่เธอทำงานหลายอย่างนั้น ต้องอาศัยความอึดและการจัดสรรเวลาอย่างมาก โดยมีเป้าหมายคือการมีอิสรภาพทางการเงินและสามารถเลือกทำในสิ่งที่รักได้ เรื่องราวสีสันชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ได้ถูกแชร์เอาไว้แล้วในรายการ"ความถึก" คีย์สำคัญสู่บัลลังก์คุณหมอ และนักแสดงฟรังเริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุประมาณ 16-17 ปี และเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ Hormones แม้ว่าภาพลักษณ์ของเธอในสายตาผู้ชมจะดูเป็นนักเรียนมัธยมวัยใส แต่เบื้องหลังเธอต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก ในช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวสอบเข้าแพทย์ เธอต้องทำงานหนักและอ่านหนังสืออย่าง "ถึก" โดยเลิกกองถ่ายทำเวลา 22:00 น. แล้วอ่านหนังสือต่อจนถึง 02:00 น. และต้องออกกองต่อในเช้าวันถัดไปการอยู่ในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเอง (Confidence) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกว่า "เราทำได้" เมื่อต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ซึ่งการจะประสบความสำเร็จในสาขาที่ต้องการความทุ่มเทสูงอย่างแพทยศาสตร์ ต้องอาศัยความ "ถึก" และความพยายามอย่างมาก ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งจากการเรียนหมอ และเมื่อเลือกที่จะทำสองทางพร้อมกัน ฟรังตระหนักว่าไม่มีใครมาเห็นใจในความเหนื่อยยากของเธอ ดังนั้น เธอจึงต้อง "เอาไปให้สุด" ในสิ่งที่เลือกทั้งสองด้าน"ไม่เสียดาย 6 ปีเรียนหมอ" เมื่อแพชชั่นธุรกิจเรียกร้องปัจจุบัน ฟรังเรียนจบแพทย์ 6 ปีแล้ว แต่ขณะนี้เธอกำลังอินกับธุรกิจมากกว่า เธอเล่าว่าตนเองโตมาในครอบครัวพ่อค้า และลึก ๆ แล้วมีความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอะไรสักอย่างมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้ทิ้งอาชีพหมอโดยสิ้นเชิง แต่เธอมองว่าประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการแพทย์สามารถนำมาต่อยอดในด้านอื่น ๆ ได้จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอได้ใช้ทุนและเริ่มเจอโลกแห่งความจริงของการเป็นหมอ เช่น ต้องไปอยู่ต่างจังหวัด หรือรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมชีวิตส่วนตัว การพักผ่อน หรือการนอนให้เป็นเวลาได้ ทำให้เธอต้องกลับมาทบทวนกับตัวเองว่าสามารถอยู่กับวิถีชีวิตแบบนี้ไปได้ทั้งชีวิตหรือไม่ธุรกิจแรกที่ทำอย่างจริงจังคือ แบรนด์สูทสำหรับผู้หญิง ซึ่งเริ่มจากปัญหาและความชอบส่วนตัว เนื่องจากเธอไม่สามารถหาสูทผู้หญิงที่มีดีไซน์สวยถูกใจหรือสีที่ต้องการได้เหมือนสูทของผู้ชาย เธอจึงตัดสินใจลงมือทำธุรกิจนี้เพื่อเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เก่งและทำงานได้เช่นเดียวกับผู้ชายในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปการเริ่มต้นธุรกิจที่ดีสามารถมาจาก "ปัญหา" หรือ "ความไม่สะดวก" ที่ตนเองเผชิญอยู่ แม้จะเปลี่ยนสายงาน แต่ทักษะและความรู้ที่สั่งสมมาไม่สูญเปล่า และสามารถนำมาปรับใช้หรือต่อยอดในธุรกิจใหม่ได้ และหากรู้สึกว่าเส้นทางที่เลือกยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างแท้จริง การ "explore ทางอื่น ๆ" เพื่อค้นหาสิ่งที่อินกว่าเป็นสิ่งที่ควรลองบทเรียนราคาแพง เมื่อแพชชั่นไม่เท่ากับกำไร และความสำคัญของการโฟกัสการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย ฟรังยอมรับว่าการทำธุรกิจนั้น "ยากกว่าเป็นหมออีก" ในช่วงเริ่มต้น เพราะเธอไม่มีความรู้และต้องจัดการทุกด้านเองทั้งหมด ตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน เช่น การคุยกับช่าง การจัดการภาษี และการเปิดบริษัทในช่วงแรกของแบรนด์สูท เธอหลงทางด้วยการรับตัดสูทผู้ชายเมื่อมีลูกค้าเข้ามา แต่สุดท้ายเธอตระหนักว่าต้องกลับมา "โฟกัส" ที่สูทผู้หญิงอย่างเดียว เพื่อให้แบรนด์มีภาพลักษณ์และจุดยืนที่ชัดเจนธุรกิจสมูทตี้ ที่เริ่มต้นจากความชอบอีกครั้ง กลับประสบปัญหาใหญ่คือ "มีรายได้แต่กำไรไม่ค่อยมี" เนื่องจากเธอไม่ได้เริ่มต้นจากการคำนวณความสามารถในการทำกำไร (Feasibility) หรือการทำงบประมาณ (Budgeting) เธอขยายครัวเพราะโปรตีนบอลขายดี แต่ขาดทุนทั้งหมดเพราะไม่ได้คิดเผื่อต้นทุนแฝง เช่น ค่า GP แพลตฟอร์ม และค่าส่งดังนั้นการเริ่มต้นธุรกิจควรมี "เงินสำรอง" ระดับหนึ่ง และไม่ควรไปกู้ยืมมาทำ เพราะจะช่วยลดความกดดัน ทำให้สามารถมองการเติบโตในระยะยาว (Long Term) ได้มากกว่าการเน้นยอดขายระยะสั้น ถึงแม้จะเริ่มจากความชอบได้ แต่ฟรังเรียนรู้ว่าต่อจากนี้ต้อง "ดูตลาดก่อน" และวิเคราะห์ความต้องการในตลาด (Needs Analysis) เพื่อให้ธุรกิจมีความต้องการของคนหมู่มากและเติบโตได้ง่ายขึ้นอิสรภาพคือ Key Value และการรับมือความเครียดแบบ "ช่างมัน"ปัจจุบัน ฟรังเป็นนักแสดงอิสระ ซึ่งทำให้เธอต้องจัดการงานทั้งหมดด้วยตัวเอง การเป็นนักแสดงอิสระนี้เองที่ช่วยให้เธอเข้าใจ "ภาพรวมทั้งหมด" ของการทำธุรกิจ ตั้งแต่การติดต่อลูกค้า การกำหนดเรทการ์ด รวมถึงการรู้ "มูลค่า" ของตัวเองในตลาดฟรังให้ความสำคัญกับ "อิสรภาพ" (Key Value) และตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ในเร็ววัน โดยนิยามคำว่าเกษียณของเธอคือ การที่เราสามารถ "เลือกทำสิ่งที่ชอบได้ อยากทำก็ทำ ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ"เมื่อเกิดเรื่องผิดพลาดหรือได้รับคอมเมนต์ที่ไม่ดี เช่น ในช่วงทำธุรกิจ เธอจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้ลูกค้าพึงพอใจก่อน ส่วนการจัดการความเครียดส่วนตัว เธอเป็นคนไม่เครียดง่าย และใช้กลยุทธ์ "ช่างมัน" หรือตัดสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ออกไปได้อย่างรวดเร็วแม้ชีวิตจะทุ่มเทให้กับการทำงานเกือบทุกอย่าง แต่เธอยังคงพยายามรักษาสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และการนอนหลับให้ได้ 6-7 ชั่วโมงต่อวันเธอเชื่อว่าเด็ก Gen Z มีศักยภาพสูงและเก่ง แต่พวกเขาไม่ชอบการถูกบังคับ ดังนั้น ในองค์กรของเธอจึงให้ความอิสระและพยายามหาที่ที่เหมาะสมกับคนเหล่านั้น ในอนาคต ฟรังอยากเล่นบทที่มี "ปม" หรือบทที่ท้าทายที่ชีวิตจริงไม่มีโอกาสได้ทำ และมีเป้าหมายส่วนตัวคือการมีลูก 2-3 คนก่อนอายุ 35 ปี โดยสเปกคู่ชีวิตที่ต้องการคือคนที่มีแพชชั่น เก่ง (เช่น ด้านการเงินหรือไอที) และสามารถเป็นคนที่เรานับถือได้ฟรัง นรีกุล ย้ำว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องมีชีวิตเหมือนเธอ เพราะความสุขและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขในปัจจุบัน และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ ควรคำนวณความเสี่ยง เตรียมเงินเก็บให้พร้อม และหากมีโอกาสเข้ามาในชีวิตก็ควร "คว้าไปเหอะ" เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะนำพาอะไรที่ดีเข้ามาบ้าง ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และทุกประสบการณ์จะเชื่อมโยงกันในที่สุดเปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับ Iconic และสองดีเจสุดเท่ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

เรียนรู้ Shortcut ของ “คุณโซอี้” จากเภสัชกรหญิง สู่ 'นางฟ้าการตลาดดิจิทัล' และชีวิตที่ไม่ยอมเป็นค่าเฉลี่ย

04 ธ.ค. 2025

เรียนรู้ Shortcut ของ “คุณโซอี้” จากเภสัชกรหญิง สู่ 'นางฟ้าการตลาดดิจิทัล' และชีวิตที่ไม่ยอมเป็นค่าเฉลี่ย

โซอี้จะพูดเสมอว่า “เราไม่เป็นค่าเฉลี่ย เราต้องเป็น TOP 5 ในสายอาชีพที่เราทำ เพราะค่าเฉลี่ยมักไม่มีคนจำ และถ้าหากเราทำเหมือนคนอื่น เราก็คือค่าเฉลี่ย ดังนั้นถ้าคุณอยากเป็น TOP 5 คุณต้องทำให้แตกต่าง และในวันนี้ในการทำธุรกิจออนไลน์ใครก็สามารถเริ่มต้นได้ เพราะธุรกิจนี้ “คนน้อย - ทุนน้อย - เวลาน้อย”ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “คุณโซอี้” หรือ เภสัชกรหญิง โสภา พิมพ์สิริพาณิชย์ เป็นผู้หญิงเก่งที่สวมหมวกหลายใบมาก ทั้งเป็นเภสัชกร, สถาปนิก, นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, และนักธุรกิจที่สร้างแบรนด์ เธอเป็นผู้ที่โด่งดังในฐานะที่ปรึกษาด้านดิจิทัล, อาจารย์, และผู้บุกเบิกด้านการตลาด ซึ่งได้รับสมญานามว่า "นางฟ้าการตลาดดิจิทัล" และชื่อเพจคือ "โซอี้ Digital Shortcut" นี่คือเส้นทางชีวิต พร้อมข้อคิดสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จบนโลกธุรกิจและดิจิทัลจุดเปลี่ยนชีวิต! เมื่อ Top Sales เภสัชกรหญิง 'เดินไม่ได้'คุณโซอี้มีพื้นฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง โดยจบปริญญาตรีเภสัชศาสตร์และปริญญาโทสถาปัตยกรรม หลังจบเภสัชฯ เธอทำงานเป็นผู้แทนยามา 4 ปี โดยอยู่บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า 2 ปี และไฟเซอร์ 2 ปี ตลอด 4 ปีนี้ เธอเป็น Top Sales มาโดยตลอด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานแต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเธอตื่นมาแล้วเดินไม่ได้ หลังการตรวจพบซีสต์ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น (8 ซม.) เกาะอยู่ที่รังไข่ เหตุการณ์นี้ทำให้เธอเริ่มย้อนคิดถึงเป้าหมายในชีวิต และคิดว่าต้องการกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน (ร้านขายส่งโชห่วยขนาดยาที่ปากช่อง) เพื่อให้พ่อแม่มีชีวิตที่สุขสบายความมุ่งมั่นทำอะไรทำจริงเป็นคุณสมบัติสำคัญในการทำงาน แต่การเผชิญหน้ากับวิกฤตสุขภาพอาจเป็น "จุดเปลี่ยนชีวิต" ที่ทำให้เรากลับมาทบทวนความต้องการที่แท้จริงและเป้าหมายในการดูแลครอบครัวเรียนถูกอย่างเดียว ไม่ต้องเรียนผิด สูตรสำเร็จธุรกิจอสังหาฯหลังผ่าตัดและซีสต์ไม่เป็นเนื้อร้าย คุณโซอี้ได้ตัดสินใจกลับบ้านและแจ้งความต้องการที่จะเปลี่ยนธุรกิจให้มีกำไรและสบายกว่าการขายส่งโชห่วย ป๊าของเธอจึงแนะนำให้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือไม่ก็เปิดร้านขายทอง เธอเลือกอสังหาริมทรัพย์เพราะการเปิดร้านทองมีความเสี่ยงเรื่องการปล้นคุณโซอี้ใช้คำพูดของป๊ามาตลอดชีวิตว่า "ถ้าอยากประสบความสำเร็จในเรื่องไหน ต้องเรียนรู้กับคนที่เขาประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น ๆ" ซึ่งหมายความว่าให้ "เรียนถูกอย่างเดียว ไม่ต้องเรียนผิด" เพราะคนอื่นลองผิดมาให้ดูเยอะแล้ว ป๊าจึงส่งเธอไปเรียนรู้กับเพื่อนที่ทำอพาร์ตเมนต์ถึง 50 ตึก เธอเรียนรู้ตั้งแต่การดูทำเล, คุมคนงานก่อสร้าง, จนถึงการบริหารหอพัก และสามารถสร้างหอพัก 2 ตึกสำเร็จตอนอายุเพียง 26 ปี โดยเปลี่ยนธุรกิจที่บ้านที่ปากช่องมาให้โลตัสเช่าแทนการเลือกที่จะ "เรียนถูกอย่างเดียว" จากผู้ที่ประสบความสำเร็จจริง เป็น "Digital Shortcut" ในการเริ่มธุรกิจ ทำให้ประหยัดเวลาและทรัพยากรแอบทำ 1 ชั่วโมงต่อวัน สร้างแบรนด์ผ้าพันคอ 100 ล้านหลังจากแต่งงาน คุณโซอี้เข้าสู่ธุรกิจกงสีขนาดใหญ่ของสามี (ธุรกิจเหล็กและอสังหาฯ) แต่เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีที่ให้แสดงผลงาน เนื่องจากคนอื่น ๆ อยู่มานาน 30 กว่าปี และกำเก้าอี้ไว้แน่นในช่วง 14-15 ปีที่แล้ว (ยุคที่ Facebook เริ่มต้น) ธุรกิจออนไลน์กำลังมา เธอจึงเริ่ม "แอบขายของออนไลน์" โดยเริ่มจากการเป็นผู้ซื้อเพื่อทำความเข้าใจความกลัวและความไม่มั่นใจของลูกค้าในการโอนเงินซื้อของ เธอเริ่มต้นด้วย การลงทุน 0 บาท โดยรับเสื้อผ้าจากไต้หวันมาแบบพรีออเดอร์ จนมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือนเมื่อตลาดเสื้อผ้าเริ่มตัน (Red Ocean) และไม่สามารถเพิ่มราคาได้ เธอตัดสินใจสร้างแบรนด์ผ้าพันคอ Zoe Scarf ของตัวเอง โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท แบรนด์ของเธอประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วหนังสือเล่มแรกของเธอที่ชื่อว่า "แอบทำ 1 ชั่วโมงต่อวัน ฝันเปลี่ยน" ก็มาจากประสบการณ์จริงที่เธอต้องแอบขายผ้าพันคอวันละ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอยังเคยประสบปัญหาครั้งใหญ่เมื่อผ้าพันคอล็อตแรก 200 ผืน มีขอบเบี้ยวเนื่องจากการใช้ผ้าซิลค์ซาติน แต่เธอแก้ปัญหานี้โดยการเข้าไปที่โรงงานและไปอยู่หน้าเครื่องกับช่างเอง เพื่อหาวิธีทำให้ผ้าเป็นบล็อกตรง ๆความสำเร็จบนโลกออนไลน์ต้อง "ทำทั้ง ๆ ที่กลัว" และเมื่อเราสร้างแบรนด์แล้ว แบรนด์นั้นคือลูกของเรา เราต้องมี Passion และลุยเต็มที่เพื่อดูแลมันทะยานสู่ที่ 1 นางฟ้าการตลาดดิจิทัล และ TikTok Expertด้วยความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ผ้าพันคอ 100 ล้าน คุณโซอี้ได้รับเชิญไปบรรยายให้ภาคส่วนต่าง ๆ จนกลายเป็นโค้ช และเป็นผู้ก่อตั้งหลักสูตรการตลาดดิจิทัลที่คณะบริหารธุรกิจ ม.หอการค้าหลักการสำคัญที่เธอมุ่งเน้นคือ หากจะเข้าสู่ตลาดไหน "เราจะต้องกระโดดเข้าไปเป็นที่ 1 เลย" เพราะที่ 1 มีคู่แข่งแค่คนเดียว คือคนที่เป็นที่ 1 ในตอนนั้น หากเราเป็นที่ 100 เรากำลังแข่งกับคนอีกเป็นร้อยเป็นพันความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลของเธอนำมาซึ่งตำแหน่งสำคัญในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดังนี้1. Line Certified Coach เป็นคนแรกของประเทศไทย และเป็นคนเดียวที่ได้รับรางวัลจากบริษัท Line ต่อเนื่อง 9 ปี2. TikTok Expert และ Brand Ambassador TikTok3. Shopee Guru เป็นเพียง 3 ท่านในประเทศไทย4. Lazada Expert เป็นคนแรกของประเทศไทยเธอเน้นย้ำว่า การจะเป็นที่ 1 คือการเปรียบเทียบข้อดีของคู่แข่งเบอร์ 1 มี 10 อย่าง แล้วเราต้องทำได้ 13 อย่าง และปิดจุดอ่อนของพวกเขาได้การเป็น "เบอร์ 1" หรือ "ท็อป 5 ในสายอาชีพ" ที่เราทำคือสิ่งสำคัญ เพราะการเป็นค่าเฉลี่ยจะไม่มีใครจดจำ และความสำเร็จบนโลกออนไลน์คือความมุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะยังไม่ "เอาจริง"ทักษะแห่งโลกอนาคต และการรับมือ AIคุณโซอี้มองว่า SME ไทยมีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนประเทศ และทุกคนสามารถทำธุรกิจออนไลน์ได้ด้วยสูตร "คนน้อย เงินน้อย เวลา น้อย" ที่เธอเริ่มต้นจากการทำแบรนด์ผ้าพันคอด้วยตัวเองคนเดียว ใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง และทุน 30,000 บาทหลักการสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล ได้แก่การเอาจริง ไม่ใช่แค่ลงคลิปทุกวัน แต่ต้องดูสถิติและ ปรับแก้ อย่างต่อเนื่อง (ไม่เริ่มต้นแบบมั่ว ๆ)การเข้าใจ Audience เราต้องพูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ทำในสิ่งที่เขาอยากเห็น และเขียนในสิ่งที่เขาอยากอ่าน ในเวลาที่เขาต้องการ นี่คือหลักการของ "คาถานะหน้าทอง"การหาเพชรในตัว ทุกคนมีศักยภาพ (เพชร) ในตัวเอง แค่ต้องหาให้เจอแล้วหยิบมันออกมาเจียระไน เพื่อสร้างความชัดเจนในช่องทางของเราในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท ทักษะสำคัญที่มนุษย์ต้องมีคือ ทักษะการถามคำถาม และ ทักษะการตรวจสอบคำตอบ คุณโซอี้อ้างถึงแนวคิดของ Harvard Business Review (ปี 2023) ที่ระบุว่า "AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่คนที่ไม่ใช้ AI จะถูกแทนที่ด้วยคน ที่ใช้ AI"อนาคตโลกจะถูกแบ่งเป็น 2 ชนชั้นวรรณะ คือ กลุ่มคนที่ทันเทคโนโลยี กับ กลุ่มคนที่ไม่ทันเทคโนโลยี ดังนั้น มนุษย์ต้องทันเทรนด์ นำ และควบคุม AI ให้ได้เราต้องปรับตัวและไม่หยุดนิ่ง การรู้จักใช้ AI และการเรียนรู้ตลอดเวลาคือสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่รอดและประสบความสำเร็จในอนาคต เหมือนกับนักธุรกิจที่เก่งต้องพยายามเป็น "หัวแถว" เพื่อคว้าเงินที่ลอยอยู่ในอากาศเปิดรับแรงบันดาลใจได้ใน Club Inspired Day คลับที่เต็มไปด้วยข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับ Iconic และสองดีเจสุดเท่ “ดีเจเป้” และ “ดีเจแคน” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

album
greenwave
-

-