Club Inspired Day Recap

Club Inspired Day Recap

เปิดคัมภีร์ชีวิตตัวแม่ ฉบับ “ฮาย อาภาพร” ทำจริง ตั้งใจ และอย่าให้เสียงลบมาทำลายความฝัน

18 มิ.ย. 2026

เปิดคัมภีร์ชีวิตตัวแม่ ฉบับ “ฮาย อาภาพร” ทำจริง ตั้งใจ และอย่าให้เสียงลบมาทำลายความฝัน

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “ฮาย อาภาพร นครสวรรค์” ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่ช่วงที่เผชิญกับอาการป่วยโรคไทรอยด์ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและอารมณ์ จนถึงการปรับตัวและวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เธอยังเล่าถึงความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อจนจบปริญญาโทแม้จะมีชื่อเสียงแล้ว พร้อมเปิดเผยความเชื่อส่วนตัวเรื่องการทำบุญและการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นข่าวดังในสื่อบ่อยครั้ง เธอเน้นย้ำถึงเหตุผลที่เลือกครองตัวเป็นโสดโดยมองว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการพึ่งพาตนเองและการทำสิ่งที่รัก ท้ายที่สุดเธอได้ให้แง่คิดในการทำงานด้วยการให้เกียรติและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่กำลังท้อแท้ลุกขึ้นมาสู้ชีวิตต่อไปจากบ้านที่ไร้แสงไฟ ชีวิตที่เริ่มต้นจากศูนย์ (และติดลบ)ชีวิตวัยเด็กของ "จันทร์เพ็ญ" (ชื่อจริงของเธอ) เริ่มต้นที่จังหวัดนครสวรรค์ในพื้นที่ที่ยังไม่เจริญ เป็นบ้านป่าที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ ครอบครัวของเธอจนถึงขนาดที่ไม่มีข้าวจะกิน จนแม่ต้องไปขุดกลอยในป่ามาให้ลูก ๆ กินแทนข้าว ส่วนพ่อก็ต้องออกไปล่าสัตว์ป่าอย่างเต่า เม่น หรือกระต่ายมาเป็นอาหาร ในคืนที่มืดมิด เธอต้องอยู่กับแสงจาก "ขี้ใต้" ที่มีกลิ่นเหม็น ซึ่งความมืดมนในวันนั้นได้กลายเป็น "ปม" ที่ทำให้เธอหลงใหลในแสงสว่างจนกลายเป็นคน "บ้าแชนเดอเลียร์" ในปัจจุบัน"กางเกงในตัวเดียว" และบทเรียนเรื่องความอดทนหนึ่งในเรื่องราวที่บีบหัวใจที่สุดคือ เธอเพิ่งจะมีกางเกงในใส่ตอน ป.4 ก่อนหน้านั้นเธอต้องใส่กระโปรงไปเรียนโดยไม่มีกางเกงใน จนวันหนึ่งเกิดพายุพัดกระโปรงเปิดทำให้ถูกเพื่อนล้อและกลั่นแกล้งทั้งวันจนเธอไม่อยากไปโรงเรียน เมื่อเธอกลับไปร้องไห้บอกแม่ แม่จึงเจียดเงินไปซื้อกางเกงในให้เพียงตัวเดียว ซึ่งเธอก็ใช้มันเป็นเครื่องมือตอกหน้าคนที่เคยแกล้งด้วยการท้าตีลังกาโชว์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความลำบากในวัยเด็กคือโรงเรียนชั้นดีที่สร้างความแกร่งให้เธอวิทยุทรานซิสเตอร์ หน้าต่างบานแรกสู่ความฝันแม้จะอยู่ในป่าลึกแต่เธอก็มีความฝัน จากตอนแรกที่อยากเป็นครู แต่เมื่อได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ เธอก็เปลี่ยนใจอยากเป็นนักร้องทันที เธอเป็นคนมีความจำแม่นยำ ฟังเพลงเพียง 2 รอบก็ร้องตามได้ และมักจะตะโกนร้องเพลงไปซักผ้าไปในช่วงเย็นก่อนที่แสงจะหมด เธอเชื่อมั่นว่า "ทางเดียวที่จะออกจากที่นี่ได้คือต้องไปประกวดร้องเพลง"เดิมพันด้วยการ "หนี" การต่อสู้เพื่อโอกาสที่ไม่มีใครหยิบยื่นในวัย 15 ปี เธอตัดสินใจหนีพ่อมาประกวดร้องเพลง เพราะพ่อไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงออกจากบ้านไปไหนไกล เธอแอบเก็บเงินจากการไปเก็บเศษข้าวที่ตกตามนามาขายได้ 100 กว่าบาท เพื่อใช้เป็นค่าเดินทางไปทำตามฝัน การประกวดครั้งนั้นเธอได้ที่ 2 และได้ของรางวัลเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์พร้อมเงิน 100 บาท ซึ่งเมื่อกลับบ้านไป พ่อกลับภูมิใจจนวิ่งลงมาช่วยหิ้วของและไม่ตีเธออย่างที่กลัว9 ปีในเงามืด นักร้องคั่นเวลาที่ถูกตราหน้าว่า "ขายตัว"เส้นทางสู่ดวงดาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอใช้เวลาถึง 9 ปีในการเป็น "นักร้องคั่นเวลา" และหางเครื่อง ในช่วงที่เดินสาย เธอหารายได้เสริมด้วยการขายของหลังเวที เช่น น้ำและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนเก็บเงินได้เป็นหมื่นบาทและส่งกลับบ้าน 30,000 บาท แต่ความกตัญญูนี้กลับถูกชาวบ้านนินทาว่าเธอไปขายตัว จนพ่อเครียดถึงขั้นดื่มยาฆ่าหญ้าเพื่อหนีคำครหา (แต่ล้างท้องทัน) แม้จะเจ็บปวดแต่เธอก็ไม่ย่อท้อและสู้ต่อในฐานะนักร้องที่ยังไม่ดังเสียที"เลิกแล้วค่ะ" โอกาสสุดท้ายบนเส้นด้ายแห่งโชคชะตาหลังจากออกอัลบั้มมาหลายชุดแต่ไม่ปัง เจ้านายจึงยื่นคำขาดในอัลบั้มที่ 9 ว่า "ถ้าชุดนี้ไม่ดัง แยกทาง" เพลง "เลิกแล้วค่ะ" ถูกปล่อยออกมาและในช่วงแรกขายได้เพียง 30 ม้วนต่อวัน แต่โชคชะตาก็เปลี่ยนไปเมื่อวงการตลกนำเพลงนี้ไปล้อเลียนในคาเฟ่จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วประเทศ ส่งผลให้เธอกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ชั่วข้ามคืน มีงานสูงสุดถึงวันละ 9 งาน จนร่างกายล้มป่วยเป็นไทรอยด์เพราะพักผ่อนไม่พอ"ให้เกียรติตัวเองก่อน" ข้อคิดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนปัจจุบันอาภาพรไม่ได้เป็นเพียงนักร้อง แต่เธอยังพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดด้วยการเรียนจนจบปริญญาโท และวางแผนเกษียณไว้อย่างเป็นระบบ ข้อคิดสำคัญที่เธอฝากไว้คือ "จงให้เกียรติตัวเองก่อน" อย่าให้เสียงลบ ๆ ของคนรอบข้างมามีอิทธิพลต่อความรู้สึก และจงเชื่อมั่นว่า "ถ้าคนอื่นทำได้ บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้" ความสำเร็จของเธอไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากความตั้งใจจริงที่ว่า "ถ้าทำต้องทำจริงๆ ถ้าไม่ดีไม่เอา"ชีวิตของ ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เริ่มจากเด็กหญิง "จันทร์เพ็ญ" ผู้เติบโตท่ามกลางพงไพรที่มืดมิดและขัดสนถึงขีดสุดในจังหวัดนครสวรรค์ ที่ซึ่งแสงสว่างเดียวมาจาก "ขี้ใต้" และความฝันถูกจุดประกายผ่านเสียงเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ฮาย อาภาพร ได้นำพาหัวใจที่แกร่งดั่งเหล็กกล้าฝ่าฟันบททดสอบแห่งความลำบาก ทั้งการหนีออกจากบ้านมาประกวดร้องเพลงด้วยเงินเก็บเพียงน้อยนิด และการอดทนรอคอยโอกาสในเงามืดนานถึง 9 ปี ในฐานะนักร้องคั่นเวลาที่ถูกตราหน้าและดูแคลนจนกระทั่งโชคชะตาเปิดทางให้เธอแจ้งเกิดอย่างสง่างามเป็นซุปเปอร์สตาร์ค้างฟ้าจากเพลง "เลิกแล้วค่ะ" พลิกชีวิตจากปมด้อยเรื่องความจนและการขาดโอกาสสู่การเป็นไอคอนิกผู้ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะเติมเต็มความรู้ด้วยการศึกษาและวางแผนชีวิตอย่างมีสติ วันนี้เธอคือแบบอย่างของความเพียรที่พิสูจน์ให้เห็นว่า หากเราให้เกียรติตัวเองและตั้งใจจริง แสงสว่างที่เคยโหยหาในวัยเยาว์จะกลายเป็นความรุ่งโรจน์ที่ส่องประกายดั่งแชนเดอเลียร์ในใจที่ไม่มีวันดับสูญดูรายการย้อนหลัง

อาสาพาหัวใจกลับบ้าน บทเรียนจาก “ว่านไฉ อาสาพาไปหลง” จากห้องอัดสู่โลกกว้าง และการเดินทางกลับสู่หัวใจตัวเอง

11 มิ.ย. 2026

อาสาพาหัวใจกลับบ้าน บทเรียนจาก “ว่านไฉ อาสาพาไปหลง” จากห้องอัดสู่โลกกว้าง และการเดินทางกลับสู่หัวใจตัวเอง

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “อคิร วงษ์เซ็ง” หรือ “ว่านไฉ อาสาพาไปหลง” ที่มาแบ่งปันประสบการณ์การทำงานในฐานะนักเดินทาง และผู้ผลิตรายการตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี เขาได้เปิดเผยช่วงวิกฤตของชีวิตที่เผชิญกับอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจนเดินไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรงเนื่องจากความเครียดสะสมและการแบกรับภาระในฐานะเสาหลักของครอบครัวมาโดยตลอด การเข้ารับการบำบัดทางจิตและการเดินทางไปพักใจเพียงลำพังที่ซัปโปโรทำให้เขาเกิดการตกผลึกทางความคิดจนเข้าใจถึงความสำคัญของการใจดีกับตัวเองและการอนุญาตให้ตนเองอ่อนแอได้ เรื่องราวเหล่านี้นำไปสู่การหวนคืนสู่วงการเพลงอีกครั้งภายใต้แนวคิดTravel Popเพื่อถ่ายทอดความสุขผ่านเสียงดนตรีควบคู่ไปกับการเดินทางที่เขารัก โดยบทสรุปของการพูดคุยเน้นย้ำว่าความสุขที่แท้จริงขึ้นอยู่กับมุมมอง และการดูแลใส่ใจตนเองมากกว่าปัจจัยภายนอกใดๆเด็กตึกแถวผู้หลงรัก "เบื้องหลัง" จุดเริ่มต้นของความฝันที่ไม่ใช่ความดังว่านไฉเติบโตมาในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนย่านตึกแถวในกรุงเทพฯ แม่เป็นช่างตัดผมและพ่อขายของชำ แม้จะเข้าสู่วงการผ่านรายการ AF5 แต่ความฝันที่แท้จริงของเขาไม่ใช่การเป็นดาราหรือนักร้องชื่อดัง แต่คือการเป็น "นักแต่งเพลง" เขาหลงใหลการอ่านเครดิตชื่อคนแต่งเพลงหลังตลับเทปมาตั้งแต่เด็ก และตั้งเป้าว่าวันหนึ่งต้องมีชื่อตัวเองอยู่ตรงนั้นให้ได้ แม้ในรายการ AF เขาจะจบลงด้วยอันดับที่โหล่ แต่เขาก็ใช้พื้นที่นั้นเป็นใบเบิกทางเข้าสู่โลกดนตรีตามที่ตั้งใจความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเป็น "คนข้างหน้า" ที่โดดเด่นที่สุด การรู้ว่าตัวเองรักอะไรและกล้าเดินเข้าหาโอกาส คือจุดเริ่มต้นที่มั่นคงที่สุดของการทำตามฝันกรงขังของ "แพทเทิร์น" เมื่อความรักกลายเป็นงาน และรางวัลที่เหลือเพียงหลักพันในช่วงอายุ 20 ต้นๆ ว่านไฉได้ทำตามฝันในการเป็นโปรดิวเซอร์และแต่งเพลงกว่า 100 เพลง แต่เขากลับติดอยู่ในวงจรชีวิตนักดนตรีที่ต้องดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และนอนเช้าเพื่อรีดเค้นความคิดสร้างสรรค์ แม้จะทำงานหนักจนได้เงินเยอะแต่เขากลับไม่มีเงินเก็บเลย เพราะนำไปใช้กับการเดินทางเพื่อเยียวยาตัวเองจากความเครียด จนเมื่ออายุ 28 ปี เขากลับพบว่ามีเงินเก็บในบัญชีเพียงหลักพันบาทเท่านั้นการใช้ชีวิตตาม "สูตรสำเร็จ" หรือภาพจำของอาชีพอาจทำให้เราหลงทางได้ หากเรามัวแต่ใช้ "สมองแลกเงิน" โดยไม่รักษาสมดุลของกายและใจ วันหนึ่งเราอาจพบว่าความฝันที่เคยสวยงามกลับกลายเป็นสิ่งที่บีบคั้นเราเอง"กล้าที่จะบ้า" การพุ่งเป้าไปที่สิ่งเดียวเพื่อสร้าง Brandingจุดเปลี่ยนสำคัญคือการตัดสินใจลาออกจากทุกบทบาท ทั้งนักแต่งเพลง พิธีกร และนักพากย์ เพื่อมาทำรายการ "อาสาพาไปหลง" อย่างเต็มตัว เขาเชื่อว่าหากโฟกัสหลายอย่างพร้อมกันจะทำได้ไม่ดี จึงทุ่มเททุกอย่างให้กับคลิปแรกที่มัลดีฟส์จนกลายเป็นไวรัล 10 ล้านวิว เขายังให้แง่คิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกโซเชียลไม่ใช่แค่ยอดผู้ติดตาม แต่คือ Branding ที่แข็งแรง ซึ่งจะทำให้คนตามหาเราเจอไม่ว่าแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไปอย่างไรซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ต้องแลกมาด้วยความกล้าที่จะ "เลือก" และทุ่มเทโฟกัสไปที่สิ่งเดียวอย่างบ้าคลั่ง การมีตัวตนที่ชัดเจน (Branding) คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกับดักของความสำเร็จ เมื่อการเที่ยวไม่ใช่การพักผ่อนอีกต่อไปเมื่อรายการเติบโตขึ้น "การเดินทาง" ที่เขาเคยใช้หลบภัยกลับกลายเป็นงานหลัก เขาเคยพบว่าในหนึ่งปีเขาไม่ได้ไปเที่ยวเองแบบไม่ถ่ายงานเลยสักครั้ง จนเกิดอาการ Burnout และรู้สึกเหมือนติดอยู่ใน "กรงขังใหม่" เขาเริ่มกลัวการสูญเสียความเป็นมนุษย์ให้กับอัลกอริทึมและ AI ที่บีบให้คนต้องแข่งกันสร้างคอนเทนต์จนลืมมองตากับคนตรงหน้า จนสุดท้ายเขาต้องหัด "แยกฟังก์ชัน" ระหว่างความสุขจากการทำงานและความสุขจากการพักผ่อนให้เด็ดขาดทั้งนี้อย่าให้ความกลัวที่จะเสียพื้นที่ในโลกโซเชียลมาเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามชีวิตเราไว้ งานที่รักก็คืองาน เราจำเป็นต้องมีพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หายใจ" และสัมผัสความสุขที่แท้จริงโดยไม่ต้องผ่านเลนส์กล้องบ้างวันที่ร่างพังและบทเรียนจากหยดน้ำตา "Superman ก็อ่อนแอได้"เหตุการณ์ที่หนักที่สุดในชีวิตคือการเป็น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จนเดินไม่ได้นานถึง 3 เดือน เขาต้องนอนคว่ำร้องไห้เพียงลำพังด้วยความเจ็บปวดและความกลัวว่าชีวิตจะจบสิ้นเพราะไม่สามารถเป็น "เสาหลัก" ให้ครอบครัวและบริษัทได้ ที่ผ่านมาเขาพยายามเป็น Superman ที่เข้มแข็งและไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นเลย แต่ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความอ่อนแอของตัวเอง สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงและการดูแลร่างกายคือการลงทุนที่สำคัญที่สุด ที่สำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว การยอมรับว่าตัวเอง "ไม่ไหว" ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือความเป็นมนุษย์ปลดล็อกพันธนาการใจ "ไม่มีเรา เขาก็อยู่ได้"ในวันที่จิตใจแตกสลาย เขาได้พบข้อคิดเปลี่ยนชีวิตจากรุ่นพี่ (พี่โตน โซฟา) ที่บอกว่า "ว่าน... ไม่มีเรา เขาก็อยู่ได้" ประโยคสั้นๆ นี้ทำให้เขาเลิกมองว่าตัวเองสำคัญเกินเหตุจนต้องแบกทุกอย่างไว้ เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และเข้าใจว่าการมีน้ำตาเป็นฟังก์ชันธรรมชาติที่ช่วยเยียวยาใจ ไม่ใช่เครื่องหมายของความพ่ายแพ้ โดยการลดอัตตา (Ego) และยอมรับว่าโลกยังหมุนต่อได้แม้ไม่มีเรา จะช่วยปลดปล่อยเราจากความกดดันที่เกินตัว จงอนุญาตให้ตัวเองได้อ่อนแอและร้องไห้บ้าง เพื่อที่จะกลับมาเข้มแข็งได้อย่างแท้จริงกลับไปรับ "ตัวเอง" กลับบ้าน ถึงเวลาใจดีกับตัวเองให้พอว่านไฉตัดสินใจหนีไปซัปโปโร 15 วันเพื่อทบทวนชีวิต ที่นั่นเขาค้นพบว่าเขาใจดีกับทุกคน ยกเว้นตัวเอง เรื่องเล็กๆ อย่างการรู้วิธีผูกเชือกรองเท้าที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้มันหลุดบ่อยทำให้เขาร้องไห้ออกมา เพราะเขามองข้ามการดูแลตัวเองแม้เรื่องเล็กที่สุดมาตลอด เขานำความรู้สึกนี้มาแต่งเพลงที่ชื่อว่า "มันถึงเวลาที่ต้องใจดีกับตัวเองให้พอครับ" เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนหันมาให้อภัยตัวเองและหาความสุขง่ายๆ ในทุกวันความสุขไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการถามตัวเองว่า "วันนี้อยากกินอะไร" หรือ "อยากให้วันวันนี้เป็นแบบไหน" จงใจดีกับตัวเองให้เหมือนที่คุณใจดีกับคนอื่น และอย่าลืมเดินกลับไปรับ "ตัวตนที่หล่นหาย" ของคุณกลับบ้านชีวิตของว่านไฉ เปรียบเสมือน บทเพลงที่เคยบรรเลงอยู่ในห้องอัดอันคับแคบ ท่ามกลางควันไฟของความคาดหวังที่กัดเซาะตัวตนจนเกือบกลายเป็นกรงขังแห่งความสำเร็จที่แลกมาด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะออกเดินทางท่องโลกกว้างเพื่อสร้างลายเซ็นใหม่ให้ชีวิต แต่กลับพบว่า "การอาสาพาคนอื่นไปหลง" บางครั้งกลับทำให้เขาหลงลืมความสุขของตัวเองในฐานะเสาหลักที่แบกรับภาระและหน้าที่จนร่างกายและจิตใจแหลกสลาย จนกระทั่งความเจ็บปวดในวันที่เดินไม่ได้ได้กลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่สอนให้เขาวางเกราะเหล็กของซูเปอร์แมนลง และตระหนักว่า ทริปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การไปให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่คือการเดินทางกลับไป "รับตัวเองกลับบ้าน" เพื่อเรียนรู้ที่จะใจดีกับหัวใจตัวเองให้พอ พร้อมที่จะบรรเลงท่วงทำนองบทใหม่ที่ผสมผสานระหว่างการเดินทางและเสียงดนตรีให้กลายเป็นความสุขที่ "อุมามิ" และสมดุลในทุกจังหวะของการก้าวเดินดูรายการย้อนหลัง

เคล็ดลับการใช้ชีวิตแบบ “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ” จากบท 'คนใช้แห่งชาติ' สู่ 'ไอดอลแห่งสติ'

04 มิ.ย. 2026

เคล็ดลับการใช้ชีวิตแบบ “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ” จากบท 'คนใช้แห่งชาติ' สู่ 'ไอดอลแห่งสติ'

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ” ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการใช้ชีวิตและทัศนคติที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ โดยเธอเล่าถึงความภูมิใจในบทบาท"คนใช้แห่งชาติ"ที่กลายเป็นภาพจำระดับไอคอนิกจากการทำงานด้วยความทุ่มเทและเคารพในทุกตัวละคร และได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอยู่กับปัจจุบันและความสุขที่เกิดจากการทำงานด้วยใจรักโดยไม่ยึดติดกับชื่อเสียงหรือความร่ำรวย นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวคิดเรื่องการลดละความอยากและความสันโดษที่ทำให้เธอมีจิตใจที่สงบ ร่มเย็น และเป็นอิสระจากกิเลสทางวัตถุ ในช่วงท้ายยังมีการกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการหันมาฝึกโยคะและการทานมังสวิรัติซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขัดเกลาจิตใจและดูแลสุขภาพของเธอมาอย่างยาวนานจากดาวอักษรฯ สู่ "คนใช้แห่งชาติ" ความภูมิใจในทุกบทบาทหน้าที่ป้าจิ๊เริ่มต้นเส้นทางการแสดงจากการเป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีอาจารย์สดใส พันธุมโกมล เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา แม้คนทั้งประเทศจะจดจำเธอได้แม่นยำในบทบาท "คนใช้" จนได้รับฉายา "คนใช้แห่งชาติ" แต่เธอกลับมองว่านั่นคือความมั่นคงในจิตใจและเป็นเกียรติของนักแสดง ป้าจิ๊ยึดถือคำสอนที่ว่า "ไม่มีตัวประกอบ มีแต่นักแสดงเท่านั้น" ทุกตัวละครมีความสำคัญในตัวเอง เธอจึงให้ความเคารพในบทบาทและทำงานเต็มที่เสมอ โดยไม่เคยเกี่ยงงอนว่าจะเป็นบทอะไร เพราะเชื่อว่าหากเราทำด้วยความรักและตั้งใจ แสงสว่างในตัวเราจะปรากฏออกมาเองสุขที่ "พอดี" เงินทอนที่เหลือ ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดในโลกที่ผู้คนวิ่งตามความร่ำรวยและของแบรนด์เนม ป้าจิ๊กลับเลือกใช้ชีวิตแบบสมถะอย่างน่าทึ่ง เธอเล่าว่าเคยให้สัมภาษณ์แบบอหังการว่า "เงินทอนที่มีอยู่ในชีวิต ใช้ในชีวิตนี้ก็ไม่หมด" ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเธอรวยมหาศาล แต่เป็นเพราะเธอ "ใช้เท่าที่มี" และ "ไม่แสวงหา" โดยความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาสิ่งของ ป้าจิ๊ยกตัวอย่างนาฬิกาว่าไม่ว่าเรือนละร้อยหรือเรือนละแสน หน้าที่ของมันคือบอกเวลาเหมือนกัน เธอไม่มีความอยากได้ของหรูหรา และสามารถเดินผ่านเสื้อผ้าสวยๆ ได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องครอบครอง การฝึกใจให้ "ไม่อยาก" คือหนทางสู่ความเบาสบายที่แท้จริงพลิกชีวิตด้วยโยคะและมังสวิรัติ การซักฟอกจิตใจที่มากกว่าแค่สุขภาพจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าสู่โลกของโยคะและการกินมังสวิรัติ ซึ่งป้าจิ๊ทำต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี เธอเริ่มต้นกินมังสวิรัติเพียงเพราะความรู้สึก "แสบหนังหัว" เมื่อเห็นภาพปลาถูกถากเกล็ดในรายการโทรทัศน์ ขณะที่การฝึกโยคะก็เริ่มต้นจากการ "ลองดู" จนกลายเป็นครูผู้ส่งต่อสุขภาพดี การดูแลร่างกายคือการรักษา "เครื่องมือ" เพื่อทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ป้าจิ๊เน้นเรื่อง "วินัยที่ถี่ถ้วน" ในทุกวัน และการอยู่กับตัวเองผ่านการฝึกโยคะ ทำให้เธอได้เรียนรู้การฟังร่างกายของตัวเอง ไม่ใช่การเลียนแบบผู้อื่น นอกจากนี้เธอยังมีนิสัยเคี้ยวข้าวถึง 30 ครั้งต่อคำ ซึ่งเป็นการฝึกสติและสร้างวินัยในการกินอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง"ผู้ให้" ที่ไม่หวังผล ความสุขจากการละวางป้าจิ๊ตั้งจิตไว้เสมอว่า "ขอให้ได้เป็นผู้ให้ อย่าต้องเป็นผู้ขอเลย" เธอให้ทุนการศึกษาเด็กๆ มาอย่างยาวนาน และมักจะเคลียร์ข้าวของในบ้านเพื่อนำไปบริจาคหรือช่วยเหลือคนตกงานอยู่เสมอ การให้ต้องทำอย่างรู้ตัวและพอดี ป้าจิ๊มองว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่น ไม่ว่าจะด้วยกำลังทรัพย์หรือเพียงแค่คำแนะนำที่เป็นกัลยาณมิตร คือคุณค่าที่สุนทรีย์ที่สุดของการเกิดมาคาถาดับทุกข์ อยู่กับปัจจุบัน ไม่วิ่งตามโลกแต่ไม่ตกขบวนเมื่อถามถึงความกังวลในอนาคตหรือแผนการเกษียณ ป้าจิ๊ตอบอย่างชัดเจนว่า "ไม่เคยคิด" เพราะเธอเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบันและทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วแค่ไหน เธอก็ไม่เคยรู้สึกว่าโลกอยู่ยาก อย่าไปยื้อสิ่งที่ต้องเปลี่ยน แต่จงจัดการตัวเองให้ "ฟิตอิน" กับทุกสถานการณ์ในสเกลชีวิตที่กำลังดี ป้าจิ๊สอนให้ "วางเฉยและวางดู" ไม่ตัดสินใครโดยไม่รู้ที่มาที่ไป และไม่เอาความทุกข์ที่ไกลตัวมาแบกไว้จนเกินอำนาจที่เราจะทำได้ชีวิตของ ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ เปรียบประดุจดั่ง "สายน้ำที่ไหลเอื่อยแต่ลุ่มลึก" เริ่มต้นจากหยดน้ำใสในรั้วอักษรศาสตร์ สู่การเป็น "อัญมณีในบทบาทคนใช้แห่งชาติ" ที่ไม่เคยด้อยค่าในหน้าที่ เพราะเชื่อมั่นว่าไม่มีตัวประกอบ มีเพียงนักแสดงที่ต้องถ่ายทอดจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ที่สุด เธอใช้ชีวิตอย่างผู้ที่ "ร่ำรวยในความพอเพียง" เพราะมีหัวใจที่พร่องกิเลส และไม่ไขว่คว้าหาสิ่งเกินตัว การบ่มเพาะสติผ่านโยคะและการซักฟอกกายใจด้วยวิถีมังสวิรัติมากว่า 40 ปี คือการขัดเกลาตนให้เบาสบายดั่งสวะลอยน้ำที่ไหลไปตามกระแสโลกอย่างรู้เท่าทัน ไม่ฝืนยื้อแต่พร้อมปรับตัวให้กลมกลืนกับปัจจุบันขณะอย่างมีวินัย ท้ายที่สุด ชีวิตของเธอคือบทพิสูจน์ของการเป็น "ผู้ให้ที่อิ่มเอม" ผู้ซึ่งละวางจากการพิสูจน์ตนเองเพื่อเดินตามหลังผู้อื่นอย่างสงบ แต่ทิ้งรอยเท้าแห่งแรงบันดาลใจที่หนักแน่นและร่มเย็นไว้ให้แก่โลกใบนี้ดูรายการย้อนหลัง

ถอดรหัสวิธีคิดฉบับ “เจนนี่ ปาหนัน” กับศิลปะการอยู่กับปัจจุบันในวันที่ชีวิตกด Pause ไม่ได้

28 พ.ค. 2026

ถอดรหัสวิธีคิดฉบับ “เจนนี่ ปาหนัน” กับศิลปะการอยู่กับปัจจุบันในวันที่ชีวิตกด Pause ไม่ได้

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “เจนนี่ ปาหนัน”ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิตตั้งแต่การเติบโตในครอบครัวตำรวจที่ภาคใต้ซึ่งทำให้เธอต้องปิดบังตัวตนในช่วงแรก จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อได้รับการยอมรับจากครอบครัวและก้าวเข้าสู่เส้นทางบันเทิงผ่านรายการเทยเที่ยวไทยแม้จะเคยเผชิญกับความกดดันและการตั้งคำถามถึงคุณค่าของตัวเองในช่วงที่หาทางพิสูจน์ฝีมือ แต่เธอก็สามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตสุขภาพและความสูญเสียเพื่อนสนิทมาได้ด้วยการปรับทัศนคติใหม่เจนนี่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักตัวเอง (Self-love)และการฝึกใช้พลังแห่งการจินตนาการเพื่อสร้างความสำเร็จ หรือManifestationเพื่อรักษาสมดุลทางจิตใจ ปัจจุบันเธอให้ความสำคัญกับการอยู่กับปัจจุบันและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมกับความภาคภูมิใจในตัวตนที่แท้จริงของเธอเองความกลัวภายใต้ชายคาบ้านตำรวจ และประโยคที่ปลดล็อกทั้งชีวิตในฐานะลูกของครอบครัวข้าราชการตำรวจในหาดใหญ่ เจนนี่เติบโตมาพร้อมกับความกลัวที่ฝังรากลึก ภาพจำจากสื่อในอดีตทำให้เธอเชื่อว่า หากพ่อเป็นตำรวจแล้วมีลูกเป็นเพศที่สาม ลูกคนนั้นจะต้องถูกทำร้ายหรือไม่ได้รับการยอมรับ เธอจึงเลือก "แบ่งเฟสชีวิต" โดยการเป็น "เจนนี่" ที่ร่าเริงเต็มที่เมื่ออยู่ที่โรงเรียน แต่กลับกลายเป็นคนนิ่งเงียบและเรียบร้อยเมื่ออยู่บ้านเพื่อไม่ให้พ่อสงสัยแต่แล้ววันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังไว้ผมยาวและถูกญาติแซวต่อหน้าพ่อ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวล ทว่าพ่อกลับเดินมาลูบหัวแล้วพูดว่า "เป็นอะไรก็ได้ แต่ห้ามเป็นเสือใบ" ในตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นศัพท์เรื่องเพศ แต่ความจริงคือพ่อซึ่งเป็นตำรวจหมายถึง "อย่าเป็นโจร" ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวได้ ปลดล็อกความกลัวที่แบกไว้ตลอดชีวิต ทำให้เธอรู้สึกเบาและรับรู้ว่าพ่อไม่ได้รังเกียจในตัวตนของเธอเลยจาก "คนไร้ค่า" 2 ปี สู่การแจ้งเกิดของ "สมิหลา เจ"หลังเรียนจบโบราณคดีที่ศิลปากร เจนนี่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดเมื่อเธอ หางานไม่ได้นานถึง 2 ปี ความรู้สึก "ไร้ค่า" เริ่มเกาะกินใจเมื่อต้องขอเงินพ่อแม่ที่หาเช้ากินค่ำใช้ จนเธอตัดสินใจฮึดสู้สอบเข้าปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์เพื่อสร้างความภูมิใจให้ครอบครัวอีกครั้ง เสียงปลายสายที่แม่ดีใจเมื่อรู้ว่าลูกสอบติด คือจุดที่ทำให้เธอกลับมาเห็นคุณค่าในตัวเองการก้าวเข้าสู่รายการ "เทยเที่ยวไทย" ในฐานะพิธีกรคนที่ 4 ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอรู้สึก "ตัวเล็ก" และกดดันจนไม่กล้าอ่านคอมเมนต์ใน YouTube นานหลายเดือนเพราะกลัวคำวิจารณ์ จนกระทั่งเทปที่กาญจนบุรี ขณะนั่งอยู่บนเรือ เธอได้ลอง แรปสดด่านุชาตากล้อง จนกลายเป็นเพลง และนำไปสู่ชื่อ aka "สมิหลา เจ" เหตุการณ์นั้นสอนให้เธอรู้ว่า "ความต่างคือความยูนิค (Unique)" เมื่อเธอกล้าแสดงด้านที่เป็นตัวเองออกมา แฟนรายการก็พร้อมจะเปิดใจยอมรับและเอ็นดูเธออย่างแท้จริงเมื่อ "โรคเวรกรรม" สอนให้รู้จัก Self-Loveในช่วงที่งานถาโถมจนแทบไม่ได้พัก ร่างกายของเจนนี่ก็ประท้วงด้วยโรคกรดไหลย้อน ซึ่งเธอเรียกว่า "โรคเวรกรรม" เพราะยาช่วยได้เพียง 30% อีก 70% ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเอง เธอจึงใช้วินัยขั้นสุดในการปฏิวัติตัวเอง ทั้งนอนสี่ทุ่ม กินอาหารจืด และที่สำคัญที่สุดคือ "เคี้ยวข้าวคำละ 40 ครั้ง" การอยู่กับปัจจุบันขณะในทุกคำที่เคี้ยว ทำให้น้ำหนักของเธอลดลงไปถึง 13 กิโลกรัมผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในกระจกกลายเป็น จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิด Self-Love จากคนที่เคยซกมก ไม่เคยทาครีมบำรุงผิว เธอเริ่มหันมาดูแลตัวเองและมีความสุขกับการ "มาสก์หน้าทุกวัน" เพราะทุกครั้งที่มาร์กหน้า เธอรู้สึกว่าเธอกำลังส่งต่อความรักให้ตัวเองชีวิตที่กด Pause ไม่ได้ และศิลปะการคุยกับตัวเองวิกฤตที่หนักที่สุดในชีวิตคือการสูญเสียเพื่อนสนิทที่เป็นที่ปรึกษาเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน ในวันที่ฟ้าถล่ม เจนนี่ได้เรียนรู้ความจริงอันเจ็บปวดว่า "ชีวิตเรากดพอส (Pause) ไม่ได้" วันที่เธอต้องเผาเพื่อนคือวันเดียวกับที่เธอต้องออกไปถ่ายรายการตลกเพื่อสร้างรอยยิ้มให้คนดู เธอต้องยอมรับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น เศร้าก็ร้องไห้ แต่ชีวิตยังต้องเดินต่อเพราะลมหายใจยังไม่หยุดเดินเมื่อไม่มีที่ปรึกษาคนเดิม เจนนี่ค้นพบว่า "คนที่อยู่กับเราได้นานที่สุดคือตัวเราเอง" ทุกเช้าก่อนลืมตา เธอจะถามตัวเองว่า "ตอนนี้รู้สึกยังไง?" เพื่อประมวลผลอารมณ์และจัดการความคิดลบที่ค้างคา พร้อมทำการ Affirmation พูดคำยืนยันดี ๆ เพื่อตั้ง Mindset ให้ตัวเองเป็น Best Version ในทุกวันในวัย 40 เจนนี่ยังคงมีฝันใหญ่ที่อยากมี "ครอบครัวและลูกแฝด" ผ่านสิทธิ์สมรสเท่าเทียม เรื่องราวของเธอจึงเป็นบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเจอกับปัญหาหนักหนาแค่ไหน หากเราเลือกที่จะเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และคุยกับตัวเองให้มากพอ เราจะสามารถก้าวผ่านทุกขวากหนามไปได้อย่างเข้มแข็งเสมอชีวิตของ เจนนี่ ปาหนัน เปรียบเสมือน "การเดินทางของต้นไม้ที่เคยต้องซ่อนเร้นสีสันอยู่ใต้ร่มเงาแห่งความกลัว" จนกระทั่งได้รับแสงแดดแห่งการยอมรับที่ปลดล็อกว่าเธอจะเป็นอะไรก็ได้ขอเพียงเป็นคนดี แม้จะเคยผ่านช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้งที่รู้สึกไร้ค่าในวันที่ตกงาน หรือเผชิญพายุแห่งความสูญเสียเพื่อนสนิทที่ย้ำเตือนว่าชีวิต "กดปุ่มหยุด (Pause) ไม่ได้" แต่เธอกลับเลือกที่จะเยียวยาตัวเองด้วยวินัยขั้นสุดประหนึ่งการเคี้ยวบทเรียนชีวิตอย่างละเอียดถึง 40 ครั้ง จนกลั่นออกมาเป็นความรักตัวเอง (Self-Love) ที่เบ่งบานที่สุดในวัย 40 วันนี้เธอไม่ใช่เพียงพิธีกรที่สร้างเสียงหัวเราะ แต่คือ "สมิหลา เจ" ที่พบความงามในความต่าง และเป็นผู้ที่เรียนรู้จะคุยกับตัวเองในทุกเช้าเพื่อประคองหัวใจให้ก้าวไปสู่เป้าหมายชีวิตและครอบครัวที่ใฝ่ฝันอย่างสง่างามดูรายการย้อนหลัง

วิชาความสุขฉบับ “ชมพู่ ธัณย์สิตา” เมื่อการ 'ปล่อยวาง' นำไปสู่ทางรอดของชีวิต

21 พ.ค. 2026

วิชาความสุขฉบับ “ชมพู่ ธัณย์สิตา” เมื่อการ 'ปล่อยวาง' นำไปสู่ทางรอดของชีวิต

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “ชมพู่ ธัณย์สิตา” ที่ได้พูดคุยในเรื่องเส้นทางในวงการบันเทิง ที่เริ่มต้นจากการเป็นเด็กกล้าแสดงออกจนก้าวสู่การเป็นตลกหญิงแถวหน้า เธอได้ถ่ายทอดความยากลำบากในการฝึกฝนทักษะ จังหวะตลก และการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ต้องระวังเรื่องการ บูลลี่ หรือการล่วงเกินทางคำพูดนอกจากนี้เธอยังเล่าถึงช่วงชีวิตที่งานชุกจนเกือบหลงระเริงไปกับ แสงสี และความหรูหรา รวมถึงการเคลียร์ประเด็นความห่างเหินกับ เป็กกี้ ศรีธัญญา ที่แท้จริงแล้วเกิดจากความเข้าใจผิดและอาการ คิดไปเอง ของทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญชมพู่ยังได้เผยแง่มุมความเจ็บปวดจาก ความรัก ในอดีตที่เคยทำให้เธอคิดสั้นเพียงเพราะขาดความภูมิใจในตัวเอง ปัจจุบันเธอเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความจริงโดยไม่ยึดติดกับ ความคาดหวัง เพื่อรักษาความสุขที่ยั่งยืนในฐานะภรรยาและแม่บทบาทใหม่ในชีวิตจริงของเธอ"เด็กบ้า" กลางตลาดนัด เมื่อโอกาสไม่ได้มีไว้รอ แต่มีไว้พุ่งชนเส้นทางของชมพู่ เริ่มต้นจากการเป็นเด็กที่กล้าแสดงออกและไม่เคยอายที่จะจับไมค์ เพราะเห็นว่ามันสามารถสร้างรายได้ช่วยครอบครัวได้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นที่ตลาดนัดจตุจักร ชลบุรี เมื่อเธอขึ้นไปแสดงบนเวทีกลางแบบ "ไม่ห่วงสวย" จนไปเตะตา น้าโย่ง เชิญยิ้ม ที่มองเห็น "ความบ้า" และเสน่ห์ในตัวเธอ จนถูกชักชวนเข้าสู่วงการตลก บางครั้งความสำเร็จมักเริ่มต้นจากความกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อเราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแม้ในพื้นที่เล็กๆ วันหนึ่งแสงสว่างจะส่องมาถึงเราเองน้ำตากองถ่าย เมื่อความตลกไม่ใช่เรื่องเล่นๆการก้าวเข้าสู่ "ก่อนบ่ายคลายเครียด" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชมพู่ยอมรับว่าช่วงแรกเธอเล่นไม่ได้เลย ต้องเผชิญกับความยากของจังหวะตลก การปูมุก และการตบมุก, เธอเคยถึงขั้นนั่งร้องไห้ในรถและบอกพ่อว่า "ไม่เป็นแล้วได้ไหม" เพราะรู้สึกว่ามันยากเกินไปและทำออกมาได้ไม่ดีในช่วง 2-3 เดือนแรก ซึ่งทุกทักษะใหม่ต้องใช้เวลาและการฝึกฝน ความล้มเหลวในช่วงเริ่มต้นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบททดสอบว่าเรา "เอาจริง" กับความฝันนั้นแค่ไหนเคล็ดลับ "ความง่าย" อาวุธลับที่ทำให้อยู่ยงคงกระพันชมพู่เป็นดาราที่ไม่มีผู้จัดการส่วนตัวในช่วงที่งานพีคที่สุด เธอรับงานเอง ดีลงานง่าย ตรงเวลา และมีนิสัย "ติดดิน" ชอบคุยกับทีมงาน ช่างไฟ และสวัสดิการในกองถ่าย ความเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมากนี้เองที่ทำให้เกิดการ "ปากต่อปาก" ในหมู่คนทำงาน จนทำให้เธอมีงานต่อเนื่องไม่เคยขาดสาย ทั้งนี้ความเก่งอาจทำให้คนรู้จัก แต่ "ทัศนคติ" และ "มนุษยสัมพันธ์" ที่ดีจะทำให้คนอยากสนับสนุนและรักษาเราไว้ในระยะยาวหน้าต่างที่ปิดตาย และบทเรียนจากเฉียดความตายเพราะความรักในช่วงที่ชีวิตดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ ชมพู่กลับตกหลุมพรางความรักจนถึงขั้น "คิดสั้น" เธอเคยพยายามจะกระโดดหน้าต่างโรงแรมเพื่อหนีจากความทุกข์ที่เกิดจากการเอาความสุขไปผูกไว้กับคนอื่น แต่โชคดีที่หน้าต่างบานนั้นเปิดออกไม่ได้กว้างพอ ทำให้เธอรอดชีวิตมาได้และเริ่มมีสติมองเห็นความสกปรกของห้องที่เต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์และเสียดายเวลาที่เสียไป บางครั้ง "อุปสรรค" ที่ขวางไม่ให้เราทำสิ่งผิดพลาด (เหมือนหน้าต่างที่เปิดไม่ได้) คือความโชคดีที่สุดในชีวิต เพื่อให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองปลดล็อก "ความรักตัวเอง" พลิกวิกฤตสู่ใจที่แกร่งกว่าเดิมหลังจากผ่านจุดที่ดิ่งที่สุด ชมพู่เปลี่ยนวิธีคิดจากการ "รอความสุขจากผู้อื่น" มาเป็นการ "สร้างความสุขด้วยตัวเอง" เธอหัดกินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว และช้อปปิ้งคนเดียวได้โดยไม่ต้องมีใคร เธอเลิกคาดหวังว่าคนอื่นต้องมาเห็นคุณค่าในตัวเรา แต่เริ่มจากที่เราต้องภูมิใจและรักตัวเองให้เป็นก่อน และการอยู่คนเดียวให้เป็นคือทักษะที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อเราไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ เราจะเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวงรักแบบ "เพื่อนคู่คิด" เมื่อความเข้าใจสำคัญกว่าความหึงหวงชีวิตคู่ในปัจจุบันของชมพู่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้ใจ เธอไม่เช็กโทรศัพท์ ไม่ตามจิก และให้พื้นที่ส่วนตัวแก่สามีอย่างเต็มที่ เธอเชื่อว่าถ้าคนจะไป ต่อให้เฝ้าแค่ไหนเขาก็ไปอยู่ดี ดังนั้นการดูแลตัวเองให้มีเสน่ห์ พูดจาดี และเติมเต็มความสุขในปัจจุบันจึงสำคัญกว่าการคอยจับผิด โดยรักที่ยืนยาวไม่ใช่รักที่ครอบครอง แต่คือรักที่ปรารถนาดีต่อกัน และไม่ยอมเสียเวลาไปกับการทะเลาะเรื่องไร้สาระเพราะรู้ว่าเวลาในชีวิตนั้นสั้นเกินไปอยู่กับ "ปัจจุบันขณะ" คัมภีร์ความสุขที่แท้จริงบทเรียนสุดท้ายที่ชมพู่ยึดถือคือการ "ไม่ยึดติดและไม่คาดหวัง" เธอวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องการเงิน การเกษียณ และเตรียมพร้อมเรื่องความตายไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระใคร แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ดีที่สุด หากงานจะหมดไปหรือความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป เธอก็พร้อมจะยอมรับโดยไม่ทุกข์และความสุขไม่ได้เกิดจากการมีทุกอย่างตามที่หวัง แต่เกิดจากการยอมรับความจริงตามธรรมชาติ และใช้ชีวิตทุกนาทีอยู่กับ "ปัจจุบัน" อย่างมีความหมายชีวิตของชมพู่เปรียบเสมือน ละครเวทีที่มีจุดเริ่มต้นจากความบ้าบิ่นไร้เดียงสา กลางตลาดนัดสู่การเป็นดาวจรัสแสงที่เคยหลงทางในจังหวะชีวิต เธอเคยเป็นดั่งต้นไม้ที่พยายามเอนกิ่งก้านไปพิงคนอื่นจนเกือบหักโค่นในวันที่ความรักกลายเป็นพิษ แต่ "หน้าต่างที่เปิดไม่ออก" ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดกลับกลายเป็นพรหมลิขิตที่ช่วยฉุดรั้งเธอไว้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพื่อรอวันที่จะตื่นรู้วันนี้เธอได้เปลี่ยนสถานะจาก "นักแสดงที่รอเสียงปรบมือจากคนอื่น" มาเป็น "ผู้กำกับชีวิตตัวเอง" ที่เลือกเดินในเส้นทางแห่งความเรียบง่าย ไม่ต่างจากสายน้ำที่ไหลไปตามธรรมชาติโดยไม่ยึดติดหรือคาดหวังต่อสิ่งใด การเดินทางของเธอจึงไม่ใช่แค่การวิ่งหาความสำเร็จหรือชื่อเสียง แต่คือการค้นพบเกาะแห่งความสุขที่มั่นคงที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ภายในหัวใจที่รู้จัก "รักตัวเอง" อย่างแท้จริงดูรายการย้อนหลัง

บทเรียนชีวิต และความกล้าที่จะเป็นตัวเองของ “ดัง พันกร” จากซูเปอร์สตาร์ล้านตลับ สู่ศิลปินผู้ทลายทุกกรอบ

14 พ.ค. 2026

บทเรียนชีวิต และความกล้าที่จะเป็นตัวเองของ “ดัง พันกร” จากซูเปอร์สตาร์ล้านตลับ สู่ศิลปินผู้ทลายทุกกรอบ

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “ดัง พันกร” ศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ที่โลดแล่นในวงการเพลงมาอย่างยาวนาน โดยได้แชร์เรื่องราวการปรับตัวเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดียและการรับผิดชอบต่อกระแสตอบรับต่าง ๆ จากใจจริงดัง ได้บอกเล่าถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อความฝันเพียงหนึ่งเดียวคือการเป็นนักร้อง พร้อมแชร์มุมมองว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากความสุขในการสร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานระหว่างความต้องการของตนเองและผู้ฟัง นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน และการไม่หยุดพัฒนาตนเองในฐานะศิลปิน ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยการตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ เพื่อปรับภาพลักษณ์ใหม่ผ่านการดูแลตัวเองครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งการเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจนที่สุดฝันเดียวที่ไม่มีแผนสำรอง "ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วใครจะมาลงทุนในตัวเรา"ดังมีความฝันที่ชัดเจนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องการเป็น "นักร้องอาชีพ" ที่มีคนกรี๊ด ไม่ใช่แค่นักร้องกิตติมศักดิ์ที่ร้องตามงานผู้ใหญ่ ความชัดเจนนี้ทำให้เขาไม่มี "Plan B" หรือแผนสำรองในชีวิตเลย เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเรามัวแต่นึกถึงความล้มเหลวหรือเผื่อใจไว้ เราจะทำมันได้ไม่เต็มที่ทำ ซึ่งให้รู้ว่าความสำเร็จเริ่มต้นจากการ "ทุ่มสุดตัว" และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองจนไม่มีที่ว่างให้ความลังเลฟูกนุ่มที่ชื่อว่าครอบครัว "ความรักคือเกราะป้องกันในวันที่โลกใจร้าย"ดังเปรียบครอบครัวเป็นเหมือน "ฟูกนุ่มๆ ผืนใหญ่" ที่ไม่ได้แค่รองรับการกระแทกเวลาล้ม แต่เป็นฟูกที่คอยกอดเขาไว้ตลอดเวลา แม้ในช่วงแรกคุณแม่จะไม่สนับสนุนให้เป็นนักร้องเพราะอยากให้เน้นเรื่องการศึกษา แต่เมื่อดังพิสูจน์ความตั้งใจด้วยการเรียนจบปริญญาตามสัญญา ครอบครัวก็กลายเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยรากฐานที่แข็งแกร่งจากความรักในครอบครัว คือพลังที่ทำให้เรากล้าออกไปเผชิญโลกกว้างอย่างมั่นใจความสำเร็จล้านตลับในวัย 19 "ดังแต่ไม่หลงแสงสี เพราะรู้ว่าตัวตนคืออะไร"เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี ด้วยยอดขายทะลุล้านตลับ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือดังไม่เคยปล่อยให้ความสำเร็จนั้นทำให้ "ตัวใหญ่" หรือลืมตัว เขามองว่ามันคือความภูมิใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาเย่อหยิ่งใส่ใคร เพราะเขายังคงเป็นตัวของตัวเองเสมอต้นเสมอปลาย และยิ่งสูงยิ่งต้องตัวเล็ก ความสำเร็จที่ยั่งยืนคือการรักษา "ตัวตน" ให้มั่นคงท่ามกลางชื่อเสียงผู้บุกเบิกความต่าง "ความภูมิใจไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่การได้ทำลายทุกกรอบ"ในยุคที่แฟชั่นยังมีขีดจำกัด ดังกล้าที่จะนำเสนอความแปลกใหม่อย่างลุค "Metrosexual" ที่ใส่คอร์เซ็ต ซึ่งเขายอมรับว่าอัลบั้มนั้นอาจไม่ใช่ชุดที่ขายดีที่สุด แต่เป็นงานที่เขา "ภูมิใจที่สุด" เพราะได้แหกกฎทุกอย่างและแสดงความเป็นอาร์ติสต์ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้เป็น "คนแรก" ที่กล้าแตกต่าง และภูมิใจในผลงานที่สะท้อนตัวตนได้ชัดเจนที่สุดหน้าที่คือการสร้างความสุข "ต่อให้คนดูเหลือแค่ 10 คน เราก็ต้องใส่เต็มร้อย"ดังเคยผ่านช่วงเวลาที่มีคนดูคอนเสิร์ตเพียงหลักสิบคน แต่เขาไม่เคย "เสียเซลฟ์" หรือลดทอนความตั้งใจ เขามองว่าหน้าที่ของศิลปินคือการทำให้คนที่ตั้งใจมาดูมีความสุขที่สุด ไม่ว่าจำนวนคนจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม เขาจะพุ่งตัวไปด้วยความสุขเสมอไม่ใช่ความกังวล เพราะคุณค่าของงานไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเวที แต่อยู่ที่ "หัวใจ" ที่เราส่งมอบให้กับคนที่รอรับผลงานของเราบทเรียนจากโลกโซเชียล "น้อมรับ รับผิดชอบ และไม่หยุดที่จะพัฒนา"ในวันที่การสื่อสารรวดเร็วและบางครั้งเกิด "ทัวร์ลง" หรือการเข้าใจผิดในโลกออนไลน์ ดังเลือกที่จะรับมือด้วยความเข้าใจ, เขาพร้อมจะขอโทษหากทีมงานหรือตัวเองทำสิ่งที่กระทบกระเทือนใจคนอื่น และมองว่าทุกความผิดพลาดคือการเรียนรู้ที่จะพัฒนาเพจและตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งความกล้าที่จะยอมรับผิดและขอโทษ คือคุณสมบัติของผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเติบโตไปตามยุคสมัยพลังของ "พันชีวิต" การยกเครื่องตัวเองใหม่ “เพื่อเริ่มต้นในเวอร์ชันที่ดียิ่งกว่า"ดังเป็นศิลปินที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาพร้อมจะทดลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ เช่น การทำเพลงสากลในชื่อ DK หรือล่าสุดกับการตัดสินใจ "ยกเครื่อง" เพื่อดูแลตัวเองครั้งใหญ่ เขามองว่าชีวิตต้องมีความกระตือรือร้นและหมุนตามโลกให้ทัน เพื่อรอรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในทุกวัน เพราะชีวิตคือการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมชีวิตของ ดัง พันกร เปรียบเสมือน "บทเพลงที่เริ่มต้นด้วยฮุคอันทรงพลัง" ที่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดตั้งแต่วัยเยาว์ โดยมีครอบครัวเป็น "ฟูกนุ่มผืนใหญ่" ที่คอยโอบกอดและเป็นแรงส่งให้เขากล้าโบยบินสู่ความฝันเดียวที่มีโดยไม่ต้องมีแผนสำรองในชีวิต เขาคือ "นักเดินทางผู้ทลายกรอบ" ที่ไม่เคยกลัวการทดลองสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นที่ล้ำยุคหรือการเปลี่ยนแนวดนตรี เพราะความภูมิใจที่แท้จริงของเขาไม่ได้วัดที่ยอดขาย แต่วัดที่การได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่, อีกทั้งยังเป็นศิลปินที่มี "พันชีวิต" ผู้ใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศประคองจิตใจให้พุ่งไปด้วยความสุขเสมอ ไม่ว่ากราฟชีวิตจะขึ้นหรือลง หรือแม้ในวันที่เวทีมีผู้ชมเหลือเพียงหลักสิบคน จนถึงวันนี้ เขายังคงเป็น "ผลงานศิลปะที่มีลมหายใจ" ที่พร้อมจะยกเครื่องใหม่เพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญในฐานะนักร้องหน้าใหม่ที่มีหัวใจที่ชัดเจนดวงเดิมไม่เคยเปลี่ยนดูรายการย้อนหลัง

"เสียใจ... ไม่เท่ากับเสียโอกาส" เปิดวิธีคิดของ “ปอนด์ กฤษฎา” กับปรัชญาปั้นดินให้เป็นดาวในยุคที่ใครก็ดังได้

07 พ.ค. 2026

"เสียใจ... ไม่เท่ากับเสียโอกาส" เปิดวิธีคิดของ “ปอนด์ กฤษฎา” กับปรัชญาปั้นดินให้เป็นดาวในยุคที่ใครก็ดังได้

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจโบ ธนากร”รับหน้าที่แทนดีเจอั๋น ภูวนาท ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “คุณปอนด์ กฤษดา วิทยาขจรเดช” ผู้บริหารค่ายBe On Cloudที่ได้มาถ่ายทอดเส้นทางจากเด็กที่ถูกตามใจ สู่การเผชิญวิกฤตการเงินของครอบครัวจนต้องสู้ชีวิตด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังได้แชร์เรื่องราวของประสบการณ์ในวงการบันเทิงที่หลากหลาย ทั้งการเป็นดีเจ นักจัดอีเวนต์ จนถึงความสำเร็จระดับโลกจากซีรีส์KinnPorscheและภาพยนตร์แมนสรวงนอกจากนี้เขายังได้เปิดเผยแนวคิดการกลับมาชุบชีวิตรายการTrue Academy Fantasiaโดยตั้งใจที่จะมอบโอกาสให้กับผู้ที่มีความพยายามและมีความสามารถจริง ๆ เข้าสู่วงการ แหล่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ดีในธุรกิจจาก "ลูกคุณหนู" สู่บทเรียนชีวิตที่พลิกผันเพียงชั่วข้ามคืนชีวิตในวัยเด็กของคุณปอนด์เรียกได้ว่าถูกสปอยล์อย่างหนัก ครอบครัวมีฐานะดีมากจนเขาไม่เคยรู้จักความลำบาก สมัยมัธยมเขามีรถขับไปเรียน ได้เงินใช้พกวันละ 500 บาท และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยมีพ่อแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่ออายุ 19 ปี ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงจนต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศทิ้งให้เขาเผชิญชีวิตในเมืองไทยเพียงลำพัง จากที่เคยขับรถเบนซ์ไปเรียน กลับต้องมานั่งร้องไห้เมื่อถูกเพื่อนตราหน้าว่า "จน" ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นสู้เพื่อพาครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งนักล่าฝันผู้ "เกือบ" จะเป็นดาวในทุกแขนงก่อนจะมาเป็นผู้บริหารเบื้องหลัง คุณปอนด์เคยผ่านงานเบื้องหน้ามาแทบทุกรูปแบบ เขาเคยฝึกเป็นดีเจที่ A-Time โดยมี "พี่อ้อย" เป็นคนสอนพูด เคยเกือบได้เป็นศิลปินบอยแบนด์วงเดียวกับ "ไอซ์ ศรัณยู" และเคยไปแคสต์โฆษณาจนถึงจุดที่รู้สึกสับสนในตัวเองเมื่อต้องไปยืนแข่งกับเด็กอายุ 15 ในวัย 22 ปี แม้เขาจะได้รับโอกาสมากมาย แต่เขาก็ยอมรับว่าในตอนนั้นความสุขในงานเบื้องหน้าของเขามีน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะต้องแบกรับภาระและจิตใจที่หม่นหมองจากปัญหาชีวิตสร้างอาณาจักร Organizer ด้วยเงินเพียง 5 หมื่นบาทคุณปอนด์ตัดสินใจหันหลังให้งานหน้ากล้องเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ ในงานประจำ โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยผู้บริหารและลุยงานเบื้องหลังคอนเสิร์ต เขาเริ่มต้นธุรกิจออร์แกไนเซอร์โดยการ "ยืมชื่อบริษัท" ของคนรู้จักไป Pitching งาน เขาทำงานทุกอย่างตั้งแต่เก็บขยะ ยกกระเป๋า ไปจนถึงเป็นพิธีกรและดีลศิลปินเอง ธุรกิจเติบโตเร็วมากจนทำยอดขายได้กว่า 30 ล้านบาทในปีแรก และในวันที่เขาตัดสินใจซื้อบ้านเพื่อพาครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกัน เขามีเงินในบัญชีเพียง 5 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ความกล้าหาญและไม่ยอมแพ้ทำให้เขาสามารถปิดหนี้และสร้างความมั่นคงได้ในที่สุดมิตรภาพ และความโรแมนติกที่ก่อกำเนิด "Be On Cloud"ค่าย Be On Cloud เกิดขึ้นจากความ "เบื่อ" และมิตรภาพที่คาดไม่ถึง คุณปอนด์พบกับ "มาย ภาคภูมิ" ครั้งแรกที่ร้านอาหารในย่านเอกมัยจากการที่ฝ่ายหลังเดินมาแกล้งกรอกเหล้าใส่เขา ความถูกชะตาทำให้ทั้งคู่สนิทกันอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด เมื่อมายอยากเล่นซีรีส์ Y เรื่อง KinnPorsche แต่บริษัทเดิมกำลังจะไปไม่รอด คุณปอนด์จึงตัดสินใจเข้ามาบริหารและเปลี่ยนชื่อค่ายเป็น Be On Cloud ด้วยความเชื่อที่ว่า "มิตรภาพ" และการมองเห็นศักยภาพในตัวคนอย่าง มาย และ อาโป จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้ ซึ่ง KinnPorsche ก็พิสูจน์แล้วด้วยความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั่วโลก"แมนสรวง" และความฝันในการยกระดับ Soft Power ไทยคุณปอนด์มีวิสัยทัศน์ที่อยากให้ Be On Cloud เป็นสตูดิโอผลิตผลงานคุณภาพที่ไม่จำกัดแค่ซีรีส์ Y เขาจึงสร้างภาพยนตร์เรื่อง "แมนสรวง" ขึ้นมาเพื่อส่งออกวัฒนธรรมไทย แม้จะยอมรับว่าโครงการนี้ขาดทุนมหาศาลเพราะความตั้งใจใส่รสนิยมและรายละเอียดที่มากเกินไป เช่น การสร้างโรงถ่ายขึ้นมาใหม่ หรือการเนรมิตย่านทรงวาดให้กลายเป็นชุมชนแมนสรวง แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือการได้รับการยอมรับและรางวัลที่ช่วยเปิดทางให้เขาก้าวต่อไปในอุตสาหกรรมภาพยนตร์การชุบชีวิต "AF" และปรัชญาการให้โอกาสโปรเจกต์ล่าสุดที่คุณปอนด์ทุ่มเทคือการนำ True Academy Fantasia (AF) กลับมาในปี 2026 เพราะเขาโตมากับรายการนี้และอยากให้โอกาสคนที่มีความพยายามแต่ยังไม่มีพื้นที่ เขาเน้นย้ำเรื่อง "วินัย" และ "ความเป็นธรรมชาติ" โดยประกาศนโยบายไม่ให้มีผู้จัดการส่วนตัวสำหรับนักแสดง เพื่อให้ AI หรือระบบจัดการแทน และป้องกันไม่ให้นักแสดง "เหลิง" ปรัชญาสำคัญของเขาคือ "การเสียใจไม่เท่าการเสียโอกาส" และการมีชีวิตอยู่โดยมีเหตุผลและไม่หยุดที่จะลุยต่อไปชีวิตของคุณปอนด์เปรียบเสมือนวิหคที่เคยเริงร่าอยู่ในกรงทองอันวิจิตร รายล้อมด้วยความสุขสบายจนไม่เคยสัมผัสถึงไอเย็นของสายลมแห่งความลำบาก ทว่าเมื่อพายุชีวิตพัดกระหน่ำจนกรงนั้นพังทลายในวัยเยาว์ เขาจึงต้องเผชิญกับโลกความจริงเพียงลำพังพร้อมตราประทับแห่งความยากจนที่กรีดลึกลงในใจ จากเด็กที่ไม่เคยแม้จะซักผ้าด้วยตนเอง เขายอมลดตัวลงคลุกฝุ่นกรำงานหนักเยี่ยงมดงานวันละนับสิบชั่วโมง ทำทุกอย่างตั้งแต่งานชั้นสูงไปจนถึงการเก็บขยะเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและพาครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าอีกครั้ง แม้ในวันที่ปีกแข็งแรงจนทะยานขึ้นเป็น "มาสเตอร์มายด์" ผู้อยู่เหนือเมฆา เขาเคยเกือบจะหลงทางด้วยความลำพองใจจนถูกพายุลูกใหญ่ตบให้ร่วงหล่นลงมาเพื่อเรียนรู้บทเรียนแห่งการถ่อมใจและมองภาพให้กว้างขึ้น ปัจจุบันเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้นำที่ประสบความสำเร็จ แต่เปรียบดังประภาคารผู้หยิบยื่นแสงแห่งโอกาสให้แก่นักล่าฝันคนอื่น ด้วยความเชื่อที่ตกตะกอนว่า "ความเสียใจจากความล้มเหลวนั้นชั่วคราว แต่ความเสียดายจากการทิ้งโอกาสจะตราตรึงไปชั่วกาล"ดูรายการย้อนหลัง

ถ้าตายวันนี้ คุณจะเสียใจไหม? คำถามเปลี่ยนชีวิต “คมสันต์ แซ่ลี” และภารกิจเปลี่ยน "โอกาสรอบตัว" ให้เป็น "ความสำเร็จระดับโลก

30 เม.ย. 2026

ถ้าตายวันนี้ คุณจะเสียใจไหม? คำถามเปลี่ยนชีวิต “คมสันต์ แซ่ลี” และภารกิจเปลี่ยน "โอกาสรอบตัว" ให้เป็น "ความสำเร็จระดับโลก

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “คมสันต์ แซ่ลี” ผู้ก่อตั้ง Flash Express ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การสร้างธุรกิจ และมุมมองการบริหารงานท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเขาได้เปิดใจว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการรอคอยโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อม และการกล้าเดินต่อในขณะที่คนอื่นหยุดนิ่งนอกจากนี้ยังมีการพูดถึงแนวคิดการทำงานที่เน้น ผลลัพธ์เป็นสำคัญ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร และการขยายธุรกิจใหม่ภายใต้บริษัท Unicorn ที่ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยให้เติบโตในระดับสากล คุณคมสันต์ยังให้แง่คิดในการใช้ชีวิตที่ต้องรู้จัก สมดุลระหว่างการหารายได้เพื่ออยู่รอดและการสร้างอนาคต เปรียบเสมือนการตักน้ำไปพร้อมกับการขุดบ่อน้ำของตนเอง ท้ายที่สุดเขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ และการเรียนรู้จากความล้มเหลวเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนในอนาคตก้าวข้ามความยากจน เมื่อ "ความฟลุ๊ก" คือการเตรียมตัวให้พร้อมเจอโอกาสคุณคมสันต์ยอมรับอย่างเต็มปากว่าจุดเริ่มต้นของเขาคือ "ฟลุ๊ก" แต่คำว่าฟลุ๊กของเขาไม่ได้หมายถึงโชคช่วยเพียงอย่างเดียว เขามองว่า โอกาสอยู่รอบตัวเราเสมอ แต่อยู่ที่ว่าเราเตรียมตัวพร้อมรับโอกาสนั้นหรือยัง แรงผลักดันแรกในชีวิตของเขาคือ ความยากจน เขาต้องการมีเงินเพื่อดูแลครอบครัวให้หลุดพ้นจากความลำบาก แต่เมื่อผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ เป้าหมายของเขาก็เปลี่ยนเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตและการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ให้สังคมยืนบนน้ำแข็งที่บางเฉียบ ความจริงหลังม่านยูนิคอร์นที่ไม่ได้สวยหรูแม้ภาพลักษณ์ของ Flash Express จะเป็นยูนิคอร์นที่มีมูลค่าบริษัทมหาศาล แต่คุณคมสันเปรียบเทียบตัวเองว่าเหมือน "เหยียบอยู่บนน้ำแข็งที่บางๆ" ที่ไม่รู้จะแตกเมื่อไหร่ ธุรกิจนี้มีความท้าทายรอบด้าน ทั้งค่าน้ำมันที่ควบคุมไม่ได้ สงคราม และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่เหลือยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย เขาเน้นย้ำว่าการทำธุรกิจมีความเสี่ยงตลอดเวลา และ "คำว่าเจ๊งกับตาย อันไหนจะมาก่อนกัน คุณไม่มีทางรู้" ตราบใดที่ยังทำธุรกิจอยู่วัฒนธรรมมุ่งผลลัพธ์ การตัดสินใจที่โหดร้ายเพื่อรักษาคนนับแสนในด้านการบริหาร คุณคมสันต์ใช้แนวคิด "มุ่งผลลัพธ์ (Result-Oriented)" เท่านั้นถึงจะอยู่รอดในการแข่งขัน เขาอาจถูกมองว่าเป็นคนโหด แต่เขาให้เหตุผลว่าในฐานะผู้นำ ความรับผิดชอบที่ใหญ่ที่สุดคือการทำให้องค์กรอยู่ต่อได้ เขาไม่สามารถยอมให้ "จิ๊กซอว์ตัวเดียว" (พนักงานที่ไม่พร้อม) ทำภาพรวมพังได้ เพราะเขามีภาระต้องดูแลชีวิตพนักงานอีกกว่า 100,000 ชีวิตทั่วภูมิภาค นอกจากนี้เขายังได้เรียนรู้จาก Co-founder ว่า หากตั้งเป้าหมายแล้วต้องไม่มีทางถอย เพราะถ้ามีทางถอย สัญชาตญาณมนุษย์จะทำให้เราถอยแน่นอนบทเรียนจากความผิดพลาด วันที่ "หลงระเริง" จนถึงการสร้าง "100 แบรนด์"คุณคมสันต์ยอมรับว่าเคยมีช่วงที่ทั้งองค์กร "หลงระเริงกับความสำเร็จ" เช่น การจ้างพนักงานต้อนรับสวยระดับแอร์โฮสเตสหรือมียามนับสิบเพียงเพื่อ "รักษาหน้าตา" ซึ่งไม่ใช่ความจำเป็นที่แท้จริง ปัจจุบันเขากลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยเป้าหมายการสร้าง 100 แบรนด์ ที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของผู้คน โดยมีหลักการสำคัญ 3 ข้อในการทำสินค้าคือ ต้องมีวัตถุดิบที่ยูนีค (เลียนแบบยาก), รสชาติโดดเด่น, และใส่ความเป็นวัฒนธรรมเข้าไป เพื่อป้องกันการถูกก๊อปปี้จากคู่แข่งรายใหญ่โดยเฉพาะตลาดจีนตักน้ำพร้อมขุดบ่อ ข้อคิดสำหรับคนสู้ชีวิตที่ทุนน้อยสำหรับคนที่เริ่มจากศูนย์ คุณคมสันให้ข้อคิดผ่านนิทานเรื่องเด็กวัดขุดบ่อน้ำว่า "ไม่จำเป็นต้องเลิกตักน้ำเพื่อไปขุดบ่อ" หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำ (ตักน้ำเพื่อประทังชีวิต) เพื่อมาทำธุรกิจทันที (ขุดบ่อเพื่อความยั่งยืน) เพราะคุณอาจจะ "หิวตาย" ก่อนจะเจอน้ำก้าวแรกที่แนะนำ หากอยากทำธุรกิจอะไร ให้ลองไปสมัครเป็นพนักงานในร้านที่เป็นต้นแบบเพื่อเรียนรู้ทุกอย่างก่อนความกล้าตัดสินใจ เขาฝากคำถามทิ้งท้ายว่า "ถ้าวันนี้คุณไม่ทำ แล้วคุณเสียชีวิต คุณจะเสียใจไหม?" ถ้าคำตอบคือเสียใจ ก็จงเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เป็นไปได้ก่อนชีวิตของ คมสันต์ แซ่ลี เปรียบดั่งการเดินทางของนักแสวงโชค ผู้เริ่มต้นจากผืนดินที่แห้งแล้งด้วยแรงขับเคลื่อนจากความขัดสนเพื่อนำพาครอบครัวไปสู่โอเอซิสแห่งความกินดีอยู่ดี เขาเปรียบตนเองเป็นผู้ที่กำลังร่ายรำอยู่บนแผ่นน้ำแข็งอันบางเฉียบท่ามกลางมหาสมุทรธุรกิจที่พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อ ทว่าด้วยจิตวิญญาณที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ดั่งจิ๊กซอว์ที่ต้องร้อยเรียงภาพความสำเร็จให้สมบูรณ์เพื่อโอบอุ้มลมหายใจของพนักงานนับแสนชีวิตที่ฝากความหวังไว้บนบ่าแม้ในวันที่แสงสว่างแห่งความสำเร็จจะเจิดจรัส เขาก็ยังเลือกที่จะเตือนตนเองด้วยบทเรียนจากรอยร้าวในวันที่เคยหลงระเริง โดยยึดถือวิถีแห่งการ "ตักน้ำ" เพื่อประทังชีพไปพร้อมกับการพากเพียร "ขุดบ่อน้ำ" แห่งฝันอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อสร้างสรรค์อาณาจักรแบรนด์ที่มีรากเหง้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียน ดุจการส่งต่อเปลวไฟแห่งความกล้าหาญให้ผู้คนรุ่นหลังได้มองเห็นว่า แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด หากมีการเตรียมพร้อมและกล้าที่จะเริ่มขยับเข้าหาเป้าหมายจากจุดเล็กๆ แสงแห่งโอกาสย่อมทอประกายอยู่รอบกายเสมอดูรายการย้อนหลัง

ชีวิตในโหมด Slow Life ของ “นุ่น ศิรพันธ์” กับการเรียนรู้ที่จะ "วางโลก" เพื่อกลับมาดูแลใจตัวเอง

24 เม.ย. 2026

ชีวิตในโหมด Slow Life ของ “นุ่น ศิรพันธ์” กับการเรียนรู้ที่จะ "วางโลก" เพื่อกลับมาดูแลใจตัวเอง

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย“ดีเจอั๋น ภูวนาท”เปิดไมค์ต้อนรับ “นุ่น ศิรพันธ์” นักแสดงมากฝีมือที่ผันตัวมาขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังร่วมกับสามี โดยเธอเน้นย้ำถึงแนวคิดการรักษ์โลกแบบ"สายกลาง"ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและยอมรับในกิเลสของมนุษย์เพื่อให้สามารถลงมือทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนอกจากนี้เธอยังแบ่งปันประสบการณ์ในวงการบันเทิง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงไปจนถึงการทำงานแบบ"ตัวจริง"ที่ทุ่มเทให้กับทุกบทบาทจนบางครั้งกระทบต่อชีวิตส่วนตัว ปัจจุบันนุ่นให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตแบบSlow Lifeเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดูแลคนรอบข้างและการส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง สุดท้ายแหล่งข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จทั้งในอาชีพและการกู้โลกล้วนเกิดจากความเชื่อมั่นและการลงมือทำอย่างเป็นระบบและมีหัวใจสำคัญคือความยั่งยืนในทุกมิติของชีวิตจุดเริ่มต้นจาก "เสียงในหัว" และน้ำตาหยดแรกบนเวทีนุ่น ศิรพันธ์ เล่าว่าเธอมีความฝันอยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก แม้จะเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการที่ปลูกฝังให้เรียนสายวิศวะหรือหมอ แต่เธอมีความเชื่อลึก ๆ ตั้งแต่ตอน ม.1 ว่าวันหนึ่งจะได้ทำอาชีพนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนเล่นละครในวิชาพระพุทธศาสนาที่โรงเรียน โดยเธอรับบทเป็นแม่ที่เสียลูกสาวไป ในวินาทีนั้นเธอ "ร้องไห้จริง" จนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของตัวละคร และนั่นคือ "โมเมนต์เมจิก" ที่ทำให้เธอรู้ตัวว่ารักการแสดงอย่างสุดหัวใจบทเรียนราคาแพงจาก "ความบัดซบ" ของการถอดตัวละครไม่ได้ในการทำงานสายนักแสดง นุ่นไม่ได้ต้องการแค่ชื่อเสียง แต่เธออยากให้คนยอมรับในฐานะ "นักแสดงตัวจริง" เธอเคยท้าทายตัวเองด้วยการไปแคสต์หนังเรื่อง "เป็นชู้กับผี" และบอกผู้กำกับว่าอย่าเลือกเธอเพราะชื่อเสียงจากบทเดิม แต่ให้เลือกเพราะเธอเล่นได้จริง อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทแบบผิดวิธีในช่วงแรกทำให้เธอติดอยู่ในคาแรคเตอร์ "นวลจันทร์" จนชีวิตพัง เธอไม่ยอมคุยกับใครเพื่อคงอารมณ์ตัวละครไว้ ส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรม ความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนแย่ลง จนเธอต้องไปเรียนการแสดงเพิ่มเติมเพื่อรู้วิธีสร้างตัวละครโดยไม่ต้องทำร้ายตัวเองรักโลกแบบมี "กิเลส" ทางสายกลางสู่ความยั่งยืนจุดเริ่มต้นในด้านสิ่งแวดล้อมของนุ่นเกิดจาก "ผู้ชาย" (ท็อป พิพัฒน์) ที่เธอแอบชอบ เธอเริ่มศึกษาเรื่องโลกร้อนเพื่อหาเรื่องไปคุยกับเขาจนกลายเป็นความอินในระดับเซลล์ ข้อคิดสำคัญที่คุณท็อปให้ไว้ตั้งแต่วันแรกคือ "อย่าคิดว่าคนรักสิ่งแวดล้อมเป็นคนดี" เพราะถ้าเราคิดแบบนั้นเราจะอยู่ไม่ได้ในโลกความจริง นุ่นจึงเลือกทางสายกลางที่เรียกว่า "รักโลกแบบมีกิเลส" คือยอมรับว่าเรายังอยากสบายและมีกิเลสอยู่ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การพกกระบอกน้ำ หรือการใช้ถุงผ้าในสไตล์ที่ชอบกลยุทธ์ "Trade" ของใหม่ และการเปลี่ยนขยะให้เป็นสิทธิประโยชน์นุ่นนำเสนอแนวคิดการจัดการสิ่งของที่น่าสนใจคือการ "เทรด" (Trade) เช่น หากอยากซื้อเครื่องสำอางใหม่ เธอจะเช็กของเก่าว่าหมดหรือยัง ถ้ายังไม่หมดก็จะแบ่งปันให้คนอื่นเพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้ของใหม่ และเป็นการลดขยะ (Waste) ไปในตัว นอกจากนี้เธอยังสร้างแพลตฟอร์ม ที่นำทฤษฎี 21 วันมาใช้เปลี่ยนพฤติกรรม โดยให้ผู้ใช้งานเก็บแต้มจากการทำพฤติกรรมรักษ์โลก เช่น พกกระบอกน้ำหรือแยกขยะ เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องสนุกและได้ประโยชน์บทสรุปชีวิตในโหมด Slow Life และความเชื่อใน "แต้มบุญ" ที่เราสร้างเองปัจจุบันนุ่นก้าวเข้าสู่โหมดการใช้ชีวิตที่ช้าลง (Slow Life) หลังจากที่เคยผจญภัยและแบกโลกไว้มากเกินไป เธอหันกลับมาให้ความสำคัญกับคนรอบข้างและการดูแลตัวเองมากขึ้น โดยยังคงขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามเครื่องมือใหม่ ๆ ข้อคิดทิ้งท้ายที่น่าประทับใจคือ เธอเชื่อว่าทุกคนทำได้หากมีความพยายาม นุ่นมองว่าอย่าไปคิดเรื่องแต้มบุญน้อยหรือต้นทุนชีวิตต่ำ เพราะหากเราเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและไม่ทิ้งโอกาสที่เข้ามา เราก็จะสามารถไปถึงจุดที่อยากเป็นได้เหมือนที่เด็กวิศวะผมฟูคนหนึ่ง กลายเป็นนักแสดงไอคอนิกได้ในวันนี้ชีวิตของนุ่น ศิรพันธ์ เปรียบเสมือน "การเดินทางของวิศวกรผู้ถักทออารมณ์" ที่เริ่มต้นจาก "โมเมนต์เมจิก" และเสียงในหัวที่นำทางเธอเข้าสู่โลกมายา เธอเคยเป็นดั่งนักเดินทางที่หลงเข้าไปในพายุของตัวละครจนถอดตัวตนไม่ออกและเผชิญกับความ "บัดซบ" ของชีวิตเพื่อแลกกับการเป็นนักแสดงตัวจริง แต่บทเรียนเหล่านั้นก็ได้เจียระไนให้เธอรู้จักสร้างเกราะป้องกันอารมณ์และสวมบทบาทได้อย่างสง่างามโดยไม่ทำร้ายตนเอง ขณะเดียวกัน เธอยังเป็น "นักปลูกต้นไม้แห่งความยั่งยืน" ที่เปลี่ยนแรงดึงดูดจากความรักมาเป็นรากฐานที่ฝังลึกลงไปในระดับเซลล์ โดยเลือกที่จะเดินบน "ทางสายกลาง" และนิยามตนเองว่าเป็นคนรักโลกที่มีกิเลส เพื่อให้ความดีและความสบายคงอยู่คู่กันได้อย่างไม่เบียดเบียน จนในวันนี้เธอได้ก้าวเข้าสู่โหมด "Slow Life" ที่ลดการแบกโลกไว้บนบ่าเพื่อหันกลับมาดูแลคนรอบข้าง พร้อมส่งต่อข้อคิดที่ว่าทุกคนสามารถสร้าง "แต้มบุญ" ให้ชีวิตตนเองได้หากมีความพยายามและไม่ทิ้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาดูรายการย้อนหลัง

album
greenwave
-

-