สาเหตุที่ทำให้ปวดหลัง

HEALTHY LIFESTYLE

สาเหตุที่ทำให้ปวดหลัง

02 มิ.ย. 2022

อาการปวดหลัง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุนะคะ แม้ในสภาวะปกติ เนื่องจากกระดูกสันหลังรับน้ำหนักของร่างกายตลอดเวลา แต่ในเวลานอนจะรับน้ำหนักน้อยที่สุด ถ้าไม่เอาใจใส่กับอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวแล้ว อาการปวดหลังในระยะเริ่มแรก ก็จะกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง ทําให้ยากต่อการรักษาให้หายขาดได้นะคะ การบําบัดรักษาที่จะได้ผลดี จําเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจทั้งผู้รักษาและผู้รับการรักษาค่ะ

 

สาเหตุของโรคหรือความผิดปกติที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง

1.การบาดเจ็บ เช่น ตกจากที่สูง หมอนรองกระดูกเคลื่อน

2.การติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง

3.ความผิดปกติแต่กําเนิด

4.เนื้องอก เช่น การกระจายของมะเร็งจากอวัยวะอื่นมาที่กระดูกสันหลัง

5.ความเสื่อมทางชีวกลศาสตร์ของหลัง เช่น ท่าทางไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ขาดการออกกําลังกาย

6.อารมณ์ตึงเครียด อาจส่งผลถึงกล้ามเนื้อหลัง ทําให้มีอาการเกร็งและปวดหลังได้ค่ะ

ในที่นี้ขอกล่าวถึงอาการปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุ ข้อที่ 5 และ 6

 

การวิเคราะห์แยกกลุ่มอาการโรค

อาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ จากประวัติในพวกที่มีความผิดปกติของกระดูกสันหลัง เช่น กระดูกสันหลังไม่ตรง แอ่นเกินไป หรือหลังค่อมเกินไป ผู้ป่วยพวกนี้จะมีอาการปวดเวลาเคลื่อนไหว ถ้าได้พักจะทุเลาค่ะ


พวกที่เป็นเนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือจากต่อมไร้ท่อ ที่มีความผิดปกติ อาการปวดในกระดูกก็จะพบได้ โดยเฉพาะเวลานอนพักยิ่งปวดมากขึ้น และจะปวดตลอดเวลาเมื่อเคลื่อนไหวกระดูกสันหลัง บางครั้งจะเห็นอาการกระดูกสันหลังของผู้ป่วยคด(scoliosis) ทั้งนี้เป็นเพราะกล้ามเนื้อหลังหดเกร็งตัว การที่กระดูกสันหลังคด ทำให้การหดเกร็งของกล้ามเนื้อไม่สมดุล จึงทำให้ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน


พวกที่มีข้อสันหลังเสื่อม จะเคลื่อนไหวไม่ได้เต็มที่ โดยเฉพาะท่าเอียงตัวไปซ้ายหรือขวา ในโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด จะเอียงตัวไปด้านซ้ายหรือขวาไม่ได้เลยค่ะ


การตรวจกระดูกสันหลัง จำเป็นต้องตรวจหาอาการกดทับประสาทสันหลังด้วย เช่น การดึงตัวของประสาทขาทางด้านหลัง(Sciatic nerve) พวกนี้ถ้าก้มตัวจะปวดร้าวลงไปตามขาทางด้านหลัง และยิ่งถ้าไอหรือจามก็จะปวดหลังมาก มีอาการปวดร้าวแปลบไปตามแนวด้านหลังขาที่ประสาทผ่านไป

 

มุมมองต่อโรคในศาสตร์การแพทย์แผนจีน

ปวดหลังบั้นเอว อาจปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ค่ะ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างแนวกลางกระดูกสันหลัง และบริเวณด้านข้างทั้งสองข้าง โดยเฉพาะเวลามีอาการปวดจะเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวจึงมีชื่อเรียกว่า Lumbospinal pain โดยทั่วไปมักเรียก Lumbago หรือ TCM เรียกอาการนี้ว่า Yao Tong บริเวณบั้นเอวเป็นที่อยู่ของไต ดังนั้นอาการปวดบั้นเอวจึงสัมพันธ์กับไต อาการอาจเป็นแบบเฉียบพลัน หรือเรื้อรังก็ได้ค่ะ

 

หลักการรักษา

1. ความเย็นชื้น ขับความเย็น สลายความชื้น ทะลวงและอุ่นเส้นลมปราณ

ความร้อนชื้น ขจัดร้อน สลายความชื้น คลายกล้ามเนื้อและเอ็นเพื่อระงับปวด

2. ชี่ติดขัดและเลือดคั่ง กระตุ้นเลือดให้ไหลเวียน เพื่อสลายเลือดคั่ง ปรับการไหล เวียนของชี่เพื่อระงับปวด

3. ไตพร่อง บำรุงไตเพื่อเสริมความแข็งแรงให้บั้นเอว เป็นหลักการทั่วไป กรณีไต หยางพร่อง บำรุงไตหยาง เพื่อเสริมความแข็งแรงให้บั้นเอว กรณีไตอินพร่อง เลี้ยงบำรุงไตอินให้สมบูรณ์

4. ความผิดปกติของเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้องกับไต ทะลวงเส้นลมปราณ ปรับการไหลเวียนของจิงชี่ บริเวณบั้นเอว และระงับปวด


           สาเหตุที่ทำให้ปวดหลังมีหลายสาเหตุนะคะ เรามาค่อยๆเริ่มดูแลรักษาสุขภาพหลังไปด้วยกัน เริ่มจากเปิด Green Wave แล้วค่อยๆเอนหลัง นอนพักกันก่อนนะคะ ^^

 

ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม


Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover

related HEALTHY LIFESTYLE

ไม่อยากเป็นเกาต์ ให้เค้าดูแลสิ

01 มี.ค. 2022

ไม่อยากเป็นเกาต์ ให้เค้าดูแลสิ

โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากผลึกของ Monosodium Urate Monohydrate ตกตะกอนในข้อ ซึ่งมีผลมาจากกรดยูริก ซึ่งเป็นผลผลิตของกระบวนการเมตาบอลิสซึ่มของสารพิวรีน (Purene metabolism) ฟังแล้วอาจจะงง แต่ถ้า พิวรีนสูงมากจนตกตะกอนเป็นผลึกของยูเรทสะสมตามข้อต่อเนื้อเยื่อ รอบๆ ข้อและไต ทำให้พบผลึกนี้ในเม็ดเลือดขาวของน้ำไขข้อจากการเจาะข้อที่กำลังอักเสบได้เลยนะคะโรคเกาต์เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงส่วนมากพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป เพราะผู้ชาย ชอบกินเหล้า กินเบียร์ จริงๆ แล้วการขับยูริกในผู้หญิงจะดีกว่าผู้ชายส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจำเดือนค่ะปวดเกาต์ ปวดแรกๆมักจะเป็นเพียงข้อเดียว ข้อที่พบส่วนมาก จะเป็นนิ้วหัวแม่เท้า ส่วนข้อเท้า ข้อเข่า ก็อาจพบในผู้ป่วยบางราย ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง เอาหลังมือไปวัดจะร้อนและแดง ขณะที่เดินอาการ เริ่มทุเลา ผิวหนังบริเวณนั้นจะลอกและคันได้ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการปวดในช่วงตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง หรือ หลังกินเลี้ยง โต๊ะจีนมื้ออาหารที่กินมากกว่าปกติ หรือ เดินสะดุด บางครั้งอาจมีอาการขณะมีภาวะความเครียดทางจิตใจก็อาจจะทำให้ปวดได้ค่ะถ้าปวดเกาต์ข้อที่ปวดจะมีลักษณะ บวม แดง ร้อน อาจมีไข้ร่วมด้วย บางรายอาจมีตุ่มขึ้นใสๆ หรือมีน้ำไหลออกมา ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจะทำให้เกิดภาวะข้อพิการ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้มีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะแทรกซ้อนตามมาได้และเป็นโรคไตในที่สุดค่ะนอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยโรคเกาต์มักมีโอกาสเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากกว่าคนปกติ และหากไม่ได้ควบคุมโรคเหล่านี้ ในที่สุดก็อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบและไตวายได้นะคะ1. อาการปวดจาก ลม-ชื้น-ร้อนอาการอักเสบเฉียบพลัน มักเกิดเวลากลางคืนมีไข้ร่วม กระหายน้ำ แน่นหน้าอกปวดหัว เหงื่อออก ปัสสาวะเข้ม ท้องผูก- อาการโรคเกาต์ตามกลุ่มอาการลมร้อนชื้น ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณ แก้ปวด ขับร้อน ขับชื้น สลายลมร้อน2. อาการปวดจาก ลม-เย็น-ชื้น ข้อบวม อักเสบ เคลื่อนไหวข้อลำบาก มีก้อน Tophiถ้าลมเยอะตำแหน่งข้อที่อักเสบจะเปลี่ยน ถ้าความเย็นมาก จะปวด อักเสบมากและเป็นเฉพาะบางที่ ถ้าความชื้นมาก ข้อจะหนัก ไม่เปลี่ยนตำแหน่ง ร่วมกับอาการชาร่วมด้วย- อาการตามกลุ่มลมเย็นชื้น และม้ามพร่อง ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณ แก้ปวด สลายลมเย็น ขับชื้น อุ่นเส้นลมปราณ บำรุงม้าม3. อาการปวดจากเสมหะอุดตันเป็นระยะข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อผิดรูป มีก้อน Tophi มากจนทะลุออกมา ผิวหนังเปลี่ยนสีลิ้นซีดและใหญ่หรือเป็นสีม่วงคล้ำ มีตำรับยาสมุนไพรจีนต่างๆ หลายตำรับสำหรับอาการปวดบวมแต่ละชนิด- อาการโรคเกาต์ตามกลุ่มอาการเสมหะอุดตัน ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ แก้ปวด สลาย และขับเสมหะฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามกลุ่มอาการต่างๆ ลดเสมหะ ขับลม ลดร้อน หรือลดเย็น ขึ้นอยู่กับหัตถการของแพทย์แต่ละท่านถ้ารู้ว่าเป็นเก๊าต์หรือยูริกสูง ควรปฏิบัติตัวยังไง เรามีคำแนะนำจากแพทย์แผนจีนมาฝากค่ะ1. ควรดื่มน้ำสะอาดให้ปริมาณเพียงพอ เพื่อป้องกันนิ่วในไต2. กรณีอ้วน ควรลดน้ำหนักลงทีละน้อย ไม่ควรลดแบบหักโหมฮวบฮาบ เพราะอาจทำให้มีการสลายตัวของเซลล์รวดเร็วเกินไป และมีการสร้างกรดยูริก ทำให้ข้ออักเสบกำเริบได้ค่ะ3. ควรงดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์4. ควรระวังอย่าให้ข้อกระดูกได้รับบาดเจ็บ5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา ปลาซาร์ดีน หอย กะปิ อาหารที่มียีสต์ และยอดผักชนิดต่างๆสมุนไพรที่ช่วยลดการเกิดเก๊าต์1.ลูกเดือยสรรพคุณของลูกเดือยนั่นก็คือ ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน ขับความชื้นบำรุงสุขภาพ บำรุงไต ม้าม บำรุงเลือดลม อีกทั้งยังบรรเทาอาการโรคเก๊าต์ จากความร้อนชื้น ได้อีกด้วย วิธีใช้ ต้มเป็นน้ำ กินได้ทั้งเนื้อและน้ำค่ะ2.เห็ดหลินจือมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต และลดการอักเสบของไต เมื่อไตทำงานดีขึ้นทำให้ไตสามารถขับกรดยูริคออกจากร่างกายได้มากขึ้น ยิ่งควบคุมอาหารที่มีสารพิวรีนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้บรรเทาอาการได้ดียิ่งขึ้น ชงเป็นชาก็ได้นะคะ3.ขมิ้นชันจัดเป็นสมุนไพรประจำบ้านสรรพคุณครอบจักรวาล ซึ่งขมิ้นชันช่วยลดอาการอักเสบ ลดอาการปวดข้อ ทำให้อาการปวดข้อลดลง เป็นผลดีต่อคนเป็นเกาต์ วิธีใช้ ใช้ทานเป็นอาหาร หรือทานสด4.ชาตะไคร้ใบเตยนำตะไคร้ 4 - 5 ต้น ใบเตย 2 - 3 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด นำไปต้มในน้ำ ปิดฝาประมาณ 30 นาที ดื่มแทนน้ำประมาณ 1 สัปดาห์ ช่วยล้างกรดยูริคในกระแสเลือด แต่การทานสมุนไพรนี้มีผลให้ปัสสาวะบ่อยนะคะ“ไม่อยากเป็นเกาต์ ให้เค้าดูแล” แต่ถ้าไม่มีใครเทคแคร์ เราก็ต้องดูแลตัวเองนะคะทุกคน ด้วยความปรารถนาดีจาก Green Wave ค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ความคิดผิดๆ เกี่ยวกับการนอน

10 พ.ค. 2022

ความคิดผิดๆ เกี่ยวกับการนอน

วันนี้มีเคล็ดลับการนอนเพื่อสุขภาพดีดีจากศาสตร์แพทย์แผนจีนมาฝากค่ะเพราะช่วงเวลานอนเป็นช่วงเวลาสุดมหัศจรรย์ที่ร่างกายเราใช้ปรับสมดุลหลังจากเผชิญการทำงานหนักและอารมณ์ที่หลากหลายมาทั้งวันถ้านอนดี นอนได้มีคุณภาพ ก็ถือเป็นการรีเซ็ตในแต่ละวัน และเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีเยี่ยมเลยค่ะแต่ยังมีความเข้าใจผิดๆ เรื่องการนอนอยู่มากส่วนใหญ่เข้าใจผิดเรื่องอะไรกันบ้าง ตามไปดูกันค่ะ 1.ดื่มเหล้าหรือของมึนเมาแล้วทำให้นอนหลับ สำหรับบางคนอาจเชื่อว่า เมื่อเราดื่มจนเมามายแล้ว จะช่วยให้หลับได้ง่ายเพราะเมื่อร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์ อาจรู้สึกมึนหัวง่วงนอนแต่ในความเป็นจริง พอตื่นนอนก็จะรู้สึกปวดหัว และไม่กระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ตับซึ่งทำหน้าที่ล้างพิษในร่างกายถ้าแอลกอฮอล์เข้าสู่ตับจำนวนมาก จะทำให้ตับเกิดภาวะอักเสบอาจจะทำให้เป็นโรคตับแข็ง หรือโรคตับอักเสบ คนไข้จะมีอาการหงุดหงิดง่ายอารมณ์แปรปรวน ปวดท้องได้ง่ายอีกด้วยค่ะ 2.นอนวันละ 8 ชั่วโมงยังรู้สึกไม่พอ ความต้องการในการนอนหลับขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องนอนครบ8ชม.ขอให้ตื่นแล้วสดชื่นก็เพียงพอ บางคนนอนไป8 - 10ชม.ตื่นมาก็ยังไม่กระปรี้กระเปร่า ทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า "นอนมาก"เกิดจากหลายสาเหตุหลักๆมาจากม้ามอ่อนแอ ทำให้กักเก็บพลังในร่างกายได้น้อยลงไปด้วยเหมือนแบตเตอรี่ที่ใกล้เสื่อมสภาพ ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอยากนอนตลอดเวลา 3.นอนก่อน 5ทุ่ม แต่ยังคิดโน้นคิดนี่ ตื่นเป็นเวลาดีกว่านอนเป็นเวลานะคะบางคนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่ได้หลับตอนตี2คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับแม้เข้านอนเร็ว ก็อาจไม่หลับจนถึงเช้า ซึ่งมาจากปัจจัยหลายสาเหตุ เช่นใจสั่นง่าย ใจร้อนง่าย กังวล เครียด จนทำให้นอนไม่หลับ อันนี้ไม่ไหวนะคะตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น ซึ่งแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการนอนมากโดยเฉพาะการหลับก่อน5ทุ่มที่ตับต้องดึงเลือดมาเก็บไว้ เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนแล้วนอนหลับมากไปกว่านี้ ช่วงเวลานั้นร่างกายของเรายังผลิตสารและฮอร์โมนต่างๆรวมทั้งโกรทฮอร์โมนสำหรับเด็กๆ ที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโต (และทำให้สูง)อีกด้วยค่ะ 4.ออกกำลังกายก่อนนอน บางครั้งความเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังอาจทำให้เรารู้สึกง่วงจึงคิดว่าการออกกำลังกายก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น ในทางแพทย์แผนจีนเวลานอนหลับนั้นเลือดจะไหลกลับไปและเก็บไว้ที่ตับแต่กลับกันการออกกำลังกายเลือดจะออกมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและผิวหนังทำให้ร่างกายเกิดอุณหภูมิที่สูงขึ้น อาจจะทำให้นอนไม่หลับนะคะ 5.วันทำงานนอนไม่อิ่ม มานอนชดเฉยในวันหยุด ในวันหยุดหลายคนอาจจะนอนถึงเที่ยงแล้วค่อยตื่นการนอนชดเชยในหลักแพทย์แผนจีนนั้นไม่มีนะคะเพราะตื่นมาอาจจะเหนื่อยกว่าเดิม และก็ปวดตามเนื้อตามตัวแนะนำให้ตื่นเป็นเวลาแม้ในวันหยุดก็ตาม เพราะช่วงเวลากลางวันพลังหยางมากส่วนช่วงเวลากลางคืนพลังหยินมาก พลังหยินใช้เวลานอน พลังหยางใช้เวลาตื่นการนอนในช่วงเวลาที่พลังหยางมากจึงทำให้เมื่อเราตื่นเที่ยง จึงไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือนตอนตื่นเช้านั่นเองค่ะ นอนน้อยก็ไม่ดี นอนมากไปก็ไม่ดี นอนพักผ่อนให้เพียงพอน่าจะดีที่สุด แต่ถ้าใครนอนไม่หลับ Green Wave อยู่เป็นเพื่อนคุณตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ ^^ ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ปวดหัว มือชา ปวดไหล่ โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

09 พ.ย. 2022

ปวดหัว มือชา ปวดไหล่ โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

สมัยนี้วัยทำงาน จะนั่งอยู่แต่ออฟฟิศทั้งวัน ทำงานหนัก แล้วก็ได้โรคกลับมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว สุดท้ายก็นำเงินที่เก็บไว้ เสียไปกับค่ารักษาโรค วันนี้เราจะมาแนะนำโรคกระดูกต้นคอทับเส้นประสาท ว่ามีอาการยังไง ต้องรักษาอย่างไร และควรปฏิบัติตัวอย่างไรให้เหมาะสมค่ะ1. ปวดหัว เกิดจากการกดทับเส้นประสาทของกระดูกต้นคอ จะมีการปวดหัวเป็นไมเกรนหนักหัวหรือท้ายทอย หลายคนปวดหัวข้างเดียว ชาที่หัว ยิ่งเวลาที่เครียด จะมีอาการปวดหัวมาก เหมือนจะเอาหัวกระแทกกับผนังบ้าน และมีอาการมึนหัวร่วมอยู่บ่อยๆ ตามหลักแพทย์แผนจีน การอาการปวดหัว หมายถึง พลังเลือดลมขึ้นสู่หัวไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่าชี่ขึ้นหัวไม่ได้ เกิดจากหลอดเลือดที่ต้นคอมีเลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก จะทำให้เกิดอาการมึนหัว หรือปวดหัวได้ โดยเฉพาะเวลาเครียดจัดค่ะ2. มือชา อาการชาจะชาที่แขน หรือปลายนิ้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าหากชา 2 ข้างอาจจะต้องนึกถึงว่าตัวเองมีโรคเบาหวานหรือเปล่า หรือว่าเป็นพังพืดทับเส้นประสาทหรือไม่ อาการชามือหรือชานิ้วมือเป็นผลมาจากการทับของเส้นประสาทที่ต้นคอ อาจจะเป็นกระดูกส่วนไหนทับเส้นประสาทเส้นที่เท่าไร อาจจะต้องตรวจด้วย x-ray ในแผนปัจจุบันอาจจะให้ยารักษาปลายเส้นประสาทกับคนไข้ เช่น วิตามินบี 12 เป็นต้น3.กล้ามเนื้อบริเวณไหล่หรือต้นคอแข็ง การที่เรานั่งนานๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยไม่ขยับเลย อาจจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีอาการเกร็งเป็นระยะเวลานานๆ อาจะเกิดพังผืด หรือเป็นไตที่บ่าได้ สังเกตุเวลาไปนวด หมอนวดจะบอกว่า คอ บ่า ไหล แข็งมาก นี้แหละค่ะผลของการที่เราไม่ยืดกล้ามเนื้อหรือขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ในทางแพทย์แผนจีนเกิดมาจากเลือดลมเดินไม่ดี ตรงบริเวณคอบ่าไหล่ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าหรือคอแข็ง และคนไข้จะรู้สึกหนักๆ เหมือนแบกอะไรไว้ และไม่สบายบ่าเอามากๆ คิดแล้วเหมือนหนังผีไทย ที่มีคนนั่งอยู่ที่คอ ยังไงยังงั้น น่ากลัวจริงๆค่ะข้อแนะนำดีๆสำหรับคนที่มีอาการข้างต้น1.การนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือนั่งทำอะไรนานๆ ให้ลุกขึ้นมาขยับเนื้อขยับตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ทำงาน เช่น ทำงาน 40 – 50 นาที ลุกขึ้นมาหมุนบ่า ขยับหัวไหล่ 10 นาที2. เวลาใช้เมาส์ หรือใช้ดินสอเขียนหนังสือนานๆ ให้ขยับมือ และกำมือบ่อยๆ เพราะจะไม่ทำให้เกิดอาการมือชาได้ง่ายๆ3.เวลาอาบน้ำ ให้เปิดน้ำอุ่นๆ ฝักบัวพ่นน้ำไปบริเวณบ่า เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น และขับความเย็นออกจากร่างกายได้อีกด้วยค่ะ4.ไม่ควรนั่งอยู่ใต้แอร์เย็น หรือแอร์เย็นพัดลงหัว อาจจะทำให้ปวดหัวได้นะคะ5.สามารถดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้า เพื่ออุ่นกระเพาะ และไล่ลมเย็นที่พัดเข้ามาในตัวเรา6.การฝังเข็ม และการครอบแก้ว สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอที่ตึงคลายลงได้ค่ะการครอบแก้วจะช่วยดึงพิษเย็นที่อยู่ในร่างกาย สังเกตได้ว่าจุดไหนปวด จุดนั้นจะดำเป็นพิเศษการฝังเข็ม ช่วยกระตุ้นจุดที่ปวดใต้ผิวหนังชั้นลึก ทำให้คลายตัวได้ดี เลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับตัวเอง แต่ถ้าไม่แน่ใจปรึกษากับคุณหมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

เขย่งเท้าวันละ 30 ครั้ง ท่าง่ายๆ กระตุ้นอวัยวะได้ทั่วร่างกาย

02 เม.ย. 2026

เขย่งเท้าวันละ 30 ครั้ง ท่าง่ายๆ กระตุ้นอวัยวะได้ทั่วร่างกาย

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหนักหน่วงหรือใช้อุปกรณ์มากมายเสมอไปนะคะ เพียงแค่ท่า "เขย่งเท้า" ง่ายๆ ที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ก็สามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ลองทำตาม 4 ขั้นตอนง่ายๆ นี้ทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนะคะSTEP 1: เตรียมพร้อมและทรงตัว• หาพื้นที่ที่มั่นคง เช่น ข้างกำแพง โต๊ะ หรือเก้าอี้• ใช้มือจับกำแพงหรือเฟอร์นิเจอร์เพื่อช่วยในการทรงตัว• ยืนตัวตรง สายตามองไปข้างหน้า รักษาสมดุลของร่างกายSTEP 2: เขย่งปลายเท้า• ค่อยๆ เขย่งปลายเท้าทั้งสองข้างขึ้น พร้อมกับยืดส้นเท้าให้สูงขึ้น• โฟกัสไปที่การเกร็งกล้ามเนื้อน่อง• ยกจนรู้สึกตึงที่บริเวณน่องเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องเกร็งมากเกินไปSTEP 3: ค้างท่าและผ่อนคลาย• เมื่อเขย่งจนสุดแล้ว ให้ค้างท่าไว้ประมาณ 3 วินาที• จากนั้น ค่อยๆ ลดส้นเท้าลงวางบนพื้นอย่างช้าๆ• พักประมาณ 1 วินาที แล้วจึงเริ่มทำซ้ำในข้อ 2STEP 4: ทำอย่างสม่ำเสมอ• ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2 และ 3 จนครบ 30 ครั้งต่อวัน• สามารถแบ่งทำเป็นเซตย่อยๆ ระหว่างวันได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องทำรวดเดียวการเขย่งเท้าเป็นประจำนอกจากจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อน่องแล้ว ยังเปรียบเสมือนการปั๊มเลือดจากส่วนล่างของร่างกายกลับสู่หัวใจ ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลองเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวนะคะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-