แฟนหนูคลั่งรักหนูมากเกินไป จนรู้สึกว่ารักครั้งนี้ของเราไม่เท่ากันแฟนติดสกินชิพ ตัวติดหนูตลอด แต่หนูต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าที่แฟนได้ดีไม่มีบกพร่อง ชีวิตหนูโฟกัสหลายอย่าง หนูรู้สึกผิดว่า บางทีถ้าเขาไปเจอคนที่รักเขาเท่าๆกัน

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนหนูคลั่งรักหนูมากเกินไป จนรู้สึกว่ารักครั้งนี้ของเราไม่เท่ากันแฟนติดสกินชิพ ตัวติดหนูตลอด แต่หนูต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าที่แฟนได้ดีไม่มีบกพร่อง ชีวิตหนูโฟกัสหลายอย่าง หนูรู้สึกผิดว่า บางทีถ้าเขาไปเจอคนที่รักเขาเท่าๆกัน

01 พ.ย. 2024

แฟนหนูคลั่งรักหนูมากเกินไป จนรู้สึกว่ารักครั้งนี้ของเราไม่เท่ากันแฟนติดสกินชิพ ตัวติดหนูตลอด

แต่หนูต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าที่แฟนได้ดีไม่มีบกพร่อง ชีวิตหนูโฟกัสหลายอย่าง

หนูรู้สึกผิดว่า บางทีถ้าเขาไปเจอคนที่รักเขาเท่าๆกัน อาจจะดีกว่าคบกับเราก็ได้

              “คุณเค (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [30 ต.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่แฟนเป็นคนที่คลั่งรักเรามาก แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้รักเขาขนาดนั้น เหมือนรักเรามันไม่เท่ากัน

             “คุณเค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนหนูเป็นคนที่คลั่งรักหนูมาก แต่หนูไม่เคยมีแฟนมาก่อน คนนี้เป็นแฟนคนแรกของหนู แล้วหนูก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โฟกัสเรื่องรักเท่าเขาขนาดนั้น หนูคบกับแฟนคนนี้มา 1 ปี แฟนชอบสกินชิพ ตามใจเราทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไร เขาไม่ต้องการอะไรจากหนูเลย เขาต้องการแค่หนูเท่านั้น หนูชอบคนดีที่ไม่เจ้าชู้ เขาก็ตรงสามสเป็คเราทุกอย่าง แต่ด้วยความที่เราติดนิสัยอยู่คนเดียว เป็นลูกคนเดียวมาตลอด รู้สึกอยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง แต่แฟนเป็นคนที่มีแฟนมาตลอด แฟนก็พยายามปรับมาตลอด เราคุยกันตลอด ส่วนตัวหนูก็ทำตัวดี ไม่ได้เจ้าชู้ ไม่ได้ไปนอกใจอะไรเขา

          ซึ่งนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ขี้รำคาญด้วย อาทิตย์นึงถ้าเขาว่าง เขาจะมาอยู่กับหนูตลอด บางทีก็จะมีจังหวะที่เวลาเราอยู่ด้วยกัน เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันขนาดนั้น แค่รู้สึกว่ามีเขาอยู่ข้างๆก็พอ ปัญหาเล็กๆที่เกิดก็จะมีว่า เวลาเขาขอให้เราบอกรักเขาบ่อยๆ บอกรักเยอะๆ แต่หนูก็ไม่ได้อยากบอกรักบ่อยๆขนาดนั้น หนูมีความฝันเรื่องอนาคต หนูก็ยังเรียนไม่จบ ยิ่งตอนนี้ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย มันโฟกัสหลายอย่างเกิน กลัวว่าจะมาหงุดหงิดใส่เขา เวลาที่เราเครียด

             ส่วนเหตุผลที่หนูเป็นคนขอเค้าเป็นแฟนก่อนก็เพราะว่า อยากรู้ว่าคนรักกันเขาเป็นยังไง? ตอนนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองก็น่าจะเป็นคนรักที่ดีได้ ก็เลยลองคบกันดู แต่พอผ่านมาก็ทำให้รู้สึกว่าหรือว่าเราควรอยู่กับตัวเอง และไปโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ มันเป็นความกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าอยากจะเลิกกับเขา ถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ตอนที่หนูไม่สบายเขาก็ดูแลดี คือเขาดีมากๆ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลยตอนที่เราคบกัน ถ้าให้เทียบว่าอันไหนมีความสุขกว่ากัน ระหว่างตอนที่มีเขา กับ ตอนที่คบกันอยู่แบบนี้ มันก็ได้คำตอบว่า มันมีความสุขคนละแบบ ตอนโสดมันก็อิสระดี ได้ทำอะไรในสิ่งที่อยากทำ แต่พอมีแฟน เราก็ทำหน้าที่ของเราตามปกติ ถามว่าเสียใจไหมถ้าต้องเลิกกับเขา จะตอบว่า เสียดายมากกว่า เพราะอาจจะไม่ใช่เวลาของเราก็ได้ จริงๆในความสัมพันธ์ครั้งนี้ที่คบกัน มีการคุยกันมาตลอด สื่อสารกันมาตลอดว่าตอนนี้รู้สึกยังไง แฟนก็พยายามปรับตัวเอง เพิ่ม Space ให้กันมากขึ้น เคยเลิกกันไปแล้วรอบนึง แต่ตัวเคเองก็ยังกลับมารู้สึกเหมือนเดิม

          ก็เลยเกิดคำถามว่า หนูควรเลิกกับเขาไหม? ในเมื่อเขาทุ่มเทให้เราขนาดนี้ แต่เรากลับไม่ได้เต็มที่ขนาดเขา อยากให้เขาไปเจอคนที่เขาให้ แล้วเขาก็ได้รับกลับ ให้เขาไปเจอคนที่ดีกว่าเราดีไหม?

           หลังจบคำถาม สามดีเจได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “บางทีเขาอาจจะแค่คนที่ไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ดี”

           เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้ความคิดเห็นว่า ‘อันดับแรก ลองจับจังหวะตัวเองดีๆว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้เป็นฮอร์โมน หรือ PMS อยู่รึเปล่า ลองไปเช็คดู ถ้ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ แล้วยังสับสนว่าตัวเองยังมีแฟนดีไหม? แฟนคนนี้จะใช่ไหม? สิ่งที่เราทำจะทำร้ายเขาไหม? เราจะมีเวลาให้เขาพอไหม? เราจะไปหงุดหงิดใส่เขาไหม? พี่ๆดีเจทุกคนถึงบอกว่า “คนนี้เขายังไม่ใช่” เพราะถ้าใช่จริงๆ คำถามเหล่านี้ จะมีคำตอบ ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วเขาใช่ไหม? บางทีเราอาจจะมารู้ตัวแล้วตอนที่เสียเขาไป ว่าจริงๆแล้วเราต้องการเขา เหมือนการทดลงคบกันครั้งนี้ พอได้มาคบกันจริงๆ มากลับกลายเป็นภาระในความสัมพันธ์ ไม่ได้มาเติมเต็มในแบบที่เคต้องการ และตัวเคเองก็ไม่ได้ทุ่มเทให้กับเขาได้ขนาดนั้น

          โดยสรุปก็คือควรจะคุยกับเขาแบบจริงๆจังๆ อธิบายเหตุผลเขาให้เขาใจในความรู้สึกเคทั้งหมด เคกำลังคิดในมุมของตัวเอง ยังไม่ได้ถามความคิดเห็นเขาเลย เป็นการตัดสินใจแทนเขา ซึ่งถ้าเค้าได้รับรู้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะเจอจุดสมดุลบางอย่างที่เค้าอาจจะพร้อมปรับตัวเข้ากับเราก็ได้ ถ้าพี่พูดแบบนี้แล้วเคเองยังรู้สึกว่าเขาไม่น่าจะทำให้ได้ เคก็ต้องกลับไปถามตัวเองจริงๆแล้วว่าตัวเองพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งนี้จริงๆแล้วหรือไม่ ? ถ้าเปิดใจคุยกันแล้วยังไม่ใช่ ก็แสดงว่ารักครั้งนี้มันยังไม่ใช่ ลองไปคุยกันดูก่อน ไม่อยากให้มันจบด้วยการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้คุยกับเขา เพราะเขาก็เป็นคนที่มีสิทธิ์ในการรับรู้ปัญหาครั้งนี้ ความสัมพันธ์นี้ไม่มีใครผิด แค่เคลียร์ให้ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่’

       ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้ความเห็นว่า ‘เรื่องที่ว่าเขาคลั่งรัก เรื่องที่เขาชอบสกินชิพ มันคือปัญหาปลายภูเขาน้ำแข็ง พี่เพิ่งอ่านบทความเกี่ยวกับ Love Language มา เขาบอกว่า วิธีแสดงความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น 1.คำพูด ชอบชมแฟน 2.ทำการกระทำ 3.ให้ของ ซื้อของให้ 4.มีเวลาให้ 5.สกินชิพ ซึ่งข้อที่ 5 คือ แฟนเคกำลังทำอยู่ แต่สำหรับพี่ แต่ละคนไม่จำเป็นจะต้องมี Love Language ที่เหมือนกัน  เพียงแต่ว่าถ้าเรารู้ว่าแฟนเราเป็นแบบนี้ ถ้าเรายังมีความเข้าใจซึ่งกันและกันเราก็จะไปต่อกันได้ แต่เท่าที่ดีเจเติ้ลฟังคุณเคเล่ามา รู้สึกว่าเคอาจจะมีความสุขกับการอยู่ด้วยตัวเองมากกว่า เคอาจจะไปเจอคนที่มีความรักใกล้เคียงกันกว่านี้ มันอาจจะทำให้เคมีความสุขกว่าคนนี้ เรื่องนี้ถ้าหนูรักเขามาก อินกับเขามากจริงๆ ปัญหาที่เคเล่ามา มันแทบจะไม่ใช่ปัญหาเลย มันก็เลยสรุปเป็นประโยคได้ว่า เรื่องนี้ เธอไม่ผิด แต่เธอไม่ใช่’

          สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ให้ความคิดเห็นว่า ‘รู้สึกเหมือนกับทั้งดีเจเผือก และ ดีเจเติ้ลว่า คนนี้ไม่ใช่ไม่ดี แค่เขาไม่ใช่ ดีเจต้นหอมก็แนะนำว่า ถ้าเขากำลังพยายามปรับตัวอยู่ ลองไปดูเขาในเวอร์ชั่นนี้ว่าดีไหม? แต่ถ้ายังไม่ใช่อยู่ดี ก็บอกกับเขาตรงๆ คุยกันเยอะๆ อยากอยู่ หรือไม่อยากอยู่เป็นตัวเราเอง ลองทำชีวิตให้มันง่ายขึ้น ใช่ก็คบต่อ ไม่ใช่ก็เลิกกันไป แค่นั้นเอง’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีเลี้ยงลูกคนละแบบกับเรา เราอยากเลี้ยงแบบให้ลูกสนิทเหมือนเพื่อน มีอะไรก็พูด แต่สามีระเบียบจัด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จนตอนนี้ ลูกคนโต อายุ 12 เริ่มเลียนแบบ พูดจารุนแรง และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบ

05 ก.ค. 2024

สามีเลี้ยงลูกคนละแบบกับเรา เราอยากเลี้ยงแบบให้ลูกสนิทเหมือนเพื่อน มีอะไรก็พูด แต่สามีระเบียบจัด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จนตอนนี้ ลูกคนโต อายุ 12 เริ่มเลียนแบบ พูดจารุนแรง และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบ

สามีเลี้ยงลูกคนละแบบกับเรา เราอยากเลี้ยงแบบให้ลูกสนิทเหมือนเพื่อนมีอะไรก็พูด แต่สามีระเบียบจัด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้จนตอนนี้ ลูกคนโต อายุ 12 เริ่มเลียนแบบ พูดจารุนแรง และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบเริ่มกลายเป็น Perfectionist ไม่กล้าทำอะไรผิด ตอนนี้เราเครียดมาก “คุณเกด (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 มิ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับสามีเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์รุนแรงจนลูกคนโตเริ่มทำตาม ส่วนลูกคนเล็กไม่กล้าทำผิด โดย “คุณเกด (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘ตอนนี้มีปัญหากับสามี เพราะเรื่องวิธีการดูแลลูกต่างกันมาก สามีอายุ 48 ปีเรามีลูก 2 คน คนโตอายุ 12 ขวบและคนเล็ก 5 ขวบ คือเราจะเลี้ยงลูกเป็นเพื่อน เป็น Safe zone ให้เขา แต่สามีเวลาอยู่บ้านจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว จนตอนนี้ลูกคนโตเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ก็ซึมซับพฤติกรรมมาจากพ่อ มีอาการฉุนเฉียวกับเราและน้อง คือถอนหายใจใส่ ขึ้นเสียง ดุน้องด้วยประโยคที่เขาที่โดนพ่อดุ แต่ถ้าพ่ออยู่เขาจะเรียบร้อย เพราะเขากลัวพ่อมาก ส่วนคนเล็กเริ่มติดนิสัยต้องสมบูรณ์แบบเพราะเวลาเขาทำการบ้านนาน อ่านหนังสือผิดเขาก็จะโดนพ่อดุ จนครูมี Feedback กลับมาว่าเวลาที่เขาทำผิดหรือทำไม่ทันเพื่อน เขาจะร้องไห้ ผิดหวังในตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นว่าเขาไม่อยากทำอะไรเลย เพราะกลัวว่าจะทำผิด หรือเวลาครูเข้าไปทักเรื่องนี้ หรือตอนที่เขาไม่ทันเพื่อน ก็จะร้องไห้เลย เราเคยพยายามลองคุยเรื่องการเลี้ยงลูกหลายครั้ง แต่เขาก็จะว่าเรากลับว่าเราเลี้ยงลูกตามใจ แล้วก็ทะเลาะกันทุกครั้ง จนตอนหลังเวลาเขาเริ่มหงุดหงิดเราจะใช้วิธีดึงลูกออกมาแล้วไปที่อื่น สามีเขาทำงานตำแหน่งระดับผู้บริหาร เขาจะสั่งทุกคน อยากให้ทุกคนทำตามที่เขาคิด เรารู้สึกว่าเขาเอานิสัยที่ทำงานมาใช้ที่บ้าน ยกตัวอย่าง ลูกคนโตเขายกนมแกลลอนกระดกกิน (ไม่ใช้แก้ว) พ่อก็จะว่าเลยว่าทำแบบนี้ไม่ได้ นมจะบูด แล้วบังคับให้ลูกนั่งกินนมให้หมดตรงนั้นวันนั้น เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราเห็นแค่ทำไมลูกไปอยู่ตรงนั้น เลยไปเปิดกล้องดูแล้วได้ยินบทสนทนา เราเลยไปปลอบลูกแล้วก็เอานมไปเก็บ แล้วเราก็ไปคุยกับสามีที่หลัง หลังจากส่งลูกเข้านอน จนตอนนี้เราแทบไม่กล้าปล่อยให้ลูกอยู่กับสามีตามลำพังโดยที่เราไม่อยู่บ้านเลย เวลาเสาร์อาทิตย์เราพยายามลูกไปเรียนพิเศษข้างนอก เช่นดนตรี กีฬา แต่พ่อเขามองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ มีอยู่วันหนึ่งพ่อเขาอยู่ที่โรงเรียนสอนพิเศษด้วย แล้วมีคุณครูมา Feedback ว่าวันนี้น้องทำอย่างนี้อย่างนั้น เขาก็บอกว่า “กลับไปบ้านผมไม่รู้หรอกนะ ว่าลูกผมได้หรือไม่ได้ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าเรียนยังไง เล่นยังไง” แถมลูกก็อยู่ตรงนั้น พอกลับมาบ้านลูกมาพูดกับเราว่า เขาไม่อยากทำแล้ว เขาไม่อยากเล่นแล้ว เพราะกลัวพ่อ คือตอนที่มีลูกคนแรกคนเดียวสามีไม่ได้เป็นขนาดนี้ ซึ่งเราก็มองว่ามันก็ดีนะ คนนึงเป็นระเบียบ อีกคนนึงคอยดูลูก มันจะได้บาลานซ์กัน อีกมุมนึงเราก็ไม่รู้ว่าวัยทองของเขาหรือป่าว ตอนเป็นแฟนกัน เขาก็มีหงุดหงิดบ้าง แต่ไม่ได้ขนาดนี้ เรารู้สึกว่าเขาจะเคร่งกับลูกมาก อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นพี่คนโต แล้วเป็นครอบครัวคนจีน มีครั้งหนึ่งเขาพูดกับลูกคนโตว่า “ถ้าเรียนจบก็หาเงินส่งน้องเรียนด้วยนะ” ตอนนั้นเราโกรธมาก เราโพล่งออกมาว่า “จะปลูกฝังความคิดแบบนี้กับลูกไม่ได้ เรามีลูกเองเราอย่าไปฝากภาระให้ลูก” เขาก็สวนมาว่า “ก็เขาเป็นแบบนั้น ถูกเลี้ยงมาแบบนั้น” จริงๆเขาแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกเลย ปกติจะเป็นหน้าที่หลักของเรา ที่จะจัดการเรื่องลูก ส่วนเขามีหน้าที่แค่หาเงิน ช่วยรับส่งลูก เราเลยคิดว่าถ้ามีหน้าที่แค่นี้แล้วทำให้สภาพแวดล้อมลูกแย่ลง มันไม่มีดีกว่าไหม เราอยากปรึกษาว่า อย่างแรกเราจะปรับความคิด พฤติกรรมลูกยังไงดี เพราะในมุมเรา ปรับกับสามีคงยากเกินไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเราแยกกันอยู่มันจะดีกับลูกมากกว่าไหม’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เด็กในช่วงอายุ 3-5 ขวบ คือช่วงที่หล่อหลอมเลย เพราะยิ่งอยู่ในวับที่มีพฤติกรรมเลียนแบบ เห็นพ่อแม่ทำยังไง เขาก็จะทำแบบนั้น ถ้าพ่อแม่อารมณ์รุนแรงทะเลาะกัน เขาจะมีพฤติกรรมตวาด อาละวาดแน่นอน ต่อให้พ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ เขาก็ยังอยู่ในวัยที่จะปลดปลอล่อยอารมณ์ของเขา โรวเรียนที่ลูกผมอยู่เขาสอนว่า “คุณต้องยอมรับอารมณืตัวเอว และรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ถ้าเสียใจบอกว่าเสียใจ ถ้าโมโหบอกว่าโมโห” เขาอยู่ในวัยที่กำลังแสดงออกทางอารมณ์ของเขามันคือวัยที่บ่งบอกตัวตน ส่วนสามีผมว่าเปลี่ยนเขายาก แต่ทางนึงที่ผมคิดออกคือพากันไปหาจิตแพทย์เด็ก ไม่รู้ว่าสามีจะเปิดใจยอมรับหรือป่าว เพราะแม้กระทั่งกับครู่สอนพิเศษยังพูดแบบนั้น ผมว่ามันเป็น Mindset ที่อาละวาดทุกคนรอบตัวไปหมด ถ้าเป็นเมืองนอกจะเรียกว่า ”Karen “คืออยู่ดีๆก็เดินมาด่าแบบไม่มีเหตุผล ถ้าเป็นเมืองไทย ก็ “มนุษย์ป้า มนุษย์ลุง” มองลบทุกอย่าง ด่า มีปัญหา การไปพบจิตแพทย์เด็กคือ เขาจะให้คำแนะนำจี้จุด แล้วให้พ่อแม่ไปแก้ไข พฤติกรรมลูกก็จะเปลี่ยน เพราะหายทัน 4-5 ขวบ แต่ลูกที่อายุ 12 ขวบแล้ว ก็พอจะมีวิธีเปลี่ยน ถ้าคุณพ่อไม่ให้ความร่วมมือ คุณแม่ก็จะเหนื่อนิดนึง ต้องคอยอธิบายกับลูก เช่น ”พ่อเขาเหนื่อย เวลาคนเราเหนื่อยก็จะหงุดหงิดง่ายก็เลยเสียงดังออกมา การที่คุณพ่อเหนื่อยเป็นเพราะเขาพยายามหาเงินมาให้ลูกเรียน“ นี่คือวิธีการที่จะประคับประคองอีกฝ่ายหนึ่ง หรือใช้วิธี Good cop - Bad cop คอยช่วยเหลือกัน ถ้าคุณแม่ดุ พ่อก็คุยกับลูกว่า “รู้มั้ยว่าคุณเเม่เขารัก ทำไมเขาถึงดุ“ ถ้าพ่อดุ คุณแม่ก็ต้องทำเหมือนกัน ต้องช่วยกันแบบมากๆ แล้วที่คุณเกดถามว่ายังต้องมีสามีอยู่มั้ย ผมตอบไม่ได้จริงๆ ว่าการที่มีหรือไม่มี สุดท้าย ปลายทางมันจะดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่า คุณเกดต้องการพาครอบครัวไปที่ปลายทางจำนวนเท่าไหร่ ถึงแม้เราจะรู้ว่าที่พ่อทำไปมันแค่หงุดหงิดและอยากระบายอารมณ์ใส่ลูก แต่เราก็ยังพอมีวิธีที่จะช่วยกันให้กลายมาเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกได้ อย่างบ้านของผม จะไม่คุยกันต่อหน้าลูกทั้งสิ้น ลูกขึ้นนอนแล้วเราจะมาทบทวนกัน ปรึกษากัน ในสิ่งที่เราปฏิบัติต่อลูก ต้องบาลานซ์ทุกวัน และที่สำคัญคือต้องฟังกันและกัน วิธีการเลี้ยงลูกในทุกวันนี้ เราต้องรู้ว่าเด็กโตมาในสังคมที่ไม่เหมือนกับตอนที่เราโต เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะใช้วิธีการแบบที่คุณโตมา เพราะสังคมมันเปลี่ยนไปเเล้วจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีคนบอกว่าการเลี้ยงลูกคืองานศิลปะที่ต้องค่อยปั้นช้าๆตั้งแต่เป็นดิน มันจึงต้องให้ความร่วมมือกันมากๆระหว่างพ่อและแม่ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ ผมก็เห็นด้วยกับคำที่ว่า “ไม่มีน่าจะดีกว่า” ในบางครั้งมันก็อาจจะเป็นจริง ถ้าเขาเปิดใจรับทุกอย่างยังพอช่วยได้ แต่ถ้าไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเกด’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำต่อว่า ‘หอมจะเรียกสามีมาคุย แล้วก็บอกว่าลูกคนโตมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วคุยครูก็บอกอีกว่าลูกคนเล็กมีพฟติกรรมแบบนี้ทนั่นแปลว่าตอนนี้มีปัญหา แล้วปัญหาจะมาจากพ่อแม่ ฉนั้นวันนี้เราจะจูงมือกันไปหาจิตแพทย์เด็ก แต่ถ้าเขาไม่ไป หอมก็จะปกป้องลูกทุกวิธี บอกเขาไปว่า ถ้าไม่ไปก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วเราจะไม่ทะเลาะต่อหน้าลูก เวลาอยู่ต่อหน้าลูกเราจะพูดถึงพ่อในทางที่ดี ไม่ว่าพ่อจะดุ หรือหงุดหงิด เราจะบอกกับลูกว่า “ลูก วันนี้พ่อทำงานเหนื่อยนะเลยเป็นแบบนี้” แล้วเราจะมาด่าพ่อทีหลัง พอมาอยู่ในห้องสองคน พูดไปเลยว่า “คุณไม่ควรพูดกับติวเตอร์แบบนี้” จะทะเลาะก็ทะเลาะ เราจะทะเลาะจนกว่าคุณจะรำคาญ วันนึงเขาจะรำคาญ เขาจะไม่อยากทะเลาะกับเรา เพราะฉะนั้นจะมีทางเลือก 2 ทาง 1. คุณเปลี่ยนตัวเอง หรือ 2.ให้ฉันเปลี่ยนคุณ แล้วถ้าเขาไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ กับความคิดเด็กชุดใหม่ของเด็กยุคนี้ ปกป้องลูก โดยการเปลี่ยนพ่อ บอกเขาไปแบบนี้เลย ว่าเราไม่อยากให้ลูกเหมือนเขา แล้วถ้าเขาบอกว่าเราเลี้ยงลูกตามใจเกินไป เราก็บอกไปเลยว่า “งั้นไปพบจิตแพทย์ด้วยกัน ไปดูว่าวิธีเลี้ยงลูกที่ถูกต้องเลี้ยงยังไง ฉันยินดีจะปรับตัว แล้วคุณยินดีจะปรับตัวหรือป่าว” ถ้าเขาบอกว่าเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว งั้นก็แปลว่าลูกไม่ได้เหมาะกับคุณ คุณไม่เหมาจะมีลูก อย่ามีลูกเลย ไปคุมลูกน้องนั่นแหล่ะดีแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องหาคนกลางมาตัดสิน เพราะเถียงกันไปเกียงกันมา เขาไม่ฟังเราหรอก ให้หมอบอกตัดสินว่าอะไหนทำถูกหรือผิด ถ้าเขายอมฟัง สิ่งที่เขาทำผิด คือต้องปรับตัว แต่ถ้าไม่ปรับตัว งั้นก็ไม่ต้องยุ่งกับการเลี้ยงลูก เดี๋ยวฉันทำหน้าที่นี้แทน แล้วถ้ายังมายุ่งกับลูกอีก ก็จะส่งลูกไปโรงเรียนประจำ คือทำยังไงก็ได้ให้ลูกไม่ต้องอยู่กับเขา เพราะเห็นใจ มันยากมากถ้าใช้วิธีอธิบายว่าทำไมพ่อถึงหงุดหงิดใส่ แล้วก็ไม่ได้การันตีว่าลูกจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมาก หมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่า เพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า...

11 ก.ค. 2025

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมาก หมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่า เพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า...

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมากหมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่าเพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า หนูเพิ่งรู้ว่าแฟนที่คบอยู่มีคนที่เขาคบมาอยู่แล้ว 6-7 ปี เราเลยกลายเป็นคนที่มาทีหลัง ตอนนี้ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีมันช็อคไปทุกเรื่อง จะบอกแฟนดีไหมว่าเรามีเชื้อ HIV หรือเราต้องจัดการแฟนเรื่องที่โกหกเราเรื่องผู้หญิงคนนั้นก่อน สับสนไปหมดทุกอย่างเลย... “คุณจี (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย” เกี่ยวกับปัญหาตรวจเจอว่าตัวเองติดเชื้อ HIV แต่ดันไปจับได้ว่าแฟนที่คบอยู่ เขามีแฟนอยู่แล้ว โดย “คุณจี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงเดือนที่แล้วหนูได้รับการผ่าตัด เพราะว่ามีอาการไข้ต่ำ ๆ ไม่ยอมหาย ฉีดยาก็ไม่หาย และน้ำหนักลดเร็วมาก หลังจากนั้นเลยได้ตรวจเลือด ซึ่งผลเลือดของหนูได้ออกมาและพบว่าตัวหนูมีเชื้อ HIV อยู่ จริง ๆ หนูเคยตรวจไปรอบนึงแล้ว แต่ว่าผลออกมาเป็นปกติ จึงได้เข้ารับการผ่าตัด และได้ทำการเจาะเลือดอีกรอบเพื่อนำไปตรวจเชิงลึกอีกหนึ่งครั้ง ก่อนหน้านี้หนูมีแฟนแต่ว่าได้เลิกรากันไปประมาณสองปีแล้ว และได้มามีแฟนใหม่ในช่วงเดือนมกราคม และในเรื่องการติดเชื้อนี้หนูยังไม่ได้นำไปบอกเขา ซึ่งตอนนี้หนูยังไม่ได้คุยกับใครสักคน เก็บไว้คนเดียวเลยตอนนี้ และที่ผ่านมาไม่เคยไปตรวจโรคนี้เลย เพิ่งจะมาตรวจครั้งนี้ครั้งแรก ตอนแรกหนูคิดว่าตัวเองจะมาติดกับคนปัจจุบันนี้ แต่พอได้ไปพบหมอเมื่อ 2-3วันที่ผ่านมา หนูเลยถามหมอไปว่า “บอกได้ไหมคะ ว่าหนูมีเชื้อมานานแค่ไหน มันพอจะบอกได้ไหม” หมอเขาก็ดูอาการ ดูค่าเลือดของเรา ซึ่งมันจะสามารถดูได้ว่าค่ำต่ำประมาณนี้คือเราติดมานานแค่ไหนแล้ว หากต่ำไม่เยอะ แสดงว่าเราพึ่งติด จนหมอได้นำผลมาบอกกับเราว่า “น่าจะประมาณ 1-2 ปีแล้ว” หนูเลยคิดว่าอาจจะติดมาจากคนเก่า เพราะมันเป็นคาบเกี่ยวที่หนูเลิกกับคนเก่าพอดี ซึ่งหนูไม่แน่ใจว่ากับคนเก่ามีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงไหม แต่ถ้าถามเรื่องป้องกัน หนูยอมรับว่ามีบ้าง ไม่มีบ้าง เพราะตอนนั้นเหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีคุยเรื่องแต่งงาน ที่บ้านเขารับรู้ทั้งหมด แต่ก็ดันมามีปัญหาจนเลิกกันก่อน และเลิกกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว ส่วนคนปัจจุบันก็มีป้องกันบ้างบางครั้ง เพราะส่วนมากหนูจะทานยาคุม ช่วงที่ตรวจเจอหนูยังคงพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เหมือนพอเรารู้เรื่องเลยทำให้ตัวเองเครียด ไม่ติดต่อใครเลย รวมถึงเขาด้วย จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นก็ทำให้ได้กลับมาเจอกัน แต่พอกลับมาเจอกัน ดันไปจับได้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว แค่เขากับแฟนเขาคนนั้นอยู่กันคนละที่ แต่หนูกับเขาทำงานที่เดียวกัน ซึ่งหนูคิดว่าเขาน่าจะนอกใจแฟนมาคบกับหนู และหนูเป็นคนที่มาทีหลังเพราะว่าเขาบอกกับหนูว่าเขาคบกันมาประมาณ 6-7 ปีแล้ว เขารับทราบแล้วด้วยว่าหนูรู้เรื่องนี้ จริง ๆ ที่ผ่านมามันไม่มีกลิ่นเรื่องนี้เลย พอได้รู้ ถ้าถามว่าหนูรับได้ไหม เอาจริง ๆ หนูรับไม่ได้ มันช็อคเหมือนกัน แล้วยิ่งมาช็อคเรื่องเชื้อ HIV อีก และหลังจากที่จับได้ ทำให้หนูยังไม่ได้คุยอะไรกันสักเรื่องเลย เรื่องที่หนูจะบอกก็ยังไม่ได้บอก เรื่องเขาตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง คือตอนนี้ยังไม่ติดต่อกันเลย ต่างคนต่างเงียบ หนูเลยอยากมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า หนูไม่รู้จะไปต่อเรื่องไหนก่อนดี รู้สึกตันไปหมดเลยตอนนี้ แล้วไหน ๆ หนูก็จับได้แล้วว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว หนูควรจะบอกเรื่องเชื้อ HIV ไปเลยดีไหม หรือหนูควรจะออกมาเงียบ ๆ ไม่บอก ไม่อะไรไปเลย แต่หนูเองมีแอบคิดในใจว่าถ้าเขาไม่มีแฟนอยู่ แล้วคบกันแค่สองคนกับหนู หากเขารู้เรื่องนี้ เขาจะรับได้ไหม’ ซึ่ง ดีเจทั้งสามคน (ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย) ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ไม่ต้องคิดอะไรที่เราไม่รู้คำตอบ เราไม่มีทางหาคำตอบนั้นได้ เพราะมันไม่ได้ขึ้นจริง อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันว่าตอนนี้เขานอกใจ คือตอนนี้คุณจีมีหลายเรื่อง ฉะนั้นทุกอย่างมันจะมาปะมาปนกันหมดเลย ทำให้มันแคบที่สุด หนึ่งคือฉันจะทำสิ่งนี้ สองฉันจะทำอันนี้ เพื่อให้จีอยู่ในแกนที่ไม่ฟุ้งซ่าน ที่สำคัญสุดคือสุขภาพและสภาพจิตใจของคุณจี’ โดย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘อย่างแรกเคลียร์เรื่องนอกใจก่อน แล้วอันดับสองจึงมาคุยเรื่องเชื้อ HIV กัน สำหรับพี่ไม่ว่าคำตอบของเรื่องนอกใจจะเป็นยังไง แต่สุดท้ายเป็นพี่ พี่เลือกที่จะคุยกับเขา อยู่ดี เพราะพี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันจะส่งผลต่อชีวิตเขาและไปต่อถึงภรรยา ถึงลูกของเขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้นเลย แน่นอนคุณจีไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องนี้เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ และก็ไม่รู้ว่ามันมาจากแฟนเก่าหรือแฟนคนนี้ แต่ว่าไม่ว่ายังไงตอนนี้คุณจีมีเชื้อนี้อยู่แล้วในตัว แล้วเชื้อนี้มันสามารถส่งผ่านกันได้เลย พี่ว่ามันควรต้องบอกกันในฐานะคนรัก หรือไม่ใช่คนที่รักกันแล้ว แต่เป็นในฐานะคนที่เคยรักกันก็ได้ คุณจีบอกเพื่อที่ต้องการจะควบคุมความเสียหายที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปถ้าเขาไม่รู้ พูดเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนแฟนคนเก่า ไม่ต้องพูดอะไร จัดการเรื่องแฟนคนปัจจุบันให้ชัดเจน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ไม่ต้องตกใจกับ HIV เพราะโรคมะเร็งน่าตกใจที่สุดแล้วตอนนี้หรือกับเชื้อไวรัสอื่น ๆ HIV สามารถกินยาได้ มียารักษาแล้ว มันสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เราต้องรู้จักป้องกันและระวังให้คนอื่นด้วย พี่แนะนำอย่างนี้ โอเคเรื่องนอกใจให้ไปเคลียร์กัน ส่วนเรื่องผู้ชายให้ลองอย่างเชิงว่าเธอก่อนจากกันหน่ะ ไปตรวจเลือดให้หน่อยได้ไหม เพราะบางทีเขาอาจไม่ติด มันเป็นไปได้ที่เขาจะมีโอกาสไม่ติดก็ได้ และเพื่อไม่ให้ความลับของเรามันรั่วไหล กรณีที่เขาไม่ติดก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องให้เขารู้เรื่องของเราว่าติดหรือไม่ติด แค่บอกเพื่อความสบายใจก่อนแยกกัน ทำให้หน่อยได้ไหม ถ้าที่ผ่านมาเคยทำผิดต่อกัน ขอครั้งนี้ได้ไหม และถ้าเกิดเขาไปตรวจแล้วพบเชื้อ HIV เขาจะกลับมาพูดคุยกับเรา อย่างน้อยทั้งสองคนจะได้ช่วยกันในการรักษาตัว มีที่พึ่ง ที่คุย ที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน และมันจะเป็นการป้องกันผู้หญิงอีกคนนึงด้วยเพราะพี่รู้สึกว่าถ้าผู้หญิงอีกคนนึงต้องติดเชื้ออีก โคตรน่าสงสารเพราะเขาไม่รู้เรื่องเลย แถมติดมาจากการที่แฟนนอกใจอีก จริง ๆ คุณจีไม่ผิดนะ แต่ในสามคนนี้ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนที่เจ็บที่สุดเลย’ สุดท้าย “ดีเจเสนาหอย” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ในตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องของมนุษยธรรมแล้วกัน มันไม่มีใครผิดใครถูกเพราะเราก็ไม่รู้ อีกคนอาจจะคบซ้อนหรืออะไร แต่ที่สำคัญตอนนี้คือผมว่าเป็นเรื่องสุขภาพ ถ้าเป็นพี่พี่ก็ยังอยากให้คุยกับคนแรกด้วยถ้าสมมติยังสามารถติดต่อได้ คือเราต้องบอกความจริงกับเขา เพราะระยะห่างมันดูใกล้เคียงเหมือนกัน แต่ถ้าติดต่อไม่ได้ไม่เป็นไร ส่วนอีกคนนึงก็พูดกันไปตามตรงเหมือนที่พี่หอมบอกว่าให้ตรวจเถอะ เพราะเราได้รับเชื้อมา แล้วในส่วนของเรื่องแฟนคบซ้อนก็ให้แยกไปเลย แต่ควรจะคุยกันในเรื่องนี้ให้ชัวร์ว่า โอเค เราจะจากกันด้วยดี’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนน้องสาวโดนยิงเสียชีวิตที่ทำงาน แต่น้องสาวยังต้องทำงานที่เดิมอยู่ ตอนนี้ในฐานะพี่สาวเป็นห่วงน้องมาก น้องมีลูกอีก 2 คน คนโตเรารับมาเลี้ยง คนเล็กให้อยู่กับตายาย แต่คุณตาขี้เหล้า แอบเอาเหล้าให้หลานชิม พ่นควันบุหรี่ใส่หน้าหลาน

24 พ.ค. 2024

แฟนน้องสาวโดนยิงเสียชีวิตที่ทำงาน แต่น้องสาวยังต้องทำงานที่เดิมอยู่ ตอนนี้ในฐานะพี่สาวเป็นห่วงน้องมาก น้องมีลูกอีก 2 คน คนโตเรารับมาเลี้ยง คนเล็กให้อยู่กับตายาย แต่คุณตาขี้เหล้า แอบเอาเหล้าให้หลานชิม พ่นควันบุหรี่ใส่หน้าหลาน

แฟนน้องสาวโดนยิงเสียชีวิตที่ทำงาน แต่น้องสาวยังต้องทำงานที่เดิมอยู่ตอนนี้ในฐานะพี่สาวเป็นห่วงน้องมาก น้องมีลูกอีก 2 คน คนโตเรารับมาเลี้ยงคนเล็กให้อยู่กับตายาย แต่คุณตาขี้เหล้า แอบเอาเหล้าให้หลานชิม พ่นควันบุหรี่ใส่หน้าหลานเป็นห่วงไปหมด เราควรให้กำลังใจน้องยังไงดีคะ? “คุณแมว (นามสมมติ)” อายุ 35 ปีสายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 พ.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาชีวิตของน้องสาว โดย “คุณแมว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงประมาณปลายเดือนมีนาที่ผ่านมา น้องสาวได้โทรมาว่า ‘ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล’ เพราะแฟนของน้องสาวถูกยิงเสียชีวิต หนูเลยรีบไปหาน้องสาวแล้วช่วยเคลียร์เรื่องงานศพ หลังจบงานก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต แต่หลังจากงานศพ 1 - 2 อาทิตย์ น้องสาวของหนูก็ต้องไปกลับไปทำงานที่เดิม ซึ่งคือที่ที่แฟนของน้องสาวถูกยิง หนูก็โทรหาน้องทุกวัน ไม่อยากให้น้องเหงา เพราะเค้าก็ยังมีลูกสาวอีก 2 คนอยู่เป็นเพื่อน คนเล็กเป็นลูกของแฟนที่พึ่งเสียไป ส่วนคนโตเป็นลูกติด และน้องสาวจะพูดตลอดว่า เค้าอยู่ได้ เค้าไหว ซึ่งหนูรู้ว่าเค้าพยายามที่จะเข้มแข็ง โดยทุก ๆ 5 - 6 โมงเย็นจะเป็นเวลาพักของหนู หนูก็จะโทรหาน้องสาวตลอด น้องสาวก็จะร้องไห้เวลานี้ทุกวันแล้วก็จะมีคำว่า ผ่านไปไม่ได้เลย เพราะ 6 โมงเย็นเป็นเวลาที่น้องสาวกับแฟนจะไปกินข้าวด้วยกันในที่ทำงาน แล้วน้องสาวก็จะใจหายทุกครั้ง ไข้ขึ้นทุกวัน พอเป็นแบบนี้น้องสาวก็จะลางานกลับบ้านทุกครั้งที่รู้สึกไม่สบาย ที่ทำงานก็ใจดีให้กลับ จนตอนหลังที่ทำงานเรียกไปคุยว่าจะให้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ไปฮีลใจก่อน หลังได้กลับมาพักผ่อนที่บ้านมันก็มีเรื่องตามมา น้องสาวก็มาคุยกับหนูเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายของเค้ามันพอดี ไม่สามารถกระดิกได้และยังไม่รวมค่ากิน ปกติแล้วเรื่องค่ากินของน้องสาวจะมีแฟนของเค้าเป็นคนซัพพอร์ต เพราะเค้าจะช่วยกันหา โดยคนหนึ่งจ่ายค่าใช้จ่ายในบ้าน อีกคนจ่ายค่ากิน เค้าทั้งสองคนพยายามมาก ๆ ในการหาเงิน และใช้หนี้เพื่อที่จะได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านด้วยกัน พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมันพังหมดเลย ลูกสาว 3 ขวบต้องไปอยู่บ้านตายาย ซึ่งตายายค่อนข้างที่จะ Toxic ในตอนที่โรงงานให้กลับไปพักผ่อนน้องสาวอยู่ที่บ้านไม่ไหวเลยขอมาอยู่กับหนู หนูเลยบอกว่า มา มาอยู่กับพี่ก่อน ครอบครัวแฟนน้องสาวอยู่คนละจังหวัดแต่ใกล้ ๆ กัน พ่อแม่ฝั่งผู้ชายดูแลน้องสาวเราดีมาก ๆ ทุกคนคอยซัพพอร์ตจิตใจน้องสาวของเรา คอยซื้อข้าวให้กิน พยายามทำให้เค้ามีความสุข ซึ่งน้องสาวก็เครียดว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ชีวิตต่อ จนหนูพึ่งมารู้ว่าน้องเครียดจนต้องกินยาแก้แพ้ทุกคืนให้หลับ หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ว่าหนูควร ให้คำปรึกษาน้องยังไงในการใช้ชีวิตต่อ’ ซึ่ง “ดีเจพี่เผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นผม ผมอยากให้เปลี่ยนสภาพแวดล้อม เปลี่ยนที่ทำงานเลย ถ้าเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นกับผม ผมคงไปทำที่เดิมคงลำบากมาก ๆ และไม่ไหว แต่ถ้าติดปัญหาเรื่องเงินจริง ๆ ในระหว่างนี้เป็นไปได้มั้ยที่จะหางานใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ทิ้งงานเก่า ไม่ให้มันมีรอยต่อ เช่น ในระแวกนั้นมีโรงงานอื่น หรือมีงานอื่นที่ทำได้มั้ย แต่ทั้งหลายทั้งมวลในคำแนะนำนี้ก็ต้องประเมินดูจากน้องสาวของคุณแมวอยู่ดี ว่าตัวน้องสาวคุณแมวไหวที่จะกลับไปไหม คือถ้าไม่ไหวจริง ๆ การเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานที่ก็อาจจะจำเป็นที่จะลองทำ ลองไปหางานอื่น ลองไปดูโรงงานอื่น ที่อาจจะเทียบเคียงกันพอได้ แล้วค่อยออกเพื่อให้มันไม่มีรอยต่อเรื่องของค่าใช้จ่าย แต่ถ้าน้องสาวไหว ลองกลับไปดู ลองใช้ชีวิตดูกันสักตั้ง เพื่อให้งานและเรื่องรายได้ไปต่อไหว เรื่องของหลานสาวน่าเป็นห่วงมากเหมือนกัน ด้วยวัยที่กำลังจดจำและเลียนแบบกับสิ่งที่เห็นและจะแสดงออกแบบนั้น อันนี้น่าเป็นห่วงมาก อาจจะต้องปรึกษากับน้องสาวว่าเราจะทำยังไงได้บ้างให้เอาหลาน 3 ขวบออกมาได้ และเป็นไปได้ไหมที่น้องสาวจะมาอยู่กับคุณแมวก่อน เพราะถ้าน้องสาวอยู่คนเดียวอาจจะไม่สามารถที่จะเอาลูก 3 ขวบออกมาได้ แต่ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนสถานที่ให้เด็กคนหนึ่งได้ ก็ต้องพร่ำสอนในสิ่งที่ถูกต้องไปก่อน พยายามสอนทุกวิถีทาง ให้เวลากับเด็กเยอะ ๆ เพราะผู้ใหญ่บางคนเค้าห้ามตัวเองไม่ได้ แล้วก็จะทำสิ่งที่ไม่ดีออกมาบ้าง เพราะทุกครั้งที่เราปล่อยห่างออกไปอยู่กับตายายก็อาจจะได้เห็นพฤติกรรมที่มันไม่ควร แล้วในอนาคตสามารถตั้งหลักได้แล้วก็ต้องพยายามเอาลูก ๆ หลาน ๆ ออกมาให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และน้องสาวคุณแมวที่ตอนนี้อยู่คนเดียวจะเป็นไปได้มั้ยที่จะย้ายมาอยู่กับคุณแมวเพื่อที่จะอยู่ใกล้ ๆ กัน ในเมื่อชีวิตมันมีเฟืองตัวหนึ่งที่เป็นเฟืองใหญ่แล้วมันหายไป แน่นอนการเดินต่อไปมันจะไม่เหมือนเดิม ผมมองว่าถ้ามันไม่เหมือนเดิมและถ้าอยู่แล้วมันไม่ราบรื่น เราควรเปลี่ยนมั้ยเพื่อที่จะได้ตั้งหลักอีกครั้งหนึ่ง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับน้องสาวคุณแมวถ้าเค้าเลือกที่จะกลับไป สำหรับพี่ พี่คิดว่าน่าจะบอกกับน้องสาวว่าลองกลับไปได้เลยถ้าไหว ทางนี้จะซัพพอร์ตเต็มที่ แต่ถ้าไม่ไหวก็คือไม่ไหวไม่ต้องฝืน คือพี่ไม่รู้ว่าน้องสาวอาจจะอยากกลับไป เพราะน้องสาวคิดว่าถ้าเค้าไม่กลับตอนนี้จะไม่มีรายได้ แต่การที่น้องสาวกลับไปแล้วเค้าต้องผ่านสถานที่เกิดเหตุ แล้วทำให้เค้าผ่านไปไม่ได้ เป็นพี่พี่จะไม่บังคับและบอกกับน้องสาวคุณแมวว่าอย่าบังคับตัวเองถ้าไปแล้วมันทำไม่ได้จริง ๆ เพราะมันคือสิ่งที่ยากมากในการที่จะบอกว่ามันจะผ่านมันไปได้ พี่ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เพราะมันจะส่งผลระยะยาวกับเรื่องนี้มาก ๆ ถ้าเค้ายังฝืนต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่น้องสาวคุณแมวไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น คุณแมวต้องบอกน้องว่าวันไหนเสียใจก็คือเสียใจ มันเป็นเรื่องปกติ อย่างที่ 2 ถ้าข้อจำกัดมันทำให้หลานคนเล็กต้องไปอยู่อีกบ้านตากับยายที่มีปัญหาจริง ๆ ถ้ามันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ คุณแมวกับคุณแม่และญาติทุก ๆ คนก็ต้องคอยหมั่นตรวจสอบ คอยโทรไปหา ถ้ามีเวลาว่างต้องไปเยี่ยมแล้วถามหลานว่าเป็นยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้น และคุณแมวต้องทำให้น้องสาวรู้สึกว่าเราคือที่ปลอดภัยที่เค้าสามารถโทรหาเราได้ทุกเมื่อ และสำหรับตัวคุณแมวพี่รู้สึกว่าคุณแมวต้องมองเรื่องนี้เหมือนคุณแมวเป็นคนนอก คุณแมวต้องไม่เอาตัวเองเข้าไปเป็นน้องสาว และรู้สึกมากไปซึ่งบางทีมันอาจจะมากกว่าตัวน้องสาวเพราะมันจะทำให้คุณแมวไม่มีสติและไม่แข็งแรงพอที่จะแก้ปัญหานี้’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่จะให้ไปบอกน้องสาวคือให้น้องสาวรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากที่เกิดขึ้น ไม่ว่าใครเจอสถานการณ์นี้ก็ก้าวข้ามไปได้ยากเหมือนกัน แต่มันคือสัจธรรมหรือเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่น้องสาวคุณแมวจะต้องเผชิญ คือความเจ็บปวด แต่ถ้ารู้สึกเจ็บปวดก็ปล่อยให้ตัวเองเจ็บปวด ให้น้องสาวรู้ไว้ว่าเค้าไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้าจะเจ็บเราจะเจ็บไปด้วยกัน ความโชคดีของน้องสาวคุณแมวคือเค้าไม่ได้อยู่คนเดียว เค้ายังเหลือครอบครัวญาติพี่น้องและคุณแมวที่จะช่วยแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน ณ ตอนนี้กำลังจะเข้าสู่เรื่องการแก้ปัญหา ความเจ็บปวดจะเดินทางไปคู่กับเราแต่การแก้ปัญหาก็จะไปกับเราเช่นเดียวกัน ปัญหาตอนนี้คือปัญหาเรื่องเงิน ถ้ายังเลือกที่จะทำงานที่เดิมเพราะฉะนั้นต้องยอมรับความเจ็บปวดที่มันจะยังอยู่กับเรา และในเรื่องการหาเงินคุณแมวสามารถบอกน้องสาวว่าตัวคุณแมวจะช่วยน้องคิด เราจะค่อย ๆ คุยกันถ้าวันนี้มันเครียดจนคิดไม่ออก วันพรุ่งนี้ค่อยคิดใหม่ ถ้าได้ไอเดียอะไรมาก็มาปรึกษากันนะ ในส่วนของเด็ก 3 ขวบถ้ามีเวลาว่างทยอยกันไปดู อย่างน้องยังมียายอยู่ที่สามารถเป็นที่พึ่งได้ ตัวคุณแมวเองก็ต้องพูดกับคุณพ่อเรื่องที่กังวล และสิ่งสำคัญคือคุณแมวต้องเข้มแข็ง ไม่ต้องไปกดดันว่าเราจะต้องหาทางออกให้ได้ภายในวันนี้ ค่อย ๆ หาคำตอบ เพราะบางทีคำตอบอาจจะอยู่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่เราไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อ้าว ป้าคะ! หนูทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวของร้านป้า เวลาลูกค้าให้ทิปกับมือหนู ป้าจะบอกว่า “เอาไปหยอดกระปุก” เดี๋ยวจะแบ่งสิ้นเดือน แต่พอสิ้นเดือนมา ป้าไม่เคยแบ่ง เอาไปใช้คนเดียว

04 ก.ค. 2025

อ้าว ป้าคะ! หนูทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวของร้านป้า เวลาลูกค้าให้ทิปกับมือหนู ป้าจะบอกว่า “เอาไปหยอดกระปุก” เดี๋ยวจะแบ่งสิ้นเดือน แต่พอสิ้นเดือนมา ป้าไม่เคยแบ่ง เอาไปใช้คนเดียว

อ้าว ป้าคะ! หนูทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวของร้านป้า เวลาลูกค้าให้ทิปกับมือหนู ป้าจะบอกว่า “เอาไปหยอดกระปุก”เดี๋ยวจะแบ่งสิ้นเดือน แต่พอสิ้นเดือนมา ป้าไม่เคยแบ่ง เอาไปใช้คนเดียว พอถามก็ตีมึน จนหลังๆถ้าลูกค้าให้ทิปกับมือหนูจะแอบเก็บไว้คนเดียว บางทีผัวป้าที่เป็นกุ๊ก ก็ยืนมองจากครัว หนูแอบเก็บไม่ได้ ต้องเดินมาหยอด หยอดไปก็ไม่ได้อยู่ดีหนูจะทำยังไงดีคะ ? แล้วการที่หนูเอาทิปมาเก็บไว้กับตัว เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวไหมคะเพราะถ้าหยอดกระปุกไป ป้าก็ไม่แบ่งอยู่ดี... “คุณดา (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ก.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาของการเป็นพนักงานเสิร์ฟ ที่พอลูกค้าให้ทิปก็ถูกเจ้าของร้านบังคับให้หยอดกระปุกรวม โดยอ้างว่าจะนำมาแบ่ง แต่ไม่เคยได้ส่วนแบ่ง โดย “คุณดา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานร้านอาหารร้านหนึ่ง เป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งอยู่ในตัวเมืองลำปาง ภายในร้านมีพนักงานรวมหนูแล้วมีแค่ 5 คนเองค่ะ ส่วนมากเขาจะอยู่ในครัวกัน แล้วหนูเป็นพนักงานเสิร์ฟคนเดียวแล้วก็จะมีป้าเจ้าของร้านอยู่ด้วย หน้าที่ของหนูก็คือ ล้างแก้ว กวาดถู เก็บจาน หนูเริ่มทำงานร้านนี้ตั้งแต่เดือนกุมภา ปัญหาของหนูก็คือเวลาลูกค้าให้ทิป วันแรกที่หนูเข้าไปทำงานลูกค้าฝรั่งยื่นเงินให้หนู 60 บาท แล้วก็มีคนไทยที่เขาบอกว่าเขาให้ หนูก็ดีใจเลยไปบอกป้าเจ้าของร้าน ป้าแกก็บอกว่าเอาหยอดกระปุกร้านเลย หนูก็สตั้นไป ทำไมเราต้องหยอดตามที่ป้าแกบอก เขาบอกว่าสิ้นเดือนจะเอามาแบ่งกัน แล้วมันก็เกิดคำถามมากมายในหัวหนู หนูก็ทำงานมาเรื่อย ๆ ลูกค้าก็ให้ทิป พอป้าแกเห็นหนูก็ต้องเอาหยอดกระปุกทุกครั้ง แต่พอสิ้นเดือนก็ไม่เห็นว่าแกจะเอาไปแบ่ง เหมือนแกจะเอาไปใช้คนเดียว หนูเคยจับกระปุกมันมีช่วงที่มันหนัก ๆ แล้วพอมาจับอีกรอบเบาเลย ไม่มีสักบาท ในร้านจะมีตำแหน่งแม่บ้าน ผู้ช่วยเชฟ เชฟ และเจ้าของร้านแค่นี้เลย แต่ไม่เคยได้ส่วนแบ่งเลยสักเดือนตั้งแต่ทำมา เวลาที่ป้าไม่เห็นหนูก็จะรีบยัดใส่เข้ากระเป๋า แล้วหลังวันที่ 27 มิถุนาที่ผ่านมา มีลูกค้าโต๊ะหนึ่งเช็คบิล พอได้บิลมาก็เอาไปให้ลูกค้า พอลูกค้าจ่ายเงินเสร็จก็ยื่นเงินให้หนูแล้วบอกว่า 40 บาท พี่ให้หนูนะ หนูก็ขอบคุณแล้วป้าแกก็เห็น แต่หนูอ้อมมาหลังเคาน์เตอร์แล้วรีบยัดเข้าใส่กระเป๋า แต่พอหนูหันไปหนูเห็นเชฟเขายืนมองอยู่ แต่เชฟเขาคือสามีป้าเขาเป็นคนฮอลแลนด์ แกก็ยืนมอง หนูก็ลนไปหมด สุดท้ายหนูก็เลยต้องหยอดใส่กระปุก หนูอยากรู้ว่าหนูผิดไหมที่หนูทำแบบนี้ มันดูเป็นเด็กไม่ดีไหม?’ ซึ่ง “ดีเจก็อตจิ” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘หนูอาจจะต้องไปสมัครงานที่อื่น เพราะร้านนี้ระบบมันไม่แน่ชัด มันเหมือนเป็นร้านอาหารครอบครัว เขาจะสั่งให้เราทำอะไรก็ได้ แล้วยิ่งเราเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวด้วย มันค่อนข้างจะยากที่หนูจะไปต่อรอง ถ้าวันหนึ่งเขาไล่หนูออกขึ้นมา หนูจบเลยนะ พี่ว่ายังไงถ้าเป็นไปได้ หนูหาทางเลือกอื่นและไม่ต้องไปหวังกับเงินก้อนนั้นเลย’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ หลาย ๆ ร้านใช้ระบบทิปรวม แต่พอสิ้นเดือนเขาต้องหาร ถ้าหนูจะสู้เพื่อความถูกต้อง ก็กลั้นใจถามป้าไปเลยว่าสรุปมันคือทิปรวมหรือส่วนตัว แต่ถ้าไม่อยากปะทะในเมื่อเขาก็เรา เราก็ไม่จำเป็นต้องซื่อสัตย์กับเขา มันก็แล้วแต่ว่าดาจะเลือกทางไหน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘ถ้าเขาบอกว่าให้ทิปเรามันคือของเรา แต่ถ้าเขาใส่ไว้ในถาดหรือวางบนโต๊ะอันนั้นก็จะเป็นทิปรวม ไปตกลงกับป้าว่าบางทีที่เขาให้ทิปไม่ใช่เพราะอาหาร เขาเห็นว่าหนูเป็นเด็ก ถ้าป้าปฏิเสธทุกอย่างก็เทไปเลยวันที่ลูกค้าเยอะ ๆ ลาออกวันนั้นเลย ถ้าหนูบริการดีไปอยู่ร้านไหนก็มีคนให้ทิปแน่นอน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-