ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ นิสัยส่วนตัว ชอบผูกมิตร เลยซื้อของกินไปฝากพี่ๆรปภ. แต่เอาให้คนนึง อีกคนก็แซวว่า มีสาวเอาข้าวมาให้ด้วย ทั้งๆที่เราบอกว่า "แบ่งๆกันกินได้เลยนะคะ" หลังจากนั้นโดนแซวทุกครั้งที่เข้าออกคอนโด จนรู้สึกอึดอัด

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ นิสัยส่วนตัว ชอบผูกมิตร เลยซื้อของกินไปฝากพี่ๆรปภ. แต่เอาให้คนนึง อีกคนก็แซวว่า มีสาวเอาข้าวมาให้ด้วย ทั้งๆที่เราบอกว่า "แบ่งๆกันกินได้เลยนะคะ" หลังจากนั้นโดนแซวทุกครั้งที่เข้าออกคอนโด จนรู้สึกอึดอัด

15 ก.ค. 2024

ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ นิสัยส่วนตัว ชอบผูกมิตร เลยซื้อของกินไปฝากพี่ๆรปภ.

แต่เอาให้คนนึง อีกคนก็แซวว่า มีสาวเอาข้าวมาให้ด้วย ทั้งๆที่เราบอกว่า

"แบ่งๆกันกินได้เลยนะคะ" หลังจากนั้นโดนแซวทุกครั้งที่เข้าออกคอนโด

จนรู้สึกอึดอัด ถ้าแจ้งนิติ จะมีผลอะไรกับเราในอนาคตไหมคะ หนูกลัว

            “คุณต.น. (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [10 ก.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับที่มีปัญหากับรปภ.ที่คอนโด เพราะเขาชอบแซว

            โดย “คุณต.น. (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูพึ่งย้ายมาอยู่คอนโดใหม่นี้ได้ 2 เดือน ซึ่งนิสัยส่วนตัวหนูเป็นคนชอบผูกมิตร หนูเลยชอบซื้อของไปฝากพี่รปภ.อยู่บ่อย ๆ เพราะพี่ ๆ เค้าดูแลเรา หนูก็อยากทำดีด้วย ตอนที่เอาของไปฝากก็จะมีพี่รปภ.ประมาณ 2 คน หลัก ๆ จะเป็นพี่รปภ.ตัวเล็ก แต่พักหลัง ๆ จะมีพี่รปภ.ตัวใหญ่ เขาชอบเดินไปแซวพี่รปภ.ตัวเล็กประมาณว่า “มีสาวซื้อของมาฝาก” ซึ่งหนูเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบโดนแซว

            จนหลัง ๆ มันเริ่มหนักขึ้น คือ หนูแค่เดินผ่านทักทายพี่รปภ.ตัวเล็ก เค้าก็จะเริ่มแซวแล้ว มีครั้งหนึ่งแปลกมาก หนูเอารถไปจอดที่ข้างตึก พี่รปภ.ตัวใหญ่ก็มาโบกรถให้ พอหนูลงจากรถเค้าก็ถามหนูว่าหนูเป็นลูกบ้านรึเปล่า มีสติ๊กเกอร์คอนโดมั้ย ทั้ง ๆ ที่เค้าก็เคยแซวหนู หนักสุดคือตอนหนูลงไปเอาข้าว พี่รปภ.ตัวใหญ่ที่เปิดประตูกระจกให้ลูกบ้านคนอื่นอยู่ พอเห็นหนูเขาก็ปิดใส่ หนูเลย หนูอยากถามพวกพี่ๆดีเจว่า หนูควรจัดปัญหายังไง? ถ้าหนูไปแจ้งนิติมันจะมีผลต่ออนาคตรึเปล่า? หรือหนูควรจัดการความคิดยังไงดี?’

            โดย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่ยังหาเหตุผลไม่เจอเลยว่ารปภ.ตัวใหญ่เขาจะมาวุ่นวายอะไร และไม่ชอบอะไร หรือว่าหนูให้ของฝากไม่ทั่วถึงหรอ แต่พี่ว่ามันต้องมีสาเหตุที่คน ๆ หนึ่งจะไม่ชอบเรา ถ้าสมมติการซื้อของไปฝากให้รปภ.แล้วมีปัญหาขนาดนี้พี่ว่าไม่ต้องให้ และถ้าปัญหานี้มันทำให้หนูหงุดหงิดใจ และไม่ชอบกับการที่ต้องไปแล้ว แล้วไปเผชิญกับคนเหล่านี้ไม่ต้องซื้ออะไรไปฝาก และวางตัวห่าง ถ้าเราทักละมีปัญหาก็ไม่ต้องทัก’

            ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘รายงานไปเลยว่าเขาพูดแบบนี้ บอกนิติไปเลย เค้าจะจัดการเอง หนูต้องยุติเรื่องซื้อของฝาก เพราะถ้าเอาจริง ๆ เค้าก็ไม่ทักกันด้วยซ้ำ นอกจากจะมีเรื่องให้ช่วยเหลือ’

            สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บอกนิติว่าให้ดูแลพฤติกรรม เราอยู่เหนือกว่าเค้าเราเป็นลูกบ้าน เค้าต้องดูแลเทคแคร์เรา และหนูต้องวางตัวใหม่’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

มันปกติไหมคะ? การที่ HR บริษัทใหม่ที่เราไปสัมภาษณ์ ขอสลิปเงินเดือนที่เก่าเรา เพื่อเทียบดูว่าจริงตามที่เราสัมภาษณ์ไหม พอดีว่าตอนสัมภาษณ์หนูพูดโกหกอัพเงินเดือนตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อให้ที่ใหม่ให้สูงกว่า สัมผ่าน 2-3 รอบแล้ว

11 ต.ค. 2024

มันปกติไหมคะ? การที่ HR บริษัทใหม่ที่เราไปสัมภาษณ์ ขอสลิปเงินเดือนที่เก่าเรา เพื่อเทียบดูว่าจริงตามที่เราสัมภาษณ์ไหม พอดีว่าตอนสัมภาษณ์หนูพูดโกหกอัพเงินเดือนตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อให้ที่ใหม่ให้สูงกว่า สัมผ่าน 2-3 รอบแล้ว

มันปกติไหมคะ? การที่ HR บริษัทใหม่ที่เราไปสัมภาษณ์ ขอสลิปเงินเดือนที่เก่าเราเพื่อเทียบดูว่าจริงตามที่เราสัมภาษณ์ไหม พอดีว่าตอนสัมภาษณ์หนูพูดโกหกอัพเงินเดือนตัวเองให้สูงขึ้นเพื่อให้ที่ใหม่ให้สูงกว่า สัมผ่าน 2-3 รอบแล้ว สุดท้ายแล้วหนูก็ตัดสินใจทำงานที่เก่า “คุณกิ่ง (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [8 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาออฟฟิศ ทำงาน โดย “คุณกิ่ง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้กิ่งมีงานปัจจุบันทำเกี่ยวกับโปรเจกต์ ควบคู่กับเซลล์ รับลูกค้าด้วย ซึ่งทำงานที่นี่มา 2 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้กิ่งเคยทำ marketing มาก่อน ในตอนที่สัมภาษณ์งานที่นี่ ตอนนั้นกิ่งอายุ 24 ปี และขอฐานเงินเดือนไปก็ได้ตามที่คาดหวังไว้ จนเวลาผ่านไปเราคิดว่าทักษะการทำงานเรามากขึ้น ได้รับลูกค้าหลายเจ้า ได้ประสบการณ์มากขึ้น เลยรู้สึกว่าตัวเราเองเริ่มทำงานเกินเงินเดือนแล้ว ควรได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่านี้หน่อย ด้วยงานที่มันเริ่มโหลด และภาระการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานวันละ 70 กิโล ด้วยระบบองค์กรที่บริษัทเราที่มีการปรับเงินเดือนรอบละไม่เกิน 3 – 5 % ในการปรับเงินเดือน มันเล็กน้อยมาก เลยรู้สึกว่าไม่พอสำหรับค่าครองชีพที่เป็นอยู่ จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามี HR บริษัทที่ใหม่ ซึ่งองค์กรนั้นเป็นองค์กรลักษณะเดียวกันกับที่เราทำอยู่ปัจจุบัน เขาโทรมาแล้วบอกว่าเห็น RESUME ของเราในเว็บออนไลน์ เขาแจ้งว่า พวกคุณสมบัติ ประสบการณ์เราดูตรงกับตำแหน่งที่เขาต้องการอยู่ เราก็ตอบตกลงสัมภาษณ์กับทางบริษัทนั้นไป หลังจากนั้นทาง HR คนนั้นเขาก็ขอให้เราอัปเดตเอกสาร RESUME โดยให้ระบุเงินปัจจุบัน แล้วก็เงินเดือนที่คาดหวัง เราก็เอ๊ะนิดนึง ด้วยความที่เราไปสัมภาษณ์มาหลายที่แล้ว สิ่งที่เราเจอมาตลอดคือเขาจะถามแค่เงินเดือนที่เราอยากได้ ไม่เคยเห็นที่ถามเงินเดือนปัจจุบันมาก่อน เราคิดว่ามันมีข้อเสียที่ว่าถ้าเราบอกเงินเดือนจริงเขาไปแล้ว เขาจะกดเงินเดือนที่เราเรียกกับที่ใหม่ไปมั้ย? เราก็กลัวว่าไปทำงานที่ใหม่ เงินก็จะขยับไม่เยอะ ปกติสมัยนี้ถ้าเราย้ายที่ทำงานใหม่ ถ้าไม่ได้มี skill จริงๆ เขาคงไม่ได้ให้มากกว่าที่เดิม แต่ทางบริษัทใหม่เขาเสนอกับเราว่าอยากให้เงินเดือนเรามากกว่าที่เราต้องการ แต่เขาขอเอกสารเงินเดือนเก่าไปรีเช็คก่อน ซึ่งตอนที่เราโกหกเงินเดือนปัจจุบันของเรากับเขาไปตั้งแต่แรกแล้ว สุดท้ายเราก็โทรหา HR คนนั้นว่าเราขอปฏิเสธไป เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมกับที่ใหม่ ยังอยากอยู่กับที่เก่า ตัวเรายังไม่เหมาะด้วย เลยอยากรู้ว่าถ้าจะไปทำงานที่ใหม่ เราต้องยื่นฐานเงินเดือนที่เก่าด้วยมั้ย?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลึกๆหนูรู้สึกอายมาตลอด ที่ตัวเองเป็น “ลูกชาวนา” โตมากับบ้านริมทุ่งนา ล่าสุด พาแฟนคนปัจจุบัน ไปกินข้าวที่บ้าน พ่อแม่เราก็ชาวบ้านๆ ไม่ค่อยพูดจาอะไรกับแฟนเลย พอแฟนกลับจากบ้านหนู หนูก็โทรไปบอกแฟนว่า “เราไม่น่าพาเธอมาลำบากเลย พ่อแม่เราเป็นแบบนี้อยู่แล้วนะ

25 ส.ค. 2025

ลึกๆหนูรู้สึกอายมาตลอด ที่ตัวเองเป็น “ลูกชาวนา” โตมากับบ้านริมทุ่งนา ล่าสุด พาแฟนคนปัจจุบัน ไปกินข้าวที่บ้าน พ่อแม่เราก็ชาวบ้านๆ ไม่ค่อยพูดจาอะไรกับแฟนเลย พอแฟนกลับจากบ้านหนู หนูก็โทรไปบอกแฟนว่า “เราไม่น่าพาเธอมาลำบากเลย พ่อแม่เราเป็นแบบนี้อยู่แล้วนะ

ลึกๆหนูรู้สึกอายมาตลอด ที่ตัวเองเป็น “ลูกชาวนา” โตมากับบ้านริมทุ่งนา ล่าสุด พาแฟนคนปัจจุบันไปกินข้าวที่บ้าน พ่อแม่เราก็ชาวบ้านๆ ไม่ค่อยพูดจาอะไรกับแฟนเลย พอแฟนกลับจากบ้านหนูหนูก็โทรไปบอกแฟนว่า “เราไม่น่าพาเธอมาลำบากเลย พ่อแม่เราเป็นแบบนี้อยู่แล้วนะ เขาไม่ค่อยพูดจาอะไรอย่าคิดมาก” แฟนหนูก็บอกไม่เป็นปัญหาอะไรเลย เขาก็ยังรักเราเหมือนเดิม คุยถึงอนาคตงานแต่งงานกับหนูบ่อยขึ้นด้วยซ้ำ ตอนนี้แฟนหนูโอเคทุกอย่าง ไม่ได้ติดอะไรมีแค่ตัวหนูเองที่ยังอายกับความเป็นอยู่ของตัวเอง กลัวว่าจะเป็นปัญหาของชีวิตคู่ในอนาคต... “คุณฟาง (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาไม่มั่นใจในฐานะทางบ้าน จนทำให้ไม่กล้าเปิดใจมีความรักเลย โดย “คุณฟาง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเป็นเด็กต่างจังหวัดที่โตมากับพ่อแม่ที่ รับจ้างทำนา เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หนูได้คุยกับผู้ชายคนนึงซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนสมัยมัธยมแล้วก็ตกลงคบกันไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระหว่างที่คบกันเขาก็พาหนูไปเจอที่บ้านบ่อย ๆ ที่บ้านเขาก็น่ารัก แฮปปี้ เอ็นดูหนู แล้วเขาก็ชอบเล่าให้ฟังว่าคุณแม่พูดถึงหนูยังไงบ้าง จนแม่ของแฟนก็พูดว่าให้แฟนหนูไปเจอพ่อแม่หนูบ้าง หนูก็เริ่มกดดันเพราะรู้สึกว่าหนูยังไม่พร้อมที่จะให้เขามาเจอ ก่อนหน้านี้หนูไม่เคยบอกแฟนเลยว่าที่บ้านทำอะไร แล้วแฟนก็ไม่เคยถามด้วย หนูกับแฟนไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะแฟนอยู่กรุงเทพ ส่วนหนูอยู่ต่างจังหวัด เราจะเจอกันแค่เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น จนกระทั่งวันแม่ด้วยความที่แม่แฟนเอ็นดูหนูมาก แฟนก็เลยอยากจะเจอแม่ของหนูบ้าง จึงตัดสินใจไปหาแม่หนูเพราะตรงกับวันหยุด ถึงหนูกับแฟนจะโตมาในจังหวัดเดียวกันแต่บ้านแฟนจะอยู่ในเมือง ส่วนบ้านหนูจะอยู่ชานเมือง ระหว่างทางแฟนก็มีการเตรียมตัว อยากคุยนู่นคุยนี่กับแม่ แต่หนูก็กดดันจนหน้าถอดสี เพราะหนูรู้สึกไม่ดี ก็เลยบอกแฟนว่าไม่ต้องเตรียมอะไรมากหรอก พ่อแม่เป็นคนธรรมดา ไม่ค่อยพูด เผลอ ๆ ไม่พูดกับเราเลยด้วยซ้ำ พอไปถึงบ้านหนูปุ๊บ แฟนก็เหมือนจะช็อคไปนิดนึงแอบหน้าถอดสีนิด ๆ หนูก็เลยแนะนำตัวแฟนให้พ่อแม่รู้จัก ส่วนพ่อแม่หนูก็ได้แต่ยิ้ม มีทักทาย รับไหว้กันนิดหน่อยแต่ส่วนใหญ่ก็นั่งยิ้มมองกันเฉย ๆ เป็นชั่วโมงที่พ่อแม่หนูไม่พูดอะไรเลย แฟนหนูก็ทำตัวไม่ถูก ไม่พูดอะไรเลยเหมือนกันทั้ง ๆ ที่เป็นคนพูดเก่งมาก ณ เวลานั้นหนูก็เครียด ไม่รู้แฟนจะโอเคมั๊ย ไม่รู้แฟนคาดหวังเอาไว้ยังไง วันนั้นจะกินปิ้งย่างด้วยกันแต่ก็ไม่ได้กิน เพราะบรรยากาศดูไม่ได้เอนจอย เลยบอกแฟนว่ากลับบ้านก่อนก็ได้เดี๋ยวหนูตามไป ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาบ้าน หนูบอกพี่ชายไว้ว่าจะพาแฟนมาแต่ไม่รู้เขาได้สื่อสารกับพ่อแม่หรือเปล่าเพราะหนูก็ไม่ได้คุยกับพ่อแม่เลย ปกติหนูไม่ค่อยสนิทกับพ่อแม่อยู่แล้ว คุยได้ เล่นได้ แต่ไม่ค่อยสนิท พอแฟนมาบ้านหนูที่เป็นคนกลางก็ไม่ได้ชวนคุยเพราะหนูก็ยังกดดันที่มันเป็นครั้งแรก ไม่รู้จะทำยังไง ลึก ๆ หนูก็อายที่พ่อแม่เป็นชาวนา หนูติดเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าบ้านหนูที่เป็นบ้านไม้ ใต้ถุนเป็นดิน มันไม่ได้น่าอยู่เหมือนคนอื่น แล้วก็พ่อแม่ก็ไม่ได้แต่งตัวสวยหรูด้วย พอแฟนขับรถออกไปหนูก็ส่งข้อความไปว่าขอโทษที่พามาลำบากนะ แต่แฟนกลับบอกว่าชิลมาก ไม่ต้องคิดมากเลยใช้ชีวิตให้สนุกกับที่บ้านเพราะยังไงเราก็ต้องเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว แฟนหนูปกติมากเลย มีแต่หนูที่คิดมากเหมือนเป็นปมมานาน ก่อนมาเจอคนนี้หนูก็ตั้งปณิธานว่าหนูไม่อยากมีแฟนจนกว่าจะทำบ้านใหม่ให้พ่อแม่อยู่ ทำให้พ่อแม่หนูสบายได้ หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ หนูเลยอยากได้คำปรึกษาจากพี่ ๆ ว่า ทำยังไงให้หนูคิดให้ดีขึ้น? ไม่อยากเป็นคนที่คิดแบบนี้’ เริ่มต้นที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘รู้ว่าอายในสิ่งที่มีเลยพยายามที่จะพัฒนาภาพลักษณ์ตัวเองให้ดีก่อนที่จะให้คนอื่นได้เห็น แต่พี่มองว่าฟางกังวลเรื่องภาพลักษณ์ตัวเองที่จะต้องสมบูรณ์แบบมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่บางครั้งคนที่เข้ามาในชีวิตเราเขาอาจจะชอบที่ตัวเรามากกว่า แต่ก็เข้าใจว่าในสมัยเด็กคนเราเริ่มมีสังคม เริ่มมีความรัก เราก็จะเริ่มอายไม่กล้าพาใครมาบ้านเพราะมันเล็กนิดเดียวไม่ใหญ่เหมือนคนอื่น หลัก ๆ มันเกิดจากการที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อีกอย่างคือเราตัดสินชีวิตเราเองว่ามันไม่ดีพอและมองมันเป็นข้อด้อยเพราะคิดว่าเขาคงอยากได้คนที่ฐานะเท่าเทียมกัน ซึ่งในชีวิตจริงก็มี แต่ถ้าใครที่คิดแบบนี้กับเราแปลว่าเขาไม่เหมาะที่จะมาเป็นคู่ชีวิตกับเรา คนที่เหมาะกับเราควรเป็นคนที่โฟกัสเรามากกว่า แล้วสิ่งที่แฟนฟางแสดงออกมาเขาก็ดีมาก ๆ กลับมาแล้วมีความสัมพันธ์ดีขึ้นด้วย คงมีแต่ฟางที่ไม่สามารถทำลายปมในใจของตัวเองได้สักที วันใดที่โตขึ้นมากพอฟางจะไม่เอาเรื่องนี้มาลดทอนตัวเองลง แค่กล้าที่จะพูดความจริงกับเขา ถ้าเขาโอเคคือจบ และวันนี้ฟางก็โชคดีที่เจอคนที่เข้าใจฟางได้แล้ว ในเมื่อคนที่เรารัก เราแคร์ ยังไม่สนใจอะไรเลยแล้วเราจะคิดมากไปทำไม เขาอาจจะอยากดูแลเรามากขึ้นด้วยซ้ำ แล้วเราจะเสียเวลานั่งคิดเรื่องปมนี้ไปทำไม เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกตัวเองด้วยปัจจัยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา จงภูมิใจที่ได้เจอแฟนคนนี้ ขอบคุณแฟนเยอะ ๆ พูดให้เขาชื่นใจ’ ต่อไป “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ชีวิตคนเราจะเจริญหรือดีขึ้นได้มันไม่จำเป็นต้องโค่นรากเหง้าเราทิ้ง ในยุคนี้ใครที่ยังตัดสินคนจากชาติกำเนิดถือว่าเป็นความคิดที่ตื้นเขินมาก เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเกิดแต่เรามีสิทธิ์ที่จะพาตัวเองขึ้นไปเจอสิ่งที่ดีได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องปกปิด เพราะถ้าไม่มีมันในวันนั้นก็จะไม่มีเราในวันนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นสารตั้งต้นให้เรา พอโตขึ้นจะรู้ว่ามันไม่ได้วัดจากสิ่งที่มีเลย มันวัดที่ปัจจุบันเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ความจริงเราสามารถดูว่าบ้านมีปัญหาตรงไหนแล้วเข้าช่วยได้เลย โดยที่ไม่ต้องปกปิดหรือลืมไปเพราะมันคือความจริง สุดท้ายเราก็เกิดเป็นลูกชาวนาอยู่ดี แต่สิ่งนี้จะไม่มีวันล่มสลายหรือบั่นทอนคุณค่าของฟางได้เลยถ้าฟางไม่บั่นทอนคุณค่าตัวเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘สมัยนี้เทรนด์การมองแค่เปลือกมันน้อยลงไปแล้ว แม้กระทั่งอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นสาวบ้านนาอะไรก็ตามเขาก็จะทำคอนเทนต์กับทุ่งหญ้า หรือกับสิ่งที่เขากำเนิดเกิดมา แล้วเขามีความภูมิใจด้วย เทรนด์ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ไม่มีใครสนใจเราแล้ว ที่สำคัญยังมีปัญหาอื่น ๆ ในชีวิตที่ใหญ่กว่านี้เยอะเลย อย่าเสียเวลาคิดเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้ามีใครสักคนมาว่าเรา คนนั้นไม่ได้ชีวิตดีไปกว่าเราหรอก เวลาเราลำบากคนเหล่านี้ไม่เคยหยิบยื่นหรือช่วยเราเลยเพราะฉะนั้นจงมั่นใจในตัวเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้ โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน

11 ก.ย. 2023

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้ โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมาสุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน พอเราเห็นแบบนี้แล้วอึดอัดรู้ว่าเป็นคนนอก แต่จะมองข้ามเรื่องนี้ยังไงดี? เพราะต้องทำงานร่วมกัน “คุณเตย (นามสมมุติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 ก.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอมกับปัญหาที่ทำงานชอบจับคู่จิ้นให้คนอื่น โดย “คุณเตย (นามสมมุติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้เป็นพนักงานบริษัท แล้วต้องย้ายสาขาไปอยู่อีกที่สาขานึง พอเราย้ายเข้าไปก็เจอวัฒนธรรมการจับคู่จิ้น แซว ชง โดยที่คนแซวก็ไม่ได้สนว่าคนที่จับคู่ เค้าจะแต่งงานแล้ว มีครอบครัว หรือแบบว่ามีแฟนอยู่แล้ว อย่างล่าสุด มีน้องผู้ชายคนนึงเพิ่งเข้ามาใหม่ คนในบริษัทก็ถามน้องผู้ชายว่า ‘น้องผู้หญิงคนนี้น่ารักไหม? ถ้าน่ารักก็จีบสิ’ แต่คนในบริษัทก็รู้ว่าน้องทั้ง 2 คนต่างก็มีแฟนกันอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นคนเดียวที่ชอบชง ชอบแซว แต่เป็นกันทั้งแผนก ส่วนน้องที่ถูกชงตอนแรก ๆ ก็ปฏิเสธ ‘พี่ก็อย่าแซวสิ’ สุดท้ายไม่รู้ว่าไปชงกันถูกมุมหรืออะไรยังไง จนน้องทั้งคู่ลงเอยด้วยการนอกใจแฟนของตัวเอง มามีความสัมพันธ์กันจริง แต่เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่ชงรู้สึกยังไงกัน รู้แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์พวกเค้าก็เฮฮา ยังชง ยังแซวกันอยู่เรื่อย ๆ เราก็ไม่ได้ไปสุงสิงอะไรกับพวกเค้า แต่เวลาทำงานมันต้องอยู่ในห้องเดียวกัน ก็จะมีพวกคำทะลึ่ง คำส่อเสียดที่แบบว่า พูดกันไปไม่คิดถึงจิตใจแฟนของคนที่โดนแซว โดนจิ้นบ้างเลย คือในสถานการณ์นี้เรารู้ว่าเราเป็นคนนอก แต่เราก็มีความรู้สึกที่ควรจะให้เกียรติถึงแม้จะเป็นคนไม่รู้จักกันก็ตาม อยากจะได้คำแนะนำว่าเราจะมองข้ามเรื่องนี้ยังไง คือเราต้องทำงานในห้องเดียวกับพวกเค้า ทุกวันนี้พยายามแล้วที่จะช่างมัน คิดว่าเรามาทำงานหาเงิน แต่มันก็อึดอัดที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนพวกนี้…. งานนี้ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันอยู่ที่ความอึดอัดนั้นมันทำให้เรายังมีแรงลุกไปทำงานหรือเปล่า? คือเรื่องพวกนี้มันส่งผลกระทบต่อจิตใจแต่ละคนไม่เท่ากันนะ บางทีคนนึงฟังอาจจะรู้สึกก็ช่างมันดิ ใครมันจะบิ้ว จะปีนต้นงิ้วก็ไปเถอะ เราก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน หาหูฟังสักอัน ฟังเพลงไป บางคนอาจจะรู้สึกแค่นั้นก็พอแล้ว แต่กับเตยอาจจะรู้สึกว่า คำพูดคำจาที่บิ้วกันมา ไม่ได้แคร์ศีลธรรมเลย มันทำให้เตยอึดอัดถึงขนาดที่ว่าไม่มีสมาธิทำงานเลยหรือเปล่า หรือกระทบอะไรขนาดไหน อันนี้เตยก็ต้องตอบตัวเองก่อน ถ้าถึงขั้นทำให้อึดอัดแล้วก็ไม่มีความสุขเลย กับการที่ต้องไปนั่งในแผนกนั้นก็หางานใหม่ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ศีลเสมอหรือมีภูมิต้านทานเรื่องตรงนี้ไม่พอ หรือถ้าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตเรา ก็รู้สึกว่าช่างเค้า ใครจะดีจะชั่วก็ดูไว้ แล้วเราก็อย่าไปเป็นแบบคนพวกนั้น หน้าที่ของการไปทำงาน พื้นฐานก็คือ การไปทำงาน หารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อันดับที่สองก็คือการเข้าสังคม ซึ่งถ้าสังคมนั้นมันไม่ใช่สังคมที่เราอยากจะไปเข้า เราก็จงหาแต่เงินแล้วก็กลับบ้าน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ หนึ่งอดทน สองหางานใหม่ อะไรง่ายกว่ากันก็เลือกอันนั้นเลย ถ้ารู้สึกหางานใหม่ยาก แล้วหางานใหม่มีโอกาสที่จะเจอคนไม่ชอบด้วยนะ พี่ยังรู้สึกว่าเคสนี้ยังเบานะ เคสอื่นๆ คือกระทบเข้ามาสู่ตัวเองเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้กระทบเตย เค้าแค่เป็นคนอีกประเภทที่เตยไม่ชอบ วิธีการยังพอใส่หูฟังได้ แล้วก็คนเราเจอคนร้อยพ่อพันแม่ตลอด ที่เข้ามาแล้วทำอะไรไม่ถูกใจเรา มันคือความแตกต่าง ซึ่งการที่เราไม่ชอบ เราสามารถละได้โดยการช่างมัน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ชีวิตใครชีวิตมัน ส่วนคู่นั้นที่นอกใจแฟน เดี๋ยวชีวิตมันพังเอง ชีวิตรักที่มันไม่ซื่อสัตย์โอกาสที่จะได้รักที่ดีมันยากอยู่แล้ว มันคือชีวิตเขา แค่เขาไม่มายุ่งกับเราคือพอแล้ว ต่อให้ลาออกไป ก็ตอบไม่ได้ว่าเราจะเจอใครที่ไม่ชอบอีก ฉะนั้นสิ่งที่ฝึกเราได้ก็คือ พวกนี้ยังเบา ช่างมัน ปล่อยวาง อยู่ห่างๆ ไม่ชอบก็คือไม่คบ คุยได้แต่ไม่คบ ไม่ต้องถึงขั้นไม่คุย โกรธเขา เพราะจะทำให้เราเครียดแทน’ ปิดจบกันที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เพิ่งไปอ่านหลักที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขแบบง่าย ๆ เค้าบอกถ้าเจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจ หนึ่งเปลี่ยนเค้า เปลี่ยนสิ่งที่เราไม่ถูกใจ ซึ่งในกรณีนี้เตยเปลี่ยนเค้าได้ไหม? ก็ไม่ได้เพราะเราไม่สามารถไปบอกเค้าได้ว่า “พี่คะรณรงค์อย่าพูดเรื่องที่ทำให้ทุกคนผิดศีลธรรม น้องเค้ามีแฟนอยู่แล้วทำแบบนี้ไม่ดี” เราพูดไม่ได้ แต่กรณีนี้เราทำได้คือ ปรับตัวเอง เตยต้องช่างมัน แต่พี่เข้าใจนะแง่ศีลธรรม แต่ถ้ามันยังไม่ได้มาลุกลามพื้นที่สิทธิของเรา ลองพิจารณาพวกเค้าเป็นบัว 4 เหล่าไปเลย มันต้องมีคนที่ไม่รู้อยู่แล้ว ลองพิจารณาว่าคนเรามันก็แค่นี้ เราก็อย่าไปทำเหมือนเค้า เราดูเป็นเยี่ยงอย่าง ถ้าเป็นเราจะไม่ทำแบบนี้ แต่ถ้าสุดท้ายยังทนไม่ไหว มันก็ยังมีข้อสุดท้ายคือ เดินออกมา แค่นี้ชีวิตจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอปัญหา….’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ซื้อลิปมากี่อัน เพื่อนคนเดิมก็ยืมใช้ทุกอัน เค้าไม่ยืมคนอื่นเลยค่ะ รอแต่จะยืมของหนู เช้าก็ทา เที่ยงก็ทา ก่อนกินข้าว หลังกินข้าวก็ทา พีคสุด ปากมันยังไม่เช็ดปากก็หยิบไปทา ตอนนี้กลิ่นลิปหนูเปลี่ยนด้วย ต้องซื้อใหม่ตลอด เจอแบบนี้ทำไงดี?

10 ม.ค. 2025

ซื้อลิปมากี่อัน เพื่อนคนเดิมก็ยืมใช้ทุกอัน เค้าไม่ยืมคนอื่นเลยค่ะ รอแต่จะยืมของหนู เช้าก็ทา เที่ยงก็ทา ก่อนกินข้าว หลังกินข้าวก็ทา พีคสุด ปากมันยังไม่เช็ดปากก็หยิบไปทา ตอนนี้กลิ่นลิปหนูเปลี่ยนด้วย ต้องซื้อใหม่ตลอด เจอแบบนี้ทำไงดี?

“คุณแพร (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ [8 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนยืมลิปสติกบ่อยมาก แถมใช้แล้วลิปสติกมีกลิ่นแปลกไป! โดย “คุณแพร (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูซื้อลิปสติกมาใหม่ เพื่อนขอลอง แล้วก็ทาไปที่ปากเลย ตอนแรกหนูคิดว่าจะใช้นิ้วแตะ ๆ ก่อนแล้วค่อยทา ต่อมาเพื่อนก็ถามว่าซื้อที่ไหน? กี่บาท? หนูก็บอกไป แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มยืมบ่อยขึ้นก่อนเข้าเรียน เลิกเรียน ก่อนกินข้าว หลังกินข้าว ก็มาขอหนูว่า “มึงขอยืมลิปหน่อย” ไปห้องน้ำก็ทา เดินไปไหนก็ทาทั้งวัน ทามากกว่าหนูอีก พอบอกว่าหนูขายต่อ เพื่อนก็บอกกลับมาว่า “บ้าหรอ กูก็ต้องเอาอันใหม่สิ” หนูก็เลยส่งพิกัดอันใหม่ให้เขา เขาก็ไม่ซื้อ แล้วตอบมาแบบเปลี่ยนเรื่องแทน พอวันต่อมาเขาก็ยังยืมหนูเหมือนเดิม ซึ่งเขาก็มีลิปของเขา หนูก็ถามว่าไม่ใช้ลิปตัวเองแล้วเหรอ? เขาก็บอกว่า “ก็ต้องใช้ของมึงด้วย” กลุ่มหนูมีกัน 3 คน อีกคนหนึ่งคือเพื่อนของเขา ที่มาจากประถมด้วยกัน เขาไม่เห็นเคยยืมของเพื่อนคนนั้นเลยสักครั้ง ยืมแต่ของหนูคนเดียว หนูเริ่มไม่โอเคตรงที่กลิ่นลิปของหนูมันเริ่มเปลี่ยน เหมือนมันบูดเพราะหลังกินข้าวปากมัน ๆ เขาก็ยังทา หนูไม่กล้าปฏิเสธแบบตรง ๆ เขานิสัยดีทุกอย่าง แต่ติดแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเลย หนูเคยบอกว่าไม่ให้แล้ว แต่เขาก็บอกกลับมาว่า “โห ขี้งกว่ะ” หนูเลยให้ยืมมาตลอด ไม่ใช่แค่ลิปด้วย กระเป๋า เสื้อ เสื้อกันหนาว เขาจะขอเลย พูดแบบว่าถ้าหนูไม่ใช้ ขอได้ไหมอยากได้ เพื่อนอีกคนก็โดนแบบเดียวกัน เรื่องกิ๊บติดผม เขาบอกว่าขอติดได้ไหม? พอเขาติดแล้วก็เนียน ๆ เอากลับบ้านไปเลย พอทวงเขาก็จะทำเป็นลืม หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนี้ หนูควรทำอย่างไรดี?’ ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ควรบอกไปตรง ๆ เลยว่าของแบบนี้มันใช้ร่วมกันไม่ได้ หนูต้องบอกว่ามันมีเหตุผลของการไม่ให้ยืม มันเป็นสิ่งที่พูดได้ โตแล้วบอกเขาได้ หนูต้องรู้จักปฏิเสธ’ นอกจากนี้ “ดีเจเผือก” ยังพูดเสริมอีกว่า ‘ซื้อให้ไปเลย มึงกูไม่ให้ยืมแล้วนะ ใช้อันนี้ไปเลย ของแบบนี้มันไม่ใช้ร่วมกัน มันเหมือนแปรงสีฟัน ถ้าเพื่อนใหม่พึ่งเจอกันแล้วมันจะคัดกรองกันด้วยเรื่องลิป เรื่องยืมของก็โอเค ‘หาเพื่อนใหม่’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-