หนูมีแฟนเป็นผู้หญิง คบกันได้เกือบปีแล้ว แต่หนูมีความลับที่ไม่ได้บอกเขา ว่าหนูมีเสี่ยเลี้ยง หนูทำงานเป็นเด็กเอ็น ปรากฎว่าไม่นานมานี้ เพิ่งจับโป๊ะได้ ว่าแฟนหนูก็มีเสี่ยเลี้ยงเหมือนกัน ตอนนี้แฟนหนูเขารับเงินก้อนจากเสี่ยฝั่งนู้นมาแล้ว

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมีแฟนเป็นผู้หญิง คบกันได้เกือบปีแล้ว แต่หนูมีความลับที่ไม่ได้บอกเขา ว่าหนูมีเสี่ยเลี้ยง หนูทำงานเป็นเด็กเอ็น ปรากฎว่าไม่นานมานี้ เพิ่งจับโป๊ะได้ ว่าแฟนหนูก็มีเสี่ยเลี้ยงเหมือนกัน ตอนนี้แฟนหนูเขารับเงินก้อนจากเสี่ยฝั่งนู้นมาแล้ว

06 มิ.ย. 2025

หนูมีแฟนเป็นผู้หญิง คบกันได้เกือบปีแล้ว แต่หนูมีความลับที่ไม่ได้บอกเขา ว่าหนูมีเสี่ยเลี้ยง หนูทำงานเป็นเด็กเอ็น

ปรากฎว่าไม่นานมานี้ เพิ่งจับโป๊ะได้ ว่าแฟนหนูก็มีเสี่ยเลี้ยงเหมือนกัน ตอนนี้แฟนหนูเขารับเงินก้อนจากเสี่ยฝั่งนู้นมาแล้ว

เสี่ยเสนอให้ทดลองอยู่กัน 2 เดือนก่อน ถ้าไปต่อได้ จะเพิ่มเป็น 5 เดือน แฟนหนูเขาย้ายออกไปจากหนูแล้ว

5 เดือนต่อจากนี้ หนูควรจะรอเขาไหม?  หรือ หนูควรหาคนใหม่คุยไปเลย ...

                “คุณเรย์ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [4 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความรักเพศเดียวกัน แต่ดันทำอาชีพเด็กเอนเหมือนกัน

                โดย “คุณเรย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนคบกันมาประมาณ 11 เดือน ที่ผ่านมาเราอยู่ด้วยกันมาตลอด อยู่กินด้วยกันที่บ้าน แต่หลัง ๆ เริ่มขอดูโทรศัพท์ของกันและกัน ก็เลยจับโป๊ะเรื่องที่ปิดบังกันได้ว่า ต่างคนต่างทำอาชีพเหมือนกันก็คือเขาเป็นเด็กเอน หนูก็เป็นเด็กเอนเหมือนกัน แล้วก็มีเสี่ยเลี้ยงกันทั้งคู่เลย เขาเป็นฝ่ายจับได้ก่อนแต่ปิดบังมาตลอด เขาพยายามรับให้ได้ เพราะไม่อยากเสียเราไป แต่พอหนูมารู้ความจริงของเขาทีหลังหนูเลือกที่จะถามไปตรง ๆ ว่า ไปเจอมาจากไหน? ทำไมถึงทำแบบนี้? ที่ถามออกไปแบบนี้ เพราะหนูไม่คิดว่าเขาจะทำงานแบบนี้ ฐานะที่บ้านเขาดีมาก ๆ แตกต่างกับหนูที่ทำเพื่อความจำเป็น แต่เขาก็พูดกับหนูตรง ๆ ว่าเงินไม่พอใช้สำหรับเขา ถึงจะมีมากแค่ไหนก็อยากจะใช้ฟุ่มเฟือย หลังจากนั้นเราก็พยายามปรับความเข้าใจกัน ซึ่งบอกว่าหนูทำเพราะจำเป็นนะ เขาก็บอกเขาทำเพราะอยากใช้เงินฟุ่มเฟือยและหนูไม่สามารถดูแลเขาได้ในตรงนี้ ก็เลยต้องยอมรับในส่วนนี้ด้วย เราก็เหมือนฝืนกันทั้งคู่ จนหลัง ๆ ทะเลาะกันบ่อยขึ้นในเรื่องงาน เริ่มฝืนไม่ได้แล้ว

                จนวันหนึ่งเราออกไปทำงานกันทั้งคู่ แต่เขากลับมาที่ห้องก่อน แล้วโทรให้เรารีบกลับได้ไหม มีเรื่องจะคุยด้วย แต่พอเรากลับมาเขาก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาแฟนพิมพ์แชทมาบอกว่า เขาจำเป็นต้องไปอยู่กับคนที่จะรับเลี้ยงดูแลวันนี้เลย ต้องเก็บของเลย ขอลองไปอยู่สัก 2  อาทิตย์ก่อน ถ้าเขาอึดอัดเขาจะรีบกลับมา ตอนนี้เขาไปอยู่ที่นั่น 4 วันแล้ว ซึ่งการไปอยู่กับเสี่ยคนนั้นเขาต้องแลกด้วยอิสระ เวลาจะไปไหนมาไหนต้องพาเสี่ยคนนี้ไปด้วยตลอดเวลา จะออกไปไหนก็ยากมาก ๆ และที่สำคัญห้ามมีแฟน ซึ่งเขาตัดสินใจไวมากแค่ภายในคืนเดียว เพราะเสี่ยบอกไว้ว่า อยากได้อะไรสามารถให้ได้ทุกอย่าง มีความฝันอะไร อยากเรียนพิเศษอะไร อยากไปไหน อยากดูแลตัวเองมากขึ้น เสี่ยสามารถให้ได้หมดเลย ณ ตอนนั้นหนูไม่คิดว่าเขาจะไปจริง ๆ เพราะเราไม่ได้ร่ำลากันเลย จนวันนี้เราเลิกกันแล้ว แต่หนูก็ยังอยู่ในห้องเดิมของเรา 2 คน

                ตอนแรกเขาบอกจะไปแค่ 2 สัปดาห์ แต่หลังจากเสี่ยให้ไปตรวจโรค ถ้าพบว่าปกติ ก็ต้องอยู่ต่ออีก 5 เดือนเพราะรับเงินไปแล้วก้อนนึง เขาไปดินเนอร์กับเพื่อนก็มีเสี่ยไปด้วย แล้วหนูก็สงสัยทำไมเขาไม่บอกว่าหนูเป็นเพื่อน แล้วให้หนูไปเจอ ทำไมหนูไปหาเขาไม่ได้ เขาก็บอกว่า เขากลัวหนูเจ็บที่เห็นภาพแบบนั้น หนูไม่เคยเห็นหน้าเสี่ยแต่เขาบอกว่าเสี่ยเป็นผู้มีอิทธิพล หนูเลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า ทำยังไงดี? ใจนึงก็อยากเปิดโอกาสให้ตัวเองได้คุยกับคนอื่นบ้าง หรือหนูควรจะรอเขาแต่ในระหว่างที่รอก็คุยกับคนอื่นไปด้วย’

                ทางด้าน “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘มันขึ้นอยู่กับว่าเรย์อยากมูฟออนไหม ถ้าอยากมูฟออนก็ออกมาจากห้องนั้นซะ แต่ถ้าอยากรอคนที่เขาไม่เห็นคุณค่าในตัวเราแล้วไม่มูฟออน ก็อยู่ในห้องนี้ต่อไป แบกความเจ็บปวด หรือการรอคอยแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันเป็นสิ่งที่เรย์ต้องได้รับอยู่แล้ว เพราะเขาไปโดยที่ไม่เหลือคุณค่าให้เราเลย เรย์ก็ต้องอยู่อย่างไม่มีคุณค่าและรอต่อไป ซึ่ง ณ เวลานี้เรย์ก็เหมือนไม่มีใจจะมูฟออน ถึงจะเป็นแผลสดเรย์ก็ดูไม่ได้อยากจะรักษาด้วย ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะกลับมาหรือไม่กลับมา ถ้าเรย์เลือกที่จะรอ ก็อยู่กับความเจ็บปวดต่อไปจนกระทั่งถึงที่สุด แล้วบอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว เรื่องนี้มันมีสองทางระหว่างเขากลับมากับเรย์ทนไม่ไหว ถ้าถามพี่ว่าทำยังไงได้ พี่บอกเลยว่าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้เวลามันผ่านไปและถามตัวเองบ่อย ๆ ว่ารู้สึกแบบไหนแล้ว ’

                ต่อด้วย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเรย์จะอยู่วงการนี้ต้องจิตแข็งกว่านี้ เรย์ดูอ่อนต่อโลกใบนี้เกินอาชีพที่ทำอยู่เยอะเลย มากกว่าความสัมพันธ์ที่ลงไปเล่น มากกว่าเงื่อนไขที่เจอมากมาย เรย์มองตัวเองด้านเดียว เรย์ไม่มองด้านอื่นเลย พี่ว่าอันตราย เรื่องราวที่เล่าก็ดูประหลาด ๆ ไม่สมเหตุสมผล ตรรกะของตัวละคร ถ้าเขียนบทก็คงไม่กล้า ซึ่งถ้าพูดถึงแค่ประเด็นที่เขารีบเก็บของออกไปไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่เขากลับมา มันเป็นการที่เขาตัดเราไปง่าย ๆ โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังเลย สำหรับพี่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วกับการที่ไม่ต้องรอคนนี้ รอทำไม ความจริงเดียวคือเขาทิ้งเราไป จบ’

                สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเพียงเพราะเหตุผลที่เขาบอกว่าเขาต้องการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่ายแล้วต้องเอาอิสระของชีวิตไปอยู่กับผู้ชายเพื่อแลกกับเงิน ถ้าเป็นพี่ พี่ไม่เอาคนนี้มาเป็นคู่ชีวิต เพราะเขากลวงเหลือเกิน สำหรับพี่พอแล้ว เรย์ก็คิดเอาว่าจะเอาคนนี้มาเป็นคู่ชีวิตเพื่ออะไร แต่ถ้าจะรอก็แล้วแต่เรย์เลย’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

31 พ.ค. 2024

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกันตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต เจอคนใหม่ เริ่มต้นใหม่ เขาบอกอนาคตถ้าออกไปข้างนอกเราจะเป็นพี่น้องกัน “คุณแคลร์ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความรักกับคนในเรือนจำ โดย ​“คุณแคลร์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน เราประกอบอาชีพเป็นสตรีมเมอร์ และได้สิ้นสุดการประกอบอาชีพ เมื่อปลาย ปี 65 ที่ผ่านมา เพราะเราถูกฟ้องด้วยความเข้าใจผิด ในข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา และเราก็สู้คดีมาจนถึงกลางปี 66 ซึ่งเป็นการสู้ที่เสียเปรียบมาโดยตลอด เพราะเราไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงได้ขอให้เป็นทนายขอแรงมาช่วย เขาก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้เท่านั้น จนเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ศาลมีคำสั่งฝากขัง ในทางปฏิบัติเราสามารถที่จะประกันตัวได้ แต่ว่าเราไม่มีเงินประกันตัว แม้กระทั่งครอบครัวที่มีคุณแม่เพียงคนเดียวก็ไม่สามารถช่วยตรงนี้ได้ จึงจำใจต้องเข้าฝากขังที่เรือนจำแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างที่อยู่ข้างใน เราได้มีโอกาส เจอกับพี่ผู้ต้องขังคนหนึ่ง เขามักจะฝากความเป็นห่วงผ่านเพื่อนผู้ต้องขังอีกคนมาถึงเรา เราก็สงสัยว่า เขาเป็นใคร ? ต่อมาเราจึงได้ไปเจอกับเขาและได้พูดคุยกัน จนทราบว่าเขาบังเอิญเป็นคนที่อยู่ใกล้บ้านเรา แต่เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ซึ่งพี่เขาอายุ 40 ปีแล้ว หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ ก็มีพูดคุยกัน มีการดูแลกันมากขึ้น เริ่มจากการแบ่งอาหารเช้าให้ ชวนมานั่งคุยปรับทุกข์กัน จนกระทั่งตกลงคบกัน ซึ่งเขาก็จะบอกตลอดว่า แคลร์ไม่จำเป็นต้องรักเขา ขอให้เขาได้รักแคลร์ก็พอ ส่วนตัวเราเองไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปเจอ หรือไปหาความสัมพันธ์แบบนี้ เพราะเราเองก็รู้สึกผิดกับตัวเองว่า ทำไมต้องมาเสียเวลาในที่แบบนี้ด้วย ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมของเขาในการวางตัวในฐานะคนรัก เราก็เริ่มรู้สึกดีและเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น จากที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะตลอดเวลา 23 ปี แคลร์ไม่เคยมีแฟน จนกระทั่งมาเจอคนนี้ ซึ่งระหว่างที่อยู่ด้วยกัน เขาจะหาทางช่วยเหลือเราตลอด เช่น เรื่องของการอัพเดทคดีจากข้างนอก เรื่องการยื่นเรื่องส่งสภาทนายความ ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบรูปคดี หรือการส่งคำร้องให้ศาลเร่งพิจารณาคดี เพราะว่าตอนนั้นที่เข้าไปเป็นเดือนสิงหาปีที่แล้ว และจะมีการนัดพิจารณาคดีอีกทีคือ เมษายนปี 67 ถ้าให้นับมันจะเป็นการอยู่แบบเสียเปล่าไปเลย 1 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 66 เขาก็มาบอกกับเราว่า แคลร์พี่คุยกับทนายให้แล้วนะ ซึ่งเราก็ตกใจว่า พี่คุยกับทนายที่ไหนมา ทนายของแคร์เหรอ ? เขาก็บอกว่า เป็นทนายส่วนตัวของเขา เขาบอกทนายว่า ให้ยื่นประกันตัวให้แคลร์ เป็นการจ่ายเงินให้เราเพื่อการประกันตัว เราก็ตกใจมากว่า เขาทำเพื่อแคลร์ขนาดนี้เลยเหรอ เพราะเขาก็จะบอกกับเราตลอดว่า ออกไปก็ออกไปใช้ชีวิตนะ และไม่ต้องเป็นห่วงพี่ ลืมเรื่องราวทุกอย่าง ข้างในให้หมด ซึ่งตอนนี้แคลร์ได้ออกมาใช้ชีวิตเรียบร้อยแล้ว แคลร์เคยบอกกับเขาว่า อยากจะคบกับเขาเป็นแฟนจริงจัง แต่เขาบอกว่า เขาให้สัญญาไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้ความหวัง และเขาก็ไม่อยากใช้คำพูดสวยหรู หากเขาได้ออกไปแล้ว เขาทำไม่ได้ แคลร์จะรับได้เหรอ ? เราก็คิดว่า สิ่งที่เขาพูดมันก็เรื่องจริง และเขาก็พูดอีกว่า แคลร์จะเป็นกะเทยคนเดียว ที่เขารักที่สุดในชีวิต และก็จะเป็นน้องที่เขารักตลอดไป ซึ่งเราก็ยังให้ความหวังตัวเองอยู่ในทุก ๆ วันว่า อย่างน้อยถ้าวันหนึ่ง เขาออกมา แล้วเขาเห็นว่าแคลร์ยังรอเขาอยู่ เขาก็อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะหนูก็ไม่เคยมีความคิด ที่จะไปมองหาใครคนใหม่ตั้งแต่ออกมา เป็นระยะเวลา 7 เดือนแล้ว ซึ่งในทุกเดือนเราจะกลับไปเยี่ยมเขาเสมอ และปฏิกิริยาของเขาที่แสดงต่อเราก็ปกติทุกอย่าง แต่ทางเรือนจำจะมีการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รายวันถึงผู้ต้องขังด้านใน หนูก็จะเขียนถึงเขาทุกวัน แต่เขาก็จะเขียนตอบกลับมาว่า เขาขี้เกียจที่จะเดินมาหา ตอนที่เรามาเยี่ยม เขาไม่อยากที่จะเขียนจดหมายตอบกลับเรา ซึ่งเขาเป็นแบบนี้กับครอบครัวด้วย เหมือนเขาไม่อยากรับรู้เรื่องภายนอก เขาเลยพยายามกีดกันไม่ให้หนูไปเยี่ยมหรือเขียนอะไรหาเขา แคลร์อยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า พอจะมีวิธีการยังไงที่จะรอเขา แบบให้ใช้ชีวิตที่มีความสุข ไม่เครียด ไม่ห่วงอะไร เพราะเราไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ เราไม่รู้ว่าการที่เขาทำแบบนี้เขาต้องการให้เรามีสถานะไหนกันแน่ และทุกวันนี้เขายังจ้างทนายเพื่อที่จะสู้คดีให้กับเราต่อ ซึ่งเราก็พึ่งทราบเรื่องนี้จากทนายว่า เขายังจัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายให้เราทั้งหมดเลย และแม้ว่า เขาจะบอกให้หนูเดินหน้าต่อ แต่ด้วยความที่เขาเป็นแฟนคนแรกของเราด้วย เราเลยรู้สึกผูกพันและรู้สึกขอบคุณในการกระทำของเขา ที่ทำให้เราได้เหมือนมีชีวิตใหม่ เรารู้สึกว่า เราไม่สามารถเดินออกมาจากเขาตอนนี้ได้ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การที่เขาพูดว่า แคลร์เป็นน้องที่เขารัก มันเหมือนกับการที่เขาดับฝัน เพราะหากเขาออกมาข้างนอกเขาจะไม่คบกับแคลร์ แต่หากอยู่ข้างในก็เป็นแฟนกัน เหมือนกับการที่คนเหงามาเจอคนเหงา ซึ่งแคลร์ก็บังเอิญอยู่ใกล้เขา อยู่ในแดนเดียวกันได้ใกล้ชิดกัน แคลร์มีความหวังอยู่นิดหน่อยแต่ก็น้อยมาก ถ้าแคลร์จะรอเขา แคลร์ก็ต้องทรมานอยู่แล้ว แต่ถ้าแคลร์ไม่รอก็จะทรมานแค่ช่วงแรก ไม่ต้องทรมารไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเปรียบเป็นเกมไพ่ โอกาสที่แคลร์จะแพ้สูงมาก แต่ที่พี่ทำหอมรับแขกมา ได้สัมภาษณ์คนในเรือนจำและชีวิตรักในเรือนจำ ทำให้พี่ได้รู้ว่า มันเป็นชีวิตรักที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำเท่านั้น พอเราออกมา เขาก็จะมีคนใหม่เข้าไป ในขณะเดียวกัน คนที่ออกไปก็จะมีแฟนใหม่ มันเป็นวัฏจักรของเขาที่เขาจะรู้กันดีอยู่แล้ว แล้วการที่เขาส่งสัญญาณบอกเราว่า เขาไม่อยากเดินมาหา หรือการที่ เขาไม่อยากรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แปลว่าตอนนี้ เขาปฏิเสธเราแล้ว แล้วการที่เราเข้าไปหาเขา ก็เหมือนกับว่า เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการพยายามสื่อ การแสดงออกของเขาสุภาพ แต่ก็ชัดเจนว่า เขาต้องการยุติความสัมพันธ์แล้ว ซึ่งแคลร์ก็ยังไม่เข้าใจ และมันก็สร้างความอึดอัดให้กับเขา ฉะนั้นพี่คิดว่า แคลร์ไม่ควรรอ เพราะมันเป็นการรอฝั่งเดียว แคลร์ ควรหยุด เจ็บตอนนี้ให้จบและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป ทางนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ด้วยสถานการณ์ที่แคลร์อยู่ตอนนั้น มันเป็นได้หลายเรื่องเลย ที่เค้าเข้ามาหาแคลร์ และมันอาจจะเป็นไปได้ว่า การที่เขาเข้ามาหาแคลร์ เขาไม่ได้รักแคลร์แบบความสัมพันธ์หนึ่ง แคลร์และเขาต่างเจอกันในช่วงเวลาที่ต้องการคนซัพพอร์ต ซึ่งชีวิตในนั้นมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่พี่ก็รู้สึกว่า เขาก็เป็นคนดีนะ เขาไม่ได้แค่ใช้แคลร์แก้เหงา เพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังรับผิดชอบชีวิตของแคลร์ต่อ ซึ่งเขาก็ชัดเจนที่บอกกับแคลร์ว่า ถ้าออกจากคุก ก็ให้แคลร์ไปมีชีวิตใหม่เถอะ อย่ายึดติดอยู่กับเขา แต่พี่ก็เข้าใจแคลร์ เพราะเขาคือคนแรกของแคลร์ แคลร์เลยรู้สึกว่า รักครั้งนี้มันยิ่งใหญ่มาก เหมือนว่ามันเป็นพรหมลิขิต และมันคงจะดีมากถ้าเราได้อยู่ด้วยกันต่อไปจากนี้ แต่พี่คาดว่า แคลร์ไม่ใช่คนแรกของเขา แน่นอน และหลังจากแคลร์เขาก็ยังจะมีคนใหม่อีก ซึ่งเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้อยากมีอนาคตกับแคลร์ต่อ และเขาก็ไม่ได้ต้องการแคลร์หลังออกจากคุก ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอบที่ใหญ่พอที่จะทำให้แคลร์เดินหน้าต่อ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถ้าเต็มที่สุด ๆ แคลร์อาจจะบอกกับเขาว่า แคลร์เข้าใจพี่นะ แต่ถ้าหากวันใดวันนึง ที่พี่ออกมาจากคุกแล้ว แล้วถ้าเราอยากคุยกันโดยที่ยังโสดทั้ง 2 ฝ่าย แคลร์ยังยินดีนะ แคลร์ แต่หากรอตั้งแต่ตอนนี้ มันจะเป็นการทุกข์ใจมากถึงมากที่สุด และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้แคลร์ ไปดูรายการที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มหนุ่มสาว LGBTQ+ ในเรือนจำ ซึ่งบทสัมภาษณ์ในรายการก็จะให้คำตอบทุกอย่าง เรื่องราวมักจะคล้ายกับสถานการณ์ที่แคลร์เจอมา เรื่องราวในนั้น เกิดขึ้นในนั้น และจบลงในนั้น ถ้าออกมาต่างคนก็ต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งหากแคลร์ได้ดู แคลร์ก็อาจจะเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากยิ่งขึ้น และหลังจากที่พี่อ่านแชทมาพี่ได้เข้าใจเลยว่า ความสุขของเขามันเกิดขึ้นแค่ในโลกเรือนจำ พอแคลร์ออกมาเรื่องมันก็จบ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รักในตัวแคลร์ แต่เป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน เรื่องมันเลยต้องจบลง ซึ่งการที่เขาออกมา มันไม่ได้การันตีเลยว่า เขาต้องสานต่อกับเรื่องราวที่เขาคิดว่ามันจบลงแล้ว ถ้าแคลร์ลองตั้งสติคิดดู แคลร์ก็รู้ว่า เขาอยากให้เรื่องราวนี้มันจบ จากการที่เขาตอบคำถามก็ตามมันก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเขาชัดเจนขนาดนี้ ก็อยู่ที่แคลร์จะยอมความจริงได้เร็วแค่ไหน ช่วงแรกมันก็อาจจะรู้สึกเศร้าบ้าง แต่มันก็ไม่ถึงขั้นทรมานเท่าการรอใครสักคนหนึ่ง ตอนนี้มันก็ต้องทำใจนิดนึง แล้วก็มีชีวิตใหม่ ให้มันกลายเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่จบลงในเรือนจำ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สรุปเรื่องนี้หนูทำถูกไหมคะ? ไปตลาดเจอป้าขาย Art Toy ปลอม แล้วเราเจอน้องสองคนที่ตั้งใจเก็บเงินมาซื้อ เลยเขียนโน๊ตในมือถือแล้วยื่นให้ 'ของปลอม ตามน้ำไป’ แกล้งทำเป็นรู้จักน้องแล้วบอกความจริงตอนออกร้าน

05 ก.พ. 2024

สรุปเรื่องนี้หนูทำถูกไหมคะ? ไปตลาดเจอป้าขาย Art Toy ปลอม แล้วเราเจอน้องสองคนที่ตั้งใจเก็บเงินมาซื้อ เลยเขียนโน๊ตในมือถือแล้วยื่นให้ 'ของปลอม ตามน้ำไป’ แกล้งทำเป็นรู้จักน้องแล้วบอกความจริงตอนออกร้าน

สรุปเรื่องนี้หนูทำถูกไหมคะ? ไปตลาดเจอป้าขาย Art Toy ปลอมแล้วเราเจอน้องสองคนที่ตั้งใจเก็บเงินมาซื้อ เลยเขียนโน๊ตในมือถือแล้วยื่นให้ 'ของปลอม ตามน้ำไป’แกล้งทำเป็นรู้จักน้องแล้วบอกความจริงตอนออกร้าน ไปเล่าให้เพื่อน เพื่อนบอกไม่ควรทำเหมือนเราช่วยน้อง แต่กำลังทำร้ายป้าอยู่ “คุณหยก(นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [31 ม.ค 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับการถ้าเราห้ามคนไม่ให้ซื้อของปลอม ถือว่าผิดมั้ยคะ? โดย “คุณหยก(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หนูไปเดินตลาดกลางคืนแห่งหนึ่ง เพื่อจะดูของเล่น เราก็ไปเดินกับเพื่อนแล้วก็ไปหยุดอยู่ร้านหนึ่ง คนขายเป็นคุณป้า อายุเยอะหน่อย เราก็เดินดูของเล่นไป ด้วยความที่เราเป็นสาย Art Toy พอเราดู เราก็รู้แหละว่าเป็นของปลอม ก็หยิบ ๆ ถามราคาขำ ๆ แต่คงไม่ซื้อหรอก สักพัก มีเด็กวัยรุ่น น่าจะเป็นแฟนกัน เดินมายืนข้าง ๆ แล้วก็พูดประมาณว่า “เนี้ย นู้น นี่ นั้น เราอยากได้ เราเก็บเงินมาซื้อ” เราก็เหล่ ๆ พอเห็นจังหวะที่น้องหยิบขึ้นมา 2-3 กล่อง เหมือนจะซื้อ เราก็แบบคิดในใจว่า “น้องโดนแน่ ๆ ” หนูก็เลยพิมพ์ข้อความใส่โน้ตมือถือประมาณว่า “ปลอม ตามน้ำ อยู่นิ่ง ๆ” ด้วยความที่หนูเป็นกุลสตรี หนูก็เข้าไปหาน้องผู้หญิง จับมือน้อง แล้วบอกว่า (นามสมมติ น้องแอน) “น้องแอน วันนั้นเราไปเจอน้องที่นั่นใช่ไหม พี่จำเราได้ เรายังถ่ายรูปด้วยกันอยู่เลย” หนูก็เอามือถือไปจ่อที่หน้าน้อง พอน้องเห็นข้อความ น้องก็นิ่งไปเลย หนูก็พูดว่า “ป่ะ ไปกินข้าวกับพี่ไหม เราจะซื้อของตรงนี้ใช่ป่ะ มา BTS เดี๋ยวมันจะเกะกะหรือเปล่า ไปกินข้าวกันก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาซื้อ” แล้วหนูก็ลากน้องเดินออกไป แล้วก็อธิบายให้น้องฟังว่า “แกลองดูตรงนี้สิ จุดสังเกตมันตรงนี้ คือมันปลอม” น้องก็พูดว่า “อ้าวหรอพี่ หนูเกือบโดนแหนะ” เรื่องมันจะจบอยู่แค่นี้แหละ หนูก็ไม่อะไรหรอก แต่พอดีที่แยกย้ายกับเด็ก 2 คนนั้นไป หนูก็คุยกันกับเพื่อน เพื่อนมันก็บอกประมาณว่า “เฮ้ย คือจริง ๆ แล้ว การที่แกทำแบบนี้มันไม่โอเคหรือเปล่า เพราะว่าการซื้อขายมันเป็นเรื่องของคนสองคนที่เขาดีลกัน การที่เราเอาตัวเองไปแทรก มันไปขัดวงจรเขา แกช่วยน้องเขา แต่ในขณะเดียวกัน แกก็ทำร้ายป้าเขานะเว้ย” มันเป็นความนอยด์ในใจเรา ด้วยตรรกะของหนู หนูคิดว่าทำถูกแต่เพื่อนกลับมองว่าหนูเผือก ที่ไปยุ่งกับเขา ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นห่วงเรื่องที่หยกเอาตัวเองเข้าไปแทรก โดยที่มันอาจมีเอฟเฟคกับตัวหยกเอง เช่น ป้านั้นอาจจะมารุมตีหยก คือเหมือนหาเรื่องใส่ตัว เรื่องที่ป้าขายของผิดลิขสิทธิ์ เราไม่ใช่ตำรวจ เรื่องลิขสิทธิ์ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ป้าเขาก็อาจหลบหลีกตำรวจอยู่ หรือตำรวจอาจจะเล็งป้าอยู่ แต่มันไม่ใช่หน้าที่เราที่จะจับกุมเขา หรือในกรณีแบบนี้ สมมติว่าเรานั่งอยู่ แล้วเห็นผู้ชาย/ผู้หญิงนั่งอยู่ ผู้หญิงลุกไปแล้วผู้ชายใส่อะไรลงไปในแก้ว เคสแบบนี้อันตรายถึงชีวิตเราได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การที่หยกเข้าหาด้วยวิธีการแบบนั้น ถ้าคนจิตไม่แกร่งเอาดี ๆ เขาตกใจ เขาอาจจะเหวอ ทำตัวไม่ถูก ประมาณว่า “คนนี้เป็นอะไรอ่ะ” พี่รู้สึกว่าวิธีนี้ทำได้นะในกรณีที่มันซีเรียสจริง ๆ ถ้าเป็นพี่ พี่ก็อาจจะหยิบมาแล้วก็พูดประมาณว่า “เอ๊ะ มันต้องมีตัวเลขตรงนี้หรือเปล่า ไม่แน่ใจเพราะหนูเคยเห็น” แล้วให้ดูรีแอคว่าคนขายเขาจะตอบยังไง แล้วให้น้อง 2 คนนั้น คิดด้วยตัวเอง พี่ชื่นชมในความตั้งใจของหยกที่จะช่วยเหลือคน แต่ว่าหยกต้องหาวิธีที่มันไม่ทำให้ตัวเองสุ่มเสี่ยงกว่านี้’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘วิธีการเข้าหาน่ากลัวมาก ถ้าเราจะใช้วิธีนี้ต้องเป็นเหตุการณ์เหมือนโดนลากไปเพื่อโดนปล้น เราเองไม่สนับสนุนของไม่ถูกลิขสิทธิ์ มันถูกต้องแล้ว แต่การที่เราเข้าไปแล้วเป็นนาตาชา โรมานอฟ ยื่นข้อความลับแบบนี้ พวกเรา 3 คน ตกใจกับวิธีการนี้มาก แล้วก็คิดว่าถ้าพี่เจอแบบนี้ พี่อาจจะไม่สนใจ แล้วซื้อตรงนั้นเลยก็ได้ หยกอยากช่วยน้องเขาจริง ๆ แต่เลือกวิธีการที่ซับซ้อนไปหน่อย หรือวิธีการแบบนี้มันอาจทำให้เพื่อนหยกตกใจ แล้วหาเหตุผลมา108 มาบอกว่าวิธีนี้ไม่เวิร์คหรอก เจตนาดีแต่หาวิธีการที่ไม่เป็นอันตรายขนาดนี้’ ก่อน “คุณหยก(นามสมมติ)” วางสาย พี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คน ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ‘เจตนาหยกดี พี่ไม่อยากให้หยกทิ้งเจตนานี้ แต่ใช้กับสถานการณ์ให้ปลอดภัยกว่านี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พี่ๆคะ หนูจะทำยังไงต่อไปดี... คุณแม่เหลือเวลาอยู่กับหนูแค่ 6 เดือน ก่อนหน้านี้คุณแม่แอบไปหาหมอเองโดยไม่บอกใครเลย เพิ่งมาบอกหนูว่าเป็น "มะเร็งไขสันหลัง" ระยะที่ 3 ตอนนี้หนูกลัวและเสียใจที่สุดเลยค่ะ

22 ม.ค. 2024

พี่ๆคะ หนูจะทำยังไงต่อไปดี... คุณแม่เหลือเวลาอยู่กับหนูแค่ 6 เดือน ก่อนหน้านี้คุณแม่แอบไปหาหมอเองโดยไม่บอกใครเลย เพิ่งมาบอกหนูว่าเป็น "มะเร็งไขสันหลัง" ระยะที่ 3 ตอนนี้หนูกลัวและเสียใจที่สุดเลยค่ะ

“คุณเอ(นามสมมติ)” อายุ 21 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 มค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเผือก เกี่ยวกับปัญหาที่พึ่งรู้ว่าคุณแม่เป็นมะเร็ง ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ 6 เดือน โดย ​“คุณเอ(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุณแม่อายุประมาณ 53 ปี เป็นมะเร็งระยะที่ 3 ที่ไขสันหลัง ซึ่งอาการตอนนี้กำลังลุกลามไปยังจุดอื่น ๆ คุณแม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งแต่ไม่ได้บอกคนในครอบครัว และแอบไปรักษาคนเดียว คุณแม่มีลูก 2 คน หนูอายุ 21 ปี ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ และพี่ชายอายุ 25 ปี ทำงานฟรีแลนซ์ ได้คุยกับพี่ชายพี่ก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน คุณพ่อก็อยู่บ้านเดียวกันแต่ไม่ได้อะไรกับคุณแม่แล้ว แค่ทำหน้าที่พ่อและแม่เฉย ๆ หลังจากที่พ่อรู้ว่าแม่เป็นมะเร็งก็ช็อคเหมือนกัน เขาไม่ได้รักกันแล้ว แต่ก็ยังมีความผูกพันอยู่ ตอนนี้คุณแม่ไม่ได้นอนที่โรงพยาบาลแต่ต้องไปฉีดมุ่งเป้า (คือการฉีดเฉพาะจุด) อยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้คุณแม่ก็ใช้ชีวิตได้ปกติ แต่จะปวดตามกระดูก ตามข้อ ซึ่งวันที่คุณแม่มาบอก ตอนนั้นอยู่ ๆ เขาก็พูดว่า แม่เป็นมะเร็งระยะที่สาม แล้วที่เขาบอกว่าอยู่ได้อีก 6 เดือนคือมันห่างจากตอนนั้นแค่ 3 เดือน หนูรู้สึกว่ามันเร็วมาก และช่วงนี้เขาชอบพูดเกี่ยวกับเรื่องเขาตายบ่อย ๆ มันก็ยิ่งทำให้หนูเครียด คุณแม่ก็เครียดมากเพราะเป็นห่วงว่าถ้าเกิดเขาไปแล้วจะอยู่กันยังไง...? ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘วันนี้คงเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ยากลำบาก คือสถานการณ์ของการสูญเสีย แต่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าใครทุกคนบนโลก เขาก็ไม่สามารถอยู่กับเราไปได้ตลอด ทีนี้เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเรื่องที่บ้านยังไม่ทันเตรียมตัว แล้วพี่ก็ไม่อยากให้คุณแม่เครียด ณ วันนี้ถ้าทุกคนที่บ้านเครียด ตัวคุณแม่เครียด มันก็จะทำให้ช่วงระยะเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ความสุขมันก็ลดน้อยลงไปอีก เราอาจจะต้องเติมพลังบวกให้กันและกัน เหมือนกับก่อนหน้านี้เคยมีข่าวคุณหมอคนหนึ่งที่เป็นมะเร็ง เค้าเองก็รู้ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เค้าก็เหมือนเติมพลังบวกให้กับตัวเอง ในการคิดว่ามันจะเป็นการออกเดินทางครั้งใหม่นะ เราอาจจะช่วยคุณแม่ ถ้าคุณแม่เป็นห่วงเรา เราอาจจะต้องทำตัวให้เราดูแข็งแกร่ง เป็นคนเก่ง แม่ไม่ต้องกังวลเลย เสาร์-อาทิตย์นี้อยากทำอะไรก็ทำด้วยกัน ให้รู้สึกว่าวันทุกวันเราสร้างความสุขแบ่งปันความสุขในทุก ๆ วันที่เราเจอกัน และก็เป็นกำลังใจให้กับเอและพี่ชายแล้วก็ครอบครัวทุกคนเลย ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าช่วงเวลามันมีแค่ 6 เดือนตามที่คุณหมอบอก ซึ่งจริง ๆ มันมีปาฏิหาริย์เยอะแยะมากมายว่าถ้ากำลังใจของคนไข้ดี บางทีมันอาจยาวนานกว่านั้น แต่ถ้า 6 เดือนตามนั้นจริง ๆ พี่ก็แค่อยากบอกน้องเอว่า อยากให้ใช้เวลากับท่านให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เวลามันเดินถอยหลัง ถ้าท่านอยากทำอะไรโดยที่มันไม่ไปขัดขวางการรักษา พี่อยากให้น้องเอใช้เวลาตรงนี้ให้เต็มที่ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่พี่ฟังเหมือนท่านยังเป็นห่วง พี่อยากให้น้องเอทำเพื่อให้ท่านได้รู้ว่าถ้าไม่มีท่านอยู่จริง ๆ หนูกับพี่ชายจะอยู่กันได้ดี เพื่อที่ท่านจะไปอย่างไม่มีห่วงอะไร แต่ถ้าน้องเอทำให้ท่านรู้สึกเป็นห่วงด้วยการเสียใจ ไม่มีกำลังใจที่จะทำให้ท่านเห็นรอยยิ้ม พี่ว่าอันนี้ท่านจะยิ่งเป็นห่วง พี่รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่บางทีคนที่ป่วยเขาไม่อยากเห็น คือคนรอบข้างเป็นทุกข์เพราะมันจะยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ มันอาจจะต้องฝืน หนูอาจจะร้องไห้ในห้องได้หรือคุยกับพี่แล้วเศร้าใจได้ แต่เวลาอยู่กับท่านอยากให้ส่งพลังบวกให้กันและกัน เพราะเรื่องกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนป่วย ถ้าทำได้อยากให้เป็นแบบนี้ เพราะท้ายที่สุดท่านจะได้รู้สึกว่าเราอยู่กันได้และมีชีวิตต่อไปได้อย่างดี เขาจะได้ไม่เป็นห่วงเรามาก อย่างสุดท้ายพี่ฝากไว้ละกันเผื่อถ้าเวลามันมาถึง บางทีคนที่ป่วยเป็นโรคแบบนี้ เวลาเชื้อมะเร็งกัดกินแล้วไม่รู้สึกอะไร ถ้าคุณหมอบอกว่าในอีกไม่กี่วันเขาจะไม่รับรู้แล้ว อยากให้น้องเอและคนในครอบครัวไปคุยกับเขาเป็นวาระสุดท้าย เพราะ ณ ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก สำหรับผู้ป่วยก่อนที่เขาจะไม่รู้ตัวและสื่อสารอะไรไม่ได้อีกแล้ว อันนี้พี่พูดในกรณีที่ถ้าเวลานั้นมาถึงจริง ๆ เหมือนเราเตรียมให้เขาไปอย่างสงบ เคลียร์ทุกอย่างบอกเขาว่าไม่ต้องห่วง หนูกับพี่กับพ่อจะอยู่กันอย่างมีความสุข แล้วเราจะคิดถึงเค้าด้วยรอยยิ้มทุกครั้งเมื่อที่เค้าจากไปแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้น้องเอนะ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ จะไม่พูดถึงว่าเวลาเหลืออีกเท่าไหร่ มันก็เป็นการประมาณการ สำหรับพี่ไม่อยากให้เอามาเป็นประเด็นเท่าไหร่ การที่เราเกิดมาเรารู้ว่ามันต้องมีอายุขัย สิ่งในชีวิตทุกอย่างบนโลกใบนี้มันมีอายุขัยของมัน ณ วันที่เราเกิด เราก็มาพร้อมกับแพ็กเกจคำว่าตายอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วแต่ไม่มีใครอยู่ได้ จริง ๆ มันเป็นสัจธรรมมากเลยเนาะ แต่ว่ามันก็ยากในวัย 21 ปีที่เราจะเข้าใจว่าไม่ว่าช้าหรือเร็วมันก็ต้องจากกันอยู่ดี ทีนี้ความรู้สึกกะทันหันของเอ ถ้าได้คุยกับคนอื่นที่ประสบเหตุกันคนละอย่างกับที่เอเจอ ในหลาย ๆ สายที่เค้าโทรมาว่าคนที่เขารักประสบอุบัติเหตุกะทันหันชนิดที่ว่าเราไม่ได้แม้แต่จะบอกลา ถ้าเค้าเลือกได้บางทีเค้าอาจจะอยากให้เค้ามีเวลาบ้างอย่างที่เอมี อันนี้พี่เปรียบเทียบให้ดูว่าในความที่เราคิดว่าเรากำลังเจอเรื่องราวที่เลวร้าย อย่างน้อยเรายังมีโอกาสทำให้ในทุก ๆ วันที่มันยังมีอยู่ด้วยกัน ย้อนไปในวัย 21 ปี พี่ก็เสียคุณแม่ไปตอนปี 2 ก็ ณ วันนั้นเรายังเป็นวัยรุ่นที่ยังไม่ได้เป็นพ่อคน เรายังไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีต่อลูกมากพอ เรายังไม่ได้แสดงออก เรายังไม่ใช้โอกาสสุดท้ายในการบอกอะไรที่บางทีเรายังไม่ได้บอก เราก็แค่เขิน ไม่กล้าพูดอย่างที่เติ้ลบอก เพราะเราคิดว่ายังมีเวลา จนเมื่อเค้าไม่รู้ตัว เราถึงรู้ว่าคงไม่ได้บอกแล้ว ซึ่งถ้าเอได้ฟังอยู่ตอนนี้ก็คือ พี่ก็อยากให้เอมีโอกาสที่จะได้บอก บางครั้งเราแค่ไม่กล้าพูดว่ารัก เพราะว่าเราเป็นเด็กวัยรุ่นหรือเขิน ไม่กล้าพูด หรือคำพูดอื่น ๆ ที่เรายังไม่เคยบอก เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ เอก็ยังมีเวลาที่จะทำให้ทุกวันที่ยังมีเค้าอยู่มันไม่มีอะไรติดค้าง ซึ่งสุดท้ายไม่ได้แปลว่าเราจะไม่เศร้าหรอก ทุกคนก็เศร้าทั้งนั้น วันสุดท้ายของมนุษย์มันเป็นสิ่งที่ประหลาดนะทุกคนต้องเจอ แต่เรามักจะถือสาว่าเราไม่ควรพูด เพราะมันเท่ากับแช่ง แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้พิจารณามันบ้าง ลองนึกดูบ้างว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีคนที่อยู่ข้าง ๆ มันจะเป็นยังไง อย่างน้อย ๆ ในวันนั้นเหมือนเราได้ซ้อมรับแรงกระแทกไว้แล้วบ้าง ซึ่งวันนี้เอมีโอกาสละพี่ว่าอยากให้ใช้โอกาสที่เรามีอยู่ตอนนี้บอกหรือคุยกับเค้าไม่ให้มันมีอะไรติดค้าง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อหนูเอาเงินเกษียณไปเปย์สาวที่ไม่เคยเจอตัวจริง จนเงินหมด 2 แสน ทั้งๆที่ยังมีหนี้ของที่บ้านอยู่ หนูต้องบอกให้พ่อไปทำงานหาเงินมาใช้จ่ายหนี้ส่วนนี้ด้วย เพราะปัญหามาจากพ่อ การที่หนูบอกพ่อไปแบบนั้น จะดูเป็นลูกที่อกตัญญูไหมคะ

17 ม.ค. 2025

พ่อหนูเอาเงินเกษียณไปเปย์สาวที่ไม่เคยเจอตัวจริง จนเงินหมด 2 แสน ทั้งๆที่ยังมีหนี้ของที่บ้านอยู่ หนูต้องบอกให้พ่อไปทำงานหาเงินมาใช้จ่ายหนี้ส่วนนี้ด้วย เพราะปัญหามาจากพ่อ การที่หนูบอกพ่อไปแบบนั้น จะดูเป็นลูกที่อกตัญญูไหมคะ

พ่อหนูเอาเงินเกษียณไปเปย์สาวที่ไม่เคยเจอตัวจริง จนเงินหมด 2 แสนทั้งๆที่ยังมีหนี้ของที่บ้านอยู่ หนูต้องบอกให้พ่อไปทำงานหาเงินมาใช้จ่ายหนี้ส่วนนี้ด้วยเพราะปัญหามาจากพ่อ การที่หนูบอกพ่อไปแบบนั้น จะดูเป็นลูกที่อกตัญญูไหมคะ “คุณจู๊ฟ (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี เป็นสายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [15 มกราคม 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว คุณพ่อเอาเงินเกษียณไปเปย์ผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นหน้าจนเงินหมด โดย “คุณจู๊ฟ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูได้มีการวางแผนกับคนในครอบครัวเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องที่ทางคุณพ่อจะเกษียณงานในวัย 55 ปี ซึ่งคุณพ่อพึ่งจะเกษียณเมื่อสิ้นปี 67 และคุณพ่อก็ได้คิดไว้ว่าอายุ 55 ก็ยังสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ก็เลยจะเอาเงินเกษียณไปลงทุนต่อยอดในการทำธุรกิจ เป็นของตัวเอง แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม่ก็ได้ไปเจอสลิปโอนเงินของพ่อที่โอนไปให้ผู้หญิงคนอื่น ทั้งหมด 2 แสนบาท และเงินก้อนนี้คือเงินที่จะเอาไปลงทุน ก่อนหน้านี้พ่อก็เคยมีพฤติกรรมที่คุยกับผู้หญิงคนอื่น หนูก็อดทนมานานแล้ว แต่ที่ตกใจที่สุด คือ จำนวนเงินที่พ่อโอนไปและผู้หญิงคนนั้น พ่อก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีตัวตนจริงๆรึป่าว เพราะพ่อคุยกันในโซเชียลอย่างเดียวเลย พ่อมีการโอนเงินไปให้เขาทีละ 20,000 – 60,000 – 80,000 แม่ของหนูเลยมาปรึกษากับลูกๆว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้คือจะทำยังไง? เพราะยังมีค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ที่ต้องจัดการ ค่าผ่อนบ้านและอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งหนูมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ลูกๆทุกคนก็ช่วยค่าใช้จ่ายในเรื่องการกินอยู่แล้ว แต่พวกค่าใช้จ่ายหลักๆก็จะเป็นทางพ่อมากกว่า พอมานั่งคุยกันหนูคิดว่าถ้าไม่ช่วยจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ไหม เพราะปัญหาทั้งหมดพ่อเป็นคนสร้างเอง ตอนที่ตกลงตอนแรก คือจะเอาเงินที่ได้จากเกษียณไปใช้จ่ายในส่วนนึงก่อนด้วย แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาทำให้ทุกคนรู้สึกแย่ ตอนนี้แม่ของหนูต้องการที่จะหย่ากับพ่อและขายบ้าน แล้วก็แบ่งเงินกัน แต่ฝั่งของพ่อไม่ยอมหย่าและไม่ขายบ้าน แต่พ่อก็ไม่ได้มีวิธีแก้ปัญหาอะไรเลย ซึ่งเงินจำนวน 2 แสนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อจะได้แล้ว เลยทำให้ไม่เหลือเงิน แต่ก็ยังมีหนี้เหลืออยู่ และทางแม่ก็เป็นแม่บ้านและขายของที่บ้านหลังนั้นด้วย หนูอยากจะถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเราคิดที่จะไม่ช่วยพ่อ มันจะผิดมั้ย จะดูอกตัญญูมั้ย?’ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้ความคำปรึกษาว่า ‘สุดท้ายเราก็ต้องเอาที่ตัวเองไหว ในเรื่องของความอกตัญญูคงต้องตัดออกไปก่อน ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่พ่อเป็นคนเริ่ม คนที่ควรเป็นเดือดเป็นร้อนก็ควรจะเป็นตัวของพ่อเองมากกว่า ลองเรียกคนในครอบครัวมาคุยกันว่าจะแก้ปัญหายังไง จะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีกไหม?’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับคำถามว่าอกตัญญูไหม พี่มองว่าจู๊ฟก็ได้เข้าไปดูแลแล้วเท่าที่ทำได้ แต่ครั้งนี้ปัญหามันใหญ่เกินตัวเรา ซึ่งพี่มองว่าให้หาวิธีอื่นในการแก้ แต่ตัวของพ่อก็ต้องยอมให้ความร่วมมือด้วย อย่างเช่นให้พ่อออกไปทำงาน แล้วก็ให้เอาเงินเข้าแม่ทั้งหมด เพราะตอนนี้มองว่าไม่สามารถไว้ใจพ่อได้แล้ว หรือไม่ก็ต้องขายบ้านเพื่อเอาเงินมาใช้แล้วเปลี่ยนที่อยู่’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้เอาแม่ออกมาอยู่กับจู๊ฟ ทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเลยให้เขารู้สึกว่าเขาอยู่ในบ้านนั้นคนเดียว ให้เขารู้สึกว่าเขาต้องรับผิดชอบในบ้านนั้นแล้วให้สังเกตุดูว่าเขาได้ออกไปทำงานไหม ถ้ายังไม่ออกไปทำงานก็ปล่อยให้บ้านมันตัดไปเลยเดือนแรก เหตุการณ์นี่จะทำให้จู๊ฟเห็นเลยว่า พ่อคุณจู๊ฟไม่เอาอะไรแล้ว เพราะงั้นก็ให้แยกเลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-