สามีที่คบกันมา 14 ปี บอกเลิกคืนเค้าท์ดาวน์ หลังจากที่เราจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "กูหมดรักมึงมา 2-3 ปีแล้วรู้ไว้ด้วย" ได้ยินแล้วช็อคเข้าโรงพยาบาลเลย ตอนนี้สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปแล้ว ควรเดินต่อไปยังไงดีคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีที่คบกันมา 14 ปี บอกเลิกคืนเค้าท์ดาวน์ หลังจากที่เราจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "กูหมดรักมึงมา 2-3 ปีแล้วรู้ไว้ด้วย" ได้ยินแล้วช็อคเข้าโรงพยาบาลเลย ตอนนี้สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปแล้ว ควรเดินต่อไปยังไงดีคะ

12 ม.ค. 2024

            “คุณแบม (นามสมมติ)” อายุ 42 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย กับปัญหาที่ว่าสามีที่คบกันมานานบอกเลิกเราวันสิ้นปี เราเสียใจช็อก ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล

            โดย “คุณแบม (นามสมมติ)” ได้เริ่มปรึกษาว่า ‘โดนสามีบอกเลิกตอนวันสิ้นปีที่ผ่านมา คบกับเขามา 4 ปี แต่งงานกันอีก 10 ปี เริ่มจากแบมระแคะระคายเขามานานแล้ว เพราะมันมีเบอร์แปลก ๆ ล็อกอินเข้าใน Facebook เขา พอไปถามเขา เขาก็ตอบมาว่า ไม่รู้ เราก็เลยเก็บเบอร์นี้ไว้ เอาไปโทร เอาไปเช็กตามระบบ มันไม่ใช่เบอร์คอลเซ็นเตอร์ เราก็ไปถามเขาอีกครั้ง ให้เขาโทรไป เขาก็ไม่ยอมโทร

            จนเมื่อวันที่ 31 ที่ผ่านมา เป็นวันที่แบมหยุดงานอยู่บ้าน แต่แฟนต้องออกไปทำงานในคืนนั้น ระหว่างที่เขาอาบน้ำ แบมได้ใช้แท็บเล็ตของเขากดโทรไปที่เครื่องนั้น ปรากฎว่ามันมีประวัติการโทรเข้าโทรออกที่เบอร์นั้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยที่ไม่ได้เมมเบอร์ไว้ แบมก็เลยกดโทรออกไป สักพักหนึ่งก็มีคนรับสาย แบมก็เงียบก่อน ผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “อยู่ไหนอะ”  แบมก็เลยพูดไปว่า “เธอเป็นใคร นี่เราเป็นเมียของ…นะ” ผู้หญิงก็วางสายไป

            เราก็ไปเคาะประตูสามีเรียกออกมาคุยว่า คืออะไร แต่เขาก็ไม่ยอมรับ เขาก็นั่งนิ่งไปสักพักนึง แล้วก็พูดว่า “กูไม่ได้รักมึงมา 2-3 ปีแล้ว” เราก็ช็อก เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีสัญญาณอะไร แบมก็ถามเขาไปว่า “เราผิดอะไร” เขาก็บอกว่า “เธอไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่เขาผิดเอง ไม่รู้จักพอเอง” แบมก็เลยบอกว่า “เลิกได้ไหม” เขาก็บอก “เลิกไม่ได้” แล้วก็บอกว่า “ขนาดกูพูดกับมึงขนาดนี้แล้ว มึงยังหน้าด้านที่จะยื้อกูไว้อีกหรอ” เขาพูดแบบนี้มา เราก็ช็อกไป เขาก็พาส่งโรงพยาบาล แล้วก็มาเฝ้าเรา 2 คืน แต่เขาก็จะพูดว่า “คือไงอะ คือกูต้องไปไหม” อย่างนี้ตลอด และในวันที่ออกก็มีจิตแพทย์มาคุยกับแบม บอกแบมว่า “คุณมีภาวะซึมเศร้าแล้วนะ เป็นมานานแล้ว” แล้วก็เรียกผู้ชายมาคุยว่า “คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำนะ ถ้าคุณจะไปจากเขา คุณต้องรับผิดชอบให้อาการเขาดีขึ้นก่อน” เขาก็บอกกับคุณหมอว่า “เขาไม่ได้เป็นคนผิด แบมเป็นคนไม่รักตัวเองเอง” อาการเราเริ่มมีตั้งแต่ช่วงที่เราเริ่มระแคะระคายเรื่องเขา จนเครียดสะสมมาตลอด และเราก็ไม่ได้บอกใครเลยเรื่องนี้ แม้กระทั่งพ่อ-แม่ เพราะว่ากลัวพ่อ-แม่จะเกลียดเขา

            หลังจากกลับจากโรงพยาบาล เขาก็บอกว่า “เขาจะอยู่ดูแล จนกว่าแบมจะดีขึ้น” แต่พออีกวัน เขาไปทำงานแล้วโทรกลับมาบอกแบมว่า “ทำไมเขาต้องอยู่ ในเมื่อเขาพูดชัดเจนแล้วว่าไม่รักแบมแล้ว เขาไม่อยู่หรอกนะ อยู่เพื่ออะไร ทำไมต้องยื้อไว้” แบมก็เลยบอกเขาว่า “งั้นก็เข้ามาเก็บของ” อีกสักพักนึงเขาก็เข้ามาเก็บของออกไป แล้วเขาก็ทิ้งเราไปเลย วันนี้แบมเลยอยากให้พี่ ๆ แนะนำให้มูฟออนให้ได้ ให้ลืมเรื่องฝันร้ายนี้ มันเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตแบมแล้ว’

            ซึ่ง ‘ดีเจเผือก’ ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า “ทุกครั้งเราพยายามจะบอกทุกคนเสมอว่า เวลามันจะช่วยนะ ช่วงนี้ก็ประคับประคองไป ใครไหวแค่ไหน เอาให้มันสุดให้มันผ่านไปได้ เวลามันจะค่อย ๆ เยียวยา วันนี้ร้องเท่านี้ พรุ่งนี้เรื่องเดิม ๆ ที่ทำให้เราร้องไห้ ก็อาจจะไม่ร้องแล้ว แค่เรามีสติรู้ตัวว่า ณ เวลานี้ฉันเศร้าและแน่นอนว่าฉันควรต้องเศร้า ถ้า 15 ปี แล้วเขาจากไปใจร้ายแบบนี้แล้ว ฉันไม่เศร้าสิถึงแปลก อยู่ด้วยกันมาตั้ง 15 ปี

            แต่สุดท้ายเมื่อเราเริ่มเข้มแข็งพอ คนเราก็จะต้องค่อย ๆ ลุกขึ้นได้ เดินต่อไปได้ แต่ ณ เวลานี้อาจจะต้องพักให้ร่างกายได้เยียวยาก่อน ซึ่งก็ปล่อย อยากเศร้าก็เศร้า ร้องไห้ก็ร้อง หาเพื่อนสักคนที่พร้อมจะนั่งฟังแบบ เศร้าให้หมดไป แล้วเราก็จะแข็งแรงขึ้นเอง แต่ต้องใช้เวลา คนเราใช้เวลาไม่เท่ากัน ของแบม 15 ปี อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ไม่มีวิธีอื่นนอกจากจะให้เวลามันเยียวยา ในความคิดของพี่ เป็นกำลังใจให้ อย่างน้อยก็ยังไม่มีความผูกพันด้านอื่น เขาชัดเจนมาขนาดนี้ เมื่อมันจบตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้คาราคาซังแล้วต้องปวดหัวมากว่านี้ ทุกอย่างมองในแง่ดีถึงแม้มันอาจจะยากก็ตาม”

            ต่อมาที่ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “พี่เห็นด้วยกับเผือกอันนึงคือ เรากำลังทำสิ่งผิดธรรมชาติอยู่ รักมาขนาดนี้ เขาเดินจากไปแล้วเราต้องมูฟออนให้ได้ภายในไม่กี่วัน มันเป็นเรื่องยากมาก เข้าใจว่าคนที่กำลังเสียใจมาก ๆ แล้วมาบอกว่ามันจะดีขึ้น ไม่ค่อยมีใครเชื่อหรอก ทั้ง ๆ ที่เวลามันรักษาได้ทุกแผล แค่รอให้ไหว ในเรื่องของซึมเศร้าก็ต้องรักษากันไป

            ต่อมาคือที่บอกว่าไม่อยากบอกคนรอบตัวเพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนเกลียดเขา พี่ว่าคนละเรื่อง พ่อแม่จะเกลียดหรือเปล่านั่นเป็นสิทธิของเขา พี่ไม่อยากให้น้องมีปัญหาซ้ายขวาหน้าหลัง เสียใจเรื่องสามีจากไปก็แย่แล้ว ต้องมานั่งปิดบังไม่ให้คนอื่นรู้ ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอให้กับคนที่บ้านเห็นได้ โลกใบนี้มันจะเหมือนหนักและทับตัวหนูอยู่ หนูไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟัง คิดหรอว่าเขาจะไม่รู้ อยู่ด้วยกัน ผู้ชายเก็บของออกจากบ้านลูกสาว เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจะเกลียดหรือไม่เกลียด ไม่เกี่ยว ความจริงคือความจริง พี่ไม่อยากให้น้องคอยสร้างภาพลักษณ์ให้ใคร เพียงแต่ว่าพี่อยากให้น้องมีทีมของตัวเอง อย่างน้อยก็ยังมีสายซัพพอร์ต หัวเราะด้วยกันเสียงจะดังขึ้น เวลาร้องไห้เสียงสะอื้นจะเบาลง หนูร้องไห้เลยเต็มที่

            อันนี้คือวิธีการเยียวยาธรรมชาติของมนุษย์ เสียใจก็ร้องออกมา ไม่ต้องพยายามเข็มแข็งในตอนที่ยังอ่อนแอ เดี๋ยวแผลจะใหญ่ไป แล้ววันนึงจะคิดได้ว่า ก็แค่คนไม่รักกัน ใครน่าเสียใจกว่ากัน เธอสูญเสียคนที่รักเธอไป 1 คน ฉันเสียคนที่ไม่รักฉันไป 1 คน คิดดูสิว่าใครน่าจะเห็นคุณค่ามากกว่ากัน วันนี้น้องกำลังแบกหลายอย่างมากเกินไป เขาจากไป ต้องปิดบังที่บ้าน ซึมเศร้าหนูก็เป็น มันเลยเป็นปัญหาที่หนูเห็นปัญหานั้นมันใหญ่โตเกินความจริงไปนิด

            พี่รู้แหละว่าการที่สามีจากไปแบบนี้ มันเป็นเรื่องน่าเสียใจที่สุด มันทำให้หนูมีคำถามมากมายว่าเราผิดอะไร แต่พี่เห็นแค่ว่า คนไม่รับผิดชอบความรู้สึกของน้องคนนึง อยากจะไปก็ด่า ๆ ให้รู้สึกว่าการจากไปไม่ใช่เรื่องผิด ไม่สนใจว่าหนูจะรู้สึกอย่างไร วันนี้หนูรักเขาไม่อยากให้เขาเสียใจ แต่เขารักหนูน้อยไปเลยสมารถทำให้หนูเสียใจได้ขนาดนี้เรื่อย ๆ สู้ไปทีละวัน แล้วมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ข้างหน้าไม่รู้ เอาวันนี้ก่อน

            พี่จะยกตัวอย่างเสมอว่า ไม่มีใครลืมกระเป๋าสตางค์ ในวันที่ถามตัวเองเสมอว่าเมื่อไหร่จะลืมกระเป๋าสตางค์ การลืมมันเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตไปทุกวันตามปกติจนชิน รู้ตัวอีกทีกระเป๋าหายไปไหน การลืมความเจ็บปวดเช่นเดียวกัน เราไม่ต้องไปหาเหตุผลอะไรอีกแล้ว เพราะคนจะไปพูดอะไรก็ได้ ถ้าตอนนี้หนูรู้สึกไม่กล้าบอกใคร หนูกอดตัวเองให้แน่น แล้วคุณพ่อคุณแม่ของหนู หนูต้องดูแลหัวใจท่านด้วย ไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหน เลี้ยงลูกให้มานั่งร้องไห้เพราะผู้ชายไม่รัก  รักตัวเองให้เยอะ ๆ ”

            สุดท้าย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “เมื่อวานได้อ่านหนังสือ Lots Of Love เป็นเรื่องของผู้หญิงคนนึงที่อยู่กับสามีมานาน ประมาณคุณแบม แล้วสามีเป็นมะเร็ง มีเวลาไม่นานสามีก็จากไป เขาเขียนเล่าว่าช่วงเวลานั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเขาผ่านมาได้อย่างไร ที่เติ้ลฟังสิ่งที่คุณแบมเล่ารู้สึกว่ามันมีความคล้ายกันอยู่ในเรื่องนี้ ตอนที่เราอ่านก็รู้สึกว่าเขาจะผ่านมันไปได้อย่างไร เราก็ลุ้น

            เขาเขียนว่าวันที่สามีเขาเสีย หลังจากนั้นเข้าก็ร้องแบบเดี๋ยวทรุด เดี๋ยวร่วง ตื่นเช้ามาก็ร้อง เข้าห้องน้ำก็ร้อง นั่งรถไฟฟ้าไฟก็ร้อง เพราะว่านั่งรถไปทำงานกับสามีทุกวัน แต่ว่าอันนึงที่เขาเขียนแล้วเรารู้สึกว่า มันดีมากเลย คือเขาบอกว่า พอมันร้องไป ตอนแรกเขาก็กลัวเหมือนกันว่ามันจะตาย เขาจะต้องตายแน่ ๆ ถ้าสามีเขาไม่อยู่แล้ว แต่สุดท้ายพอเขาร้องแล้วรู้สึกหายใจไม่ออก เขาก็พยายามที่จะหายใจ แล้วเขาก็บอกว่า มันไม่มีใครตายจากความเสียใจอันนี้

            อยากจะบอกคุณแบมเหมือนกันว่า เราเสียใจ แล้วมันก็ผ่านมาแค่ 10 วัน เราเป็นคนปกติแล้วที่รู้สึกแบบนี้กับความผูกพันธ์ที่ตัวเองมีมา เติ้ลก็อยากจะบอกกับคุณแบมว่า ร้องไปเลย เสียใจได้ไปเลย สุดท้ายถึงเวลา อย่างคุณหมวยที่อยู่ในเรื่องนี้ เขาใช้เวลาเป็น 10 ปีเลยเหมือนกัน ในการที่จะผ่านมันไปได้ แต่แล้วในหนังสือสุดท้ายที่เขามาเขียนก็คือ ทุกวันนี้เขายังรัก และยังคิดถึงแฟนเขาที่เสียไป แต่ตอนนี้เขาตายไม่ได้เพราะเขาจะไปดูคอนเสิร์ต BTS เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตเขาอันใหม่

            เติ้ลอยากจะเทียบกับเรื่องของคุณแบมว่า คุณแบมเห็นไหมว่าคุณหมวยที่เขาเสียคนรักไปทั้งที่เขายังรักกันอยู่มาก เราว่ามันทรมาณ ถ้าจะเทียบกับเคสคุณแบม มันอาจจะทรมาณมากกว่า เพราะว่าเขาคนนั้นเขาไม่ได้รักคุณแบมแล้ว เหมือนถ้าคนที่เขารักกันมาก ๆ แล้วเขาจากกันเขายังผ่านมันมาได้ ปัจจุบันนี้เขายังมีชีวิตเพื่อตัวเขาเองได้เติ้ลว่าคุณแบมก็ผ่านมันไปได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันต้องใช้เวลาเท่านั้นเอง อยากบอกคุณแบมว่าอยากให้กลับมารักตัวเองมาก ๆ เขาเลือกที่จะทำแบบนั้นกับเรามันไม่มีใครนอกจากเราในตอนนี้กับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันกลับมาดูแลตัวเอง เข้าใจว่ามันยามาก แต่เติ้ลเชื่อว่ามันจะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูคิดมาก หรือ สังคมเพื่อนแฟนที่แปลกกันแน่? แฟนหนูคบหนูอยู่แล้ว เพื่อนเขาก็รู้ แต่จะมีเพื่อนแฟนที่เป็นผู้ชาย 2 คน ชอบชงผู้หญิงคนอื่นๆให้แฟนเราตลอด เราไม่ชอบเลย ถ้าเจอเพื่อนแฟนประเภทนี้ จัดการยังไงกันคะ?

14 ก.พ. 2025

หนูคิดมาก หรือ สังคมเพื่อนแฟนที่แปลกกันแน่? แฟนหนูคบหนูอยู่แล้ว เพื่อนเขาก็รู้ แต่จะมีเพื่อนแฟนที่เป็นผู้ชาย 2 คน ชอบชงผู้หญิงคนอื่นๆให้แฟนเราตลอด เราไม่ชอบเลย ถ้าเจอเพื่อนแฟนประเภทนี้ จัดการยังไงกันคะ?

“คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเป็นตัวหนูที่แปลกหรือสังคมแฟนหนูที่ไม่ดี โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูกับแฟนคบกันมาเข้าปีที่ 5 แต่อยู่คนละจังหวัดกัน แฟนหนูอายุ 23 ปี เมื่อปีที่แล้วเป็นช่วงที่หนูกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย และแฟนก็เริ่มไปทำงานเสริมเพื่อหารายได้ ทำให้เริ่มคุยกันน้อยลง ช่วงนั้นเริ่มมีผู้หญิงอื่นเข้ามาจีบแฟน แล้วตัวเพื่อนแฟนก็ชอบชงให้ ทั้งที่รู้ว่าแฟนคบกับหนูอยู่ เวลามีผู้หญิงอื่นเข้ามาก็จะช่วยชง แล้วผู้หญิงที่เข้ามาก็รู้จักกับเพื่อนแฟนด้วย เขามาขอให้เพื่อนแฟนช่วยนัดแฟนเราออกมากินเหล้า อ้างว่าเป็นงานของมหาลัย เป็นแบบนักศึกษามารวมตัวกัน แฟนเราก็เข้าใจแบบนั้น แต่พอไปถึงจริง ๆ สรุปคือได้ไปกินห้องผู้หญิงคนนั้น แล้วเพื่อนก็ชงให้ทำความรู้จักกัน และเวลาเจอหรือเดินผ่านที่มหาลัย เพื่อนคนนี้ก็จะชอบแซว แต่พอผ่านไปสักพักแฟนหนูเริ่มชัดเจนขึ้นว่าไม่สนใจ ผู้หญิงก็ห่างออกไปเอง ผ่านมาได้สักพักก็มีผู้หญิงเข้ามาอีก ผู้หญิงคนนี้เป็นรุ่นพี่ของเอ (นามสมมติ) เอคนนี้เป็นเหมือนหัวหน้านักศึกษา ซึ่งเอเป็นเพื่อนกับผู้หญิงคนนี้ และก็รู้จักกับแฟนหนู แล้วก็รู้จักกับเพื่อนของแฟนหนูด้วย พอเอรู้ว่าเพื่อนของเขาสนใจแฟนหนู เอเลยพยายามติดต่อชวนให้แฟนของหนูมาเที่ยว มาเจอทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าแฟนมีหนูอยู่แล้ว และแฟนหนูก็ไม่รู้จริง ๆ ว่ามีผู้หญิงอยากจีบตัวเอง ก็เลยไปตามที่เขาชวน หลังจากกินเหล้ากัน ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนอยากทำความรู้จัก พยายามที่จะเข้าหา เขาก็ถามแฟนหนูว่ามีแฟนไหม? ซึ่งแฟนหนูก็ตอบไปว่ามีแฟนแล้ว แต่เหมือนผู้หญิงคนนี้ก็ยังจะเอา ยังจะคุย พอผ่านไปสามวัน แฟนหนูก็บอกว่าขอไม่ยุ่งแล้วได้ไหม ไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ พอจบกันไป ผู้หญิงคนนี้ก็เอาแฟนหนูเข้าไปใน Close friend ของ IG และโพสต์เศร้า ๆ ว่าอยากให้กลับมาคุยกัน แฟนหนูก็ไม่ได้สนใจ เรื่องก็จบไป แล้วเขาก็มาเล่าให้หนูฟังทีหลัง หนูก็รู้สึกไม่โอเคก็เลยทักไปหาเพื่อนแฟนว่า ‘ทำไมถึงไม่ให้เกียรติกันเลย ไม่มีใครเขาโอเคหรอกที่ทำแบบนี้’ เขาก็ตอบกลับมาว่า ‘ไร้สาระ ปัญญาอ่อน’ หนูก็แบบโอเค งั้นก็จบ ไม่คุย หลังจากนั้นก็มีการทักไปคุยกับฝั่งผู้หญิงด้วยว่า ‘ทำไมถึงทำแบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเขามีแฟนนะ’ ทางผู้หญิงก็อธิบายและขอโทษว่าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ และถามกลับมาว่าแล้วหนูไปรู้ได้ไงทั้ง ๆ ที่ลบแชทไปหมดแล้ว เพื่อนแฟนไปบอกเหรอ หนูก็บอกไปว่าขอโทษนะ บอกไม่ได้จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่พอใจเลยด่าหนูกลับมา หนูก็นอยตัวเองไปเลย หรือว่าเป็นตัวหนูที่แปลก เพราะเพื่อน ๆ แฟนทุกคนว่าหนูกันหมดเลยว่า หนูไร้สาระ ทำไมไม่ไปจัดการตัวเอง หลังจากนั้นเพื่อนแฟนก็ยังโทรมาชวนไปกินเหล้าอีก ทางแฟนก็ปัดไปว่าไม่อยากทำให้แฟนไม่สบายใจ เพื่อนก็พิมพ์กลับมาว่า ‘ถ้ามีแฟนแล้วชีวิตมึงแย่ ไม่ต้องมีก็ได้นะ’ หนูเลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า เป็นตัวหนูที่แปลกหรือสังคมของแฟนหนูแปลกกันแน่? โดยเริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าถามว่าหนูผิดปกติไหม พี่ว่าไม่ มันก็ควรจะรู้สึกอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบว่าหนูผิดปกติหรือสังคมเขาที่ผิดปกติ พี่ว่าทุกอย่างมันปกติหมดเลย แต่ตัวแปรสำคัญคือแฟนหนูมากกว่า ในมุมมองพี่ การที่เราจะมีเพื่อนแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ ส่วนการที่หนูรู้สึกไม่สบายใจก็เป็นเรื่องที่ปกติ แต่พี่ว่าแฟนหนูควรทำอะไรมากกว่านี้ แต่ที่รู้สึกไม่ปกติคือแฟนหนูมากกว่า หลงกลออกไปหลายต่อหลายครั้ง สุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หนูก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะมันเป็นการเล่าผ่านปากของเขาเท่านั้น ถ้าเพื่อนเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ไม่โอเค พี่ว่าพี่ก็จะยอมแฟนก่อนนะ พี่ไม่ได้จะแต่งงานกับเพื่อนในความหมายของพี่ เพราะฉะนั้นพี่รู้สึกว่าแฟนหนูต้องทำอะไรสักอย่างให้หนูรู้สึกสบายใจมากกว่านี้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ยืนยันว่าฝั่งของหนูปกติ ใครก็ต้องรู้สึกแบบนี้ เมื่อรู้ว่าเพื่อนแฟนทำแบบนี้ ส่วนฝั่งเพื่อนแฟน พี่ว่าเขาทำเรื่องไม่ปกติจนเป็นเรื่องปกติ พี่ว่าหนูไม่ต้องไปจัดการอะไร แต่ต้องเป็นแฟนหนูที่เป็นคนจัดการหรือทำอะไรบางอย่าง แต่ก็เข้าใจว่าหนูอายุ 19 หนูก็ค่อนข้างเด็กอยู่ แต่พี่ไม่อยากให้หนูโทรหาเพื่อนเขาหรือส่งข้อความไปเคลียร์ เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องทำ เรื่องนี้มันอยู่ที่คนของเราก็คือแฟนของหนู ถ้าพี่เป็นหนู พี่คงถามแฟนว่าทำไมยังคบเพื่อนแบบนี้อยู่’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คนเรามีสิทธิ์ในการหวงแฟน แต่พี่ว่าวิธีการของหนูต่างหากที่พี่รู้สึกว่ามันไม่ปกติ เป็นพี่จะขอบคุณเพื่อนสองคนนั้น เพราะมันจะเป็นโจทย์ให้พี่รู้ว่าแฟนของพี่เป็นคนยังไง อาจจะด้วยวัยของน้องที่รู้สึกว่าถ้าเลือกฉัน เธอต้องไม่เลือกเพื่อนสิ แต่พี่จะรู้สึกว่าหนูเสียเวลาจะตายที่ต้องไปแชทหาเพื่อนเขา ไปแชทหาผู้หญิงคนนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อนของเราเป็นโจทย์ เราจะเห็นทันทีว่าแฟนของเราเป็นคนที่หนักแน่นขนาดไหน ไม่ใช่คนนั้นลากไปทีก็ไป คนนี้ลากไปทีก็ไป เขาจะต้องดูแลหัวใจของแฟนก่อน ถึงจะมีกี่คนมาชงมันจะไม่มีทางมาสั่นคลอนหัวใจเขาได้ แต่ตอนนี้เราเองรู้สึกว่าเดี๋ยวเพื่อนชวนก็จะไปตามเพื่อนอีก ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ แฟนหนูจะไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย การที่หนูทำแบบนี้อาจไปปิดโอกาส ที่จะทำให้เห็นอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง หลายครั้งที่เกิดอะไรขึ้นกับคนกลาง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปคุยกับคนอื่น ถ้าคนสองคนจับมือกันแน่นพอ หนูไม่ต้องกลัวมือที่สาม เพราะฉะนั้นตอนนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครลากไป แล้วเขาไปตลอด อันนั้นพี่รู้สึกว่าคนกลางหนูต้องดูดี ๆ ว่าเขารักหนูมากพอหรือเปล่า ถ้าเกิดคนคนหนึ่งรักเรา เขาจะเลือกเรา แม้ว่าจะเจอคนอื่น ๆ อีกมากมาย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สามีแอบไปจดทะเบียนสมรสกับแฟนเก่าครั้งที่ 2 ! สามีบอกจำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเรื่องสิทธิรักษาพยาบาล ตอนนี้เขาก็ไม่ยอมหย่ากัน อ้างติดต่อแฟนเก่าไม่ได้ เจ็บสุด เห็นแชทสามีคุยกับลูกสาวของแฟนเก่า

14 ก.พ. 2025

สามีแอบไปจดทะเบียนสมรสกับแฟนเก่าครั้งที่ 2 ! สามีบอกจำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเรื่องสิทธิรักษาพยาบาล ตอนนี้เขาก็ไม่ยอมหย่ากัน อ้างติดต่อแฟนเก่าไม่ได้ เจ็บสุด เห็นแชทสามีคุยกับลูกสาวของแฟนเก่า

สามีแอบไปจดทะเบียนสมรสกับแฟนเก่าครั้งที่ 2 ! สามีบอกจำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลตอนนี้เขาก็ไม่ยอมหย่ากัน อ้างติดต่อแฟนเก่าไม่ได้ เจ็บสุด เห็นแชทสามีคุยกับลูกสาวของแฟนเก่า“พ่อไม่คิดจะจดทะเบียนกับผู้หญิงคนนั้น ไม่เคยคิดจะให้อะไรผู้หญิงคนนั้นเลย” “คุณมีน (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนแอบไปจดทะเบียนสมรสกับแฟนเก่า โดย “คุณมีน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แต่งงานกับสามีมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว จับได้ว่าสามีของตัวเองไปจดทะเบียนสมรสกับแฟนเก่า แต่ของเรายังไม่ได้จดทะเบียนกันเลย ขอเกริ่นก่อนว่า สามีเคยแต่งงานมีครอบครัวมาแล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ตอนที่เราคบกัน เขาบอกกับเราว่า เขาหย่ากับแฟนเก่าแล้ว คือเขาก็เอาใบหย่ามาให้เราดู ตอนแต่งงานเราก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องจดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็มีการจัดงานแต่ง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ก็รับรู้หมดทุกคน ปกติเราจะไม่ค่อยได้เช็คโทรศัพท์เขา แต่วันนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา เราเลยไปเช็คโทรศัพท์แล้วไปเจอเขาคุยแชทกับลูกสาวของเขา ประมาณว่า ‘ถ้าแม่มีแฟนใหม่ ก็ให้แม่มาหย่า’ แล้วลูกสาวเขาก็ตอบประมาณว่า ‘พ่ออะ อยากจะหย่ามากเลยหรอ อยากไปจดทะเบียนกับคนใหม่ใช่ไหม’ ซึ่งคนใหม่ที่ว่าก็คือเรา พออ่านแชทเราก็งงว่า เอ้า แล้วใบหย่าที่เอามาให้ฉันดูมันคืออะไร? หลังจากนั้นหนูก็ถามหยั่งเชิงเขาประมาณว่า ‘ไปดูคลิปมา คนที่ทำใบหย่าปลอมเนี่ยมีโทษจำคุกนะ’ เราก็พูดลอยๆ แบบนี้ไป เพราะเราเข้าใจว่าที่เขาเอามาให้ดูมันเป็นของปลอมหรือเปล่า พอเค้นไปเค้นมา เขาก็ยอมรับออกมาว่า หย่าแล้ว ที่ให้ดูใบหย่าคือของจริง แต่ไปจดใหม่อีกรอบหนึ่ง เขาก็บอกเหตุผลที่ไปจดใหม่ คือฝ่ายผู้หญิงป่วย จะไปใช้สิทธิการรักษา เพราะผู้หญิงไม่ได้ทำงาน ไม่มีประกันสังคม ก็เลยมาขอสิทธิ์ผู้ชายแต่พอเขาผ่าตัดอะไรเรียบร้อย ไปทำงานได้แล้ว เราก็ถามว่า‘แล้วทำไมยังไม่หย่าละ?’ เขาก็อ้างเหตุผลว่า เขาก็คิดอยากจะหย่าตอนเขาเกษียณ แต่พอไปรู้ว่าผู้หญิงไปมีคนใหม่ ก็อยากจะหย่า เราก็ไม่ได้เชื่อคำพูดของเขาที่ว่าจะหย่า ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ทางลูกเขาก็ยังมีการส่งเสียค่าเรียนอยู่ เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตรงนี้ แต่ที่มีปัญหาเลยคือ ใบจดทะเบียนสมรส เราขอดูเอกสารการรักษา เอกทะเบียนสมรสอันใหม่ เอกสารต่างๆ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ได้ดูเลย แล้วมันมีประเด็นในไลน์ที่เขาคุยกับลูกเขาอีกว่า เขาไม่ได้คิดอยากจะจดทะเบียนกับเรา ไม่เคยคิดอยากจะให้อะไรเราเลย มันเจ็บที่ประเด็นตรงนี้มาก เขาก็ดูแลเราดี ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ให้เงินใช้ จ่ายนู้นนี่นั้นให้ตลอด แต่พอเราถามเรื่องนี้ว่าถ้าเราจับได้ ไม่คิดว่าเราจะเสียใจบ้างหรอ เขาก็บอกว่า ‘ก็คิด แต่ก็สงสารทางนู้น ต้องใช้เงินผ่าตัด เพราะทางนู้นก็ดูแลลูกให้ อยากให้ได้ใช้สิทธิ์ตรงนี้’ตอนที่เห็นแชท คือเสียใจมาก มือไม้สั่น น้ำตาไหลแบบมันจุกมากเลย เราก็กลัวว่าในอนาคตจะมีการฟ้องกัน แต่เขาบอกว่าคุยกันแล้ว ไม่มีทางมาฟ้องหรอก เขาคุยกันผ่านลูก ฝั่งผู้หญิงคนนั้นก็บล็อกกันไปแล้วไม่ได้ติดต่อกันโดยตรง สถานการณ์ตอนนี้ เราบอกเขาว่า ‘พี่กลับไปเคลียร์ไหม ไปหย่ากับเขา เราแยกกันอยู่ก็ได้’ พอเราพูดหรือถามเรื่องนี้ทีไร เขาก็จะมีอาการหงุดหงิด โมโหใส่เรา แต่จะไม่ให้เราถามเลยมันก็ไม่ใช่ มันก็ยังเคืองในใจเรา แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง เลยอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า ถ้าจะตัดจากความสัมพันธ์นี้ โดยที่ไม่ต้องให้ตัวเองรู้สึกเสียใจมาก ต้องทำยังไงคะ?’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่าไปตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ฉันจะจบความสัมพันธ์ยังไงไม่ให้เสียใจ มันเจ็บแน่นอน เพราะคนเราเลิกกันก็เสียใจทั้งนั้น อยู่ที่ว่าอยากจะเสียใจสั้นๆ แล้ว Move on หรืออยากให้มันคาราคาซังแบบนี้ ยอมตัดใจเจ็บแรงๆ เศร้าหนักๆ สักที แล้วก็ออกจากความสัมพันธ์นี้ ลองถามตัวเองว่าเราจะทนกับความสัมพันธ์นี้ได้ไหม ถามตัวเองว่าเราต้องการชีวิตแบบไหน บางคนเขาก็ยอมทนนะ เพราะเขาแค่รู้สึกว่าเขาไม่มีใครจริงๆ แล้วชีวิตมันอาจจะมีเรื่องอื่นๆ ด้วย เรื่องช่วยเหลือดูแลกัน เรื่องเงินทอง บางคนก็ต้องเลือกทางที่ต้องเจ็บแต่ชีวิตเขาอยู่ต่อไปได้ แล้วดูเหมือนเขาไม่ได้ทำอะไรให้มันชัดเจน หรือเด็ดขาดเลยในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มีนเป็นคนปัจจุบัน และถ้ามีนรู้สึกว่ามีนดูแลตัวเองได้ มีนไม่อยากมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ก็เจ็บแปปเดียวแล้ว move on ไปหาชีวิตที่มันดีกว่า’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คงไม่มีคำตอบที่จะทำให้มีนรู้สึกไม่เสียใจ คำตอบของพี่จะทำให้มีนเสียใจ แต่ช่วยให้มีนไปต่อได้ สิ่งที่มีนจะตัดสินใจมันไม่ใช่เพื่อใคร มันคือเพื่อตัวมีนเอง ยกเรื่องเหตุผลของการเซ็นต์ช่วยเรื่องรักษาพยาบาล ยกเหตุผลที่ยังไม่ได้เซ็นใบหย่าทิ้งไปให้หมด ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คือ มีนจะเป็นภรรยาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อันนี้มันก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีนจะต้องตัดสินใจ ถ้าเขาไม่คิดจะทำอะไรกับเรื่องนี้เลย มีนจะอยากอยู่แบบนี้ไปเพื่ออะไร? มันไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกเลย สำหรับเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เขาไม่ได้เห็นอนาคตร่วมกันแบบที่มีนมารักเขา มาแต่งงานกับเขา มีนต้องออกมาเพื่อตัวเราเอง’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เข้าใจความรักที่เรามีให้เขา คนที่เราคิดว่าเราคือตัวจริงของกันและกันมาตลอดถึงขั้นแต่งงาน คนอื่นก็รับรู้ แต่พอวันนึงพึ่งมารู้ว่า ตกลงฉันไม่ได้เป็นแค่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย มันมีทั้งความเสียใจและมีทั้งความเสียศรัทธา แต่สิ่งหนึ่งที่มีนถามว่าจะเลิกยังไงไม่ให้เจ็บ มันต้องเจ็บอยู่แล้วเพราะเรารักเขา แต่เขารักเราน้อยไปถึงยังมีครอบครัวของเขาอยู่ พี่รู้สึกว่าเรากำลังทำตามเงื่อนไขของเขาเต็มไปหมด ทำไมในความสัมพันธ์นี้ไม่เห็นเราได้รับรู้แล้วตัดสินใจด้วยเลย เขาทำอะไรโดยพลการทุกสิ่ง ทั้งๆ ที่หนูคือ ภรรยาคนปัจจุบัน และระยะยาว เราจะเชื่ออะไรเขาได้อีก มันเป็น 3 ปีที่ทำให้เรารู้ว่ามันไม่จริงใจ เราก็ต้องพยายามเอาหัวใจไปฝากที่อื่นให้ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเรียนจิตวิทยา แต่รู้สึกว่าสังคม และ การเรียนยังไม่ใช่ อยากย้ายคณะไปเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ก็ต้องหาเงินส่งตัวเอง จ่ายค่าเทอมเอง ปรึกษาคนรอบข้าง บางคนบอกให้ย้าย บางคนบอกให้เรียนต่อจะได้ไม่เสียเวลา หนูควรทำยังไงดีคะ?

24 ม.ค. 2025

หนูเรียนจิตวิทยา แต่รู้สึกว่าสังคม และ การเรียนยังไม่ใช่ อยากย้ายคณะไปเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ก็ต้องหาเงินส่งตัวเอง จ่ายค่าเทอมเอง ปรึกษาคนรอบข้าง บางคนบอกให้ย้าย บางคนบอกให้เรียนต่อจะได้ไม่เสียเวลา หนูควรทำยังไงดีคะ?

“คุณโตเกียว (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษากับ ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการเรียน ที่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ว่าควรไปต่อหรือย้ายหนีดี โดย “คุณโตเกียว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัจจุบันเรียนอยู่ปี 1 สาขาจิตวิทยา หนูมีเรื่องอยากปรึกษา ตอนมัธยมหนูเรียน สายศิลป์ – ภาษา มา ซึ่งมันค่อนข้างต่างจากสาขาที่หนูเรียนอยู่ในตอนนี้ ทำให้พอเข้ามหาวิทยาลัยมาช่วงเทอมแรก หนูเรียนไม่ค่อยดี ทำให้เกรดไม่ค่อยดี และก็มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนใหม่ ทำให้ช่วงนั้นไม่อยากไปเรียนเลย พอมาเทอมที่ 2 หนูก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อนใหม่ แต่ก็ยังไม่สนิทกัน แล้ววิชาเรียนมันก็ยากขึ้น โดยเฉพาะวิชาเรียน สายวิทย์ หนูก็เลยคิดว่าถ้าหนูฝืนเรียนต่อไป หนูจะไหวไหม? แล้วก็กลัวว่าถ้าเกรดหนูน้อยแล้วจบไป จะหางานยากรึป่าว หนูก็เลยคิดอยากจะย้ายคณะ ซึ่งคณะที่หนูจะย้ายไปเป็นคณะที่เกี่ยวกับสายงานราชการ หนูคิดว่ามันน่าจะเหมาะกับหนูมากกว่า แล้วสาขานี้ก็ยังมีสวัสดิการที่ครอบคลุมทั้งตัวหนูและครอบครัวด้วย ที่สำคัญคณะใหม่ที่หนูจะย้ายไปมันสามารถที่จะเลือกเวลาเรียนเองได้ ทำให้หนูทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยได้ เพราะครอบครัวหนูไม่ได้มีฐานะดีเท่าไหร่ และก็ยังมีน้องชายอีก คุณพ่อ - คุณแม่ก็ซัพพอร์ตหนูแค่ค่าที่พัก กับค่าใช้จ่ายบางส่วนในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ในสาขาจิตวิทยาของหนูตอนนี้ มันมีคนน้อย ไม่สามารถเลือกเวลาเรียนเองได้ อาจารย์เป็นคนเลือกเวลาเรียนให้ หนูก็เลยหางานทำยาก เพราะมีเลิกเรียนค่ำเป็นบางวัน แต่การย้ายคณะของหนูก็มีข้อจำกัด เพราะว่าถ้าหนูจะย้ายช่วงซัมเมอร์นี้ หนูก็ต้องไปทำงานหาเงินค่าเทอมเพื่อสำรองจ่ายเองก่อน เพราะต้องรอช่วงเปิดเทอม ถึงจะทำเรื่องกู้เงินจากกองทุนเพื่อการศึกษาได้ หนูปรึกษามาหลายคนแล้ว มันก็จะมีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งนึงก็บอก อย่าย้ายเลยเสียเวลา อีกฝั่งบอกว่า ถ้ามันเหมาะกับตัวเองมากกว่าก็ย้ายเลย หนูก็เลยรู้สึกสับสน ใจนึงก็อยากย้ายเพราะตอบโจทย์กับชีวิตมากกว่า แต่อีกใจนึงก็กลัวตัดสินใจพลาด หนูเลยอยากจะถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรเลือกแบบไหน ควรย้ายคณะดีไหมคะ? ซึ่ง “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าพี่ย้อนเวลากลับไปได้ พี่จะเรียนจิตวิทยา แต่อันนี้แค่ให้เป็นสิ่งประกอบการตัดสินใจของหนูนะ เพราะชีวิตเราต้องมองแบบยาวๆ ในอนาคตตลาดงานต้องการนักจิตวิทยาอีกเยอะมาก แต่ถ้าหนูอยากทำงานราชการ ในบางสายก็ไม่จำเป็นต้องเรียนสายตรงก็สามารถทำงานราชการได้อยู่ดี ยิ่งปัจจุบันอาชีพและความรู้สามารถหาประกอบได้ทั้งนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องเรียนสิ่งนี้เพื่อที่จะได้เป็นสิ่งนี้ ปัจจุบันแม้จะเรียนอะไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสมาก็คว้าไว้เลย’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อยากให้โตเกียวลองไปดูหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะนี้ก่อนว่าพวกวิชาสายวิทย์ที่โตเกียวกลัว ในตอนปี 3 ปื 4 วิชามันเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงยังไง ไม่แน่ว่าพื้นฐานของสายวิทย์อาจจะมีแค่ในปี 1 อย่างเดียวก็ได้ ถ้ายังอยากเรียนอยู่ก็ลองชั่งน้ำหนักดู หรือถ้าเกิดไม่ไหวจริงๆ ก็ลองเปลี่ยนดู’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ พี่แค่อยากให้โตเกียวมีความสุขกับสิ่งที่เรียน ต้องถามตัวเองว่าที่เรียน เรามีความชอบ และมีความสุขกับมันไหม แต่ถ้าโตเกียวอยากย้ายไปอีกคณะ โตเกียวก็ต้องลองดูวิชาที่ต้องเรียน มันมีวิชาที่โตเกียวสนใจไหม สนใจจริงๆรึป่าว ไม่ใช่แค่เรียนเพราะว่างานราชการจะมีที่ว่างรอรับเราอยู่ พี่ว่าแค่นั้นมันไม่พอ สุดท้ายพี่อยากให้โตเกียวเลือกเรียนสิ่งที่โตเกียวสามารถเต็มที่กับมันได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนดีทุกอย่างแต่เขาไม่ค่อยใส่ใจ เราเลยนอกใจแฟนไปมีอะไรกับเด็กฝึกงาน เราจะตัดสัมพันธ์กับน้องฝึกงานยังไงดีคะ แฟนเราเป็น 90% ของเรา แต่น้องฝึกงานก็เติมเต็ม 10% ที่หายไป ตอนนี้เหมือนเราหลอกผู้ชายทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน

24 ม.ค. 2025

แฟนดีทุกอย่างแต่เขาไม่ค่อยใส่ใจ เราเลยนอกใจแฟนไปมีอะไรกับเด็กฝึกงาน เราจะตัดสัมพันธ์กับน้องฝึกงานยังไงดีคะ แฟนเราเป็น 90% ของเรา แต่น้องฝึกงานก็เติมเต็ม 10% ที่หายไป ตอนนี้เหมือนเราหลอกผู้ชายทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน

“คุณบุ๋ม (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาความรัก แอบคบกับเด็กฝึกงานทั้งๆที่มีแฟนอยู่แล้ว โดย “คุณบุ๋ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ปัจจุบันคบกับแฟนมาได้ 4 ปีแล้ว แฟนอายุน้อยกว่าหนู เรื่องราวเกิดขึ้นประมาณตอนที่เราคบกันได้ 3 ปี ตอนคบกันก็ดี หนูอยู่บ้านเขามาตั้งแต่ปีแรก หนูก็ทำตัวดีมาตลอด แฟนเราเขาก็นิสัยดี ทำงานก็โอเค มีความรับผิดชอบ ดีทุกอย่าง ที่บ้านเขาก็รับหนูได้ แต่ว่าเขาก็คือเขา ทำงานอย่างเดียว ไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยเทคแคร์เท่าไหร่ตั้งแต่แรกเลย เหมือนหนูเป็นคนติด skinship แต่ว่าเขาเป็นคนนิ่งๆ โดยส่วนตัวหนูเป็นคนเจ้าชู้อยู่แล้วระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นมาตลอด 3 ปี หนูก็เจอพฤติกรรมที่เขาไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่ น้อยมากที่เขาจะถามว่ากินข้าวหรือยัง ไม่ได้ถามเลยว่าเราเหนื่อยมั้ย เป็นหนูมากกว่าที่ถามแบบนั้น จนวันหนึ่งมีเด็กฝึกงานเข้ามาที่บริษัท เขาก็น่ารักดีและหนูเป็นคนขี้เล่นชอบหยอดเขา ซึ่งเราก็รู้จักในฐานะที่หนูดูแลเขาแล้วก็มี LINE ส่วนตัวกัน พอเขาเข้ามาฝึกงานก็เห็นว่าน่ารักดีเลยหยอดกันไปมาจนเขาทักมาจีบหนูก็เลยได้คุยกัน คุยกันไปคุยกันมา ก็เริ่มบ่อยขึ้น มีนัดไปกินข้าวด้วยกัน สานสัมพันธ์กันมาพักใหญ่ๆ หนูกับแฟนก็เริ่มมีปัญหากันหลายเรื่อง เรื่องไม่สนใจก็สะสมมา ยังมีปัญหากับเรื่องครอบครัวเขา คือครอบครัวเขาดีทั้งหมด แต่มันจะมีอยู่คนหนึ่งที่เขาไม่ดีกับหนู หนูเลยไม่ดีกับเขามันเลยทำให้มีปัญหากัน ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น แล้วหนูก็ออกไปเจอเพื่อนบ่อยขึ้น หาเพื่อนไปเที่ยว ซึ่งในนั้นก็มีเด็กฝึกงานอยู่ด้วย แล้วหนูก็เริ่มห่างกับแฟน ไปกินข้าวกับเพื่อนบ่อยก็เริ่มถลำลึกจนไม่กลับบ้าน ถึงขั้นที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเด็กฝึกงาน แต่เด็กฝึกงานคนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าหนูมีแฟนอยู่แล้ว และหนูก็ตั้งใจที่จะไม่บอกเรื่องนี้เพราะไม่ได้คิดจะเลือกเขาตั้งแต่แรก และมันก็ถลำลึกไปเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ หนูกับแฟนก็ทะเลาะกันหนักเข้าไปใหญ่ จนวันหนึ่งเหมือนเขาจับได้ จากที่แฟนไม่เคยพูดจาไม่เพราะก็เริ่มขึ้นมึง-กู โยนเสื้อผ้าหนูออกจากตู้ ถึงขั้นไล่หนูออกจากบ้าน หนูเลยพูดขอโอกาสว่า “จะไม่ทำอย่างงี้อีก” ซึ่งหนูตั้งใจพูดไปแบบนั้นเพื่อให้เขาอยู่ต่อเพราะว่าหนูไม่มีครอบครัวที่กรุงเทพ แล้วหนูไม่อยากเริ่มต้นใหม่ หลังจากนั้นก็ง้อเขาอยู่เรื่อยๆ ช่วงที่ทะเลาะกับเขา หนูก็พยายามกลับบ้านเร็ว ทำกับข้าวไว้ให้เขา แต่มันก็เหมือนเป็นผลของการกระทำ เพราะเขาก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน กลับดึก กลับมาบ้านก็เดินหนี เหมือนเขาทำแบบที่หนูทำเพื่อประชดหนู ซึ่งหนูก็รู้อยู่แล้วว่าเขาก็ไม่ได้มีคนอื่น มันเป็นแบบนั้นอยู่ 2 เดือน แต่ในช่วงนั้นหนูก็ไม่ได้หยุดคุยกับเด็กฝึกงาน มีเวลาเจอกันก็ยังได้เจอ บางทีเลิกงานก็ยังไปเจอกัน ที่หนูยังไม่หยุดคุยกับเด็กฝึกงานเพราะหนูคิดว่าหนูยังไม่ได้แต่งงานก็ยังมีสิทธิ์เลือก กับแฟนก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ หนูก็ยอมให้เขาทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนมันเกิดเหตุการณ์ที่ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล แต่วันนั้นแฟนหนูเลือกที่จะตัดหนู ทิ้งให้หนูเผชิญปัญหาตรงนั้นคนเดียว ซึ่งมันหนักมาก หนูก็คิดว่าไม่เป็นอะไร ต้องผ่านไปให้ได้ แต่เด็กฝึกงานคอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆ หนู เขาบอกกับหนูว่า “มันไม่เป็นอะไร มันไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก” แต่หนูอยากได้คำพูดแบบนี้จากแฟนหนูมากกว่า และตอนนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูก็ยังคบซ้อนทั้ง 2 คนอยู่ อยู่กับคนนี้ 3 วัน กับอีกคนหนึ่ง 4 วัน โดยที่ทั้งคู่ยังไม่รู้ และหนูก็คิดว่าแฟนรักหนูจนไม่คิดจะตามหาว่าหนูไปทำอะไร อยู่ที่ไหน แค่หนูกลับไปบ้านเขาก็ดูมีความสุขแล้ว เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราทะเลาะกันหนักมาก จนหนูย้ายออกมาอยู่หอ เขาปล่อยให้หนูขับรถ 590 กิโล กลับบ้านคนเดียวช่วงปีใหม่ หนูเลยบอกกับแม่ว่าหนูจะย้ายออกมาจากบ้านเขา แต่สุดท้ายเขาก็นั่งรถทัวร์ตามมา ในช่วงปีใหม่ก็ยังตึงใส่กันจนไม่มีความสุข ซึ่งช่วงที่หนูย้ายมา เด็กฝึกงานก็ไม่ได้ฝึกที่บริษัทต่อแล้ว เราก็ไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ปัจจุบันเด็กฝึกงานคนนั้นก็กลับมาทำงานที่บริษัท หนูกับแฟนก็ยังอยู่และตกลงซื้อบ้านด้วยกัน ตอนนี้เป็นรักสามเศร้าแต่ทั้ง 2 คนก็ยังไม่รู้ กับแฟน เขาดีพร้อมทุกอย่างที่หนูต้องการ 90% แต่อีก 10% ที่แฟนไม่ได้มีให้หนู แต่เด็กฝึกงานคนนั้นเขามีให้ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า มีวิธีไหนที่เราจะปล่อยเด็กฝึกงานไปไหม?” เริ่มที่ “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูบอกว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไรแต่หนูไม่กล้าบอกเลิก มันแปลกตรงที่หนูไม่กล้าบอกเลิก แต่ดันกล้านอกใจ กับเด็กฝึกงานคนนั้นหนูก็ตั้งใจหลอกเขา หนูจะบอกว่าหนูยังไม่รู้จะเลือกใครดี แต่หนูยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครสักคนเลือกหนูเลย เพราะหนูดันปิดบังทั้งคู่ วิธีการปล่อยเด็กฝึกงานง่ายจะตายไป หนูแค่บอกความจริงเขาไปว่า พี่ทรยศแฟนมามีหนู แล้วหนูไม่จำเป็นต้องคิดเลยว่าจะทำยังไงดีถึงจะตัดเขาได้ อยากได้ความจริงใจ แต่ทำไมหนูเอาความหลายใจเข้าไปแลกล่ะ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แฟนที่หนูบอกว่ามีดี 90% ทุกวันนี้เขายังรักผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวแบบหนู 100% ได้เลย ทำไมหนูถึงคิดว่าหนูต้องการ 10% จากคนอื่น’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องถามคนไปทั่วว่าตัดคนหนึ่งยังไง เราทำได้แค่ไม่ทำเท่านั้นเอง เด็กฝึกงานมี 10% พี่ไม่รู้ว่าต้องหาผู้ชายคนไหนที่ให้เราได้ 90% อีก แล้วเราถามตัวเองหรือยังว่าให้คนๆ นั้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราเอา 10% มาเทียบกับคนที่ให้เรา 90% มันแทบจะไม่ต้องเป็นช้อยส์เลยด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่เราจะทำหรือไม่ หรือทำเมื่อไหร่แค่นั้นเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-