สามีที่คบกันมา 14 ปี บอกเลิกคืนเค้าท์ดาวน์ หลังจากที่เราจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "กูหมดรักมึงมา 2-3 ปีแล้วรู้ไว้ด้วย" ได้ยินแล้วช็อคเข้าโรงพยาบาลเลย ตอนนี้สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปแล้ว ควรเดินต่อไปยังไงดีคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีที่คบกันมา 14 ปี บอกเลิกคืนเค้าท์ดาวน์ หลังจากที่เราจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "กูหมดรักมึงมา 2-3 ปีแล้วรู้ไว้ด้วย" ได้ยินแล้วช็อคเข้าโรงพยาบาลเลย ตอนนี้สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปแล้ว ควรเดินต่อไปยังไงดีคะ

12 ม.ค. 2024

            “คุณแบม (นามสมมติ)” อายุ 42 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย กับปัญหาที่ว่าสามีที่คบกันมานานบอกเลิกเราวันสิ้นปี เราเสียใจช็อก ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล

            โดย “คุณแบม (นามสมมติ)” ได้เริ่มปรึกษาว่า ‘โดนสามีบอกเลิกตอนวันสิ้นปีที่ผ่านมา คบกับเขามา 4 ปี แต่งงานกันอีก 10 ปี เริ่มจากแบมระแคะระคายเขามานานแล้ว เพราะมันมีเบอร์แปลก ๆ ล็อกอินเข้าใน Facebook เขา พอไปถามเขา เขาก็ตอบมาว่า ไม่รู้ เราก็เลยเก็บเบอร์นี้ไว้ เอาไปโทร เอาไปเช็กตามระบบ มันไม่ใช่เบอร์คอลเซ็นเตอร์ เราก็ไปถามเขาอีกครั้ง ให้เขาโทรไป เขาก็ไม่ยอมโทร

            จนเมื่อวันที่ 31 ที่ผ่านมา เป็นวันที่แบมหยุดงานอยู่บ้าน แต่แฟนต้องออกไปทำงานในคืนนั้น ระหว่างที่เขาอาบน้ำ แบมได้ใช้แท็บเล็ตของเขากดโทรไปที่เครื่องนั้น ปรากฎว่ามันมีประวัติการโทรเข้าโทรออกที่เบอร์นั้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยที่ไม่ได้เมมเบอร์ไว้ แบมก็เลยกดโทรออกไป สักพักหนึ่งก็มีคนรับสาย แบมก็เงียบก่อน ผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “อยู่ไหนอะ”  แบมก็เลยพูดไปว่า “เธอเป็นใคร นี่เราเป็นเมียของ…นะ” ผู้หญิงก็วางสายไป

            เราก็ไปเคาะประตูสามีเรียกออกมาคุยว่า คืออะไร แต่เขาก็ไม่ยอมรับ เขาก็นั่งนิ่งไปสักพักนึง แล้วก็พูดว่า “กูไม่ได้รักมึงมา 2-3 ปีแล้ว” เราก็ช็อก เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีสัญญาณอะไร แบมก็ถามเขาไปว่า “เราผิดอะไร” เขาก็บอกว่า “เธอไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่เขาผิดเอง ไม่รู้จักพอเอง” แบมก็เลยบอกว่า “เลิกได้ไหม” เขาก็บอก “เลิกไม่ได้” แล้วก็บอกว่า “ขนาดกูพูดกับมึงขนาดนี้แล้ว มึงยังหน้าด้านที่จะยื้อกูไว้อีกหรอ” เขาพูดแบบนี้มา เราก็ช็อกไป เขาก็พาส่งโรงพยาบาล แล้วก็มาเฝ้าเรา 2 คืน แต่เขาก็จะพูดว่า “คือไงอะ คือกูต้องไปไหม” อย่างนี้ตลอด และในวันที่ออกก็มีจิตแพทย์มาคุยกับแบม บอกแบมว่า “คุณมีภาวะซึมเศร้าแล้วนะ เป็นมานานแล้ว” แล้วก็เรียกผู้ชายมาคุยว่า “คุณต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำนะ ถ้าคุณจะไปจากเขา คุณต้องรับผิดชอบให้อาการเขาดีขึ้นก่อน” เขาก็บอกกับคุณหมอว่า “เขาไม่ได้เป็นคนผิด แบมเป็นคนไม่รักตัวเองเอง” อาการเราเริ่มมีตั้งแต่ช่วงที่เราเริ่มระแคะระคายเรื่องเขา จนเครียดสะสมมาตลอด และเราก็ไม่ได้บอกใครเลยเรื่องนี้ แม้กระทั่งพ่อ-แม่ เพราะว่ากลัวพ่อ-แม่จะเกลียดเขา

            หลังจากกลับจากโรงพยาบาล เขาก็บอกว่า “เขาจะอยู่ดูแล จนกว่าแบมจะดีขึ้น” แต่พออีกวัน เขาไปทำงานแล้วโทรกลับมาบอกแบมว่า “ทำไมเขาต้องอยู่ ในเมื่อเขาพูดชัดเจนแล้วว่าไม่รักแบมแล้ว เขาไม่อยู่หรอกนะ อยู่เพื่ออะไร ทำไมต้องยื้อไว้” แบมก็เลยบอกเขาว่า “งั้นก็เข้ามาเก็บของ” อีกสักพักนึงเขาก็เข้ามาเก็บของออกไป แล้วเขาก็ทิ้งเราไปเลย วันนี้แบมเลยอยากให้พี่ ๆ แนะนำให้มูฟออนให้ได้ ให้ลืมเรื่องฝันร้ายนี้ มันเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตแบมแล้ว’

            ซึ่ง ‘ดีเจเผือก’ ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า “ทุกครั้งเราพยายามจะบอกทุกคนเสมอว่า เวลามันจะช่วยนะ ช่วงนี้ก็ประคับประคองไป ใครไหวแค่ไหน เอาให้มันสุดให้มันผ่านไปได้ เวลามันจะค่อย ๆ เยียวยา วันนี้ร้องเท่านี้ พรุ่งนี้เรื่องเดิม ๆ ที่ทำให้เราร้องไห้ ก็อาจจะไม่ร้องแล้ว แค่เรามีสติรู้ตัวว่า ณ เวลานี้ฉันเศร้าและแน่นอนว่าฉันควรต้องเศร้า ถ้า 15 ปี แล้วเขาจากไปใจร้ายแบบนี้แล้ว ฉันไม่เศร้าสิถึงแปลก อยู่ด้วยกันมาตั้ง 15 ปี

            แต่สุดท้ายเมื่อเราเริ่มเข้มแข็งพอ คนเราก็จะต้องค่อย ๆ ลุกขึ้นได้ เดินต่อไปได้ แต่ ณ เวลานี้อาจจะต้องพักให้ร่างกายได้เยียวยาก่อน ซึ่งก็ปล่อย อยากเศร้าก็เศร้า ร้องไห้ก็ร้อง หาเพื่อนสักคนที่พร้อมจะนั่งฟังแบบ เศร้าให้หมดไป แล้วเราก็จะแข็งแรงขึ้นเอง แต่ต้องใช้เวลา คนเราใช้เวลาไม่เท่ากัน ของแบม 15 ปี อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ไม่มีวิธีอื่นนอกจากจะให้เวลามันเยียวยา ในความคิดของพี่ เป็นกำลังใจให้ อย่างน้อยก็ยังไม่มีความผูกพันด้านอื่น เขาชัดเจนมาขนาดนี้ เมื่อมันจบตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้คาราคาซังแล้วต้องปวดหัวมากว่านี้ ทุกอย่างมองในแง่ดีถึงแม้มันอาจจะยากก็ตาม”

            ต่อมาที่ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “พี่เห็นด้วยกับเผือกอันนึงคือ เรากำลังทำสิ่งผิดธรรมชาติอยู่ รักมาขนาดนี้ เขาเดินจากไปแล้วเราต้องมูฟออนให้ได้ภายในไม่กี่วัน มันเป็นเรื่องยากมาก เข้าใจว่าคนที่กำลังเสียใจมาก ๆ แล้วมาบอกว่ามันจะดีขึ้น ไม่ค่อยมีใครเชื่อหรอก ทั้ง ๆ ที่เวลามันรักษาได้ทุกแผล แค่รอให้ไหว ในเรื่องของซึมเศร้าก็ต้องรักษากันไป

            ต่อมาคือที่บอกว่าไม่อยากบอกคนรอบตัวเพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนเกลียดเขา พี่ว่าคนละเรื่อง พ่อแม่จะเกลียดหรือเปล่านั่นเป็นสิทธิของเขา พี่ไม่อยากให้น้องมีปัญหาซ้ายขวาหน้าหลัง เสียใจเรื่องสามีจากไปก็แย่แล้ว ต้องมานั่งปิดบังไม่ให้คนอื่นรู้ ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอให้กับคนที่บ้านเห็นได้ โลกใบนี้มันจะเหมือนหนักและทับตัวหนูอยู่ หนูไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟัง คิดหรอว่าเขาจะไม่รู้ อยู่ด้วยกัน ผู้ชายเก็บของออกจากบ้านลูกสาว เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจะเกลียดหรือไม่เกลียด ไม่เกี่ยว ความจริงคือความจริง พี่ไม่อยากให้น้องคอยสร้างภาพลักษณ์ให้ใคร เพียงแต่ว่าพี่อยากให้น้องมีทีมของตัวเอง อย่างน้อยก็ยังมีสายซัพพอร์ต หัวเราะด้วยกันเสียงจะดังขึ้น เวลาร้องไห้เสียงสะอื้นจะเบาลง หนูร้องไห้เลยเต็มที่

            อันนี้คือวิธีการเยียวยาธรรมชาติของมนุษย์ เสียใจก็ร้องออกมา ไม่ต้องพยายามเข็มแข็งในตอนที่ยังอ่อนแอ เดี๋ยวแผลจะใหญ่ไป แล้ววันนึงจะคิดได้ว่า ก็แค่คนไม่รักกัน ใครน่าเสียใจกว่ากัน เธอสูญเสียคนที่รักเธอไป 1 คน ฉันเสียคนที่ไม่รักฉันไป 1 คน คิดดูสิว่าใครน่าจะเห็นคุณค่ามากกว่ากัน วันนี้น้องกำลังแบกหลายอย่างมากเกินไป เขาจากไป ต้องปิดบังที่บ้าน ซึมเศร้าหนูก็เป็น มันเลยเป็นปัญหาที่หนูเห็นปัญหานั้นมันใหญ่โตเกินความจริงไปนิด

            พี่รู้แหละว่าการที่สามีจากไปแบบนี้ มันเป็นเรื่องน่าเสียใจที่สุด มันทำให้หนูมีคำถามมากมายว่าเราผิดอะไร แต่พี่เห็นแค่ว่า คนไม่รับผิดชอบความรู้สึกของน้องคนนึง อยากจะไปก็ด่า ๆ ให้รู้สึกว่าการจากไปไม่ใช่เรื่องผิด ไม่สนใจว่าหนูจะรู้สึกอย่างไร วันนี้หนูรักเขาไม่อยากให้เขาเสียใจ แต่เขารักหนูน้อยไปเลยสมารถทำให้หนูเสียใจได้ขนาดนี้เรื่อย ๆ สู้ไปทีละวัน แล้วมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ข้างหน้าไม่รู้ เอาวันนี้ก่อน

            พี่จะยกตัวอย่างเสมอว่า ไม่มีใครลืมกระเป๋าสตางค์ ในวันที่ถามตัวเองเสมอว่าเมื่อไหร่จะลืมกระเป๋าสตางค์ การลืมมันเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตไปทุกวันตามปกติจนชิน รู้ตัวอีกทีกระเป๋าหายไปไหน การลืมความเจ็บปวดเช่นเดียวกัน เราไม่ต้องไปหาเหตุผลอะไรอีกแล้ว เพราะคนจะไปพูดอะไรก็ได้ ถ้าตอนนี้หนูรู้สึกไม่กล้าบอกใคร หนูกอดตัวเองให้แน่น แล้วคุณพ่อคุณแม่ของหนู หนูต้องดูแลหัวใจท่านด้วย ไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหน เลี้ยงลูกให้มานั่งร้องไห้เพราะผู้ชายไม่รัก  รักตัวเองให้เยอะ ๆ ”

            สุดท้าย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “เมื่อวานได้อ่านหนังสือ Lots Of Love เป็นเรื่องของผู้หญิงคนนึงที่อยู่กับสามีมานาน ประมาณคุณแบม แล้วสามีเป็นมะเร็ง มีเวลาไม่นานสามีก็จากไป เขาเขียนเล่าว่าช่วงเวลานั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเขาผ่านมาได้อย่างไร ที่เติ้ลฟังสิ่งที่คุณแบมเล่ารู้สึกว่ามันมีความคล้ายกันอยู่ในเรื่องนี้ ตอนที่เราอ่านก็รู้สึกว่าเขาจะผ่านมันไปได้อย่างไร เราก็ลุ้น

            เขาเขียนว่าวันที่สามีเขาเสีย หลังจากนั้นเข้าก็ร้องแบบเดี๋ยวทรุด เดี๋ยวร่วง ตื่นเช้ามาก็ร้อง เข้าห้องน้ำก็ร้อง นั่งรถไฟฟ้าไฟก็ร้อง เพราะว่านั่งรถไปทำงานกับสามีทุกวัน แต่ว่าอันนึงที่เขาเขียนแล้วเรารู้สึกว่า มันดีมากเลย คือเขาบอกว่า พอมันร้องไป ตอนแรกเขาก็กลัวเหมือนกันว่ามันจะตาย เขาจะต้องตายแน่ ๆ ถ้าสามีเขาไม่อยู่แล้ว แต่สุดท้ายพอเขาร้องแล้วรู้สึกหายใจไม่ออก เขาก็พยายามที่จะหายใจ แล้วเขาก็บอกว่า มันไม่มีใครตายจากความเสียใจอันนี้

            อยากจะบอกคุณแบมเหมือนกันว่า เราเสียใจ แล้วมันก็ผ่านมาแค่ 10 วัน เราเป็นคนปกติแล้วที่รู้สึกแบบนี้กับความผูกพันธ์ที่ตัวเองมีมา เติ้ลก็อยากจะบอกกับคุณแบมว่า ร้องไปเลย เสียใจได้ไปเลย สุดท้ายถึงเวลา อย่างคุณหมวยที่อยู่ในเรื่องนี้ เขาใช้เวลาเป็น 10 ปีเลยเหมือนกัน ในการที่จะผ่านมันไปได้ แต่แล้วในหนังสือสุดท้ายที่เขามาเขียนก็คือ ทุกวันนี้เขายังรัก และยังคิดถึงแฟนเขาที่เสียไป แต่ตอนนี้เขาตายไม่ได้เพราะเขาจะไปดูคอนเสิร์ต BTS เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตเขาอันใหม่

            เติ้ลอยากจะเทียบกับเรื่องของคุณแบมว่า คุณแบมเห็นไหมว่าคุณหมวยที่เขาเสียคนรักไปทั้งที่เขายังรักกันอยู่มาก เราว่ามันทรมาณ ถ้าจะเทียบกับเคสคุณแบม มันอาจจะทรมาณมากกว่า เพราะว่าเขาคนนั้นเขาไม่ได้รักคุณแบมแล้ว เหมือนถ้าคนที่เขารักกันมาก ๆ แล้วเขาจากกันเขายังผ่านมันมาได้ ปัจจุบันนี้เขายังมีชีวิตเพื่อตัวเขาเองได้เติ้ลว่าคุณแบมก็ผ่านมันไปได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันต้องใช้เวลาเท่านั้นเอง อยากบอกคุณแบมว่าอยากให้กลับมารักตัวเองมาก ๆ เขาเลือกที่จะทำแบบนั้นกับเรามันไม่มีใครนอกจากเราในตอนนี้กับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันกลับมาดูแลตัวเอง เข้าใจว่ามันยามาก แต่เติ้ลเชื่อว่ามันจะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

24 ม.ค. 2025

ผมอยากจะขอเลื่อนงานแต่งแฟนไปอีกสัก 1-2 ปี เพราะหน้าที่การงาน การเงิน เก็บออมสินสอดอยู่ ผมจะพูดหรือมีวิธีการสื่อสารยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ?

“คุณสอง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีปัญหาเรื่องเงินและหน้าที่การงาน โดย “คุณสอง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากจะขอเลื่อนแฟนแต่งงาน เพราะมีเรื่องของการเงินและหน้าที่การงานเข้ามา เรา 2 คนเคยคุยกันไปแล้ว แต่พอคุยกันบ่อย ๆ มันเหมือนกับว่าเขาอยากจะรีบแต่งงาน เราทะเลาะกันเรื่องนี้บ่อยมาก เราก็เข้าใจในมุมเขา แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ต่อให้เขาเข้าใจเราและยอมรับจริง ๆ เรา 2 คนคบกันมาปีนี้กำลังจะเข้าปีที่ 10 แล้ว แพลนแต่งงานของเราคือช่วงปลายปี 69 สิ่งที่ผมกลัวคือผมกลัวเก็บเงินไม่ทัน เราไม่อยากจัดงานแบบลวก ๆ อยากทำให้มันออกมาดีเพราะมันคือครั้งเดียวในชีวิต จริง ๆ สเกลมันก็ไม่ใหญ่มากประมาณ 100 – 200 คน แต่มันก็มีเรื่อง ไหนจะค่าสินสอด ค่าสถานที่ ไหนจะถ้าแต่งงานไปแล้วต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งมันอาจจะต้องย้ายไปอยู่ไกลกว่าที่ทำงาน หรืออาจจะทำให้เราทำงานเสริมไม่ได้ ผมค่อนข้างที่จะกังวลเรื่องเงินมาก ๆ ผมเป็นคนที่ต้องทำงานและเรียนไปด้วยตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะเท่าไหร่ ไหนจะมีน้อง มีแม่ที่ต้องดูแลด้วย มันเลยทำให้ระหว่างทางผมมีเฉลี่ยเงินออกไปบ้าง ทำให้การเก็บเงินมันยังมีไม่มากพอ จริง ๆ แฟนผมก็รู้สถานะทางการเงินทั้งหมด เพราะเราคุยกันเรื่องสเกลงานแต่งทุกอย่างเบื้องต้นแล้ว เราคุยกันว่าช่วยกันออก ผมโอเค ไม่ได้ติดปัญหาอะไร สเกลก็ยังอยู่ในสโคปที่เข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผมแค่รู้สึกว่าถ้ามันมีเวลามากกว่านี้ มันอาจจะทำให้มันดีได้มากกว่า ไหนจะค่าสินสอด แต่จริง ๆ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้เรียกค่าสินสอดอะไร พ่อแม่เขาดีกับผม น่ารักกับผมมาก ผมเองที่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ชาย เราควรให้เกียรติเขา ซึ่งสำหรับผมมันรู้สึกว่ามีเยอะได้มากกว่านี้ เราไม่อยากเป็นใครที่ดูแลคนอื่นไม่ได้ ทุกวันนี้ที่เราคุยกันก็ยังมีทะเลาะกันอยู่บ้างเป็นระยะ ๆ คือเขาก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางทีก็จะพูดประมาณว่า ทำไม จะต้องเลื่อนอะไรอีก คบกันมานานแล้ว ซึ่งผมก็เข้าใจนะคบกันมา 10 ปีมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วแหละ ผมเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า มีวิธีพูดยังไงให้เขาอ่อนลงหรือทางไหนที่มันจะเป็นทางที่ดีที่สุด’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ อยาก reset สิ่งที่สองกังวลใหม่หมดเลย คือ ณ ตอนนี้เท่าที่เคยผ่านมาแล้ว เรารู้สึกว่ายิ่งเป็นครอบครัวรักกันทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปลงกับงานแต่งมากมายอะไรเลย จริง ๆ แล้วหัวใจของการแต่งงานคือ จัดเพื่อให้กับคุณพ่อคุณแม่ให้กับพ่อแม่ของบ่าวสาวได้มีความสุขกับวันนั้น เป็นวันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเหนื่อยมากแล้วก็ เราจัดเพื่อให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่กับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งเท่าที่ฟังสองมาพ่อแม่ฝั่งเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย สิ่งที่สองกังวลตอนเนี้ยเหมือนกับว่าครอบครัวเอย ทั้งบ่าวสาวเอย ตอนนี้มีสองกังวลอยู่คนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าเรากลัวมากกว่าที่มันจะเป็นหรือเปล่า ทุกวันนี้งานแต่งงานรูปแบบการจัดมันเปลี่ยนไปเยอะมาก คนรุ่นใหม่ที่กำลังมีแพลนที่จะแต่งงานเนี่ย มัน Compact ขึ้นเยอะมาก มันเล็กลง จำนวนแขกน้อยลง ใช้สถานที่ที่ฟุ่มเฟือยน้อยลง ทุกคนมีความคิดไปในทางเดียวกันทั้งบ่าวทั้งสาวแล้ว ส่วนมากเราประหยัดการจัดงานแต่งงานที่มันจะต้องใหญ่โตแล้วก็สุดท้ายเสียเงินไปโดยใช่เหตุเราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า หรือแม้กระทั่งสินสอดที่จะมาวางไว้ที่ข้างหน้างานทุกวันนี้มันก็เป็นแค่ พร็อพ นึงด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเงินตรงนั้นเขาก็ให้มาเป็นขวัญถุงตั้งตัวของบ่าวสาว ประเภทที่ว่าลูกสาวฉันต้องได้เงินเท่านี้เธอถึงจะเอาลูกสาวฉันไปยุคนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าไม่พร้อมของสองเท่าที่ฟังดูมันเลยเป็นความไม่พร้อมทางจิใจหรือเปล่า พี่ไม่ได้รู้สึกว่าสองจะต้องการเงินมากมายสำหรับการจัดงาน ซึ่งปลายปี 69 ก็จะมีเวลาอีก 2 ปีเต็ม ๆ การที่ 2 ปีเต็ม ๆ เราวางสเกลงานแต่งไว้ ขนาดกะทัดรัด แขกอาจจะหลัก 10 ที่มีแต่ญาติสนิทก็พอ เพื่อนเดี๋ยวไปปาร์ตี้กันทีหลัง มันสามารถจัดได้เลยโดยที่ไม่ต้องอาศัยความพร้อมมากมาย พี่เลยรู้สึกว่าคำว่าไม่พร้อมไม่พร้อมตรงไหนทางเป็นเรื่องของเงินมันจัดการได้มากมายแต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจลองนอนคุยกับตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะเอาวันที่พร้อมแต่ก็ไม่รู้ว่าวันที่พร้อมมันจะมีอยู่จริงไหม พร้อมไม่พร้อมหรือเราแค่กลัวการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอีกเยอะ 2 ปี คนเราเติบโตอีกตั้งเยอะมีเวลาครับ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่สองบอกไม่พร้อมเท่าที่ฟังนะพี่เห็นไปใกล้เคียงกับพี่เผือกว่าเหมือนสองไม่พร้อมในสิ่งที่ฝั่งน้องผู้หญิงแฟนสองกับครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการ กลายเป็นว่าเหมือนสองแค่ว่าจะไม่เห็นตัวเองเป็นไปตามแพลนที่มันวางไว้ แต่บางทีการไม่ได้ตามแพลนแต่มันได้อะไรมาซึ่งความสุขให้อีกแบบนึงพี่ว่ามันก็น่าลองเหมือนกันในมุมพี่นะ คือตอนนี้พี่พยายามแทนตัวเองเป็นแฟนสอง พี่ว่าคบกันมา 10 ปีแล้วถ้าเขาเคยบ่นแล้วว่าทำไมมันไม่ได้แต่งสักที พี่ว่าในมุมผู้หญิงที่เล่ามานะ มันอาจจะแค่ว่า มึงแต่งกับกูสักทีเถอะให้มันจบ ๆ ให้มันรู้ว่าเราคือสามีภรรยาถูกต้องมากฎหมายเฉย ๆ อาจจะไม่ได้ต้องการแขก 200 คนก็ได้ อาจจะแค่ครอบครัว 2 ครอบครัวกินข้าวด้วยกัน ไม่ต้องสินสอดมาวางประกาศบอกใครก็ได้ว่าเท่าไหร่ เขาแค่อยากให้มันมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ลองคุยแล้วลดสเกลแบบแพลนที่เราว่าไว้แต่บนพื้นฐานที่ว่ามันแต่งงานได้แล้วมันก็ยังเป็นสามีภรรยากัน พี่ลองคุยกับเขาก่อนถ้าเขาแบบไม่ได้ฉันต้องมีงานใหญ่ ฉันต้องมีสินสอดอย่างงั้นพี่ว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ว่าถ้าคุยกับเขาแล้วมันโอเคมันไม่มีปัญหาเลย บ้าน 2 บ้านกินข้าวกันมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มอบให้กันแหวนเล็ก ๆ พี่ว่า 2 อาจจะไม่ต้องเครียดขนาดนี้ก็ได้’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คืองานแต่งงานเป็นแค่อีเว้นท์ ชีวิตหลังแต่งงานสำคัญกว่านั้นมากเลย และวันนี้น้องเจอครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก ๆ ครอบครัวที่เห็นน้องมาโดยตลอดว่า น้องมีความใส่ใจซื่อสัตย์ อันนั้นก็เป็นสินสอดที่ราคาสูงมากกับการที่ผู้หญิงคนนึงอยู่ในความสัมพันธ์แบบแฟนมาตั้งเป็น 10 ปี แล้วพอเขาจะขอแค่อีกนิดเดียวเพื่อจะบอกกับทุกคนว่า ตกลงที่เห็น ๆ กันอยู่เนี่ยไม่ใช่แฟนแล้ว สามีภรรยาแล้วนะ จริง ๆ เขาก็ต้องการแค่นั้นเอง เราจะต้องไปเปรียบเทียบอะไรกับบ้านเขาพี่กลัวเหลือเกินว่า เดี๋ยวรอผมสร้างบ้านก่อนน้องไม่แคร์เหรอว่า แล้วคนในบ้านล่ะถ้าเกิดวันนึงมีแต่บ้านแล้วคนในบ้านไม่อยู่ด้วยแล้ว หนูโอเคจริงไหม น้องอย่าลืมวันนี้ความเปลี่ยนแปลงสอนเราทุกวัน วันนี้ก้าวเท้าออกนอกบ้านเราไม่รู้เลยว่า จะได้กลับเข้าบ้านกันหรือเปล่ามันมีอะไรต่าง ๆ มากมายเยอะแยะ มันไม่มีทางหรอกที่มันจะไปตามแพลนของน้องโดยตลอด แล้วถ้าน้องจะเอาตามแพลนของตัวเองคนเดียว พี่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ ในเมื่อจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิตจะเอาแต่ใจตัวเองคนเดียวได้ยังไง เป็นพี่เป็นฝ่ายหญิงก็คงจะงง เชื่อไหมว่าคนอื่นคงถามว่าทำไมยังไม่แต่ง คือถ้าจะรอสร้างบ้านก่อนพี่ว่าบ้านไม่สำคัญเท่าคนในบ้าน พี่นับถือหัวใจน้องตั้งใจว่าน้องจะเป็นผู้ชายคนนึงที่ดูแลผู้หญิงคนนึงได้แต่นอกเหนือจากทุนทรัพย์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณสมบัติของการเป็นคนรักกัน ใส่ใจความรู้สึกเขาและอยากให้มีวันของเราหรือแม้แต่การกังวลอนาคตจนไม่มีความสุขในปัจจุบัน ถ้าชีวิตพี่อ้อยจะสามารถเป็นวิธีคิดได้พี่อ้อยกับสามีอยู่กันเป็นรักทางไกลมาในวันแรกที่แต่งงานกัน สามีบอกว่าแต่งงานได้ 2 ปีต้องมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ ปัจจุบันแต่งไป 17 ปีแล้วยังเป็นกรุงเทพ แม่สอดอยู่เลย แต่ในที่สุดแล้วใน 17 ปีนั้น เราจะค่อย ๆ ขยับมันเองได้และก็อยู่กันแบบนี้แบบที่เรายังดูแลกันได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ารักกันมากพอ ชีวิตหลังแต่งงานยังสำคัญมากกว่าการแต่งงานเยอะมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมไปล้ำเส้นกับคนที่มีแฟนแล้ว! ตอนนี้เราสองคนรักกันมาก แต่เขามีผู้ชายอีกคนเป็นชาวต่างชาติ เวลาแฟนเขามา ผมก็จะอยู่เงียบๆไม่ไปวุ่นวาย ผมรู้สึกว่าน้องควรจะเจอความรักดีๆ ผมแพ้ผู้ชายคนนั้นแค่เรื่องของฐานะ ผมเลยคิดว่าจะขอเวลาพัฒนาตัวเองสัก 3 ปี

02 พ.ค. 2025

ผมไปล้ำเส้นกับคนที่มีแฟนแล้ว! ตอนนี้เราสองคนรักกันมาก แต่เขามีผู้ชายอีกคนเป็นชาวต่างชาติ เวลาแฟนเขามา ผมก็จะอยู่เงียบๆไม่ไปวุ่นวาย ผมรู้สึกว่าน้องควรจะเจอความรักดีๆ ผมแพ้ผู้ชายคนนั้นแค่เรื่องของฐานะ ผมเลยคิดว่าจะขอเวลาพัฒนาตัวเองสัก 3 ปี

ผมไปล้ำเส้นกับคนที่มีแฟนแล้ว! ตอนนี้เราสองคนรักกันมาก แต่เขามีผู้ชายอีกคนเป็นชาวต่างชาติเวลาแฟนเขามา ผมก็จะอยู่เงียบๆไม่ไปวุ่นวาย ผมรู้สึกว่าน้องควรจะเจอความรักดีๆผมแพ้ผู้ชายคนนั้นแค่เรื่องของฐานะ ผมเลยคิดว่าจะขอเวลาพัฒนาตัวเองสัก 3 ปี พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมดูแลเขาได้ “คุณกอล์ฟ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 เมษายน 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย” เกี่ยวกับปัญหาการไปตกหลุมรักคนที่มีเเฟนเเล้ว โดย “คุณกอล์ฟ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เราบังเอิญได้ไปมีความสัมพันธ์กับคนที่เเฟนอยู่เเล้ว ทั้งเรา ทั้งเขาก็เป็นคนที่ใช่สำหรับกันเเละกัน เเต่เหตุผลที่ทำให้เขาไม่สามารถจะเลิกกับเเฟนได้ เพราะว่าเเฟนของเขาเป็นที่สามารถจะซัพพอร์ตได้ทั้งเงิน เเละหน้าที่การงานก็ดี เเต่ในตอนนี้เขาก็อยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อนรัก มากกว่าเเฟน ตัวของผู้ชายก็มีข้อบกพร่องหลายๆเรื่องเหมือนกัน เช่นเรื่องการนอกกาย นอกใจ น้องผู้หญิงที่ผมชอบเขาคบกับเเฟนมาประมาณปีครึ่งแล้ว เเต่กับความสัมพันธ์ของผม มันพึ่งเริ่มได้เเค่ครึ่งเดือน ผมก็เป็นพนักงานอยู่ที่ห้างเเห่งนึง เเต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้ย้ายมาทำงานอีกสาขานึง ในตอนเเรกที่เจอ ผมไม่ได้ชอบตัวของน้องเขา เเต่ชอบเพื่อนของเขาก่อน ตอนเเรกเพื่อนของน้องเขาอยู่ในความพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดี น้องที่ผมชอบผมขอเเทนด้วยชื่อ บี (นามสมมติ) บีก็ได้เป็นสะพานให้กับผม โดยเอาไลน์ของเพื่อนมาให้ จนผมก็ไม่ได้จีบเพื่อนบีต่อ เพราะเขายังไม่ได้เลิกกับเเฟน หลังจากนั้นผมก็ได้มีการไปเที่ยวกับน้องบี ไปดื่มกัน จนเกิดความรู้สึกเเปลกๆ เพราะเราทั้งคู่สนิทกันไวมาก อาจจะเป็นเพราะชีวิตที่ผ่านมาเรามีอะไรคล้ายกันอยู่เยอะ ตอนเเรกผมก็ทราบว่าน้องเขามีเเฟนอยู่ ผมก็พยายามที่จะห้ามตัวเองไม่ให้ความรู้สึกเกินเลยไปมากกว่านี้ เเต่ก็มีอีกครั้งนึงที่ต่างฝ่ายต่างหยุดตัวเองไม่อยู่จนมารู้ทีหลังว่า น้องบีเองก็ชอบตัวเราเหมือนกัน เเต่น้องก็ไม่รู้ตัวว่าตั้งเเต่เมื่อไหร่ ตอนอยู่ที่ทำงานเราก็ทำตัวปกติ เเต่พอหลังเลิกงานเราก็ตัวติดกัน เเบบหวานชื่นเลย ด้วยความที่เเฟนของน้องบีเขาเป็นคนต่างชาติ เขาก็ไม่ค่อยจะได้อยู่ไทย เเต่พอเเฟนเขากลับมา เราเเทบจะไม่ได้เจอกันเลย เเค่ได้เห็นหน้าในที่ทำงาน ซึ่งเราก็มีการตกลงกันว่าผมจะไม่ได้เป็นคนทักหรือโทรไปหาน้องก่อน เเละจะรอให้น้องเป็นคนทักหรือโทรมาเอง เพราะเขาจะรู้เองว่าเวลาไหน ตอนไหนที่เราสามารถโทรได้ เราก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เเต่ตอนเเรกผมก็งอเเงหน่อย เเต่พอเราได้มารู้เหตุผลหลายๆอย่างว่า ทำไมน้องเขาไม่สามารถเลิกกับเเฟนได้ เป็นเพราะว่าเรื่องภาระหน้าที่ทางการเงินต่างๆที่น้องต้องส่งไปช่วยทางครอบครัว เเละผมก็ไม่สามารถที่จะซัพพอร์ตน้องเขาได้ เเละ 70% ของค่าใช้จ่ายของน้องบี เเฟนของเขาก็สามารถช่วยออกได้ ถามว่าน้องบีรักเเฟนไหม เขาก็รักเเหละ เเต่ด้วยเรื่องข้อเสียของเเฟนน้องมันก็ทำให้บั่นทอน ลดลง เเละผมก็ชัดเจนกับน้องมากๆ ผมเคยพูดกับน้องบีไปว่า ถ้าวันไหนที่ความรักของผม มันจะทำให้น้องมีปัญหา ผมก็จะเป็นคนเลือกที่จะปล่อยมือเเละเดินออกมาเอง ใจของเขาก็รู้สึกว่า อยากให้เราไป เเต่ก็เหมือนจะรักเรา น้องเขาก็มีการพูดอ้อมๆว่า ถ้าวันไหน พี่เจอคนที่พร้อมจะเดินไปกับพี่ พี่ก็ไปได้เลยนะ สำหรับผมสิ่งที่คิดว่าเราถูกใจกันทั้งคู่ คือ นิสัยเเละความเก่งของน้องเขา ตอนเเรกครอบครัวของน้องบี เขาไม่ได้มีทุนมากพอที่จะส่งน้องบีเรียนต่อได้ เเต่น้องบีเขาก็ขอเเค่เงิน พอให้ตั้งตัวได้ เเล้วน้องก็กู้ กยศ. ส่งตัวเองเรียนจนจบได้ เเละในชีวิตที่ผ่านมา น้องเขาก็เจอเเต่ผู้ชายที่โหล่ยโทย เเต่กับเเฟนคนปัจจุบัน เขาก็มีทั้งข้อดีเเละข้อเสีย เอาจริงๆ ทุกครั้งที่ผู้ชายคนนั้นทำอะไรไม่ดีกับน้อง ผมก็จะอยู่ในเหตุการณ์นั้นเสมอ ตอนนี้ผมเลยพยายามที่จะตั้งเป้าหมาย ภายใน 3 ปี เพื่อที่จะพัฒนาตัวเอง ให้มีการเงินที่มั่นคง พอที่จะทำให้น้องเขามั่นใจในตัวผมได้ เเละด้วยความที่ว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์ของน้องเขาก็ไม่ค่อยจะดี ทะเลาะกันหนักจนถึงขั้นเอ่ยปากจะเลิกกัน ส่วนตัวของผม ผมมองว่าน้องบีก็เป็นคนที่เเอบเห็นเเก่ตัว ผมเลยอยากฟังในมุมมองของพี่ๆว่า ผมควรทำทุกอย่างที่อยากทำ หรือ หยุดทุกอย่างในตอนนี้เลยดีไหมครับ?’ โดย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ พี่มองว่าคุณกอล์ฟควรที่จะหยุด เพราะตอนนี้คุณกอล์ฟ กำลังเป็นมือที่ 3 อยู่ เเละทุกอย่างมันไม่ควร เพราะเขาก็มีเเฟนอยู่เเล้ว เเละพี่มองว่ายังไงน้องคนนั้นก็ไม่เลิกกับเเฟนหรอก เพราะผู้ชายคนนั้นสามารถซัพพอร์ตได้ในเรื่องของเงิน เพราะงั้นพี่มองว่ายังไงผู้หญิงคนนั้นก็ไม่เลือกคุณกอล์ฟหรอก’ ต่อมา “ดีเจพี่อ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เห็นด้วยกับที่พี่เติ้ลพูดเหมือนกันว่า เเต่ให้น้องจะหยุดหรือจะทน เขาก็มีอีกคนอยู่ดี เพราะขนาดที่ว่าเขาบอกคุณกอล์ฟเป็นคนที่ใช่ เเต่เขาก็ไม่เลิกกับเเฟนอยู่ดี เพราะผู้ชายคนนั้นมีเงิน เเละถ้าในอนาคตคุณกอล์ฟ มีเงินเยอะมากๆ เเล้วผู้หญิงมาหาคุณกอล์ฟ เพราะเงิน คุณกอล์ฟจะรู้สึกดีหรอ เพราะงั้นกอล์ฟต้องลองคิดเเล้วว่า ผู้หญิงคนนี้มีเเฟนเพราะเงิน หรือมีเเฟนเพราะเราภูมิใจ เราเห็นคุณค่า เเละเราก็รักเขา ถ้าน้องอยากมีความรักมากถึงขนาดที่ว่าต้องใช้เงินหามา นั้นจะเรียกว่าความรักจริงๆหรอ’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมคิดว่าถ้ามันใช่ มันใช่ไปเเล้ว เเล้วตัวของผู้หญิงก็มีสติมาก ในเรื่องของการเลือกว่าทางนั้นคือทางที่จะสามารถทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เขาอาจจะเเค่มีความชอบในตัวกอล์ฟ เเต่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นเหตุผลให้เลิกกับอีกคน กอล์ฟอยากรอ ก็รอได้นะเเต่ว่าการรอครั้งนี้มันอาจจะไม่ได้มีจุดหมายปลายทางก็เป็นไปได้ เพราะงั้นต้องมีสติ เเละเเค่เดือนกว่า อย่าพึ่งตัดสินทุกอย่าง เพียงเพราะเวลาสั้นๆ เเละอีกอย่างนึงถ้าสมมุติเขาเลิกกับเเฟนเเล้วมาคบกับกอล์ฟจริงๆ กอล์ฟสามารถไว้ใจผู้หญิงคนนี้ได้จริงๆหรอ เราจะไว้ใจได้จริงๆหรอกับผู้หญิงที่นอกใจเเฟนตัวเองได้ เพราะงั้นถ้าอยากรอก็เอาเลย ส่วนเรื่องการพัฒนาตัวเอง ทำไปเลย เผื่อไว้สักวันนึงตอนที่เราเป็นตัวเองในเวอชั่นที่ดีเเล้ว เราอาจจะได้เจอกับคนที่ใช่สำหรับเราจริงๆก็ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนดีทุกอย่างแต่เขาไม่ค่อยใส่ใจ เราเลยนอกใจแฟนไปมีอะไรกับเด็กฝึกงาน เราจะตัดสัมพันธ์กับน้องฝึกงานยังไงดีคะ แฟนเราเป็น 90% ของเรา แต่น้องฝึกงานก็เติมเต็ม 10% ที่หายไป ตอนนี้เหมือนเราหลอกผู้ชายทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน

24 ม.ค. 2025

แฟนดีทุกอย่างแต่เขาไม่ค่อยใส่ใจ เราเลยนอกใจแฟนไปมีอะไรกับเด็กฝึกงาน เราจะตัดสัมพันธ์กับน้องฝึกงานยังไงดีคะ แฟนเราเป็น 90% ของเรา แต่น้องฝึกงานก็เติมเต็ม 10% ที่หายไป ตอนนี้เหมือนเราหลอกผู้ชายทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน

“คุณบุ๋ม (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [22 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาความรัก แอบคบกับเด็กฝึกงานทั้งๆที่มีแฟนอยู่แล้ว โดย “คุณบุ๋ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ปัจจุบันคบกับแฟนมาได้ 4 ปีแล้ว แฟนอายุน้อยกว่าหนู เรื่องราวเกิดขึ้นประมาณตอนที่เราคบกันได้ 3 ปี ตอนคบกันก็ดี หนูอยู่บ้านเขามาตั้งแต่ปีแรก หนูก็ทำตัวดีมาตลอด แฟนเราเขาก็นิสัยดี ทำงานก็โอเค มีความรับผิดชอบ ดีทุกอย่าง ที่บ้านเขาก็รับหนูได้ แต่ว่าเขาก็คือเขา ทำงานอย่างเดียว ไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยเทคแคร์เท่าไหร่ตั้งแต่แรกเลย เหมือนหนูเป็นคนติด skinship แต่ว่าเขาเป็นคนนิ่งๆ โดยส่วนตัวหนูเป็นคนเจ้าชู้อยู่แล้วระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นมาตลอด 3 ปี หนูก็เจอพฤติกรรมที่เขาไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่ น้อยมากที่เขาจะถามว่ากินข้าวหรือยัง ไม่ได้ถามเลยว่าเราเหนื่อยมั้ย เป็นหนูมากกว่าที่ถามแบบนั้น จนวันหนึ่งมีเด็กฝึกงานเข้ามาที่บริษัท เขาก็น่ารักดีและหนูเป็นคนขี้เล่นชอบหยอดเขา ซึ่งเราก็รู้จักในฐานะที่หนูดูแลเขาแล้วก็มี LINE ส่วนตัวกัน พอเขาเข้ามาฝึกงานก็เห็นว่าน่ารักดีเลยหยอดกันไปมาจนเขาทักมาจีบหนูก็เลยได้คุยกัน คุยกันไปคุยกันมา ก็เริ่มบ่อยขึ้น มีนัดไปกินข้าวด้วยกัน สานสัมพันธ์กันมาพักใหญ่ๆ หนูกับแฟนก็เริ่มมีปัญหากันหลายเรื่อง เรื่องไม่สนใจก็สะสมมา ยังมีปัญหากับเรื่องครอบครัวเขา คือครอบครัวเขาดีทั้งหมด แต่มันจะมีอยู่คนหนึ่งที่เขาไม่ดีกับหนู หนูเลยไม่ดีกับเขามันเลยทำให้มีปัญหากัน ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น แล้วหนูก็ออกไปเจอเพื่อนบ่อยขึ้น หาเพื่อนไปเที่ยว ซึ่งในนั้นก็มีเด็กฝึกงานอยู่ด้วย แล้วหนูก็เริ่มห่างกับแฟน ไปกินข้าวกับเพื่อนบ่อยก็เริ่มถลำลึกจนไม่กลับบ้าน ถึงขั้นที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเด็กฝึกงาน แต่เด็กฝึกงานคนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าหนูมีแฟนอยู่แล้ว และหนูก็ตั้งใจที่จะไม่บอกเรื่องนี้เพราะไม่ได้คิดจะเลือกเขาตั้งแต่แรก และมันก็ถลำลึกไปเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ หนูกับแฟนก็ทะเลาะกันหนักเข้าไปใหญ่ จนวันหนึ่งเหมือนเขาจับได้ จากที่แฟนไม่เคยพูดจาไม่เพราะก็เริ่มขึ้นมึง-กู โยนเสื้อผ้าหนูออกจากตู้ ถึงขั้นไล่หนูออกจากบ้าน หนูเลยพูดขอโอกาสว่า “จะไม่ทำอย่างงี้อีก” ซึ่งหนูตั้งใจพูดไปแบบนั้นเพื่อให้เขาอยู่ต่อเพราะว่าหนูไม่มีครอบครัวที่กรุงเทพ แล้วหนูไม่อยากเริ่มต้นใหม่ หลังจากนั้นก็ง้อเขาอยู่เรื่อยๆ ช่วงที่ทะเลาะกับเขา หนูก็พยายามกลับบ้านเร็ว ทำกับข้าวไว้ให้เขา แต่มันก็เหมือนเป็นผลของการกระทำ เพราะเขาก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน กลับดึก กลับมาบ้านก็เดินหนี เหมือนเขาทำแบบที่หนูทำเพื่อประชดหนู ซึ่งหนูก็รู้อยู่แล้วว่าเขาก็ไม่ได้มีคนอื่น มันเป็นแบบนั้นอยู่ 2 เดือน แต่ในช่วงนั้นหนูก็ไม่ได้หยุดคุยกับเด็กฝึกงาน มีเวลาเจอกันก็ยังได้เจอ บางทีเลิกงานก็ยังไปเจอกัน ที่หนูยังไม่หยุดคุยกับเด็กฝึกงานเพราะหนูคิดว่าหนูยังไม่ได้แต่งงานก็ยังมีสิทธิ์เลือก กับแฟนก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ หนูก็ยอมให้เขาทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนมันเกิดเหตุการณ์ที่ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล แต่วันนั้นแฟนหนูเลือกที่จะตัดหนู ทิ้งให้หนูเผชิญปัญหาตรงนั้นคนเดียว ซึ่งมันหนักมาก หนูก็คิดว่าไม่เป็นอะไร ต้องผ่านไปให้ได้ แต่เด็กฝึกงานคอยให้กำลังใจและอยู่ข้างๆ หนู เขาบอกกับหนูว่า “มันไม่เป็นอะไร มันไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก” แต่หนูอยากได้คำพูดแบบนี้จากแฟนหนูมากกว่า และตอนนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูก็ยังคบซ้อนทั้ง 2 คนอยู่ อยู่กับคนนี้ 3 วัน กับอีกคนหนึ่ง 4 วัน โดยที่ทั้งคู่ยังไม่รู้ และหนูก็คิดว่าแฟนรักหนูจนไม่คิดจะตามหาว่าหนูไปทำอะไร อยู่ที่ไหน แค่หนูกลับไปบ้านเขาก็ดูมีความสุขแล้ว เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราทะเลาะกันหนักมาก จนหนูย้ายออกมาอยู่หอ เขาปล่อยให้หนูขับรถ 590 กิโล กลับบ้านคนเดียวช่วงปีใหม่ หนูเลยบอกกับแม่ว่าหนูจะย้ายออกมาจากบ้านเขา แต่สุดท้ายเขาก็นั่งรถทัวร์ตามมา ในช่วงปีใหม่ก็ยังตึงใส่กันจนไม่มีความสุข ซึ่งช่วงที่หนูย้ายมา เด็กฝึกงานก็ไม่ได้ฝึกที่บริษัทต่อแล้ว เราก็ไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ปัจจุบันเด็กฝึกงานคนนั้นก็กลับมาทำงานที่บริษัท หนูกับแฟนก็ยังอยู่และตกลงซื้อบ้านด้วยกัน ตอนนี้เป็นรักสามเศร้าแต่ทั้ง 2 คนก็ยังไม่รู้ กับแฟน เขาดีพร้อมทุกอย่างที่หนูต้องการ 90% แต่อีก 10% ที่แฟนไม่ได้มีให้หนู แต่เด็กฝึกงานคนนั้นเขามีให้ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า มีวิธีไหนที่เราจะปล่อยเด็กฝึกงานไปไหม?” เริ่มที่ “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูบอกว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไรแต่หนูไม่กล้าบอกเลิก มันแปลกตรงที่หนูไม่กล้าบอกเลิก แต่ดันกล้านอกใจ กับเด็กฝึกงานคนนั้นหนูก็ตั้งใจหลอกเขา หนูจะบอกว่าหนูยังไม่รู้จะเลือกใครดี แต่หนูยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครสักคนเลือกหนูเลย เพราะหนูดันปิดบังทั้งคู่ วิธีการปล่อยเด็กฝึกงานง่ายจะตายไป หนูแค่บอกความจริงเขาไปว่า พี่ทรยศแฟนมามีหนู แล้วหนูไม่จำเป็นต้องคิดเลยว่าจะทำยังไงดีถึงจะตัดเขาได้ อยากได้ความจริงใจ แต่ทำไมหนูเอาความหลายใจเข้าไปแลกล่ะ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แฟนที่หนูบอกว่ามีดี 90% ทุกวันนี้เขายังรักผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวแบบหนู 100% ได้เลย ทำไมหนูถึงคิดว่าหนูต้องการ 10% จากคนอื่น’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องถามคนไปทั่วว่าตัดคนหนึ่งยังไง เราทำได้แค่ไม่ทำเท่านั้นเอง เด็กฝึกงานมี 10% พี่ไม่รู้ว่าต้องหาผู้ชายคนไหนที่ให้เราได้ 90% อีก แล้วเราถามตัวเองหรือยังว่าให้คนๆ นั้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราเอา 10% มาเทียบกับคนที่ให้เรา 90% มันแทบจะไม่ต้องเป็นช้อยส์เลยด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่เราจะทำหรือไม่ หรือทำเมื่อไหร่แค่นั้นเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน “เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ

02 พ.ค. 2025

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน “เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือน เราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ

ลูกชายกับหลานขอออกไปเล่นน้ำแถวๆบ้าน เราบอกเขาว่าเย็นๆแม่พาไปนะ ผ่านไปแปปเดียวมีคนตะโกน“เด็กจมน้ำๆ” ไปถึงเห็นหลานดิ้นอยู่ กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายช่วยลูกไว้ไม่ทัน ผ่านมาหลายเดือนเราดิ่งมาก ทุกครั้งที่เรามีความสุข หัวเราะ เราก็จะบอกตัวเองว่า ลูกเพิ่งตาย ทำไมถึงกล้าหัวเราะ? “คุณแอน (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาการสูญเสียคนในครอบครัว โดย “คุณแอน (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีแพลนจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เรามีลูกอยู่ 3 คน คนกลางเป็นผู้ชาย ส่วน 2 คนที่เหลือเป็นผู้หญิง ก็กลับต่างจังหวัดกันแค่ 2 คน คือคนกลางกับคนเล็ก และมีน้ากับหลานชายอีกคนหนึ่ง กลับเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ไปถึงต่างจังหวัดประมาณวันที่ 28 ธันวาคม ตอนเช้า ลูกคนกลางกับหลานก็เตรียมเบ็ดไปด้วยเพื่อจะไปตกปลากัน เราก็บอกว่า “อย่าเพิ่งไปตกปลานะ น้ำมันลึก เดี๋ยวแม่จะพาไปตอนเย็น” แต่พวกเขาก็พากันไป เราก็ไม่ว่าอะไรเพราะว่าไปแค่ใกล้ ๆ ทีนี้ยายก็ไปตามกลับมารอบนึงแล้ว แล้วทีนี้พวกเขาก็จะไปเล่นกันฝั่งบ้านญาติ ซึ่งยายจะพาไป เราเลยบอกว่า “งั้นแม่ขอนอนก่อนแป๊บนึงนะ” ลูกก็ไปกัน เราก็นอนอยู่บนบ้านกับน้า นอนไม่ถึง 20 นาทีก็ได้ยินเสียงมีคนตะโกนบอกว่า “เด็กจมน้ำ! เด็กจมน้ำ!” เราได้ยินแค่นั้นก็รีบลงบ้านมา แล้วในใจเราก็คิดว่า “อย่าเป็นลูกกับหลานเรานะ” พอเราไปถึง เราก็เห็นหลานลอยอยู่ แต่ตอนนั้นเราไม่เห็นลูกเรา เราเห็นแต่หลาน ในใจเราก็คิดว่าลูกเราอาจจะไม่ได้อยู่ในน้ำก็ได้ ทีนี้เราก็กระโดดลงไป เราเห็นหลานยังดิ้นอยู่เลย เราก็เลยบอกให้น้ารีบไปคว้าเขามา แล้วเราก็ถามคนที่เห็นเหตุการณ์ว่า “น้องอีกคนไปไหน?” เขาก็บอกว่าอยู่ด้วยกันตรงนั้น เราก็เลยบอกให้น้าลงไปหน่อย พอดึงน้องขึ้นมา แม่ก็ผายปอด แล้วก็จะมีเศษอาหาร เพราะเขาเพิ่งกินข้าวไป ก็เลยควักเศษอาหาร แล้วปั๊มหัวใจ และตรงท้องเขาก็ป่องเพราะน้ำเข้าไป เลยพยายามปั๊มไล่น้ำออกให้หมด แต่น้องไม่รู้สึกตัวเลย น้องไม่มีชีพจร เราก็พยายามจนรถพยาบาลมา เขาก็มาช่วย แล้วเขาก็ฉีดยาเหมือนยากระตุ้นหัวใจ แล้วก็ไปรอที่โรงพยาบาล หมอเขาก็บอกว่า ถ้าหากว่าน้องไม่ได้กินข้าวไปหรือมีเศษอาหารอุดตัน น้องอาจจะรอด เพราะน้องยังจมได้ไม่นาน ทีนี้เราก็ดำเนินทุกอย่าง ทำพิธีตัดสายสัมพันธ์ ทำบุญจนเสร็จ ก็ขึ้นมาชลบุรีเพื่อขายของต่อ แล้วหลังจากนั้นสองอาทิตย์แรก เราร้องไห้ตลอด เพราะเราคิดถึงเขา พอหลังจากนั้นเราก็เริ่มพูดคุยกับคนมากขึ้น เริ่มหัวเราะได้ แต่มันก็จะมีเสียงที่ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่าว่า “หัวเราะทำไมอ่ะ ลูกตายนะ หัวเราะได้ยังไง” เป็นเสียงแบบนี้มาตลอด เราก็คิดว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า เพราะคิดถึงลูกมากเกินไป แต่ไม่เคยฝันถึงเขาเลย พอกลับบ้านมาอาบน้ำ มันก็จะมีภาพขึ้นมาเรื่อย ๆ ว่า “ทำไมเราถึงช่วยเขาไม่ได้ เราต้องทำให้ดีกว่านี้ เขาอาจจะรอดก็ได้” มันก็จะมีเสียงแบบนี้อยู่ตลอด เราก็เลยคิดว่า เราเป็นอะไร? เราคิดไปเอง? หรือเราคิดมากหรือเปล่า? แต่มันจะมีภาพมาตลอดเวลาเราหลับตา เราจะเห็นรูปเราขึ้นจากน้ำ แล้วเราก็ปั๊มหัวใจ เป็นแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่เคยไปพบจิตแพทย์โดยตรง แต่ตอนงานวันเผาลูก จะมีหมอทางโรงพยาบาลเขามาช่วยดูแล สอบถาม เขาได้บอกว่า ถ้านอนไม่หลับ มีภาพหลอน หรือเห็นภาพซ้ำ ๆ สามารถให้ไปรับยาที่โรงพยาบาลได้ เลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ว่า อยากจะปรับ Mind set ตัวเอง ขออนุญาตให้ตัวเองมีความสุขบ้าง และขอกำลังใจจากพี่ ๆ ทุกคนด้วย ทุกวันนี้ยังโทษตัวเองอยู่ว่า ถ้าวันนั้นเราช่วยได้กว่านี้ มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมได้จริง ๆ จังหวะเวลาของชีวิตด้วย ณ ตอนนั้นคุณแอนไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันไม่ได้เกิดจากการที่คุณแอนละเลย ไม่ได้สนใจ หรือทอดทิ้งเขา ซึ่งคุณแอนจะไปตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง มันก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะบั่นทอนตัวเองว่าตัวเองทำผิด ตัวเองไปช่วยไม่ได้ อยากให้มองว่าถ้าก่อนหน้านั้นคุณแอนดูแลเขาอย่างเต็มที่ เท่าที่แม่คนนึงดูแลลูกได้ ให้ความรัก ใส่ใจ ดูแลเขา มันก็คือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้ได้ในตอนที่เราทำได้ แต่อะไรที่มันเหนือการควบคุมของเรา เราก็ไม่สามารถไปแก้ไขมันได้จริง ๆ เมื่อชีวิตหนึ่งมันจบสิ้นไป แต่มันยังมีชีวิตที่เหลือที่ยังต้องอยู่ต่อ เพื่อตัวเอง และลูกคุณแอนอีกสองคนที่ยังเหลือ และเพื่อสามีของคุณแอนที่ยังอยู่ข้าง ๆ เพราะถ้าเรายังคงเศร้า ยังคงไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองหัวเราะหรือมีความสุขได้ตามที่ชีวิตมันควรจะมี มันจะทุกข์ทั้งตัวคุณแอนและคนรอบข้าง ถ้าลูกคุณแอนเขามองลงมาจากข้างบน แล้วเขาเห็นแม่ เขาคงอยากให้แม่เขามีความสุข’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่างแรกเลยคงแนะนำให้คุณแอนต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เขาช่วยได้จริง ๆ คุณหมอ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด เพราะฉะนั้นมีคุณหมอที่เรารู้สึกว่าคุยกับคนนี้แล้วเราดีขึ้น วันไหนที่เราไม่ไหว ก็รีบนัด รีบไปหา นอกนั้นแล้วคงมีแต่กำลังใจ แล้วก็คำปลอบใจให้กับคุณแอน สุดท้ายคนเราก็ต้องจากกัน จะช้าจะเร็ว จากเป็นจากตาย วันนึงเราก็ต้องบอกลากัน มันอาจจะทำให้เราเสียใจมากที่การจากลาครั้งนี้มันค่อนข้างกระทันหัน แต่ว่าใด ๆ ก็ตาม มันเกิดขึ้นไปแล้ว คนที่ยังอยู่ ยากเสมอ ถ้าเรารักใครมากสักคนนึง เราจะไม่อยากเป็นคนที่อยู่ทีหลัง มันจะเป็นการอยู่ที่ทรมานมาก ๆ เพราะฉะนั้นก็คงต้องฝากคนที่อยู่ทุกคนช่วยดูแลกัน มันทำอะไรไม่ได้ นอกจากเราต้องใช้ชีวิตต่อไป โดยที่มีอีกสองคน เขารอคุณแม่อยู่ อยากให้คุณแม่เข้มแข็งให้ไวที่สุด ผมเชื่อว่าคนรอบตัวก็ต่างให้กำลังใจ และหวังเหลือเกินว่าสักวันนึงมันจะดีขึ้น แล้วมันก็จะเหลือเป็นแค่ความทรงจำบาง ๆ ที่อาจจะแวบเข้ามาบ้าง แต่เราจะรับมือกับมันได้ในสักวันนึง’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าอยู่ใกล้ ๆ พี่จะเข้าไปกอดก่อน พี่รู้ว่าเราจิตใจกระสับกระส่ายแค่ไหน และหนักสุดคือการสูญเสียคนที่เรารัก โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกด้วย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว คุณแอนร้องไห้ได้ ก็ร้องเถอะ ไม่เป็นไร แต่อย่าถึงขั้นไม่อนุญาตให้ตัวเองสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ การร้องไห้เป็นเรื่องปกติ ร้องไห้ไปร้องเลย ก็คนที่เรารักคนนึงจากไปอย่างกระทันหัน เป็นใครก็เสียใจ เพียงแต่แค่ว่ากลัวเหลือเกินว่า เวลาที่แอนจะสามารถประคองชีวิตแล้วเดินหน้าต่อไปได้ แอนกลับรู้สึกว่าฉันกำลังผิดอยู่ พี่อ้อยว่าเสียงดัง ๆ ที่มันก้องขึ้นมา คือเสียงจากความรู้สึกเราเอง ไม่มีใครผิดในเรื่องนี้ แต่ในโลกนี้คำว่า “อุบัติเหตุ” มันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ชีวิตมันเดินหน้าไปตามสิ่งที่ควรเป็น และเมื่อไหร่ก็ตามที่มันเกิดขึ้นแล้ว เวลารักษาได้ทุกแผล แค่ต้องรอให้ไหว วันนี้อยากร้องไห้ก็ออกมาเลย แต่ก็เหมือน ๆ กับที่ทุกคนพูดเหมือนกัน แอนยังเป็นหัวใจของคนในครอบครัว ซึ่งคนในครอบครัวมีทั้งสามีของคุณแอน ซึ่งเขาก็สูญเสียลูกเหมือนกันในฐานะของความเป็นพ่อ ไหนจะเด็ก ๆ อีกสองคน ซึ่งเขาก็ยังอยากได้แอนเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเช่นเดียวกัน มากที่สุดเราต้องกอดกันแน่น ๆ ในครอบครัว วันนี้แอนยังเสียใจ วันนึงที่แอนดีขึ้น แอนเองจะเข้าใจว่า ที่สุดแล้วไม่มีคำพูดไหนประคองหัวใจแอนได้เท่ากับแอนปล่อยให้เวลามันค่อย ๆ เยียวยา และทำให้หัวใจของแม่คนนึงกลับมาเข้มแข็ง เพื่อครอบครัวต่อไป’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-