ชอบเจอคนบังคับให้ดื่ม แล้วพูดว่า "ดื่มหน่อยน้อง บรรยากาศจะได้สนุก" แต่เราโดนบังคับแบบนี้ไม่สนุกเลย บางทีไม่เมาก็จอยได้ ทำไงดีไม่ชอบคนแบบนี้เลย

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชอบเจอคนบังคับให้ดื่ม แล้วพูดว่า "ดื่มหน่อยน้อง บรรยากาศจะได้สนุก" แต่เราโดนบังคับแบบนี้ไม่สนุกเลย บางทีไม่เมาก็จอยได้ ทำไงดีไม่ชอบคนแบบนี้เลย

10 พ.ย. 2023

        “คุณมิน (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนที่ชอบชวนให้ออกไปดื่ม แต่ด้วยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื่มเลย กลายเป็นว่าอึดอัดเวลามีคนชวนไปสังสรรค์

        โดย “คุณมิน (นามสมมติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘ส่วนตัวเราเป็นคนที่ไม่ชอบสังสรรค์ และไม่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ด้วยหน้าที่การงานที่เราทำ ก็มักจะมีรุ่นพี่ในบริษัทชวนออกไปสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง หรือมีบางโอกาสที่ต้องไปร่วมเพราะบริษัทมีจัดเลี้ยงสังสรรค์ ด้วยความที่เราเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดในงาน จึงมักจะเป็นจุดสนใจของทุกคน เพราะทุกครั้งที่เราปฎิเสธก็จะเป็นการไม่รักษาน้ำใจ เพราะเขาก็ชงมาให้เราแล้ว ถ้าไม่ดื่มแล้วใครจะดื่ม

        หลังจากที่เราทำงานอยู่ที่เก่าได้ประมาณปีกว่า ๆ ก็ย้ายบริษัทออกมาทำงานอีกที่หนึ่งแทน แต่ปัจจุบันก็ยังเจอเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่รู้จัก เวลาชวนออกไปสังสรรค์ก็รู้ว่าไม่ชอบดื่ม แต่ทุกครั้งที่ไปก็มักจะบังคับให้ดื่มทุกครั้ง มันทำให้เรารู้สึกอึดอัดมาก และไม่อยากทำให้บรรยากาศเสีย เราจึงต้องยอมดื่ม ปัญหานี้มันเกิดขึ้นกับเรามาเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานที่ชอบชวนดื่มอย่างเดียว สังคมรอบข้างที่สนิทก็มักจะบังคับให้ดื่มอยู่บ่อยเหมือนกัน

        วันนี้เลยอยากปรึกษาว่า ดีเจทั้งสามคน มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคนประเภทนี้ ที่ชอบมักจะชวนดื่มอยู่ตลอด พวกเขาต้องการอะไร? เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่กับแค่คนในริษัทอย่างเดียว แต่สังคมรอบข้างที่รู้จักก็มักจะบังคับให้ดื่มเหมือนกัน

        “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ส่วนตัวพี่เอง ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่สามารถปฎิเสธได้ เพราะก็มักจะปฎิเสธตลอด ตัวเองมีอาการแพ้เหล้า ดื่มไม่ได้ ร่างกายมันต่อต้าน และก็จะบอกไปเลยว่าไม่ชอบดื่ม และตั้งแต่ทำงานเป็นดีเจหรืองานในบริษัท ก็ไม่เห็นมีใครมาบังคับให้ดื่ม แต่ถ้ามีโอกาสไปร่วมงานสังสรรค์ เราก็สามารถเมาดิบได้ สามารถสนุกได้โดยที่ไม่ต้องดื่ม เพราะส่วนตัวพี่ไม่ได้เป็นคนที่ชอบสังสรรค์ เวลาที่ไปก็จะกลับเร็ว

        จึงแนะนำว่าถ้าจะให้อ้างเหตุผล ก็ควรจะอ้างเรื่องของสุภาพว่า แพ้แอลกอฮอล์ โรคตับ หมอบอกห้ามดื่ม วันก่อนที่ไปค่าตับขึ้น เดี๋ยวเต้นให้แล้วกัน อะไรก็ได้อ้างไป หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือไม่ต้องไปเลย ถ้าจะตกงานเพียงเพราะไม่ได้ดื่มก็หางานใหม่ เพราะในว่ารูปแบบงานบางงาน มันก็มีวัฒนธรรม หรือต้องไปดื่มจริง ๆ คนหมู่มากที่เขาทำงานก็ชอบสังสรรค์เป็นเรื่องปกติ ถามว่าคนหมู่น้อยอยู่ได้มั๊ย มันก็อยู่ได้แหละ แค่เรากล้าปฎิเสธหรือเปล่า หลักแน่นมากพอหรือเปล่า แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ก็หางานใหม่

        “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็อย่าไปยุ่งชีวิตเขา เขาจะเอาอะไรเข้าร่างของเขามันเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะส่วนตัวพี่เองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบดื่มเหมือนกัน ถึงแม้ในวงการบันเทิงมักจะมีการสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะปฎิเสธตลอด จึงแนะนำว่าให้กล้าปฎิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ดื่ม สัญญากับแม่ว่าจะไม่ดื่ม พี่ชายเคยเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตาย  เราไปอยู่ในงานนั้นก็พอแล้ว เราสนุกกับงานได้โดยไม่ต้องกินเหล้า หรือว่าเลี่ยงการไปงานสังสรรค์ไปเลย

        ปิดจบกันที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เสนอไปเลย 3 ทางเลือกคือ 1. บอกไปว่าเป็นโรคตับ วันนั้นไปตรวจมา ปรากฏว่าตับอักเสบ ดื่มไม่ได้จริง ๆ ให้ยืนยันเสียงแข็งว่าดื่มไม่ได้ สักวันหนึ่งเขาคงรู้แหละว่าเราไม่ดื่ม  2. ถ้าไม่อยากอยากให้มันเสียบรรยากาศเราก็จิบ ๆ ได้ นั่งสักพักพอทุกคนเริ่มได้ที่แล้ว เราก็แอบหนีกลับบ้านไปเลย 3. ถ้าเราอยากอยู่ทั้งคืน ก็เนียน ๆ ไป เราก็ผสมโคล่าเพิ่มเข้าไป แก้วแรกอาจจะเป็นเหล้าปกติ แก้วต่อไปก็เป็นโคล่าไปอย่างเดียว จะได้ไม่เสียบรรยากาศ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมือง มาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพส ตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่

30 มิ.ย. 2025

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมือง มาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพส ตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมืองมาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพสตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่ว่า ถ้าพ่อยังทำต่ออีกเรื่อยๆ อนาคตอาจจะเกิดกระทบต่อแม่ได้เรื่องนี้ปรึกษาพี่ชายแล้ว พี่ชายบอกว่า ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับพ่อ ปล่อยให้เขาทำไปแต่หนูเห็นโพสแล้วก็อดเป็นห่วงแม่ไม่ได้ “คุณก้าน (นามสมมติ)” สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาพ่อเอาเฟซบุ๊กแม่มาโพสต์สุ่มเสี่ยง โดย “คุณก้าน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พ่อชอบเอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์เล่น แล้วโพสต์ล่าสุดจริง ๆ มันเป็นเหมือนโพสต์ตลก แต่หนูรู้สึกว่ามันสุ่มเสี่ยง เพราะมันเกี่ยวกับบ้านเมือง หนูเลยค่อนข้างเป็นห่วงแม่ เพราะมันไม่ใช่แนวที่แม่จะทำ ปกติแม่ลงแต่เรื่องผ้าปัก หนูจึงถามพ่อ เขาให้เหตุผลมาว่า “เขาเพื่อนในเฟสน้อย อยากให้แม่ลองโพสต์อะไรออกสื่อบ้าง” ซึ่งตอนโพสต์แม่น่าจะรู้ เพราะเหมือนก่อนหน้านี้ พ่อได้เอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์เกี่ยวกับเรื่องไปเที่ยว ในส่วนนี้หนูไม่ติดอะไร ตอนแรกที่เห็น หนูคิดว่าพ่อโพสต์ จึงไม่ได้อะไร เพราะปกติพ่อเขาเป็นคนตลก แต่จะเจ้าอารมณ์หน่อย แล้วหนูพึ่งมาเห็นว่าเป็นเฟซบุ๊กแม่ที่โพสต์ หนูจึงทักไปถามพ่อว่า “ทำไมไม่เอาเฟซบุ๊กตัวเองโพสต์ มันไม่ควรหรือเปล่า ทำไมถึงเอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์แบบนั้น” พ่อจึงตอบกลับแนวประชด ๆ กวน ๆ มาประมาณว่า “พ่อก็โพสต์ไปแบบขำ ๆ อย่าซีเรียส ใครไม่โอเคก็เรื่องของเขา” แต่กลายเป็นว่าตัวของหนูเองที่ไม่โอเค จึงพูดกับพ่อไปว่า “ลูกไม่โอเค คือ ลูกต้องต้องไปจัดการตัวเองใช่ไหม” พ่อจึงตอบกลับมาว่า “ถูกต้อง” หนูยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับแม่เลย เพราะเขาอยู่ด้วยกันสองคนที่ต่างจังหวัด ส่วนหนูอยู่กรุงเทพ พ่อเขาจะเป็นคนเอาโทรศัพท์ของแม่ไปเล่นเป็นเหมือนของตัวเองเลย ก่อนหน้านี้พ่อเขาไม่ได้โพสต์เชิงนี้ มีแต่โพสต์รูปไปเที่ยว, เช็คอิน แค่นั้นเลย แต่จะใช้เฟซบุ๊กแม่ลง อีกทั้งพ่อเขาจะเอาเฟซบุ๊กตัวเองไปเมนต์ในโพสที่ลงในเฟซบุ๊กแม่อีกที คือเจตนาของหนูคือหนูแค่เป็นห่วงแม่เฉย ๆ กลัวในอนาคตเผื่อพ่อไปทำอะไรมากกว่านี้มันจะมีปัญหา คือถ้าโพสต์ไปอยู่ในเฟซบุ๊กพ่อหนูจะไม่อะไรเลย รวมถึงจริง ๆ พ่อเขาเป็นข้าราชการเกษียณ หนูเลยค่อนข้างห่วงเขาด้วย’ โดยดีเจทั้งสาม (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘จริง ๆ พ่อเขาคงตั้งใจให้มันเป็น comedy แต่ว่าข้อความและแคปชั่น มันค่อนข้าง sensitive ซึ่งจริง ๆ หนูควรบอกเขาเรื่องนี้ อย่างแรกคือ ควรเริ่มต้นคุยกับแม่ก่อนว่า “แม่โอเคไหม กลัวไหม” ซึ่งถ้าแม่บอกกลับมาว่า “โอ๊ย แม่ชอบ แม่ก็ขำด้วยเนี่ย” แบบนี้ก้านจะทำอย่างไร คงทำได้เพียงแค่เตือนไปว่า “โพสต์อะไร ให้ระวัง ๆ หน่อย” หรืออาจจะต้องพูดบอกทั้งแม่และพ่อไปว่า“เรื่องนี้มันค่อนข้างเสี่ยงมาก หากมีคนไม่หวังดี เอาไป เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องไป อย่าไปเล่นเรื่องนี้ ข้อความมันแรงไปหน่อย ไปเล่นเรื่องอื่นแทน จริง ๆ มันแก้แค่ไม่กี่คำ แค่ดึงบางคำออกมันจะเซฟขึ้นเยอะ แต่นึกภาพออกนะว่าคนแก่ อาจจะอารมณ์ขันประมาณนี้ พี่แนะนำคือ เตือนพ่อได้ ซึ่งพ่ออาจจะเข้าใจ แต่เขาอาจจะตอบกวน ๆ กลับมา แต่ว่าอนาคตเขาอาจจะระวังขึ้น ถ้าเขาไม่ระวัง หากเขาโดนทัวร์ลงครั้งนึง เดี๋ยวเขาจะระวังขึ้นเอง อาจจะรีพอร์ต ลบโพสต์เฟซบุ๊กแม่ หรือไม่ก็ไปแก้ไขโพสต์ให้เป็น privacy ให้เห็นแค่ only me เลย เขาจับไม่ได้หรอก อีกทั้งหนูเองอยู่ไกลแม่ ไม่สามารถ control ได้ หนูอาจจะต้องสอนแม่อีกที มันสามารถจัดการได้คุณก้าน ลองคุยดูนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

นี่เราคบใครมา 8 ปี ?? ที่ผ่านมาคือเรื่องโกหก ! โกหกว่าได้เงินเลี้ยงดูจากยาย ซึ่งยายไม่มีอยู่จริง,ชวนลงทุนธุรกิจ สุดท้ายเราจ่ายเอง,ทุจริตขโมยเงินร้านไป, เก็บเงินมัดจำรถไว้เองไม่บอก,บอกจะซื้อบ้านก็ไม่มีจริง

22 มี.ค. 2024

นี่เราคบใครมา 8 ปี ?? ที่ผ่านมาคือเรื่องโกหก ! โกหกว่าได้เงินเลี้ยงดูจากยาย ซึ่งยายไม่มีอยู่จริง,ชวนลงทุนธุรกิจ สุดท้ายเราจ่ายเอง,ทุจริตขโมยเงินร้านไป, เก็บเงินมัดจำรถไว้เองไม่บอก,บอกจะซื้อบ้านก็ไม่มีจริง

นี่เราคบใครมา 8 ปี ?? ที่ผ่านมาคือเรื่องโกหก ! โกหกว่าได้เงินเลี้ยงดูจากยายซึ่งยายไม่มีอยู่จริง,ชวนลงทุนธุรกิจ สุดท้ายเราจ่ายเอง,ทุจริตขโมยเงินร้านไป,เก็บเงินมัดจำรถไว้เองไม่บอก,บอกจะซื้อบ้านก็ไม่มีจริงเราเป็นหนี้หลักล้านเพราะเขา ตอนนี้เลิกกันแล้วแต่เขากลับมาง้อ “คุณเนย (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 มีนาคม 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาคบกับแฟนมา 8 ปี หมดเงินไปเป็นล้าน สุดท้ายพึ่งรู้ว่าเรื่องที่ผ่านมาแฟนโกหกเราตลอด... โดย “คุณเนย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนกลับไปเมื่อตอนหนูยังเรียนอยู่ปี 1 หนูคบกับแฟนคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นคนเรียนเก่งมาก แต่ตอนปี 2 ต้องโดนรีไทร์ออก เพราะเจอสังคมเพื่อนไม่ดี หลังจากที่แฟนไม่ได้เรียน เราสองคนก็ยังอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน พ่อเป็นคนส่งเงินให้หนูใช้ ส่วนแฟนยายเป็นคนส่งเงินให้ เพราะแม่แฟนแต่งงานกับสามีใหม่ จึงทำให้ไม่ค่อยได้ดูแลแฟนสักเท่าไหร่ ปกติแฟนก็จะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้หนูตลอด มีรถขับ เหมือนคนมีฐานะระดับหนึ่ง จนกระทั่งหนูเรียนจบ ก็อยากที่จะทำธุรกิจร่วมกันกับแฟน เพราะหนูอยากสร้างครอบครัวไปกับแฟนคนนี้ ต่อมาหนูกับแฟนก็ได้เริ่มทำธุรกิจด้วยกัน ออกเงินลงทุนกันคนละครึ่ง พอถึงวันที่จะต้องจ่ายค่าทำธุรกิจต่าง ๆ แฟนกลับไม่มีเงินส่วนนั้นมาให้ หนูจึงต้องใช้เครดิตของคุณพ่อยื่นกู้เพื่อจ่ายไปก่อน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงโควิด หนูก็ไม่ได้คิดอะไร พอเริ่มธุรกิจตอนแรก ๆ ก็ไปได้ดี หนูเป็นคนทำบัญชีเองและเริ่มเห็นความผิดปกติ คือ เงินเริ่มหายทุกวัน จนหนูเปิดกล้องวงจรปิดดู แต่พนักงานก็ไม่ได้เอาไป แล้วเงินหายไปไหน เดือนละหลาย ๆ หมื่น แต่หนูก็ไม่ได้อยากสงสัยแฟน พอหลัง ๆ ธุรกิจเริ่มแย่ลง แฟนก็ขอกลับไปทำธุรกิจกับที่บ้าน เพื่อจะนำเงินส่วนนั้นมาช่วยธุรกิจที่ทำกับหนู หนูก็ให้เขาไป ผ่านไปสักพักแฟนก็มาบอกว่ายายอยากซื้อบ้าน หนูกับแฟนก็พากันไปดูโครงการบ้าน ซึ่งหนูก็ไม่เคยเจอตัวจริงยายเลยสักครั้ง มีแค่แฟนมาพูดเรื่องยายให้ฟัง พอกลับมาเรื่องธุรกิจของหนูกับแฟนมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนหนูได้มีการทวงถามเงินส่วนที่แฟนจะช่วยลงทุนกันคนละครึ่ง ด้วยความที่หนูก็ไม่ได้คำตอบสักที หนูก็เลยโทรไปหาแม่แฟนว่า “ทำไมแม่เป็นคนแบบนี้ ทำไมไม่เลี้ยงดูลูกเลย ปล่อยให้ยายเลี้ยงอยู่คนเดียว” พอแม่ได้ยิน แม่ก็ถามหนูกลับมาว่า “ยายไหน ไม่มียายนะ” ตอนนั้นหนูก็ช็อกไปเลย สรุปที่ผ่านมา 7 ปี เรื่องยายที่แฟนเคยเล่าให้ฟังเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด และส่วนเงินต่าง ๆ ที่ยายส่งให้หนูคิดว่าน่าจะเป็นเงินของแม่แฟนที่ส่งให้ ซึ่งแฟนอาจจะไม่ถูกกับแม่เลยโกหก แต่เรื่องทั้งหมดนี้หนูก็ให้อภัยแฟน ผ่านไปสักพักหนูก็จับได้อีกว่าแฟนนอกใจ เพราะหนูสงสัยจึงสืบจนเจอว่า ช่วงที่แฟนขอตัวกลับไปทำธุรกิจกับที่บ้าน เขาไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แต่ครั้งนี้หนูก็ให้อภัยแฟน และคบกันต่อมาได้อีก 1 ปี จนครั้งสุดท้ายหนูเลิกกับแฟน เพราะเรื่องซื้อรถ หนูกับแฟนก็ได้มีการไปดูรถและมีการวางเงินมัดจำรถไว้ เวลาก็ผ่านไปจนหนูเริ่มแปลกใจอีกครั้ง ว่าทำไมเซลล์ไม่ติดต่อมาเลย จนหนูตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเซลล์ และรู้ความจริงว่าแฟนเครดิตไม่ผ่าน ซึ่งเซลล์ก็ได้มีการคืนค่ามัดจำรถให้แฟนไปนานแล้ว แต่แฟนไม่บอกหนู และในขณะที่หนูรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว แฟนก็ยังเลือกที่โกหกอยู่ว่าจะซื้อรถแน่นอน ปัจจุบันหนูเลิกกับแฟนมาได้ 1 เดือนแล้ว แต่หนูก็ยังรู้สึกว่าถ้าหนูทิ้งแฟนไป เขาก็จะไม่เหลือใครสักคนเลย แม้กระทั่งคนในครอบครัว พอแฟนมาคุย มาง้อ หนูก็เริ่มใจอ่อนอยากกลับไป หนูอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คนว่า หนูควรทำใจยังไงที่จะไม่ใจอ่อนกลับไปอีก? ซึ่ง ดีเจทั้ง 3 คน ก็ให้คำปรึกษาไปในทางเดียวกันว่า ‘พวกพี่ก็ไม่รู้จะให้คำปรึกษาอะไร เพราะเนยเล่าความเลวของแฟนมาได้ขนาดนี้ แล้วยังถามอีกว่าทำยังไงไม่ให้ใจอ่อนกลับไป คือมันจะต้องสิ้นสุดที่ตรงไหนถึงจะทำให้เนยไม่กลับไป หรือต้องโดนทำร้ายร่างกายก่อน ถ้ายังอยากกลับไปก็คงเป็นเหมือนเดิม 8 ปีที่แฟนโกหกมาตลอด ยังไงแฟนคงไม่เปลี่ยนนิสัย จับได้กี่ครั้งก็ยังเลือกที่จะโกหกอยู่เหมือนเดิม ถ้าเนยยังอยากเจอคนดี ๆ ทำไมไม่เขี่ยคนไม่ดีออกไปจากชีวิต เนยเหมือนคบกับมิจฉาชีพ เนยต้องตั้งสติก่อน คนแบบนี้สุดท้ายชีวิตก็ต้องไปโกงคนอื่นอีก แล้วเนยยังอยากให้คนแบบนี้เข้าไปอยู่ในชีวิตทำไม ถ้าแฟนจะกลับมาง้อ ก็พูดไปว่า “ไม่แจ้งจับก็ดีเท่าไหร่แล้ว ไปคนละทางเถอะ ที่ผ่านมาก็ยอมให้มากแล้ว” เนยต้องเด็ดขาด แฟนที่ดีคือแฟนใหม่ แฟนที่ดีเขารอเราอยู่ที่ปลายทาง ไม่เดินออกมาก็คงไม่เจอสักที หรือถ้าไม่ไหวจริง ๆ ฟังพวกพี่แล้วทำไม่ได้ ก็โทรไปปรึกษาพ่อก็ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนหนูคลั่งรักหนูมากเกินไป จนรู้สึกว่ารักครั้งนี้ของเราไม่เท่ากันแฟนติดสกินชิพ ตัวติดหนูตลอด แต่หนูต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าที่แฟนได้ดีไม่มีบกพร่อง ชีวิตหนูโฟกัสหลายอย่าง หนูรู้สึกผิดว่า บางทีถ้าเขาไปเจอคนที่รักเขาเท่าๆกัน

01 พ.ย. 2024

แฟนหนูคลั่งรักหนูมากเกินไป จนรู้สึกว่ารักครั้งนี้ของเราไม่เท่ากันแฟนติดสกินชิพ ตัวติดหนูตลอด แต่หนูต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าที่แฟนได้ดีไม่มีบกพร่อง ชีวิตหนูโฟกัสหลายอย่าง หนูรู้สึกผิดว่า บางทีถ้าเขาไปเจอคนที่รักเขาเท่าๆกัน

แฟนหนูคลั่งรักหนูมากเกินไป จนรู้สึกว่ารักครั้งนี้ของเราไม่เท่ากันแฟนติดสกินชิพ ตัวติดหนูตลอดแต่หนูต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เขาก็ทำหน้าที่แฟนได้ดีไม่มีบกพร่อง ชีวิตหนูโฟกัสหลายอย่างหนูรู้สึกผิดว่า บางทีถ้าเขาไปเจอคนที่รักเขาเท่าๆกัน อาจจะดีกว่าคบกับเราก็ได้ “คุณเค (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [30 ต.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่แฟนเป็นคนที่คลั่งรักเรามาก แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้รักเขาขนาดนั้น เหมือนรักเรามันไม่เท่ากัน “คุณเค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนหนูเป็นคนที่คลั่งรักหนูมาก แต่หนูไม่เคยมีแฟนมาก่อน คนนี้เป็นแฟนคนแรกของหนู แล้วหนูก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โฟกัสเรื่องรักเท่าเขาขนาดนั้น หนูคบกับแฟนคนนี้มา 1 ปี แฟนชอบสกินชิพ ตามใจเราทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไร เขาไม่ต้องการอะไรจากหนูเลย เขาต้องการแค่หนูเท่านั้น หนูชอบคนดีที่ไม่เจ้าชู้ เขาก็ตรงสามสเป็คเราทุกอย่าง แต่ด้วยความที่เราติดนิสัยอยู่คนเดียว เป็นลูกคนเดียวมาตลอด รู้สึกอยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง แต่แฟนเป็นคนที่มีแฟนมาตลอด แฟนก็พยายามปรับมาตลอด เราคุยกันตลอด ส่วนตัวหนูก็ทำตัวดี ไม่ได้เจ้าชู้ ไม่ได้ไปนอกใจอะไรเขา ซึ่งนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ขี้รำคาญด้วย อาทิตย์นึงถ้าเขาว่าง เขาจะมาอยู่กับหนูตลอด บางทีก็จะมีจังหวะที่เวลาเราอยู่ด้วยกัน เราก็ไม่ได้คุยอะไรกันขนาดนั้น แค่รู้สึกว่ามีเขาอยู่ข้างๆก็พอ ปัญหาเล็กๆที่เกิดก็จะมีว่า เวลาเขาขอให้เราบอกรักเขาบ่อยๆ บอกรักเยอะๆ แต่หนูก็ไม่ได้อยากบอกรักบ่อยๆขนาดนั้น หนูมีความฝันเรื่องอนาคต หนูก็ยังเรียนไม่จบ ยิ่งตอนนี้ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย มันโฟกัสหลายอย่างเกิน กลัวว่าจะมาหงุดหงิดใส่เขา เวลาที่เราเครียด ส่วนเหตุผลที่หนูเป็นคนขอเค้าเป็นแฟนก่อนก็เพราะว่า อยากรู้ว่าคนรักกันเขาเป็นยังไง? ตอนนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองก็น่าจะเป็นคนรักที่ดีได้ ก็เลยลองคบกันดู แต่พอผ่านมาก็ทำให้รู้สึกว่าหรือว่าเราควรอยู่กับตัวเอง และไปโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ มันเป็นความกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าอยากจะเลิกกับเขา ถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ตอนที่หนูไม่สบายเขาก็ดูแลดี คือเขาดีมากๆ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลยตอนที่เราคบกัน ถ้าให้เทียบว่าอันไหนมีความสุขกว่ากัน ระหว่างตอนที่มีเขา กับ ตอนที่คบกันอยู่แบบนี้ มันก็ได้คำตอบว่า มันมีความสุขคนละแบบ ตอนโสดมันก็อิสระดี ได้ทำอะไรในสิ่งที่อยากทำ แต่พอมีแฟน เราก็ทำหน้าที่ของเราตามปกติ ถามว่าเสียใจไหมถ้าต้องเลิกกับเขา จะตอบว่า เสียดายมากกว่า เพราะอาจจะไม่ใช่เวลาของเราก็ได้ จริงๆในความสัมพันธ์ครั้งนี้ที่คบกัน มีการคุยกันมาตลอด สื่อสารกันมาตลอดว่าตอนนี้รู้สึกยังไง แฟนก็พยายามปรับตัวเอง เพิ่ม Space ให้กันมากขึ้น เคยเลิกกันไปแล้วรอบนึง แต่ตัวเคเองก็ยังกลับมารู้สึกเหมือนเดิม ก็เลยเกิดคำถามว่า หนูควรเลิกกับเขาไหม? ในเมื่อเขาทุ่มเทให้เราขนาดนี้ แต่เรากลับไม่ได้เต็มที่ขนาดเขา อยากให้เขาไปเจอคนที่เขาให้ แล้วเขาก็ได้รับกลับ ให้เขาไปเจอคนที่ดีกว่าเราดีไหม? หลังจบคำถาม สามดีเจได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “บางทีเขาอาจจะแค่คนที่ไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ดี” เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้ความคิดเห็นว่า ‘อันดับแรก ลองจับจังหวะตัวเองดีๆว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้เป็นฮอร์โมน หรือ PMS อยู่รึเปล่า ลองไปเช็คดู ถ้ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ แล้วยังสับสนว่าตัวเองยังมีแฟนดีไหม? แฟนคนนี้จะใช่ไหม? สิ่งที่เราทำจะทำร้ายเขาไหม? เราจะมีเวลาให้เขาพอไหม? เราจะไปหงุดหงิดใส่เขาไหม? พี่ๆดีเจทุกคนถึงบอกว่า “คนนี้เขายังไม่ใช่” เพราะถ้าใช่จริงๆ คำถามเหล่านี้ จะมีคำตอบ ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วเขาใช่ไหม? บางทีเราอาจจะมารู้ตัวแล้วตอนที่เสียเขาไป ว่าจริงๆแล้วเราต้องการเขา เหมือนการทดลงคบกันครั้งนี้ พอได้มาคบกันจริงๆ มากลับกลายเป็นภาระในความสัมพันธ์ ไม่ได้มาเติมเต็มในแบบที่เคต้องการ และตัวเคเองก็ไม่ได้ทุ่มเทให้กับเขาได้ขนาดนั้น โดยสรุปก็คือควรจะคุยกับเขาแบบจริงๆจังๆ อธิบายเหตุผลเขาให้เขาใจในความรู้สึกเคทั้งหมด เคกำลังคิดในมุมของตัวเอง ยังไม่ได้ถามความคิดเห็นเขาเลย เป็นการตัดสินใจแทนเขา ซึ่งถ้าเค้าได้รับรู้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะเจอจุดสมดุลบางอย่างที่เค้าอาจจะพร้อมปรับตัวเข้ากับเราก็ได้ ถ้าพี่พูดแบบนี้แล้วเคเองยังรู้สึกว่าเขาไม่น่าจะทำให้ได้ เคก็ต้องกลับไปถามตัวเองจริงๆแล้วว่าตัวเองพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งนี้จริงๆแล้วหรือไม่ ? ถ้าเปิดใจคุยกันแล้วยังไม่ใช่ ก็แสดงว่ารักครั้งนี้มันยังไม่ใช่ ลองไปคุยกันดูก่อน ไม่อยากให้มันจบด้วยการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้คุยกับเขา เพราะเขาก็เป็นคนที่มีสิทธิ์ในการรับรู้ปัญหาครั้งนี้ ความสัมพันธ์นี้ไม่มีใครผิด แค่เคลียร์ให้ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้ความเห็นว่า ‘เรื่องที่ว่าเขาคลั่งรัก เรื่องที่เขาชอบสกินชิพ มันคือปัญหาปลายภูเขาน้ำแข็ง พี่เพิ่งอ่านบทความเกี่ยวกับ Love Language มา เขาบอกว่า วิธีแสดงความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น 1.คำพูด ชอบชมแฟน 2.ทำการกระทำ 3.ให้ของ ซื้อของให้ 4.มีเวลาให้ 5.สกินชิพ ซึ่งข้อที่ 5 คือ แฟนเคกำลังทำอยู่ แต่สำหรับพี่ แต่ละคนไม่จำเป็นจะต้องมี Love Language ที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าเรารู้ว่าแฟนเราเป็นแบบนี้ ถ้าเรายังมีความเข้าใจซึ่งกันและกันเราก็จะไปต่อกันได้ แต่เท่าที่ดีเจเติ้ลฟังคุณเคเล่ามา รู้สึกว่าเคอาจจะมีความสุขกับการอยู่ด้วยตัวเองมากกว่า เคอาจจะไปเจอคนที่มีความรักใกล้เคียงกันกว่านี้ มันอาจจะทำให้เคมีความสุขกว่าคนนี้ เรื่องนี้ถ้าหนูรักเขามาก อินกับเขามากจริงๆ ปัญหาที่เคเล่ามา มันแทบจะไม่ใช่ปัญหาเลย มันก็เลยสรุปเป็นประโยคได้ว่า เรื่องนี้ เธอไม่ผิด แต่เธอไม่ใช่’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ให้ความคิดเห็นว่า ‘รู้สึกเหมือนกับทั้งดีเจเผือก และ ดีเจเติ้ลว่า คนนี้ไม่ใช่ไม่ดี แค่เขาไม่ใช่ ดีเจต้นหอมก็แนะนำว่า ถ้าเขากำลังพยายามปรับตัวอยู่ ลองไปดูเขาในเวอร์ชั่นนี้ว่าดีไหม? แต่ถ้ายังไม่ใช่อยู่ดี ก็บอกกับเขาตรงๆ คุยกันเยอะๆ อยากอยู่ หรือไม่อยากอยู่เป็นตัวเราเอง ลองทำชีวิตให้มันง่ายขึ้น ใช่ก็คบต่อ ไม่ใช่ก็เลิกกันไป แค่นั้นเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็นแม่บ้านเต็มตัว อยู่บ้านเลี้ยงลูก สามีหนูออกไปทำงาน เพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน เจอหัวหน้าด่าทุกวัน ด่าโง่ ไม่มีสมอง หัวหน้าเอางานสามีไปเป็นงานตัวเองเพื่อเอาหน้า สามีทนไม่พูดมาตลอด หนูสงสารสามีสุดๆ แต่จะย้ายงานก็ไม่ได้

20 ธ.ค. 2024

หนูเป็นแม่บ้านเต็มตัว อยู่บ้านเลี้ยงลูก สามีหนูออกไปทำงาน เพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน เจอหัวหน้าด่าทุกวัน ด่าโง่ ไม่มีสมอง หัวหน้าเอางานสามีไปเป็นงานตัวเองเพื่อเอาหน้า สามีทนไม่พูดมาตลอด หนูสงสารสามีสุดๆ แต่จะย้ายงานก็ไม่ได้

หนูเป็นแม่บ้านเต็มตัว อยู่บ้านเลี้ยงลูก สามีหนูออกไปทำงาน เพิ่งเริ่มงานได้ไม่นานเจอหัวหน้าด่าทุกวัน ด่าโง่ ไม่มีสมอง หัวหน้าเอางานสามีไปเป็นงานตัวเองเพื่อเอาหน้า สามีทนไม่พูดมาตลอดหนูสงสารสามีสุดๆ แต่จะย้ายงานก็ไม่ได้ เพราะ สวัสดิการที่นี่ดีมากๆ จะทำยังไงต่อไปดีคะ? “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [18 ธ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาอยากขอวิธีให้กำลังใจแฟนเวลาโดนคำพูด Toxic จากที่ทำงาน โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตัวบีเองเป็นคุณแม่ เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ส่วนแฟนจะทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ทีนี้เขาเริ่มงานใหม่ แต่สภาพที่เขากลับจากทำงานมาบ้านทุกวัน จะเป็นสีหน้าที่เหนื่อย มันไม่ใช่เหนื่อยกาย แต่เหมือนมันเหนื่อยใจ มันห่อเหี่ยว และเราก็คุยกัน เขาบอกว่า ‘เขาโดนที่ทำงานพูดไม่ดีใส่ ด้อยค่า ทั้งคำหยาบสารพัดมาหมด’ แฟนหนูเป็นคนทำงาน หัวหน้าของเขาโยนงานมาให้ทำ เออเนี่ยทำไปนะ พอทำเสร็จเขาก็เอาผลงานที่แฟนหนูทำไปเป็นของตัวเอง แต่ถ้ามีอะไรผิดพลาดแฟนหนูจะโดนด่าทันที เพราะแฟนหนูตำแหน่งรองลงมาจากเขา เพราะฉะนั้นมันจะต้องคุยกันบ่อย หนูบอกตรง ๆ ไม่ได้จะชื่นชมหรือยอแฟน แต่เขามีความสามารถ หนูอยู่กับเขามา 10 กว่าปีแล้ว เขามีความสามารถ เคยทำงานด้วยกัน เขาพูดภาษาอังกฤษได้ เวลาเขาติดต่อประสานงานกับสายต่างประเทศ หัวหน้าจะพูดอย่างนี้ “มึงก็พูดได้หนิ กูนึกว่ามึงโง่” หรือเวลาทำงานแฟนหนูเสนออะไรไป แต่เขาเหมือนอยากเอาอย่างที่เขาคิด แล้วเขาก็มาด่าแฟนหนู “โง่ปะเนี้ย คิดไม่ได้เหรอ สมองไม่มีเหรอ” ซึ่งบริษัทนี้แฟนหนูพึ่งเริ่มทำมาได้ 2 - 3 เดือนเอง ที่ตัดสินใจเลือกเพราะสวัสดิการและเงินเดือน เลยเลือกที่นี่ มันตอบโจทย์ทุกอย่าง สวัสดิการเขาครอบคลุมถึงครอบครัว เราฟังปัญหาจากเขาแล้วเราก็เครียดนะ แต่เราบอกกับเขาเลยว่าเราอยากให้เขาระบายกับเราให้ได้มากที่สุด ทั้งกอด ทั้งปลอบ ทั้งคุยกับเขา เขาเป็นคนเก่ง เก่งมาก ๆ หนูเชื่อเลยว่างานทุกอย่างที่หนักเขาทำได้ แต่ถ้าอยู่กับคนแบบนี้ทุกวัน หนูกลัวว่าเขาจะเครียดสะสม บางทีเวลาเขากลับมาบ้านนั่งเหม่อและพูดว่า “อะไรวะเนี่ย ทำไมถึงเป็นแบบนี้” บางทีเราก็น้อยใจ สามีกลับมาเห็นหน้าเราแล้วก็ลูกมันผิดหวังขนาดนี้เลยเหรอ มันเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอ แต่เขาก็บอกว่าไม่ใช่ แล้วตอนเช้าตอนที่กำลังจะไปทำงาน หน้าเขาลอย ลอยแบบไร้จุดหมายประมาณว่า กูต้องไปทำงานหรือกูต้องไปโดนด่า ถามว่ามันมีผลกระทบกับครอบครัวไหม เวลาเรามองมันรู้สึกสะเทือนใจ เราพยายามปลอบเขาแต่เหมือนมันส่งไปไม่ถึง หนูเคยพยายามบอกเขาว่าถ้าพี่ไม่ไหว พี่ย้ายงานนะ ขอเถอะหนูไม่อยากให้พี่เป็นแบบนี้ แต่พี่เขาตอบกลับมาว่า ‘ลาออกไม่ได้ หาสวัสดิการกับครอบครัวมันยาก’ เพราะหลัก ๆ เขานึกถึงเราแล้วก็ลูก เด็กเนาะยังไงก็ต้องมีประกัน ทั้งครอบครัวแสนนึง มันครอบคลุมกับการรักษาพยายามทุกอย่างเลย ซึ่งบริษัทนี้เขาทำให้ เพราะลูกคนหนึ่งอายุ 5 ขวบ อีกคนก็ 2 ขวบกว่า ๆ เลยอยากขอกำลังใจจากพี่ ๆ และอยากถามพี่ ๆ ว่า มันจะมีวิธีไหนบ้างที่เราจะส่งกำลังใจไปให้ถึงเขา เพื่อให้เขาได้รู้สึกว่าได้ชาร์จแบตให้เขามีพลังไปสู้ต่อและปล่อยวางเรื่องที่ทำงานให้ได้ หนูก็เข้าใจว่า เราพูดว่าให้วางมันอยู่ที่นั่น มันพูดง่าย แต่คนที่รับมันยากมากเลย’ ซึ่งเริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มองในมุมดีสิ่งที่เราได้รับ สิ่งที่เราอดทน ราคาที่ต้องจ่ายมันแพงมากในเมื่อคุณบีอยากได้สวัสดิการ อยากได้เงินเดือนทุกอย่างมันดีๆๆ แต่มันแลกมากับบางเรื่องในการ Toxic อย่างน้อยในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ มันทำให้ครอบครัวเราสบาย มันอาจจะเหนื่อยใจไปบ้าง ตรงนี้อาจจะต้องแลกเพราะที่อื่นให้เราแบบนี้ไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเหนื่อยให้มาระบายกับเรานะ ให้เราเป็นที่พักเลย ไปเหนื่อยอยู่ตรงนั้น แต่พอก้าวเข้าบ้านเราดูแลเขา บีบนวดดูแลเขาอย่างดีให้เขาสบายใจ ให้เขารู้สึกว่ามาอยู่บ้านแล้วผ่อนคลาย ทำที่บ้านอย่าให้ตกหล่น’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณบีต้องไม่เอาความเครียดของเขามาเป็นเรื่องของเราเลย เพราะตอนคุณบีเล่ามา คุณบียังเอามารบกวนจิตใจอยู่ ที่บอกว่าทำไมเห็นหน้าลูก หน้าเมียแล้วยังซีเรียส ทำไมถึงไม่มีความสุข คุณบีต้องเข้าใจเลยว่า เขาจะต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด เรามีหน้าที่ทำให้เขาเปลี่ยนจากหน้าเครียดเป็นหน้ายิ้มให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ทำให้เขารู้สึกว่า เมื่อใดที่กลับมาบ้าน ที่นี่คือสวรรค์ของคุณ คุณไปนรกมาแค่ 12 ชั่วโมงทำงาน คุณกลับบ้านนี่คือสวรรค์แล้ว ที่นี่จะมีทุกอย่างให้คุณ ต้องซัปพอร์ตเบอร์นั้นเลย เพื่อให้เขารู้จุดหมายของเขา ‘โอเคอันนั้นกูเอาวิญญาณไปแลก แต่ที่นี่คือที่ของกู’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใช้ลูกเป็นแหล่งเติมพลังครับ ผมเชื่อว่าทุกคนปัญหาจะเบาลงเมื่อเห็นหน้าลูกเวลามีความสุข ให้เขาโฟกัสที่ลูก ถ้าเราทำเพื่อเงินก็ต้องคิดแต่เรื่องเงิน เราทำเพื่อสวัสดิการก็ต้องคิดแต่เรื่องสวัสดิการ ผมแนะนำว่าให้เขาไปคุยกับ HR เท่าที่ผมได้ไปสัมภาษณ์กับองค์กรใหญ่ ๆ มา HR มีผลอย่างมากในการจัดการคนในออฟฟิศของเขา และถ้าเป็น HR ที่ดีพอ บริษัทใหญ่จริง สวัสดิการดีอย่างนี้จริง ๆ HR ต้องมีพาวเวอร์พอที่จะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร หัวหน้าที่ Toxic ขนาดนี้แฟนคุณบีไม่ได้เป็นคนแรกที่โดนหรอกครับ HR มีไว้เพื่อช่วยพนักงานในประเด็นแบบนี้นี่แหละครับ สุดท้ายความอดทนคนเรามีจำกัด ต้องบอกกับแฟนเสมอว่าถ้าเธอไหวฉันเชื่อว่าเธอไหว แต่ว่าอย่าบอกตัวเองว่าไหวทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ ไม่แน่ใจว่าตัวเองไหวหรือเปล่า คนบางคนสะกดจิตตัวเองว่าไหว แต่จริง ๆ ข้างในไม่ไหวแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-