เปิดมุมมองชีวิต ของ “หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น” ยูทูปเบอร์ตัวแม่ เจ้าของวลีดัง “ละแมะ” “อะหรือ” “ว่าซ่าน”

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เปิดมุมมองชีวิต ของ “หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น” ยูทูปเบอร์ตัวแม่ เจ้าของวลีดัง “ละแมะ” “อะหรือ” “ว่าซ่าน”

15 พ.ค. 2023

รายการ Club Pride Day เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญตัวแม่ ที่โด่งดังในชั่วข้ามคืนจากการคัพเวอร์เพลง เธอคือสาวเก่ง สวย เสียงดี และมักจะมาพร้อมความม่วน ความจอย และความฮา

เปิดความสนุก ปลุกความฮา กันตั้งแต่เริ่มรายการ เมื่อสองดีเจสุดแซ่บ ดีเจพี่อ้อย และ ดีเจก็อตจิ เปิดไมค์กล่าวต้อนรับ “หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น” ยูทูปเบอร์สาวสายฮา เจ้าของวลีดัง ละแมะ , อะหรือ , ว่าซ่าน ซึ่งกว่าจะมาเป็นเธอในทุกวันนี้ เธอคือผู้ที่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อเดินตามความฝัน และแฮปปี้กับทุก ๆ โมเมนต์ที่เกิดขึ้นในชีวิต โดยมีหลากหลายเรื่องราวที่เธอได้มาแชร์ให้ฟังในรายการ

 

 

หยาดพิรุณ ปู่หลุน ชื่อนี้มีเรื่องเล่า

เรียกว่าเป็นชื่อที่ฟังดูหวาน และ ดูมีความหมายอยู่ในชื่อสำหรับชื่อ หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น ซึ่งต้องบอกว่าชื่อนี้มีเรื่องเล่า โดย หยาดพิรุณ ได้เผยที่มาของชื่อเพราะ ๆ นี้ไว้ว่า “เป็นชื่อที่คุณตาตั้งให้เลยตั้งแต่เกิด เพราะว่าหยาดเกิดในวันที่ฝนตก ตอนนั้นประมาณตี 4 ตี 5 คุณแม่ปวดท้องมาก คุณพ่อก็ขับรถมาสแตนบายจะไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าคุณแม่ทนไม่ไหว ก็เรามันอยากเกิดเต็มทีอะแม่จ๋า ซึ่งแม่บอกว่าเอาจริงยังไม่ทันได้เบ่งเลย ก็หลุดออกมาเลย แบบหลุดออกมาแบบสบาย ๆ ที่หัวกระไดบ้าน ก็เลยต้องตามคุณหมอตำแยมาที่บ้านแทน และก็เหมือนตอนนั้นมีนักข่าวชื่อดังชื่อหยาดพิรุณ แล้วคุณตาก็เลยชอบชื่อนี้ ก็เลยขนานนามเป็น หยาดพิรุณ ให้

ตอนนั้นจริงๆแล้ว คุณแม่อยากได้ลูกชายตั้งแต่เด็ก เพราะว่าหยาดมีพี่สาวคนนึง คนต่อไปคุณแม่ก็อยากได้เป็นลูกชาย ซึ่งคุณแม่เล่าให้ฟังว่า วันที่จะเกิด วันที่จะฝนตกนั่นแหละค่ะ แม่ก็ฝันเห็นพ่อปู่ ก็คือเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านอะไรอย่างเงี้ย แม่ก็จะมีเซ้นส์อะไรพวกนี้ เสร็จแล้วคุณแม่บอกว่า พ่อปู่ท่านถามว่า ลูกจะมาแล้วนะ จะเอาผู้หญิงผู้ชายก็ตะโกนออกมาดังๆ เลย คุณแม่เราอยากได้ลูกชายอยู่แล้ว เลยตะโกนดัง ๆ ว่า ลูกชาย ลูกชาย (ในความคิดนะคะ) แต่สิ่งที่คุณแม่ตะโกนออกไปนั้นมันออกอากาศไม่ได้ ตะโกนไปว่า หีมมมม หีมมมม (จิมิ) ใช่คุณแม่บอก แล้วเสียงดังก้องกังวาน ก็เลยเกิดออกมาเป็นลูกสาว เป็นหยาดนี่แหละค่ะ 

ซึ่งชื่อเล่นจริงๆ ชื่อ น้องน้ำฝน แล้วหลายคนถามทำไมใช้ชื่อหยาด ก็พอเข้ามหาลัย มันก็ได้จังหวะเปลี่ยนชื่อ รุ่นพี่เขาจะให้เขียนชื่อที่มันห้อยคอ เราก็เอาเลยเลือกใช้ชื่อหยาดพิรุณ ดีกว่า จากนั้นเพื่อนก็เลยเรียก หยาดพิบ้าง พิรุณบ้าง มาตั้งแต่นู้นเลย ไม่มีใครเรียกน้ำฝนแล้วค่ะ

ปู่หลุ่น จะมีหลายคนคิดว่าเป็นฉายา ไม่คิดว่ามันเหมือนนามสกุล แต่ก็มีบางคนก็เรียกปู่หลุนเหมือนเรียกแทนชื่อเราเลย ซึ่งรายการนี้เขียนนามสกุลหยาดถูก ปู่หลุ่น มีไม่กี่รายการที่เขียนถูก ส่วนใหญ่จะเขียน ปู่หลุน ที่มาของนามสกุลนี้คือ เมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีนามสกุล เขาก็ไปหานายทะเบียนแล้วนายทะเบียนก็บอกว่า ไปหามาว่าจะเอานามสกุลอะไรก็เขียนมา บ้านเรา ตระกูลเราก็นึกไม่ออกว่าจะนามสกุลอะไร ก็เลยเอาชื่อปู่แล้วกัน (เป็นทวดของทวดอีกที) ปู่ชื่อ หลุ่น ก็เลยกลายเป็น หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น”

 

 

“ว่างแล้วช่วยโทรกลับ” เพลงคัพเวอร์พลิกชีวิตหยาดพิรุณ

ชื่อของ หยาดพิรุณ กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังชั่วข้ามคืน หลังจากที่เธอได้ทำคลิปคัพเวอร์เพลง “ว่างแล้วช่วยโทรกลับ” ของเจ้าหญิงเพลง R&B ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ซึ่งยอดวิวล่าสุดของเพลงคัพเวอร์นี้ทะลุ 22 ล้านวิว ไปแล้ว โดยหยาดพิรุณ ได้เล่าที่มาของคลิปอันโด่งดังนี้ว่า “มันเกิดจากการที่หยาดถ่ายวิดีโอไลฟ์กับพี่สไบรท์ บะบะบิ ชื่อรายการโทรจิตโทรใจ ตอนนั้นเราไปถ่ายรายการกันที่ต่างอำเภอของเชียงใหม่ แล้วพวกเราอยู่บนดอย มันเหงา เลยคิดว่าเราจะทำอะไรกันดี ก็เลยตั้งกล้องไลฟ์มีมือถืออยู่อันนึง ไฟที่ใช้ก็เป็นไฟส่องกบอันเล็ก ๆ หน้าดำมากตอนนั้น แล้วตอนนั้นดันเป็นช่วงโควิดคนเขาก็จะดู ไลฟ์วันละ 3 ชั่วโมง คนโทรเข้าไม่หยุดเลย ทุกคนก็ต่างร้องเพลงให้เราฟัง เราเองก็ถือโอกาสร้องไปร้องมา แล้วปรากฏมีสายหนึ่งร้องเพลงว่างแล้วช่วยโทรกลับ ซึ่งเราชอบเพลงนี้ ชอบพี่ลิเดียอยู่แล้ว เราก็ชมว่าร้องเพลงถูกใจฉัน เดี๋ยวฉันขอร้องเวอร์ชั่นฉันให้เธอฟังบ้าง ปรากฏว่าท่อนที่หนูร้องคนก็ตัดท่อนนั้นไป กลายเป็นไวรัลใน TikTok ดาราอินฟลูเขาก็คัพเวอร์ มันก็เลยโด่งดังขึ้นมา ทีนี้แฟน ๆ ก็เรียกร้องเราว่าอยากฟังเวอร์ชั่นเต็ม เราก็เป็นคนที่เพื่อนให้ทำอะไรก็ทำมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คือมันเหมือนมีฐานคนรอฟังอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน บวกกับความ Check it out yo Check it out boom ของหนูเข้าไปมันก็เลยติดหูคนฟัง

พอหลัง ๆ เราก็เริ่มติดสวย เริ่มติดแกรม เพราะเรารู้สึกว่าเล่นมาเยอะแล้ว และมันก็มีบางคนแบบว่าโอ้ยติดเล่นจังเลย เราก็เริ่มลองจริงจัง ล่าสุดปล่อยเพลงต้องโทษดาวใน TikTok เพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย ซุปเปอร์สตาร์ในดวงใจเรา คอมเมนต์ประมาณเกือบ 400 คอนเมนต์ บอกว่า โอ้ะกรู้วหายไปไหน อะหรือไปไหน กลืนหยาดพิรุณออกมาเดี๋ยวนี้ เนี่ยพอเราทำสวย ๆ ให้ก็จะมาเอาโอ้ะกรู้ว คนติดภาพฮาเราไปแล้ว”

 

“ดารานักร้อง” ความฝันของ ด.ญ. หยาดพิรุณ

ด้วยเบื้องหน้าที่มักจะเห็นหยาดพิรุณชอบร้องเพลง ร้องเพลงเพราะ เอนเตอร์เทรนเก่ง แท้ที่จริงแล้ว นี่คือความฝันที่เธออยากทำมาตั้งแต่เด็ก โดยหยาดพิรุณได้เล่าเรื่องราวความฝันนี้ให้ฟังว่า “คืออย่าเรียกว่าใฝ่ฝัน เรียกว่าเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่เริ่มจำความได้ หยาดจะเข้าใจว่าตัวเองเป็นดาราตลอด อยู่ต่างจังหวัด เกิดที่หนองบัวลำภู คุณแม่เอาขึ้นท้ายมอเตอร์ไซค์ ขับไปตามทุ่งนาเจอหญ้าตามข้างทาง มือมันจะกุยทำเป็นแบบว่าอย่าดึงแรงค่ะ อย่าจับเนอะแขนน้องเจ็บ ทำเหมือนมี FC ตลอดเวลา เหมือนเราคือซุปเปอร์สตาร์ มันไม่รู้ตัวว่าทำไมเราถึงอยากเป็นอย่างงั้น เราอาจจะดูละครดูหนังดูคอนเสิร์ตตอนเด็กเยอะ

และหนูคิดว่ามันเริ่มมาจากตุณตา คุณตาหนูเป็นกำนัน ทุก ๆ ตี 5 คุณตาจะต้องมาประกาศเสียงตามสาย ซึ่งก่อนประกาศเขาจะต้องเปิดเพลงปลุกชาวบ้านก่อน เป็นเพลงหมอลำที่เปิดนำก่อน เราได้ยินทุกวัน อยู่ดี ๆ มันก็ร้องตามได้ พอโตขึ้นมาคุณแม่ก็ชอบร้องเพลง คุณพ่อก็ชอบฟังเพลง ไปโรงเรียนก็ชอบเป็นเด็กกิจกรรมอีก เหมือนชีวิตวนเวียนอยู่กับการร้องเพลงกับการทำกิจกรรม จนถึงทุกวันนี้ค่ะ”

 

 

จากเด็กนักเรียนทุน สู่เด็กกิจกรรมแถวหน้าของมหาวิทยาลัย

หยาดพิรุณ เป็นคนหนึ่งที่เต็มที่กับทุกช่วงของชีวิต ในเรื่องการเรียนก็ไม่เป็นรองใคร เธอเคยเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นหัวหน้าสันทนาการหญิงคนแรกของคณะที่เธอเรียน เรื่องราวนี้ หยาดพิรุณ ได้เล่าว่า “หนูเป็นคนทำอะไรแล้วตั้งใจมาก คือเหมือนเราตั้งใจเรียน แล้วพอเริ่มเข้ามัธยมก็เริ่มทำกิจกรรมเยอะ ครูก็รักเรา ส่งไปทำกิจกรรม ส่งไปเรียนแลกเปลี่ยนบ้าง รอบแรกคือตอนม. 5 ไปอเมริกา เป็นการชิงทุนระดับประเทศ แล้วเลือกไปแค่ทุนเดียวเอง นี่ถือเป็นการสอบชิงทุนครั้งแรกในชีวิต แล้วเราก็คิดว่าไม่ได้หรอก เราเป็นเด็กต่างจังหวัดตัวเล็ก ๆ ตอนมาสอบในกรุงเทพ คุณแม่พานั่งรถทัวร์มา ชีวิตเหมือนหนังเลย คือความที่มันตื่นเต้นมาจากต่างจังหวัด ทำให้หยิบกระโปรงนักเรียนมาผิด ที่เอามาเป็นกางเกงพละก็ต้องรีบไปหาซื้อ ตอนนั้นตื่นตี 4 ตี 5 พี่ชายก็พาไปหาซื้อกระโปรงใหม่ แล้วก็เข้าไปสอบ วันต่อมาเขาก็ประกาศผลว่าเราคือท็อป 10 ข้อเขียน ตอนนั้นคุณแม่ที่ไปด้วยน้ำตาไหล เขาคงภาคภูมิใจในตัวเรา เสร็จแล้วกลายเป็นว่าเราได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นทุน YFU หรือ Youth for Understanding

มันมีความตื่นเต้น หนึ่งมันขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต แล้วบิน 24 ชั่วโมง เปลี่ยนไฟล์ทบิน 4 รอบ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาของเด็กอายุ 17-18 แล้วพอไปถึงเราไม่รู้จักคำว่า Homesick เลย เรารู้แค่ว่ามันสนุก ทำทุกวันให้มันสนุก กลายเป็นว่าเราเป็นเด็กแลกเปลี่ยนที่เป็นเอเชีย คือในอเมริกาสมัยก่อนยังมีเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ เด็กเอเชียมาจะต้องโดนบลูลี่ โดนแกล้ง แต่เรื่องพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับดิฉันเลย คือหยาดได้ทำทุกกิจกรรมที่เพื่อน ๆ คนอื่นทำ เพราะว่าโฮสต์แฟมิลี่ก็สนับสนุน คุณครูก็สนับสนุน เราได้รับเกียรติถึงขั้นได้ร้องเพลงชาติของอเมริกาเวลาเปิดบาสเก็ตบอลเกมส์ของโรงเรียน ซึ่งมันเป็นเกียรติมาก ปกติเขาต้องให้ดาวโรงเรียนทำ แล้วบังเอิญดาวโรงเรียนเป็นเพื่อนสนิทเราอีก มันก็เลยไม่มีแบบว่า Gossip Girl ไม่มีการแย่งชิง ตอนนั้นภาษาเราไม่ได้เก่งมาก เราอาศัยความอยากรู้อยากเห็นความกล้าแสดงออก 
ความอยากเรียนรู้ ฝรั่งเขาชอบแบบนี้ค่ะ ฝรั่งเขาจะต่างกับคนไทยนิดนึงคือคนไทยจะขี้อาย แต่ฝรั่งคือถ้าเธอไม่พูดเธอคือจมไปเลย ถ้าเธออยากมีเพื่อนเธอต้องกล้าพูด เธอต้องกล้าแสดงออก เธอต้องมีตัวตน เวลาอยากให้ทำอะไร ฝรั่งเขาจะชอบแบบ go go! คือเชียร์ พอโดนเชียร์ฉันเลยฉันตีลังกาไปเลย ฉันไม่กลัว ฉันสวย มั่นใจ ไม่กลัว หนองบัวลำภู ทำทุกอย่างเลยค่ะ

สิ่งที่ยากของการไปอยู่ต่างประเทศ คือการที่ทำยังไงให้เราไม่หิว เพราะอาหารเขาอร่อย ตอนนั้นน้ำหนักขึ้น 13 กิโลกรัม ท้อใจมาก ส่วนชื่อไม่ต้องเปลี่ยนเขาเรียกฝน เพราะตอนนั้นยังชื่อน้ำฝนอยู่ แล้วก็สมัยก่อนเหมือนยังไม่ได้มี Facebook , Line ก็จะเป็นโทรหาคุณแม่เดือนละ 1-2 ครั้ง แล้วก็จะกำหนดนาทีด้วยว่าไม่เกินกี่นาที เพราะมันโทรนาทีละ 30-40 บาทเลย สมัยก่อนมันยังเป็นโทรศัพท์บ้านอยู่เลยค่ะ การไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมครั้งนั้น ทำให้เรื่องของภาษาเรา Flow ขึ้น เพราะเราอยู่ตรงนั้นเราต้องพูด เราต้องอ่าน เราต้องเขียน เราต้องเรียน เราก็เข้าใจความหลากหลายวัฒนธรรม เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาก้าวไกลเขาเป็นยังไง ได้เห็นเยอะมากค่ะ ในวัยนั้นรู้สึกแค่ว่าโอ้โหโลกมันกว้างกว่าที่เราคิดเยอะ

พอกลับมาปุ๊บ ก็เข้าโครงการทูบีนัมเบอร์วัน เพราะรู้แล้วว่ากิจกรรมนี้เราจะได้ร้องเพลง เราจะได้เต้น เราจะได้เล่นกีฬา แล้วก็มาถึงจุดที่ต้องเรียนมาหาวิทยาลัย จะเลือกคณะอะไรดี ตอนนั้นนิเทศศาสตร์อยู่ในใจเราอยู่แล้วแหละ แต่เราจะบอกพ่อกับแม่ยังไงดี อันนี้คือปัญหาของเด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยทุกคนต้องเจอ ที่อยากจะเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ไม่อยากให้เรียน เพราะที่บ้านเรียนนิติศาสตร์หมดเลย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็คงคิดว่าเราก็คงไม่หนีไกลจากนี้ ให้หนีไกลได้มากสุดสองอย่างคือเป็นทูตกับเป็นครู แต่ว่าโชคดีที่คณะนิเทศศาสตร์ที่ มช. ชื่อว่าคณะการสื่อสารมวลชน ก็เลยเอามาให้พ่อแม่ดูว่าเนี่ย เดี๋ยวจะเรียนคณะนี้นะ เค้าก็ถามว่าสื่อสารมวลชนเรียนไปทำอะไร หนูก็ตอบไปเลยว่าเรียนไปเป็นนักข่าว ตอนนั้นเวลาก่อนดูหนังดูละครนักข่าวเขาต้องใส่สูทให้มันดูภูมิฐาน ซี่งถ้าไปบอกว่าจบไปเป็นดารา เป็นยูทูปเบอร์ ไม่มีวันได้เรียน ไปบอกว่าเป็นนักข่าว เขาก็โอเคได้แต่งตัวดูดีใช้ได้ ๆ พอเข้ามาเรียน ได้อ่านข่าวตอนเรียนอยู่วิชาหนึ่งครั้งเดียวเท่านั้นเองค่ะ

คราวนี้โซเชียลมันก็เริ่มมา คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มเห็นเพื่อนแท็กรูปเราบ้าง กิจกรรมที่เราเล่นโอ้โหเราก็ใช่ว่าจะธรรมดา ร้องเพลงสันทนาการนั่นนู้นนี่ คืออยู่ปีหนึ่งก็รับน้องเต็มที่ไม่พอ ขึ้นมาปีสองได้รับเกียรติเป็นหัวหน้าสันทนาการผู้หญิงคนแรกของคณะอีก

ความโชคดีของหนูอย่างหนึ่งคือ หนูจะรู้วิธีการพูดกับคุณพ่อคุณแม่ผู้ใหญ่ การสื่อสารสำคัญมาก เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทะเลาะกับใคร ไม่ทะเลาะกับที่บ้าน ไม่ทะเลาะกับแฟน ไม่ทะเลาะกับใคร เพราะเรามีวิธีการสื่อสารที่จะทำให้เขาเข้าใจ เรารู้ระหว่างเรากับพ่อแม่มีช่วงอายุที่ค่อนข้างห่างกัน เรื่องของช่วงวัย เรื่องของความเข้าใจอะไรในหลาย ๆ อย่าง เราจะรู้แล้วว่าเขาคิดแบบนี้ เราจะเข้าหาเขายังไง ฉะนั้นใครที่เจอปัญหาคุยกับพ่อแม่ไม่เข้าใจ ลองเข้าใจเขาครึ่งนึง เอาใจเขามาใส่ใจเราครึ่งนึง ลองนึกดูว่าถ้าจะพูดกับเขาควรพูดแบบไหนแล้วเขาจะ say yes อย่าไปใช้อารมณ์ ถ้าใช้อารมณ์ทะเลาะกันแน่นอน ดังนั้นวิธีการอธิบายสำคัญมาก ๆ

 

หยาดพิรุณ เพื่อนสาวของเหล่า LGBTQ+

จะเห็นว่า หยาดพิรุณ มีเพื่อนเยอะมาก แล้วส่วนมากจะเป็นกะเทย กลายเป็นที่มาความสงสัยของใครหลาย ๆ คน ที่นึกว่าหยาดพิรุณ คือกะเทยคนหนึ่ง ซึ่งหยาดพิรุณได้แชร์มุมมองเรื่องนี้ว่า “มันเหมือนพรหมลิขิต หรือเวรกรรมสักอย่างหนึ่ง ที่มันจะหลอมรวมมาด้วยธรรมชาติของกฎแรงดึงดูดอะไรไม่รู้ ตั้งแต่ประถมหยาดมีเพื่อนเป็น LGBTQ+ เป็นสาวสองตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็มีมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะย้ายโรงเรียนหรือเปลี่ยนเพื่อน ก็จะมีเพื่อนเป็น LGBTQ+ ตลอดเสมอมา จนเราโตเราถึงนึกได้ว่าเราชอบเล่นกับคนกลุ่มนี้เพราะเขาสนุกสนาน มันเลยทำให้เราซึมซับส่วนนั้นมาโดยไม่รู้ตัวในบางที แต่จริง ๆ หยาดก็คือผู้หญิงธรรมดา ๆ นี่แหละค่ะ คือหยาดชอบ LGBTQ+ อย่างนึง อันนี้เราไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นเพศอะไร แต่แค่รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้เขามีความคิดสร้างสรรค์ เขามีความสนุกสนาน เขามีความเฟรนลี่ เขามีดีเอ็นเอบางอย่างที่เข้ากับเราได้ บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่สามารถเจอแล้วคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนกันมานานได้เลย”

 

ผิดที่ไว้ใจ! บางครั้งเพื่อนที่ร้าย ก็ไม่จำเป็นต้องทนคบ

แม้จะมีเพื่อนเยอะมากแต่ครั้งหนึ่ง หยาดพิรุณ ก็เคยเจ็บจากการไว้ใจ เพราะเคยมีข่าวโดนอดีตผู้จัดการโกงค่าตัวกว่า 3 ล้านบาท! โดยเธอได้เล่าเรื่องราวนี้ให้ฟังว่า “คนนี้เป็นเพื่อนรักที่สุดในชีวิตด้วย 10 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นพอเราเริ่มมีกระแสเริ่มดัง เราจะต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพ ซึ่งเราก็รับโทรศัพท์ไม่ไหวก็เลยให้เขามาช่วยรับงานให้  ปรากฎว่าด้วยความไว้ใจเขาก็ใช้ช่องโหว่ตรงนี้ในการรับเงินเข้าบัญชีตัวเอง รับงานโดยไม่บอกเรา บางทีมีงานเข้ามาเขาจะไม่อธิบายให้เราฟังก่อน ซึ่งปกติแล้วเราต้องรับทราบงานก่อนที่เราจะคอนเฟิร์มกับใครก็ตามเพราะว่ามันคือการทำงานของเรา ทีนี้เขาไม่บอกแล้วเขาก็รีบไปรับมา พอมันเกิดปัญหาหนูก็ต้องทยอยคอยแก้ อยู่กันอย่างนั้นประมาณสองเดือนสามเดือนก็มีปัญหามาเรื่อย ๆ จนวันที่มันเกิดเรื่องเกิดราวขึ้น ความแตกขึ้นมา เราก็ใจดีปล่อยเขาไปเพราะว่าเห็นเขาเป็นเพื่อน คือเราปล่อยเขาไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาทำผิดกับเรามากขนาดไหน แต่พอปล่อยเขาไปเสร็จเขาก็ยังไม่หยุด เขายังใช้โอกาสตรงที่ไม่มีใครทราบแอบรับงานแล้วก็ไปจ้างลูกค้าปลอมอีก ซึ่งแย่กว่านั้นพอเราไม่พูดไม่จาไม่บอกใครเพราะเป็นเพื่อนสนิท เราก็ไม่อยากจะเล่าให้ใครฟัง แต่พอเราไม่พูดปุ๊บ กลายเป็นว่าเขาก็ไปพูดกับเพื่อนอีกแบบนึง กลายเป็นเรื่องเป็นราว บางคนไม่เข้าใจเราโกรธเราเกลียดเราก็มี หาว่าเราทำร้ายเพื่อน เสียใจที่สุดในชีวิตหนูใช้คำนี้เลย

คือตอนนี้ Move on จากเรื่องนี้ แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย ใช่ค่ะ เราไม่คิดว่าคนรอบตัวเราเป็นคนไม่ดีไม่เคยคิดอย่างงั้นเลย จนเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเรารู้สึกว่า โอเค คนเรามันมีอีกด้านหนึ่งจริง ๆ ก็ทำให้รู้ว่าจะทำอะไรก็ระมัดระวังมากขึ้น ไม่ได้บอกว่าปิดกั้นตัวเองที่อยากจะคบกับใครนะคะ คือใครดีกับเราเราก็ดีกับเขา แค่นั้นเลยใช้ชีวิตแบบนั้นเลยในทุกวันนี้

ถ้าถามหยาด เรื่องนี้เขาผิดอยู่แล้ว 100% มันผิดทั้งกฎหมาย ผิดจรรยาบรรณศีลธรรม คือทุกอย่างมันผิด แต่มันคือวิธีการของคนที่รับสาร รับสารจากใคร ฟังเรื่องราวจากใครไม่มีใครไปนั่งพูดว่าตัวเองผิด ทุกคนต้องพูดตัวเองในทางที่ดีอยู่แล้ว แต่ว่าอย่างที่บอกเรื่องนี้ไม่อยากให้ซีเรียส หรือเครียดกับมันมาก เพราะว่าตัวหยาดเองปล่อยวางไปแล้วคือจบไปแล้ว แต่ส่วนที่เหลือคือก็ให้กฎหมายจัดการแค่นั้น Move on แล้วแฮปปี้มากตอนนี้”

 

 

จะตายทั้งที ขอให้ได้เจอสามีก่อนเจ้าค่ะ!

มีเรื่องราวสุดพีค ของการฝืนดวงแบบตัวแม่ ซึ่ง หยาดพิรุณ ได้เล่าเหตุการณ์ชวนอึ้งนี้ให้ฟังว่า “ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะไปหาคู่ คือเพื่อนไปดูดวงกับพระรูปนี้มา แล้วท่านแม่น แล้วกะเทยอะแม่ แบบว่าใครไปดูหมอแม่นก็ต้องพาเพื่อนไป หยาดก็ไปด้วย ถึงเวลาท่านก็บอกว่า เดือนนี้มิถุนายนนะที่มาดูดวง เดี๋ยวสักประมาณธันวานี่แหละใกล้ละ หยาดถามว่าทำไมเหรอคะ ท่านบอกเดี๋ยวประมาณธันวาเนี่ย ตาย!! ท่านทักแบบนี้เลย แล้วใครจะไม่กลัว ไอ้เราคิดว่ากลัวเรื่องตายแล้ว พอตอนจะกลับปุ๊บ ก็ถามต่อว่า สรุปหนูจะมีแฟนไหมคะ? ก็ต้องถาม เพราะจากมิถุนาไปธันวามันก็หลายเดือนอยู่นะ ขอมีก่อนได้ไหมล่ะ ท่านบอกว่า ไม่ต้องมีเธอมันชอบทำงานไม่ต้องมีหรอกปวดหัว หยาดก็ถามต่อว่ามันจะไม่มีเลยเหรอคะ คืออยากถามเฉย ๆ ไม่มีไม่เป็นไรแค่อยากรู้ ท่านก็เหมือนรำคาญเลยบอกว่า เดี๋ยวเร็ว ๆ นี้ จะเจอเด็กหนุ่ม เดี๋ยวเขาจะมาจีบ ซึ่งหยาดไม่ชอบเด็ก เลยคุยกับพระว่า ไม่เอา ๆ แต่ท่านก็บอกกลับมาว่า ชอบ คนนี้เราชอบแน่นอน เราก็ลาท่านมาไม่ได้คิดอะไรเลยตอนนั้น

หลังจากได้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ตามธรรมเนียมเสร็จสรรพ แม่! มันเจอจริง ๆ ไม่ถึงสองอาทิตย์ คือเราไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อเรา แต่ปรากฏว่า พอมันจะเจอก็เจอ ก็เป็นคุณโบ เป็นเด็กหนุ่มคนนี้ที่อายุน้อยกว่าตั้ง 5 –6 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนค่ะ ตอนนั้นก็เหมือนกับเขาก็นัดปาร์ตี้กันและ เขาก็ชวนหยาดไป รอบแรกหยาดไม่ไป เราไปวันที่สองที่เขานัดกัน ก็ไปเจอ ตอนนั้นรู้สึกว่าเออน้องคนนี้น่ารักนิสัยดีจังเลย พูดคุยถูกปากถูกคอ ก็คุยกันต่อมาเรื่อย ๆ พอเราเจอกันได้ 4 – 5 วันเราก็ต้องแยกกัน เขาจะต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพ ซึ่งเราอยู่เชียงใหม่ เขาซื้อกำไลข้อเท้ากับเคสมือถือมาให้ เพราะเขาสังเกตว่าเคสมือถือเรามันเก่าแล้ว เขาก็ซื้อเป็นสีชมพูพาสเทลหวาน ๆ เราก็รู้สึกเอ๊ะหรือว่าเขาคิดอะไรกับเราหรือเปล่า หลังจากนั้นเขาก็ยังทักมาคุยอยู่เรื่อย ๆ คือมันคุยสนุกค่ะ ทักกันไปทักกันมา ปรากฏว่าครบประมาณเดือนนึง เขาก็เหมือนกลัวว่าเราจะไม่ Say Yes ก็เลยขอเป็นแฟนเลย เดือนเดียว ที่รายการจีบหนูหน่อย รายการของพี่โอ๊ต ตอนนั้นก็เป็นกระแส ก็ Sold out ไปเลย”

 

 

มุมมองความรัก ของหยาดพิรุณ

จะเห็นว่าคู่ของหยาดพิรุณเป็นคู่รักที่หวานมาก ๆ หากได้ติดตามความเคลื่อนไหวในโซเชียลของหยาดพิรุณ โดยเธอได้แชร์มุมมองความรักให้ฟังว่า “คุณโบ เป็นทรานส์แมน เขาเป็นผู้หญิงที่ข้ามเพศไปเป็นผู้ชาย เขาจะตัดหน้าอก และมีการผ่าตัดอะไรของเขาเสร็จสรรพ มีการเทคฮอร์โมน มันก็เหมือนผู้ชายที่จะข้ามไปเป็นผู้หญิงเหมือนกันเลย ส่วนจิตใจเขาคือผู้ชายคนหนึ่งเลย เท่าที่เราสัมผัส บอกก่อนว่าวันแรกที่เจอนึกว่าเขาเป็นเกย์ นึกว่าเป็นลูกสาว หุ่นเขาเหมือนผู้ชายแต่ว่าภาษาเขาคือเขาเรียนโรงเรียนหญิงล้วน เขาจะมีมือไม้ความจริตหญิงล้วน เราก็คิดว่าลูกสาวฉันแน่นอน งานเกย์แน่นอน แต่พอคุยไปคุยมาเขาก็มีความแมนขึ้น ความสุภาพบุรุษ เราเลยเข้าใจเขาเรื่องรัก ไม่ติดเลยค่ะเพราะก่อนหน้านี้ก็มีแฟนที่เป็น LGBTQ+ ที่เป็นแบบนี้มาก่อน ที่บ้านเขารักโบมาก แฮปปี้มากคือสองครอบครัวแฮปปี้มาก ครอบครัวโบก็ชอบเรา ครอบครัวเราก็ชอบโบ แล้วเหมือนที่บ้านเขาไม่ค่อยยุ่งเรื่องความรักของลูกเท่าไหร่ ลูกรักใครก็รักตาม ตอนแรกเราก็แอบเกรงใจกลัวพ่อแม่จะไม่โอเค แต่จริง ๆ พ่อแม่เราก็เอ็นดูเขา ตอนนี้คบกัน กำลังจะ 2 ปี แล้วค่ะ แข็งแรงดี เฮลตี้ดี”

 

รักทางไกล ทำให้เข้าใจกันมากขึ้น

ในตอนนี้ ความรักของหยาดพิรุณ เรียกว่าเป็น “รักทางไกล” เพราะคุณโบ ต้องไปเรียนต่อที่ประเทศแคนาดา ซึ่ง หยาดพิรุณ ได้แชร์เรื่องราวรักทางไกลให้เราฟังว่า “รักทางไกลมาก เพราะตอนนี้อยู่แคนาดา เขาไปเรียนต่อค่ะไปประมาณ 7 – 8 เดือนแล้ว แต่อุปสรรคเรื่องระยะทางไม่ได้เกิดขึ้นกับคู่ของเรา เหมือนก่อนไปเราตกลงกันแล้วว่าเขาจะไปทำอะไร คือเขาอายุยังเด็กมาก 25 – 26 เอง เขาถามเราก่อนว่าจะให้เขาไปไหม เรารู้สึกว่าทำไมถึงจะไม่ไป เธอได้โอกาสขนาดนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด ไปเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์ ไปหาความรู้ ถ้าอีกหน่อยอยากลับมาก็มา ไม่อยากกลับมาอยู่ต่อ ก็เดี๋ยวว่ากันในอนาคต อย่าเพิ่งนึกถึงว่ามันจะต้องห่างกัน นึกถึงอนาคตของตัวเองก่อน เราบอกเขาแบบนี้ คือเหมือนเราคบกันแบบผู้ใหญ่มาก มันก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร

คือโบเขาจะมี 2 พาร์ท พาร์ทจริงจังเขาคือผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งโตกว่าหยาดอีก เขาจะมีความคิด คือเขาเรียนเศรษฐศาสตร์มา เขาจะมีความคิดที่ก้าวหน้า เป็นแบบเป็นแผน เป็นระบบมาก แต่ในอีกฝั่งนึงเขาจะมีความกระเทย เขาจะคุยเล่นคุยสนุก คือเขาเป็น อภิชาตแฟน เราไม่ได้จะอวยแฟน แต่เขาเป็นคนดีจริง ๆ ดีมาก ๆ ด้วยเนื้อแท้ เขารักครอบครัว เขารักเพื่อน ใครที่อยู่กับโบจะรักเขาหมดเลย อือ เขาน่ารักมาก เขาสนุกมาก เวลาหนูปาร์ตี้บ้านเพื่อน เราไม่เคยมานั่งนิ่ง เราต้องมีไมค์ เราต้องหยิบจับมาร้องเพลง เขาจะเชียร์ เขาจะถ่ายวิดีโอ เขาจะเป็นสายซัพพอร์ท เขามีความสุขมากที่เราเป็นแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคู่เราไม่ทะเลาะหรือมีปัญหานะ มันก็จะมีบางมุมที่เขาคิดแบบนึงเราคิดแบบนึง แต่ความเป็นผู้ใหญ่ของโบ ทำให้บางทีจะทะเลาะปุ๊ปมองหน้ากัน ตัวเรามันก็ตลกอีก ตัวเขาก็ขำ ก็ลืมเรื่องทะเลาะไปเลย”

 

 

รับสายสุดเซอร์ไพรส์  ส่งต่อกำลังใจให้กัน

หนึ่งสายที่โทรเข้ามาเซอร์ไพรส์ แต่หยาดพิรุณก็จำได้ตั้งแต่คำทักทายแรก ว่านี่คือเสียงของ คุณโบ แฟนหนุ่มของเธอที่โฟนอินมาจากแคนาดา โดยคุณโบ ได้เล่าเรื่องราวความประทับใจ พร้อมส่งต่อความรักจากทางไกลมาให้หยาดพิรุณด้วย “หยาดเป็นคนที่ถ้าคิดอะไรแล้ว เขาจะโฟกัสแล้วมุ่งมั่นกับสิ่งนั้นมาก ๆ  ก็อยากให้เขาเริ่มวางแผนชีวิตระยะยาว ค่อย ๆ วางแผนก็ได้ ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำไป อยากให้มองไกล ๆ มากขึ้น เพราะว่าอายุเราก็ไม่น้อยกันแล้วทั้งสองคน

โบคิดว่า การดูแลซัพพอร์ทตอนนี้ทำได้แค่ความรู้ครับ อาจจะไม่ได้ไปดูแลได้มากเท่าเดิม เหมือนที่หยาดบอกเลยครับ ก็เราก็คุยกันแล้ว บางทีโบก็บอกหยาดว่า บางครั้งโบเองก็ไม่มีเวลาที่จะคุยกันนะ ตื่นเช้าออกไปทำงาน บางทีกลับมาไม่ตรงเวลากัน บางทีเหนื่อยไม่อยากจะคุยกัน นอนหลับก็มี เพราะฉะนั้นการที่รักทางไกลมันอาจจะไม่ได้ลำบากก็ได้ อยู่ที่เราสองคนจะดูแลกันและกันได้มากแค่ไหน”

 

คนเราเลือกเกิดได้ แต่เลือกที่จะไม่เกิดก็ไม่ได้

กลายเป็นประโยคไวรัลที่คนชื่นชอบมาก ๆ เมื่อครั้งที่หยาดพิรุณ ได้ไปประกวดนางสาวเชียงใหม่ในดวงใจ เมื่อปี 2561 คำตอบนี้สร้างความประทับใจให้กรรมการและแฟนนางงาม จนเธอสามารถคว้ามงกุฎมาได้ โดยเธอเล่าเหตุการณ์นี้ว่า “หนูแค่จะขอบคุณเวที ที่เขาเปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยให้มาแสดงศักยภาพ หนูก็เลยตบท้ายไปว่า คนเฮาเลือกเกิดบ่ได้นะเจ้า แต่สิว่าจะเลือกบ่เกิดก็ไม่ได้คือกันจ่ะ ก็คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้จริง ๆ คนมันจะเกิดก็เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดมาแล้วก็ใช้โอกาสนั้นให้คุ้ม นี่แหละคือสิ่งที่จะพูดต่อ คนก็ดันไปแคปแค่ตรงนั้น ก็ไปกระจายกันเต็มกลายเป็นไวรัลยิ่งใหญ่ คนก็เลยเริ่มรู้จักหยาดตั้งแต่ตอนนู้นแล้ว จริง ๆ ประมาณปี 2561 แล้วค่อยมาคัพเวอร์เพลงตอนปี 2563”

 

 

“ม่วนไผม่วนมัน” ซิงเกิลแรกเติมเต็มความฝันของหยาดพิรุณ

“ความฝันของเด็กอิสานทุกคนที่อยากจะเป็นนักร้อง แล้วก็อยากจะเป็นตัวแทนหมู่บ้าน ส่วนมากคนจะเข้าใจว่าเราชอบร้องสากล ชอบ R&B รึเปล่า แต่ความจริงแล้วคือหนูเติบโตมากับเพลงลูกทุ่งอิสาน ใครจะบอกว่าลูกทุ่งมันไม่เลิศ มันไม่แพง สำหรับหยาดไม่คิดอย่างนั้นเลย ลูกทุ่งมันคือจิตวิญญาณของเราเลย เราอยากจะทำเพลงให้มันสนุกสนาน ออกมาให้ทุกคน ได้สนุกให้ม่วนกันก็เลยเกิดมาเป็น ม่วนไผม่วนมัน ติดตามได้นะคะ ฟังได้ใน Youtube : YARDPIRUN แล้วก็สตรีมมิ่งทุกช่องทางเลย ขอบคุณมากค่ะ” - หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น

 

 

ติดตามรายการย้อนหลัง

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เปิดเรื่องราวสุดพีค และวิธีคิดสุดปัง ของ “ม้าม่วง Powerpuff Gay” อินฟลูฯ สุดเก๋ ผู้เปลี่ยนคำบูลลี่ให้กลายเป็นชื่อที่ต้องจดจำ

18 ม.ค. 2024

เปิดเรื่องราวสุดพีค และวิธีคิดสุดปัง ของ “ม้าม่วง Powerpuff Gay” อินฟลูฯ สุดเก๋ ผู้เปลี่ยนคำบูลลี่ให้กลายเป็นชื่อที่ต้องจดจำ

รายการ CLUB PRIDE DAY ต้อนรับแขกรับเชิญสุดจึ๊ง “ม้าม่วง Powerpuff Gay” อินฟลูเอนเซอร์สุดเก๋ ผู้เปลี่ยนคำบูลลี่ให้กลายเป็นชื่อที่ต้องจดจำ กว่าจะมีวันนี้ เขาผ่านหลากหลายเรื่องราว ฝ่าฝันบททดสอบของชีวิตมากมาย และมีหลากหลายแรงบันดาลใจดี ๆ ที่ได้นำมาแชร์ไว้ในรายการด้วย“ม้าม่วง” จากคำบูลลี่ สู่ชื่อที่แสนยูนีค“ชื่อม้าม่วง มันเริ่มขึ้นมาตอนที่หนูทำคลิปแรก ๆ มันจะมีคลิปหนึ่งที่เป็นไวรัลก็คือหนุ่มไบค์เกอร์ ตอนนั้นเลยมีคำว่า หนุ่มไบค์เกอร์ ขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นก็จะมีคอมเมนต์เชิงบูลลี่เรื่องหน้าตาเรา คือหน้าของหนูมันยาว คางหนูมันไม่สบกัน เพราะฟันล่างยื่นคร่อมฟันบน แล้วหน้าด้านข้างของหนูมันจะเรียวยาว หลายคนก็จะคอมเมนต์ว่าเหมือนมะม่วงเลย หน้ายาวเหมือนม้าเลย ตอนนั้นมันค่อนข้างกระทบจิตใจมากเพราะว่าเราไม่เคยโดนมาก่อนจนหนูมาเจอหนักสุดคือ เพื่อนของเพื่อนสนิทหนู เค้าชอบจิกกัดหนูทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้สนิทกัน และไม่เคยมีอะไรผิดใจกัน แล้วเค้าก็ทำบ่อยขึ้น ๆ จนหนูเริ่มนอยด์ แล้วก็กลัวการทำคลิปไปช่วงหนึ่งเลย จากนั้นหนูเลยขอคำปรึกษาจากเพื่อน เพื่อนบอกว่าในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรให้คนรอบข้าง หรือสังคมเดือดร้อนเลย คลิปที่ทำก็ไม่ได้ไปโหวกเหวกโวยวายให้คนอื่นรำคาญ แล้วจะไปสนใจคนที่มาบูลลี่ทำไมจากวันนั้นหนูก็เลยเอาคำที่เค้าบูลลี่ว่า หน้าเหมือนมะม่วง กับหน้ายาวเหมือนม้า เอามารวมกันเป็น ม้าม่วง แล้วก็สร้างเพจขึ้นมาเลย”ก้าวแรกของเพจม้าม่วง“ในตอนที่เปิดเพจ หนูก็ไม่รู้จะทำคอนเทนต์อะไรดี เลยปรึกษาพี่ใหม่ เค้าก็ถามว่าหนูชอบอะไร พี่เห็นแกแต่งหน้านะ พอพี่ใหม่บอกหนูก็เลยตัดสินใจว่าทำเพจบิวตี้บล็อกเกอร์ดีกว่า แต่คลิปไม่เป็นไวรัลเลย ด้วยความที่ตอนนั้นเราก็แต่งหน้าไม่เก่งด้วย แต่หนูชอบดูบิวตี้บล็อกเกอร์ในไทย และต่างประเทศ หนูชอบเรียนรู้ว่าหน้าแบบนี้ต้องแต่งยังไง หน้ายาวแบบนี้ต้องแต่งยังไงถึงจะสวย แต่พอเราเอาความรู้เหล่านี้มาทำคอนเทนต์ของตัวเองบ้าง มันกลับไม่ปัง ก็เลยกลับมาทำคลิปตลกเหมือนเดิมจนมีโควิด ที่จะมีช่วงเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้าน บวกกับตอนนั้นงานก็เริ่มไม่มี จนหนูตัดสินใจตั้งโทรศัพท์กับไอแพดเพื่อไลฟ์สดแซวฝรั่งผ่านแอพพลิเคชันหนึ่งที่จะเป็นการแรนดอมปัดวีดิโอมาคุยกัน เราเปิดกล้อง เค้าเปิดกล้อง ก็จะสามารถคุยกันได้ แล้วหนูจะเลือกประเทศฝั่งยุโรปเลย แล้วชอบแซวฝรั่งซึ่งพูดภาษาอังกฤษก็ไม่เป็นด้วย เลยพูดแบบ ยูโชว์หน่อย ไออยากเห็นยู แล้วคนเข้ามาดูไลฟ์ก็ชอบ เพราะมันตลกดี ช่วง 5 ทุ่ม คนจะเข้าเตรียมเข้ามารอดูไลฟ์ จนเคยมีคนดูพีคที่สุดหมื่นคน ทำให้ชื่อ ม้าม่วง มีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้น แล้วทุกคนในเพจตอนนั้นเค้าจะเรียกว่า ม้าม่วงสะใภ้ตุรกี เพราะหนูจะเลือกแต่โซนนั้นแต่เวลาไลฟ์แซวฝรั่ง ก็จะมีบางครั้งที่มัน 18+ ฝรั่งก็จะมีความโชว์วับ ๆ แวม ๆ แล้วหนูไลฟ์สดใน Facebook จนโดนบล็อค จากนั้นเพจของหนูที่มีผู้ติดตามอยู่ประมาณแสนห้าคนมันปลิว ตอนนั้นหนูร้องไห้เลย เพราะว่าเพราะเป็นช่วงที่หนูลาออกจากงาน เพื่อมาเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ เป็นคนรีวิว แล้วเพจมันก็เหมือนเป็นที่ทำงานของหนูที่หนึ่ง มันเป็น Facebook หลักที่หนูเล่นมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนโดนไล่ออกจากงาน เหมือนเราไม่มีงานทำ จนท้ายที่สุดคิดได้ว่า เรายังมี Powerpuff Gay นี่นา มันก็เลยคลายความเศร้าลงได้บ้าง”จากม้าม่วง สู่แก๊ง Powerpuff Gay“หนูติดตามพี่ใหม่ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นหนูมองว่า พี่คนนี้ทำไมแต่งตัวเก๋ แต่งตัวแฟชั่นจัง แล้วหนูเป็นเด็กต่างจังหวัด เห็นคนกรุงเทพเค้าแต่งตัวเก่ง หนูก็อยากแต่งเก่งแบบเค้า ก็เลยติดตามเป็นเพื่อนกับพี่ใหม่ใน Facebook จนหนูมีแฟนอยู่ที่กรุงเทพ แล้วหนูก็ย้ายมาอยู่กับแฟน ตอนที่หนูทำคลิปหนุ่มไบค์เกอร์ พี่ใหม่ก็เลยโทรมาชวนว่า หนุ่มพี่จะทำเพจ มาทำกับพี่ไหม แล้วตอนนั้นหนูรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนด้วย หนูไม่มีใครเลย หนูมาอยู่กับแฟนสองคน เลยตอบตกลงว่า เอาสิแม่อยากทำ ๆ แล้วพี่ใหม่ก็ชวนคนอื่น ๆ แล้วพามารวมกันวันที่ถ่ายทีเซอร์ของ Powerpuff Gay เป็นวันที่หนูไม่หยุดงาน เพราะว่าตอนนั้นหนูทำงานห้าง เป็นพนักงานขายรองเท้าแบรนด์หนึ่ง เสาร์อาทิตย์ห้างจะไม่ให้หยุดอยู่แล้ว แต่เพื่อน ๆ ก็ตัดสินใจว่า งั้นไปหาหนุ่มที่ห้าง ไปถ่ายทีเซอร์ที่ห้างเลย หนูก็ตกลงแล้วก็บอกว่า หนูเข้ากะบ่าย หนูพักช่วงประมาณ 5 โมงเย็น หนูปลีกตัวไปถ่ายได้แค่ครึ่งชั่วโมงนะ เพื่อนก็ตกลง ก็เลยได้เริ่มทำในตอนนั้นเลย”ยอมออกจากงานประจำ มาทำอินฟลูเอนเซอร์เต็มตัว“หลังจากนั้นคือหนูก็ทำงานห้างอยู่ประมาณเกือบ 4 ปี แล้วมีทำคลิปกับ Powerpuff Gay ร่วมไปด้วย 5 วันหนูทำงานประจำ อีก 2 วันหนูไปทำ Powerpuff Gay แล้วมันก็มีบางครั้งที่เลิกงานมาก็ต้องมาทำงานเพจด้วย มันต้องแบ่งเวลาและจัดการงานเยอะมาก เลยทำให้หนูรู้สึกว่าอยากออกมาทำอินฟลูเอนเซอร์แบบเต็มตัวจังเลย เพราะว่าเห็นรุ่นพี่แต่ละคนที่เค้าทำช่อง Youtube เค้าก็ทิ้งงานประจำของตัวเอง เพื่อออกไปทำ หนูก็เลยปรึกษาพี่ใหม่ว่า อยากลาออกจากงานประจำ พี่ใหม่บอกว่าคิดดี ๆ ตอนนี้มันโควิด ทำงานประจำยังได้เงินเดือน แต่ถ้าออกมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์เลย สมมติเดือนนี้ไม่มีงานแล้วจะเอาเงินที่ไหนใช้ หนูก็เก็บคำพี่ใหม่มานั่งคิดนอนคิด แล้วเช้ามาหนูไปลาออกเลย พอพี่ใหม่รู้เรื่องคือโดนด่าเลยแต่หนูต้องขอบคุณพี่ ๆ รอบข้าง ใน Powerpuff Gay ที่ผลักดันให้หนูกลับมาทำเพจใหม่ แล้วก็ต้องขอบคุณน้องแอดมินเพจ จ๊อกจ๊อก เพราะว่าเค้าอยู่กับหนูตั้งแต่ตอนที่ทำเพจม้าม่วงอันแรก น้องให้คำปรึกษาหนึ่งมาบอกว่า ม้าม่วงมันไม่ใช่เพจ แต่มันคือตัวพี่หนุ่ม ถึงมันจะหายไปแล้ว แต่ถ้าทำใหม่ยังไงคนก็กลับมาดู หนูก็เลยสมัครใหม่ ทำเพจขึ้นมาใหม่ แล้วหนูก็ไลฟ์สด ตั้งกล้องวางปกติ แล้วก็คุยเล่นไป แล้วเราก็เห็นการแจ้งเตือนว่า คนที่เคยติดตามเราจากเพจเก่า ก็ตามมาที่เพจใหม่ที่หนูสร้างขึ้น ดีใจค่ะ”ลอเรน ชื่อสุดเก๋ ที่ ม้าม่วง ตั้งให้“ชื่อลอเรน มันมาจากคืนก่อนที่จะทำงาน หนูดูหนังเรื่อง The Conjuring ซึ่งในเรื่องจะมีสองสามีภรรยาชื่อ เอส กับ ลอเรน ที่เป็นคู่ปราบผี แล้ววันนั้นหนูจำได้แค่ชื่อลอเรนแล้วพอหนูไปทำงาน ก็แต่งหน้าเล่นกันกับพี่ใหม่ แล้วหนูก็พูดขึ้นมาเลยว่า แม่นบ่ลอเรน แล้วหันไปหาพี่ใหม่ แล้วคนดูก็ชอบ วันนั้นมันกลายเป็นแฮชแท็กใน Tiktok แล้วคนก็แคปไปลงจนผู้ติดตามพุ่ง หลังจากนั้นคนก็เริ่มรู้จักพี่ใหม่ในฐานะ ลอเรน Powerpuff Gay”จากที่เกือบถอดใจ ก็เจอโอกาสที่อยากให้ก้าวต่อไปอีกครั้ง“หนูรู้สึกว่า ช่วงโควิด มันหนักที่สุดในชีวิตของหนูแล้ว อินฟลูฯไม่มีงาน งานอีเว้นท์ไม่มี งานจ้างไม่มี งานรีวิวไม่มี งานประจำเราก็ออกมาแล้ว หนูสู้จนต้องเอาของในห้องตัวเองอย่าง เสื้อผ้า รองเท้า มาขายในราคาที่ถูกมาก จากตัวละ 2-3 หมื่นบาท หนูเอาไปขาย 5,000 บาท เพราะตอนนั้นมันต้องขาย แต่หนูไม่เคยบอกใคร Powerpuff Gay หนูก็ไม่เคยบอก แฟนตัวเองก็ไม่บอก แล้วตอนนั้นงานมันเริ่มเงียบเกิน เงินก็ไม่กล้าขอแม่ หนูก็เลยเอารถมอเตอร์ไซค์ของหนูไปเข้าไฟแนนซ์ ได้ประมาณ 40,000 บาท ซึ่ง 40,000 ถ้าอยู่กรุงเทพก็คงไม่พอใช้ เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า ที่กลับบ้านตอนนั้นหนูก็ไม่บอกใคร แล้วก็ทำตัวปกติไป จนถึงวันที่ต้องกลับมาทำงาน หนูก็เครียดเพราะไม่มีเงิน หนูเหลือเงินอยู่ประมาณ 3-4 พันบาท แล้วค่าหอหนูก็ต้องจ่าย เพราะถึงแม้หนูอยู่คอนโดแฟนก็จริง แต่หนูต้องมีห้องของหนูเอง หนูต้องเช่าห้องของหนูไว้เผื่อวันหนึ่งเราเลิกกันหนูจะได้มีที่อยู่ หนูก็เลยแบบเช่าห้องทิ้งไว้ แต่ห้องถูกมากเป็นห้องเล็ก ๆ จ่ายค่าเช่าทุกเดือนจนหนูจะกลับมาทำงาน หนูไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยมูเตลูแบบเต็มที่ ไหว้พญานาค บนบานศาลกล่าว พี่ใหม่ก็ตามว่ากลับมาได้แล้วงานมาแล้ว หนูก็บอกโอเคแม่ แต่ตอนที่รับปากคือไม่มีเงินค่าเครื่องบิน ไม่มีเงินค่าเดินทางเลย ตอนนั้นหนูต้องขอเอารถมอเตอร์ไซค์ของน้องไปเข้าไฟแนนซ์อีก ซึ่งน้องก็บอกว่าได้สิ ฉันไม่มีปัญหาหรอก พอคุยกันเสร็จหนูเลยเอา 3,000 บาทที่เหลืออยู่จองตั๋วเครื่องบิน กลับมาทำงานที่กรุงเทพ แล้วหนูก็เอาของในห้องที่เหลืออีกล็อตออกมาขาย จนได้เงินมาประมาณหนึ่งเพื่อให้อยู่รอดถึงสิ้นเดือน แล้วก็ต้องขอบคุณทุกคนจริง ๆ เพราะอยู่ ๆ งานมันเข้ามารัว ๆ จนเดือนนั้นหนูได้เงินเท่ากับที่เคยบนบานไว้ แล้วก็โทรไปบอกน้องเลยว่า ไม่ต้องเอารถไปเข้าไฟแนนซ์แล้วนะ พี่ได้เงินแล้ว ตอนนั้นหนูร้องไห้เลยเพราะไม่เคยเจอเงินเยอะขนาดนี้ แล้วเพจม้าม่วงอันใหม่ก็เริ่มมีคนติดตามเพิ่มมากขึ้น เพจ Powerpuff Gay ก็เพิ่มมากขึ้น เกิดไวรัลมากมาย ลูกค้าเข้าเยอะมาก มันโล่งใจเหมือนจากที่เราอยู่จุดที่มืดสุด ๆ มองหาอะไรไม่ได้เลย จนมาอยู่จุดที่สว่างมาก หลังจากนั้นหนูคิดไว้เลยว่าทำทุกอย่างต้องมีสติ อย่าทำให้ใครเดือดร้อน หรืออย่าทำอะไรที่มันวุ่นวาย หนูพูดกับตัวเองเสมอ”คนที่บ้าน กับการยอมรับตัวตนของ ม้าม่วง“ตอนที่เรียนหนังสือหนูไม่กล้าบอกที่บ้านเลย แล้วครูก็ชอบไปบอกปู่ซึ่งเป็นผู้ปกครองว่าหนูเป็นกะเทย ปู่ก็บอกว่าไม่มันไม่เป็นหรอก จนปู่มาถามเราที่บ้านว่าเป็นกะเทยใช่ไหม ด้วยความที่ตอนนั้นหนูกลัว ก็เลยบอกว่าไม่เป็น จนเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง พ่อรู้ว่าเราเป็นกะเทย ซึ่งพ่อเค้าเป็นพวกทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ ก็มีนักเลงเป็นพรรคพวก แล้วก็มีคนไปฟ้องว่าลูกเป็นกะเทย จนพ่อมางานวันเกิดหนู เค้าก็มาถามว่าเป็นกะเทยเหรอ พ่อเป็นนักเลงแทบตายลูกมาเป็นกะเทยอายเค้า ฟังคำนี้หนูร้องไห้เลย หนูรู้สึกว่าคน ๆ นี้ไม่รักเราในแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้เลย จนปู่เข้ามาห้ามว่า เป็นก็ให้มันเป็น ก็เรื่องของมัน หนูฟังคำนั้นมันใจฟู อุ่นใจแบบมาก ๆ จากนั้นหนูก็เลยแบบกล้าที่จะเป็นตัวเองแต่ไม่ได้กระโตกกระตากในบ้าน ตอนอยู่ข้างนอกกับเพื่อนจะสุดเหวี่ยง กลับบ้านก็เงียบ ไม่ได้ขึงขังเหมือนเมื่อก่อน หลังจากนั้นที่บ้านก็เริ่มรู้และเริ่มรับได้”ม้าม่วง กับความรักที่ขาดสติ“หนูมีแฟนคนแรกตอนอยู่ปี 1 คบกับเค้าได้ประมาณ 3 เดือน เพราะหนูจับได้ว่าเค้าไปมีคนใหม่ แล้วหนูก็รู้สึกว่าทำไมเค้าต้องทำกับเราแบบนี้ แล้วก็ร้องไห้หนักมาก จำได้เลยว่าหนูเรียนเสร็จ ก็รีบหนีกลับบ้าน ไปซื้อยาพารากระปุกใหญ่ แล้วพอหนูถึงบ้านหนูกรอกใส่ปากจนยาเหลือไม่กี่เม็ดอยู่ในกระปุก จากนั้นหนูเวียนหัวแล้วหลับไปประมาณชั่วโมงนึง จนตื่นมาแล้วรู้สึกกลัวตาย ก็เลยล้วงคออ้วกออกมามันมีแต่น้ำสีขาว จนที่บ้านกลับมา ก็ไม่กล้าบอก หนูนั่งมองคนที่บ้านกินข้าว เค้าถามว่าไม่สบายเหรอ กินยาแล้วนอนนะ หนูก็เลยนอน แต่ทุกสองนาทีหนูต้องลุกขึ้นอ้วกทั้งคืน เพราะยาเริ่มเป็นพิษต่อร่างกายแล้ว หนูเลยโทรหาเพื่อนให้พาไปคลินิก แล้วคลินิกก็ให้ไปโรงพยาบาล ตอนนั้นตาหนูเหลืองเป็นเส้นเลือดสีแดงเหมือนผีซอมบี้ ถึงโรงพยาบาลก็ต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด จนล้างท้องได้ทัน ตอนนั้นแม่กับยายเค้าอยู่ไต้หวัน แล้วเค้าก็บินกลับมาในวันต่อมาเลย เค้าบอกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ หนูเห็นว่าคนรอบข้างมีแต่คนที่บ้านกับเพื่อนสนิท จากวันนั้นหนูปฏิญาณไว้เลยว่า หนุ่มคนเดิมมันตายไปแล้ว นี่คือหนุ่มคนใหม่ มันจะไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้คนในบ้าน หรือคนที่เป็นเพื่อนเสียใจแบบนี้อีกเป็นอันขาด หนูรู้สึกว่าบนโลกนี้มีอะไรที่เรายังไม่เคยเห็นอีกเยอะ เรายังไม่เคยศึกษาอีกเยอะ เรายังไม่เคยพบเจออะไรอีกเยอะ ดังนั้นเรายังตายไม่ได้”ความรักอีกครั้ง ที่ทำให้ม้าม่วงเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น“ตอนนี้มีความรักแล้ว มีความรักใหม่ แต่ระหว่างทางที่จะเจอคนล่าสุดนี้ หนูเลิกกับคนที่หนูคบมาด้วยอีก 4 ปี คือคนที่หนูย้ายมาอยู่กรุงเทพก็เพราะเค้า แต่หลังจากที่หนูเริ่มดัง เค้าก็บอกว่าหนูสาวไป แล้วเค้าบอกเลิกวันปีใหม่ พอทุกคน Happy New Year ไลน์โทรศัพท์หนูเด้งขึ้นมาว่า เราเลิกกันเถอะ ตอนนั้นเค้ากลับบ้านที่ต่างจังหวัด หนูก็เลยบอกว่ามาเจอกันก่อน เพราะว่าหนูเลี้ยงแมวของเค้าอยู่ พอกลับมาก็เลยนั่งคุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เค้าก็บอกว่าเหมือนเธอไม่มีเวลาให้ฉันแล้ว จนหนูก็เลยบอกว่าตกลงจะเลิกใช่ไหม เค้าก็บอกว่าใช่เลิกจริง หนูก็เลยขนของย้ายหอให้มันดีกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตประจำวันของเราให้ดีขึ้น เพราะเราก็เริ่มมีรายได้ขึ้นมาแล้ว ก้าวไปอีกหนึ่งขั้น แล้วทุกวันนี้หนูก็ยังเป็นเพื่อนกับเค้าอยู่”พลังใจจาก ม้าม่วง Powerpuff Gay“หนูภูมิใจกับคนรอบข้าง หนูจะให้เครดิตกับคนรอบข้าง และคนที่มีพระคุณกับหนูเสมอ อย่างเช่น เจ้าของแบรนด์ ครอบครัว แก๊ง Powerpuff Gay เพราะถ้าไม่มี Powerpuff Gay ก็ไม่มีม้าม่วง แล้วก็ขอบคุณตัวเองที่มันสู้ คนพยายามมันต้องมีวันสำเร็จอยู่วันข้างหน้าหนูอยากบอกว่า คำว่าสู้ ๆ นะ บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นคำธรรมดา แต่อย่าคิดว่ามันคือคำพูดส่ง ๆ เพราะมันทำให้เรารู้ว่าเค้ายังให้กำลังใจเรา แต่ถ้าไม่มีใครส่งให้เรา เราต้องมองที่กระจก เห็นไหมว่าฉันยังมีเธอ หนูจะทำแบบนี้ตอนที่หนูอยู่คนเดียว แล้วหนูจะบอกตัวเองว่า ต้องสู้นะ เพื่อทำให้ตัวเองสุขสบาย เพื่อเลี้ยงครอบครัว เพื่อคนรอบข้างที่เคยมีพระคุณกับเรา หนูก็เลยสู้มาจนถึงทุกวันนี้” - ม้าม่วง Powerpuff Gayพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

เปิดเซฟโซนสุดอบอุ่น ของ “เบิร์ดมิล” อินฟลูเอนเซอร์สาว กับเรื่องราวของการเป็น LGBTQ+ ในครอบครัวจีน

24 ก.ค. 2024

เปิดเซฟโซนสุดอบอุ่น ของ “เบิร์ดมิล” อินฟลูเอนเซอร์สาว กับเรื่องราวของการเป็น LGBTQ+ ในครอบครัวจีน

“ขอบคุณที่เข้าใจและยอมรับในตัวตนของเบิร์ด ขอบคุณที่สนับสนุนทุกอย่าง เวลาชวนอากงอาม่าไปถ่ายคอนเทนต์ที่ไหนไม่เคยบ่นเลย”เมื่อ 'เซฟโซน' ไม่ใช่แค่พื้นที่ แต่คือความรู้สึกที่ต้องสร้างไปด้วยกัน...เปิดคลับให้ได้เรียนรู้วิธีคิด พร้อมฟังสีสันของชีวิตรับแรงบันดาลใจในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่กับตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดอบอุ่น “เบิร์ดมิล พร้อม อากง และอาม่า” โดยทั่วไปสำหรับครอบครัวเชื้อสายจีนแล้ว การที่ลูกหลานในบ้านเปิดเผยตัวว่าเป็น LGBTQ+ โดยเฉพาะกับหลานชาย อาจไม่ใช่เรื่องที่คนในครอบครัวอยากจะยอมรับ โดยเฉพาะในบ้านที่ยังคงมี อากง-อาม่า ในวัยเกือบ 90 ปี ที่เป็นเจอเนอเรชันเก่าแก่ แต่นั่นไม่ใช่กับขอบครัวของเบิร์ดมิล สีสันของชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจดี ๆ ได้ถูกแชร์ไว้แล้วในรายการ“เบิร์ดมิล” หมวยเล็กสุดคิ้วท์ ของครอบครัวสุดน่ารักเบิร์ด : “ชื่อเบิร์ดมิล มาจากตอนมัธยม ช่วงนั้นเบิร์ดก็แบบแมน ๆ แล้วชื่อเบิร์ด ก็เลยคิดว่าอยากจะเสริมความหวาน อยากจะมีคำสร้อยนิดนึง เบิร์ดมี่ ก็ดูแปลก ๆ เบิร์ดมิ ก็ไม่ได้ ก็คิดว่าชื่อ เบิร์ดมิล แล้วกันน่าจะลงตัวสุด เป็นชื่อที่อยู่ดี ๆ ก็คิดขึ้นมาเอง แล้วชื่อก็ดูหวานดูมีคำ 2 พยางค์ ก็เลยเรียกติดปากว่า เบิร์ดมิล ตั้งแต่นั้นมาครอบครัวของเบิร์ดเป็นแบบจีนแท้ ๆ เลย เบิร์ดมีพี่น้อง 4 คน เบิร์ดมีพี่สาว 2 คน พี่ชาย 1 คนเราเป็นคนสุดท้องเป็นน้องเล็กค่ะซึ่งบ้านเบิร์ดก็สนิททุกคนเลยนะคะ ตั้งแต่เด็ก ๆ บ้านเบิร์ดจะอยู่รวมกันหมดเลยทั้ง ป๊า ม้า อาแปะ อาโก แล้วก็หลาน ๆ ก็คืออยู่บ้านเดียวกันหมดเลย บ้านมี 4 ชั้น แล้วทุกชั้นก็ต้องมีคนอยู่เมื่อก่อนหนูเครียดแล้วก็กลัวว่าในสิ่งที่เราชอบ หรือสิ่งที่เราเป็น อากงอาม่า จะยอมรับไม่ได้ ว่าสิ่งที่เราชอบมันดีมั้ย มันถูกต้องมั้ย ช่วงแรก ๆ หนูยังไม่บอกใคร คุยกับตัวเองมากกว่า”อาม่า : “ตอนเล็ก ๆ อีเหม็นที่สุด รังแกคน รังแกพี่น้อง คนเป็นพี่ยังถูกอีรังแก เราเลยเรียกอีว่า อาเหม็น”อากง : “ก็เท่าที่บอก มันชอบรังแกเค้า แล้วทีนี้อากงก็เลยตั้งชื่อเค้าว่าชื่อ ไอ้เหม็น เพราะว่าชอบไปรังแกเค้า ก็อยู่บ้านเดียวกัน เรื่องอ้อนมันก็ไม่อ้อนนะ เพราะหลานผมเยอะ ไม่รู้ใครจะมาอ้อน ก็จะมีมานั่งกินข้าว มาคุยกันอย่างเงี้ย”เบิร์ดมิล กับการยอมรับตัวตน จากคนในครอบครัวเบิร์ด : “เบิร์ดรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเพราะว่า เบิร์ดไม่ได้ Come Out เอง แต่ว่าป๊ากับม้าเป็นฝ่ายเลือกเดินเข้ามาคุยกับเบิร์ดก่อน เหมือนเค้าก็เริ่มจะรู้ลักษณะท่าทางของเบิร์ดแล้วว่า สิ่งที่เบิร์ดต้องการเป็น สิ่งที่เบิร์ดชอบ เป็นสิ่งที่เบิร์ดชอบจริงรึเปล่า เลยเป็นการคุยเปิดใจ สุดท้ายเค้าก็เหมือนถามเชิงเป็นห่วงว่าถ้าโตไปเราจะใช้ชีวิตได้มั้ย เราจะอยู่รอดมั้ย แบบนั้นมากกว่าส่วน อากง กับ อาม่า เบิร์ดก็ไม่ได้บอก แต่กลายเป็นว่า อากงกับอาม่า อยู่ดี ๆ ก็เรียกเบิร์ดว่า อาเจ้ วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ครอบครัวเรารวมตัวกัน แล้วอากงก็เป็นฝ่ายเรียกก่อนว่า อาเจ้ เราก็งง เลยถามว่าอาเจ้ไหน อากงบอกว่า ก็ลื้อไงเป็นอาเจ้แล้วไม่ใช่เหรอ จุดนั้นมันเหมือนจุดที่ได้ปลดล็อคว่า อากงอาม่าหรือที่บ้าน ยอมรับเราในสิ่งที่อยากเป็นจริง ๆ”อากง : “ที่เรียก อาเจ้ เพราะว่าเวลาที่เค้าไปไหนมาไหนก็กลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว เราก็เลยชอบเล่น เรียกเล่น ๆ ว่า อาเจ้ลื้อไปไหนมา ซึ่งในใจกงคิดว่าเค้ากลายเป็นผู้หญิงก็ดี ไม่เป็นไร เพราะว่า เค้าไม่เป็นคนเกเร พอเค้าเป็น อาเจ้ เราก็ไม่ว่า เพราะว่าหลานผมมีเยอะ มีตั้ง 10 กว่าคน”อาม่า : “ก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก ก็เห็นอีเป็นอย่างงี้แล้ว ก็เป็นตามอย่างงี้ไปเถอะ ใคร ๆ ก็ถามว่า ลื้อคิดแล้วว่าอยากเป็นอะไร เค้าจะเป็นแบบนี้ก็ให้อีเป็นไป ก็ไม่เสียหายอะไร”อากง : “ที่รุ่นอากงหนุ่ม ๆ เพื่อน ๆ อะไรไม่เคยเป็นแบบนี้ คือถ้ามีบ้านนึงลูกเป็นกะเทย พ่อแม่เค้าก็จะต้องด่า จะต้องตี ทำให้เค้าเปลี่ยนไปไม่ได้ แต่ว่าสมัยนี้ มันไม่เหมือนกันแล้ว บ้านนี้ก็มีคนนึง บ้านโน้นก็มีคนนึง แล้วเราจะไปพูดอะไร เค้าก็ต้องรับตามแบบนี้ไป”เมื่อ ครอบครัว คือเซฟโซนที่ดีที่สุดของ เบิร์ดมิลเบิร์ด : “สำหรับตัวเบิร์ดเองไม่ค่อยโดนเรื่องบูลลี่สักเท่าไหร่ค่ะ อาจจะมีโดนเค้าแซวบ้าง แต่เบิร์ดก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเอาเก็บมาคิดว่าเค้าบูลลี่เราถ้ากับเรื่องครอบครัวก็จะมีความเซ้นท์ซิทีฟ เบิร์ดรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้จะรู้สึกว่าสิ่งใหม่ ๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่รู้จัก ก็ไม่จำเป็นจะต้องมาเล่าให้เค้าฟัง หรือมาปรึกษาให้เค้าฟัง เราคุยกับเพื่อน หรือคุยกับใครก็ได้ที่อยู่ในอายุเจนเดียวกับเรา ไม่จำเป็นต้องมาคุยกับพ่อแม่ แต่เบิร์ดก็ลองมองย้อนกลับ ถ้าเราเป็นพ่อแม่แล้วเรามีลูกมีหลาน เราก็อยากจะได้รับฟังในทุก ๆ เรื่องของลูกหลานเราเหมือนกันเบิร์ดก็อยากจะแชร์ว่า คนในครอบครัวของเรา ไม่ว่าเค้าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย เบิร์ดรู้สึกว่าเราควรจะสนับสนุน หรือซัพพอร์ทเค้า ให้เค้าได้เป็นตัวตน และเป็นตัวเองได้เต็มที่ มันทำให้คน ๆ นั้น ได้มีความสุข และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่จริง ๆ อยากจะให้ทุกคนสนับสนุนเค้า ในสิ่งที่เค้าชอบและเค้าเป็นค่ะ และที่เบิร์ดมีวันนี้ได้ เพราะว่าครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งที่ซัพพอร์ทเบิร์ดตลอดมา”ที่มาคลิปสุดไวรัล “ลื้อลืมอั๊วะไว้ที่บางปู”เบิร์ด : “เหตุการณ์วันนั้นคือ เราไปรถ 2 คัน คันนึงอากงนั่งไป คันนึงอาม่านั่งไป แล้วพอเข้าบางปูเสร็จปุ๊บ อากงออกมาเข้าห้องน้ำแล้วไม่ได้บอกใคร แล้วรถอากงก็คิดว่าอากงขึ้นแล้ว อีกคันก็คิดว่ารถอากงออกไปแล้ว ก็เลยขับออกไป สักพักพี่ชายของอากงโทรมาบอกว่า ลื้อเอาน้องชายอั๊วะไปไหน คืออากงยืมโทรศัพท์แม่ค้าเพื่อโทรหาเบอร์พี่ชาย แล้วพี่ชายก็โทรมาหาอาม่าว่า ลื้อเอาน้องชายอั๊วะไปไหน อาม่าก็งง บอกว่ามาเที่ยวบางปู พี่ชายของอากงก็บอกว่า เค้ายังอยู่ที่บางปูนะ เท่านั้นแหละ เรารีบวนรถกลับมาเจออากงที่บางปู คือเหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจค่ะ และคลิปนั้นคนดูประมาณ 4 ล้านเลย”อากง : “เรื่องที่ว่าไปทิ้งไว้ที่ไหนเราว่าเดี๋ยวก็กลับได้ ผมคิดแล้วว่า แม้ว่าโทรศัพท์ผมไม่มี แต่ว่าถ้าเค้าไปถึงคลองลาน เพราะว่าวันนั้นจะไปกินข้าวที่คลองลาน เค้าก็ต้องรู้ว่าหายไปคนนึง เดี๋ยวเค้าก็กลับมา แต่เผอิญมีแม่ค้าอยู่แถวนั้น เราเลยถามแม่ค้าว่ามีโทรศัพท์รึเปล่า ขอยืมติดต่อหน่อยได้มั้ย แล้วไม่รู้จะโทรไปไหน เลยโทรไปหาพี่ชาย บอกพี่ชายว่าให้โทรเข้าอาม่าหน่อยว่าลืมผมอยู่ที่บางปู”เบิร์ดมิล : “หลังจากคลิปเป็นไวรัล ทุกคนก็ชอบใจที่มีอากงอาม่าในคลิป เบิร์ดก็เลยรู้สึกว่างั้นชวนอากงอาม่ามาทำคอนเทนต์ดีกว่า เพราะเราจะได้ใช้เวลาร่วมกันอากงอาม่ามากขึ้น และเหมือนได้แชร์ความรู้สึกว่า พอเราอยู่กับอากงอาม่า แล้วเวลาคนมาดูเค้าก็จะรู้สึกกลับมาคิดถึงอากงอาม่า หรือครอบครัวที่บ้าน และอยากกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว เหมือนกับเบิร์ดเอง”ล้วงเบื้องหลัง กว่าจะเป็นคอนเทนต์กับอากงอาม่าอากง : “เวลาอีชวนไปถ่ายคอนเทนต์ ผมชอบพูดเล่นกะอีว่าไม่ไป แต่สุดท้ายก็ไป”อาม่า : “อาม่าเหนื่อยเพราะว่าอาม่าเป็นโรคหัวใจ ถ่ายนานเกินไป หรือว่าถ้าเดินเร็ว แล้วอาม่าเหนื่อย แล้วถ้าเหนื่อยก็จะพูดไม่ออก พูดไม่ได้เลย ถามว่าสนุกไหมก็สนุก แต่บางทีทำนานเกินไปก็เหนื่อย เลยทำให้ไม่อยากทำนาน ๆ”เบิร์ด : “คลิปที่คนดูเยอะ ๆ คือ ตอนพาอากงไปถ่ายรูปที่เยาวราชค่ะ ใช่ใส่ชุดจีน แล้วชาวต่างชาติก็เดินมาทักอากง ทักว่าเป็นท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งอาม่าก็บอกว่าเหมือน ส่วนคอนเทนต์ที่ทำมาแล้วชอบที่สุด คือตอนที่ถ่ายคู่กับอากงอาม่า เบิร์ดตั้งใจทำประเด็นนั้นให้เหมือนเค้าทำพรีเวดดิ้ง เพราะว่ายุคสมัยก่อนได้คุยกับอากงอาม่า เค้าไม่เคยมีพรีเวดดิ้งเหมือนสมัยนี้ แล้วก็ถ่ายเป็นรูปฟิล์ม แล้วก็ได้คุยกับเค้าว่ารู้จักกันได้ยังไง จีบกันยังไง เบิร์ดรู้สึกว่ามันน่ารักมาก ๆ อากงใส่เป็นสูทสีขาว อาม่าใส่เดรสสีขาว ถือช่อดอกไม้น่ารักมากเบิร์ดเคยพาอากงอาม่าไปดูขบวน Pride Month พอเบิร์ดเล่าให้อากงอาม่าว่า จะมีขบวนเค้าก็อยากดู แล้วอากงก็ไปเดินขบวนกับเบิร์ด ส่วนอาม่านั่งรอเชียร์ สุดท้ายพอเบิร์ดเดินจนเสร็จ อาม่าบอกว่ายังไม่อยากกลับ อยากดูขบวนต่อเรื่องสมรสเท่าเทียม เบิร์ดเล่าให้อากงอาม่าฟังค่ะ แล้วท่านก็ติดตามตลอด วันที่ประกาศ เรากลับมาบ้าน อาม่าอากงบอกเราว่า เค้าประกาศออกมาแล้วนะสมรสเท่าเทียม”อากง : “เวลานี้ประเทศเราก็เจริญ คนเรามันก็เจริญด้วย แล้วพูดถึงว่าเค้าสนับสนุนเราก็เห็นดีด้วย รัฐบาลสนับสนุนมันก็ดี ไม่ต้องไปกังวลอะไรต่ออะไร ปล่อยให้เค้าเสรีไป เราก็เห็นดีด้วย”ย้อนความรัก 63 ปี ของ อากง และ อาม่าอากง : “ผมแต่งงานตั้งแต่อายุ 27 ปี เวลานี้ก็ 90 ก็ 63 ปี แล้วครับ เจอกับอาม่าเพราะอยู่บ้านติดกัน”อาม่า : “ไม่ใช่ข้างบ้าน ห่างกัน 10 กว่าห้อง เราคิดว่าคนนี้เป็นยังไง ยังไม่ค่อยรู้นิสัยเค้า แต่ทำไมเวลาเราเจออี ทำไมชอบมองอีก็ไม่รู้ เวลารถอีขับมาเราก็จำเสียงรถอีได้”อากง : “สมัยนั้นไม่รู้ว่าเค้ามอง ก็เหมือนกับว่าได้เจอกันทุกวัน ๆ เพราะว่าเช้าผมก็ขับรถอยู่ เค้าก็ไปทำงานนั่งรถเราไป เจอกันทุกวัน บ้านก็ใกล้กัน ว่าง ๆ ก็มาคุยกัน เพราะว่าเพื่อน บ้าน 10-20 คนรู้จักกันหมด ว่าง ๆ ก็ชวนกันไปเที่ยว”อาม่า : “ไปดูหนังบ้าง ไปกันเป็นกลุ่ม 6 ปีเคยออกไปกับเค้า 2-3 ครั้งเอง”อากง : “สมัยนั้นไม่ค่อยกล้าไป 2 คนหรอกไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้มันอิสระ สมัยก่อนเวลาเราจะทำอะไรมันต้องคิดเผื่อว่า บ้านคนนี้มันจะมาด่าเรารึเปล่า บ้านคนนี้มันจะมาว่าเรารึเปล่า ทีนี้เราก็เลยไม่ค่อยกล้าไปไหน เวลาไปก็ไปกันหลายคนก็เรามีลูกแล้ว เรามีงานทำแล้ว พอคุยกันรู้เรื่องก็ทำให้เรารักกัน แล้วพ่อแม่เค้ากับพ่อแม่เราก็สนิทกัน เราก็ต้องอยู่ด้วยกัน สมัยก่อนยิ่งเป็นครอบครัวคนจีน ถ้ามีลูกก็ต้องมีภาระ เราก็ต้องดูแลกันเจ้าเบิร์ด ยังไม่มีผัว เค้าบอกเค้าจะแต่งผัวจะไม่แต่งเมีย ก็ถ้าเค้ามีก็แต่งมาดิ หาผัวก็ต้องหาผัวดี ๆ หน่อย หาผัวไม่ดีหาไปทำไม”อาม่า : “ก็โอเค ถ้ามีก็รีบ ๆ แต่งมา”อากง : “หลาน ๆ ตั้ง 10 กว่าคนนะ มีแต่งคนเดียวเอง นอกนั้นก็อายุมากแล้ว 30 กว่ายังไม่ได้แต่งสักคน มีแต่งคนเดียวคือพี่ชายเบิร์ด คนเดียวเอง”เปิดเคล็ดลับดูแลสุขภาพของอากงอาม่าอาม่า : “กินข้าว 2 ช้อน ต่อมื้อ มีผักก็กินผัก มีปลาก็กินปลา มีหมูก็กินหมู 2-3 ชิ้น แล้วมีไปเดินสวนลุมไปทุกวัน เดี๋ยวนี้เดินไม่ค่อยไหวแล้ว สมัยก่อนเดินเยอะ ตอนนี้เดินได้ประมาณ 3-4 ร้อยเก้าเอง ต้องเข็นรถนะ พอเหนื่อยแล้วก็ให้ลูกเข็น อั๊วะก็นั่งดูต้นไม้เขียว ๆ เวลา 7 โมง อั๊วะชอบออกมารับแดด”อากง : “ที่ไปเดินสวนลุมไปนานแล้ว อย่างต่ำก็ 20-30 ปีแล้ว การดูแลสุขภาพของผมคือ ผมไม่ได้กินเหล้าแล้ว สมัยก่อนกินก็จริง ผมกินก็กินมีเพื่อนฝูงมากินกันนะ กินสังสรรค์ แต่ตอนนี้ไม่กินแล้ว”สีสันแรงบันดาลใจจาก เบิร์ดมิลเบิร์ด : “เบิร์ดว่าการที่จะทำคอนเทนต์ในโลกโซเชียล คิดแล้วต้องทำเลยค่ะ ทำแล้วดูว่ากระแสตอบรับเป็นยังไง คนชอบหรือไม่ชอบ แต่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทำเป็นประจำ ห้ามหยุด เบิร์ดคิดว่าเป็นหลักสำคัญเลยและถ้าใครคิดอยากจะทำคอนเทนต์กับครอบครัว เบิร์ดคิดว่ามานั่งคุยกับอากงอาม่าหรือคนในครอบครัวได้หมดเลยค่ะ เริ่มแรกก็ทำสิ่งที่บ้านเราเป็น โชว์ความเป็นตัวเองให้ทุกคนเค้ารู้ว่า บ้านเราอยู่กันแบบนี้นะ บางคนเค้าดูก็อาจจะคิดว่าทำเหมือนครอบครัวเราเลย แต่เบิร์ดว่าต้องเริ่มทำก่อนถึงจะดีที่สุด ต้องลองค่ะ”คำขอบคุณจากใจ เบิร์ดมิลเบิร์ด : “เบิร์ดต้องขอขอบคุณอากงอาม่าค่ะ ที่เข้าใจและยอมรับในตัวตนของเบิร์ด แล้วก็อยากบอกว่าเบิร์ดรักอากงอาม่านะที่สนับสนุนทุกอย่างเลย ชวนแบบไปถ่ายคอนเทนต์ที่โน่นที่นี่ อากงอาม่าไม่เคยบ่น ไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยเลย ต้องขอขอบคุณอากงอาม่า ในทุก ๆ เรื่องค่ะ”อากง : “เค้าเป็นแบบนี้แล้วเราก็ต้องสนับสนุน ขอให้เค้าเป็นคนดี แม้ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง มันก็เหมือน ๆ กันแหละ เราก็ไม่ต้องไปบังคับเค้า เค้าจะเป็นผู้ชายก็ดี เป็นผู้หญิงก็ดีอย่าเกเร อย่าออกไปก่อเรื่อง ทำมาหากิน เป็นคนบริสุทธิ์ ก็ชื่นใจแล้ว”อาม่า : “อากงพูดหมดแล้ว รู้สึกเหมือนกัน”พบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เรียนรู้ชีวิตแบบไม่งมงายตามสไตล์ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” พร้อมถามตอบเรื่องวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ผี กับความเป็น LGBTQ+

10 ต.ค. 2024

เรียนรู้ชีวิตแบบไม่งมงายตามสไตล์ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” พร้อมถามตอบเรื่องวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ผี กับความเป็น LGBTQ+

“ดวงชะตาคือสิ่งที่เรากำหนดเองว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะทำอะไร สิ่งนี้ขโมยกันไม่ได้ กรรมคือการกระทำ ทำอย่างไรมันก็ต้องมีผล เพราะเรามีหน้าที่สร้างเหตุ แล้วผลมันเป็นอย่างไร มันมีปัจจัยอะไรที่ทำให้มันเปลี่ยนก็ค่อยว่ากันไป ทุกอย่างมันอธิบายได้”เรียนรู้วิธีคิด ผ่านชีวิตของแขกรับเชิญในทุกสัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้ต้อนรับ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” เจ้าของเพจ งมงายสไตล์หมอบี ผู้ที่คอยนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ในเชิงธรรมะให้คนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย พร้อมดำรงตนอยู่บนความไม่งมงาย และยังอุทิศตนเป็นทูตธรรมแห่งวัดพระบาทน้ำพุ โดยในรายการได้มีการถามตอบข้อสงสัยให้ได้เห็นมุมมองแนวคิดในเรื่อง วิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ผี กับความเป็น LGBTQ+ ไว้อีกด้วยย้อนวันที่คนเริ่มรู้จัก หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ“ผมเป็น หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ มาน่าจะ 10 ปีแล้ว และยังคงพูดเสมอว่า ทุกอย่างมันต้องมีเหตุ มีผล มีปัจจัย ไม่ใช่เราอ้างขึ้นมามั่ว ๆ อะไรที่มันพิสูจน์ไม่ได้เลย ผมก็จะไม่บอกให้คนเชื่อ และเราไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเชื่อใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อก่อนเราเป็นที่รู้จักจากการไปออกรายการนี่แหละ ครั้งแรก ๆ ก็คือมาตึกแกรมมี่นี่แหละ มาเข้ารายการสด แล้วเราก็พูดทักตามที่เราเห็นจนมันตรงแล้วมันเกิดไวรัล ซึ่งผมมองว่าทุกวันนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงสังคมอ่อนแอ คนไม่มีที่พึ่ง แล้วก็ไปพึ่งอะไรสักอย่างที่สามารถให้คำตอบเร็ว ๆ แต่ไม่เข้าใจตรรกะ ไม่เข้าใจเหตุผล ไม่เข้าใจเรื่องเหตุปัจจัย ก็เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว มนุษย์อยากได้อะไร ซึ่งการจะทำอะไร มันต้องมีเหตุปัจจัยของมัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ พูดขึ้นมาว่าอยากได้อะไร แล้วไปไหว้ ๆ ไปขอ ๆ แล้วสำเร็จเลย สมหวังตอนนั้นเลย แบบนั้นมันทำไม่ได้”หมอบี กับการสื่อสารกับวิญญาณ“คำว่า ทูตสื่อวิญญาณ มันเกิดจากพี่คนหนึ่งตั้งชื่อให้ครับ เหมือนตั้งชื่อให้มันดูเท่ห์เฉย ๆ ส่วนคำว่าวิญญาณในความหมายของผม วิญญาณ คือ 1 ในขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่ง วิญญาณ แปลว่า การรับรู้ความรู้สึก เช่น รู้สึกว่าหิว รู้สึกว่าง่วง นั่นแหละคือวิญญาณผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองมีคนอื่นเค้าเรียกว่าเซ้นส์รึเปล่า แต่เราเจออะไรก็พูดไปตามนั้น หลายคนก็จะให้ผมทักเค้าว่ามีอะไรอยู่รอบตัวรึเปล่า แต่เราจะทักก็ต่อเมื่อมันมีผลจริง ๆ ถ้าบอกแล้วต้องเป็นสิ่งที่มันไม่เกินกรรม บอกแล้วสามารถนำพาเค้าให้เปลี่ยน พัฒนา หรือปรับปรุงได้ แล้วทำให้เค้าดีขึ้น หรือถ้ารู้สึกว่าจะทำให้สิ่งไม่ดีที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราทักแล้วมันจะไม่เกิด ถ้ามันไม่เกินไป เราก็จะบอกตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็เข้าใจว่าทุกคนก็คงเห็นเหมือนเรา ซึ่งเวลาเจอหน้าเพื่อนผมชอบทักประมาณว่าเดี๋ยวช่วงนี้ คุณจะต้องเจอเรื่องผิดปกติแบบนี้นะ ซึ่งตอนนั้นเพื่อนก็ไม่เชื่อ แต่พอถึงเวลา เค้าก็เจอเหตุการณ์นั้นจริง ๆ เหมือนกับว่าอยู่ดี ๆ ทำไมฉันเห็นความตาย เห็นผี เห็นสิ่งลี้ลับ แล้วเค้าก็จะมาบอกกับเรา และถามเราว่าต้องทำยังไงดี บางคนเค้าก็จะคิดว่าเค้าบ้าคนที่บ้านรู้ครับว่าเราสัมผัสได้ เค้ารู้มาตั้งแต่เราเด็ก แต่เค้าก็พยายามไม่ได้ให้ค่า แต่พอโตขึ้นเค้าก็พยายามเช็คอยู่ว่าสิ่งที่เราทำมันต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องไม่นำพาผู้คนไปในทางที่ไม่ดี แค่นี้เค้าก็สามารถภูมิใจในการที่ลูกมีสัมผัสแปลก ๆ ได้ มันก็โอเคแล้วหลายคนก็จะถามว่าสื่อสารกับผี ต้องใช้ภาษาอะไร ต้องบอกว่าไม่เกี่ยวครับ มันคือใจของเรา ในบางทีถ้าเรารักกันเรามีความปรารถนาดีต่อกัน เรายิ้มแย้มต่อกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ภาษาพูดเลย แต่เรารับรู้ความต้องการสิ่งที่จะสื่อสารได้ เวลาสื่อสารกับผีก็ใช้หลักการเดียวกันแหละครับ”โลกใบนี้มีผีจริงไหม?“มันขึ้นอยู่กับว่า เรานิยามคำว่าผีว่าอะไร ถ้าเราบอกว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พอตายปุ๊บ วิญญาณลอยขึ้นไปเป็นเหมือนผีแคสเปอร์ แล้วก็คอยทำโน่นทำนี่ อันนี้ไม่จริง ตามหลักจริง ๆ คือ เวลามนุษย์เสียชีวิตจะไปทันทีเลย ไม่มีสภาวะกลาง ๆ ถามว่าไปไหนคือ ไปที่ชอบที่ชอบ ตอนมีชีวิตอยู่เค้าทำตัวอย่างไร ตายแล้วเค้าต้องเป็นอย่างนั้น ไม่สามารถจะไปยัดเยียดคุณงามความดีให้ได้ หลายคนคิดว่าเวลาคนจะตายต้องให้จิตคิดแต่เรื่องดี ๆ ซึ่งในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ ถ้าคนมันชั่วมาทั้งชีวิต อยู่ดี ๆ ตอนตายจะมาให้คิดดี มันคิดไม่ได้ ส่วนคนที่คิดดีมาตลอด เวลามีชีวิตมีบุญกุศลตลอดเวลา ช่วยเหลือผู้อื่นตลอดเวลา พอจะตายบอกให้คิดเรื่องแย่ ๆ ให้เห็นแก่ตัว มันก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องประกอบด้วยคุณงามความดีมาแต่แรกอยู่แล้ว มันไม่มีใครช่วยเอาบุญไปยัดใส่มือใครอีกคนได้ถามว่าไปไหนต่อ เช่น เค้าอยากจะกลับมาฝึกฝนเรียนรู้ เพื่อเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง เรียนรู้ ชีวิตต้องดีขึ้น แย่ลง เพราะอะไร เหตุปัจจัยคืออะไร เค้าก็จะได้เป็นมนุษย์อีกครั้ง ซึ่งเป็นภพภูมิที่ประเสริฐที่สุด แต่สมมติว่าเค้าเสพแต่ความสุข จิตใจอยู่ในสมาธิอย่างเดียว อิ่มเอมอย่างเดียวไม่รับรู้เรื่องอะไร ก็จะกลายเป็นเทพเป็นพรหม ส่วนคนทำชั่วตลอดก็อย่างที่เราเรียนรู้ว่าไปนรกก็ว่าไป เพราะฉะนั้นเสวยความสุขเยอะ ๆ เพราะทำความสุขมาเยอะก็ไปเสวยความสุข ทำความทุกข์มาเยอะ จิตใจก็เสวยความทุกข์ ก็แค่นั้นครับจริง ๆ แล้ว ถ้าเราคิดไม่ออกว่า ผี มันคืออะไร ให้นึกถึงเวลาเราโกรธใครมาก ๆ อาฆาตแค้นใครมาก ๆ จิตใจเราจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น บางทีกินไม่ได้นอนไม่หลับ สมมติว่าร่างกายมันเน่าเปื่อยสลาย แต่จิตใจมันยังอบอวลไปด้วยความรู้สึกเคียดแค้น สภาพความยึดติดนั่นแหละเค้าเรียกว่าผี ส่วนมันจะไปอยู่ในรูปร่างรูปแบบไหนก็อีกเรื่องนึงโดยธรรมชาติเราไม่ต้องไปบอกว่าเธอต้องไปสักที ไม่ต้องยึดแน่น เพราะว่าไม่มีใครในโลกนี้มีสิทธิ์ที่จะอยู่ต่ออยู่แล้ว เพราะทุกคนไม่อยากตาย แต่เวลาตายเสร็จแล้ว เราจะมาบอกว่าฉันไม่ไป ฉันจะอยู่ต่อเพราะฉันห่วงลูก ฉันห่วงเมีย ฉันห่วงที่ดิน ฉันไม่อยากไปไม่ได้ ถ้าทุกคนมีสิทธิ์แบบนี้หมด โลกมันต้องรกรุงรังเต็มไปด้วยผี ทุกคนไปมันก็ต้องไปด้วยเหตุปัจจัย ก็ต้องไปทันทีแบบที่เค้าเรียกว่า จุติ เพราะ จุติ แปลว่า ตาย แล้วไปปฏิสนธิเป็นสิ่งอื่นใหม่ทันทีเลย ไม่มีทางที่จะมีสภาวะกลาง ๆ การเสียชีวิตก็เป็นปกติ คำว่า เสียชีวิตปกติ แปลว่ารู้ตัว คนที่เสียชีวิตแล้วเป็นปกติ ก็จะไม่ยึดติดอะไร นอกจากคนเสียชีวิตไม่ปกติ เช่น ฆ่าตัวตาย หรือ เกิดอุบัติเหตุ ที่ภาษาไทยเค้าเรียกตายโหง ตายไม่รู้ตัว อันนี้น่ากลัว เราต้องไปทำอะไรสักอย่างเพื่อกระตุ้นให้รู้ตัวว่าเค้ากำลังทำอะไรอยู่เวลาสื่อสารกับผี ส่วนมากผมก็คุยปกตินี่แหละ มีครั้งหนึ่งผมไปทางภาคใต้ แล้วศาสนาหนึ่ง เค้าก็มีความเชื่อว่า เพราะเค้าทำตัวไม่ดี เค้าก็เลยถูกฝังไว้ที่นั่น ไปไหนไม่ได้ ก็ยึดติดอยู่ตรงนั้น พอเราไปเห็นก็เลยงงว่าทำอะไรกัน ผีก็บอกว่าเค้าไปไหนไม่ได้ เราเลยบอกว่าไปได้สิ คุณอยู่เกาะนี้ใช่ไหม ไหนคุณลองไปเกาะโน้นสิ ลองกระโดดไป 1 ครั้ง แล้วพอเค้ากระโดดไปได้ เค้าก็งงว่า ตัวเองทำอะไรอยู่นี่มาทำไมตั้งนาน พอเค้ารู้ว่าจริง ๆ ไม่ได้ติดอะไร เค้าก็ไปส่วนผีจะขอให้เราไปเคลียร์กับคนไหม มีครับแต่น้อย อย่างที่บอกว่าผีคือความยึดติด และเขาจะไม่ยึดกับเรา เขาจะไปยึดติดกับสามีของเขา เพราะฉะนั้น เค้าอยากจะไปคุย ไปเคลียร์ มันไม่เกี่ยวไรกับเรา มันเลยค่อนข้างยากที่เค้าจะมาบอกว่าช่วยหน่อย ส่วนใหญ่ต่อให้มี เราก็จะบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องของคุณเพราะคุณไปแล้ว มันอยู่คนละโลกกัน คุณจะมาทำแบบนี้ไม่ได้ผีพวกนี้ต้องทำความเข้าใจ เหมือนมันมีคลาสที่หมายถึง วิธีการ หรือ สิ่งในการยึดติดในจิตใจมันต่างกัน เช่นบางคนโกรธเกลียดเคียดแค้น บางคนละโมภโลภมาก บางคนมีความหลงงมงายมันคนละเรื่องกัน เหมือนบ้านเรา หรือคอนโดเราอยู่ด้วยกัน เรายังไม่รู้จักห้องข้าง ๆ เลย มันเลยไม่ได้แปลว่าผีทุกตัวจะต้องมาเจอกัน หรืออยู่ในยูนิเวิร์สเดียวกัน มันก็ไม่ใช่ครับถามว่าการไปช่วยสื่อสารกับผี เป็นการท้าทายระบบไหม ต้องบอกว่าแต่ก่อนผมเป็นแบบนั้น นิสัยไม่ดี บางทีเราไปจัดการบางเรื่องแล้วเหมือนไปบิดเรื่องราวที่มันไม่ควรจะเป็น แต่ท้ายที่สุดแล้ว กรรมใครกรรมมัน โยกไม่ได้ กรรมคือการกระทำ แล้วใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น เหมือนบุญบาป แต่ความลำบากเดือดเนื้อร้อนใจที่เราดันไปทำให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่มันไม่ควรจะเป็น ความลำบากใจมันก็จะเป็นบาป หรือความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นกับเรา เค้าเรียกว่ามันเป็นการสร้างบาปอันใหม่ขึ้นมา แต่อย่าไปโยงว่า เป็นการเอาบาปของเค้า มาใส่ให้เรา อันนี้ไม่ถูกครับแล้วบุญคืออะไร สร้างอย่างไร บุญคือความสบายใจ สบายใจแปลว่าไม่หวงหน้าพะวงหลัง ทำอะไรแล้วมันก็เคลียร์ โล่ง โปร่ง สบาย นี่คือบุญ แล้วบุญมันทำง่ายมาก เช่น ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เวลามีอุทกภัยน้ำท่วม มีน้ำจิตน้ำใจ นั่นคือการทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ ทำแล้วก็โล่ง โปร่ง สบาย บุญเกิดได้กับเรื่องแค่นี้เอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ถึงพร้อม หน้าที่เป็นพ่อ หน้าที่เป็นแม่ หน้าที่เป็นลูก หน้าที่เป็นสามี หน้าที่เป็นภรรยา ถ้ามันทำถูกต้องตามหน้าที่ของตัวเองจะสบายใจ เกิดแต่เรื่องดี ๆ นี่แหละบุญ อย่างการเข้าวัดมันก็เรื่องดี แต่เข้าไปทำอะไร ไปไหว้แล้วก็ขอนั่นนี่เยอะมาก แล้วมันสบายใจตรงไหน พอมันไม่สบายใจ แล้วคุณจะเอาบุญจากไหน มันไม่มีทางได้บุญ”การเป็น LGBTQ+ เกี่ยวกับบุญบาปหรือไม่?“เราจะเป็นเพศไหนเราก็เป็นคนเหมือนกันหมด เรามีความสุข ความทุกข์ มีความอยากได้ มีความเสียใจ แล้วมันต่างกันตรงไหน การที่เรามีความรัก มีความปรารถนาดี แล้วอยากให้คนอื่นมีความสุข อยากได้คน ๆ นั้นมาอยู่ข้าง ๆ แล้วมีความสุข มันเกี่ยวอะไรกับเพศ เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างว่ามันเป็นเรื่องบุญเรื่องบาปแต่การยึดติด และพยายามจะบอกว่า ฉันเป็นอย่างงี้ มีสิทธิ์อย่างงั้น พอยึดติดแล้วมันทุกข์ การกอดความทุกข์เอาไว้มันเป็นบาป เพราะบาปคือความไม่สบายใจ ดังนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณเป็นเพศอะไร หรือระบุว่าตัวเองเป็นเพศอะไร แต่ต้องทำความเข้าใจ และยอมรับตามความเป็นจริงให้ได้ว่า ก็ฉันเป็นเพศนี้ ฉันมีความรักกับคนนี้ เท่านั้นพอส่วนใครเป็นเพศไหน ถ้าเป็นผีก็จะมีเพศสภาพแบบนั้น เพราะเราก็แสดงออกตามสิ่งที่เราจำได้ จากที่เราเคยส่องกระจกว่า เราเป็นอย่างนี้นะ ก็จะแสดงให้คนอื่นเห็นแบบนั้นเช่นกัน”ทำไมเดือนตุลาคม ถึงมักมีเรื่องไม่ดี?“มันเป็นปกติครับ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติว่า การเกิด การตาย เป็นปกติ การตกทุกข์ได้ยาก การพลัดพรากสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นปกติที่ทุกวันก็มี แต่เราให้คุณค่ามันกับมันจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แต่สุดท้ายแล้วเราจะเห็นความน่ากลัวของการเกิด การเกิดน่ากลัว ความตายไม่น่ากลัว และการเกิดเป็นมนุษย์น่ากลัวที่สุด เพราะมันต้องเกิดเรื่องราวต่าง ๆ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็เจ็บไข้ได้ป่วย พลัดพรากบุคคลอันเป็นที่รัก สุดท้ายก็ต้องตาย ซึ่งมันคำนวณไม่ได้เรื่องภัยธรรมชาติ ผมก็พูดบ่อย ซึ่งมันไม่ได้เป็นเรื่องพิสดาร ไม่ใช่เรื่องดวง มันเป็นเรื่องปกติ แต่มันเป็นธรรมชาติที่คำนวณได้ มันมีเหตุปัจจัยทางธรรมชาติที่คุมได้ก็มี คุมไม่ได้ก็มี แล้วสิ่งที่คุมได้ ทำไมไม่คุม ทำไมไม่ช่วยลดเหตุปัจจัยให้มันแย่น้อยลง เราต้องเข้าใจในบริบททั้งหมด อย่าไปโทษธรรมชาติอย่างเดียว อย่างเรื่องน้ำท่วม เดี๋ยวมันแย่แน่นอน แล้วมันก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่องนี้มันควบคุมได้ หากสามารถบริหารจัดการน้ำให้มันดีขึ้นกว่านี้”ขโมยดวงสามารถทำได้จริงไหม?“ขโมยจากไหนครับ ถ้าเราเข้าใจดวงก่อน ว่าดวงมันคืออะไรสักอย่างที่เป็นการเคลื่อนที่เคลื่อนย้ายจากเรา เป็นสิ่งที่บอกว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ พรุ่งนี้จะเป็นยังไง ในอดีตเคยเป็นแบบไหนมาก่อน ถามว่าสิ่งนี้ใครจะมาขโมยเราได้ด้วยเหรอ พรุ่งนี้จะกินข้าวกับอะไร ขโมยได้ด้วยเหรอครับ เรากินมากกินน้อย อิ่มแล้วอยากผอม อยากอ้วน อร่อยมาก อร่อยน้อย เราก็ตัดสินใจเอง แล้วคนอื่นเค้าขโมยได้ด้วยเหรอ แค่คิดก็ไม่มีอะไรที่มันจะมาสนับสนุนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วถ้าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แล้วเรามีความเข้าใจ เราจะรู้สึกเลยว่า ทำไมเราต้องมาพึ่งอะไรกับเรื่องพวกนี้ด้วย ดูดวง สะเดาะเคราะห์ ถามว่าเคราะห์มันสะเดาะยังไง กุญแจที่ใช้สะเดาะคือยังไง หลายคนรับขันธ์ ยังไม่รู้เลยว่าขันธ์ไหน คนชอบอ้างว่างเรื่องพวกนี้ทำแล้วสบายใจ ไม่เดือดร้อนใคร เราไม่คิดเหรอว่าจริง ๆ แล้ว การกระทำของเรา หรือผลที่มันเกิดจากทุกวันนี้ สมมติว่าเราอ้วน เราไปสะเดาะเคราะห์ แล้วเราหายอ้วนไหม ถ้าเราเข้าใจเรื่องธรรมชาติ ว่ากรรมคือการกระทำ ทำอย่างไรมันก็ต้องมีผลมากน้อยว่ากันไป เพราะเรามีหน้าที่สร้างเหตุ แล้วผลจะเป็นยังไง มันมีปัจจัยอะไรบางอย่างมาทำให้มันเปลี่ยนแปลงก็ว่ากัน ถ้าชีวิตมันแย่มาก ๆ อยากจะมีชีวิตที่ดีก็เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนคำพูด รักษาความเป็นปกติของมนุษย์ ชีวิตมันก็เปลี่ยนแปลง มันก็ดีขึ้นได้ มนุษย์ไม่ได้พูดได้ตั้งแต่เกิด ธรรมชาติของมนุษย์คือ เกิดมา ศึกษา เรียนรู้ มีคนสอน เริ่มเดินเป็น แล้วถึงค่อย ๆ พูด ความเป็นมนุษย์มีแค่นี้ ไม่มีใครมาดลบันดาล มาเสกแล้วโรคหายเลย เคยทำอะไรไม่ดีมาเอาน้ำมนต์ใส่แล้วหาย หรือไปลอดโน่นลอดนี่ นอนในโลงศพแล้วหาย มันไม่ใช่ ทุกอย่างมันมีอุบาย และมันมีเหตุผลของมัน การไปนอนในโลง ก็เพื่อให้เราระลึกว่าสุดท้ายคุณตายแล้ว คุณเอาอะไรไปไม่ได้เลย คุณต้องไปอยู่ในโลงเล็ก ๆ คุณจะยากดีมีจนแค่ไหนก็ตาม คุณทำอะไรมาก็ตาม สุดท้ายเอาอะไรไปไม่ได้เลย พอเราระลึกถึงความตายได้ ก็จะเกิดความไม่ประมาท มีสติรู้ตัว แล้วมันเกิดการพัฒนาในชีวิต เหตุผลมีแค่นี้”ถ้ารู้ว่าดวงจะเป็นยังไง เราสามารถแก้ดวงได้ไหม?“ต่อให้คน ๆ นั้นดูดวงแม่นมาก รู้ทุกอย่าง สมมติผมก็ได้ ผมไปรู้เรื่องราวมากมาย คำถามคือ รู้แล้วยังไงต่อ ต้องไปซื้อคอร์สนะ ต้องทำพิธีนะ แบบนี้เหรอ แล้วทำไมเราต้องทำอะไรอย่างงั้นด้วย ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เราก็จะตกเป็นเหยื่อแบบนี้เรื่อยไปทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยการกระทำของเราล้วน ๆ ไม่มีเรื่องพวกนั้นหรอก แต่เวลาเราไปให้คุณค่า ก็จะหมกมุ่นเรื่อย ๆ แล้วสิ่งนั้นจากไม่มี มันก็เลยมี เพราะเราไปให้คุณค่ามัน จากที่ทุกอย่างเป็นปกติ พอมีคนให้บางสิ่งมาบูชา สิ่งนั้นก็เลยมีคุณค่าขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ให้ทั้งความสุข และความทุกข์กับเราได้ แล้วพอมันมากขึ้น เราก็จะจมดิ่งไปเรื่อย ๆ คราวนี้ก็เริ่มเชื่อทุกอย่าง สุดท้ายชีวิตก็พินาศ แล้วคนที่มีโมหะมาก ๆ คือมีความหลงผิดมาก ๆ มีอวิชามาก ๆ ดึงยังไงก็ไม่ขึ้น ใครพูดให้ตายก็ไม่ฟัง ก็ยังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ คือสังคมเราอ่อนแอมาก แทนที่เราจะพึ่งพาตัวเอง กลับต้องไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในพุทธศาสนาไม่มีคำว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจะศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยการกระทำของเรา การโทษกรรมเก่า คิดว่าชาติที่แล้วดวงไม่ดี หรือเทพไม่ช่วย นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าประณาม มันไม่ถูกขอทำไมครับ สมมติเราอยากมีแฟน เราต้องสร้างเหตุปัจจัย เริ่มจากตัวเราก่อน ให้มีองค์ประกอบครบก่อน แล้วมันยากตรงที่ว่าเราสร้างคนเดียวไม่ได้ มันต้องมีอีกคนหนึ่งสร้างไปด้วยกัน ปรับไปด้วยกัน มีความเชื่อเสมอกัน มีความเป็นปกติของมนุษย์เหมือนกัน มีปัญญาประมาณเดียวกัน มีความสละ มีจิตใจ มีน้ำใจเหมือนกัน ประกอบด้วยศีล จาคะ ปัญญา ศรัทธา ถ้ามันเสมอเสมือนแล้วสมานกัน มันก็ค่อยสร้างมาเป็นคู่กันได้ กลับกัน ไม่สร้างอะไรมาเลย แล้วไปขอกับรูปปั้น แล้วคิดว่าเค้าให้คู่คุณได้ พอเราเชื่อแบบนี้ สังคมก็เป็นแบบนี้ แล้วก็โดนหลอกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อยากได้คู่ ก็ต้องสร้างเหตุปัจจัยครับ”เราควรทำตามความเข้าใจ ด้วยเหตุปัจจัย“เราทำตามความเข้าใจด้วยเหตุปัจจัย เช่นสวดมนต์ เราต้องรู้ว่าการที่เราสวดเรามีสติไหม เกิดสมาธิไหม เกิดความสบายใจไหม และเกิดมีปัญญาเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนรึเปล่า ถ้าไม่ก็ไม่รู้จะสวดทำไม ร้องเพลงเอาก็ได้ สมาธิ คือ การตั้งมั่นจิต ใจเราตั้งมั่นอยู่ตรงไหน โฟกัสอยู่กับสิ่งตรงหน้า ถ้าเรารู้ตัวพร้อม รู้สึกตัวตลอด เวลาเราทำอะไร เราพูดอะไร ควรพูดหรือไม่ควรพูด นี่ก็คือ สมาธิ ส่วน ภาวนา แปลว่า พัฒนา เราสามารถภาวนาได้ทุกเวลา แต่บางคนสวดมนต์โดยไม่รู้ความหมาย แล้วมันก็เละเทะไปใหญ่ คิดว่าสวดแล้วชีวิตจะดีขึ้น ปรับภพภูมิได้ ความคิดนี้มาจากไหน ใครมาสอนเรื่องไรพวกนี้ไม่มี สวดแล้วมันต้องเกิดสติ เกิดสมาธิ จิตใจตั้งมั่น สวดแล้วมันสบายใจ มีปัญญารู้เข้าใจได้ว่าความหมายคืออะไรเวลาสวดมนต์ ที่ต้องเริ่มต้นด้วย นะโม ตัสสะ เพราะเป็นการบูชาบุคคลที่เอาเรื่องราวความจริงในโลกมาบอกเรา เป็นหนึ่งในมงคล ซึ่งมงคลในชีวิตมี 38 ประการ อยู่ดี ๆ มีคน ๆ หนึ่งมาบอกว่าชีวิตคืออะไร ความสุขความทุกข์คืออะไร อะไรคือเหตุปัจจัยความสุขความทุกข์ จะทำยังไงให้ชีวิตดีขึ้นหรือแย่ลง ทำยังไงให้ไม่เกิดทุกข์อีก เราก็แค่บูชา ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาคน ๆ นั้น คนที่เก่งมาก รู้ได้เองแล้วมาบอกต่อเราด้วยแล้วเวลาเราไปขอองค์เทพ แล้วขึ้นด้วย นะโม ตัสสะ มันเหมือนเอาความเชื่อสองอย่างที่มันขัดกันมารวมกัน เพราะพระพุทธเจ้าสอนเรื่องเหตุปัจจัย ทำอะไรกระทำด้วยตัวเอง แต่ตอนขอองค์เทพ คุณตั้งนะโมขึ้นก่อน มันเหมือนว่าคุณบูชาคนที่บอกว่าทำด้วยเหตุปัจจัย เพียรพยายามด้วยตัวเอง แล้วคุณก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปพึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ต้องพึ่ง มันก็เลยเหมือนขัดกันแม้กระทั่งการจุดธูป คนก็บอกว่าการจะไหว้มันต้องจุดนะ แต่เราก็รู้ว่าจุดแล้วมันก็มีปัญหาเรื่องp.m. 2.5 แต่เรายังไม่รู้เลยว่า ความหมายของธูป 3 ดอกคืออะไร เราก็จุดไปเรื่อย เทพองค์นั้นจุด 9 ดอก องค์นี้ 7 ดอก เทพมาบอกคุณตอนไหนว่าจุดกี่ดอก ดอกไม้ต้องสีนี้ เพราะว่าองค์นั้นชอบสีนี้ ถามว่าแล้วเค้าจะไม่ชอบสีอื่นเหรอ เค้าไม่เบื่อเหรอ เพราะฉะนั้นเราทำอะไรต้องมีปัญญานิดนึง คนยังเข้าใจอยู่เลยว่าธูป 3 ดอก คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ธูป 3 ดอก คือ พระพุทธคุณ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณหรือบางคนเข้าใจคำผิด ๆ เช่นเวลาไปเที่ยวอินเดีย ไปเที่ยวสังเวชนียสถาน ไปแล้วเกิดความสังเวช เศร้าโศกเสียใจ จริง ๆ แล้ว สังเวช แปลว่า เอาเป็นเครื่องระลึกให้กระตุ้นใจเราว่า มัวทำอะไรอยู่ พระพุทธเจ้าสอนเรามาสองพันกว่าปีแล้ว ให้เราเกิดความฮึกเหิม ไม่ใช่มัวแต่เศร้าโศกเสียใจดังนั้นเราต้องศึกษา มนุษย์มีหน้าที่ศึกษาเรียนรู้ พูดอะไรผิดพลาดไปก็ศึกษาเรียนรู้ เราก็จะเก่งขึ้น พัฒนาขึ้น ครูบาอาจารย์ถึงบอกให้เราภาวนา เพราะภาวนาแปลว่าพัฒนา มนุษย์เราพัฒนาได้ตลอดเวลา ถ้าไม่อยากโง่ ไม่อยากหลงผิด ไม่อยากเป็นเครื่องมือของไสยศาสตร์ ไม่อยากมีโมหะ คุณก็ศึกษาทำความเข้าใจว่า ชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม ธรรมชาติของสรรพสิ่งคืออะไร แล้วปฏิบัติให้มันตรง และสอดคล้องกับธรรมชาตินั้น”ไสยศาสตร์ คือเหตุปัจจัยที่เกี่ยวกับเราไหม?“คำว่า ไสยศาสตร์ คือศาสตร์ของคนโง่ เพราะ ไสยะ คือ ความโง่ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของคนที่พึงพาในสิ่งที่ไม่ควรพึ่งพิง ฉะนั้นคุณต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองได้ทำขึ้นมา ไม่มีทางลัดใด ๆ ในโลกอยากได้อะไรแล้วเสกดลบันดาลเอา มันไม่มี หากเราพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ เราจะรู้เองว่าไม่มี เราทำอะไรรู้ว่าสิ่งที่ทำมันได้มาจากความพากเพียร ความพยายามของเรา ซึ่งสิ่งที่มันผิดพลาดไป หรือมันเป็นเหตุปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรา เช่นเราพยายามทำดี เราขยันทำมาหากิน แต่คนรอบข้างไม่ดี เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี เราควบคุมมันไม่ได้ เพราะมันคือปัจจัย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเรื่องเหตุและผล ท่านสอนเรื่องเหตุและปัจจัย เราสร้างเหตุไว้แบบนี้ มันมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาทำให้ผลไม่ได้แบบนั้น แต่มันอธิบายได้ แล้วมันเข้าใจได้”ต้องทำอย่างไร ให้หายจากความทุกข์“ต้องเข้าใจก่อนครับ เวลาใครมาคุยกับผม ผมไม่เคยปลอบประโลมให้คิดบวก เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราคิดบวก เราต้องอยู่บนความเป็นจริง รู้เห็นตามความเป็นจริงในทุก ๆ เรื่อง เราจะรู้ว่าความทุกข์เป็นเรื่องปกติเพราะความสุขมันไม่มีจริง เกิดมาเรามีแต่เรื่องทุกข์ หาสาเหตุของมันแล้วจะรู้ว่าเรื่องบางเรื่องแก้ได้ บางเรื่องก็แก้ไม่ได้ แต่มนุษย์ไม่ได้มีหน้าที่ทุกข์ ที่เราทุกข์เพราะเราไปยึดเป็นตัวกู และของกู เมื่อไหร่ก็ตามเป็นตัวกู และของกู เราทุกข์ทันที แต่ทุกอย่างเป็นไปด้วยเหตุปัจจัย มันจะทุกข์โดยธรรมชาติ เช่น โดนมีดกรีด รู้สึกเจ็บ ร่างกายมันจะทุกข์ แต่ใจเราไม่มีความจำเป็นต้องไปยึดติดว่ามันทุกข์ หากเรารู้ว่าเหตุปัจจัยของความทุกข์ ก็คือการยึดเอาไว้ ยึดจนทำให้ตัวเองทุกข์ จริง ๆ แล้วไม่เคยมีใครทำให้เราทุกข์ได้ ยกเว้นตัวเราเอง”ตัณหา ทิฐิ มานะ 3 สิ่งนี้อยู่ที่ไหนก็เกิดปัญหา“คนเรามันมีความรู้สึกว่า อยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น สิ่งนี้เรียกว่า ตัณหา พอเรามีตัณหา เริ่มรบราฆ่าฟันกัน อย่างที่สองก็คือ สิ่งที่เราคิดว่าต้องเป็นอย่างงี้ ต้องเป็นอย่างงั้น ไม่น่าเป็นอย่างงี้ ไม่น่าเป็นอย่างงั้น เค้าเรียกว่า ทิฐิ อย่างที่ 3 คือการที่เราเปรียบเทียบคนอื่น เราดีกว่าคนนั้น เราด้อยกว่าคนนี้ เค้าเรียกว่า มานะ ตัณหา ทิฐิ มานะ 3 ตัวนี้ไปอยู่ที่ไหน พังทุกที่มีปัญหาตลอด”ศาสนา คือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ“ศาสนา แปลว่า ทางรอด ทุกคนมีทางรอดของตัวเอง ไม่มีมนุษย์คนไหนเลยที่ไม่มีศาสนา อยู่ที่ว่าเราเอาอะไรเป็นศาสนา บางคนทางรอดคือพระพุทธเจ้า บางคนทางรอดคือพระเจ้า บางคนทางรอดคือเบคอน บางคนทางรอดคือจุลินทรีย์ หรือบางคนทางรอดคือตัวเราเอง คนที่บอกว่าเราเป็น Atheist เราไม่นับถือศาสนาเลย ไม่จริง คุณนับถือในความเชื่อของตัวเอง เพราะฉะนั้นคุณก็มีศาสนาของตัวคุณเอง แต่ถามว่ามันรอดไหม ถ้ามันไม่รอด หรือมันไม่ตอบในทุก ๆ บริบท ก็อาจจะต้องมีใครสักคนที่เป็นกูรู แล้วคุณอาจจะเชื่อเค้า รู้สึกว่าคน ๆ นี้เป็นที่พึ่ง แต่ต้องหาทางที่มันเป็นแก่นจริง ๆ เค้าสอนอะไรเรา บอกอะไรเรา ชี้นำเราไปตรงไหน เราค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ค่อย ๆ ศึกษา ด้วยสติปัญญา รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เท่านั้นเลยครับ” – หมอบี ทูตสื่อวิญญาณพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

เปิดมุมมอง ความเชื่อ และเรื่องราวชีวิต ของ “อ๊อฟ คนเห็นผี” ตัวแม่ด้านสิ่งลี้ลับ กับประสบการณ์ชวนขนลุก

12 ม.ค. 2024

เปิดมุมมอง ความเชื่อ และเรื่องราวชีวิต ของ “อ๊อฟ คนเห็นผี” ตัวแม่ด้านสิ่งลี้ลับ กับประสบการณ์ชวนขนลุก

Club นี้ยังคอยสร้างแรงบันดาลใจ และเป็น Club ที่ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวทุกเฉดสีของชีวิตจากเหล่าตัวแม่ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้ต้อนรับตัวแม่ด้านสิ่งลี้ลับ “อ๊อฟ คนเห็นผี” LGBTQ+ ที่ต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองมามากมาย และได้แชร์เรื่องราวเหล่านี้ไว้ในรายการอีกด้วยอ๊อฟ คนเห็นผี ชื่อนี้ได้มาอย่างไร?“ชื่อ อ๊อฟ คนเห็นผี เกิดขึ้นจากรายการ The Sixth Sense คนเห็นผี ซึ่งเป็นรายการของ พี่เจ จากช่อง อ้าปากค้าง ตั้งแต่นั้นมาก็ใช้นามสกุลนี้มาเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนไปทำรายการ คำผีบอก ที่ ช่องอมรินทร์ ก็ตาม แต่เราคิดว่าเราเกิดมาจากรายการนี้ เราควรใช้นามสกุลนี้ดีกว่าเรื่องราวการเห็นผี มันเริ่มมาตั้งแต่จำความได้เลย ตอนเด็ก ๆ เราอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด เวลามองออกไปข้างนอกบ้านเราจะเห็นดงกล้วย ซึ่งตอนนั้นจำได้ว่าเราเห็นเป็นแม่ตานี แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นแม่ตานี สิ่งที่เห็นคือผู้หญิงที่ใส่ชุดสีเขียวทั้งตัวยืนอยู่ตรงดงกล้วย พอเราไปบอกพ่อกับแม่ เค้าก็ไม่เชื่อ หาว่าเราเพ้อเจ้อไปเองตามประสาเด็ก ซึ่งเราไม่รู้ว่าแม่ตานีจะอยู่ประจำต้นกล้วยแต่ละต้นรึเปล่า แล้วแม่ตานีที่เราเห็นไม่ได้ใส่ชุดไทยสีเขียวนะ แต่เป็นชุดคล้ายกับชุดนอนที่เป็นผ้าโปร่ง ๆ ค่ะ”เริ่มเห็นผี ในขณะที่คนรอบตัวไม่เชื่อ“ทุกคนรอบตัวบอกเหมือนกันหมดว่าไม่เชื่อ ยิ่งพ่อกับแม่ก็ยิ่งไม่เชื่อเลย แต่ว่าโชคดีที่เรายังมีคุณตาอยู่ ซึ่งคุณตาจะคอยพูดว่า เอาน่าเดี๋ยวสักวันหนึ่งพวกเค้าก็รู้ เพราะคุณตาเป็นสัสดี และเป็นผู้คุมนักโทษที่ราชบุรี พอเสร็จงานท่านก็จะไปเข้าป่าล่าสัตว์ ก็จะมีของขลัง แล้วก็เหมือนเป็นสื่อกลางของหลวงปู่ท่านหนึ่ง เวลาครอบครัวเราจะมีเรื่อง กำลังจะมีปัญหาที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล หรือจะเจอปัญหาหนัก ๆ ท่านจะมาสื่อสารผ่านคุณตา ซึ่งเราคิดว่า คุณตาน่าจะเห็นผีตอนนั้นเวลาเห็นผีเราไม่รู้สึกกลัวเลย เพราะว่าเรามองเห็นเค้าเป็นคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีเลือดไหล ไม่ได้มีอะไรที่น่ากลัวแบบในหนัง และเราก็มองเห็นเค้าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยมาก แต่พอโตขึ้น การเห็นผีเริ่มส่งผลกระทบหนัก ๆ คือเพื่อนไม่เชื่อ และมักจะบอกว่าเราบ้า และจะพาเราไป 2 ที่ คือ ศรีธัญญา กับ บ้านสมเด็จ ให้เลือกเอาว่าจะไปที่ไหน แล้วเราก็ลองไปกับเพื่อนที่ ศรีธัญญา ตอนไปปรึกษา คุณหมอก็มีแบบทดสอบให้ทำ แล้วผลก็ออกมาว่าเราปกติ คุณหมอบอกว่าเราดูเป็นคนคิดเป็นขั้นเป็นตอน คิดเป็นระบบ เราก็เลยถามคุณหมอว่า แล้วสิ่งที่หนูเห็นมันคืออะไรคะ คุณหมอก็บอกว่า อันนี้ก็ต้องไปศึกษาดูอีกที พระพุทธศาสนาน่าจะมีบอก จากนั้นเราก็เลยได้ไปเจอกับคุณหมออีกท่าน ท่านเป็นธรรมะโอสถหลวงพ่อจรัญ แล้วเราก็เลยไปปฏิบัติธรรมที่นั่นพอไปปฏิบัติธรรมหลวงพ่อก็เทศน์ได้ตรงใจมากทุกครั้ง ครั้งแรกไม่ได้มีโอกาสเจอแบบตัวต่อตัวกับท่าน ตอนนั้นนั่งสมาธิอยู่ แล้วท่านก็เทศน์ให้ฟังเรื่องตายแล้วไปไหน และเรื่องเกี่ยวกับภาวะจิต ว่าจิตของเราคืออะไร จิตของเรารับรู้ได้อย่างไร ตอนนั้นเรารู้สึกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราหาคำตอบอยู่ แล้วอีกคืนก็มีแม่ชี มาอ่านบทของหลวงพ่อจรัญ แล้วได้พูดเรื่องหนึ่งที่เราถึงกับร้องไห้เลยเพราะแม่ชีพูดเรื่อง เรือนแม่กาหลง ต้องบอกก่อนว่าสถานที่ปฏิบัติธรรมตรงนั้น เค้าจะไม่ให้ผู้หญิงกับผู้ชายพูดกัน เพราะว่าเราถือศีลอย่างเคร่งครัด แต่ตอนที่ปฏิบัติธรรมอยู่ จะมีผู้หญิงคนหนึ่งสวยมากเดินเข้ามาหาเรา แล้วก็พูดว่าเค้าชื่ออะไร มาจากไหน ตอนนั้นเราคิดว่าตัวเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งก็เลยสามารถคุยกันได้ แล้วพอทำความรู้จักกัน เธอบอกว่าเธอชื่อ แม่กาหลง บ้านอยู่ตรงนี้ เราก็คุยกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งในระหว่างนั้นเราไม่รู้เลยว่าคนรอบข้างจะมองเรายังไง และคิดว่าภาพที่คนรอบข้างเห็นตอนนั้น น่าจะเห็นเรายืนพูดคนเดียว และคงคิดว่าเราบ้า แต่จริง ๆ แล้วเรายืนพูดกับแม่กาหลง เราไม่ได้พูดคนเดียว แล้วพอตอนกลางคืนแม่ชีก็ได้มาเล่าเรื่องแม่กาหลงให้ฟังว่า ในวัดมีเรือนหลังหนึ่งเป็นเรือนไม้ชื่อ เรือนแม่กาหลง ซึ่งท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังยึดติดอยู่กับเรือนไม้เรือนนั้น ไม่ยอมไปไหนจนกลายเป็นเปรตอยู่ที่นั่น หลวงพ่อจรัญก็เลยไปโปรดมา แล้วก็ยกเรือนทั้งเรือนมาไว้ในวัดเพื่อทำเป็นเรือนสาธารณะประโยชน์ จะได้เป็นบุญให้แม่กาหลง ซึ่งก็คือแม่กาหลงคนนั้นที่เรายืนคุยด้วยจริง ๆ แล้วการเป็นเปรต มันไม่ได้ตัวสูง ปากเท่ารูเข็ม มือเท่าใบลาน ในแบบที่เราเคยเข้าใจกัน จริง ๆ แล้วเปรตมี 12 ตระกูล มันจะแยกตามกันว่าคุณทำอะไรผิดมา หรือยังยึดติดกับอะไรอยู่ มันก็จะเกิดที่ตระกูลนั้น เปรตบางตระกูลตอนกลางวันเสวยสุขอยู่บนชั้นพรหม แต่พอตกกลางคืนก็ต้องลงมาชดใช้กรรมที่ตัวเองเคยทำไว้ เพราะฉะนั้นเปรตบางตนก็จะมีลักษณะเหมือนคนธรรมดาปกติเลย แค่เค้ายังลุ่มหลงอยู่กับอะไรบางอย่างเท่านั้นหลังจากที่ฟังเรื่องหลวงพ่อจรัญ ที่สอนเรื่องภาวะจิต เราก็เริ่มกลับมาฝึกปฏิบัติจิตของเรา นั่งสมาธิภาวนาไปเรื่อย ๆ สักพักมันก็จะเริ่มแยกออกโดยอัตโนมัติว่าคนนี้เป็นคน หรือไม่ใช่คน”อ๊อฟ คนเห็นผี กับการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง“เราพิสูจน์มาตลอด คนอื่นก็บอกว่าไม่จริงมาตลอด บางครั้งเราก็มองข้ามไปบ้าง บางครั้งก็หลงทางโซซัดโซเซมาก็บ่อย จนกระทั่งช่วงมหาวิทยาลัยที่รู้สึกว่าคนรอบตัวเริ่มเชื่อ แล้วเราก็ได้ช่วยเค้าจริง ๆ ทำให้เค้าหลุดพ้นจริง ๆ เค้าหายจากโรคนั้นจริง ๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นกำลังใจให้เราช่วยเหลือเคสต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างเช่น เคสของพี่ที่จังหวัดสุรินทร์ ที่มีโรงงานทำฟัน ณ ตอนนั้นภาพที่เราเห็นพี่เค้าคือหน้าเป็นกะโหลกแล้ว ไม่เห็นเป็นหน้าคนแล้ว ตอนนั้นเค้าป่วยมากโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่พอเราได้ไปช่วยเค้า เค้าก็หายเป็นปกติ หรือแม้แต่เคสรีสอร์ทร้างที่อัมพวา ในตอนที่เราไปเห็นรีสอร์ทสภาพไม่ได้เลย เป็นรีสอร์ทที่น่ากลัวมาก จนตอนนี้ หลังจากที่เราได้ไปช่วยแก้ปัญหา ปรากฎว่าแขกเข้าพักเต็มตลอด เค้ารีโนเวทใหม่ตามที่เราบอก แค่นี้มันก็เป็นกำลังใจเล็ก ๆ ที่เติมใจเราแล้ว ว่าเราได้ช่วยคน ใครจะว่าอะไรเราไม่รู้ แต่ว่าในขณะที่ฉันช่วยคนอื่นอยู่ แล้วคุณได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างแล้วหรือยังเวลาเราไปแก้ปัญหาให้คนอื่น จริง ๆ ต้องบอกว่าไม่มีใครไปรับอะไรแทนใครได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตน กรรมใครก็กรรมมัน แต่เราแค่ไปช่วยให้กรรมนั้น กลายเป็นการอโหสิกรรม อย่างเช่นไปแนะนำเค้าว่า ให้นั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตาถึงคนนี้ ทำให้เค้าอโหสิกรรม เราจะได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมตรงนี้ไป เพราะฉะนั้นคุณต้องทำด้วยตัวเองหมดเลย ไม่มีใครทำแทนใครได้ส่วนการพิสูจน์เรื่องเพศให้คนที่บ้านยอมรับในตัวตนของเรา ต้องบอกว่าตอนเด็ก ๆ ใครเป็นตุ๊ดนี่คือโดนล้อหนักมาก แต่ว่าตอนนี้เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อก่อนหากเราเป็นตุ๊ดก็ต้องพิสูจน์ตัวเองหลายอย่าง คือเรามาจากครอบครัวที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นทหาร ท่านคาดหวังกับเราสูงมาก ลูกเป็นตุ๊ดไม่ได้ แต่เราก็มีคุณยายที่สอนร้อยมาลัย แกะสลัก แต่กับพ่อแม่เราเสียน้ำตาหมดหลายปี๊บ กว่าที่เค้าจะอยู่ในจุดที่ยอมรับได้ และบอกว่าไม่เป็นไรลูก ขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอ ซึ่งใช้เวลานานเหมือนกันนอกจากการพิสูจน์เรื่องเพศแล้ว การพิสูจน์ให้คนอื่นยอมรับว่าตัวเองเห็นผี อันนี้ใช้เวลานานกว่าเรื่องเป็นตุ๊ดอีก แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็เชื่อเอง คือตอนที่มาถ่ายรายการแล้ว ตอนที่ทำรายการคำผีบอก ทำให้คุณพ่อคุณแม่เชื่อว่า เออมันก็อาจจะเห็นจริง ๆ นะ เพราะเราสามารถช่วยเค้าได้จริง ๆ ส่วนเคสไหนที่ควรบอก หรือเคสไหนที่ควรเงียบนั้น เคสที่เราจะบอก คือเคสที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ อย่างเช่น เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่เค้าต้องการมาเอาคืนจริง ๆ เราก็จะบอกวิธีทำบุญ วิธีแก้ให้กับเค้า แต่ถ้าเป็นเจ้ากรรมนายเวรทั่วไป ปกติเราจะไม่บอก หรือบอกว่าไม่มีอะไรหรอกสบายใจได้ แต่จริง ๆ แล้วเราก็เห็นอยู่เราเพิ่งมาแยกออกได้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งแต่ก่อนเราสับสนมากระหว่างคนกับผี ก็เพราะเราเห็นผีเป็นเหมือนคนปกติทุกอย่างเลย ไม่มีหน้าเละ ไม่มีหนองเลือด แล้วเวลาเจอผี เราจะพยายามเก็บอาการมาก ๆ เพราะว่ากลัวเพื่อนเราจะตกใจกลัว ซึ่งผีบางตนมาเพื่อต้องการให้เราช่วย หรือบางตนก็ต้องการมาแสดงอำนาจว่าเค้าอยู่ตรงนี้ เค้าเป็นเจ้าที่ตรงนี้ และผีต้องมีการเวียนว่ายตายเกิด เค้าก็ต้องไปสู่ภพภูมิที่เป็นสัมภเวสี อสูรกาย หรือเปรต แล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่งเค้าก็จะไปจุตติเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ภพภูมิมันมีหลายภพภูมิซ้อนกันอยู่”นำความรู้ที่ได้จากช่วยเหลือเคส มาปรับเป็นประโยชน์สอนตัวเรา“เราไปช่วยเคสในรายการมาเยอะมาก แล้วเราก็เอาเคสเหล่านั้นมาสอนตัวเองว่า ถ้าเราเจอลักษณะนี้เราควรตั้งอยู่อย่างไร เราควรดำรงตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้ไหลไปตามกิเลส ซึ่งบางทีก็ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง เพราะเราก็ยังเป็นคนเทา ๆ ไม่ได้ขาวบริสุทธิ์ขนาดนั้น ก็พยายามทำให้มากที่สุด ต้องขอบคุณเคสทุกเคสในรายการเพราะทุกเคสสอนเราได้เยอะมากจริง ๆซึ่งคนที่จะมาขอความช่วยเหลือ เช่น ที่บ้านแย่มาก มีคนทำของใส่ ไปทับที่ทับทางคนอื่น แล้วหลายเคสป่วย จากการไปล่วงเกิน เราก็ต้องดูว่าเป็นการล่วงเกินแบบไหน อย่างเช่น ล่วงเกินนิด ๆ หน่อย ๆ ก็คงไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ถ้าล่วงเกินเช่น ไปเหยียบหัวเรือเค้า ซึ่งคนโบราณเค้าถือกัน หรือการไปท้าทาย อันนี้เป็นการล่วงเกินที่หนักการเจอผีไม่ใช่ว่าเค้าจะมาสั่งสอน บางทีเค้ามาขอส่วนบุญเราก็มี เพราะเราเป็นคนมีบุญมากเค้าก็มาขอเป็นเรื่องปกติ ซึ่งการเจอผี เรามองว่ามันเหมือนเฟืองสองเฟือง ซึ่งหมายถึงสองโลก ที่ต่างคนต่างหมุนไป จนกระทั่งเมื่อถึงวันเวลาหนึ่ง ฟันเฟืองมันมาประกบกันพอดีเป๊ะ มันก็คือจุดที่เราจะเห็นกันพอดี ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าฟันเฟืองมันจะมาประกบกันเมื่อไหร่”ความเชื่อเรื่องผี กับมุมมองของ อ๊อฟ คนเห็นผี“เราเห็นผีตลอด กลางวันก็เห็น ไม่ต้องรอพลบค่ำก่อนแล้วค่อยเห็น แล้วที่ส่วนใหญ่เค้าเชื่อกันว่า ตอนกลางคืนถ้ามีอะไรมาเรียกอย่าหัน หรืออย่าทัก เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีเฉพาะผีอย่างเดียวบนโลกใบนี้ มันมีคำว่าไสยศาสตร์อยู่ด้วย ไสยศาสตร์ คือพวกทำของคุณไสย ของพวกนี้จะเป็นลักษณะที่ทำให้เราตกใจก่อน พอตกใจแล้วเราทักปุ๊บ มันหมายถึงว่าจิตเราสัมผัสแล้ว ของเหล่านั้นมันก็เข้าแทรกเลยตัวตายตัวแทน สำหรับเรามองว่าตัวตายตัวแทนไม่มีบนโลกใบนี้ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ที่ว่าเราจะตายจะแทนกันได้ยังไง บางครั้งสาเหตุที่ต้องตายอาจเป็นเพราะทัศนียภาพของจุดนั้นมันจะต้องเกิดอุบัติเหตุอยู่แล้ว เช่นคนขับรถที่โค้ง ณ จุดที่มันไม่น่าจะโค้ง หรือบางครั้งจิตไม่มีสมาธิ เวลาขับรถไปเพลิน ๆ บางทีหลับใน แล้วมันถึงทางโค้งพอดี แล้วคนขับตื่นไม่ทัน ก็หลุดโค้งเรื่องจิตปรุงแต่ง มีจริงค่ะ ทางพระพุทธศาสนาเราเรียกว่า เจตสิก ซึ่งจิตปรุงแต่ง คือการที่บางทีเราคิดไปเอง หรือที่เรียกว่ามโน บางทีเราคิดไปเอง ซึ่งมากกว่าความเป็นจริง เช่น บางทีมีแค่ผีผู้หญิง แต่เราเห็นแล้วบอกว่า ฉันรู้สึกว่ามีผีผู้หญิงโบราณมาก ใส่ชุดโบราณแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งเป็นการพูดขู่ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลย เค้าแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ก็มีที่บอกว่า ผีต้องผมยาว ไม่จริงค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะผมยาว เพราะว่าผู้หญิงมักคิดว่าผมทำให้ตัวเองสวย ซึ่งวิญญาณเค้าจะอยู่ในรูปที่เค้าคิดว่าสวยที่สุด คือตายไปแล้วต้องไปอย่างสวย มันเลยทำให้เห็นผีผู้หญิงส่วนใหญ่ผมยาววิญญาณสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่เจอผี เจอวิญญาณมา เคยเห็นอยู่ตนเดียว เป็นสุนัขที่มีอนุสาวรีย์อยู่ที่ จังหวัดนครปฐม เราเห็นตนเดียวเลย เห็นแบบว่าออกมาจากหลังอนุสาวรีย์แล้วสะบัดหางฟุ้บ แล้วก็เดินเข้าไปเลยเรื่องแม่ซื้อ สำหรับเราเชื่อว่ามี จริง ๆ แล้ว เด็กทุกคนที่เกิดมาจิตมันบริสุทธิ์มาก ๆ ดังนั้นการที่วิญญาณจะสื่อสารกับเด็กจึงเป็นไปได้สูงมาก แล้วการที่เราเห็นเด็กยิ้มคนเดียว หัวเราะคนเดียว หรือบางทีร้องไห้อยู่ดี ๆ ก็หยุดร้องเอง เพราะเค้ามีแม่ซื้อ แล้วทำไมโตขึ้นถึงไม่เห็นแม่ซื้อ ก็เพราะประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์ในการเติบโตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนโตขึ้นมากับวัด เข้าวัด ทำบุญ ฟังเทศน์มาตลอด มันก็ยังสะสมและเห็นได้เรื่อย ๆ แต่บางคนโตขึ้นเริ่มห่างวัดมาเรื่อย ๆ เริ่มทำอะไรให้จิตมันไม่บริสุทธิ์ เมื่อนั้นเราก็จะไม่เห็น ซึ่งบางคนแม่ซื้อก็คือบรรพบุรุษของเค้าเอง หรือแม่ซื้อของบางคนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ บริเวณนั้นที่เค้าเชื่อถือกัน หรือไปขอลูกจากใครมา มันก็จะเป็นพลังนั้นมา เช่นสมมติว่าไปขอเจ้าแม่กวนอิมมา สิ่งที่เห็นตอนเด็ก ๆ อาจจะเป็นผู้หญิงจีนคนหนึ่ง ที่มาคอยดูแลเลี้ยงดูเราอยู่ พอโตขึ้นมาก็กลายเป็นเทพประจำตัวเรา กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นเองไม่ว่าจะศาสนาไหน ทุกศาสนาสอนเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน ของพุทธคือเข้าสู่นิพพาน ขึ้นไปอยู่ในภพภูมิที่ดี อยู่บนสวรรค์ เข้าหาพระเจ้า ซึ่งสุดท้ายแล้วทุกศาสนา การจะเข้าหาพระเจ้าได้ต้องเป็นคนดีมาก่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีหมดและคนต่างศาสนา สามารถเจอผีอีกศาสนาหนึ่งได้ ตัวอ๊อฟเองที่เป็นพุทธก็เคยเจอผียิว เจอผีที่เป็นมุสลิม เจอผีฝรั่งที่นับถือคาทอลิก มีรายการหนึ่งของ พี่จิโร่ ชาน ที่อเมริกาที่เค้าดังมากตอนนี้ อยู่ดี ๆ เค้าก็คอลมา ซึ่งตอนนั้นเค้าไปบ้านร้างบ้านหนึ่งที่อเมริกา แล้วก็พิสูจน์ว่าเราเห็นเป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่เราเห็นก็ตรงกับที่พี่เค้าเจอ มันตรงกันค่ะ”เห็นผี จนมีบางทีที่ไม่อยากเป็นสื่อกลาง“ต้องเรียนตามตรงว่ามีความรู้สึกนี้ทุกวัน เป็นความรู้สึกแบบเลิกถามฉันเรื่องนี้สักทีได้ไหม เวลาเจอกันถามฉันสิว่าฉันกินอะไร แต่พอเจอหน้ากันปุ๊บ ก็ถามเราตลอดว่ามีอะไรตามมั้ย ทำไมเจอหน้ากันไม่ สวัสดีคุณอ๊อฟเป็นยังไงบ้าง อะไรแบบนี้ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องดี ไม่ใช่เรื่องวิเศษ ไม่ใช่คนพิเศษที่มีเซ้นส์ เพราะบางทีเราต้องแก้ปัญหาให้เค้าด้วย แล้วบางทีเราแก้ปัญหาให้เค้าไม่ได้กลายเป็นว่าเรามานั่งเครียดเอง การเห็นวิญญาณทำให้เราเป็นซึมเศร้า เพราะบางทีเรายังยึดติดอยู่กับเค้า จนเราเครียด แล้วเราตัดไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องไปศรีธัญญา ที่นั่นเป็นที่พักใจเหมือนเดิม ไปปรึกษาหมอก็บอกว่า เรื่องวิญญาณหมอไม่ยุ่ง แต่หมอจะยุ่งเรื่องทักษะกระบวนการคิดของเราดีกว่าว่าทำไมเราถึงคิดอย่างนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังปรึกษาหมออยู่”ไม่หวังในชาตินี้ แต่หวังในชาติหน้า“ความหวังของอ๊อฟ ณ ตอนนี้ หวังว่าถ้าเรามีกำลัง หรือว่ามีอะไรพร้อมที่จะช่วยใครได้ก็ยินดี ซึ่งช่วยเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของระยะเวลาแล้วก็บุญสัมพันธ์ แต่ถ้าถามว่า หวังอะไรกับตัวเองไหม ไม่หวังค่ะ เราคิดว่าชาตินี้ตัวเองหวังไม่ได้แล้ว และทุกครั้งที่ไปกราบพระ ก็จะอธิษฐานว่า ถ้าชาติหน้ามีจริงฉันใด ขอให้หนูได้เข้าใกล้กับพุทธศาสนามากกว่านี้ ขอให้หนูได้เข้าถึงนิพพานให้มากกว่านี้ เพราะชาตินี้เรารู้ตัวแล้วว่าเราเป็นตุ๊ด คงไปถึงตรงนั้นไม่ได้อยู่แล้ว จริง ๆ ในพุทธศาสนาบอกไว้เลยว่าพวกบัณเฑาะว์จะเข้าถึงนิพพานไม่ได้ เพราะการจะเข้าถึงนิพพานต้องพร้อมพิสูจน์ตั้งแต่บวช ซึ่งในการบวชถ้าจิตเป็นกุศลก็บวชได้ แต่ด้วยเพศสภาพของเราเองคงไม่บวชอยู่แล้ว”ความเชื่อ ที่ต้องมาพร้อมกับสติ“ถ้าใช้สติกับสิ่งที่เราเจอ หรือสิ่งที่เราพบเห็น เราจะรู้ว่าอันไหนจริงหรือไม่จริง ง่าย ๆ คือ ถ้าเค้าอยากจะช่วยคุณจริง ๆ เค้าจะไม่เรียกเงินคุณมากมายหรอก และเวลาที่มีคนต้องการมาช่วยเรา อย่ามองว่าคนนี้คือผู้วิเศษ คนนี้คือผู้มีพลังอำนาจพิเศษ ไม่จริงหรอกค่ะ เค้าแค่เห็นอะไรบางช่วงบางตอน แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลในชีวิตคุณ คุณนั่นแหละที่เป็นคนเห็น คุณนั่นแหละที่เป็นคนรู้ พยายามใช้สติพิจารณาว่าเราเคยทำอะไรมา แล้วเราต้องรับผลกรรมอะไรให้ได้ เท่านั้นพอเลยและอาจจะมีคนที่ไม่เชื่อ ก็ไม่ต้องเชื่ออ๊อฟก็ได้ค่ะ คิดว่าอ๊อฟเล่าเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องหนึ่งก็ได้ แต่ว่าอย่างหนึ่งที่อยากให้เชื่อเลยคือ ถ้าคุณทำอะไรไปแล้ว อันนั้นมันคือกรรม แล้วเมื่อมีกรรมมันก็ต้องมีวิบากกรรม เหมือนมีแอคชั่น ก็ต้องมีรีแอคชั่น คุณก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับรีแอคชั่นที่มันจะเกิดขึ้นกับคุณ ถ้าคุณทำดีสิ่งที่รีแอคชั่นกลับมามันก็คือความดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณทำไม่ดีสิ่งที่รีแอคชั่นกลับมาก็คือความซวย ความอับโชคทั้งหลาย เพราะฉะนั้นก็เตรียมรับกับเรื่องนี้ไว้ให้ดีก็พอค่ะ” - อ๊อฟ คนเห็นผีดูรายการย้อนหลัง

album
efm
-

-