เปิดมุมมองชีวิต ของ “หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น” ยูทูปเบอร์ตัวแม่ เจ้าของวลีดัง “ละแมะ” “อะหรือ” “ว่าซ่าน”

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เปิดมุมมองชีวิต ของ “หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น” ยูทูปเบอร์ตัวแม่ เจ้าของวลีดัง “ละแมะ” “อะหรือ” “ว่าซ่าน”

15 พ.ค. 2023

รายการ Club Pride Day เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญตัวแม่ ที่โด่งดังในชั่วข้ามคืนจากการคัพเวอร์เพลง เธอคือสาวเก่ง สวย เสียงดี และมักจะมาพร้อมความม่วน ความจอย และความฮา

เปิดความสนุก ปลุกความฮา กันตั้งแต่เริ่มรายการ เมื่อสองดีเจสุดแซ่บ ดีเจพี่อ้อย และ ดีเจก็อตจิ เปิดไมค์กล่าวต้อนรับ “หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น” ยูทูปเบอร์สาวสายฮา เจ้าของวลีดัง ละแมะ , อะหรือ , ว่าซ่าน ซึ่งกว่าจะมาเป็นเธอในทุกวันนี้ เธอคือผู้ที่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อเดินตามความฝัน และแฮปปี้กับทุก ๆ โมเมนต์ที่เกิดขึ้นในชีวิต โดยมีหลากหลายเรื่องราวที่เธอได้มาแชร์ให้ฟังในรายการ

 

 

หยาดพิรุณ ปู่หลุน ชื่อนี้มีเรื่องเล่า

เรียกว่าเป็นชื่อที่ฟังดูหวาน และ ดูมีความหมายอยู่ในชื่อสำหรับชื่อ หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น ซึ่งต้องบอกว่าชื่อนี้มีเรื่องเล่า โดย หยาดพิรุณ ได้เผยที่มาของชื่อเพราะ ๆ นี้ไว้ว่า “เป็นชื่อที่คุณตาตั้งให้เลยตั้งแต่เกิด เพราะว่าหยาดเกิดในวันที่ฝนตก ตอนนั้นประมาณตี 4 ตี 5 คุณแม่ปวดท้องมาก คุณพ่อก็ขับรถมาสแตนบายจะไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าคุณแม่ทนไม่ไหว ก็เรามันอยากเกิดเต็มทีอะแม่จ๋า ซึ่งแม่บอกว่าเอาจริงยังไม่ทันได้เบ่งเลย ก็หลุดออกมาเลย แบบหลุดออกมาแบบสบาย ๆ ที่หัวกระไดบ้าน ก็เลยต้องตามคุณหมอตำแยมาที่บ้านแทน และก็เหมือนตอนนั้นมีนักข่าวชื่อดังชื่อหยาดพิรุณ แล้วคุณตาก็เลยชอบชื่อนี้ ก็เลยขนานนามเป็น หยาดพิรุณ ให้

ตอนนั้นจริงๆแล้ว คุณแม่อยากได้ลูกชายตั้งแต่เด็ก เพราะว่าหยาดมีพี่สาวคนนึง คนต่อไปคุณแม่ก็อยากได้เป็นลูกชาย ซึ่งคุณแม่เล่าให้ฟังว่า วันที่จะเกิด วันที่จะฝนตกนั่นแหละค่ะ แม่ก็ฝันเห็นพ่อปู่ ก็คือเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านอะไรอย่างเงี้ย แม่ก็จะมีเซ้นส์อะไรพวกนี้ เสร็จแล้วคุณแม่บอกว่า พ่อปู่ท่านถามว่า ลูกจะมาแล้วนะ จะเอาผู้หญิงผู้ชายก็ตะโกนออกมาดังๆ เลย คุณแม่เราอยากได้ลูกชายอยู่แล้ว เลยตะโกนดัง ๆ ว่า ลูกชาย ลูกชาย (ในความคิดนะคะ) แต่สิ่งที่คุณแม่ตะโกนออกไปนั้นมันออกอากาศไม่ได้ ตะโกนไปว่า หีมมมม หีมมมม (จิมิ) ใช่คุณแม่บอก แล้วเสียงดังก้องกังวาน ก็เลยเกิดออกมาเป็นลูกสาว เป็นหยาดนี่แหละค่ะ 

ซึ่งชื่อเล่นจริงๆ ชื่อ น้องน้ำฝน แล้วหลายคนถามทำไมใช้ชื่อหยาด ก็พอเข้ามหาลัย มันก็ได้จังหวะเปลี่ยนชื่อ รุ่นพี่เขาจะให้เขียนชื่อที่มันห้อยคอ เราก็เอาเลยเลือกใช้ชื่อหยาดพิรุณ ดีกว่า จากนั้นเพื่อนก็เลยเรียก หยาดพิบ้าง พิรุณบ้าง มาตั้งแต่นู้นเลย ไม่มีใครเรียกน้ำฝนแล้วค่ะ

ปู่หลุ่น จะมีหลายคนคิดว่าเป็นฉายา ไม่คิดว่ามันเหมือนนามสกุล แต่ก็มีบางคนก็เรียกปู่หลุนเหมือนเรียกแทนชื่อเราเลย ซึ่งรายการนี้เขียนนามสกุลหยาดถูก ปู่หลุ่น มีไม่กี่รายการที่เขียนถูก ส่วนใหญ่จะเขียน ปู่หลุน ที่มาของนามสกุลนี้คือ เมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีนามสกุล เขาก็ไปหานายทะเบียนแล้วนายทะเบียนก็บอกว่า ไปหามาว่าจะเอานามสกุลอะไรก็เขียนมา บ้านเรา ตระกูลเราก็นึกไม่ออกว่าจะนามสกุลอะไร ก็เลยเอาชื่อปู่แล้วกัน (เป็นทวดของทวดอีกที) ปู่ชื่อ หลุ่น ก็เลยกลายเป็น หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น”

 

 

“ว่างแล้วช่วยโทรกลับ” เพลงคัพเวอร์พลิกชีวิตหยาดพิรุณ

ชื่อของ หยาดพิรุณ กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังชั่วข้ามคืน หลังจากที่เธอได้ทำคลิปคัพเวอร์เพลง “ว่างแล้วช่วยโทรกลับ” ของเจ้าหญิงเพลง R&B ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ซึ่งยอดวิวล่าสุดของเพลงคัพเวอร์นี้ทะลุ 22 ล้านวิว ไปแล้ว โดยหยาดพิรุณ ได้เล่าที่มาของคลิปอันโด่งดังนี้ว่า “มันเกิดจากการที่หยาดถ่ายวิดีโอไลฟ์กับพี่สไบรท์ บะบะบิ ชื่อรายการโทรจิตโทรใจ ตอนนั้นเราไปถ่ายรายการกันที่ต่างอำเภอของเชียงใหม่ แล้วพวกเราอยู่บนดอย มันเหงา เลยคิดว่าเราจะทำอะไรกันดี ก็เลยตั้งกล้องไลฟ์มีมือถืออยู่อันนึง ไฟที่ใช้ก็เป็นไฟส่องกบอันเล็ก ๆ หน้าดำมากตอนนั้น แล้วตอนนั้นดันเป็นช่วงโควิดคนเขาก็จะดู ไลฟ์วันละ 3 ชั่วโมง คนโทรเข้าไม่หยุดเลย ทุกคนก็ต่างร้องเพลงให้เราฟัง เราเองก็ถือโอกาสร้องไปร้องมา แล้วปรากฏมีสายหนึ่งร้องเพลงว่างแล้วช่วยโทรกลับ ซึ่งเราชอบเพลงนี้ ชอบพี่ลิเดียอยู่แล้ว เราก็ชมว่าร้องเพลงถูกใจฉัน เดี๋ยวฉันขอร้องเวอร์ชั่นฉันให้เธอฟังบ้าง ปรากฏว่าท่อนที่หนูร้องคนก็ตัดท่อนนั้นไป กลายเป็นไวรัลใน TikTok ดาราอินฟลูเขาก็คัพเวอร์ มันก็เลยโด่งดังขึ้นมา ทีนี้แฟน ๆ ก็เรียกร้องเราว่าอยากฟังเวอร์ชั่นเต็ม เราก็เป็นคนที่เพื่อนให้ทำอะไรก็ทำมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว คือมันเหมือนมีฐานคนรอฟังอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน บวกกับความ Check it out yo Check it out boom ของหนูเข้าไปมันก็เลยติดหูคนฟัง

พอหลัง ๆ เราก็เริ่มติดสวย เริ่มติดแกรม เพราะเรารู้สึกว่าเล่นมาเยอะแล้ว และมันก็มีบางคนแบบว่าโอ้ยติดเล่นจังเลย เราก็เริ่มลองจริงจัง ล่าสุดปล่อยเพลงต้องโทษดาวใน TikTok เพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย ซุปเปอร์สตาร์ในดวงใจเรา คอมเมนต์ประมาณเกือบ 400 คอนเมนต์ บอกว่า โอ้ะกรู้วหายไปไหน อะหรือไปไหน กลืนหยาดพิรุณออกมาเดี๋ยวนี้ เนี่ยพอเราทำสวย ๆ ให้ก็จะมาเอาโอ้ะกรู้ว คนติดภาพฮาเราไปแล้ว”

 

“ดารานักร้อง” ความฝันของ ด.ญ. หยาดพิรุณ

ด้วยเบื้องหน้าที่มักจะเห็นหยาดพิรุณชอบร้องเพลง ร้องเพลงเพราะ เอนเตอร์เทรนเก่ง แท้ที่จริงแล้ว นี่คือความฝันที่เธออยากทำมาตั้งแต่เด็ก โดยหยาดพิรุณได้เล่าเรื่องราวความฝันนี้ให้ฟังว่า “คืออย่าเรียกว่าใฝ่ฝัน เรียกว่าเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่เริ่มจำความได้ หยาดจะเข้าใจว่าตัวเองเป็นดาราตลอด อยู่ต่างจังหวัด เกิดที่หนองบัวลำภู คุณแม่เอาขึ้นท้ายมอเตอร์ไซค์ ขับไปตามทุ่งนาเจอหญ้าตามข้างทาง มือมันจะกุยทำเป็นแบบว่าอย่าดึงแรงค่ะ อย่าจับเนอะแขนน้องเจ็บ ทำเหมือนมี FC ตลอดเวลา เหมือนเราคือซุปเปอร์สตาร์ มันไม่รู้ตัวว่าทำไมเราถึงอยากเป็นอย่างงั้น เราอาจจะดูละครดูหนังดูคอนเสิร์ตตอนเด็กเยอะ

และหนูคิดว่ามันเริ่มมาจากตุณตา คุณตาหนูเป็นกำนัน ทุก ๆ ตี 5 คุณตาจะต้องมาประกาศเสียงตามสาย ซึ่งก่อนประกาศเขาจะต้องเปิดเพลงปลุกชาวบ้านก่อน เป็นเพลงหมอลำที่เปิดนำก่อน เราได้ยินทุกวัน อยู่ดี ๆ มันก็ร้องตามได้ พอโตขึ้นมาคุณแม่ก็ชอบร้องเพลง คุณพ่อก็ชอบฟังเพลง ไปโรงเรียนก็ชอบเป็นเด็กกิจกรรมอีก เหมือนชีวิตวนเวียนอยู่กับการร้องเพลงกับการทำกิจกรรม จนถึงทุกวันนี้ค่ะ”

 

 

จากเด็กนักเรียนทุน สู่เด็กกิจกรรมแถวหน้าของมหาวิทยาลัย

หยาดพิรุณ เป็นคนหนึ่งที่เต็มที่กับทุกช่วงของชีวิต ในเรื่องการเรียนก็ไม่เป็นรองใคร เธอเคยเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นหัวหน้าสันทนาการหญิงคนแรกของคณะที่เธอเรียน เรื่องราวนี้ หยาดพิรุณ ได้เล่าว่า “หนูเป็นคนทำอะไรแล้วตั้งใจมาก คือเหมือนเราตั้งใจเรียน แล้วพอเริ่มเข้ามัธยมก็เริ่มทำกิจกรรมเยอะ ครูก็รักเรา ส่งไปทำกิจกรรม ส่งไปเรียนแลกเปลี่ยนบ้าง รอบแรกคือตอนม. 5 ไปอเมริกา เป็นการชิงทุนระดับประเทศ แล้วเลือกไปแค่ทุนเดียวเอง นี่ถือเป็นการสอบชิงทุนครั้งแรกในชีวิต แล้วเราก็คิดว่าไม่ได้หรอก เราเป็นเด็กต่างจังหวัดตัวเล็ก ๆ ตอนมาสอบในกรุงเทพ คุณแม่พานั่งรถทัวร์มา ชีวิตเหมือนหนังเลย คือความที่มันตื่นเต้นมาจากต่างจังหวัด ทำให้หยิบกระโปรงนักเรียนมาผิด ที่เอามาเป็นกางเกงพละก็ต้องรีบไปหาซื้อ ตอนนั้นตื่นตี 4 ตี 5 พี่ชายก็พาไปหาซื้อกระโปรงใหม่ แล้วก็เข้าไปสอบ วันต่อมาเขาก็ประกาศผลว่าเราคือท็อป 10 ข้อเขียน ตอนนั้นคุณแม่ที่ไปด้วยน้ำตาไหล เขาคงภาคภูมิใจในตัวเรา เสร็จแล้วกลายเป็นว่าเราได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นทุน YFU หรือ Youth for Understanding

มันมีความตื่นเต้น หนึ่งมันขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต แล้วบิน 24 ชั่วโมง เปลี่ยนไฟล์ทบิน 4 รอบ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาของเด็กอายุ 17-18 แล้วพอไปถึงเราไม่รู้จักคำว่า Homesick เลย เรารู้แค่ว่ามันสนุก ทำทุกวันให้มันสนุก กลายเป็นว่าเราเป็นเด็กแลกเปลี่ยนที่เป็นเอเชีย คือในอเมริกาสมัยก่อนยังมีเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ เด็กเอเชียมาจะต้องโดนบลูลี่ โดนแกล้ง แต่เรื่องพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับดิฉันเลย คือหยาดได้ทำทุกกิจกรรมที่เพื่อน ๆ คนอื่นทำ เพราะว่าโฮสต์แฟมิลี่ก็สนับสนุน คุณครูก็สนับสนุน เราได้รับเกียรติถึงขั้นได้ร้องเพลงชาติของอเมริกาเวลาเปิดบาสเก็ตบอลเกมส์ของโรงเรียน ซึ่งมันเป็นเกียรติมาก ปกติเขาต้องให้ดาวโรงเรียนทำ แล้วบังเอิญดาวโรงเรียนเป็นเพื่อนสนิทเราอีก มันก็เลยไม่มีแบบว่า Gossip Girl ไม่มีการแย่งชิง ตอนนั้นภาษาเราไม่ได้เก่งมาก เราอาศัยความอยากรู้อยากเห็นความกล้าแสดงออก 
ความอยากเรียนรู้ ฝรั่งเขาชอบแบบนี้ค่ะ ฝรั่งเขาจะต่างกับคนไทยนิดนึงคือคนไทยจะขี้อาย แต่ฝรั่งคือถ้าเธอไม่พูดเธอคือจมไปเลย ถ้าเธออยากมีเพื่อนเธอต้องกล้าพูด เธอต้องกล้าแสดงออก เธอต้องมีตัวตน เวลาอยากให้ทำอะไร ฝรั่งเขาจะชอบแบบ go go! คือเชียร์ พอโดนเชียร์ฉันเลยฉันตีลังกาไปเลย ฉันไม่กลัว ฉันสวย มั่นใจ ไม่กลัว หนองบัวลำภู ทำทุกอย่างเลยค่ะ

สิ่งที่ยากของการไปอยู่ต่างประเทศ คือการที่ทำยังไงให้เราไม่หิว เพราะอาหารเขาอร่อย ตอนนั้นน้ำหนักขึ้น 13 กิโลกรัม ท้อใจมาก ส่วนชื่อไม่ต้องเปลี่ยนเขาเรียกฝน เพราะตอนนั้นยังชื่อน้ำฝนอยู่ แล้วก็สมัยก่อนเหมือนยังไม่ได้มี Facebook , Line ก็จะเป็นโทรหาคุณแม่เดือนละ 1-2 ครั้ง แล้วก็จะกำหนดนาทีด้วยว่าไม่เกินกี่นาที เพราะมันโทรนาทีละ 30-40 บาทเลย สมัยก่อนมันยังเป็นโทรศัพท์บ้านอยู่เลยค่ะ การไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมครั้งนั้น ทำให้เรื่องของภาษาเรา Flow ขึ้น เพราะเราอยู่ตรงนั้นเราต้องพูด เราต้องอ่าน เราต้องเขียน เราต้องเรียน เราก็เข้าใจความหลากหลายวัฒนธรรม เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาก้าวไกลเขาเป็นยังไง ได้เห็นเยอะมากค่ะ ในวัยนั้นรู้สึกแค่ว่าโอ้โหโลกมันกว้างกว่าที่เราคิดเยอะ

พอกลับมาปุ๊บ ก็เข้าโครงการทูบีนัมเบอร์วัน เพราะรู้แล้วว่ากิจกรรมนี้เราจะได้ร้องเพลง เราจะได้เต้น เราจะได้เล่นกีฬา แล้วก็มาถึงจุดที่ต้องเรียนมาหาวิทยาลัย จะเลือกคณะอะไรดี ตอนนั้นนิเทศศาสตร์อยู่ในใจเราอยู่แล้วแหละ แต่เราจะบอกพ่อกับแม่ยังไงดี อันนี้คือปัญหาของเด็กที่จะเข้ามหาวิทยาลัยทุกคนต้องเจอ ที่อยากจะเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ไม่อยากให้เรียน เพราะที่บ้านเรียนนิติศาสตร์หมดเลย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็คงคิดว่าเราก็คงไม่หนีไกลจากนี้ ให้หนีไกลได้มากสุดสองอย่างคือเป็นทูตกับเป็นครู แต่ว่าโชคดีที่คณะนิเทศศาสตร์ที่ มช. ชื่อว่าคณะการสื่อสารมวลชน ก็เลยเอามาให้พ่อแม่ดูว่าเนี่ย เดี๋ยวจะเรียนคณะนี้นะ เค้าก็ถามว่าสื่อสารมวลชนเรียนไปทำอะไร หนูก็ตอบไปเลยว่าเรียนไปเป็นนักข่าว ตอนนั้นเวลาก่อนดูหนังดูละครนักข่าวเขาต้องใส่สูทให้มันดูภูมิฐาน ซี่งถ้าไปบอกว่าจบไปเป็นดารา เป็นยูทูปเบอร์ ไม่มีวันได้เรียน ไปบอกว่าเป็นนักข่าว เขาก็โอเคได้แต่งตัวดูดีใช้ได้ ๆ พอเข้ามาเรียน ได้อ่านข่าวตอนเรียนอยู่วิชาหนึ่งครั้งเดียวเท่านั้นเองค่ะ

คราวนี้โซเชียลมันก็เริ่มมา คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มเห็นเพื่อนแท็กรูปเราบ้าง กิจกรรมที่เราเล่นโอ้โหเราก็ใช่ว่าจะธรรมดา ร้องเพลงสันทนาการนั่นนู้นนี่ คืออยู่ปีหนึ่งก็รับน้องเต็มที่ไม่พอ ขึ้นมาปีสองได้รับเกียรติเป็นหัวหน้าสันทนาการผู้หญิงคนแรกของคณะอีก

ความโชคดีของหนูอย่างหนึ่งคือ หนูจะรู้วิธีการพูดกับคุณพ่อคุณแม่ผู้ใหญ่ การสื่อสารสำคัญมาก เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทะเลาะกับใคร ไม่ทะเลาะกับที่บ้าน ไม่ทะเลาะกับแฟน ไม่ทะเลาะกับใคร เพราะเรามีวิธีการสื่อสารที่จะทำให้เขาเข้าใจ เรารู้ระหว่างเรากับพ่อแม่มีช่วงอายุที่ค่อนข้างห่างกัน เรื่องของช่วงวัย เรื่องของความเข้าใจอะไรในหลาย ๆ อย่าง เราจะรู้แล้วว่าเขาคิดแบบนี้ เราจะเข้าหาเขายังไง ฉะนั้นใครที่เจอปัญหาคุยกับพ่อแม่ไม่เข้าใจ ลองเข้าใจเขาครึ่งนึง เอาใจเขามาใส่ใจเราครึ่งนึง ลองนึกดูว่าถ้าจะพูดกับเขาควรพูดแบบไหนแล้วเขาจะ say yes อย่าไปใช้อารมณ์ ถ้าใช้อารมณ์ทะเลาะกันแน่นอน ดังนั้นวิธีการอธิบายสำคัญมาก ๆ

 

หยาดพิรุณ เพื่อนสาวของเหล่า LGBTQ+

จะเห็นว่า หยาดพิรุณ มีเพื่อนเยอะมาก แล้วส่วนมากจะเป็นกะเทย กลายเป็นที่มาความสงสัยของใครหลาย ๆ คน ที่นึกว่าหยาดพิรุณ คือกะเทยคนหนึ่ง ซึ่งหยาดพิรุณได้แชร์มุมมองเรื่องนี้ว่า “มันเหมือนพรหมลิขิต หรือเวรกรรมสักอย่างหนึ่ง ที่มันจะหลอมรวมมาด้วยธรรมชาติของกฎแรงดึงดูดอะไรไม่รู้ ตั้งแต่ประถมหยาดมีเพื่อนเป็น LGBTQ+ เป็นสาวสองตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็มีมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะย้ายโรงเรียนหรือเปลี่ยนเพื่อน ก็จะมีเพื่อนเป็น LGBTQ+ ตลอดเสมอมา จนเราโตเราถึงนึกได้ว่าเราชอบเล่นกับคนกลุ่มนี้เพราะเขาสนุกสนาน มันเลยทำให้เราซึมซับส่วนนั้นมาโดยไม่รู้ตัวในบางที แต่จริง ๆ หยาดก็คือผู้หญิงธรรมดา ๆ นี่แหละค่ะ คือหยาดชอบ LGBTQ+ อย่างนึง อันนี้เราไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นเพศอะไร แต่แค่รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้เขามีความคิดสร้างสรรค์ เขามีความสนุกสนาน เขามีความเฟรนลี่ เขามีดีเอ็นเอบางอย่างที่เข้ากับเราได้ บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่สามารถเจอแล้วคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนกันมานานได้เลย”

 

ผิดที่ไว้ใจ! บางครั้งเพื่อนที่ร้าย ก็ไม่จำเป็นต้องทนคบ

แม้จะมีเพื่อนเยอะมากแต่ครั้งหนึ่ง หยาดพิรุณ ก็เคยเจ็บจากการไว้ใจ เพราะเคยมีข่าวโดนอดีตผู้จัดการโกงค่าตัวกว่า 3 ล้านบาท! โดยเธอได้เล่าเรื่องราวนี้ให้ฟังว่า “คนนี้เป็นเพื่อนรักที่สุดในชีวิตด้วย 10 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นพอเราเริ่มมีกระแสเริ่มดัง เราจะต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพ ซึ่งเราก็รับโทรศัพท์ไม่ไหวก็เลยให้เขามาช่วยรับงานให้  ปรากฎว่าด้วยความไว้ใจเขาก็ใช้ช่องโหว่ตรงนี้ในการรับเงินเข้าบัญชีตัวเอง รับงานโดยไม่บอกเรา บางทีมีงานเข้ามาเขาจะไม่อธิบายให้เราฟังก่อน ซึ่งปกติแล้วเราต้องรับทราบงานก่อนที่เราจะคอนเฟิร์มกับใครก็ตามเพราะว่ามันคือการทำงานของเรา ทีนี้เขาไม่บอกแล้วเขาก็รีบไปรับมา พอมันเกิดปัญหาหนูก็ต้องทยอยคอยแก้ อยู่กันอย่างนั้นประมาณสองเดือนสามเดือนก็มีปัญหามาเรื่อย ๆ จนวันที่มันเกิดเรื่องเกิดราวขึ้น ความแตกขึ้นมา เราก็ใจดีปล่อยเขาไปเพราะว่าเห็นเขาเป็นเพื่อน คือเราปล่อยเขาไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาทำผิดกับเรามากขนาดไหน แต่พอปล่อยเขาไปเสร็จเขาก็ยังไม่หยุด เขายังใช้โอกาสตรงที่ไม่มีใครทราบแอบรับงานแล้วก็ไปจ้างลูกค้าปลอมอีก ซึ่งแย่กว่านั้นพอเราไม่พูดไม่จาไม่บอกใครเพราะเป็นเพื่อนสนิท เราก็ไม่อยากจะเล่าให้ใครฟัง แต่พอเราไม่พูดปุ๊บ กลายเป็นว่าเขาก็ไปพูดกับเพื่อนอีกแบบนึง กลายเป็นเรื่องเป็นราว บางคนไม่เข้าใจเราโกรธเราเกลียดเราก็มี หาว่าเราทำร้ายเพื่อน เสียใจที่สุดในชีวิตหนูใช้คำนี้เลย

คือตอนนี้ Move on จากเรื่องนี้ แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย ใช่ค่ะ เราไม่คิดว่าคนรอบตัวเราเป็นคนไม่ดีไม่เคยคิดอย่างงั้นเลย จนเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเรารู้สึกว่า โอเค คนเรามันมีอีกด้านหนึ่งจริง ๆ ก็ทำให้รู้ว่าจะทำอะไรก็ระมัดระวังมากขึ้น ไม่ได้บอกว่าปิดกั้นตัวเองที่อยากจะคบกับใครนะคะ คือใครดีกับเราเราก็ดีกับเขา แค่นั้นเลยใช้ชีวิตแบบนั้นเลยในทุกวันนี้

ถ้าถามหยาด เรื่องนี้เขาผิดอยู่แล้ว 100% มันผิดทั้งกฎหมาย ผิดจรรยาบรรณศีลธรรม คือทุกอย่างมันผิด แต่มันคือวิธีการของคนที่รับสาร รับสารจากใคร ฟังเรื่องราวจากใครไม่มีใครไปนั่งพูดว่าตัวเองผิด ทุกคนต้องพูดตัวเองในทางที่ดีอยู่แล้ว แต่ว่าอย่างที่บอกเรื่องนี้ไม่อยากให้ซีเรียส หรือเครียดกับมันมาก เพราะว่าตัวหยาดเองปล่อยวางไปแล้วคือจบไปแล้ว แต่ส่วนที่เหลือคือก็ให้กฎหมายจัดการแค่นั้น Move on แล้วแฮปปี้มากตอนนี้”

 

 

จะตายทั้งที ขอให้ได้เจอสามีก่อนเจ้าค่ะ!

มีเรื่องราวสุดพีค ของการฝืนดวงแบบตัวแม่ ซึ่ง หยาดพิรุณ ได้เล่าเหตุการณ์ชวนอึ้งนี้ให้ฟังว่า “ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะไปหาคู่ คือเพื่อนไปดูดวงกับพระรูปนี้มา แล้วท่านแม่น แล้วกะเทยอะแม่ แบบว่าใครไปดูหมอแม่นก็ต้องพาเพื่อนไป หยาดก็ไปด้วย ถึงเวลาท่านก็บอกว่า เดือนนี้มิถุนายนนะที่มาดูดวง เดี๋ยวสักประมาณธันวานี่แหละใกล้ละ หยาดถามว่าทำไมเหรอคะ ท่านบอกเดี๋ยวประมาณธันวาเนี่ย ตาย!! ท่านทักแบบนี้เลย แล้วใครจะไม่กลัว ไอ้เราคิดว่ากลัวเรื่องตายแล้ว พอตอนจะกลับปุ๊บ ก็ถามต่อว่า สรุปหนูจะมีแฟนไหมคะ? ก็ต้องถาม เพราะจากมิถุนาไปธันวามันก็หลายเดือนอยู่นะ ขอมีก่อนได้ไหมล่ะ ท่านบอกว่า ไม่ต้องมีเธอมันชอบทำงานไม่ต้องมีหรอกปวดหัว หยาดก็ถามต่อว่ามันจะไม่มีเลยเหรอคะ คืออยากถามเฉย ๆ ไม่มีไม่เป็นไรแค่อยากรู้ ท่านก็เหมือนรำคาญเลยบอกว่า เดี๋ยวเร็ว ๆ นี้ จะเจอเด็กหนุ่ม เดี๋ยวเขาจะมาจีบ ซึ่งหยาดไม่ชอบเด็ก เลยคุยกับพระว่า ไม่เอา ๆ แต่ท่านก็บอกกลับมาว่า ชอบ คนนี้เราชอบแน่นอน เราก็ลาท่านมาไม่ได้คิดอะไรเลยตอนนั้น

หลังจากได้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ตามธรรมเนียมเสร็จสรรพ แม่! มันเจอจริง ๆ ไม่ถึงสองอาทิตย์ คือเราไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อเรา แต่ปรากฏว่า พอมันจะเจอก็เจอ ก็เป็นคุณโบ เป็นเด็กหนุ่มคนนี้ที่อายุน้อยกว่าตั้ง 5 –6 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนค่ะ ตอนนั้นก็เหมือนกับเขาก็นัดปาร์ตี้กันและ เขาก็ชวนหยาดไป รอบแรกหยาดไม่ไป เราไปวันที่สองที่เขานัดกัน ก็ไปเจอ ตอนนั้นรู้สึกว่าเออน้องคนนี้น่ารักนิสัยดีจังเลย พูดคุยถูกปากถูกคอ ก็คุยกันต่อมาเรื่อย ๆ พอเราเจอกันได้ 4 – 5 วันเราก็ต้องแยกกัน เขาจะต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพ ซึ่งเราอยู่เชียงใหม่ เขาซื้อกำไลข้อเท้ากับเคสมือถือมาให้ เพราะเขาสังเกตว่าเคสมือถือเรามันเก่าแล้ว เขาก็ซื้อเป็นสีชมพูพาสเทลหวาน ๆ เราก็รู้สึกเอ๊ะหรือว่าเขาคิดอะไรกับเราหรือเปล่า หลังจากนั้นเขาก็ยังทักมาคุยอยู่เรื่อย ๆ คือมันคุยสนุกค่ะ ทักกันไปทักกันมา ปรากฏว่าครบประมาณเดือนนึง เขาก็เหมือนกลัวว่าเราจะไม่ Say Yes ก็เลยขอเป็นแฟนเลย เดือนเดียว ที่รายการจีบหนูหน่อย รายการของพี่โอ๊ต ตอนนั้นก็เป็นกระแส ก็ Sold out ไปเลย”

 

 

มุมมองความรัก ของหยาดพิรุณ

จะเห็นว่าคู่ของหยาดพิรุณเป็นคู่รักที่หวานมาก ๆ หากได้ติดตามความเคลื่อนไหวในโซเชียลของหยาดพิรุณ โดยเธอได้แชร์มุมมองความรักให้ฟังว่า “คุณโบ เป็นทรานส์แมน เขาเป็นผู้หญิงที่ข้ามเพศไปเป็นผู้ชาย เขาจะตัดหน้าอก และมีการผ่าตัดอะไรของเขาเสร็จสรรพ มีการเทคฮอร์โมน มันก็เหมือนผู้ชายที่จะข้ามไปเป็นผู้หญิงเหมือนกันเลย ส่วนจิตใจเขาคือผู้ชายคนหนึ่งเลย เท่าที่เราสัมผัส บอกก่อนว่าวันแรกที่เจอนึกว่าเขาเป็นเกย์ นึกว่าเป็นลูกสาว หุ่นเขาเหมือนผู้ชายแต่ว่าภาษาเขาคือเขาเรียนโรงเรียนหญิงล้วน เขาจะมีมือไม้ความจริตหญิงล้วน เราก็คิดว่าลูกสาวฉันแน่นอน งานเกย์แน่นอน แต่พอคุยไปคุยมาเขาก็มีความแมนขึ้น ความสุภาพบุรุษ เราเลยเข้าใจเขาเรื่องรัก ไม่ติดเลยค่ะเพราะก่อนหน้านี้ก็มีแฟนที่เป็น LGBTQ+ ที่เป็นแบบนี้มาก่อน ที่บ้านเขารักโบมาก แฮปปี้มากคือสองครอบครัวแฮปปี้มาก ครอบครัวโบก็ชอบเรา ครอบครัวเราก็ชอบโบ แล้วเหมือนที่บ้านเขาไม่ค่อยยุ่งเรื่องความรักของลูกเท่าไหร่ ลูกรักใครก็รักตาม ตอนแรกเราก็แอบเกรงใจกลัวพ่อแม่จะไม่โอเค แต่จริง ๆ พ่อแม่เราก็เอ็นดูเขา ตอนนี้คบกัน กำลังจะ 2 ปี แล้วค่ะ แข็งแรงดี เฮลตี้ดี”

 

รักทางไกล ทำให้เข้าใจกันมากขึ้น

ในตอนนี้ ความรักของหยาดพิรุณ เรียกว่าเป็น “รักทางไกล” เพราะคุณโบ ต้องไปเรียนต่อที่ประเทศแคนาดา ซึ่ง หยาดพิรุณ ได้แชร์เรื่องราวรักทางไกลให้เราฟังว่า “รักทางไกลมาก เพราะตอนนี้อยู่แคนาดา เขาไปเรียนต่อค่ะไปประมาณ 7 – 8 เดือนแล้ว แต่อุปสรรคเรื่องระยะทางไม่ได้เกิดขึ้นกับคู่ของเรา เหมือนก่อนไปเราตกลงกันแล้วว่าเขาจะไปทำอะไร คือเขาอายุยังเด็กมาก 25 – 26 เอง เขาถามเราก่อนว่าจะให้เขาไปไหม เรารู้สึกว่าทำไมถึงจะไม่ไป เธอได้โอกาสขนาดนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด ไปเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์ ไปหาความรู้ ถ้าอีกหน่อยอยากลับมาก็มา ไม่อยากกลับมาอยู่ต่อ ก็เดี๋ยวว่ากันในอนาคต อย่าเพิ่งนึกถึงว่ามันจะต้องห่างกัน นึกถึงอนาคตของตัวเองก่อน เราบอกเขาแบบนี้ คือเหมือนเราคบกันแบบผู้ใหญ่มาก มันก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร

คือโบเขาจะมี 2 พาร์ท พาร์ทจริงจังเขาคือผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งโตกว่าหยาดอีก เขาจะมีความคิด คือเขาเรียนเศรษฐศาสตร์มา เขาจะมีความคิดที่ก้าวหน้า เป็นแบบเป็นแผน เป็นระบบมาก แต่ในอีกฝั่งนึงเขาจะมีความกระเทย เขาจะคุยเล่นคุยสนุก คือเขาเป็น อภิชาตแฟน เราไม่ได้จะอวยแฟน แต่เขาเป็นคนดีจริง ๆ ดีมาก ๆ ด้วยเนื้อแท้ เขารักครอบครัว เขารักเพื่อน ใครที่อยู่กับโบจะรักเขาหมดเลย อือ เขาน่ารักมาก เขาสนุกมาก เวลาหนูปาร์ตี้บ้านเพื่อน เราไม่เคยมานั่งนิ่ง เราต้องมีไมค์ เราต้องหยิบจับมาร้องเพลง เขาจะเชียร์ เขาจะถ่ายวิดีโอ เขาจะเป็นสายซัพพอร์ท เขามีความสุขมากที่เราเป็นแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคู่เราไม่ทะเลาะหรือมีปัญหานะ มันก็จะมีบางมุมที่เขาคิดแบบนึงเราคิดแบบนึง แต่ความเป็นผู้ใหญ่ของโบ ทำให้บางทีจะทะเลาะปุ๊ปมองหน้ากัน ตัวเรามันก็ตลกอีก ตัวเขาก็ขำ ก็ลืมเรื่องทะเลาะไปเลย”

 

 

รับสายสุดเซอร์ไพรส์  ส่งต่อกำลังใจให้กัน

หนึ่งสายที่โทรเข้ามาเซอร์ไพรส์ แต่หยาดพิรุณก็จำได้ตั้งแต่คำทักทายแรก ว่านี่คือเสียงของ คุณโบ แฟนหนุ่มของเธอที่โฟนอินมาจากแคนาดา โดยคุณโบ ได้เล่าเรื่องราวความประทับใจ พร้อมส่งต่อความรักจากทางไกลมาให้หยาดพิรุณด้วย “หยาดเป็นคนที่ถ้าคิดอะไรแล้ว เขาจะโฟกัสแล้วมุ่งมั่นกับสิ่งนั้นมาก ๆ  ก็อยากให้เขาเริ่มวางแผนชีวิตระยะยาว ค่อย ๆ วางแผนก็ได้ ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำไป อยากให้มองไกล ๆ มากขึ้น เพราะว่าอายุเราก็ไม่น้อยกันแล้วทั้งสองคน

โบคิดว่า การดูแลซัพพอร์ทตอนนี้ทำได้แค่ความรู้ครับ อาจจะไม่ได้ไปดูแลได้มากเท่าเดิม เหมือนที่หยาดบอกเลยครับ ก็เราก็คุยกันแล้ว บางทีโบก็บอกหยาดว่า บางครั้งโบเองก็ไม่มีเวลาที่จะคุยกันนะ ตื่นเช้าออกไปทำงาน บางทีกลับมาไม่ตรงเวลากัน บางทีเหนื่อยไม่อยากจะคุยกัน นอนหลับก็มี เพราะฉะนั้นการที่รักทางไกลมันอาจจะไม่ได้ลำบากก็ได้ อยู่ที่เราสองคนจะดูแลกันและกันได้มากแค่ไหน”

 

คนเราเลือกเกิดได้ แต่เลือกที่จะไม่เกิดก็ไม่ได้

กลายเป็นประโยคไวรัลที่คนชื่นชอบมาก ๆ เมื่อครั้งที่หยาดพิรุณ ได้ไปประกวดนางสาวเชียงใหม่ในดวงใจ เมื่อปี 2561 คำตอบนี้สร้างความประทับใจให้กรรมการและแฟนนางงาม จนเธอสามารถคว้ามงกุฎมาได้ โดยเธอเล่าเหตุการณ์นี้ว่า “หนูแค่จะขอบคุณเวที ที่เขาเปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยให้มาแสดงศักยภาพ หนูก็เลยตบท้ายไปว่า คนเฮาเลือกเกิดบ่ได้นะเจ้า แต่สิว่าจะเลือกบ่เกิดก็ไม่ได้คือกันจ่ะ ก็คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้จริง ๆ คนมันจะเกิดก็เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดมาแล้วก็ใช้โอกาสนั้นให้คุ้ม นี่แหละคือสิ่งที่จะพูดต่อ คนก็ดันไปแคปแค่ตรงนั้น ก็ไปกระจายกันเต็มกลายเป็นไวรัลยิ่งใหญ่ คนก็เลยเริ่มรู้จักหยาดตั้งแต่ตอนนู้นแล้ว จริง ๆ ประมาณปี 2561 แล้วค่อยมาคัพเวอร์เพลงตอนปี 2563”

 

 

“ม่วนไผม่วนมัน” ซิงเกิลแรกเติมเต็มความฝันของหยาดพิรุณ

“ความฝันของเด็กอิสานทุกคนที่อยากจะเป็นนักร้อง แล้วก็อยากจะเป็นตัวแทนหมู่บ้าน ส่วนมากคนจะเข้าใจว่าเราชอบร้องสากล ชอบ R&B รึเปล่า แต่ความจริงแล้วคือหนูเติบโตมากับเพลงลูกทุ่งอิสาน ใครจะบอกว่าลูกทุ่งมันไม่เลิศ มันไม่แพง สำหรับหยาดไม่คิดอย่างนั้นเลย ลูกทุ่งมันคือจิตวิญญาณของเราเลย เราอยากจะทำเพลงให้มันสนุกสนาน ออกมาให้ทุกคน ได้สนุกให้ม่วนกันก็เลยเกิดมาเป็น ม่วนไผม่วนมัน ติดตามได้นะคะ ฟังได้ใน Youtube : YARDPIRUN แล้วก็สตรีมมิ่งทุกช่องทางเลย ขอบคุณมากค่ะ” - หยาดพิรุณ ปู่หลุ่น

 

 

ติดตามรายการย้อนหลัง

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เรียนรู้วิธีคิดของ “เอม วิทวัส” ยูทูปเบอร์สุดจึ้ง ตัวตึงเมืองราชบุรี สู่ผู้จัดการเวที Miss Keemao

01 ก.ย. 2023

เรียนรู้วิธีคิดของ “เอม วิทวัส” ยูทูปเบอร์สุดจึ้ง ตัวตึงเมืองราชบุรี สู่ผู้จัดการเวที Miss Keemao

“อยากให้ทุกคนสู้ และทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ อย่าไปถามว่าความสำเร็จอยู่ตรงไหน เพราะไม่มีใครบอกเราได้ ทำไปเรื่อย ๆ ถ้าสำเร็จเดี๋ยวมันจะสำเร็จเอง เพราะหนูเองก็ไม่มี Goal ในชีวิตเหมือนกัน”ยังคงเป็นคลับที่นำเสนอสีสันของชีวิต แบ่งปันวิธีคิดดี ๆ และมีแรงบันดาลใจจากตัวแม่มาแชร์ให้กันในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับรายการ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่กับตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ”Club Pride Day เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดพิเศษ “เอม วิทวัส” ซุปตาร์ตัวแม่จากราชบุรี ที่มีเอกลักษณ์คือ ฝีปากแจ๋วสายฮา จนกลายเป็นยูทูปเบอร์สุดแซ่บที่มียอดวิวทะลุล้านหลายคลิป และในตอนนี้เขาก้าวสู่การเป็นผู้จัดการกองประกวด Miss Keemao ถือเป็นการประกวดนางงามรูปแบบใหม่ ที่เปิดกว้างสุด ๆ และผู้เข้าประกวดแต่ละคนต่างโดดเด่น มีของดีอะไรใส่ไม่ยั้ง จนกลายเป็นไวรัล และมีมมากมายบนโลกโซเชียล ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ เอม ก็เป็นหนึ่งคนที่เดินตามความฝัน ต่อสู้กับปัญหา ฟันฝ่าอุปสรรค และได้นำวิธีคิดดี ๆ มาแชร์ให้ฟังในรายการด้วยวัยเด็กสุดแสบ กับความแซ่บของตัวตึงราชบุรีเอม วิทวัส เติบโตที่จังหวัดราชบุรี กับครอบครัวที่ประกอบอาชีพค้าขาย ทำให้ เอม ได้มีหัวด้านการค้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ เอม ได้แชร์เรื่องราวในวัยเด็กให้ฟังว่า “หนูว่าตัวเองเป็นคนเด็กแสบคนหนึ่งเลย แต่มันจะค่อนข้างขัดกันกับการเลี้ยงดูของที่บ้านเพราะที่บ้านจะเลี้ยงเราเหมือนคุณหนู เรียบร้อย ครีมต้องทา การ์ตูนต้องดู ห้ามพูดคำหยาบ และเวลาแดดออกไม่อยากให้ไปเล่น ถ้าไปเล่นก็ต้องเป็นเวลา แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือฝังใจอะไรหนูว่าตัวเองเริ่มเปรี้ยวซ่าตอนเริ่มเรียนมัธยม เพราะหนูเป็นเด็กกิจกรรม พอชอบทำกิจกรรมมันเลยทำให้กลับบ้านไม่ตรงเวลา กลับ 2 ทุ่ม 3 ทุ่มบ้าง และสังคมข้างนอกเราก็มีมากขึ้นมีคนถามเยอะมากว่า เอม เป็นตุ๊ดได้ยังไง หนูว่าตัวเองเป็นตั้งแต่เด็กเลย ซึ่งตอนเด็กหนูก็เล่นปืนอัดลมเหมือนคนอื่น เล่นพ่อแม่ลูก แต่เราอาจจะเป็นแม่ เหมือนมันมียีนความเป็นตัวแม่อยู่ในตัวเราอยู่แล้ว และหนูจะมีอาสะใภ้ที่ชวนให้เล่นบาร์บี้ ซึ่งหนูมองว่าการเลี้ยงดูไม่ได้ทำให้เราเป็นตุ๊ด แต่การสปอยอาจจะมีผลบ้าง ซึ่งครอบครัวของหนูเค้ารู้ แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้เป็น เพราะเค้าเป็นห่วงกลัวว่าโตมาเราจะทำอะไร เค้าก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เสมอ ซึ่งก็จะมีคนอื่นมาเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ โดนแม่ตีเพื่อให้เลิกเป็นกะเทย แต่หนูไม่เคยโดน ครอบครัวไม่ได้บังคับเราแบบนั้น”เชียร์ลีดเดอร์สุดจึ้ง ยืนหนึ่งเรื่องการเต้นหนึ่งสิ่งที่เป็นความชื่นชอบ และเป็นแพชชั่นของ เอม มาตั้งแต่เด็กคือ การเต้น “หนูเริ่มเต้นมาตั้งแต่ ม.1 ซึ่งการเต้นของหนู เป็นการเต้นที่มีโค้ช จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตมาสอนเลย แล้วสอนให้เราแข่งจริง ๆ ออกกำลังกายจริง เรียนยิมนาสติกจริง ประกวดเต้นจริงจัง ตอนหนูอยู่ ม.ต้น หนูได้แข่งกับ ม.ปลายเลย เพราะตอนนั้นทีมเรามันบูมมาก หนูว่าเชียร์ลีดเดอร์เป็นกีฬาที่เหนื่อยมาก เต้น ยิ้ม หัวเราะ สมาธิ สติ โยน ตีลังกา กฎ มีทุกอย่างเต็มไปหมด และภายในสองนาทีครึ่งต้องทำทุกอย่างให้เสร็จ”โตขึ้นอยากเป็นอะไร? คำถามที่ เอม ตอบไม่ได้ในวัยเด็ก“ตอนเด็ก ๆ หนูตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าหนูอยากเป็นอะไร เพราะหนูโดนปลูกฝังมาว่าที่บ้านเราขายผัก ก็ไม่มีความคิดอะไรนอกจากทำงานหาเงิน เพราะว่าการค้าขายของที่บ้านหนูมันเริ่มมาตั้งแต่พ่อแม่หนูยังเด็ก เราก็รู้แค่ว่าทำงานค้าขายแล้วได้เงินเลย ถ้ารวยหน่อยก็ขยับแผง หรือเปิดแผงใหม่ ไม่ได้มีการปลูกฝังว่าไปเป็นทหารนะ ตำรวจนะ ไม่มีตอนเรียนวิชาแนะแนว เราก็แค่คิดว่าจบ ม.6 ไปต่อที่ไหนดี ซึ่งแก๊งหนูก็จะมีความคิดว่า ถ้าไปเรียนกรุงเทพใจแตกนะ แกต้องเรียนแถวนี้ ซึ่งมันไม่มีเหมือนโรงเรียนใหญ่ ๆ ตอนนั้นแค่รู้ว่า จบ ม.6 ก็เรียนมหาลัยต่อเท่านั้น และคนที่บ้านจะพูดเสมอว่าโตไปจะเอาอะไรกิน ซึ่งตอนนั้นหนูไม่รู้ด้วยนะว่าเรียนมหาวิทยาลัยจะได้เงินเดือนจากอะไร แล้วถ้าเรียนการโรงแรมจบไปเป็นอะไร เรียนนิเทศศาสตร์จบไปเป็นอะไร และหนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่หนูทำอยู่มันคือการทำงาน เพราะหนูช่วยที่บ้านทำงานตลอด หนูขายของตั้งแต่เรียน ซึ่งถ้าจะเรียกว่าเป็นการทำงานมั้ยไม่รู้ เพราะมันชินไปแล้วกับการทำแบบนี้”“ตามใจตุ๊ด” จุดเริ่มต้นของความปังเป็นรายการที่ทำให้ชื่อของ เอม วิทวัส กลายเป็นที่รู้จัก และได้แจ้งเกิดการเป็นยูทูปเบอร์รายการท่องเที่ยว สำหรับรายการ “ตามใจตุ๊ด” ที่มีเอกลักษณ์คือ ปากแจ๋ว เฮฮา และไม่มีแพทเทิร์นตายตัว ทำให้มียอดวิวทะลุล้านหลายคลิป โดย เอม ได้เล่าที่มาของการทำรายการตามใจตุ๊ด ให้ฟังว่า “ในตอนที่ได้มาเรียนนิเทศศาสตร์ ที่ ม.สวนดุสิต หนูก็มาเจอกับรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ราชบุรีแล้ว ก็เลยชวนกันมาทำ เพจตามใจตุ๊ด เพราะมันจะมีอยู่ช่วงนึงที่ทุกคนต้องมีช่อง มีเพจของตัวเอง ก็เลยชวนกันมาทำเวลาหนูทำรายการตามใจตุ๊ด หนูจะไม่เช็คเทปเลย ถ้าเป็นรายการคนอื่นหนูจะเช็ค แต่ถ้าเป็นรายการตัวเอง หนูจะไม่เปิดดู เพราะเราจะมัวแต่กังวลว่าทำแบบนี้สวย มุมนี้ดูดี ก็เลยปล่อยไปเลย เพราะไม่อย่างนั้นเราจะเกร็งมากราชบุรี คือ Ep.แรก ที่ไม่มีสปอนเซอร์เลย หนูโทรหาทุกโรงแรมเพื่อขอความอนุเคราะห์ถ่ายทำรายการ ในตอนเริ่มเราก็คิดว่ารายการนี้มันจะเป็นอะไรดี ก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นตามติดชีวิตเอมเลยแล้วกัน อยากพูดอะไรก็พูด อยากไปไหนก็ไป EP.แรก เลยตัดสินใจว่าไปราชบุรีบ้านเราเลย แล้วตอนเย็นที่ราชบุรีมันไม่มีอะไรทำ ก็เลยชวนกันดื่มแล้วกัน แล้วก็ถ่ายทำไปด้วย ก็เลยทำให้เห็นว่าจุดยืนของรายการมันเป็นแบบนี้ ซึ่งกว่าจะทำให้คนเชื่อและชื่นชอบรายการเรามันยาก แต่เราก็ทำกันจนมีแฟนรายการ ลูกค้าเข้าใจ และก็ต้องหยุดรายการเพราะตอนนั้นมีปัญหาข้างในนิดหน่อย ก็เลยหยุดทำไป”จากยูทูปเบอร์ สู่โปรดิวเซอร์ช่องคุณเอมหลังจากที่หยุดทำรายการตามใจตุ๊ด ก็เป็นโอกาสที่ทำให้ เอม ตัดสินใจผันตัวเองมาทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ และได้ตั้ง Youtube Channel ของตัวเองชื่อว่า ช่องคุณเอม ซึ่ง เอม ได้แชร์ความประทับใจของการทำงานเบื้องหลังให้ฟังว่า “พอรายการตามใจตุ๊ดหยุดทำ เอม ก็เลยทำช่องตัวเองขึ้นมา ซึ่งพอได้ทำแล้วรู้สึกชอบเป็นเบื้องหลัง ชอบเป็นโปรดิวเซอร์ เอม ว่ามันยากเหมือนกันกับการเป็นพิธีกรเบื้องหน้าไปด้วย คุมเบื้องหลังไปด้วย แล้วก็ต้องคุมทุกอย่าง ซึ่งกว่าจะทำรายการออกมาสัก 1 รายการ เราจะต้องคิดเยอะมาก พอคิดเสร็จเราก็ต้องคุยกับตากล้อง แล้วต้องคิดคอนเทนต์ คิดไปคิดมาถ้ารู้สึกว่าคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป หนูก็หยุดคิดเลย”จากคนโต้ตอบทุกดราม่า สู่ความไม่กล้าแม้แต่จะคอมเมนต์กลับ“พอเราเริ่มมีชื่อเสียง เอม ก็มีความรู้สึกว่ามันดีที่ทุกคนชอบ ไปไหนมีแต่คนขอถ่ายรูป แต่พอมันเริ่มมีเยอะมาก ๆ มันกลายเป็นความรู้สึกว่าเดี๋ยวค่อยถ่าย เดี๋ยวค่อยกินซึ่งหนูว่า คนตลกมันไม่ได้ตลก 24 ชั่วโมง หนูเริ่มเจอหนักๆ คือแฟนคลับเริ่มมีการพูดจาไม่ให้เกียรติ เวลาเจอเราเริ่มมีการกอดคอบ้าง เล่นหัวเราบ้าง ซึ่งเราโดนหนักขึ้นพอเริ่มมีอาการไม่พอใจ คนก็จะมองว่าเราดังแล้วหยิ่ง ถามว่าก็อยากมาเป็นคนสาธารณะเองไม่ใช่เหรอ ก็บอกตรง ๆ ว่าอยากเป็น แต่ทุกคนก็ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวแรก ๆ ก่อนที่จะเจอดราม่า หนูจะคิดว่า ฉันคือเอม สิบคนด่า เอมโต้หมด ใครมีปัญหามาเลยมาคุยกับฉันเลย แต่ท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่ความคิด พอเหตุการณ์จริงมันทำไม่ได้เลยค่ะ เราจะไม่อ่านก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือต้องปล่อยผ่าน หลายครั้งต้องปลงล่าสุดหนูไลฟ์สด แล้วหนูพูดว่า ตอนนี้มีคนดูอยู่ 2,600 คน ใครที่รักชอบหนูจริง ๆ ให้กด 1 มาหน่อย และคนที่คิดว่าวันไหนถ้าหนูล้มพร้อมเหยียบหนูทันที พร้อมที่จะแคปหนูไปด่า ให้กด 2 มาให้หนูหน่อย ปรากฎว่ามีคนกด 2 มา 2 คน ซึ่งหนูบอกว่าหนูไม่โกรธเลย หนูขอบคุณ และถ้าหนูทำอะไรไม่ดีให้ทักมาบอกหนูเลย ถ้าหนูปรับได้หนูจะปรับ ซึ่งเราก็ไม่ได้สนใจสองพันกว่าคนที่รักเรา แต่เราโฟกัสแค่ 2 คนนั้นตอนหลัง ๆ หนูไม่ต้องต่อสู้กับใครเลยค่ะ เวลาทำงาน เค้าจ้างเรามาทำงาน เราก็ต้องทำงาน สุดท้ายแล้วเรื่องเรทติ้ง หรือเรื่องคอมเมนต์ เรากำหนดไม่ได้ หนูว่าการทำงานไม่ได้ยาก มันยากกับการเปิดใจของคนดู ถ้าเค้าไม่ชอบอยู่แล้ว มันก็คือไม่ชอบค่ะแต่ก่อนเวลาไปถ่ายรายการงานจบรับเงินกลับบ้าน แต่ทุกวันนี้เราจะคอยมาดูว่า ที่พูดในรายการจะมีดราม่าไหม หนูจะให้ผู้จัดการเช็คหมดเลย ถ้ามีดราม่าตัดออกนะ ซึ่งชีวิตเราตอนนี้มันเปลี่ยนไปทุกวันนี้เวลาไลฟ์สดเราก็ต้องเป็นตัวเอง ด่าคนนั้นคนนี้ แต่พอปิดไลฟ์หนูจะคิดเยอะมากว่าด่าใครเกินไปไหม ถ้าไม่ด่าได้ไหม แต่ก็ได้เข้าใจว่าตอนนี้ คนดูเค้าชอบแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้ หนูต้องทำในสิ่งที่คนดูชอบ”จากโปรดิวเซอร์ลุคแรง สู่นักแสดงสุดแซ่บหลังจากเปิดช่องตัวเอง และมีโอกาสทำงานโปรดิวเซอร์ที่ตัวเองรัก ในปี 2562 เอม ก็ได้มีโอกาสได้ชิมลางงานแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง พี่นาค ซึ่งนอกจากภาพยนตร์จะได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างล้นหลาม และกำลังจะมีการทำต่อถึง 4 ภาคแล้ว ตัวของ เอม ก็ได้มีชื่อเสียงมากขึ้น โด่งดังไปในวงกว้างกับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดย เอม ได้เล่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักแสดงให้ฟังว่า “เส้นทางนักแสดงของหนูเริ่มจาก พี่ไมค์ ผู้กำกับเรื่องพี่นาค ทักมาในเพจว่าอยากให้ เอม ไปแคสบทนี้หน่อย ของไฟว์สตาร์ เราก็เลยไปย้อนดู แล้วก็รู้ว่าจริง ๆ แล้ว เราเป็นแฟนคลับค่ายนี้ แต่ตอนนั้นเอม ตอบกลับไปว่า ถ้าแคสหนูไม่ไป เพราะหนูรู้สึกว่าถ้าไปแคส เวลาเค้าปฏิเสธ เค้ามักจะพูดว่าเดี๋ยวเราติดต่อกลับไป แล้วหายไปเลย ซึ่งเราก็จะเก็บมาคิดว่าจะได้ไหมจะผ่านไหม คือในใจเราก็ต้องปกป้องตัวเองเหมือนกันซึ่งผู้กำกับพูดคำว่า ไม่เล่นอะไรยากหรอกเอม เป็นตัวของตัวเอง ซึ่ง เอม ว่าการเป็นตัวเองนั่นแหล่ะมันยาก แล้วเป็นตัวของตัวเองต้องเป็นยังไง แล้วก็เคยน้อยใจผู้กำกับ วีนขึ้นมาเลย คือเวลาเราแสดง เราจะเป็นคนที่ผู้กำกับไม่พูดถึงเลย เล่นกัน 3 คน เค้าจะคอมเมนต์แค่ 2 คน แล้วไม่คอมเมนต์เรา วันนั้นหนูบอกเลยว่า พี่เดี๋ยวค่อยถ่าย ทำไมพี่ไม่พูดอะไรกับหนูเลย เราพูดไปก็ร้องไห้ไป แล้ว พี่ไมค์ เค้าก็บอกว่า พี่ขอโทษคือที่ไม่พูดคือ เอม เล่นดีแล้ว เอมก็บอกว่า ก็ชมสิ ก็พูดกับหนูหน่อยหนูน้อยใจ จนสุดท้ายก็เข้าใจกัน แล้วก็กลายมาเป็น พี่นาค ที่กำลังจะมีภาคที่ 4 แล้วค่ะ”ในชีวิตมีคนรู้จักเยอะ แต่มีเพื่อนสนิทน้อยด้วยคาแรกเตอร์ที่ดูเฮฮา ชอบสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้าง ทำให้หลาย ๆ คนคิดว่า เอม เป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ แต่ เอม ก็ได้เปิดใจเล่าให้ฟังว่า ตัวเองเป็นคนที่ค่อนข้างมีกำแพงกับการสนิทกับใครสักคน ทำให้เป็นคนที่มีเพื่อนสนิทน้อย ซึ่ง เอม เล่าให้ฟังว่า “ในชีวิต เอม คนรู้จักเยอะค่ะ แต่ถ้าเพื่อนจริง ๆ น้อยแบบนับนิ้วได้เลย ถ้าเป็นเพื่อนที่สนิทด้วยตั้งแต่เรียน ก็จะเป็น ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา เพราะหนูเป็นคนที่มีกำแพงเวลาจะสนิทกับใครสักคน ซึ่งแรก ๆ ไม่ได้มีกำแพงเลย เจอใครเค้าก็เป็นคนดีหมดทุกคน แต่ก็ไม่รู้ว่าคนที่เรามองว่าดีจะกลับมาแทงเราตอนไหน ทุกวันนี้หนูกลัวคอมเมนต์คนที่ให้กำลังใจหนู เพราะหนูเห็นว่า คนที่มาให้กำลังใจหนูวันนี้ เมื่อวานยังด่าหนูอยู่เลย แล้วหนูเห็นโพสต์พอดี มันก็เลยกลายเป็นว่า เราไม่กล้าบอกว่าสนิทกับใคร และเวลาหนูจะคบใครซักคนเป็นเพื่อน หนูจะต้องแลกใจเลย ไม่มีกั๊กกับ จ๊ะ นงผณี เป็นเพื่อนที่ได้ร่วมอะไรกันมา และเป็นคนที่บ้านใกล้กันด้วย และได้ไปถ่ายเอ็มวีด้วยกัน ทำให้สนิทกันมากขึ้น เราอยู่ด้วยกันได้เพราะถ้ามันแรงหนูจะเบา ถ้ามันเบาหนูจะแรง ซึ่งไม่ได้หมายถึงทะเลาะกันนะคะ หมายถึงเวลาที่ต้องช่วยกันคุมสถานการณ์ข้างหน้าที่บางทีไปทำงานด้วยกันแล้วต้องเจอเรื่องที่ต้องจัดการเอม ว่า จ๊ะ เป็นห่วงหนูมากเลย แล้วสิ่งที่ชอบในตัว จ๊ะ ก็คือมันเป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลาย แล้วก็เฮไหนเฮนั่น ถึงไหนถึงกัน มันเจ็บหนูเจ็บ หนูเจ็บมันเจ็บ อย่างเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ มันทำให้หนูอยากออกจากวงการเลย หนูร้องไห้โทรหา จ๊ะแล้วหนูพูดว่าอยากออกจากวงการ เพราะหนูรู้สึกว่ามันหนักหนาเกินไป หนูเหนื่อยกับเรื่องนี้ ตอนหนูเข้าวงการมาหนูเข้ามาเพื่อมาเป็นนักแสดง มาร้องเพลง มาทำรายการ หนูไม่ได้เตรียมใจว่าต้องเข้ามา เพื่อมานั่งแถลงข่าว กับเหตุการณ์ที่ใครก็ไม่รู้มารุมด่าหนูโดยที่ไม่รู้เรื่องจริงเลย แล้วพอเค้ารู้เรื่องจริงก็ไม่ได้มาขอโทษ แล้วหนูต้องทำยังไงกับความรู้สึกนั้น ที่บอกอยากจะออกจากวงการ คือคุยกับ จ๊ะ เลยนะว่าออกไปขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่า ถ้าเราตัดขาดแล้วออกไปเลย คนเค้าน่าจะไม่สนใจเราแล้วแหละ แต่ท้ายที่สุดมันก็มีเพื่อนที่สนใจ และคอยให้กำลังใจเราอยู่”เคล็ดลับการเตรียมตัว จากเวที Miss Keemaoเรียกว่าเป็นการประกวดนางงามรูปแบบใหม่ ที่เปิดกว้างสุด และผู้เข้าประกวดแต่ละคนต่างโดดเด่น มีของดีอะไรใส่ไม่ยั้ง จนกลายเป็นไวรัล และมีมมากมายบนโลกโซเชียล สำหรับ Miss Keemao ที่มี เอม วิทวัส เป็นผู้จัดการกองประกวด โดย เอม ได้เล่าที่มาของการจัดการประกวด พร้อมเผยรูปแบบของนางงาม ที่เวที Miss Keemao ตามหาให้ฟังว่า “Miss Keemao ย้อนกลับไปมันเกิดมาจากการที่ เอม ไปเที่ยวกับทีมงานในช่อง แล้วจัดนางงามประกวดเล่นกันแค่นั้นเลย จนปีต่อมาพี่ ไบรอัน ตัน เจ้าของเวที Miss Fabulous Thailand เค้าก็ชวนว่าอยากเป็นผู้จัดการประกวดของภาคกลางไหม เราก็เลยตกลงแล้วก็จัด ตอนนั้นเราจัดแบบกันเอง กล้องสับเอง เอาไมค์มาผูกกับขาตั้ง ทำแบบตลกไปเลย สุดท้ายคนก็ชอบ เราก็เลยตั้งเป็นเวที Miss Keemao เลยคนที่จะเป็นนางงามบ้านขี้เมาได้ หนูมองหน้าไปแล้วจะต้องรับรู้อะไรบางอย่างว่าคนนี้เป็นเพื่อนเราได้ คนนี้จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับเราได้ เพราะว่านางงามขี้เมามันคือบ้านเรา เราเคยจัดรูปแบบนี้ เราเคยทะลึ่งแบบนี้ เราเคยไม่สนใจใครแบบนี้ เราก็ต้องทำแบบนี้ เพราะอย่างนั้นเราก็จะกลายเป็นเวทีทั่วไปดังนั้นถ้าต้องการนามสกุลที่ยิ่งใหญ่ไม่ต้องมา ถ้าต้องการเป็นที่เชิดหน้าชูตาของครอบครัวไม่ต้องมาเลย แต่ถ้าให้เกียรติเวทีหนูจริง ๆ แล้วชื่นชอบเจ้าของเวทีบ้านนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรมาก็ตาม พอมาอยู่บ้านนางงามขี้เมา เราต้องมาเริ่มกันใหม่ ถ้ามาแบบฉันเดินดีที่สุดยังไงฉันก็ชนะ แบบนั้นไม่ใช่บ้านนางงามขี้เมา หรือฉันเป็นด็อกเตอร์มา อยากจะบอกว่า ด็อกเตอร์ตกรอบก็มี นางงามที่อยากมา Miss Keemao เอาแค่มองตากันแล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่พร้อมสู้ แค่นั้นพอค่ะ”เคล็ดลับดูแลความรัก 13 ปี ของเอมต้องบอกว่า เอม ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ก็ยังลัคกี้อินเลิฟไปด้วยเลย กับความรักอันยาวนานกับแฟนหนุ่ม อย่าง "เอื้อ - ทิฐิพงษ์ ศรีวิไล" ซึ่งที่ผ่านมาบอกเลยว่า กาลเวลาทำอะไรความหวานของสองคนนี้ไม่ได้ โดย เอม ได้เล่าจุดเริ่มต้นของความรัก พร้อมฝากถึงหวานใจด้วยว่า “ตอนนั้นได้มาจีบกันเพราะว่าเราเป็นนักเต้นทั้งคู่ และด้วยความไปเรื่อยของเรา ก็เลยได้ขอมาคุยกัน จนได้คุยได้คบกันมา 13 ปีประมาณนี้ค่ะ คือหนูว่าเคล็ดลับก็คือ วันแรกมันเป็นยังไง วันนี้มันก็เป็นอย่างงั้น ให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แล้วค่อยมาปรับกัน อาจมีบางอย่างที่เค้าอาจจะรับไม่ได้ เมื่อวันเวลาที่มันจะต้องเปลี่ยนไป เดี๋ยวเราจะเปลี่ยนไปเอง โดยที่เราก็ต่างเข้าใจกันว่าทำไมถึงเปลี่ยนเราเคยเลิกกันตอนคบได้ 10 เดือนแรก ตอนนั้นเลิกกันไป 3 เดือน จากความหึง แล้ววนกลับมาคบกันใหม่ ซึ่งเรื่องวันนั้นที่เลิกกันหนูจำได้หมดไม่เคยลืม เค้าก็ไม่ลืมเรื่องไม่ดีของหนูเหมือนกันปกติ เอื้อ จะเป็นคนไม่พูดอะไรเยอะ แค่จะคอยถามว่าไหวมั้ย เหนื่อยมั้ย ไปพักมั้ย อยากไปเที่ยวไหนรึป่าว แต่เค้าจะไม่มาเซาะแซะ แล้วหนูก็จะไม่เล่าเรื่องที่ไม่สบายใจให้เค้าฟัง เพราะว่าเราไม่อยากให้เค้ามารับรู้อะไรที่มันรู้สึกว่าเครียด หนูรู้สึกว่าไม่อยากให้เค้าไม่สบายใจคือหนูชอบให้ทุกคนมีความสุข ถ้าหนูทุกข์เดี๋ยวหนูจัดการเอง แต่ในเมื่อบางทีที่เราทุกข์มาก ๆ แล้วเราไปบอกเค้า เค้าจะพูดว่าจริงเหรอ เพราะเค้าไม่เคยรับรู้ไง เพราะเรารู้สึกว่าเดี๋ยวจัดการเอง แต่ในบางครั้งถ้าเราไม่ไหวขึ้นมา เราก็ยังหาทางออกไม่เจอเหมือนกัน ซึ่งหลังจากนี้หนูอาจจะต้องพูดบ้าง เพราะหนูรู้สึกว่าบางทีมันแรงเกินไป หรือมีเรื่องอะไรที่มันอยู่ในหัวมาก ๆ มันเหนื่อย แต่หนูก็เลือกที่จะคิดว่าไม่เป็นไร กลับบ้านน่าจะหาย ไปเที่ยวกับเพื่อนน่าจะหาย ซึ่งหนูคิดแบบนั้นณ วันนี้ อยากจะบอกกับ เอื้อ ว่า อะไรที่คิดว่าทำแล้วสบายใจ ทำไปเลยไม่ต้องห่วงเอม เพราะว่าเราอยู่กันมาในจุดที่เราดูแลกันได้ ทุกคนมันต้องมีความสุข ไม่อยากให้ซัพพอร์ทหนูอย่างเดียว หนูก็อยากให้ทำตัวเองให้มีความสุข อยากทำไรทำ หนูก็จะทำเต็มที่เหมือนกัน เค้าก็จะทำเต็มที่เหมือนกัน วันนึงเราจะได้ไม่ต้องมาเสียดาย ตอนนี้เอมอายุ 30 กว่าแล้ว เลยอยากให้โฟกัสไปที่จุดที่มีความสุขมากที่สุด เพราะหันมายังไงก็เจอกันอยู่แล้ว”กำลังใจจาก เอม วิทวัส“อยากให้ทุกคนสู้ และทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ อย่าไปถามว่าความสำเร็จอยู่ตรงไหน มันจะไม่มีใครบอกเราได้ ทำไปเรื่อย ๆ ถ้าสำเร็จเดี๋ยวจะสำเร็จเอง เพราะหนูก็ไม่มี Goal ในชีวิตเหมือนกัน อะไรที่สำเร็จตัวเองจะเป็นคนบอก ไม่ใช่คนอื่น” - เอม วิทวัสดูรายการย้อนหลัง

เปิดมุมมอง ของครอบครัวสุดน่ารัก “Augustzii” กับวิธีเลี้ยงลูกให้มีความสุขโดยไม่ปิดกั้นตัวตน

05 ก.ค. 2023

เปิดมุมมอง ของครอบครัวสุดน่ารัก “Augustzii” กับวิธีเลี้ยงลูกให้มีความสุขโดยไม่ปิดกั้นตัวตน

เมื่อเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว พ่อแม่ ผู้ใหญ่ และคนรอบข้าง จึงเปรียบเสมือนสีสันที่จะช่วยชี้นำ และแต่งแต่มเส้นทางชีวิตดี ๆ ให้กับเขา ดังนั้นการมีพื้นฐานครอบครัวอบอุ่น มีความรัก ความเข้าใจ และความเอาใจใส่ของครอบครัว จึงถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญรายการ Club Pride Day ส่งท้าย Pride Month เดือนแห่งความเท่าเทียมและความภาคภูมิใจ ด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษ ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีความอบอุ่น น่ารักและเข้าใจตัวตนของลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเปิดรับและเข้าใจความต้องการของลูก และไม่กดดัน จนทำให้ลูกกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขกับครอบครัวได้อย่างเต็มที่สีสันแห่งแรงบันดาลใจ เริ่มขึ้นเมื่อสองดีเจของรายการ “ดีเจพี่อ้อย” ละ “ดีเจก็อตจิ” เปิดไมค์ต้อนรับ “ครอบครัว Augustzii” เจ้าของเพจที่มักจะมีเรื่องราวน่ารัก ๆ ลงโซเชียลมีเดียให้ได้ติดตามกันอยู่บ่อย ๆ โดยจุดเด่นของทางครอบครัวนี้ ก็คือการที่คุณพ่อบอล และคุณแม่จิ๊ฟ ไม่ปิดกั้นการแสดงออกของลูกชายที่เป็น LGBTQ+ เลย แถมยังให้ความสนับสนุนอย่างสุดๆ โดยกว่าจะเป็นเพจที่ได้รับความนิยมในวันนี้ มีหลากหลายเรื่องราวที่ครอบครัว Augustzii ได้นำมาพูดคุยแบ่งปันกันในรายการกว่าจะเป็นเพจ ครอบครัว Augustzii เพจสุดคิวท์ ของครอบครัวสุดน่ารักเรียกว่าเป็นเพจสุดคิวท์ ที่ปัจจุบันมีคนติดตามกว่า 3.6 แสนคน สำหรับเพจ ครอบครัว Augustzii ที่มักแจกความน่ารักสดใสให้แฟนคลับ กับคลิปน่ารัก ๆ ของ น้องออกัส เด็กชายสิทธา กลิ่นแย้ม วัย 9 ขวบ ผู้ชอบร้องเพลงและเต้นเป็นชีวิตจิตใจ มีความอ่อนโยนและรักสวยรักงาม แถมมีตุ๊กตาโพนี่สีชมพูเป็นเพื่อนรู้ใจ มาพร้อมครอบครัวที่เข้าใจ และพร้อมสนับสนุนในทุกสิ่งที่ลูกชอบ โดย แม่จิ๊ฟ ได้เล่าที่มาของการทำเพจ ครอบครัว Augustzii ให้ฟังว่า “ที่มาของเพจเริ่มจาก เราถ่ายคลิปเล่น ๆ ลงกัน ตอนนั้น ออกัส ใส่ชุดโพนี่ ที่เป็นชุดนอน แล้วเค้าก็ทำท่าเต้นไปหาป่ะป๊า ป่ะป๊าบอกเดี๋ยวเตะตูดเลย แค่นั้นเลยค่ะ หลังจากนั้นคลิปก็เป็นไวรัลเลย ก็เลยลองทำเพจดู ปรากฏว่ามีคนติดตามมาเรื่อย ๆ ค่ะตอนเริ่มต้นเพจของเราจะพูดถึงครอบครัวของเราในการเลี้ยงลูก แล้วก็ลงความน่ารักของออกัส คอนเทนต์ประมาณนี้เลยค่ะ ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจหรือติดตามเยอะขนาดนี้ ในการเลี้ยงลูกเราไม่มีแนวทางอะไรเลยค่ะ เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่าลูกเราจะไปในทางไหน ตอนนี้น้องยังเล็กมาก เพิ่งจะอนุบาล 3 เอง เรามีวิธีการเพียงแค่ดูเค้าไปเรื่อย ๆ ให้เค้าเติบโตในสายตาของเรา นี่คือวิธีการเลี้ยงลูกในแบบของครอบครัวเราค่ะ” พ่อบอล พูดเสริมว่า “ก็ดูไปตามระยะเวลาของเค้า ไม่ได้ปิดกั้นอะไรมากมายครับ”จุดสังเกต ที่ทำให้ได้เห็นตัวตนของลูกเมื่อพ่อ และ แม่ คือคนที่อยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด จึงเป็นผู้ที่จะสังเกตความเป็นตัวตนของลูกได้ดีที่สุด โดย พ่อบอล กับ แม่จิ๊ฟ ได้เล่าเรื่องราวจุดที่ทำให้ได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ น้องออกัส ให้ฟังว่า “เค้าก็จะมีของเล่นเป็นพวกตุ๊กตา รู้จักชื่อตุ๊กตาพวกเจ้าหญิงต่าง ๆ ครับ และสิ่งที่เค้าชอบมาก ๆ คือการเต้นโคฟเวอร์ BLACKPINK นี่คือจุดสังเกตเลยค่ะ เราไม่ได้สอนเค้า ไม่ได้พาไปเรียน เค้าดูเองใน Youtube แล้วก็เต้นตามแบบเป๊ะมาก เราก็เริ่มรู้ว่าลูกเรามีพรสวรรค์ทางนี้ ก็เลยคิดว่าจะส่งเสริมพรสวรรค์โดยการพาไปเรียนเต้น ซึ่งเราก็ปล่อยให้เค้าดู Youtube ไปเลย เหมือนส่งเสริมพัฒนาการของเค้าไปด้วยค่ะอีกอย่างคือเค้าชอบดูนางงามมาก ตอนดูด้วยกันเค้าก็เคาะเลยว่าใครจะได้มง รอบล่าสุดเคาะมิสแกรนด์ 5 คนสุดท้ายแบบตรงเป๊ะ เราก็นึกในใจว่าทำไมเธอเคาะเก่งจังอย่างงี้ จริง ๆ เราไม่ได้ชอบดูนางงาม แต่ลูกเราพาเราดู แล้วก็ติดไปกะเค้าด้วย เค้าจำชื่อนางงามได้แทบทุกคน คนนี้อยู่เกิดประเทศไหน เป็นลูกครึ่งอะไร พูดคำไหนตอนสัมภาษณ์บ้าง เค้ารู้แทบจะหมดเลยค่ะในตอนที่คลิปกลายเป็นไวรัล ตอนแรกก็ไม่ตกใจนะคะ พอดีตอนนั้นออกัสช่วยแม่ขายของค่ะตอนนั้นแม่ขายเสื้อผ้าเด็ก น้องก็แต่งตัวแบบแมน ๆ แล้วน้องก็มีคนติดตามจากตรงนั้นอยู่แล้ว แต่พอมาในแนวที่ฉีกออกไป ตอนแรกคุณพ่อของออกัสเค้าไม่เข้าใจนะคะ จนแฟนคลับในเฟสบุ๊คเค้าโอนเงินมา แบบว่าถ้าป๊าไม่ซื้อตุ๊กตาให้ เดี๋ยวป้าซื้อให้เอง ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้คิดได้ว่า เห็นมั้ยคนอื่นเค้ายังเอ็นดูลูกเราเลย เราก็เลยต้องมาคุยกับสามีว่าต้องทำความเข้าใจ แล้วต้องมานั่งเลี้ยงลูกใหม่ ต้องจูนเพศกับลูกใหม่ ถ้าลูกจะเป็นไปในแนวนี้ เราก็ต้องคุยกันแล้วในครอบครัว” ด้านพ่อบอลพูดเสริมว่า “ก็มีแม่เค้านี่แหละครับที่คอยเตือนสติ ว่าถ้าเราปิดกั้นและบังคับลูก ลูกเราจะไม่เปิดเผยกับเรา และจะไม่คุยกับเราในทุกเรื่องนะ จะอยู่บ้านอีกอย่าง ไปโรงเรียนเป็นอีกอย่าง ซึ่งผมเองไม่ได้อยู่บ้านตลอด ต้องไปทำงานเดือนเว้นเดือนกลับบ้าน พอแม่เตือนสติเรา เราก็เอามาคิด แล้วก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเข้าหาลูกครับ” ในเรื่องการยอมรับจากคนในครอบครัว แม่จิ๊ฟ เล่าเสริมอีกว่า “ส่วนมากคนในละแวกบ้านก็จะช่วยเลี้ยงออกัสกันหมดเลย คุณย่าก็สนับสนุนและช่วยเลี้ยงเพราะออกัสเป็นหลานคนแรก จะทำอะไรก็เอ็นดู รัก และสนับสนุนไปหมดทุกอย่าง ส่วนคุณปู่ ช่วงแรก ๆ ก็จะบอกกับหลานให้ทำตัวแมน ๆ หน่อย จนทุกวันนี้สนับสนุนทุกอย่างเลยค่ะ ยิ่งกว่าแม่อีก คุณพ่อก็สปอยล์หนักกว่าแม่ จนเราต้องคอยเตือนคุณพ่อเค้าบ้าง ไม่ให้ตามใจลูกจนเกินไป” ในเรื่องของความใฝ่ฝัน น้องออกัส ได้แชร์ให้ฟังว่า “หนูอยากเป็นมิสแกรนด์ หนูชอบพี่อุ้ม พี่เค้าสวย อยากเป็น มิสทิฟฟานี่ แล้วก็อยากเป็นนักวาดรูป”อยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง ให้เหมาะสมกับช่วงวัยมีหลายครั้ง ที่น้องออกัส มักจะโดนเพื่อน ๆ ล้อ แต่สำหรับคุณพ่อ และ คุณแม่ เข้าใจและยอมรับในตัวตนของลูก จึงสนับสนุนให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ชอบ เพื่อใช้ “ความสุข” เป็นเกราะป้องกันจากการบูลลี่ ของสังคมรอบข้าง โดยแม่จิ๊บ ได้เล่าเรื่องราวนี้ให้ฟังว่า “ออกัสเคยมาบอกว่า แม่มีเพื่อนมาล้อหนูนะ มีรุ่นพี่มาล้อหนูว่าหนูเป็นตุ๊ด เราก็เลยถามลูกกลับว่า แล้วออกัสตอบเค้าว่าอะไร ออกัสตอบมาว่า ก็หนูเป็นตุ๊ดไง หนูไม่โกรธ เพราะหนูเป็นจริง ๆ ตอนนั้นเราเลยรู้สึกใจฟูขึ้นมา แล้วบอกกับลูกว่า หนูไม่จำเป็นต้องปกปิดใคร ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนปกติ และสิงที่ลูกเป็นก็ปกติที่สุดแล้ว ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากเป็น อยากทำอะไร อยากเรียนอะไรบอกแม่ แค่ขอให้อยู่ในช่วงวัยที่เหมาะสม แค่นั้นพอเลยค่ะ จนหลัง ๆ เราสังเกตได้เวลาไปส่งหรือไปรับเค้าที่โรงเรียน จะมีเพื่อนเค้าเดินมาบ๊ายบายตลอดทาง เราก็รู้สึกว่าลูกคงเป็นที่รักของโรงเรียน คุณครูก็รู้จักออกัส เราเลยคิดว่าสิ่งที่เราเลี้ยงลูกด้วยความเปิดใจ มันดีที่สุดแล้วพอมาทำเพจ มีคอมเมนต์เยอะมากในทำนองถามว่าเลี้ยงลูกยังไงให้เป็นตุ๊ดเป็นกะเทย ซึ่งเราอยากจะคอมเมนต์กลับมากว่า ความเป็นตุ๊ดเป็นกะเทยมันไม่ได้อยู่ที่การบังคับให้เป็นนะคะ ซึ่งคอมเมนต์มาแบบนี้เราก็ปล่อยผ่าน เพราะเราไม่ได้เลี้ยงลูกให้มาเป็นแบบนั้นนะคะ ลูกเราเป็นเอง แล้วเราจะไปบังคับว่า หนูต้องเป็นผู้ชายนะ หนูต้องบวชให้แม่นะ หนูต้องมีหลานให้แม่นะแบบนี้เราคิดว่ามันไม่ใช่ค่ะเราอยากเลี้ยงเค้าให้อยู่ในวัยที่เหมาะสม อย่างออกัสมาบอกแม่ว่า หนูอยากไว้ผมยาว เราก็เลยบอกว่ายังไว้ไม่ได้ลูก รอให้อยู่มัธยมปลายในโรงเรียนที่อนุญาต หรือมหาลัย หนูเต็มที่เลยลูก อยากทำอะไรทำ อยากสวยแค่ไหนบอกแม่มันต้องมีความเหมาะสมในวัย วัยนี้อยากให้ทุกคนที่เข้ามาดูเพจเอ็นดูออกัส อยากให้เห็นความน่ารักของเค้าในช่วงวัย อย่างบางคอมเมนทต์ถามว่า ทำไมแม่ไม่พาน้องไปเทคฮอร์โมน เราก็จะตอบกลับไปว่ามันยังไม่ถึงเวลาค่ะ น้องยังอายุแค่นี้เอง และน้องก็ยังไม่ได้บอกว่าน้องอยากไปเทค และในอนคตน้องอาจจะบอกแม่ว่าหนูไม่เป็นแล้ว หนูอยากเป็นผู้ชาย อาจจะยังไม่มีอะไรที่แน่นอนเลยค่ะ มันบอกไม่ได้ ทั้งหมดให้อยู่ที่จิตใจเค้าเลยค่ะตัวจิ๊ฟเอง เราเติบโตมาในยุคที่เหมือนถูกใส่กรอบเยอะมาก ๆ แบบต้องเรียนวิชานี้ ต้องเรียนอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างงี้ ต้องจบมาเป็นอย่างงี้ แต่ต้องขอบคุณพ่อแม่นะคะที่เลี้ยงดูเรามาในแบบนั้น มันทำให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง มีอนาคตที่ดี แล้วพอเรามามีลูกเอง เราเอาวิธีการเลี้ยงมาบวกกันค่ะ เอาสิ่งที่เราอยากเลี้ยง บวกกับสิ่งที่เราอยากให้ลูกมีความสุข เราจะไม่กดดันเค้าเลยค่ะ และเราจะเน้นใช้ชีวิตนอกห้องเรียนมากกว่า วันเสาร์อาทิตย์เราไม่ให้ลูกเรียนพิเศษนะ เราจะพาลูกไปข้างนอก ไปทำกิจกรรมกันแบบสุดเหวี่ยง เพราะในห้องเรียนมันเหนื่อยแล้ว มันสุดแล้ว วันหยุดเราอยากพาเค้าไปเปิดโลก ไปให้ลูกรู้โลกกว้างค่ะ เพราะว่าเค้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตลอดไป วันหนึ่งเค้าต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง เราก็เลยต้องสอนให้เค้ารู้จักชีวิต ครอบครัวเราแสดงความรักกันแทบทุกวันเลยค่ะ หอมแก้มกันทุกคืน ก่อนไปทำงานป่ะป๊าก็จะต้องหอมแก้มเรา แล้วบอกว่าไปทำงานก่อนนะ แล้วหอมลูกทุกครั้งที่จะไปทำงาน มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเราอบอุ่น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ค่ะ” พ่อบอล พูดเสริมว่า “ช่วงเสาร์อาทิตย์เราก็พากันไปเที่ยวครับ ใช้ชีวิต เพราะส่วนใหญ่เราไม่อยู่ก็พยายามหาเวลาให้กับครอบครัวให้เยอะที่สุด การได้อยู่กับลูก บางทีเค้าก็มาหยอกล้อเรา ทำแบบผู้หญิงมาหยอกเรา ให้เราแบบโมโหบ้าง บางทีเค้าก็มาแกล้งเรา พอเราก็เห็นความน่ารักของเค้า เราก็ค่อย ๆ เปลี่ยน ค่อย ๆ ปรับ จนเข้าใจลูกมากขึ้นครับ”“ลูก” เราเลี้ยงได้แค่ร่างกาย แต่ไม่สามารถบังคับจิตใจได้การได้พูดคุยกับครอบครัวน้องออกัส ทำให้ได้เห็นมุมมองในการเลี้ยงลูกของครอบครัวที่เปิดกว้าง และพร้อมจะเข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น โดย แม่จิ๊ฟ และ พ่อบอล ได้เผยมุมมองของการเลี้ยงลูกในแบบของครอบครัว Augustzii ไว้ว่า “จิ๊ฟไม่ได้คิดว่าลูกจะต้องเก่งเลยนะคะ เราอยากเลี้ยงลูกให้มีกาลเทศะ มีมารยาท ขอแค่นี้จริง ๆ ค่ะ ไม่อยากให้เป็นคนที่เสียงดังโวยวาย หรือต้องทำตัวให้เป็นจุดเด่นของคนอื่น ก็เลยจะบอกเค้าตลอดว่า ทำตัวให้น่ารักนะออกัส คนจะได้เอ็นดูตลอด ถ้าใครเรียกออกัสให้ยกมือไหว้นะลูก เพราะคนที่มารู้จักชื่อหนู คือแฟนคลับของหนู แสดงว่าเค้าติดตามเรา ให้ยกมือไหว้ทุกคนต้องบอกเลยว่า ลูก เราสร้างได้แค่ร่างกาย จิตใจเค้าเราไม่สามารถที่จะบังคับเค้าได้ เราไม่รู้เลยว่าเด็กทุกคนที่เค้าเกิดมา จิตใจเค้าจะไปทางไหน เพศมีมากมายหลายเพศบนโลกนี้ และเราก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าลูกจะไปทางไหน อยากฝากถึงพ่อแม่ทุกคนเลยนะคะ ไม่มีบ้านไหนเลี้ยงลูกโดยที่ไม่รักหรอกค่ะ เรารักลูกทุกคน แต่ว่าเราก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่เข้าใจชีวิตเค้า และเข้าใจจิตใจของเค้าด้วย ไม่ใช่บังคับเค้าค่ะไม่ว่าลูกจะเป็นเพศอะไร อยากให้เลี้ยงเค้าแบบเปิดใจ รับฟังปัญหาเค้า เพราะว่าเราไม่อยากให้เค้าไปปรึกษาเพื่อนโดยที่เราไม่รู้เรื่อง หรือว่าเอาไปแก้ปัญหากันเองโดยที่เราไม่ได้เข้าไปดูแล อยากให้ลูกรู้สึกว่ากลับบ้านมาเมื่อไหร่มีพ่อแม่ เจ็บใจมากจากไหน โดนใครทำร้ายมา หันหลังมาก็ยังมีพ่อแม่เสมอไม่ว่าลูกจะเป็นเพศอะไร เราเอาใจไปใส่เค้าค่ะ ลูกอยากเล่นของเล่น เราก็เอาใจไปเล่นกับเค้า หรือว่าลูกอยากเป็นอะไร เราก็เอาใจไปเป็นกับเค้าด้วย ช่วยเค้าหาข้อมูล ช่วยส่งเสริม ลูกเค้าก็แฮปปี้แล้วนะคะ ลูกเค้าก็จะรู้สึกขอบคุณที่ทำให้หนูเกิดมา ไม่ใช่ทำไมแม่ทำหนูเกิดมา ซึ่งเราจะมีความสุข ใจเราจะฟูมาก ๆ ที่ออกัสเดินมาบอกว่า แม่ขอบคุณนะที่ทำให้หนูเกิดมา ความรู้สึกมันตื้นตัน ทุกสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันอยู่จุดแค่คำพูดเดียวจริง ๆ มันมีแรง มีกำลังใจในการเลี้ยงเค้าต่อไปค่ะสิ่งที่ยังเป็นห่วงลูก คือห่วงเรื่องความรักที่สุดแล้วค่ะ สิ่งนี้ยังเป็นคำถามในหัวว่า เราจะเลี้ยงเค้ายังไง ให้เค้ามีภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพราะเรื่องความรักเนี่ยมันค่อนข้างพูดยากค่ะ มันอยู่ที่จิตใจ หมายถึง ความรักของ LGBTQ+ เนี่ยค่ะ มันจะค่อนข้างเซนซิทีฟ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสมหวัง ซึ่งเรากลัวลูกจะผิดหวัง แต่อย่างน้อยลูกต้องมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง มีพ่อแม่ที่คอยซัพพอร์ทใจอยู่เสมอ เพราะมันอาจจะต้องเจอ ผู้หญิงผู้ชาย หรือทุกคนยังมีโอกาสเจอความอกหักได้เหมือนกันค่ะ”ให้ “ความเข้าใจ” เป็น “เกราะป้องกัน” สำหรับลูกมีสิ่งที่พ่อบอล กับ แม่จิ๊ฟ อยากจะฝากถึงครอบครัวที่มีลูกเป็น LGBTQ+ โดยพ่อบอล ได้แชร์มุมมองไว้ว่า “อยากให้เปิดใจคุยกับเค้า เพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันให้กับตัวลูกของเราเอง เวลามีเรื่องอะไรให้เค้าปรึกษาเราได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องไปตีกรอบหรือว่าปิดกั้นจนเกินไปครับ เพราะว่าอย่างที่เป็นข่าวหลาย ๆ ข่าว มันก็จะความรุนแรง หรือข่าวที่ร้ายแรงได้ แล้วสุดท้ายมันก็จะมาเสียใจกับตัวเราเอง” ส่วนแม่จิ๊ฟ ได้พูดเสริมว่า “แค่เปิดใจกับลูก เพราะเชื่อว่าทุกบ้านอยากให้ลูกได้ดีหมดทุกคน ขอแค่เลี้ยงลูกให้เป็นคนที่ดีของสังคม มีพื้นฐานชีวิตที่ดี เพื่อสร้างสังคมที่มีคุณภาพ และอยากให้สังคมมองว่า LGBTQ+ ก็เป็นเพศปกติ เหมือนผู้หญิงผู้ชายทั่วไปเลยค่ะ”"ขอบคุณครับที่ติดตามหนู ชอบหนูและครอบครัว Augustzii ขอบคุณป่ะป๊ากับแม่ ที่ซัพพอร์ท ออกัส สิทธา กลิ่นแย้ม Miss Grand พิษณุโลก!” – น้องออกัสติดตามรายการย้อนหลัง

เปิดเส้นทางชีวิต รับข้อคิดแรงบันดาลใจ จาก “น้องฉัตร Makeup” จากเด็กอาชีวะ สู่ช่างแต่งหน้าคิวทองของเมืองไทย

25 เม.ย. 2024

เปิดเส้นทางชีวิต รับข้อคิดแรงบันดาลใจ จาก “น้องฉัตร Makeup” จากเด็กอาชีวะ สู่ช่างแต่งหน้าคิวทองของเมืองไทย

“ทุกวันนี้ที่เราประสบความสำเร็จ เพราะเราทำได้มากกว่า 1 อย่าง เราเป็นช่างแต่งหน้าได้ เราเป็นช่างทำผมได้ เราบริหารธุรกิจได้ ดังนั้นเวลาเราทำได้หลายอย่าง โอกาส เงิน หรือสิ่งต่าง ๆ ก็จะเข้ามาได้มากกว่าเช่นกัน”เปิด Club รวมสีสันของชีวิต พร้อมแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลในในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่ตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญสุดต๊าช “น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ” ช่างแต่งหน้าคิวทอง เจ้าของผลงานการแต่งหน้าสุดจึ้ง ที่ได้ฝากผลงานไว้บนใบหน้าของคนดังมากมาย อย่าง หญิง รฐา,อั้ม พัชราภา, เป้ย ปานวาด หรือ นัท มีเรีย นอกจากนี้เขายังเป็นความฝันของเจ้าสาวหลายคน ที่อยากให้ น้องฉัตร มาสะบัดแปรงแต่งหน้าเนื่องในวันสำคัญของชีวิต จนต้องจองคิวยาวข้ามปีกันเลยทีเดียว กว่าจะมาถึงวันนี้ เขาผ่านหลากหลายสีสันของชีวิต และได้มีหลากหลายข้อคิดแรงบันดาลใจ ที่ได้แบ่งปันไว้ในรายการอีกด้วย“น้องฉัตร” ชื่อนี้ไม่ได้แต่งเอง“น้องฉัตร เป็นชื่อที่ผู้ชายตั้งให้ คือ คุณเอก เด็กวัดร้อยล้าน ตั้งให้ เรื่องของเรื่องคือ สมัยก่อนเราเป็นช่างผมอยู่ในวงการ แล้วเราไปทำผมในนิตยสารหนึ่ง ตอนนั้น คุณเอกเค้าก็เป็นนายแบบ แล้วด้วยความที่สมัยก่อนมันยังไม่มีการขอไลน์ แต่เราอยากรู้จักเค้า เค้าก็เลยถามว่า เราเล่น IG ไหม เค้ามีไอจี เราก็ถามว่า IG คืออะไร เพราะเป็นคนที่ไม่มีโซเชียลเลย ขนาดพี่อิ่ม ผู้จัดการบอกว่าให้เล่นโซเชียลเราก็ไม่เล่นเลย แต่พอผู้ชายบอกว่ามี IG ไหม เราสมัครตอนนั้นเลย แล้วผู้ชายก็ถามว่า แล้วพี่จะใช้ IG ชื่ออะไร ด้วยความที่เราชื่อ ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ แล้วมันแมนมาก เราก็ตั้งใจว่าเอาเป็น น้องฉัตร แล้วกัน มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า น้องฉัตร ตั้งแต่นั้นมาจริง ๆ สมัยเด็ก เราเคยมีชื่อเล่น ชื่อแบงค์ แต่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ชอบชื่อเล่น ตอนประมาณ 5-6 ขวบ เพราะเรารู้สึกว่า ฉัตรชัย มันดีแล้ว แล้วแม่เคยเล่าว่า สมัยเด็ก ๆ ตอนนั้นคุณปู่เป็นร่างทรง แล้วปู่บอกว่า เราเป็นกุมารมาเกิด ชื่อ ฉัตรมงคลชัย แต่ปู่บอกว่ามันยาวไป ถ้าจะตั้งชื่อเอาแค่ ฉัตรชัย ก็พอ แล้วเราไม่ชอบชื่อแบงค์ แม่ก็จะเรียกว่า ฉัตรชัย แล้วเวลาเรียกเร็ว ๆ ก็จะกลายเป็น ชัย ชัย กลายเป็นว่าแมนกว่าเดิมอีก”ย้อยวันวาน ของ ด.ช.ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ“เมื่อก่อนเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส ได้รับเกียรติบัตรมาโดยตลอด และเป็นเด็กกิจกรรม เป็นหัวหน้าห้อง แต่จะไม่ค่อยโดนเรียกเวลาต้องทำการแสดงหน้าชั้นเรียน เพราะว่าเราเป็นเด็กอ้วน เราก็คอยดูเพื่อน ๆ เต้นบ้าง รำบ้าง เราก็จะคอยเลื่อนโต๊ะให้เพื่อนซ้อมรำ หลังจากนั้นก็เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำมาโดยตลอด อย่างตอนเรียนลูกเสือ เราก็จะเป็นคนสั่งทั้งหมดแถวตรง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่ตลอด อาจจะด้วยความที่เราเป็นคนที่คอยเคลียร์กับทุกคนได้ ทั้งเพื่อน ทั้งอาจารย์ แล้วเราเป็นคนขี้สงสาร เป็นเพื่อนที่ใจดี เพื่อนเลยไว้ใจเราด้วยความที่เป็นเด็กเรียบร้อย แล้วเรามารู้ตัวตนตอนที่เราแอบชอบเพื่อนผู้ชายอีกคน ตอนนั้นประมาณ ม.2 คือเพื่อนผู้ชายคนนี้มันชอบมาเล่นกับเรา ชอบแกล้งเอามือมาจับก้นเราทุกวันเราก็เขิน เพราะว่ามันเหมือนในเรื่อง สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก อารมณ์แบบน้องน้ำพี่โชน แบบนั้นเลย แล้ววันวาเลนไทน์ เราก็ทำหมอนรูปหัวใจแล้วก็อยากเขียนชื่อเค้าลงไปว่ารัก... แต่เราก็ต้องเขียนว่ารักเพื่อน...นะ แล้วก็แอบเอาไปไว้ใต้โต๊ะเค้า ผู้ชายคนนี้ก็คือรักครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองชอบผู้ชาย แล้วสุดท้ายตอนนั้นได้มาเจอกันอีกครั้ง ก็ได้มาปรับความเข้าใจกัน แล้วบอกชอบกัน ในงานเลี้ยงรุ่น ก็บอกเพื่อนว่า เราชอบเธอนะ ชอบมาตั้งนานแล้ว เค้าบอกว่า แล้วทำไมพึ่งบอกตอนนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าเค้าก็คงรู้สึกดีเหมือนกัน แต่ด้วยความเป็นเด็ก ก็เลยกลายเป็นอารมณ์แบบเป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าความรักแบบผู้ชาย แบบ LGBTQ+ มันเป็นยังไง แค่รู้สึกดีกับผู้ชายคนนี้ แต่เพื่อนผู้หญิงที่เรารู้สึกดีก็มีนะ เหมือนเราคุยกับเพื่อนผู้ชายสักประมาณ 6-7 ชม. ก็มีเพื่อนผู้หญิงที่เคยคุย 6-7 ชม.เหมือนกัน มันเป็นช่วงวัยเด็กที่เราไม่รู้เรื่อง แค่รู้ว่าเพื่อนผู้หญิงเรารู้สึกดีแบบฟีลเพื่อน แต่เพื่อนผู้ชายเรารู้สึกดีแบบฟีลอินเลิฟเรื่องดอกกุหลาบก็เคยมีนะ เรื่องคือวันนั้นเป็นวันไหว้ครู ซึ่งแต่ก่อนเราเป็นเด็กอ้วน ไม่เคยมีใครมาจีบ ไม่เคยมีแฟน พอมาวันหนึ่งเราเริ่มผอม ยุคเรียน ปวช. ก็จะมีรุ่นน้องไปเหมากุหลาบปากคลองตลาดมาให้เรา แล้ววันวาเลนไทน์จะได้ของขวัญแบบเยอะมาก เราไม่เคยมีโมเม้นท์ที่รู้สึกว่าตัวเอง Popular แล้วเคยมีผู้ชายบอกเราว่า ชอบเราสมัยที่เราอ้วนเป็นหมีพูห์ แล้วเราก็เชิดใส่ ว่าทำไมไม่มาบอกเราตั้งแต่ตอนนั้น แล้วพอผอมก็มาบอกว่าชอบเรา ก็เลยเชิดกลับเลย”ลดความอ้วน เพราะอยากเป็น BA ขายเครื่องสำอาง“ที่เปลี่ยนตัวเอง เริ่มผอมลง เพราะมีความฝันอยากเป็น BA ขายเครื่องสำอาง เรื่องของเรื่องคือเราอยากเป็นช่างแต่งหน้า สมัยเด็ก ๆ เราก็จะชอบไปบ้านป้า ไปรับจ้างเก็บทำความสะอาด แล้วขอนิตยสารจากพี่สาวมาเรียนแต่งหน้า แล้วเอาเด็กแถวบ้าน ทำเป็นเอามาสอนเรียนภาษาอังกฤษ สอนเรียนภาษาไทย แต่จบที่เอาเค้ามาเป็นแบบแต่งหน้า ทำผม เหมือนครูพักลักจำเรียนรู้เองเราชอบมองผู้หญิงสวย ๆ ชอบคนที่ดูดี ชอบคนหน้าตาสวย มาตั้งแต่เด็ก แล้วพอวันที่เราโตขึ้นเราเห็นคนในแมกกาซีนเค้าแต่งหน้าทำผมสวยจังเลย แล้วเค้ามีชื่ออยู่ในแมกกาซีน จนคิดว่าวันหนึ่งเราก็อยากมีแบบนั้นบ้าง หลังจากนั้นเราไปเดินห้าง แล้วก็รู้สึกว่าอยากอยู่กับเครื่องสำอาง เหมือน BA ที่อยู่กับเครื่องสำอาง แล้วเราเรียนเกี่ยวกับการขาย เรียนการตลาดด้วย ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำให้เราออกไปฝึกงาน แต่ให้เลือกเอาว่าจะขายของแคตตาล็อค หรือว่าจะไปหาที่ฝึกงานเอง ด้วยความที่เพื่อนทุกคนก็เลือกขายของแคตตาล็อค แต่เรารู้สึกว่าไม่ได้ ฉันจะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก ก็เลยไปที่เคาท์เตอร์เซ็นทรัลบางนา แล้วก็ไปขอเบอร์บริษัทเครื่องสำอาง จนได้เบอร์ของบริษัทหนึ่งมา เราก็โทรไปบอกว่า ผมอยากจะมาขอสมัครเป็นเด็กฝึกงาน เค้าบอกว่า บริษัทไม่มีนโยบายการรับเด็กฝึกงาน เราก็แบบคิดว่าโอเคไม่เป็นไร ก็ลองกด 1 ต่อ กด 2 กด 3 กดไปจนถึงเบอร์สุดท้าย ไล่ไปทุกแผนกเพราะรู้สึกว่า โอกาสของเรามีสุดเท่าไหร่ก็ต้องไปให้สุด จนสุดท้ายก็เจอเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นเครื่องสำอางแบรนด์แรกที่เราอยากจะกดไปหาเค้าแต่ว่าเราไม่กล้า สรุปคือแบรนด์ที่เราคิดว่าไม่กล้ากลายเป็นแบรนด์ที่รับเราเป็นพนักงานฝึกงาน เค้าบอกว่าให้ใส่ชุดสีดำนะ ซึ่งเราก็ไม่มีชุดสีดำ เราก็ไปซื้อเสื้อตัวละ 99 บาท กับกางเกงสแล็ค แล้วก็เข้าไปสมัครงานกับเพื่อนเป็นพนักงานฝึกงาน พอไปถึงเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวพี่ให้ 300 นะ เราก็งงว่าเดือนละ 300 บาท หรือว่าฝึกงานเสร็จได้ 300 บาท แต่ด้วยความที่เราไม่ได้คิดเรื่องเงิน เพราะแค่เค้ารับเราก็ดีใจแล้ว ก็เลยตกลง แล้วพอไปถึงก็เจอรุ่นพี่รับน้องเลย เค้าบอกว่าให้เราจำสินค้าทุกตัวที่อยู่ในเคาท์เตอร์ให้ได้ เพื่อให้เราไม่มีเวลามาขายของ แล้วไม่ไปแย่งยอดเค้า ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้ เค้ามาเฉลยที่หลัง แต่ตอนนั้นเราก็จำได้ไม่หมดหรอกเพราะสินค้ามันเยอะมากจริง ๆ เราเคยจะเรียนจบแค่ ม.3 เพราะว่าเรารู้สึกว่าอยากไปต่อสายอาชีพ พอคุยกับอาจารย์ท่านก็บอกว่า จริง ๆ แล้ว เราสามารถที่จะเรียนหนังสือต่อได้ แล้วก็ไปทางสายอาชีพได้ด้วย มันเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเราจะสามารถมีเพื่อนได้มากกว่า 1 ทาง หมายถึงว่าเราสามารถมีเพื่อนทั้งสายที่เรียน ปวช. หรือ ปวส.ก็ได้ แล้วเราก็สามารถมีเพื่อนที่เรียนเสริมสวยด้วยกันก็ได้ ซึ่ง น้องฉัตร เริ่มเรียนทำผมตอนอายุ 14 ปี ตอนนั้นช่วงประมาณ ม.2นอกจากเป็นช่างแต่งหน้า อีกอย่างคืออยากเป็นครู เพราะเกิดวันพฤหัสบดีด้วย เราเป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงแล้วบวกกับการกระทำด้วย เรารู้สึกว่าเวลาที่เราสอนใคร แล้วเราสามารถที่จะแนะนำได้ดี นอกจากนั้นเราอยากจะพัฒนาสังคม อยากจะให้น้อง ๆ ได้ทำตามความฝันของตัวเอง ซึ่งเราเคยไปให้ความรู้เด็ก ๆ บางทีเราถามเด็ก ๆ ว่า น้อง ๆ มีความฝันอยากเป็นอะไร ซึ่งบางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าความฝันของตัวเองคืออะไร หรือบางคนก็มีความฝันแบบแปลก ๆ แตกต่างกันไป”ใครจะพูดอะไรไม่ซีเรียสเลย เพราะครอบครัวเราเข้าใจที่สุด“การที่เราเป็น LGBTQ+ สำหรับเพื่อนก็อาจจะมีล้อบ้าง แบบว่าเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว ถามว่าเรารู้สึกไหม บางทีเราก็รู้สึกนิดหน่อย แต่ไม่เท่าแบบป้าข้างบ้านหรือว่าลุงข้างบ้าน ที่ชอบมาถามพ่อแม่ว่า เรามีแฟนไหม แล้วถามต่อว่า แฟนเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่า แล้วเค้ายุ่งอะไรด้วยแต่วันที่กำแพงความกลัวมันพังทลายไปเลย คือวันที่แม่ยอมรับเราได้ว่าเราเป็นแบบนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า ผู้ชายโทรเข้าบ้าน ตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มผอมแล้ว แล้วผู้ชายที่อยากคบเราตอนเป็นหมีพูห์นั่นแหละที่โทรเข้ามา เรื่องเกิดจากในวารสารโรงเรียน เราก็จะให้ทั้งเบอร์บ้าน แล้วก็เบอร์โทรศัพท์มือถือ ลงไปในนั้น แต่เราดันให้เบอร์มือถือแล้วเลขมันสลับ เค้าก็เลยโทรเข้าเบอร์บ้านแล้วก็แม่รับสาย ซึ่งเค้าบอกว่าอยากคุยกับเรา แม่ก็เลยสงสัยเพราะปกติเราจะมีแต่เพื่อนผู้หญิง แต่คราวนี้เพื่อนผู้ชายโทรมา แม่ก็เลยรู้สึกว่าลูกเริ่มแปลก ๆ ลูกเริ่มโต เริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ แม่ก็เลยเรียกคุยเลยว่า เดี๋ยวคืนนี้เราไปคุยกัน ก็เลยเข้าไปคุยแล้วแม่ก็ถามเลยว่าชอบผู้ชายใช่ไหม เราก็ได้แต่แบบพยักหน้าบอกว่าใช่ครับ คราวนี้แม่ก็เลยบอกว่า กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย แม่ห่วงอย่างหนึ่งว่า การที่เราเป็น LGBTQ+ ด้วยสังคมไทยชอบวางภาพให้เราโดนหลอก โดนผิดหวังกับความรัก ซึ่งเราก็ให้เหตุผลกลับไปกับแม่ว่า จริง ๆ แล้วแม่รู้มั้ยว่า ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรมันก็มีหลอกกันได้ รักกันได้ ดังนั้นมันไม่ได้อยู่ที่เพศ แม่ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร ขอให้ลูกแม่เป็นคนดีก็พอ หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เหมือนบีบเรา หรือกำแพงที่สร้างไว้มันพังทลาย แล้วเรารู้สึกว่าลุงข้างบ้านพูดอะไรเราไม่ซีเรียส ใครจะพูดว่าเราเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วเราไม่ซีเรียสเลย เพราะครอบครัวเราเข้าใจที่สุด”เป็นช่างเสริมสวยได้ เพราะแรงสนับสนุนจากครอบครัว“เราโชคดีมากตรงที่ คุณแม่เป็นค่อนข้างให้อิสระมาก ถ้าเราชอบอะไร แม่จะให้เราทำเต็มที่ ตอนที่คุยกับแม่ตอนจะจบม.3 แล้วอยากไปทำผมเลยโดยตรง แม่ก็ตกลง แล้วเราก็เคยไปสมัครงานร้านทำผมแต่เค้าไม่รับ เพราะว่าเราอายุไม่ถึง แม่ก็เลยให้เราเอาโต๊ะเครื่องแป้งแม่มาเป็นที่ลองทำผม แล้วก็ซื้อเตียงสระให้ จำได้เลยว่า 1,500 บาท สระไปสักพัก พอฝนตกก็ยกเตียงเข้าบ้านไปสระในห้องน้ำต่อ ตอนนั้นเราก็ทำงานเก็บเงินไปเรื่อย ๆส่วนคุณพ่อตอนแรกก็จะมีค้านนิดหน่อย พ่อบอกว่างานเสริมสวยเป็นงานของผู้หญิงนะ ซึ่งก็โชคดีที่ครูสอนทำผมเค้าเป็นเพื่อนของพ่อพอดี แล้วพ่อดันไปทำงานอยู่ในโรงงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผมพอดี พ่อก็เลยเอาผลิตภัณฑ์ผมมาให้เราด้วย แล้วพ่อเห็นว่าเราทำงานเลี้ยงดูตัวเองได้ จากที่พ่อรู้สึกว่างานเสริมสวยเป็นงานของผู้หญิง กลับกลายเป็นว่าพ่อสนับสนุน แล้วก็เอาของเครื่องสำอางมาให้เราด้วย น้องฉัตรก็เลยรู้สึกว่าชีวิตเราโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่ แล้วคนรอบข้างที่ซัพพอร์ตเราดีมาก”มุมมองเปลี่ยนไป จากการเรียนสายอาชีวะ“พอเรียนสายอาชีวะ มุมมองก็เปลี่ยนเลยครับ เราได้เห็นสังคมในด้านต่าง ๆ การที่เราเรียนสายอาชีวะ ในตอนเรียน บางทีเพื่อน ๆ เค้าไปเที่ยวกัน แต่เราก็จะแบกกระเป๋าไปทำงาน คือเราจะไม่มีชีวิตวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ดังนั้นมันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราโตกว่าคนอื่น ก็คือบางทีเพื่อนไปดูหนังกัน แต่เราต้องไปรับแต่งหน้างานรับปริญญาตอนตี 3 ซึ่งสมัยก่อนก็หัวละ 500 บาทน้องฉัตรจะบอกว่า มันยุคสมัยใหม่แล้ว ถ้าลูกเรารู้ว่าทำอะไรได้ดี เราก็ควรสนับสนุนสิ่งนั้นไปเลย และอยากให้เด็ก ๆ ทุกคนได้ลองหาความฝันตัวเองให้เร็วที่สุด อย่าง น้องฉัตร รู้ว่าเราชอบทางด้านเสริมสวยมาตั้งแต่เด็ก พอมันเริ่มเร็ว เราจะได้ลองผิดลองถูกเร็ว แล้วด้วยความที่เราเป็นเด็ก เวลาเราไปทำอะไรผิด ผู้ใหญ่เค้าจะยังเอ็นดู แต่สมมติว่าเราได้มาทำผิดตอนโตแล้ว มันก็จะถูกมองคนละมุม คนก็จะมองว่าเราทำงานผิดพลาด ดังนั้นเรารู้สึกว่า ถ้าน้อง ๆ หนู ๆ ชอบเรื่องไหน ก็อยากให้โฟกัสไปเรื่องนั้นเลยเดี๋ยวนี้มันมีการเรียนรู้ที่ค่อนข้างเยอะ เราสามารถเปิดอินเตอร์เน็ตได้ เราสามารถที่จะไปเรียนด้านต่าง ๆ ได้ คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน แต่เราสามารถทำ 24 นี้ โดยหาจุดที่มันจะฝึกทักษะเพิ่มกับตัวเองให้มันได้เยอะที่สุด เพราะอย่าง น้องฉัตร ทุกวันนี้ที่เราประสบความสำเร็จ เพราะเราทำได้มากกว่า 1 อย่าง ถ้าคนเราทำได้มากกว่า 1 อย่าง โอกาสมันก็จะมากเท่ากับสิ่งที่เราทำได้ เราเป็นช่างแต่งหน้าได้ เราเป็นช่างทำผมได้ เราบริหารธุรกิจได้ ดังนั้นพอเวลาที่เราทำได้หลาย ๆ อย่างมากกว่าคนอื่น โอกาส เงินหรือว่าสิ่งต่าง ๆ มันก็เข้ามาได้มากกว่าคนอื่น”กว่าจะเป็น น้องฉัตร ใช่ว่าจะไม่เคยพลาด“ตอนนั้นเป็นช่างทำผมก่อนครับ แล้วก็เก็บเงินซื้อเครื่องสำอาง แล้วก็เริ่มฝึกเรียนเป็นช่างแต่งหน้า ตอนนั้นมีคลาสเรียน 7 วัน ทำได้ 4 วันเพราะว่าโรงเรียนเปิดก่อน แล้วก็ไปรับจ้างแต่งหน้าที่บ้านลูกค้าบ้าง จำได้เลยว่าเจ้าสาวคนแรกที่เรารับ ตอนนั้นเค้าติดต่อมาตอนช่วงบ่าย แล้วอยากให้เราแต่งหน้าตอนเย็น แล้วเราก็รับ คือถ้าเป็นตอนนี้ไม่ได้แล้วนะ ต้องจองข้ามปีสมัยก่อนแต่งหน้าเจ้าแรก 700 บาท ตอนแรกลองทาตาสีน้ำตาลแล้ว ซึ่งมันไม่รอด ก็เลยเปลี่ยนเป็นตาฟ้า ปากสีชมพูบานเย็น แล้วทำผมทรงรังนก หยุม ๆ ผม แล้วก็ตะกุยผม ติดดอกลิลลี่ แล้วเราก็อยากให้ดอกลิลลี่มันมีความวิบวับ ก็เลยเอากลิตเตอร์โรย แล้วก็ฉีดสเปรย์ทับดอกลิลลี่เพราะกลัวกลิตเตอร์มันปลิว ไปถึงงานปรากฎว่าดอกลิลลี่เหี่ยว ยุคนั้นพอเราย้อนความทรงจำไปมันก็มีความสนุกนะ ทุกวันนี้ที่เก่งได้ เพราะความผิดพลาดนั่นแหละ ทุกวันนี้ เจ้าสาวคนนั้นลูกเค้าโตแล้ว ยังอยู่บ้านในซอยเดียวกัน มีคนรีเควสว่า อยากเอาคนนั้นกลับมาให้แต่งหน้าใหม่อีกรอบ ซึ่งถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะทำคอนเทนต์นี้ดูเราเป็นคนที่มีความฝันมาโดยตลอดว่า ฉันจะต้องเป็นช่างแต่งหน้าที่คนรู้จัก ในช่วงอายุไม่เกิน 30 ปี จนตอนนี้ 36 ปีแล้ว ก็ประสบความสำเร็จ สำหรับตัวน้องฉัตรเอง น้องฉัตรคิดว่าเราเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดมาบ้านรวยอยู่แล้ว เราสามารถสร้างเองได้ จนมาถึงจุดนี้ก็ดีมากแล้ว”ทำไม น้องฉัตร ถึงเป็นช่างแต่งหน้าเจ้าสาวคิวทอง“ลูกค้าเค้าอาจจะติดตามเรา แล้วก็เห็นผลงานของเรา และหลายคนที่เห็นผลงานเค้าชอบบอกว่าเราแต่งหน้าแล้วดูเด็กขึ้น แก้ไขรูปหน้าได้ คือต้องบอกว่า เราเป็นคนที่จริง ๆ ไม่ได้มีพื้นฐานการเรียนทางด้านชาร์ตสี แต่ของเราจะเป็นการแต่งหน้าตามจินตนาการ ทำให้เวลาแต่งหน้าเราไม่มีแพทเทิร์นว่า 1.ลงรองพื้น 2.เขียนคิ้ว เราจะมองว่า ปัญหาของลูกค้าคนนี้คือส่วนไหน แล้วเราจะแก้ส่วนนั้นก่อน แล้วเราก็จะเป็นคนที่แต่งหน้ากับกระจกให้เค้ามอง ให้เค้าเห็นวิธีการทำ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรทำไมเราถึงทำแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้ว ความสวยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าอย่างเดียว มันมีองค์ประกอบหลาย ๆ การที่วันสำคัญคนแต่งหน้าอยากให้เป็นน้องฉัตร เพราะเค้าอาจจะอาจจะอยากซื้อความสบายใจ และเค้าอาจจะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่ใจดี พูดคุยได้ และอยากได้พื้นที่สบายใจทุกวันนี้ลูกค้าดูแลเราดีมาก บางคนก็ซื้อช่อดอกไม้ให้ บางคนก็ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้ บางคนให้เงินทิปเหมือนมีแม่ยกช่างแต่งหน้า แต่มันก็มาพร้อมความกดดันนะ เพราะว่าเราจะบอก ทุกครั้งเลยว่าเราคือเมคอัพอาร์ติส เราไม่ใช่หมอศัลยกรรม ดังนั้นบางทีเราจะไฮไลท์จมูกให้มันโด่ง มันก็จะโด่งได้แค่พอมีมิติ คือการแต่งหน้ามันอยู่ที่การจัดแสงด้วย บางทีเราแต่งหน้าเสร็จไปยืนใต้ไฟ หน้าเปลี่ยนเป็นเบ้าหมีแพนด้าก็มี ดังนั้นมันควรจะต้องมีหลาย ๆ องค์ประกอบ”กว่าจะเป็นลุคสุดปังของ หญิง รฐา ในเทศกาลหนังเมือนคานส์“ผลงานแต่งหน้าที่สร้างชื่อเลยก็คือตอนแต่งหน้าให้ พี่หญิง รฐา งานเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2013 ที่เป็นลุคผมตีหม้อ ใส่ชุดผ้าไทยสีเขียว กะเทยทุกคนก็ต้องมาคัฟเวอร์เป็นผมทรงหม้อหญิง รฐา จุดเริ่มต้นคือตอนนั้นเราไปแต่งหน้าให้กับ พี่ตั๊ก บงกช ในจันดาราภาค 2 แล้วเจอ พี่หญิง อยู่ดี ๆ พี่หญิงก็เดินเข้ามาหาเรา แล้วก็ทักเราว่า นี่ใช่น้องฉัตรที่คนพูดถึงไหม เราก็สวัสดี แล้วพี่หญิงก็บอกว่า ถ้ามีโอกาสไว้แต่งหน้าทำผมพี่หญิงบ้างนะ เราก็คิดว่าพี่เค้าคงพูดตามมารยาทแต่เราก็รอนะ ระหว่างนั้นเราก็ไปคอมเมนต์ IG ว่า อยากมีโอกาสแต่งหน้าพี่หญิงจังเลย ซึ่งเค้าเห็นว่าเราไปคอมเมนต์ แล้ววันนึงเค้าก็ให้ผู้จัดการติดต่อเราให้ไปแต่งหน้างานถ่ายแมกกาซีน วันนั้นเราก็ไปแต่งหน้า แต่เอากระเป๋าทำผมไปด้วย เพราะว่าสมัยก่อน ใครจ้างน้องฉัตรก็จะเป็นช่างหน้าผมไม่ได้แยก เราก็เอากระเป๋าทำผมไปด้วย เดชะบุญวันนั้นช่างผมเป็นช่างที่เรารู้จัก แล้วเค้าต้องวิ่งงาน ก็เลยบอกว่า น้องฉัตร พี่ขอฝากทัชอัพผมต่อเลยได้ไหม เราก็ตกลง ซึ่งเราแค่คลายลอนออกนิดนึง แล้วสไตล์ลิสสั่งให้เรารวบผม พอพี่หญิงเปลี่ยนชุดเสร็จ เราก็เลยจับเค้ารวบผมภายใน 10 นาที แล้วในช่วงที่พี่หญิงพักกินข้าว เค้าก็ถามเราว่าไปคานส์กันมั้ย เราฟังไม่ถนัดก็เลยถามว่า ไปกาญจนบุรี เหรอครับ พี่หญิงบอกว่าไม่ใช่ เมืองคานส์ ฝรั่งเศส เราก็เลยบอกว่าจริงเหรอครับ ตอนนั้นไม่กล้าบอกใครเลยเพราะว่ากลัวไม่ได้ไป มาบอกแม่ กับพี่อิ่มที่เป็นผู้จัดการ 2 คนเท่านั้น ว่าพี่หญิงชวนเราไปคานส์ แล้วเค้าก็ขอชื่อเราจองตั๋ว แล้วก็ไปทำวีซ่า จนกระทั่งวันที่ไปคานส์แล้วรูปลง ทุกคนถึงรู้ว่าน้องฉัตรไปคานส์กับ หญิง รฐาแล้วเบื้องหลังมันไม่ง่ายนะ วันนั้นมันต้องเริ่มแต่งตั้งแต่ 7 โมงเช้า ตอนนั้นฟ้ามืดมากเหมือนตี 3 บ้านเรา ก็เลยต้องเอาโทรศัพท์มือถือส่องไฟแล้วแต่งหน้า จับมือถือข้างนึงแล้วก็แต่งหน้าเขียนคิ้ว เขียนตา แล้วตอนแรกวางทรงผมไว้ว่าเป็นทรงจันดารา คือหวีลอนแห้งแล้วเป็นบ๊อบสั้น แต่ด้วยความที่กิจกรรมมันยาวมากแล้วมันไม่ทัน แล้วตอนนั้นไปเดินอยู่ที่ฝรั่งเศส เจออุปกรณ์ทำผมเหมือนใยบวบเป็นทรงกลม ก็เลยเอามาวางแล้วก็ทำทรงหม้อออกไปเลย กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ตอนนั้นเคยถามตัวเองว่าสรุปแล้วฉันอยากเป็นช่างแต่งหน้าหรือช่างทำผม ทุกคนก็เลยให้น้องฉัตรเป็น เมคอัพอาร์ติสเถอะ”น้องฉัตร กับความฝันที่เป็นจริง“เคยฝันว่าอยากแต่งหน้า พี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก เพราะว่าสมัยเด็ก ๆ เราเคยดูการประกวด ตอนนั้น พี่ปุ๋ย คือนางงามจักรวาล แล้วเราก็รู้สึกว่า อยากแต่งหน้านางงามจักรวาล แล้ววันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง ซึ่งการจะได้แต่งหน้าพี่ปุ๋ย เราต้องส่งเรซูเม่ ส่งโปรไฟล์ต่าง ๆ ให้เค้าคัดเลือก โดยมีช่างแต่งหน้าคนอื่น ๆ ที่ส่งไปพร้อมกัน และตอนแรกพี่ปุ๋ยยังไม่ตอบกลับมา ซึ่งใกล้วันแล้วที่พี่ปุ๋ยจะกลับมาไทย เราก็เลยไปเอากระดาษที่วัดพุทไธสวรรค์ ที่เป็นกระดาษยันต์ เอามาเผาแล้วขอบอกว่า ขอให้ได้แต่งหน้าพี่ปุ๋ยแล้ววันหนึ่ง เค้าก็ติดต่อเรามาจริง ๆ แล้วพอเราไปที่ แมนดารินโอเรียลเท็ล เราขนลุก แล้วเราฝนสีอายเชโดเท่าไหร่มันก็ไม่ขึ้นสีสักที ด้วยความที่เราตื่นเต้นด้วย เราก็ตั้งสติ เพราะเราเคยผ่านระดับซุปเปอร์สตาร์ นางเอกเบอร์ 1 ของเมืองไทยมาแล้ว และ ด้วยความที่ พี่ปุ๋ย เค้าน่ารัก แล้วก็เฟรนด์ลี่มาก ชวนเราคุยเยอะเลย จังหวะที่นั่งแต่งหน้าพี่ปุ๋ย เรารู้สึกว่า ความฝันมันเป็นจริง จากที่เราเคยฝันว่าเราอยากประสบความสำเร็จ อยากเป็นช่างแต่งหน้าตอนอายุ 30 ซึ่งตอนที่เราไปเมืองคานส์กับพี่หญิงตอนนั้นประมาณ 30 ย่างเข้า 31 แล้วหลังจากนั้นความฝันที่ 2 คืออยากแต่งหน้านางงามจักรวาล ก็ปรากฏว่าเราได้แต่งหน้านางงามจักรวาลจริง ๆ ภูมิใจมากเลย พี่ปุ๋ย น่ารักมาก แล้วเค้าก็ดีใจกับความฝันที่เราเคยฝันไว้ตอนเด็ก ๆ แล้วมันเกิดขึ้นจริงในอนาคตอยากแต่งหน้า Beyonce มันมีที่มาคือ กับพี่อิ่ม ที่เป็นผู้จัดการของเรา เราโตมาด้วยกัน ผ่านจุดร้อน จุดหนาว จุดเหนื่อยด้วยกันทั้งหมด แล้วสมัยก่อนเค้าเคยเล่าให้ฟังว่า เค้าเป็นสาวโรงงาน แล้วเค้าเก็บเงินเพื่อไปดูคอนเสิร์ต Beyonce แล้วเค้าไปไม่ทันเพลงแรก เค้ารู้สึกเสียใจมาก เราก็เลยรู้สึกว่า เราอยากทำความฝันนี้ของพี่อิ่มให้เป็นจริง ถ้าวันที่ฉันได้แต่งหน้า Beyonce เธอจะต้องไปอยู่ข้างๆ ฉันนะ แล้วเธอก็ไปบอก Beyonce ด้วยว่าช่ วยร้องเพลงแรกวันนั้นให้หน่อยเพราะฉันพลาดไป ถ้า Beyonce ได้มาไทย ใครที่รู้จัก Beyonce ช่วยเอาน้องฉัตร ไปแต่งหน้าด้วยนะครับและในอนาคต อยากเปิดศูนย์ฝึกอาชีพ มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ แต่ช่วงวันเกิด หรือวันพิเศษ เราจะเอาเงินของเราไปช่วยสนับสนุนเรื่องของการซื้ออุปกรณ์ ในศูนย์ฝึกต่าง ๆ ที่เค้ามีอยู่แล้ว หากมีโอกาสเราก็อยากเปิดศูนย์ฝึกอาชีพของตัวเอง”จุดเริ่มต้นของ ช่างแต่งหน้าสายมู“เราเชื่อการมู 50 แล้วก็การทำตัวอีก 50 ที่เรามีความเชื่อเพราะสมัยก่อนเคยมีคนทักว่าเราโดนของ มันมีช่วงที่เป็นจุดบอด ช่วงนั้นสมมติว่าเราจะทำธุรกิจใหม่ เงินก็สูญไป 5 ล้านบาทเปล่า ๆ โดยที่แบบยังไม่ขึ้นมาเป็นโพรดักส์ ตอนนั้นทุกอย่างมันดาวน์ไปหมดเลย พอไปเปิดดูดวง หมอดูก็ทักว่ามีเกณฑ์โดนของนะ เราก็ถามว่าจะต้องทำยังไง ก็เลยมีคนสอนเราให้ไปแก้ แล้วรู้ไหมว่าผี หรือเทวดา เค้าก็เหมือนคน คือถ้าสมมติว่าเค้าเห็นเราเป็นคนดี จากที่เค้าจะทำอันตรายเรา เค้าก็จะเมตตาสงสารเรา เพราะว่าเห็นว่าเราเป็นคนตั้งใจขยัน สามารถช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราขี้เกียจ แล้วมูเตลูขนาดไหน ความร่ำรวยหรือเงินมันก็ไม่มา มันก็ต้องขยัน 50 บวกกับดวง 50”เปิดหัวใจ ส่องความรัก ของ “น้องฉัตร”“ความรักมันขึ้นกับช่วงของเวลาจริง ๆ แล้วเวลาผิดพลาดเรื่องของความรัก เราก็เก็บความทรงจำต่าง ๆ ที่มันผิดพลาดนำมาปรับด้วย เมื่อก่อนเราจะโดนผู้ชายบอกเลิก เพราะว่าเราเป็นคนที่เก่งเกินไป ผู้ชายทุกคนจะพูดว่าเราเก่งเกินไป ซึ่งเราก็กลับมามองตัวเองแล้วพบว่า เพราะบางครั้งเราใช้วิธีการบริหารแบบนักธุรกิจหรือเป็นผู้นำเกินไปกับความรัก ซึ่งจริง ๆ แล้วความรักบางอย่างเราต้องเป็นผู้ตามบ้าง เราต้องเป็นคนที่ไม่รู้บ้าง เพราะว่าผู้ชายที่เค้าอยากจะดูแลเราเค้าก็อยากมีความเป็นผู้นำบ้าง ก็เลยเอาความผิดพลาดเรื่องความรักต่าง ๆ อย่างเช่น รักครั้งแรกก็รักกับเด็ก แล้วจับได้ว่า เค้าไปมีแฟนใหม่เป็นเด็กรุ่นเดียวกัน เราก็จองตั๋ว แล้วบินไปจัดการเลย ตอนนั้นก็เล่นบทเป็นนางเอกว่าฉันอยู่ได้ ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วคือ ฉันอยู่ไม่ได้ ดังนั้นถ้าเกิดเรารู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ ให้บอกผู้ชายไปเลยว่าอยู่ไม่ได้ อย่าของเราคือ ผู้ชายเลือกอีกฝั่ง เพราะว่าเค้าบอกว่าเค้าจะฆ่าตัวตาย เค้าอยู่ไม่ได้ ฝั่งโน้นดูอ่อนแอกว่า เราดูเข้มแข็งกว่า ผู้ชายเลยไม่ได้เลือกเราเราเคยทนจีบผู้ชายหนึ่งปีเต็ม ๆ น้ำหยดลงหิน สักวันหินมันยังกร่อน ก็ทนไป ให้เวลาตัวเองเลย 1 ปี แล้วผู้ชายบอกว่า ผมชอบใครก็ได้ที่รักครอบครัวผม เราก็เลยเข้าทางแม่เลย คุยกับแม่เค้าทุกเรื่อง จนผู้ชายบอกว่า ผมไม่ชอบเลยครับเอาเรื่องผมไปคุยกับแม่ กลายเป็นเราก้าวก่ายเรื่องชีวิตเค้าเกินไปจนมาถึงคนปัจจุบัน เรารู้แล้วว่าเรื่องเค้าคือเรื่องของเค้า จะไม่มีการเอาเรื่องของเค้าไปนั่งคุยกับคนอื่น เรานับถือแม่เค้า เรานับถือครอบครัวเค้าได้ แต่มันไม่ใช่การเอาเรื่องของเค้าไปเล่าให้แม่เค้าฟังทุกเรื่องเหมือนไปรายงาน ซึ่งผู้ชายคนนี้ดีมาก เพราะเป็นคนเดียวที่เวลาไปดูหนังแล้วเลี้ยงหนังเรา ไปกินข้าวเค้าจ่ายเงินหรือแชร์กัน ไม่เคยขอเงิน หาเงินเลี้ยงดูตัวเอง แล้วเดินไปไหนก็ภูมิใจกับการที่ยอมจับมือ อยู่ต่อหน้าสื่อจะจูบยังไงก็จูบได้เลย เค้าไม่ได้รู้สึกว่าเขินอาย ดังนั้นมันจะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่รู้สึกว่ารัก LGBTQ+ แล้วยอมรับในทุก ๆ มิติของเราได้ มันก็เลยรู้สึกว่า คนนี้แหละใช่ที่สุดแล้ว”สีสันแรงบันดาลใจจาก น้องฉัตร“น้อง ๆ คนไหนที่อยากจะประสบความสำเร็จเหมือนใคร บางครั้งเราอาจจะต้องมีพื้นฐาน หรือว่ามองเค้าเป็นไอดอลแล้วลองดูจุดดีของเค้า ในส่วนจุดเสียของเค้าเราก็เอามาปรับใช้และในยุคปัจจุบัน ไม่อยากให้ทุกคนเคร่งเครียดกับชีวิตที่มันโดนกดดันด้วยสื่อโซเชียลมีเดีย อยากให้ทุกคนรู้สึกสบาย คำว่าสบายในที่นี้ หมายถึง ถ้าเด็ก ๆ มีความรับผิดชอบในเรื่องของการเรียนก็เรียน แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเราอยากทำกิจกรรมอย่างอื่น อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียง ก็ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เราทุกคนสามารถผิดพลาดได้ เมื่อผิดพลาดก็ให้เรายอมรับ ถ้าผิดจริงก็ขอโทษ แล้วปรับปรุง อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตแบบเป็นธรรมชาติ เพราะการที่เราทำตัวธรรมชาติมันจะดีมาก การที่บางทีเราสร้างโปรไฟล์อยากให้ทุกคนมองเห็นว่าเรามี แต่ถ้าในอนาคตเราไม่มี จากที่คนอื่นเค้าเห็นว่าเรามี เค้าจะกลายเป็นสมน้ำหน้า อยากให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริง สำหรับใครที่เคยทำงานหรือบริหารธุรกิจผิดพลาด ความล้มเหลว ถ้าเรามองด้วยสติ เราจะได้ปัญญา อย่างเราเคยมีคนไม่ชอบ เราไม่ได้สนใจ เพราะการการันตีที่ดีที่สุด คือชีวิตเราที่มันดีมากยิ่งขึ้น เราไม่สามารถบอกใครได้ว่าเราดียังไง แต่เราสามารถให้ทุกคนเห็นเราดีได้ด้วยการกระทำ” – น้องฉัตรพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

เปิดจุดเปลี่ยนชีวิตที่กลับมารักตัวเองได้ทัน ของ “พั้มกิ้น หิ้วหวี” จากช่างทำผมสุดจึ้ง กับตำนานสุดสะพรึงกินจนแพ้กุ้ง

12 เม.ย. 2024

เปิดจุดเปลี่ยนชีวิตที่กลับมารักตัวเองได้ทัน ของ “พั้มกิ้น หิ้วหวี” จากช่างทำผมสุดจึ้ง กับตำนานสุดสะพรึงกินจนแพ้กุ้ง

“หนูภูมิใจตัวเองที่ เอาตัวเองออกมาจากอบายมุขต่าง ๆ ได้ ขอบคุณตัวเองมากที่กลับมารักตัวเองได้ทันเวลาก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้”ยังคงเป็น Club ที่รวมสีสันของชีวิต พร้อมแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลในในทุก ๆ สัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride ทอล์คกระทบไหล่ตัวแม่ กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้เปิดไมค์ต้อนรับแขกรับเชิญตัวแม่ “พั้มกิ้น หิ้วหวี” จากช่างทำผมสุดจึ้ง สู่ตัวตึงแห่งแก๊งหิ้วหวี ผู้สร้างตำนานสุดสะพรึงกินจนแพ้กุ้ง! กว่าจะมาถึงวันนี้ เธอผ่านมาหลากหลายบททดสอบของชีวิต และมีหลากหลายข้อคิดแรงบันดาลใจ ที่ พั้มกิ้น ได้แชร์ไว้ในรายการด้วยพั้มกิ้น ชื่อนี้ได้แต่ใดมา“รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยตั้งให้ค่ะ ตอนนั้นเรื่อง เกอิชา ดังมาก บวกกับตอนนั้นหนูชอบดื่มแอลกอฮอล์มาก รุ่นพี่ก็เลยตั้งชื่อให้เราว่า พั้มกิ้น ซึ่งชื่อจริง ๆ ของหนูคือ มอส เพราะแม่ชอบ พี่มอส ปฏิภาณ มาก ๆ ตอนนั้นเหมือนแม่จะดูจักรยานสีแดงมากเกิน หนูก็เลยได้ชื่อมอสแล้วหนูก็มีรายการชื่อว่า พั้มกิน ด้วยนะคะ เป็นรายการที่หนูพาไปกินของที่มันน่ากินจริง ๆ ที่กินอันแรกเลยก็คือกินข้าวขาหมู ตาม พี่มาวิน แล้วหนูกินทั้งขาเลย คนถ่ายบอกว่าไม่ได้นะ เธอจะต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะหลังจากกินเสร็จ เธอต้องหยุดกินได้แล้ว แต่หนูก็กินต่อ คลิปนั้นลงวันแรกคนดูล้านคนเลย หนูเลยรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ”กางเกงเอวสูง เอกลักษณสุดจึ้ง ของ พั้มกิ้น หิ้วหวี“หนูชอบใส่กางเกงเอวสูงมาก เน้นแฟชั่นไปเลย เป็นกางเกงจากร้านของรุ่นพี่ เค้าส่งมาให้ใส่ เราก็ใส่เพลิน ๆ หนูเป็นคนที่ถ้าชอบอะไรหนูจะใส่ยาว ๆ ใส่จนคนแซว มันก็เลยเป็นไวรัล ตอนนี้มี 21 ตัว แบบนี้สีนี้เลย หนูจะเอาออกมาใส่ทีละ 10 ตัวแล้วซัก มีคนถามหนูเยอะมากว่าซื้อที่ไหน หนูไม่บอกค่ะ กลัวมันหมด หนูไม่รู้ว่าหนูเอวเท่าไหร่ แต่ว่าหนูใส่กางเกงไซส์ 52 ครั้งแรกที่ใส่ มันจะหายใจไม่ออกหน่อย แต่พอใส่ไปสักพักมันจะเข้าทรงสวย และเพื่อความสวยเราทนได้”ตำนานสุดสะพรึง กินจนแพ้กุ้ง!“ในรายการหนูกินเยอะมาก กินหมูกระทะ กินอาหารตามสั่ง ที่มันน่ากิน แต่ที่หนักสุดคือ หนูแพ้กุ้งแบบขั้นวิกฤต มันเพิ่งจะมาแพ้ตอนที่เริ่มมีชื่อเสียง มีเงินมีทองแล้ว เมื่อก่อนหนูจนมาก หนูก็เก็บเงินแล้วคุยกับ เอแคลร์ ว่าอาทิตย์นี้เรามียอด ไปหาร้านบุฟเฟต์กุ้งกินกันเถอะ แล้วก็ไปกันเมื่อก่อนหนูชอบกินกุ้งมาก หนูกินกุ้งได้ 4-5 กิโลกรัมเลย พอเริ่มมีงานมีชื่อเสียง มีเงินก็ไปซื้อกุ้งกิน จนแพ้แบบตาบวม แล้วก็หายใจไม่ได้ ก็เลยโทรหา พี่มิกซ์ เฉลิมศรี พอโทรติดสิ่งแรกที่เค้าทำคือนั่งหัวเราะประมาณ 2 นาที ซึ่งหนูหายใจไม่ออกนะ แล้วพี่มิกซ์ก็อัดคลิปลงโซเชียล แล้วกลายเป็นไวรัล ทำให้คนรู้จักหนูเยอะขึ้นเพราะคลิปนั้น พอหัวเราะกันเสร็จก็ไปหาหมอ ไปฉีดยา แล้วคุณหมอบอกว่าแพ้กุ้งแล้วนะแต่หนูก็ยังกินกุ้งค่ะ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้กับมันมาโดยตลอด คือจะมียาแก้แพ้พกไว้เลย มื้อไหนเราทำงานมาเหนื่อยมาก ก็จะขอกินกุ้งสักวันนึง ปรากฏว่าก็แพ้ค่ะ หลัง ๆ หนูกินเป็นกิโลกรัมไม่ได้แล้ว กินได้แค่ตัวเดียว แล้วก็แพ้มาตลอด ปากบวมมาตลอด หลังจากกินกุ้งก็ต้องกินยาค่ะหนูทำ IF ค่ะ คือหนูกิน 20 หยุด 4 หนูนอนทานได้เลย หนูสามารถหลับ ๆ อยู่ แล้วฝันว่าหิวมาก พอตี 2 หนูตื่นหนูก็กดสั่งข้าวเลย ซึ่งในยุคสมัยนี้มันง่ายด้วย เราก็กินแบบปล่อยใจไปเลย หนูเข้าใจแฟนคลับที่คอยเป็นห่วงและเตือนหนูตลอด แต่ว่าหนูเคยทุกข์มาแล้ว ช่วงนี้หนูขอมีความสุขก่อน แล้วหนูมีความสุขกับการกินมาก”ย้อนวันวาน กับความเป็นตัวเอง ที่ต้องถูกปิดกั้น“เมื่อก่อนที่บ้านค่อนข้างจะเซนซิทีฟเรื่องการเป็น LGBTQ+ แล้วเค้าก็พยายามจะปิดกั้นทุกอย่าง เค้าห้ามเราหลาย ๆ อย่าง ไม่ให้ไปเล่นกับผู้หญิง ส่งเราไปเรียนโรงเรียนชายล้วน ตอนแรกหนูอึดอัด ครั้งแรกที่ไปเรียน คือ โรงเรียนปทุมคงคา ซึ่งพอเข้าไปเรียนหนูก็รู้ว่ามันไม่ได้โหดร้ายอย่างที่เราคิด แล้วได้เจอเพื่อนที่เป็นเหมือนเราประมาณเกือบร้อยคน จนรู้สึกว่าตรงนี้แหละคือความสุขของเรา เราอยากจะมาโรงเรียนทุกวัน ไม่อยากอยู่บ้านแล้วหนูพยายามจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ แล้วที่โรงเรียนมีกิจกรรมเยอะ วันภาษาไทย วันวาเลนไทน์ หนูก็จะแต่งหญิง พอคุณป้ารู้ก็เห็นว่าไม่ได้การแล้วต้องย้ายออก ก็เลยพาหนูมาเรียนที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก เป็นโรงเรียนช่างไปเลย ตอนแรกหนูทำใจไม่ได้ แล้วหนูคือ LGBTQ+ คนเดียวในรุ่นและในโรงเรียน แต่หนูมองทุกอย่างให้เป็นมุมบวก มาที่นี่ฉันจะต้องเป็นดาว ฉันสวยที่สุดในโรงเรียน ฉันอยู่ได้ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ โชคดีที่หนูได้เพื่อนที่ดี แล้วก็เข้ากับวัฒนธรรมของโรงเรียนช่างได้ง่าย หนูทำหมดทุกกิจกรรม รับรุ่น รับน้อง จนหนูกลายเป็นเจ๊ไปเลย ในเมื่อเราไปไหนไม่ได้แล้ว ก็ต้องปรับตัวเองให้มันเข้ากับสถานการณ์ จนที่แห่งนั้นกลายเป็นความสุขครั้งใหม่ของเราจริง ๆ หนูรู้ตัวเองตั้งแต่อนุบาลค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่าเราเหมือนจะชอบผู้หญิงบ้าง เรามองว่าเค้าผมยาวจัง เค้าสวยจัง พอขึ้น ป.1 หนูเริ่มไม่ชอบแล้ว เริ่มจะชอบ พี่เคน ธีรเดช ชอบดูดาราชาย ว่าคนนี้น่ารักจังเลย ด้วยความที่เมื่อก่อนบ้านหนูอยู่การท่าเรือ ตรงกรมสรรพสามิต ที่บ้านก็จะมีความคิดที่ว่า การที่เราทำงานประจำ มันจะมีสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งหนูมองว่า หนูอยากจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์มากกว่า อยากจะมาเป็นคนสอนเชียร์ลีดเดอร์ มันหาเงินได้นะ แต่เค้าไม่เข้าใจว่ามันหาเงินได้ยังไงพอที่บ้านเค้ากดดันเรา เราก็เลยต่อต้าน แปลกมากเลยหนูปรับกับที่อื่นได้ แต่ที่บ้านหนูไม่ปรับ เหมือนเรายิ่งโดนกด เราก็ยิ่งสู้ เหมือนที่เค้าบอกว่า คนเราจะใส่ใจคนรอบข้างน้อยกว่าคนไกล ๆ อย่างเวลามีการประกวดมิสทิฟฟานี่ หรือมิสยูนิเวิร์ส ที่บ้านก็จะจับเรามาขังไว้ในห้อง เพื่อที่จะไม่ให้ดู แต่ยิ่งขังเราก็ยิ่งสู้ ต่อสู้แบบมันอัตโนมัติเลยค่ะจนหนูเริ่มโตขึ้น หนูก็เริ่มต้องไปแล้ว หนูอยู่ที่บ้านไม่ได้ มันไม่มีทางที่จะมีความสุขได้เลย หนูเลยบอกแม่ว่า ขอออกไปอยู่เองนะแม่ ไม่ต้องห่วง แล้ววันแรกที่เราออกมาไม่มีเงินเลย แต่รู้สึกว่ามีความสุขมาก ไปอยู่หอกับเพื่อน เพื่อนบอกว่าไม่มีไม่เป็นไร อยู่ไปก่อนเดี๋ยวทำงานแล้วก็ค่อยมาช่วยกันจ่ายค่าห้อง จากนั้นหนูก็ไปสอนเชียร์ลีดเดอร์บ้าง ไปอยู่ร้านเช่าชุดบ้าง เริ่มรู้จักพี่ ๆ เริ่มรู้จักลู่ทางต่าง ๆ”ครั้งหนึ่ง บนเส้นทางนางงาม“หนูเคยประกวดนางงาม เป็นเวทีนางงามธิดาช้างต่าง ตอนนั้นหนูมีพี่เลี้ยง แล้วพี่เลี้ยงก็พาไปประกวด ซึ่งเราไม่ได้มองว่าเราสวย เราไปเรียกเสียงหัวเราะ เวทีแรกได้ที่ 2 แล้วก็ไปประกวดต่อที่ อนุสรณ์สถานดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เวทีใหญ่มาก คนที่ประกวดมีประมาณ 50 คน ปรากฏว่า เวทีนั้นหนูได้ที่ 1 หนูดีใจมากที่ได้มง หลังจากนั้นหนูก็ไม่ประกวดแล้วเพราะว่าเหนื่อย เวทีคนอ้วนจะไม่ค่อยมีตอบคำถาม เวลาประกวดก็จะเน้นเดิน แล้วบนเวทีมันร้อน หนูต้องยืนบนส้นสูงนานมาก พอใส่รองเท้าแล้วต้องเอาสก็อตเทปพันไม่ให้มันหลุด ซึ่งมันเจ็บและทรมาน มันร้อนมาก เหงื่อท่วมเลย หนูก็เลยไม่ประกวดแล้วดีกว่า”ก้าวแรกสู่วงการบันเทิง“อาชีพแรกในวงการบันเทิงของหนูคือแต่งตัวให้ศิลปิน ได้เงินวันละพัน วันละห้าร้อย ตอนนั้นเราดีใจมากเลยที่ได้อยู่ในวงการบันเทิงแล้ว แต่หนูก็ไม่ได้ชอบตรงนั้น ก็เลยมาเป็นช่างทำผม หนูมองว่าหนูมีความสุขวันต่อวัน พอได้อยู่ในที่ที่เรารัก มันก็เลยมีความสุขไปเรื่อย ๆ การได้เงินพันบาท หนูถือว่าหนูรวยแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว หนูมีเงินซื้อข้าวกินด้วยแรงที่หนูเอาไปแลกมาด้วยตัวเอง นี่คือความสำเร็จที่สุดของหนูแล้วเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ชอบเสพสื่อ ก็จะเจอคอนเทนต์แบบฉันมีบ้าน 800 ล้าน หมา 10 ตัวอยู่หน้าบ้าน รถ 7-8 คันอยู่ในนั้น ซึ่งมันเกิดขึ้นได้กับบางคนเท่านั้น ไปเชื่อแบบนั้น 100% ไม่ได้ เราเอาแรงของเราทำงาน แลกเงินมาได้ 500 บาทก็ประสบความสำเร็จแล้ว มีเงินซื้อของที่เราอยากได้ด้วยตัวเอง นี่คือความสำเร็จที่สุดของคน ณ ปัจจุบันที่ต้องคิดให้ได้ พอมีรายได้หนูก็ส่งให้แม่ตลอด เพราะหนูรักแม่มาก น้อยบ้าง เยอะบ้าง งานไหนได้เงินเยอะก็จะพาแม่ไปกินข้าวบ้าง และหนูดีใจแล้วที่ได้พาแม่ไปกินข้าว”จุดเริ่มต้น บนเส้นทางช่างทำผม“ตอนนี้หนูเป็นช่างทำผมให้ศิลปิน หนูอยากจะเป็นช่างทำผมอันดับ 1 หนูไม่ได้เรียนทำผมค่ะ มันเริ่มจากตอนนั้นหนูไม่มีงานทำ ก็เลยมาเป็นผู้ช่วยช่างแต่งหน้าตามพี่ ๆ ไปทำงาน แล้วชอบไปนั่งดูพี่ ๆ ช่างทำผม มันตลบแบบนี้ ม้วนแบบนี้ มันสวยจังเลย จนพี่ ๆ ถามเราว่า จริง ๆ แล้วอยากทำอะไร หนูบอกว่าอยากเป็นช่างทำผม พี่ ๆ ในวงการก็สนับสนุนแล้วหาโอกาสให้หนูไปเป็นผู้ช่วยช่างทำผมคนแรกที่หนูทำผมให้คือ น้ำตาล ชลิตา ก็ได้ความใจดีของน้ำตาลด้วยที่ไว้ใจและมอบโอกาสให้หนู จนเริ่มมีคนรู้จักหนูมากขึ้น จนหนูมาอยู่กับ เอแคลร์ หิ้วหวี เป็นช่างทำผมประจำของเอแคลร์ แล้วก็ได้ทำผม พี่นัท สะบัดแปรง พอมาอยู่ตรงนี้ เหมือนพี่ ๆ เค้าเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว พอมาทำงาน เอแคลร์ ก็บอกหนูตลอดว่า พั้มกิ้น ต้องทำช่อง ทำคลิปนะ หนูก็บอกว่าไม่เอา ฉันอยากจะเป็นช่างผมอันดับ 1 แต่ เอแคลร์ ก็ย้ำว่าหล่อนต้องทำ หนูก็เลยค่อย ๆ เข้ามาในกล้องทีละนิด ๆ จนคนเริ่มแซว คนเริ่มรู้จัก แล้วก็มีวันนี้ที่กลายเป็น พั้มกิ้น หิ้วหวี”เรื่องนี้ ที่ทำให้ พั้มกิ้น เสียน้ำตา“ในช่วงโควิด ตอนนั้นหนูไม่มีงาน แล้วหนูก็เที่ยวเล่นเสเพลจนเงินหมด จนต้องหยุดเที่ยว หยุดปาร์ตี้ หยุดทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่ทำให้หนูร้องไห้ หนูไม่มีเงินกินข้าวแล้ว และหนักถึงขั้นที่ว่าหนูต้องกินน้ำก๊อก มันหนักจนคิดว่าไม่อยู่แล้วดีกว่า ด้วยสถานการณ์มันห่อเหี่ยวไปหมดเลย หนูเลยเอาเงินที่เหลืออยู่ไปซื้อยาแก้แพ้กระปุกเล็กมากระปุกหนึ่ง แล้วกินเข้าไปหมดเลย ปรากฏว่า 8 โมง หนูหิวข้าวแล้วสะดุ้งตื่น พอตื่นขึ้นมาแล้วตัวมันชาไปหมดเลย แล้วก็รู้สึกเวียนหัว ก็เลยเดินลงมาซื้อข้าวกิน ในเมื่อไม่ตาย ชีวิตก็ต้องไปต่อ เมื่อเรามีชีวิตเดียวเดินหน้าต่อดีกว่า ฝืนอีกสักหน่อยเผื่อจะมีโอกาสที่ดี จนเริ่มมีงานเข้ามา หนูขอบคุณตัวเองมากที่ไม่คิดสั้นตั้งแต่ตอนนั้น”กลับมาสู้ต่อ จนได้เป็นพรีเซ็นเตอร์“พอตัดสินใจสู้ต่อ หนูก็มาทำผมให้ เอแคลร์ เหมือนเดิม แล้วนางก็เริ่มปั้นหนู ดันจนมาเจอ พี่ทราย มาดามฟิน ที่ให้หนูไปทำผม ทำไปทำมาพี่ทรายก็เอ็นดูเรา พาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปเที่ยวหลากหลายที่ แล้วก็มีอยู่วันหนึ่งเราจะไปทำผมให้เหมือนเดิม แล้วเค้าก็เดินมาจับมือเราบอกว่า พรุ่งนี้พั้มกิ้นไม่ต้องมาทำผมพี่แล้ว แต่มาช่วยพี่ไลฟ์สด แล้วหนูก็มาช่วยไลฟ์สดจนได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ต้องบอกว่ามันไปเรื่อยเลยชีวิตหนู”พั้มกิ้น กับชีวิตที่เคยหลงผิด“บทเรียนครั้งนั้นมันหนักมากสำหรับหนู ตอนนั้นหนูคิดว่าไปลองซักหน่อย อาจจะไม่ได้เสียหายอะไร เพราะว่าตอนนั้นหนูเจอเรื่องราววิกฤติที่มันแย่มาก ๆ มันเกิดก่อนช่วงโควิดอีกค่ะ และคิดว่ายาเสพติดคงจะช่วยเราได้ มันเหมือนไปยืมความสุขมาใช้ พอเราลองสัมผัสมันแล้วรู้สึกว่ามีความสุข เราไม่ต้องคิดถึงเรื่องวันวานเลย จนหนูถลำลึกไปเรื่อย ๆ จนเงินหมด เงินเก็บที่มีหลายแสนหมดเพราะยาเสพติดหนูติดแล้วก็ถลำลึกจนเราไม่รู้ตัว งานเริ่มหาย เพื่อนเริ่มไม่มี หนูไม่ฟังใครเลย ไม่อยากไปทำงาน อยากจะอยู่แต่บ้าน อยากจะอยู่แต่ห้อง อยากจะใช้แต่ยาเสพติด เรากลายเป็นใครก็ไม่รู้ไปเลย ซึ่งมันอันตรายมาก จนถึงขั้นหนูมีภาวะซึมเศร้า เลยพยายามสู้มาด้วยตัวเอง แล้วก็หาวิธีการเลิกในวิธีต่าง ๆ ฟังแล้วก็ดูสื่อให้มันหลอน พออยากจะใช้ยาก็หาอะไรดูให้รู้สึกว่าไม่ได้นะ ถ้าใช้ต่อไปเราจะเละเทะไปแค่ไหน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป หนูจะต้องไปนอนข้างถนนแน่ ๆ ก็หักดิบได้เองเลยหนูกลับตัวมาได้ เพราะเพื่อน ๆ ช่วงนั้นมันมีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้เพื่อน ๆ รู้ว่าหนูเป็นหนักแล้ว เพราะหนูชอบโพสต์ว่าอยากตาย อยากฆ่าตัวตาย ทำให้คนที่ติดตามเราเลิกติดตามไปเรื่อย ๆ เพื่อนหลายคนก็แซว แต่ เอแคลร์ ไม่แซวอะไรเลย นางเป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ คอยเรียกไปทำผม เพื่อที่จะเรียกให้ไปหา แล้วสังเกตว่าหนูเลิกแล้วแน่นะจากนั้นหนูก็อยู่เบื้องหลัง คอยทำผมมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มขยับขึ้นมาเป็นไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ รับงานลูกค้าเอาเราไปถ่ายคลิป โชคดีที่พี่ ๆ หิ้วหวี เป็นเหมือนแสงสว่างของหนูเลย คือถ้าไม่มีพวกเค้าเหล่านี้ ทุกคนก็คงจะไม่รู้จักหนู ต้องขอบคุณมาก ๆ เลย”ความในใจจาก พั้มกิ้น ที่อยากจะบอกกับคนสำคัญคนนี้“เอแคลร์ เป็นคนที่ไม่ได้ชมให้รู้ พวกหนูจะไม่ได้ชอบชมกัน แต่จะให้กำลังใจทางอ้อม ซึ่ง เอแคลร์ เป็นเพื่อนที่หนูรักที่สุดตอนนี้ เพราะนางดันหนูทุกทาง ให้หนูได้มีวันนี้ จะบอกว่าขอบคุณเอแคลร์ มาก ๆ ที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ หนูรักเพื่อนคนนี้มาก มันรักโดยอัตโนมัติ สมมติถ้าเราไปไหนมาไหนด้วยกัน แล้วมีคนที่จะมาทำอะไรไม่ดีใส่เอแคลร์ หนูสามารถพุ่งไปหาคนนั้นได้โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ และสามารถตายแทนได้เลย”คอมเมนต์เชิงลบ ที่ไม่กระทบจิตใจแล้ว“แรก ๆ หนูจะโดนคอมเมนต์ว่าเบาหน่อยได้ไหม เสียงดังทำไม ซึ่งหนูก็คุมตัวเองไม่ได้เรื่องการเสียงดังเวลาไปรายการ แต่พอหนูเข้ามาย้อนคิด ก็เห็นว่าคนที่มาคอมเมนต์เป็นแอ็คเคาท์หลุม เราไม่เจอเค้าอยู่แล้ว หนูก็เลยคอมเมนต์กลับว่า ขอบคุณค่ะ น่ารักมาก ฝากผลงานด้วยนะ คอมเมนต์มาก็คอมเมนต์กลับ หนูไม่ได้สนใจอยู่แล้วแล้วก็จะมีหลายคนที่คอมเมนต์เพื่อปรึกษา เช่น ที่บ้านหนูไม่ยอมรับเลยทำยังไงดี หนูก็จะบอกว่า สู้ ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะ ลองเปลี่ยนความคิดตัวเองดูไหม ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเราจะไปเอาก้อนตรงนั้นมาไว้ที่หัวเรามากน้อยแค่ไหน ทำให้ตัวเองมีความสุขไปวันต่อวันนะคนดี ซึ่งหนูให้คำปรึกษาได้ และในอนาคต หนูอยากทำรายการทอล์ค หนูอยากฟังอยากคุยกับคน อย่าง พี่อ้อย พี่ก็อตจิ พี่สุทธินาถ ทองชื่น อย่างพี่อ้อย เวลาจัดรายการ เวลาคนมีเรื่องเศร้า ๆ เข้ามาปรึกษา พอหลังจบรายการเค้าจัดการกับตัวเองยังไง หนูก็เลยอยากมีรายการทอล์ค อยากคุยกับผู้คนอื่น ๆ ค่ะ”เปิดหัวใจ ส่องความรัก ของ พั้มกิ้น หิ้วหวี“ตอนนี้มีคนคุยเป็นคนนอกวงการ ตอนนี้ชอบเพื่อนอยู่ชื่อเก้า จีบเก้าอยู่ แต่เก้าบอกว่ารออีก 2 ปี ถ้าไม่มีใครเดี๋ยวมาเป็นแฟนกัน ซึ่งเก้าคืออยู่ในกลุ่มหิ้วหวีเหมือนกัน น้องเก้าน่ารัก หนูชอบคนที่เด็กกว่า แล้วหน้าตาน่ารัก ก่อนหน้านี้หนูมีแฟนค่ะ เป็น LGBTQ+ เหมือนกัน เค้าเป็นทอม ที่อยู่ด้วยกันแล้วเข้าใจกัน แต่สุดท้ายก็เลิกกัน หนูก็เสียใจวันเดียวเลย ไม่มีล้มค่ะเรื่องนี้ ไม่มีอะไรล้มหนูได้ นอกจากหนูหิว ไม่มีผู้ชายไม่เป็นไร ไม่มีความรักไม่เป็นไรเลย ให้หนูอิ่มให้หนูได้กิน หนูไม่ซีเรียสเลยค่ะเรื่องความรัก”ความภูมิใจ ของ พั้มกิ้น หิ้วหวี“หนูภูมิใจที่เอาตัวเองออกมาจากอบายมุขต่าง ๆ ได้ ขอบคุณตัวเองมากที่กลับมารักตัวเองได้ทันเวลาก่อนที่มันจะสายไปมากกว่านี้ และหนูภูมิใจตรงที่ว่า หนูเคยทำผิดพลาดกับหลาย ๆ คน แล้วพอมาอยู่ตรงนี้ หนูก็ไม่ต้องไปป่าวประกาศว่าหนูเป็นคนดีแล้ว หนูทำตัวเองให้คนอื่นได้เห็นว่า เรามีวันนี้ได้แล้วนะ เรามีลูกค้าที่รักเรา แสดงว่าเราเป็นคนดีแล้วจริง ๆ นี่คือสิ่งที่หนูภาคภูมิใจในตัวเองที่สุด”สีสัน แรงบันดาลใจ จาก พั้มกิ้น หิ้วหวี“คนที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อยากให้ลองตั้งสติ คิดให้มาก คิดถึงคนรอบข้างให้เยอะ ๆ และคิดถึงตัวเองในอนาคตด้วย และใครที่กำลังจะไปยุ่ง อย่าไปยุ่งเลยนะคะ มันอันตรายมาก ๆ ไม่ว่าคุณจะเคยลองครั้งสองครั้งแล้วบอกว่าไม่ติด มันไม่จริง มันคือยาเสพติด มันจะทำลายทุกอย่างในชีวิตเรา ไม่เคยมีใครได้ดีจากยาเสพติดเลยแม้แต่คนเดียว มันคือการยืมความสุขในอนาคตมาใช้ วันนี้เรามีความสุข แต่พอมันหมดตรงนั้นไป เราจะทุกข์มาก ๆ เลยนะคะ” - พั้มกิ้น หิ้วหวีพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “พี่อ้อย” และ “ก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ติดตามชมรายการย้อนหลัง

album
efm
-

-