หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่น เพราะพนักงานขายขยั้นขยอ แต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด!

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่น เพราะพนักงานขายขยั้นขยอ แต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด!

16 ต.ค. 2026

หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่น

เพราะพนักงานขายขยั้นขยอ

แต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด!

        ‘คุณแพง (นามสมมุติ)’ สายที่ 2  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับพนักงานคลินิกเสริมความงามที่พยายามขายคอร์สจนน่าอึดอัด

        ‘คุณแพง (นามสมมุติ)' อายุ 21 ปี เล่าว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เธอได้นัดกับเพื่อนไปที่ห้างแห่งหนึ่ง และในระหว่างที่เธอกำลังไปหาเพื่อน มีพนักงานขายคอร์สด้านความงามคนหนึ่งมายืนดักด้านหน้าของเธอ พร้อมบอกว่า ขอเวลาสักนิดได้ไหม / ขอเวลากรอกแบบสอบถาม เพราะเขาจะได้ค่าหัวจากการลงชื่อของคุณแพง เธอได้ปฏิเสธไปด้วยความที่เธอกำลังรีบไปหาเพื่อน แต่ก็ได้มีพนักงานอีกคนมายื้อคุณแพงไว้ 

        เธอเข้าใจว่าคงเป็นการกรอกลงชื่อที่ใช้เวลาไม่นาน เธอจึงไปนั่งในบูธ เนื่องด้วยสถานที่เป็นเพียงบูธไม่ใช่คลินิกแต่อย่างใด แต่พอนั่งไปสักพัก พนักงานคนนั้นกลับเรียกพนักงานอีกคนมาตรวจผิวหน้าที่เป็นการตรวจด้วยเครื่อง จากนั้นเขาก็ชวนคุย ตามด้วยการขายคอร์ส ซึ่งคุณแพงก็ไม่ได้สนใจ ด้วยที่เธอเคยดูราคาคอร์สตามคลินิกอื่น ๆ มาแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกัน ราคาที่นี่จะแพงกว่า เธอจึงปฏิเสธไป แต่เขาก็ยังไม่ลดละความพยายามให้การขาย ยังคงพยายามชวนคุย ขายคอร์สต่อ และไม่ยอมให้เธอปลีกตัวออกไป

        ผ่านไปสักพัก พนักงานคนนี้ก็ได้ตาม Manager ของบูธและพนักงานอีกคนมาช่วยขาย เป็นการขายแบบ 3 รุม 1 เลยทีเดียว คุณแพงก็พยายามปลีกตัวออกโดยการบอกพนักงานทุกคนว่า เธอยังไม่สะดวกและนัดเพื่อนไว้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยคุณแพงไป

        เมื่อพูดคุยถึงการจ่ายเงิน คุณแพงก็บอกไปว่าเธอไม่มีบัตรเครดิต แต่พนักงานก็ยังยื้อด้วยการบอกว่าใช้เงินสดได้ คุณแพงก็พยายามใช้ 108 คำพูดเพื่อบอกว่าเธอไม่สะดวกที่จะจ่าย เขาก็ยื้อคุณแพงไว้จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 30 นาที รวมถึงเพื่อนก็มารอแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองดูซื้อคอร์สความงามที่นี่ เพราะคุณแพงเองก็กำลังหาคลินิกที่จะทำอยู่แล้วด้วย เธอจึงจ่ายเงินซื้อคอร์สกับที่นี่ด้วยเงินสดจำนวน 15,000 บาท

        สองวันหลังจากซื้อคอร์ส เธอจึงเข้าไปที่คลินิก ซึ่งในตอนแรกที่พนักงานขายคอร์สได้แจ้งเธอไว้ว่าพยาบาลจะเป็นผู้ดูแลทำหัตถการให้เธอ แต่พอเข้าไปทำจริง คนที่ทำให้กลับเป็นเพียงพนักงานบริการทั่วไป และระหว่างนั้นเขาก็คอยวิจารณ์ใบหน้าคุณแพง ติชมสลับกัน รวมถึงพยายามขายคอร์สกับเธอตลอดหนึ่งชั่วโมงของการทำหัตถการ ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร พนักงานก็ยังพยายามจะขายคอร์สต่อ นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก

        หลังจากทำหัตถการเสร็จ พนักงานก็ยังคงขายคอร์สอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังบอกให้คุณแพงซื้อคอร์สเพิ่มเติม แต่คุณแพงเองก็รู้สึกอึดอัด เนื่องจากนี่เป็นเพียงการทำครั้งแรก เธอยังไม่เห็นผลอะไร จึงยังไม่อยากที่จะซื้อคอร์สต่อ ส่วนตัวคุณแพงเคยเข้าคลินิกอยู่แล้ว การซื้อคอร์สความงานไม่ใช่ปัญหาอะไร เพียงแต่เธอไม่ชอบการขายในลักษณะนี้ 

        นอกจากนี้ คุณแพงยังกล่าวอีกว่า เธอได้ทำไม่ตรงกับสิ่งที่พนักงานขายบอก โดยพนักงานบอกกับคุณแพงว่าจะได้ทำ 3 โปรแกรมรวมกันทั้งหมด 18 ครั้ง แต่ทำจริงกลับยัดทั้งหมดให้เหลือเพียง 6 ครั้ง ซึ่งเธอเคยถามแล้วว่า 18 ครั้ง คือ 18 ครั้ง ไม่ใช่การรวบทำพร้อมกันใช่หรือไม่ พนักงานขายก็ยืนยันว่า 18 ครั้ง แต่พอเอาเข้าจริงกลับได้ทำเพียง 6 ครั้งเท่านั้น นั่นก็เป็นอีกจุดที่ทำให้คุณแพงเสียความรู้สึก 

        ในตอนนี้ คุณแพงรู้สึกเสียดายเงินและอยากไปทำให้จบคอร์ส แต่จากประสบการณ์ที่ไปคลินิกนี้มา ทั้งเจอพนักงานที่พยายามขายคอร์สแม้กระทั่งตอนที่เธอทำหัตถการอยู่ หรือการพูดไม่ตรงกันจนสร้างความเข้าใจผิดให้กับเธอ และการที่ไม่ยอมให้เพื่อน/ผู้ติดตามเข้ามานั่งรอในคลินิก ทำให้เธอเสียความรู้สึกและรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก คุณแพงจึงต้องการปรึกษาดีเจทั้งสามท่านว่า เธอควรทำอย่างไรดีกับ 5 ครั้งที่เหลือของเธอ ควรปฏิเสธอย่างไรให้เด็ดขาด

        หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “อดทนไปทำให้ครบคอร์ส อย่างน้อยได้ผลหรือไม่ก็ได้ใช้บริการ ให้ทำหูทวนลมไว้ ฟังแล้วบอกว่าไม่มีเงินแล้ว คอร์สนี้ที่บ้านด่าแล้ว พ่อแม่ด่าแล้วว่าซื้อมาได้อย่างไรตั้ง 15,000 อ้างไปแล้วทำให้ครบ บอกไปว่า ‘ทำครบก็คงไม่ได้ต่อแล้ว’ แต่ให้พูดแบบประคับประคองไปก่อนเพราะเราไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรทำกับหน้าเรา ให้บอกว่า ‘ยังไม่มีเงิน รอดูตอนหมดคอร์สแล้วว่ากัน’ พอหมดคอร์สก็บอกว่า ‘ที่บ้านไม่ให้ซื้อต่อ ถูกที่บ้านตี’ ให้พูดผลัดไปก่อน เวลาเขามาขายให้ตีมึนทำเป็นไม่ได้ฟัง ทำให้เขารู้ว่าเราไม่เอาแล้ว จงเข้มแข็ง เด็ดขาดไว้”

        ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “ต้องจิตแข็งไว้ วิธีเอาตัวรอดคือต้องพูดไว้เลยว่า ‘ขอดู 5 ครั้งนี้ก่อนว่าได้ผลกับหน้าแค่ไหน‘ ต้องทำให้เขารู้สึกอยากทำให้หน้าหนูออกมาดีที่สุด ให้บอกขอดูก่อนไปเรื่อย ๆ จนครั้งที่ 5  ถ้ากล้าให้บอกไปว่า ‘ไม่ค่อยได้ผล เดี๋ยวหนูขอคิดก่อน’ และถ้าสุดท้ายแพงไม่ไหวจริง ๆ ให้วิ่งออกมาได้เลย ใครจะทำอะไรเราได้ในเมื่อเราจ่ายเงินครบแล้ว หรือให้แฟนรอหน้าร้าน อ้างว่าขอออกไปคุยและให้ออกไปเลย

        ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “ให้ถามเขาว่า ‘มีประกันสุขภาพหรือยัง อย่างคุณพี่ดูผิวพรรณก็รู้อยู่แล้วว่ามีเงิน’ ให้ลองขายกลับดู ทั้งหมดทั้งมวลมองว่าของพี่เติ้ลใช้ได้จริงและเหมาะกับแพง อีกหนึ่งอย่างคือบอกกับเขาแค่ว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ เขาพูดอะไรก็ปล่อย แต่เรานอนทำโดยไม่ต้องตอบ เมื่อเขาถามอะไรให้ตอบประโยคเดิมว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ พูดเท่านี้เลย เอาเข้าจริงเวลาเราทำเขาไม่ควรมาพูดอะไรกับเรา เป็นการฝึกให้เราปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่ต้องการ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เลือกใครดี? แฟนเก่าหล่อ ตรงสเปคทุกอย่าง ติดแค่เขาชอบยืมเงินเรา คบมาปีนิดๆ ยืมไป 2 แสนกว่าบาท ตอนนี้คุยกับคนใหม่ ตรงสเปค แต่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน จะปรับมายเซ็ทตัวเองยังไง ให้ไม่รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนใหม่ที่จะมาคบแฟนเก่าเรา

21 ก.พ. 2025

เลือกใครดี? แฟนเก่าหล่อ ตรงสเปคทุกอย่าง ติดแค่เขาชอบยืมเงินเรา คบมาปีนิดๆ ยืมไป 2 แสนกว่าบาท ตอนนี้คุยกับคนใหม่ ตรงสเปค แต่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน จะปรับมายเซ็ทตัวเองยังไง ให้ไม่รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนใหม่ที่จะมาคบแฟนเก่าเรา

“คุณบีม (นามสมมติ)”อายุ 25 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [19 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเลือกใครดี คนเก่าที่ตรงสเปคแต่ชอบยืมเงิน กับ คนใหม่ที่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน โดย “คุณบีม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้หนูมีแฟน คบกันมาปีกว่าๆ แฟนคนนี้ตรงสเปคทั้งภายนอกและภายใน ทั้งหล่อ นิสัยโอเค ไลฟ์สไตล์ตรงกับหนูทุกอย่าง แต่ติดอยู่เรื่องเดียว คือ เรื่องเงินเขาทำงานรายรับได้น้อยกว่ารายจ่ายที่เขาต้องจ่าย เพราะจะต้องซัพพอร์ตทางบ้าน ซัพพอร์ตตัวเองด้วย ส่วนที่ไม่พอเขาก็มายืมหนูทุกเดือน อย่างต่ำเดือนละ 5,000 บาท หรือมากกว่านั้น นานๆ ทีเขาจะคืนหนู แต่ก็คืนไม่หมด มันเลยเป็นยอดสะสมไปเรื่อยๆ จนตอนนี้จำนวนเงินที่ยืมไปอยู่ที่ 2 แสนปลายๆ แต่เขาไม่ได้ยืมเงินเราตั้งแต่คบกันแรกๆ เหมือนพอคบกันได้หลายเดือนแล้วค่อยมายืม เขาบอกว่ายืมเอาไปจ่ายค่าบัตรเครดิต เพราะเขาเป็นคนที่ค่อนข้างติดแบรนด์เนมประมาณหนึ่ง ทุกอย่างเป็นแบรนด์ Hi-End สกินแคร์ก็ต้องใช้ของแพง จะไม่มีคำว่าถูกและดีสำหรับเขา อีกเรื่องหนึ่งคือ หนูได้คุยกับผู้ชายคนหนึ่งโดยบังเอิญ คุยกันได้ประมาณเดือนกว่าๆ กับคนคุยใหม่ก็ตรงสเปคหนูเหมือนกัน หนูชอบทัศนคติของเขา แต่คิดว่าไลฟ์สไตล์ไม่ได้เข้ากันมาก 100% เพราะวันเสาร์ -อาทิตย์ หนูเป็นคนชอบออกไปนู้นไปนี่ แต่เขาจะอยู่บ้าน ยกเว้นถ้าออกมาเจอกัน เขาก็จะออกมา ส่วนเราจะออกมาเพื่อเจอและก็ไปเที่ยวด้วยกันต่อ และตอนนี้แฟนหนูก็จับได้ว่าเราคุยกับผู้ชายคนนี้อยู่ แฟนหนูก็เลยบอกเลิกหนูไปแล้ว แต่หนูก็มีความคิดที่จะกลับไปง้อ แล้วเลิกคุยกับคนคุยใหม่ หรือปล่อยแฟนเก่าไปเลย และไปต่อกับแฟนใหม่ เงินที่แฟนเก่ายืมไป เขาก็ให้ทยอยคืน แต่ยังคืนไม่หมด ส่วนตัวหนูก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ตอนนี้เหมือนเขากำลังทำธุรกิจสตาร์ทอัพกับเพื่อน ถ้าเกิดยังคบกันอยู่ เขาก็ต้องยืมเงินเราไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะมีกำไร แล้วถึงจะแบ่งมาคืนเราได้ แต่หนูก็รู้สึกว่าถ้าปล่อยคนนี้ไป หนูกลัวว่าพอเขามีแฟนใหม่ หนูจะรู้สึกไปอิจฉาแฟนใหม่เขารึเปล่าว่าทำไมหนูไม่ใช่คนตรงนั้น เรื่องนี้หนูยังไม่เคยบอกเพื่อนเลย เพราะไม่อยากให้เพื่อนมองเขาไม่ดี เลยเก็บไว้คนเดียว หนูอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า คำถามที่ 1 : หนูควรเลือกใครดี จะไปต่อกับแฟนเก่าหรือคนคุยใหม่? คำถามที่ 2 : ถ้าจะปล่อยคนเก่าไป มีวิธีคิด หรือ mindset ยังไงไม่ให้หนูคิดถึงภาพที่เขาจะมีแฟนใหม่แล้วจะอิจฉา?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าให้ดูตอนนี้และข้อมูลทั้งหมดที่มี พี่เลือกคนใหม่ เพราะพี่คิดว่า แม้ว่าคนเก่าจะดีทุกอย่าง แต่การที่เขายืมเงินเราแบบนี้มันไม่ดี บีมต้องคิดว่าเขาติดแบรนด์แต่เขาไม่มีปัญญาซื้อแบรนด์นั้นเอง เขาต้องรู้สถานะตัวเอง แต่แบบนี้แสดงว่าเขาไม่มีวินัยทางการเงิน แล้วยังยืมเงินผู้หญิงอีก ผู้ชายแบบนี้น่าเป็นห่วง และการไปทำสตาร์ทอัพ โดยที่ตัวเองยังติดลบอยู่ ยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีกว่าอนาคตจะยังไงต่อ พี่คิดว่าทรงแบบนี้ ถ้าบีมกลับไปบีมจะโดนเขาเอาเงินจนหมดตัว แต่ผู้ชายคนใหม่ที่คุยกันหนึ่งเดือน แต่แค่เดือนเดียวยังบอกไม่ได้ ตอนนี้รู้แล้วว่าคนเก่าข้อเสียใหญ่ของเขามันรุนแรงเหลือเกินสำหรับพี่ บีมมีฐานะดี บีมจะให้เขาก็ได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ดี คิดซะว่ากลับไปหาคนเก่าก็หมดตัว คนใหม่ที่ไปเจอเขา ก็หมดตัวแน่นอน คิดแบบนี้ไปเลย ถ้าคนมีวินัยพื้นฐานการเงินแบบนี้ ยังไงก็เละ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คำว่าเลือกใครดี พี่คิดว่าคนเก่าไม่กลับมาแน่ เพราะเขาก็อยากล้างหนี้ เลิกกันไปก็จบ ส่วนเขาจะไปประสบความสำเร็จหรือเปล่า อันนี้ก็วัดกันยาก มันก็จะมาตอบคำถามที่ 2 ว่าแล้วเราจะปล่อยคนเก่าไปยังไง ให้เราไม่อิจฉาแฟนใหม่ มันอยู่ที่ศีลของแต่ละคน คือถ้าศีลเรามันเป็นคนต้องอิจฉาตาร้อนมันก็ต้องอิจฉา แต่ถ้าศีลเราเป็นคนที่แบบเลิกแล้วต่อกัน 2 แสนที่เอาไปถือว่าเป็นการซื้อความสัมพันธ์ที่เราจะไม่ต้องเจอกันอีกแล้วกัน แต่พี่ไม่รู้ว่าบีมเป็นคนยังไง จะให้พี่มาพูดภายใน 5 - 10 นาที แล้วจะไม่อิจฉาเลยก็ยาก งั้นก็ไปทำชีวิตเราให้มันน่าอิจฉาสำหรับเขาบ้าง แล้วถ้าเป็นแฟนใหม่ที่รู้คุณค่าของเงิน ใช้เงินอย่างพอตัว สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกัน มันน่ารักกว่าอีกนะ อาจจะเป็นชีวิตที่สงบและน่าอิจฉาก็ได้ ถ้าให้เลือกสำหรับพี่ คนเก่ามันดูไม่ใช่สำหรับเราแล้ว แต่ถ้าคนใหม่ไลฟ์สไตล์มันก็ไม่ตรงกัน เดือนเดียวก็มีเรื่องให้เราเอ๊ะแล้ว ฉะนั้นเขาก็อาจจะไม่ใช่ทั้งคู่ก็ได้ แต่ก็ศึกษากับคนใหม่ได้ไม่เสียหายอะไร’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใครดี ควรเลือกใคร มันก็ตอบไม่ได้เพราะอาจจะเละทั้งคู่ก็ได้ แต่ที่เห็นแล้ว คือ 1 คนเก่าเละแน่ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องอิจฉาขยะที่เราทิ้งแล้ว คือการที่เราทิ้งคนเก่าแปลว่าเราทิ้งขยะไปแล้ว มันจะมีใครเก็บต่อ เราต้องอิจฉาคนเก็บด้วยหรอ? ถ้าของมันดีจริงเราไม่ทิ้ง ผู้ชายที่ดีไม่ยืมเงินผู้หญิง แล้วถ้าเขารักบีมจริงๆ เห็นคุณค่า รู้ว่าบีมเหนื่อย เขาจะไม่เอาเงินบีมไปแบบสุรุ่ยสุร่าย ถ้าพ่อแม่เจ็บเข้าโรงพยาบาล แล้วเขากัดฟันยืมเงินแฟนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ยืมทุกเดือนแปลว่าเขาไม่ได้เห็นคุณค่าในตัวบีม เขาไม่ได้รักบีมขนาดนั้น ถ้าผู้ชายที่รักเราหรือเห็นคุณค่าในตัวเรา เขาจะระวังเรื่องนี้ สิ่งที่อยากให้เหลือไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นคุณค่าในตัวเอง อย่าจ่ายสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้ชายที่เราเรียกว่าแฟน ถ้าเกิดเลิกกันไปแล้ว ไม่ส่อง ไม่เสือก ไม่เจ็บ ตัดเลย ใครจะเอาเขาต่อเรื่องของเขา คนเก่าไม่เอาเพราะเราเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ ส่วนคนใหม่ก็ไปเรียนรู้ ถ้าไม่ใช่ก็ทิ้งอีก หาจนกว่าจะใช่ เรามีสิทธิ์เลือก แล้วผู้ชายที่ดีเขาไม่เอาเงินผู้หญิง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สามีมีปัญหาน้องชายไม่ลุก ส่งการบ้านปีละ 2 ครั้ง ส่งทีก็ทำได้ไม่ดี ไม่กล้าบอกสามีเพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึก อยากมี FWB ผิดไหม หรือควรทำอย่างไรดี ?

03 เม.ย. 2026

สามีมีปัญหาน้องชายไม่ลุก ส่งการบ้านปีละ 2 ครั้ง ส่งทีก็ทำได้ไม่ดี ไม่กล้าบอกสามีเพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึก อยากมี FWB ผิดไหม หรือควรทำอย่างไรดี ?

สามีมีปัญหาน้องชายไม่ลุก ส่งการบ้านปีละ 2 ครั้ง ส่งทีก็ทำได้ไม่ดีไม่กล้าบอกสามีเพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึกอยากมี FWB ผิดไหม หรือควรทำอย่างไรดี ? ‘คุณแองจี้ (นามสมมุติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เมษายน 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีส่งการบ้านไม่ได้ ถึงส่งก็ทำไม่ดี ควรหา FWB มาแทน หรือให้เขาไปพบแพทย์ดี ‘คุณแองจี้ (นามสมมุติ)’ อายุประมาณ 30 ปีกลาง ๆ ได้เล่าว่า “แต่งงานมา 10 ปีแล้ว ช่วงแรก ๆ สามีก็ส่งการบ้านดี เป็นปกติ วันเว้นวันได้เลย เพราะเป็นช่วงที่เราพยายามอยากมีลูกด้วยกัน แต่สามีเริ่มมีปัญหา ปีที่ 5-6 หลังจากแต่งงาน ซึ่งเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าอายุมากขึ้นแล้ว ไม่อยากมีลูกแล้ว เลยต้องป้องกันด้วยการสวมถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เวลาที่จะเริ่มกิจกรรม เราต้องหยุดเพื่อสวมถุงยางก่อน แต่หลังจากที่หยุดไป สามีมีอาการอ่อนตัว ไม่สามารถทำกิจกรรมต่อได้ ทำให้สามีไม่มั่นใจในตัวเอง แม้กระทั่งต่อมาเรามีปัญหา ทำให้ต้องตัดมดลูกไป และไม่ต้องใช้ถุงยางเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อีกแล้ว แต่ความมั่นใจของสามีลดลงจนแทบไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อีกเลย จนมารู้ตัวอีกที สามีและเราทำกิจกรรมกันปีละ 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งแต่ละครั้งก็ไม่ได้ดี หรือสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อนตอนที่เขายังไม่มีปัญหา แองจี้คิดว่าสามีเองก็อยาก แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง สามีของแองจี้รู้สึกว่า ‘เขาเป็นสามีที่บกพร่อง’ แต่สำหรับแองจี้ เขาคือสามีที่ดีทุกอย่าง แต่ปัญหาของเขาอาจจะเกิดจากการขาดความมั่นใจจนเครียดเท่านั้น อย่างไรก็ตามแองจี้ก็ไม่กล้าบอกให้สามีไปพบแพทย์ เพราะกลัวว่าเขาจะเสียความรู้สึก เสียศักดิ์ศรี และยิ่งเสียความมั่นใจไปกว่าเดิม ตัวแองจี้เองมีความต้องการทางเพศปกติ แต่สามีตอบสนองไม่ได้ สามีก็พยายามที่จะช่วยในวิธีที่ไม่ต้องสอดใส่ แต่เขาก็ทำไม่ค่อยเก่ง ทำยังไม่ค่อยถูกจุด เราทั้งคู่ไม่เคยมีประสบการณ์กับใครมาก่อนแต่งงานด้วย เวลาที่เราอยากบอกสามีเกี่ยวกับเรื่องที่เขาช่วยเราไม่ถูกจุด หรือยังไม่ดี ก็จะมีความเขินอาย และกระอักกระอ่วนเล็กน้อย จึงไม่กล้าบอกสามีไป ทำให้เราไม่แฮปปี้ในเรื่องนี้ เขาเป็นสามีที่ดี แต่เราก็ยังรู้สึกขาด ทั้งที่สามีอายุแค่ 20 ปลาย แองจี้จึงคิดว่า อาจเพราะเราไม่น่าดึงดูดมากพอ หรือสามีเบื่อ เพราะเราแก่กว่าหรือเปล่า จึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า แอบคิดอยากมี FWB (friend with benefits) จะผิดมั้ย ถึงแม้จะรู้สึกผิดต่อสามีมาก หรือเราควรบอกเขาให้ไปหาหมอ แล้วควรบอกอย่างไรให้เขาไม่รู้สึกแย่” เริ่มต้นด้วย ‘ดีเจอั๋น’ ให้คำแนะนำว่า “พี่ว่าการแนะนำให้สามีไปหาหมอเราสามารถคุยกันให้เป็นเหมือนเรื่องสนุก ๆ ผ่อนคลายก่อนก็ได้ หรือมีวิธีการคุยของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกัน พี่มองว่าเป็นสามีภรรยากันแล้วมันน่าจะคุยกันได้นะ เข้าใจในความรู้สึกที่ไม่อยากกดดันเขา พี่ขอแยกออกเป็น 2 กรณี ถ้าเขาทำไม่ดีตรงนั้นมันสามารถคุยกันได้ แต่ในกรณีที่เขาทำไม่ได้อันนี้ต้องไปพบหมอ ถ้าเป็นพี่โดนผู้หญิงบอกให้ไปพบหมอ พี่ก็ไม่เสียความรู้สึก และการคุยกันตรง ๆ มันง่ายกว่าการไปแอบมี FWB นะ” ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่ว่าคุณแองจี้ต้องคุยกับแฟนมากกว่านี้ ไม่ต้องอาย หรือกลัวว่าเขาจะมองว่าเราเป็นคนหมกมุ่นทางเพศ การคุยกันแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะคุณแองจี้ที่บอกว่าสามีมีกิจกรรมแค่ 2 ครั้งต่อปี เราสามารถถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงได้ว่า เธอกังวลอะไรหรือเปล่า เพราะมันแสดงออกชัดทางร่างกายว่าน้องชายเขาไม่แข็งตัว พี่ว่าเขาคงไม่มองว่าคุณแองจี้ไปดูถูกเขาหรอก ทั้งคู่เริ่มต้นมาด้วยกัน เป็นคนแรกของกันและกัน ก็ควรจะลองผิดลองถูกไปด้วยกัน อย่างคำปรึกษาจาก ‘หมอท้อป’ในสัปดาห์ก่อน ๆ ว่า มันเป็นเรื่องปกติของสามีภรรยา เวลามีปัญหาก็ยอมรับว่ามันเป็นปัญหา อย่ามัวเอาไปซุกไว้ใต้พรม คุยกันด้วยความเป็นห่วง คุณแองจี้น่าจะรู้ว่าต้องคุยกับสามีแบบไหน และพี่เห็นด้วยกับพี่อั๋นว่า การได้คุยกัน มันดีกว่าการไปหา FWB มากเลย” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถคุยได้ จริง ๆ หอมสามารถแนะนำแพทย์ เกี่ยวกับ Sex Therapy ที่เป็นอาจารย์ช่วยเรื่องชีวิตคู่ได้ แต่ก็แองจี้ต้องไปคุยกับแฟนว่า คุณแองจี้จะชวนแฟนไปปรึกษายังไง เรื่องบนเตียงก็เป็นพาร์ตหนึ่งของชีวิตคู่เช่นกัน ถ้าคุณแองจี้มองว่าเป็นปัญหาถึงขั้นที่อยากหา FWB นั่นแปลว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่เล็กแล้ว แต่อย่าไปเล่าแบบนี้ให้เขาฟังนะ ว่าถึงขั้นอยากจะไปมี FWB และอย่าเพิ่งบอกก็ได้ว่าเขาทำให้เราไม่ถูกจุด เพราะเขาอาจเสียความมั่นใจได้ แต่สามารถพูดได้ว่าอยากให้เขาทำอย่างไรให้เรา ค่อย ๆ พูดไป ถ้าไม่กล้าพูด และไปหาหมอ ก็สามารถฝากให้หมอช่วยบอกเขาได้ ถ้าได้ไปพบแพทย์จริง ๆ หมอจะคุ้ยหาสาเหตุ และรักษาจนได้ มันเป็นอีกศาสตร์ที่ช่วยเรื่องชีวิตคู่ เป็นเรื่องปกติ มีอีกหลาย ๆ คู่เลยที่เป็นแบบนี้ คนที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัว พี่มั่นใจได้เลยว่ามีเยอะ ถ้าเราอยากอยู่ด้วยกันต่อ ให้แก้ปัญหาปัจจุบันร่วมกันก่อน”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมาก หมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่า เพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า...

11 ก.ค. 2025

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมาก หมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่า เพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า...

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมากหมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่าเพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า หนูเพิ่งรู้ว่าแฟนที่คบอยู่มีคนที่เขาคบมาอยู่แล้ว 6-7 ปี เราเลยกลายเป็นคนที่มาทีหลัง ตอนนี้ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีมันช็อคไปทุกเรื่อง จะบอกแฟนดีไหมว่าเรามีเชื้อ HIV หรือเราต้องจัดการแฟนเรื่องที่โกหกเราเรื่องผู้หญิงคนนั้นก่อน สับสนไปหมดทุกอย่างเลย... “คุณจี (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย” เกี่ยวกับปัญหาตรวจเจอว่าตัวเองติดเชื้อ HIV แต่ดันไปจับได้ว่าแฟนที่คบอยู่ เขามีแฟนอยู่แล้ว โดย “คุณจี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงเดือนที่แล้วหนูได้รับการผ่าตัด เพราะว่ามีอาการไข้ต่ำ ๆ ไม่ยอมหาย ฉีดยาก็ไม่หาย และน้ำหนักลดเร็วมาก หลังจากนั้นเลยได้ตรวจเลือด ซึ่งผลเลือดของหนูได้ออกมาและพบว่าตัวหนูมีเชื้อ HIV อยู่ จริง ๆ หนูเคยตรวจไปรอบนึงแล้ว แต่ว่าผลออกมาเป็นปกติ จึงได้เข้ารับการผ่าตัด และได้ทำการเจาะเลือดอีกรอบเพื่อนำไปตรวจเชิงลึกอีกหนึ่งครั้ง ก่อนหน้านี้หนูมีแฟนแต่ว่าได้เลิกรากันไปประมาณสองปีแล้ว และได้มามีแฟนใหม่ในช่วงเดือนมกราคม และในเรื่องการติดเชื้อนี้หนูยังไม่ได้นำไปบอกเขา ซึ่งตอนนี้หนูยังไม่ได้คุยกับใครสักคน เก็บไว้คนเดียวเลยตอนนี้ และที่ผ่านมาไม่เคยไปตรวจโรคนี้เลย เพิ่งจะมาตรวจครั้งนี้ครั้งแรก ตอนแรกหนูคิดว่าตัวเองจะมาติดกับคนปัจจุบันนี้ แต่พอได้ไปพบหมอเมื่อ 2-3วันที่ผ่านมา หนูเลยถามหมอไปว่า “บอกได้ไหมคะ ว่าหนูมีเชื้อมานานแค่ไหน มันพอจะบอกได้ไหม” หมอเขาก็ดูอาการ ดูค่าเลือดของเรา ซึ่งมันจะสามารถดูได้ว่าค่ำต่ำประมาณนี้คือเราติดมานานแค่ไหนแล้ว หากต่ำไม่เยอะ แสดงว่าเราพึ่งติด จนหมอได้นำผลมาบอกกับเราว่า “น่าจะประมาณ 1-2 ปีแล้ว” หนูเลยคิดว่าอาจจะติดมาจากคนเก่า เพราะมันเป็นคาบเกี่ยวที่หนูเลิกกับคนเก่าพอดี ซึ่งหนูไม่แน่ใจว่ากับคนเก่ามีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงไหม แต่ถ้าถามเรื่องป้องกัน หนูยอมรับว่ามีบ้าง ไม่มีบ้าง เพราะตอนนั้นเหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีคุยเรื่องแต่งงาน ที่บ้านเขารับรู้ทั้งหมด แต่ก็ดันมามีปัญหาจนเลิกกันก่อน และเลิกกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว ส่วนคนปัจจุบันก็มีป้องกันบ้างบางครั้ง เพราะส่วนมากหนูจะทานยาคุม ช่วงที่ตรวจเจอหนูยังคงพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เหมือนพอเรารู้เรื่องเลยทำให้ตัวเองเครียด ไม่ติดต่อใครเลย รวมถึงเขาด้วย จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นก็ทำให้ได้กลับมาเจอกัน แต่พอกลับมาเจอกัน ดันไปจับได้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว แค่เขากับแฟนเขาคนนั้นอยู่กันคนละที่ แต่หนูกับเขาทำงานที่เดียวกัน ซึ่งหนูคิดว่าเขาน่าจะนอกใจแฟนมาคบกับหนู และหนูเป็นคนที่มาทีหลังเพราะว่าเขาบอกกับหนูว่าเขาคบกันมาประมาณ 6-7 ปีแล้ว เขารับทราบแล้วด้วยว่าหนูรู้เรื่องนี้ จริง ๆ ที่ผ่านมามันไม่มีกลิ่นเรื่องนี้เลย พอได้รู้ ถ้าถามว่าหนูรับได้ไหม เอาจริง ๆ หนูรับไม่ได้ มันช็อคเหมือนกัน แล้วยิ่งมาช็อคเรื่องเชื้อ HIV อีก และหลังจากที่จับได้ ทำให้หนูยังไม่ได้คุยอะไรกันสักเรื่องเลย เรื่องที่หนูจะบอกก็ยังไม่ได้บอก เรื่องเขาตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง คือตอนนี้ยังไม่ติดต่อกันเลย ต่างคนต่างเงียบ หนูเลยอยากมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า หนูไม่รู้จะไปต่อเรื่องไหนก่อนดี รู้สึกตันไปหมดเลยตอนนี้ แล้วไหน ๆ หนูก็จับได้แล้วว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว หนูควรจะบอกเรื่องเชื้อ HIV ไปเลยดีไหม หรือหนูควรจะออกมาเงียบ ๆ ไม่บอก ไม่อะไรไปเลย แต่หนูเองมีแอบคิดในใจว่าถ้าเขาไม่มีแฟนอยู่ แล้วคบกันแค่สองคนกับหนู หากเขารู้เรื่องนี้ เขาจะรับได้ไหม’ ซึ่ง ดีเจทั้งสามคน (ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย) ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ไม่ต้องคิดอะไรที่เราไม่รู้คำตอบ เราไม่มีทางหาคำตอบนั้นได้ เพราะมันไม่ได้ขึ้นจริง อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันว่าตอนนี้เขานอกใจ คือตอนนี้คุณจีมีหลายเรื่อง ฉะนั้นทุกอย่างมันจะมาปะมาปนกันหมดเลย ทำให้มันแคบที่สุด หนึ่งคือฉันจะทำสิ่งนี้ สองฉันจะทำอันนี้ เพื่อให้จีอยู่ในแกนที่ไม่ฟุ้งซ่าน ที่สำคัญสุดคือสุขภาพและสภาพจิตใจของคุณจี’ โดย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘อย่างแรกเคลียร์เรื่องนอกใจก่อน แล้วอันดับสองจึงมาคุยเรื่องเชื้อ HIV กัน สำหรับพี่ไม่ว่าคำตอบของเรื่องนอกใจจะเป็นยังไง แต่สุดท้ายเป็นพี่ พี่เลือกที่จะคุยกับเขา อยู่ดี เพราะพี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันจะส่งผลต่อชีวิตเขาและไปต่อถึงภรรยา ถึงลูกของเขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้นเลย แน่นอนคุณจีไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องนี้เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ และก็ไม่รู้ว่ามันมาจากแฟนเก่าหรือแฟนคนนี้ แต่ว่าไม่ว่ายังไงตอนนี้คุณจีมีเชื้อนี้อยู่แล้วในตัว แล้วเชื้อนี้มันสามารถส่งผ่านกันได้เลย พี่ว่ามันควรต้องบอกกันในฐานะคนรัก หรือไม่ใช่คนที่รักกันแล้ว แต่เป็นในฐานะคนที่เคยรักกันก็ได้ คุณจีบอกเพื่อที่ต้องการจะควบคุมความเสียหายที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปถ้าเขาไม่รู้ พูดเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนแฟนคนเก่า ไม่ต้องพูดอะไร จัดการเรื่องแฟนคนปัจจุบันให้ชัดเจน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ไม่ต้องตกใจกับ HIV เพราะโรคมะเร็งน่าตกใจที่สุดแล้วตอนนี้หรือกับเชื้อไวรัสอื่น ๆ HIV สามารถกินยาได้ มียารักษาแล้ว มันสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เราต้องรู้จักป้องกันและระวังให้คนอื่นด้วย พี่แนะนำอย่างนี้ โอเคเรื่องนอกใจให้ไปเคลียร์กัน ส่วนเรื่องผู้ชายให้ลองอย่างเชิงว่าเธอก่อนจากกันหน่ะ ไปตรวจเลือดให้หน่อยได้ไหม เพราะบางทีเขาอาจไม่ติด มันเป็นไปได้ที่เขาจะมีโอกาสไม่ติดก็ได้ และเพื่อไม่ให้ความลับของเรามันรั่วไหล กรณีที่เขาไม่ติดก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องให้เขารู้เรื่องของเราว่าติดหรือไม่ติด แค่บอกเพื่อความสบายใจก่อนแยกกัน ทำให้หน่อยได้ไหม ถ้าที่ผ่านมาเคยทำผิดต่อกัน ขอครั้งนี้ได้ไหม และถ้าเกิดเขาไปตรวจแล้วพบเชื้อ HIV เขาจะกลับมาพูดคุยกับเรา อย่างน้อยทั้งสองคนจะได้ช่วยกันในการรักษาตัว มีที่พึ่ง ที่คุย ที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน และมันจะเป็นการป้องกันผู้หญิงอีกคนนึงด้วยเพราะพี่รู้สึกว่าถ้าผู้หญิงอีกคนนึงต้องติดเชื้ออีก โคตรน่าสงสารเพราะเขาไม่รู้เรื่องเลย แถมติดมาจากการที่แฟนนอกใจอีก จริง ๆ คุณจีไม่ผิดนะ แต่ในสามคนนี้ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนที่เจ็บที่สุดเลย’ สุดท้าย “ดีเจเสนาหอย” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ในตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องของมนุษยธรรมแล้วกัน มันไม่มีใครผิดใครถูกเพราะเราก็ไม่รู้ อีกคนอาจจะคบซ้อนหรืออะไร แต่ที่สำคัญตอนนี้คือผมว่าเป็นเรื่องสุขภาพ ถ้าเป็นพี่พี่ก็ยังอยากให้คุยกับคนแรกด้วยถ้าสมมติยังสามารถติดต่อได้ คือเราต้องบอกความจริงกับเขา เพราะระยะห่างมันดูใกล้เคียงเหมือนกัน แต่ถ้าติดต่อไม่ได้ไม่เป็นไร ส่วนอีกคนนึงก็พูดกันไปตามตรงเหมือนที่พี่หอมบอกว่าให้ตรวจเถอะ เพราะเราได้รับเชื้อมา แล้วในส่วนของเรื่องแฟนคบซ้อนก็ให้แยกไปเลย แต่ควรจะคุยกันในเรื่องนี้ให้ชัวร์ว่า โอเค เราจะจากกันด้วยดี’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

27 มี.ค. 2026

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถจนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลงผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ? ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 25 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก-ดีเจเติ้ล-ดีเจต้นหอม และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่การทำงานไม่ค่อยราบรื่น เพราะชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิขับรถ ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ อายุ 31 ปี ได้เล่าว่า ตนนั้นทำงานแบบนั่งออฟฟิศ แต่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพิ่มให้เป็นเลขาช่วยเหลือดูแลหัวหน้าคนใหม่ ซึ่งก็จะต้องขับรถให้และเตรียมงานให้บ้าง แต่สำหรับงานขับรถ จุดหมายบางที่คุณเคนก็รู้จัก ส่วนบางที่ที่ไม่รู้จักก็ต้องใช้ GPS นำทาง ปัญหาอยู่ที่ระหว่างขับรถนั้น หัวหน้ามักจะคุยโทรศัพท์กับลูกค้า หรือประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ และทุกครั้งที่หัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนก็มักจะแอบฟัง เพราะคิดว่าเรื่องที่หัวหน้าคุยมันอาจเกี่ยวกับงานของตนเองด้วย จึงจำเป็นต้องฟัง เพื่อที่เวลาหัวหน้าสั่งอะไรมา จะได้เข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจริง ๆ แล้ว ตนแค่อยากยุ่งเรื่องของหัวหน้ากันแน่ และหลายครั้งที่พยายามฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนมักจะเสียสมาธิในการโฟกัสทิศทางการขับรถ จนขับเลย ลงทางด่วนผิด หรือขับหลงทางไปที่อื่นบ้าง ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่หัวหน้าคุย บางทีหัวหน้าจะถามว่า “เมื่อกี้ได้ยินมั้ยว่าต้องทำอะไรบ้าง” ถ้าตอบไม่ได้ หัวหน้าก็จะหงุดหงิด และคุณเคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในหน้าที่ นอกจากนี้ ถ้าขับหลง หรือขับผิด หัวหน้าก็จะมีอาการหงุดหงิดเล็ก ๆ เช่นกัน คุณเคนจึงอยากปรึกษาว่า ในมุมมองคนอื่น ตนนั้นดูเป็นคนขี้เผือกเกินไปหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วแค่เป็นคนใส่ใจในงานเกินไป เพราะกับเรื่องคนอื่นก็ไม่ได้อยากใส่ใจ แต่พอเป็นหัวหน้าทีไร ก็มักจะชอบแอบฟังอยู่เรื่อย เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ตามมารยาทไม่ควรมีส่วนร่วมกับบทสนทนาของหัวหน้า ควรที่จะโฟกัสกับการขับรถไป แต่ถ้ามองในมุมของเลขา เลขาที่ดีก็สามารถจัดแจงเรื่องพวกนี้ให้หัวหน้าได้ ถ้าสามารถฟัง และจัดการงานให้หัวหน้าได้ก็ถือเป็นเลขาที่คล่องแคล่ว ผมเข้าใจในเรื่องการจัดลำดับในสมองว่า เวลาดู GPS ถ้ามีอะไรแทรกมา ก็อาจขับรถเลย ขับหลงได้ แต่สุดท้ายแนะนำให้โฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก่อน นั่นก็คือการขับรถ” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “ให้คำตอบกับหัวหน้าไปว่า ต้องขอโทษด้วย แต่กำลังโฟกัสกับถนนอยู่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เขาน่าจะเข้าใจ และหลังจากนี้ก็ฝึกเลยค่ะ ถ้าเราเคยพลาดขับรถเลยแล้ว ครั้งหน้าเราจะรอบคอบขึ้น และคุณเคนจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ดีขึ้นค่ะ” ตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่คิดว่าการฟังก็คือหน้าที่ ที่คุณเคนต้องทำ แต่จะทำยังไงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็เห็นด้วยกันพี่เผือกพี่ต้นหอมว่าควรจะโฟกัสกับการขับรถก่อน เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย บนท้องถนนอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีคนแนะนำมาในคอมเมนต์ว่าลองใช้วิธีขออนุญาตเจ้านายอัดเสียง ถ้าเขาถามว่าได้ฟังหรือเปล่า ค่อยบอกไปว่า เดี๋ยวผมกลับไปฟังอีกทีครับ แต่ตอนนี้ผมขอ 100% กับการขับรถก่อน เพราะเดี๋ยวมันจะเกิดอันตรายได้” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ให้คำแนะนำว่า “อย่างแรกเวลาเราขับรถ ต้องโฟกัสการขับรถ และความปลอดภัยไว้ก่อน การที่เราทำหลายอย่างพร้อมกัน ฟังไปด้วย ขับไปด้วย มันสามารถพลาดได้ แต่ถ้าเกิดว่าหัวหน้ากำลังคุยกับเรา อันนั้นเราก็ต้องฟังเขา ถ้ามันทำให้เราขับหลง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหัวหน้าเป็นคนชวนคุย ส่วนเรื่องอัดเสียงไว้ฟังต้องอย่าลืมถามความยินยอมก่อน ถ้าเป็นเรื่องที่หัวหน้าไม่อนุญาต ก็บอกหัวหน้าไปว่า งั้นผมก็อาจจะรู้หรือฟังเท่าที่ฟังได้นะ หัวหน้าจะว่าเราอีกไม่ได้ เพราะก็ถือว่าเราพยายามหาวิธีการแล้ว”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-