สามีมีปัญหาน้องชายไม่ลุก ส่งการบ้านปีละ 2 ครั้ง ส่งทีก็ทำได้ไม่ดี ไม่กล้าบอกสามีเพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึก อยากมี FWB ผิดไหม หรือควรทำอย่างไรดี ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีมีปัญหาน้องชายไม่ลุก ส่งการบ้านปีละ 2 ครั้ง ส่งทีก็ทำได้ไม่ดี ไม่กล้าบอกสามีเพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึก อยากมี FWB ผิดไหม หรือควรทำอย่างไรดี ?

03 เม.ย. 2026

สามีมีปัญหาน้องชายไม่ลุก ส่งการบ้านปีละ 2 ครั้ง ส่งทีก็ทำได้ไม่ดี

ไม่กล้าบอกสามีเพราะกลัวเขาจะเสียความรู้สึก 

อยากมี FWB ผิดไหม หรือควรทำอย่างไรดี ?


       ‘คุณแองจี้ (นามสมมุติ)’ สายที่ 1  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เมษายน 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับเรื่องที่สามีส่งการบ้านไม่ได้ ถึงส่งก็ทำไม่ดี ควรหา FWB มาแทน หรือให้เขาไปพบแพทย์ดี

       ‘คุณแองจี้ (นามสมมุติ)’ อายุประมาณ 30 ปีกลาง ๆ  ได้เล่าว่า “แต่งงานมา 10 ปีแล้ว ช่วงแรก ๆ สามีก็ส่งการบ้านดี เป็นปกติ วันเว้นวันได้เลย เพราะเป็นช่วงที่เราพยายามอยากมีลูกด้วยกัน แต่สามีเริ่มมีปัญหา ปีที่ 5-6 หลังจากแต่งงาน ซึ่งเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าอายุมากขึ้นแล้ว  ไม่อยากมีลูกแล้ว เลยต้องป้องกันด้วยการสวมถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เวลาที่จะเริ่มกิจกรรม เราต้องหยุดเพื่อสวมถุงยางก่อน แต่หลังจากที่หยุดไป สามีมีอาการอ่อนตัว ไม่สามารถทำกิจกรรมต่อได้ ทำให้สามีไม่มั่นใจในตัวเอง แม้กระทั่งต่อมาเรามีปัญหา ทำให้ต้องตัดมดลูกไป และไม่ต้องใช้ถุงยางเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อีกแล้ว แต่ความมั่นใจของสามีลดลงจนแทบไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อีกเลย 

       จนมารู้ตัวอีกที สามีและเราทำกิจกรรมกันปีละ 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งแต่ละครั้งก็ไม่ได้ดี หรือสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อนตอนที่เขายังไม่มีปัญหา แองจี้คิดว่าสามีเองก็อยาก แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง สามีของแองจี้รู้สึกว่า ‘เขาเป็นสามีที่บกพร่อง’ แต่สำหรับแองจี้ เขาคือสามีที่ดีทุกอย่าง แต่ปัญหาของเขาอาจจะเกิดจากการขาดความมั่นใจจนเครียดเท่านั้น

       อย่างไรก็ตามแองจี้ก็ไม่กล้าบอกให้สามีไปพบแพทย์ เพราะกลัวว่าเขาจะเสียความรู้สึก เสียศักดิ์ศรี และยิ่งเสียความมั่นใจไปกว่าเดิม ตัวแองจี้เองมีความต้องการทางเพศปกติ แต่สามีตอบสนองไม่ได้ สามีก็พยายามที่จะช่วยในวิธีที่ไม่ต้องสอดใส่ แต่เขาก็ทำไม่ค่อยเก่ง ทำยังไม่ค่อยถูกจุด เราทั้งคู่ไม่เคยมีประสบการณ์กับใครมาก่อนแต่งงานด้วย เวลาที่เราอยากบอกสามีเกี่ยวกับเรื่องที่เขาช่วยเราไม่ถูกจุด หรือยังไม่ดี ก็จะมีความเขินอาย และกระอักกระอ่วนเล็กน้อย จึงไม่กล้าบอกสามีไป ทำให้เราไม่แฮปปี้ในเรื่องนี้ เขาเป็นสามีที่ดี แต่เราก็ยังรู้สึกขาด ทั้งที่สามีอายุแค่ 20 ปลาย แองจี้จึงคิดว่า อาจเพราะเราไม่น่าดึงดูดมากพอ หรือสามีเบื่อ เพราะเราแก่กว่าหรือเปล่า จึงอยากปรึกษาพี่ ๆ  ดีเจว่า แอบคิดอยากมี FWB (friend with benefits) จะผิดมั้ย ถึงแม้จะรู้สึกผิดต่อสามีมาก หรือเราควรบอกเขาให้ไปหาหมอ แล้วควรบอกอย่างไรให้เขาไม่รู้สึกแย่”

       เริ่มต้นด้วย ‘ดีเจอั๋น’ ให้คำแนะนำว่า “พี่ว่าการแนะนำให้สามีไปหาหมอเราสามารถคุยกันให้เป็นเหมือนเรื่องสนุก ๆ ผ่อนคลายก่อนก็ได้ หรือมีวิธีการคุยของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกัน พี่มองว่าเป็นสามีภรรยากันแล้วมันน่าจะคุยกันได้นะ เข้าใจในความรู้สึกที่ไม่อยากกดดันเขา พี่ขอแยกออกเป็น 2 กรณี ถ้าเขาทำไม่ดีตรงนั้นมันสามารถคุยกันได้ แต่ในกรณีที่เขาทำไม่ได้อันนี้ต้องไปพบหมอ ถ้าเป็นพี่โดนผู้หญิงบอกให้ไปพบหมอ พี่ก็ไม่เสียความรู้สึก และการคุยกันตรง ๆ มันง่ายกว่าการไปแอบมี FWB นะ”

       ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่ว่าคุณแองจี้ต้องคุยกับแฟนมากกว่านี้ ไม่ต้องอาย หรือกลัวว่าเขาจะมองว่าเราเป็นคนหมกมุ่นทางเพศ การคุยกันแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะคุณแองจี้ที่บอกว่าสามีมีกิจกรรมแค่ 2 ครั้งต่อปี เราสามารถถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงได้ว่า เธอกังวลอะไรหรือเปล่า เพราะมันแสดงออกชัดทางร่างกายว่าน้องชายเขาไม่แข็งตัว พี่ว่าเขาคงไม่มองว่าคุณแองจี้ไปดูถูกเขาหรอก ทั้งคู่เริ่มต้นมาด้วยกัน เป็นคนแรกของกันและกัน ก็ควรจะลองผิดลองถูกไปด้วยกัน อย่างคำปรึกษาจาก ‘หมอท้อป’ ในสัปดาห์ก่อน ๆ ว่า มันเป็นเรื่องปกติของสามีภรรยา เวลามีปัญหาก็ยอมรับว่ามันเป็นปัญหา อย่ามัวเอาไปซุกไว้ใต้พรม คุยกันด้วยความเป็นห่วง คุณแองจี้น่าจะรู้ว่าต้องคุยกับสามีแบบไหน และพี่เห็นด้วยกับพี่อั๋นว่า การได้คุยกัน มันดีกว่าการไปหา FWB มากเลย”

       ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถคุยได้ จริง ๆ หอมสามารถแนะนำแพทย์ เกี่ยวกับ Sex Therapy ที่เป็นอาจารย์ช่วยเรื่องชีวิตคู่ได้ แต่ก็แองจี้ต้องไปคุยกับแฟนว่า คุณแองจี้จะชวนแฟนไปปรึกษายังไง เรื่องบนเตียงก็เป็นพาร์ตหนึ่งของชีวิตคู่เช่นกัน ถ้าคุณแองจี้มองว่าเป็นปัญหาถึงขั้นที่อยากหา FWB นั่นแปลว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่เล็กแล้ว แต่อย่าไปเล่าแบบนี้ให้เขาฟังนะ ว่าถึงขั้นอยากจะไปมี FWB และอย่าเพิ่งบอกก็ได้ว่าเขาทำให้เราไม่ถูกจุด เพราะเขาอาจเสียความมั่นใจได้ แต่สามารถพูดได้ว่าอยากให้เขาทำอย่างไรให้เรา ค่อย ๆ พูดไป ถ้าไม่กล้าพูด และไปหาหมอ ก็สามารถฝากให้หมอช่วยบอกเขาได้ ถ้าได้ไปพบแพทย์จริง ๆ หมอจะคุ้ยหาสาเหตุ และรักษาจนได้ มันเป็นอีกศาสตร์ที่ช่วยเรื่องชีวิตคู่ เป็นเรื่องปกติ มีอีกหลาย ๆ คู่เลยที่เป็นแบบนี้ คนที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัว พี่มั่นใจได้เลยว่ามีเยอะ ถ้าเราอยากอยู่ด้วยกันต่อ ให้แก้ปัญหาปัจจุบันร่วมกันก่อน”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สามีเลี้ยงลูกคนละแบบกับเรา เราอยากเลี้ยงแบบให้ลูกสนิทเหมือนเพื่อน มีอะไรก็พูด แต่สามีระเบียบจัด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จนตอนนี้ ลูกคนโต อายุ 12 เริ่มเลียนแบบ พูดจารุนแรง และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบ

05 ก.ค. 2024

สามีเลี้ยงลูกคนละแบบกับเรา เราอยากเลี้ยงแบบให้ลูกสนิทเหมือนเพื่อน มีอะไรก็พูด แต่สามีระเบียบจัด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จนตอนนี้ ลูกคนโต อายุ 12 เริ่มเลียนแบบ พูดจารุนแรง และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบ

สามีเลี้ยงลูกคนละแบบกับเรา เราอยากเลี้ยงแบบให้ลูกสนิทเหมือนเพื่อนมีอะไรก็พูด แต่สามีระเบียบจัด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้จนตอนนี้ ลูกคนโต อายุ 12 เริ่มเลียนแบบ พูดจารุนแรง และ คนเล็ก อายุ 5 ขวบเริ่มกลายเป็น Perfectionist ไม่กล้าทำอะไรผิด ตอนนี้เราเครียดมาก “คุณเกด (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 มิ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับสามีเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์รุนแรงจนลูกคนโตเริ่มทำตาม ส่วนลูกคนเล็กไม่กล้าทำผิด โดย “คุณเกด (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘ตอนนี้มีปัญหากับสามี เพราะเรื่องวิธีการดูแลลูกต่างกันมาก สามีอายุ 48 ปีเรามีลูก 2 คน คนโตอายุ 12 ขวบและคนเล็ก 5 ขวบ คือเราจะเลี้ยงลูกเป็นเพื่อน เป็น Safe zone ให้เขา แต่สามีเวลาอยู่บ้านจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว จนตอนนี้ลูกคนโตเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ก็ซึมซับพฤติกรรมมาจากพ่อ มีอาการฉุนเฉียวกับเราและน้อง คือถอนหายใจใส่ ขึ้นเสียง ดุน้องด้วยประโยคที่เขาที่โดนพ่อดุ แต่ถ้าพ่ออยู่เขาจะเรียบร้อย เพราะเขากลัวพ่อมาก ส่วนคนเล็กเริ่มติดนิสัยต้องสมบูรณ์แบบเพราะเวลาเขาทำการบ้านนาน อ่านหนังสือผิดเขาก็จะโดนพ่อดุ จนครูมี Feedback กลับมาว่าเวลาที่เขาทำผิดหรือทำไม่ทันเพื่อน เขาจะร้องไห้ ผิดหวังในตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นว่าเขาไม่อยากทำอะไรเลย เพราะกลัวว่าจะทำผิด หรือเวลาครูเข้าไปทักเรื่องนี้ หรือตอนที่เขาไม่ทันเพื่อน ก็จะร้องไห้เลย เราเคยพยายามลองคุยเรื่องการเลี้ยงลูกหลายครั้ง แต่เขาก็จะว่าเรากลับว่าเราเลี้ยงลูกตามใจ แล้วก็ทะเลาะกันทุกครั้ง จนตอนหลังเวลาเขาเริ่มหงุดหงิดเราจะใช้วิธีดึงลูกออกมาแล้วไปที่อื่น สามีเขาทำงานตำแหน่งระดับผู้บริหาร เขาจะสั่งทุกคน อยากให้ทุกคนทำตามที่เขาคิด เรารู้สึกว่าเขาเอานิสัยที่ทำงานมาใช้ที่บ้าน ยกตัวอย่าง ลูกคนโตเขายกนมแกลลอนกระดกกิน (ไม่ใช้แก้ว) พ่อก็จะว่าเลยว่าทำแบบนี้ไม่ได้ นมจะบูด แล้วบังคับให้ลูกนั่งกินนมให้หมดตรงนั้นวันนั้น เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราเห็นแค่ทำไมลูกไปอยู่ตรงนั้น เลยไปเปิดกล้องดูแล้วได้ยินบทสนทนา เราเลยไปปลอบลูกแล้วก็เอานมไปเก็บ แล้วเราก็ไปคุยกับสามีที่หลัง หลังจากส่งลูกเข้านอน จนตอนนี้เราแทบไม่กล้าปล่อยให้ลูกอยู่กับสามีตามลำพังโดยที่เราไม่อยู่บ้านเลย เวลาเสาร์อาทิตย์เราพยายามลูกไปเรียนพิเศษข้างนอก เช่นดนตรี กีฬา แต่พ่อเขามองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ มีอยู่วันหนึ่งพ่อเขาอยู่ที่โรงเรียนสอนพิเศษด้วย แล้วมีคุณครูมา Feedback ว่าวันนี้น้องทำอย่างนี้อย่างนั้น เขาก็บอกว่า “กลับไปบ้านผมไม่รู้หรอกนะ ว่าลูกผมได้หรือไม่ได้ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าเรียนยังไง เล่นยังไง” แถมลูกก็อยู่ตรงนั้น พอกลับมาบ้านลูกมาพูดกับเราว่า เขาไม่อยากทำแล้ว เขาไม่อยากเล่นแล้ว เพราะกลัวพ่อ คือตอนที่มีลูกคนแรกคนเดียวสามีไม่ได้เป็นขนาดนี้ ซึ่งเราก็มองว่ามันก็ดีนะ คนนึงเป็นระเบียบ อีกคนนึงคอยดูลูก มันจะได้บาลานซ์กัน อีกมุมนึงเราก็ไม่รู้ว่าวัยทองของเขาหรือป่าว ตอนเป็นแฟนกัน เขาก็มีหงุดหงิดบ้าง แต่ไม่ได้ขนาดนี้ เรารู้สึกว่าเขาจะเคร่งกับลูกมาก อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นพี่คนโต แล้วเป็นครอบครัวคนจีน มีครั้งหนึ่งเขาพูดกับลูกคนโตว่า “ถ้าเรียนจบก็หาเงินส่งน้องเรียนด้วยนะ” ตอนนั้นเราโกรธมาก เราโพล่งออกมาว่า “จะปลูกฝังความคิดแบบนี้กับลูกไม่ได้ เรามีลูกเองเราอย่าไปฝากภาระให้ลูก” เขาก็สวนมาว่า “ก็เขาเป็นแบบนั้น ถูกเลี้ยงมาแบบนั้น” จริงๆเขาแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกเลย ปกติจะเป็นหน้าที่หลักของเรา ที่จะจัดการเรื่องลูก ส่วนเขามีหน้าที่แค่หาเงิน ช่วยรับส่งลูก เราเลยคิดว่าถ้ามีหน้าที่แค่นี้แล้วทำให้สภาพแวดล้อมลูกแย่ลง มันไม่มีดีกว่าไหม เราอยากปรึกษาว่า อย่างแรกเราจะปรับความคิด พฤติกรรมลูกยังไงดี เพราะในมุมเรา ปรับกับสามีคงยากเกินไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเราแยกกันอยู่มันจะดีกับลูกมากกว่าไหม’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เด็กในช่วงอายุ 3-5 ขวบ คือช่วงที่หล่อหลอมเลย เพราะยิ่งอยู่ในวับที่มีพฤติกรรมเลียนแบบ เห็นพ่อแม่ทำยังไง เขาก็จะทำแบบนั้น ถ้าพ่อแม่อารมณ์รุนแรงทะเลาะกัน เขาจะมีพฤติกรรมตวาด อาละวาดแน่นอน ต่อให้พ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ เขาก็ยังอยู่ในวัยที่จะปลดปลอล่อยอารมณ์ของเขา โรวเรียนที่ลูกผมอยู่เขาสอนว่า “คุณต้องยอมรับอารมณืตัวเอว และรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ถ้าเสียใจบอกว่าเสียใจ ถ้าโมโหบอกว่าโมโห” เขาอยู่ในวัยที่กำลังแสดงออกทางอารมณ์ของเขามันคือวัยที่บ่งบอกตัวตน ส่วนสามีผมว่าเปลี่ยนเขายาก แต่ทางนึงที่ผมคิดออกคือพากันไปหาจิตแพทย์เด็ก ไม่รู้ว่าสามีจะเปิดใจยอมรับหรือป่าว เพราะแม้กระทั่งกับครู่สอนพิเศษยังพูดแบบนั้น ผมว่ามันเป็น Mindset ที่อาละวาดทุกคนรอบตัวไปหมด ถ้าเป็นเมืองนอกจะเรียกว่า ”Karen “คืออยู่ดีๆก็เดินมาด่าแบบไม่มีเหตุผล ถ้าเป็นเมืองไทย ก็ “มนุษย์ป้า มนุษย์ลุง” มองลบทุกอย่าง ด่า มีปัญหา การไปพบจิตแพทย์เด็กคือ เขาจะให้คำแนะนำจี้จุด แล้วให้พ่อแม่ไปแก้ไข พฤติกรรมลูกก็จะเปลี่ยน เพราะหายทัน 4-5 ขวบ แต่ลูกที่อายุ 12 ขวบแล้ว ก็พอจะมีวิธีเปลี่ยน ถ้าคุณพ่อไม่ให้ความร่วมมือ คุณแม่ก็จะเหนื่อนิดนึง ต้องคอยอธิบายกับลูก เช่น ”พ่อเขาเหนื่อย เวลาคนเราเหนื่อยก็จะหงุดหงิดง่ายก็เลยเสียงดังออกมา การที่คุณพ่อเหนื่อยเป็นเพราะเขาพยายามหาเงินมาให้ลูกเรียน“ นี่คือวิธีการที่จะประคับประคองอีกฝ่ายหนึ่ง หรือใช้วิธี Good cop - Bad cop คอยช่วยเหลือกัน ถ้าคุณแม่ดุ พ่อก็คุยกับลูกว่า “รู้มั้ยว่าคุณเเม่เขารัก ทำไมเขาถึงดุ“ ถ้าพ่อดุ คุณแม่ก็ต้องทำเหมือนกัน ต้องช่วยกันแบบมากๆ แล้วที่คุณเกดถามว่ายังต้องมีสามีอยู่มั้ย ผมตอบไม่ได้จริงๆ ว่าการที่มีหรือไม่มี สุดท้าย ปลายทางมันจะดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่า คุณเกดต้องการพาครอบครัวไปที่ปลายทางจำนวนเท่าไหร่ ถึงแม้เราจะรู้ว่าที่พ่อทำไปมันแค่หงุดหงิดและอยากระบายอารมณ์ใส่ลูก แต่เราก็ยังพอมีวิธีที่จะช่วยกันให้กลายมาเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกได้ อย่างบ้านของผม จะไม่คุยกันต่อหน้าลูกทั้งสิ้น ลูกขึ้นนอนแล้วเราจะมาทบทวนกัน ปรึกษากัน ในสิ่งที่เราปฏิบัติต่อลูก ต้องบาลานซ์ทุกวัน และที่สำคัญคือต้องฟังกันและกัน วิธีการเลี้ยงลูกในทุกวันนี้ เราต้องรู้ว่าเด็กโตมาในสังคมที่ไม่เหมือนกับตอนที่เราโต เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะใช้วิธีการแบบที่คุณโตมา เพราะสังคมมันเปลี่ยนไปเเล้วจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีคนบอกว่าการเลี้ยงลูกคืองานศิลปะที่ต้องค่อยปั้นช้าๆตั้งแต่เป็นดิน มันจึงต้องให้ความร่วมมือกันมากๆระหว่างพ่อและแม่ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ ผมก็เห็นด้วยกับคำที่ว่า “ไม่มีน่าจะดีกว่า” ในบางครั้งมันก็อาจจะเป็นจริง ถ้าเขาเปิดใจรับทุกอย่างยังพอช่วยได้ แต่ถ้าไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเกด’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำต่อว่า ‘หอมจะเรียกสามีมาคุย แล้วก็บอกว่าลูกคนโตมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วคุยครูก็บอกอีกว่าลูกคนเล็กมีพฟติกรรมแบบนี้ทนั่นแปลว่าตอนนี้มีปัญหา แล้วปัญหาจะมาจากพ่อแม่ ฉนั้นวันนี้เราจะจูงมือกันไปหาจิตแพทย์เด็ก แต่ถ้าเขาไม่ไป หอมก็จะปกป้องลูกทุกวิธี บอกเขาไปว่า ถ้าไม่ไปก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วเราจะไม่ทะเลาะต่อหน้าลูก เวลาอยู่ต่อหน้าลูกเราจะพูดถึงพ่อในทางที่ดี ไม่ว่าพ่อจะดุ หรือหงุดหงิด เราจะบอกกับลูกว่า “ลูก วันนี้พ่อทำงานเหนื่อยนะเลยเป็นแบบนี้” แล้วเราจะมาด่าพ่อทีหลัง พอมาอยู่ในห้องสองคน พูดไปเลยว่า “คุณไม่ควรพูดกับติวเตอร์แบบนี้” จะทะเลาะก็ทะเลาะ เราจะทะเลาะจนกว่าคุณจะรำคาญ วันนึงเขาจะรำคาญ เขาจะไม่อยากทะเลาะกับเรา เพราะฉะนั้นจะมีทางเลือก 2 ทาง 1. คุณเปลี่ยนตัวเอง หรือ 2.ให้ฉันเปลี่ยนคุณ แล้วถ้าเขาไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ กับความคิดเด็กชุดใหม่ของเด็กยุคนี้ ปกป้องลูก โดยการเปลี่ยนพ่อ บอกเขาไปแบบนี้เลย ว่าเราไม่อยากให้ลูกเหมือนเขา แล้วถ้าเขาบอกว่าเราเลี้ยงลูกตามใจเกินไป เราก็บอกไปเลยว่า “งั้นไปพบจิตแพทย์ด้วยกัน ไปดูว่าวิธีเลี้ยงลูกที่ถูกต้องเลี้ยงยังไง ฉันยินดีจะปรับตัว แล้วคุณยินดีจะปรับตัวหรือป่าว” ถ้าเขาบอกว่าเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว งั้นก็แปลว่าลูกไม่ได้เหมาะกับคุณ คุณไม่เหมาจะมีลูก อย่ามีลูกเลย ไปคุมลูกน้องนั่นแหล่ะดีแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องหาคนกลางมาตัดสิน เพราะเถียงกันไปเกียงกันมา เขาไม่ฟังเราหรอก ให้หมอบอกตัดสินว่าอะไหนทำถูกหรือผิด ถ้าเขายอมฟัง สิ่งที่เขาทำผิด คือต้องปรับตัว แต่ถ้าไม่ปรับตัว งั้นก็ไม่ต้องยุ่งกับการเลี้ยงลูก เดี๋ยวฉันทำหน้าที่นี้แทน แล้วถ้ายังมายุ่งกับลูกอีก ก็จะส่งลูกไปโรงเรียนประจำ คือทำยังไงก็ได้ให้ลูกไม่ต้องอยู่กับเขา เพราะเห็นใจ มันยากมากถ้าใช้วิธีอธิบายว่าทำไมพ่อถึงหงุดหงิดใส่ แล้วก็ไม่ได้การันตีว่าลูกจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แม่บ้านที่ออฟฟิศ ทำหน้าที่แค่ “ทิ้งขยะ” อย่างอื่นไม่ยุ่ง พื้นบริษัทสกปรก ไมโครเวฟเปื้อน โต๊ะฝุ่นเกาะ จนแผนกเราต้องจัดเวรกันเอง พนักงาน 5 คนสลับกันทำคนละวัน แจ้ง HR แล้วก็ไม่เป็นผล ตอนนี้หัวหน้าลาออกไปแล้ว พวกหนูจะทำยังไงดีคะ?

31 ม.ค. 2025

แม่บ้านที่ออฟฟิศ ทำหน้าที่แค่ “ทิ้งขยะ” อย่างอื่นไม่ยุ่ง พื้นบริษัทสกปรก ไมโครเวฟเปื้อน โต๊ะฝุ่นเกาะ จนแผนกเราต้องจัดเวรกันเอง พนักงาน 5 คนสลับกันทำคนละวัน แจ้ง HR แล้วก็ไม่เป็นผล ตอนนี้หัวหน้าลาออกไปแล้ว พวกหนูจะทำยังไงดีคะ?

“คุณมด (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแม่บ้านที่ทำงาน โดย “คุณมด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แม่บ้านที่ทำงานไม่ยอมทำความสะอาด จนปัจจุบันพวกหนูต้องกลายมาเป็นแม่บ้านเอง ต้องเกริ่นก่อนว่าตอนแรกจริง ๆ หนูจะทำงานอยู่ที่ตึกใหญ่ แต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องย้ายอยู่อีกตึกนึง ซึ่งตึกนั้นจะมีอยู่แค่ 2 ชั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าตั้งแต่ที่ย้ายเข้าไปวันแรก คือห้องมันเป็นห้องที่รีโนเวทใหม่ แล้วชั้นนั้นจะมีคนอยู่แค่ 1 ห้อง ซึ่งหนูก็ย้ายเข้าไปในห้องที่รีโนเวทใหม่ มันก็จะมีฝุ่นเยอะ แต่ก่อนหน้านี้ก็มีพี่ที่ไม่ใช่แม่บ้าน เขาจะเข้าไปทำความสะอาดให้แล้ว เรารู้สึกว่าตั้งแต่วันแรกที่แจ้งว่าจะย้าย ก็ไม่เห็นมีความคืบหน้าว่าจะมีการทำความสะอาดเกิดขึ้น พอย้ายเข้าไปวันแรกสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราต้องทำความสะอาดกันเอง คือมันทนไม่ไหว เลยต้องกวาดพื้นกันก่อน วันนั้นก็คือไม่ได้คิดอะไร เราก็คิดว่าทำไปก่อนแล้วกัน ต่อมาหัวหน้าก็มีการไปแจ้งที่เจ้าหน้าที่บุคคลว่าต้องมีการทำความสะอาดนะ ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกหนูก็ต้องทำความสะอาดแล้วก็กวาดกันเองปกติ กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านตึกนี้ก็คือเข้ามาแค่เก็บขยะ แต่จริง ๆ มันควรต้องมีแม่บ้านทำความสะอาด อย่างตึกเก่าแม่บ้านก็ดูแลอยู่ ตึกใหญ่ก็มีแม่บ้าน ส่วนตึกเล็กเขาก็จะแบ่งกันทำจากแม่บ้านตึกใหญ่ แต่ตึกเล็กก็มีแค่ 2 ชั้นประมาณ 5 ห้อง แต่แม่บ้านก็ไม่เคยทำความสะอาดเลย จนอาทิตย์นั้นพวกหนูทำความสะอาดกันเอง พอเข้าอาทิตย์ที่ 2 หนูก็สังเกตเห็น วันนั้นหนูเข้าทำงานเช้ามาก ประมาณช่วง 6 โมงเช้า หนูเห็นเขากวาดหนูก็ตกใจ เพราะมีแม่บ้านเข้ามากวาดทำความสะอาด ก็คิดว่าเขาก็น่าจะถูด้วยแหละ แต่พอหนูเปิดประตูเข้าไปปุ๊ป เขาก็เดินออกไปเลย แล้วก็บอกว่า มากวาดห้อง แค่นี้เลยแล้วก็ไม่มีการเข้ามาถูหรือมีการเช็ดโต๊ะอะไรเลย กวาดอย่างเดียว ตอนนี้ผ่านมาจะ 2 เดือนหนูเห็นเขาเข้ามากวาดให้หนูแค่ครั้งเดียวก็คือ 2 สัปดาห์ก่อนนั้น จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ พวกหนูต้องใช้วิธีการจัดเวรประจำวันกันเอง เหมือนโรงเรียนประถม โดนที่หัวหน้าไม่ต้องทำเพราะตอนนั้นพวกหนูมีกันอยู่ 6 คน ลูกน้องก็ 5 คน ทำกันคนละวัน จริง ๆ หัวหน้าเขาก็มีการส่งแบบฟอร์มทุกเดือนอยู่แล้ว ตอนที่หนูย้ายเข้าไปเมื่อเดือนธันวาคมก็คือทางเจ้าหน้าที่บุคคล เขาก็มีการส่งมาให้หัวหน้างานประเมินแล้ว ว่าแม่บ้านทำความสะอาดไหม? ต้องการเปลี่ยนอะไรไหม? หัวหน้าก็แจ้งไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการดำเนินงานอะไรต่อ ก็เลยไม่รู้ว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ซึ่งพอเดือนถัดมาหัวหน้าหนูก็ออก ตอนนี้อยู่กันแค่ 5 คน แต่ก็ยังแบ่งเวรกันทำอยู่ทุกวัน หนูก็มองว่าจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บุคคล จน 2 วันที่ผ่านมาหนูทนไหวก็เลยพยายามโกหกแจ้งไปว่า ทำของกินตก ขอที่ตักของ ไม้กวาด เขาก็บอกหนูว่าอยู่ตรงนั้น หยิบได้เลย เขาไม่เคยบอกเลยว่าเดี๋ยวป้าขึ้นไปเก็บให้นะ ไม่มีเลย ต่างจากแม่บ้านคนเดิมที่อยู่ตึกเก่ามาก หนูพยายามทำทุกอย่างให้เขารู้แต่ เขาก็ไม่ทำให้หนูเลย หนูเลยอยากจะปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า มีวิธีพูดกับแม่บ้านที่ออฟฟิศยังไงดี?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ารวมกันให้คำแนะนำได้เลยเพราะว่าการพูดก็คือสื่อสารแบบตรงไปตรงมาเลยว่า ตอนนี้มันสกปรกแล้วเขาไม่มาช่วยทำความสะอาด อีกอย่าง HR ต้องเป็นฝ่านชนให้เราอยู่แล้ว คนแก้ปัญหานี้ให้เราคือ HR’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าจำนวนแม่บ้านพอหรือเปล่า หรืองานที่เขาได้รับมอบหมายเนี่ย เขาให้ดูตึกนี้หรือเปล่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง การที่เขาไม่ดูหรือเขาไม่ทำหรือเขาไม่ไหว เพราะฉะนั้น HR ควรมาจัดการ ถ่ายรูปแล้วก็ไปคุยกับ HR เลย จริงไม่ต้องถามว่าต้องคุยว่าอะไร เพราะเขาเป็น HR เขาต้องทำเรื่องพวกนี้เองอยู่แล้วไม่ต้องรอให้เราเขาไปอ้อนวอนด้วยประโยคอะไรด้วยซ้ำ เขาจ้างมาเป็น HR เพื่อให้มาทำตรงนี้แหละ นัดคุยกับ HR นะเอารูปไปให้เขาดู’สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปล่อยหนูให้มันกัดสายไฟให้หมด แล้วก็บอกแม่บ้านไม่ทำเอง คอมพังหมดแล้ว มันกัดหมดแล้วเราไม่ต้องยุ่ง พี่ว่า HR มันแก้ไขได้นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ยังไงคะคุณแม๊! คบกับแฟนมา 5 ปี ย้ายไปอยู่บ้านแฟน แต่แม่แฟนใช้ชื่อแฟนเก่า เรียกเราทุกครั้ง ทั้งๆที่ชื่อไม่เหมือนกันเลย แฟนเก่าแฟนเค้าเคยคบกันมา 7 ปี จนตอนนี้เราอึดอัดย้ายออกจากบ้านแฟนมาแล้ว ล่าสุด แม่เพิ่งแชร์รูปแฟนเก่าของแฟนใน Facebook ด้วย

22 มี.ค. 2024

ยังไงคะคุณแม๊! คบกับแฟนมา 5 ปี ย้ายไปอยู่บ้านแฟน แต่แม่แฟนใช้ชื่อแฟนเก่า เรียกเราทุกครั้ง ทั้งๆที่ชื่อไม่เหมือนกันเลย แฟนเก่าแฟนเค้าเคยคบกันมา 7 ปี จนตอนนี้เราอึดอัดย้ายออกจากบ้านแฟนมาแล้ว ล่าสุด แม่เพิ่งแชร์รูปแฟนเก่าของแฟนใน Facebook ด้วย

“คุณปาล์ม (นามสมมติ)” อายุ 33 ปีสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 มี.ค. 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล และ ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับแม่แฟนชอบเรียกชื่อเราเป็นแฟนเก่าตลอด โดย “คุณปาล์ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมา 5 ปี ทุกครั้งที่ต้องไปเจอแม่แฟนหรือพูดคุยกัน เขาจะชอบเรียกชื่อหนูเป็นชื่อแฟนเก่าของลูกชายเขาตลอด ปกติหนูแทนตัวเองว่าหนูตลอด แต่แฟนจะเรียกชื่อของหนู แล้วคุณแม่เขาก็ชอบไปแชร์รูปแฟนเก่าของแฟนเราด้วย เพราะเป็นรูปที่แฟนเก่าถ่ายกับหลานเขา หลานเป็นลูกของน้องชายแฟนที่แม่เคยเลี้ยง แต่หนูก็พยายามที่จะทำดีด้วย พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตลอด ตอนนี้หนูกับแฟนมีลูกด้วยกันแล้ว และก็แยกบ้านอยู่กับแม่แฟน แต่ก่อนที่จะแยกบ้านแม่เขาเคยพูดว่า ไม่ชอบเด็ก เกลียดเด็ก ไม่อยากได้ยินเสียงเด็ก หนูเลยแยกออกมาอยู่ที่อื่น เพราะหนูคิดว่า 5 ปีแล้วทำไมถึงยังเรียกผิดอยู่ แล้วหนูก็รู้สึกในใจว่าแม่เขาคิดอะไรเพราะแม่ก็อายุแค่ 55 เอง หนูอยากถามพี่ ๆ คิดว่าแม่เขาคิดอะไรไหมแล้วมีวิธีรับมือยังไงบ้าง คำแนะนำจากดีเจเผือก : มันแก้ไม่ได้หรอกกับคนที่ใช้ชีวิตมา 55 ปี มันมีแหละเวลาที่ผ่านไปแล้วจะชนะใจแม่ผัวได้ แต่ก็อย่าไปคาดหวังว่าทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นแบบที่จะต้องรักกันเอ็นดูกัน แต่ถ้าเราเปลี่ยนเขาไม่ได้เราก็ต้องเปลี่ยนที่ความรู้สึกของตัวเองว่าเราอย่าเอาความสุขของเราไปผูกกับปฏิกิริยาของเขามาก แล้วยิ่งได้แยกกันอยู่คิดว่าความปวดหัวมันลดไปเยอะเลยนะ คือจินตนาการว่าถ้ายังอยู่บ้านเดียวกันพวกคำพูดอะไรเหล่านี้คงจะทำร้ายเราแทบจะทุกวัน ซึ่งคำว่าทำร้ายเราต้องเข้าใจก่อนว่าบางทีเขาก็พูดไปเรื่อยนะ มันอาจจะไม่ถูกต้องถูกใจเราแต่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าเจตนาเขาเป็นแบบไหน เราฟังก็ไม่รู้หรอกว่าคาแรคเตอร์แม่สามีคุณปาล์มเขาเป็นแนวไหนกันแน่ พูดไปเรื่อย ปากร้ายใจดีหรือไม่ชอบหน้ากันจริง ๆ แต่เอาเป็นว่าถ้าคุณปาล์มอยากเอาชนะใจก็เป็นตัวของตัวเองแหละ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราเชื่อมั่นว่าตัวเราไม่ได้มาร้ายอะไร แล้วเราก็เป็นแม่ของหลานเขา เป็นเมียของลูกเขาวันนึงก็อาจจะดีขึ้นก็ได้ แต่คุณปาล์มไม่ต้องไปหวังว่าจะดีขึ้นอะไรมากมายเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปอยู่ใกล้อะไรมากมีความสุขกับสามีกับลูกของตัวเอง เดี๋ยวพอเขาอายุสัก 3-4 ขวบ คุณปาล์มก็จะมีความสุขกับลูกมาก เพราะเดี๋ยวเขาเริ่มพูดเอง มีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น อะไร ๆ ที่ออกมาจากปากเขามันจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ก็อยู่กับสิ่งที่สร้างความสุขให้เราอะไรที่มันทำให้เรารบกวนจิตใจมากก็เลี่ยง ๆ ไม่ต้องไปเจอ ส่วนเรื่องเรียกชื่อผิด ๆ ถูก ๆ อยู่ก็แทนชื่อตัวเองไปเลย ถ้ายังผิดอีกก็หายใจลึก ๆ และคิดว่าเขาเป็นแม่ผัวเราแค่นั้นเอง คำแนะนำจากดีเจเติ้ล : พี่เห็นด้วยกับพี่เผือกว่าต้องไม่คาดหวังว่าเขาเรียกเราถูก ทำตัวให้ชินไปเลยว่าถ้าฉันไปบ้านเมื่อไรฉันจะมีอีกชื่อนึง เพราะว่าตอนนี้เราไม่รู้ว่าที่เขาเรียกเพราะเขาหลงลืม เขาติดปากหรือเขาตั้งใจซึ่งคิดไปก็ปวดหัว แต่ตอนนี้หนูออกมาอยู่กับครอบครัวแล้วอะพี่ว่าก็แฮปปี้และที่เขายอมปล่อยออกมา แล้วยิ่งไปคาดหวังก็จะยิ่งเฮิร์ทป่าว ๆ สำหรับพี่ก็แค่คนคนนึงที่เราไม่ได้สนิทอะไรกับชีวิตมากก็ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะมาจำอะไรเราหรอกสำหรับพี่นะ ถ้ามันจะทำให้พี่ะบายใจอันนี้ตอบแบบจริงใจ ถ้าตอบแบบขำ ๆ ปาล์มลองแทนตัวเองเป็นชื่อที่เขาเรียกไปเลย สมมติเขาเรียกหนูว่ากิ๊ฟ อ๋อค่ะกิ๊ฟก็ว่าอย่างนั้นแหละ ดูสิว่าเขาจะเอ๊ะไหม ถ้าเขาแกล้งจริง ๆ เขาก็คงแบบ อ้าวไม่ได้ชื่อกิ๊ฟแล้วทำไมแทนตัวเองว่ากิ๊ฟอะ ก็ลองดูว่าจะเอายังไง และ คำแนะนำจากดีเจต้นหอม : พี่ว่าแม่ผัวยังไม่ได้ร้ายอะไรมาก มันแค่มีปัญหาเล็กน้อยสำหรับการได้แม่ผัวอย่างนี้ แล้วเขาไม่ยุ่งกับเราคือเป็นบุญที่สุดแล้ว การที่เรามีครอบครัวและแม่ผัวไม่มาวุ่นวายกับเรานี่คือข้อดีที่ใหญ่มากมาทดแทน แต่ถ้าเรื่องนี้มันกวนใจ อันดับที่ 1 คือแทนชื่อตัวเองทุกครั้งแบบที่พี่เผือกบอก แทนตัวเองว่าปาล์มอย่างนู้น ปาล์มอย่างนี้ และอย่างที่ 2 ก็คือพี่เติ้ล ก็เป็นคนนั้นไปเลยไม่ต้องไปคิดว่ามันคือแฟนเก่า แต่มันชื่อซ้ำกันได้ไม่เป็นไรฉันชื่อนี้ได้ กับ 3 แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ไปเลยที่เกี่ยวกับชื่อคุณ ถ้าสุดท้ายแล้วไม่รอดจริง ๆ ก็เปลี่ยนที่ความคิดเราเพราะว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ชั่งน้ำหนักแล้วมันมากกว่าสิ่งเล็กน้อยนี้มาก แล้วให้ลูกเราเรียกว่า แม่ปาล์ม ๆๆ ทุกครั้ง หรือจริง ๆ เขาอาจจะลืมจริง ๆ ก็ได้เพราะเราก็ไม่ได้เจอเขาบ่อยขนาดนั้นเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติ เค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลย พี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้

28 ต.ค. 2024

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติ เค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลย พี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติเค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลยพี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้ ใกล้ high season แล้วทำไงดีคะ? “คุณนก (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [23 ต.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาพี่ที่ทำงานไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษ โดย “คุณนก (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘งานที่หนูทำคือเป็นงานค้าขาย/ขายของโซนทะเล ภาคตะวันออก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ แล้วช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ฝรั่งเข้ามาเยอะมาก เวลาที่ลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามา พี่ที่ทำงานอายุ 30 กว่าๆ เขาไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ซึ่งเขาจะเลี่ยงให้หนูไปขายของ ไปคุยกับฝรั่งแทน แต่พอลูกค้าคนไทยเข้ามาซื้อ เขาก็ขายปกติ แต่เขาก็ไม่ได้ดูเป็นคนขี้เกียจ หนูก็เคยแนะนำให้เขาใช้มือถือ ใช้ Google หรือไปซื้อหนังสือมาอ่าน เขาก็ไม่เอา ส่วนเจ้านายก็เคยแนะนำเขาแล้วเหมือนกัน เลยทำให้หนูรับภาระมากขึ้นประมาณนึง และก็มีฝรั่งบางคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ต้องแปลเป็นภาษาอื่น เคยมีเหตุการณ์นึงมีฝรั่งมาซื้อของแล้วถามว่าชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่? เขาก็เดินมาตามหนู และบอกให้หนูแปลให้หน่อย เขาฟังไม่ออก แต่ก็มีครั้งนึง เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนพี่เขาแนะนำแอปพลิเคชันเรียนภาษาอังกฤษให้หนู เขาบอกว่าไปเจอมาจากใน Facebook / Tiktok มันเป็นแบบทดลองเรียนฟรี หนูก็เลยลองไปทดลองเรียนตามที่เขาบอก แล้วหนูก็ไปบอกเขาว่าหนูเรียนมาแล้วนะ มันเป็นแบบนี้ มันดีมากเลยนะ ได้คุยกับฝรั่งด้วย เขาบอกเขาไม่เอา เขาไม่กล้าลอง สำหรับหนู ถามว่าคุยกับฝรั่งได้ไหม? ก็พอคุยได้ แบบเบสิคๆ สามารถสื่อสารในการขายของได้ แต่ถ้าเป็นคำถามที่ยากเกินไปหนูไม่เข้าใจ หนูก็ยังพยายามเปิด Translate แต่ทำไมพี่คนนี้เขาไม่เอาภาษาเลย ส่วนเงินเดือนเราก็เท่ากัน หนูทำงานก่อนเขา ได้ทำงานด้วยกันประมาณปีนึง เลยอยากจะถามพี่ๆดีเจว่าหนูอยากให้เขาไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเบสิค ง่ายๆ เพื่อเอาไว้ใช้ขายของ หนูจะทำยังไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-