เลือกใครดี? แฟนเก่าหล่อ ตรงสเปคทุกอย่าง ติดแค่เขาชอบยืมเงินเรา คบมาปีนิดๆ ยืมไป 2 แสนกว่าบาท ตอนนี้คุยกับคนใหม่ ตรงสเปค แต่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน จะปรับมายเซ็ทตัวเองยังไง ให้ไม่รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนใหม่ที่จะมาคบแฟนเก่าเรา

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เลือกใครดี? แฟนเก่าหล่อ ตรงสเปคทุกอย่าง ติดแค่เขาชอบยืมเงินเรา คบมาปีนิดๆ ยืมไป 2 แสนกว่าบาท ตอนนี้คุยกับคนใหม่ ตรงสเปค แต่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน จะปรับมายเซ็ทตัวเองยังไง ให้ไม่รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนใหม่ที่จะมาคบแฟนเก่าเรา

21 ก.พ. 2025

          “คุณบีม (นามสมมติ)”อายุ 25 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [19 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเลือกใครดี คนเก่าที่ตรงสเปคแต่ชอบยืมเงิน กับ คนใหม่ที่ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน

            โดย “คุณบีม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้หนูมีแฟน คบกันมาปีกว่าๆ แฟนคนนี้ตรงสเปคทั้งภายนอกและภายใน ทั้งหล่อ นิสัยโอเค ไลฟ์สไตล์ตรงกับหนูทุกอย่าง แต่ติดอยู่เรื่องเดียว คือ เรื่องเงิน เขาทำงานรายรับได้น้อยกว่ารายจ่ายที่เขาต้องจ่าย เพราะจะต้องซัพพอร์ตทางบ้าน ซัพพอร์ตตัวเองด้วย ส่วนที่ไม่พอเขาก็มายืมหนูทุกเดือน อย่างต่ำเดือนละ 5,000 บาท หรือมากกว่านั้น นานๆ ทีเขาจะคืนหนู แต่ก็คืนไม่หมด มันเลยเป็นยอดสะสมไปเรื่อยๆ จนตอนนี้จำนวนเงินที่ยืมไปอยู่ที่ 2 แสนปลายๆ แต่เขาไม่ได้ยืมเงินเราตั้งแต่คบกันแรกๆ เหมือนพอคบกันได้หลายเดือนแล้วค่อยมายืม เขาบอกว่ายืมเอาไปจ่ายค่าบัตรเครดิต เพราะเขาเป็นคนที่ค่อนข้างติดแบรนด์เนมประมาณหนึ่ง ทุกอย่างเป็นแบรนด์ Hi-End สกินแคร์ก็ต้องใช้ของแพง จะไม่มีคำว่าถูกและดีสำหรับเขา

            อีกเรื่องหนึ่งคือ หนูได้คุยกับผู้ชายคนหนึ่งโดยบังเอิญ คุยกันได้ประมาณเดือนกว่าๆ กับคนคุยใหม่ก็ตรงสเปคหนูเหมือนกัน หนูชอบทัศนคติของเขา แต่คิดว่าไลฟ์สไตล์ไม่ได้เข้ากันมาก 100% เพราะวันเสาร์ -อาทิตย์ หนูเป็นคนชอบออกไปนู้นไปนี่ แต่เขาจะอยู่บ้าน ยกเว้นถ้าออกมาเจอกัน เขาก็จะออกมา ส่วนเราจะออกมาเพื่อเจอและก็ไปเที่ยวด้วยกันต่อ และตอนนี้แฟนหนูก็จับได้ว่าเราคุยกับผู้ชายคนนี้อยู่ แฟนหนูก็เลยบอกเลิกหนูไปแล้ว แต่หนูก็มีความคิดที่จะกลับไปง้อ แล้วเลิกคุยกับคนคุยใหม่ หรือปล่อยแฟนเก่าไปเลย และไปต่อกับแฟนใหม่

            เงินที่แฟนเก่ายืมไป เขาก็ให้ทยอยคืน แต่ยังคืนไม่หมด ส่วนตัวหนูก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ตอนนี้เหมือนเขากำลังทำธุรกิจสตาร์ทอัพกับเพื่อน ถ้าเกิดยังคบกันอยู่ เขาก็ต้องยืมเงินเราไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะมีกำไร แล้วถึงจะแบ่งมาคืนเราได้ แต่หนูก็รู้สึกว่าถ้าปล่อยคนนี้ไป หนูกลัวว่าพอเขามีแฟนใหม่ หนูจะรู้สึกไปอิจฉาแฟนใหม่เขารึเปล่าว่าทำไมหนูไม่ใช่คนตรงนั้น เรื่องนี้หนูยังไม่เคยบอกเพื่อนเลย เพราะไม่อยากให้เพื่อนมองเขาไม่ดี เลยเก็บไว้คนเดียว หนูอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า คำถามที่ 1 : หนูควรเลือกใครดี จะไปต่อกับแฟนเก่าหรือคนคุยใหม่? คำถามที่ 2 : ถ้าจะปล่อยคนเก่าไป มีวิธีคิด หรือ mindset ยังไงไม่ให้หนูคิดถึงภาพที่เขาจะมีแฟนใหม่แล้วจะอิจฉา?’

            เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าให้ดูตอนนี้และข้อมูลทั้งหมดที่มี พี่เลือกคนใหม่ เพราะพี่คิดว่า แม้ว่าคนเก่าจะดีทุกอย่าง แต่การที่เขายืมเงินเราแบบนี้มันไม่ดี บีมต้องคิดว่าเขาติดแบรนด์แต่เขาไม่มีปัญญาซื้อแบรนด์นั้นเอง เขาต้องรู้สถานะตัวเอง แต่แบบนี้แสดงว่าเขาไม่มีวินัยทางการเงิน แล้วยังยืมเงินผู้หญิงอีก ผู้ชายแบบนี้น่าเป็นห่วง และการไปทำสตาร์ทอัพ โดยที่ตัวเองยังติดลบอยู่ ยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีกว่าอนาคตจะยังไงต่อ พี่คิดว่าทรงแบบนี้ ถ้าบีมกลับไปบีมจะโดนเขาเอาเงินจนหมดตัว แต่ผู้ชายคนใหม่ที่คุยกันหนึ่งเดือน แต่แค่เดือนเดียวยังบอกไม่ได้ ตอนนี้รู้แล้วว่าคนเก่าข้อเสียใหญ่ของเขามันรุนแรงเหลือเกินสำหรับพี่ บีมมีฐานะดี บีมจะให้เขาก็ได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ดี คิดซะว่ากลับไปหาคนเก่าก็หมดตัว คนใหม่ที่ไปเจอเขา ก็หมดตัวแน่นอน คิดแบบนี้ไปเลย ถ้าคนมีวินัยพื้นฐานการเงินแบบนี้ ยังไงก็เละ’

            ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่าคำว่าเลือกใครดี พี่คิดว่าคนเก่าไม่กลับมาแน่ เพราะเขาก็อยากล้างหนี้ เลิกกันไปก็จบ ส่วนเขาจะไปประสบความสำเร็จหรือเปล่า อันนี้ก็วัดกันยาก มันก็จะมาตอบคำถามที่ 2 ว่าแล้วเราจะปล่อยคนเก่าไปยังไง ให้เราไม่อิจฉาแฟนใหม่ มันอยู่ที่ศีลของแต่ละคน คือถ้าศีลเรามันเป็นคนต้องอิจฉาตาร้อนมันก็ต้องอิจฉา แต่ถ้าศีลเราเป็นคนที่แบบเลิกแล้วต่อกัน 2 แสนที่เอาไปถือว่าเป็นการซื้อความสัมพันธ์ที่เราจะไม่ต้องเจอกันอีกแล้วกัน แต่พี่ไม่รู้ว่าบีมเป็นคนยังไง จะให้พี่มาพูดภายใน 5 - 10 นาที แล้วจะไม่อิจฉาเลยก็ยาก งั้นก็ไปทำชีวิตเราให้มันน่าอิจฉาสำหรับเขาบ้าง แล้วถ้าเป็นแฟนใหม่ที่รู้คุณค่าของเงิน ใช้เงินอย่างพอตัว สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกัน มันน่ารักกว่าอีกนะ อาจจะเป็นชีวิตที่สงบและน่าอิจฉาก็ได้ ถ้าให้เลือกสำหรับพี่ คนเก่ามันดูไม่ใช่สำหรับเราแล้ว แต่ถ้าคนใหม่ไลฟ์สไตล์มันก็ไม่ตรงกัน เดือนเดียวก็มีเรื่องให้เราเอ๊ะแล้ว ฉะนั้นเขาก็อาจจะไม่ใช่ทั้งคู่ก็ได้ แต่ก็ศึกษากับคนใหม่ได้ไม่เสียหายอะไร’

            สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใครดี ควรเลือกใคร มันก็ตอบไม่ได้เพราะอาจจะเละทั้งคู่ก็ได้ แต่ที่เห็นแล้ว คือ 1 คนเก่าเละแน่ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องอิจฉาขยะที่เราทิ้งแล้ว คือการที่เราทิ้งคนเก่าแปลว่าเราทิ้งขยะไปแล้ว มันจะมีใครเก็บต่อ เราต้องอิจฉาคนเก็บด้วยหรอ? ถ้าของมันดีจริงเราไม่ทิ้ง ผู้ชายที่ดีไม่ยืมเงินผู้หญิง แล้วถ้าเขารักบีมจริงๆ เห็นคุณค่า รู้ว่าบีมเหนื่อย เขาจะไม่เอาเงินบีมไปแบบสุรุ่ยสุร่าย ถ้าพ่อแม่เจ็บเข้าโรงพยาบาล แล้วเขากัดฟันยืมเงินแฟนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ยืมทุกเดือนแปลว่าเขาไม่ได้เห็นคุณค่าในตัวบีม เขาไม่ได้รักบีมขนาดนั้น ถ้าผู้ชายที่รักเราหรือเห็นคุณค่าในตัวเรา เขาจะระวังเรื่องนี้ สิ่งที่อยากให้เหลือไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นคุณค่าในตัวเอง อย่าจ่ายสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้ชายที่เราเรียกว่าแฟน ถ้าเกิดเลิกกันไปแล้ว ไม่ส่อง ไม่เสือก ไม่เจ็บ ตัดเลย ใครจะเอาเขาต่อเรื่องของเขา คนเก่าไม่เอาเพราะเราเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ ส่วนคนใหม่ก็ไปเรียนรู้ ถ้าไม่ใช่ก็ทิ้งอีก หาจนกว่าจะใช่ เรามีสิทธิ์เลือก แล้วผู้ชายที่ดีเขาไม่เอาเงินผู้หญิง’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชม

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

13 มิ.ย. 2025

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทยไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้ลำดับชีวิตตัวเองไม่ถูกเลย จะบินไปทำงานหาเงิน ส่งมารักษาแม่หรือ จะอยู่กับแม่ที่ไทยเลยดี ใครที่มีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วยเล่าประสบการณ์ให้หนูฟังทีนะคะ “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาชีวิต และคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มขายของ ส่วนคุณแม่เห็นว่าจริงจัง คุณแม่เลยคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง คือหนูอยากทำเอง ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินหรืออะไร แค่เป็นคนชอบขายของ หนูทำจนแม่เห็นว่าได้เยอะ เลยช่วยเปิดร้านให้ หลังจากเรียนจบ หนูได้เข้ามาเปิดร้านในกรุงเทพ ตอนแรกคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยู่ด้วยกันตามปกติ แต่พอหนูมาเปิดร้านที่กรุงเทพ แม่เขาก็ยอมเสียสละเวลาตรงนั้น เพื่อที่จะเข้ามาช่วยหนูทำงาน ปัจจุบันนี้หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ไทยอยู่ ปกติหนูมีคุณแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตเลย คือเวลาอยู่ต่างประเทศเวลามันจะไม่ตรงกันกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไทย หนูก็จะเกรงใจ หนูเลยโทรหาแม่ ทุกเรื่องเลย แม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อย แม่ก็จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนทุก ๆ อย่างเลย ทีนี้ก่อนที่หนูจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ หนูเปิดร้าน 2 ที่ แต่ต้องเลิกกิจการ เพราะตลาดที่นั่นมันได้ปิดตัวลงกระทันหัน และทางตลาดเขาไม่ได้แจ้งอะไร แล้วทีนี้ของที่เปิดร้าน มันเลยไปอยู่ที่บ้านคุณแม่ จนตอนนี้บ้านโทรมมาก หนูก็เลยท้อ หลังจากนั้นหนูได้บอกเลิกแฟนที่คบกันมา 6 ปี ว่า “เราคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ เพราะว่าเดี๋ยวไปอยู่ต่างประเทศครั้งนี้ เราจะไม่กลับมาแล้ว” ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนจะไปอยู่ต่างประเทศเลย ตั้งใจไปตั้งตัวใหม่ที่นู้น จริง ๆ ตอนแรกแค่ไปเรียนก่อน มันช่วงที่ติดโควิดพอดี เลยมีโอกาสในเรื่องของวีซ่า เพราะว่ามันกลับไม่ได้ ซึ่งตอนที่ไป คือตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินให้ได้ไวที่สุด เพื่อที่จะแก้ไขที่เอาของไปไว้ที่บ้านคุณแม่ ทำให้บ้านคุณแม่โทรม วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเคลียร์ของออกจากบ้านและทำให้เร็วที่สุด ทุกครั้งเวลาหนูโทรหาคุณแม่ หนูจะคุยแต่เรื่องคนอื่น เช่น เรื่องคุณยายที่อายุเยอะขึ้นแล้ว หรือคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนึง คุณแม่จะป่วย จนกระทั่งหลังจากหนูย้ายไปต่างประเทศ คุณแม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่พึ่งสร้างเสร็จ ซึ่งจริง ๆ พวกหนูไม่เคยมีบ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน อาศัยอยู่ในโรงงาน เหตุเพราะมันมีปัญหาเรื่องในครอบครัวนิดหน่อย แต่ในที่สุดคุณแม่ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่ หลังจากที่หนูแยกเขาออกมาจากพ่อตัวเองนานแล้ว เขาไม่ได้เลิกกันหรืออะไร มาวันหนึ่งอยู่ ๆ คุณแม่ก็เริ่มป่วย เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาหมอประมาณ 6 เดือน ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอบอกว่าแต่ว่า “คุณแม่เป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ กรดไหลย้อน” และพอไป x-ray ปอด จึงเจอก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร แต่หมอบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง พอเวลาผ่านไปแม่ก็ไอหนักขึ้น จึงได้ถามหมอไปว่า “ต้องมารักษาอีกไหม” หมอบอกว่า “หายแล้ว แค่ต้องกินน้ำอุ่น กินอะไรก็หายแล้ว” แต่คุณแม่ก็ยังไอไม่หยุด คุณพ่อเลยพาไปตรวจที่โรงบาลเอกชนและได้ฉีดสีที่ CT Scan จนเจอว่าก้อนเนื้อ 2 เซนติเมตรนั้นกลายเป็น 8 เซนติเมตร มันโตเร็วมาก ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนได้ตรวจกับหมอคนที่ 4 เขาแจ้งว่า “ก้อนเนื้อนี้ เป็นมะเร็งแน่นอน” ซึ่งตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ และคุณแม่เป็นคนโทรมาบอก หนูจึงต้องบินกลับมา แต่แล้วปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลามไปที่คอ หนูเพิ่งรู้มาประมาณเดือนครึ่งเอง ตอนนี้หนูทำใจไม่ได้ หนูไม่แน่ใจว่าหนูควรจะวางแผนในชีวิตยังไงดี เพราะว่าใจนึงหนูก็อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะหาเงินได้เยอะ ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ และรีบกลับมาทำบ้านให้คุณแม่ตามคำสัญญา แต่เงินนั้นก็ต้องไปสู่การรักษาด้วย การรักษาตอนนี้ใช้สิทธิของรัฐบาลอยู่ แต่จะมียาบางตัวที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษา ซึ่งแค่เฉพาะยาเดือน ๆ นึง ตกประมาณ 200,000 – 400,000 บาทเลย ทางบ้านทุกคนก็ต้องช่วยกันหาเงินมารักษาคุณแม่อยู่ดี ถ้ามันถึงจุดนั้นขึ้นมา หนูไม่รู้จะโฟกัสกับอนาคตตัวเองเพื่อที่จะมารักษาคุณแม่ และทำบ้านให้แม่ตามคำสัญญาก่อนที่จะไปอยู่แล้วดี หนูไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เพราะปกติหนูมีปัญหาอะไรที่นู้น หนูจะโทรหาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอตอนนี้คุณแม่เขาอยู่โรงพยาบาลใช้เครื่องช่วยหายใจมา 40 กว่าวัน แค่คิดว่าหลังจากนี้จะโทรหาเขาไม่ได้ตลอดไป หนูยิ่งไม่มี passion ในการใช้ชีวิต แบบคุณแม่เป็นคนที่เริ่มก้าวมาด้วยกันกับเรา หนูอยากให้เขาอยู่ในวันที่หนูประสบความสำเร็จแบบที่คิดไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้มันกะทันหันค่อนข้างมาก เพราะไม่ได้คิดไว้เลย คุณแม่ไม่ได้มีอาการหรืออะไรที่ดูเป็นไปได้ตั้งแต่แรกเลย’ หนูเลยอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า “ตอนนี้หนูควรทำยังไง ควรจะกลับไปเมืองนอกหรืออยู่กับคุณแม่ ?” และ “ถ้าวันหนึ่งหนูต้องเสียคุณแม่ไปจริง ๆ หนูจะอยู่ยังไง ?” คือหนูมีกำลังใจและใช้ชีวิตได้ เพราะว่ามีความฝันที่อยากจะทำบ้านให้คุณแม่ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่เคยรู้สึกท้อ ไม่เคยเศร้า หรืออะไรเลย แม่เปรียบเหมือนกำลังใจสำคัญ ถ้ามีเขาอยู่ ก็จะทำให้มีความสำเร็จ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘การจากกันเป็นสัจธรรมของชีวิต มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้ายังมีหลายคนในครอบครัวที่ช่วยหาเงิน การตัดสินใจอยู่ที่ไทยในช่วงนี้ก็อาจจะไหว อย่างน้อยก็เป็นระยะสั้น ๆ เพื่อดูทิศทางการรักษาว่าจะเป็นไปทางด้านไหน ส่วนในเรื่องที่กังวลว่าจะอยู่ได้ไหม พี่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เพราะพี่ก็เคยเสียคุณแม่ไปกะทันหันจากโรคนี้เช่นกัน แต่อยากให้หนูค่อย ๆ ใช้เวลานี้ในการทำให้ตัวเองได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยังไงวันนึงคนเราก็ต้องจากกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า อาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเราต้องจากกันเร็ว” ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ การที่เรามานั่งหาคำตอบในเรื่องนี้ มัวแต่นั่งสมมติ ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้ พี่ว่ามันไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์อะไร พี่มองว่าใช้ช่วงเวลาที่เรายังอยู่ด้วยตรงนี้ให้ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขที่บ้านเรามี ในชีวิตเราก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาเห็นอยู่ และเขาก็ภูมิใจในสิ่งนั้น ไม่แพ้คุณแม่ ยังมีใครอีกหลายคนที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่า “เราทำได้นี่หน่า” แม้ว่าต่อให้ทุกวันนี้นึกย้อนกลับไปมันอาจจะมีเสียดายไปบ้าง แต่แล้วไง มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ชีวิตมันก็ดำเนินแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นค่อย ๆ ทำใจและค่อย ๆ เรียนรู้ ใช้ช่วงเวลานี้ให้มันมีคุณค่าดีกว่า ช่วงเวลานี้ที่เรายังพออยู่ใกล้ ๆ ได้ ก็อยู่กับท่านไปก่อน ถ้าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้น ถึงค่อยบินกลับไปหาเงินส่งกลับมาก็ได้ สุดท้ายชีวิตมันยังมีปลายทางที่เราจะต้องค่อย ๆ เดินไป เราอาจจะไม่ได้เดินเร็วขนาดนั้น เราอาจจะเดินขั้น ๆ ให้มันช้าลง แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ หาสิ่งใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล “จงทำเพื่อสร้างความภูมิใจให้ตัวเองเป็นหลัก” มันน่าจะดีกับชีวิตของหนู’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘คุณหนูต้องอยู่ในแบบที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าวันนี้แม่ของคุณหนูไม่ได้อยู่อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายถึง อะไรที่คุณหนูคิดว่าทำแล้วตัวเองรู้สึกไม่ติดค้าง พี่แนะนำให้ทำ เช่น การที่คุณหนูลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ จนคุณแม่รักษาหาย หรือจะกลับไปหาความฝันตัวเอง บางเรื่องเราเป็นมนุษย์เราไม่สามารถที่จะมีทุกอย่างหรือสำเร็จทุกอย่างได้ดั่งใจตัวเอง การที่คุณหนูกังวลว่าจะไม่มีแม่อยู่ ฉันไม่มีความฝันแล้ว อะไรที่เคยตั้งใจคือมีแม่อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่พี่อยากจะถามคุณหนูว่า “แล้วตัวคุณหนูหล่ะ มันยังไม่มีอยู่หรอ ?” ถึงคุณแม่จะไม่อยู่แต่คุณหนูยังอยู่และยังคงมีความฝัน ทำไมถึงไม่เอาสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันว่า “ถึงในวันที่แม่ไม่อยู่ แต่ฉันยังมีความฝันนะ และวันนึงฉันจะทำให้มันสำเร็จ” และพี่เชื่อว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ การที่คุณหนูทำบ้านนั้นสำเร็จและเอารูปคุณแม่ไปตั้งอยู่ในบ้านหลังนั้น และบอกกับแม่ว่า “แม่ หนูทำสำเร็จแล้ว ถึงแม่จะไม่ได้อยู่กับหนูแล้ว แต่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ที่หนูตั้งใจทำมัน” ความรู้สึก ความรัก ทุกอย่างมันยังคงอยู่ตรงนั้น และถ้าวันนี้หนูรู้สึกว่าหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่หวัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณหนูก็จะภูมิใจในตัวเองว่าเคยทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้าปัญหาเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหลัก ให้เลือกอยู่กับคุณแม่ เพราะเวลาเงินซื้อไม่ได้ ตอนนี้เวลาของคุณแม่เคาท์ดาวน์แล้ว แต่ถ้าเงินเป็นปัญหาหลัก แปลว่าทางเลือกของหนูก็ไม่ได้มีมากนัก ให้ตัดเรื่องการซ่อมบ้านไปเลย มันกดดันตัวหนู ไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยทำให้เรากดดัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่แม่ต้องการเห็นหรือต้องการจากหนู ไม่ใช่การซ่อมบ้าน เพราะตอนนี้แม่อยู่ในจุดที่เขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับหนูมันมีค่า และในมุมที่พี่เป็นแม่ ความห่วงลูก คือสิ่งที่แม่กังวลที่สุด ฉะนั้นถ้าอยากให้คุณแม่หมดห่วง ให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำยังไงให้แม่รู้สึกว่า หนูจะอยู่ได้อย่างสบาย ถึงแม้ในวันนั้นอาจจะไม่มีแม่ และถ้าวันนึงไม่มีคุณแม่ อยากให้รู้ไว้ว่า “โลกเราเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เราต้องเจอคือเส้นทางของสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว” ท้ายที่สุดแล้วหากยังรู้สึกนอยด์ตัวเอง ‘การนั่งสมาธิ’ จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายของเรา’ สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากมาก ๆ เป็นใครก็ทำใจได้ยาก แต่หวังว่าคุณหนูจะแข็งแรงโดยเร็วนะ เพราะตัวเราเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญมาก ๆ ของคุณแม่เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หรือเราต้องเป็นฝ่ายยอม? สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจในรายการ คบกับแฟนชาวอินเดียได้ 6 เดือน แฟนมาบอกว่า “ต้องกลับบ้านไปแต่งงาน” เป็นวัฒนธรรม ประเพณีที่บ้านเขาทำมานานแล้ว ขอกลับไปอยู่ 3 เดือน จะต่อวีซ่าแล้วกลับมาอยู่ด้วยกันอีก 4 ปี ตอนนี้สับสนไปหมด ควรรอไหม?

01 ก.ย. 2023

หรือเราต้องเป็นฝ่ายยอม? สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจในรายการ คบกับแฟนชาวอินเดียได้ 6 เดือน แฟนมาบอกว่า “ต้องกลับบ้านไปแต่งงาน” เป็นวัฒนธรรม ประเพณีที่บ้านเขาทำมานานแล้ว ขอกลับไปอยู่ 3 เดือน จะต่อวีซ่าแล้วกลับมาอยู่ด้วยกันอีก 4 ปี ตอนนี้สับสนไปหมด ควรรอไหม?

หรือเราต้องเป็นฝ่ายยอม? สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจในรายการคบกับแฟนชาวอินเดียได้ 6 เดือน แฟนมาบอกว่า “ต้องกลับบ้านไปแต่งงาน”เป็นวัฒนธรรม ประเพณีที่บ้านเขาทำมานานแล้ว ขอกลับไปอยู่ 3 เดือนจะต่อวีซ่าแล้วกลับมาอยู่ด้วยกันอีก 4 ปี ตอนนี้สับสนไปหมด ควรรอไหม?ใจจริงไม่อยากเลิก แต่ก็ทนเห็นเขาอยู่กินกับผู้หญิงอีกคนไม่ไหว... “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ส.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจไตเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาคบกับแฟนต่างชาติแต่แฟนต้องกลับไปแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกให้ โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับผู้ชายอินเดียมาได้ 6 เดือน ตั้งแต่คบกันมาราบรื่นดี ไม่เคยมีเรื่องอะไรกันเลย จนล่าสุดเมื่อ 3 วันที่แล้วเขามาบอกกับหนูว่า เขามีความจำเป็น ต้องกลับบ้านที่ประเทศอินเดีย เพื่อไปแต่งงานกับคนที่พ่อ-แม่เขาหาไว้ให้ หนูก็ช็อกและถามเขาว่า ทำไมต้องกลับไปแต่ง หรือ คุณมีภรรยาอยู่ที่นู้นใช่มั้ย? ทำไมคุณไม่บอกฉัน เขาบอกว่า เขามาไทย เขาไม่มีใครเลย เขาโสด 100% แต่ที่เขาต้องกลับไป มันเป็นเพราะประเพณีทางบ้านเขา มันยังมีการคุมถุงชนอยู่ เขาบอกว่าเขามีความจำเป็นต้องกลับไปแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาบอกว่า เขาไม่ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหน้าที่ที่ลูกต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่ประเทศไทย เขาบอกว่าเขาจะต้องกลับไปแต่งงานอีก 3 เดือนข้างหน้า และก็อยู่ที่นั่นอีก 3 เดือน แล้วเขาก็จะต่อวีซ่ากลับมาอยู่ที่ประเทศไทยอีก 4 ปี หนูก็ถามเขาว่า แล้วฉันล่ะ? เขาบอกว่าคนที่พ่อกับแม่เลือกให้ เขาไม่ได้รักเลย คนที่เขาเลือกก็คือหนู แต่เขาต้องทำเพราะมันเป็นหน้าที่ หนูไม่โอเคเลย การที่เห็นแฟนไปแต่งงานกับคนอื่นมันไม่โอเคอยู่แล้ว หนูไม่ยอมหรือเรียกร้อง ทำอะไรไม่ได้เลย แล้วหนูก็ไปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมบ้านเขาไม่ได้เลย ก่อนที่หนูจะตกลงคบ หนูก็ไม่ได้เช็คหรือถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่บ้านเขาเลย และเขาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยว่าบ้านเขามีวัฒนธรรมแบบนี้ เขาบอกว่าถ้าเกิดเขามาเล่าให้หนูฟัง เขาก็กลัวหนูรับไม่ได้และกลัวเสียหนูไป หนูก็มีคิดอยากแต่งงานกับเขาแล้ว แต่เขาเคยบอกว่า วัฒนธรรมทางบ้านเขา ผู้ชายอินเดียถ้าเกิดจะมีภรรยาแรกที่แต่งงานกันต้องมีเชื้อสายอินเดียเท่านั้น! ตอนแรกหนูก็ไม่ยอมและตัดบทเขาไปว่า ฉันจะเลิกกับคุณ ทีนี้เขาก็ไม่ยอมเลิกกับหนู หนูดูออกเลยว่าเขารักหนูมากๆจริงๆ เขาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นเลย เขาไม่ได้เลือกคนนั้น เขาไม่ได้ไปเจอ ไปคุย เขามาเจอหนูก่อน เขารักหนูก่อน แต่เขาต้องทำเพราะมันเป็นหน้าที่ หนูรู้สึกเสียใจมากที่อีก 3 เดือนข้างหน้าต้องเห็นเขาแต่งงานกัน หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูต้องทำยังไงดี? ต้องอยู่แบบนี้ไป ต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ยอมรับทางบ้านเขา เอาจริงๆ หนูไม่ได้อยากเลิกเลย... งานนี้ทั้ง 3 ดีเจให้คำปรึกษา “คุณบี (นามสมมติ)” ว่า ‘เขามีหน้าที่ต้องไปแต่งงาน แต่หน้าที่ของเขามันดันกระทบเรา ให้เรากลายเป็นเมียน้อยไปปริยาย ต้องถามบีว่าสมัครใจอยู่ในตำแหน่งนี้หรือเปล่า... ความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน พวกพี่คงไปตัดสินใจอะไรแทนไม่ได้ ถ้าบีแฮปปี้กับตำแหน่งนี้ก็สามารถอยู่ได้ แต่ถ้ารับสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ พี่มองว่าบีกับแฟนอยู่กันแค่ 6 เดือนเอง ช่วง 6 เดือนมันยังเป็นความหวือหวา เป็นช่วงที่อินเลิฟกันอยู่ เราอาจจะยังไม่เห็นข้อเสียของกันและกันเลย มันเป็นช่วงที่เราต่างเอาใจกัน ความเป็นตัวเองยังไม่ออกมาหมดเลย ถ้ารับประเพณีบ้านเขาไม่ได้ แนะนำให้บีเปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนไปประเทศอื่นเลย แต่ถ้าจะรักคนนี้จริงๆ ก็ต้องเข้าใจเขาว่าประเพณีมันเป็นแบบนั้น ถ้าบ้านเขาต้องการให้เขาแต่งงาน บีก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่มีทางที่เขาจะมาอยู่กับเราได้ตลอดไป บีต้องยอมรับความจริงให้ได้ และถึงตอนนั้นบีจะเห็นว่ามันไปรอดกันยาก ไม่มีใครอยากไปเป็นเมียน้อยใคร เมื่อเราเห็นอยู่แล้วว่าเรื่องนี้ไม่จบแน่ แต่มันต้องใช้เวลา ยิ่งเราตัดใจได้เร็ว มูฟออนได้เร็ว ปัญหานี้ก็จะจบเร็ว พี่ไม่อยากให้เคสของบีมันเรื้อรัง ต่อให้เคลียร์กันได้ในรูปแบบการใช้ชีวิต มันก็ยังไม่ใช่ชีวิตที่บีต้องการหรอก บางทีเราเจอคนที่ถูกใจ แต่มันผิดเวลา จังหวะการเจอกันมันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นถ้ามูฟออนได้ก็จะดีมาก...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทุกความประสาทแดx อยู่ที่หัวหน้าคนนี้หมดแล้ว หนูทำงานที่นี่มา 3 ปี มีเรื่องให้ปวดหัวทุกวัน หัวหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40+ แล้ว เดี๋ยวจะเล่าสิ่งที่เขาเคยทำกับหนูให้ฟัง

25 ส.ค. 2025

ทุกความประสาทแดx อยู่ที่หัวหน้าคนนี้หมดแล้ว หนูทำงานที่นี่มา 3 ปี มีเรื่องให้ปวดหัวทุกวัน หัวหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40+ แล้ว เดี๋ยวจะเล่าสิ่งที่เขาเคยทำกับหนูให้ฟัง

ทุกความประสาทแดx อยู่ที่หัวหน้าคนนี้หมดแล้ว หนูทำงานที่นี่มา 3 ปี มีเรื่องให้ปวดหัวทุกวันหัวหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40+ แล้ว เดี๋ยวจะเล่าสิ่งที่เขาเคยทำกับหนูให้ฟัง1.เราทำงาน back office ใส่กระโปรงเลยหัวเข่ามาเกือบจะถึงตาตุ่มแล้ว เขายังบอกว่าเราแต่งตัวโป๊2.เขาตามโซเชียลเรา แล้วจะคอยตอบสตอรี่เรา บอกว่าทำไมเราไปพาน้องที่ทำงานเที่ยว เสียคนหมด3.ไปเข้าห้องน้ำ เขาจับเวลาว่าไปเกิน 10 นาที ทำไมถึงไปนาน 4.เขาสั่งห้ามไม่ให้หนูคุยอะไรกับใครถ้าจะคุยกับเพื่อนร่วมงาน ให้แชทพิมพ์กันเท่านั้น เขาบอกว่าหนูไปชวนคนอื่นคุยอยู่นั่นแหละจริงๆยังมีอีกหลายอย่างที่เจอ แต่ก็ยังอดทนทำอยู่ เงินดี สังคมดี เพื่อนร่วมงานดีทุกคน ติดที่หัวหน้าคนนี้คนเดียว “คุณแนท (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่หัวหน้าชอบแซะและจับผิดเรื่องส่วนตัวและพฤติกรรมต่าง ๆ ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่มั่นใจในตัวเอง โดย “คุณแนท (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ตอนเข้าทำงานใหม่ ๆ หัวหน้าก็ขอเพิ่มเพื่อนทางโซเชียลมีเดีย หนูก็รับไว้ตามปกติ แต่หลังจากนั้นพี่เขามักจะตอบกลับสตอรี่ของหนูในลักษณะประชดประชันหรือแซะ เช่น เวลาหนูลงสตอรี่ตอนออกไปเที่ยวกลางคืน เขาจะตอบกลับมาว่า "ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเหรอ ไม่บาปเหรอ" หนูไม่รู้จะตอบยังไง เลยกดอีโมจิขำไป นอกจากนั้น เวลาเลิกงาน เขาก็มักจะชวนไปร้องคาราโอเกะหรือทานข้าวกัน วันหนึ่งหนูลงสตอรี่ตามปกติ ซึ่งในภาพมีเพื่อนที่แต่งตัวค่อนข้างเซ็กซี่ติดมาด้วย พี่เขาก็ตอบกลับมาว่า "นี่เธอพาเพื่อนใจแตกเหรอ พาไปที่อโคจรแบบนั้น" หนูรู้สึกไม่โอเคเลย เลยเอาข้อความให้เพื่อนดู ทุกคนก็บอกว่ามันเกินไปแล้ว พี่เขาเป็นคนที่พูดจาแรง ชอบแซะและติคนอื่นอยู่ตลอด โดยเฉพาะกับหนูที่เป็นลูกน้อง เหมือนจะโดนมากกว่าคนอื่น หนูเองก็ชอบเที่ยวบ้างในวันหยุด ซึ่งหนูมองว่าไม่ใช่เรื่องผิด และไม่เกี่ยวกับการทำงาน เรื่องไม่จบแค่นั้น ที่ออฟฟิศเขาก็มักจะพูดย้ำถึงเรื่องที่หนูไปเที่ยว เช่น "เห็นวันก่อนพาเพื่อนไปเที่ยวมา ใส่เสื้อโป๊มากเลย พาเพื่อนใจแตก" เขาติหนูทุกเรื่อง ทั้งที่การทำงานของหนูไม่ได้พบเจอลูกค้าเลย แต่เขากลับตำหนิการแต่งตัวของหนู มีอยู่วันหนึ่งหนูใส่เสื้อครอปสีดำ กับกางเกงยีนส์ขาสามส่วน ซึ่งพอหนูเป็นคนตัวเตี้ย กางเกงมันก็เกือบจะยาวถึงตาตุ่ม หนูก็มั่นใจเพราะคนอื่นในออฟฟิศก็แต่งแบบนี้ บางคนใส่กระโปรงสั้นกว่าหนูอีก แต่พอหนูมาถึงออฟฟิศ เขาเรียกหนูแล้วพูดว่า "แต่งตัวอะไรเนี่ย นี่กระโปรงหรือกางเกง?" แล้วก็สั่งให้หนูหมุนตัว หนูคิดว่าเขาจะชม เลยยอมหมุน แต่เขากลับพูดว่า "แต่งตัวตลกมาก" หนูหน้าเสียเลยกลับไปนั่งที่โต๊ะ พอเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็งงว่า "มันตลกตรงไหน?" แต่หัวหน้ากลับเดินมาหาอีกแล้วบอกว่า "เดี๋ยวน้องถ่ายรูปให้ manager ดูด้วยนะว่าใส่กางเกงขาสั้นมาทำงาน" หนูก็บอกว่า “มันไม่สั้นนะ มันเกือบถึงตาตุ่มแล้ว” เพื่อนก็ช่วยปกป้องว่ามันไม่ใช่กางเกงขาสั้นจริง ๆ เขาก็ยังจะให้ถ่าย หนูเลยปฏิเสธว่า “ไม่สะดวก” เขาก็เดินกลับโต๊ะตัวเองไป ทั้งที่บริษัทไม่มีนโยบายเรื่องการแต่งตัว ทุกคนแต่งตัวตามสบาย บางคนใส่สายเดี่ยวมาทำงานด้วยซ้ำ หลังจากนั้นมีการปรับระบบให้นั่งตามทีม หนูก็ต้องย้ายมานั่งกับหัวหน้า เขาไม่ยอมให้เพื่อนคุยกับหนูเลย ต่อให้คุยเรื่องงาน ก็ต้องพิมพ์คุยอย่างเดียว วันหนึ่งหนูไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งรู้ว่าเขาเป็นคนชอบจับผิด หนูก็เลยจับเวลาไว้เอง หนูใช้เวลาประมาณ 17 นาที เขาก็ทักแชตมาทันทีว่า "หายไปนานมาก ถ้าหัวหน้าถาม พี่ไม่รู้จะตอบยังไง" หนูก็ถามกลับว่า “ถ้าหนูจะเข้าห้องน้ำ ต้องขออนุญาตเหรอ?” เขาก็บอกว่า “ไม่ต้องหรอก แค่บอกพี่ไว้หน่อย” เขายังชอบจับผิดหนูว่าเล่นโทรศัพท์ในเวลางาน ทั้งที่ทั้งวันเขาก็นั่งไถโทรศัพท์ คลิกเมาส์ และคุยกับเพื่อน อีกวันหนึ่ง หนูเป็นกรดไหลย้อน ต้องยืนทำงาน แต่เพื่อนแถวนั้นหัวเราะเสียงดัง แล้วพี่เขาหันมามองหนู เข้าใจผิดว่าเป็นหนูหัวเราะ เลยทักมาว่าให้กลับไปนั่งที่ หนูก็บอกว่าหนูไม่ได้คุยแต่เขาก็บอกว่า "ไม่ต้องลุกไปไหนอีก" หนูเคยมีคนจากแผนกอื่นมาทาบทามให้ย้ายงาน ซึ่งพูดต่อหน้าหัวหน้าคนนี้เลย แต่หนูยังไม่กล้ารับปาก เพราะแผนกนั้นดูเป็นงานใหญ่ หนูกลัวจะรับไม่ไหว หนูทำงานที่นี่มา 3-4 ปีแล้ว หนูยังโอเคกับเงินเดือน การทำงาน และสังคมรอบตัว โดยรวมหนูแฮปปี้ ยกเว้นแต่กับหัวหน้าคนนี้ที่ทำให้หนูรู้สึกอึดอัดและเสียความมั่นใจ หนูเลยอยากขอคำแนะนำว่า หนูควรจัดการตัวเองยังไง เวลาหัวหน้าคนนี้ปล่อยพลังลบใส่หนู?’ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ทำอะไรไม่ได้นอกจากตีมึนแล้วใส่หูฟังตลอดเวลา เขาพูดอะไรก็แกล้งไม่ได้ยิน ทำให้เขารู้ว่าเราไม่อยากยุ่งกับเขา ถ้าเขามายุ่งกับเราอีกก็บอกว่าหนูไม่ได้ฟังเพลง หนูแค่ไม่อยากฟังเสียงอย่างอื่น ให้เขารู้ว่างานเราก็เดิน ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดเราต้องเถียงกลับไปบ้าง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าหนูทนไม่ไหวหนูก็พูดได้เลยว่าทนไม่ไหว คิดว่ามันเป็นเกมแล้วกัน ว่าแต่ละวันเราจะเจออะไรบ้าง เพื่อให้เรามีพลังทำงานต่อก่อนที่เราจะย้ายงาน เพื่อให้เราอยู่ให้ได้ มีผู้ฟังแนะนำมาว่าให้บล็อกโซเชียลเขาไปเลย ให้หวัหน้ารู้ว่าเขาจะคุกคามเราได้แค่ในออฟฟิศ ในเมื่อเราอยู่กับเขามาได้ 3 ปีแล้ว เราลองทำตัวดี แต่งตัวเรียบร้อย แล้วลองดูว่าเขาจะหาเรื่องอะไรมาด่าเราได้อีก ถ้าหนูคิดว่าไหวก็ทำไป แต่ถ้าไม่ไหวก็ย้ายแผนก ก่อนที่แนทจะไม่ไหวแล้วถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่าพยายามพูดว่าตัวเองโอเคทั้ง ๆ ที่จริง ๆ เราไม่โอเค บอกได้แค่ให้แนทหายใจลึก ๆ ตั้งสติ เพราะแนทก็ลองทำมาหมดทุกวิธีแล้ว เมื่อไหร่ที่เราพูดถึงเรื่องไหนแล้วเรามันทำให้เราร้องไห้ออกมา มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ไม่รู้ที่ผ่านมาเจออะไรมาบ้าง แต่อยากให้ลองพบจิตแพทย์ดู อย่าให้ตัวเองต้องจมอยู่กับสถานการณ์แบบนี้เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ก่อนคบสามีเราพอรู้นิสัยว่าแม่เขาเป็นคนยังไง พอแต่งงานเข้าไปอยู่บ้านเขาได้ 1 เดือน หนูท้อง แม่สามีจับผิดทุกอย่าง ห่วงเราเกินเหตุ อึดอัดจนหนูเก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้าน สามีพาแม่มาขอโทษขอให้กลับไป ตอนนี้หนูย้ายออกมาอยู่บ้านหนูแล้ว

25 เม.ย. 2025

ก่อนคบสามีเราพอรู้นิสัยว่าแม่เขาเป็นคนยังไง พอแต่งงานเข้าไปอยู่บ้านเขาได้ 1 เดือน หนูท้อง แม่สามีจับผิดทุกอย่าง ห่วงเราเกินเหตุ อึดอัดจนหนูเก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้าน สามีพาแม่มาขอโทษขอให้กลับไป ตอนนี้หนูย้ายออกมาอยู่บ้านหนูแล้ว

ก่อนคบสามีเราพอรู้นิสัยว่าแม่เขาเป็นคนยังไง พอแต่งงานเข้าไปอยู่บ้านเขาได้ 1 เดือนหนูท้อง แม่สามีจับผิดทุกอย่าง ห่วงเราเกินเหตุ อึดอัดจนหนูเก็บเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านสามีพาแม่มาขอโทษขอให้กลับไป ตอนนี้หนูย้ายออกมาอยู่บ้านหนูแล้วแต่แม่เขาอยากให้หนูจดทะเบียนสมรสกับลูกเขา “คุณเเพรว (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาระหว่างตัวเองกับเเม่ของสามี โดย “คุณเเพรว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เหตุการณ์ที่หนูเจอคือปัญหาโลกเเตกระหว่างหนูกับเเม่ผัว จนตอนนี้ทำให้หนูต้องออกจากบ้านของเเฟน เเละหนีกลับมาอยู่กับครอบครัวของตัวเอง มันทำให้หนูคิดว่าหนูจะต้องกลายเป็นเเม่เลี้ยงเดียวเลยหรือป่าว ปัญหาในตอนนี้เกิดขึ้นตอนที่หนูพึ่งจะเเต่งงานกับเเฟนได้เเค่ 4 เดือน เเต่ว่าหนูท้องตั้งเเต่เดืิอนเเรกที่เเต่งงาน ช่วงเเรกๆ ความสัมพันธ์ของหนูกับเเม่เเฟนก็ยังดีอยู่เพราะหนูไม่ค่อยได้ไปนอนที่บ้านของเขา ส่วนมากจะเป็นการไปๆมาๆ มากกว่า จนเเต่งงานในเดือนเเรก เเม่ของเเฟนจะจ้องจับผิดหนูเเทบจะตลอดเวลา เช่น การหยุดงานของที่ทำงานหนู เขาจะไม่ได้มีวันหยุดเเบบตายตัว เเล้ววันไหนที่หนูหยุดเเล้วไม่ได้บอกเขา เขาก็จะเเสดงออกว่าโกรธ งอน เเต่หนูก็ไม่รู้ว่าการที่หนูหยุดงานเเล้วไม่ได้บอก มันส่งผลอะไรกับเขา เขาก็จะเป็นเเบบนี้กับหนูเเค่คนเดียว เเล้วหนูก็ไม่สามารถบอกเเฟนได้ทุกครั้ง เพราะเขาจะเอาเรื่องที่หนูบอกไปคุยกับเเม่ ทำให้เขาก็จะทะเลาะกัน เเต่ว่าก็ไม่ได้มีเเค่เรื่องนี้ อีกเรื่องนึงคือ เเม่ของเเฟนเขาจะชอบทำกับข้าวให้หนูไว้ไปกินที่ทำงาน เวลาเลิกงานกลับมาหนูก็จะบอกเขาว่า เอ่อ วันนี้อร่อยนะ วันนี้เเซ่บมาก เเต่ครั้งไหนที่หนูเหนื่อยๆเเล้วกลับมาเข้าห้องนอนเลยเเล้วไม่ได้บอกเขา เขาก็จะมาพูดกับหนูว่า วันหลังจะไม่ทำให้กินเเล้ว พอหนูเล่าให้เเฟนฟัง เเม่ของเเฟนก็จะพูดว่า ก็ไม่เห็นบอกเลยว่าอร่อยไม่อร่อยใครจะไปรู้ ใครจะไปอยากทำให้กิน เเละอีกเรื่องนึงคือ เวลาที่เป็นวันหยุด บางครั้งหนูก็จะกลับบ้านไปหาพ่อ เพราะบ้านหนูกับบ้านเเฟนอยู่ไม่ได้ห่างกันมาก เเค่ประมาณ 10 นาที เขาก็จะพูดว่า ไปอีกเเล้ว คือไปอีกละ หรือบางทีที่หนูหยุดงานนานๆ หนูจะจองตั๋วเครื่องบินเพื่อจะไปหาเเม่ ตอนเเรกเขาก็บอกว่าไปได้ เเต่พอวันถัดมา เขาก็จะมาบอกให้หนูยกเลิกเพราะเขาไปหาข้อมูลมาว่า เราท้องอยู่ไม่อยากให้ไป มันไม่ดีอะไรเเบบนั้น จนมาถึงเรื่องล่าสุดที่ทำให้หนูทนไม่ไหวคือเรื่อง ในช่วงวันสงกรานต์ หนูก็บอกเขาว่า เอ่อ หนูขอเวลาสัก 3 วันนะ หนูจะกลับไปนอนกับพ่อ ตอนเเรกเขาก็เหมือนเดิมคือ บอกว่า โอเค อยากไปก็ไปสิ พอวันถัดมา เขาก็บอกว่า เเม่ว่าหนูไม่ต้องไปดีกว่า เเม่ว่ามันนานเกินไป เเละก็จะได้ใช้เวลาครอบครัวกับบ้านนี้ด้วย เเต่คือหนูก็บอกพ่อไปเเล้ว ในความคิดของหนูคือ ถ้าเขาจะไม่ให้เราไป ทำไมเขาไม่บอกเราตั้งเเต่เเรก อีกอย่างนึงคือ ทำไมเขาไม่บอกเราเลยว่าเขาไม่ชอบอะไร ทำไมต้องให้หนูทำก่อนเเล้วค่อยมางอน ในเมื่อเขาก็เป็นผู้ใหญ่เเล้ว ในวันเเรกที่หนูหนีออกมาจากบ้านเขา เเม่เเฟนถึงขั้นที่ ตามไปดักรอหนูถึงที่ทำงานเเล้วถามว่า ทำไมหนูถึงไม่บอกเเม่ว่าจะย้ายไป จะให้เเม่ปรับตัวยังไงหนูก็บอกเเม่สิ เเต่หนูก็คือรู้ว่าเเม่เขาปรับไม่ได้เเล้ว เเละหนูก็ไม่ได้ต้องการอะไร เเค่ต้องการใช้ชีวิตคู่ของหนู หนูอยากอยู่กับเเฟน เเต่ต้องเล่าย้อนกลับไปอีกเรื่องนึง คือตอนเเรกเเม่ของเเฟนจะ บังคับให้หนูจดทะเบียนสมรสด้วย เเต่หนูก็ไม่ได้จดทะเบียน อีกเหตุผลนึงคือไม่ใช่เเค่เรื่องนิสัยของเขา เเต่เป็นเรื่องสภาพเเวดล้อมภายในบ้านด้วย คือที่บ้านจะมีกลิ่นทีิ่่อับ เหม็นสาบ เเละเขาก็จะชอบตะโกนเสียงดัง ด่ากันด้วยซึ่งมันทำให้หนูคิดภาพไม่ออกว่า เราจะเลี้ยงลูกของเราในสภาพเเวดล้อมในบ้านเเบบนี้ได้ยังไง จนในตอนที่หนูย้ายกลับมาบ้านตัวเอง เเฟนหนูก็เงียบๆไปเลย เเต่จะมีทักมาถามเรื่องลูกบ้าง ว่าถ้าเราเเยกกันอยู่เเบบนี้เราจะเเบ่งกันเลี้ยงลูกยังไง หนูก็ได้เเต่คิดว่าทำไมต้องเเบ่งกันเลี้ยงละ ลูกไม่ใช่สิ่งของ หนูสามารถที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวหนูเองได้ในตอนนี้ปัญหาที่หนูเจอหนูคิดว่า อาจจะเพราะเขาเเค่อยากจะเลี้ยงหลาน เพราะลูกหนูเป็นหลานคนเเรกของเขา ในส่วนของพ่อหนู เขาก็โอเคที่เราย้ายกลับมาที่บ้าน ตอนเเรกที่หนูได้เจอที่บ้านเขา ในตอนที่คบกัน 6 ปี ก่อนที่จะมาเเต่งงาน หนูคิดว่าหนูสามารถที่จะทนได้ อยากลองที่จะเปิดใจ จน 4 เดือนที่ผ่านมา หนูเริ่มท้อง หนูก็ต้องรองรับอารมณ์ตัวเอง เเต่พอมาเจออารมณ์ของเเม่เเฟนเเบบนี้หนูก็เหนื่อย หนูเลยอยากที่จะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า คือหนูใจร้ายกับลูกหรือเเฟนมากกว่าเกินไปหรือป่าวที่ทำเเบบนี้?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คือด้วยความที่ว่า พี่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งยิ่งเป็นลูกเรา เราต้องการที่จะเลี้ยงเองในเเบบของเรา ยิ่งเป็นเเม่ผัวคือยิ่งห้ามมาวุ่นวายเลย ถ้าฉันจะให้เล่น ฉันจะให้เล่นเอง เเละถ้าฉันจะสอนลูกเเบบนี้คืออย่ามาขัด อันนี้คือตัวของพี่เพราะพี่ก็เป็นเเม่เลี้ยงเดี่ยว เเต่คือการที่มีพ่อเเม่เป็นคนเลี้ยงลูกก็จะดีอีกเเบบเพราะมี 2 ความคิดในการเลี้ยงดูเด็ก ฉะนั้นสำหรับพี่ ถ้าใครที่ทำให้เราอึดอัด เราก็จะออกมาเลย อีกอย่างเด็กอ่อนไม่ควรที่จะอยู่ในสภาพเเวดล้อมที่ไม่ดี เเละบอกกับเเฟนว่าถ้าอยากเลี้ยง ก็มาที่บ้านนี้ เอาตัวของลูกกับสุขภาพจิตของตัวเองไว้ก่อน’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อันนี้ก็เป็นหนึ่งในสายที่ทำให้รู้ว่า เราอาจจะต้องลองใช้ชีวิตด้วยกันเเบบ 24 ชม. ก่อนที่จะเเต่งงาน ลองเรียนรู้การใช้ชีวิตคู่ก่อนที่จะตกลงเป็น สามี - ภรรยา กัน ถ้าถามว่าใจร้ายไหม สำหรับผม ผมว่าไม่ ถ้าเรามองในมุมของเเม่คนนึงที่จะปกป้องลูกในท้องจากปัจจัยหลายๆอย่างที่จะกระทบต่อการตั้งท้อง อย่างบ้านของพี่ ตอนที่กำลังตั้งท้องอยู่คนทั้งบ้านก็คือสามัคคีกันมาก เพราะไม่อยากให้มีอะไรมากระทบต่อเด็กในท้อง เพราะฉะนั้นถือว่าเเพรว เก่งมากเเละน่านับถือในความเป็นเเม่มากๆ สนับสนุนการตัดสินใจทุกอย่าง เเละที่สำคัญตัวของเเฟนคุณเเพรวก็ต้องทำอะไรสักอย่างนึงเพราะเขาก็เป็นคนกลาง’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใจร้ายไหมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนพูดชัดเจนได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ไม่ใจร้าย เพราะเเพรวทำเพื่อลูก เพราะลูกคือสิ่งสำคัญที่สุด ในตอนนี้ยังไม่ใจร้าย เเต่ในอนาคตที่เเฟนคุณเเพรวเริ่มพยายามที่จะจัดการ หรือเเก้ปัญหา เช่นพยายามที่จะมาหา จัดการด้วยการที่มาอยู่กับเเพรวด้วย เเละเเม่เขาก็ยังโอเค ถ้าเขาทำเเบบนี้เเล้วในตอนนั้นเเพรวยังยืนยันที่จะเป็นเเม่เลี้ยงเดี่ยว สำหรับพี่ก็อาจจะดูใจร้ายนิดนึง เเต่ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย เเพรวก็มีสิทธิ์เต็มที่ เพราะเขาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-