ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

27 มี.ค. 2026

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ

จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง

ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

        ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ สายที่ 2  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 25 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก-ดีเจเติ้ล-ดีเจต้นหอม และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่การทำงานไม่ค่อยราบรื่น เพราะชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิขับรถ

        ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ อายุ 31 ปี ได้เล่าว่า ตนนั้นทำงานแบบนั่งออฟฟิศ แต่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพิ่มให้เป็นเลขาช่วยเหลือดูแลหัวหน้าคนใหม่ ซึ่งก็จะต้องขับรถให้และเตรียมงานให้บ้าง แต่สำหรับงานขับรถ จุดหมายบางที่คุณเคนก็รู้จัก ส่วนบางที่ที่ไม่รู้จักก็ต้องใช้ GPS นำทาง 

        ปัญหาอยู่ที่ระหว่างขับรถนั้น หัวหน้ามักจะคุยโทรศัพท์กับลูกค้า หรือประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ และทุกครั้งที่หัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนก็มักจะแอบฟัง เพราะคิดว่าเรื่องที่หัวหน้าคุยมันอาจเกี่ยวกับงานของตนเองด้วย จึงจำเป็นต้องฟัง เพื่อที่เวลาหัวหน้าสั่งอะไรมา จะได้เข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจริง ๆ แล้ว ตนแค่อยากยุ่งเรื่องของหัวหน้ากันแน่ และหลายครั้งที่พยายามฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนมักจะเสียสมาธิในการโฟกัสทิศทางการขับรถ จนขับเลย ลงทางด่วนผิด หรือขับหลงทางไปที่อื่นบ้าง ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่หัวหน้าคุย บางทีหัวหน้าจะถามว่า “เมื่อกี้ได้ยินมั้ยว่าต้องทำอะไรบ้าง” ถ้าตอบไม่ได้ หัวหน้าก็จะหงุดหงิด และคุณเคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในหน้าที่ นอกจากนี้ ถ้าขับหลง หรือขับผิด หัวหน้าก็จะมีอาการหงุดหงิดเล็ก ๆ เช่นกัน 

        คุณเคนจึงอยากปรึกษาว่า ในมุมมองคนอื่น ตนนั้นดูเป็นคนขี้เผือกเกินไปหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วแค่เป็นคนใส่ใจในงานเกินไป เพราะกับเรื่องคนอื่นก็ไม่ได้อยากใส่ใจ แต่พอเป็นหัวหน้าทีไร ก็มักจะชอบแอบฟังอยู่เรื่อย

        เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ตามมารยาทไม่ควรมีส่วนร่วมกับบทสนทนาของหัวหน้า ควรที่จะโฟกัสกับการขับรถไป แต่ถ้ามองในมุมของเลขา เลขาที่ดีก็สามารถจัดแจงเรื่องพวกนี้ให้หัวหน้าได้ ถ้าสามารถฟัง และจัดการงานให้หัวหน้าได้ก็ถือเป็นเลขาที่คล่องแคล่ว ผมเข้าใจในเรื่องการจัดลำดับในสมองว่า เวลาดู GPS ถ้ามีอะไรแทรกมา ก็อาจขับรถเลย ขับหลงได้ แต่สุดท้ายแนะนำให้โฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก่อน นั่นก็คือการขับรถ”

        ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “ให้คำตอบกับหัวหน้าไปว่า ต้องขอโทษด้วย แต่กำลังโฟกัสกับถนนอยู่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เขาน่าจะเข้าใจ และหลังจากนี้ก็ฝึกเลยค่ะ ถ้าเราเคยพลาดขับรถเลยแล้ว ครั้งหน้าเราจะรอบคอบขึ้น และคุณเคนจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ดีขึ้นค่ะ”

        ตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่คิดว่าการฟังก็คือหน้าที่ ที่คุณเคนต้องทำ แต่จะทำยังไงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็เห็นด้วยกันพี่เผือกพี่ต้นหอมว่าควรจะโฟกัสกับการขับรถก่อน เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย บนท้องถนนอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีคนแนะนำมาในคอมเมนต์ว่าลองใช้วิธีขออนุญาตเจ้านายอัดเสียง ถ้าเขาถามว่าได้ฟังหรือเปล่า ค่อยบอกไปว่า เดี๋ยวผมกลับไปฟังอีกทีครับ แต่ตอนนี้ผมขอ 100% กับการขับรถก่อน เพราะเดี๋ยวมันจะเกิดอันตรายได้”

        ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ให้คำแนะนำว่า “อย่างแรกเวลาเราขับรถ ต้องโฟกัสการขับรถ และความปลอดภัยไว้ก่อน การที่เราทำหลายอย่างพร้อมกัน ฟังไปด้วย ขับไปด้วย มันสามารถพลาดได้ แต่ถ้าเกิดว่าหัวหน้ากำลังคุยกับเรา อันนั้นเราก็ต้องฟังเขา ถ้ามันทำให้เราขับหลง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหัวหน้าเป็นคนชวนคุย ส่วนเรื่องอัดเสียงไว้ฟังต้องอย่าลืมถามความยินยอมก่อน ถ้าเป็นเรื่องที่หัวหน้าไม่อนุญาต ก็บอกหัวหน้าไปว่า งั้นผมก็อาจจะรู้หรือฟังเท่าที่ฟังได้นะ หัวหน้าจะว่าเราอีกไม่ได้ เพราะก็ถือว่าเราพยายามหาวิธีการแล้ว”

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเป็นประเภท Introvert สุดๆ กว่าจะสนิทกับใคร ให้ใจกับใครนั้นต้องใช้เวลามากๆ ตอนนี้อายุ 35 แล้ว มีเพื่อนสนิทที่สุดคนเดียว เขาคือคนที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน 15 ปี ไว้ใจกันที่สุด แต่ล่าสุดเพื่อนคนนี้เส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตกระทันหัน หนูไม่ทันตั้งตัว

23 พ.ค. 2025

หนูเป็นประเภท Introvert สุดๆ กว่าจะสนิทกับใคร ให้ใจกับใครนั้นต้องใช้เวลามากๆ ตอนนี้อายุ 35 แล้ว มีเพื่อนสนิทที่สุดคนเดียว เขาคือคนที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน 15 ปี ไว้ใจกันที่สุด แต่ล่าสุดเพื่อนคนนี้เส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตกระทันหัน หนูไม่ทันตั้งตัว

หนูเป็นประเภท Introvert สุดๆ กว่าจะสนิทกับใคร ให้ใจกับใครนั้นต้องใช้เวลามากๆ ตอนนี้อายุ 35 แล้วมีเพื่อนสนิทที่สุดคนเดียว เขาคือคนที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน 15 ปี ไว้ใจกันที่สุด แต่ล่าสุดเพื่อนคนนี้เส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิตกระทันหัน หนูไม่ทันตั้งตัว ความรู้สึกมันเหมือนขาดอะไรไป เสียใจมากๆ และ คิดว่าอายุ 35 ขนาดนี้แล้วถ้าจะเริ่มหาเพื่อนใหม่ ทำความรู้จัก เริ่มสนิทกันใหม่ คงเป็นเรื่องที่ยากมากๆสำหรับหนู แต่ลึกๆก็อยากมีเพื่อนสนิทในชีวิตบ้างหรือจะไม่ต้องมีเพื่อน เอาเวลาอยู่กับลูก กับ สามีก็พอ ทุกคนมีความเห็นยังไงกันคะ ?? “คุณแคท (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี เป็นสายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาการจากไปอย่างกระทันหันของเพื่อนสนิทที่คบกันมา 15 ปี โดย “คุณแคท (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘แคทค่อนข้างเป็น introvert มาก ๆ ถ้าไม่ใช่คนสนิทก็จะไม่พูดเรื่องส่วนตัวเลย และไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเลยนอกจากการทำงาน แล้วเพื่อนสนิทของแคทเขาก็เพิ่งเสียชีวิตไป เขาเป็นเพื่อนรัก เพื่อนสนิทหนึ่งเดียวของเรา วันนี้ที่เขาเสียไปแล้ว เราก็รู้สึกว่าส่วนหนึ่งของเรามันหายไปด้วย แต่แคทก็มีครอบครัวแล้ว มีทั้งสามีและลูก แต่มันก็จะมีบาง topic ที่เราอยากคุยกับเพื่อน แต่ถ้าวันนี้ต้องโทรหาใครสักคน ไม่ก็มีใครให้โทรหาหรือทักไปคุยได้ในบางเรื่องเลย ก่อนหน้านี้แคทเคยมีเพื่อน แต่เคยโดนหักหลังมา มันเลยทำให้เราไม่อยากคบใครเป็นเพื่อน ถ้าไม่ไว้ใจเขาจริง ๆ พอมีคนมาถามว่าวันหยุดแคททำอะไร แคทก็จะตอบไปว่า อยู่บ้านกับลูก แล้วมักจะโดนถามว่า ไม่มีเพื่อนเลยหรอ? แคทเลยรู้สึกสตั๊นไปเหมือนกัน ใจนึงเราก็คิดว่าเราควรมีเพื่อนใหม่มั้ย? หรือจริงๆแล้วถ้าไม่มีก็อยู่กับตัวเอง กับสามี กับลูกหรืออยู่กับงาน มันอาจจะเหงาๆหน่อย แต่มันจะมีบางกิจกรรมในชีวิตที่มันหายไป อย่างการไปสปา เม้าท์มอยดารา ช้อปปิ้ง มันก็ไม่มีใครที่ไปกับเรา แคทรู้จักกับเพื่อนคนนี้จากที่ทำงานที่แรก เป็นเพื่อนที่สนิทและคลิกกันที่สุด แต่กับเพื่อนในที่ทำงานคนอื่นเราวางเขาไว้แค่เป็นเพื่อนร่วมงาน แต่กับเพื่อนสนิทคนนี้เราเคยไปทำงานต่างประเทศด้วยกันเลยมีช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แคทเลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า ในวัย 35 ปีการมีเพื่อนยังจำเป็นมั้ย? ถ้าไม่มีจะเป็นอะไรมั้ย? แล้วเราควรจะจัดการกับตัวเอง จัดการความรู้สึกยังไงต่อเมื่อไม่มีเพื่อนรักคนนี้แล้ว?’ ซึ่ง “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าการเป็นเพื่อนกันมันไม่ใช่การรับสมัครงาน บางทีการที่เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของเรา มันอาจจะมีลักษณะบางอย่างเหมือนกัน และเราก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาที่จะให้เขาเป็นเพื่อนสนิทเราตั้งแต่แรก ถ้าถามว่าจำเป็นอยู่มั้ยที่ต้องมีเพื่อน ต้องถามตัวเองว่าอยากมีเพื่อนมั้ย และถ้าไม่มีเพื่อน มันก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องตั้งหน้าตั้งตาหา จนกว่าจะได้เจอใครสักคนที่ คนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันหรือคนที่คุยด้วยแล้วสนุก ไม่ได้มีคำตอบว่า “ต้องหรือไม่ต้อง” อาจจะเจอเพื่อนที่ไม่ได้สนิทเท่าเดิมเพราะมันต้องใช้เวลา แต่ก็ยังสามารถแชร์เรื่องราวในชีวิตด้วยกัน ให้ใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาหาจนเกินไปมันจะมีโอกาสทำให้เราผิดหวังมากขึ้น เพราะเราคาดหวัง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าถามพี่ว่าเพื่อนจำเป็นต้องมีมั้ย พี่จะตอบว่ามันไม่จำเป็นต้องมี ถ้าวันนี้แคทอยู่กับตัวเองแล้วมันมีความสุขได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ การมีเพื่อนเลยน่าจะดีกว่าอยู่แล้ว แต่จะทำยังไงให้มีเพื่อน การจะมีเพื่อนด้วยความตั้งใจที่อยากให้มี มันมักจะไม่ค่อยได้หรอก มันจะต้องปล่อยให้จังหวะชีวิตพาไปเจอคนๆนั้นเหมือนเพื่อนสนิทคนนี้ และการที่แคทจะเจอคน ๆ นี้ได้อีกครั้ง คือ แคทต้องเปิดใจว่า มันยังมีเพื่อนดี ๆ อีกตั้งเยอะ ไม่ใช่แค่เพื่อนที่เคยหักหลังแคท’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผู้หญิงกับผู้ชายจะมีวิธีการคุย หรือ การปฏิบัติกับเพื่อนสนิทต่างกัน เมื่ออายุผ่านไปเรื่อยๆ เพื่อนที่เราใช้คำว่าสนิท มันจะถูกชีวิตพัดพาให้ห่างหายไป กลายเป็นว่าคนที่เราคุยด้วยบ่อย ๆ คือคนใหม่ ๆ ที่เราได้รู้จัก ถ้าในวันนี้เพื่อนที่เราสนิทที่สุดไม่อยู่ คนต่อไปที่เราจะรู้จักเป็นไปได้มั้ยที่เขาจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป็นแค่เพื่อนที่พูดคุยในเรื่องนั้น มันอาจจะช่วยลดความคาดหวังลงได้’ และสุดท้ายดีเจทั้ง 3 คนได้ให้ความคิดเห็นตรงกันว่า ‘ให้คุณแคทปล่อยทุกอย่างไปอย่างธรรมชาติ อย่าปิดกั้นตัวเองจากคนใหม่ ๆ คุณแคทจะมีความสุขและอาจจะเจอเพื่อนคนใหม่ที่ตามหาก็ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขากลับมาล่วงละเมิดทางเพศหนู เรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม?

31 ก.ค. 2026

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขากลับมาล่วงละเมิดทางเพศหนู เรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม?

รุ่นพี่ที่ทำงานมีครอบครัวแล้วแต่เขากลับมาคุกคามทางเพศหนูเรื่องนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หนูควรบอกภรรยาเขาดีไหม? ‘คุณสกาย’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอถูกคุกคามทางเพศจากรุ่นพี่ที่ทำงาน จนกลายเป็นบาดแผลในใจ และยังคงลังเลว่าจะเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับภรรยาของรุ่นพี่คนดังกล่าวหรือไม่ ‘คุณสกาย’ (นามสมมติ) อายุ 33 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอถูกคุกคามทางเพศจากรุ่นพี่ที่ทำงาน ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมงานและรู้จักกันมานานกว่า 12 ปี เธอเล่าว่า วันเกิดเหตุเป็นวันที่บริษัทจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หลังได้รับโบนัส โดยพนักงานหลายคน รวมถึงรุ่นพี่เเละเเฟนของรุ่นพี่ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเธอ ได้ไปกินเลี้ยงร่วมกัน ในวันนั้น เพื่อน ๆ รวมถึงรุ่นพี่เเละเเฟนของเขา ดื่มแอลกอฮอล์จนมีอาการมึนเมา แต่ตัวเธอเองไม่ได้ดื่ม เมื่อเลิกงานเลี้ยง เธอจึงติดรถรุ่นพี่คนดังกล่าวกลับบ้าน โดยในช่วงแรกยังมีเพื่อนร่วมงานคนอื่นนั่งรถมาด้วย แต่ทุกคนพักอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน เหลือเพียงเธอที่บ้านอยู่ไกลที่สุด ระหว่างทางรุ่นพี่พูดกับเธอว่า “พี่อยากไปส่งแฟนพี่ก่อนได้ไหม แล้วไปส่งเราคนสุดท้าย” ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่ได้รู้สึกผิดสังเกต เพราะที่ผ่านมาเคยนั่งรถกลับกับรุ่นพี่คนนี้หลายครั้ง หลังจากส่งทุกคน รวมถึงแฟนของรุ่นพี่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเธอกับรุ่นพี่เพียง 2 คนในรถ ระหว่างขับรถมาส่งได้ประมาณครึ่งทาง รุ่นพี่ถามเธอว่า “สนุกมั้ย” เธอตอบกลับตามปกติว่า “สนุกดี” จากนั้นเขาขับรถไปจอดบริเวณใต้สะพานลอยแห่งหนึ่ง ก่อนจะบอกกับเธอว่าเขาชอบเธอมาก และชอบมานานแล้ว ทันใดนั้น เขาเอามือล้วงมาที่หน้าอกของเธอ เธอรีบดันมือของเขาออก พร้อมถามว่า “ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้” เพราะสำหรับเธอ รุ่นพี่คนนี้เปรียบเสมือนเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แต่หลังจากนั้นเขาก็ยังจับมือของเธอไปจับอวัยวะเพศของตัวเอง เธอจึงรีบดึงมือกลับทันทีหลังจากนั้นรุ่นพี่ก็ขับรถต่อเพื่อมาส่งเธอ แต่เมื่อใกล้ถึงซอยบ้าน เขากลับพูดกับเธอว่า “ขอไปนอนโรงแรมด้วยได้ไหม” เธอตอบกลับอย่างจริงจังว่า “ไม่ได้หรอก แล้วพี่ไม่คิดว่าหนูจะไปบอกแฟนพี่เหรอ ทำไมพี่ทำแบบนี้” แต่เขายังคงยืนยันคำเดิมว่าเขาชอบเธอ ชอบเธอมากในขณะนั้น เธอพยายามหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาแฟนของเธอ แต่ด้วยความตกใจ หวาดกลัว และสับสน โทรศัพท์กลับหล่นลงไปบริเวณด้านหน้าคอนโซลรถ ทำให้หยิบไม่ทัน ขณะที่รุ่นพี่ยังคงพูดซ้ำว่า “ขอได้มั้ย พี่ขอได้มั้ย” จนเธอต้องขู่ว่าจะโทรบอกเรื่องทั้งหมดกับแฟนของเขา หลังจากนั้นรุ่นพี่จึงยอมขับรถมาส่งเธอที่หน้าบ้าน ซึ่งบังเอิญในคืนนั้นแฟนของเธอนั่งรออยู่หน้าบ้าน ทั้งที่ปกติไม่เคยมารอ เนื่องจากวันนั้นดึกเกือบเที่ยงคืน แฟนของเธอจึงถามว่า “อ้าว ทำไมวันนี้นั่งหน้า ปกติไม่เคย” เธอจึงโกหกไปว่าเพื่อนคนอื่นเมากันหมด อาเจียนกันหลายคน เธอจึงต้องนั่งหน้ารถมา ก่อนที่รุ่นพี่จะขับรถกลับไป วันรุ่งขึ้น เมื่อไปทำงาน รุ่นพี่คนดังกล่าวกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน และไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษ เธอได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษารุ่นพี่อีกคนในที่ทำงาน แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้องบอกมันหรอก เดี๋ยวมันเลิกกัน สงสารมัน” คำพูดดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกเสียใจและน้อยใจ เพราะเธอเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่เขากลับเลือกสงสารผู้กระทำมากกว่า เธอยืนยันว่า แฟนของรุ่นพี่ที่คุกคามนั้นดีกับเธอมาโดยตลอด หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น เธอจึงเลลือกที่จะไม่บอกใคร และค่อย ๆ ตีตัวออกหากจากกลุ่ม ต่อมาเธอตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน โดยมีสาเหตุจากเรื่องงานประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันเธอมีครอบครัว มีสามีและลูกแล้ว ขณะที่รุ่นพี่คนดังกล่าวก็แต่งงานแล้วเช่นกัน แต่ทุกครั้งที่เห็นข่าวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ หรือข่าวในลักษณะเดียวกัน เธอมักรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดใจ รู้สึกอึดอัด และยังคงติดค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เธออยากปรึกษาคือ หากวันนี้เธอตัดสินใจบอกความจริงกับภรรยาของรุ่นพี่คนดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ เธอกังวลว่าหากบอกไป อาจทำให้ทั้งคู่ต้องเลิกรากัน อีกทั้งยังกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายไปอ่อยหรือเข้าหาฝ่ายชายก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วเธอคือผู้ถูกกระทำ และเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นบาดแผลในใจมาจนถึงทุกวันนี้ ในด้านของ ‘ดีเจเสนาหอย’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่อ่ะรู้สึกเอ๊ะตั้งแต่ส่งแฟนเขาแล้วล่ะ ในฐานะผู้ชาย ถ้าเป็นพี่ พี่ต้องส่งน้องก่อนแฟนเรา ถ้าไม่ได้คิดอะไร แล้วสุดท้ายพอเขาไปส่งเรา แล้วพยายามบอกว่าชอบ คนเราชอบกันน่ะมันไม่ควรทำแบบนี้ แล้วก็สำหรับพี่คิดว่าถ้าบอกไป มันอาจจะเป็น Digital Footprint ที่มันลบไม่ได้ด้วย” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า “พี่แบ่งเป็น 2 ก้อนนะ ก้อนแรกคือหนูจะไปบอกเพื่อนของหนูคนนี้ดีมั้ย เท่าที่ฟัง พี่รู้สึกว่าสกายอยากบอกเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในใจ พี่เสียใจด้วยนะที่สกายต้องเจอเรื่องเฮงซวยจากผู้ชายหื่น ๆ คนนั้น ถ้าถามว่าบอกแล้วจะสบายใจขึ้นไหม สกายก็ต้องยอมรับความเสี่ยง เพราะเหตุการณ์มันผ่านมาปีกว่าแล้ว เพื่อนอาจสงสัยว่าทำไมเพิ่งมาพูดตอนนี้ อีกอย่างเราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขาเป็นยังไง บางทีเขาอาจรู้นิสัยสามีอยู่แล้ว หรือถ้าโชคดี เขาอาจเชื่อเรา ด่าสามี หรือขอโทษเรา แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้น สกายก็ต้องยอมรับได้ ถ้าเขาคิดว่าเราโกหกหรือสร้างเรื่อง ถ้าสกายคิดว่าพูดแล้วตัวเองสบายใจ พี่ว่าพูดได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ว่าหลังจากพูดแล้วเรื่องจะใหญ่โตหรือไม่ อาจไปถึงหูแฟนสกาย หรือทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้สกายต้องคิดให้ดี อีกเรื่องที่พี่อยากเสนอ คือพี่มองว่าเหตุการณ์ที่สกายเจอมันรุนแรงและกระทบจิตใจผู้หญิงคนหนึ่งมาก พี่เลยสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นปมในใจที่ทำให้สกายยังติดอยู่กับเรื่องนี้ พี่อยากให้สกายลองไปคุยกับนักจิตวิทยาหรือคุณหมอก่อน เพื่อได้ระบายและทำความเข้าใจกับความรู้สึกตัวเอง เพราะพี่กลัวว่าการตัดสินใจทำอะไรในวันนี้ อาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่อาจกลับมาทำร้ายสกายอีกครั้งก็ได้” ในฝั่งของ ‘ดีเจอ้อม’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ขอชื่นชมสกายนะคะว่า เหตุการณ์ในวันนั้นสกายเข้มแข็งมากที่ผ่านมันมาได้ ไม่ตกไปเป็นเหยื่อแบบที่เขาต้องการ ถึงแม้วันนี้จะยังมีความอึดอัด ค้างคาใจ และมีบาดแผลอยู่ในใจ พี่คิดว่าวันนั้นสกายโชคร้ายตรงที่เลือกเล่าให้คนที่ไม่ได้เข้าข้างเรา ถ้ามีใครสักคนรับฟังและเข้าใจ วันนี้สกายอาจจะไม่รู้สึกแย่แบบนี้ก็ได้ แต่พี่อยากให้สกายไม่ต้องสงสัยว่าเขาจะเชื่อเราหรือไม่ เพราะความจริงมันเกิดขึ้นแล้ว เรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา ถ้าจะเลือกพูด เราแค่เคารพตัวเองแล้วพูด แต่จะเกิดอะไรขึ้นเราเดาไม่ได้ ถ้าไหวก็พูด แต่ถ้ายังไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะเราไม่สามารถบังคับให้ใครเชื่อเราได้ ถ้าทุกครั้งที่เห็นข่าวแล้วใจยังกระเพื่อม พี่ก็แนะนำให้ลองคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อช่วยเยียวยาบาดแผลในใจ พี่อ้อมเชื่อว่า ถ้าเราจะตัดสินใจพูดเรื่องอะไรสักอย่าง เราไม่จำเป็นต้องรีบ แต่ต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราพูดเพื่ออะไร เพราะถ้าเราพูดเพื่อให้คนอื่นเชื่อ เราบังคับเขาไม่ได้ และถ้าเขาไม่เชื่อ เราอาจจะเจ็บซ้ำอีก” รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณสกายสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดที่กำลังเจอไปได้ จะช้าหรือจะเร็ว เราหวังว่าคุณสกายจะเข้มแข็งขึ้น และไม่ว่าคุณสกายจะเลือกทางไหน ก็ขอให้ทุกการตัดสินใจส่งผลดีกับคุณสกายนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

(ภาคต่อ) มีแผลเป็นแต่ต้องไปต่อ ! จับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานไม่กี่วัน ผลสรุปคือแต่งงานกัน และให้โอกาสเขา!

20 เม.ย. 2026

(ภาคต่อ) มีแผลเป็นแต่ต้องไปต่อ ! จับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานไม่กี่วัน ผลสรุปคือแต่งงานกัน และให้โอกาสเขา!

(ภาคต่อ) มีแผลเป็นแต่ต้องไปต่อ !จับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานไม่กี่วันผลสรุปคือแต่งงานกัน และให้โอกาสเขา! 'คุณต้นไม้' (นามสมมติ) อายุ 27 ปี สายที่ 10 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวที่เคยเข้ามาเล่าในรายการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 กับ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นจับได้ว่าแฟนมีโลกสองใบก่อนแต่งงานเพียงไม่กี่วัน แต่ที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เพราะกลัวจะโดนนินทาและเป็นหม้ายขันหมาก ความคืบหน้าล่าสุด “คุณต้นไม้ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตัดสินใจแต่งงานต่อ เพราะต้องแต่งค่ะ ในวันงาน บรรยากาศก็ดี เพราะคนรอบข้างไม่ได้รู้เรื่องนี้ ตอนที่พิธีกรให้คู่บ่าวสาวพูด เราก็ให้เขาพูดก่อนตามคำแนะนำ ซึ่งเขาก็พูดว่า “จะเป็นสามีที่ดี เพื่อดูแลเจ้าสาว” เมื่อถึงคิวเรา ต้นไม้ก็พูดขอบคุณแขกทุกคนที่มาร่วมงาน และทิ้งท้ายไว้ว่า “ความรักที่ดี คือความรักที่มีความซื่อสัตย์ให้กันนะคะ” เจ้าบ่าวก็มีสะอึกนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรมาก และตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ก็ดำเนินต่อไป ตั้งแต่วันที่เราจับได้ เขาก็เลิกติดต่อกับผู้หญิงคนนั้น และผู้หญิงคนนั้นก็บล็อกเรา ไม่ได้มายุ่งกับเราอีก ถึงแม้จะมีแผลเป็น แต่ก็สามารถไปต่อกันได้ และดูแผลนั้นไว้เป็นอุทาหรณ์ อาจมีระแวงบ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาก็พยายามปรับเปลี่ยน เขารายงานทุกความเคลื่อนไหวของเขา ว่าไปไหน ทำอะไร แต่เราก็ยังไม่เชื่อใจเขา 100%ค่ะ’ ปิดท้ายด้วย “ดีเจทั้งสาม” อวยพร ให้คุณต้นไม้มีความสุขในชีวิตคู่ ขอให้เขากลับตัวกลับใจ เป็นคนดีได้ตลอดรอดฝั่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมีโลก 2 ใบครับ คนแรกเป็นแฟนที่คบกันมา 5 ปี ส่วนคนที่ 2 ผมรักเขาแต่เขาก็เข้ามาแค่เล่น ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ผมรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าควรเลือกโลกใบไหนดี

26 ธ.ค. 2025

ผมมีโลก 2 ใบครับ คนแรกเป็นแฟนที่คบกันมา 5 ปี ส่วนคนที่ 2 ผมรักเขาแต่เขาก็เข้ามาแค่เล่น ๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ผมรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าควรเลือกโลกใบไหนดี

ผมมีโลก 2 ใบครับ คนแรกเป็นแฟนที่คบกันมา 5 ปีมันเป็นความผูกพันแต่ผมไม่ได้รักเขาแล้วส่วนคนที่ 2 ผมรักเขาแต่เขาก็เข้ามาแค่เล่น ๆ ไม่ได้จริงจังอะไรเวลาที่เขามาหาผม เขาก็จะมาแค่ตอนเมาหรือตอนที่อยากได้เงินแต่เขาก็บอกว่าเขารักผมแค่ยังไม่อยากคบเพราะฐานะผมยังไม่มั่นคงผมรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าควรเลือกโลกใบไหนดี “คุณเจมส์ (นามสมมติ)” อายุ 21 ปี เป็นสายแรกในรายการ “พุธทอล์คพุธโทร”เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเกลือ – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องมีโลก 2 ใบ แต่ไม่รู้จะเลือกใบไหนดี “คุณเจมส์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมกำลังสับสนกับเรื่องความรักเพราะตอนนี้ผมมีโลก 2 ใบอยู่ครับ ใบแรกเป็นแฟนที่คบกันสมัยอยู่ปวช.ครับ คบกันได้ 5 ปีแล้ว อีกใบหนึ่งเป็นคนที่คุยกันตอนที่ทะเลาะกับแฟน คนนี้เขาก็เข้ามาพอดี ซึ่งมันก็เข้าปีที่ 3 แล้ว โลกใบที่ 2 เขาไม่รู้ว่าผมมีคนแรกแต่เขาก็เหมือนเข้ามาเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง เป็นฝ่ายผมที่อินมากกว่า โลกใบแรกเวลาอยู่ด้วยกันผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง เรามีความสุขที่เราเป็นเรา แต่กับอีกคนหนึ่งเหมือนเราตื่นเต้นที่ได้อยู่กับเขา เราก็มีความสุขมากกว่าคนแรกครับ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขามีแค่ผมหรือเปล่าเพราะเราไม่มีสถานะอะไรกันเลย กับคนแรกเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราแยกกันอยู่ คนที่ 2 ก็แยกกันอยู่เหมือนกันมันก็มีไปมาหาสู่กันบ้าง คนแรกเขาจะมาหาผมทุกอาทิตย์ ส่วนคนที่ 2 เขาจะมา ๆ หาย ๆ อยากจะมาก็มาอยากจะไปก็ไปแต่เขาจะนึกถึงผมตอนที่เขาเมา เขาไม่ได้มาเพื่อหวัง Sex แต่เขาจะมาเพื่อหวังเงินมากกว่า เวลาเขาเมา เขาก็จะชอบให้ผมไปรับไปส่งเขา บางทีเขาทำงานไม่ไหวเขาจะให้ผมจ้างเวรให้หรือขอบัตรคอนเสิร์ตไปเที่ยวบ้าง เขาเคยบอกว่าเขารักผมแต่ผมยังให้ในสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้คือฐานะของผมยังไม่มั่นคงที่จะไปดูแลเขา แต่ถ้าเป็นคนแรกเขาไม่ได้ซีเรียสเรื่องเงิน ไม่เคยมาร้องขออะไรเรื่องนี้เลย เราอยู่กันด้วยความสบายใจและความผูกพัน แต่กับคนแรกตั้งแต่เราทะเลาะกันตรั้งล่าสุด ผมก็รู้สึกรักเขาน้อยลง เราทะเลาะกันเพราะเขางี่เง่า อย่างเวลาผมไปเที่ยวกับเพื่อนเขาก็จะโทรจิก โทรหาทั้งผมและเพื่อนผม ไม่ให้ความเป็นส่วนตัวเลย ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม แล้วผมเป็นคนกลัวการเริ่มต้นใหม่ ผมเคยแยกทางกับคนแรกหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ขออยู่ต่อ เขาอยากขอโอกาสปรับตัว ส่วนคนที่ 2 เขาบอกว่าเขารักผมแต่ก็ยังไม่อยากคบกับผม ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมควรจะเลือกใครดี’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มีคนเดียวให้เธอเลือกเพราะอีกคนเขาไม่ได้เลือกเจมส์นะ โลกใบที่ 2 เขาไม่ได้เลือกเป็นแฟนแล้วเขาก็ชัดเจนมากว่าคบกันอยู่ในสถานะไหน ถ้าจะมีให้เลือกก็มีอยู่คนเดียวก็คือคนที่คบ 5 ปี แต่มันหมดรักไปแล้ว สำหรับพี่คือมันจะไม่ได้ใครเลย ที่ยังตัดไม่ขาดกับคนแรกเพราะเรากลัวว่าไปข้างหน้าแล้วมันจะเจ็บแต่อย่างน้อยก็มีคนแรกไว้รองรับเรา อย่างนี้รึเปล่า ก็คือเจมส์เห็นแก่ตัวอยู่ พี่รู้สึกว่ามันเสียเวลา คนแรกมันหมดใจแล้วเข็ญยังไงก็ไม่ขึ้นหรอกเพราะใจมันไปอยู่กับคนที่ 2 เพราะฉะนั้นไปจบกับคนแรก ถ้าเรารั้งเขาไว้ให้อยู่เพราะว่าให้เขาเป็นที่รองรับทั้ง ๆ ที่เราหมดรักไปแล้วมันเห็นแก่ตัวไป ให้เขาไปมีโอกาสได้เจอกับคนดี ๆ ส่วนกับคนที่ 2 เขาก็ชัดเจนอีกนะว่าเขาให้เจมส์ได้แค่เท่านี้ แต่ถ้าเจมส์ยังมีความสุขอยู่บนสถานะนี้ เจมส์ก็เลือกคบกับคนที่ 2 ไปเลย แล้ววันหนึ่งถ้าเกิดรู้สึกว่าอึดอัดใจหรือเจอใครที่ดีกว่าก็เลือกคนใหม่ได้เลย เพียงแต่ว่าพี่ไม่อยากให้เจมส์เห็นแก่ตัวด้วยการรั้งคนแรกเอาไว้ สุดท้ายก็เดินหน้าต่อไปกับคนที่ 2 เราก็คบกับเขาในสถานะนั้นไป มันก็ถือว่าเราโสด อย่างน้อยเราก็ไม่ได้อยู่ในการนอกใจของใคร แล้วเดี๋ยววันหนึ่งถ้าเจอคนที่ดีเข้ามา เราก็ค่อยเทคนที่ 2 ก็ได้ เขาไม่น่าจะรั้งเราหรอก’ ต่อมา “ดีเจเกลือ” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ถ้าเกิดกังวลเรื่องการเลือก ไม่ต้องกังวล คุณไม่ได้เลือกหรอกครับเพราะว่าคนที่ 2 เขาก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าต่อให้คุณเลือกเขามันจะเจอกับอะไร คนที่ 1 คุณก็ไม่ได้เลือกเขาหรอกเพราะความลับมันไม่มีในโลก ตราบใดที่คุณยังคบซ้อนอยู่แบบนั้น วันหนึ่งเขาก็จะรู้ พอเขารู้เขาก็จะเลิกกับคุณ คุณก็จะไม่ได้เลือกเหมือนกัน ฉะนั้นก่อนที่จะมานั่งเครียดว่าเราจะเลือกใครดี ผมว่าเรามาวางตัวเองในความสัมพันธ์ที่ดีก่อนดีกว่าเพราะว่าการที่คิดว่าเราต้องการที่จะเลือกใครสักคนเพื่อเป็นที่พึ่งในใจเราอย่างเดียว มันไม่ใช่ความรักที่ถูกต้อง ความรักที่ถูกต้องมันต้องแชร์กัน เราไม่ได้รับอย่างเดียวเขาก็ต้องได้รับด้วย สำหรับผมเองยังไม่ต้องเลือกครับ ไปทำความสัมพันธ์ตอนนี้ให้มันถูกต้องก่อน’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘พี่ว่าเจมส์นึกถึงแต่ตัวเองเลย เจมส์ไม่ได้คิดถึงใครเลย เจมส์คิดถึงแค่ตัวเองเลยว่าตัวเองจะมีความสุขที่สุดในทางเลือกไหนที่ตัวเองเลือก ไม่แม้แต่กระทั่งจะกล้าหาญพอที่จะลองเสี่ยงในสิ่งที่ตัวเองเลือกด้วยเพราะเจมส์เห็นแก่ตัว คือเจมส์บอกว่าเจมส์ไม่ได้รักเขาแล้ว ยังไงก็เข้ากันไม่ได้แต่เจมส์ก็เลือกที่จะไม่บอกเลิกเขา เจมส์บอกว่าเจมส์อยู่ด้วยความผูกพัน พี่ว่าเจมส์ใช้คำนี้ไม่ได้ เพราะจริง ๆ เจมส์ก็ไม่ใช่คนรักที่ดีที่อยู่ด้วยความผูกพัน เจมส์ก็ยังมีอีกคนหนึ่ง แต่เจมส์แค่ไม่เด็ดขาดหรือไม่ก็รักตัวเองมากจนไม่อยากเสียอีกคนไป ถ้าไม่รักใครแล้วจริง ๆ ก็บอกกับเขาตรง ๆ บอกให้เขายอมรับแล้วก็เลิกกันเถอะ ส่วนคนที่ 2 เจมส์เชื่อในสิ่งที่เขาพูดใช่ไหมที่เขาบอกว่าเจมส์ยังไม่พร้อม ถ้าเจมส์เชื่อก็ไปคบกับเขาเลยเพราะพี่ว่าถ้าเจมส์เชื่อในสิ่งนี้และเจมส์คิดว่าอยู่กับคนนี้แล้วเรามีความสุขมากกว่าคนแรกก็ลองเลย ลองดู แม้ว่าพี่จะรู้สึกว่าเขาไม่ได้จริงจังอะไรกับเจมส์เพราะคนรักกันที่ไหนจะมาหาแค่ตอนเมาและก็มาเพื่อต้องการเงิน แต่ถ้าเจมส์เชื่ออย่างนั้นเจมส์ก็ไปหาคนนี้ได้เลย เพราะอย่างน้อยเจมส์ก็ไม่ต้องทรมานหรือหลอกคน ๆ หนึ่งตลอดเวลาว่าตัวเองไม่ได้รักเขาแล้วแต่ยังอยู่กับเขา แต่กับคนนี้เจมส์ต้องเลือกและกล้าที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก สุดท้ายถ้ามันไม่เวิร์คก็จะได้เรียนรู้ไว้แต่ว่าอย่าเห็นแก่ตัวจนกระทั่งไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่ที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้ดีสักอย่างนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-