ชื่อโหลเป็นเหตุ! ไม่เคยโกงใคร แต่ดันมีชื่ออยู่ใน Blacklist

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชื่อโหลเป็นเหตุ! ไม่เคยโกงใคร แต่ดันมีชื่ออยู่ใน Blacklist

09 ต.ค. 2026

ชื่อโหลเป็นเหตุ!

ไม่เคยโกงใคร

แต่ดันมีชื่ออยู่ใน Blacklist

        ‘คุณเค็ม (นามสมมุติ)’ สายที่ 2  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา 'ดีเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ชื่อ-สกุลของเธอดันไปตรงกับคนโกง

        ‘คุณเค็ม (นามสมมุติ)' อายุ 27 ปี เล่าว่าเธอขายของออนไลน์ แม้ไม่ใช่งานประจำและไม่ได้ขายบ่อยครั้ง แต่เมื่อต้องขายก็ต้องส่งชื่อและบัญชีให้ลูกค้าโอน เมื่อลูกค้านำชื่อบัญชีไปตรวจสอบ ก็มักจะพบว่าชื่อ-นามสกุลของเธอติดอยู่ในเว็บไซต์ Blacklist ส่วนเลขบัญชีนั้นไม่ตรงกับคนโกง นั่นทำให้ลูกค้าเกิดความไม่มั่นใจ เธอยืนยันว่าเธอไม่เคยโกงใคร และคาดว่าเป็นเพราะชื่อของเธอโหลจนไปซ้ำกับคนที่เคยโกง 

        จากการค้นหาบน Facebook พบว่ามีคนชื่อ-สกุลเดียวกันกับคุณเค็มถึง 5-6 บัญชี โดยเขียนตรงกันทุกตัวอักษร นั่นทำให้ลูกค้าเกิดความไม่เชื่อใจและคิดว่าเธอคือมิจฉาชีพ แต่หากจะให้เปลี่ยนชื่อก็คิดว่ายุ่งยากไป เพราะเธอไม่ใช่แม่ค้าออนไลน์ที่ต้องค้าขายประจำ

        ในมุมมอง ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า "รู้สึกว่าคุณเค็มจะได้รับผลกระทบจากความเข้าใจผิดได้ หากเขาค้นหาชื่อแล้วมาเจอคุณเค็มก็อาจทักมาด่าด้วยความเข้าใจว่าเธอเป็นคนโกงก็เป็นได้" และเสริมว่าให้ใช้บัญชีคนในครอบครัวในการรับเงินแทน 

        ในมุมมองของ ‘ดีเจต้นหอม’ มองว่าไม่สามารถออกตัวไปก่อนได้ว่าไม่ใช่มิจฉาชีพ เพราะเกี่ยวกับเรื่องเงิน ลูกค้าค่อนข้าง Sensitive ในยุคที่มี Call center เยอะแบบนี้ พร้อมทั้งเสนอให้จดเป็นชื่อบริษัท เพราะคำพูดอาจทำให้คนเชื่อใจไม่ได้

        นอกจากนี้ ‘ดีเจต้นหอม’ และ ‘ดีเจเติ้ล’ มองว่าลูกค้าก็อาจรู้สึกยุ่งยากในการตรวจสอบให้รอบด้านและตัดสินใจไปซื้อร้านอื่นแทน

        ด้านคุณเค็มกล่าวว่า สามารถใช้บัญชีคนในครอบครัวได้ แต่ว่าติดปัญหาตรงที่ไม่ว่าใครจะค้นหาชื่อเธอใน Google ก็จะเจอชื่อเธอใน Blacklist อยู่ดี พร้อมทั้งเล่าว่าเคยค้นหาว่า 'วิธีเอาชื่อออกจากรายชื่อคนโกง' ข้อมูลแจ้งว่าให้ไปแจ้งความและติดต่อแอดมิน แต่มีคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันได้บอกว่าเขาไปแจ้งความและติดต่อแอดมินแล้วแต่กลับไม่มีคนตอบ นั่นทำให้คุณเค็มก็จนปัญญาที่จะแก้ปัญหานี้

        ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า แจ้งความให้เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของเราว่าชื่อเราไม่เกี่ยวข้องกับใน Blacklist และคอยส่งใบแจ้งความให้ลูกค้าดู

        สุดท้ายแล้ว ‘ดีเจเติ้ล’ และ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ลูกค้าจะรู้สึกไม่ไว้ใจ และพอยุ่งยากลูกค้าก็จะไปซื้อร้านอื่นดีกว่า ให้ใช้ชื่อคนในครอบครัวได้ผลที่สุดท้าย

        ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า ให้ลองกลั้นใจเปลี่ยนชื่อเพราะชื่อปัจจุบันนี้จะเกี่ยวข้องกับรายชื่อใน Blacklist ไม่มีวันจบ

       คุณเค็มไม่มีปัญหากับการเปลี่ยนชื่อเพียงแต่อยากคงนามสกุลเดิมไว้ ดีเจทั้งสามท่านจึงสรุปวิธีการจัดการปัญหาให้คุณเค็มได้ดังนี้ 

        1. ใช้ชื่อ-สกุลคนในครอบครัวในการรับเงิน 

        2. เปลี่ยนชื่อ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แม่แฟนอยากมาอยู่ในบ้านของเรา แต่เราชอบความเป็นส่วนตัว อยากให้เขาเคารพข้อตกลง เคยคุยกันก็แล้วแต่ก็ไม่เคยลงตัว แฟนถึงขั้นบอกว่าจะเลิกแล้วกลับไปอยู่กับแม่!

08 พ.ค. 2026

แม่แฟนอยากมาอยู่ในบ้านของเรา แต่เราชอบความเป็นส่วนตัว อยากให้เขาเคารพข้อตกลง เคยคุยกันก็แล้วแต่ก็ไม่เคยลงตัว แฟนถึงขั้นบอกว่าจะเลิกแล้วกลับไปอยู่กับแม่!

แม่แฟนอยากมาอยู่ในบ้านของเราแต่เราชอบความเป็นส่วนตัว อยากให้เขาเคารพข้อตกลงเคยคุยกันก็แล้วแต่ก็ไม่เคยลงตัวแฟนถึงขั้นบอกว่าจะเลิกแล้วกลับไปอยู่กับแม่! ‘คุณปิงปิง (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น' เรื่องที่แม่แฟนอยากมาอยู่ด้วย แต่เราชอบความเป็นส่วนตัว อยากให้เขาเคารพพื้นที่ของเรา ‘คุณปิงปิง (นามสมมุติ)’ อายุ 26 ปี ได้เล่าว่า “หนูกับแฟนคบกันมา 7 ปี ตอนนี้อายุ 26 ปี หนูตัดสินใจซื้อบ้านแล้วมาอยู่ด้วยกัน แต่บ้านหลังนี้เป็นชื่อหนูและหนูกู้เอง จ่ายเองคนเดียว ส่วนเรื่องค่ากิน น้ำ ไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ให้แฟนช่วยออกในส่วนตรงนั้น ตอนที่ได้บ้านมาแฟนก็ไปบอกกับทางแม่เขา และดันไปถามแม่ว่าอยากมาอยู่ด้วยกันมั้ย โดยที่ไม่ได้ปรึกษาหนูก่อนเลย หนูก็เลยคุยกับเขาว่า แบบนี้ไม่โอเคนะ หนูอยากให้เราอยู่ด้วยกันสองคนแบบส่วนตัวมากกว่า แฟนก็เลยเสียหน้า เสียใจ และต้องโทรไปปฏิเสธแม่ ซึ่งทำให้ทางแม่เขาจึงไม่พอใจ และว่ากลับมาว่า “แม่คนเดียวทำไมเลี้ยงไม่ได้” จริง ๆ มีปัญหาเกิดก่อนที่จะซื้อบ้านหลังนี้แล้ว หนูถามเขาแล้วว่าให้เขาช่วยกู้ร่วมกัน ผ่อนร่วมกันได้มั้ย แต่ครอบครัวแฟนและแฟนไม่เอากลัวว่าจะมีปัญหาตอนเลิกกัน และอยากเก็บเครดิตไว้กู้ซื้อบ้านให้แม่ของเขา หนูเลยตัดสินใจกู้ และผ่อนบ้านหลังนี้แค่คนเดียว หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ได้ไม่นาน ประมาณ 1-2 เดือนที่แล้ว แม่แฟนจะมาหาพี่สาวแฟนในจังหวัดที่หนูอยู่ แฟนบอกกับหนูว่าแม่แค่มาเที่ยว แต่เขาขนของมาเหมือนกับว่าจะมาค้างนาน ซึ่งทั้งหมดนี้หนูเห็นผ่านกล้องวงจรปิด ว่าแม่เขามาที่บ้านของหนูแบบที่ไม่ได้บอกล่วงหน้าเลย หนูก็โทรหาแฟนตอนนั้นเลยว่า “ทำไมมีของมาด้วย ไหนแม่บอกว่าแค่มาเที่ยว” แฟนก็ตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” เขาก็เลยถามแม่ตอนนั้น แม่ก็บอกว่า “ตั้งใจจะมาอยู่ด้วย จนกว่าหลานจะเปิดเทอม” ซึ่งมันก็อีกเดือนกว่าเลย พอเขาพูดแบบนี้หนูเลยพูดกับแฟนว่า ให้มาอยู่ได้ แต่ข้าวปลาอาหารหนูดูแลให้ไม่ได้ เพราะหนูก็ต้องทำงาน ส่วนค่าน้ำค่าไฟ แฟนก็ต้องซัพพอร์ตด้วยนะ แฟนหนูก็โอเค แต่แม่เขาได้ยินแล้วดันไม่พอใจ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ออกไปนะคะ เขานั่งอยู่ในบ้านหนู และต่อว่าหนูให้แฟนหนูฟังว่า ไม่โอเคกับการกระทำของหนู และร้องไห้เสียใจ บอกว่าหนูไม่เอาทางบ้านเขา จะเอาแค่แฟนอย่างเดียว แต่แฟนเราดันนั่งเงียบ ไม่ได้โต้ตอบอะไรแม่ไปเลย จริง ๆ หนูให้เขามาอยู่ด้วยได้ แต่หนูไม่โอเคที่เขามาแบบไม่บอก เขารู้นะคะว่านี่บ้านหนู แต่เขาคงคิดว่า แฟนหนูอาจจะช่วยผ่อน หรือช่วยค่าใช้จ่ายอะไรอยู่บ้าง แต่จริง ๆ หนูจ่ายคนเดียว พวกค่าอาหาร และของใช้เรากับแฟนก็หารกันปกติ เพราะเขาก็มีภาระในการผ่อนรถของเขา แต่สุดท้ายวันนั้น แม่เขาก็เก็บของออกไปจากบ้าน ไม่ได้มานอนค้างด้วย และเมื่อหนูกลับบ้าน แฟนก็ตึงใส่หนู หนูจึงอธิบายให้ฟังว่า หนูไม่ได้อะไรกับบ้านเขา แค่ยังไม่พร้อมรับแขก เพราะแม่ไม่ได้มาคนเดียว แต่พาหลานมาด้วย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม่แฟนก็มาโดยที่ไม่ได้บอกทั้งหนูและแฟน ทั้งที่หนูไม่ได้อยู่บ้านด้วยซ้ำ เพื่อพาหลานมานั่งเล่นที่บ้านหนู จึงอยากปรึกษาว่า จะคุยกับแม่แฟนให้เขาทำตามข้อตกลงที่เราคุยกันยังไง เพราะเวลามีปัญหา แฟนหนูอยากตัดปัญหาด้วยการเลิกกับหนู แล้วจะพาแม่เขาออกไป จะได้ไม่ทำให้หนูลำบากใจ ซึ่งหนูไม่ต้องการเลิก และไม่ได้กีดกันแม่ แค่ต้องการให้ทำตามข้อตกลง ก่อนจะมาหาอยากให้เขาบอกหนูก่อน แฟนหนูบอกว่า เขาเลือกหนูไม่ได้อยู่แล้ว เขาต้องเลือกครอบครัวเขา เขาพูดกดดันแบบที่หนูต้องยอมเท่านั้น" เริ่มด้วยคำปรึกษาของ ‘ดีเจอั๋น’ ว่า “พี่เข้าใจปิงปิงมาก และพี่ว่าเรารับมือได้ดีพอสมควร แต่มันก็มีผู้ใหญ่แบบนี้อยู่จำนวนไม่น้อย ที่มีความคิดว่าลูกต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ ทั้งที่ไม่ได้ดูเลยว่าลูกเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า แต่ที่สำคัญคือคนกลาง นั่นคือแฟนเรา เราต้องคุยกับแฟนเราให้เข้าใจก่อน เรื่องการเคารพสิทธิในการอยู่ร่วมกัน ถ้าเขาเข้าใจจริง ๆ แล้วเขาอธิบายกับแม่ แม่เขาควรจะรู้ด้วยว่าสิทธิตั้งแต่ต้นในบ้านหลังนี้เป็นของปิงปิง บอกเขาไปเลยว่าฉันไม่ได้ต้องการจะเลิกกับเธอ แต่มันก็เป็นเรื่องปกตินะ ที่ฉันจะอยากมีเวลา หรือมีพื้นที่ที่ควรจะมีแค่เราสองคน แต่บ้านหลังนี้ก็เปิดรับทุกคน ไม่ว่าจะครอบครัวเธอ หรือครอบครัวฉัน ฉันแค่ต้องการให้บอกกันก่อน เพราะยังไงบ้านหลังนี้ มันคือพื้นที่ของเรา เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่งก็คือ ยังไงก็ตามฉันขอเป็นเจ้าของสิทธิบ้านหลังนี้มากกว่าเธอนิดหน่อยแล้วกัน เพราะบ้านหลังนี้ฉันกู้คนเดียว เมื่อเข้าใจกันแล้ว ค่อยไปคุยกับแม่เขาต่อ แต่ยืนยันให้ชัดเจนไปเลยว่า ไม่โอเคกับใครทั้งสิ้นที่จะย้ายมาอยู่ด้วย ถ้านั่นคือเงื่อนไขของเรา” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำปรึกษาว่า “ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้มันมีได้ แต่คนกลาง ต้องอยู่ตรงกลาง ไม่ก็อยู่ฝั่งเรา แต่เขาชัดเจนแล้วว่าเขาเลือกแม่ เหลือแค่ว่า ปิงปิงจะโอเคมั้ย และพี่เห็นด้วยกับพี่อั๋นลองไปคุยกันดูด้วยน้ำเสียงใจเย็นแบบผู้ใหญ่ก่อน ลองดูค่ะ” ปิดด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “พี่ว่าปิงปิงเป็นคนมีเหตุผลนะ หนูได้พยายามอธิบาย และพยายามประคองความรักนี้แล้ว แต่เห็นด้วยกับพี่หอมว่าไม่ว่าจะพูดไปเท่าไหร่ แม่เขาก็ไม่ฟัง สำหรับเขา การที่ปิงปิงไม่ยอมรับเขานั่นคือปิงปิงผิด พี่กลัวเหลือเกินว่าสุดท้ายแล้ว เขาก็จะมาอยู่บ้านกับปิงปิงนี่แหละ แล้วปิงปิงจะต้องยอม และเห็นด้วยกับพี่อั๋นว่า ให้ชัดเจนไปเลยว่า ไม่โอเคที่แม่จะมาอยู่ด้วย สุดท้ายพี่ว่าต้องพูดให้เขาเคารพสิทธิตรงนี้ของเรา ในเมื่อเขาปฏิเสธว่าเขาไม่อยากกู้ร่วมกับเรา ก็ต้องยอมรับ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตั้งแต่จำความได้ ผมอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด เคยแอบแต่งหน้า โดนแม่ด่าอย่าทำอีก เก็บมาจนเรียนโรงเรียนชายล้วน โตมาผมมีแฟนผู้หญิง คบกันมา 10 ปี มีอะไรกันตามปกติ ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่จะเห็นแก่ตัวไหม ถ้าจะแต่งงานกับเขา แล้วผมยังอยากแต่งหญิงแบบที่อยากเป็น

29 พ.ย. 2024

ตั้งแต่จำความได้ ผมอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด เคยแอบแต่งหน้า โดนแม่ด่าอย่าทำอีก เก็บมาจนเรียนโรงเรียนชายล้วน โตมาผมมีแฟนผู้หญิง คบกันมา 10 ปี มีอะไรกันตามปกติ ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่จะเห็นแก่ตัวไหม ถ้าจะแต่งงานกับเขา แล้วผมยังอยากแต่งหญิงแบบที่อยากเป็น

ตั้งแต่จำความได้ ผมอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด เคยแอบแต่งหน้า โดนแม่ด่าอย่าทำอีกเก็บมาจนเรียนโรงเรียนชายล้วน โตมาผมมีแฟนผู้หญิง คบกันมา 10 ปี มีอะไรกันตามปกติ ผมไม่ได้ชอบผู้ชายแต่จะเห็นแก่ตัวไหม ถ้าจะแต่งงานกับเขา แล้วผมยังอยากแต่งหญิงแบบที่อยากเป็น แต่แฟนผมไม่ชอบ “คุณบอล (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคือวันพุธที่ [27 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหามีแฟนเป็นผู้หญิง แต่ส่วนตัวผมก็ชอบแต่งหญิง แต่งหน้า โดย “คุณบอล (นามสมมติ)” ได้เกริ่นก่อนว่า ‘ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ป.3 - ป.4 ก็ได้รู้สึกแล้วว่าตัวเองอยากเป็นผู้หญิงมาตลอด แต่ตอนนั้นอยู่โรงเรียนชายล้วน ยังไม่เคยอยู่โรงเรียนสหศึกษามาก่อน และก็รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นผู้ชาย เข้าสังคมผู้ชาย ไม่มีเพื่อนเป็นผู้หญิงเลยตั้งแต่เด็ก มีพี่ชายก็เป็นผู้ชาย ชายแท้ หลังจากโตขึ้นมา ก็มีความรู้สึกที่อยากเป็นผู้หญิงมากขึ้น มีแอบไปแต่งหญิงบ้าง ตอนเป็นเด็กแม่ก็เหมือนจะรับรู้ และโดนขู่ไว้ หลังจากนั้นก็เลยไม่กล้าบอกใคร จนโตมาเข้ามหาวิทยาลัย ยังมีความรู้สึกอยากแต่งเป็นผู้หญิงอยู่ เคยคิดที่จะแปลงเพศและเอาอวัยวะเพศออก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไร แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ไปทำหรือเอาออก อีกอย่างที่กลัวก็คือผมก็ชอบผู้หญิงด้วย เวลามีเซ็กส์ก็ไม่ได้รู้สึกฝืนอะไร เคยคิดว่าตัวเองชอบผู้ชายไหม แต่ก็ไม่ได้รู้สึกชอบ หลังจากเข้ามหาลัยก็ได้มีแฟนเป็นผู้หญิง และคบกับแฟนคนนี้มา 10 ปี จนตอนนี้มีแพลนว่าจะแต่งงานกัน ส่วนตัว ‘รู้สึกผิดกับแฟนที่ตัวเองอยากแต่งเป็นผู้หญิง แต่ไม่ยอมเลิก’ เพราะจริง ๆ แฟนก็ชอบผู้ชาย ตั้งแต่ปีแรกที่คบกัน ผมก็รู้สึกว่าจริงจังกับแฟนคนนี้ และได้บอกความจริงกับแฟนว่า ‘อยากแต่งเป็นหญิงนะ’ แต่แฟนรู้สึกไม่โอเค เคยเลิกกันไปครั้งหนึ่งเพราะเรื่องนี้ แต่ก็กลับมาคบกันอีกเพราะผมรู้สึกว่าขาดเขาไปไม่ได้ ผมเคยลองคิดว่าจริง ๆ ตัวเองอาจจะชอบแค่การแต่งตัวเป็นผู้หญิงแค่นั้นหรือเปล่า? แต่พอโตขึ้นได้รับอิสระมากขึ้น ทั้งจากครอบครัวและคนรอบข้าง ความรู้สึกมันก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อยากมีหน้าอก ซื้อยาเทคฮอร์โมนมากิน แอบแต่งหญิงมากขึ้น ในอนาคตก็อยากจะเป็นผู้หญิง เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า เห็นแก่ตัวเกินไปไหมถ้าจะแต่งงานกับคน ๆ นี้ทั้งที่ตัวเองก็พยายามจะเป็นผู้หญิงอีก และกลัวว่าอนาคตจะเป็นมากกว่านี้’ เริ่มให้คำปรึกษาที่ “ดีเจต้นหอม” ว่า ‘บอกเลยว่าเห็นแก่ตัว ถ้าคิดในกรณีของผู้หญิงที่ต้องแต่งงานกับใครสักคนหนึ่ง แล้วก็รู้ว่าในอนาคตตัวของคุณ จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในสิ่งที่รับไม่ได้ ซึ่งแต่ละคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน มันมีผู้หญิงที่รับได้ ฉะนั้นเวลาที่เราแต่งงานกับใคร เราไม่ได้ศึกษาแค่ข้อดีของเขา เราต้องศึกษาข้อเสียของเข้าด้วย ว่าเรารับข้อเสียของเขาได้ไหม ถ้าเรารับได้เราถึงจะได้ร่วมชีวิตกัน แต่ถ้าตัวคุณบอลมีข้อเสียข้อใหญ่ ที่ผู้หญิงคนนั้นตั้งธงมาแล้วว่าเรื่องนั้นเขารับไม่ได้ แต่คุณรับปากส่ง ๆ ไปว่าโอเคเราจะเป็นแบบในสิ่งที่เขาชอบ ซึ่งวันหนึ่งคุณบอลเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ‘มันรู้สึกเห็นแก่ตัว’ ฉะนั้นสองสิ่งมันไปด้วยกันไม่ได้ สิ่งที่เป็นตัวเรา ดันไปโดนข้อเสียที่เป็นข้อใหญ่ของเขา ที่เขาตั้งธงมาแล้วว่ารับไม่ได้ ฉะนั้นคุณบอลต้องเลือกว่า จะเป็นผู้หญิงหรือเลือกแฟนคนนี้ จะเปลี่ยนตัวเองหรือเปลี่ยนแฟน มันมีแค่นี้ สิ่งที่พี่แนะนำคือ เลือกชีวิตที่มันเป็นตัวเองไปเลย มันมีผู้หญิงที่รับได้ หรือถ้าเรารักผู้หญิงคนนี้จริง ๆ บอกผู้หญิงไปเลยว่า ‘เราเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ ’ เราขอโทษที่ให้ทุกอย่างไม่ได้ เพราะการใช้ชีวิตคู่ มันไม่ได้แชร์กัน 50/50 บางเรื่องถ้าเรายอมไม่ได้จริง ๆ นั่นแปลว่าเขาต้องยอมเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเขาบอกว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้สำหรับเขาเหมือนกัน นั่นแปลว่าเราเป็น ‘เส้นขนาน’ กันแล้ว’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในเชิงคำว่าเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัวเนี่ย บอลก็รักเขาแหละ อย่างจริงใจ ประเด็นมันแค่ว่า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกับชีวิตบอลมากอะ มันไม่ไปกับสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งพี่จะมองในมุมที่ว่า ‘อย่าแต่งงานกันเลย’ เพราะว่ามันจะทำให้ทั้งสองคนไม่มีความสุขแค่นั้นเอง คือบอลจะเป็นอะไรก็ได้เลย แค่บอลต้องหาคนที่เขาโอเคกับสิ่งที่บอลเป็น ซึ่งพี่ว่าโลกนี้มันยังมีอยู่ มันมีอยู่แค่บอลยังไม่เจอเขา เพราะฉะนั้นพี่ว่าได้เป็นตัวของตัวเองที่บอลฝันมาตั้งแต่เด็กเถอะ แล้วหาคนที่เขาโอเคกับมัน ส่วนผู้หญิงถ้าคุยกันอีกครั้ง แล้วเขาชัดเจนว่ายังไงก็ไม่มีทาง บอลก็ต้องปล่อยเขาให้ไปหาคนอื่นเหมือนกัน เพราะสิ่งที่บอลเป็น เป็นสิ่งที่ทำให้บอลมีความสุข ซึ่งบอลไม่มีทางเก็บมันไว้ตลอดได้อยู่แล้ว’ สุดท้าย “ดีเจอั๋น” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าถ้าเราอยู่กับมันมานานพอที่เรารู้จักตัวเราเอง จนตกตะกอนได้ในระดับหนึ่งว่า สิ่งที่เราชอบ มันไม่ใช่แค่ลุกขึ้นมาแล้วแต่งคอสเพลย์ แต่มันคือสิ่งที่บอลอยากให้มันเป็นร่างของเราเลย อย่างแรกพี่อยากให้เราชัวร์ตรงนี้ก่อน เรื่องนี้มันเดินหน้าแล้วถอยหลังไม่ได้ ถ้าเป็นพี่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน นอกเหนือจากที่เรารู้ตัวเราเองแล้ว บางทีมันอาจจะมีหลาย ๆ คำถามหรือมุมที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ จนกว่าเราจะไปเจอผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ พี่คิดว่าถ้าเราจะอยู่กับคนที่เป็นคู่ชีวิตเรา เขาน่าจะเป็นคนที่คุยกับเราได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนี้ ซึ่งเรายังพูดไม่ได้เลย ‘ว่าเราจะเป็นผู้หญิง ก็อยากเป็นผู้หญิงอะ’ ลองคุยกับเขาดู ถ้าเขารับได้ก็เท่ากับว่าเป็นคู่เราได้ แต่ถ้ารับไม่ได้ก็แปลว่าเขาไม่ใช่คู่ของเรา ‘ไม่ควรอยู่เพียงเพราะอยากจะเก็บเขาไว้ แล้วตัดสินใจว่าโกหกดีกว่า’ อันนี้ผิดแน่นอน พี่รู้ว่ามันละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนสูงมาก แต่อย่างหนึ่งพี่ ‘ไม่อยากให้บอลรู้สึกว่าเราผิดปกติ’ ในโลกนี้มันเปิดกว้าง ความหลากหลายในการเลือก มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติเลย ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของบอลที่จะตัดสินใจและเลือกเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์ กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู

30 ก.ย. 2025

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์ กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวดแฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู ซึ่งสปอนเซอร์คนนี้คือเจ๊ส่งเงินให้แฟนเราเดือนละ 4 - 5 หมื่น ดูแลแฟนเรามาทุกเดือน แล้วเป็นสปอนเซอร์ในการส่งแฟนเราประกวดครั้งนี้ด้วย หนูจะทำยังไงดีคะ? ก็ยังรักแฟนคนนี้มาก ไม่ได้อยากเลิก แต่เขาก็ยังมีเจ๊คนนี้อยู่ “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องแฟนที่เป็นนักเพาะกาย แต่ไม่ยอมให้เราไปดูงานประกวด เพราะกลัวเจ๊ที่เลี้ยงดูอยู่จะรู้ว่ามีแฟน โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนคบกันมา 1-2 ปี ตอนเจอกันครั้งแรกเขาทำงานเป็นบาร์โฮส แต่พอคบกันเขาก็เลิกทำงานนั้นไป งานประจำจริง ๆ ของเขาคือเป็นเทรนเนอร์และก็นักกีฬาเพาะกาย แล้วในช่วงเดือนหน้าเขาก็กำลังจะแข่งเพาะกาย ระยะเวลาที่เราอยู่กันมา 2 ปี ตัวหนูเองก็ดูแล ซัพพอร์ตกันมาตลอด การเป็นนักกีฬาต้องมีวินัยทั้งเรื่องอาหารการกิน การนอนก็ต้องนอนให้ตรงเวลา เราทั้งสองคนถือว่าเสียสละกันหลายอย่าง จะไปเที่ยวที่ไหน จะกินอะไรก็ไม่สามารถกินได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งหนูก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาที่แข่งก็คือในช่วงเดือนหน้า กลายเป็นว่าหนูไม่สามารถไปยืนเชียร์เขาข้างสนามได้ ใจจริงหนูอยากไปอยู่ในทุก ๆ ความสำเร็จของเขา แต่เป็นเพราะว่าสปอนเซอร์เขาเนี่ยจะไปด้วยซึ่งสปอนเซอร์เขาคือลูกค้าเก่าจากบาร์โฮส นั่นแปลว่าเขาจะรับรู้สถานะเรากับแฟนไม่ได้ เขาซัพพอร์ตแฟนเราหลาย ๆ อย่าง ตกเดือนละประมาณ 4-5 หมื่นบาท แรก ๆ ก็มีไปกินข้าวกัน ซึ่งหนูรับรู้ตลอด เขาก็พยายามทำให้เราสบายใจด้วยการติด GPS หรือหนูทักไปเขาก็จะตอบเสมอ ถ่ายรูปให้ดูตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่มันก็เริ่มเป็นปัญหาเพราะเราเพิ่งคุยกันเรื่องนี้แล้วทะเลาะกัน ฝั่งเขาก็อยากให้เราเข้าใจว่าทำไมเราถึงไปไม่ได้แต่หนูก็เสียใจ’ ในระหว่างการพูดคุย ‘ดีเจต้นหอม’ ก็ได้ถามคุณน้ำ 1 คำถามว่า ‘ถ้าแฟนเราเลยเถิดไปถึงขึ้นมีอะไรกันกับเจ๊คนนั้น น้ำจะรับได้ไหม?’ ซึ่งทางฝั่งคุณน้ำได้ให้คำตอบกลับมาว่า ‘แฟนหนูบอกว่าไม่มีแน่นอน 100% และเขาก็ทำพยายามทำให้หนูมั่นใจตลอด แต่ถ้าถามว่าเชื่อ 100% ไหม เอาจริง ๆ ก็ไม่ แต่หนูคิดว่ารับได้เพราะหนูรู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไรแต่ก็รับไม่ได้นาน อาจจะแค่ 1 ปี เพื่อไปสร้างตัวหลังจากนั้นก็คงจะไม่ได้แล้ว’ “คุณน้ำ (นามสมมติ)” เล่าต่อว่า ‘อีกอย่างหนึ่งเลยคือต้องบอกก่อนว่าหนูก็เคยเป็นเด็กเสี่ยเหมือนกัน แต่พอหนูมาเจอเขา หนูก็ทิ้งทุกอย่างแล้วก็มาทำงาน และเราก็กำลังสร้างตัวกันอยู่ เขาบอกว่าเขาขอสร้างโปรไฟล์ให้ได้ เขาอยากเติบโตมากว่านี้ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไหร่ เคยคุยกันว่าถ้าไม่มีเงินของเจ๊คนนี้จะอยู่ได้ไหม? แต่เขาก็บอกว่ามันไม่พอ เพราะตอนนี้เราก็เช่าคอนโดอยู่หลายหมื่นบาท หนูเลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ทั้งสามคนว่า หนูควรเปลี่ยนมายเซ็ทตัวเองดีไหม? ให้คิดว่าเขาก็ทำเพื่อเราสองคน’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าถามว่าจะเปลี่ยนมายเซ็ทยังไง สำหรับพี่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ปล่อยไหลไปตามชีวิต เราไปคิดมากก็กำหนดอะไรไม่ได้อยู่ดี ถ้าเราไปคิดตามเหตุและผล เหตุและผลมันก็จะบอกให้เราเลิก แต่ถ้าเราไม่อยากเลิกก็ไม่ต้องไปคิด แล้วก็เชื่อในความรักว่ามันคือสิ่งที่แท้จริง คลิปที่เราไปเที่ยวด้วยกัน คลิปที่เราหวานแหววกัน นี่คือความจริง ซึ่งความจริงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายช่วยกันสร้าง ช่วยกันยืนยัน และเรื่องอื่น ๆ ที่มันเกิดขึ้นที่ไม่ใช่ตรงนี้ มันเป็นเพราะความจำเป็น อะไรที่อยู่ลับหลังเรามันไม่จริง มันเป็นแค่สิ่งที่ปลอมขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างในชีวิตตอนนี้ หลับหูหลับตาและมองในสิ่งที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริง แค่นั้น’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘มันคืออาชีพเขา เขาทำเพื่อรายได้ที่จะทำให้ชีวิตของเราสองคนดีขึ้นไปเรื่อย ๆ รายได้จากอาชีพนี้ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น และเขายังรักน้ำคนเดียว เขาไม่ได้รักเจ๊คนนั้น ก็ต้องคิดแบบนี้ ถึงเราไปเชียร์เขาไม่ได้แต่เขารักเรา เขาแค่ต้องทำงานแลกเงินแต่ทุกอย่างเขาทำเพราะหวังดี เขาอยากให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นแค่นั้นและก็คิดว่าถ้าเขาขาดรายได้ตรงนี้ไป ชีวิตของเราสองคนก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามันคุ้มแลกก็ต้องทน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘สู้เขาสิ! มันคือความรัก เขารักเรา เขาให้ GPS เราเพราะเขารักเรา เจ๊คนนั้นไม่เคยได้แบบที่เราได้ ภาพที่ลงแต่ละภาพเราก็เที่ยวหนักอยู่นะ ถ้าเทรนอย่างเดียวก็คงไม่ได้ไปหรอก ความสุขเขาอยู่ที่เรา เขาพูดและแสดงความเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรเราก็ต้องเชื่อเขา เชื่อที่เขาบอกและเราต้องอดทน เราต้องมองข้ามสิ่งนั้นไปเพราะน้ำบอกเองว่าถึงแม้ว่าเขามีอะไรกันน้ำก็ยังรับได้ นับประสาอะไรกับแค่เขาไปนั่งเชียร์ข้างเวที เขาไปทำงาน แค่นั้นเอง มันคือเรื่องอาชีพและเงิน เขาก็ต้องกินข้าว ทางเลือกเขาน้อยกว่าเขาเลยต้องอาศัยคนอื่น สุดท้ายมันก็เพื่อเป้าหมายของเราสองคน รอเขาไปเก็บโปรไฟล์มาแล้วเขามีเงิน ถึงวันนั้นถ้าเขายังไม่เลิกยุ่งกับเจ๊คนนั้นเราก็ต้องตื่นแล้วนะ ถ้าเขายังเลือกที่จะไม่หยุดแปลว่าผู้ชายคนนี้เขาแค่รักสบาย แต่ถ้าถามตอนนี้มันยังโอเคไหม มันโอเค ก็ไปต่อแล้วดูว่าเขาทำตามที่พูดไหม?’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

26 มี.ค. 2026

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เราแต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน!แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ อายุ 39 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน โดย ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ผมทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ในทีมจะมีประมาณ 5 - 6 คน ย้อนกับไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา หัวหน้าได้พูดกับผมว่า จะ Promote (เลื่อนขั้น)ให้ผมได้ขึ้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีม ซึ่งหัวหน้าเขาได้มีการพูดกับผมหลายครั้ง จนทำให้ผมคิดว่า สิ่งที่เขาพูดกับผมนั้นมันคือเรื่องจริง ช่วงเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ ผมก็เฝ้ารอวันที่หัวหน้าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นรับตำแหน่ง ระหว่างทางได้มีหลายบริษัทติดต่อมาเพื่อให้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมได้ปฏิเสธพวกเขาไป เพราะผมเชื่อใจในสิ่งหัวหน้าที่เคยพูดกับผมว่า จะเลื่อนขั้นให้ผมได้ขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง ล่าสุดเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้นั่งประชุมงานกับหัวหน้าและน้อง ๆ ในทีม แต่จู่ ๆ หัวหน้าก็พูดกับรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าผมประมาณ 5 ปี หัวหน้าได้ถามรุ่นน้องคนนั้นว่า ‘คุณอยากเป็นหัวหน้าไหม ถ้าคุณอยากเป็น ผมให้คุณเป็นคนแรกเลย’ ประโยคนั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า แล้วสิ่งที่เขาคุยกับผมมาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? เรื่องนี้มันทำให้ผมกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต มันเหมือนไปสะกิดปมในใจของผม ในสมัยมัธยมต้น ผมได้เล่นดนตรีกับเพื่อน ซึ่งผมได้เล่นกีตาร์ประจำวงให้กับงานโรงเรียนในทุก ๆ ปี จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีการซ้อมวงดนตรี และผมก็ได้มารู้ความจริง ในตอนที่มือกลองของวงเขาก็โทรมาหาผม และถามกับผมว่าทำไมผมถึงไม่ไปซ้อม แต่เมื่อผมไปถึงห้องซ้อมดนตรี กลับพบว่ามีมือกีตาร์คนใหม่มาเล่นแทนที่ผมไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กลับไปเล่นกีตาร์อีกเลย ผมรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และคิดว่าถ้าพวกเขาพูดกับผมตรง ๆ มันก็คงจะดีกว่า หลังจากนั้นช่วงมัธยมปลาย ผมไปเล่นระนาดเอกในวงดนตรีไทยของโรงเรียน ซึ่งผมได้เล่นอยู่ในวงหลัก และเล่นเป็นตัวหลักในงานโรงเรียนมาตลอด แต่เมื่อถึงงานประกวด คุณครูกลับให้ผมไปเล่นในวงดนตรีรองของโรงเรียน ผมเลยรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเรื่องเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่เสมอ ผมได้แต่ถามตัวเอง ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับผม กลับมาที่พาร์ทปัจจุบัน หลังจากเรื่องราวที่เกิดนขึ้นนั้น ผมก็ได้ถามเหตุผลกับหัวหน้าไปตรง ๆ ว่าสิ่งที่หัวหน้าเคยพูดกับผมว่าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง มันหมายความว่าอย่างไร เขาก็ให้เหตุผลมาว่า ผมมีอายุที่ใกล้เคียงกันกับหัวหน้าคนอื่น ๆ มากเกินไป เหตุผลนี้ มันทำให้ผมตั้งคำถามว่า การเป็นหัวหน้า เขาไม่ได้วัดกันที่ความสามารถหรอ ถ้าเขาบอกเหตุผลกับผมตรง ๆ ว่าผมมีความสามารถไม่มากพอ ผมคงจะรู้สึกดีกว่านี้ เรื่องราวเหล่านี้มันยังคงวนเวียน และติดอยู่ในใจของผมเสมอ ทุก ๆ คืนผมได้แต่นอนคิดเรื่องนี้ และคอยถามกับตัวเองว่าผมไม่มีค่ามากพอ หรือว่าผมไม่มีความสามารถกันแน่ ผมกลัวว่าเรื่องพวกนี้ มันจะทำให้การทำงานของผมมีประสิทธิภาพลดลง เพราะเรื่องราวที่ผ่านมามันทำให้ผมรู้สึกผิดหวังไปจนถึงขั้นเลิกทำในสิ่งที่เคยชอบ ความรู้สึกของผมตอนนี้ เหมือนเราไม่ดีพอในทุก ๆ อย่าง ผมรู้สึกหมดไฟ ผมอยากกลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้งหนึ่ง ผมควรจะต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดีครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ที่ผ่านมาบริษัทอาจเป็นฝ่ายเลือกเรา แต่ทุกวันนี้เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่าไปคิดว่าชีวิตของเราจะต้องถูกกำหนดโดยองค์กรหรือหัวหน้า ชีวิตเป็นของเรา เรามีสิทธิ์กำหนดเอง ไม่ว่าเราจะรวบรวมเอาความผิดหวังในชีวิต เก็บมันมาคิดมากแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า เราไม่ควรปล่อยให้คนอื่น มาทำให้เราไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เพราะคนที่จะรู้ดีที่สุด ว่าเราเป็นคนที่มีค่าหรือเปล่า คือตัวเราเอง ทุกวันนี้คุณค่าของคนมักจะวัดกันที่ผลลัพธ์ แต่เรากลับลืมมองชีวิตระหว่างทาง ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมามากแค่ไหน ถ้ามันมากพอแล้ว นั่นคือชัยชนะของเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับมันให้ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถจริง ๆ คงไม่มีบริษัทอื่น ๆ ติดต่อเรามาให้ไปร่วมงานกับเขา อย่าเพิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมมันได้ อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกเป็นของเราเอง อย่าปิดกั้นโอกาสของตัวเอง ความผิดหวังบางอย่างในชีวิต ไม่สามารถมาตัดสินคนคนหนึ่งได้ว่าคุณคือคนที่ไม่มีคุณค่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ชีวิตคนเรามักมีช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง ถ้าใครสักคนต้องหยุดพัฒนา เพียงเพราะว่าเจอกับเรื่องผิดหวัง มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าเราสู้ต่อในวันนี้ เราอาจเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ในวันข้างหน้า อย่าตัดสินตัวเองเร็วเกินไป” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ ชีวิตของคนเรา การที่ต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ก็มักเจอกับความผิดหวัง มันเป็นความปกติที่เราจะรู้สึกแย่ไม่อยากให้เรานำความผิดหวังนั้น มาโทษตัวเองโดยการเลิกทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าเรามัวแต่กลับไปนึกถึงอดีตซ้ำ ๆ มันก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมแผลในใจของเราอยู่เรื่อยมา เราควรที่จะให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าเอาความรู้สึกแย่เหล่านั้นมาทำร้ายตัวเราเอง สำหรับเรื่องงาน ลองคุยกับที่ทำงานปัจจุบัน ว่านอกจากตำแหน่งหัวหน้าแล้ว ยังพอมีทางอื่นที่ทำให้เราเติบโตหรือไม่ หรือถ้ามันไม่มี ก็ลองเปิดโอกาสให้เราไปเติบโตในสถานที่ใหม่ ๆ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-