แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์ กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์ กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู

30 ก.ย. 2025

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์

กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด

แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู ซึ่งสปอนเซอร์คนนี้คือเจ๊

ส่งเงินให้แฟนเราเดือนละ 4 - 5 หมื่น ดูแลแฟนเรามาทุกเดือน แล้วเป็นสปอนเซอร์ในการส่งแฟนเรา

ประกวดครั้งนี้ด้วย หนูจะทำยังไงดีคะ? ก็ยังรักแฟนคนนี้มาก ไม่ได้อยากเลิก แต่เขาก็ยังมีเจ๊คนนี้อยู่

            “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องแฟนที่เป็นนักเพาะกาย แต่ไม่ยอมให้เราไปดูงานประกวด เพราะกลัวเจ๊ที่เลี้ยงดูอยู่จะรู้ว่ามีแฟน

            โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนคบกันมา 1-2 ปี ตอนเจอกันครั้งแรกเขาทำงานเป็นบาร์โฮส แต่พอคบกันเขาก็เลิกทำงานนั้นไป งานประจำจริง ๆ ของเขาคือเป็นเทรนเนอร์และก็นักกีฬาเพาะกาย แล้วในช่วงเดือนหน้าเขาก็กำลังจะแข่งเพาะกาย ระยะเวลาที่เราอยู่กันมา 2 ปี ตัวหนูเองก็ดูแล ซัพพอร์ตกันมาตลอด การเป็นนักกีฬาต้องมีวินัยทั้งเรื่องอาหารการกิน การนอนก็ต้องนอนให้ตรงเวลา เราทั้งสองคนถือว่าเสียสละกันหลายอย่าง จะไปเที่ยวที่ไหน จะกินอะไรก็ไม่สามารถกินได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งหนูก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาที่แข่งก็คือในช่วงเดือนหน้า กลายเป็นว่าหนูไม่สามารถไปยืนเชียร์เขาข้างสนามได้ ใจจริงหนูอยากไปอยู่ในทุก ๆ ความสำเร็จของเขา แต่เป็นเพราะว่าสปอนเซอร์เขาเนี่ยจะไปด้วยซึ่งสปอนเซอร์เขาคือลูกค้าเก่าจากบาร์โฮส นั่นแปลว่าเขาจะรับรู้สถานะเรากับแฟนไม่ได้

            เขาซัพพอร์ตแฟนเราหลาย ๆ อย่าง ตกเดือนละประมาณ 4-5 หมื่นบาท แรก ๆ ก็มีไปกินข้าวกัน ซึ่งหนูรับรู้ตลอด เขาก็พยายามทำให้เราสบายใจด้วยการติด GPS หรือหนูทักไปเขาก็จะตอบเสมอ ถ่ายรูปให้ดูตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่มันก็เริ่มเป็นปัญหาเพราะเราเพิ่งคุยกันเรื่องนี้แล้วทะเลาะกัน ฝั่งเขาก็อยากให้เราเข้าใจว่าทำไมเราถึงไปไม่ได้แต่หนูก็เสียใจ’

            ในระหว่างการพูดคุย ‘ดีเจต้นหอม’ ก็ได้ถามคุณน้ำ 1 คำถามว่า ‘ถ้าแฟนเราเลยเถิดไปถึงขึ้นมีอะไรกันกับเจ๊คนนั้น น้ำจะรับได้ไหม?’ ซึ่งทางฝั่งคุณน้ำได้ให้คำตอบกลับมาว่า ‘แฟนหนูบอกว่าไม่มีแน่นอน 100% และเขาก็ทำพยายามทำให้หนูมั่นใจตลอด แต่ถ้าถามว่าเชื่อ 100% ไหม เอาจริง ๆ ก็ไม่ แต่หนูคิดว่ารับได้เพราะหนูรู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไรแต่ก็รับไม่ได้นาน อาจจะแค่ 1 ปี เพื่อไปสร้างตัวหลังจากนั้นก็คงจะไม่ได้แล้ว’

            “คุณน้ำ (นามสมมติ)” เล่าต่อว่า ‘อีกอย่างหนึ่งเลยคือต้องบอกก่อนว่าหนูก็เคยเป็นเด็กเสี่ยเหมือนกัน แต่พอหนูมาเจอเขา หนูก็ทิ้งทุกอย่างแล้วก็มาทำงาน และเราก็กำลังสร้างตัวกันอยู่ เขาบอกว่าเขาขอสร้างโปรไฟล์ให้ได้ เขาอยากเติบโตมากว่านี้ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไหร่ เคยคุยกันว่าถ้าไม่มีเงินของเจ๊คนนี้จะอยู่ได้ไหม? แต่เขาก็บอกว่ามันไม่พอ เพราะตอนนี้เราก็เช่าคอนโดอยู่หลายหมื่นบาท หนูเลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ทั้งสามคนว่า หนูควรเปลี่ยนมายเซ็ทตัวเองดีไหม? ให้คิดว่าเขาก็ทำเพื่อเราสองคน’

            เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าถามว่าจะเปลี่ยนมายเซ็ทยังไง สำหรับพี่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ปล่อยไหลไปตามชีวิต เราไปคิดมากก็กำหนดอะไรไม่ได้อยู่ดี ถ้าเราไปคิดตามเหตุและผล เหตุและผลมันก็จะบอกให้เราเลิก แต่ถ้าเราไม่อยากเลิกก็ไม่ต้องไปคิด แล้วก็เชื่อในความรักว่ามันคือสิ่งที่แท้จริง คลิปที่เราไปเที่ยวด้วยกัน คลิปที่เราหวานแหววกัน นี่คือความจริง ซึ่งความจริงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายช่วยกันสร้าง ช่วยกันยืนยัน และเรื่องอื่น ๆ ที่มันเกิดขึ้นที่ไม่ใช่ตรงนี้ มันเป็นเพราะความจำเป็น อะไรที่อยู่ลับหลังเรามันไม่จริง มันเป็นแค่สิ่งที่ปลอมขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างในชีวิตตอนนี้ หลับหูหลับตาและมองในสิ่งที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริง แค่นั้น’

            ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘มันคืออาชีพเขา เขาทำเพื่อรายได้ที่จะทำให้ชีวิตของเราสองคนดีขึ้นไปเรื่อย ๆ รายได้จากอาชีพนี้ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น และเขายังรักน้ำคนเดียว เขาไม่ได้รักเจ๊คนนั้น ก็ต้องคิดแบบนี้ ถึงเราไปเชียร์เขาไม่ได้แต่เขารักเรา เขาแค่ต้องทำงานแลกเงินแต่ทุกอย่างเขาทำเพราะหวังดี เขาอยากให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นแค่นั้นและก็คิดว่าถ้าเขาขาดรายได้ตรงนี้ไป ชีวิตของเราสองคนก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามันคุ้มแลกก็ต้องทน

            และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘สู้เขาสิ! มันคือความรัก เขารักเรา เขาให้ GPS เราเพราะเขารักเรา เจ๊คนนั้นไม่เคยได้แบบที่เราได้ ภาพที่ลงแต่ละภาพเราก็เที่ยวหนักอยู่นะ ถ้าเทรนอย่างเดียวก็คงไม่ได้ไปหรอก ความสุขเขาอยู่ที่เรา เขาพูดและแสดงความเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรเราก็ต้องเชื่อเขา เชื่อที่เขาบอกและเราต้องอดทน เราต้องมองข้ามสิ่งนั้นไปเพราะน้ำบอกเองว่าถึงแม้ว่าเขามีอะไรกันน้ำก็ยังรับได้ นับประสาอะไรกับแค่เขาไปนั่งเชียร์ข้างเวที เขาไปทำงาน แค่นั้นเอง มันคือเรื่องอาชีพและเงิน เขาก็ต้องกินข้าว ทางเลือกเขาน้อยกว่าเขาเลยต้องอาศัยคนอื่น สุดท้ายมันก็เพื่อเป้าหมายของเราสองคน รอเขาไปเก็บโปรไฟล์มาแล้วเขามีเงิน ถึงวันนั้นถ้าเขายังไม่เลิกยุ่งกับเจ๊คนนั้นเราก็ต้องตื่นแล้วนะ ถ้าเขายังเลือกที่จะไม่หยุดแปลว่าผู้ชายคนนี้เขาแค่รักสบาย แต่ถ้าถามตอนนี้มันยังโอเคไหม มันโอเค ก็ไปต่อแล้วดูว่าเขาทำตามที่พูดไหม?’

เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

อายุ 24 ปี ทำสวนทุเรียนกับที่บ้าน ได้โบนัส 2 แสนต่อปี อุทิศตัวให้กับครอบครัวจนไม่มีความสุขเป็นของตัวเอง ทำยังไงก็ยังดีไม่พอ แต่พ่อก็บอกว่าเราต้องเก่งให้ได้ทุกอย่างความพอใจของเราเลยขึ้นอยู่กับพ่อ จะเลิกยึดติดกับความพอใจของพ่อยังไงดีคะ?

07 ก.พ. 2025

อายุ 24 ปี ทำสวนทุเรียนกับที่บ้าน ได้โบนัส 2 แสนต่อปี อุทิศตัวให้กับครอบครัวจนไม่มีความสุขเป็นของตัวเอง ทำยังไงก็ยังดีไม่พอ แต่พ่อก็บอกว่าเราต้องเก่งให้ได้ทุกอย่างความพอใจของเราเลยขึ้นอยู่กับพ่อ จะเลิกยึดติดกับความพอใจของพ่อยังไงดีคะ?

“คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความพอใจของเราขึ้นอยู่กับพ่อ โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเป็นลูกสาวคนเล็ก ทำสวนทุเรียนกับครอบครัวมา 5 ปีแล้ว ที่สวนได้รายได้ปีละ 6 ล้าน หนูได้โบนัสปีละ 2 แสน ไม่มีเงินเดือน แต่ถ้าเป็นของใช้ในบ้าน ค่าข้าว ก็จะเป็นเงินพ่อแม่ เงินโบนัสหนูก็เอาไปใช้ส่วนตัว ซึ่งตอนนี้หนูมีความรู้สึกว่าหนูชอบเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดอยู่กับความพึงพอใจของพ่อมากเกินไป พ่อหนูอายุ 59 ปี พ่อเป็นคนที่เก่งมากๆ เก่งทุกอย่างรอบด้าน งานในสวนหนูแฮปปี้ แต่ว่าหนูไม่แฮปปี้กับความถูกกดดันว่าจะต้องเก่งมากๆ ถ้าเกิดว่าหนูได้รับคำชมหนูก็จะรู้สึกดีมาก แต่ถ้าวันไหนหนูถูกตำหนิ หรือถูกเข้าใจผิด เขาก็จะมองว่าหนูฉลาดน้อย บริหารงานแบบไม่ถูก บางทีหนูมีแผนงานของหนู มันก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้เสียหาย หนูมีเหตุผลในการทำงานมากพอ มันเลยทำให้หนูรู้สึกเฟล เป็นรุ่นพ่อกับเป็นรุ่นลูกก็มีวิธีคิดที่ต่างกันมากแล้ว เช่น รถไถ รถตัดหญ้า กลไกในเครื่องยนต์ เครื่องจักร หนูรู้สึกว่าหนูน้อยใจตัวเองที่ว่าทำไมหนูไม่เก่ง รู้สึกว่าหนูช่วยอะไรเขาไม่ได้ คือทุกอย่างหนูทำได้หมดเลยยกเว้นเรื่องนี้ สมมติถ้าเกิดว่ามันมีปัญหาขัดข้องขึ้นมา ก็จะมีแค่พ่อคนเดียวที่ทำเป็น หนูก็จะรู้สึกแย่เองคนเดียวที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย ถึงพ่อไม่ได้ว่าหนูตรงๆ แต่พ่อพูดว่าเราจะต้องเก่งให้ได้ทุกอย่าง หมายถึงเราจะต้องสมบูรณ์แบบในเรื่องนี้นะ ต้องรู้ทุกอย่างรอบตัวในการทำสวนทุเรียน ก่อนหน้านี้เขาก็ค่อนข้างกดดันหนู แต่พอมาถึงตอนนี้เขาก็มีทัศนคติใหม่ที่ว่า ไม่ต้องจริงจังเรื่องเรียนมากก็ได้ ออกมาทำสวนดีกว่า มันคือของจริง แต่มันก็เป็นความคิดที่หลังจากที่หนูเรียนจบแล้ว และหนูยังไม่มีครอบครัว คือ ถ้ามีครอบครัวปุ๊บเขาถึงจะแบ่งสวนให้ เคยไประบายเรื่องนี้กับพี่สาว พี่กับหนูห่างกัน 13 ปี พี่เป็นคนที่ค่อนข้างดื้อ พี่ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อ คือเขาเรียนสูง จบป.โท ไปเรียนต่างจังหวัด พอกลับมาก็ทำงานข้างนอก ไม่ได้มาทำสวน แล้วพี่ก็ไปเจอกับแฟน แต่งงานกัน แล้วก็ย้ายออกไปอยู่ด้วยกันเลย พ่อก็แบ่งสวนให้ทำแบบส่วนตัว พี่สาวก็บริหารแบบ ถ้าพ่อทำอะไรฉันทำด้วย แค่ทำตามไม่ได้คิดเองเท่าไหร่ ตอนแรกพ่อก็โฟกัสที่พี่สาว แต่เขาดื้อกว่าหนู คิดจะไปเขาก็ไปเลย พอพ่อเริ่มแก่ลง เริ่มมาคาดหวังว่าลูกจะต้องมาสานต่องานของเขา อีกอย่างคือเขาเป็นคนติดลูก ไม่อยากให้ลูกไปไหนเลย ไม่อยากให้ไปเรียนต่างจังหวัด ไม่อยากให้ไปทำงานข้างนอก จะต้องทำสวนเท่านั้น อันนี้คือความคิดที่เขาปักหมุดปักธงไว้เลย ซึ่งหนูเป็นคนที่ตามใจพ่อ หนูยอมไม่เรียนป.ตรี หนูจบปวส. และมาช่วยเขาทำสวนเลย ถ้าเขาไม่ได้บังคับให้ทำสวนทุเรียน หนูก็อยากไปเรียนต่อสายสถาปัตย์ แต่คือตอนนี้หนูชอบทำสวน แต่พอหนูมีความคิดเป็นของตัวเอง เลยแค่รู้สึกอึดอัดที่อยู่ภายใต้อานัส (คำสั่ง) ของเขา จนหนูไม่เป็นตัวเองแบบนี้ หนูอยากเลิกเอาความพอใจของตัวเองไปผูกกับความพอใจของพ่อ บางทีหนูก็อยากไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง โดยที่ไม่ได้สนใจงานจนมีความสุข แต่หนูเป็นคนที่ค่อนข้างห่วงที่บ้าน ห่วงงาน ห่วงพ่อกับแม่มาก เหมือนถวายตัวทุกอย่างเพื่องาน เพื่อที่บ้าน หนูเคยบอกว่าจะไปเที่ยว เขาก็ให้ไป ไม่ได้ห้าม แต่บรรยากาศก็จะตึงๆ ประเด็นหลักเลย คือ หนูไม่เคยดื้อเลย จนหนูรู้สึกว่าถูกครอบงำ ถูกยัดความคิดของพ่อทุกอย่างมาใส่ในตัวหนู หนูมองไปที่คนอื่น แต่คนอื่นก็ดื้อจนได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ หนูเคยพูดกับแม่ว่าถ้าหนูไม่ได้เก่งหรือสมบูรณ์แบบ แบบที่พ่อหวังยังจะยินดีที่มีหนูเป็นลูกอยู่ไหม? หนูเลยอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า จะทำยังไงถึงจะเลิกยึดติดกับความพอใจของพ่อคะ?’ เริ่มที่ “ดีเจผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เคยอ่านเจอว่า เวลาคนเราทำอะไรจงทำให้ตัวเองภูมิใจ อย่าทำอะไรเพื่อให้คนข้างๆ ภูมิใจ จงดีกว่าตัวเองในเวอร์ชั่นก่อน อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร สิ่งที่ดีที่สุดเวลาทำอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองจังเลย นี้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา มันเป็นการเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเอง ลองเปรียบมุมมองของตัวเอง ดูว่าเมื่อวานเราทำอะไรผิดพลาด พอมาวันนี้เราทำได้ ทำดีขึ้น อยากให้ภูมิใจกับตัวเอง ให้แยกกับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกมา วิธีการที่คุณพ่อคุณแม่บีจะสอน หรือถ่ายทอด จะทิ้งมรดกอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง มันต่างจากพ่อแม่ในยุคปัจจุบัน สุดท้ายแล้วเจตนา เนื้อแท้ในใจพ่อไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากอยากให้ลูกสบายในวันที่ตัวเองไม่อยู่แล้ว ช้าหรือเร็ว สุดท้ายพ่อแม่ก็จะจากไป สิ่งที่เขาจะทิ้งไว้ให้บี คือสวนทุเรียนแห่งนี้ ซึ่งมันมีหลายวิธีมากที่จะสอน แต่คุณพ่ออายุ 59 แล้วเขามีแค่วิธีเดียวคือ ยัดให้บี บีต้องเก่ง บีต้องรู้ทุกอย่าง เพราะวันที่เขาไม่อยู่ บีจะได้ทำมันได้ แต่ในมุมของบี บีไม่เห็นจะต้องรู้ทุกอย่าง ไม่รู้วิธีการซ่อมรถไถก็จ้างแค่คนมา วิธีการคิดมันคนละโลกกันเลย แต่เจตนามันคือเจตนาเดียวกัน ฉะนั้นถ้าบีเปลี่ยนมุมมองได้ทั้งสองเรื่อง บีจะเข้าใจในความเป็นเขาและบีจะทำเพื่อให้ตัวเองภูมิใจ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการของพ่อในวัย 59 ปีได้แล้ว ถ้าบีช่างมันได้ในบ้างประโยค เข้าใจและรับฟัง หันหลังเดินกลับพรุ่งนี้ตื่นมาใช้ชีวิตต่อ บีทำสวนทุเรียนได้ 6 ล้านต่อปี มันแทบจะไม่มีอาชีพไหนที่ได้เยอะขนาดนี้แล้ว ลองเอาชนะตัวเองค่อยๆ ทีละเรื่อง ให้ดีกว่าเมื่อวาน’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องที่ทุกคำของคุณพ่อมันส่งผลกับหนู พี่ก็จะขอตอบว่า บีต้องโฟกัสคำตอบของเรื่องต่างๆ ในชีวิต ที่มาจากตัวเอง ไม่ใช่มาจากคุณพ่อ เช่น ถ้าบีเลือกที่จะทำสวนทุเรียน ไม่ได้เลือกเรียนสถาปัตย์ที่บีชอบ บีต้องหาคำตอบให้กับตัวเองว่า เลือกเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะได้ช่วยเหลือครอบครัว หรือเลือกเพราะว่ามันจะดีกับอนาคตของตัวเอง แต่ว่าถ้าทำไปได้รายได้ปีละ 6 ล้าน ในอนาคตมันก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืน หรือเรื่องเครื่องจักรถ้าวันนี้เราเรียนรู้มัน ก็จะมีประโยชน์กับสวนแน่ๆ เพราะพี่ก็เป็นเหมือนกัน พอมีช่างมาซ่อมถ้าเราไม่รู้ เราก็จะไม่รู้ว่าเขาโกงเราหรือเปล่า พี่ก็เข้าใจในมุมของพ่อบี เพราะพี่รู้สึกว่าเขาน่าจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เขาเลี้ยงบีมาแบบ ถ้ามันทำไม่ดีก็ด่ามันไปตรงๆ ถ้ามันทำดีก็ชมมันจะได้ทำต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก ถ้าบีไม่ได้ทำสวนทุเรียนเพื่อที่อยากให้พ่อบอกว่า บีเป็นลูกที่ดี พี่ว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวบีมากกว่า ถ้าทำอะไรให้โฟกัสไปที่เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ทำเพื่อดูว่าพ่อเขาชอบหรือไม่ชอบ’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘งานที่บีทำอยู่มันไม่ง่าย แต่บีโชคดีที่พ่อบีรู้ทุกอย่าง เหมือนบีเป็นความหวัง เขาเลยอยากเอาสิ่งที่รู้ทั้งหมดมาใส่ที่ตัวบี มันเลยทำให้บียากกว่าคนอื่น เหนื่อยกว่าคนอื่น แต่พี่มองว่าบีเก่งนะ บีอายุ 24 บีสามารถมีโบนัสปีละ 2 แสน พี่เลยไม่รู้ว่าจะต้องแนะนำอะไรบี เพราะบีเก่งอยู่แล้ว แค่บีไปต่อด้วยความเข้าใจ เอามายเซ็ทของพี่เผือกและพี่เติ้ลบวกๆ ไปแล้วใช้ชีวิตต่อ บีรักในสวนทุเรียน แล้วพ่อก็รักในสวนทุเรียน แค่ทั้ง 2 คน มีระหว่างทางที่วิธีคิดมันต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกันเลย แค่ลองเปลี่ยนมุมมองดู’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำไมอาจารย์ชอบปล่อยเลทคะ? นักศึกษาโทรถามในรายการ เวลาไปเรียน... หมดเวลาแล้ว แต่อาจารย์ไม่ปล่อยสักที กินเวลาวิชาอื่นไป 10 – 15 นาที ไปเรียนอีกตึกแทบไม่ทัน ที่เพื่อนๆไม่กล้าบอกก็เพราะ อาจารย์คนนี้ ‘ดุ’ มากซะด้วย

12 ก.ย. 2023

ทำไมอาจารย์ชอบปล่อยเลทคะ? นักศึกษาโทรถามในรายการ เวลาไปเรียน... หมดเวลาแล้ว แต่อาจารย์ไม่ปล่อยสักที กินเวลาวิชาอื่นไป 10 – 15 นาที ไปเรียนอีกตึกแทบไม่ทัน ที่เพื่อนๆไม่กล้าบอกก็เพราะ อาจารย์คนนี้ ‘ดุ’ มากซะด้วย

ทำไมอาจารย์ชอบปล่อยเลทคะ? นักศึกษาโทรถามในรายการเวลาไปเรียน... หมดเวลาแล้ว แต่อาจารย์ไม่ปล่อยสักทีกินเวลาวิชาอื่นไป 10 – 15 นาที ไปเรียนอีกตึกแทบไม่ทันที่เพื่อนๆไม่กล้าบอกก็เพราะ อาจารย์คนนี้ ‘ดุ’ มากซะด้วยอยากได้วิธีการจากทุกคนว่าควรทำยังไงดี ถ้าเจอแบบนี้?? “คุณนิ (นามสมมุติ)” สายสุดท้ายของรายการ “พุธทอล์ค พุธโทร” เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 ก.ย.66] ได้โทรเข้ามาปรึกษาพี่ๆดีเจ ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเผือก เกี่ยวกับปัญหาอยากรู้ว่าทำไมอาจารย์ชอบปล่อยเลท โดย “คุณนิ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘ที่มหาวิทยาลัยจะให้เรียนคาบละ 50 นาที แล้วก็จะมีให้เดินทาง 10 นาที เพื่อที่จะไปเรียนวิชาใหม่ แต่จะมีอาจารย์คนหนึ่งก็คือสอนครบ 60 นาทีเลย แล้วตัวอาจารย์เขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างที่จะดุมาก อาจารย์เขาก็จะเข้าสอนก่อนเวลา ที่เขาปล่อยช้าบางทีก็ชอบเม้าท์ บางทีก็สอนบ้าง มันก็จะมีบางทีที่เขาสอนไม่ทันค่ะ หรือบางทีเขาก็สอนเสร็จเเล้วแต่ก็พูดเรื่องอื่นต่อ วิชานี้เป็นวิชาที่สาขาวิชาที่จะต้องเจอตลอด ๆ เลยเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ … ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง” ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว” จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก...

21 ส.ค. 2023

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ … ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง” ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว” จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก...

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ…ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง”ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว”จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หน่อยนะครับ เจ้าหน้าที่บอก...“คนนี้ก็จะตาย คนนั้นก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อม มาดูกันว่าใครจะตายก่อนกัน” “คุณปีใหม่ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา(16ส.ค. 66)ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาคุณพ่อเจอคำพูดที่ทำร้ายจิตใจจากบุคลากรทางการแพทย์จนไม่มีใจอยากรักษา โดย “คุณปีใหม่ (นามสมมติ)” เล่าว่า `พ่อป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐในตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง หลังจากที่เข้าคีโมครบหกครั้งแล้ว พ่อมีสภาวะแทรกซ้อน ก็คือเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พ่อมีอาการปวดขาข้างขวาขึ้นมา แล้วทีนี้คุณหมอจะนัดพบทุกๆ 3 เดือน เพื่อตรวจเลือด แต่แกมีอาการปวดขาแล้วไม่ยอมไปหาหมอเลย ด้วยทางบ้านหนูก็ไม่ได้มีรถยนต์ ไม่ได้มีรถส่วนตัว เวลาที่จะไปหาหมอแต่ละทีจะลำบาก ก็ต้องไปรถโดยสารแทน แกเลยรอให้ถึงกำหนดนัดก่อน ถึงจะไปโรงพยาบาล แล้วกำหนดนัดอีกครั้งก็คือ กันยายนเลย แต่ด้วยอาการของแก มันปวดมาก จนนอนไม่ได้ ทานข้าวไม่ได้เป็นระยะเกือบเดือนเลย จนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ก็เลยตัดสินใจจะเรียกรถฉุกเฉิน คือจะต้องไปหาหมอแล้วแกรอไม่ไหวแล้ว พอไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอตรวจอาการเบื้องต้นและด้วยพ่อมีโรคประจำตัว คุณหมอบอกว่า “จะต้องให้คุณหมอที่เป็นเจ้าของไข้มาดูอาการ และค่อยทำเรื่องส่งไปรักษากระดูก” คือต้องรอก่อน พอคุณหมอเจ้าของไข้มาถึงก็ให้พ่อนอนรอดูอาการที่ห้องรวมคนไข้ เบื้องต้นหนูได้แจ้งหมอไว้แล้วว่า พ่อไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นะ เพราะคุณพ่อเดินไม่ได้จากอาการปวดขา เวลาที่แกปวดขาก็จะปวดตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจนถึงเอว รวมไปถึงอวัยวะเพศและมีอาการร้อนมาจากข้างใน และด้วยตำแหน่งเตียงของพ่อจะอยู่ห่างจากห้องน้ำประมาณ 10 เมตร คืออยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง หนูก็เลยขอคุณหมออยู่เฝ้าพ่อได้ไหม คุณหมอแจ้งกลับมาว่า ตามปกติแล้วจะไม่ให้ญาติอยู่เฝ้า หนูกับแม่คุยกันว่าไม่เป็นไรถ้าหมอไม่ให้เฝ้า จะให้พ่อใส่แพมเพิสแทน ซึ่งแกไม่เคยใส่แพมเพิสมาก่อน คืนแรกที่ใส่แพมเพิสแกหนูคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร จนวันต่อมาหนูเลิกงานรีบไปหาพ่อเลย สิ่งที่หนูเจอคือ คุณพ่อมีอาการหน้าซีด ตัวสั่นเหมือนตกใจอยู่ตลอดเวลา หนูคิดว่าเป็นอาการจากที่แกไม่ได้กินข้าว หรือปวดขามากจนไม่ได้นอนหรือเปล่า ก็เลยถาม “พ่อวันนี้ปวดขาไหม” แกตอบไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ แล้วก็เงียบไป ซึ่งปกติพ่อจะเป็นคนชอบชวนคุย เวลาถามกลายเป็นคนถามคำตอบคำ ซึ่งตามปกติเวลาเยี่ยมของโรงพยาบาลรัฐ เขาจะแบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มจาก 6 โมงเช้า - 8 โมง และช่วงเที่ยง – บ่ายโมง ช่วงสุดท้าย 5 โมง – 1 ทุ่ม พอใกล้หมดเวลาเยี่ยม พ่อก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าแชทไลน์กลุ่ม แล้วพิมพ์เล่าถึงเหตุการณ์แรกที่แกเจอว่า เมื่อคืนพ่อโดนพยาบาลดุ เพราะแกจะให้พยาบาลช่วยเปลี่ยนแพมเพิสให้ ด้วยความที่แกไม่เคยใส่แพมเพิสมาก่อน อาจจะมีอาการร้อนหรือปัสสาวะเต็มแล้ว แกเรียกพยาบาล 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็เว้นระยะประมาณ 30 นาที พยาบาลก็รับรู้ ฟังที่พ่อพูดแล้วก็เดินหนีไป จนประมาณตี 3 - 4 คุณพ่อก็ถามอีกครั้งว่า “เปลี่ยนแพมเพิสให้หน่อยได้ไหมครับ มันเต็ม” พยาบาลก็ตอบกลับด้วยภาษาอีสาน แปลออกมาก็ความหมายประมาณ ฉันเบื่อตาแก่คนนี้จัง... เหตุการณ์ที่สอง ต่อเนื่องจากที่พยาบาลไม่ยอมเปลี่ยนแพมเพิสให้ แกก็พยายามที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำเอง แต่ด้วยความที่แกไม่มีไม้เท้า ทำให้ขณะที่พยายามลุกก็เกิดเสียงดังที่เตียงขึ้น ทำให้พยาบาลหันมาเห็น แล้วถามว่า “ทำอะไร” พ่อก็บอกว่า“จะไปเข้าห้องน้ำครับ พาไปเข้าห้องน้ำได้ไหม” พยาบาลพูดประมาณว่า “ตายมาหลายคนแล้วนะอยู่ในห้องน้ำ” หนูคิดว่าเหมือนพยาบาลจะสื่อว่าเดี๋ยวลื่นอะไรประมาณนี้ จนเหตุการณ์ที่สามที่พ่อเจอคือ เตียงข้างๆเป็นผู้สูงอายุใกล้จะเสียชีวิตแล้ว พยาบาลก็มารุมดูกันที่เตียงแล้วมีคนยืนข้าง ๆเตียงของพ่อ พ่อก็เลยกระซิบบอก “คุณหมอครับ ผมรบกวนเปลี่ยนแพมเพิสให้หน่อยได้ไหม” ซึ่งคนที่ยืนอยู่เป็นบุรุษพยาบาล ตอบกลับพ่อว่า “เอ้า! คนนึงก็จะตาย อีกคนก็จะเปลี่ยนแพมเพิส มาดูกันว่าใครจะตายก่อนกัน” หลังจากนั้นพ่อโทรหาหนู แกขอกลับบ้าน หนูก็ถามแกเป็นอะไรหรือเปล่า เป็นเพราะเหตุการณ์ที่พิมพ์มาใช่ไหม หนูก็บอกแกไม่เป็นไรนะหนูจะคุยกับคุณหมอให้ว่าขอย้ายได้ไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เจอคุณหมอ พ่อเซ็นปฏิเสธ การรักษาเองทั้งหมด พอกลับบ้านมา พ่อเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน แกจะพูดเรื่องที่แกเจอย้ำๆ ซ้ำๆ ประมาณว่า พ่อจู้จี้เกินไปหรอ พ่อไปเป็นภาระให้เขาหรือเปล่า หรือเขาคิดว่าพ่อเป็นโรคจิตหรือเปล่า? หลังจากนั้นหนูก็โทรไปร้องเรียนกับทางโรงพยาบาล เขาก็แจ้งมาว่าตอนนี้พ่อมีอาการน่าเป็นห่วงนะ ยังไม่ได้ทำการรักษาอะไรเลย พ่อเซ็นยกเลิกทั้งหมดก่อน หนูบอกเหตุผลที่พ่อยกเลิกการรักษาว่าพ่อเจออะไรบ้าง ทางโรงพยาบาลก็บอก ถ้างั้นจะย้ายตึกให้ ญาติต้องดูแลคนไข้เอง แต่ตอนนี้พ่อไม่อยากรักษาแล้ว แกบอกว่า “ถ้าเกิดพ่อจะตาย ก็อย่าเอาพ่อไปที่นี่อีก” หนูอยากขอคำแนะนำวิธีหรือคำพูดยังไงดี ไม่ให้พ่อโทษแต่ตัวเอง... ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พูดไปเลยว่าพยาบาลคนนั้นคงเครียด อาจจะมีเรื่องเยอะแยะมากมาย คนอื่นๆก็โดนแบบนี้เหมือนกัน พ่อไม่ต้องไปสนใจ พูดให้พ่อรับรู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ได้เกิดจากพ่อ แต่มันเป็นเพราะตัวของพยาบาลคนนั้น เป็นเรื่องที่เราบังเอิญไปเจอคนแบบนี้ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เอาชื่อไป complain กับทางโรงพยาบาล ให้เขาได้รับรู้ว่าบุคคลนี้เป็นปัญหาของแผนกนั้นอยู่ แล้วพยายามบอกคุณพ่อว่า มันไม่ได้เป็นปัญหาที่พ่อ แต่มันเป็นปัญหาที่คน ลองยกตัวอย่างคนที่เขาดีๆ สุดท้ายไม่ใช่ความผิดของพ่อเลย อาการ ร่างกายที่จะดีขึ้นก็คือ จิตใจต้องดีขึ้นก่อน ถ้าจิตใจเราแข็งแรงเดี๋ยวอย่างอื่นก็จะตามมาครับ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูอยากให้คุณพ่อรักษาตัวเอง ไม่ใช่เพื่อใครเลย แต่เพื่อครอบครัวของเรา เพื่อคนที่เรารัก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเกิดพ่อห่อเหี่ยว คนในบ้านก็จะห่อเหี่ยวตามนะ ขอให้พ่อกลับไปรักษาเราจะได้อยู่กับลูกหลานไปนาน ๆ ส่วนเรื่องพยาบาล พ่อไม่ผิดเลย ยายนั่นมันร้ายเอง คนอย่างยายนั่นต้องเจอคนแบบหนู...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเลิกกับแฟนมาแล้ว 3 ปี แต่ 3 ปีที่ผ่านมา เขาตามหนูไปแทบทุกที่ หนูจะไปไหน ทำอะไร ก็จะเจอเขา ไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็จะมาตามที่ร้าน เดินหนีไปห้องน้ำ เขาก็จะเดินตามไปดักรอหน้าห้องน้ำ บางวันมายืนรอหน้าหอ เขามาบ้านหนูจนเป็นเรื่องปกติ มาทักทายแม่

25 ก.ค. 2025

หนูเลิกกับแฟนมาแล้ว 3 ปี แต่ 3 ปีที่ผ่านมา เขาตามหนูไปแทบทุกที่ หนูจะไปไหน ทำอะไร ก็จะเจอเขา ไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็จะมาตามที่ร้าน เดินหนีไปห้องน้ำ เขาก็จะเดินตามไปดักรอหน้าห้องน้ำ บางวันมายืนรอหน้าหอ เขามาบ้านหนูจนเป็นเรื่องปกติ มาทักทายแม่

หนูเลิกกับแฟนมาแล้ว 3 ปี แต่ 3 ปีที่ผ่านมา เขาตามหนูไปแทบทุกที่ หนูจะไปไหน ทำอะไร ก็จะเจอเขาไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็จะมาตามที่ร้าน เดินหนีไปห้องน้ำ เขาก็จะเดินตามไปดักรอหน้าห้องน้ำบางวันมายืนรอหน้าหอ เขามาบ้านหนูจนเป็นเรื่องปกติ มาทักทายแม่ ทำเป็นซื้อของมาฝากอ้างว่ามาเพราะมีแมวที่เลี้ยงด้วยกัน มาหาแมวด้วย ตอนที่เรามีแฟนใหม่ แฟนใหม่เราก็เป็นคนใจเย็นไม่ได้ว่าอะไรแฟนเก่าเราคนนี้ ตอนนี้เรากลับมาโสดอีกครั้ง แฟนเก่าเราคนนี้ยิ่งเข้ามาวนเวียนในชีวิตบ่อยเกินรู้สึกไม่โอเคเลย หนูควรจะทำยังไงดีคะ? “คุณนิว (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเผือก” เกี่ยวกับปัญหาแฟนเก่าที่ตามง้อไม่เลิกแถมยังมาคุกคามถึงบ้าน อยากรู้ว่าเราควรจะรับมือกับเขายังไงดี? โดย “คุณนิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนเก่ายังตามง้อไม่เลิกและไม่ให้เกียรติเราเลย เราเลิกกันได้ 3 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่เลิกกันเขาก็จะตามมาหาเราที่หอบ้าง ที่บ้านบ้าง โดยอ้างว่าซื้อของมาให้คุณแม่ คือเราคบกันแบบเปิดเผย ตอนเลิกกันก็บอกแม่ว่าเลิกกัน แต่แม่เอ็นดูเขา ช่วงเทศกาลเขาก็มาหาคุณแม่ เราก็เคยเลี้ยงแมวด้วยกัน เขาอ้างว่ามาหาแมว และก่อนหน้าที่เราจะกลับมาอยู่บ้าน ตอนนั้นเขาก็มายืนรอหน้าหอพักหลังเลิกงาน แล้วก็บอกว่า ขอเข้าไปในห้องด้วยได้ไหม เขาขอร้องเราแต่เราก็ปฏิเสธไป เหตุผลที่เราเลิกกันเพราะความ TOXIC มีปัญหาทะเลาะกัน แล้วเขาก็ขู่จะทำร้ายเราด้วย ปีแรกที่เลิกกันไป เราก็มีแฟนใหม่ แต่เขาก็ยังตามเราอยู่ แฟนใหม่เราก็ไม่โอเค แต่แฟนใหม่เราเป็นคนใจเย็น เวลาเราออกไปดื่มก็เจอแฟนเก่า ออกกี่รอบก็เจอตลอด ไม่ว่าจะกี่ร้าน บางทีเราไม่ได้เจอกับเขาโดยตรง แต่เราดันไปเจอคนรู้จักของเขา คนนั้นก็เขาก็เอาไปบอกแฟนเก่าว่าหนูอยู่ที่นี่ ในโซเชียลเขาก็จะชอบแชร์เหมือนเรายังคบกันอยู่ ทำตัวเป็นเจ้าของ หนูเลยมองว่าเขาไม่ให้เกียรติเรา แม่เราก็ไม่กล้าบอกให้เขาออกไปจากเรา เพราะเขาดีต่อกันและไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ตอนไปเที่ยวสงกรานต์เจอคนรู้จักของเขาก็ถามถึงแฟนเก่าหนู เหมือนเขาไม่รู้ว่าเราเลิกกันแล้ว เราเจอแฟนเก่าที่ร้านเหล้าประมาณอาทิตย์ละครั้ง พอเจอกันเขาก็เดินเข้ามาในร้าน แล้วมานั่งจ้อง เพื่อนในกลุ่มก็ไม่รู้จะทำยังไงกัน เพราะเขาก็เป็นรุ่นพี่ เคยลงสตอรี่ว่าเราจบกันไปแล้วด้วย แต่เขาก็ยังชอบลงอะไรเกี่ยวกับหนู พฤติกรรมก็แปลกขึ้นเรื่อย ๆ เหตุการณ์ล่าสุด คือ ตอนเราไปดื่มกับเพื่อน เขาก็มาช่วงร้านจะปิด เขามานั่งข้างเราแล้วพยายามจะจับมือ จับแขนเรา เราก็แสดงอาการขัดขืนแต่ไม่อยากพูดหักหน้าเขา เราเลยลุกหนีแล้วเข้าห้องน้ำ ซึ่งเวลาหนูเข้าห้องน้ำ เขาก็จะตามไปยืนรอหน้าห้องน้ำ แล้วบอกว่าให้เคลียร์กันก่อน แรก ๆ เขาเคยขู่ว่าจะทำร้ายตัวเองด้วยถ้าเราไม่คืนดี เพื่อน ๆ ก็แนะนำว่าให้ลองไปบอกที่บ้านของแฟนเก่าดู เราอยากขอวิธีรับมือจากพี่ๆดีเจว่า เราควรทำยังไงอีกดี?’ โดย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าลองคุยกับที่บ้านเขาก่อนได้ ถ้าที่บ้านเขารับฟังเขาก็จะรู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ถ้าที่บ้านเขาบอกว่าจะไม่ยุ่ง สิ่งที่ต้องทำคือต้องเก็บหลักฐานการตามของเขาให้ตำรวจไว้ก่อน หรือบอกกับที่บ้านเลยว่าไม่ต้องให้เขามาแล้ว ถ้ายังเข้ามาในบ้านเราอีกก็แจ้งความ แต่ต้องเป็นช่วงที่มีคนในบ้านเยอะหน่อย เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรเราบ้าง’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘อยากจะบอกน้องผู้ชายว่ามันไม่ใช่ที่ของเราอีกแล้ว จงเป็นผู้แพ้ที่และจงเป็นอดีตที่ดีของใครสักคน ดีกว่าเราฝืนทำอะไรไม่รู้ที่ไปทำลายช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยคบกันทำไมถึงดิ้นรนที่จะทำลายช่วงเวลาดี ๆ เหล่านั้น แล้วเราจะกลายเป็นใครสักคนที่นิวไม่อยากจะจำ บางครั้งการรออยู่เงียบ ๆ มันดีกว่า และถ้าชีวิตมันจะพัดพาให้มาเจอกันอีกก็ค่อยว่ากัน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘คำว่าตื้อเท่านั้นที่ครองโลก ใช้ไม่ได้กับทุกคนนะ ถ้าคนที่มันเลิกแล้วผู้หญิงจะไม่ชอบผู้ชายที่ทำอะไรแบบนี้ เหมือนเป็นแม่เหล็กขั้วเดียวกันแล้วผู้หญิงจะรู้สึกว่าอยากผลักผู้ชายออกไป ถ้านิวไม่รู้จะทำยังไงให้หาใครสักคนมาเป็นแฟนใหม่ แล้วลงรูปให้รู้ว่าเรามีแฟนแล้ว ถ้าเขายังตามอีกก็แจ้งความเลย เก็บหลักฐานให้เยอะพอที่ตำรวจจะเห็นว่าเราโดนคุกคาม ไม่งั้นเขาจะไม่ตามเรื่องให้เรา หรือลองคุยกับเขาตรง ๆ เลยว่าถ้ายังไม่หยุดจะแจ้งความแล้วนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin#พุธทอล์คพุธโทร #พุธทอล์คพุธโทรRECAP #ดีเจเผือก #ดีเจเติ้ล #ดีเจต้นหอม #EFM94

album
efm
-

-