ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?

02 ต.ค. 2026

ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ

ผมคิดมากไปไหมครับ? ถ้าออกตอนนี้จะดูเป็นเจน Z ที่ไม่สู้งานหรือเปล่า?


        ‘คุณพายุ (นามสมมติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับปัญหาของ First jobber เจน Z ที่รู้สึกว่าทำงานได้ไม่คุ้มเงินเดือน

        ‘คุณพายุ (นามสมมุติ)’ อายุ 23 ปี ได้เล่าว่า เขาเพิ่งเรียนจบ เป็น First jobber ทำงานมาเกือบ 1 เดือน ยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ต้องทำ 3 เดือนขึ้นไปจึงจะผ่านโปร และรู้สึกว่าผลงานที่ได้ทำให้กับบริษัทนั้นไม่คุ้มต่อสวัสดิการและเงินเดือนที่เขาได้รับ เพราะสวัสดิการมันดีมาก ทำให้เขารู้สึกไม่คู่ควร ส่วนตัวคุณพายุต้องการที่จะลาออก ด้วยความรู้สึกที่ไม่กล้าอยู่ต่อ

        โดยเงินเดือนที่ได้เป็นจำนวนหลักหมื่น แต่สวัสดิการของบริษัทสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณพายุได้ประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถเบิกได้ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง

        ปัจจุบันคุณพายุอยู่ในสายงาน Creative ที่จะต้องมีผลงานออกมาในทุกวัน ซึ่งคุณพายุเต็มที่กับผลงานทุกชิ้นแล้ว แต่ผลงานนั้นกลับยังไม่ผ่านมาตรฐานที่เขาตั้งไว้กับตนเอง ถึงอย่างนั้นผลงานก็ผ่านการ Approved จากหัวหน้า เพียงแต่ว่ากว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละชิ้นงาน ต้องใช้ทั้งเวลาและแรง แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่ดีเท่าที่หวัง

        ด้านหัวหน้าไม่ได้ต่อว่าอะไรคุณพายุ กลับเป็นในเชิงของการให้กำลังใจว่า ยังอยู่ในช่วงของการปรับตัว ในช่วงเริ่มต้น แต่ในด้านของความรู้สึกคุณพายุมองว่า “ตนทำเต็มที่แล้ว” หากคุณพายุลาออกจากที่นี่ก็จะยังคงทำในสายงานเดิม แต่จะหาบริษัทที่เนื้องานตรงกับความถนัดของคุณพายุมากขึ้น

        คุณพายุอยากจะปรึกษาดีเจทั้งสามท่านและคุณหมอว่า เขาคิดมากไปหรือเปล่า หากลาออกตอนนี้จะถูกมองว่าเป็นเจน Z ไม่สู้งานไหม? พร้อมย้ำว่าสำหรับคุณพายุ เขาสู้เต็มที่กับงานมากแล้วจริง ๆ

        หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “พายุอาจจะคิดมากไป จริง ๆ มันเป็นเรื่องดีที่พายุตั้งใจไว้สูง แต่พอทำงานไปได้ไม่ถึงที่หวังแล้วมาเฟล มันโอเคที่จะคิดแบบนี้ แต่ว่ามันควรจะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เราทำไปได้ถึงอย่างที่หวังไว้ ไม่ใช่พอไม่ได้อย่างที่หวังแล้วทำให้ถอดใจ 

        ถ้า 1 เดือนพี่ว่าพายุถอดใจเร็วไปหน่อย เพราะเจ้านายก็ยังนำงานที่พายุคิดไปใช้ นั่นแปลว่างานยังผ่าน แต่อาจไม่ดีเท่าที่พายุตั้งใจไว้ เจ้านายเห็นว่ายังทำได้และเขายังพูดว่านี่มันคือช่วงที่พายุต้องปรับตัว พี่รู้สึกว่าพายุไม่ต้องคิดมากว่าทำงานได้ไม่สมกับเงินเดือนหรือสวัสดิการ เพราะถ้าถึงวันนั้นแล้วเจ้านายเห็นแบบเดียวกันกับพายุเขาน่าจะไม่ให้พายุผ่านโปร และพายุจะได้ออกเองแน่นอน ตอนนี้ไม่ต้องรีบอีก 2 เดือนที่เหลือทำให้เต็มที่อย่างที่ทำ แล้วเดี๋ยววันนั้นจะรู้เอง เจ้านายอาจเห็นความเป็นไปได้ในตัวพายุ เพียงแต่ว่าหากพายุออกตอนนี้มันแค่เดือนเดียวเรายังไม่เห็นอะไรมากเท่าไหร่เลย 

        ถ้ากลัว ไม่ต้องกลัว ถ้าทำได้ไม่ดีจริงเขาไม่ให้ผ่านโปรแน่ แต่ถ้าเขาเห็นว่าพายุมีแนวโน้มทำได้ดีเขาจะให้อยู่ต่อ และพายุก็พยายามปรับปรุง ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เหมือนเดิม และถ้าถึงวันนั้นหากทำเต็มที่แล้วแต่ไม่ได้อย่างที่หวังก็ให้เวลาพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ อย่าบีบคั้นตัวเองขนาดนั้น นี่เพิ่งจะเป็นงานแรก”

        ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “หากอยู่ในสายงานที่รู้สึกไม่ถนัดจริง ๆ แล้วอยากจะเปลี่ยนงานก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ว่าพี่เผือกอาจเป็นคนยุคเก่าที่รู้สึกว่า 1 เดือน เรายังไม่รู้จักงานนั้นดีพอเลย แล้วเราก็ยังไม่ได้ลองพยายามจนเต็มที่ดูเลย ช่วงเวลาพ้นโปรแค่ 3 เดือน ถ้าเราไม่ใช่จริง ๆ เขาคงไม่เอาเราไว้หรอก แต่อย่างน้อยเราจะได้พิสูจน์แล้วจริง ๆ ว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้ 

        แต่นี่เหมือนแหย่ขาเข้าไปข้างนึง แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าเหมาะไม่เหมาะ ยังไม่ได้ลองปรับตัว ยังไม่เคยลองเรียนรู้จะทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ดูให้มากกว่านี้อย่างน้อยก็ในช่วงทดลองงาน เรายังทดลองมันไม่จบเลยแล้วเราจะดึงขากลับแล้ว พี่ว่ามันเร็วไปหน่อย ในโลกของการทำงานมันคงไม่ได้ดั่งใจไปซะทุกอย่าง เราแค่ต้องเรียนรู้มันให้ชัวร์ว่าไม่ใช่จริง ๆ จะได้ตอบตนเองได้ว่าเราลองอย่างเต็มที่แล้วแต่มันไม่ใช่จริง ๆ คิดสะว่าใช้ก่อนที่จะพ้นโปรตอบคำถามตัวเองว่าเราเต็มที่แล้วหรือยัง และได้ตั้งคำถามกับงานนั้นว่าเหมาะกับเราหรือเปล่า 

        เวลา 1 เดือนเร็วเกินไปที่จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ไม่ใช่ทาง เรายังไม่ได้พยายามที่จะปรับตัวต่ออีกสักหน่อย เสมือนกับน้ำร้อนในออนเซ็นที่ครั้งแรกตอนหย่อนขาลงไปมันร้อนเสียจนสะดุ้ง แต่พออยู่ไปก็จะรู้ได้ว่าเราก็อยู่ได้ อยากให้ลองอยู่ต่อก่อน อยู่รอให้เจออะไรที่ยากหน่อย เราจะได้ตอบคำถามตนเองได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ใช่คือไม่ใช่”

        ถัดมาที่ ‘ดีเจอ้อม’ กล่าวว่า “ตอนที่ได้ยินว่าอยากออกจากงานเพราะรู้สึกไม่คุ้ม พี่รู้สึกว่าน่าจ้างจังเพราะน้อยคนที่จะรู้สึกอยากทำงานให้คุ้มเงินที่ได้รับ พายุน่าสนใจ พี่ไม่ติดเลยถ้าพายุจะออก จะออกก็ได้นะ แต่ต้องถามตนเองว่าออกเพราะอะไร ชอบงานแล้วงานที่ทำถนัดไหม ซึ่งความถนัดจะมาจากการฝึกฝน หากชอบงานก็จะสามารถพัฒนาให้ถนัดได้ คนเราไม่ถนัดจนกว่าจะมีประสบการณ์ เพิ่งจะฝึกมาได้ 1 เดือนยังสั้นเกินไปที่ความถนัดจะเป็นความคุ้นเคยและคุ้นชินจนสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ การที่คนเราจะกลายเป็น Specialist ได้เขาต้องฝึกกันวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลากี่ปี กว่าจะพูดได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ 

        มันก็ดีถ้าหากเราเดินไปพูดกับเขาว่าเราทำงานไม่คุ้ม แต่เขาก็รับเรามาแล้ว ในขณะเดียวกันให้เขาเป็นคนประเมินเราก่อน และพิสูจน์โดยการที่เจ้านายเลือกงานเราไปใช้แล้ว นั่นแปลว่าเราทำได้ เรายังทำได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถบังคับเราได้ เด็ก ๆ น้อง ๆ เชื่อว่า ‘ไม่ชอบก็เปลี่ยน ไม่ใช่ก็ย้าย จะคิดอะไรมากมาย อะไรที่ไม่ใช่เราไปเถอะอย่าเสียเวลาเลย’ จะมีวิธีคิดแบบนี้อยู่

        พี่คิดว่าหรือจริง ๆ แล้ว พายุกังวลว่า ถ้าบริษัทเป็นคนบอกว่าไม่ผ่านโปร แล้วจะไปกระตุ้นความรู้สึกสูญเสียคุณค่าของตนเองด้วยหรือเปล่า? จึงอยากจะเก็บพอร์ตให้ดีไม่มีการระบุไม่ผ่านโปร มีเพียงประวัติการออกเองหรือเปล่า?“

        คุณพายุ ตอบว่า “อาจจะใช่ครับ”

        ‘ดีเจอ้อม’ จึงเสริมต่อว่า “ถ้าเราจะเผชิญอย่างนี้ เราจะต้องเผชิญอีกกี่ที่จึงจะเจอที่ ๆ ใช่ พี่ไม่สามารถตอบได้ว่าคุณพายุจะเจอกับคำตอบแบบไหน แต่ถ้าเราได้ลองทำอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่ผ่านโปร อย่างน้อยเราก็ได้คำตอบว่าเราทำเต็มที่แล้ว ดีกว่าต้องมีคำถามกับตนเองว่าเราจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เลยหรอ หรือจะย้ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอบริษัทที่ใช่ มันอาจมีโอกาสนั้น แต่ก็ไม่รู้ได้ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเร็วหรือช้า เพราะฉะนั้นตอบตนเองให้ได้ว่าหากออกตอนนี้ จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เลยหรือเปล่า เสื้อผ้าเวลาเราซื้อมาหากไม่ได้ใส่แล้วดูดีในครั้งเรายังไม่ทิ้งทันทีเลย ยังเก็บไว้ลองใส่เผื่อเจอไอเทมที่จะทำให้ดูดีได้ กับงานก็เช่นกันให้ลองก่อนอย่าเพิ่งรีบ แต่ถ้าไม่ไหวกระทบใจมากก็ค่อย ๆ คิด แต่ 1 เดือนยังน้อยไปหน่อยนึง ขอให้ลองเป็นสัก 2 เดือนพี่จะขอบคุณมาก”

        ปิดท้ายที่ ‘คุณหมอท้อป’ กล่าวว่า “ถ้าพายุตั้งคำถามกับตนเองว่าคิดมากไปหรือเปล่า นั่นแปลว่าอาจคิดมากอยู่ลึก ๆ สาเหตุที่เกิดการตั้งเวลาทดลองงาน 3 เดือนขึ้นมานั่นเป็นเพราะว่า 3 เดือนเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดการปรับตัว เพราะฉะนั้นต่อให้จะเป็นคนที่เก่งมากจากที่ไหนมา ไม่ใช่ First jobber ก็ต้องมีการทดลองงานเพื่อปรับตัวให้เข้ากับงาน กับบริษัท กับองค์กร และหลาย ๆ สิ่ง แม้จะเก่งมาก ๆ ก็มีโอกาสทั้งผ่านและไม่ผ่าน ดังนั้นใช้เวลา 3 เดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีกว่า

        ตอนนี้พายุรู้สึกว่างานของเราต้องพัฒนาได้อีก ณ วันนี้กับงานพายุรู้สึกว่าทำเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ดีพอ ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่เก่งขึ้น ความถนัดจะเกิดขึ้นจากการทำซ้ำ ๆ ให้เวลาตนเองอีกหน่อยในเดือนที่ 2-3 ทำซ้ำ ๆ และพัฒนาให้มากขึ้น แต่ทำซ้ำไม่ใช่การทำเหมือนเดิมตลอด ลองดูหากวิธีไหนไม่เวิร์ก ให้ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ดู ยิ่งอยู่สาย Creative ต้องมีความสร้างสรรค์ ดังนั้นลองสรรค์สร้างวิธีใหม่ให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ให้โอกาสตัวเอง 3 เดือนนี้ให้ลองหลาย ๆ วิธี ลองพัฒนาตัวเอง พอครบ 3 เดือนอย่างน้อยเราได้บอกตัวเองว่าเราเก่งขึ้น เก่งกว่าวันที่เราโทรมา

        คุณพายุอาจมีภาวะวิตกกังวลอยู่ด้วย ในสาย Creative ความกังวลอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรค ตั้งสติ อย่างแรกคือหยุดคาเฟอีน ชากาแฟต่าง ๆ และหากควบคุมความกังวลได้ยากให้ลองปรึกษาแพทย์

        ถ้าหากเราปล่อยไปเรื่อย ๆ ออกจากที่นี่ไปที่ใหม่ซ้ำ ๆ อาจไม่ใช่แค่เรื่องความกังวล แต่จะมีเรื่องของซึมเศร้าตามมาด้วยจากความรู้สึกว่าไม่สำเร็จไม่ดีพอ ดังนั้นอยู่ที่นี่ทำให้เต็มที่ก่อน"

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูไม่ได้ตั้งใจจะโกหกนะคะ แต่ลุงแท็กซี่เข้าใจว่าหนูเป็นหมอ แล้วถามชื่อยากับหนู แต่ในหัวหนูรู้จักแค่ทิฟฟี่กับไทลินอล!

23 ก.พ. 2026

หนูไม่ได้ตั้งใจจะโกหกนะคะ แต่ลุงแท็กซี่เข้าใจว่าหนูเป็นหมอ แล้วถามชื่อยากับหนู แต่ในหัวหนูรู้จักแค่ทิฟฟี่กับไทลินอล!

หนูไม่ได้ตั้งใจจะโกหกนะคะแต่ลุงแท็กซี่เข้าใจว่าหนูเป็นหมอแล้วถามชื่อยากับหนูแต่ในหัวหนูรู้จักแค่ทิฟฟี่กับไทลินอล! ‘คุณยูสุ (นามสมมุติ)’ สายที่ 5 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มกราคม 2569) ได้เข้ามาขอพื้นที่เล่าประสบการณ์ให้ ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ’ ได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นไปโกหกลุงขับแท็กซี่ว่าเป็นหมอ ‘คุณยูสุ (นามสมมุติ)’ อายุ 18 ปี ได้เล่าว่า "เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว หนูเดินทางไปกรุงเทพฯ จะไปสอบที่รังสิต แล้วหนูมีนัดกับเพื่อนที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จะไปร้องคาราโอเกะผ่อนคลายกัน หนูจึงเรียกแกร็บแท็กซี่ไป แล้วคนขับแท็กซี่ก็เป็นลุงคนหนึ่ง คุณลุงก็ชวนหนูคุย คุณลุงแท็กซี่ : มาทำอะไรล่ะหนู คุณยูสุ : อ๋อ มาสอบค่ะ คุณลุงแท็กซี่ :สอบอะไร ที่หนูมาสอบมันเป็นสอบเกี่ยวกับความถนัดแพทย์ (TPAT1) หนูกลัวว่าแกจะงง เลยบอกไปว่า คุณยูสุ : อ๋อหนูมาสอบเกี่ยวกับหมอค่ะ คุณลุงแท็กซี่ :อ๋อ คุณลุงแท็กซี่ :หลานลุงก็สอบเหมือนกัน หลานเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 มาสอบเรียนต่อ นั่นทำให้ลุงเข้าใจผิดว่าหนูเป็นหมอปี 4 มาสอบเรียนต่อเหมือนกัน หนูยังไม่ทันอธิบายอะไรเพิ่มเติม แกก็เล่ามาก่อนหมดเลยว่า หลานแกเรียนหมอ อะไรยังไง จนหนูไม่มีจังหวะที่จะบอกว่า หนูไม่ได้เป็นหมอ ได้แค่นั่งฟังไป ไม่ว่าแกจะพูดอะไร หนูก็แค่เออ-ออไปก่อน มีจังหวะหนึ่งที่ลุงพูดขึ้นมาว่า คุณลุงแท็กซี่ :หลานลุงจะไปต่อออร์โธ หนูล่ะ จะต่ออะไร จังหวะนั้นมีรถพยาบาลขับมาพอดี หนูจึงพูดออกไปว่า คุณยูสุ :น่าจะ ER ค่ะ หมอฉุกเฉิน หลังจากนั้นหนูก็รู้สึกผิดว่า หนูไม่น่าพูดเลย เพราะมันทำให้แกยิ่งพูดต่อไปอีกว่ามันเหนื่อยนะ ถ้ามีโอกาสลองเลือกหมออื่นดูมั้ย อย่างหมอศัลย์ หมอหัวใจ หมอสมอง หลังจากนั้นแกก็พูดไปจนถึงเรื่องยา แล้วแกก็บังเอิญลืมชื่อยา เลยหันมาถามหนูว่า คุณลุงแท็กซี่ :ยาตัวนั้นชื่ออะไร หนูอึกอักมาก ไม่รู้ต้องตอบอะไร เพราะหนูไม่เคยเป็นหมอ หนูเลยตอบไปว่า คุณยูสุ : หนูเป็นคนหัวไม่ค่อยดีค่ะ สงสัยต้องไปอ่านเพิ่มแล้ว หน้าลุงแกก็ดูงง ๆ แต่วันนั้นรถติดมาก หนูเลยพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพราะตอบคำถามต่อไม่ไหวแล้ว หนูถามแกว่า คุณยูสุ : อีกกี่กิโลจะถึงฟิวเจอร์คะ? แต่มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดมาก ลุงแกก็แปลกใจ แล้วก็พูดว่า คุณลุงแท็กซี่ :อ้าว ไหนบอกเรียนแถวนี้หรอ ไม่เคยไปฟิวเจอร์หรอ หนูก็เลยต้องแก้ตัว ตอบไปว่า คุณยูสุ : อ๋อ หนูไม่ค่อยเที่ยวเท่าไหร่ค่ะ ไม่ค่อยมีเพื่อน จังหวะนั้น ริมถนนมีคนใส่เสื้อที่คล้าย ๆ เสื้อกาวน์ ทอปปิกเลยวนกลับมาเรื่องหมออีกครั้ง แล้วแกก็พูดเรื่องโรคและลืมชื่อยา เลยหันมาถามหนูอีกรอบ ตอนนั้นในหัวหนูรู้จักแค่ ทิฟฟี่ กับ ไทลินอล หนูเลยตอบว่า ไทลินอล ลุงก็งง และอาจจะเริ่มตะหงิดใจ คำถามสุดท้ายก่อนจะถึงจุดหมาย ลุงแกบอกว่า คุณลุงแท็กซี่ :หลานแกเรียนที่นี่นะ อยู่ปีเดียวกัน รู้จักไหม ในใจหนูก็คือ แย่แล้ว แต่ตอบไปว่า คุณยูสุ : อ๋อ หนูไม่ค่อยมีเพื่อนเลยค่ะ หนูรู้สึกผิดมาก ๆ หลังจากนั้นหนูก็แกล้งหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์คุยกับเพื่อนตลอดทาง และหนูก็เมารถมาก เพราะมองจอ ที่โทรมาวันนี้ เผื่อว่าลุงเปิดมาเจอ หรือว่าฟังอยู่ อยากบอกลุงว่า จริง ๆ แล้ว หนูไม่ได้เป็นหมอ และไม่เคยเป็นหมอเลยค่ะชีวิตนี้ หนูไม่ได้ตั้งใจจะโกหก แต่ลุงอินมาก จนหนูไม่กล้าขัดเลยค่ะ ขอโทษจริง ๆ เรื่องราวน่ารัก ๆ ที่ทำให้ดีเจทั้งสามขำขันกันยามดึก ดีเจเกลือทิ้งทายขำ ๆ ไว้ว่า "เชื่อเลยว่าทั้งหนูและผู้ฟังจะได้เรียนรู้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มต้นด้วยการโกหกเราจะโกหกต่อไปเรื่อย ๆ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สาวเครียด! พ่อกับป้าทะเลาะกัน จนป้าออกจากบ้าน ไปอยู่บ้านพี่สาว แต่ก็อยู่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว ก็เป็นซึมเศร้า ย้ายไปอยู่โฮมแคร์ ก็อยู่ไม่ได้เพราะทะเลาะกับคนในนั้น! ตอนนี้สุขภาพจิตแย่ เพราะทุกครั้งที่คุยกับป้า เขาจะด่าพ่อกับแม่ให้ฟังแทบจะตลอดเวลา

27 พ.ย. 2023

สาวเครียด! พ่อกับป้าทะเลาะกัน จนป้าออกจากบ้าน ไปอยู่บ้านพี่สาว แต่ก็อยู่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว ก็เป็นซึมเศร้า ย้ายไปอยู่โฮมแคร์ ก็อยู่ไม่ได้เพราะทะเลาะกับคนในนั้น! ตอนนี้สุขภาพจิตแย่ เพราะทุกครั้งที่คุยกับป้า เขาจะด่าพ่อกับแม่ให้ฟังแทบจะตลอดเวลา

สาวเครียด! พ่อกับป้าทะเลาะกัน จนป้าออกจากบ้านไปอยู่บ้านพี่สาว แต่ก็อยู่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว ก็เป็นซึมเศร้าย้ายไปอยู่โฮมแคร์ ก็อยู่ไม่ได้เพราะทะเลาะกับคนในนั้น!ตอนนี้สุขภาพจิตแย่ เพราะทุกครั้งที่คุยกับป้า เขาจะด่าพ่อกับแม่ให้ฟังแทบจะตลอดเวลาเขาเหลือเราแค่คนเดียว ถ้าไม่อยากคุยกับป้าจะดูแย่รึป่าว... “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม กับปัญหาครอบครัวที่พ่อกับป้าระหองระแหงกัน จนทำให้รู้สึกลำบากใจ โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนแรกบ้านหนูอยู่กัน 5 คน คือ หนู , พ่อ , แม่ , คุณป้า (พี่สาวพ่อ) และน้องชาย ทีนี้เหมือนความสัมพันธ์ของป้ากับพ่อแม่ไม่ค่อยดีมานานแล้ว มีเหตุการณ์ที่พ่อว่าป้าแรง ๆ ทำให้วันนั้นป้าขอออกจากบ้านไป ซึ่งหนูเป็นคนกลาง ประกอบกับหนูก็สนิทกับป้าที่สุดในบ้าน ป้าเขาก็เลยจะคอยมาเล่าเวลาพ่อกับแม่ทำอะไรไม่โอเค หรือบางทีพ่อกับแม่ทำอะไรที่ไม่โอเคกับเขา เขาก็จะเอามาเล่าให้หนูฟัง หลังจากที่เขาออกจากบ้านหนูไป ป้าเขาก็ย้ายออกไปอยู่กับพี่สาวแท้ ๆ ด้วยกันอีกคนนึง แต่เหมือนอยู่ไม่ได้ เขาอยากกลับมาอยู่ที่บ้านมากกว่า เขารอพ่อมาง้อแต่พ่อหนูเขาก็ไม่ไปง้อ เพราะพ่อบอกว่า “ป้าเขาออกไปเอง ไม่ได้ไล่” ต่อจากนั้นป้าเขาก็ย้ายไปอยู่ห้องเช่าคนเดียว เป็นเหมือนหอพัก ก็ตามสไตล์คนแก่เขาไม่เคยอยู่คนเดียวมาก่อนตลอด 60 ปี พอไปอยู่ก็เหมือนเป็นโรคซึมเศร้า ก็เลยไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชมาเดือนนึง ทีนี้พอออกมา เขาก็พูดว่า “ถ้าเขาอยู่ไม่ได้อีก จะยอมไปอยู่โฮมแคร์ (บ้านพักคนชรา) แล้ว” เพราะว่าตอนแรกหนูอยากให้เขาไปอยู่โฮมแคร์มากกว่า อย่างน้อยมันก็มีคนดูแล แล้วสุดท้ายพอออกมาประมาณ 1 เดือนก็อยู่ข้างนอกไม่ได้ เลยยอมไปอยู่โฮมแคร์ ช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาพึ่งออกไปจากบ้าน และก็ก่อนที่จะไปเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ป้าเขาจะโทรหาหนู มาว่า มาด่าพ่อกับแม่ให้หนูฟังทุกวัน แทบจะตลอดเวลาเลย ทำให้หนูรู้สึกเครียดและไม่อยากจะรับสายเขา แต่พอเขาย้ายเข้าไปอยู่โฮมแคร์ เหมือนเขาก็บอกว่ามันก็โอเคนะ แต่พออยู่มาได้ซักพักนึงป้าเขาก็บ่นว่าอยากออกแล้ว เพราะเหมือนเค้ามีปัญหากับคนในนั้น ตอนนี้เขาบอกว่าอยากจะออกมาอยู่หอข้างนอกเหมือนเดิม แม่ก็เคยถามว่าอยากจะให้เขากลับมาอยู่มั้ย? ซึ่งก่อนหน้านี้หนูก็ไม่ค่อยรู้ตัวเองเท่าไหร่ มันจะมีช่วงที่หนูไม่ค่อยอยากอยู่บ้าน แล้วพอมาช่วงหลัง ๆ หนูมานั่งทบทวนดู คือทุกครั้งที่ป้าเขาเจอหน้าหนูจะต้องว่าพ่อกับแม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ด่าให้หนูฟัง มันทำให้หนูรู้สึกไม่อยากคุยกับเขา แต่หนูก็รู้ว่าเขามีแค่เรา มันเลยเหมือน “คุยก็เครียด ไม่คุยก็เครียด” หนูอยากจะถามว่า “หนูควรที่จะเปลี่ยนความคิดตัวเองมั้ย คือเขาก็แก่แล้ว และหนูก็พยายามคิดว่าเขามีเราแค่คนเดียว” แต่ที่หนูไปหาจิตแพทย์ เขาก็บอกว่าให้เราเอาตัวเองเป็นหลักถ้าเรารู้สึกไม่ดี หนูเลยคิดว่า หรือว่าเขาควรจะอยู่ในโฮมแคร์ต่อมั้ย คือหนูอยากรู้ความคิดเห็นพี่ ๆเฉยๆ ว่าคิดยังไงกัน... ซึ่ง “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าเพิ่มเติมว่า ‘นิสัยอื่น ๆ ของคุณป้าก็นิสัยดี แต่แค่รู้ว่าเขาเป็นช่วงวัยทองเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่มีปัญหากับที่โฮมแคร์ เหมือนว่ามีคนในนั้นเป็นผู้ป่วยติดเตียงชอบเปลี่ยนผ้าอ้อมตอนที่คนอื่นเขากำลังกินข้าวกัน แล้วเหมือนกับว่าป้าหนูเขาก็ไม่พอใจเพราะมันเหม็น เจ้าหน้าที่ก็เคยพูดกับคนที่ติดเตียงคนนี้ไปแล้วว่า “ไว้ค่อยเปลี่ยนได้มั้ย” คนนั้นเขาก็ไม่ยอม ซึ่งคนที่ติดเตียงเขาอยู่มาก่อนเลยมีพรรคพวกในนั้นเยอะ ป้าหนูเขาเลยเหมือนทะเลาะและโดนรุม คือเขาบอกว่าเขาจะไม่ไปอยู่โฮมแคร์ที่ไหน ๆ อีกแล้ว เขาบอกว่าที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน แต่ว่าหนูมองว่า ถ้าเป็นราคาที่มันสูงกว่านี้ขึ้นมา มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอย่างงี้ แต่ว่าด้วยสถานะทางการเงินไม่ได้เอื้ออำนวยเราขนาดนั้น คือ คุณป้าจะมีพี่สาวของคุณป้าที่ให้เงินแต่ละเดือนทุกเดือนอยู่ ตอนแรกป้าหนูเขาจะใช้เงินที่เก็บไว้ แต่ว่าช่วงที่เขาไปอยู่กับพี่สาว แล้วพี่สาวเขาไม่โอเค ให้ออกอะไรแบบนี้ เขาก็โทรมาคุยกับพ่อหนูว่าเดี๋ยวจะให้เดือนละเท่านี้ ๆ นะ “พาป้ากลับไปได้มั้ย” เพราะพี่สาวป้าเขาก็พึ่งหายจากมะเร็ง ลูกเขาก็ไม่อยากให้เขาเครียดด้วย พ่อหนูเขาก็ไม่ค่อยอยากให้ป้ากลับมาอยู่บ้านเหมือนกัน เพราะเหมือนพ่อมองว่าป้าทำให้น้องชายหนูทำอะไรเองไม่เป็น แต่จริง ๆ หนูมองว่าปัญหามันก็เกิดจากทุกคนในบ้าน ซึ่งหนูไปอยู่หอตั้งแต่อายุ 13 ก็เลยไม่ได้สนิทใกล้ชิดกับคนในบ้านขนาดนั้น แล้วเหมือนแม่กับป้าก็สปอยน้องขั้นสุด จากที่หนูคิด ป้าหนูก็ช่วยน้องเกินไปจริง ๆ น้องหนูอายุ 21 ป้ายังช่วยจัดกระเป๋าไปมหาลัยให้อยู่เลย หรือแม้แต่ตอนนี้น้องหนูยังนั่งรถเมล์เองไม่เป็นเลย แต่ทุกวันนี้ที่ป้าไม่อยู่ น้องเขาก็ทำด้วยตัวเองเพราะหนูไม่ช่วย ก็เห็นว่าน้องก็ทำได้ “กำลังคิดว่าหนูมองเขาในแง่ร้ายเกินไปมั้ย ทำกับเขาแย่รึเปล่า ที่ไม่อยากรับสายเขา ไม่อยากคุยกับเขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็เหลือเราแค่คนเดียว” ด้าน “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องที่ว่าหนูมองโลกในแง่ร้ายจนรู้สึกกับเขาแบบนั้น เท่าที่พี่ฟังมา ถ้าพฤติการณ์รอบข้างเป็นแบบนี้ ถ้าเขาไปอยู่ที่ไหนแล้วคนก็จะไม่อยากอยู่กับเขา แสดงว่าเขาก็คงจริง ๆ แหละที่ทำให้หนูรู้สึกแบบนี้ จนหนูต้องไปคุยกับคุณหมอ พี่ว่ามันมีมูลแหละ หนูคงไม่ได้อยากรู้สึกไปเอง เพราะตอนนี้เหตุการณ์มันก็ชัดเจนว่าไปอยู่กับใครก็มักจะมีปัญหา พี่คิดว่าน่าจะให้เขาไปอยู่บ้านพักคนชราเพราะกลัวว่าถ้าไปอยู่คนเดียวจะซึมเศร้าอีก แล้วมันอาจจะนานไปจนสายเกินแก้พี่ว่ามันมีผลกระทบเยอะกว่าการไปอยู่บ้านพักคนชรา คือตอนนี้มันอยู่ที่ว่าเขาปรับตัวกับคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเงื่อนไขในชีวิตเขา เขาไม่มีที่ไปแล้ว หนูก็ต้องคุยกับเขาให้ได้ว่าเขาจะต้องปรับตัวอยู่ให้ได้ เพราะบ้านพักก็มีเพื่อน มีอาหารต่าง ๆ ให้ ซึ่งมันก็ดีกว่าการไปอยู่หอพักคนเดียว เราอาจจะต้องคุยกับเขาให้เขาเห็นว่าเราหวังดีกับเขา บอกเขาตรง ๆ’ ต่อมาเป็น “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ป้า ป้าต้องฟังนะป้าต้องทบทวนก่อนว่าทำไมมันเกิดอะไรขึ้นในชีวิตป้าจนป่านนี้ ทำไมป้าถึงอยู่กับใครไม่ได้ ป้าต้องมีเวลาทบทวนตัวเองหรือคุยกับตัวเอง ไม่งั้นป้าจะย้ายที่จนไม่มีที่สิ้นสุด ป้าจะย้ายไปเรื่อย วันนี้ปัญหา คือ ป้าไม่สามารถอยู่กับใครได้ ป้ากำลังเล่นบทผู้ถูกกระทำ คนรอบข้างกระทำป้าทั้งหมด วันนี้ไหน ๆ ป้าอยู่บ้านพักคนชรา อยากให้ป้าทบทวนว่าเราสามารถปรับตัวอะไรได้บ้าง ป้าเป็นคนเก่ง ใช้ความเก่งของตัวเองในการปรับตัวให้อยู่กับคนอื่น มันไม่มีใครที่ทำอะไรถูกใจเราทั้งหมดหรอก แต่เราต้องอยู่บนโลกใบนี้ให้ได้ เราต้องอยู่บนที่นี้ให้ได้ ฉะนั้นเราลองปรับเปลี่ยนตัวเองดูมั้ย ลองปล่อยวางดูมั้ย เผื่อว่าอะไรดี ๆ มันจะดีขึ้น บอกป้าเขาอย่างงี้ บอกให้ป้าได้คิด เพราะจากเสียงหนูแล้ว หนูเป็นคนที่ยอมป้าทุกอย่าง แล้วหนูเป็นคนที่แบบเหมือนเป็นฟูกให้กับป้า “มีอะไร ก็มาล้มทางนี้” นี่คือฟูกชิ้นสุดท้ายแล้วป้า ก่อนที่ป้าจะเสียหนูไปอีกคน เพราะหนูบอกแล้วว่าหนูไม่ต้องการพลังงานลบ หนูจะรู้สึกดีใจ และภูมิใจมากที่ป้ายังอยู่ที่นี่อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ และมันก็เป็นประโยชน์กับชีวิตป้า แล้วพอป้าจะขอพูดเรื่องนั้น ให้บอกป้า หยุดดดดด! ไม่ต้องพูด ให้ป้าคิดก่อนว่าสิ่งที่ป้าจะพูดออกมานั้นคนอื่นเสียหายหรือไม่ ถ้าเกิดว่าสิ่งที่ป้าพูด คนอื่นเสียหายป้าไม่ต้องพูดหรือลืมมันไป วันนี้ต้องการโทรแค่ “ป้ากินข้าวยัง สบายดีมั้ย” ต้องการแค่นี้ อยากได้แค่ความห่วงใยในมุมบวก เราควรมาแลกซึ่งกันและกัน และถ้าเกิดว่าป้าปรับตัวสามารถเข้ากับคนอื่นได้ วันนึงป้าอาจจะกลับมาอยู่ในบ้านเราก็ได้นะ แต่ถ้าเราไม่อยากให้เขากลับมาก็อย่าพูดประโยคนี้ออกไป’ และสุดท้ายเป็น “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอาตัวเองให้รอดก่อน ยุคนี้เอาตัวเองให้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่ต้องกังวลอะไรก็ยากแล้ว ในเวลาแบบนี้เราจะแบกเขาไปได้ถึงไหน ก็คือจะดูแลไปตลอดเลยมั้ย ถ้าคุณหนูมีกำลังและสามารถดูแลได้ ก็ทำได้ตามความต้องการ แต่เท่าที่ฟังมาก็ดูเหมือนจะไม่ได้ เราก็มีคุณพ่อคุณแม่ของเราที่เราจะต้องดูแล ช่วยเหลือเท่าที่เราจะช่วยเหลือได้ การที่ป้าไปอยู่โฮมแคร์แล้วเราก็ต้องช่วยเหลือ คือ เราก็ช่วยเหลือตรงนั้นได้ แต่หมายความว่าจะเอาเขามาอยู่ในชีวิตเราตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้ แล้วเวลาจะช่วยเหลือใคร เราเองก็ต้องสบายใจด้วย ถ้าเราไม่สบายใจเราจะมีกำลังไปช่วยเหลือเขาได้ยังไง ถ้าการมีอยู่ของเขามันทำให้เราสภาพจิตใจไม่ดีเลย แล้วมันดีจริง ๆ เหรอกับการที่หยิบยื่นมือไปช่วยเขาแล้วเราก็เจ็บเอง พี่เชื่อว่าการจะช่วยเหลือใคร ตัวเราต้องสบายใจก่อน สบายใจปุ๊บ จิตมันก็ดี เราก็มีกำลังที่จะช่วยเหลือกัน แต่เท่าที่ฟังดูเรื่องที่เปลี่ยนผ้าอ้อมตอนกินข้าวมันก็พอมีเหตุมีผลอยู่ แต่ว่าพอพิจารณาจากทั้งชีวิตเขาแล้ว มันก็น่าแปลกที่เขาจะมีปัญหาตลอดทางจริง ๆ แล้วก็เชื่อว่าต่อให้ด่าไปก็ไม่น่าเปลี่ยน คิดว่าด่าไป เขาก็จะงอนแล้วก็จะหาย สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มา 60 ปีแล้ว มันกลายเป็นตัวเขาไปแล้ว มันคงยากที่เขาจะเปลี่ยนแล้ว เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมทัศนคติที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าเขาไม่เปลี่ยนและเราไม่ไหว ก็เอาเท่าที่เราไหว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมาทำงานต่างประเทศ สามีบอกเดี๋ยวจะตามมา หนูส่งเงินค่ากิน ค่าใช้ ค่าเช่าบ้าน ค่ารถให้เขามา 8 เดือนกว่า เขาไม่ทำงานเลย จนมารู้ทีหลังว่ามีผู้หญิงอีกคน ตอนนี้สามีขอคบ 2 คน ถ้าไม่ยอมก็ท้าให้เราฟ้องเอา หาหลักฐานมาให้ได้สิ หนูเสียใจที่สุด...

01 พ.ย. 2024

หนูมาทำงานต่างประเทศ สามีบอกเดี๋ยวจะตามมา หนูส่งเงินค่ากิน ค่าใช้ ค่าเช่าบ้าน ค่ารถให้เขามา 8 เดือนกว่า เขาไม่ทำงานเลย จนมารู้ทีหลังว่ามีผู้หญิงอีกคน ตอนนี้สามีขอคบ 2 คน ถ้าไม่ยอมก็ท้าให้เราฟ้องเอา หาหลักฐานมาให้ได้สิ หนูเสียใจที่สุด...

“คุณมิวสิค (นามสมมติ)” สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาทำงานอยู่ต่างประเทศ ส่งเงินให้แฟนที่ไทยตลอด แต่ตอนนี้เขาไปกับคนอื่น โดย “คุณมิวสิค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พอดีเรามาทำงานตามความฝันที่ต่างประเทศก่อนแฟน แล้วก็ส่งเงินให้เขาใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมกับจ่ายค่าธุรกิจของเขาตลอดเลย แต่ตอนนี้เขาไปกับอีกคนนึง หนูมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณปีกว่าๆ เราทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่มีการจดทะเบียนกันเพื่อจะไปทำงานที่ต่างประเทศ หนูคบกับแฟนคนนี้มาประมาณ 10 ปี คบกันตั้งแต่เรียนอยู่ ซึ่งเขาเป็นคนที่เจ้าชู้มากๆ ตั้งแต่คบกันมาเขามีคนอื่นมาตลอด จับได้ตลอด นิ้วมือนิ้วเท้าหนูนับไม่ได้เลย บางคนหนูก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่หนูก็ให้อภัยเขามาตลอด บวกกับพอเราทำงาน เขาก็จะมีช่วงที่ทำงานไม่ได้ ทำงานได้บ้าง หนูก็จะเป็นคนที่ซัพพอร์ตเขามาตลอด จนมีช่วงนึงที่เขาป่วย แทบจะเดินไม่ได้เลย หนูก็ยังอยู่กับเขา พอเขาหายดีขึ้น เขาก็กลับมาเป็นคนเดิมที่ก็ยังแอบนอกลู่นอกทางมาตลอด แต่เขาก็ไม่ได้ไปไหน ยังอยู่กับหนู แล้วหนูก็ให้อภัยเขา จนพอเราอายุมากขึ้น เรามีการพูดถึงอนาคตมากขึ้นว่าจะทำยังไง? ด้วยความที่เขาไม่ได้มีการงานที่มั่นคง เราจึงคุยกันว่าเราจะมาทำงานที่ต่างประเทศ มีการเลือกหลายๆประเทศ แต่ก็มาจบที่ออสเตรเลีย ซึ่งคุณสมบัติการมาที่นี่ของเขามันยากกว่าของหนู ด้วยวุฒิการศึกษา หน้าที่การงานของหนูดีกว่าเขา จึงทำให้เขาไม่สามารถมาพร้อมกับหนูได้ หนูเลยต้องมาคนเดียว และเราก็มีการตกลง สัญญากันว่าถ้าหนูมาครบ 1 ปีแล้วเขาจะตามหนูมาที่นี่ แต่พอหนูมาจริงๆ เขาก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะมาที่นี่ ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 – 9 เดือนที่ผ่านมาเขาไม่ทำงานเลย แล้วเขาก็ต้องมีรถยนต์ที่ต้องผ่อนเดือนละ 9 พัน บวกกับค่าใช้จ่ายของเขา ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง เหมือนบางวันเขาก็บอกจะไปหางานทำ แต่ก็ไปแล้วไม่ได้ ไปแล้วไม่เอา จริงๆก่อนหน้านี้ตัวหนูเองอยากแต่งงานมาตลอด แต่ด้วยความที่มันไม่พร้อมอะไรเลย มันทำให้ไม่มีการได้แต่งงานกัน แต่พอวีซ่าหนูผ่านปุ๊บ เขาก็ขอหนูแต่งงาน พอวันเกิดหนูเขาก็พาไปจดทะเบียนสมรส แล้วหนูก็ถามเขาว่ามั่นใจหรอว่าจะอยู่กับคนแบบเราได้ ซึ่งหนูก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าหนูจะอยู่กับเขาได้มั้ย? หนูก็คิดว่าเราไม่น่าจะอยู่กับคนแบบนี้ได้ แต่เหมือนเราคบกันมานาน แล้วเขาก็เป็นแฟนคนแรกของหนู มันมีความไม่กล้าเดินออกมา หนูคิดข้อดีของเขาไม่ออกเลย พอหนูมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่หนูอยากให้เขามาที่นี่ด้วย หนูก็ช่วยเขา เพราะเขาต้องทำตัวเองให้มีคุณสมบัติที่ดีเหมือนซัพพอร์ตเราได้ มีการมีงานที่ดีทำถึงจะติดตามมาที่นี่ได้ พอเขาไม่ทำงาน ไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาเกือบปี หนูก็รู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีความกระตือรือร้น พยายามพูดแล้ว แต่พอพูดเราก็จะทะเลาะกัน หนูเลยเสนอเขาไปว่าถ้าเขาไม่อยากทำงานประจำ ไม่อยากเป็นลูกน้องคนอื่น งั้นเราเปิดธุรกิจกันมั้ย? เราเปิดร้านอาหารเล็กๆให้เธอ เพื่อทำสเตจเม้นแล้วให้เธอได้มาที่นี่ แล้วหนูก็เป็นคนลงทุนให้เขา ตอนแรกเขาไม่อยากทำเลย แต่พอหนูพูดให้เขาทำ เขาก็ไปทำจริงๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำอยู่ 3 เดือนแรกหลังจากเปิดร้านอาหารก็ดูโอเค เขายังคุยกับหนูปกติ แต่หนูเป็นคนที่ติดเขา หนูเลิกเรียนหนูโทรหาเขา หลังเลิกงานหนูโทรหาเขา แต่หลังๆมานี้ทุกอย่างที่หนูทำคือเขารำคาญหนู เขาทำให้หนูร้องไห้ตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปีนี้ หนูไม่รู้สาเหตุด้วย หนูพยายามถามเขาว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมดูเหมือนไม่รัก ไม่คิดถึง ไม่โหยหา ทั้งๆที่หนูดูแล้วว่าโอกาสที่เขามาที่นี่ไม่ได้ หนูพยายามกลับไปหาเขามากๆ หนูพยายามพูดว่าถ้างั้นไม่เป็นไร ขอกลับบ้านไปอยู่กับเขาได้มั้ย? ซึ่งเขาจะพูดประมาณว่ากว่าจะได้มา มันยากนะ อยู่ต่ออีกหน่อยสิ เหมือนพูดเกลี่ยกล่อมให้เราอยู่ต่อ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรามาทำเพื่อความฝันของเรา เอาจริงหนูไม่ได้มีความฝันอะไรมากเลย หนูแค่อยากอยู่กับเขา แต่ความฝันของเขา เขาอยากมีนู้นมีนี่ ซึ่งหนูคิดว่าเขาทำคนเดียวไม่ได้ หนูต้องช่วยเขา เพราะฉะนั้นหนูเลยต้องอยู่ต่อ จนความรู้สึกนั้นมันมากเลยทำให้หนูน้อยใจ แล้วเวลาที่ไทยกับออสเตรเลียต่างกัน 3 – 4 ชั่วโมง หนูยอมนอนดึกทุกวัน เพื่อรอคุยกับเขาหลังจากที่เขาเก็บร้านเสร็จ แต่เขาบอกหนูว่า รอเขาทำไม? จากที่เราเคยคอลกัน เขาเริ่มไม่อยากคอล ไม่อยากคุย เขาบอกว่าหนูทำแบบนี้ เขาเหนื่อย แค่ทำงานเขาก็เหนื่อยแล้ว ทำไมเขาต้องมาเหนื่อยกับหนูอีก จนหนูเลยลองไม่ตามเขาบ้าง แล้วเขาก็บอกเลิกหนู แต่เขากลับมาแอดเฟซบุ๊กหนู ตอนนั้นหนูดีใจมาก แต่หนูไปเห็นว่ามีผู้หญิงคนนึงคอมเมนต์เขาทุกโพสต์ หนูก็เอะใจเพราะเป็นพี่ที่หนูรู้จัก แล้วคุณแม่ของเขาเป็นคนบอกหนูเองว่าเขามีคนอื่นมาตลอด ผู้หญิงคนนั้นก็บอกหนูว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้นปี แต่ผู้ชายไม่ยอมรับ แล้วบอกหนูว่าเขาขอมี 2 คนได้มั้ย? เพราะเขาขาดใครไปไม่ได้สักคน เลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูอยากหย่ากับเขา แต่เขาไม่ยอมหย่า หนูต้องทำไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เคยทำงานในตำแหน่งนี้มา 3-4 ที่ แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่หัวหน้าบังคับให้ไปลดน้ำหนัก ทั้งที่งานก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างหน้าตาเลยด้วยซ้ำ แถมยังต้องเขียนรายงานเรื่องการลดน้ำหนักทุกวันอีก รู้สึกอึดอัดมาก ควรทำอย่างไรดีคะ?

08 ก.พ. 2026

เคยทำงานในตำแหน่งนี้มา 3-4 ที่ แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่หัวหน้าบังคับให้ไปลดน้ำหนัก ทั้งที่งานก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างหน้าตาเลยด้วยซ้ำ แถมยังต้องเขียนรายงานเรื่องการลดน้ำหนักทุกวันอีก รู้สึกอึดอัดมาก ควรทำอย่างไรดีคะ?

เคยทำงานในตำแหน่งนี้มา 3-4 ที่ แต่ที่นี่เป็นที่แรกที่หัวหน้าบังคับให้ไปลดน้ำหนักทั้งที่งานก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างหน้าตาเลยด้วยซ้ำแถมยังต้องเขียนรายงานเรื่องการลดน้ำหนักทุกวันอีกรู้สึกอึดอัดมาก ควรทำอย่างไรดีคะ? ‘คุณพิ้งค์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 มกราคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบังคับให้ลดน้ำหนัก ‘คุณพิ้งค์ (นามสมมุติ)’ อายุ 24 ปี ได้เล่าว่าเธอทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งได้ 6-7 เดือนแล้ว โดยช่วงแรก เธอถูกสั่งให้ลดน้ำหนัก แม้ขอบเขตการทำงานของเธอไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้รูปร่างในการทำงาน เธอสูง 160 เซนติเมตร เมื่อก่อนมีน้ำหนักอยู่ที่ 72 กิโลกรัม แต่โดนสั่งให้ลดลงมาเหลือ 63 กิโลกรัม ภายใน 4 เดือน หัวหน้าขู่ว่า หากลดไม่ได้ จะมีผลต่อการประเมินการทำงาน ถึงแม้รูปแบบงานของเธอต้องอาศัยความคล่องตัวบ้าง เพราะจะต้องเดินค่อนข้างบ่อย แต่จากประสบการณ์ทำงานและฝึกงานในสายงานนี้มา 3-4 แห่ง เธอก็เพิ่งเจอที่นี่เป็นที่แรกที่สั่งให้ลดน้ำหนัก โดยหัวหน้าในเธอส่งแพลนในการลดน้ำหนักให้ และยังต้องการรายงานประจำวันเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของเธอด้วย เช่น วันนี้เข้าฟิตเนสไหม กินอะไร งดน้ำตาลหรือเปล่า กินกาแฟอะไร ซึ่งคุณพิงค์ไม่โอเคมาก ๆ เรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนของการลดน้ำหนัก หัวหน้าก็ไม่ได้ให้การสนับสนุน และตอนนี้เธอลดน้ำหนักได้จนเหลือ 67 กิโลกรัมแล้ว พี่ที่บริษัทบางคนก็เคยโดนสั่งให้ไปลดน้ำหนักเหมือนกัน แต่เมื่อน้ำหนักของเขาลดลงไป หัวหน้าก็เลิกยุ่ง ในส่วนของเหตุผล หัวหน้าได้บอกว่า ถ้าคุณพิ้งค์ลดน้ำหนักตามแพลนที่ตั้งไว้ได้ จะสามารถทำงานอื่น ๆ ในสายงานนี้ได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เธออึดอัดมากกับเรื่องนี้มาก เธอรู้สึกว่าโดนบังคับ และยุ่งยากเกินไป เคยคุยกับหัวหน้าโดยตรงแล้วว่าขอไม่ทำ หัวหน้ากลับตอบว่า ถ้าทำไม่ได้ เขาก็คงไม่ไล่เธอออก แต่จะหาวิธีบังคับให้เธอไปลดน้ำหนักอยู่ดี คุณพิ้งค์จึงอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าเป็นพวกพี่ จะรู้สึกอย่างไร และจะทำอย่างไร ดีเจทั้งสามคนได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ไม่ต้องไปยึดติดกับคำสั่งที่มากเกินไป ทำเท่าที่เราไหว และมีความสุขที่จะทำก็พอ ให้โฟกัสที่เรื่องงานเป็นหลัก รวมทั้งให้มองหาข้อดีเฉพาะส่วนที่เกิดประโยชน์กับสุขภาพของเราเอง แต่อย่าปล่อยให้การบังคับนี้มาทรมานตัวเองจนเกินขอบเขต เพราะสุดท้ายแล้วความสบายใจ และร่างกายของเราสำคัญที่สุด แต่โดยรวมดีเจทั้งสามก็มองว่ามันอาจจะคือความหวังดีที่มากเกินไปเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-