เพื่อนร่วมงานดึงเราเข้าไปจูบแบบไม่ทันตั้งตัว!
เราเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้า แต่เขาก็ไม่ไล่ออก
ให้เหตุผลว่าหน้าตาดีต้องเก็บเอาไว้

‘คุณออจอ’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เรื่องที่เธอโดนเพื่อนร่วมงานลวนลามแต่หัวหน้าก็ไม่ยอมไล่ออก
‘คุณออจอ’ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี เล่าว่า เธอเป็นเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานในบริษัท Start Up ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานในออฟฟิศเพียง 3 คน ได้แก่ คุณออจอ หัวหน้า และพนักงานอีกหนึ่งตำแหน่ง ในช่วงแรกแฟนหนุ่มของเธอเป็นคนขับรถมาส่งที่ทำงาน แต่เมื่อแฟนต้องไปฝึกงาน เธอจึงต้องเดินทางมาทำงานด้วยตัวเอง
จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทได้รับพนักงานใหม่เป็นผู้ชายอายุ 25 ปี ใช้นามสมมติว่า ‘นายเอ’ เขาเข้ามาทำงานในตำแหน่ง Warehouse ช่วงแรกทั้งคู่ทำงานร่วมกันได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องประสานงานกันอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป นายเอเริ่มส่งข้อความมาหาเธอผ่านทาง WeChat โดยเริ่มจากการสอบถามเรื่องงาน ซึ่งเธอก็ตอบกลับไปตามปกติโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากนั้นบทสนทนากลับเริ่มเปลี่ยนไป นายเอเริ่มถามเรื่องส่วนตัวและพูดจาในลักษณะที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ เช่น ‘ไปไหนหรอ ทำอะไรอยู่ อยู่คนเดียวเหนื่อยไหม มานอนด้วยหน่อย มาหาพี่หน่อยสิ พี่อยู่ข้างล่าง’ เมื่อเธอเลือกที่จะไม่ตอบข้อความเหล่านั้น เขาก็มักจะเปลี่ยนกลับมาถามเรื่องงานอีกครั้ง เพื่อให้เธอจำเป็นต้องตอบข้อความ ก่อนจะวกกลับไปถามเรื่องส่วนตัวต่อ เช่น ‘วันนี้กินอะไรเหรอ ห่อข้าวอะไรมากิน’ นอกจากนี้ในตอนที่ทำงานด้วยกัน เธอสังเกตได้ว่าเขาจะชอบแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ตลอด ขณะที่เธอลงไปชงกาแฟ เขาก็มักเข้ามาขอจับแขน จับผม หรือจับแก้มเธอ ซึ่งทุกครั้งเธอจะแสดงท่าทีปฏิเสธและพยายามหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ แต่พฤติกรรมของเขาก็เริ่มหนักขึ้น จากที่สัมผัสแขนและใบหน้า กลายเป็นการจับเอว จับตัว และเข้ามาดมผมของเธอ แม้บุคลิกภายนอกของนายเอจะดูเป็นคนสดใสร่าเริง ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเป็นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ก็ตาม ส่วนตัวเธอนั้นทราบอยู่แล้วว่านายเอมีครอบครัวแล้ว จึงไม่ได้คิดว่าเขาจะมีเจตนาอื่นแอบแฝง
จนกระทั่งเหตุการณ์ที่หนักที่สุดได้เกิดขึ้นในวันที่ฝนตกวันหนึ่ง วันนั้นเธอมาทำงานสายซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่นายเอมาทำงานพอดี หลังจากเข้าออฟฟิศไปแล้วเธอก็ออกมาล้างแก้วกาแฟที่ห้องน้ำ ระหว่างที่เธอกำลังล้างแก้วอยู่นั้น เมื่อหันกลับไปทางประตู เธอก็พบว่านายเอยืนขวางอยู่ตรงทางเข้าประตู ในตอนแรกเธอคิดว่าเขาคงเพียงต้องการเข้ามาพูดคุย จึงได้ถามออกไปว่า ‘วันนี้มาเช้านะ พี่จะเข้าห้องน้ำเหรอ หนูล้างแก้วเสร็จเดี๋ยวหนูก็ไปแล้ว’ เขาไม่ตอบอะไรแต่กลับเดินเข้ามาจับผมเธอ และจู่ ๆ ก็เข้ามาจูบเธอ สิ่งที่เขาทำไม่ได้เป็นเพียงการจูบผิวเผิน แต่ยังพยายามแทรกลิ้นเข้ามาในปากของเธออีกด้วย เขาจูบเธอนานเกือบ 5 นาที จนเธอเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออกเลยรวบรวมแรงทั้งหมดผลักเขาออกไป เธอรู้สึกช็อคและหน้าชากับเหตุการณ์ที่เกิดจนทำอะไรไม่ถูก จึงแกล้งทำเป็นรับโทรศัพท์ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครโทรเข้ามา เธอแกล้งคุยโทรศัพท์นานถึง 20 นาทีจนนายเออดทนรอไม่ไหวและเดินออกไป

หลังจากวันนั้น เธอก็ร้องไห้ทุกวันที่ไปทำงานและมีอาการแพนิคจนมีความคิดอยากจบชีวิต แต่เธอก็ยังไม่ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกับคนในบริษัท เนื่องจากบริษัทเป็นเพียง Start up ขนาดเล็ก ไม่มีทั้งกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม ทำให้เธอคิดว่าตัวเองไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดนายเอได้ อีกทั้งยังกังวลว่าหากพูดเรื่องนี้ออกไป อาจไม่มีใครเชื่อ เพราะภาพลักษณ์ของนายเอไม่ได้ดูเป็นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจอดทนทำงานต่อจนถึงสิ้นเดือน ก่อนจะรวบรวมความกล้าเข้าไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้หัวหน้าฟังพร้อมกับร้องไห้ เมื่อได้รับฟังเรื่องราว หัวหน้าก็มีท่าที่ตกใจอย่างมาก เขาเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวายและถึงขั้นร้องไห้ออกมา ทำให้เธอคิดว่าหัวหน้าอาจจะช่วยให้เธอได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์ครั้งนี้
แต่กลายเป็นว่าวันถัดมาเธอก็ยังคงเห็นนายเอมาทำงานอย่างปกติเหมือนทุกวัน และหัวหน้าก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจึงตัดสินใจบอกกับหัวหน้าไปว่าต้องการที่จะลาออก หัวหน้าของเธอก็ทำเพียงรับรู้แต่ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เธอได้แจ้งไป ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เธอบอกไปเลย
หลังจากที่คุณออจอออกจากงาน เธอก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้แฟนหนุ่มของเธอฟัง ทางด้านแฟนของเธอเมื่อทราบเรื่องก็ไปดักรอที่บริษัทของเธอทันทีเพื่อรอให้นายเอออกมา เมื่อเจอนายเอ แฟนของเธอก็เข้าไปต่อยและถามว่า ‘มึงได้ทำแบบนั้นจริง ๆ ไหม’ นายเอตอบกลับมาด้วยความหวาดกลัวว่า ‘ผมยอมรับแล้วพี่ ผมยอมรับว่าทำแล้ว’ แฟนของเธอก็ถามกลับไปอีกครั้งว่า ‘แล้วทำไมมึงไม่ยอมรับกับหัวหน้าว่ามึงทำ’ นายเอก็ได้ตอบกลับมาว่า ‘ยอมรับแล้วพี่ ผมยอมรับไปแล้ว’ ด้วยความที่สถานที่ตรงนั้นไม่ได้ห่างไกลจากบริษัทมากทำให้หัวหน้าของเธอเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและท้วงถามแฟนของเธอว่าเกิดอะไรขึ้น ในจังหวะเดียวกันนั้นนายเอก็ได้รีบขับรถหนีออกไป
เมื่อแฟนของเธอได้คุยกับหัวหน้าก็ได้ความว่านายเอนั้นไม่ยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงทำให้หัวหน้าไม่มีหลักฐานที่จะไล่นายเอออกได้ นายเอจึงยังต้องทำงานที่บริษัทนี้ต่อไป เมื่อได้ฟังคำตอบที่ไม่ตรงกัน แฟนของเธอจึงได้นัดทุกคนเข้ามาคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งในวันถัดมา ในการพูดคุยครั้งนั้น นายเอได้บอกกับเธอว่า เขายอมรับกับหัวหน้าไปตั้งแต่วันแรกที่ถูกเรียกเข้าไปสอบถามแล้ว โดยหัวหน้าเพียงกำชับให้ทั้งสองคนไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีกเท่านั้น ทำให้เธอทราบว่าหัวหน้ารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่กลับเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ โดยก่อนหน้านี้หัวหน้าเคยพูดว่านายเอเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดีจึงอยากให้เขาเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัท
ปัจจุบันนี้เธอลาออกจากงานแล้วแต่ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรให้ความรู้สึกเหล่านี้หายไป เพราะตอนนี้ก็ยังคงรู้สึกผิดที่ออกมาและโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเราไม่ทนงานรึเปล่า เลยอยากจะปรึกษพี่ ๆ ดีเจว่าเธอควรทำอย่างไรดี ให้เธอสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องนึกถึงเรื่องนี้ และไม่ต้องนึกถึงหัวหน้าคนนั้นอีกเพราะส่วนตัวเธอยังคงมีความรู้สึกรักหัวหน้าอยู่ หากแต่ไม่สามารถกลับไปเคารพนับถือได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า "จริง ๆ เรื่องนี้มันค่อนข้างจะเป็นเรื่อง Trauma แล้ว สิ่งที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็นการไปหาคุณหมอ ลองไปหาหลาย ๆ คน หลาย ๆ ที่ ไม่งั้นภาพนี้ก็จะฝังไปตลอด เพราะเราไม่สามารถจัดการมันเองได้ แต่ดีแล้วที่ออกมาจากที่ตรงนั้นมาได้
การไปหาจิตแพทย์นอกเหนือจากการสั่งยา มันควรจะเป็นการพูดคุยที่จะปลดล็อคอะไรบางอย่างในสมองเราด้วย มันจะทำให้เรารู้สึกใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำนี้ได้บ้าง ให้อาการมันเบาลง พี่ว่าน่าจะช่วยได้ และก็ปรึกษาแฟนเยอะ ๆ ระบายออกไปบ้าง เราอ่อนแอได้เวลาเราอยู่กับแฟน หนูจะได้ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป แบ่ง ๆ กันแบก"
ต่อด้วยคำแนะนำเพิ่มเติมของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "เห็นด้วยกับพี่เผือกเลย วิธีเดียวที่หนูจะรักษาตัวได้คือให้หมอจัดการให้ พี่ว่าหนูไม่สามารถทำเองได้ ส่วนเรื่องหัวหน้าดูพฤติกรรมที่เขาปล่อยให้คนที่ลวนลามหนูยังสามารถทำงานต่อในบริษัทได้ ไม่เอาเรื่องไม่เอาความแค่เพราะหน้าตาดี เขาไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่แม้กระทั่งหัวหน้าที่ดีด้วยซ้ำ หัวหน้างานที่ดีจะไม่ให้คนแบบนี้อยู่ในบริษัท วิธีการจัดการมันง่ายมากถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดก็ติดสิ แต่นี่คือเขาไม่อยากจะทำ เพราะฉะนั้นง่าย ๆ คือคนเหล่านี้มันไม่ดี เราออกมาได้ก็คือมันจบแล้ว เราไปเริ่มชีวิตใหม่ หนูแค่โชคไม่ดีที่ไปอยู่บริษัทนี้ เจอคนแบบนี้ทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน จากนี้ไปหนูเลือกได้แล้ว ตัดทิ้งมันไปให้หมด ไม่ต้องไปสนใจมัน"
ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ว่า "ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมที่เล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง เพราะมันไม่ได้ง่าย มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วที่ออจอรู้สึกสงสัยตัวเองว่าเราไม่ทนกับงานรึเปล่า สิ่งที่เราอดทนตอนนี้ไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ต้องโทษตัวเอง จงภูมิใจว่าเราเจอปัญหาขนาดนี้แต่เรายังทำงานได้อยู่ แต่ถ้าทนต่อไปมันจะกลายเป็นทนเกินขีด แต่สุดท้ายแล้วเราก็เข้มแข็งมากที่จัดการได้และมีแฟนที่ดี อันนี้ต้องชื่นชมคนที่เข้าใจและรักเรา
ส่วนเรื่องบาดแผลทางจิตใจ ถ้าพี่บอกให้ออจอหยุดคิดมันก็ยิ่งยาก เพราะไม่มีใครมาห้ามความคิดเราได้ งั้นก็ไม่ต้องพยายามไปหยุดความคิดตัวเอง แต่เมื่อเริ่มคิดเมื่อไหร่ให้เราเปลี่ยนเรื่องคิดแทน และเห็นด้วยกับพี่เผือกพี่เติ้ลว่าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจไปพบแพทย์ แต่การให้ยาไม่ใช่เพียงทางออกเดียว มันต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรืออาจจะเป็นนักจิตวิทยา นักจิตบำบัดที่เขาจะมีเวลาคุยกับเราควบคู่กันไป
แต่เบื้องต้นชื่นชมตัวเองด้วยนะ กล้าที่จะออกจากตรงนั้น กล้าที่จะพูด หนูเก่งมากเลยนะ และถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล อย่ารอให้มันนาน เราติดกล้องเองได้หรือปรึกษาแฟนไปเลยก็ได้ทันที ขอให้จากนี้เจอแต่คนดี ๆ ค่ะ"
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง
มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION
รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin