คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ตอนนี้ท่านกลัวและแพนิกมาก จะมีวิธีดูแลสภาพจิตใจให้คุณแม่ปล่อยวางในวาระสุดท้ายอย่างไรดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ตอนนี้ท่านกลัวและแพนิกมาก จะมีวิธีดูแลสภาพจิตใจให้คุณแม่ปล่อยวางในวาระสุดท้ายอย่างไรดีคะ?

02 ต.ค. 2026

คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้ตอนนี้ท่านกลัวและแพนิกมาก

จะมีวิธีดูแลสภาพจิตใจให้คุณแม่ปล่อยวางในวาระสุดท้ายอย่างไรดีคะ?

          ‘คุณฝน’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (30 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม และหมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ของเธอเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 คุณฝนจึงอยากให้แม่ปล่อยวางในวาระสุดท้าย 

          ‘คุณฝน’ อายุ 33 ปี ได้เล่าว่า ตอนนี้คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 โดยก่อนหน้านี้รักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ จนอาการคงที่จึงย้ายไปรักษาต่อที่จังหวัดน่าน แต่อยู่ ๆ อาการของคุณแม่ก็ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้เชื้อมะเร็งลามไปที่กระดูกสันหลังจนกระดูกหัก และตอนนี้ก็ลามไปถึงไขสันหลังแล้ว ทำให้ตอนนี้คุณแม่ขยับร่างกายท่อนล่างไม่ได้และเดินไม่ได้แล้ว ซึ่งทางเลือกในการรักษามียามุ่งเป้าที่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 2-3 แสนบาทต่อเดือน ทำให้คุณฝนคุยกับคุณแม่ว่ารับภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวไม่ไหว จึงตัดสินใจรักษาตัวด้วยเคมีบำบัดแทน ซึ่งคุณฝนเองก็แอบมีคำถามในใจว่า การไม่เลือกทางที่ดีที่สุดเพื่อต่อชีวิตแม่ จะถือว่าเป็นลูกเนรคุณหรือไม่

          แต่ปัญหาหนักใจที่สุดตอนนี้คือสภาพจิตใจของคุณแม่ เพราะคุณแม่คิดมากที่เหลือเวลาน้อยลงแล้ว จึงเกิดอาการแพนิก สติแตก โทรหาญาติพี่น้องและเพื่อนให้มาอยู่ด้วยตลอดเวลา ทำให้ญาติที่ดูแลเครียดมาก ตัวคุณฝนเองทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไม่สามารถบินไปหาได้บ่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้คุณพ่อได้มาช่วยดูแล แต่คุณพ่อเองเป็นคน Toxic มาก อารมณ์ร้อน ชอบสั่งและตะคอก ทำให้คุณแม่ยิ่งเครียด ไม่สบายใจ และเริ่มหงุดหงิดใส่พ่อ ทำให้ญาติ ๆ ก็มีปัญหากับคุณพ่อเช่นเดียวกัน คุณฝนจึงตัดสินใจให้คุณพ่อกลับไปที่เชียงรายเหมือนเดิม

          ดังนั้นคำถามของคุณฝนก็คือ ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มาก จะดูแลสภาพจิตใจคุณแม่อย่างไรให้ท่านสงบและปล่อยวางได้ และอีกคำถามคือถ้าในวันที่คุณแม่ไม่อยู่แล้ว คุณฝนจะต้องเหลือคุณพ่อเป็นที่พึ่งสุดท้ายเพียงคนเดียว ทั้งที่ปกติแล้วเข้ากันไม่ได้เลย เจอกันทีไรก็ทะเลาะกันตลอด ควรจะใช้ชีวิตหรือรับมือกับคุณพ่ออย่างไรดี?

          โดยเริ่มจาก ‘ดีเจอ้อม’ ที่เป็นกำลังใจให้คุณฝนและไม่ลืมที่จะให้คำแนะนำว่า “ก่อนที่เราจะทำให้คุณแม่ปล่อยวาง เราต้องทำใจของเราให้นิ่งก่อน เรื่องคุณพ่อขอให้ตัดทิ้งไปก่อนเพราะเป็นความกังวลในอนาคตที่ยังไม่เกิด ให้โฟกัสแค่คุณแม่

          ส่วนเรื่องการปล่อยวางของแม่ ธรรมชาติของใจคนเรามันแกว่งได้ตลอดเวลา ยิ่งท่านรู้ตัวว่าอาการถึงขั้นไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องกลัว และการที่คุณแม่ต้องการให้มีคนมาอยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะจากไปตอนไหน การคาดหวังให้เขาคลายกังวลหรือปล่อยวางนั้นยากมาก หากใช้ธรรมะหรือจิตแพทย์แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องให้เวลา ขอให้คนดูแลเข้าใจอารมณ์ที่รวนของท่าน หน้าที่ของเราคือรักคุณแม่ในแบบที่ท่านยังปล่อยไม่ได้นี่แหละ ให้โอกาสท่านก่อนเพราะมันไม่ง่ายเลยสำหรับทั้งคุณแม่และคุณฝน”

          ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ ที่เสริมว่า “เป็นกำลังใจให้นะเพราะเรื่องนี้มันหนักมาก ทั้งการดูแลและค่าใช้จ่าย ในสมการนี้ไม่มีใครผิด ขอให้ตัดความคิดเรื่องเนรคุณออกไปเลย เพราะในเงื่อนไขของแต่ละครอบครัว เราได้ทำเต็มที่ในแบบที่เราไหวอยู่แล้ว ลึก ๆ แล้วคุณแม่ท่านรู้ตัวว่าเวลาเหลือน้อย นั่นทำให้ท่านยิ่งอยากอยู่ใกล้คนที่รัก มันทั้งเหงาและเดียวดาย จึงยากมากที่จะบังคับให้ท่านปล่อยวาง

          สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องมีใครสักคนที่สามารถอยู่กับท่านได้ในวาระสุดท้าย หรือทุกคนต้องช่วยกันอดทนผ่านมันไป ส่วนเรื่องคุณพ่อในอนาคต อาจจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้เปิดใจคุยกันว่าทำไมถึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ อาจจะไม่ถึงขั้นกลับมารักกันแนบแน่น แต่อาจจะไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้น แค่นั้นก็ดีมากแล้วสำหรับคนอายุมาก”

          ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ให้มุมมองว่า “คำว่าปล่อยวางมันพูดง่ายแต่ทำยากมากสำหรับคนที่กำลังนับถอยหลังให้กับชีวิตตัวเอง อยากให้มองในมุมของคนดูแลว่า ถ้าวันหนึ่งต้องสูญเสียคุณแม่ไปแล้วรู้สึกผิดว่าดูแลท่านไม่ดีพอ มันจะติดค้างในใจ ดังนั้นในเวลาที่เหลือหลักเดือน หรือหลักวัน ขอให้คิดเสมอว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของชีวิต ถ้ารับไม่ไหวก็แค่เดินหนี อย่าไปแสดงความโมโหให้ท่านรู้สึกแย่ ให้ความอดทนทำงานแทน ส่วนเรื่องคุณพ่อ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตอนนี้เป็นยังไงก็ให้มันเป็นแบบนั้นไปก่อน ให้เป็นเรื่องของอนาคตจัดสรรเอง ไม่ต้องพยายามฝืนให้รักหรือผูกพันกันหรอก”

          และปิดท้ายกับ ‘หมอท็อป’ ว่า “เรื่องนี้ยากมากสำหรับทุกคน ทั้งคนไข้ ญาติ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เพราะมะเร็งระยะที่ 4 จะมีการเปลี่ยนแปลงไวมาก หมอแนะนำว่าอย่าเพิ่งพยายามทำให้ท่านปล่อยวาง เพราะมันยากเกินไป แต่ลองเปลี่ยนเป้าหมายเป็นทำอย่างไรให้ท่านรับมือกับความทุกข์ได้มากขึ้น ความกลัวของคนไข้เกิดจากการที่จู่ ๆ ก็ขยับตัวไม่ได้ นำไปสู่ความกลัวการอยู่คนเดียว กลัวถูกทอดทิ้ง และกลัวเป็นภาระ ขอให้คุณฝนและญาติทำงานเป็นทีมร่วมกับคุณหมอที่ดูแล ลองไปพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจความกลัวของท่าน ส่วนคุณฝนที่อยู่ไกล แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น วิดีโอคอลหาบ่อย ๆ คอลแค่ 30 วินาทีก็ได้ แต่เน้นความถี่ เอาจำนวนเข้าว่า เพื่อให้ท่านรู้สึกว่ายังไม่ทันเหงาลูกก็โทรมาอีกแล้ว ค่อย ๆ ถามไถ่ว่าท่านกังวลอะไร จะช่วยให้ท่านอุ่นใจขึ้นได้มากครับ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

08 ส.ค. 2026

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกันเวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบากถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม 'คุณวิดวะ' (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เรื่องที่ตนนั้นรู้สึกเสียใจและคิดว่าหากน้องคนที่เขาแอบชอบมานานได้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ชีวิตของน้องคนนั้นจะดีกว่านี้หรือไม่ คุณวิดวะ (นามสมมติ) ได้เล่าว่าเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาได้เจอกับน้องคนหนึ่ง ให้นามสมมติว่า 'น้องเอ' และตกหลุมรักน้องคนนี้ ทั้งยังบอกเพื่อนในกลุ่มอีกว่า "เห้ย กูชอบน้องเขานะ หลีกทางให้กูหน่อย” นั่นเพราะคุณวิดวะเข้าใจดีว่าตนนั้นหน้าตาอาจจะไม่ได้ดีมากและมีรูปร่างอ้วน หลังจากนั้นคุณวิดวะก็ตามจีบน้องเอ คอยไปรับไปส่งสม่ำเสมอ นอกจากนี้คุณวิดวะยังย้ำกับกลุ่มเพื่อนเสมอว่า "มึงอย่ายุ่งนะ เปิดทางให้กูหน่อย" ในตอนนั้นคุณวิดวะไม่รู้ว่าน้องเอจะมีใจให้ต้นหรือไม่ แต่ก็ดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง น้องเอมีปัญหาอะไรก็พร้อมให้คำปรึกษาเสมอ เรียกได้ว่าทำเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน เพื่อนของคุณวิดวะก็ได้พาน้องเอกลับมาที่พัก เพราะคุณวิดวะวานให้เพื่อนคนนี้ไปส่งน้องเอ จากนั้นก็ขับตามไปทีหลัง แต่ในวันนั้นเอง เพื่อนและน้องเอก็ได้มีอะไรกัน คุณวิดวะมรู้ทีหลังเพราะเพื่อนมาบอกว่า "เออ กูได้กับน้องเขาแล้วนะ กูจะจริงจังกับน้องเขาแล้วนะ" คุณวิดวะตกใจและพูดไปว่า "อ่าว มึงไม่ได้ฟังกูเหรอที่กูพูดไปตั้งแต่แรกว่ากูจะจริงจังกับน้องเขา" แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ต้องเดินออกไปจากความสัมพันธ์ก็คือคุณวิดวะ เวลาผ่านไป คุณวิดวะได้ทราบมาว่าปัจจุบันชีวิตของน้องเอไม่ได้ดีเท่าที่ควร แม้น้องเอจะยังคบกับเพื่อนอยู่และมีลูกด้วยกัน 1 คน และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะระหองระแหงกันด้วย คุณวิดวะที่ได้ทราบข่าวนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้แต่ก็แสดงออกไม่ได้ เวลาที่ทั้งสองคนมีปัญหาก็จะไม่โทรมาหาเพราะเขารู้ว่าถ้าคุณวิดวะรู้ปัญหา คุณวิดวะจะโกรธเพื่อน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ย่ำแย่จนถึงขั้นน้องเอคิดจะจากโลกนี้ไป คุณวิดวะรู้เพราะวันนั้นไปหาน้องเอแต่ไม่เจอ เจอแต่เพื่อน เพื่อนก็พูดว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่รู้มันไปตายที่ไหน เห็นบ่นว่าอยากตาย" ย้อนกลับไปช่วงที่คุณวิดวะและเพื่อนทะเลาะกัน เขาได้บอกเพื่อนไปว่า "ถ้ามึงจะเอาผู้หญิงคนนี้ไป มึงดูแลให้ดีด้วย อย่าให้มีปัญหาอะไรกันที่มันลำบากใจ" ใจคิดว่าแฟนน้องเอคือเพื่อน ซึ่งก็มั่นใจหายห่วงได้ว่าดูแลน้องเอได้ แต่เอาเข้าจริง เพื่อนคนนี้กลับไม่ดูแลอะไรเลย พักหลังเพื่อนคนนี้ยังแอบไปคุยกับคนอื่นอีกด้วย ไม่ไปรับ-ส่งน้องเวลาไปทำงานแล้ว เรื่องนี้น้องเอเป็นคนเอ่ยปากเล่าให้คุณวิดวะฟังเอง เขาฟังแล้วก็ได้แต่โมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใจคุณวิดวะยังเป็นห่วงน้องเอเสมอ ยิ่งได้รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็พร้อมจะช่วยเหลือ ปัจจุบันน้องเอเลี้ยงลูกคนเดียวเพราะแยกทางกับเพื่อนแล้ว ทางคุณวิดวะก็มีเดินหน้าจีบอยู่บ้างแต่รู้สึกว่ามันจะเป็นการรบกวนน้องเอ จึงไม่ได้ทำอะไรต่อ คุณวิดวะเสริมอีกว่า เมื่อ 3 - 4 วันก่อน เป็นวันเกิดของเขา จึงลองชวนน้องเอไปดูหนังด้วยกัน น้องก็ตอบตกลง ระหว่างที่นั่งรถไป ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกันถึงปัญหาของน้อง แล้วคุณวิดวะก็คิดว่า "ตอนนั้น ผมปล่อยน้องคนนี้ไป ถ้าวันนั้นผมขัดขืนเพื่อนผมว่ากูไม่ยอมมึงแบบนี้มันจะเป็นผิดหรือเปล่า ถ้าผมทำไปอย่างนั้นมันจะดีหรือเปล่าในปัจจุบันนี้ ผมก็ถามน้องเขาไปนะว่าคิดจะกลับไปไหม ถ้าไม่คิดจะกลับไป เป็นพี่ได้ไหม น้องเขาก็บอกผมว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลาแต่มันติดตรงที่ว่าพวกพี่เป็นเพื่อนกัน" นอกจากนี้ แม่ของคุณวิดวะยังมีการถามไถ่ว่า "แฟนน่ะมีงานทำแล้วยัง ทำไมเขากลับไปอยู่บ้าน ถ้าเขาไม่มีงานทำ ไปทำกับแม่ไหม" เนื่องจากแม่เข้าใจว่าน้องเอกับคุณวิดวะเป็นแฟนกัน เพราะคุณวิดวะพูดไปตามประสาวัยรุ่นว่าน้องเอคือคนคุย เรื่องนี้น้องเอก็ได้ยินต่อหน้า เธอยิ้มและหัวเราะไปด้วย คุณวิดวะกล่าวว่าที่บอกแม่ไปแบบนั้นเพราะจะใช้เป็นข้ออ้างให้แม่รับน้องเข้าทำงาน และน้องก็จะได้เงินเดือนด้วย คุณวิดวะกล่าวขอโทษน้องว่า "ที่ทำอย่างนั้น ไม่ได้อยากจะไปบีบบังคับอะไร เพราะว่าน้องเขาก็เป็นคนคิดลบอยู่แล้ว ผมก็เลยขอโทษ แล้วบอกไปว่าถ้าน้องไปเจอคนที่ดีก็ขอให้น้องมีความสุข ผมยินดีซัพพอร์ตทุกอย่าง มีปัญหาอะไรก็ทักมาได้ แต่พี่รู้ว่าที่น้องยังไม่เปิดใจเพราะน้องยังไม่เคลียร์กับเพื่อนพี่ ถ้ามันเป็นไปได้หรือไม่ได้ก็ตาม ถึงวันนั้นถ้าเคลียร์กันแล้ว หรือว่าพี่พอมีโอกาสก็รับพี่ไปพิจารณาด้วยนะ" แล้วน้องเอก็ตอบกลับมาว่า "โอเคค่ะพี่ ไว้เจอกัน" จากนั้นบทสนทนาก็จบลง คุณวิดวะกล่าวว่า "อยากรู้ว่าการที่ผมพูดไปแบบนี้ มันทำให้น้องเขาน่าจะรู้สึกดีรึเปล่า" ที่คุณวิดวะโทรเข้ามาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เพราะใจลึก ๆ แล้วก็ยังหวังว่าชีวิตน้องเอจะสุขสบายและไม่ลำบากแบบนี้ "ถ้าวันนั้นผมเลือกที่จะเดินหน้าต่อกับน้องเขา ชีวิตน้องเขาจะกว่านี้หรือเปล่าครับ?" เริ่มที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้ให้คำปรึกษาว่า "ที่เราฟังมาทั้งหมดคือคุณวิดวะหวังมากแต่เป็นคนตัวใหญ่ที่ตัวเล็กมากเลย เวลาจะสื่อสารกับเขา ชอบเขาก็ไม่บอกว่าชอบ คือยังให้ไปเจอคนอื่น ๆ คุณวิดวะต้องปากกับใจตรงกันก่อนนะ ตอนนี้คุณวิดวะปากกับใจไม่ตรงกัน แนะนำอย่างนี้ ถ้าวันหนึ่งไปเจอใครสักคนที่เรารู้สึกชอบจริง ๆ ให้ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเรา ไม่ต้องกลัวความผิดหวัง 'พี่ชอบน้องนะ แล้วถ้ามาอยู่กับพี่ พี่จะดูแลน้อง' อะไรก็ว่าไป ไม่ต้องบอกว่าไปเจอคนอื่นแล้วโชคดี อย่าทำตัวเองคูล ๆ เท่ ๆ มันไม่ได้เท่เลย แล้วก็อย่าเวิ่นเว้อ แค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง พี่ชอบ น้องชอบไหม ถ้าน้องไม่ชอบ โอเคก็แยกย้าย บางทีมันมีแค่นั้น แต่ตอนนี้กับน้องคนนั้นไม่ต้องแล้ว มันจบไปแล้วเพราะการที่เราเวิ่นเว้อไปหาเขาแล้ว และเขาตอบแค่ว่าโอเคค่า เขาจบบทสนทนาแล้ว ถ้าเขาจะเอาเขาเอานานแล้วค่ะ ฉะนั้นหาคนใหม่" ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า "คุณวิดวะไปหาคนรักคนใหม่เถอะ เขาไม่เลือกเลือกคุณวิดวะ ถ้าเขาจะเลือก เขาเลือกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไม่ไปตกลงปลงใจกับเพื่อนคุณวิดวะหรอก เวลาคุณวิดวะเห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้น เห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว คุณวิดวะต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วไม่หลอกตัวเองว่ามันจะไม่ใช่แล้วคุณวิดวะก็จะไม่ไปจากเขาเลย เหมือนติดตามเขา คอยดูเขาตลอด สำหรับเติ้ลคิดว่าเราเอาเวลาไปหาคนที่เขาเห็นมันดีกว่า มันน่าจะดีกว่าคุณวิดวะมากกว่า" สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า "หนึ่ง ยอมรับก่อนว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยเลือกเรา แล้วก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับการได้คบกัน นับตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้เขายังไม่เคยเลือกเราเลย อันนี้ยอมรับก่อน และเขาเลือกคนอื่น เขาจะไปมีชีวิตยังไงนั่นคือชีวิตที่เขาเลือก แล้วถ้ามันเป็นชีวิตที่เลวร้ายกับเขาจริง ๆ เขาก็คงจัดการชีวิตของเขาเอง เขาจะทนอยู่หรือไม่ทน เป็นชีวิตของเขา อันนี้แยกก่อน วิดวะต้องยอมรับความจริงก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะทิ้งชีวิตนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเลือกเรา ไม่เกี่ยวกันเลยนะที่ผ่านมา แต่ความหวังอยู่ตรงนี้ เอาจริง ๆ บนโลกใบนี้มันมีนะ 5 ปี 10 ปีแรกไม่เคยมองกัน วันดีคืนดีไม่เหลือใคร ถึง ณ เวลาหนึ่งกลับมาลงเอยกันมันก็มี บนโลกใบนี้มันมีทุกรูปแบบแหละอยู่ที่ว่าเราจะเอาทั้งชีวิตที่เรามีอยู่เนี่ยไปอยู่กับเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยไม่รู้ มันอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ เราจะอยู่ไปแบบนี้ไหวไหม วิดวะมีความสุขไหมกับการอยู่แบบหวังลม ๆ แล้ง ๆ ถ้าคิดว่าชีวิตมองไปแล้วไม่มีใครสู้น้องเขาได้เลย ชีวิตมีค่าเพื่ออยู่เฝ้ามองเขาห่าง ๆ วิดวะจะทำให้ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่ากระโตกกระตาก อย่าไปรบกวนเขา อย่าไปทำให้เขารู้ถึงการมีตัวตนของเราดีที่สุด อยู่ได้ไหมล่ะ ที่นั่งมองเขาฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ต้องการการรับรู้อะไรเลย เทียบกับการที่วิดวะเปิดใจมองหาคนอื่นด้วย ใช้ชีวิตของตัวเองไป ถ้ามันจะพัดพากลับมาเจอกันในอนาคต 5 ปี 10 ปี ก็ค่อยว่ากัน อันนี้แล้วแต่จะไปเลือกเองแต่ยอมรับความจริงว่าไม่ใช่คือไม่ใช่ การบอกลาครั้งสุดท้ายเราจะไปประดิษฐ์คำให้มันเท่ สวยหรูแค่ไหน ไม่ต้องไปหาคำตอบว่าเขารู้สึกดีรึเปล่า ไม่ได้มีประโยชน์กับเราครับ เราพูดในสิ่งที่เราอยากพูดไปแล้วก็จบครับ อีก 10 ปีมันจะเกิดอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ ถ้าอยากอยู่เพื่อพิสูจน์ก็แล้วแต่คุณวิดวะเลย"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อย ล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเรา เรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ

16 ต.ค. 2026

พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อย ล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเรา เรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ

พ่อเป็นคนเจ้าชู้มากและนอกใจแม่บ่อยล่าสุดพ่อทักแชตไปจีบผู้หญิงที่อายุเท่าเราเรารู้สึกรับไม่ได้และผิดหวังกับพ่อมาก ๆ ‘คุณตุ๊กตุ๊ก’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่พ่อแอบไปจีบผู้หญิงอายุเท่าลูก ‘คุณตุ๊กตุ๊ก’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เล่าว่า คุณพ่อของเธออายุประมาณ 50 ปี เขาเป็นคนเจ้าชู้มาตั้งแต่เด็ก คุณตุ๊กตุ๊กจึงได้เห็นคุณพ่อนอกใจคุณแม่อยู่หลายต่อหลายครั้ง โดยที่คุณแม่ก็ได้เข้ามาปรึกษาหรือบางครั้งก็เป็นตัวเธอเองที่บังเอิญไปเห็นเหตุการณ์พ่อกับแม่ทะเลาะกัน แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ทราบว่าเธอรู้เรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ทำจึงทำให้เธอรู้สึกชินชากับสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ระยะหนึ่ง แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอได้รู้ว่าคุณพ่อทักไปจีบพนักงานผู้หญิงคนหนึ่งในบริษัทของครอบครัว ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ คุณแม่ที่รับรู้เรื่องนี้ก็ได้เอามาบอกเธอ ที่ผ่านมาเธอเคยเห็นพ่อนอกใจไปจีบผู้หญิงที่มีอายุไล่เลี่ยกับพ่อแม่ แต่ครั้งนี้กลับเป็นผู้หญิงที่อายุรุ่นลูก จึงทำให้เธอรู้สึกผิดหวังและใจสลายมาก เพียงแค่คิดว่าจะต้องกลับไปเจอหน้าพ่อที่บ้าน เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะยังสามารถมองเขาได้เหมือนเดิมอยู่หรือไม่ โดยปกติแล้วคุณตุ๊กตุ๊กสนิทกับพ่อมากและมองว่าเขาเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเธอ ซึ่งในบทบาทของการเป็นพ่อ เธอรู้สึกว่าเขาเป็นพ่อที่ดีและเป็นคนที่เธอรักมาก เธอจึงไม่รู้ว่าจะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร อีกทั้งคุณตุ๊กตุ๊กยังสงสัยว่าพฤติกรรมการนอกใจไปจีบผู้หญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจหรือเปล่าและไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้สามารถมองเขากลับมาเป็นพ่อคนเดิมของเธอได้อีกครั้ง เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า ‘ขั้นแรกก็ต้องยอมรับความจริงก่อน ยอมรับว่าเขามีนิสัยที่เราไม่ชอบ ข้อสองคือค่อย ๆ คิดว่าโลกทั้งใบต้องเป็นตุ๊กตุ๊กเองแล้ว เพราะว่าในเมื่อยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เราก็จะเป็นคนที่ควบคุมโลกของเราเอง ทั้งด้วยอายุและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พอเรียนจบหางานทำหรือแม้กระทั่งวันที่ตุ๊กตุ๊กเริ่มสร้างครอบครัวของตัวเอง ความคิดที่ว่าโลกทั้งใบเราเป็นของใคร มันก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ ระหว่างนี้ก็ค่อย ๆ ยอมรับว่าพ่อมีข้อเสียด้านนี้ และค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดว่าโลกทั้งใบควรจะเป็นของเราเองแล้ว มันจะได้ไม่ต้องผิดหวังกับใครอีก แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรามองย้อนไป ตุ๊กตุ๊กก็น่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าพ่อเขามีข้อเสียด้านนี้ แต่เราแค่หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปพ่อเขาอาจจะคิดได้ เขาอาจจะไม่ทำและเปลี่ยนนิสัย แต่เราก็ลืมคิดไปว่าบางทีเขาอาจจะทำไม่ได้ ในเมื่อเขาเป็นคนแบบนี้ แล้วเรายอมรับได้แค่ไหน เราอยากคุยเรื่องนี้กับเขาไหม หรือทำไมไม่ลองปรึกษาคุณแม่ก่อนเพราะอย่างน้อยเราก็จับมือกัน แม่ก็มีสิ่งที่แม่ไม่สบายใจเกี่ยวกับพ่อ ตุ๊กตุ๊กเองก็มีมุมไม่สบายใจเหมือนกัน ปรึกษากันก่อนว่าอยากคุยไหม คุยแล้วได้อะไรกลับมาไหม พ่อเขาจะเปลี่ยนไหมหรือคุยแล้วความอัดอั้นตันใจของเราจะหายไป ถ้าคิดว่ามันน่าจะมีผลอะไรบ้างที่เราอยากลุ้นดู ก็ลองคุยและในเมื่อเขายังมีมุมที่ดี ก็ได้แต่หวังว่า ถ้าเขารู้ว่าลูกสาวที่มองเขาเป็นโลกทั้งใบรู้สึกผิดหวังในตัวเขา มันจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็อย่าคาดหวัง บางทีคนที่เขามีพื้นฐานเจ้าชู้ มันก็จะยังไหลเวียนอยู่ในเลือดเขานั่นแหละ อยู่ที่ว่าเขาจะพ่ายแพ้เสียงในหัวเมื่อไหร่ แต่ถ้าเขาควบคุมทุกอย่างได้ ก็เป็นโชคดีของคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นปรึกษากับคุณแม่เยอะ ๆ อย่างน้อยเราก็ต้องดูแลกันและกันในวันที่เราผิดหวังกันทั้งคู่" ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "อย่างแรกเลยความคิดของตุ๊กตุ๊กที่ว่าหนูอยากได้พ่อคนเดิมของหนูกลับมา ฟังจากเรื่องเขาก็ไม่ใช่พ่อคนเดิมของหนูตั้งแต่หนูรู้ว่าเขาเจ้าชู้ไปมีคนอื่น แต่ว่าครั้งนี้กลายเป็นว่าเขาไปชอบเด็ก ซึ่งเท่าที่ฟัง พี่รู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นโรคจิตอะไรหรอก ถ้าโรคจิตในที่นี้คือผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กแล้วขาดความยับยั้งชั่งใจ พี่ว่าของพ่อเรามันเป็นตาแก่หัวงูมากกว่า มันเป็นนิสัยแบบนี้ของเขานี่แหละ พอวันนี้มันมาเจอเหตุการณ์แบบนี้พี่เข้าใจว่าคุณตุ๊กตุ๊กก็อาจจะรู้สึกว่า นี่มันรุ่นเดียวกับหนูหนิ ทำไมพ่อถึงไปชอบคนที่อายุเท่าเรา พี่รู้สึกว่าตุ๊กตุ๊กอาจจะต้องตัดและแยกแยะว่าเจ้าชู้ที่เขาทำ เขาทำกับแม่ แต่ตราบใดก็ตามที่เขายังเลี้ยงดูตุ๊กตุ๊กอย่างดี ยังเป็นพ่อที่ตุ๊กตุ๊กยังคงเชื่อใจได้ว่าเขาจะไม่ทำร้ายหนู ก็ต้องมองว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดในฐานะสามีและก็อาจจะผิดในฐานะพ่อที่แสนดี แต่ในหน้าที่หลักของเขา เขาก็ยังดูแลตุ๊กตุ๊กอยู่ มันก็อาจจะช่วยให้ตุ๊กตุ๊กไปต่อได้ เขาเป็นสามีที่ไม่ดีของแม่แต่เขายังเป็นพ่อที่ดีของตุ๊กตุ๊ก ยอมมองข้ามไปแต่ในกรณีที่มันไม่ไหวจริง ๆ สำหรับพี่ก็คือต้องคุยกับคุณแม่ก่อนเพราะเขาคือคนที่ประสบปัญหาที่สุด แล้วถ้าตุ๊กตุ๊กไม่ไหวจริง ๆ กับเรื่องที่เขาชอบเด็ก ก็อาจจะบอกไปว่าต่อให้พ่อจะมีใคร แต่ขอร้องได้ไหมอย่าไปชอบเด็กรุ่นเดียวกับเราเลย พี่ว่าเราอายุ 20 ปีแล้ว เราโตพอที่จะคุยได้แล้วเพราะเราเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เราก็สามารถบอกสิ่งที่เรารู้สึกได้" ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า "ถ้าจะพูดกับพ่อ ทั้งหมดก็ต้องปรึกษาแม่ เพราะมันเป็นปัญหาของคุณแม่และก็ไปสืบมาว่ามันเป็นปัญหาของคุณแม่จริง ๆ ไหมหรือคุณแม่เขาแค่มาบ่น แม่อยากจะเดินออกจากจุดนี้ไหม สื่อสารกับคุณแม่ สิ่งหนึ่งที่ต้องย้ำบอกให้แม่ตระหนักคือแม่ได้ผู้ชายเจ้าชู้มาเป็นแฟน แปลว่าแม่ก็รับรู้มาตลอด ถ้าแม่รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ทางออกก็มีแค่การเลิกกันเท่านั้นเพราะว่าเท่าที่ฟังมา พี่ว่าพ่อไม่มีทางเปลี่ยนและพี่ก็ไม่ได้มองว่าการชอบเด็กอายุ 20 ปีจะเป็นอาการทางจิตหรือโรคจิต ส่วนเรื่องที่เขามีคนอื่น สิ่งนั้นคือเขาบกพร่องในหน้าที่สามีแต่เขาไม่ได้บกพร่องหน้าที่พ่อ ดูแลความรู้สึกคุณแม่ก็พอ"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอแต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะเราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไปทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้านเรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจจนสุดท้ายลูกชายก็ยอมอยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วงและไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า” ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา” สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็นเมียน้อยของเพื่อนสนิท ตอนนี้อยากถอยออกมา แต่เมียหลวงที่เป็นเพื่อนเรา กับ สามีของเพื่อน เขาโอเคที่เราสามคนจะอยู่ด้วยกัน กลับกลายเป็นหนูเอง ที่มีความรู้สึกว่าถ้าอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่อไป ก็จะมีแต่หนูที่จะเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว

17 ต.ค. 2025

หนูเป็นเมียน้อยของเพื่อนสนิท ตอนนี้อยากถอยออกมา แต่เมียหลวงที่เป็นเพื่อนเรา กับ สามีของเพื่อน เขาโอเคที่เราสามคนจะอยู่ด้วยกัน กลับกลายเป็นหนูเอง ที่มีความรู้สึกว่าถ้าอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่อไป ก็จะมีแต่หนูที่จะเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว

หนูเป็นเมียน้อยของเพื่อนสนิท ตอนนี้อยากถอยออกมา แต่เมียหลวงที่เป็นเพื่อนเรา กับ สามีของเพื่อนเขาโอเคที่เราสามคนจะอยู่ด้วยกัน กลับกลายเป็นหนูเอง ที่มีความรู้สึกว่าถ้าอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่อไปก็จะมีแต่หนูที่จะเป็นฝ่ายเจ็บคนเดียว ที่ผ่านมา หนูก็เคยมีแฟนมาตลอด แต่สามีเพื่อนสนิทบอกทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้เพราะหนูมีแฟน แต่ตอนนี้หนูโสด เขาเลยอยากจะคบเราอีกคนหนูรู้เลยว่าถ้าหนูตกลง เขาจะไม่เปิดตัวหนูกับที่บ้าน เขาจะไม่เปิดตัวกับใครเพราะเขาก็จดทะเบียนสมรสกับเพื่อนสนิทหนูไปแล้ว “คุณเอ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [8 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาอยากออกจากสถานะเมียน้อย แต่ภรรยาหลวงเขาโอเคที่เราจะอยู่กันสามคน โดย “คุณเอ (นามสมมติ) ได้เล่าว่า ‘มีเพื่อนอยู่กลุ่มนึง ในทีแรกก็เป็นกลุ่มเพื่อนปกติ จนกระทั่งหนูโสด เลิกกับแฟนไปได้ไม่นาน แล้วมีคนเข้ามาจีบที่ร้านเหล้า เพื่อนผู้ชายก็แสดงท่าทีชัดเจนให้หนูรู้ว่า ไม่โอเคนะ ทั้งๆที่ตัวเขาก็มีแฟน ซึ่งเป็นเพื่อนหนูเอง เขาก็ชัดเจนออกไปว่า หนูเป็นของเขานะ ตอนแรกหนูก็คิดว่า เขาเมาหรือเปล่า จนกระทั่งได้มาเปิดใจคุยกัน เลยได้รู้ว่าเขารู้สึกมาตั้งนานแล้ว แต่ตอนนั้นตัวเราเองก็มีแฟน ก็เลยไม่คิดจะข้ามเส้น พอมองย้อนกลับไป เขาก็ดีกับเราจริงๆ ตัวหนูเองก็หวั่นไหว จนมองข้ามไปว่าเพื่อนผู้ชายของเรามีแฟนแล้ว เรื่องมันก็เลยเถิดไปถึงว่า พวกเราแอบคบกัน หนูอยู่ในความสัมพันธ์นี้ แบบเจียมเนื้อเจียมตัว รู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร ทำได้มากแค่ไหน แต่ยิ่งนานก็ยิ่งถลำลึก เขามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกับแฟนเขา หนูที่มีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ก็จะทำตัวไม่เหมือนเดิม จนกระทั่งแฟนเขาจับได้ ตอนจับได้ ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง เพื่อนผู้หญิงหนูก็ถามว่าทำไมทำแบบนี้ เกิดการพูดคุยเพื่อตกลงเรื่องความสัมพันธ์กัน หนูตัดสินใจถอยออกมา ขอแค่เขาทั้งคู่อย่าเลิกกัน เพราะว่าเขาคบกันมานาน ผ่านไปสักพัก ผู้ชายก็ติดต่อมา ว่าเขาไม่อยากทิ้งเรา ใจหนูก็ยังรักอยู่ เลยกลับไปอีกครั้ง หนู ผู้ชาย และแฟนเขา ก็คุยกันว่า ถ้ายังไปไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันนี่แหละ เขาโอเค ผู้ชายก็ชัดเจนว่า เขาก็รักแฟนเขา แต่ก็รักหนูเหมือนกัน ‘เราอยู่ด้วยกันได้มั้ย’ เป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่ แต่งงาน จดทะเบียนสมรสแล้ว หนูกับรู้สึกว่า รับไม่ได้ ไม่อยากอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกผิด มันกัดกินในใจ ไม่อยากให้เพื่อนเราเสียใจ หนูเลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูจะออกจากความสัมพันธ์นี้ยังไงดี? อยากได้คำแนะนำให้เดินออกไปได้สักที’ เริ่มที่ “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การออกจากตรงนี้ ไม่มีอะไรยากเลย ถ้าหนูอยากออก ไม่มีใครกำหนดลมหายใจหนูได้ กับภรรยาของเขา ไม่มีทางเลิกกันหรอก เพราะผู้หญิงยอมให้หมดทุกอย่างเขาจะเลิกทำไม น้องจะหยุด หรือน้องจะทน เขาก็มีอีกคนอยู่ดี คุยกับตัวเองเยอะๆ ทางออกอยู่ที่เรา’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเลิกไม่ได้ ก็อยู่กับความไม่สบายใจ ความนอย ความอยากที่จะมีเขาคนเดียว จนกว่ามันจะชิน หรือไม่ก็เจ็บจนไม่ไหวแล้ว เราจะเดินออกได้อัตโนมัติ เอบอกว่า เอรู้สึกผิด ลองเปลี่ยนจากความรู้สึกผิดจากเขา มารู้สึกผิดกับตัวเองมั้ย ว่าทำไม เราไม่ให้โอกาสตัวเองไปเจอสิ่งที่เรามองหา ทำไมเราต้องเลือกทางที่บัดซบให้ตัวเอง รักตัวเองให้มากๆ’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เมื่อใดก็ตามที่หนูอยากกลับเข้าไป ถ้าหนูรู้สึกผิดกับเพื่อนจริงๆ หนูก็ต้องมองตัวเองอย่างละอายใจ ว่าหนูทำให้เพื่อนที่เขารักหนู ยอมให้สามีเขามามีหนูอีกคนเสียใจ เขาต้องเจ็บขนาดไหน สุดท้ายแล้วมันทำลายคุณค่าของหนูเอง คุณค่าในการจะเลือกสามี ที่ไม่ใช่สามีของคนอื่น ตอนนี้หนูยังมีโอกาส ไม่มีใครให้หนูอยู่ตรงนั้นได้ นอกจากตัวหนูเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา20.00 – 23.00น. ทางรายการวิทยุEFM94และAppAtimeFung Fin

album
♪efm
-

-