ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ

แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ

เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป

ทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้าน

เรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจ

จนสุดท้ายลูกชายก็ยอม

อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

และไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก 

         ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป

         ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ 

         โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก

         คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ

         สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก

         หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป

         สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า”

         ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา”

         สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
 

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ? หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

27 ก.พ. 2026

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ? หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ?หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน ‘คุณแพร (นามสมมติ)’ อายุ 24 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘คุณหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือไม่ โดย ‘คุณแพร (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการรักษา หนูกินยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้หนูทำงานประจำเป็นพนักงานต้อนรับมาได้เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ หนูรู้สึกว่าการทำงานนี้ มันใช้แรงใจค่อนข้างมาก หนูรู้สึกเบื่อ ไม่อยากไปทำงานในทุก ๆ วัน เมื่อเดือนก่อนหนูได้คุยกับแม่ แม่ของหนูกำลังจะทำธุรกิจส่วนตัว แต่ยังลังเลว่าจะทำอะไร ระหว่างร้านอาหารกับร้านนวด หนูเองก็คิดว่าอยากจะลาออกจากงานประจำ แล้วไปช่วยแม่ทำธุรกิจ แม่หนูเองก็เข้าใจและยอมรับในการตัดสินใจของหนู แม้ใจลึก ๆ เขาจะไม่สนับสนุนให้หนูลาออกก็ตาม เพราะธุรกิจมันเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง และก็ไม่รู้ว่าธุรกิจนั้น มันจะไปได้ดีหรือเปล่า แม่ก็เป็นห่วงหนู ส่วนตัวหนูเองก็ไม่มั่นใจว่าการลาออกในครั้งนี้มันจะดีหรือเปล่า การทำงานของหนูคือการนั่งเคาน์เตอร์และพูดคุยต้อนรับลูกค้า หนูได้เงินเดือนประมาณ 2 หมื่น ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ที่หนูเลือกมาทำงานตรงนี้ เพราะรู้สึกว่าหนูเก่งด้านภาษา และหวังว่าจะทำงานตรงนี้ได้ แม้มันจะไม่ใช่งานที่หนูอยากทำ หนูก็ไม่ชอบการที่ต้องมานั่งคุยกับใครสักคน ต้องมาแบกรับกับอารมณ์ของลูกค้าที่เข้ามา และต้องหาวิธีรับมือกับมันอยู่ตลอด หนูเลยคิดว่ามันอาจจะดีกว่า ถ้าหนูได้ไปช่วยงานให้กับธุรกิจของแม่ ใจลึก ๆ หนูก็มีความกลัวว่าธุรกิจของแม่จะไปได้ดีหรือเปล่า หนูเองก็ไม่รู้ว่าถ้าหนูลาออกมาแล้ว ชีวิตหนูจะเป็นอย่างไร หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำ กับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเกลือ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในภาวะของการที่ต้องตัดสินใจ อยากให้ลองทำตาราง เขียนเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละงานที่เราลังเล เราก็จะรู้ว่าใจเราไปทางไหน ถ้าเป็นเรื่องของความมั่นคง เราก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าความมั่นคงในความหมายของเรานั้น คืออะไรบางครั้งงานประจำไม่ได้หมายความว่ามันจะมั่นคง การทำธุรกิจในครั้งนี้มันคือธุรกิจในครอบครัว เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะลองลงมือทำมันก่อนดูก่อนได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าเราชอบมันจริง ๆ ไหม อย่างน้อยถ้าลองแล้วเราไม่ชอบ เราก็ทำงานประจำต่อไปตามเดิมได้ ในการทำงาน ความสุขคือสิ่งสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราไม่มีความสุขในการทำงาน เราก็จะทำสิ่งนั้นออกมาได้ไม่ดี” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราโฟกัสเพียงแต่ความมั่นคง แล้วทำให้เราทรมาณกับการทำงานประจำที่เราทำอยู่ ก็ลองมาทำงานกับแม่ดูก่อน แต่เราต้องมั่นใจว่าถ้าเราทิ้งงานตรงนั้น แล้วรายได้เราจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดว่าเราต้องใช้จ่ายประมาณไหน บางครั้งงานประจำที่ทำอยู่ อาจจะไม่เพียงพอสำหรับชีวิตระยะยาวของเรา เราอาจจะต้องมองหาเส้นทางในการทำงานอื่น ๆ ร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าเรารู้ตัวว่าเรามีความสามารถทางด้านอะไร เราก็เอามันมาต่อยอด หางานที่ตรงตามความถนัดของเรา” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การที่เราจะทิ้งงานที่เราทำอยู่ เพื่อไปทำตามความฝัน มันมีความเสี่ยง ถ้าเราไม่ชอบงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ลองหางานประจำที่อื่นดูก่อน แล้วทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย ส่วนงานประจำที่เราไม่ชอบทำ ก็ลองเปลี่ยน ในเมื่อเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ ลองหาทางเลือกอื่น ให้ทำงานควบคู่กันไปได้ ถ้าวันหนึ่งธุรกิจมันไปได้ดี เราก็ค่อยไปเต็มที่กับตรงนั้น” ปิดท้ายด้วย ‘คุณหมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การเป็นโรคซึมเศร้า แล้วกินยาตรงตามที่หมอสั่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ทุกคนมีสิทธิ์หายขาดจากโรคนี้ได้ ส่วนเรื่องการทำงาน ปัญหานี้เป็นเรื่องที่มีคนมาปรึกษาคุณหมอเยอะมาก ๆ อย่างแรก อยากให้เราเช็คสภาพการเงินของเรา เพราะเราต้องดูว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน ดูเงิน ดูหนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มจากการทำบัญชีส่วนตัว รายรับรายจ่ายก่อนเริ่มทำธุรกิจ ก่อนที่เราจะเลือกอะไร เราต้องดู ว่าเรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจนั้นหรือไม่ ก่อนที่จะลงมือทำอะไร เราควรศึกษามันให้เข้าใจก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้รายละเอียดทั้งหมดของงานที่เราสนใจ ซึ่งมันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเรานั้นชอบอะไร ถ้าเราไม่ลองทำความเข้าใจกับตัวเราเองก่อน และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเราทำงานกับแม่ได้หรือไม่ และเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคุยกับแม่ให้ชัดเจน ว่าเราจะไปทำงานกับเขาในสถานะอะไร”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนเก่า ทำให้หนูกลายเป็นคนมีปมเรื่องความรักไปเลย เพราะแฟนหนูไปแอบถ่ายพี่หนูอาบน้ำตอนนี้ หนูแต่งงานกับสามีใหม่แล้ว แต่หนูไม่ได้บอกเรื่องนี้เลย ทำให้หนูระแวงกลัวว่าแฟนจะมีพฤติกรรมแอบถ่ายคนอื่นแบบคนเก่าจะทำยังไงดี??

12 ธ.ค. 2025

แฟนเก่า ทำให้หนูกลายเป็นคนมีปมเรื่องความรักไปเลย เพราะแฟนหนูไปแอบถ่ายพี่หนูอาบน้ำตอนนี้ หนูแต่งงานกับสามีใหม่แล้ว แต่หนูไม่ได้บอกเรื่องนี้เลย ทำให้หนูระแวงกลัวว่าแฟนจะมีพฤติกรรมแอบถ่ายคนอื่นแบบคนเก่าจะทำยังไงดี??

แฟนเก่า ทำให้หนูกลายเป็นคนมีปมเรื่องความรักไปเลยพี่สาวหนูอาบน้ำอยู่แล้วเงยหน้าไปดู เห็นว่ามีมือถือแอบถ่ายสรุปว่าแฟนหนูไปแอบถ่ายพี่หนูอาบน้ำ นอกจากพี่สาวน้องสาวแท้ๆของแฟนเก่าก็โดน ญาติ คนรอบตัวเขาก็โดนหมดพอเลิกกันไป แฟนเก่าคนนี้ไปคบกับเพื่อนสนิทของหนูอีกตอนนี้ หนูแต่งงานกับสามีใหม่แล้ว แต่หนูไม่ได้บอกเรื่องนี้เลยทำให้หนูระแวงทุกครั้งที่สามีคุยกับเพื่อนหนู หนูก็จะไม่พอใจกลัวว่าเขาจะแอบคบกันเหมือนคนก่อน และ ก็กลัวว่าแฟนจะมีพฤติกรรมแอบถ่ายคนอื่นแบบคนเก่าจะทำยังไงดี?? “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี เป็นสายแรกที่โทรเข้ามาในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาแฟนเก่าแอบถ่ายคลิปพี่สาว แม้จะเลิกกันไปแล้วแต่ก็รู้สึกผิดมาก “คุณเอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นหนูคบกับแฟนมาได้ประมาณ 3 ปี เขาเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเดียวกัน แล้วเขามีปัญหาทะเลาะกับที่บ้านบ่อย โดยเฉพาะกับแม่ เขาเป็นพี่คนโต แล้วแม่เขาเหมือนกลัวว่ามีแฟนแล้วจะสนใจครอบครัวน้อยลง เลยทำให้แม่เขาไม่ชอบหนูหนักมาก ถึงขั้นตามมาด่าพ่อแม่หนูถึงที่บ้าน รุนแรงถึงขั้นสุดท้ายแม่เขาไล่เขาออกจากบ้าน พ่อกับแม่หนูเห็นว่าเขาดีกับหนูมาก ก็เลยให้เขามาอยู่ด้วย แต่ก็แยกบ้านกันคนละหลัง มีวันหนึ่งหลังทานข้าวกับครอบครัวเสร็จ พี่สาวหนูขอตัวไปอาบน้ำก่อน ห้องน้ำบ้านหนูเป็นแบบกำแพงปูนสูง ๆ มีสองห้องติดกัน แล้วมีช่องด้านบนโล่ง ๆ หน่อย ตอนที่พี่สาวอาบน้ำอยู่ เขาเงยขึ้นไปเห็นเสื้อของแฟนหนูพาดบนกำแพง แล้วก็เห็นมือถือที่ยื่นขึ้นมาในท่าทางเหมือนกำลังแอบถ่ายอยู่ พี่สาวหนูตกใจมาก รีบคลุมผ้าออกมาจากห้องน้ำ พี่สาวมาถามหนูว่า ‘เคสโทรศัพท์แฟนสีอะไร?’ หนูก็ตอบว่า ‘สีดำ’ แล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนพี่สาวพาหนูกลับไปดูที่ห้องน้ำ หนูเห็นเสื้อของแฟนพาดอยู่จริง ๆ หนูเลยให้พี่สาวไปพักก่อน เพราะตอนนั้นเขาเสียขวัญมาก ส่วนหนูเดินไปเรียกแฟนออกมาจากห้องน้ำ เขาอยู่นานมาก และพอออกมาก็สั่นเหมือนคนทำอะไรผิด หนูเลยขอดูโทรศัพท์ ซึ่งตอนนั้นไม่มีคลิปอะไรแล้ว หนูเลยเก็บโทรศัพท์ไว้กับพี่สาวเพื่อจะเอาไปให้ร้านเช็คในตอนเช้า คืนนั้นหนูให้น้า คอยเฝ้าแฟนไว้เพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรแปลก ๆ น้าบอกว่าเขานอนไม่ได้ทั้งคืน เดินไปเดินมาเหมือนคนกลัวมาก จนเช้าวันถัดมาเขาป่วย หนูเลยพาไปโรงพยาบาลและเขาขอให้หนูพากลับไปส่งที่บ้านเขา พอหนูไปส่งเขาเสร็จกลับมาถึงบ้านตัวเอง พี่สาวก็เปิดคลิปที่ร้านโทรศัพท์กู้คืนมาให้ดู เป็นหลักฐานชัด ๆ ว่าเขาแอบถ่ายพี่สาวหนูจริง ๆ หนูช็อกมาก เพราะคนนึงก็แฟน อีกคนก็พี่ของตัวเอง หนูกลัวมาก เลยขอให้พี่สาวตัวเองอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ หลังจากนั้นหนูขับไปที่บ้านเขาอีกรอบเพื่อมาเคลียร์เรื่องนี้กับเขา แต่เขามีอาการเหมือนคนเสียสติไปแล้ว ทั้งถอดสายน้ำเกลือ ขว้างของ และพยายามทำร้ายหนู หนูเลยเอาเรื่องนี้มาคุยกับญาติของเขาและมานั่งนึกก็รู้สึกแปลกใจว่าเมื่อตอนคบกันแรก ๆ เคยเห็นคลิปคล้าย ๆ แบบนี้ในมือถือเขาแล้ว แต่เป็นคลิปคุณอาของเขาที่โดนแอบถ่าย ตอนแรกหนูคิดว่าเป็นคลิปทั่วไป เพราะหน้าไม่ชัด เขาก็บอกว่าเป็นแฟนเพื่อนถ่ายเล่นกัน จนตอนหลังมารู้ว่าน้องสาวแท้ ๆ ของเขาก็เคยโดนถ่ายเหมือนกัน… หนูเลยตัดสินใจเลิก แต่ตอนนี้หนูแต่งงานแล้ว สามีดีมาก เราเข้ากันได้ดีทั้งคู่และครอบครัว ถึงจะคบกันไม่นานก่อนจะแต่ง แต่ความสัมพันธ์มั่นคงและอบอุ่นมากจริง ๆ แต่เรื่องในอดีตมันกลายเป็นปมในใจหนูไปแล้ว เวลาสามีคุยกับเพื่อนผู้หญิง หนูก็จะคิดลบ คิดมาก จนต้องกินยาช่วยไม่ให้จิตใจพัง บางทีหนูยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะพอเห็นหน้าพี่สาว ก็จะนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมาอีก ทั้งที่สามีไม่ได้ทำอะไรผิดเลย กลายเป็นหนูที่หงุดหงิดใส่เขาเฉย ๆ หนูยังไม่กล้าเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้สามีฟังด้วย เพราะมองว่าเรื่องมันหนักมาก ไม่อยากเอาความเครียดนี้ไปให้สามีต้องรับรู้ เลยมาถามว่า…หนูควรทำยังไงดี หนูไม่อยากเอาปมนี้ไปทำร้ายสามีของหนูอีกแล้ว’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเราอยากจะแบกความเครียดไว้คนเดียวเพื่อคนที่เรารัก มันไม่ผิดนะ ถ้าเราแบกรับไหวและไม่กระทบกับคนรอบตัว ถ้ากับสามีคนนี้ เราตกลงว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว พี่เชื่อว่าเราสามารถเล่าให้เขาฟังได้นะ ยิ่งเป็นเรื่องในใจที่ส่งผลกับชีวิตคู่ในปัจจุบันเป็นพี่ก็จะคุยเรื่องนี้กับเขา ถ้าสามีเอเป็นคนดีแบบที่เล่าจริง พี่เชื่อว่าเขาจะเข้าใจและช่วยหาวิิิธีที่ทำให้เอค่อย ๆ ดีขึ้น การที่เรามีคนอยู่ข้าง ๆ กับเรื่องที่มันหนักมากพี่ว่ามันดีกว่าอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ควบคู่ไปกับการปรึกษาจิตแพทย์ได้ เชื่อว่าคุณหมอจะมีวิธีการรักษา จัดการกับความคิดที่ยังจดจำเรื่องเดิม ๆ อยู่’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘เคยได้ยินประโยคนี้ไหม อย่าเอาอดีตมากรีดปัจจุบัน วันนี้ถ้าเอรู้สึกว่าเจอคนที่ดีแล้ว เอต้องรักษาเขาไว้ มันเป็นเรื่องของความไว้ใจเพราะงั้นเราต้องมาแก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน จริง ๆ เขาอาจจะคิดว่า ฉันไม่ได้คิดอะไร ฉันนั่งกับใครก็ได้ แต่ถ้าเขารับรู้ปมนี้ของเอ เขาจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเอ เพราะงั้นบอกสิ่งที่อยู่ในใจเรา เพื่อให้เขาสร้างความมั่นใจช่วยเหลือไปกับเรา แต่ในส่วนของเอ เอต้องคิดเสมอว่าเราเจอคนดีแล้ว หน้าที่คือต้องรักษาเขาให้ดี ทำให้เขาอยู่กับเราและสบายใจมากที่สุด’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘พี่เป็นคนนอก พี่ฟังเรื่องนี้พี่ยังเห็นใจที่โดนกระทำจากแฟนเก่า อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เล่าแล้วจะยิ่งทำให้เขาทุกข์ใจ พี่ว่าเขาจะเข้าใจและเห็นใจเอนะ เขาจะได้รับรู้เรื่องที่มันเกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตคู่ของเราตอนนี้ แล้วอีกอย่างเอไม่ได้เป็นคนทำ เอเป็นเหยื่อ และซึ่งตอนนี้แต่งงานแล้ว เขาคือคนที่จะต้องอยู่ทุกช่วงเวลาของเราทั้งร้ายและดี และเรื่องสุดท้ายที่พี่จะบอกคือเอต้องไปคุยกับนักจิตบำบัด พี่ว่าสิ่งที่เจอมันอาจจะรุนแรงและฝั่งลึก คำแนะนำพวกพี่อาจจะช่วยเอมากไม่ได้ เอต้องต้องไปคุยแบบลึกซึ้งเลยว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง นักจิตบำบัดจะช่วยเอได้แน่นอน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่น เพราะพนักงานขายขยั้นขยอ แต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด!

16 ต.ค. 2026

หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่น เพราะพนักงานขายขยั้นขยอ แต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด!

หลวมตัวซื้อคอร์สเป็นหมื่นเพราะพนักงานขายขยั้นขยอแต่ไม่วายโดนขายคอร์สต่อไม่หยุด! ‘คุณแพง (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 ตุลาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับพนักงานคลินิกเสริมความงามที่พยายามขายคอร์สจนน่าอึดอัด ‘คุณแพง (นามสมมุติ)' อายุ 21 ปี เล่าว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เธอได้นัดกับเพื่อนไปที่ห้างแห่งหนึ่ง และในระหว่างที่เธอกำลังไปหาเพื่อน มีพนักงานขายคอร์สด้านความงามคนหนึ่งมายืนดักด้านหน้าของเธอ พร้อมบอกว่า ขอเวลาสักนิดได้ไหม / ขอเวลากรอกแบบสอบถาม เพราะเขาจะได้ค่าหัวจากการลงชื่อของคุณแพง เธอได้ปฏิเสธไปด้วยความที่เธอกำลังรีบไปหาเพื่อน แต่ก็ได้มีพนักงานอีกคนมายื้อคุณแพงไว้ เธอเข้าใจว่าคงเป็นการกรอกลงชื่อที่ใช้เวลาไม่นาน เธอจึงไปนั่งในบูธ เนื่องด้วยสถานที่เป็นเพียงบูธไม่ใช่คลินิกแต่อย่างใด แต่พอนั่งไปสักพัก พนักงานคนนั้นกลับเรียกพนักงานอีกคนมาตรวจผิวหน้าที่เป็นการตรวจด้วยเครื่อง จากนั้นเขาก็ชวนคุย ตามด้วยการขายคอร์ส ซึ่งคุณแพงก็ไม่ได้สนใจ ด้วยที่เธอเคยดูราคาคอร์สตามคลินิกอื่น ๆ มาแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกัน ราคาที่นี่จะแพงกว่า เธอจึงปฏิเสธไป แต่เขาก็ยังไม่ลดละความพยายามให้การขาย ยังคงพยายามชวนคุย ขายคอร์สต่อ และไม่ยอมให้เธอปลีกตัวออกไป ผ่านไปสักพัก พนักงานคนนี้ก็ได้ตาม Manager ของบูธและพนักงานอีกคนมาช่วยขาย เป็นการขายแบบ 3 รุม 1 เลยทีเดียว คุณแพงก็พยายามปลีกตัวออกโดยการบอกพนักงานทุกคนว่า เธอยังไม่สะดวกและนัดเพื่อนไว้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยคุณแพงไป เมื่อพูดคุยถึงการจ่ายเงิน คุณแพงก็บอกไปว่าเธอไม่มีบัตรเครดิต แต่พนักงานก็ยังยื้อด้วยการบอกว่าใช้เงินสดได้ คุณแพงก็พยายามใช้ 108 คำพูดเพื่อบอกว่าเธอไม่สะดวกที่จะจ่าย เขาก็ยื้อคุณแพงไว้จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 30 นาที รวมถึงเพื่อนก็มารอแล้ว เธอจึงตัดสินใจลองดูซื้อคอร์สความงามที่นี่ เพราะคุณแพงเองก็กำลังหาคลินิกที่จะทำอยู่แล้วด้วย เธอจึงจ่ายเงินซื้อคอร์สกับที่นี่ด้วยเงินสดจำนวน 15,000 บาท สองวันหลังจากซื้อคอร์ส เธอจึงเข้าไปที่คลินิก ซึ่งในตอนแรกที่พนักงานขายคอร์สได้แจ้งเธอไว้ว่าพยาบาลจะเป็นผู้ดูแลทำหัตถการให้เธอ แต่พอเข้าไปทำจริง คนที่ทำให้กลับเป็นเพียงพนักงานบริการทั่วไป และระหว่างนั้นเขาก็คอยวิจารณ์ใบหน้าคุณแพง ติชมสลับกัน รวมถึงพยายามขายคอร์สกับเธอตลอดหนึ่งชั่วโมงของการทำหัตถการ ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร พนักงานก็ยังพยายามจะขายคอร์สต่อ นั่นทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก หลังจากทำหัตถการเสร็จ พนักงานก็ยังคงขายคอร์สอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังบอกให้คุณแพงซื้อคอร์สเพิ่มเติม แต่คุณแพงเองก็รู้สึกอึดอัด เนื่องจากนี่เป็นเพียงการทำครั้งแรก เธอยังไม่เห็นผลอะไร จึงยังไม่อยากที่จะซื้อคอร์สต่อ ส่วนตัวคุณแพงเคยเข้าคลินิกอยู่แล้ว การซื้อคอร์สความงานไม่ใช่ปัญหาอะไร เพียงแต่เธอไม่ชอบการขายในลักษณะนี้ นอกจากนี้ คุณแพงยังกล่าวอีกว่า เธอได้ทำไม่ตรงกับสิ่งที่พนักงานขายบอก โดยพนักงานบอกกับคุณแพงว่าจะได้ทำ 3 โปรแกรมรวมกันทั้งหมด 18 ครั้ง แต่ทำจริงกลับยัดทั้งหมดให้เหลือเพียง 6 ครั้ง ซึ่งเธอเคยถามแล้วว่า 18 ครั้ง คือ 18 ครั้ง ไม่ใช่การรวบทำพร้อมกันใช่หรือไม่ พนักงานขายก็ยืนยันว่า 18 ครั้ง แต่พอเอาเข้าจริงกลับได้ทำเพียง 6 ครั้งเท่านั้น นั่นก็เป็นอีกจุดที่ทำให้คุณแพงเสียความรู้สึก ในตอนนี้ คุณแพงรู้สึกเสียดายเงินและอยากไปทำให้จบคอร์ส แต่จากประสบการณ์ที่ไปคลินิกนี้มา ทั้งเจอพนักงานที่พยายามขายคอร์สแม้กระทั่งตอนที่เธอทำหัตถการอยู่ หรือการพูดไม่ตรงกันจนสร้างความเข้าใจผิดให้กับเธอ และการที่ไม่ยอมให้เพื่อน/ผู้ติดตามเข้ามานั่งรอในคลินิก ทำให้เธอเสียความรู้สึกและรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก คุณแพงจึงต้องการปรึกษาดีเจทั้งสามท่านว่า เธอควรทำอย่างไรดีกับ 5 ครั้งที่เหลือของเธอ ควรปฏิเสธอย่างไรให้เด็ดขาด หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “อดทนไปทำให้ครบคอร์ส อย่างน้อยได้ผลหรือไม่ก็ได้ใช้บริการ ให้ทำหูทวนลมไว้ ฟังแล้วบอกว่าไม่มีเงินแล้ว คอร์สนี้ที่บ้านด่าแล้ว พ่อแม่ด่าแล้วว่าซื้อมาได้อย่างไรตั้ง 15,000 อ้างไปแล้วทำให้ครบ บอกไปว่า ‘ทำครบก็คงไม่ได้ต่อแล้ว’ แต่ให้พูดแบบประคับประคองไปก่อนเพราะเราไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรทำกับหน้าเรา ให้บอกว่า ‘ยังไม่มีเงิน รอดูตอนหมดคอร์สแล้วว่ากัน’ พอหมดคอร์สก็บอกว่า ‘ที่บ้านไม่ให้ซื้อต่อ ถูกที่บ้านตี’ ให้พูดผลัดไปก่อน เวลาเขามาขายให้ตีมึนทำเป็นไม่ได้ฟัง ทำให้เขารู้ว่าเราไม่เอาแล้ว จงเข้มแข็ง เด็ดขาดไว้” ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “ต้องจิตแข็งไว้ วิธีเอาตัวรอดคือต้องพูดไว้เลยว่า ‘ขอดู 5 ครั้งนี้ก่อนว่าได้ผลกับหน้าแค่ไหน‘ ต้องทำให้เขารู้สึกอยากทำให้หน้าหนูออกมาดีที่สุด ให้บอกขอดูก่อนไปเรื่อย ๆ จนครั้งที่ 5 ถ้ากล้าให้บอกไปว่า ‘ไม่ค่อยได้ผล เดี๋ยวหนูขอคิดก่อน’ และถ้าสุดท้ายแพงไม่ไหวจริง ๆ ให้วิ่งออกมาได้เลย ใครจะทำอะไรเราได้ในเมื่อเราจ่ายเงินครบแล้ว หรือให้แฟนรอหน้าร้าน อ้างว่าขอออกไปคุยและให้ออกไปเลย ปิดท้ายที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “ให้ถามเขาว่า ‘มีประกันสุขภาพหรือยัง อย่างคุณพี่ดูผิวพรรณก็รู้อยู่แล้วว่ามีเงิน’ ให้ลองขายกลับดู ทั้งหมดทั้งมวลมองว่าของพี่เติ้ลใช้ได้จริงและเหมาะกับแพง อีกหนึ่งอย่างคือบอกกับเขาแค่ว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ เขาพูดอะไรก็ปล่อย แต่เรานอนทำโดยไม่ต้องตอบ เมื่อเขาถามอะไรให้ตอบประโยคเดิมว่า ‘ยังไม่ซื้อค่ะ’ พูดเท่านี้เลย เอาเข้าจริงเวลาเราทำเขาไม่ควรมาพูดอะไรกับเรา เป็นการฝึกให้เราปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่ต้องการ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมไม่เข้าใจ! เวลาไปซื้อของที่ห้าง / สะดวกซื้อ ทีไร สิ่งที่ผมเจอคือ เวลาคนหน้าผมคิดเงินนาน – ของเยอะ พนักงานจะเปิดเค้าเตอร์คิดเงินใหม่ แต่เขาจะเรียกคนที่ 3 คนต่อคิวหลังผมขึ้นไปคิดเงินก่อน แต่ผมที่ยืนเป็นคนที่ 2 มาก่อน กลับต้องรอ เจอแบบนี้บ่อยมาก

06 มิ.ย. 2025

ผมไม่เข้าใจ! เวลาไปซื้อของที่ห้าง / สะดวกซื้อ ทีไร สิ่งที่ผมเจอคือ เวลาคนหน้าผมคิดเงินนาน – ของเยอะ พนักงานจะเปิดเค้าเตอร์คิดเงินใหม่ แต่เขาจะเรียกคนที่ 3 คนต่อคิวหลังผมขึ้นไปคิดเงินก่อน แต่ผมที่ยืนเป็นคนที่ 2 มาก่อน กลับต้องรอ เจอแบบนี้บ่อยมาก

ผมไม่เข้าใจ! เวลาไปซื้อของที่ห้าง / สะดวกซื้อ ทีไร สิ่งที่ผมเจอคือ เวลาคนหน้าผมคิดเงินนาน – ของเยอะพนักงานจะเปิดเค้าเตอร์คิดเงินใหม่ แต่เขาจะเรียกคนที่ 3 คนต่อคิวหลังผมขึ้นไปคิดเงินก่อน แต่ผมที่ยืนเป็นคนที่ 2 มาก่อนกลับต้องรอ เจอแบบนี้บ่อยมาก จนถามพนักงานว่า ทำไมผมได้ทีหลัง ทั้งๆที่ผมมาก่อน แล้วพนักงานก็เรียกผมไปคิดเงินแต่ช้าคนอื่นๆไปเลย “คุณนาย (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [4 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการต่อคิวเข้าแถวเพื่อชำระเงินสินค้า โดย “คุณนาย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมได้ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าห้างหนึ่งที่ขายเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง แล้ววันนั้นมีคนมาต่อคิวหน้าผม 1 คน และต่อหลังผมอีก 3 คน แล้วคนข้างหน้ามีของค่อนข้างเยอะที่เขาต้องจ่าย พวกจาน แก้ว ประมาณ 20 ใบที่มันต้องห่อและระมัดระวัง ทีนี้คนด้านหลังผมอีก 3 คน โดนพนักงานเรียกไปให้เข้าแถวจ่ายเงินอีกเคาน์เตอร์นึง ซึ่งผมก็งงว่าทำไมไม่เรียกผม เพราะผมมาก่อน มันควรจะเรียกหัวแถวก่อนไหม ด้วยความที่ตอนนั้นผมค่อนข้างรีบ แล้วเคาน์เตอร์หลักดันมีแค่เคาน์เตอร์เดียวที่เขาเปิด เพราะเคาน์เตอร์ที่เขาเปิดเพิ่มคือเคาน์เตอร์รอง คนหลังผมมีของไม่เยอะ มีแค่ 3 - 4 ชิ้น ผมเลยสงสัยว่าแบบนี้ปกติไหม? ผมก็เลยถามพนักงานว่า “ทำไมผมได้ทีหลังครับ ทั้งๆที่ผมมาก่อน?” หลังจากผมถามเสร็จ เขาถึงเรียกผมไป แต่ก็ช้ากว่า 3 คนที่ต่อหลังผม จน 3 คนที่ต่อหลังผมเขาขึ้นรถกลับบ้านไปแล้ว บางครั้งผมก็เจอตามร้านสะดวกซื้อด้วยเหมือนกัน แล้วพนักงานเขาก็เรียกคนข้างหลังไปก่อน เท่าที่สังเกตมา ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก แล้วเป็นช่วงที่รีบด้วย มันก็อารมณ์เสียนิดนึง ผมเลยอยากถามและปรึกษาพี่ๆ ดีเจทั้ง 3 คนว่า ถ้าเราไม่มีน้ำใจเราผิดไหมครับ?’ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของคุณนายแล้ว ดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ก็ให้ความคิดเห็นและคำปรึกษาไปในทางทิศเดียวกันว่า ‘ส่วนมากที่เจอพนักงานก็จะตัดท้ายแถว เพราะคนท้ายสุดรอนานแล้ว แต่จริง ๆ มันก็ผิดหลัก มันควรเอาคนที่สองมาเลย ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้ทุกที่ ฉะนั้นเราก็ควรจะรณรงค์ว่าควรเรียกคนที่มาก่อน อย่าตัดท้ายแถว’ ทางด้าน “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า ‘สิ่งที่คุณนายพูดดูมีเหตุและผล มันไม่เคยมีใครรู้สึกเสียเปรียบกับเรื่องพวกนี้ ใครที่ทำงานด้านบริการ แล้วกำลังจะเปิดอีกเคาน์เตอร์นึงเพื่อให้ลูกค้ามาชำระสินค้า ให้เรียกคนที่มาก่อน “First come First Serve ใครมาก่อนต้องได้รับบริการก่อน” สุดท้ายคือ จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ผิดหรอก แต่มันคือวิถีที่ทำตามกันมา มันไม่มีใครลุกขึ้นมาบอก ซึ่งรวมถึงการที่เราไม่มีน้ำใจมันก็ไม่ใช่สิ่งผิดเหมือนกัน เพราะมันคือการรักษาสิทธิ์ตัวเองตามลำดับก็เท่านั้นเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-