ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ

แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ

เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป

ทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้าน

เรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจ

จนสุดท้ายลูกชายก็ยอม

อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

และไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก 

         ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป

         ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ 

         โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก

         คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ

         สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก

         หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป

         สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า

         ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา

         สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
 

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมเป็นเกย์ร่างบางที่ลองนัดเกย์หุ่นหมี เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผมเกือบตาย เพราะพุงของเขาทับผมจนหายใจไม่ออก!

23 เม.ย. 2026

ผมเป็นเกย์ร่างบางที่ลองนัดเกย์หุ่นหมี เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผมเกือบตาย เพราะพุงของเขาทับผมจนหายใจไม่ออก!

ผมเป็นเกย์ร่างบางที่ลองนัดเกย์หุ่นหมีเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผมเกือบตายเพราะพุงของเขาทับผมจนหายใจไม่ออก! ‘คุณกูเกิ้ล’ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 เมษายน 2569) ได้โทรเข้ามาสอบถามปัญหาเรื่องที่ตนกังวลใจ กับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นนัดเกย์หุ่นหมี แต่กลับเจอประสบการณ์เฉียดตายกลับมา โดย ‘คุณกูเกิ้ล’ ได้เล่าว่า ในตอนที่ได้เข้ามหาลัยปี 1 ก็เป็นแค่เกย์ตัวเล็ก ๆ ใส ๆ จนขึ้นปี 2 ก็ได้รับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ว่าเราสามารถนัดพบกันเพื่อ One Night Stand ได้ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้คุณกูเกิ้ลรู้สึกอยากลอง เมื่อลองนัดไปได้ 2-3 คน ก็รู้สึกถูกใจมาก ๆ จนมีคนหนึ่งทักมา ซึ่งพี่คนนั้นเป็นเกย์หุ่นหมี คุณกูเกิ้ลก็ไม่ได้ติดอะไรในส่วนนี้ จึงได้ตอบตกลงพากันไปเปิดห้อง เมื่อทั้งคู่ไปถึงห้องก็ได้เริ่มกิจกรรมบนเตียงกัน แต่ดันมาติดตรงที่ตอนนั้นคุณกูเกิ้ลอยู่ด้านล่าง พี่เกย์หุ่นหมีอยู่ด้านบน และพยายามจะโน้มตัวลงมาจูบ แต่ด้วยสรีระร่างกายที่มีหน้าท้องที่ใหญ่จึงไม่สามารถโน้มตัวลงมาได้ นั่นจึงทำให้คุณกูเกิ้ลพยายามผลักออกแต่ก็ไม่สำเร็จ ทันใดนั้นคุณกูเกิ้ลได้ถอนหายใจเฮือกสุดท้ายออกไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับตอนคนด้านบนโน้มตัวลงมาจูบได้สำเร็จ ซึ่งก็ได้จูบกันนานถึง 2 นาที และการที่โดนคนด้านบนทับลงมานั้นก็ทำให้คุณกูเกิ้ลหายใจไม่ออกนานถึง 2 นาทีเช่นกัน โดยคุณกูเกิ้ลก็ได้เล่าว่าเหตุการณ์ในตอนนั้นรู้สึกเหมือนตนนั้นกำลังจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เมื่อคนด้านบนผละออกไปคุณกูเกิ้ลจึงได้รีบหายใจเข้าทันที และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ไม่มีอารมณ์ทำเรื่องตรงหน้าต่อ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงกลายเป็นเหมือนความทรงจำที่ไม่ดีของคุณกูเกิ้ลสำหรับการจะนัดเจอกับเกย์หุ่นหมีอีกในอนาคต ซึ่งก็ได้ให้คำถามทิ้งท้ายกับเหล่าดีเจว่า “หากเหล่าดีเจเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน แล้วในครั้งถัดไปมีเกย์หุ่นหมีทักมาขอนัดเจออีก จะมีวิธีปฏิเสธยังไง?” เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ เหล่าดีเจทั้งสามจึงได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มที่ 'ดีเจเติ้ล' ได้บอกว่า “จริง ๆ สามารถบล็อกได้เลย เป็นเรื่องปกติสำหรับการโดนทักในแชท ถ้าเราไม่ชอบก็แค่บล็อก แต่ถ้าอยากตอบปฏิเสธก็คงต้องบอกตรง ๆ ว่าเราไม่โอเค แต่ก็ต้องมานั่งอธิบายให้เขาฟังอีก หรือไม่งั้นบอกเขาว่าขอให้ผมอยู่ข้างบนอย่างเดียวติดมั้ย ถ้าเขาไม่ติดก็สามารถไปกันได้ บอกเขาไปเลยว่าเรามีอดีตฝังใจ เขาอาจจะหัวเราะนิดนึง แต่คิดว่าเขาเข้าใจเรานะ เพราะเรื่องแบบนี้สามารถคุยกันได้” ถัดมาที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเราไม่ต้องตอบเลยก็ได้ มันก็เหมือนกับเรากำลังเดินหาซื้อของอยู่ คิดแค่ว่าถ้าถูกใจก็ซื้อ ไม่ถูกใจก็ผ่านไปแค่นั้นเอง” สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้บอกว่า “เชียร์ให้บล็อกเงียบ ๆ ไปเลยดีกว่า ถ้าไม่อยากเสียเวลาไปนั่งอธิบาย และเล่าประสบการณ์ให้เขาฟัง หรือถ้าอยากตอบจริง ๆ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เราสามารถคุยกันได้”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ศัลยกรรมก็เงินเรา แต่ทำไมมีแต่คนหวังดีเกินไป ?? สาวโทรปรึกษา เพิ่งเข้าวงการศัลยกรรม เติมสวยมาเรื่อยๆ แต่โดนคนรอบตัวพูดว่า “ทำไปทำไม หน้าก็เหมือนเดิม” “เก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่ามั้ย?” “ถ้าคนมันจะสวย ไม่ต้องทำก็สวย”

16 มิ.ย. 2023

ศัลยกรรมก็เงินเรา แต่ทำไมมีแต่คนหวังดีเกินไป ?? สาวโทรปรึกษา เพิ่งเข้าวงการศัลยกรรม เติมสวยมาเรื่อยๆ แต่โดนคนรอบตัวพูดว่า “ทำไปทำไม หน้าก็เหมือนเดิม” “เก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่ามั้ย?” “ถ้าคนมันจะสวย ไม่ต้องทำก็สวย”

ศัลยกรรมก็เงินเรา แต่ทำไมมีแต่คนหวังดีเกินไป ?? สาวโทรปรึกษา เพิ่งเข้าวงการศัลยกรรม เติมสวยมาเรื่อยๆ แต่โดนคนรอบตัวพูดว่า “ทำไปทำไม หน้าก็เหมือนเดิม” “เก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่ามั้ย?” “ถ้าคนมันจะสวย ไม่ต้องทำก็สวย” เจอแบบนี้บ่อยๆเข้า รู้สึกว่าไม่ใช่แค่แซวแล้ว มันเหมือนบูลลี่กัน “คุณน้ำตาล (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับปัญหาการศัลยกรรม โดย “คุณน้ำตาล (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘เรื่องเกิดมาจากหนูเริ่มเข้าวงการศัลยกรรม แต่ก่อนที่จะเริ่มเข้าวงการนี้ หนูก็ศึกษาหาข้อมูลก่อน ทีนี้มันก็จะมีผู้หวังดีหลายๆคน เห็นว่าหนูหาข้อมูล เขาก็จะเตือนนิดนึงว่าทำไปทำไม? ทำไมก็เสียดายเงิน ทำไปก็เหมือนเดิม เก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่า บางคนก็จะพูดประมาณว่า ปกติคนที่ทำต้องเป็นดาราหรือทำเพื่ออาชีพเขาถึงจะทำกัน แต่ถ้าทำมาเฉยๆอย่าทำดีกว่า... ซึ่งผู้ที่หวังดีก็ไม่ใช่แค่คนๆเดียว แต่เป็นทั้งเพื่อนที่ทำงานและคนข้างนอก พวกเพื่อนๆของกลุ่มเพื่อนที่ทำงานที่เขาไม่ชอบการศัลยกรรม ไม่ใช่แก๊งที่สนิทกัน และเพิ่งเคยเจอกันด้วย เหมือนหยอกเล่นกันได้ ตอนแรกเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะบูลลี่ แบบแค่แซวๆกัน แต่มันคงเป็นความผิดของหนูเองที่หนูเป็นคนเฉยมากๆ ไม่ตอบโต้อะไรเลย กลายเป็นหนูโดนบูลลี่มากกว่าคำว่าแซว ก่อนที่จะทำหนูก็เคยโดน และพอทำเสร็จแล้วก็โดน เขาจะทักว่าทำแล้วได้แค่นี้เองหรอ? โรงพยาบาลไหนทำให้ เดี๋ยวจะไปเผาไม่ให้ใครไปทำเลย หนูก็คิดว่าเขาคงแซวๆ พูดเล่น ก็เลยไม่ได้ตอบโต้อะไรเขาไป จนเพื่อนพูดกับหนูมาประโยคนึงว่าไม่เป็นไร ถ้าคนมันจะสวย ไม่ต้องทำก็สวย หนูก็รู้ตัวเองว่าเป็นคนไม่สวย ก็เลยต้องเข้าวงการนี้เพื่อมาทำ แล้วหนูก็ทำศัลยกรรมต่อเรื่อยๆ เข้าวงการฉีดหน้าบ้าง จนล่าสุด หนูเพิ่งไปทำมาก็โดนอีก เพราะรอบนี้หน้ามันจะต้องบวม และกว่าจะยุบก็ต้องใช้เวลานิดนึง พอหนูไปทำงานก็โดนว่าเลย ‘ดูสิ ทำมาแล้วเป็นแบบนี้ ไม่เสียดายเงินบ้างหรอ ทำมาแล้วน่าเกียจมากเลย’ ทำให้หนูเสียเซลฟ์ (ความมั่นใจ) และหนูก็ถามเขาเลยว่าอันนี้พูดเล่นใช่มั้ย เพราะรู้สึกว่ามันเยอะเกินไปแล้ว และมีอีกเหตุการณ์ คือ หนูนั่งดูรูปรุ่นพี่คนที่เขาทำศัลยกรรมเหมือนกัน แล้วหนูก็อุทานออกมาเองว่า ‘สวย ขนาดไม่ทำยังสวย ทำมาแล้วยิ่งสวยใหญ่เลย’ เพื่อนก็เลยทักว่านั่นนะสิ สวยจริงๆ สวย! สวยๆๆ พูดขนาดนี้แล้วเธอยังไม่รู้ตัวอีกหรอ? หนูก็สตั้นไป และถามเขาว่าตั้งใจว่าเราโดยเฉพาะใช่มั้ย หรือปกติทำไมต้องพูดว่าคนอื่นด้วย เขาก็บอกว่าปกติไม่ได้ว่าใครหรอก แต่เพราะเธอนั่นแหละก็เลยว่า หนูก็นิ่งไป ทำอะไรไม่ถูก ก็เลยเดินออกไป...’ “คุณน้ำตาล (นามสมมติ)” ก็ได้ถามพี่ๆดีเจว่า ‘หนูอยากรู้วิธีรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ แล้วผิดมากไหมที่หนูทำศัลยกรรม’ ซึ่ง ดีเจเผือก ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าจะต้องรับมือกับคนแบบนี้ การเงียบหรือการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการพูด การใช้สายตา หรือการกระทำที่แสดงให้รู้ว่าไม่ชอบก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่คุณน้ำตาลตอบโต้กลับไปมันถูกแล้ว มันเป็นการแสดงออกว่าเราไม่ชอบที่เขาพูดแบบนี้ใส่เรา เรื่องศัลยกรรมมันเป็นความชอบและความสุขเฉพาะบุคคล คนที่ไม่ได้ทำมักจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุน ยอมเจ็บตัว ถ้าเราอยู่ท่ามกลางคนที่มีมารยาทถึงเขาจะไม่เข้าใจ แต่เขาจะไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องที่เป็นความสุขของเรา ฉะนั้นคุณน้ำตาลต้องเข้าใจด้วยว่าความสุขของเรามักจะไปมีปัญหากับคนอื่นเสมอ ถ้าอยากบอกคนเหล่านั้นก็บอกได้ว่า นี่คือเงินของเรา และเราทำเพื่อความสุขของเรา ‘ไม่ได้ไปเอากระดูกอ่อนของใครมาใช้’ ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนวิธีตอบโต้ของเราได้แล้ว ดีเจเติ้ล ให้คำแนะนำเสริมว่า ‘คุณน้ำตาลไม่ต้องตั้งคำถามในการทำศัลยกรรมของตัวเองว่ามันถูกหรือผิด เพราะมันคือสิทธิ์ของคุณน้ำตาล คนที่มีปัญหาแทนนั่นคือคนสาระแนทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องของเขา ถ้ามันไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร คุณน้ำตาลไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามกับเรื่องนี้ การทำศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติมาก’ ส่วนเรื่องการรับมือ ดีเจเติ้ล ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้ายังอยากรักษาความสัมพันธ์กับคนพวกนั้น คุณน้ำตาลต้องชัดเจนที่จะแสดงคำพูด การกระทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ชอบ เราจริงจังกับเรื่องนี้ มันไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ว่าเขาจะพูดด้วยความเป็นห่วง หวังดีหรืออะไรก็ตาม แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณน้ำตาล ซึ่งมีแค่คุณน้ำตาลคนเดียวเท่านั้นที่จะพอใจหรือไม่พอใจ ฉะนั้นคุณน้ำตาลสามารถพูดออกไปตรงๆได้เลย หรือถ้าคุณน้ำตาลไม่อยากตอบโต้ก็ไม่ต้องสนใจคำพูดพวกนี้ปล่อยให้มัน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป ไม่ต้องไปให้ค่า’ และ ดีเจอ้อย ให้คำแนะนำว่า ‘ไม่ว่าเขาจะพูดยังไงกับการทำศัลยกรรมของคุณน้ำตาลแต่ถ้าคุณน้ำตาลพึงพอใจกับตัวเองแค่นั้นก็จบแล้ว ตอนนี้คุณน้ำตาลให้ค่ากับปากคนอื่นเยอะเกินไปจนอคติกับตัวเอง คนบนโลกนี้ต่อให้ยืนเฉยๆก็โดนนินทา แต่ถ้าโดนพูดไม่ดีใส่อีก ให้เราพูดชมกลับ บางทีมันดูแดกดันกว่า และอาจจะช่วยให้ไม่เสียบรรยากาศเวลาทำงานด้วยกัน’ ดีเจอ้อยทิ้งท้ายไว้ว่า ‘อย่าใช้ชีวิตไปตามปากคนอื่นและอย่าให้ปากใครสูงค่า จนทำร้ายหัวใจเราได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อ้าว ป้าคะ! หนูทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวของร้านป้า เวลาลูกค้าให้ทิปกับมือหนู ป้าจะบอกว่า “เอาไปหยอดกระปุก” เดี๋ยวจะแบ่งสิ้นเดือน แต่พอสิ้นเดือนมา ป้าไม่เคยแบ่ง เอาไปใช้คนเดียว

04 ก.ค. 2025

อ้าว ป้าคะ! หนูทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวของร้านป้า เวลาลูกค้าให้ทิปกับมือหนู ป้าจะบอกว่า “เอาไปหยอดกระปุก” เดี๋ยวจะแบ่งสิ้นเดือน แต่พอสิ้นเดือนมา ป้าไม่เคยแบ่ง เอาไปใช้คนเดียว

อ้าว ป้าคะ! หนูทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวของร้านป้า เวลาลูกค้าให้ทิปกับมือหนู ป้าจะบอกว่า “เอาไปหยอดกระปุก”เดี๋ยวจะแบ่งสิ้นเดือน แต่พอสิ้นเดือนมา ป้าไม่เคยแบ่ง เอาไปใช้คนเดียว พอถามก็ตีมึน จนหลังๆถ้าลูกค้าให้ทิปกับมือหนูจะแอบเก็บไว้คนเดียว บางทีผัวป้าที่เป็นกุ๊ก ก็ยืนมองจากครัว หนูแอบเก็บไม่ได้ ต้องเดินมาหยอด หยอดไปก็ไม่ได้อยู่ดีหนูจะทำยังไงดีคะ ? แล้วการที่หนูเอาทิปมาเก็บไว้กับตัว เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวไหมคะเพราะถ้าหยอดกระปุกไป ป้าก็ไม่แบ่งอยู่ดี... “คุณดา (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ก.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาของการเป็นพนักงานเสิร์ฟ ที่พอลูกค้าให้ทิปก็ถูกเจ้าของร้านบังคับให้หยอดกระปุกรวม โดยอ้างว่าจะนำมาแบ่ง แต่ไม่เคยได้ส่วนแบ่ง โดย “คุณดา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานร้านอาหารร้านหนึ่ง เป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งอยู่ในตัวเมืองลำปาง ภายในร้านมีพนักงานรวมหนูแล้วมีแค่ 5 คนเองค่ะ ส่วนมากเขาจะอยู่ในครัวกัน แล้วหนูเป็นพนักงานเสิร์ฟคนเดียวแล้วก็จะมีป้าเจ้าของร้านอยู่ด้วย หน้าที่ของหนูก็คือ ล้างแก้ว กวาดถู เก็บจาน หนูเริ่มทำงานร้านนี้ตั้งแต่เดือนกุมภา ปัญหาของหนูก็คือเวลาลูกค้าให้ทิป วันแรกที่หนูเข้าไปทำงานลูกค้าฝรั่งยื่นเงินให้หนู 60 บาท แล้วก็มีคนไทยที่เขาบอกว่าเขาให้ หนูก็ดีใจเลยไปบอกป้าเจ้าของร้าน ป้าแกก็บอกว่าเอาหยอดกระปุกร้านเลย หนูก็สตั้นไป ทำไมเราต้องหยอดตามที่ป้าแกบอก เขาบอกว่าสิ้นเดือนจะเอามาแบ่งกัน แล้วมันก็เกิดคำถามมากมายในหัวหนู หนูก็ทำงานมาเรื่อย ๆ ลูกค้าก็ให้ทิป พอป้าแกเห็นหนูก็ต้องเอาหยอดกระปุกทุกครั้ง แต่พอสิ้นเดือนก็ไม่เห็นว่าแกจะเอาไปแบ่ง เหมือนแกจะเอาไปใช้คนเดียว หนูเคยจับกระปุกมันมีช่วงที่มันหนัก ๆ แล้วพอมาจับอีกรอบเบาเลย ไม่มีสักบาท ในร้านจะมีตำแหน่งแม่บ้าน ผู้ช่วยเชฟ เชฟ และเจ้าของร้านแค่นี้เลย แต่ไม่เคยได้ส่วนแบ่งเลยสักเดือนตั้งแต่ทำมา เวลาที่ป้าไม่เห็นหนูก็จะรีบยัดใส่เข้ากระเป๋า แล้วหลังวันที่ 27 มิถุนาที่ผ่านมา มีลูกค้าโต๊ะหนึ่งเช็คบิล พอได้บิลมาก็เอาไปให้ลูกค้า พอลูกค้าจ่ายเงินเสร็จก็ยื่นเงินให้หนูแล้วบอกว่า 40 บาท พี่ให้หนูนะ หนูก็ขอบคุณแล้วป้าแกก็เห็น แต่หนูอ้อมมาหลังเคาน์เตอร์แล้วรีบยัดเข้าใส่กระเป๋า แต่พอหนูหันไปหนูเห็นเชฟเขายืนมองอยู่ แต่เชฟเขาคือสามีป้าเขาเป็นคนฮอลแลนด์ แกก็ยืนมอง หนูก็ลนไปหมด สุดท้ายหนูก็เลยต้องหยอดใส่กระปุก หนูอยากรู้ว่าหนูผิดไหมที่หนูทำแบบนี้ มันดูเป็นเด็กไม่ดีไหม?’ ซึ่ง “ดีเจก็อตจิ” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘หนูอาจจะต้องไปสมัครงานที่อื่น เพราะร้านนี้ระบบมันไม่แน่ชัด มันเหมือนเป็นร้านอาหารครอบครัว เขาจะสั่งให้เราทำอะไรก็ได้ แล้วยิ่งเราเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวด้วย มันค่อนข้างจะยากที่หนูจะไปต่อรอง ถ้าวันหนึ่งเขาไล่หนูออกขึ้นมา หนูจบเลยนะ พี่ว่ายังไงถ้าเป็นไปได้ หนูหาทางเลือกอื่นและไม่ต้องไปหวังกับเงินก้อนนั้นเลย’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริง ๆ หลาย ๆ ร้านใช้ระบบทิปรวม แต่พอสิ้นเดือนเขาต้องหาร ถ้าหนูจะสู้เพื่อความถูกต้อง ก็กลั้นใจถามป้าไปเลยว่าสรุปมันคือทิปรวมหรือส่วนตัว แต่ถ้าไม่อยากปะทะในเมื่อเขาก็เรา เราก็ไม่จำเป็นต้องซื่อสัตย์กับเขา มันก็แล้วแต่ว่าดาจะเลือกทางไหน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘ถ้าเขาบอกว่าให้ทิปเรามันคือของเรา แต่ถ้าเขาใส่ไว้ในถาดหรือวางบนโต๊ะอันนั้นก็จะเป็นทิปรวม ไปตกลงกับป้าว่าบางทีที่เขาให้ทิปไม่ใช่เพราะอาหาร เขาเห็นว่าหนูเป็นเด็ก ถ้าป้าปฏิเสธทุกอย่างก็เทไปเลยวันที่ลูกค้าเยอะ ๆ ลาออกวันนั้นเลย ถ้าหนูบริการดีไปอยู่ร้านไหนก็มีคนให้ทิปแน่นอน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมีคนคุยคนนึง เค้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามหนู หนูชอบถามเค้าว่า "คิดถึงเราป่าว?" เค้าก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องคุยตลอด แต่เค้าก็เคยพูดว่า "ถ้าไม่คิดถึง คงไม่ขับรถไกลขนาดนี้มาหาหรอก" อยากรู้ว่าทำไมผู้ชายไม่ค่อยตอบมาเลยว่า "คิดถึงครับ" เหรอคะ?

08 มี.ค. 2024

หนูมีคนคุยคนนึง เค้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามหนู หนูชอบถามเค้าว่า "คิดถึงเราป่าว?" เค้าก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องคุยตลอด แต่เค้าก็เคยพูดว่า "ถ้าไม่คิดถึง คงไม่ขับรถไกลขนาดนี้มาหาหรอก" อยากรู้ว่าทำไมผู้ชายไม่ค่อยตอบมาเลยว่า "คิดถึงครับ" เหรอคะ?

“คุณส้ม(นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการบอกคิดถึงของผู้ชาย โดย ​“คุณส้ม(นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้มีคนคุยคนนึง เราเจอกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะทำงานกันทั้งคู่ พอเจอกันมันก็ดี เขาเทคแคร์ ตักอาหารให้ ขับรถมารับ-มาส่ง เขาอายุ 23 เท่ากันกับเรา เวลาเจอกันเขาก็ปกติแต่เขาเป็นคนไม่หวานเวลาอยู่กับเรา แต่เราจะเป็นคนบอกก่อนว่า คิดถึงนะ คิดถึงเราไหม เขาก็ไม่ตอบเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น เขาเคยพูดว่าถ้าไม่คิดถึง ไม่ขับรถมาหาไกลขนาดนี้ แต่ตอบเลี่ยง ๆ หนูอยากถามพี่ ๆ ว่า ทำไมเขาไม่ตอบว่าคิดถึงมาเลย’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องรอเขาอายุซัก 30 ขึ้นไปจะเริ่มอ่อนลง สมัยวัยรุ่นพี่ก็เป็น ตอนนั้นมันมีทรง เรารู้สึกว่าคนเท่ ๆ อย่างเราอย่าไปพูดว่ารักบ่อย พูดไปก็เท่านั้น ทำไมถึงมาวัดกันที่คำพูด ให้พูดว่ารัก คิดถึง ใคร ๆ ก็พูดได้ ดูสิว่าที่เราขับรถข้ามจังหวัดมาหา อันนี้แหละคือพิสูจน์มากกว่าคำพูดเยอะ นี่คือความคิดพี่ตอนนั้น แต่เมื่อโตมาพอสมควร ถึงรู้ว่าต้องทั้งทำและทั้งพูดสิ มันจะยิ่งดีขึ้นอีก 2 เท่า ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็คิดเหมือนพี่เผือก ถ้าเราดูแล้วรู้สึกว่า การกระทำมันแสดงออกถึงความรู้สึกเขา แค่นั้นก็พอ แต่อย่าเอาสิ่งที่เขาไม่ตอบมาทำร้ายจิตใจ ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์ของเรา ดูการกระทำ ให้การกระทำมันตัดสิน’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ดูการกระทำอยู่แล้ว ถ้าเป็นฉันก็จะสรุปเอาเองเลยว่า คิดถึงไหม ไม่ตอบแต่มาหาก็คิดถึงแหละ หรือไม่ก็ลองถามว่า เวลาบอกคิดถึงบ่อย ๆ รำคาญป่ะ ถ้าเขาบอกว่า ไม่ ก็โอเคแล้วอย่าไปคิดมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-