ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

08 ส.ค. 2026

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้

แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน

เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก

ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

        'คุณวิดวะ' (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เรื่องที่ตนนั้นรู้สึกเสียใจและคิดว่าหากน้องคนที่เขาแอบชอบมานานได้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ชีวิตของน้องคนนั้นจะดีกว่านี้หรือไม่ 

        คุณวิดวะ (นามสมมติ) ได้เล่าว่า เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาได้เจอกับน้องคนหนึ่ง ให้นามสมมติว่า 'น้องเอ' และตกหลุมรักน้องคนนี้ ทั้งยังบอกเพื่อนในกลุ่มอีกว่า "เห้ย กูชอบน้องเขานะ หลีกทางให้กูหน่อย” นั่นเพราะคุณวิดวะเข้าใจดีว่าตนนั้นหน้าตาอาจจะไม่ได้ดีมากและมีรูปร่างอ้วน หลังจากนั้นคุณวิดวะก็ตามจีบน้องเอ คอยไปรับไปส่งสม่ำเสมอ นอกจากนี้คุณวิดวะยังย้ำกับกลุ่มเพื่อนเสมอว่า "มึงอย่ายุ่งนะ เปิดทางให้กูหน่อย" ในตอนนั้นคุณวิดวะไม่รู้ว่าน้องเอจะมีใจให้ต้นหรือไม่ แต่ก็ดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง น้องเอมีปัญหาอะไรก็พร้อมให้คำปรึกษาเสมอ เรียกได้ว่าทำเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่

        หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน เพื่อนของคุณวิดวะก็ได้พาน้องเอกลับมาที่พัก เพราะคุณวิดวะวานให้เพื่อนคนนี้ไปส่งน้องเอ จากนั้นก็ขับตามไปทีหลัง แต่ในวันนั้นเอง เพื่อนและน้องเอก็ได้มีอะไรกัน คุณวิดวะมรู้ทีหลังเพราะเพื่อนมาบอกว่า "เออ กูได้กับน้องเขาแล้วนะ กูจะจริงจังกับน้องเขาแล้วนะ" คุณวิดวะตกใจและพูดไปว่า "อ่าว มึงไม่ได้ฟังกูเหรอที่กูพูดไปตั้งแต่แรกว่ากูจะจริงจังกับน้องเขา" แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ต้องเดินออกไปจากความสัมพันธ์ก็คือคุณวิดวะ 

        เวลาผ่านไป คุณวิดวะได้ทราบมาว่าปัจจุบันชีวิตของน้องเอไม่ได้ดีเท่าที่ควร แม้น้องเอจะยังคบกับเพื่อนอยู่และมีลูกด้วยกัน 1 คน และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะระหองระแหงกันด้วย คุณวิดวะที่ได้ทราบข่าวนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้แต่ก็แสดงออกไม่ได้ เวลาที่ทั้งสองคนมีปัญหาก็จะไม่โทรมาหาเพราะเขารู้ว่าถ้าคุณวิดวะรู้ปัญหา คุณวิดวะจะโกรธเพื่อน 

        ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ย่ำแย่จนถึงขั้นน้องเอคิดจะจากโลกนี้ไป คุณวิดวะรู้เพราะวันนั้นไปหาน้องเอแต่ไม่เจอ เจอแต่เพื่อน เพื่อนก็พูดว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่รู้มันไปตายที่ไหน  เห็นบ่นว่าอยากตาย" 

        ย้อนกลับไปช่วงที่คุณวิดวะและเพื่อนทะเลาะกัน เขาได้บอกเพื่อนไปว่า "ถ้ามึงจะเอาผู้หญิงคนนี้ไป มึงดูแลให้ดีด้วย  อย่าให้มีปัญหาอะไรกันที่มันลำบากใจ" ใจคิดว่าแฟนน้องเอคือเพื่อน ซึ่งก็มั่นใจหายห่วงได้ว่าดูแลน้องเอได้ แต่เอาเข้าจริง เพื่อนคนนี้กลับไม่ดูแลอะไรเลย พักหลังเพื่อนคนนี้ยังแอบไปคุยกับคนอื่นอีกด้วย ไม่ไปรับ-ส่งน้องเวลาไปทำงานแล้ว เรื่องนี้น้องเอเป็นคนเอ่ยปากเล่าให้คุณวิดวะฟังเอง เขาฟังแล้วก็ได้แต่โมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ 

        ใจคุณวิดวะยังเป็นห่วงน้องเอเสมอ ยิ่งได้รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็พร้อมจะช่วยเหลือ ปัจจุบันน้องเอเลี้ยงลูกคนเดียวเพราะแยกทางกับเพื่อนแล้ว ทางคุณวิดวะก็มีเดินหน้าจีบอยู่บ้างแต่รู้สึกว่ามันจะเป็นการรบกวนน้องเอ จึงไม่ได้ทำอะไรต่อ 

        คุณวิดวะเสริมอีกว่า เมื่อ 3 - 4 วันก่อน เป็นวันเกิดของเขา จึงลองชวนน้องเอไปดูหนังด้วยกัน น้องก็ตอบตกลง ระหว่างที่นั่งรถไป ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกันถึงปัญหาของน้อง แล้วคุณวิดวะก็คิดว่า "ตอนนั้น ผมปล่อยน้องคนนี้ไป ถ้าวันนั้นผมขัดขืนเพื่อนผมว่ากูไม่ยอมมึงแบบนี้มันจะเป็นผิดหรือเปล่า ถ้าผมทำไปอย่างนั้นมันจะดีหรือเปล่าในปัจจุบันนี้ ผมก็ถามน้องเขาไปนะว่าคิดจะกลับไปไหม ถ้าไม่คิดจะกลับไป เป็นพี่ได้ไหม น้องเขาก็บอกผมว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลาแต่มันติดตรงที่ว่าพวกพี่เป็นเพื่อนกัน"

        นอกจากนี้ แม่ของคุณวิดวะยังมีการถามไถ่ว่า "แฟนน่ะมีงานทำแล้วยัง ทำไมเขากลับไปอยู่บ้าน ถ้าเขาไม่มีงานทำ ไปทำกับแม่ไหม" เนื่องจากแม่เข้าใจว่าน้องเอกับคุณวิดวะเป็นแฟนกัน เพราะคุณวิดวะพูดไปตามประสาวัยรุ่นว่าน้องเอคือคนคุย เรื่องนี้น้องเอก็ได้ยินต่อหน้า เธอยิ้มและหัวเราะไปด้วย คุณวิดวะกล่าวว่าที่บอกแม่ไปแบบนั้นเพราะจะใช้เป็นข้ออ้างให้แม่รับน้องเข้าทำงาน และน้องก็จะได้เงินเดือนด้วย คุณวิดวะกล่าวขอโทษน้องว่า "ที่ทำอย่างนั้น ไม่ได้อยากจะไปบีบบังคับอะไร เพราะว่าน้องเขาก็เป็นคนคิดลบอยู่แล้ว ผมก็เลยขอโทษ แล้วบอกไปว่าถ้าน้องไปเจอคนที่ดีก็ขอให้น้องมีความสุข ผมยินดีซัพพอร์ตทุกอย่าง มีปัญหาอะไรก็ทักมาได้ แต่พี่รู้ว่าที่น้องยังไม่เปิดใจเพราะน้องยังไม่เคลียร์กับเพื่อนพี่ ถ้ามันเป็นไปได้หรือไม่ได้ก็ตาม ถึงวันนั้นถ้าเคลียร์กันแล้ว หรือว่าพี่พอมีโอกาสก็รับพี่ไปพิจารณาด้วยนะ" แล้วน้องเอก็ตอบกลับมาว่า "โอเคค่ะพี่ ไว้เจอกัน" จากนั้นบทสนทนาก็จบลง คุณวิดวะกล่าวว่า "อยากรู้ว่าการที่ผมพูดไปแบบนี้ มันทำให้น้องเขาน่าจะรู้สึกดีรึเปล่า"

        ที่คุณวิดวะโทรเข้ามาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เพราะใจลึก ๆ แล้วก็ยังหวังว่าชีวิตน้องเอจะสุขสบายและไม่ลำบากแบบนี้ "ถ้าวันนั้นผมเลือกที่จะเดินหน้าต่อกับน้องเขา ชีวิตน้องเขาจะกว่านี้หรือเปล่าครับ?"

        เริ่มที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้ให้คำปรึกษาว่า "ที่เราฟังมาทั้งหมดคือคุณวิดวะหวังมาก แต่เป็นคนตัวใหญ่ที่ตัวเล็กมากเลย เวลาจะสื่อสารกับเขา ชอบเขาก็ไม่บอกว่าชอบ คือยังให้ไปเจอคนอื่น ๆ คุณวิดวะต้องปากกับใจตรงกันก่อนนะ ตอนนี้คุณวิดวะปากกับใจไม่ตรงกัน

        แนะนำอย่างนี้ ถ้าวันหนึ่งไปเจอใครสักคนที่เรารู้สึกชอบจริง ๆ ให้ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเรา ไม่ต้องกลัวความผิดหวัง 'พี่ชอบน้องนะ แล้วถ้ามาอยู่กับพี่ พี่จะดูแลน้อง' อะไรก็ว่าไป ไม่ต้องบอกว่าไปเจอคนอื่นแล้วโชคดี อย่าทำตัวเองคูล ๆ เท่ ๆ มันไม่ได้เท่เลย แล้วก็อย่าเวิ่นเว้อ แค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง พี่ชอบ น้องชอบไหม ถ้าน้องไม่ชอบ โอเคก็แยกย้าย บางทีมันมีแค่นั้น 

        แต่ตอนนี้กับน้องคนนั้นไม่ต้องแล้ว มันจบไปแล้วเพราะการที่เราเวิ่นเว้อไปหาเขาแล้ว และเขาตอบแค่ว่าโอเคค่า เขาจบบทสนทนาแล้ว ถ้าเขาจะเอาเขาเอานานแล้วค่ะ ฉะนั้นหาคนใหม่"

        ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า "คุณวิดวะไปหาคนรักคนใหม่เถอะ เขาไม่เลือกเลือกคุณวิดวะ ถ้าเขาจะเลือก เขาเลือกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไม่ไปตกลงปลงใจกับเพื่อนคุณวิดวะหรอก เวลาคุณวิดวะเห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้น เห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว คุณวิดวะต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วไม่หลอกตัวเองว่ามันจะไม่ใช่ แล้วคุณวิดวะก็จะไม่ไปจากเขาเลย เหมือนติดตามเขา คอยดูเขาตลอด สำหรับเติ้ลคิดว่าเราเอาเวลาไปหาคนที่เขาเห็นมันดีกว่า มันน่าจะดีกว่าคุณวิดวะมากกว่า"

        สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า "หนึ่ง ยอมรับก่อนว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยเลือกเรา แล้วก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับการได้คบกัน นับตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้เขายังไม่เคยเลือกเราเลย อันนี้ยอมรับก่อน และเขาเลือกคนอื่น เขาจะไปมีชีวิตยังไงนั่นคือชีวิตที่เขาเลือก แล้วถ้ามันเป็นชีวิตที่เลวร้ายกับเขาจริง ๆ เขาก็คงจัดการชีวิตของเขาเอง เขาจะทนอยู่หรือไม่ทน เป็นชีวิตของเขา อันนี้แยกก่อน วิดวะต้องยอมรับความจริงก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะทิ้งชีวิตนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเลือกเรา ไม่เกี่ยวกันเลยนะที่ผ่านมา แต่ความหวังอยู่ตรงนี้

        เอาจริง ๆ บนโลกใบนี้มันมีนะ 5 ปี 10 ปีแรกไม่เคยมองกัน วันดีคืนดีไม่เหลือใคร ถึง ณ เวลาหนึ่งกลับมาลงเอยกันมันก็มี บนโลกใบนี้มันมีทุกรูปแบบแหละอยู่ที่ว่าเราจะเอาทั้งชีวิตที่เรามีอยู่เนี่ยไปอยู่กับเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยไม่รู้ มันอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ 

        เราจะอยู่ไปแบบนี้ไหวไหม วิดวะมีความสุขไหมกับการอยู่แบบหวังลม ๆ แล้ง ๆ ถ้าคิดว่าชีวิตมองไปแล้วไม่มีใครสู้น้องเขาได้เลย ชีวิตมีค่าเพื่ออยู่เฝ้ามองเขาห่าง ๆ วิดวะจะทำให้ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่ากระโตกกระตาก อย่าไปรบกวนเขา อย่าไปทำให้เขารู้ถึงการมีตัวตนของเราดีที่สุด อยู่ได้ไหมล่ะ ที่นั่งมองเขาฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ต้องการการรับรู้อะไรเลย เทียบกับการที่วิดวะเปิดใจมองหาคนอื่นด้วย ใช้ชีวิตของตัวเองไป ถ้ามันจะพัดพากลับมาเจอกันในอนาคต 5 ปี 10 ปี ก็ค่อยว่ากัน อันนี้แล้วแต่จะไปเลือกเองแต่ยอมรับความจริงว่าไม่ใช่คือไม่ใช่ 

        การบอกลาครั้งสุดท้ายเราจะไปประดิษฐ์คำให้มันเท่ สวยหรูแค่ไหน ไม่ต้องไปหาคำตอบว่าเขารู้สึกดีรึเปล่า ไม่ได้มีประโยชน์กับเราครับ เราพูดในสิ่งที่เราอยากพูดไปแล้วก็จบครับ อีก 10 ปีมันจะเกิดอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ ถ้าอยากอยู่เพื่อพิสูจน์ก็แล้วแต่คุณวิดวะเลย"

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

วันเริ่มต้นสัปดาห์ของแต่ละคน คือวันอะไรกันคะ? สำหรับหนูคือ "วันจันทร์" แต่น้องสาวหนูบอก "วันอาทิตย์" พอถามคนรอบตัวเสียงแตก บางคนบอกวันจันทร์ บางคนบอกวันอาทิตย์ ยังไงกันแน่??

27 ก.ย. 2024

วันเริ่มต้นสัปดาห์ของแต่ละคน คือวันอะไรกันคะ? สำหรับหนูคือ "วันจันทร์" แต่น้องสาวหนูบอก "วันอาทิตย์" พอถามคนรอบตัวเสียงแตก บางคนบอกวันจันทร์ บางคนบอกวันอาทิตย์ ยังไงกันแน่??

“คุณอ๊อฟ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [25 ก.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาวันเริ่มต้นสัปดาห์ โดย “คุณอ๊อฟ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคุยกันกับน้องสาว สมมติคุยกันว่าวันอาทิตย์นี้ เดี๋ยวเราไปไหนกันดี? วันอาทิตย์ของหนูยังเป็นอาทิตย์นี้อยู่ เพราะสำหรับหนูวันจันทร์คือวันแรกของสัปดาห์ แต่น้องสาวใช้วันอาทิตย์คือวันแรกของสัปดาห์ เพราะเขาดูจากปฏิทิน วันแรกจะอยู่ซ้ายสุด และตอนท่องสีประจำวันเริ่มต้นด้วยวันอาทิตย์ สีแดง มันไม่ตรงกัน และก็มีข้อถกเถียงกันบ่อยมาก หนูเลยอยากรู้ว่าคนทั่วไปคิดกันว่าวันไหนคือวันแรกของสัปดาห์?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อ หัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่า อย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่า

09 ธ.ค. 2024

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อ หัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่า อย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่า

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อหัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่าอย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่าแล้วจะสอบวิศวะให้ติดให้ได้ ตอนนี้เราสงสารลูกใจจะขาด ได้แต่รับฟังและทำตามที่เขาขอ “คุณผักกาด (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ธ.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาการโดนบูลลี่ โดย “คุณผักกาด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มจากที่ลูกชาย อายุ 17 ปี ด้วยความที่ลูกชายเป็นเด็กทุนจึงจำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่หอพักของวิทยาลัยแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ้านกับสถานศึกษาไม่ได้ไกลกันมาก สามารถไป-กลับได้ แต่ลูกชายต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของคุณแม่ เนื่องจากเราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกชายเลยตัดสินใจเลือกรับทุนการศึกษานี้ พอหลังจากย้ายเข้าไปปีแรกเขาก็โดนแกล้งเลย ไม่ใช่เป็นการรับน้องแต่คือน้องโดนเพื่อนรุ่นเดียวกันจับถอดเสื้อผ้า ถอดกางเกง หลังจากนั้นเขาก็โดนล้อเรื่องของสงวนมาตลอด ตัวน้องเองก็บอกกับเพื่อนมาตลอดว่าไม่ชอบนะแต่มันจะมีทั้งคนที่ฟังแล้วไม่ล้ออีก และก็จะมีหัวโจกที่ยังคงล้ออยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนน้องมาเล่าให้ฟังว่า มันมีคนพยายามที่จะเปิดประตูห้องน้ำตอนที่น้องกำลังอาบน้ำอยู่ เพราะหอพักที่น้องอยู่มีลักษณะคล้ายอพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน มีห้องน้ำในตัว 1 ห้องนอนจะนอนได้ 2 คน ห้องที่ลูกชายพักก็จะอยู่ด้วยกัน 4 คน วันนั้นน้องอาบน้ำอยู่ ประตูห้องน้ำเป็นลูกบิดล็อคประตูไม่ใช่แบบกลอนล็อค เพื่อนใช้ส้อมพยายามงัดเปิดประตูเข้ามา 3 ครั้ง แล้วน้องก็บอกว่าตรงพัดลมดูดอากาศของห้องน้ำจะมีอะไรบางอย่างปิดอยู่ แต่ตอนน้องอาบน้ำก็ไม่ได้สังเกต จนน้องอาบน้ำเสร็จออกมาจากห้องน้ำ น้องเห็นว่าตรงนั้นมันเปิดออก พอลูกชายเล่าให้ฟังแล้ว เรารู้สึกกังวลว่า ลูกเราจะโดนถ่ายรูป ถ่ายคลิปไหม เพราะเด็ก ๆ จะมีกลุ่มส่วนตัวในแพลตฟอร์มนึงเพื่อคุยกัน ในกลุ่มนั้นก็จะชอบถ่ายรูปเพื่อน ๆ เวลานอนหลับอ้าปากบ้าง นอนกรนบ้าง เอาไปลงกันเป็นเรื่องโจ๊ก ซึ่งถ้ามันเป็นรูปลักษณะแบบนี้มันก็คงไม่โจ๊กหรอก พอน้องเห็นว่าตรงพัดลมดูอากาศเปิด น้องก็รู้สึกไม่โอเคก็เลยมาเล่าให้แม่ฟัง เราคิดว่าน้องน่าจะโดนหลาย ๆ อย่าง จริง ๆ ไม่ได้โดนทุกวัน น้องกับเพื่อน ๆ ยังคุยกันได้ แต่ก็จะมีการแกล้งแบบนี้ เราคิดว่าเขาน่าจะโดนแกล้งมาประมาณนึง จนทนไม่ไหวน้องตัดสินใจเล่าให้แม่ฟัง เพราะเขาจะไม่ค่อยเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้แม่ฟังด้วยความที่อยู่กัน 2 คน เขาเห็นเรารับผิดชอบค่อนข้างเยอะ เขาจะไม่ค่อยเล่าอะไรถ้าไม่ซีเรียสจริง ๆ ตอนนี้ก็น้องโดนมาปีครึ่งแล้ว น้องก็ไม่อยากอะไรเลยนอกจากฟังเขาเล่า เขาเล่าให้ฟังแม่ก็อารมณ์เสียเพราะมันมาเกินไป จะมีเด็กประมาณ 3 - 4 คนที่โดนแบบนี้ พอเราฟังเขาเราก็อารมณ์ขึ้นปึ้ง เขาก็บอกว่า “แม่ หนูพูดกับใครไม่ได้เลยนอกจากแม่ หนูอยากให้แม่แค่รับฟัง” เราก็บอก “ย้ายไหม ย้ายเลย” คือถ้าเลือกย้ายโรงเรียน 1. ทุนที่เราได้รับทั้งหมดต้องจ่ายคืน 2. ที่นี่จะมีอะไรบางอย่างพิเศษกว่าที่อื่น ซึ่งถ้าจบจากที่นี่เขาจะมีสิทธิ์ได้เข้าในมหาลัยที่เขาอยากเข้า ซึ่งเรามองว่าเขาเก่งมากที่มองเป้าหมายแล้วเขาไม่หนี แต่เราก็มองว่ามันต้องอดทนขนาดนี้เลยเหรอ? ทั้งการเรียนก็หนักมาก หลาย ๆ อย่างที่เขาจะต้องทำอีกในเรื่องการเรียนอีก หลังเลิกเรียนคือช่วงเวลาที่จะได้พักผ่อน ทำการบ้าน เคลียร์งาน แต่กลับต้องมานั่งหวาดระแวง ซึ่งตอนแรกที่แม่รู้ แม่คิดว่าเราจะคุยกับผู้ปกครองของเด็กพวกนี้ เพราะเรามีไลน์กลุ่มกันเราก็คุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ลูกก็บอกว่า “ไม่ได้สิแม่ มันก็ต้องถึงพวกนี้” ก็จะกลายเป็นว่าจะมี 2 อย่างที่เกิดขึ้น 1. โดนแกล้งหนักกว่าเดิม 2. โดนคว่ำบาตร ตัวน้องก็จะต้องทำโปรเจคซึ่งต้องทำเป็นกลุ่ม เด็กทุนก็ไม่ได้มีเยอะ ตัวเขาก็ไม่อยากย้ายโรงเรียนเขาบอกกับแม่ว่า “เขาไหว ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ไหวเขาจะบอก” แต่คือเราเป็นแม่จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ตอนนี้มันก็ผ่านมาสัปดาห์นึงแล้วเราก็คอยถามตลอดว่า ทุกอย่างดีขึ้นไหม โอเคไหม ถ้ามีอะไรที่เขามารังแกให้อัดเสียงไว้หรืออัดคลิปไว้นะ วันนี้หนูอาจจะไม่อยากเอาเรื่องแม่เข้าใจแต่วันนึงถ้าหนูไม่ไหว ถ้าแม่ต้องไปงัดไม่ว่าจะโรงเรียนหรือผู้ปกครองแม่ก็อยากให้เขารู้ว่ามันไม่มีหรอก ลูกฉันเป็นคนดี บางครั้งเวลาไปส่งลูกแล้วแม่เจอก็อยากถอดหมวกกันน็อคฝาดหน้ามันเลย เอาตรง ๆ คือมึงไม่ต้องมายกมือไหว้กูหรอก ไม่ต้องมาเรียกกูว่าแม่เลยถ้าจะทำแบบนี้ ทุกครั้งก็จะเอาขนมไปฝากตลอดเพราะเด็กบางคนอยู่ต่างจังหวัด ต่อหน้าเราเขาอีกอย่าง ด้วยความที่มันอาจจะเป็นปมนึงของลูกด้วยเพราะเขามีโลกประจำตัวตั้งแต่เด็ก เขาเคยได้รับการฉายรังสีที่ศีรษะและอวัยวะเพศ แม่ไม่ทราบว่ามันจะมีผลทำให้ฮอร์โมนบางอย่างมันช้าลงไหม และเขาก็เป็นคนตัวสูงใหญ่มันก็เลยอาจจะดูไม่บาลานซ์ เขามีความรู้สึกไม่มั่นใจตัวเองอยู่แล้วมาเจอแบบนี้อีก แม่รู้สึกไม่โอเคมากแต่ไม่รู้จะยังไงสับสนไปหมดเพราะความฝันของลูกก็สำคัญ มันรู้สึกเหมือนเราล้มเหลวเราเป็นแม่เขาแต่เราปกป้องเขาไม่ได้ แม่ก็เลยอยากจะปรึกษาว่าแม่ควรจะทำออกไปเป็นการกระทำอย่างไร ควรจะคิดยังไง?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นหอมจะเลือกทำตามที่ลูกบอก เพราะว่าเขาประเมินสถานการณ์แล้วว่าเขารับมือกลับสิ่งตรงนี้ได้แค่ไหน สิ่งที่เขากังวลใจเขาก็ไม่อยากให้แม่เข้าไปยุ่งตรงนั้น ซึ่งการที่แม่เข้าไปยุ่งหรือทำให้สิ่งที่เขาไม่อยากให้ทำมันเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับเขา ฉะนั้นวันเนี้ยสิ่งที่ทำได้คือคุยกับลูกให้เยอะ ๆ แล้วสังเกตว่าเราเป็นทีมเดียวกันนะ ถ้าสมมุติไม่ไหวแม่ก็ต้องเข้มแข็งให้ลูกเห็นว่า “เออ ลูกอยู่ทีมถ้าไม่ไหวยังไงบอกแม่เลยนะ แม่เอาออกได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลยนะลูก” แล้วลูกจะมีความรู้สึกฮึกเหิมว่ายังไหวอยู่อีกปีครึ่งแล้วแต่ลูกเลย ถ้าเกิดไม่ไหวบอกแม่ แม่เอาออกเลยแต่แม่จะทำตามลูกนะ ลูกให้ทำอะไรลูกบอกมาเลยลูกว่าไงว่างั้น เพราะเขาเป็นคนรับมือ แล้วเขาจะรู้สึกว่าโอเคมันอาจจะเฮิร์ทนิดนึงแต่ยังไหวอยู่ ให้เขาเป็นคนตัดสินใจแต่เราแค่แสดงเจตจำนงเลยว่า ซัพพอร์ท ไหวอยู่ไหมลูก ก็ทำให้บรรยากาศเวลาคุยกับเราแล้วไม่เครียด แต่ต้องไม่พูดด้วยความเครียด โมโห หรือแค้น เพราะเขาจะกังวลใจเข้าไปอีก ต้องทำให้เขาผ่อนคลายทำให้เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่โทรหาแม่ลูกจะได้ความสบายใจกลับไปฉะนั้นแม่ก็ไม่ต้องเครียดเรื่องที่จะไฟต์รอคำสั่งจะเขาอย่างเดียวพอ แล้วเราก็เตรียมเรื่องเงินเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน แต่ทีนี้หอมเชื่อว่าเป้าหมายของลูกแข็งแรงพอที่เขาจะอดทน เราอาจจะพูดถึงอนาคตของเขาว่า อีกปีครึ่งแป๊บเดียว จะได้ไปอยู่มหาลัยที่ลูกต้องการแล้วนะ ให้เขารู้ว่าทุกปัญหามีแม่เสมอแม่จะอยู่เคียงข้างเสมอ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เคสนี้ยากเหมือนกันเพราะผมก็ตอบไม่ได้ว่าควรทำยังไง เคยคิดเหมือนกันเราเพราะว่าเราจะอยากทำอย่างนึง แต่ลูกจะอยากให้เราทำอีกอย่าง เป็นคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากจะจัดการอะไรบ้างอย่างทันทีในวันรุ่งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ลูก ความโกรธเกิดขึ้นแน่นอน เราอยากจะลุยแหละไม่ว่าเราจะได้คุยกับใครจะเป็นครูที่ไว้ใจได้สักคนพอที่ลูกเราจะไว้ใจที่สุด คิดว่าครูคนนี้เก็บความลับได้มากที่สุดแล้วค่อย ๆ แก้กันไปโดนที่มีครูรับรู้อยู่ช่วยกันคิดว่าเราจะช่วยปัญหายังไง ซึ่งมันมีหนทางมากมายที่เราจะเข้าไปคุยด้วยแต่สุดท้ายเราก็คงต้องฟังลูกเป็นหลักก่อน ถ้าลูกยืนยันมาก ๆ ว่าอย่าพึ่งทำอะไรในตอนนี้ อย่างนึงในความเป็นพ่อเป็นแม่เราที่ทำได้เราก็ต้องไว้ใจลูกเราเหมือนกันว่า เขายังรับมือได้แต่คำว่ารับมือได้ เราในฐานะพ่อแม่ก็ต้องระวังหลังให้ลูกเหมือนกันว่า คุณรับมือได้จริงหรือเปล่า หรือ คุณแค่พยายามบอกทุกคนและบอกตัวเองว่าคุณรับมือได้ คุณยังทนได้แต่จริง ๆ ข้างในทนไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าความถี่ในการเกิดขึ้นและความรุนแรงที่มันเกิดขึ้นมันขนาดไหน ถ้ามันเป็นการกลั่นแกล้งที่ลูกยังทนได้จริง ๆ โอเคเราหายใจลึก ๆ เราอาจจะต้องเป็นฝ่ายที่อดทนมากกว่าลูกแต่ว่าถ้าการแกล้งมันเกิดขึ้นแบบรุนแรงมากเกินไปหรือมันเริ่มล้ำเส้นที่ไม่ควรจะทนแล้ว การกระทำเราอาจจะต้องเปลี่ยนเพราะฉะนั้นการสื่อสารกับลูกมาก ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่แม่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดคือ ตอนนี้แม่คือ ปราการสุดท้าย เซฟโซนสุดท้ายของเขาแล้วอย่าเสียตรงนี้ไป ทำทุกอย่างให้เขายังเล่าให้เราฟังอยู่ อะไรก็ตามที่ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าถ้าทำออกไปแล้ว ลูกอาจจะไม่มาบอกอะไรเราอีกถ้ามันทำให้ทิศทางของแผนที่เขาวางไว้มันผิดหรือเขาไม่โอเค เราอาจจะเสียความเป็นเซฟโซนสุดท้ายไปตลอด เขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นมากการที่เขายังเลือกที่จะเล่าให้เขาฟังอยู่นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดมาก ๆ ณ ตอนนี้ในความเป็นพ่อเป็นแม่แค่ระวัง บอกเขาเลยว่า คนเรามันมีนะที่พูดว่าทนได้แต่จริง ๆ มันทนไม่ไหว ถ้ามันเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ให้บอกแล้วเราค่อย ๆ คิดว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ถ้า ณ วันนี้มันทนได้จริง ๆ แม่จะเคารพการตัดสินใจจะเชื่อใจทนกันอีกแค่ปีครึ่ง เพราะเท่าที่เราผ่านกันมาทั้งหมดสังคมเปลี่ยนทุก ๆ การเปลี่ยนสถานศึกษาจริง ๆ แม่ก็ผ่านมาแม่ก็คงจะรู้ว่าสังคมมันเปลี่ยนจริง ๆ กับการย้ายโรงเรียน ถ้าเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่างอาจจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเพราะฉะนั้นเชื่อใจลูกให้มาก แต่ก็อย่าไว้ใจจนเราไม่ได้ปกป้องลูก’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล”ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณแม่ต้องสังเกตและต้องคอยระแวดระวังแบบมาก ๆ เลย เพราะว่าตอนนี้เรารู้ว่าเคสการแกล้งมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เติ้ลก็ไม่แน่ใจนะว่าน้ำหนักการแกล้งมันไปถึงจุดที่มันเกินคำว่าแกล้งแบบเด็กผู้ชายเล่นกัน ไปถึงการบูลลี่ ไปถึงการทำร้ายร่างกายมันจะไปถึงไหนได้ สำหรับเติ้ลเห็นด้วยกับพี่หอมและเผือกว่า ถ้าลูกยังขอคุณแม่ว่าอย่าไปพูดแสดงว่า จะต้องมีบางอย่างที่เขาอาจจะลองทนก่อนหรืออะไรก็ตาม หรือเขาอยากจะให้เวลามันพิสูจน์ แต่ว่าถ้าเขาขอแล้วการที่จะเอาเขาอยู่เผื่อที่จะให้เขาเล่าเรื่องให้เราฟังตลอดก็ต้องทำตามที่เขาไว้ก่อน ซึ่งคุณแม่ก็ต้องย้ำเผื่อให้เขารู้ว่าการตัดสินใจที่เขายอมทนของเขาครั้งนี้จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีความจำเป็นต้องทนเพื่ออะไร ถ้าเป็นลูกเติ้ลจะบอกลูกว่า ถ้าหนูต้องทนไม่มีความสุขเพื่อที่ว่าหนูจะไปโรงเรียนที่หวังว่า แม่จะประหยัดเงินหรือคิดว่าโรงเรียนนี้มันดีกับหนู หรือว่ามันต้องทนสิ่งนี้เพื่อที่จะได้อนาคตมาที่เรายังไม่รู้ว่ามันอะไร แต่ถ้าลูกจะต้องทนทุกข์ทรมานคือมันไม่จำเป็นนะสำหรับแม่ เพราะเราไม่อยากเห็นเขาไม่มีความสุข เราต้องทำให้เขาเห็นว่ามันไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรมาบังคับให้เขาจะต้องไม่มีความสุขเลยนะ แต่ถ้าเขาเลือกแบบนี้เราก็ต้องอยู่เป็น back support เขา สุดท้ายถ้าเรื่องที่คุณแม่รับฟังมันเริ่มไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆแล้วไม่จบ รู้สึกว่ามันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนไปถึงทำร้ายร่างการเราต้องตัดสินใจพูดกับเขาว่า แม่ขอตัดสินใจไปคุยกับอาจารย์เผื่อที่จะให้เรื่องนี้มันจบ ซึ่งถ้ามันไม่จบแม่สัญญาว่าแม่จะยังอยู่ข้างหนูเพื่อทำให้หนูมีความสุขที่สุด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูทำงานเป็น Customer Service หัวหน้ามอบหมายให้ดูแลลูกค้าคนสำคัญ VIP รายใหญ่ของบริษัท แต่กลายเป็นว่าลูกค้าคนนี้ มีปัญหา และ ต้องการคุยทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนหนูแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าคนอื่นเลย ลูกค้า VIP รายนี้ เอาแต่ใจ ไม่ได้อะไรดั่งใจ ด่ากราด

23 พ.ค. 2025

หนูทำงานเป็น Customer Service หัวหน้ามอบหมายให้ดูแลลูกค้าคนสำคัญ VIP รายใหญ่ของบริษัท แต่กลายเป็นว่าลูกค้าคนนี้ มีปัญหา และ ต้องการคุยทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนหนูแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าคนอื่นเลย ลูกค้า VIP รายนี้ เอาแต่ใจ ไม่ได้อะไรดั่งใจ ด่ากราด

หนูทำงานเป็น Customer Service หัวหน้ามอบหมายให้ดูแลลูกค้าคนสำคัญ VIP รายใหญ่ของบริษัทแต่กลายเป็นว่าลูกค้าคนนี้ มีปัญหา และ ต้องการคุยทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนหนูแทบไม่มีเวลาดูแลลูกค้าคนอื่นเลยลูกค้า VIP รายนี้ เอาแต่ใจ ไม่ได้อะไรดั่งใจ ด่ากราด คำหยาบใส่แบบเสียๆหายๆ วันไหนหนูลาป่วย ไม่สบายลูกค้ารายนี้ก็โทรมาต่อว่าว่าทำไมไม่ทำงาน เรื่องนี้รายงานหัวหน้าแล้วก็ยังเฉย ให้เราดูแลเขาต่อเพราะเราทำมานานแล้วตอนนี้เครียดมากๆ แต่ต้องเก็บอาการเวลาทำงานอย่างเดียว “คุณกบ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 2 ของรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 พ.ค. 68] เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการรับมือกับพฤติกรรม Toxic ของลูกค้ารายใหญ่ จึงโทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย” โดย “คุณกบ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำอาชีพ Customer Service มา 2 ปี ดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่มีเม็ดเงินสูงของบริษัท ตอนนี้หนูรับมือกับพฤติกรรมของเขาไม่ไหวแล้ว ลูกค้าท่านนี้ค่อนข้างสูงอายุ จึงรับมือกับอารมณ์ได้ยาก ชอบเอาแต่ใจ รบกวนเวลา ถ้าวันไหนที่ต้องดูแลลูกค้าท่านนี้ หนูจะไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย หนูมีการแจ้งหัวหน้ามาโดยตลอด แจ้งถี่มาก หนูก็บอกหัวหน้าไปว่า ลูกค้ากดดันหนู หัวหน้าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่หัวหน้าก็กดดันหนูกลับอีกที บอกว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าโอเคกับข้อเสนอ โดยที่เราไม่ได้ให้เขาทุกอย่างที่เขาอยากได้ หนูต้องรักษาลูกค้าคนนี้ไว้ สนใจแค่ยอดอย่างเดียว แล้วหัวหน้าก็ย้ำอย่างเดียวว่า ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าพอใจ! งานนี้มีแค่หนูคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับมือและดีลกับลูกค้าทุกคนก่อนกระจายงานให้กับทีม หนูก็เลยโดนหัวหน้าด่าอยู่บ่อย ๆ ตอนนี้มีลูกค้ารายใหญ่ 5 ราย แต่ท่านนี้พอรวมยอดสะสมแล้วมากกว่าท่านอื่น ๆ เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ เหตุการณ์ที่รู้สึกไม่สมเหตุสมผลของลูกค้าคนนี้ เช่น บางอย่างเขาคิดว่ามันง่ายสำหรับเรา แต่จริง ๆ มันไม่ง่าย หนูพยายามอธิบายดี ๆ เขาก็ไม่รับฟัง แถมอุทานคำหยาบใส่หนูอีก มีครั้งหนึ่งหนูแอดมิท และเขาต้องการใช้บริการตอนนั้น เขาก็พูดใส่หนูว่า โกหกหรือเปล่าเนี่ย อายุน้อยแค่นี้ป่วยเลยหรอ หนูเลยอยากถามพี่ๆดีเจสองข้อคือ 1. หนูอยากได้คำแนะนำว่าจะรับมือกับลูกค้าอย่างไรดี? 2. มีวิธีไหนที่หนูสามารถคุยกับหัวหน้าได้บ้าง? เพราะเพิ่งเลิกงานและโดนดุมาเหมือนกัน’ ซึ่ง “ดีเจทั้งสามคน” (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘คนทำอาชีพนี้ต้องเป็นคนที่เกิดมาเพื่อรองรับอารมณ์จากทุกฝ่าย ทั้งลูกค้าและฝั่งของเรา หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแย่ คนที่รองรับก็ต้องแย่ เพราะฉะนั้นถ้าเรารับมาก็ต้องถ่ายออก ต้องรู้วิธีกำจัดความเครียด คิดแค่เรื่องงานจริง ๆ เราคงเปลี่ยนนิสัยลูกค้าไม่ได้ แต่เราสามารถพูดคุยและต่อรองกับหัวหน้าในสิ่งที่เราพึงจะได้รับได้ เช่น ขอขึ้นเงินเดือนและได้รับค่าคอมมิชชั่นที่มากขึ้น หรือเจรจาว่า ถ้าต้องการให้เราอยู่ต่อ จะต้องส่งคนมาซัพพอร์ตในส่วนนี้เพิ่ม เพราะจากประสบการณ์การทำงานที่สูงของเราแล้ว มีสิทธิ์ที่จะต่อรองได้สูงมาก เพราะถ้าบริษัทขาดเราไป บริษัทก็เสียหายมากเช่นกัน’ ปิดท้ายด้วย “ดีเจอ้อย” บอกว่า ‘ถ้าสุดท้ายแล้ว ยังเหลือเราที่ต้องทำงานคนเดียวก็พอเลย เราต้องโอบกอดตัวเองบ้าง การทำงานทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ยังหาคนมาทำแทน แต่การที่เราเสียสุขภาพจิตทุกวัน ถ้าวันหนึ่งหนูป่วยไป ครอบครัวจะเอาใครมาแทน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ซื้อลิปมากี่อัน เพื่อนคนเดิมก็ยืมใช้ทุกอัน เค้าไม่ยืมคนอื่นเลยค่ะ รอแต่จะยืมของหนู เช้าก็ทา เที่ยงก็ทา ก่อนกินข้าว หลังกินข้าวก็ทา พีคสุด ปากมันยังไม่เช็ดปากก็หยิบไปทา ตอนนี้กลิ่นลิปหนูเปลี่ยนด้วย ต้องซื้อใหม่ตลอด เจอแบบนี้ทำไงดี?

10 ม.ค. 2025

ซื้อลิปมากี่อัน เพื่อนคนเดิมก็ยืมใช้ทุกอัน เค้าไม่ยืมคนอื่นเลยค่ะ รอแต่จะยืมของหนู เช้าก็ทา เที่ยงก็ทา ก่อนกินข้าว หลังกินข้าวก็ทา พีคสุด ปากมันยังไม่เช็ดปากก็หยิบไปทา ตอนนี้กลิ่นลิปหนูเปลี่ยนด้วย ต้องซื้อใหม่ตลอด เจอแบบนี้ทำไงดี?

“คุณแพร (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ [8 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนยืมลิปสติกบ่อยมาก แถมใช้แล้วลิปสติกมีกลิ่นแปลกไป! โดย “คุณแพร (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูซื้อลิปสติกมาใหม่ เพื่อนขอลอง แล้วก็ทาไปที่ปากเลย ตอนแรกหนูคิดว่าจะใช้นิ้วแตะ ๆ ก่อนแล้วค่อยทา ต่อมาเพื่อนก็ถามว่าซื้อที่ไหน? กี่บาท? หนูก็บอกไป แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มยืมบ่อยขึ้นก่อนเข้าเรียน เลิกเรียน ก่อนกินข้าว หลังกินข้าว ก็มาขอหนูว่า “มึงขอยืมลิปหน่อย” ไปห้องน้ำก็ทา เดินไปไหนก็ทาทั้งวัน ทามากกว่าหนูอีก พอบอกว่าหนูขายต่อ เพื่อนก็บอกกลับมาว่า “บ้าหรอ กูก็ต้องเอาอันใหม่สิ” หนูก็เลยส่งพิกัดอันใหม่ให้เขา เขาก็ไม่ซื้อ แล้วตอบมาแบบเปลี่ยนเรื่องแทน พอวันต่อมาเขาก็ยังยืมหนูเหมือนเดิม ซึ่งเขาก็มีลิปของเขา หนูก็ถามว่าไม่ใช้ลิปตัวเองแล้วเหรอ? เขาก็บอกว่า “ก็ต้องใช้ของมึงด้วย” กลุ่มหนูมีกัน 3 คน อีกคนหนึ่งคือเพื่อนของเขา ที่มาจากประถมด้วยกัน เขาไม่เห็นเคยยืมของเพื่อนคนนั้นเลยสักครั้ง ยืมแต่ของหนูคนเดียว หนูเริ่มไม่โอเคตรงที่กลิ่นลิปของหนูมันเริ่มเปลี่ยน เหมือนมันบูดเพราะหลังกินข้าวปากมัน ๆ เขาก็ยังทา หนูไม่กล้าปฏิเสธแบบตรง ๆ เขานิสัยดีทุกอย่าง แต่ติดแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเลย หนูเคยบอกว่าไม่ให้แล้ว แต่เขาก็บอกกลับมาว่า “โห ขี้งกว่ะ” หนูเลยให้ยืมมาตลอด ไม่ใช่แค่ลิปด้วย กระเป๋า เสื้อ เสื้อกันหนาว เขาจะขอเลย พูดแบบว่าถ้าหนูไม่ใช้ ขอได้ไหมอยากได้ เพื่อนอีกคนก็โดนแบบเดียวกัน เรื่องกิ๊บติดผม เขาบอกว่าขอติดได้ไหม? พอเขาติดแล้วก็เนียน ๆ เอากลับบ้านไปเลย พอทวงเขาก็จะทำเป็นลืม หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนี้ หนูควรทำอย่างไรดี?’ ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ควรบอกไปตรง ๆ เลยว่าของแบบนี้มันใช้ร่วมกันไม่ได้ หนูต้องบอกว่ามันมีเหตุผลของการไม่ให้ยืม มันเป็นสิ่งที่พูดได้ โตแล้วบอกเขาได้ หนูต้องรู้จักปฏิเสธ’ นอกจากนี้ “ดีเจเผือก” ยังพูดเสริมอีกว่า ‘ซื้อให้ไปเลย มึงกูไม่ให้ยืมแล้วนะ ใช้อันนี้ไปเลย ของแบบนี้มันไม่ใช้ร่วมกัน มันเหมือนแปรงสีฟัน ถ้าเพื่อนใหม่พึ่งเจอกันแล้วมันจะคัดกรองกันด้วยเรื่องลิป เรื่องยืมของก็โอเค ‘หาเพื่อนใหม่’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-