หนูลงแชร์โควทที่บอกว่าว่า “เจน Y เป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด” แล้วก็ใส่แคปชั่นว่า "ไม่จริงอ่ะ ป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว" กลับถูกรุ่นพี่สั่งให้ลบ บอกว่า “ไม่เหมาะสม”

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูลงแชร์โควทที่บอกว่าว่า “เจน Y เป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด” แล้วก็ใส่แคปชั่นว่า "ไม่จริงอ่ะ ป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว" กลับถูกรุ่นพี่สั่งให้ลบ บอกว่า “ไม่เหมาะสม”

25 ก.ย. 2026

หนูลงแชร์โควทที่บอกว่าว่า “เจน Y เป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด”

แล้วก็ใส่แคปชั่นว่า "ไม่จริงอ่ะ ป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว"

กลับถูกรุ่นพี่สั่งให้ลบ บอกว่า “ไม่เหมาะสม”

แบบนี้หนูผิดไหมคะ?

          ‘คุณวิเวียน’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
(23 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นกำลังสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เธอแชร์ไปนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่

          ‘คุณวิเวียน’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาถึงเรื่องราวที่ทำให้เธอเกิดความกังวลและสงสัยว่า สิ่งที่เธอโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียนั้นดูไม่เหมาะสมหรือไม่ โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากการที่คุณวิเวียนโพสต์สตอรีผ่านอินสตาแกรม เป็นข้อความเพียงตัวอักษร ไม่มีรูปภาพหรือข้อความอื่นประกอบ โดยเขียนว่า “ทำไมเจน Y ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด” พร้อมแคปชั่นเพิ่มเติมด้านล่างว่า “ไม่จริงอะป๋มน่ะเป็นจริงจังจอมแก่นอยู่แล้ว”

          คุณวิเวียนอธิบายว่า สิ่งที่เธอโพสต์นั้นเป็นลักษณะของการแซวตัวเองและเพื่อน เพราะเธอและกลุ่มเพื่อนเป็นคนเจน Y ที่มีอายุประมาณ 30 ปี โดยเธอตั้งใจสื่อถึงความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ที่เหมือนกับเป็น “เจน Y ที่ดูเหมือนโดนบังคับให้โต แม้จะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว แต่ลึก ๆ กลับยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กคนหนึ่งที่ยังมีความต๊อง ๆ หรือปัญญาอ่อนอยู่จนถึงทุกวันนี้ เธอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวถึงหรือพาดพิงบุคคลใด รวมถึงไม่ได้ต้องการสื่อความหมายในเชิงดูถูกหรือในทางลบ แต่เป็นเพียงการหยอกล้อและแซวตัวเองเท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ไปได้สักพัก มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่ทำงานของเธอเห็นสตอรีดังกล่าว ก่อนจะเข้ามาบอกกับคุณวิเวียนว่า “โพสต์อะไรในนั้นน่ะให้ลบมันไม่เหมาะสม” คำพูดดังกล่าวทำให้คุณวิเวียนเกิดความสงสัยและกังวลขึ้นมาทันทีว่า สิ่งที่เธอโพสต์นั้นดูไม่เหมาะสมมากถึงขนาดนั้นเลยหรือ เพราะในมุมของเธอ เธอไม่ได้มีเจตนาพาดพิงหรือโจมตีใคร และมองว่าเป็นเพียงข้อความที่ใช้แซวตัวเองกับเพื่อน ๆ เท่านั้น

          สำหรับรุ่นพี่คนดังกล่าว ไม่ได้เป็นหัวหน้าของคุณวิเวียนโดยตรง แต่เป็นรุ่นพี่ในที่ทำงาน มีอายุอยู่ในช่วงเจน Y กับเจน X ซึ่งคุณวิเวียนมองว่า ข้อความดังกล่าวอาจสามารถตีความได้มากกว่าหนึ่งมุม เพราะหากมองจากบริบทของเธอ ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นมุกตลกหรือการแซวตัวเอง แต่หากไม่ได้รู้เจตนาหรือบริบทมาก่อน ก็อาจถูกตีความไปในลักษณะของการต่อว่าหรือใช้ถ้อยคำในเชิงลบได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม คุณวิเวียนยืนยันว่า ก่อนหน้านี้เธอกับรุ่นพี่คนดังกล่าวไม่เคยมีปัญหาหรือมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน อีกทั้งเธอยังมองว่าตัวเองค่อนข้างสนิทกับรุ่นพี่คนนี้มากที่สุดคนหนึ่งในแผนก และความสัมพันธ์ในการทำงานก็เป็นไปด้วยดี

          ขณะเดียวกัน ภายในสังคมการทำงานของเธอเองก็เคยมีประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างคนแต่ละเจนมาก่อน ทำให้คุณวิเวียนจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกมุมหนึ่งว่า หรือจริง ๆ แล้วรุ่นพี่คนดังกล่าวอาจไม่ได้ตั้งใจตำหนิเธอ แต่กำลังเป็นห่วงและหวังดี เพราะเกรงว่าข้อความที่เธอโพสต์อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือกลายเป็นปัญหากับผู้ใหญ่หรือคนอื่น ๆ ในที่ทำงานได้

          สุดท้าย คุณวิเวียนจึงตัดสินใจลบโพสต์ดังกล่าวตามคำแนะนำของรุ่นพี่ แม้หลังจากลบแล้ว เธอยอมรับว่ารู้สึกแอบนอยด์และยังคงติดใจอยู่กับเรื่องนี้ จึงอยากที่จะโทรมาปรึกษาพี่ ๆ ดีเจ เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองโพสต์นั้นใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือไม่เหมาะสมมากถึงขนาดนั้นจริง ๆ หรือไม่

          ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “หรือเขา sensitive กับคำว่า ปัญญาอ่อน เพราะว่าบางคนเขาจะไม่โอเคกับคำนี้ มันไม่ควรเอาออกมาเป็นคำออกมาใช้ในเชิงเล่น เพราะจริง ๆ คำนี้ผมก็เป็นคนที่ติด แล้วก็ส่วนตัวจะไม่ใช้ เพราะว่ามันมีคนที่เจอกับภาวะนี้จริง ๆ แล้วเขาไม่ตลกกับคำนี้ ผมรู้สึกว่าคำนี้บางทีคุณพ่อคุณแม่ที่เขามีลูกที่เกิดภาวะอะไรแบบนี้ แล้วเขาก็จะไม่โอเค ผมค่อนข้างระวังกับคำนี้ มันก็อาจจะมีความหมายอื่น ๆ”

          ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “เเต่พี่ว่าเขาคงยังไม่เห็นเเคปชั่นของวิเวียนหรอก เพราะวิเวียนพูดเเบบเหมือนตัวเองติ่งต๊องเล่นตัวเองอะ  พี่ว่าเขาไม่ได้มองหรอกตัวนั้นอะ  ซึ่งในที่ทำงานเคยมีประเด็นก็เป็นไปได้ว่าเขาไม่อยากให้ไปทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี ก็มองในมุมว่าเขาเป็นห่วง เเต่ว่าท็อปปิกอะไรเเบบเนี้ยมันจะไม่มีใครเข้าใจ 100% หรอกมันจะมีคนฟังเเล้วโอเคฟังเเล้วหัวเราะอย่างพวกพี่ เเล้วมันจะไม่มีใครเข้าใจ 100% หรอกว่าจะสื่อเพื่ออะไร“

          ฝั่งของ ‘ดีเจอ้อม’ ได้ให้มุมมองว่า “คนแต่ละคนมีความ sensitive ไม่เท่ากัน สมมติบอกว่าพี่เผือกพูดในแนวพี่เผือกติ่งต๊อง พี่เผือกยังรับได้มากกว่า หรือบางทีมันเป็นเรื่องของเจนเนอะ ที่มีความกระเทือนกันง่ายด้วย ซึ่งในออฟฟิศเราอาจจะมีเจน Y คนอื่นที่เป็นคนที่แบบโดนอะไรหรือเปล่า แล้วกำลังมีปัญหากับอีกเจนนึงหรือเปล่า อาจจะเป็นเจน X หรืออาจจะเป็นเจน Z แล้วไม่อยากให้เรื่องของเจนมาเป็นประเด็น เขาพูดด้วยความเป็นห่วง เราจะง่ายขึ้น มีคนคอยเตือนในออฟฟิศก็ดี บางทีก็เป็นปัญหาเราได้เหมือนกันนะ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เหตุเพราะชอบย่องเบา! คนตกใจจนเกือบโดน!! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

19 ธ.ค. 2025

เหตุเพราะชอบย่องเบา! คนตกใจจนเกือบโดน!! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

“คุณเป็ด (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568)ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องเป็นคนชอบย่องเบาจนเคยเกือบโดนแทง “คุณเป็ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการย่องเบา ผมเดินเสียงเบามาก มันค่อนข้างเป็นปัญหาในชีวิตเพราะว่าเคยมีเหตุการณ์หนึ่ง คือผมกลับจากที่ทำงาน ส่วนพี่ก็ทำกับข้าวอยู่ในครัว ผมก็จะเดินไปหาพี่แต่ผมเป็นคนเดินเสียงเบามาก พี่ผมที่กำลังหั่นผักอยู่ก็หันมา แล้วมีดมันก็จะทิ่มตัวผมเพราะเขาตกใจ หรือบางทีแม่ก็จะตกใจ บางทีผมใส่รองเท้าผ้าใบเดินเข้าไปข้างหลัง เขาก็ไม่ได้ยิน บางครั้งเหนื่อย ๆ ผมก็อยากเดินเข้าบ้านเงียบ ๆ แต่ผมก็รู้ตัวว่าตัวเองเดินเสียงเบา บางครั้งก็เลยพยายามเดินเสียงดัง ๆ ให้เขาได้ยิน เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่กับคนในครอบครัว มันเป็นที่ข้างนอกบ้านด้วย อย่างเช่นกับเพื่อน เวลาไปเดินห้างเพื่อนก็จะไม่รู้ว่าเราเดินย้ายไปอีกฝั่งแล้ว หรืออีกเหตุการณ์หนึ่งคือผมออกจากซอยบ้าน และมีหมานอนอยู่ ครั้งนั้นมันไม่ได้ยินเสียงผมเดินมา มันก็ตกใจแล้วก็เห่าผม ผมจะแก้ไขปัญหาการเดินเบาของผมยังไงดีครับ’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางทีเราต้องส่งสัญญาณอะไรเข้าไปก่อน เช่น ก๊อก ๆ อะไรแบบนี้ ต้องส่งอะไรเข้าไปก่อนให้รู้ว่าเรามาแล้วนะ แล้วถ้าเป็ดเป็นกับทุกคนในสังคม เป็ดก็ต้องปรับที่เรา เพราะเราเคลื่อนไหวเบาไง พอมันเบาเราเลยต้องส่งสัญญาณก่อน ทำเป็นกระแอม ส่งเสียงอะไรสักนิดก็ได้ พูดอะไรฮัม ๆ มาก็ได้ เขาจะได้รู้ว่าเราปรากฏตัวมาแล้วนะ ถ้าเราจะโดนมีดแทงนี่เราต้องปรับแล้วนะ มันอันตราย ไปเจอคนบ้าจี้มาใครจะรู้ หรือห้อยพวงกุญแจ มันจะมีพวกกุญแจกระดิ่งที่เอาไว้กันหมี ไปซื้อกระดิ่งมาก็ได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ถ้าง่ายสุด เป็ดก็ต้องพยายามสร้างเสียงขึ้นมา การพูดง่ายที่สุด คือเป็ดต้องไม่โผล่ขึ้นมาแบบให้เขาตกใจ ต้องมีการเกริ่นก่อน ร้องเพลงเข้ามาหรือต้องมีการเปิดตัวตัวเองก่อน ต้องห้ามโพล่งมาแค่นั้นเลยเพราะว่าถ้าเป็ดปรากฏตัวมาโพล่ง ๆ เขาจะตกใจ ต้องเกริ่นก่อนทุกครั้ง มันจะช่วยได้ ให้เขารู้ว่าเป็ดมาแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘เราเคยดูในการ์ตูนที่เวลาตัวละครถึงบ้านแล้วเขาจะพูดว่า กลับมาแล้วครับ เวลาเข้าบ้านก็บอกเลยว่ากลับมาแล้วครับ จะได้รู้ว่าใครเปิดประตูบ้านด้วย ฉันว่าที่เขาตกใจเพราะเขาอยู่ใน Activity ที่เสียงดัง แล้วเวลาที่เราทำอะไรเสียงดังเราจะไม่ค่อยได้ยินคนข้างหลังหรอกแล้วมันน่าตกใจเพราะงั้นก็ใช้เสียงนะเป็ด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูโกนขนจิโม๊ะจนเกลี้ยง รักษาความสะอาด พอหนูกำลังจะทำกิจกรรมกับสามี สามีเห็นแล้วตกใจจนน้องชายหลับกลางอากาศ สามีบอกว่าไม่ชินเลย ที่จิโม๊ะไม่มีขนแบบนี้ ตอนนี้หนูจะจัดการปัญหานี้ยังไงดีคะ?? จะโกนขนจิโม๊ะให้เกลี้ยงแบบนี้ต่อไปดีไหม

09 ก.ย. 2025

หนูโกนขนจิโม๊ะจนเกลี้ยง รักษาความสะอาด พอหนูกำลังจะทำกิจกรรมกับสามี สามีเห็นแล้วตกใจจนน้องชายหลับกลางอากาศ สามีบอกว่าไม่ชินเลย ที่จิโม๊ะไม่มีขนแบบนี้ ตอนนี้หนูจะจัดการปัญหานี้ยังไงดีคะ?? จะโกนขนจิโม๊ะให้เกลี้ยงแบบนี้ต่อไปดีไหม

“คุณนิดา (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี เป็นสายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ” เกี่ยวกับปัญหาของขนน้องสาวที่มากวนใจทำให้ต้องกำจัดทิ้ง แต่มันกลับทำให้สามีไม่มีอารมณ์ร่วม โดย “คุณนิดา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แต่งงานกับสามีมาประมาณ 8-9 ปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ เลย ก่อนหน้านี้เราทายยาคุม ประจำเดือนก็มาน้อยเราเลยไม่ได้สนใจกับเรื่องขนน้องสาวขนาดนั้น แต่พอตัดสินใจว่าจะมีลูกกับสามีก็เลยหยุดทานยาคุมไป ประจำเดือนก็มาเยอะขึ้น เราเลยมีการเล็มขนน้องสาวให้สั้นลงบ้าง แต่มีอยู่วันหนึ่งเราเล่นโทรศัพท์อยู่ก็มีความรู้สึกว่า อยากกำจัดขนน้องสาสออกไปให้หมดเลย จะได้เป็นการรักษาความสะอาดไปด้วย เราเลยลองสั่งครีมกำจัดขนมากำจัดขนน้องสาวจนหมดเกลี้ยง ตอนแรกก็ได้มีการบอกสามีแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหา พอแฟนเขาเห็นน้องสาวของเราเขาก็ตกใจบอกว่าเหมือนของเด็กเลย แล้วเขาก็บอกว่าน่ากลัว มีอยู่วันหนึ่งก็มีอะไรกัน แล้วมือเขาก็สัมผัสไปโดนตรงนั้นของเรา แล้วเขาก็บอกเราว่า เขาทำต่อไม่ได้แล้ว แล้วอยู่ดี ๆ น้องชายของเขาก็หลับกลางอากาศไปเลย แล้วหลังจากวันนั้นเขาก็ไม่เข้าใกล้ แล้วก็ไม่ยุ่งกับตรงนั้นอีกเลย ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาจริง ๆ หรอสำหรับชีวิตคู่ เลยอยากมาขอความคิดเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติไหมที่สามีจะไม่มีอารมณ์เพราะเราไม่มีขนน้องสาว?’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คงตอบในมุมผู้ชายไม่ได้ในเรื่องของความรู้สึก แต่พี่จะตอบในเรื่องของความสวยงาม ปกติผู้หญิงเขาก็กำจัดขนกันอยู่แล้ว พี่ว่ามันเป็นรสนิยมส่วนบุคคลมากกว่า มันก็ไม่แปลกถ้าแฟนจะรู้สึกว่ามันแปลก ๆ อาจจะต้องคุยกับเขาว่าควรทำยังไงดี อธิบายให้เขาเข้าใจเรื่องความสะอาด’ ต่อมา “ดีเจเกลือ” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันเป็นไปได้ที่แฟนเราจะไม่มีอารมณ์เพราะเราไม่มีขนน้องสาว มันมีกลุ่มอาการที่เรียกว่า Phobia เราไม่รู้ว่าเขามี Trauma อะไรเกี่ยวกับความเกลี้ยงเกลา เหมือนกับคนที่เป็นโรคกลัวขน อันนี้เราก็ต้องเข้าใจเขา ซึ่งมันก็ต้องเกิดจากการพูดคุยว่าจะหาทางออกยังไง หรือถ้าเราอยากจะกำจัดขนจริง ๆ แต่ถ้าแฟนเขายังไม่มีอารมณ์ร่วมให้ลองปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อเข้ารับการบำบัดดู’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เมื่อไหร่ที่ผู้หญิงกำจัดขนออกมันจะเห็นสีที่แท้จริงของน้องสาวเรา ซึ่งผู้ชายจะไม่เคยเห็นมาก่อน พี่แนะนำว่าไปเลเซอร์ฝังสี ขนน้องสาวมันมีประโยชน์ แต่ข้อเสียของขนคือมันจะทำให้เกิดกลิ่นได้ง่าย คราวนี้เราต้องแยกให้ออกว่าเขาไม่ชอบสีของน้องสาวเราหรือไม่ชอบความเกลี้ยงเกลาจริง ๆ ไม่งั้นเจ็บตัวฟรี ลองเลือกดูว่าวิธีไหนเหมาะกับคู่เรา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เรายื่นคำขาด! แฟนต้องมาขอภายในปีหน้า ..ไม่งั้น เลิก! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

19 ธ.ค. 2025

เรายื่นคำขาด! แฟนต้องมาขอภายในปีหน้า ..ไม่งั้น เลิก! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

“คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 32 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหายื่นคำขาดให้แฟนมาขอแต่งงานภายในครึ่งปีหน้า เราทำมากเกินไปมั้ยคะ? “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมานาน 11 ปีแล้ว แฟนอายุ 30 เป็นคนเจ้าชู้ คุยกับคนอื่นไปเรื่อย ๆ แต่ทุกครั้งที่หนูจับได้ เขาก็จะหยุดคุย แล้วเลือกกลับมาอยู่กับหนูตลอด พอคบกันเข้าสู่ปีที่ 8 หนูเริ่มถามเขาตรง ๆ ว่า “มีแพลนจะแต่งงานบ้างไหม” เพราะหนูรู้สึกว่าหนูอยากแต่ง แต่ไม่ได้อยากจัดงานใหญ่โตอะไร แค่อยากให้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายได้นั่งกินข้าวด้วยกันแลกแหวนง่าย ๆ ให้รู้ว่าเราเป็นสามีภรรยากันแล้วก็พอได้ ช่วงแรกเขาก็ตอบว่า “เดี๋ยวจะแต่ง” แต่หลังจากนั้นก็เงียบไป พอมาช่วงหลัง ๆ เขาก็บอกว่า “ยังไม่พร้อม อยากมีเงินเก็บมากกว่านี้ก่อน” แต่ปัญหาคือ.. เราทำธุรกิจร่วมกัน รายได้ก็ใกล้เคียงกัน เราอยู่บ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตเหมือนสามีภรรยามานานแล้ว ในมุมของเขา หนูก็พยายามเข้าใจ คิดว่ามันอาจเป็นเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นผู้ชาย ที่เขาอยากมีมากกว่านี้ก่อนจะมาขอหนูแต่งงาน แต่สิ่งที่หนูอยากได้ มันไม่ได้ใหญ่โตเลย หนูก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาต้องจ่ายทุกอย่างคนเดียวด้วย พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็มีถามบ้างว่าเมื่อไหร่จะแต่ง แม่ฝั่งหนูเองยังบอกเลยว่า ไม่ต้องเอาสินสอดก็ได้ เพราะเห็นว่าเราสู้ทำธุรกิจมาด้วยกันตลอด แต่พอคบกันนานขึ้น หนูเริ่มรู้สึกว่าเราสองคนเหมือนเพื่อนสนิทมากกว่าคนรัก หนูแอบคิดว่าถ้าเราได้เปลี่ยนสถานะอะไรบางอย่าง ความรู้สึกมันอาจจะดีขึ้นแต่เขาก็ยังไม่ขยับอะไรเลย หนูเริ่มถามตัวเองว่าหรือจริง ๆ แล้ว…เรากำลังมองปลายทางไม่เหมือนกัน ทุกครั้งที่หนูคุยเรื่องแต่งงาน หนูจะรู้สึกว่าอาการเขาไม่ค่อยดี หนูเลยถามว่าโอเคไหม แล้วคำตอบที่ได้กลับมาคือเขาบอกว่า “ใจนึงก็อยากปล่อยหนูไปให้ไปเจอคนที่ดีกว่า” หนูก็เลยบอกเขาว่า ถ้ายังรักกัน เราก็จับมือกันนะ ลองกลับมาใส่ใจกันใหม่ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้ เพราะหนูก็รู้สึกว่าเรายังรักกันอยู่แค่ภาพของการแต่งงาน…เราไม่เหมือนกัน จนวันนึงมีเพื่อนพูดกับหนูว่า “สรุปแล้ว เขาเป็นคนรัก หรือเป็นแค่เพื่อนร่วมงานของหนู?” ประโยคนี้ทำให้หนูกลับมาคิดหนักมากว่า ชีวิตคู่ของหนูตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ว่ามันจะผิดไหมคะ…ถ้าหนูตั้งเส้นตายให้ตัวเอง ว่าถ้าภายในครึ่งปีหน้า เขายังไม่ขอหนูแต่งงาน หนูจะเลือกเดินออกมาจากความสัมพันธ์นี้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เข้าใจมาก ๆ เพราะตัวเองก็เคยผ่านจุดนี้มาเหมือนกัน บางความสัมพันธ์มันไม่ได้จบเพราะไม่รักนะ แต่มันจบเพราะเรามองปลายทางไม่เหมือนกัน ถ้าบีคิดจะตั้งเส้นตาย มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย แต่อยากให้ลองคุยให้ชัด ๆ ไปเลยว่า สรุปแล้วปลายทางของเราตรงกันไหม ถ้ามันตรงกัน การรอก็ยังพอมีความหมาย แต่ถ้ารอไปแล้วสุดท้ายปลายทางไม่เหมือนกัน การเดินออกมาก็อาจจะดีกว่า’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘ตรง ๆ เลยว่า คบกันมา 11 ปี มันนานมากแล้ว ถ้าเป็นหอม จะไม่เลือกอยู่รอ เพราะมันเสียเวลา การที่เราถามเรื่องแต่งงาน แปลว่าเรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไร แต่ถ้าเขายังไม่ตอบให้ชัด มันก็แปลว่าเขายังไม่ตัดสินใจเลือกเรา ถ้าเขาไม่ได้อยากมีเราอยู่ในชีวิต ก็ควรพูดตรง ๆ จะได้ไม่ต้องรอกันไปเรื่อย ๆ แล้วก็ต้องเผื่อใจไว้ด้วย เพราะคำตอบที่ได้ อาจจะเป็นการเลิกกันก็ได้ เขาอาจรักเรา แต่ถ้าเป้าหมายชีวิตมันไม่ตรงกัน ยังไงก็ไปต่อกันไม่ได้’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ตัวเองก็เคยคิดเหมือนกันว่าไม่จำเป็นต้องแต่งงาน แต่พอแฟนอยากแต่ง ก็เลือกตกลงเพราะในเมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย อยากให้บีกลับไปถามตัวเองกับเขาให้ชัดว่าเขาลังเลอะไร หรือจริง ๆ แล้วในใจเขาอาจไม่ได้เห็นภาพว่าจะอยู่กับเรายาว ๆ ยิ่งพื้นฐานเขาเป็นคนเจ้าชู้ บีก็อาจไม่ใช่คนสุดท้ายที่เขาจะหยุดด้วย สุดท้ายแล้ว บีต้องคุยกับเขาให้ได้คำตอบจริง ๆ เพราะคำตอบนั้นแหละ จะบอกเองว่าเราควรรอ หรือควรพอแค่นี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

05 ธ.ค. 2025

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเราเขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัวแล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่ตอนนี้เราทำงาน หาเงินเอง เงินเดือนหมื่นนิดๆ ดูแลลูกทั้ง 3 คนบางวันเราหมุนไม่ทัน ขอยืมแฟน 100 -200 แฟนก็บ่นบอกว่าให้เราประหยัดหน่อย ใช้เงินกับลูกอย่าฟุ่มเฟือยแค่นี้ก็บ่นเรา แล้วตอนนี้เขาจะมาขอเราแต่งงานอีกแต่เงื่อนไขของเขาคือห้ามให้เราเอาลูกมาด้วยเราเลยลังเลว่าควรจะทำยังไงดี เพราะเราเลือกลูกมากกว่า “คุณน้ำทิพย์ (นามสมมติ)” อายุ 36 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนบอกว่าถ้าแต่งงานกันต้องแยกเรากับลูก เพราะเรามีลูกติดถึง 3 คน เราจะคบแฟนคนนี้ต่อดีหรือไม่ “คุณน้ำทิพย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมาได้ 1 ปี 10 เดือน แฟนหนูอายุ 43 ปี เราเจอกันในแอปหาคู่ ตอนที่คุยกันหนูบอกเขาแล้วว่าเราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เขาก็บอกยอมรับได้ แต่พอมาคบกันจนถึงตอนนี้หนูเริ่มมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายลูก ซึ่งหนูเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะคิดว่าเรายังไม่ได้แต่งงานกับเขา เลยไม่อยากรบกวนเงินเขา หนูส่งลูกไปเรียนโรงเรียนประจำแล้ว 2 คน เหลือคนเล็กที่อยู่กับหนู แต่หนูก็ไม่แน่ใจว่าครอบครัวเขารู้ไหมว่าเขามีแฟน เพราะเวลาคุยกันก็จะคุยแค่ในห้องเขา ถ้าแม่เขาเข้ามาก็จะปิดเสียงไม่ให้รู้ว่าโทรคุยกับเราอยู่ หรือเวลาที่เราอยู่ด้วยกันแม่เขาโทรมาก็จะไปคุยข้างนอกและเขาก็ไม่เคยพาเราไปบ้านเขาเลย รวมถึงเขาก็ยังไม่เคยเจอลูกของหนูด้วย… ปัญหาคือเขาไม่โอเคกับการที่หนูใช้เงินไปหาลูก หรือส่งเงินให้ลูก เขามองว่าหนูใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักเก็บออม แต่หนูก็อธิบายให้เขาฟังว่า ถึงลูกจะอยู่โรงเรียนประจำ ก็ต้องส่งเงินบ้าง แต่เขาก็ยังพูดในเหตุผลของเขาว่า อยากให้ใช้เงินให้จำกัด และบอกว่าเวลามีปัญหาอะไรก็จะได้มีเงินเก็บ เขาไม่อยากให้ลูกกลับมาบ่อย ๆ เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะ บางครั้งถ้าเกิดเรามีปัญหาเรื่องเงินแล้วต้องขอยืมเขา เขาก็จะบ่นตลอดแล้วก็จะบอกว่าตัวเขาก็มีหนี้สินเหมือนกัน เลยทะเลาะกันเรื่องนี้ตลอด แต่เขาก็มีข้อดีเหมือนกัน เขาเป็นคนไม่ชอบเที่ยว ไม่เจ้าชู้ แต่เขาก็จะมีนิสัยอย่างนึงคือ เขารักเรามาก แล้วก็หวงมาก แต่จะมีอารมณ์ร้อน แล้วก็บ่นเหมือนฟีลพ่อบ่นลูก ซึ่งหนูก็มองว่ามันเป็นเรื่องดี หนูมีแผนจะแต่งงานกับเขาภายในปีนี้หรือปีหน้า ถ้าพร้อม เลยถามเขาว่า ถ้าแต่งงานกันแล้วหนูไม่ได้ทำงานต้องไปอยู่กับเขา เขาจะช่วยค่าใช้จ่ายให้ลูกหนูไหม หรือจะเลี้ยงดูเขาเหมือนลูกหลานไหม เขาก็ตอบว่าเขาต้องการอยู่กับหนูแค่คนเดียว เพราะเขาอาศัยอยู่กับแม่และน้า เขาไม่โอเคที่จะมีลูกติดไปด้วย เขาบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกของหนู เพราะเขาไม่ใช่พ่อของเด็ก ตอนนี้หนูเริ่มลังเลที่จะคบกับเขาต่อ เพราะรู้สึกว่าหนูต้องเลือกลูกก่อน เลยอยากรู้ว่าผู้ชายแบบนี้ควรจะไปต่อไหม?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่แหละคือเหตุผลที่เรายังไม่มีแฟน เพราะมองว่าคนที่จะมาเป็นครอบครัวเราต้องเข้ากับลูกได้ ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูหรอก แต่ตำแหน่งของความเป็นแม่มันไม่สามารถลาออกได้ ถ้าจะรักทิพย์ก็ต้องรักที่ทิพย์มีลูก นั่นแปลว่าเขาไม่ได้เข้ากับครอบครัวเรา การที่คบกันมาปีกว่าแล้วคุยเรื่องแต่งงานเลยมันแปลกมาก เพราะยังไม่เคยเจอครอบครัวเขาเลย ถ้าให้พูดเลยคือหนึ่ง เขาไม่เปิดตัวเรากับที่บ้าน สอง ผู้ชายอายุ 43 แล้ว แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจเรื่องครอบครัว ยังกลัวแม่อยู่เลย สาม การแต่งงานกับเราเพื่อให้เราไปเป็นแม่บ้านแล้วตัดลูกออกไปเลย ผู้ชายคนนี้เหมือนเขาไม่ได้รักลูกเราเลย และสุดท้ายทิพย์ไม่ต้องบังคับผู้ชายคนนี้ให้เอาลูกเรา เพราะจิตใจเขาไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรก’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘คุณทิพย์ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงนี้ได้ เพราะคุณทิพย์รักลูก และยอมให้เงินกับลูก คุณทิพย์จะไปอยู่กับผู้ชายที่ไม่รับลูกของคุณทิพย์ได้ยังไง ถ้าคุณทิพย์ยังลังเลอยู่ พี่ขอให้มั่นใจเลยว่าเลิกกับเขาเถอะ เสียเวลา ไปหาคนใหม่ที่เขาอยากมีทั้งคุณและลูกดีกว่า การที่เรามีลูกติด 3 คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเจอผู้ชายที่พร้อมจะแต่งงานกับเรา อันนี้ทางบ้านก็ยังไม่เคยเจอ พี่ว่ามันแปลก อีกอย่าง การเจอกันในแอพหาคู่ก็สามารถเจอมิจฉาชีพได้เลยนะ’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ก็เหมือนกัน ข้อดีที่บอกยังไม่โน้มน้าวใจพอที่จะทำให้ต้องไปต่อ การที่ไม่เจ้าชู้มันเป็นพื้นฐานที่ควรจะมีอยู่แล้ว อย่าเรียกว่าเป็นข้อดีเลย ตอนนี้ปัญหาคือเด็กคนเล็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนประจำ แต่การที่ต้องส่งลูกคนเล็กไปเรียนไม่ได้หมายความว่าปัญหามันจะจบ เด็กก็ยังต้องเรียนต่อไปอีกเยอะ เรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องเยอะขึ้นอยู่แล้ว คุณทิพย์ต้องเจอกับคนที่ยินดีรับทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-