เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

05 ธ.ค. 2025

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา

เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว

แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

ตอนนี้เราทำงาน หาเงินเอง เงินเดือนหมื่นนิดๆ ดูแลลูกทั้ง 3 คน

บางวันเราหมุนไม่ทัน ขอยืมแฟน 100 -200 แฟนก็บ่น

บอกว่าให้เราประหยัดหน่อย ใช้เงินกับลูกอย่าฟุ่มเฟือย

แค่นี้ก็บ่นเรา แล้วตอนนี้เขาจะมาขอเราแต่งงานอีก

แต่เงื่อนไขของเขาคือห้ามให้เราเอาลูกมาด้วย

เราเลยลังเลว่าควรจะทำยังไงดี เพราะเราเลือกลูกมากกว่า

          “คุณน้ำทิพย์ (นามสมมติ)” อายุ 36 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนบอกว่าถ้าแต่งงานกันต้องแยกเรากับลูก เพราะเรามีลูกติดถึง 3 คน เราจะคบแฟนคนนี้ต่อดีหรือไม่

          “คุณน้ำทิพย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมาได้ 1 ปี 10 เดือน แฟนหนูอายุ 43 ปี เราเจอกันในแอปหาคู่ ตอนที่คุยกันหนูบอกเขาแล้วว่าเราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เขาก็บอกยอมรับได้ แต่พอมาคบกันจนถึงตอนนี้หนูเริ่มมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายลูก ซึ่งหนูเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะคิดว่าเรายังไม่ได้แต่งงานกับเขา เลยไม่อยากรบกวนเงินเขา หนูส่งลูกไปเรียนโรงเรียนประจำแล้ว 2 คน เหลือคนเล็กที่อยู่กับหนู แต่หนูก็ไม่แน่ใจว่าครอบครัวเขารู้ไหมว่าเขามีแฟน เพราะเวลาคุยกันก็จะคุยแค่ในห้องเขา ถ้าแม่เขาเข้ามาก็จะปิดเสียงไม่ให้รู้ว่าโทรคุยกับเราอยู่ หรือเวลาที่เราอยู่ด้วยกันแม่เขาโทรมาก็จะไปคุยข้างนอกและเขาก็ไม่เคยพาเราไปบ้านเขาเลย รวมถึงเขาก็ยังไม่เคยเจอลูกของหนูด้วย…

          ปัญหาคือเขาไม่โอเคกับการที่หนูใช้เงินไปหาลูก หรือส่งเงินให้ลูก เขามองว่าหนูใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักเก็บออม แต่หนูก็อธิบายให้เขาฟังว่า ถึงลูกจะอยู่โรงเรียนประจำ ก็ต้องส่งเงินบ้าง แต่เขาก็ยังพูดในเหตุผลของเขาว่า อยากให้ใช้เงินให้จำกัด และบอกว่าเวลามีปัญหาอะไรก็จะได้มีเงินเก็บ เขาไม่อยากให้ลูกกลับมาบ่อย ๆ เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะ บางครั้งถ้าเกิดเรามีปัญหาเรื่องเงินแล้วต้องขอยืมเขา เขาก็จะบ่นตลอดแล้วก็จะบอกว่าตัวเขาก็มีหนี้สินเหมือนกัน เลยทะเลาะกันเรื่องนี้ตลอด

          แต่เขาก็มีข้อดีเหมือนกัน เขาเป็นคนไม่ชอบเที่ยว ไม่เจ้าชู้ แต่เขาก็จะมีนิสัยอย่างนึงคือ เขารักเรามาก แล้วก็หวงมาก แต่จะมีอารมณ์ร้อน แล้วก็บ่นเหมือนฟีลพ่อบ่นลูก ซึ่งหนูก็มองว่ามันเป็นเรื่องดี

          หนูมีแผนจะแต่งงานกับเขาภายในปีนี้หรือปีหน้า ถ้าพร้อม เลยถามเขาว่า ถ้าแต่งงานกันแล้วหนูไม่ได้ทำงานต้องไปอยู่กับเขา เขาจะช่วยค่าใช้จ่ายให้ลูกหนูไหม หรือจะเลี้ยงดูเขาเหมือนลูกหลานไหม เขาก็ตอบว่าเขาต้องการอยู่กับหนูแค่คนเดียว เพราะเขาอาศัยอยู่กับแม่และน้า เขาไม่โอเคที่จะมีลูกติดไปด้วย เขาบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกของหนู เพราะเขาไม่ใช่พ่อของเด็ก

          ตอนนี้หนูเริ่มลังเลที่จะคบกับเขาต่อ เพราะรู้สึกว่าหนูต้องเลือกลูกก่อน เลยอยากรู้ว่าผู้ชายแบบนี้ควรจะไปต่อไหม?’

          เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่แหละคือเหตุผลที่เรายังไม่มีแฟน เพราะมองว่าคนที่จะมาเป็นครอบครัวเราต้องเข้ากับลูกได้ ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูหรอก แต่ตำแหน่งของความเป็นแม่มันไม่สามารถลาออกได้ ถ้าจะรักทิพย์ก็ต้องรักที่ทิพย์มีลูก นั่นแปลว่าเขาไม่ได้เข้ากับครอบครัวเรา การที่คบกันมาปีกว่าแล้วคุยเรื่องแต่งงานเลยมันแปลกมาก เพราะยังไม่เคยเจอครอบครัวเขาเลย ถ้าให้พูดเลยคือหนึ่ง เขาไม่เปิดตัวเรากับที่บ้าน สอง ผู้ชายอายุ 43 แล้ว แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจเรื่องครอบครัว ยังกลัวแม่อยู่เลย สาม การแต่งงานกับเราเพื่อให้เราไปเป็นแม่บ้านแล้วตัดลูกออกไปเลย ผู้ชายคนนี้เหมือนเขาไม่ได้รักลูกเราเลย และสุดท้ายทิพย์ไม่ต้องบังคับผู้ชายคนนี้ให้เอาลูกเรา เพราะจิตใจเขาไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรก’

          ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า  ‘คุณทิพย์ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงนี้ได้ เพราะคุณทิพย์รักลูก และยอมให้เงินกับลูก คุณทิพย์จะไปอยู่กับผู้ชายที่ไม่รับลูกของคุณทิพย์ได้ยังไง ถ้าคุณทิพย์ยังลังเลอยู่ พี่ขอให้มั่นใจเลยว่าเลิกกับเขาเถอะ เสียเวลา ไปหาคนใหม่ที่เขาอยากมีทั้งคุณและลูกดีกว่า การที่เรามีลูกติด 3 คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเจอผู้ชายที่พร้อมจะแต่งงานกับเรา อันนี้ทางบ้านก็ยังไม่เคยเจอ พี่ว่ามันแปลก อีกอย่าง การเจอกันในแอพหาคู่ก็สามารถเจอมิจฉาชีพได้เลยนะ’

          และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า  ‘ก็เหมือนกัน ข้อดีที่บอกยังไม่โน้มน้าวใจพอที่จะทำให้ต้องไปต่อ การที่ไม่เจ้าชู้มันเป็นพื้นฐานที่ควรจะมีอยู่แล้ว อย่าเรียกว่าเป็นข้อดีเลย ตอนนี้ปัญหาคือเด็กคนเล็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนประจำ แต่การที่ต้องส่งลูกคนเล็กไปเรียนไม่ได้หมายความว่าปัญหามันจะจบ เด็กก็ยังต้องเรียนต่อไปอีกเยอะ เรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องเยอะขึ้นอยู่แล้ว คุณทิพย์ต้องเจอกับคนที่ยินดีรับทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมาทำงานที่ใหม่ได้ปีกว่าๆ ปัญหาที่เจอทุกวัน คือตอนนี้หนูมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้า 2 คนนี้เขาไม่ถูกกัน ความคิดไปกันคนละทางเลย แต่เขาสองคนทำงานเก่งทั้งคู่ คนนึงไม่พอใจอะไร ก็จะฝากหนูไปบอกอีกคนนึง อีกคนนึงไม่ยอมมาคุยด้วยอีก ให้หนูเป็นคนกลางทุกเรื่อง

30 พ.ค. 2025

หนูมาทำงานที่ใหม่ได้ปีกว่าๆ ปัญหาที่เจอทุกวัน คือตอนนี้หนูมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้า 2 คนนี้เขาไม่ถูกกัน ความคิดไปกันคนละทางเลย แต่เขาสองคนทำงานเก่งทั้งคู่ คนนึงไม่พอใจอะไร ก็จะฝากหนูไปบอกอีกคนนึง อีกคนนึงไม่ยอมมาคุยด้วยอีก ให้หนูเป็นคนกลางทุกเรื่อง

หนูมาทำงานที่ใหม่ได้ปีกว่าๆ ปัญหาที่เจอทุกวัน คือตอนนี้หนูมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้า 2 คนนี้เขาไม่ถูกกันความคิดไปกันคนละทางเลย แต่เขาสองคนทำงานเก่งทั้งคู่ คนนึงไม่พอใจอะไร ก็จะฝากหนูไปบอกอีกคนนึงอีกคนนึงไม่ยอมมาคุยด้วยอีก ให้หนูเป็นคนกลางทุกเรื่อง ตอนนี้ Performance การทำงานของหนูไม่คืบหน้าเลยเพราะหลายๆเรื่องโดนขัดโดยการตัดสินใจของหัวหน้าทั้ง 2 เจอแบบนี้ทุกวันบั่นทอนสุดๆ ถ้าเป็นทุกคนจะทำยังไงคะ? “คุณเมย์ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [28 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาหัวหน้าสองคนมีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่คุยกันเลย เราที่เป็นคนกลางก็หนักใจ โดย “คุณเมย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีหัวหน้าสองคน ซึ่งมี direction ไม่ตรงกัน แต่ที่ต้องมีหัวหน้าสองคนเพราะเริ่มแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ หนูอยู่ภายใต้หัวหน้า A มาตลอด 1 ปี แต่เมื่อบริษัทมีการปรับผังองค์กร ก็เลยได้มาอยู่ภายใต้หัวหน้า B ซึ่งก็จะอยู่ภายใต้หัวหน้า A อีกทีนึง ประเด็นคือเขาไม่คุยกัน จะให้เมย์คุยแทนตลอด เดิมทีหัวหน้าสองคนนี้สนิทกันมาก แต่เคยมีปัญหาเรื่องการทำงานทำให้เกิดจุดแตกหักกันตั้งแต่นั้นมา ปกติหัวหน้า A จะคุยกับหัวหน้าคนอื่น ๆ เยอะมาก แต่กับหัวหน้า B คนนี้ คุยกันนับครั้งได้ ซึ่งก็อาจจะไม่ถึง 20 ครั้ง/ปี เวลาเขามีความเห็นไม่ตรงกัน การตัดสินใจอาจจะมาจากตรรกะของเขาจริง ๆ บ้างหรือบางครั้งก็มีความอคติที่อยากจะค้านในเรื่องนี้ด้วย แต่เขาจะกันไม่ค้านต่อหน้า ถ้าเมย์รู้สึกว่าอยากจะให้เขาไปคุยกันจังเลย เขาก็จะตอบกลับว่า "พี่ไม่คุย เธอไปคุย" งานมันก็เลยจะหนักมากขึ้น ปกติถ้าคนอื่นทำงานเสร็จภายใน 1-2 ชั่วโมง ของหนูจะเป็น 3-4 วันเพื่อให้มันจบ เพราะจะต้องแก้งานไปเรื่อย ๆ จากตอนแรกแก้ผ่าน A พอไป B ก็โดนตีกลับมา พอตีกลับมา A ก็บอกว่าไม่เอา ให้ทำใหม่ มันก็เลยหนักขึ้นมาก ๆ แต่หนูก็ทำงานนี่มา 1 ปีแล้ว ตอนนี้เรื่องราวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่หัวหน้า A และหัวหน้า B แต่ถึงขั้น C Level แล้วด้วย ซึ่งตัวงานของหนูจะต้องผ่านหัวหน้า B-A-C ตามลำดับ หนูเคยคุยกับ B และ C เรื่องPerform ตก แต่เขาจะมองภาพรวมขององค์กรเป็นหลัก ถ้าเขาเห็นว่าหนูทำไม่ได้เท่าคนอื่น เขาจะไม่ถามถึงเหตุผลแต่เขาจะมองว่าทำไมหนูถึงทำไม่ได้ ซึ่งหนูเคยพยายามบอกไปแล้วว่างานหนูโหลดมากถ้าเทียบกับคนอื่น และงานของหนูก็พิเศษกว่าคนอื่นไปอีกขั้นหนึ่ง ทำให้ปัญหาที่ต้องแก้ก็มีมากกว่าคนอื่น หนูเคยเสนอ solution ไปแล้ว เพราะหนูจะได้ทำงานสะดวกขึ้น แต่ก็ต้องผ่านการ approve กับหัวหน้า B และ A ก็ทำให้หนูไม่ผ่านสักทีเพราะเขารู้สึกว่าเรายังทำได้ หนูก็เลยรู้สึกว่าทำไมอยู่ยากจัง หนูเครียดมากเลยเพราะหนูโดนความคาดหวังที่สูงกว่าคนอื่น เขามองว่าหนูมีความสามารถ ซึ่งจากตำแหน่งเดิมหนูก็ทำได้ดีเลย ไม่ได้แย่ แต่ตรงนี้ถ้าหนูมีพื้นที่ให้ทำงานเหมือนคนอื่นก็พอจะทำได้ พอเขามองว่าทำไม Performance หนูไม่ออกสักที หนูก็เครียด ก็เลยอยากถามว่าพี่ ๆ ว่า ถ้าเป็นพี่ ๆ จะลาออกเลยไหมทั้งที่ยังไม่มีงานรองรับ’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ก่อนจะตัดสินใจออกจากงาน พี่จะต้องให้คนในบริษัทได้รับรู้ก่อนโดยเฉพาะหัวหน้า C ถึงแม้เขาจะมองภาพรวม แต่พี่ก็จะบอกเหตุผลไปว่าทำไม Performance เราถึงร่วงลง แล้วก็จะเล่าปัญหาเรื่องคนสองคนที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันให้เขาฟัง เพราะพี่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องนี้จริง ๆ แต่ถ้าหากถูกเมินเฉย ปัญหายังคงไม่ถูกแก้ไข ทำงานต่อไปพี่ว่าหนูคงจะได้ชาเลนจ์ตัวเองทุกวันเลย และมัน Uncomfort เกินไป พี่ก็ห่วงว่า ถ้าเมย์เจอเรื่องแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพในการทำงานของเมย์ก็จะพินาศเหมือนกัน สุดท้ายพี่ก็จะประเมินตัวเองว่าพี่มั่นใจขนาดไหนที่จะออกไปหางานทำข้างนอก ถ้ามั่นใจว่าเก่งจริงพี่ว่าก็ออกมาเลย’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘บริษัทส่วนใหญ่ก็จะมี HR เอาไว้จัดการปัญหาเหล่านี้ ตอนนี้ HR จะต้องลงมาแก้ไขปัญหานี้แล้วเพราะเขาต้องบริหารทรัพยากรบุคคล แต่ถ้าเมย์บอกว่า HR ที่นี่ไม่แข็งแรงก็ออกมาเถอะ เพราะการที่บริษัทนึงมีบุคคลที่ไม่ดี เรายังมีสิทธิ์ที่จะเติบโตไปแทนได้ แต่ถ้าบริษัทมีโครงสร้างโดยรวมที่ไม่ดี ก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไมเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกงานใหม่ที่ดีกับเราเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนอยู่ในโหมดเอาตัวรอดแล้ว เพราะสิ่งที่เมย์แบกไว้มันกำลังกลับมาทำให้เมย์เดือดร้อนเอง พี่มองว่าถ้าจะมีคนไหนมาช่วยเราได้ต้องเป็น HR แต่ถ้า HR ยังช่วยไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าบริษัทนี้จะดูแลคนที่ทำงานให้เขาได้อย่างไร เขาต้องได้รู้ว่า ปัญหาของคนระดับสูงทำให้คนที่อยู่ในส่วนปฎิบัติการทำงานไม่ได้ เขาต้องจัดการบางอย่าง ปล่อยไว้แบบนี้บริษัทก็ตายอยู่ดี สุดท้ายแล้วเมย์ต้องคำนึงถึงตัวเองเป็นหลักเพราะบริษัทถ้าไม่มีเราเขาก็หาคนอื่นมาแทนได้ แต่อนาคตของเรา เราควรเป็นคนที่ต้องดีไซน์ออกมาเอง อยู่ที่ไหนแล้วแย่ลงก็อย่าไปอยู่ อยู่ที่ไหนและเจริญเติบโตก็ไปอยู่ได้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่แนะนำวิธี Survival ให้เข้าทาง A แล้วค่อยจัดการ B เพราะ A ใหญ่กว่าเราก็เป็นลูกสมุน A ไปเลย ใช้คำสั่งของ A มาสั่ง B อีกทีนึง ถ้าเกิดปัญหาก็บอกว่า A Approve แล้วให้ไปคุยกับ A เอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่าง ตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม

17 มี.ค. 2025

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่าง ตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่างตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม แต่เขาไม่เปิดใจให้เราเข้าไปเลย “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มี.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจอ๋อง – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนบอกเลิก เพราะเรื่องไม่ค่อยใส่ใจเขาพูดกับเพื่อนว่า เราไม่ดูแล ไม่ถามเขาว่าเหนื่อยมั้ย? โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูเพิ่งรู้สาเหตุที่เลิกกับแฟน คือแฟนเพิ่งบอกเลิกเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่คบกัน เขาเป็นคนที่สม่ำเสมอมาก ช่วงก่อนเลิกกัน แฟนขายของออนไลน์กับหนู ทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกันตลอด ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน แต่วันหนึ่งเราคุยกันว่า รายได้ที่มีอยู่ตอนนี้พอหารสองแล้วไม่พอใช้ แฟนก็เลยกลับไปทำงานกับที่บ้าน แล้วทางบ้านแฟนก็ไปเคลียร์ที่เพื่อทำสวน ทำธุรกิจที่ต่างจังหวัดเพิ่มเติม เลยทำให้แฟนต้องเดินทางไป - กลับ 2 – 3 วันกลับมาที่ หรือมาหาดึก แต่ตอนเช้าต้องเดินทางต่อ ระหว่างนั้นทุกครั้งที่เขากลับมา เขาก็ยังมารับและไปส่งเราตอนเช้าเหมือนเดิม มันก็เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม จนวันหนึ่ง เขาก็มาบอกว่าขอไม่ไปรับเพราะรู้สึกเหนื่อย ถึงแม้เราจะน้อยใจ แต่ก็เข้าใจ และบอกเขาว่าไม่โกรธ ทำให้ 1-2 สัปดาห์ก่อนเลิกกัน เราไม่ได้เจอกันเลย แต่ยังคุยกันผ่านแชทและโทรหากันตลอด จนวันที่เราเลิกกัน วันนั้นหนูไปมูกับเพื่อน แล้วแฟนกลับมาพอดี เราก็เลยคุยกันว่า เดี๋ยววันนี้เค้าไปหานะ จะไปนอนที่บ้านเธอ หนูมาถึงบ้านเขาก่อน ซึ่งระหว่างทางก็คุยกันปกติ ไม่มีปัญหาอะไร เขายังถ่ายรูป ส่งรายงานหนูตลอด พอเขามาถึง เขากลับบ่นว่าโทรหาแล้วหนูไม่รับ ทำให้เขาเข้าบ้านไม่ได้ ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านั้นโทรศัพท์หนูตกจนหน้าจอแตก ทำให้บางครั้งสายที่โทรเข้ามา มันก็ไม่แจ้งเตือน แล้วพอเขาเข้าไปในบ้าน เขาก็มานอนนิ่ง ๆ บนพื้น ดูเหนื่อยมาก หนูเลยปล่อยให้เขานอนไปก่อน แต่หนูก็สังเกตเห็นว่าเขาทำหน้าแปลก ๆ เลยถามว่าเธอเป็นอะไร? ตอนแรกเขาบอกว่าไม่มีอะไร ช่างมันเถอะ แต่หนูดูออกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ เลยถามเขาไปอีกว่าเป็นอะไร? แต่สุดท้ายเขาก็ยอมพูดว่า เขานอนมานานแล้ว ทำไมหนูไม่ถามเขาเลยว่าเหนื่อยไหม เป็นยังไงบ้าง? หนูก็พยายามง้อ แต่เขาเงียบ ไม่พูดอะไร และสีหน้าดูแปลกไป ตลอด 4 ปีที่คบกัน เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แล้วอยู่ ๆ เขาก็ร้องไห้ และบอกว่า เขารู้สึกว่าตัวเองทำตามแผนที่เราคุยกันไว้ไม่ได้ เขาไม่พร้อม ไม่รู้เลยว่าถ้าย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ซึ่งช่วงต้นปีใหม่ เขาอยากให้หนูไปต่างจังหวัดด้วย แต่ความคิด ณ ตอนนั้น คือด้วยความที่หนูขายของอยู่ที่นี่ ฐานลูกค้าหนูอยู่ที่นี่ หนูก็เลยกลัวว่ามันจะเกิดปัญหาตามมา ถ้าจะไปอยู่ที่นู้น แล้วต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ พ่อแม่หนูเขาก็เป็นห่วง แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม เขาบอกว่า ถ้าสุดท้ายเราจะอยู่กับเขา เขาเชื่อว่าเราโตแล้ว เราตัดสินใจได้ แก้ปัญหาได้อยู่แล้ว ถ้าอยากจะไปก็ไป หนูก็บอกเขาว่า ถ้าหนูไป เป็นไปได้ก็อยากทำอะไรให้มันถูกต้องก่อน เหมือนเขาเก็บเรื่องนี้เอาไปคิด แล้วเขาก็มาพูดกับเราแบบนั้น หนูก็บอกเขาว่า แผนมันเปลี่ยนได้นะ คือหนูคิดไว้อยู่แล้วว่าในอนาคตหนูก็คงไป แต่หนูก็ไม่เคยบอกเขาว่าหนูคิดจะไป หลังจากเลิกกัน 2-3 วัน หนูก็ไปถามเพื่อนเขาว่าเขาเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุผลที่เขาบอกหนูมันดูไม่ค่อยเมคเซ้นต์ แต่หนูก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่เขามีคนอื่น เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นแฟนที่ดีมาก ไม่เคยมีเรื่องปิดบังเลย อยู่กับหนูตลอดเวลา ใส่ใจตลอดเวลา ไม่มีเรื่องผู้หญิงเลย หนูก็สงสัยว่ามันคงมีเหตุผลอื่นแหละ แล้วเพื่อนเขาก็เลยบอกว่า แฟนหนูก็ไปพูดว่ามันมีเรื่องนิสัยของหนูที่เขาไม่โอเค บางเรื่องเขาก็พูดนะ แต่บางเรื่องส่วนใหญ่เขาผิดเองที่ไม่ได้พูด หลักๆคือเขาบอกว่าหนูไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ค่อยเทคแคร์เขา ซึ่งจริง ๆ ที่ผ่านมาหนูมองว่าหนูเทคแคร์แล้ว แต่หนูก็เข้าใจว่าภาษารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การแสดงออกของหนู คือหนูให้เวลาเขา เวลามีอะไรเขาเป็นที่หนึ่งตลอด หนูทำอะไรคล้ายๆเขา ก็เลยคิดว่าที่ผ่านมามันดีมากตลอด ส่วนเรื่องนิสัยหนูเป็นคนพูดห้วน ๆ ไม่ค่อยอ้อน ในขณะที่แฟนเด็กกว่า จะมีความอ้อน บางครั้งเขาทำอะไรที่ทำตามอารมณ์มากกว่า และต้องการการดูแลมากกว่านี้ ผิดกับหนูที่หนูเป็นคนชอบวางแผน ชอบเตือนแฟนว่า ถ้าเธอทำแบบนี้ เกิดเหตุการณ์แบบนี้เธอจะทำยังไง? เหมือนเรายกตัวอย่างให้เขาฟัง แล้วเขาจะคิดว่าเราชอบคิดในแง่ร้ายไปก่อน ตอนที่หนูไปง้อ เขาบอกว่าเขาพอแล้ว และเขาไม่ได้รู้สึกรักหนูเหมือนเมื่อก่อน แต่ค่าใช้จ่ายที่เราหารกันปัจจุบัน รายรับ - รายจ่าย - รายได้ เรายังหารกันเหมือนเดิม แต่เขาบอกว่าเขาจะแบ่งให้แค่ช่วงแรกเท่านั้น ซึ่งหนูคิดว่าถ้าเรากลับมาคบกัน ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว หนูรู้แล้วว่าเขาต้องการอะไร แล้วข้อเสียของหนูที่เขาไม่ชอบมันคืออะไร ที่ผ่านมาหนูก็เชื่อว่าหนูสามารถทำได้ เพราะหนูก็เคยเป็นคนแบบนั้นมาก่อน ทั้งขี้อ้อน พูดจาดี แต่พอเราโตขึ้น อะไรหลายๆอย่างมันทำให้หนูแข็งขึ้น แต่หนูอาจจะแข็งมากเกินไป หนูก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและแคร์เขามากขึ้น แต่ตอนนี้เขาใจแข็งมาก เขามองว่าเราเปลี่ยนนิสัยตรงนี้ไม่ได้หรอก หนูเลยอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า หนูควรวางตัวยังไงคะ? หนูพร้อมที่จะเป็นคนที่แคร์เขามากขึ้น อยากให้เขาเชื่อว่าหนูทำได้ เปลี่ยนเพื่อเขาได้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เวลาโดนบอกเลิก ก็คงอยากทำทุกอย่างเพื่อง้อ เพื่อคืนดี ซึ่งเอมีสิทธิ์ง้อได้ แต่เขาจะคืนดีหรือเปล่าก็เป็นสิทธิ์ของเขานะ ซึ่งตอนนี้เราพยายามหาเหตุผลทุกอย่างมาอธิบายการเลิกกัน ซึ่งพี่บอกเลยว่าเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่เอาเป็นว่า เขาไม่ได้อยากคบหาเราแล้วตอนนี้ อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น คนเราเวลาทะเลาะกัน ถ้าอยากที่จะคบหากันอยู่ มันจะหาวิธีแก้ ไม่ได้หาวิธีเลิก แต่สิ่งที่คนทุ่มเทในการง้อใครสักคนต้องเจอ คือเจอรีแอคที่ทำร้ายจิตใจกันแบบสุด ๆ คนนึงหวังที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่อีกคนไม่เอาแล้ว การแสดงออกมันจะตรงกันข้ามกันเลย มันจะยิ่งทำให้เราเจ็บนะ ต้องยอมรับความจริง และรอด้วยความเจ็บพอสมควร’ ต่อมา “ดีเจอ๋อง” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอต้องมีสติก่อน เพราะเขาพูดเองแล้วว่า เขาไม่รักเหมือนเดิม และกลับมาไม่ได้แล้ว นี่คือเคลียร์สุด ๆ เขาไม่ได้ต้องการเราในชีวิตอีกแล้ว พี่ว่าการปรับปรุงตัวเพื่อเขาอาจไม่เวิร์ค เพราะต่อให้เอเปลี่ยนยังไง เขาก็หมดรักไปแล้ว และคนหมดรักจะโทษเราแค่ไหนก็ได้ ถ้าถามพี่ เอควรมูฟออน หรือถ้ายังรักแล้วอยากง้อ ต้องตั้งลิมิตให้ตัวเอง แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ควรทำคือ รักตัวเอง ให้เวลาตัวเอง ตั้งสติ และก้าวออกมา’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ความเบื่อมันทำหน้าที่ทุกวัน เราต้องยอมรับ แต่ทำไมบางคนถึงรักกันได้นานเป็น 10 ปี? เพราะเขาคุยกัน มีอะไรบอกกัน แต่แฟนเอเลือกที่จะเงียบ แล้วไปพูดกับเพื่อนแทน มันแฟร์กับอีกคนไหม? แต่สิ่งที่พี่ห่วงตอนนี้คือ เอกำลังโทษตัวเองหมดทุกอย่าง ซึ่งมันไม่ใช่ คนเลิกกันไม่มีใครต้องรับผิดชอบความผิดแต่เพียงผู้เดียว สิทธิ์ในการขอโทษเป็นของเอ สิทธิ์ในการให้อภัยเป็นของเขา แต่เออย่าด้อยค่าตัวเอง คุณค่าของเราอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเลือกหรือไม่เลือก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จะบอกแม่ดีไหม? อายุ 30 แล้วแต่แม่ไม่อยากให้มีอะไรกับแฟน ห้ามมาตลอดตั้งแต่เราคบกับคนเก่า เคยบอกไปว่ามีอะไรกันแล้ว แม่ก็ปรี๊ดแตก เลยต้องเลิกกันไป และเราคบคนใหม่ได้ 1 ปี กลัวว่าแม่จะกดดันจนต้องเลิกกับคนใหม่อีก เพราะตอนนี้เราท้องกับคนใหม่ได้ 5 เดือนแล้ว…

28 ก.พ. 2025

จะบอกแม่ดีไหม? อายุ 30 แล้วแต่แม่ไม่อยากให้มีอะไรกับแฟน ห้ามมาตลอดตั้งแต่เราคบกับคนเก่า เคยบอกไปว่ามีอะไรกันแล้ว แม่ก็ปรี๊ดแตก เลยต้องเลิกกันไป และเราคบคนใหม่ได้ 1 ปี กลัวว่าแม่จะกดดันจนต้องเลิกกับคนใหม่อีก เพราะตอนนี้เราท้องกับคนใหม่ได้ 5 เดือนแล้ว…

“คุณเตย (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [26 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาแม่ไม่ยอมให้เรามีอะไรกับแฟน แต่ตอนนี้เราท้องได้ 5 เดือนแล้ว โดย “คุณเตย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัจจุบันหนูคบกับแฟนคนนี้มาได้ประมาณ 1 ปี แต่ก่อนที่จะคบกัน ก็รู้จักกันมาหลายปีแล้ว และตอนนี้หนูก็ท้องได้ 5 เดือน รู้ตัวว่าท้องมาตั้งแต่เดือนแรก แต่ปัญหาของหนูคือไม่กล้าที่จะบอกแม่ว่าท้อง ต้องเกริ่นก่อนว่า หนูกับแม่อยู่ด้วยกัน 2 คน แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่เลิกกับพ่อแล้ว แต่พ่อก็รับผิดชอบเรื่องเงิน ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ตั้งแต่เล็กจนเรียนจบ หนูเป็นคนที่อยู่ในกรอบมาตลอด ไม่เคยเที่ยวกลางคืน ไม่เคยกินเหล้า เรียนจบด้วยดี ไม่เคยนอกลู่นอกทาง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีประเด็น คือ หนูมีแฟน ซึ่งตอนนี้เป็นแฟนเก่าไปแล้ว หนูจำเป็นที่จะต้องย้ายจังหวัดเพื่อมาทำงานกับเขา ด้วยรายได้และอะไรหลายๆ อย่างทำให้หนูต้องแยกจากแม่ เราสองคนก็เลยตัดสินใจจัดงานหมั้น เพื่อไม่ให้แม่ขายหน้า เพราะแม่ก็แคร์สังคมรอบข้างเยอะอยู่ และคุยกับแฟนเก่าว่า หลังจากนี้จะเก็บตังแล้วค่อยแต่งงานกัน ในระหว่างนั้นหนูก็อยู่บ้านแฟน แล้วแม่ก็สั่งห้ามว่า ให้แยกห้องกันนอน ห้ามมีอะไรกัน ห้ามยุ่งกันเด็ดขาด แม่จะโทรมาถามทุกวันว่า มีอะไรกันหรือยัง? มันก็เลยกลายเป็นปมของหนูมาตลอด ที่ผ่านมาหนูโกหกแม่ตลอดว่า แยกกันอยู่ เพื่อเป็นความสบายใจของหนูและแม่ จนถึงจุดหนึ่งที่หนูตัดสินใจบอกแม่ เพราะไม่อยากโกหกแล้ว บอกแม่ไปว่า หนูมีอะไรกับเขาแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาคือ แม่ปรี๊ดแตก ตามมาโวยวายถึงบ้าน แล้วบอกว่า ‘ทำไมเป็นคนแบบนี้ ไปให้เขาเอาฟรีๆ ใจง่ายจัง’ หลังจากนั้นก็โดนสั่งห้ามอีก แต่หนูก็โกหกมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายหนูก็เลิกกับแฟนเก่าไป สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะแม่ พอเราเริ่มมาคบกับแฟนคนปัจจุบัน เราบอกเขาหมดทุกอย่างเลยว่า ‘แม่หนูเป็นแบบนี้ รับได้ไหม’ แต่ก็ไม่ได้บอกลึกขนาดนั้น แล้วก่อนที่หนูกับแฟนจะคบกัน หนูเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับแฟนเก่าให้เขาฟัง ตอนนั้นแฟนก็พูดว่า ‘ถ้าแม่เธอเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เขาก็จะขอเฟดออกมาก่อน’ พอมาคบกันจริงๆ เหมือนเขาได้สัมผัสสิ่งที่หนูคุยโทรศัพท์กับแม่ ทุกครั้งที่คุยหนูก็มีความเครียด จิตตกทุกครั้ง แฟนหนูก็เลยบอกว่า ถ้าแม่เธอเป็นแบบนี้ แม่หนูพี่ไม่ยุ่งนะ จัดการเอาเอง แต่พอเจอกันเขาก็ดูแลแม่ปกติ พอรู้ว่าท้องเราทั้งสองคนก็คุยกันว่ายังไม่ได้มีเงินมากพอที่จะจัดงานแต่งกัน เลยคิดว่าเอาเงินตรงนั้นไปเลี้ยงลูกดีกว่า แต่เราก็เคยคุยกันตั้งแต่คบแล้วว่า จะอยู่กันแบบนี้ ช่วยเหลือซัพพอร์ตกัน ทุกครั้งที่แม่โทรมาก็จะพูดเรื่องว่า มีญาติที่ท้องก่อนแต่งนะ เขาไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ จะมีประเด็นนี้ตลอด ไม่เคยโทรมาถามเลยว่า สบายดีไหม ทำงานเป็นยังไง เหนื่อยไหม ไม่มีถามเลย ถามแต่ว่าพี่เขาเป็นยังไง มีอะไรกันหรือยัง ส่วนใหญ่เป็นประโยค พอเป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ จนหนูเครียดสะสม หนูพยายามที่จะบอกหลายครั้ง แต่ว่าทุกครั้งที่คุยกัน บทสนทนาก็จะเป็นแบบนี้ มันเลยกลายเป็นความกดดัน และก่อนที่หนูจะโทรมาปรึกษา หนูก็ได้ไปปรึกษาเพื่อนสนิท พี่ๆ ที่รู้จักกัน และคนรอบตัว ก็แนะนำว่าไม่ต้องบอกเลยดีกว่า ให้ปิดไปเลย หนูก็เลยไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงดี เพราะถ้าบอกความจริงก็กลัวว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ มันเลยเป็นความหนักใจของหนู ตอนนี้แม่อยู่กับญาติ อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เขาก็ซัพพอร์ตกัน ตั้งแต่เรียนจบมา หนูไม่เคยขอเงิน ไม่เคยรบกวนแม่เลย ออกมาทำงานด้วยตัวเอง แล้วก็ส่งเงินกลับไปให้เขา นอกจากเรื่องนี้แล้วแม่ก็มีชอบมาแซะ มาเหน็บหนูบ้าง เช่น บางทีหนูลงรูปในเฟซบุ๊กแล้วมันโป๊นิดหน่อย เขาก็จะแบบว่า ทำไมน่าเกลียดจัง หนูก็เคยคิดว่าจะให้แม่ไปพบจิตแพทย์ดีไหม แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้ หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า จะตัดสินใจบอกดีไหมหรือว่าไม่บอกดี ถ้าบอกจะเป็นไปในแนวทางไหน?’ เริ่มที่ “ดีเจอั๋น” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับตัวพี่เอง พี่อยู่กับความจริงเสมอ ถ้าต้องเลือก พี่คิดว่าไม่บอกวันนี้ เราก็ต้องบอกสักวันอยู่ดี สักวันหนึ่งความจริงก็ต้องปรากฏ คุณเตยก็รักแม่ เพราะถ้าไม่รักก็ไม่มีคำถามแบบในวันนี้หรอก ถ้าเป็นพี่ พี่จะโทรไปบอกว่า ‘แม่รู้แล้วใช่ไหม หนูอยู่กับเขามาตั้งนานแล้ว และคิดว่าวันเสาร์นี้จะไปจดทะเบียนสมรสกันแล้วนะ ก็มาบอกแม่เฉยๆ แล้วก็จะมีลูกด้วยกัน เพราะว่าสามสิบแล้ว ถ้าอายุเลยไปกว่านี้อาจจะมีลูกยากแล้วมีปัญหาสุขภาพตามมาด้วย’ แล้วก็วางไปเลย ให้แม่เขาได้ไปคิดต่อ แล้วประเด็นที่เราบอกว่า แฟนเคยพูดว่าจะเฟดออกไปถ้าแม่เรื่องเยอะขึ้น เราก็ต้องบอกเขาว่า เธอต้องจับมือฉันแน่นๆ พูดให้ทีเล่นทีจริง มันจะได้เป็นเรื่องน่ารักไป แต่บอกให้เขารู้ว่า I need your Big support แค่นั้นเอง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เชียร์ไปทางว่าต้องบอก ยิ่งบอกเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี เพราะว่ายังไงก็ตาม มันไม่มีทางปิดมิดอยู่แล้ว เขาต้องรู้ในสักวันอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้เป็นห่วงสุดคือเตย ถ้าเตยบอกแล้ว เตยจะสามารถจัดการสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้ไหม และพี่มั่นใจว่ารีแอคของแม่จะต้องรุนแรงมากแน่ๆ เราก็ต้องค่อยๆ รับมือไป เต็มที่คือแม่เขาอาจจะตัดแม่ตัดลูกไปเลย ในมุมที่เราเคยพบเคยเห็น ช่วงแรกจะโกรธมาก สักพักก็อยากจะเห็นหน้าหลาน คือตอนนี้พี่เป็นห่วงเตยที่สุด เพราะแม่มีอิทธิพลกับเตยมาก แม้ว่าเตยจะไม่ได้อยู่กับเขามาตั้งนานแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำทุกอย่างมันส่งผลกับเตยจริงๆ แล้วมันเป็นปมกับเตยด้วยซ้ำ กลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีกกับแฟนคนนี้ และมันก็ต้องแยกกันเป็นเรื่องๆ กับแฟนเตยก็ต้องคุยกับเขาให้ชัดเจน เราต้องกุมมือกันไปโดยที่มีเด็กอีกคนหนึ่งที่จะไปสร้างครอบครัวด้วยกัน มันต้องแข็งแรงกันทั้งคู่ และสุดท้ายถ้าเตยตัดสินใจที่จะบอก เตยต้องแข็งแรงมาก ต้องตั้งรับและตั้งสติมากๆ พี่เชียร์ไปในทางบอก แต่บอกตอนไหน บอกเมื่อไหร่ พี่ฟันธงให้เตยไม่ได้ เพราะเตยเองที่ต้องบอกตัวเองว่า เตยพร้อมขนาดไหน สำหรับแรงกระแทกที่มันจะเกิดขึ้น’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็คงจะเป็นคำตอบในทางเดียวกัน แต่เตยต้องเข้าใจก่อนว่า 1 แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณแม่เองอาจจะรู้สึกว่าตัวเองก็ผิดพลาดในการเลือกคู่ และหนูยิ่งเป็นลูกคนเดียว และเป็นลูกสาวด้วย คุณแม่ก็จะเข้มเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้ลูกเจ็บเหมือนที่แม่เจ็บ แต่ทำไมไม่รู้ พี่มีความรู้สึกว่าแม่รู้อยู่แล้ว เพียงแต่แค่เขาใช้วิธีการไซโค แต่พอมาถึงตรงนี้ ถ้าหนูมั่นใจว่าแฟนหนูคนนี้ หนูเลือกถูก งั้นวันนี้เราก็คือครอบครัวเดียวกัน เราคือทีมเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่หนูกลัวสารพัดอย่างเราต้องคุยกัน ไม่อย่างงั้นมันจะกลายเป็นว่าเหมือนหนูสู้อยู่คนเดียว ถ้าเกิดหนูบอกแฟนว่า ‘เฮ้ยเธอ เรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่ฉันรับมือยากและฉันจะบอกแม่ว่าเราชัดเจนในการเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ฉะนั้นครอบครัวเรา เราต้องเดินหน้าไปด้วยกัน’ และพี่รู้สึกว่าการโกหกหรือบอกไม่หมด มาบอกทีหลังพังกว่าอยู่แล้ว แม่จะยิ่งรู้สึกว่า นี่อุตส่าห์หลอกแม่มาได้ขนาดนี้เลย สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าแม่จะเป็นยังไง เราต้องยอมรับว่าเราเปลี่ยนแม่ไม่ได้แน่นอน เขาเป็นคนแบบนี้ เขามีความเชื่อแบบนี้ มีความคิดแบบนี้ เมื่อเปลี่ยนเขาไม่ได้ น้องต้องมีวิธีการดีล และที่น้องกลัวไม่ใช่แค่ที่แม่โวยวาย เพราะพี่รู้สึกว่าหนูเอาประสบการณ์ครั้งเก่า ที่พอแม่โวยวายแล้วแฟนทิ้ง มันก็เลยกลัวว่าจะเกิดขึ้นเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่น้องลองมองย้อนกลับไป การที่แฟนเก่าทิ้งอาจจะไม่ใช่แค่เพราะแม่อย่างเดียว แต่วิธีการแก้ปัญหาของหนูคืออะไร กับการดีลกับปัญหานั้นยังไงมากกว่า เป็นพี่ พี่จะคุยกับสามีก่อน เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน บางครอบครัว สามีเขาTake Action มากกว่านี้อีก ตัวพี่เองก็เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ที่แม่ไม่ยอมรับคนที่จะเข้ามาในครอบครัว นอกจากคนกลางที่ต้องเป็นคนลุยแล้ว อีกคนหนึ่งก็ต้องจับมือกันให้แน่นมาก และตอนนี้กลัวอะไรที่สุด ทำตรงนั้นก่อน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

31 ม.ค. 2025

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่งจนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วยเวลามีปัญหาอะไรเขาก็บอกว่าพูดไม่ได้เพราะเป็นคนกลาง “คุณเอ็น (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาของครอบครัวแฟนที่ส่งผลต่อชีวิตคู่ โดย “คุณเอ็น (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนตั้งแต่อายุ 19 - 20 ปี จนตอนนี้ก็คบกันมา 10 ปีแล้ว เราสองคนไม่ได้มีฐานะที่ดีมาก เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย สร้างทุกอย่างมาด้วยกัน ในระหว่างนั้นก็มีปัญหาจากทางบ้านแฟนมาเรื่อยๆ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเงินหรือเรื่องปัญหาในบ้านของเขา เรื่องของลูกๆ เขา ทางบ้านแฟนก็จะมีปัญหามาให้แฟนแก้ตลอด ส่วนแฟนก็ใจดี แก้ให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน ภาระทุกอย่าง แฟนหนูเป็นเดอะแบกตลอด ด้วยความที่เราลำบากมาด้วยกัน หนูก็เห็นภาพทุกอย่างทั้งหมด หนูก็เข้าใจเขา เพราะเมื่อก่อนเราก็เสียดายเวลา เลยไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องพวกนี้ แต่หลังๆ ก็จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะตอนนี้เราทั้งคู่ซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน แต่บ้านเป็นชื่อแฟน และในบ้านก็ไม่ได้มีแค่หนูกับแฟน 2 คน แต่ที่อยู่ด้วยกันจะมีครอบครัวแฟนทั้งหมดเลย 5 คน มีแม่แฟน มีพี่-น้องแฟนอีก 2 คน พออยู่ด้วยกันหลายๆ คน ปัญหามันก็จะเกิดขึ้นทุกวัน แต่ในส่วนของหนู หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ค่อนข้างเยอะ ก็มีช่วยแฟนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วย 100% จะช่วยแค่ค่าใช้จ่ายในบ้านที่หนูช่วยได้ แต่เรื่องในบ้าน เรื่องการรับผิดชอบก็จะเป็นหน้าที่แฟนทั้งหมด แม่เขาไม่ได้ทำงาน พี่สาวเขาอายุ 42 ปีก็ไม่ได้ทำงาน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพี่สาวแฟนไม่เคยทำงานเป็นกิจจะลักษณะเลย อยู่บ้านอย่างเดียว ไปทำงานที่ไหนก็โดนไล่ออกตลอด ก่อนหน้านี้พี่สาวเขาก็มีครอบครัว แต่ก็เลิกกันมาหลายปีแล้ว และกลับมาอยู่บ้าน คนที่อยู่บ้านอีกคนคือน้องที่ไปๆ มาๆ แต่ที่อยู่บ้านหลักๆ ก็มีแม่ พี่สาว แฟนและก็หนู แต่ก็ยังเป็นคำถามของหนูอยู่ ว่าเขาอยู่ได้ยังไง? ซึ่งแม่เขาก็ปกป้องเขาในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้เวลาหนูคุยเรื่องอนาคต ด้วยความที่หนูกับแฟนหาเงินกันมาเอง เรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว หนูเลยไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องแต่งงาน หนูก็ไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลย จนเงินหมดไปกับทางบ้านแฟนเยอะมาก หนูเลยคิดได้ว่ามีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่หนูรู้สึกว่าหนูไม่ไหวแล้ว เมื่อก่อนหนูยอมทางบ้านแฟนค่อนข้างเยอะ แต่พอหลังๆ หนูไม่ค่อยฟังเขา เพราะด้วยหน้าที่การงาน วุฒิภาวะ ทำให้หนูเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างเยอะ เลยทำให้มีปากเสียงกับที่บ้านเขาเหมือนกัน แล้วเราอยู่ในบ้านเขาด้วย หนูก็เริ่มรู้สึกไม่ไหว ไม่รู้จะไปต่อหรือยังไงดี เพราะตลอดระยะเวลาที่คบกัน แฟนหนูเขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงหรืออะไรเลย เขาไม่เคยทำอะไรที่ผิดพลาดกับหนูเลย ติดแค่เรื่องครอบครัวเขาอย่างเดียว ช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหนูคิดว่าจะเอาตัวเองออกมาจากบ้านนั้น อยากจะแยกอยู่แบบสงบๆ แต่หนูยังไม่ได้พูดถึงขั้นจะเลิกกับแฟน แค่จะย้ายออกมาเช่าคอนโดอยู่ เพราะเวลาที่กลับมาบ้านบรรยากาศมันไม่น่าอยู่ แต่แฟนหนูเขาก็ไม่ยอม และบอกว่า ถ้าออกจากบ้านไปก็คือต้องเลิกกับเขา แต่หนูก็ไม่ได้อยากเลิกกับแฟน แค่อยากให้เขาได้ดูแลครอบครัวเขา ซึ่งตอนนี้ที่มีปัญหากัน ต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่ค่อยคุยกันแยกห้องกันไปเลย ส่วนใหญ่หนูจะมีปัญหากับแม่และพี่สาวแฟนมากกว่า เขามองว่าหนูเป็นคนขี้เกียจ เพราะเมื่อก่อนหนูเคยรีดผ้าของทุกคนในบ้าน พอวันหนึ่งไม่ทำ เขาก็บอกว่าหนูขี้เกียจ หนูก็มองว่ามันเป็นน้ำใจ หนูช่วยเพราะเผื่อบางคนไม่ว่าง หนูก็รีดให้ได้ แต่พอครั้งต่อไปมันกลายเป็นว่า ทำไมหนูไม่ทำละ? และก็มีเรื่องเงิน เขาคิดว่าแฟนหนูให้เงินหนูอยู่คนเดียว ไม่ให้ที่บ้านเขาด้วย ซึ่งหนูไม่เคยเอ่ยปากขอแฟนเลย หนูหาเองได้ บางเดือนหนูหาได้มากกว่าแฟนหนูด้วยซ้ำ แต่หนูกับแฟนเหมือนโตมาด้วยกัน เขาไม่มีเงิน หนูก็ให้ พอหนูไม่มี เขาก็ให้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนูไม่เคยไปเล่าให้พวกเขาฟังอยู่แล้ว เขาเลยมองว่าลูกเขาหลงหนูให้แต่หนูคนเดียว ไม่ให้พวกเขาเลย ทั้งๆ บ้านที่เขาอยู่ แฟนหนูก็เป็นคนผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ แฟนหนูเป็นคนจ่ายหมด ซึ่งแม่และพี่สาวเขาจะออกแค่ค่ากินของเขา เพราะแม่เขาได้เงินส่วนนี้มาจากการรับซ่อมผ้าเล็กๆ น้อยๆ หนูกับแฟนเคยคุยกันเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนกลาง แต่หนูก็เคยชวนแฟนออกมาอยู่ข้างนอกกันสองคน เขาก็ไม่สะดวก ไม่กล้าปล่อยคนที่บ้านไว้ สถานะตอนนี้ของหนูกับแฟน คือไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีลูก อยู่กันมา 10 กว่าปีแล้ว บางช่วงจังหวะของชีวิตหนูจะทำอะไร หนูก็ไม่เห็นภาพในอนาคตว่าหนูจะทำต่อไปได้ยังไง หนูไม่รู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ในใจหนูก็สงสารเขาเพราะเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร หนูอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า หนูควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ถ้าหนูเดินออกมา หนูจะเห็นแก่ตัวไหม?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่าหนูไม่ได้เห็นแก่ตัว หนูแค่รักตัวเอง ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนี้อีกแล้ว แล้วหนูก็มีช้อยส์ให้เขาเลือกแล้ว แต่เขาดันยื่นคำขาดว่าถ้าย้ายออกเท่ากับเลิก สำหรับพี่ถ้าเขาเป็นคนกลางจริงๆ เขาก็ต้องเห็นว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความสุขได้ยังไง การที่เขาเป็นคนกลางถ้าเขาไม่พยายามทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้น เขาก็ต้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจากที่ฟังเขาก็ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเราขนาดนั้น และเขาก็ต้องเจอกับผู้หญิงที่รับที่บ้านเขาได้’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัญหาที่น้องกำลังเจอมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นปัญหาเรื้อรังระยะยาว การที่เอาคนในครอบครัวมาอยู่ในบ้าน ร่วมกันเป็นบ้านใหญ่ มันจะปรับเปลี่ยนอะไรยากมาก ถ้าวันหนึ่งคุณแม่แฟนไม่อยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่เราจะต้องดูแลพี่สาวเขาด้วยหรือเปล่า ถ้ามองในมุมของเขาก็คงคิดว่าถ้าแฟนแยกไปอยู่ข้างนอกความสัมพันธ์ที่คบกันมา 10 กว่าปี ความสัมพันธ์จะถอยหลังหรือเปล่า ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเขาอาจจะเลือกดูแลเรา แต่ผู้ชายคนนี้เขาก็เลือกครอบครับเขา ซึ่งก็ไม่ผิด และมันก็เป็นสิทธิของเราที่จะต้องเลือกดูแลตัวเอง รักตัวเอง และก็สงสารตัวเอง’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ ไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่ต้องเห็นแก่ครอบครัวใคร ครอบครัวเขายังไม่ช่วยกันเองเลย เรื่องอะไรจะต้องมาเป็นภาระเรา ยกเว้นถ้าน้องรับได้ว่าต้องรับภาระนี้ไปตลอดชีวิตก็อยู่กับคนๆ นี้ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวก็ออกมาเลย เสียเวลา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-