เหตุเพราะชอบย่องเบา! คนตกใจจนเกือบโดน!! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เหตุเพราะชอบย่องเบา! คนตกใจจนเกือบโดน!! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

19 ธ.ค. 2025

                “คุณเป็ด (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568)ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องเป็นคนชอบย่องเบาจนเคยเกือบโดนแทง

                “คุณเป็ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการย่องเบา ผมเดินเสียงเบามาก มันค่อนข้างเป็นปัญหาในชีวิตเพราะว่าเคยมีเหตุการณ์หนึ่ง คือผมกลับจากที่ทำงาน ส่วนพี่ก็ทำกับข้าวอยู่ในครัว ผมก็จะเดินไปหาพี่แต่ผมเป็นคนเดินเสียงเบามาก พี่ผมที่กำลังหั่นผักอยู่ก็หันมา แล้วมีดมันก็จะทิ่มตัวผมเพราะเขาตกใจ หรือบางทีแม่ก็จะตกใจ บางทีผมใส่รองเท้าผ้าใบเดินเข้าไปข้างหลัง เขาก็ไม่ได้ยิน บางครั้งเหนื่อย ๆ ผมก็อยากเดินเข้าบ้านเงียบ ๆ แต่ผมก็รู้ตัวว่าตัวเองเดินเสียงเบา บางครั้งก็เลยพยายามเดินเสียงดัง ๆ ให้เขาได้ยิน

                เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่กับคนในครอบครัว มันเป็นที่ข้างนอกบ้านด้วย อย่างเช่นกับเพื่อน เวลาไปเดินห้างเพื่อนก็จะไม่รู้ว่าเราเดินย้ายไปอีกฝั่งแล้ว หรืออีกเหตุการณ์หนึ่งคือผมออกจากซอยบ้าน และมีหมานอนอยู่ ครั้งนั้นมันไม่ได้ยินเสียงผมเดินมา มันก็ตกใจแล้วก็เห่าผม ผมจะแก้ไขปัญหาการเดินเบาของผมยังไงดีครับ’

                เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางทีเราต้องส่งสัญญาณอะไรเข้าไปก่อน เช่น ก๊อก ๆ อะไรแบบนี้ ต้องส่งอะไรเข้าไปก่อนให้รู้ว่าเรามาแล้วนะ แล้วถ้าเป็ดเป็นกับทุกคนในสังคม เป็ดก็ต้องปรับที่เรา เพราะเราเคลื่อนไหวเบาไง พอมันเบาเราเลยต้องส่งสัญญาณก่อน ทำเป็นกระแอม ส่งเสียงอะไรสักนิดก็ได้ พูดอะไรฮัม ๆ มาก็ได้ เขาจะได้รู้ว่าเราปรากฏตัวมาแล้วนะ ถ้าเราจะโดนมีดแทงนี่เราต้องปรับแล้วนะ มันอันตราย ไปเจอคนบ้าจี้มาใครจะรู้ หรือห้อยพวงกุญแจ มันจะมีพวกกุญแจกระดิ่งที่เอาไว้กันหมี ไปซื้อกระดิ่งมาก็ได้’

                ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ถ้าง่ายสุด เป็ดก็ต้องพยายามสร้างเสียงขึ้นมา การพูดง่ายที่สุด คือเป็ดต้องไม่โผล่ขึ้นมาแบบให้เขาตกใจ ต้องมีการเกริ่นก่อน ร้องเพลงเข้ามาหรือต้องมีการเปิดตัวตัวเองก่อน ต้องห้ามโพล่งมาแค่นั้นเลยเพราะว่าถ้าเป็ดปรากฏตัวมาโพล่ง ๆ เขาจะตกใจ ต้องเกริ่นก่อนทุกครั้ง มันจะช่วยได้ ให้เขารู้ว่าเป็ดมาแล้ว’

                สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘เราเคยดูในการ์ตูนที่เวลาตัวละครถึงบ้านแล้วเขาจะพูดว่า กลับมาแล้วครับ เวลาเข้าบ้านก็บอกเลยว่ากลับมาแล้วครับ จะได้รู้ว่าใครเปิดประตูบ้านด้วย ฉันว่าที่เขาตกใจเพราะเขาอยู่ใน Activity ที่เสียงดัง แล้วเวลาที่เราทำอะไรเสียงดังเราจะไม่ค่อยได้ยินคนข้างหลังหรอกแล้วมันน่าตกใจเพราะงั้นก็ใช้เสียงนะเป็ด’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ? หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

27 ก.พ. 2026

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ? หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ?หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน ‘คุณแพร (นามสมมติ)’ อายุ 24 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘คุณหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือไม่ โดย ‘คุณแพร (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการรักษา หนูกินยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้หนูทำงานประจำเป็นพนักงานต้อนรับมาได้เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ หนูรู้สึกว่าการทำงานนี้ มันใช้แรงใจค่อนข้างมาก หนูรู้สึกเบื่อ ไม่อยากไปทำงานในทุก ๆ วัน เมื่อเดือนก่อนหนูได้คุยกับแม่ แม่ของหนูกำลังจะทำธุรกิจส่วนตัว แต่ยังลังเลว่าจะทำอะไร ระหว่างร้านอาหารกับร้านนวด หนูเองก็คิดว่าอยากจะลาออกจากงานประจำ แล้วไปช่วยแม่ทำธุรกิจ แม่หนูเองก็เข้าใจและยอมรับในการตัดสินใจของหนู แม้ใจลึก ๆ เขาจะไม่สนับสนุนให้หนูลาออกก็ตาม เพราะธุรกิจมันเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง และก็ไม่รู้ว่าธุรกิจนั้น มันจะไปได้ดีหรือเปล่า แม่ก็เป็นห่วงหนู ส่วนตัวหนูเองก็ไม่มั่นใจว่าการลาออกในครั้งนี้มันจะดีหรือเปล่า การทำงานของหนูคือการนั่งเคาน์เตอร์และพูดคุยต้อนรับลูกค้า หนูได้เงินเดือนประมาณ 2 หมื่น ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ที่หนูเลือกมาทำงานตรงนี้ เพราะรู้สึกว่าหนูเก่งด้านภาษา และหวังว่าจะทำงานตรงนี้ได้ แม้มันจะไม่ใช่งานที่หนูอยากทำ หนูก็ไม่ชอบการที่ต้องมานั่งคุยกับใครสักคน ต้องมาแบกรับกับอารมณ์ของลูกค้าที่เข้ามา และต้องหาวิธีรับมือกับมันอยู่ตลอด หนูเลยคิดว่ามันอาจจะดีกว่า ถ้าหนูได้ไปช่วยงานให้กับธุรกิจของแม่ ใจลึก ๆ หนูก็มีความกลัวว่าธุรกิจของแม่จะไปได้ดีหรือเปล่า หนูเองก็ไม่รู้ว่าถ้าหนูลาออกมาแล้ว ชีวิตหนูจะเป็นอย่างไร หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำ กับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเกลือ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในภาวะของการที่ต้องตัดสินใจ อยากให้ลองทำตาราง เขียนเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละงานที่เราลังเล เราก็จะรู้ว่าใจเราไปทางไหน ถ้าเป็นเรื่องของความมั่นคง เราก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าความมั่นคงในความหมายของเรานั้น คืออะไรบางครั้งงานประจำไม่ได้หมายความว่ามันจะมั่นคง การทำธุรกิจในครั้งนี้มันคือธุรกิจในครอบครัว เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะลองลงมือทำมันก่อนดูก่อนได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าเราชอบมันจริง ๆ ไหม อย่างน้อยถ้าลองแล้วเราไม่ชอบ เราก็ทำงานประจำต่อไปตามเดิมได้ ในการทำงาน ความสุขคือสิ่งสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราไม่มีความสุขในการทำงาน เราก็จะทำสิ่งนั้นออกมาได้ไม่ดี” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราโฟกัสเพียงแต่ความมั่นคง แล้วทำให้เราทรมาณกับการทำงานประจำที่เราทำอยู่ ก็ลองมาทำงานกับแม่ดูก่อน แต่เราต้องมั่นใจว่าถ้าเราทิ้งงานตรงนั้น แล้วรายได้เราจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดว่าเราต้องใช้จ่ายประมาณไหน บางครั้งงานประจำที่ทำอยู่ อาจจะไม่เพียงพอสำหรับชีวิตระยะยาวของเรา เราอาจจะต้องมองหาเส้นทางในการทำงานอื่น ๆ ร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าเรารู้ตัวว่าเรามีความสามารถทางด้านอะไร เราก็เอามันมาต่อยอด หางานที่ตรงตามความถนัดของเรา” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การที่เราจะทิ้งงานที่เราทำอยู่ เพื่อไปทำตามความฝัน มันมีความเสี่ยง ถ้าเราไม่ชอบงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ลองหางานประจำที่อื่นดูก่อน แล้วทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย ส่วนงานประจำที่เราไม่ชอบทำ ก็ลองเปลี่ยน ในเมื่อเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ ลองหาทางเลือกอื่น ให้ทำงานควบคู่กันไปได้ ถ้าวันหนึ่งธุรกิจมันไปได้ดี เราก็ค่อยไปเต็มที่กับตรงนั้น” ปิดท้ายด้วย ‘คุณหมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การเป็นโรคซึมเศร้า แล้วกินยาตรงตามที่หมอสั่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ทุกคนมีสิทธิ์หายขาดจากโรคนี้ได้ ส่วนเรื่องการทำงาน ปัญหานี้เป็นเรื่องที่มีคนมาปรึกษาคุณหมอเยอะมาก ๆ อย่างแรก อยากให้เราเช็คสภาพการเงินของเรา เพราะเราต้องดูว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน ดูเงิน ดูหนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มจากการทำบัญชีส่วนตัว รายรับรายจ่ายก่อนเริ่มทำธุรกิจ ก่อนที่เราจะเลือกอะไร เราต้องดู ว่าเรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจนั้นหรือไม่ ก่อนที่จะลงมือทำอะไร เราควรศึกษามันให้เข้าใจก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้รายละเอียดทั้งหมดของงานที่เราสนใจ ซึ่งมันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเรานั้นชอบอะไร ถ้าเราไม่ลองทำความเข้าใจกับตัวเราเองก่อน และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเราทำงานกับแม่ได้หรือไม่ และเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคุยกับแม่ให้ชัดเจน ว่าเราจะไปทำงานกับเขาในสถานะอะไร”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนผมเล่นฟิตเนสแล้วภูมิใจกับหุ่นตัวเองตอนนี้มากๆ เลยถ่ายรูปลงโซเชียล แต่แฟนผมไม่เข้าใจ เหมือนเขาบอกเราโพสเรียกแขก จะทำยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ? ที่ถ่ายลงก็อยากสร้างแรงบัลดาลใจให้คนอื่นๆด้วย

27 ก.พ. 2024

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนผมเล่นฟิตเนสแล้วภูมิใจกับหุ่นตัวเองตอนนี้มากๆ เลยถ่ายรูปลงโซเชียล แต่แฟนผมไม่เข้าใจ เหมือนเขาบอกเราโพสเรียกแขก จะทำยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ? ที่ถ่ายลงก็อยากสร้างแรงบัลดาลใจให้คนอื่นๆด้วย

“คุณแบงค์ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 ก.พ 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับปัญหาชีวิตคู่ โดย “คุณแบงค์(นามสมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมกับแฟนเป็นคู่รัก LGBTQ+ ที่คบกันมาประมาณ 3 ปีกว่า ๆ ซึ่งตอนแรกที่ผมคบกับแฟน ผมเป็นคนออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ไม่มั่นใจในตัวเอง เลยไม่ค่อยได้ลงรูปอวดหุ่นลงโซเชียล จนมาถึงช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มมีความมั่นใจในหุ่นตัวเอง ก็ได้มีการลงรูปอวดหุ่นบนโซเชียลมากขึ้น จึงทำให้แฟนผมมองว่า ผมเริ่มเปลี่ยนไปจากช่วงแรกที่คบกัน เป็นการลงโปรโมทตัวเองหรือเปล่า ผมก็ได้มีการถามกับแฟนไปว่า “จะให้ผมเลิกเล่นโซเชียลเลยหรือเปล่า” แต่แฟนผมก็มองว่า “มันคงเป็นการจำกัดสิทธิ์ผมเกินไป” ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะต้องทำยังไง ซึ่งผมก็เอาชื่อแฟนมาใส่บนไบโอไอจี และลงรูปกับแฟนในสตอรี่ปกติ แต่รูปที่ผมลงอวดหุ่นก็จะมีคนอื่นมาแซว และส่งข้อความมาหา แฟนผมเห็นแล้วก็จะมาถามผมว่า คนนี้ใคร เวลาที่แฟนหึงก็จะนิ่งไป ผมจึงอยากถามว่า ผิดไหมที่ผมลงรูปอวดหุ่นบนโซเชียล?’ งานนี้ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘ต้องให้แฟนทำความเข้าใจก่อนว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่ออกกำลังกาย ที่จะหลงใหลในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง อุส่าห์มีวินัยในการออกกำลังกายกี่วันต่ออาทิตย์ วินัยในการเลือกกิน เมื่อส่งผลดีต่อร่างกาย มีกล้ามก็จะส่องกระจกบ่อยขึ้น และจะถ่ายรูปลงโซเชียลมากขึ้น เพราะนั้นคือผลลัพธ์ของการพยายาม ก็อยากให้แฟนคุณแบงค์เบาใจขึ้นนิดนึง เพราะคนส่วนใหญ่เขาก็เป็น ส่วนปัญหาที่ว่าคุณแบงค์ลงรูปกับแฟนแค่ในสตอรี่ ก็อยากให้ลงเป็นโพสต์มากขึ้น ทำให้แฟนรู้สึกว่ามีเขาอยู่ ที่ยังเป็นเจ้าของกล้ามอันนี้อยู่ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่จริงแล้วมันเป็นสิทธิ์ของคุณแบงค์ ที่จะลงหรือไม่ลง ส่วนคนที่จะนอกใจ จะลงรูปหรือไม่ลงรูป ยังไงก็นอกใจ ด้วยความที่คุณแบงค์มีกล้ามแล้วดูดีขึ้น ก็อาจจะทำให้แฟนหวง ยิ่งพอลงรูปแล้วมีคนส่งข้อความมาหา คนที่เป็นแฟนคงรู้สึกว่ามันจะยังไงและยังคงเป็นเหมือนเดิมไหม หรือยังจะรักกันเหมือนเดิมหรือเปล่า สิ่งที่จะทำให้แฟนรู้สึกสบายใจขึ้นก็คือ ต้องลงรูปคู่กับแฟนบ้าง เพราะอย่างน้อยจะได้บอกกับชาวโลกว่า คุณแบงค์ไม่ได้โสด ถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะทำให้แฟนรู้สึกสบายใจขึ้น ถ้านอกเหนือจากนี้คุณแบงค์ก็ต้องทำให้แฟนเห็นว่าจะลงรูปยังไง คุณแบงค์ก็ไม่มีทางนอกใจแฟนแน่นอน สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการกระทำด้วยว่า ยังไงก็ไม่นอกใจเขาแน่นอน’ สุดท้าย “ดีเจพี่อ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องมีทัศนคติอันนี้ก่อนว่า ดีจังเลยที่แฟนยังหึงเราอยู่ เพราะถ้าเราไม่มีความสำคัญต่อใจเขาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหึง จะทำอะไรก็ทำเลย เพียงแต่ตอนนี้พี่อ้อยอยากให้แบงค์แก้ปัญหาให้ตรงปัญหา อย่าแก้ปัญหาด้วยการไปตีฟูปัญหา เช่น “งั้นจะไม่ให้ลงเลยไหมละ” ซึ่งมันไม่ถึงขั้นนั้น แฟนก็อยากให้คุณแบงค์มีความสุขในการใช้โซเชียล แต่แฟนคงเป็นห่วงว่าจะมีคนอื่นเข้ามายุ่งในความสัมพันธ์เราไหม วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือคุณแบงค์ต้องสร้างความมั่นใจให้กับแฟน เช่น เวลาลงรูปก็ถามแฟนว่า “แฟนไม่สบายใจกับรูปไหนหรือเปล่า ทำไมหรอ แต่เราภูมิใจนะที่เธอหวง จริง ๆ แล้วที่เราลงรูปไปเพราะเป็นความภาคภูมิในตัวเรา และเธอภูมิใจเถอะ เพราะฉันเลือกเธออยู่แล้ว” พี่อ้อยมองว่าถ้าเราสื่อสารกันทางบวกก็เป็นเรื่องที่ดี คุณแบงค์ยังมีความสุขในการลงรูปในโซเชียลเหมือนเดิม แต่ต้องสร้างความเชื่อใจให้แฟนมากขึ้น ว่าที่สุดแล้วเราเลือกเขา เพราะนี่คือปัญหาความรักที่อาจจะห่วงมากไปหน่อย แต่ถ้าเป็นปัญหาเรื่องของไม่รัก อันนี้พี่ว่าแก้ยากมากกว่า’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ถึงคราวต้องเลือก! ระหว่างแฟนกับสัตว์เลี้ยง ..จะเลือกอะไรดีคะ? l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

19 ธ.ค. 2025

ถึงคราวต้องเลือก! ระหว่างแฟนกับสัตว์เลี้ยง ..จะเลือกอะไรดีคะ? l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

“คุณใบชา (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์มาก แต่แฟนไม่อยากให้เลี้ยง เลยต้องเลือกระหว่างแฟนกับเลี้ยงสัตว์ โดย “คุณใบชา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัญหาคือหนูจะเลือกเลี้ยงสัตว์หรือเลือกแฟนดี ตอนนี้คบกับแฟนมา 10 ปีแล้ว มีเลี้ยงสัตว์ด้วยกัน เป็นหนูแกสบี้ 2 ตัว แต่ตอนนี้เหลืออยู่ 1 ตัว เพราะพึ่งเสียไปเมื่อต้นปี หลังจากที่เสียตัวแรกไปแฟนก็บอกมาตลอดว่า เขาไม่อยากเลี้ยงแล้ว เขาทำใจยาก แต่ตอนนั้นที่คุยกัน หนูก็คิดว่ามันพึ่งผ่านเหตุการณ์มา เลยไม่คิดอะไร จนอาทิตย์ที่ผ่านมา น้องอีกตัวเริ่มป่วย เพราะอายุที่เยอะแล้ว คุณหมอเริ่มบอกให้ทำใจได้แล้ว ซึ่งหนูทำใจได้นะ แต่แฟนทำใจไม่ได้ เขาเลยมาคุยว่า ถ้าตัวนี้ไปแล้วเขาจะไม่เลี้ยงแล้วนะ เขาทำใจไม่ได้ เขาไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง แต่หนูคิดว่าเรื่องการสูญเสีย มันเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ ช่วงที่ผ่านมาหนูก็รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป ตอนแรกนึกว่าเขาเครียดเรื่องงาน แต่เขามาพูดกับหนูว่า เขาเปลี่ยนไปเพราะว่าหนูตัวแรกมันหายไปนะ ถ้าเกิดตัวนี้มันหายไปอีกก็ไม่รู้จะทำยังไง คือหนูเป็นคนชอบสัตว์เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่นี่เป็น 2 ตัวแรกของเขา พอคุยกันไปมา เขาบอกให้เลือกว่าจะเลี้ยงสัตว์หรือเลิกกับเขา ถ้ามีเขาต้องไม่มีสัตว์เลี้ยง หนูก็เลือกยังไม่ได้ต้องขอคิดดูก่อน แต่เขากับหนูก็ซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกันจนชินไปแล้ว เข้าใจเขานะที่ไม่อยากมี คือหนูจะเป็นคนเลี้ยงเป็นหลัก เขาเห็นหน้าทุกวันก็จะมีเดินมาเล่นมาดู แต่ก็รู้ว่าตอนที่เสียสัตว์เลี้ยงไป เขาเหมือนใจไม่ค่อยไหวจริง ๆ และเขายังบอกอีกว่า ในชีวิตเขาตอนนี้ ถ้าเขาต้องรับมือกับการสูญเสียขอให้มีแค่ พ่อ แม่ พี่ชาย เรา และหนูตัวสุดท้ายนี้ก็พอ ถ้ามีเข้ามาอีกก็ไม่รู้ว่าจะรับมือมันยังไง ปัญหาของใบชาวันนี้ที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ “หนูเลือกไม่ถูก ระหว่างสัตว์เลี้ยงกับแฟน” หนูควรจะทำยังไงดีคะ เริ่มด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คำขาดของเขาบางทีมันฟังดูอาจจะเอาแต่ใจ แต่อยากมองว่าผลมันเป็นยังไง เขาจะรับได้มั้ย สมองคนเราในการตีความหรือรับมือในสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเห็นกับตามาแล้วว่าแฟนเรา Effect มันเป็นยังไงกับการสูญเสียคนในครอบครัว แล้วเขาพูดมาชัดเจนมาก ว่าชีวิตเขาจะทำใจสำหรับคนที่มีอยู่ตรงนี้เท่านั้น เขารักเรามากเลยนะ’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนนี้เรามีแฟนแล้วก็หนูแกสบี้อยู่ ถ้าวันใดวันหนึ่งน้องต้องจากไป ตอนนั้นเรายังมีแฟนอยู่ ทีนี้ถ้าเราจะมีสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ แล้วจะต้องเสียแฟนคนนี้ไป เป็นพี่จะเอาคนที่มีอยู่ตรงนี้มากกว่า เพราะเขารักเรามาก’ ต่อด้วย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เขาเลือกพูดอะไรที่ฟังดูกระทบจิตใจเรา เพราะเขาไปถึงที่สุดของปลายทางแห่งความรู้สึกแล้ว มันไปแตะเส้นตรงนั้น เขาขอความเห็นใจกับเราไปแล้ว แต่เรากลับไม่ได้ตอบรับเขา มันเลยไปถึงจุดที่เขาจะต้องพูดอะไรบางอย่าง ว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับเขา แกสบี้ไปที่ไหนก็เล่นได้ แต่ผู้ชายคนนี้มีคนเดียวบนโลก แล้วเตรียมคำพูดปลอบเขาในวันที่หนูอีกตัวไปได้เลย อะไรที่คือคำพูดที่ดี ในวันที่เขาจะต้องสูญเสียอีกตัวหนึ่งไป บอกเขาเลยว่า การอยู่บางทีมันทรมานมากกว่าปล่อยให้น้องไปสบาย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

06 ต.ค. 2025

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรมสนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆงานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ หนูจะปรับมายเซ็ตตัวเองยังไงดีคะ?ใครที่เป็น First Jobber แบบหนู แล้วเจอปัญหานี้... มาเล่าให้ฟังทีค่ะ ขอบคุณนะคะ “คุณฟ้า (นามสมมติ)” อายุ 23 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [1 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการทำงานในมุมของ First Jobber ที่เทียบกับตอนเรียนแล้วแทบจะไม่เหมือนกันเลย โดย “คุณฟ้า (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูพึ่งเรียนจบ แล้วมีความเครียดว่าทำไมชีวิตทำงานกับชีวิตวัยเรียนมันต่างกันขนาดนี้ เข้าใจว่ามันต้องต่างเพราะชีวิตมันต้องจริงจังมากขึ้น แต่เรามีความรู้สึกว่าเราเครียดแล้วก็แพนิก จนกระทบกับสุขภาพ เวลาเครียดแล้วปวดท้อง คือหนูพึ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว ได้งานมาเรื่อย ๆ ย้ายงานบ้างเพราะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง เรื่องสังคมด้วย เรื่องการเดินทางไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องสังคม มันทำให้เราเครียด ลดทอนความเป็นตัวเองไป ตอนฝึกงาน หนูฝึกสายที่ไม่ชอบ แต่คิดในแง่ดีว่าเราจะได้รู้ว่าเราไม่ชอบอะไร จะได้ไปต่อถูก พอจบมาระหว่างที่เรียนและหางาน หนูได้ทำงานพิเศษบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีไฟจะเลือกบริษัทที่เราอยากทำงาน รู้สึกว่าถ้าทำในสายที่เราทำตอนฝึกงาน มันยังไม่ใช่ตัวเอง แล้วก็เครียดมาก พอมาเจอที่นึงสังคมดีมาก ทุกอย่างดี แต่ด้วยความที่หนูต้องทำงาน 6 วัน บางทีก็ 7 วัน เพราะระบบยังไม่คงที่เท่าไหร่ อีกอย่างไกลบ้านมาก ๆ ถ้าหนูเอารถที่บ้านไปใช้ ที่บ้านก็จะไม่มีรถใช้ เดินทางลำบากด้วย สุดท้ายหนูก็ได้ที่ทำงานใหม่ ส่วนงานที่ 2 กับงานที่ 3 เป็นงานปัจจุบัน ลักษณะงานมันคล้ายกับตอนฝึกงานมากเลย แต่หนูก็คิดว่า ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราทำ 5 วัน เป็นการฝึกตัวเองด้วย ปรับตัวเอา ปรากฎว่าเราทำงานกับคนที่อายุเยอะ เป็นคนพูดจาเสียงดัง ไม่สอนงาน บ่น ซึ่งงานมันเป็นเรื่องวิชาการที่ละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบมาก ๆ มีความกดดัน งานก็ไม่เป็นเวลา จนเราเกิดความเครียด แพนิก ไม่มั่นใจในตัวเอง ไมเกรนขึ้น ปวดท้อง เลยจะถามว่า หนูควรจะทำยังไงดี? ไปทำงานอื่นดีไหม หรือว่าจะทนทำสายเดิม แล้วพี่ ๆ เคยประสบปัญหาเหมือนหนูไหม พี่ ๆ จัดการกันยังไงคะ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ฟังตอนแรกรู้สึกว่ามันหนัก ดูมีผลกระทบต่อชีวิตฟ้าค่อนข้างรุนแรง แต่ถ้าจัดกรุ๊ปให้ดี มันมีแพทเทิร์นบางอย่างอยู่ คือ 2 งานหลังมันประเภทเดียวกันกับตอนฝึกงาน แล้วฟ้าท็อกซิกหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดกรุ๊ปให้ดี ฟ้าจะรู้อย่างชัดเจนเลยว่าฟ้าอาจจะไม่เหมาะกับสายวิชาการ แต่งานที่ 1 ถ้าไม่นับเรื่องไกลบ้าน เราทำแล้วมีความสุข ภูมิใจในตัวเอง เรารู้สึกว่าเราทำมันได้ดี เราแค่เจองานที่มันไกลบ้าน เพราะฉะนั้นพี่เชื่อเหลือเกินว่าจะมีงานในรูปแบบนี้ แต่เป็นบริษัทอื่น หรือใกล้เคียง ที่ทำให้ฟ้ายังได้ใช้สกิลวิทยาศาสตร์อยู่ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน ลองดูใต้โต๊ะทำงาน แล้วก็เข้าสปอนของรายการนั้นก็ได้เป็น Application หางาน มีแน่นอนสายเบจวิทยาศาสตร์ที่หนูทำงาน เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งคิดว่าฉันจะไม่มีทางไป มันมีทางหนึ่งอยู่ที่ฟ้าเคยไปแล้วมันดีด้วย แต่แค่ว่าเราเจอปัญหาหนึ่งอยู่ แต่เรารู้แล้วแหละว่าเรามีความสุข ลองค้นหาทางนั้นเพิ่ม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จากที่พี่ฟังนะ หนูจะไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องการหางานหรอก เพราะหนูเป็นคนเก่ง มีความพยายามด้วย แค่ตอนนี้ยังไม่ลงตัว ซึ่งมันต้องใช้เวลา อย่างที่พี่เผือกบอกว่ามันชัดเจนว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับงานวิชาการ ถ้าเทียบกับงานแรกเรามีความสุขกว่า แค่เราเจองานที่ไกลบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้มีงานลักษณะนี้แค่บริษัทเดียวหนิ สำหรับพี่ เราทำงานเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นนะ การทำงานแล้วสุขภาพเราแย่ลง ก็คือชีวิตเราแย่ลงนะ ซึ่งพี่จะไม่เลือกแบบนั้น สุดท้ายจะฝากไว้ว่าชีวิตทำงานมันไม่ได้สนุกเหมือนตอนวัยเรียนนั่นแหละ อันนี้ต้องทำใจ นี่แหละโลกความเป็นจริง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่เคยเสียดายในสิ่งตัวเองเรียนมาเลย ส่วนงานที่พี่เลือกทำ พี่เลือกทำในสิ่งที่พี่ชอบ แล้วมันก็ทำให้พี่มีความสุขกับการทำงานมาก ๆ สำหรับฟ้า พี่คิดว่าการทำงานมันควรจะมีความสุข แต่พอฟ้ามีเรื่องเงินเข้ามา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ งานนี้ที่ทำมันยังออกไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังไม่มีงานใหม่ แต่ถ้าได้งานใหม่ที่เรารู้สึกว่าตรงกับความสุขตัวเอง ไม่ต้องไปเสียดายเลยที่เรียนมา 4 ปีอะ เอาความสุขเป็นที่ตั้ง เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็เจอ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-