เป็นประธานนักเรียน แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เป็นประธานนักเรียน แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

03 ก.ค. 2026

เป็นประธานนักเรียน

แต่ดันมีปัญหาคือชอบเผลอตดกลางกลุ่มเพื่อน

ขอวิธีเนียนยังไงไม่ให้ใครรู้หน่อยค่ะ!

       ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฏาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนนั้นเป็นประธานนักเรียนแต่กังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนตด หลังเผลอปล่อยกลางกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง จนเพื่อนเริ่มตามหาเจ้าของกลิ่น

       ‘คุณลูซี่’ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับวิธีรับมือกับปัญหาการเผลอผายลมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน เนื่องจากกังวลว่าเพื่อนจะจับได้ว่าเป็นคนที่ปล่อยกลิ่นอยู่เป็นประจำ

       คุณลูซี่ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองมีภาพลักษณ์เป็นประธานนักเรียน จึงรู้สึกไม่อายหากเพื่อนจะรู้ว่าเป็นคนผายลม โดยเหตุการณ์มักเกิดขึ้นในช่วงที่นั่งอยู่กับเพื่อนบริเวณโรงอาหาร หลังรับประทานอาหารเสร็จ ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนจะนั่งเล่นหรือทำการบ้านต่อ เธอมักจะแอบผายลมไม่ให้ได้ยินเสียง แต่กลิ่นเป็นเรื่องที่เธอควบคุมไม่ได้ จึงทำให้เพื่อนได้กลิ่น และตามหาเจ้าของกลิ่นอยู่บ่อยครั้ง โดยที่ผ่านมาเธอสามารถทำได้อย่างแนบเนียน เพราะขณะนั้นกำลังนั่งตั้งใจทำการบ้าน ทำให้คนอื่นไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนผายลม เธอบอกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่จะเกิดขึ้นเป็นระยะ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นช่วงเวลาเดิมคือหลังรับประทานอาหารเสร็จ 

       อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง ๆ เพื่อนในกลุ่มเริ่มสงสัยมากขึ้นว่า คนที่ผายลมอาจเป็นคนในกลุ่ม เพื่อนเริ่มก้มดมและพากันถามว่า “ใครตด พูดมา ในกลุ่มเรา” คุณลูซี่ ยอมรับว่ารู้สึกกังวล เพราะกลัวเพื่อนจะจับได้ อีกทั้งเวลาจะลุกเดินออกไปจากบริเวณนั้นก็ทำได้ยาก เนื่องจากเพื่อนมักรั้งตัวไว้ เพราะเธอเป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนอยู่เสมอ โดยเพื่อนมักจะพูดว่า “เอ้ย ไปไหน ไปทำงานด้วยกันก่อน” ทำให้เธอไม่สามารถเดินหลบออกไปได้ตามที่ต้องการ เธอจึงอยากปรึกษาดีเจว่าควรจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ดี 

       ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูว่า “เเนะนำให้กลั้นใจรอบเดียวเเล้วอัดเต็ม ๆ เลย เเล้วบอก กูเอง ถ้าประธานนักเรียนทำอะไรในเเบบที่ไม่คิดว่าประธานนักเรียนจะทำ มันจะเป็นการซื้อใจเพื่อน ๆ นอกกลุ่มเราอีกเยอะเลย เอ้ย ประธานนักเรียนก็ทำอะไรพิเรนทร์ได้นี่หว่า อย่างงี้เราไปไหนไปกันกับประธาน สั่งอะไรไปด้วย คือถ้าพี่ค้นพบว่าประธานนักเรียนเป็นคนประมาณนี้ พี่รู้พี่ก็จะ เอ้อออ ใจว่ะ ประธานนักเรียนก็ตดได้ค่ะ แก๊สอ่ะค่ะ เเล้วหลังจากนั้นการตดของหนูจะกลายเป็นอิสระเสรีไปตลอด ไม่ต้องปิดบัง ก็เลือกเอาว่าลูซี่จะรักษาปัญหาที่ต้นเหตุ หรือจะปลดปล่อยอิสระให้ตัวเอง หรืออยากจะข่มด้วยอินเนอร์ที่บอกฉันไม่ได้ตด”

       ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่กลิ่น มันคุมไม่ได้กลิ่นอ่ะ ไม่งั้นต้องพกสเปรย์ พี่เชียร์ให้ทานโพรไบโอติกเยอะ ๆ เเบบพวกโยเกิร์ต” 

       ขณะที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ พี่มีเทคนิค พี่จะตดอัดใส่โซฟา มันจะซับกลิ่น อันนี้เรื่องจริง แต่ถ้ามันไม่ใช่โซฟา สำหรับพี่คือไม่รับ ตราบใดที่จมูกเพื่อนไม่ได้อยู่ตรงก้นเราเนี่ย ไม่มีวันยอมรับเเน่นอน ใครจะไปตดโอ๊ย….อย่างเงี้ย” 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนผู้ชายเนิร์ดมาก ชอบทำตัวแปลก ๆ ชอบมองเราจนรู้สึกอึดอัด แถมตอนซ้อนรถจักรยานยนต์ยังเอาจุ๊ดจู้มาชนหลังเราอีก เราไม่สบายใจที่จะเป็นเพื่อนกับเขาต่อ แต่เรายังต้องพึ่งพาเขาในเรื่องเรียน ควรทำอย่างไรดีคะ?

13 ก.พ. 2026

เพื่อนผู้ชายเนิร์ดมาก ชอบทำตัวแปลก ๆ ชอบมองเราจนรู้สึกอึดอัด แถมตอนซ้อนรถจักรยานยนต์ยังเอาจุ๊ดจู้มาชนหลังเราอีก เราไม่สบายใจที่จะเป็นเพื่อนกับเขาต่อ แต่เรายังต้องพึ่งพาเขาในเรื่องเรียน ควรทำอย่างไรดีคะ?

เพื่อนผู้ชายเนิร์ดมาก ชอบทำตัวแปลก ๆชอบมองเราจนรู้สึกอึดอัด แถมตอนซ้อนรถจักรยานยนต์ยังเอาจุ๊ดจู้มาชนหลังเราอีกเราไม่สบายใจที่จะเป็นเพื่อนกับเขาต่อแต่เรายังต้องพึ่งพาเขาในเรื่องเรียน ควรทำอย่างไรดีคะ? ‘คุณขนมปัง (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้เข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนผู้ชายในกลุ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ จนเธอไม่สบายใจ ‘คุณขนมปัง (นามสมมุติ)’ อายุ 21 ปี ได้เล่าว่า เธอมีเพื่อนอยู่ 5 คน แต่คนที่จะเล่าถึงคือเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่ม เขามีลักษณะนิสัยที่เนิร์ด ชอบเล่นเกม เรียนเก่ง และเขาเป็นคนตัวเล็ก ทำอะไรไม่ค่อยคล่องตัว ซึ่งคุณขนมปังก็ได้รับความช่วยเหลือด้านการเรียนจากเขาบ่อย ๆ โดยปกติถ้ามีนัดทำงานกลุ่ม คุณขนมปังจะเป็นคนอาสาคอยไปรับไปส่งเพื่อนผู้ชายคนนี้เสมอ เพราะเขาพักอยู่หอในและไม่มีรถ วันหนึ่ง มีการนัดทำงานกลุ่มกันเช่นเคย และเธอก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับเพื่อน ๆ ตามปกติ โดยซ้อนมา 3 คน มีเธอเป็นคนขับ และเพื่อนผู้ชาย 2 คนเป็นคนซ้อน ซึ่งเพื่อนที่เธอเล่าถึงได้นั่งตรงกลาง เมื่อขับรถไปสักพัก ด้วยความที่พื้นที่มีไม่มาก ทุกคนจึงนั่งชิดกันมาก และเธอก็รู้สึกได้ว่า 'จุ๊ดจู้' ของเพื่อนชนที่หลังของเธอ เธอบอกให้เพื่อนขยับออกไป เพื่อนก็ขยับออกไป แต่ไม่นานก็กลับมาชิดหลังเธออีก และเป็นแบบนี้ทั้ง 3 วันที่เธอได้ไปรับไปส่ง เธอรู้สึกไม่ดี ไม่โอเค จึงเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มฟัง และขอความช่วยเหลือจากเพื่อนว่า ขอให้แฟนเพื่อนไปรับส่งผู้ชายคนนี้แทนเธอ หลังจากนั้น เธอเริ่มสังเกตได้ว่า เพื่อนคนนี้โฟกัสเธอและมองเธอมากเป็นพิเศษ จนรู้สึกว่าแปลก ไม่รู้ว่าเขาเริ่มมองเธอแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณขนมปังจึงตัดสินใจไปถามเพื่อนผู้หญิงคนอื่น ๆ ในกลุ่มว่าเรื่องนี้เธอคิดมากไปเองหรือเปล่า แต่เพื่อน ๆ ตอบว่า เพื่อนผู้ชายคนนี้ มองคุณขนมปังแบบนี้มาตลอด แต่คุณขนมปังไม่เคยรู้ตัว อย่างไรก็ตามเพื่อนเธอก็พูดในแง่ดีว่า อาจเพราะเขาไว้ใจเธอ เพื่อนในกลุ่มมีตั้ง 5 คน แต่เขาคุยได้แค่กับเธอ เขาจึงรู้สึกสบายใจ และสนใจเธอเป็นพิเศษก็เท่านั้น คุณขนมปังไม่ค่อยเชื่อ แต่เธอเองก็ไม่คิดว่าเพื่อนชายคนนี้จะคิดอะไรกับเธอในเชิงชู้สาวเช่นกัน เพราะเพื่อนคนนี้ก็รู้ว่าคุณขนมปังมีแฟนแล้ว และเธอยังสงสัยในเหตุการณ์ที่ซ้อนรถจักรยานยนต์ จึงทดลองนั่งซ้อนกับเพื่อน โดยเธอลองเป็นคนที่นั่งตรงกลาง พบว่ามันก็มีสิทธิ์ไหลไปชนคนหน้าได้ แต่ถ้าพยายามเกร็งตัวไม่ให้ไหลมันก็ทำได้ จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเพื่อนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เธอได้ใส่เสื้อที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไปเรียน เมื่อเพื่อนผู้ชายคนนั้นเห็นก็เดินมาชมว่า “เสื้อสวยนะ” คุณขนมปังก็ยิ้มตอบขอบคุณที่ชม แต่เมื่อพักเบรก เขาก็ทักอีกว่า “เสื้อสวยนะ” และพอเลิกเรียน ก็เดินมาพูดอีกว่า “เสื้อสวยนะ” คุณขนมปังก็แค่ขอบคุณ แต่รู้สึกได้ว่า เขาน่าจะอยากคุยด้วย แต่เป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อนไม่เก่ง จึงทำได้แค่ชมเสื้อเรา ตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันมา เพื่อนผู้ชายคนนี้สนใจ ไว้ใจ และคุยกับคุณขนมปังแค่คนเดียว เธอจึงรู้สึกอึดอัด ไม่แน่ใจว่าเพื่อนชอบเธอในเชิงชู้สาวหรือเปล่า และถ้าเขาชอบเธอจริง ด้วยความเป็นเพื่อนเธอก็ไม่อยากให้เราทั้งสองมองหน้ากันไม่ติด หรือไม่อยากรู้สึกอคติกับเขา แต่เมื่อยิ่งไม่สนใจ เขายิ่งพยายามทำตัวให้มาใกล้ชิดเรามากขึ้น เช่น เมื่ออยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อนผู้ชายคนนี้ก็จะพยายามแทรกวงมาเพื่อให้ได้อยู่ข้าง ๆ คุณขนมปัง จึงอยากปรึกษาว่า ในเมื่อตอนนี้เธออึดอัด และไม่สบายใจมาก แต่อยากให้สถานการณ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม ควรทำอย่างไร หรือควรวางตัวอย่างไร ดีเจทั้งสามคนมีความคิดเห็นว่า เขาอาจจะแค่อยากให้เราสนใจ เพราะคาแรคเตอร์เขาเป็นเหมือนเด็ก ๆ เราดีกับเขา เขาเลยอยากดีกับเราบ้าง และเมื่อคุณขนมปังเริ่มสังเกต และรู้สึกแปลก จนค่อย ๆ เฟดตัวออกมา เริ่มสนทนาน้อยลง เขาจึงกลัวว่าจะเสียเพื่อนดี ๆ แบบคุณขนมปังไป ดีเจมองว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ตัวขนมปังเองแค่รู้สึกไม่ชอบเขาเท่านั้น เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ พูดว่า "ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด พี่อยากให้ใส่คำว่าเมตตาลงไป เขาอาจจะสบายใจเมื่อคุยกับเรา รู้สึกดีกับเราในฐานะเพื่อน อาจเคยมีคนทำร้ายหรือปฏิเสธเขามา แต่คุณขนมปังไม่ปฏิเสธเขา และเหตุการณ์บนรถจักรยานยนต์ เขาอาจไม่ได้ตั้งใจคุมคาม" ตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ แนะนำว่า "ให้ลองเอาแฟนของเรามาอยู่ในกลุ่มด้วยดู เพื่อที่ให้เห็นว่าคุณขนมปังมีแฟน จะได้มั่นใจว่าเขาจะไม่คิดเรื่องชู้สาวกับเรา แต่ถ้ามันอึดอัดมาก ก็เจอกันและคุยกันแค่ตอนเรียน ไม่ต้องยุ่งกับเขาในเวลาอื่น มันอาจจะดูใจร้าย แต่มันก็ดีกว่าการปฏิเสธหรือทำร้ายจิตใจเขาโดยตรง" ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ แนะนำว่า "เอาแบบที่คุณขนมปังสบายใจ ถ้าไม่โอเค ก็เฟดออกมา แต่ในวันนี้ ถ้าอยากแก้ปัญหาจริง ๆ ก็คงต้องตามใจคุณขนมปัง ว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ แต่พี่มั่นใจว่า การที่ขนมปังโทรมา ขนมปังคงมีความเมตตาอยู่บ้างแล้ว เพราะงั้นเมตตาเท่าที่เราจะสบายใจ ให้เขาใกล้ได้แค่เท่าที่เราคิดว่าควรใกล้’ ‘ดีเจต้นหอม’ เสริมอีกว่า "แต่อย่าทำท่าทีบึ้งตึง เขาจะได้สบายใจ ไม่อย่างนั้นเขาจะพยายามหาคำตอบว่าเขาทำอะไรให้ขนมปังโกรธหรือเปล่า แต่เรื่องจุ๊ดจู้ คราวหลังควรพูดไปเลยว่า “มึงถอยไปหน่อย มันชนกูแล้วเนี่ย” เขาจะได้รู้ว่าเราไม่โอเค"เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมนอกใจแฟน บอกเลิกกันก่อนวันครบรอบ 3-4 วัน พอไปอยู่กับแฟนใหม่ ผมดันคิดถึงแฟนเก่า ก็เลยเลิกกับแฟนใหม่เพื่อไปง้อแฟนเก่า แต่ตอนนั้นแฟนเก่าผมก็มีคนใหม่ไปแล้ว จนเขาสองคนเลิกกัน ตอนนี้ผมอยากได้วิธีไปง้อแฟนเก่าที่ผมเคยนอกใจเขามาหน่อยครับ

13 ธ.ค. 2024

ผมนอกใจแฟน บอกเลิกกันก่อนวันครบรอบ 3-4 วัน พอไปอยู่กับแฟนใหม่ ผมดันคิดถึงแฟนเก่า ก็เลยเลิกกับแฟนใหม่เพื่อไปง้อแฟนเก่า แต่ตอนนั้นแฟนเก่าผมก็มีคนใหม่ไปแล้ว จนเขาสองคนเลิกกัน ตอนนี้ผมอยากได้วิธีไปง้อแฟนเก่าที่ผมเคยนอกใจเขามาหน่อยครับ

“คุณอ๊อฟ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 ธ.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการนอกใจแฟน โดย “คุณอ๊อฟ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมนอกใจแฟน เมื่อเดือนมีนาคมช่วงต้นปีก็เป็นวันครบรอบ 3 ปีผมกับแฟน แต่แฟนผมจับได้ก่อนว่าผมนอกใจเขา เราเลยเลิกกันก่อนจะถึงวันครบรอบประมาณ 3 – 4 วัน แล้วผมก็ได้มาอยู่กับทางคนใหม่ เหตุการณ์ตอนนั้นคือประมาณว่าผมก็ง้อเขาเหมือนเขาจะคืนดีกับผมแล้ว แต่เขาลง Story IG ประชดผมแบบลงกับผู้ชาย กลายเป็นผมเองที่รับไม่ได้ผมเลยบอกเลิกเขาไปอีกครั้งแต่เรื่องทั้งหมดก็ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว พอหลังจากที่เลิกกันไป ผมก็ไปอยู่กับคนใหม่ เราคบกันได้ประมาณ 3 เดือนผมรู้สึกว่าเหมือนตัวเองรู้สึกผิดแล้วผมรู้มาว่าเขาไปพูดกับเพื่อนผมว่า เขารู้สึกว่า เขาผิดตรงไหน เขาแย่ตรงไหน ทำไมเขาถึงโดนทำแบบนี้ ผมเลยคิดว่าเขาคงจะยังมูฟออนไม่ได้ พอผมได้ยินแบบนี้ผมเลยตัดสินใจเลิกกับแฟนคนใหม่ แล้วกลับไปบอกเหตุผลกับเขาว่าที่ผมนอกใจเขาครั้งนั้น เพื่ออะไร เพราะอะไร เพื่อเคลียร์ปัญหาที่ผมได้ก่อไว้เพราะผมแค่ตั้งใจจะอธิบายกับเขาทุกอย่างให้มันกลับมาถูกต้องยังไม่ได้ต้องการที่จะให้เขากับมาคบกับผม หลังจากที่ผมอธิบายกับเขาทั้งหมดจนเราคุยกันลงตัวทุกอย่าง เขาก็ได้บอกกับว่า ตอนนี้เขามีคนใหม่แล้วนะ ผมก็โอเค แล้วเราก็แยกย้ายกันไป ส่วนเขาก็คบกับคนใหม่มาจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ ผมก็อยู่คนเดียวของผมมาตลอดไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับเขาเลย แต่ตอนเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเขาติดต่อผ่านเพื่อนผมมาว่าจะยืมเต็นท์เอาไปเที่ยว เพื่อนก็มาบอกผม ผมก็เลยบอกโอเคเดี๋ยวเอาไปให้ จากนั้นเราก็ได้โทรคุยกันจนรู้ว่าเขาพึ่งเลิกกับแฟนใหม่เขาเหมือนกัน จากนั้นจนเรื่องมาถึงปัจจุบันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จริง ๆ เรื่องที่ผมจะปรึกษาคือ ผมควรปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้นไหม เพราะว่าที่เราคุยกันตอนเดือนพฤจิกายนเขาบอกว่าเขาก็มีคนคุยอยู่แล้วนะตอนนี้ ถึงแม้เขาจะเลิกกับคนนั้นแล้วเขาก็บอกผมว่าเขาให้สถานะผมได้แค่เพื่อน แต่ตอนนี้ผมก็ได้ไปทานข้าวกับเขาหลังจาดวันนั้นประมาณ 3 ครั้ง มันมีเหตุการณ์ก่อนจะเจอกันครั้งแรกเขาเป็นลมชักเข้าโรงพยาบาล อยู่ ๆ เขาจะเป็นโรคหัวใจผมก็ได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลแต่พอไปถึงเจอแฟนเก่าเขา ผมก็เลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเขา แล้วก้ไปรู้มาว่าแฟนเก่าเขามาตามง้อ คนที่เขาคุยอยู่ก็มาหาเขาเหมือนกัน ตอนนี้ปัจจุบันก็คือ เขาบอกให้ผมเป็นเพื่อนแต่ผมบอกเขาว่าผมไม่เป็นเพื่อนผมขอเป็นคนรู้จักแล้วกัน ผมก็เลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ผมจะทำยังไงให้เขาใจอ่อนกลับมาคบกับผมดี?’ ซึ่งเริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าจากที่ฟังดูมีโอกาสที่จะกลับมาคบกันได้แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงคนนั้นด้วย มันตอบยาก แต่ว่าถ้าอ๊อฟอยากจะทำให้เขากลับมารักเราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าเราอยากจะกลับไป สมมุติอันนี้จะตอบในมุมว่าอยากให้เขามารักเราอีกรอบ แต่พี่จะห่วงว่าอ๊อฟจะทำได้ไหมจะไม่นอกใจเขาอีกแล้ว เราต้องพิสูจน์ว่าจะไม่ใช่อ๊อฟคนเดิมแล้ว ส่วนเขาก็คือต้องอยู่ที่เขาแล้วว่าเขาจะยังไง เขาอาจจะเห็นเราเป็นแค่แฟนเก่าก็เลยให้เกียรติยังผูกพันมาทำอะไรก็ได้หรือเขาก็อาจจะหว่านเสน่ห์ แล้วก็บอกอ๊อฟทีหลังก็ได้ว่ากูไม่รู้สึกอะไรกับมึงเลยกูแค่แกล้งมึงก็ได้ หรือสุดท้ายเขาอาจจะมีเยื่อใยอยู่ อ๊อฟพิสูจน์ตัวเองแล้วก็กลับมารักกับอ๊อฟอีกทีก็ได้ มันเป็นไปได้หมดเลย’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เขามีใจให้อ๊อฟอยู่แล้ว ผู้หญิงถ้าเลิกกับแฟนเก่าที่นอกใจ ถ้ามันเกลียดมันไม่มองหน้าอยู่แล้ว มึงทำเขาขนาดนั้นเป็นกูถ้าโกรธกูก็ไม่คุย แต่ถ้าเกิดว่าเอาเรื่องเต็นท์มาอ้าง แปลว่ายังอยากกลับมาคุยอยู่ แต่การที่จะแบบมาดีกับมึงง่าย ๆ มันง่ายไปอ๊อฟมึงทำอะไรกับกูไว้มันก็ต้องมีชั้นเชิงนิดนึง มันก็ต้องดูว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม แสดงความมั่นใจหรือเปล่าคือครั้งนี้อ๊อฟมีหน้าที่ลงทุนอย่างเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าผลกำไรกลับคืนมาไหมหรือจะขาดทุน แต่ในเมื่ออ๊อฟรู้สึกว่าอ๊อฟต้องการของสิ่งนี้ทำได้แค่ลงทุนแล้ว รอผลลัพธ์ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ ให้เคล็ดลับแล้วกันเข้าทางเพื่อนด้วย เพื่อนก่อนถ้าเพื่อนมันตั้งป้อมปุ๊บเพราะวัยนี้เป็นวัยเชื่อเพื่อน ทำให้เขามั่นใจตัวเขาก่อน ให้เขาเห็นความพยายามแล้วเราก็ไม่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด ช่วยเหลือเขาในวันที่เขาไม่มีใคร แล้วก้เข้าทางเพื่อนเขา สเต็ปต่อไปคือการดูแลเขาไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาวันนึงที่เรามั่นใจแล้วว่าเขาน่าจะมีใจเพื่อนเขาเราโอเคแล้ว ก็ยื่นคำขาดเลยไปต่อหรือพอแค่นี้ถ้าเขาบอก เฮ้ยระหว่างเรายังไงก็เป็นไปไม่ได้ ไปแผนล้ำลึกเลยปล่อยข่าวว่ามีใครสักคนนึงที่กำลังจีบเราอยู่เป็นการกดดันเขา มึงต้องรีบตัดสินใจแล้วอันนี้เป็นสเต็ป ๆ ไล่เลเวลไป’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘มันต้องเคลียร์ตัวเองก่อน คือคราวเนี้ยถ้าเรากลับไปแล้วยังทำเรื่องอีก การที่เราทำร้ายใครสักคนในรอบแรกเนี่ยมันก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว แต่คือมัน 2 รอบเราจะไม่เหลืออะไรให้เคารพตัวเองอีกเลยนะหมายถึงว่า วันนึงเมื่ออ๊อฟอายุขึ้นมาก ๆ จนอ๊อฟตกตะกอนในชีวิตแล้ว อ๊อฟคิดย้อนมามันจะรู้สึกเกลียดตัวเองเวอร์ชั่นนี้เลยนะว่า เฮ้ยกับคน ๆ นึงเราทำ 2 รอบเลยเหรอวะ มันทำให้เขาเจ็บแล้วเจ็บอีก ถามตัวเองก่อนแล้วกันว่ามั่นใจกับการรีเทิร์นครั้งนี้ ถ้ามั่นใจจริงเขียนไว้เลยว่าให้หวังแบบไม่หวังเพราะเราไม่รู้หรอกว่าเขาจะโอเคหรือเปล่า หลัก ๆ จริง ๆ อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราเพราะเขาคือคนที่เจ็บแผลอยู่ที่เขาให้เราทำให้ตายยังไง ถ้าเขาไม่อยากรีเทิร์นมันก็ไม่เกิดขึ้น แต่คือเขาก็ดูมีเยื่อใยอยู่แต่เยื่อใยนี้จะเป็นเยื่อใยเพื่อนหรือว่าเยื่อใยรีเทิร์นเป็นแฟนอีกครั้งไม่รู้เพราะฟังแค่นี้ไม่รู้จริง ๆ ก็ได้แต่หวังแบบไม่หวังทำดีเข้าไว้เหมือนจีบเขาอีกครั้งนึง แต่จีบครั้งเนี้ยรู้ไว้เลยว่าเรามีคดีเหมือนเขารู้แล้วว่าเราเป็นคนไม่ดีแล้วการเป็นคนไม่ดีจะจีบผู้หญิงคนนึงด้วยความจริงใจต้องทำยังไงไปคิดเอาเอง ก็ลองดูถ้าคิดว่าสงบแล้วจริงก็ลองดูโอกาสอีกสักครั้งนึง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้าน ยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลย จนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วย บางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ"

14 มิ.ย. 2024

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้าน ยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลย จนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วย บางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ"

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้านยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลยจนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วยบางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ" ทุกคนโบกรถเมล์ท่าไหนกันคะ? “คุณรถเมล์ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปีปลายๆ สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มิ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาต้องโบกรถเมล์ท่าไหน คนขับถึงจะจอดรับ โดย “คุณรถเมล์ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เนื่องจาก BTS ส่วนต่อขยาย มีการปรับขึ้นราคาเหมาเป็น 15 บาท แล้วทีนี้หนูจะอยู่ในช่วงสถานีที่ต่อขยายเลยต้องจ่าย 15 บาท ซึ่งดูจากเงินของตัวเองแล้ว มันมีทางที่จะประหยัดได้ ก็เลยตัดสินใจไม่ขึ้น BTS เปลี่ยนมาลองขึ้นรถเมล์ดู ซึ่งปัญหาคือวันนั้นหนูเลิกงานประมาณ 4 โมงเย็น หนูก็โบกรถเมล์สายหนึ่ง คือ รถเมล์สายนี้บางทีเขาก็จอด แต่บางทีเขาก็ไม่จอด หนูก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วหนูเจอเหตุการณ์นี้ประจำ จนหลายครั้งเข้าหนูก็ทนไม่ไหว ก็ได้มีการโทรไปร้องเรียนบ้าง แล้วล่าสุดหนูก็โบกรถเมล์สายเดิมแต่เขาไม่จอดรับหนูอีกแล้ว ซึ่งคันถัดไปมาพอดี หนูก็โบก แต่คันนี้เขาจอดรับ พอขึ้นรถเมล์ไป หนูก็เลยแกล้งๆ ถามพี่กระเป๋ารถเมล์ว่า “พี่คะคือหนูสงสัยอ่ะ ก่อนหน้าคันพี่ หนูก็โบกแต่เขาไม่จอดเลย” พี่กระเป๋ารถเมล์ก็ตอบมาว่า “หรอเขาไม่จอดหรอ เขาไม่เห็นรึป่าว หนูโบกยังไง” หนูก็อธิบายท่าโบกให้พี่กระเป๋ารถเมล์ฟัง คือ หนูยกแขนขนานกับถนน ส่วนฝ่ามือก็คว่ำลง แล้วก็ยกตรงๆ ไม่ได้มีการขยับแขนโบกขึ้นลงหรืออะไร เพราะหนูคิดว่ามันน่าจะเป็นท่าปกติ เป็นสัญลักษณ์ที่ใครๆ ก็รู้ หนูคิดแบบนั้น แล้วหนูก็ยืนท่านั้นอยู่นานมากๆ เพราะคิดว่าเขาต้องเปลี่ยนเลนมาเพื่อจอดรับ พี่กระเป๋ารถเมล์ก็บอกว่า “ตอนที่พี่เห็นหนูเมื่อกี้ พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนูจะโบกรถเมล์รึป่าว” พี่เขาก็แนะนำว่า รอบหน้าให้โบกขึ้นลง ก็เลยจะอยากจะปรึกษาพี่ๆ ว่าหนูควรทำยังไงดี’ โดย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ของหนูมันเหมือนคนที่ยืน แล้วแค่ยื่นแขนขนานกับถนนตรงๆ โดยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร คือการที่ยืนแบบนี้มันก็อาจจะดูแปลก แล้วคนขับอาจจะคิดว่าสรุป โบกมั้ย หนูโบกขึ้นลงเลยเคลื่อนไหวให้เขาเห็น ซึ่งรถเมล์เขาทำเวลารึป่าวอันนี้ไม่รู้นะ แต่เขาขับเร็วเป็นเรื่องปกติ สมมุติเขาขับเร็วแล้วมันไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เขาอาจจะมองเป็นถังขยะ หรือคนถือป้ายโฆษณาข้างทาง อะไรแบบนี้รึป่าว แต่ถ้าโบกขึ้นลงแบบ “เห้ยยยยยย จอดดดด!” ถ้าแบบนี้อ่ะมันเห็น ลองเพิ่มการเคลื่อนไหวดู บางทีคนขับเขาไม่ได้ใส่ใจกับป้ายเท่าไหร่ไง เผลอๆ ไม่ทันเห็น ขับเลยไปแล้วก็ทำไรไม่ได้ เราต้องเรียกให้จิตเขาอยู่กับเราให้ได้’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใครมันจะมายืนท่านี้ขนานกับถนนอ่ะ ถ้าไม่ใช่โบกรถ พี่ว่ามันไม่เกี่ยวกับท่าโบกรถของหนูหรอก คือ คนขับรถอ่ะขี้เกียจเราต้องยอมรับว่ารถเมล์ในกรุงเทพมีหลายคันหลายสายมาก ที่บางทีเขาก็ไม่จอดเพราะเขาแค่ไม่อยากรับ อันนี้คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ เขาก็แค่ไม่เข้ามารับ มันขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของคนขับคันนั้น ซึ่งมันก็มีคันดีๆ ที่จอดรับผู้โดยสารทุกป้าย แต่มันก็มีคันที่ผ่านไปเลย มันก็มีเยอะเช่นกัน พี่โดนประจำตอนสมัยเรียน ถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ลองเคลื่อนไหวดู แต่พี่จะบอกว่า อย่าไปโทษตัวเอง มันเป็นที่คนขับ’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คือท่านี้มันคือท่าโบกรถ มันจะมีอย่างงี้นะ สมมติถ้ารถเมล์สายเดียวกัน แล้วมันขับตีคู่กันมา คันแรกมันจะไม่จอด มันจะให้คันหลังจอด ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของคนขับอย่างที่พี่เติ้ลบอก คราวหลังนะโบกขึ้นลงเลยแรงๆ เลย ฟีลแบบ “กูอยู่นี่!!!!” ซึ่งคนส่วนใหญ่เวลาโบกรถเมล์เขาก็จะยืนค่อมไปอีกเลนเลย แล้วโบกขึ้นลงแรงๆ หนูลองเคลื่อนไหวดู ซึ่งคนขับก็ร้อยพ่อพันแม่ บางคนก็รับ บางคนก็ไม่รับ ดีชั่วก็อยู่ในนั้นอ่ะ คือคนขับอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ถ้า โบกแรงๆ แสดงว่าอยากกลับบ้านมาก แต่ถ้าโบกแบบนิ่งๆ แสดว่าไม่ค่อยอยากกลับบ้านเท่าไหร่ รอคันถัดไปละกัน แต่ถ้าผู้โดยสารโบกส่วนใหญ่เขาก็จะจอดรับนะ เพราะมันเป็นหน้าที่เขา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

07 ส.ค. 2026

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกง น้องโป๊จนเห็นของสงวน คนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุด

ลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกโค้ชแกล้งดึงกางเกงน้องโป๊จนเห็นของสงวน คนรอบข้างยืนหัวเราะและไม่มีใครเข้ามาช่วยคนเป็นแม่ปวดใจ พยายามทำทุกวิธีเพื่อปกป้องลูกถึงที่สุดแต่กลับพบว่าไม่มีหลักฐานเลยเราปกป้องลูกพอแล้วหรือยังคะ? ‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องราวของลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ถูกโค้ชกลั่นแกล้งจนน้องเสียความรู้สึก คุณอิ๊งค์ในฐานะที่เป็นแม่จึงอยากปกป้องลูกให้ได้มากที่สุด ‘คุณอิ๊งค์’ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ลูกชายของเธอถูกโค้ชแบดมินตันชาย อายุ 26 ปี มีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคาม จนทำให้ลูกชายรู้สึกไม่สบายใจและเกิดผลกระทบทางจิตใจ เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยลูกชายของเธอเป็นนักเรียนในคลับแบดมินตันแห่งหนึ่ง ซึ่งเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณอิ๊งค์และสามีผลัดกันไปรับส่งลูกตามปกติ โดยส่วนใหญ่สามีจะเป็นผู้ไปรอรับที่สนามแบดมินตัน เมื่อเรียนเสร็จจึงรับลูกชายกลับบ้าน จากนั้นก็จะไปรับเธอ ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเดินทางกลับบ้าน ภายในรถมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบ จู่ ๆ ลูกชายก็พูดขึ้นมาว่า “หม่ามี๊ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับหนู ที่ทำให้หนู SAD มากเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งคุณอิ๊งค์และสามีต่างรู้สึกใจไม่ดี เพราะไม่ทราบว่าลูกชายกำลังเผชิญกับเหตุการณ์อะไร จากนั้น ลูกชายจึงค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า น้องถูกโค้ชที่สนามแบดมินตันแกล้งด้วยการดึงกางเกง คุณอิ๊งค์จึงถามลูกชายว่า “แล้วโค้ชจะดึงกางเกงทำไม แล้วทำไมหนูถึงรู้สึกไม่ดี เกิดอะไรขึ้น” ลูกชายตอบว่า “เขาดึงเห็นก้นหนูเลย เห็นอวัยวะเพศ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณแม่จึงถามต่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ลูกชายเล่าว่า ขณะกำลังดื่มน้ำ โค้ชได้พูดกับเขาว่า “ไม้มีรอย ไม้เป็นอะไร ไหนลองหยิบมาให้โค้ชดูหน่อย” แต่ในจังหวะที่ลูกชายหันไปหยิบไม้แบดมินตัน โค้ชกลับดึงกางเกงของเขาลงทันที คุณแม่จึงถามต่อว่า “แล้วมีใครอยู่แถวนั้นเห็นไหม” ลูกชายตอบกลับว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย” จากคำบอกเล่าของลูกชาย ทำให้คุณอิ๊งค์ทราบว่า โค้ชผู้ที่กระทำพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่โค้ชประจำที่สอนลูกชายโดยตรง แต่เป็นโค้ชที่รับหน้าที่สอนเด็กโตภายในคลับ ซึ่งมักจะเข้ามาหยอกล้อหรือเล่นกับลูกชายในช่วงเวลาพักหรือหลังจากลูกชายเรียนเสร็จอยู่เป็นประจำ แม้เหตุการณ์ล่าสุดจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เธอและสามีเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน และเหตุการณ์เหล่านั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มจับตาพฤติกรรมของโค้ชอย่างจริงจัง ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณอิ๊งค์และสามีเริ่มผิดสังเกตก็คือ ในวันหนึ่งเธอไปรับลูกชายหลังเรียนแบดมินตันเสร็จ เธอได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง โดยโค้ชคนดังกล่าวดึงลูกชายเข้าไปหยอกล้อ พร้อมจับแขนของลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ จนทำให้ใบหน้าของลูกชายไปอยู่บริเวณเป้ากางเกงของโค้ช คุณอิ๊งค์เล่าว่า ในขณะนั้นเธอยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่าง ๆ และภายในใจก็เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า “ทำไมไม่ดันลูกเราขึ้นมาสักที แล้วทำไมลูกเราไม่ดันตัวเองขึ้นมา” เมื่อสังเกตดี ๆ เธอจึงเห็นว่าโค้ชเป็นฝ่ายจับแขนลูกชายทั้งสองข้างเอาไว้ ทำให้ลูกชายไม่สามารถขยับตัวออกมาได้ทันที หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณอิ๊งค์และสามีจึงกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และตกลงกันว่าต่อจากนี้จะช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งคู่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับลักษณะการเล่นและการสัมผัสตัวลูกชายที่ดูเกินความเหมาะสม นับจากนั้นเป็นต้นมา คุณอิ๊งค์พยายามไปรับลูกชายให้ตรงกับเวลาที่เรียนเสร็จทุกครั้ง เพื่อไม่ให้โค้ชมีโอกาสเข้ามาหยอกล้อหรือสัมผัสตัวลูกชายตามลำพังขณะ เดียวกัน ฝั่งของสามีก็เคยเห็นโค้ชคนดังกล่าวเข้ามาจั๊กจี้ลูกชายบริเวณเอว รวมถึงหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายในหลายลักษณะ ทำให้ทั้งสองคนยิ่งระมัดระวังมากขึ้น และคอยสอดส่องพฤติกรรมของโค้ชอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ต้นเรื่องประกอบกับลูกชายได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังบนรถระหว่างทางกลับบ้าน ทำให้คุณอิ๊งค์ตัดสินใจดำเนินการทันที เธอโทรศัพท์ไปยังสนามแบดมินตันเพื่อสอบถามว่าภายในสนามมีกล้องวงจรปิดหรือไม่ และสามารถขอเข้าดูภาพจากกล้องได้หรือเปล่า พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ของสนามรับทราบ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งกลับบอกว่าไม่สามารถเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้ดูได้ หากไม่มีใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้น คุณอิ๊งค์จึงติดต่อหาเจ้าของคลับแบดมินตันในวันเดียวกัน เพื่อสอบถามว่าทางคลับจะมีแนวทางจัดการกับโค้ชที่มีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวอย่างไร ทางเจ้าของคลับขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อกลับถึงบ้าน คุณอิ๊งค์ได้พูดคุยกับลูกชายอีกครั้งอย่างละเอียด โดยขอให้ลูกชายแสดงและอธิบายพฤติกรรมที่โค้ชเคยกระทำกับเขา เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน ลูกชายสามารถอธิบายเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด ทั้งลำดับการกระทำของโค้ช ตำแหน่งที่เกิดเหตุ รวมถึงระบุได้ว่าขณะเกิดเหตุมีผู้ใหญ่คนใดนั่งอยู่บริเวณไหนบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกชายเคยเล่าให้ฟังว่า “มีผู้ใหญ่เห็นนะหม่ามี๊ แต่เขาหัวเราะ ไม่มีใครช่วยหนูเลย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ คุณอิ๊งค์จึงพาลูกชายไปอาบน้ำและเตรียมเข้านอน แต่ก่อนนอน เธอตัดสินใจพูดคุยกับลูกอีกครั้ง พร้อมอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้เป็นข้อมูล เธอถามลูกชายว่า “สัญญาได้ไหมว่าสิ่งที่เล่าจะเป็นความจริง เพราะถ้ามันเป็นแบบนี้จริง หม่ามี๊ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องปกป้องหนู” ลูกชายจึงตอบกลับมาว่า “ขอบคุณหม่ามี๊นะที่ปกป้องหนู” คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่า ในฐานะแม่ เธอจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกชายให้ดีที่สุด หลังจากคุณอิ๊งค์พูดคุยกับลูกชายและอัดเสียงคำให้การของลูกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในคืนวันเดียวกัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจ เมื่อโค้ชผู้ที่ถูกร้องเรียนเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาเธอโดยตรงโค้ชกล่าวกับเธอว่า “น้องไม่โอเคขนาดนั้นเลยหรอครับ ผมแค่แกล้งเล่น แกล้งหยอกปกติทั่วไป” คุณอิ๊งค์เล่าว่า ระหว่างการสนทนา โค้ชย้ำคำว่า “ปกติ” อยู่หลายครั้ง จนทำให้เธอรู้สึกผิดสังเกต จึงถามกลับไปตรง ๆ ว่า “ปกติ? แปลว่าอันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอ” โค้ชจึงตอบกลับว่า “ครับ ก็เล่นอย่างนี้มาตลอด” คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้คุณอิ๊งค์รู้สึกกังวลมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจขอนัดพูดคุยกับโค้ชต่อหน้าพร้อมกับสามี และขอให้เจ้าของคลับแบดมินตันเข้าร่วมรับฟังเหตุการณ์ด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันเธอก็ต้องการเวลาในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองเช่นกัน วันรุ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันตามที่ตกลงไว้ ระหว่างการพูดคุย โค้ชยืนยันว่าไม่มีเจตนาคุกคามลูกชายของเธอ และไม่คิดว่าเด็กจะรู้สึกไม่สบายใจ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพียงการหยอกล้อในแบบที่ทำเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณอิ๊งค์รับไม่ได้มากที่สุด คือระหว่างการอธิบาย โค้ชกลับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดคลิปวิดีโอที่เคยบันทึกภาพลูกชายของเธอไว้ เมื่อดูคลิปดังกล่าว คุณอิ๊งค์พบว่า ภายในวิดีโอมีภาพขณะที่โค้ชดึงกางเกงลูกชายของเธอ จนเห็นบริเวณต้นขาด้านในอย่างชัดเจน เธอจึงถามโค้ชทันทีว่า “ทำไมถึงอัดคลิปแบบนี้ไว้ทำไม” ระหว่างที่โค้ชเปิดโทรศัพท์ให้ดู คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า ภายในเครื่องยังมีรูปภาพและคลิปวิดีโอของลูกชายเธออีกหลายรายการ เธอจึงถามถึงเหตุผลที่เก็บภาพและวิดีโอเหล่านั้นไว้ โค้ชอธิบายว่า เขาเพียงรู้สึกเอ็นดูลูกชายของเธอ พร้อมทั้งยอมรับว่า เคยนำรูปและวิดีโอของลูกชายเธอไปให้แฟนของตนเองดู เพราะรู้สึกว่าเด็กน่ารักและเอ็นดู เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับโค้ชว่า “แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรที่มาเก็บภาพวิดีโอของลูกคนอื่น แล้วยังส่งให้คนอื่นดูอีก” หลังจากถูกตั้งคำถาม โค้ชจึงลบรูปภาพและคลิปวิดีโอทั้งหมดออกจากโทรศัพท์ คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า การลบข้อมูลต่อหน้าเช่นนี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกลบออกทั้งหมดจริง เนื่องจากข้อมูลอาจเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้ หรือไม่เคยถูกส่งต่อให้บุคคลอื่นก่อนจากนั้น เธอจึงกล่าวกับโค้ชอีกว่า “คุณรู้ไหมว่าน้องอายุยังไม่ถึง 15 ปีเลย แล้วคุณต้องขออนุญาตพ่อแม่เขาก่อน” แต่โค้ชกลับไม่ได้ตอบโต้หรืออธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด คุณอิ๊งค์เล่าว่า ตัวเธอเองก็ประกอบอาชีพครูเช่นเดียวกัน จึงได้ให้ข้อคิดกับโค้ชในฐานะผู้ทำงานด้านการศึกษา โดยกล่าวว่า “คุณควรมีจริยธรรม มีคุณธรรมหรือเปล่า สมาคมแบดมินตันเทรนคุณมายังไง ทำไมคุณถึงรับสอนเด็กเล็ก แต่คุณเล่นกับเด็กไม่เป็น” อย่างไรก็ตาม โค้ชยังคงนิ่งเงียบ และไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว คุณอิ๊งค์จึงถามต่อว่า “แล้วคุณเคยโดนแกล้งแบบนี้ไหม” โค้ชตอบว่าเคยโดนแกล้งแบบนี้เธอจึงถามต่อว่า “แล้วคุณรู้สึกยังไงตอนโดนแกล้ง” โค้ชตอบกลับว่า “ก็รู้สึกไม่ดี ก็อาย” คุณอิ๊งค์จึงกล่าวกับเขาตรง ๆ ว่า "แล้วคุณมาทำกับลูกคนอื่นทำไม” ตลอดการสนทนานี้ โค้ชก็ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว หลังจากพูดคุยกับโค้ชเสร็จแล้ว คุณอิ๊งค์จึงหันไปพูดคุยกับเจ้าของคลับแบดมินตัน โดยขอให้พิจารณาแนวทางการดำเนินการกับบุคลากรที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของเด็กและภาพลักษณ์ขององค์กร ระหว่างการพูดคุย เจ้าของคลับก็ยอมรับว่า โค้ชคนดังกล่าว ไม่ได้เป็นโค้ชที่มีใบรับรองแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นนักกีฬาที่มีฝีมือดีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณอิ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดสื่อประชาสัมพันธ์ของคลับกลับมีการนำเสนอภาพลักษณ์ของโค้ชในลักษณะที่ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเป็นบุคลากรที่มีใบรับรองอย่างถูกต้อง คุณอิ๊งค์ยอมรับว่า ระหว่างการพูดคุยในวันนั้น เธอไม่ได้บันทึกภาพหรือวิดีโอการสนทนาเอาไว้ ทำให้หลักฐานที่มีเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงสิ่งที่เธอเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้น หลังจากพูดคุยกับโค้ชและเจ้าของคลับแบดมินตันเสร็จเรียบร้อย เธอตัดสินใจจะไม่ส่งลูกชายกลับไปเรียนที่คลับแห่งนี้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชายอีกแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน เธอและครอบครัวได้ร่วมกันพูดคุยถึงแนวทางดำเนินการในเรื่องนี้ โดยตั้งคำถามว่า ควรแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เพราะแม้จะเชื่อมั่นในคำบอกเล่าของลูกชาย แต่ก็ยอมรับว่าหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นยังมีไม่มากนัก คุณอิ๊งค์เล่าว่า คืนวันนั้นเป็นคืนที่เธอแทบไม่ได้นอน เพราะยังคงกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรู้สึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของลูกชายอย่างมาก กระทั่งในวันอาทิตย์ เธอตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำใบแจ้งความไปยื่นต่อสนามแบดมินตัน เพื่อขอเข้าตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสนาม เมื่อได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์พบว่า มุมกล้องบางจุดไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์สำคัญได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่ปรากฏภาพขณะโค้ชดึงกางเกงลูกชาย อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้เธอได้สังเกตพฤติกรรมของโค้ชและลูกชายตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่อยู่ภายในสนาม เธอเล่าว่า แม้โค้ชคนดังกล่าวจะทำหน้าที่สอนเด็กอยู่ที่คอร์ดข้าง ๆ แต่ทุกครั้งที่ลูกชายของเธอวิ่งเข้าไปใกล้ หรือวิ่งผ่านบริเวณนั้น โค้ชมักจะเดินเข้าไปจับตัว เข้าไปจั๊กจี้ หรือหยอกล้อด้วยการสัมผัสร่างกายอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ ลูกชายก็เคยเล่าให้เธอฟังว่า โค้ชเคยจั๊กจี้เขาจนศีรษะกระแทกพื้น เมื่อย้อนกลับมาดูภาพจากกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์ยังสังเกตเห็นว่า Body Language ของโค้ช เธอพบว่าพฤติกรรมของโค้ชที่มีต่อลูกชายดูแตกต่างจากเด็กคนอื่น โค้ชไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือหยอกล้อเด็กคนอื่นในลักษณะเดียวกับที่ทำกับลูกชาย แต่คุณอิ๊งค์ก็ยืนยันว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกตจากมุมมองของเธอเอง เพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิดยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด จึงไม่อาจนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันพฤติกรรมดังกล่าวได้ หลังจากดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการพูดคุยกับโค้ช ติดต่อคลับ แจ้งความ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด คุณอิ๊งค์รู้สึกว่าเธออาจทำทุกอย่างที่แม่คนหนึ่งพอจะทำได้แล้วเพื่อปกป้องลูกชาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอกลับยังคงตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “สิ่งที่เราทำเพื่อปกป้องลูก มันเพียงพอแล้วหรือยัง?” เธอยอมรับว่าความคิดดังกล่าวทำให้รู้สึกเสียใจและกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะสามารถปกป้องลูกชายได้มากกว่านี้หรือไม่ คุณอิ๊งค์เล่าต่อว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ทางคลับแบดมินตันได้ติดต่อสอบถามผู้ปกครองรายอื่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของโค้ชคนดังกล่าว โดยผู้ปกครอง A ให้ข้อมูลว่า โค้ชเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบเล่นและหยอกล้อเด็ก ๆ รวมถึงเคยหยอกล้อลูกของผู้ปกครอง A ในลักษณะคล้ายกัน แต่ครอบครัวไม่ได้รู้สึกติดใจหรือมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง คุณอิ๊งค์กล่าวว่าเธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกและขอบเขตการยอมรับของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน แต่สำหรับครอบครัวของเธอ พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเกินขอบเขตที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสร่างกายในจุดที่ไม่เหมาะสม รวมถึงมีการบันทึกภาพและวิดีโอของลูกชายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง เธออธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะในวัยเด็ก ตัวเธอเองก็เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศ และยังคงจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงปลูกฝังลูกชายมาโดยตลอดว่า “Private Part เป็นพื้นที่ส่วนตัวของร่างกาย ที่ไม่ควรให้ผู้อื่นมองเห็นหรือสัมผัสโดยไม่ได้รับความยินยอม" ท้ายที่สุด คุณอิ๊งค์กล่าวว่า สิ่งที่เธอต้องการมาปรึกษาในรายการ พุธทอล์คพุธโทร คืออยากรู้ว่าสิ่งที่เธอทำมาตลอดนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง และเธอควรเดินหน้าดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะด้วยหลักฐานที่มีอยู่ เธอไม่แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินการได้มากกว่านี้ พร้อมกันนี้ เธอยังอยากให้รายการเป็น กระบอกเสียง เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองทุกคน ให้หันมาสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน และไม่มองข้ามการกระทำที่อาจเข้าข่ายการคุกคาม แม้ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นเพียงการหยอกล้อก็ตาม เพราะเธอไม่อยากเห็นเด็กคนอื่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่ลูกชายของเธอเจอ ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม‘ ได้ให้มุมมองว่า “ยุคนี้เราให้ความสำคัญกับการ Protect สิทธิเด็กมาก ๆ นะคะ ฉะนั้น โค้ชก็ต้องเรียนรู้แล้วล่ะจากเคสนี้ ถ้าถามว่าสามารถทำอะไรกับเรื่องพวกนี้ได้ไหม ทำได้แหละค่ะ เพราะว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก แต่ทีนี้ก็อยู่ที่คุณอิ๊งค์ว่าจะเลือกเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะถ้ายังมีความเห็นอกเห็นใจ กลัวว่าจะไปตัดอนาคตเขา ก็ลองชั่งน้ำหนักดูค่ะ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันทำให้เราเหนื่อยไหม เอาตัวเราเป็นหลักก่อน เอาผลประโยชน์เข้าเรา ขอบคุณนะคะที่โทรเข้ามาในรายการ เพราะพอเรื่องถูกแชร์ มันก็จะเป็นกระบอกเสียงให้คนที่ดูแลเด็กได้รู้ว่า เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ผู้ชายแตะผู้หญิงถึงจะเป็นการคุกคาม ตอนนี้ไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไปแตะ Private Part ของใครทั้งนั้น แล้วน้องเองก็บอกชัดว่าไม่สบายใจที่ถูกล่วงล้ำ เราคงไปช่วยทุกบ้านเลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าบ้านไหนไม่ซีเรียสก็เป็นเรื่องของเขา แต่คุณอิ๊งค์ทำดีทุกอย่างแล้วค่ะ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ทั้งการปกป้องลูกและการเยียวยาจิตใจ ส่วนโค้ชอายุ 26 ก็คงยังไม่มีลูก เลยอาจไม่เข้าใจว่าการดูแลเด็กในยุคนี้ต้องระมัดระวังแค่ไหน แต่ลูกคุณอิ๊งค์น่ารักมากนะคะ เพราะอายุแค่ 5 ขวบ ก็สามารถบอกความรู้สึกของตัวเอง และยังพูดขอบคุณคุณแม่สำหรับสิ่งที่แม่ทำให้ได้” ในด้านของ ‘ดีเจเติ้ล‘ ได้ให้มุมมองว่า “จริง ๆ ลงโทษรุนแรงได้เลย คือเขาต้องหยุดเป็นโค้ชก่อน เพราะถ้าเขายังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันผิด ยังยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติกับเด็กแบบนี้ คุณอิ๊งค์ก็ต้องทำให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่ แล้วควรหยุดสอนเด็กก่อน หากยังมีทัศนคติแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าคุณอิ๊งค์จะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่มากพอหรือเปล่าที่โทรมาวันนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ลูกได้เห็นว่าคุณแม่เชื่อเขา และคุณแม่ได้ไปจัดการกับต้นเหตุแล้ว ความสบายใจตรงนี้ ลูกก็น่าจะได้รับแล้ว เชื่อว่าสายนี้มีประโยชน์แน่นอน ทำให้พ่อแม่หลายคนตื่นรู้มากขึ้นว่า เราต้องปกป้องความรู้สึกของลูก และหลังจากนี้ก็ควรสังเกตน้องต่อ หากน้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ก็ดี แต่ถ้ายังมีความรู้สึกตกค้างอยู่ คุณอิ๊งค์ก็อาจพาน้องไปพูดคุยกับนักจิตบำบัด” ในด้าน ‘ดีเจเผือก“ ได้ให้มุมมองว่า “เชื่อว่ายังมีคนที่ฟังแล้วคิดว่ามันก็เล่นกันมาแบบนี้ แต่เอาจริง ๆ ถ้าเราดูกันดี ๆ มันไม่ใช่ ถ้าสงสัยว่าตัวเองปกป้องลูกได้มากพอแล้วหรือยัง ผมว่าการปกป้องที่ดีที่สุดคือเอาเขาออกมาจากตรงนั้น ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว เขารู้สึกว่าคุณแม่ช่วยเต็มที่ ปกป้องเขา และเชื่อเขา อันนี้ผมว่าเคลียร์หมดแล้ว สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ (ดำเนินเรื่องทางกฏหมาย) คือการช่วยปกป้องลูกคนอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเหนื่อย เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ และเต็มที่ในแบบของเรา เอาที่เราไหว เพราะเรายังต้องดูแลลูกของเราอีก เหมือนที่คุณอิ๊งค์โทรไปคุยกับผู้ปกครองบางบ้าน เขาอาจไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญหรือเดือดร้อนอะไร ตรงนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ ในมุมของเรา เราทำดีที่สุดแล้ว และปกป้องลูกของเราได้ดีที่สุดแล้ว” ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับฟังในคำพูดของลูก และลุกขึ้นปกป้องเขา คือสิ่งสำคัญไม่ต่างจากการเลี้ยงดู หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์และสร้างความตระหนักให้สังคม เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและได้รับการเคารพในสิทธิของตนเองเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-