คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

26 มี.ค. 2026

คุณพ่อเป็นคนดุมาก 

ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย

ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ

เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

       ‘คุณกานต์’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' ได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กที่ถูกคนเป็นพ่อแท้ ๆ ขึ้นเสียงใส่ และทำร้ายร่างกายเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพจำที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน 

       ‘คุณกานต์’ เล่าว่า ครอบครัวของเธอนั้นมีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ส่วนพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ทำให้ลูก ๆ ก็จะอยู่กับฝั่งของพ่อ ซึ่งพ่อของคุณกานต์เป็นคนใจร้อน ชอบลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกาย และขี้น้อยใจ เวลาใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พ่อก็จะใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณกานต์มีภาพจำที่ไม่ดีหลายอย่างต่อการกระทำที่ใช้ความรุนแรงของคุณพ่อ โดยคุณกานต์ก็ได้ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ทำให้เธอนั้นรู้สึกไม่ดีสุด ๆ 

       เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 7 ขวบ เป็นตอนที่คุณพ่อพาลูก ๆ ไปกินพิซซ่า และไปเจอแฟนใหม่ของพ่อ ซึ่งคุณกานต์ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการที่พ่อจะมีแฟนใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แฟนใหม่ของพ่อมาแย่งพิซซ่าส่วนของคุณกานต์ไปกิน ด้วยความเป็นเด็ก คุณกานต์ก็เกิดรู้สึกหวงของกิน และดึงพิซซ่ากลับมาทันที เมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น ก็หยิบร่มที่อยู่ใกล้ตัวมาฟาดที่ตัวคุณกานต์ 

       และอีกเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 12 ปี คุณกานต์เล่าว่า ปกติเวลาพ่อกินข้าว พ่อจะให้เธอเป็นคนเตรียมอาหารมาให้ และเมื่อกินเสร็จก็จะให้เธอเก็บ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในครอบครัว แต่วันนั้นเป็นวันที่พ่อดันอารมณ์ไม่ดี คุณกานต์เห็นเช่นนั้นจึงเกิดอาการกลัว และแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ออกมา และเมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น จึงได้หยิบไม้กวาดมาฟาดที่หลังของเธอ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมันก็สร้างความเจ็บปวดทั้งกายและใจให้กับคุณกานต์เป็นอย่างมาก

       คุณกานต์เล่าว่า ทุกวันนี้เธอและพี่น้องก็ยังคงอยู่กับพ่อ แต่ก็ไม่ได้รับการโดนทำโทษที่แรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจเป็นเพราะทุกคนเริ่มโตขึ้น จึงได้รู้ว่าควรปรับตัวยังไงให้สู้กับสถานการณ์ตรงหน้าเวลาพ่อโมโหอยู่ได้ พร้อมเสริมว่าปกติแล้วในบรรดาลูกทั้ง 3 คน เธอนั้นจะเป็นคนที่โดนการกระทำที่รุนแรงใส่บ่อยที่สุด นอกจากนี้ปู่กับย่าที่รับรู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยห้ามหรือต่อว่าพ่อที่ทำแบบนี้กับลูก ๆ อีกด้วย

       โดยคุณกานต์ได้บอกต่อว่า ในปัจจุบัน เวลาที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตาม ขึ้นเสียงหรือตะคอกใส่ สิ่งนั้นมันทำให้คุณกานต์คิดไปถึงการกระทำในอดีตของพ่อเสมอ จึงอยากให้ความรู้สึกวัยเด็กนั้นมันเบาลง เพราะคิดว่ามันคงยากต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต

       หลังจากที่ฟังเรื่องราวของคุณกานต์จบ เหล่าดีเจทั้งสามจึงได้เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ จึงส่งกำลังใจให้คุณกานต์และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง 'หมอท้อป' เป็นคนให้คำปรึกษาในเรื่องนี้แทน

       หมอท้อป ได้กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมาปรึกษาคุณหมอเยอะ สำหรับเรื่องความรุนแรงที่เป็นภาพจำในวัยเด็ก อย่างแรกเลยคือเป็นกำลังใจให้เลยว่า การรู้สึกแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ผิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่ต้องบอกว่าตราบใดที่เรายังไม่ได้สมองเสื่อม ยังไงเราก็ต้องจำมันได้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะอยู่กับมันยังไง ให้มันมีผลกระทบกับเราน้อยที่สุด แนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอ มันไม่ใช่สิ่งที่จะหายได้ภายในเร็ววัน อยากให้ไปปรึกษาคุณหมอแบบลงลึก เพราะเรื่องมันก็สะสมมานานหลาย 10 ปี จะให้แก้ภายใน 15 นาทีก็เป็นไปไม่ได้  ตอนนี้อยากให้กอดตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าเราสามารถผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เราจะทำยังไงให้เรารับมือกับเขาได้ ที่เรายังอยู่กับเขาในบ้านเดียวกันได้ คือแสดงว่าเขายังมีด้านที่ดีอยู่ เรามีสิทธิ์ไม่ชอบ ไม่โอเค แต่จะลงลึกยังไง หมอแนะนำให้ควรไปปรึกษาหมอให้ลงลึกดู อาจจะลองหาโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน เพราะเรื่องนี้มันผ่านมานานมาก ๆ การจะจัดการกับปัญหาตรงนี้มันเลยทำให้ต้องไปปรึกษาคุณหมอหลายครั้ง รีบหาคุณหมอก่อนที่เราจะมีโรคซึมเศร้าดีกว่า”

       ทางรายการพุธทอล์คพุธโทร ขอส่งกำลังใจให้คุณกานต์สามารถข้ามผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้ และมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นนะคะ 

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

12 เม.ย. 2024

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

“คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 เมษายน 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับครอบครัวแฟนกดดันให้แฟนเป็นหมอ... โดย “คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟน พอดีที่บ้านแฟนกดดันให้เป็นหมอตลอดเวลา ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวแฟนเป็นครอบครัวคนจีนและญาติพี่น้องก็เป็นหมอกันหมด ยกเว้นพ่อแฟน แฟนเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่บอกตลอดว่า “เป็นหมอดีที่สุด” จนตอนนี้แฟนอายุได้ 20 ปี ปัจจุบันก็เรียนคณะเภสัช แต่หนูรู้สึกว่าพ่อกับแม่ก็ยังไม่พอใจ เขาให้แฟนสอบหมอทุกปี จนตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ยังให้สอบอยู่ มีอยู่ช่วงหนึ่งแฟนเปิดใจคุยกับพ่อแม่แบบจริงจังว่า “ไม่ไหวแล้ว” ร้องไห้ ไม่สมัครสอบหมอแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็จะโทรตามให้คนใกล้ชิดมาช่วยดูแลให้หน่อย ล่าสุดแฟนได้ไปทานข้าวกับครอบครัว แล้วก็มีคนในรถพูดขึ้นมาว่า “เหมือนมีรุ่นพี่นักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง กระโดดตึกตาย” คุณปู่ก็พูดว่า “ถ้าเรื่องแค่นี้เรียนไม่ได้ ก็สมควรแล้วล่ะ” มันเลยทำให้แฟนมีความรู้สึกกดดันในระดับนึง จึงอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าพวกพี่ ๆ อยู่ในสถานการณ์เดียวกับแฟนหนู ควรทำยังไงดี? แล้วในฐานะที่เราเป็นแฟนเราควรที่จะให้กำลังใจแฟนยังไง? ให้เขาไม่เครียด ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็เคยโดนเหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิต พ่อกับแม่พี่พยายามโน้มน้าวใจให้เรียนนิติศาสตร์ แล้วอยากได้อะไรก็บอกมาเลย แต่ก็ไม่มีอะไรมาโน้มน้าวใจพี่ได้ จนสุดท้ายพ่อแม่ก็ปล่อย เท่าที่พี่ได้สัมภาษณ์เภสัชในรายการใต้โต๊ะทำงาน พี่รู้สึกว่าอาชีพเภสัชเป็นอาชีพที่ขาดแคลนมาก ๆ โดยเฉพาะเภสัชที่ไปประจำอยู่ร้านขายยาใหญ่ ๆ ถ้าเรียนจบมาก็จะได้เงินเดือนทันทีเลย ซึ่งมันก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากมาย และเอาตรง ๆ คือสบายกว่าหมอเยอะมาก แค่ต้องต่อสู้กับความเบื่อในการเฝ้าร้าน ซึ่งแต่ละอาชีพมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน พี่ก็จะพยายามบอกพ่อแม่ว่า “รอให้เรียนจบก่อน แล้วเดี๋ยวจะทำให้ดูว่าอาชีพเภสัชสามารถเลี้ยงครอบครัวเราได้ขนาดไหน” จะไปประจำร้านขายยาหรือเปิดเองก็ได้ พ่อก็ไม่ได้เป็นหมดเหมือนกัน อย่าเอาความผิดหวังของตัวเองมากดดันลูกซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน พี่ว่าต้องอดทนและพิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบ ส่วนฟิล์มก็ให้กำลังใจแฟนเยอะ ๆ อย่าไปใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บางทีเขาก็อยู่ในชุดความคิดเดิม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเปลี่ยนชุดความคิดของครอบครัวไม่ได้ พี่ว่าถ้าแฟนยังใช้เงินของพ่อแม่ส่งเสียตัวเองเรียน ยังต้องอยู่บ้านพ่อแม่อยู่ก็อดทนเรียนให้จบก่อน จนกว่าจะทำงานหาเงินเองได้ ถ้าเป็นพี่ ถ้าพ่อแม่ให้สอบก็จะไปสอบทุกปี แต่ก็ไม่ติดสักปี เข้าไปกามั่ว ๆ เพื่อให้จะได้ไม่ต้องพูดว่า ไม่ไปสอบ แล้วพ่อกับแม่จะให้ทำยังไงในเมื่อสอบไม่ติดจนเรียนจบเภสัช ก็ลองดูว่าพ่อกับแม่จะเป็นยัง สำหรับฟิล์มคือต้องให้กำลังใจอย่างเดียวเลย วันรวมญาติพอแฟนกลับมาฟิล์มต้องรู้เลย ฟิล์มต้องเป็นที่พื้นที่ปลอดภัยของแฟน และฟิล์มก็ต้องอดทน เข้าใจเขา ไม่ทางออกนอกจากจะอดทน’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราจะไปเปลี่ยนความคิดของพ่อกับแม่ก็ยาก ถ้าเราจะทำตามความคิดของพ่อแม่ทุกอย่างก็ไม่ได้ และคิดดูว่าถ้าไปสอบหมอใหม่เรื่อย ๆ การสอบได้หรือไม่ได้ จากปี 2 เริ่มไปเป็นเฟรชชีเราก็กำลังไปนั่งทบสิทธิของคนอื่น มันไม่ใช่แค่การสอบติดหมอแล้วจบ ถ้าเรียนหมอเพียงแค่พยายามอยากเป็นหมอ พอเรียนจบก็เป็นหมอที่คุณภาพไม่ดีมา 1 คน กับการที่จะต้องเสียเภสัชฝีมือดีไป 1 คน มันไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่ทั้งหมดที่พี่พูดมาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเอาไปอธิบายให้กับพ่อแม่ฟัง เพราะเขาก็แค่คิดว่าแล้วทำไมไม่เป็นหมอ อย่างวันร่วมญาติมีคำถามเยอะแยะมากมาย ซึ่งอธิบายยังไงเขาก็ไม่ฟัง เพียงแค่ถ้าเราไปรู้สึกกับประโยคแบบนั้นเราก็ยิ่งจะกดดันตัวเอง ถ้ามั่นใจว่าเภสัชปี 2 ที่กำลังปีนชั้นขึ้นไป เรียนจบเภสัช 6 ปี และมาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า กล้าที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ กล้าที่จะเป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถของตัวเอง ฟิล์มเป็นกำลังใจให้แฟนได้ บอกกับแฟนเลย “มีคนอยากเป็นเภสัชเยอะแยะ เมื่อสอบได้ ต้องใช้สิทธินี้แทนคนอื่น ไม่ใช่สละสิทธิเมื่อตอนสอบหมอได้” ในวันหนึ่งเราต้องเดินหน้าตามความฝันของตัวเองให้ชัดเจน และคำถามของคนใด ๆ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ได้รู้กับคำถามเหล่านั้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ชอบเผลออารมณ์เสียพูดจาไม่น่ารักใส่คุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า จัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรดีคะ? อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้

29 พ.ค. 2026

ชอบเผลออารมณ์เสียพูดจาไม่น่ารักใส่คุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า จัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรดีคะ? อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้

ชอบเผลออารมณ์เสียพูดจาไม่น่ารักใส่คุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าจัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรดีคะ?อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้ ‘คุณน้ำ (นามสมมุติ)’ สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตนนั้นมักเผลอพูดจาไม่ดีกับคุณแม่ที่ป่วยเป็นซึมเศร้า ‘คุณน้ำ (นามสมมุติ)’ อายุ 28 ปี ได้เล่าว่า คุณแม่เพิ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ทำให้ภาวะทางอารมณ์คุณแม่ค่อนข้างแปรปรวน คำพูดต่าง ๆ กระทบจิตใจได้ง่าย และส่วนตัวคุณน้ำเองก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ในบางครั้ง เวลาที่คุณแม่ตั้งคำถามที่จู้จี้จุกจิกก็มักเผลอใช้คำพูดที่รุนแรง จนทำให้คุณแม่รู้สึกแย่ มีการทะเลาะกันไป 2 - 3 รอบ และมีการปรับความเข้าใจกัน ด้านคุณน้ำเองก็พยายามจะทำให้ตัวเองมีอารมณ์ที่ดีขึ้นเพราะอยากอยู่กับคุณแม่อย่างมีความสุข คุณน้ำเสริมว่าหลายครั้งเมื่อต้องทำงานเยอะ ๆ เจอสังคมมาก ๆ ก็ทำให้เครียด และเผลอพูดจาไม่น่ารักกับคุณแม่อีก ล่าสุดเผลอพูดคำที่อาจไม่รุนแรงมาก แต่กระทบจิตใจจนคุณแม่เสียใจร้องไห้ โดยคำพูดไม่น่ารักเหล่านั้นพูดออกไปด้วยความไม่ตั้งใจ และไม่ใช่คำหยาบคาย แต่มักจะแสดงอาการที่บ่งบอกเหมือนกำลังรำคาญคุณแม่ คุณน้ำจึงอยากปรึกษาว่า “พยายามปรับอารมณ์ตัวเองยังไงดี ให้มีความสุขตลอด และสามารถพูดคุยกับคุณแม่โดยไม่ใช่คำที่รุนแรง อยากอยู่กับคุณแม่ให้มีความสุขกว่านี้” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ บอกว่า "เข้าใจคุณน้ำเพราะในตอนที่ป๊าม๊ายังอยู่ พี่ก็เคยแสดงอาการรำคาญใส่ท่านเหมือนกัน พี่เคยอ่านมาว่า คนเรามักใจร้ายกับคนที่ใกล้ชิดที่สุด เรามักเผลอแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักใส่พวกเขา เพราะรู้ว่านั่นคือเซฟโซนของเรา ไม่ตัดสินเรา และรับพฤติกรรมของเราได้ ด้วยอารมณ์บางครั้งเราก็จะพลั้งเผลอไป แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ถ้าเอยคำขอโทษก็น่าจะทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย” ถัดมาด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ บอกว่า "พี่ก็เข้าใจคุณน้ำ เมื่อสนิทกับคุณแม่ก็มีบางครั้งที่เผลออารมณ์เสียใส่ด้วยความลืมตัว พอคุณแม่เป็นโรคซึมเศร้า ท่านอาจจะรู้สึกมากกว่าคนทั่วไป แต่ว่าเราไม่ต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น ว่าจะต้องมีความสุขกับคุณแม่ตลอดเวลา มันฝืนธรรมชาติมนุษย์เกินไป เพียงแค่หากอารมณ์ไม่ดี เราหลีกเลี่ยงการพูดออกไปก่อน เงียบไปก่อน คิดไว้ว่าคุณแม่ไม่สบายอยู่ ต่อให้เคลียร์กันแล้ว แต่สิ่งที่นั้นอาจอยู่ในใจเขานาน ต้องตั้งสติ อย่าสวนเร็ว รู้อารมณ์ตัวเองให้ได้" ด้าน ‘ดีเจต้นหอม’ มี 2 วิธีแนะนำคือ หนึ่ง หาไอดอลที่เป็นคนน่ารัก และเมื่ออารมณ์เสียให้คิดว่า หากเป็นไอดอลคนนั้นที่เราชอบ เขาจะไม่พูดคำไม่น่ารักแบบนี้ และสอง คือคำว่า เมตตา สุดท้ายคำแนะนำจาก ‘หมอท็อป’ บอกว่า "การหงุดหงิดไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่ออารมณ์นี้เกิดขึ้น จะทำอย่างไรต่อนั้นคือปัญหา หมอแนะนำให้เคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะไปเจอคุณแม่ ทบทวนอารมณ์ วันนี้เราเป็นอย่างไร มีอะไรที่คาใจไหม ถ้ายังรู้สึกไม่โอเคชะลอการเข้าบ้าน เช่น นั่งในรถให้สงบสัก 5 นาทีแล้วค่อยเข้าบ้านก็ได้ อย่าลืมว่าบ้านกับที่ทำงานเป็นคนละที่กัน ถ้าเอาเรื่องงานมาปนกับที่บ้าน บ้านก็จะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์โดยใช่เหตุ เมื่อเคลียร์ตัวเองได้แล้วก็รู้ไว้เลยว่า เข้าบ้านไปจะเจอคุณแม่ มีสติตั้งแต่ตอนเข้าบ้าน เมื่อถูกจู่โจมเราจะมีโอกาสตั้งรับได้มากกว่า แต่หากวันไหนตัดการอารมณ์ไม่ไหว ให้หลีกเลี่ยงการคุย หรือบางบ้านจะมีการคุยกันล่วงหน้าว่าหากไม่โอเคจะทำสัญญาณมือ เพื่อบอกว่าอย่าเพิ่งคุยด้วย และเมื่ออารมณ์ดีขึ้นก็ชิงอัปเดตกับคุณแม่ว่าช่วงนี้เป็นอย่างไร และทำข้อตกลงกันว่าหากมีคำถามสามารถถามได้เลย แต่อย่าเกินสองรอบ บางครั้งคำพูดถึงจะไม่รุนแรง แต่ก็กระทบกระเทือนจิตใจอีกฝ่ายได้ ต้องมีสติ ทำผิดขอโทษ และอาจจะถามคุณแม่ว่าเราทำได้ดีไหม จะได้รู้ว่ามาถูกทางแล้วหรือยัง สำคัญที่สุดคือให้คุณแม่ทานยา และพบแพทย์อย่างต่อเนื่องด้วย" สุดท้ายนี้ ทางรายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำสามารถอยู่กับคุณแม่ได้อย่างมีความสุขอย่างที่ตั้งใจไว้นะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูทำงานเป็นผู้ช่วย เผลอไปมีอะไรกับหัวหน้าที่ทริปต่างจังหวัด มารู้ทีหลังว่า...

03 มี.ค. 2023

หนูทำงานเป็นผู้ช่วย เผลอไปมีอะไรกับหัวหน้าที่ทริปต่างจังหวัด มารู้ทีหลังว่า...

“คุณหวาน (นามสมมุติ)” สายที่สามในรายการพุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (01/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับหัวหน้าโดย “คุณหวาน (นามสมมุติ)” ได้ปรึกษาว่า ‘เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หัวหน้าต้องการคนช่วยงาน เขาก็เลือกหนูกับเพื่อนอีกคนนึงให้ไปช่วยงานเขา เป็นงานจิปาถะ ทั้งเอกสาร เตรียมของ หรือไปออกต่างจังหวัด ในช่วงแรกๆยังไม่มีอะไร จนกระทั่งหัวหน้าได้ย้ายไปอีกที่นึง เขาก็ขอให้หนูกับเพื่อนคนนี้ไปช่วยอีก แต่เพื่อนได้ทุนจากที่ทำงานไปศึกษางานที่ต่างประเทศ ก็เหลือหนูคนเดียว ซึ่งเวลาไปดูงานที่ต่างจังหวัด หนูก็ดูแลหัวหน้ามาตลอด ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาเขาจะเอาของ จะดื่ม จะกินอะไร หนูคอยเทคแคร์ ดูแลให้หมด เป็นคล้ายๆเลขาแต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ปกติจะมีเพื่อนอีกคนช่วยกัน แต่พอเหลือหนูคนเดียว หนูก็ต้องทำทุกอย่างวันนึงไปดูงานที่ต่างจังหวัดกับหัวหน้า แล้วเขาก็ดื่มแอลกอฮอล์ แบบกรึ่มๆเมาๆ หนูก็กลัวเขาจะขึ้นห้องไม่ไหวก็เลยพาขึ้นไปส่ง แต่ในช่วงที่พาเขาขึ้นไปส่ง หนูก็ดันเกิดซัมติง ไปมีอะไรกับเขา ซึ่งส่วนตัวเราชอบบุคลิก ชอบการทำงานของเขาอยู่แล้ว เขาก็บอกหนูว่าเขาดีใจ เขาชอบที่มีหนูไปคอยดูแลเขา มันก็เลยเผลอถลำลึกลงไป โดยที่รู้อยู่แล้วทั้งใจว่าเขามีครอบครัวแล้ว และมันก็เป็นแบบนี้มาตลอดทุกทริป หรือแม้แต่ไม่มีทริป เวลาเข้าไปช่วยงาน เขาก็จะมากอดหนูตลอด เป็นแบบนี้มาเกือบปี...จนกระทั่งเพื่อนคนเดิมกลับมา หัวหน้าก็เอาเพื่อนมาช่วยงานเหมือนเดิม มันก็จะกลายเป็นเซ็ทเดิมที่เคยช่วยเขา ซึ่งหนูก็ไม่ได้อะไร เพราะหัวหน้าก็ยังไลน์คุยกับหนูปกติ แต่มีอยู่วันนึงต้องไปออกทริปต่างจังหวัดอีก หนูกับเพื่อนก็ไปด้วย แต่หนูเริ่มมีเซ้นส์ รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป คุยกับหนูน้อยลง แล้วสุดท้ายก็เจอแจ็คพอตไปรู้ว่าเขาก็ไปมีอะไรกับเพื่อนคนนี้เหมือนกัน พอรู้หนูก็ช็อคไปเลย กินไม่ได้ ทำงานไม่ได้ จนเป็นโรคซึมเศร้าเพราะเรื่องนี้เลย และยังมีสภาพแวดล้อมอีก ยอมรับว่าเพื่อนร่วมงานเป็นคนค่อนข้างเก่งในสายตาหนู เขาเป็นคนละเอียด ทำงานเร็ว ตอบโจทย์หัวหน้าได้ดีมาก มันก็เลยมากดดันความรู้สึกว่าหนูทำงานไม่ดีหรอ ทำไมเขาถึงไปกับอีกคนนึงสภาพหนูไม่ไหว น้ำหนักจาก 40-50 เหลือ 40 กิโล ภายใน 2 อาทิตย์ ก็เลยไปปรึกษาคุณหมอและกินยา หมอก็บอกว่าต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมนะ ถ้าไม่เปลี่ยน โอกาสแย่มีมากกว่านี้ หนูก็เลยไปบอกหัวหน้า ขอกลับไปทำงานที่เดิม ตอนแรกเขาก็จะไม่ยอมปล่อย เหมือนเขาจะรู้สึกผิดว่าทำให้หนูเป็นแบบนี้ แต่สำหรับหนูไม่ได้แล้ว อยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่ต่อคือหนักกว่าเดิมแน่นอน และหนูก็ยืนยันว่ายังไงก็ขอกลับ เขาก็โอเค ยอม แต่พอเรากลับมาที่เดิม เขาก็หายไปเลยสักพักนึง หนูก็ไม่พยายามติดต่อด้วยประมาณเกือบเดิมกว่าๆ อยู่ๆเขาก็ทักมาว่าเป็นไงบ้าง ดีขึ้นมั้ย แค่เขาทักมาใจมันก็ไปหมดเลย ยอมตั้งแต่หน้าประตู โหยหาเขา อยากเจอ อยากคุย อยากกอดเขาทุกอย่างเลย แล้วมันก็กลับมาวนลูปเดิม เขาก็คอยไลน์มาคุย มานู้นมานี่ จนถึงขั้นกลับมามีอะไรกันอีก และล่าสุดประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะมีสติขึ้นหรือเปล่า ไปได้ยินประโยคนึงของซีรีส์คลับฟรายเดย์ ที่ผู้หญิงบอกว่า พอแล้ว ไม่เอาแล้ว มันไม่มีความสุข หนูก็เลยกลับมานั่งคิดว่าที่เป็นอยู่มันมีความสุขหรอวะ นั่งรอเขามาคุย มาหา ในขณะที่เขาก็ไม่ได้รอหนู ไม่ได้มาสนใจหนูตลอด แต่ใจหนูมุ่งแต่กับเขา มีงานทำก็จริงแต่พอทำเสร็จปุ๊บก็มานั่งไถไลน์ดูว่าเขาทักอะไรมาหรือยัง ตอนนี้ก็เลยสับสนกับตัวเองว่าจะเอายังไงดี จะตัดความสัมพันธ์แบบนี้ยังไง บางทีพอคิดได้ มันก็มาโทษตัวเองอีกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราควรรัก เพราะเขาก็มีครอบครัวแล้ว ต่อให้รักกันจริงมันก็เป็นไปไม่ได้ ซึ่งหนูควรจะทำยังไงกับความสัมพันธ์แบบนี้ดี?'3 ดีเจ ก็ให้คำปรึกษาว่า 'ยังไงก็ควรตัดขาด หรือ Block หัวหน้าคนนี้ไปเลย ถ้าทุกคนบอกให้หวานหยุด บอกให้หวานออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ แต่ถ้าใจหวานยังไม่ออกก็จะอยู่ตรงนั้นต่อไป ถ้าจำเป็นต้องตอบทางไลน์ ก็คุยเฉพาะเรื่องงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้อยู่ร่วมกันกับหัวหน้าไม่ได้แล้ว เหมือนกับแพ้ตั้งแต่หน้าประตูแล้วอยากให้หวานคิดดีๆว่าตัวเองทั้งน้ำหนักลด ทั้งเป็นซึมเศร้ากับแฟนของคนอื่น มันไม่ได้คุ้มค่าอะไรกับชีวิตของหวานเลย หัวหน้าคนนี้คือไม่ได้มีข้อดีอะไรเลย มีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ก็กล้ามีอะไรกับเพื่อนร่วมงาน มีอะไรกับเราอีก เค้ามีแค่คำหวาน ประตูก็มีทางออกอยู่แล้ว หวานเองก็รู้ว่าทางออกมันควรออกทางไหน แต่ก็ยังอยากอยู่ในวงกลมนี้ ทั้งๆที่มันเจ็บปวดวันนี้แค่ยังไม่ตื่นมายอมรับความจริง ความจริงรอเราอยู่แล้ว ตื่นเมื่อไหร่ รับเมื่อไหร่ มันยังยืนอยู่ที่เดิมเสมอ รักตัวเองให้เยอะๆ พ่อแม่เลี้ยงเรามาไม่ได้เลี้ยงมาเพื่อเสียน้ำตาให้คนอื่น ขนาดหวานรู้ว่าหัวหน้ามีอะไรกับเพื่อนร่วมงานยังเจ็บขนาดนี้ แล้วภรรยาของเค้าถ้ารู้เรื่องนี้ว่ามีอะไรกับผู้หญิงอีกหลายคน จะเจ็บแค่ไหน ออกมาได้แล้ว ออกมาใช้ชีวิตและหาความสุขให้กับตัวเองท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ต่อหรือย้ายงานไปที่ไหนแล้ว ถ้าใจหวานยังรัก และหลงหัวหน้าอยู่ ตัวไกลแค่ไหน ก็มีความเสี่ยงอยู่ดี ณ ตอนนี้ หวานยังอ่อนแอเกินไปที่จะปล่อยให้ตัวเองทำตามหัวใจของตัวเอง โดยที่ไม่สนความถูกต้องหรือสิ่งที่หวานรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เพราะหวานก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหัวหน้าก็มีครอบครัว เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็ง ต้องมองตัวเองในกระจก ข้างในตัวเองต้องบอบช้ำแค่ไหน แล้วบอกตัวเองว่า เราจะไม่กลับไปเป็นคนนั้นอีก ไม่ได้ทำเพื่อใครเลย สุดท้ายก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น...'เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

05 มิ.ย. 2026

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลาน แต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยง เราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก แต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง

พ่อกับแม่บอกว่าอยากมีหลานแต่พอคลอดลูกออกมากลับไม่มีใครช่วยเลี้ยงเราก็ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อจ้างคนอื่นเลี้ยงลูกแต่สามีกลับบอกให้เราเลี้ยงลูกเอง ‘คุณเปย์’(นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เธอคลอดลูกออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนช่วยเลี้ยง เรื่องนี้ทำให้ทะเลาะกับสามีจนอยากจะเลิกกัน ‘คุณเปย์’ อายุ 38 ปี เล่าว่า ตนเองเป็นคนที่มีบุตรยาก หลังจากแต่งงานกับสามีมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ทั้งคู่พยายามมีลูกมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์ก็มักจะเกิดการแท้ง ทำให้สามีเริ่มทำใจและบอกอยู่เสมอว่า หากไม่มีลูกก็คงไม่เป็นไร ต่อมาคุณเปย์ตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง และหลังจากเข้าอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เธอก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สามียังคงคิดว่าเหตุการณ์คงจะเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เด็กสามารถอยู่ในครรภ์ได้เกือบ 7 เดือน ก่อนจะคลอดก่อนกำหนด โดยคุณเปย์เล่าว่า ลูกคลอดออกมาเมื่ออายุครรภ์เพียง 27 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้เธอกังวลเป็นอย่างมากว่าเด็กจะมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่ เนื่องจากเด็กต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึง 3 เดือน เธอยืนยันว่าในช่วงเวลานั้นเป็นห่วงลูกมาก ทุกครั้งที่ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลก็จะรู้สึกใจไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น แต่ปัจจุบันลูกมีอายุ 10 เดือนแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี แม้จะยังมีพัฒนาการบางด้านที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน เนื่องจากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่องทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากทั้งเธอต้องทำงานเพื่อหารายได้มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายของลูก คุณเปย์มองว่าการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สามีกลับมองว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่ค่อยใส่ใจลูก และอยากให้เธอหยุดงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและดูแลลูกบ้าง ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างหนัก และเกือบจะนำไปสู่การเลิกรา ปัจจุบัน คุณเปย์จึงหาทางออกด้วยการจ้างญาติของตนเองมาช่วยเลี้ยงลูก เนื่องจากเธอเป็นผู้หารายได้หลักของบ้านทำให้ไม่มีเวลาว่าง โดยเธอทำงานเป็นพนักงานประจำในโรงงานแห่งหนึ่งมานานกว่า 9-10 ปี ส่วนสามีทำงานในตำแหน่งซัพพอร์ต ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนและน้อยกว่าเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเธอกลับไม่ได้ช่วยสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรอย่างที่คาดหวังไว้ คุณเปย์เล่าว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจมีลูก เพราะแม่เคยพูดกับเธอว่า “ลองมีลูกดูสิ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร” ทำให้เธอเข้าใจว่าแม่อาจอยากมีหลาน แต่เมื่อมีลูกจริง ๆ แม่กลับไม่ได้ช่วยดูแลอย่างที่คิด และมักบ่นเรื่องภาระในการเลี้ยงเด็กอยู่เสมอ เพราะตัวแม่เองก็ยังมีหน้าที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแล ส่วนคุณพ่อก็ไม่ได้มีเวลามากนัก เนื่องจากต้องออกไปขายของ นอกจากนี้ เธอยังเคยถูกคุณหมอตักเตือนว่า ต้องเริ่มคิดให้ได้แล้วว่าหลังจากมีลูกแล้วจะวางแผนชีวิตอย่างไรต่อไป ซึ่งในตอนนั้นเธอยอมรับว่าไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่คิดว่า ลูกไม่ได้ผิดที่เกิดมา แต่เป็นตัวเธอเองที่ปรับตัวไม่ทัน และไม่ได้วางแผนชีวิตหลังมีลูกเอาไว้ตั้งแต่แรก ท้ายที่สุด คุณเปย์จึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการลดการรับงานโอทีในวันหยุด จากเดิมที่ทำทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เหลือเพียงวันเดียว และตั้งใจเก็บวันอาทิตย์ไว้เป็นวันครอบครัว เพื่อใช้เวลากับสามีและลูก อย่างไรก็ตาม เธอยังคงกังวลว่า แม้จะเริ่มปรับตัวแล้ว แต่ในอนาคตปัญหาเดิมอาจกลับมาจนกลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันอีก เธอจึงอยากทราบว่า ควรเริ่มแก้ปัญหาความสัมพันธ์จากจุดใดก่อน เพราะที่ผ่านมาเธอและสามีไม่เคยสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ จนเกือบจะต้องยุติชีวิตคู่ ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำแนะนำว่า “เปย์มีความคิดมาตลอดว่า พ่อแม่เปย์ต้องเป็นคนเลี้ยงลูก เพราะว่าท้องมาให้เขา ต้องช่วยเลี้ยงสิ ซึ่งไม่ใช่ คนแรกบนโลกใบนี้ที่ควรจะรักและดูแลให้เด็กคนนี้เติบโตมาคือแม่ ตอนตั้งครรภ์ควรที่จะคิดแบบนี้ก่อน สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือยอมรับว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลยกับการมีลูกครั้งนี้ การวางแผนเลี้ยงลูกคนนึงมันแสนจะยาก แต่การเลี้ยงโดยไม่มีแผนอะไรเลย แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ มันก็ยากที่จะเลี้ยงออกมาให้ได้ดี สิ่งที่สามีต้องการในตอนนี้คือ เด็กในวัยนี้ต้องการคนที่เลี้ยงดูเขา ถ้าพี่เลี้ยง เลี้ยงก็เป็นแบบนึง พ่อแม่เลี้ยงก็เป็นอีกแบบนึง พ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจเลี้ยงก็จะเป็นแบบนึง พ่อแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงก็จะโตอีกแบบนึง เปย์อยากให้เค้าโตแบบไหน เลี้ยงเค้าแบบนั้น ถ้าเปย์ไม่ได้สนใจว่าเค้าจะโตมาแบบไหน ก็ให้ใครเลี้ยงก็ได้ การมีลูกคือการเปลี่ยนความสำคัญในชีวิต ลำดับความสำคัญในชีวิตที่เคยเป็นเราจะกลายเป็นเขา นี่คือธรรมชาติของพ่อแม่ที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามันมีเงื่อนไขของความไม่พร้อม ยังไงก็ต้องสละบางอย่างในชีวิตของเราเพื่อดูแลเขา ถ้าต่อจากนี้ไม่อยากให้มีปัญหา เปย์ลองเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตให้กลายเป็นลูกก่อน ถ้าเปย์คิดว่าลูกสำคัญที่สุดในชีวิตเปย์ เปย์จะพยายามแก้ปัญหาเพื่อดูแลเขาให้ได้ เปย์จะยอมสละบางอย่างในชีวิตได้เพื่อเขา และการทำงานเป็นทีมร่วมกับสามีก็สำคัญมาก ต้องมีบาลานซ์ มันต้องผ่อนหนักผ่อนเบา คนนึงงานเยอะคนนึงช่วยดูแล ต้องทำงานเป็นทีม สามัคคี มันถึงจะรอด” ขณะที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า “สิ่งที่จะต้องปรับคือทัศนคติ พี่รู้สึกว่าเปย์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกเลย สิ่งที่เปย์เลือกมาปรึกษาคือทะเลาะกับแฟน เบื่อไม่อยากทะเลาะ กลัวจะมีปัญหาอีก มันกลายเป็นว่าอยากจะตัดปัญหานี้ทิ้ง โดยการเลิกกับแฟนไปเลย แทนที่จะอยู่เป็นพ่อเป็นแม่ มันดูเหมือนเลี้ยงเด็กแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนสิ่งที่เปย์พูดมาคือนึกถึงแต่ตัวเอง แค่ไม่อยากทะเลาะกับแฟน ไม่ได้มีการโฟกัสกับลูกเลย ตอนนี้เรามีลูกแล้ว ซึ่งหนูก็ต้องรับผิดชอบ เพราะว่าหนูเป็นแม่” ส่วน ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวปิดท้ายสั้น ๆ ว่า “หยุดหนึ่งวันแล้วเลี้ยงลูก นับจากนี้กินยาคุมหรือว่าทำหมันไปได้เลยก็ดี มีแค่นั้น”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-