คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

26 มี.ค. 2026

คุณพ่อเป็นคนดุมาก 

ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย

ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ

เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

       ‘คุณกานต์’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' ได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กที่ถูกคนเป็นพ่อแท้ ๆ ขึ้นเสียงใส่ และทำร้ายร่างกายเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพจำที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน 

       ‘คุณกานต์’ เล่าว่า ครอบครัวของเธอนั้นมีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ส่วนพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ทำให้ลูก ๆ ก็จะอยู่กับฝั่งของพ่อ ซึ่งพ่อของคุณกานต์เป็นคนใจร้อน ชอบลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกาย และขี้น้อยใจ เวลาใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พ่อก็จะใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณกานต์มีภาพจำที่ไม่ดีหลายอย่างต่อการกระทำที่ใช้ความรุนแรงของคุณพ่อ โดยคุณกานต์ก็ได้ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ทำให้เธอนั้นรู้สึกไม่ดีสุด ๆ 

       เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 7 ขวบ เป็นตอนที่คุณพ่อพาลูก ๆ ไปกินพิซซ่า และไปเจอแฟนใหม่ของพ่อ ซึ่งคุณกานต์ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการที่พ่อจะมีแฟนใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แฟนใหม่ของพ่อมาแย่งพิซซ่าส่วนของคุณกานต์ไปกิน ด้วยความเป็นเด็ก คุณกานต์ก็เกิดรู้สึกหวงของกิน และดึงพิซซ่ากลับมาทันที เมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น ก็หยิบร่มที่อยู่ใกล้ตัวมาฟาดที่ตัวคุณกานต์ 

       และอีกเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 12 ปี คุณกานต์เล่าว่า ปกติเวลาพ่อกินข้าว พ่อจะให้เธอเป็นคนเตรียมอาหารมาให้ และเมื่อกินเสร็จก็จะให้เธอเก็บ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในครอบครัว แต่วันนั้นเป็นวันที่พ่อดันอารมณ์ไม่ดี คุณกานต์เห็นเช่นนั้นจึงเกิดอาการกลัว และแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ออกมา และเมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น จึงได้หยิบไม้กวาดมาฟาดที่หลังของเธอ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมันก็สร้างความเจ็บปวดทั้งกายและใจให้กับคุณกานต์เป็นอย่างมาก

       คุณกานต์เล่าว่า ทุกวันนี้เธอและพี่น้องก็ยังคงอยู่กับพ่อ แต่ก็ไม่ได้รับการโดนทำโทษที่แรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจเป็นเพราะทุกคนเริ่มโตขึ้น จึงได้รู้ว่าควรปรับตัวยังไงให้สู้กับสถานการณ์ตรงหน้าเวลาพ่อโมโหอยู่ได้ พร้อมเสริมว่าปกติแล้วในบรรดาลูกทั้ง 3 คน เธอนั้นจะเป็นคนที่โดนการกระทำที่รุนแรงใส่บ่อยที่สุด นอกจากนี้ปู่กับย่าที่รับรู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยห้ามหรือต่อว่าพ่อที่ทำแบบนี้กับลูก ๆ อีกด้วย

       โดยคุณกานต์ได้บอกต่อว่า ในปัจจุบัน เวลาที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตาม ขึ้นเสียงหรือตะคอกใส่ สิ่งนั้นมันทำให้คุณกานต์คิดไปถึงการกระทำในอดีตของพ่อเสมอ จึงอยากให้ความรู้สึกวัยเด็กนั้นมันเบาลง เพราะคิดว่ามันคงยากต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต

       หลังจากที่ฟังเรื่องราวของคุณกานต์จบ เหล่าดีเจทั้งสามจึงได้เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ จึงส่งกำลังใจให้คุณกานต์และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง 'หมอท้อป' เป็นคนให้คำปรึกษาในเรื่องนี้แทน

       หมอท้อป ได้กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมาปรึกษาคุณหมอเยอะ สำหรับเรื่องความรุนแรงที่เป็นภาพจำในวัยเด็ก อย่างแรกเลยคือเป็นกำลังใจให้เลยว่า การรู้สึกแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ผิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่ต้องบอกว่าตราบใดที่เรายังไม่ได้สมองเสื่อม ยังไงเราก็ต้องจำมันได้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะอยู่กับมันยังไง ให้มันมีผลกระทบกับเราน้อยที่สุด แนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอ มันไม่ใช่สิ่งที่จะหายได้ภายในเร็ววัน อยากให้ไปปรึกษาคุณหมอแบบลงลึก เพราะเรื่องมันก็สะสมมานานหลาย 10 ปี จะให้แก้ภายใน 15 นาทีก็เป็นไปไม่ได้  ตอนนี้อยากให้กอดตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าเราสามารถผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เราจะทำยังไงให้เรารับมือกับเขาได้ ที่เรายังอยู่กับเขาในบ้านเดียวกันได้ คือแสดงว่าเขายังมีด้านที่ดีอยู่ เรามีสิทธิ์ไม่ชอบ ไม่โอเค แต่จะลงลึกยังไง หมอแนะนำให้ควรไปปรึกษาหมอให้ลงลึกดู อาจจะลองหาโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน เพราะเรื่องนี้มันผ่านมานานมาก ๆ การจะจัดการกับปัญหาตรงนี้มันเลยทำให้ต้องไปปรึกษาคุณหมอหลายครั้ง รีบหาคุณหมอก่อนที่เราจะมีโรคซึมเศร้าดีกว่า”

       ทางรายการพุธทอล์คพุธโทร ขอส่งกำลังใจให้คุณกานต์สามารถข้ามผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้ และมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นนะคะ 

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

31 ม.ค. 2025

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่งจนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วยเวลามีปัญหาอะไรเขาก็บอกว่าพูดไม่ได้เพราะเป็นคนกลาง “คุณเอ็น (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาของครอบครัวแฟนที่ส่งผลต่อชีวิตคู่ โดย “คุณเอ็น (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนตั้งแต่อายุ 19 - 20 ปี จนตอนนี้ก็คบกันมา 10 ปีแล้ว เราสองคนไม่ได้มีฐานะที่ดีมาก เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย สร้างทุกอย่างมาด้วยกัน ในระหว่างนั้นก็มีปัญหาจากทางบ้านแฟนมาเรื่อยๆ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเงินหรือเรื่องปัญหาในบ้านของเขา เรื่องของลูกๆ เขา ทางบ้านแฟนก็จะมีปัญหามาให้แฟนแก้ตลอด ส่วนแฟนก็ใจดี แก้ให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน ภาระทุกอย่าง แฟนหนูเป็นเดอะแบกตลอด ด้วยความที่เราลำบากมาด้วยกัน หนูก็เห็นภาพทุกอย่างทั้งหมด หนูก็เข้าใจเขา เพราะเมื่อก่อนเราก็เสียดายเวลา เลยไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องพวกนี้ แต่หลังๆ ก็จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะตอนนี้เราทั้งคู่ซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน แต่บ้านเป็นชื่อแฟน และในบ้านก็ไม่ได้มีแค่หนูกับแฟน 2 คน แต่ที่อยู่ด้วยกันจะมีครอบครัวแฟนทั้งหมดเลย 5 คน มีแม่แฟน มีพี่-น้องแฟนอีก 2 คน พออยู่ด้วยกันหลายๆ คน ปัญหามันก็จะเกิดขึ้นทุกวัน แต่ในส่วนของหนู หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ค่อนข้างเยอะ ก็มีช่วยแฟนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วย 100% จะช่วยแค่ค่าใช้จ่ายในบ้านที่หนูช่วยได้ แต่เรื่องในบ้าน เรื่องการรับผิดชอบก็จะเป็นหน้าที่แฟนทั้งหมด แม่เขาไม่ได้ทำงาน พี่สาวเขาอายุ 42 ปีก็ไม่ได้ทำงาน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพี่สาวแฟนไม่เคยทำงานเป็นกิจจะลักษณะเลย อยู่บ้านอย่างเดียว ไปทำงานที่ไหนก็โดนไล่ออกตลอด ก่อนหน้านี้พี่สาวเขาก็มีครอบครัว แต่ก็เลิกกันมาหลายปีแล้ว และกลับมาอยู่บ้าน คนที่อยู่บ้านอีกคนคือน้องที่ไปๆ มาๆ แต่ที่อยู่บ้านหลักๆ ก็มีแม่ พี่สาว แฟนและก็หนู แต่ก็ยังเป็นคำถามของหนูอยู่ ว่าเขาอยู่ได้ยังไง? ซึ่งแม่เขาก็ปกป้องเขาในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้เวลาหนูคุยเรื่องอนาคต ด้วยความที่หนูกับแฟนหาเงินกันมาเอง เรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว หนูเลยไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องแต่งงาน หนูก็ไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลย จนเงินหมดไปกับทางบ้านแฟนเยอะมาก หนูเลยคิดได้ว่ามีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่หนูรู้สึกว่าหนูไม่ไหวแล้ว เมื่อก่อนหนูยอมทางบ้านแฟนค่อนข้างเยอะ แต่พอหลังๆ หนูไม่ค่อยฟังเขา เพราะด้วยหน้าที่การงาน วุฒิภาวะ ทำให้หนูเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างเยอะ เลยทำให้มีปากเสียงกับที่บ้านเขาเหมือนกัน แล้วเราอยู่ในบ้านเขาด้วย หนูก็เริ่มรู้สึกไม่ไหว ไม่รู้จะไปต่อหรือยังไงดี เพราะตลอดระยะเวลาที่คบกัน แฟนหนูเขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงหรืออะไรเลย เขาไม่เคยทำอะไรที่ผิดพลาดกับหนูเลย ติดแค่เรื่องครอบครัวเขาอย่างเดียว ช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหนูคิดว่าจะเอาตัวเองออกมาจากบ้านนั้น อยากจะแยกอยู่แบบสงบๆ แต่หนูยังไม่ได้พูดถึงขั้นจะเลิกกับแฟน แค่จะย้ายออกมาเช่าคอนโดอยู่ เพราะเวลาที่กลับมาบ้านบรรยากาศมันไม่น่าอยู่ แต่แฟนหนูเขาก็ไม่ยอม และบอกว่า ถ้าออกจากบ้านไปก็คือต้องเลิกกับเขา แต่หนูก็ไม่ได้อยากเลิกกับแฟน แค่อยากให้เขาได้ดูแลครอบครัวเขา ซึ่งตอนนี้ที่มีปัญหากัน ต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่ค่อยคุยกันแยกห้องกันไปเลย ส่วนใหญ่หนูจะมีปัญหากับแม่และพี่สาวแฟนมากกว่า เขามองว่าหนูเป็นคนขี้เกียจ เพราะเมื่อก่อนหนูเคยรีดผ้าของทุกคนในบ้าน พอวันหนึ่งไม่ทำ เขาก็บอกว่าหนูขี้เกียจ หนูก็มองว่ามันเป็นน้ำใจ หนูช่วยเพราะเผื่อบางคนไม่ว่าง หนูก็รีดให้ได้ แต่พอครั้งต่อไปมันกลายเป็นว่า ทำไมหนูไม่ทำละ? และก็มีเรื่องเงิน เขาคิดว่าแฟนหนูให้เงินหนูอยู่คนเดียว ไม่ให้ที่บ้านเขาด้วย ซึ่งหนูไม่เคยเอ่ยปากขอแฟนเลย หนูหาเองได้ บางเดือนหนูหาได้มากกว่าแฟนหนูด้วยซ้ำ แต่หนูกับแฟนเหมือนโตมาด้วยกัน เขาไม่มีเงิน หนูก็ให้ พอหนูไม่มี เขาก็ให้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนูไม่เคยไปเล่าให้พวกเขาฟังอยู่แล้ว เขาเลยมองว่าลูกเขาหลงหนูให้แต่หนูคนเดียว ไม่ให้พวกเขาเลย ทั้งๆ บ้านที่เขาอยู่ แฟนหนูก็เป็นคนผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ แฟนหนูเป็นคนจ่ายหมด ซึ่งแม่และพี่สาวเขาจะออกแค่ค่ากินของเขา เพราะแม่เขาได้เงินส่วนนี้มาจากการรับซ่อมผ้าเล็กๆ น้อยๆ หนูกับแฟนเคยคุยกันเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนกลาง แต่หนูก็เคยชวนแฟนออกมาอยู่ข้างนอกกันสองคน เขาก็ไม่สะดวก ไม่กล้าปล่อยคนที่บ้านไว้ สถานะตอนนี้ของหนูกับแฟน คือไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีลูก อยู่กันมา 10 กว่าปีแล้ว บางช่วงจังหวะของชีวิตหนูจะทำอะไร หนูก็ไม่เห็นภาพในอนาคตว่าหนูจะทำต่อไปได้ยังไง หนูไม่รู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ในใจหนูก็สงสารเขาเพราะเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร หนูอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า หนูควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ถ้าหนูเดินออกมา หนูจะเห็นแก่ตัวไหม?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่าหนูไม่ได้เห็นแก่ตัว หนูแค่รักตัวเอง ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนี้อีกแล้ว แล้วหนูก็มีช้อยส์ให้เขาเลือกแล้ว แต่เขาดันยื่นคำขาดว่าถ้าย้ายออกเท่ากับเลิก สำหรับพี่ถ้าเขาเป็นคนกลางจริงๆ เขาก็ต้องเห็นว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความสุขได้ยังไง การที่เขาเป็นคนกลางถ้าเขาไม่พยายามทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้น เขาก็ต้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจากที่ฟังเขาก็ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเราขนาดนั้น และเขาก็ต้องเจอกับผู้หญิงที่รับที่บ้านเขาได้’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัญหาที่น้องกำลังเจอมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นปัญหาเรื้อรังระยะยาว การที่เอาคนในครอบครัวมาอยู่ในบ้าน ร่วมกันเป็นบ้านใหญ่ มันจะปรับเปลี่ยนอะไรยากมาก ถ้าวันหนึ่งคุณแม่แฟนไม่อยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่เราจะต้องดูแลพี่สาวเขาด้วยหรือเปล่า ถ้ามองในมุมของเขาก็คงคิดว่าถ้าแฟนแยกไปอยู่ข้างนอกความสัมพันธ์ที่คบกันมา 10 กว่าปี ความสัมพันธ์จะถอยหลังหรือเปล่า ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเขาอาจจะเลือกดูแลเรา แต่ผู้ชายคนนี้เขาก็เลือกครอบครับเขา ซึ่งก็ไม่ผิด และมันก็เป็นสิทธิของเราที่จะต้องเลือกดูแลตัวเอง รักตัวเอง และก็สงสารตัวเอง’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ ไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่ต้องเห็นแก่ครอบครัวใคร ครอบครัวเขายังไม่ช่วยกันเองเลย เรื่องอะไรจะต้องมาเป็นภาระเรา ยกเว้นถ้าน้องรับได้ว่าต้องรับภาระนี้ไปตลอดชีวิตก็อยู่กับคนๆ นี้ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวก็ออกมาเลย เสียเวลา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

กลายเป็นมือที่สามของคู่รักที่คบกันมา 10 กว่าปี พอรู้เรื่องก็ถอยออกมา แต่ผู้ชายกลับบอกว่าเลือกเรา ตลอดเวลา 1 ปีที่คบกับผู้ชายคนนี้ เขาเพอร์เฟคแทบทุกอย่าง แต่เรารู้สึกกลัวและหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเขาจะทำกับเราเหมือนที่เคยทำกับคนนั้น

24 พ.ย. 2023

กลายเป็นมือที่สามของคู่รักที่คบกันมา 10 กว่าปี พอรู้เรื่องก็ถอยออกมา แต่ผู้ชายกลับบอกว่าเลือกเรา ตลอดเวลา 1 ปีที่คบกับผู้ชายคนนี้ เขาเพอร์เฟคแทบทุกอย่าง แต่เรารู้สึกกลัวและหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเขาจะทำกับเราเหมือนที่เคยทำกับคนนั้น

กลายเป็นมือที่สามของคู่รักที่คบกันมา 10 กว่าปีพอรู้เรื่องก็ถอยออกมา แต่ผู้ชายกลับบอกว่าเลือกเราตลอดเวลา 1 ปีที่คบกับผู้ชายคนนี้ เขาเพอร์เฟคแทบทุกอย่างแต่เรารู้สึกกลัวและหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเขาจะทำกับเราเหมือนที่เคยทำกับคนนั้นควรไปต่อหรือพอแค่นี้ แล้วถ้าบอกเลิกตอนนี้จะดูงี่เง่าไปไหม... “คุณเอฟ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” กับปัญหาที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นมือที่ 3 จนคบกันมาถึงตอนนี้ ก็รู้สึกกลัวและระแวงว่าเขาจะนอกใจเหมือนที่เขาเคยทำ โดย “คุณเอฟ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ประมาณปีที่แล้ว ผู้ชายซึ่งเป็นแฟนในปัจจุบัน เขาเข้ามาจีบ โดยเราไม่รู้ว่าเขามีแฟนที่คบกันมากว่า 10 ปีแล้ว เรามาจับได้หลังจากคบกันมาสักพัก พอเรารู้เรื่อง เราก็ถอยออกมา ให้เขากลับไปจัดการเคลียร์กับทางนั้น เราไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าไปเป็นมือที่ 3 หลังจากที่เขากลับไปเคลียร์ เขาก็กลับมาบอกว่า “เลือกเรานะ เขารักเราจริงๆ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับทางนั้นแล้ว เขาขอโอกาสได้ไหม” เราก็เลยลองให้โอกาสเขาดู ตอนนี้มันก็ผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่เราต้องใช้ชีวิตแบบหวาดระแวง กลัวว่าเขาจะทำกับเราเหมือนที่ทำกับคนที่เขาคบมานาน กลัวว่าเราจะต้องไปตกอยู่ในสภาพแบบนั้น กลัวว่าคนรอบข้างเขาจะสมน้ำหน้าเรา เพราะว่าคนที่เขาไม่ได้รู้เรื่องราว เขาก็มองว่าเราไปแย่งผู้ชายมา แล้วสิ้นปีนี้ผู้ชายเขาต้องเปลี่ยนงาน ซึ่งตอนที่เขามาจีบหนู ตอนนั้นเขาก็เปลี่ยนงานมาได้ไม่นาน มาเจอสังคมใหม่ หนูก็เลยกลัวมากว่าถ้าเขาเปลี่ยนสังคมไปแล้ว เขาจะทำแบบเดิมหรือเปล่า หนูไม่รู้จะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์นี้ ควรไปต่อหรือควรหยุด เพราะตลอดเวลาที่คบกันมาปีกว่า หนูกังวลเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาเขาก็ดูแลดีทุกอย่าง เป็นผู้ชายที่ดีคนนึง เพอร์เฟคในหลายๆ อย่าง มีไม่เพอร์เฟคแค่เรื่องนี้ ถ้าจะไปต่อในความสัมพันธ์นี้จะไปต่ออย่างไร หรือถ้าจะเลิกมันจะดูงี่เง่าไปไหม’ ทาง “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าทุกความสัมพันธ์ มันตอบไม่ได้หรอก ว่าใครนอกใจหรือไม่นอกใจ เพียงแต่ว่าแค่คนนี้มันมีเชื้อ มันเหมือนเริ่มต้นผิด เริ่มต้นกับคนผิด แต่…มันก็มีเยอะเหมือนกันที่อยู่ด้วยกันกับคนปัจจุบัน ไปจนแก่เฒ่า สิ่งที่วัดคือ วัดจากปัจจุบันว่าผู้ชายคนนี้รักเรามากแค่ไหน ถ้าเขารักเรามาก เขาจะทำอะไรก็ได้ให้เรารู้สึกมั่นใจ ถ้าวันนึงที่เขามีคนอื่น ผู้ชายมันจะเปลี่ยนไปเอง จะเจอเรายากขึ้น เราจะรู้โดยธรรมชาติของเราเองว่าเปลี่ยนไป พอถึงวันนั้นไม่ต้องรอเจอคนใหม่ ให้เราถามตัวเองเลยว่า เราอยู่แล้วเรามีความสุขไหม ถ้าไม่มีความสุขเราก็แค่เดินออกมา ถ้าวันนี้เราจะไปขอเลิกเขา มันดูงี่เง่าไหม สำหรับพี่ถือว่างี่เง่า ถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องเอาตั้งแต่วันแรกสิ ที่หนูบอกว่า ‘เขาดีทุกอย่างเลย เขาแค่นอกใจ’ เขาไม่ได้แค่นอกใจ นอกใจไม่ใช่แค่ เพราะถ้ามันแค่ มันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของหนูในวันนี้ ถ้าเขาจะนอกใจ เขาก็นอกใจได้ แล้วก็ดีเสียอีก เพราะหนูจะได้ไม่เสียเวลา แต่ถ้าเลิกกันตอนนี้โดยที่เขาไม่มีความผิด มันก็งี่เง่าแหละ แต่เอาเป็นว่าถ้าอยู่กับปัจจุบันแล้วมันไม่มีความสุข ก็ให้เดินออกมา หรือเราต้องคุยกับเขาว่าเรากลัวอะไร อยากให้เขาแสดงความมั่นใจ ถ้าเขารักเราเขาจะทำให้เราได้ เขาอาจจะเลือกเราก็ได้ อาจจะรู้สึกว่าเราใช่แล้ว ไม่อยากเสียเราไป ถ้าถามเขาจะนอกใจไหม มันไม่มีใครตอบได้แม้กระทั่งตัวเขาเอง เขาก็ไม่รู้ว่าวันนึงเขาไปเจอใครแล้วเขาจะหวั่นไหวไหม เขามีความมั่นคงหรือหนักแน่นแค่ไหน ตัวเขาก็ยังไม่รู้ แต่เขารู้แค่ว่าตอนนี้เขามีเรา เขาจะแสดงความมั่นใจให้กับเรา ให้เราอยู่กับปัจจุบันว่าเรามีความสุขไหม’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากจะบอกเอฟอย่างนี้ว่า เวลาเราตัดสินใจคบกับใครสักคน มันก็คือความเสี่ยงทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ดูจากประวัติในอดีตหรืออะไร แต่ทุกอย่างมันไม่ได้การันตีว่าคนที่เคยบอกเลิกกับแฟนคนนึงเพื่อมาคบกับอีกคนนึง นั่นแปลว่าเขาจะทำอีกแน่ๆ 100% หรือถ้าบอกว่า เขาจะไม่ทำแล้ว เขาเห็นเอฟเป็นรักแท้ มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หลายๆ เคสมันก็เป็นแบบนี้ เอฟลองคิดว่าเรารับความเสี่ยงกับการคบกันครั้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าตื่นมาทุกวันแล้วต้องระแวงในทุกการกระทำที่เขาทำ นั่นแปลว่าธรรมชาติของคุณ ไม่ใช่คนที่สามารถรับความเสี่ยงอะไรแบบนี้ได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะเสียเวลา เสียสุขภาพจิตไปกับตรงนี้ อยากให้คอมเม้นต์อีกด้านนึงว่า ถ้าเราเลิกตอนนี้ คนอื่นจะมองเรางี่เง่าแน่นอน แต่สุดท้ายถ้าเอฟรู้ตัวว่าฉันอยู่ไม่ไหว มันหวาดระแวง ไม่มีความสุข จะตัดสินใจยังไงมันก็เป็นเรื่องของเรา เราเคยให้โอกาสเค้า แล้วแต่พอมาคบกันจริงๆ แล้วมันไปไม่รอดอย่างที่เราหวัง จะจบความสัมพันธ์มันก็ได้นะ คนเรามีสิทธิ์ที่จะลอง ถ้าลองแล้วมันไม่ใช่ ก็มีสิทธิ์ที่จะแยกย้ายเหมือนกัน คนอื่นจะมองว่าเรางี่เง่า แต่มันก็ไม่ผิดอะไรที่เราจะทำให้ตัวเองมีความสุข’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เห็นด้วยกับทั้งพี่เผือกและพี่ต้นหอม เราไม่รู้จริงๆ ว่าคนที่เราอยู่ด้วยวันนึงเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร มันวัดไม่ได้จริงๆ ว่าเวลามันจะเปลี่ยนใคร เพราะฉะนั้นเคสนี้เขาเคยทิ้งผู้หญิงคนนั้นแล้ว แต่วันเวลามันอาจจะทำให้เขาตระหนักได้ว่าเขาไม่ควรทำอย่างนั้นอีกก็เป็นได้ หรือเขาอาจจะทำอีก ก็เป็นได้ ไม่มีใครรู้เลย ถ้าคิดจะให้โอกาส ต้องไม่นอยด์ไปจนถึงเอาเรื่องเก่ามาพูดอีกเลย ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะให้โอกาสไม่ควรที่จะไปคอยระแวง พี่คิดว่ามันไม่แฟร์กับเขาเพราะเราให้โอกาสเขาแล้ว และมันไม่แฟร์กับความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ด้วย พี่คิดว่า ถ้านอยด์แล้วเรื่องมันเกิดก็คือเลิก แต่ถ้านอยด์แล้วเรื่องมันไม่เกิด ก็มีผลว่าจะเลิกกันเหมือนกัน เพราะอีกคนก็ไม่มีความสุข ตัวเราก็ไม่มีความสุข แต่ในขณะที่เราไม่นอยด์แล้วเรื่องเกิดก็เลิกกัน แต่ถ้าเขาไม่เจ้าชู้เราก็มีสิทธิ์ที่จะรักกันไปตลอด ผลมันต่างกัน ถ้าคนเรารักกันแล้วคนนึงมาระแวงตลอด พี่ว่ามันไม่มีความสุข แล้วมันจะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะอยู่ระยะยาว แต่สุดท้ายทั้งหมดมันอยู่ที่ตัวหนู ใครจะมองว่าหนูงี่เง่า มันก็คือชีวิตหนู หนูก็ต้องไปหาที่ที่ทำให้หนูสบายใจ มันไม่มีใครที่จะมามีผลกับชีวิตหนูเลย นอกจากตัวหนูเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

05 ธ.ค. 2025

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเรา เขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัว แล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่

เราเป็นแม่ลูกติด มีลูก 3 คน แต่แฟนคนนี้อายุเยอะกว่าเราเขายังแอบแม่คุยกับเราอยู่เลย ไม่ได้เปิดตัวเรากับครอบครัวแล้วแฟนดูไม่ค่อยโอเคกับลูกๆของเราสักเท่าไหร่ตอนนี้เราทำงาน หาเงินเอง เงินเดือนหมื่นนิดๆ ดูแลลูกทั้ง 3 คนบางวันเราหมุนไม่ทัน ขอยืมแฟน 100 -200 แฟนก็บ่นบอกว่าให้เราประหยัดหน่อย ใช้เงินกับลูกอย่าฟุ่มเฟือยแค่นี้ก็บ่นเรา แล้วตอนนี้เขาจะมาขอเราแต่งงานอีกแต่เงื่อนไขของเขาคือห้ามให้เราเอาลูกมาด้วยเราเลยลังเลว่าควรจะทำยังไงดี เพราะเราเลือกลูกมากกว่า “คุณน้ำทิพย์ (นามสมมติ)” อายุ 36 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนบอกว่าถ้าแต่งงานกันต้องแยกเรากับลูก เพราะเรามีลูกติดถึง 3 คน เราจะคบแฟนคนนี้ต่อดีหรือไม่ “คุณน้ำทิพย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมาได้ 1 ปี 10 เดือน แฟนหนูอายุ 43 ปี เราเจอกันในแอปหาคู่ ตอนที่คุยกันหนูบอกเขาแล้วว่าเราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เขาก็บอกยอมรับได้ แต่พอมาคบกันจนถึงตอนนี้หนูเริ่มมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายลูก ซึ่งหนูเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะคิดว่าเรายังไม่ได้แต่งงานกับเขา เลยไม่อยากรบกวนเงินเขา หนูส่งลูกไปเรียนโรงเรียนประจำแล้ว 2 คน เหลือคนเล็กที่อยู่กับหนู แต่หนูก็ไม่แน่ใจว่าครอบครัวเขารู้ไหมว่าเขามีแฟน เพราะเวลาคุยกันก็จะคุยแค่ในห้องเขา ถ้าแม่เขาเข้ามาก็จะปิดเสียงไม่ให้รู้ว่าโทรคุยกับเราอยู่ หรือเวลาที่เราอยู่ด้วยกันแม่เขาโทรมาก็จะไปคุยข้างนอกและเขาก็ไม่เคยพาเราไปบ้านเขาเลย รวมถึงเขาก็ยังไม่เคยเจอลูกของหนูด้วย… ปัญหาคือเขาไม่โอเคกับการที่หนูใช้เงินไปหาลูก หรือส่งเงินให้ลูก เขามองว่าหนูใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักเก็บออม แต่หนูก็อธิบายให้เขาฟังว่า ถึงลูกจะอยู่โรงเรียนประจำ ก็ต้องส่งเงินบ้าง แต่เขาก็ยังพูดในเหตุผลของเขาว่า อยากให้ใช้เงินให้จำกัด และบอกว่าเวลามีปัญหาอะไรก็จะได้มีเงินเก็บ เขาไม่อยากให้ลูกกลับมาบ่อย ๆ เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะ บางครั้งถ้าเกิดเรามีปัญหาเรื่องเงินแล้วต้องขอยืมเขา เขาก็จะบ่นตลอดแล้วก็จะบอกว่าตัวเขาก็มีหนี้สินเหมือนกัน เลยทะเลาะกันเรื่องนี้ตลอด แต่เขาก็มีข้อดีเหมือนกัน เขาเป็นคนไม่ชอบเที่ยว ไม่เจ้าชู้ แต่เขาก็จะมีนิสัยอย่างนึงคือ เขารักเรามาก แล้วก็หวงมาก แต่จะมีอารมณ์ร้อน แล้วก็บ่นเหมือนฟีลพ่อบ่นลูก ซึ่งหนูก็มองว่ามันเป็นเรื่องดี หนูมีแผนจะแต่งงานกับเขาภายในปีนี้หรือปีหน้า ถ้าพร้อม เลยถามเขาว่า ถ้าแต่งงานกันแล้วหนูไม่ได้ทำงานต้องไปอยู่กับเขา เขาจะช่วยค่าใช้จ่ายให้ลูกหนูไหม หรือจะเลี้ยงดูเขาเหมือนลูกหลานไหม เขาก็ตอบว่าเขาต้องการอยู่กับหนูแค่คนเดียว เพราะเขาอาศัยอยู่กับแม่และน้า เขาไม่โอเคที่จะมีลูกติดไปด้วย เขาบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกของหนู เพราะเขาไม่ใช่พ่อของเด็ก ตอนนี้หนูเริ่มลังเลที่จะคบกับเขาต่อ เพราะรู้สึกว่าหนูต้องเลือกลูกก่อน เลยอยากรู้ว่าผู้ชายแบบนี้ควรจะไปต่อไหม?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่แหละคือเหตุผลที่เรายังไม่มีแฟน เพราะมองว่าคนที่จะมาเป็นครอบครัวเราต้องเข้ากับลูกได้ ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูหรอก แต่ตำแหน่งของความเป็นแม่มันไม่สามารถลาออกได้ ถ้าจะรักทิพย์ก็ต้องรักที่ทิพย์มีลูก นั่นแปลว่าเขาไม่ได้เข้ากับครอบครัวเรา การที่คบกันมาปีกว่าแล้วคุยเรื่องแต่งงานเลยมันแปลกมาก เพราะยังไม่เคยเจอครอบครัวเขาเลย ถ้าให้พูดเลยคือหนึ่ง เขาไม่เปิดตัวเรากับที่บ้าน สอง ผู้ชายอายุ 43 แล้ว แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจเรื่องครอบครัว ยังกลัวแม่อยู่เลย สาม การแต่งงานกับเราเพื่อให้เราไปเป็นแม่บ้านแล้วตัดลูกออกไปเลย ผู้ชายคนนี้เหมือนเขาไม่ได้รักลูกเราเลย และสุดท้ายทิพย์ไม่ต้องบังคับผู้ชายคนนี้ให้เอาลูกเรา เพราะจิตใจเขาไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรก’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘คุณทิพย์ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงนี้ได้ เพราะคุณทิพย์รักลูก และยอมให้เงินกับลูก คุณทิพย์จะไปอยู่กับผู้ชายที่ไม่รับลูกของคุณทิพย์ได้ยังไง ถ้าคุณทิพย์ยังลังเลอยู่ พี่ขอให้มั่นใจเลยว่าเลิกกับเขาเถอะ เสียเวลา ไปหาคนใหม่ที่เขาอยากมีทั้งคุณและลูกดีกว่า การที่เรามีลูกติด 3 คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเจอผู้ชายที่พร้อมจะแต่งงานกับเรา อันนี้ทางบ้านก็ยังไม่เคยเจอ พี่ว่ามันแปลก อีกอย่าง การเจอกันในแอพหาคู่ก็สามารถเจอมิจฉาชีพได้เลยนะ’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ก็เหมือนกัน ข้อดีที่บอกยังไม่โน้มน้าวใจพอที่จะทำให้ต้องไปต่อ การที่ไม่เจ้าชู้มันเป็นพื้นฐานที่ควรจะมีอยู่แล้ว อย่าเรียกว่าเป็นข้อดีเลย ตอนนี้ปัญหาคือเด็กคนเล็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนประจำ แต่การที่ต้องส่งลูกคนเล็กไปเรียนไม่ได้หมายความว่าปัญหามันจะจบ เด็กก็ยังต้องเรียนต่อไปอีกเยอะ เรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องเยอะขึ้นอยู่แล้ว คุณทิพย์ต้องเจอกับคนที่ยินดีรับทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมีลูกอายุ 6 ขวบ ให้เขาเรียนเทควันโด 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 4 ชั่วโมง กว่าลูกจะได้นอนก็ 4-5 ทุ่ม อยากให้ลูกป้องกันตัวและสร้างพอร์ตเรียนต่อได้ด้วย จนหลังๆลูกเริ่มเพลีย ไปนอนหลับตอนเรียนในสนาม เราผู้เป็นแม่ เห็นก็อดห่วงไม่ได้

16 ส.ค. 2024

หนูมีลูกอายุ 6 ขวบ ให้เขาเรียนเทควันโด 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 4 ชั่วโมง กว่าลูกจะได้นอนก็ 4-5 ทุ่ม อยากให้ลูกป้องกันตัวและสร้างพอร์ตเรียนต่อได้ด้วย จนหลังๆลูกเริ่มเพลีย ไปนอนหลับตอนเรียนในสนาม เราผู้เป็นแม่ เห็นก็อดห่วงไม่ได้

หนูมีลูกอายุ 6 ขวบ ให้เขาเรียนเทควันโด 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 4 ชั่วโมงกว่าลูกจะได้นอนก็ 4-5 ทุ่ม อยากให้ลูกป้องกันตัวและสร้างพอร์ตเรียนต่อได้ด้วยจนหลังๆลูกเริ่มเพลีย ไปนอนหลับตอนเรียนในสนาม เราผู้เป็นแม่ เห็นก็อดห่วงไม่ได้อยากรู้ว่ามันหนักเกินไปไหมสำหรับเด็ก 6 ขวบ “คุณพลอย (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 ส.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาอยากให้ลูกเรียนเทควันโด เเต่ลูกเริ่มงอแงไม่อยากเรียน โดย “คุณพลอย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้น้องอายุ 6 ขวบ เป็นผู้หญิง คุณเเม่ให้น้องเรียนเทควันโด น้องเรียนมาได้ 8 เดือน เเล้วน้องเริ่มบ่นว่าเหนื่อย ไม่อยากเรียนเเล้ว ด้วยความที่คุณแม่อยากให้น้องออกกำลังกาย เเล้วด้วยสภาพเเวดล้อมสังคมปัจจุบันมันน่ากลัว เราก็อยากให้ลูกมีวิชาป้องกันตัว มีวันหนึ่งที่น้องรู้สึกเหนื่อยเเล้วหลับในคลาสเรียนเทควันโด น้องเรียนประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งเเต่วันพุธถึงวันอาทิตย์ เรียนหลังเลิกเรียนตั้งเเต่ 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม น้องเคยไปเรียนที่หนึ่งเเต่เรียนเเค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเเม่มองว่ามันเรียนเเล้วไม่ค่อยได้อะไร เหมือนไม่ได้ออกกำลังกายจริง ๆ ถ้าน้องขาดเรียนไม่ได้เรียนทุกวันเเล้ว เรียนแค่เสาร์-อาทิตย์เขาจะเริ่มปวดตัว ถ้าเขาไม่ได้ออกกำลังกายหรือไปยืดเส้น คือเรียนเทควันโดมันจะมี 2 รอบ รอบแรกเรียนธรรมดาเพื่อปรับสายเลื่อนสายปกติ เเล้วรอบที่ 2 มันจะเป็นรอบนักกีฬา แม่กะจะให้ลูกเรียนยาว ๆ เเล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าทุกวันนี้เวลาสมัครสอบเข้ามหาลัย หรือมัธยมบางที่มันต้องใช้พอร์ต บางทีอาจจะได้โควต้า ก็คิดว่าถ้าลูกสอบไม่ติด พอร์ตมันสามารถช่วยในการเข้าเรียนมหาลัยได้ พอกลับมาบ้าน น้องก็จะอาบน้ำเเล้วก็เข้านอนเลย เพราะน้องทานอะไรมาเรียบร้อยเเล้ว น้องจะนอนประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง บางทีก็เกือบ 5 ทุ่มเเล้วตื่นประมาณ 6 โมง แม่ก็มีคุยกับหมอ หมอก็แนะนำว่าให้น้องนอนเร็ว เเต่ก็มองว่าเด็กที่เรียนเทควันโดส่วนมากเขาก็ตัวสูงหมดเลย เขาก็เรียนเหมือนกันหมดกับน้อง เด็กที่เรียนด้วยเขาก็ตัวสูงทุกคนเเล้วเหมือนกับได้โควต้านักกีฬาเยอะ เราก็มองว่ามันก็เป็นใบเบิกทางนะ ถึงลูกเราจะไม่เก่งขนาดนั้นเเต่ว่ายังไงมันก็มีประสบการณ์ เคยให้น้องไปเทสเปียโน เเต่น้องก็เลือกเทควันโด ก็อยากให้น้องเป็นกีฬา เเต่ไม่ได้คาดหวังว่าต้องเก่งขนาดนั้น ที่เรียนจะมีการส่งเด็กไปแข่งในแมตซ์เล็ก ๆ เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า เราให้ลูกเรียนหนักเกินไปมั้ย? เพราะลูกเริ่มงอแงว่าเหนื่อย ไม่อยากไป โดยเริ่มให้คำปรึกษาที่ “ดีเจอั๋น” ว่า ‘สำหรับพี่ ในวัยนี้พี่ยังเน้นให้เขามีความสุขกับชีวิต เเละเปิดโอกาสให้เขาเลือก ให้ Play กับ Learn ให้มันมาคู่กัน เเละรู้สึกว่าในวัยนี้ Play เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก การที่เขาเลือกเทควันโดเอง เขาเลือกโดยที่เขาอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ว่าในชีวิตเขามีทางเลือกอะไรบ้าง ผมไม่แน่ใจถ้าเราพยายามยัดเยียดแบบนี้ ถึงจุด ๆ หนึ่งที่เขาเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าพอที่จะเเสดงออกมากขึ้น เขาอาจจะเกิดพฤติกรรมต่อต้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ เขาอาจจะไม่ได้เกลียดเทควันโดก็ได้ เเต่เขารู้สึกว่ามันมากเกินไป’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ามันเร็วเกินไปเเละยังไม่จำเป็นสำหรับเด็ก 6 ขวบ มันยังมีวิธีอื่นอีกมาก ถ้า ณ ตอนนี้ลูกเริ่มไม่มีรวามสุขกับเทควันโดในปริมาณที่มันมากขนาดนี้เเล้ว พี่ว่ามันยังกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะพาเขาไปลองดูเผื่อเขาอาจจะชอบ อาจจะทำได้ดี ทั้งร่างกายเเละจิตใจตอนนี้สำหรับเด็ก 6 ขวบมันอาจจะไม่ดีสำหรับเขา สำหรับเรื่องป้องกันตัวมันยังมีอีกวิธีอื่นอีกมากมาย เทควันโดก็ได้เเต่ไม่ใช่ปริมาณที่เยอะขนาดนี้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าความสุขของลูกสำคัญ ไม่ต้องการที่ลูกจะเข้ามหาลัยเลยค่ะ นั่นคือสิ่งที่คุณพลอยวางไว้ให้ลูกโดยที่ลูกไม่ได้เลือกด้วยซ้ำ วันนี้ลูกอยากเรียนให้เรียน เเต่ถ้าไม่อยากเรียน ลูกเหนื่อย จบเลยค่ะ หยุดการเรียนทั้งหมดเลย เวลาที่เด็กนอนน้อยนอนไม่พอ ตื่นมาเขาจะเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งเเล้ว เวลาที่ลูกอยากจะทำอะไรให้คุณเเม่ถามทุกครั้งว่านี่คือสิ่งที่หนูอยากทำมั้ย? ทั้งนี้ทั้งนั้นให้ถามลูกทุกครั้ง การเสนอหรือการตัดสินใจอะไรให้ลูกเป็นคนร่วมตัดสินใจกับเรา ให้เขาได้ทำหรือได้ใช้ชีวิตในสิ่งที่เขาเลือก ถ้ามันไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง อยากให้อะรุ่มอะร่วยเรื่องความสุขของลูก เอาความสุขกับความเเข็งแรงทางด้านร่างกาย การที่ลูกได้เล่นได้ใช้ชีวิตอยากมีความสุข เขาจะเติบโตมาในสังคมที่เขามีทัศนคติที่ดี มีพัฒนาการทางอารมณืที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันอาจจะไม่ถูกสอนในโรงเรียนด้วยซ้ำ‘ และดีเจทั้งสามคน ก็มีความคิดเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกันก็คือ ‘ในเรื่องของจำนวนเวลาในการเรียนมันมากเกินไปสำหรับเด็ก 6 ขวบ ลองจำนวนวันเเละเวลาเรียนของเขามั้ย เป็นเรียนเเค่เสาร์อาทิตย์ก็ได้ เเล้วไปเพิ่มเวลาเล่นกับเวลานอนให้เขาดีกว่า ตอนนี้รู้สึกว่ามันมากเกินไปสำหรับเขา เเล้วคุณเเม่ส่วนก็ยังไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียนต่อมากขนาดนั้นหรอก เพราะยังไม่รู้เลยว่าเขาอยากจะเรียนอะไร ตอนเขาโตการศึกษามันก็จะเปลี่ยนไปอีกนะ ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องเรียนมหาลัย เเต่เราไม่รู้ว่ามหาลัยในยุคนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องกังวลสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต ปล่อยให้เขาเติบโตตามธรรมชาติเเล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถ้าตอนนี้มีทางเลือก การได้อยู่กับลูก ใช้เวลาด้วยกันที่ไม่ใช่อยู่เเต่คลาสเทควันโด มันอาจจะดีกว่าก็ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-