หนูทำงานเป็นผู้ช่วย เผลอไปมีอะไรกับหัวหน้าที่ทริปต่างจังหวัด มารู้ทีหลังว่า...

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูทำงานเป็นผู้ช่วย เผลอไปมีอะไรกับหัวหน้าที่ทริปต่างจังหวัด มารู้ทีหลังว่า...

03 มี.ค. 2023

“คุณหวาน (นามสมมุติ)” สายที่สามในรายการพุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (01/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับหัวหน้า

โดย “คุณหวาน (นามสมมุติ)” ได้ปรึกษาว่า ‘เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หัวหน้าต้องการคนช่วยงาน เขาก็เลือกหนูกับเพื่อนอีกคนนึงให้ไปช่วยงานเขา เป็นงานจิปาถะ ทั้งเอกสาร เตรียมของ หรือไปออกต่างจังหวัด ในช่วงแรกๆยังไม่มีอะไร จนกระทั่งหัวหน้าได้ย้ายไปอีกที่นึง เขาก็ขอให้หนูกับเพื่อนคนนี้ไปช่วยอีก แต่เพื่อนได้ทุนจากที่ทำงานไปศึกษางานที่ต่างประเทศ ก็เหลือหนูคนเดียว ซึ่งเวลาไปดูงานที่ต่างจังหวัด หนูก็ดูแลหัวหน้ามาตลอด ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาเขาจะเอาของ จะดื่ม จะกินอะไร หนูคอยเทคแคร์ ดูแลให้หมด เป็นคล้ายๆเลขาแต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ปกติจะมีเพื่อนอีกคนช่วยกัน แต่พอเหลือหนูคนเดียว หนูก็ต้องทำทุกอย่าง

วันนึงไปดูงานที่ต่างจังหวัดกับหัวหน้า แล้วเขาก็ดื่มแอลกอฮอล์ แบบกรึ่มๆเมาๆ หนูก็กลัวเขาจะขึ้นห้องไม่ไหวก็เลยพาขึ้นไปส่ง แต่ในช่วงที่พาเขาขึ้นไปส่ง หนูก็ดันเกิดซัมติง ไปมีอะไรกับเขา ซึ่งส่วนตัวเราชอบบุคลิก ชอบการทำงานของเขาอยู่แล้ว เขาก็บอกหนูว่าเขาดีใจ เขาชอบที่มีหนูไปคอยดูแลเขา มันก็เลยเผลอถลำลึกลงไป โดยที่รู้อยู่แล้วทั้งใจว่าเขามีครอบครัวแล้ว และมันก็เป็นแบบนี้มาตลอดทุกทริป หรือแม้แต่ไม่มีทริป เวลาเข้าไปช่วยงาน เขาก็จะมากอดหนูตลอด เป็นแบบนี้มาเกือบปี...

จนกระทั่งเพื่อนคนเดิมกลับมา หัวหน้าก็เอาเพื่อนมาช่วยงานเหมือนเดิม มันก็จะกลายเป็นเซ็ทเดิมที่เคยช่วยเขา ซึ่งหนูก็ไม่ได้อะไร เพราะหัวหน้าก็ยังไลน์คุยกับหนูปกติ แต่มีอยู่วันนึงต้องไปออกทริปต่างจังหวัดอีก หนูกับเพื่อนก็ไปด้วย แต่หนูเริ่มมีเซ้นส์ รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป คุยกับหนูน้อยลง แล้วสุดท้ายก็เจอแจ็คพอตไปรู้ว่าเขาก็ไปมีอะไรกับเพื่อนคนนี้เหมือนกัน พอรู้หนูก็ช็อคไปเลย กินไม่ได้ ทำงานไม่ได้ จนเป็นโรคซึมเศร้าเพราะเรื่องนี้เลย และยังมีสภาพแวดล้อมอีก ยอมรับว่าเพื่อนร่วมงานเป็นคนค่อนข้างเก่งในสายตาหนู เขาเป็นคนละเอียด ทำงานเร็ว ตอบโจทย์หัวหน้าได้ดีมาก มันก็เลยมากดดันความรู้สึกว่าหนูทำงานไม่ดีหรอ ทำไมเขาถึงไปกับอีกคนนึง

สภาพหนูไม่ไหว น้ำหนักจาก 40-50 เหลือ 40 กิโล ภายใน 2 อาทิตย์ ก็เลยไปปรึกษาคุณหมอและกินยา หมอก็บอกว่าต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมนะ ถ้าไม่เปลี่ยน โอกาสแย่มีมากกว่านี้ หนูก็เลยไปบอกหัวหน้า ขอกลับไปทำงานที่เดิม ตอนแรกเขาก็จะไม่ยอมปล่อย เหมือนเขาจะรู้สึกผิดว่าทำให้หนูเป็นแบบนี้ แต่สำหรับหนูไม่ได้แล้ว อยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่ต่อคือหนักกว่าเดิมแน่นอน และหนูก็ยืนยันว่ายังไงก็ขอกลับ เขาก็โอเค ยอม แต่พอเรากลับมาที่เดิม เขาก็หายไปเลยสักพักนึง หนูก็ไม่พยายามติดต่อด้วย

ประมาณเกือบเดิมกว่าๆ อยู่ๆเขาก็ทักมาว่าเป็นไงบ้าง ดีขึ้นมั้ย แค่เขาทักมาใจมันก็ไปหมดเลย ยอมตั้งแต่หน้าประตู โหยหาเขา อยากเจอ อยากคุย อยากกอดเขาทุกอย่างเลย แล้วมันก็กลับมาวนลูปเดิม เขาก็คอยไลน์มาคุย มานู้นมานี่ จนถึงขั้นกลับมามีอะไรกันอีก และล่าสุดประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะมีสติขึ้นหรือเปล่า ไปได้ยินประโยคนึงของซีรีส์คลับฟรายเดย์ ที่ผู้หญิงบอกว่า พอแล้ว ไม่เอาแล้ว มันไม่มีความสุข หนูก็เลยกลับมานั่งคิดว่าที่เป็นอยู่มันมีความสุขหรอวะ นั่งรอเขามาคุย มาหา ในขณะที่เขาก็ไม่ได้รอหนู ไม่ได้มาสนใจหนูตลอด แต่ใจหนูมุ่งแต่กับเขา มีงานทำก็จริงแต่พอทำเสร็จปุ๊บก็มานั่งไถไลน์ดูว่าเขาทักอะไรมาหรือยัง ตอนนี้ก็เลยสับสนกับตัวเองว่าจะเอายังไงดี จะตัดความสัมพันธ์แบบนี้ยังไง บางทีพอคิดได้ มันก็มาโทษตัวเองอีกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราควรรัก เพราะเขาก็มีครอบครัวแล้ว ต่อให้รักกันจริงมันก็เป็นไปไม่ได้ ซึ่งหนูควรจะทำยังไงกับความสัมพันธ์แบบนี้ดี?'

3 ดีเจ ก็ให้คำปรึกษาว่า 'ยังไงก็ควรตัดขาด หรือ Block หัวหน้าคนนี้ไปเลย ถ้าทุกคนบอกให้หวานหยุด บอกให้หวานออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ แต่ถ้าใจหวานยังไม่ออกก็จะอยู่ตรงนั้นต่อไป ถ้าจำเป็นต้องตอบทางไลน์ ก็คุยเฉพาะเรื่องงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้อยู่ร่วมกันกับหัวหน้าไม่ได้แล้ว เหมือนกับแพ้ตั้งแต่หน้าประตูแล้ว

อยากให้หวานคิดดีๆว่าตัวเองทั้งน้ำหนักลด ทั้งเป็นซึมเศร้ากับแฟนของคนอื่น มันไม่ได้คุ้มค่าอะไรกับชีวิตของหวานเลย หัวหน้าคนนี้คือไม่ได้มีข้อดีอะไรเลย มีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ก็กล้ามีอะไรกับเพื่อนร่วมงาน มีอะไรกับเราอีก เค้ามีแค่คำหวาน ประตูก็มีทางออกอยู่แล้ว หวานเองก็รู้ว่าทางออกมันควรออกทางไหน แต่ก็ยังอยากอยู่ในวงกลมนี้ ทั้งๆที่มันเจ็บปวด

วันนี้แค่ยังไม่ตื่นมายอมรับความจริง ความจริงรอเราอยู่แล้ว ตื่นเมื่อไหร่ รับเมื่อไหร่ มันยังยืนอยู่ที่เดิมเสมอ รักตัวเองให้เยอะๆ พ่อแม่เลี้ยงเรามาไม่ได้เลี้ยงมาเพื่อเสียน้ำตาให้คนอื่น ขนาดหวานรู้ว่าหัวหน้ามีอะไรกับเพื่อนร่วมงานยังเจ็บขนาดนี้ แล้วภรรยาของเค้าถ้ารู้เรื่องนี้ว่ามีอะไรกับผู้หญิงอีกหลายคน จะเจ็บแค่ไหน ออกมาได้แล้ว ออกมาใช้ชีวิตและหาความสุขให้กับตัวเอง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ต่อหรือย้ายงานไปที่ไหนแล้ว ถ้าใจหวานยังรัก และหลงหัวหน้าอยู่ ตัวไกลแค่ไหน ก็มีความเสี่ยงอยู่ดี ณ ตอนนี้ หวานยังอ่อนแอเกินไปที่จะปล่อยให้ตัวเองทำตามหัวใจของตัวเอง โดยที่ไม่สนความถูกต้องหรือสิ่งที่หวานรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เพราะหวานก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหัวหน้าก็มีครอบครัว เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็ง ต้องมองตัวเองในกระจก ข้างในตัวเองต้องบอบช้ำแค่ไหน แล้วบอกตัวเองว่า เราจะไม่กลับไปเป็นคนนั้นอีก ไม่ได้ทำเพื่อใครเลย สุดท้ายก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น...'

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เจอแฟนแบบนี้ทำไง? สาวกลุ้มใจโทรปรึกษา คบกับแฟน มีอะไรพูดกันได้ทุกเรื่อง แต่พอบอกว่าเราทำงานเซลล์มา 5 ปี ได้เงินเดือนมากกว่าแฟน เขารู้สึกนอยด์ เทคแคร์เราน้อยลง พร้อมให้เหตุผลว่า 'เราไม่สมควรจะได้รับเงินเดือนเท่านี้'

26 พ.ค. 2023

เจอแฟนแบบนี้ทำไง? สาวกลุ้มใจโทรปรึกษา คบกับแฟน มีอะไรพูดกันได้ทุกเรื่อง แต่พอบอกว่าเราทำงานเซลล์มา 5 ปี ได้เงินเดือนมากกว่าแฟน เขารู้สึกนอยด์ เทคแคร์เราน้อยลง พร้อมให้เหตุผลว่า 'เราไม่สมควรจะได้รับเงินเดือนเท่านี้'

“คุณแซน (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเงินเดือน โดย “คุณแซน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนอายุเท่ากัน เป็นรุ่นเดียวกันเลย คบกันมาประมาณ 1 ปีกว่าๆ ตั้งแต่คบกันมาก็รักกันดี ไม่ได้มีการทะเลาะรุนแรง มีงอนบ้าง มีปัญหา เราก็พยายามปรับกันมาได้ตลอด ถึงขั้นมีแพลนที่จะใช้ชีวิตร่วมกันด้วย แต่มันจะมีอยู่ 1 ปัญหาในความสัมพันธ์ที่มันบั่นทอนจิตใจ และยังหาทางแก้ไขกันไม่ได้ จนมาถึงทุกวันนี้ต้องบอกก่อนว่า ตัวหนูเองทำงานเป็นเซลล์ ประสบการณ์ในอาชีพนี้ก็เกือบๆ 5 ปี ซึ่งรายได้เซลล์มันค่อนข้างจะสูง ส่วนแฟนทำงานคนละบริษัทกัน แต่งานที่เขาทำจะเป็นงานประเภท back office ซึ่งรายได้ก็จะน้อยกว่าหนูค่อนข้างเยอะ ประมาณ 30% 40%ช่วงที่คบกันแรกๆ เราก็เปิดใจคุยกันทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องรายได้ด้วย แบบเราบอกหมดเลยว่าเราทำงานอะไร รายได้เท่าไร หลังจากที่เขารับรู้เรื่องรายได้ของเรา การกระทำของเขาก็เปลี่ยนไปจนเรารู้สึกได้ มันไม่เชิงเป็นปัญหาที่ทะเลาะกัน แต่เหมือนเขาเคยเล่นกับเรา เคยมุ้งมิ้งกับเรา เคยหวานกับเรา ทุกอย่างมันน้อยลงหมดเลยจนเรารู้สึกได้เราก็เลยถามเขาว่าเป็นอะไร เขาก็บอกว่าเขารักหนูเหมือนเดิมนะ แต่ในหัวเขามีเรื่องรายได้หนูอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เขาแสดงออกกับเราน้อยลง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามองว่าทำไมงานเซลล์กับงาน back office รายได้มันถึงต่างกันขนาดนี้ เพราะในขณะที่เขาทำงานหนักมากๆ เขาเลยรู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเขาเลย รวมถึงเขามองว่าหนูไม่สมควรที่จะได้รับเงินเดือนมากขนาดนี้หนูพยายามอธิบายเหตุผลในอาชีพของเซลล์แล้ว และอธิบายว่าพาร์ทงาน การใช้สกิล ความเครียดอะไรมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว กว่าหนูจะได้เงินเดือนเท่านี้ หนูก็สะสมประสบการณ์ ใช้ความพยายามมาเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้รู้สึกยินดีกับสิ่งที่หนูได้รับเลย ทุกครั้งที่คุยเรื่องนี้ มันก็จบตรงที่ว่าเขาจะมองว่าหนูไม่สมควรได้รับมันอยู่ดี หนูก็เคยถามเขาว่าหนูจะทำยังไงกับความคิดนี้ของเขา เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงมีความคิดแบบนี้ แต่ถ้าความคิดนี้ของเขาหายไปได้ มันก็อาจจะเป็นในวันที่เขาจะยอมรับหนูก็ต่อเมื่อหนูทำอะไรที่เขาเห็นว่าหนูสมควรได้รับเงินเดือนเท่านี้ หรือวันหนึ่งที่เขามีรายได้มากกว่าหนู เขาก็อาจจะล้มเลิกความคิดนี้ไปก็ได้หนูรู้สึกบั่นทอนจิตใจมากที่เขาคิดแบบนี้ เพราะเราก็มีแพลนที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว แต่หนูยังไม่สามารถเปลี่ยนความคิดนี้เขาได้ มันก็เลยกระทบความสัมพันธ์ของเรา ซึ่งหนูคิดว่าเรื่องที่ทำให้เขาคิดแบบนี้ อาจจะเป็นเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะหนูไม่ค่อยแข็งแรง และจะมีเขาซัพพอร์ตในเรื่องนี้ แต่ในส่วนเรื่องการใช้ชีวิต เราจะค่อนข้างที่จะช่วยเหลือ ซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ไม่ได้มีปัญหาตรงนี้หนูอยากถามพี่ๆว่า การที่หนูพูดเรื่องเงินเดือนไป หนูผิดมากมั้ย? เพราะมันเซนซิทีฟ และอีกคำถามคือ หนูควรจะพูดหรือทำยังไงที่จะเปลี่ยนความคิดเขาได้บ้าง…3 ดีเจก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในวันที่เราจะเป็นคู่ชีวิตกัน มันควรจะส่งเสริมกัน มันไม่ควรกดอีกฝ่ายให้ต่ำ อยู่ด้วยกันมันไม่ควรเป็นจ่าฝูง แซนกำลังเจอคนที่ทัศคติแย่มาก และมันลามไปทุกเรื่องเลยนะ ถ้าวันนึงมีลูกขึ้นมา แล้วจะสอนเขายังไงแนะนำประโยคที่ทำให้เขาเปลี่ยน คือ พวกพี่ๆจะพูดว่า ถ้าเธอยังมีความคิดอย่างนี้อยู่ เธอก็ไม่สมควรมาเป็นแฟนเรา แค่นี้เลย เพราะมันไม่มองเห็นมุมไหนที่เราจะไปแก้ไขชุดตระกระความคิดนี้ของเขาได้ เราสมควรจะมีเงินเดือนตามความสามารถเรา และมีแฟนที่ยินดีกับเราในเรื่องนี้พี่แนะนำอีก 1 ทางเลือก บอกเขาไปว่า ไม่มีแฟนคนไหนหรอกนะที่เขาจะกดอีกคนให้ตกต่ำ พี่ควรจะดีใจที่หนูพัฒนาตัวเองได้ขนาดนี้ ถ้าพี่คิดว่าพี่ต่ำกว่าหนู พี่ต้องพัฒนาตัวเอง อย่ามาพูดกับหนูแบบนี้อีก พี่ไปหาคนใหม่ที่เงินเดือนต่ำกว่าหนู เราต้องพูดในสิ่งที่เราต้องการ และลองดูว่าเราพูดขนาดนี้ เขาจะรู้สึกตัวมั้ย ถ้าเขาไม่รู้สึกตัว แนะนำให้แซนเปลี่ยนแฟน…เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

มันผิดขนาดนั้นเลยหรอครับ? ก่อนหน้านี้เคยทำ Sex Creator ผมเปิด Onlyfans แต่ตอนนี้เลิกทำไปนานแล้ว พอไปสมัครงาน กลับโดนผู้บริหาร และแผนก HR เรียกพบ บังคับให้เซ็นลาออก เหตุผลเพราะเขาไปเห็นคลิปผมมา คุณสมบัติไม่เหมาะกับบริษัทนี้

14 มี.ค. 2023

มันผิดขนาดนั้นเลยหรอครับ? ก่อนหน้านี้เคยทำ Sex Creator ผมเปิด Onlyfans แต่ตอนนี้เลิกทำไปนานแล้ว พอไปสมัครงาน กลับโดนผู้บริหาร และแผนก HR เรียกพบ บังคับให้เซ็นลาออก เหตุผลเพราะเขาไปเห็นคลิปผมมา คุณสมบัติไม่เหมาะกับบริษัทนี้

“คุณคิว (นามสมมุติ)” อายุ 27 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (08/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาอาชีพที่เคยทำ โดย “คุณคิว (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เมื่อปีก่อน ผมเคยทำ Sex Creator เป็นคนเล่นเอง คล้ายๆกับ OnlyFans ที่ทำเพราะความจำเป็น ตอนนั้นไม่มีงานทำ แล้วต้องการใช้เงิน พอดีเห็นว่าช่องทางนี้เป็นช่องทางหาเงินได้ง่าย ผมทำได้สักพักแล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าจะคุ้มกับสิ่งที่ผมเสียไป ซึ่งในระหว่างที่ทำ ผมพยายามระวังที่สุดเลย ไม่ให้มีการเปิดหน้าหรือมีการเห็นหน้าผมชัดเจน บางทีก็บอกกับคนที่ร่วมด้วยว่าผมไม่ให้เห็นหน้านะ แต่สุดท้ายหน้ามันก็หลุดออกไปจนได้ ผมก็แก้อะไรไม่ได้แล้ว เพราะมันกระจายไปเร็วมาก หลังจากนั้นผมก็ออกมาจากตรงนั้น เพราะคิดว่าลองไปทำงานด้านสว่างดูบ้าง ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ทำแล้ว และผมก็ลองหางานจริงจัง สมัครงานจนได้มาที่นึง ทำมาได้เกือบๆปีแต่ก็ลาออกมาแล้ว มาสมัครอีกที่นึง เป็นบริษัทเอกชน ทำได้ประมาณ 2 เดือน ยังอยู่ในช่วงโปร (probation) จนเช้าวันนึงผมโดนเรียกไปพบ ในห้องนั้นมีทั้ง HR และผู้บริหารนั่งอยู่ด้วยกัน ผมก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็ค่อยๆอธิบายว่าไปเจออะไรมา ไปเห็นอะไรมา แล้วก็ประเมินผมทันทีว่าผมไม่มีคุณสมบัติเพื่อทำงานที่นี่ต่อ เขาให้เหตุผลว่าอาจจะทำให้บริษัทเสียหาย เขาก็จับมือให้ผมเซ็นใบลาออก เขาไม่ได้ไล่ออกเพราะเขาก็กลัวว่าจะเสียอะไรด้วย ซึ่งผมมั่นใจว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมเคยทำมา ผมยอมรับตามตรงว่ารู้สึกเฟลมาก ผมนอยกับตัวเองว่าการที่เคยทำแบบนั้นมาก่อน มันจะทำให้บริษัทเสียหายเลยหรอ ในขณะที่ทำงานอยู่ผมก็ไม่ได้ไปทำแบบนั้นเลย แล้วก็กลัวด้วยว่าถ้าไปสมัครที่อื่นจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกมั้ย ทำไมคนที่เคยทำ OnlyFans แล้วอยากกลับมาทำด้านสว่าง ต่อให้ทิ้งระยะเวลาแล้วก็ตาม แต่คนที่เขามองว่าไม่ดี ยังไงเขาก็ยังบอกว่ามันไม่ดีอยู่ดี ถ้างั้นคนที่เขาทำตอนนี้ ถ้าเขาอยากปรับตัวมาในด้านสว่างจริงๆ เขาก็ไม่มีโอกาสทำเลย ตอนนี้ผมก็ทำงานที่ใหม่อยู่ แต่ที่ทำงานก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่เคยพูดถึง ผมกลัวเขารู้และจะเกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำเหมือนกัน ผมอยากรู้ว่าพี่ๆคิดยังไงกับเหตุการณ์นี้บ้าง 3 ดีเจ ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องยอมรับว่าเรื่องของความอิสระในร่างกายของตัวเองหรืออิสระในการทำงานด้านนี้ ประเทศเราถือว่าใหม่มากกับการที่สังคมในวงกว้างจะยอมรับเรื่องนี้ได้ 100% บางทีมันก็ไม่ได้ส่งผลเสียกับบริษัทโดยตรงหรอก บางทีกฎบริษัทก็อาจจะไม่เท่าดุลพินิจของคนไม่กี่คนในบริษัทที่มีอำนาจ เพราะพวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เขาอาจจะไม่โอเค เราแค่ไปเจอบริษัทที่เขายังหัวโบราณ ไม่ต้องไปซีเรียสหรอก แค่ต้องอยู่ให้ถูกที่ หาที่ที่เขาโอเคกับมัน ที่เขารู้สึกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการทำงานของเขา และมีอีกหลายบริษัทที่เขาไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัว สนใจแค่เรื่องการทำงานมากกว่า แค่อย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ สำหรับบางคน บางกลุ่ม การทำ Sex Creator มันไม่มีปัญหาสำหรับพวกเขาเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำเพื่อแลกเงิน เพื่อดูแลตัวเอง ถ้าคิวรู้สึกไม่ดี คิดว่ามันเป็นตราบาปติดตัว มันจะส่งผลในระยะยาวเหมือนกันว่าคิวจะไม่มั่นใจไปเลย ถึงแม้คิวจะไปทำงานในที่ที่เขาโอเคแล้วก็ตาม อยากให้คิวปรับทัศนคติตรงนี้มากกว่า อย่าไปรู้สึกว่ามันเป็นจุดบอดทั้งชีวิตขนาดนั้น...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ว่างเกิ๊นนน! ผมทำงานบริษัทเกือบปี แต่ไม่ค่อยมีงานให้ทำ ล่าสุดเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น แต่ได้ทำแค่ยกของให้พี่ในแผนก ตอนนี้เบื่อมาก... อยากรู้ว่าพนักงานออฟฟิศอื่น ว่างๆทำอะไรกันบ้าง?

04 เม.ย. 2023

ว่างเกิ๊นนน! ผมทำงานบริษัทเกือบปี แต่ไม่ค่อยมีงานให้ทำ ล่าสุดเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น แต่ได้ทำแค่ยกของให้พี่ในแผนก ตอนนี้เบื่อมาก... อยากรู้ว่าพนักงานออฟฟิศอื่น ว่างๆทำอะไรกันบ้าง?

“คุณแบงค์ (นามสมมุติ)” สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 มีนาคม 2566) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาที่ว่าควรจะทำอะไรแก้เบื่อในเวลาว่างงาน โดย “คุณแบงค์ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘ผทมีปัญหาเรื่องที่ทำงาน แต่จริงๆแล้วก็เหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สักเท่าไหร่ เพราะปัญหาที่ว่าคือ การว่างงานมากเกินไปในช่วงเวลาที่ทำงาน มันเหมือนกับไม่ค่อยได้มีงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบมาก ผมเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ประมาณ 10 - 11 เดือน เกือบๆปีแล้ว ซึ่งตำแหน่งงานของผมเกี่ยวกับฝ่ายบุคคล ส่วนมากเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเอกสาร ส่วนงานอื่นๆก็แล้วแต่พี่ๆในแผนกจะมอบหมายให้ว่าต้องทำอะไรอย่างเช่นวันนี้ ผมนั่งที่โต๊ะทำงานของผมตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น ผมได้รับมอบหมายงานให้ทำแค่อย่างเดียวคือ ลงไปยกของให้พี่ในแผนก แต่บางครั้งเวลาที่คณะกรรมการหรือกลุ่มผู้บริหารในบริษัทนัดประชุมกัน บริษัทผมก็จะได้รับหน้าที่ให้ช่วยทำเอกสารเกี่ยวกับการประชุมตรงนั้น ซึ่งงานเหล่านี้ก็ไม่ได้มีทุกวัน แต่จะมีเป็นรอบๆไป ทำให้ตัวผมเองแอบเบื่อช่วงเวลาที่ว่างงานอยู่นิดหน่อย โดยผมจะหาวิธีแก้เบื่อด้วยการเล่นเกมหรือดู YouTube ที่โต๊ะทำงานของตัวเองเป็นประจำ และสามารถทำได้แบบเปิดเผย ไม่ต้องแอบไปทำสิ่งเหล่านี้ในห้องน้ำ และผมอยากจะมีการพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ เนื่องจากภายในแผนกของผมไม่ค่อยจะมีผู้ชาย มีแต่ผู้หญิงเกือบหมดทั้งแผนกแต่ช่วงประมาณกลางปีหลังจากนี้ทางบริษัทจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนงาน ซึ่งเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะตัวผมเองจะได้ไปเรียนรู้งานของแผนกอื่นๆบ้าง อาจจะได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ ที่พร้อมจะให้เราได้อยู่ในทีมทำงานและให้เราได้ช่วยเหลืองาน หรือให้เราได้แสดงความคิดเห็นบ้าง ภายในอนาคตหากทางบริษัทมีการปลดหรือเลิกว่าจ้างพนักงานขึ้นมา ตัวผมเองก็ไม่ได้กังวลขนาดนั้นและคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะว่าบริษัทนี้ค่อนข้างที่จะมั่นคง โดยก่อนหน้านี้ผมก็เคยไปปรึกษาคนอื่นๆ แล้วคำตอบที่ได้คือ ก็ดีแล้วนิ อยู่ตลอด ผมอยากถามพี่ๆว่า พนักงานออฟฟิศ ถ้ามีเวลาว่าง เขาทำอะไรกัน เพราะตอนที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ ผมก็จะค่อนข้างยุ่งอยู่ตลอด ทั้งเรียน ทั้งอ่านหนังสือ หรือทำงานทำวิจัย แต่ตอนนี้ผมเบื่อมากๆงานนี้ทั้ง 3 ดีเจ ก็ได้ให้คำแนะนำว่า สถานการณ์ที่คุณแบงค์เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ถ้าให้ช่วยแนะนำกิจกรรมยามว่างก็คงจะเป็นการหาความรู้รอบตัวเพิ่มดีกว่า เช่น การดูสารคดีที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์จิตวิทยา, คดีลึกลับหรือคดีฆาตรกรรมต่างๆ เพื่อให้รู้ลึกถึงความคิดของฆาตกรแต่ละคน, หรือ จิตวิทยาแบบเชิงวิทยาศาสตร์ รับรองความรู้รอบตัวจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะมากแถมฆ่าเวลาได้ดีอีกด้วย เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สาวรอแฟนมารับ กลับจากงานศพเพื่อนสนิท คืนนั้นมีเบอร์แฟนโทรมาหาตอนตี 3 แต่เป็นสายจากเพื่อนบ้าน บอกว่า ‘แฟนเราเสียชีวิตแล้ว’...

24 มี.ค. 2023

สาวรอแฟนมารับ กลับจากงานศพเพื่อนสนิท คืนนั้นมีเบอร์แฟนโทรมาหาตอนตี 3 แต่เป็นสายจากเพื่อนบ้าน บอกว่า ‘แฟนเราเสียชีวิตแล้ว’...

ช็อคเรื่องไหนก่อนดี? สาวรอแฟนมารับ กลับจากงานศพเพื่อนสนิท คืนนั้นมีเบอร์แฟนโทรมาหาตอนตี 3 แต่เป็นสายจากเพื่อนบ้านบอกว่า ‘แฟนเราเสียชีวิตแล้ว’ รู้เพราะมีเพื่อนแฟนมาปลุกให้ไปช่วยดู มารู้ทีหลังว่าเพื่อนคนนั้น เป็นผู้หญิง ทำงานที่เดียวกับแฟน...และแอบมานอนกับแฟนเรา ที่สำคัญเค้ามีสามี แต่งงานมาแล้ว 8 ปี ทำเอา 3 ดีเจอึ้งกันทั้งห้องจัด! เมื่อ “คุณอุ้ย (นามสมมุติ)” อายุ 36 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาแฟนเสียชีวิตแต่มีเรื่องที่มารู้ทีหลัง โดย “คุณอุ้ย (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘คบกับแฟนมา 3 ปี จะเข้าปีที่ 4 แล้ว ระหว่างที่คบกันก็สร้างครอบครัว ซื้อบ้านด้วยกันมา ซึ่งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เรามีปัญหาทะเลาะกันบ่อย หนูก็กลับไปอยู่บ้านตัวเอง แต่เราก็ยังไม่ได้เลิกกัน ยังคุยกันทุกวัน เขาก็มารับพาไปนู้นไปนี่ตลอด ไปกินข้าวด้วยทุกอาทิตย์ เจอกันเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนแฟนกันปกติ แต่เราแค่ห่างกันเพื่อปรับ เมื่อวันที่ 18 กุมภาที่ผ่านมา เพื่อนสนิทของเราเสียชีวิต แฟนเราก็ยังขับรถพาไปเดินเรื่องที่เพื่อนเสียให้อยู่เลย ทีนี้เราจะต้องไปต่างจังหวัดเพื่อไปร่วมงานศพเพื่อนคนนี้ แฟนเราก็ไปด้วย แต่พอเสร็จพิธี เราจะกลับแล้วแต่พ่อของเพื่อนยังไม่อยากให้เรากลับ เขากลัวบ้านเหงาก็เลยขอให้เราอยู่ต่อ เราก็นัดกับแฟนว่าให้มารับเราวันเสาร์ หลังจากนั้นแฟนก็เลยขับรถกลับบ้าน แต่เราก็ยังคุยโทรศัพท์กันปกติ วันศุกร์เขาก็ยังส่งคลิปรายการพุธทอล์ค พุธโทรมาให้เราดูอยู่เลยว่าคลิปนี้ตลกนะ แต่พอวันเสาร์ เวลาประมาณตี 3.49 น. เบอร์ของแฟนก็โทรเข้ามา แต่คนที่โทรมาเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเรา เขาแจ้งว่าแฟนเราเสียแล้ว เราถามเขาว่ารู้ได้ไง เขาก็เลยบอกว่าเพื่อนของแฟนเราวิ่งไปปลุกเขา ไปกดออดที่บ้านเรียกเขาให้ไปดูแฟนเราหน่อย เหมือนแฟนเรานอนละเมอแล้วปลุกไม่ตื่น แต่ตอนที่เพื่อนบ้านเข้ามาในบ้านเรา ขึ้นไปบนห้องนอนก็เห็นว่าแฟนเราหยุดหายใจไปแล้ว จริงๆบ้านหลังนั้นแฟนเราอยู่คนเดียว แต่เราเข้าใจว่าเพื่อนของแฟนคงไปสังสรรค์แล้วนอนค้างที่บ้าน เพราะเป็นเรื่องปกติที่เพื่อนเขามานอนค้าง พอเพื่อนบ้านโทรมา เราก็เลยขอคุยกับเพื่อนแฟน เพราะเราอยากรู้อาการว่าเป็นอะไร ยังไง กลับกลายว่าเพื่อนที่ไปอยู่กับเขาเป็นผู้หญิง แล้วก็อยู่กันสองคนในห้องนอนของเรา ตอนนั้นเราช็อค ไม่อยากถามอะไรมาก เราเป็นห่วงแฟน จนสักพักพยาบาลโทรมาหาเราบอกว่าตอนนี้เขาปั้มหัวใจไปได้ 20 นาทีแล้วนะ เหลืออีก 10 นาที ถ้ายังไม่กลับมาเขาจะทำการหยุดปั้มหัวใจ เขาก็รายงาน บอกเราตลอด เราก็รีบกลับมาที่บ้านเลย พอกลับมาถึง ศพก็ถูกเคลื่อนย้ายไปชันสูตรที่โรงพยาบาลแล้ว และทางญาติแฟนก็เอาศพกลับบ้านเกิด เราก็ข้องใจเลยโทรไปหาผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ถามว่าเขาเป็นอะไรกัน คบกันหรือเปล่า ถ้าเป็นแฟนกันบอกพี่ได้นะ พี่จะขอไปงานศพแค่วันเผาวันเดียวเพื่อไปอโหสิกรรมให้เขา ผู้หญิงก็บอกว่าหนูไม่ได้เป็นแฟนกัน ไม่ได้เป็นอะไรกัน หนูเป็นเพื่อนกันค่ะ เราก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันเอากันไม่ได้นะหนู เพราะเขาเล่าให้เราฟังว่า เขานัดเจอกัน ไปกินข้าวด้วยกันแล้วก็มีอะไรกัน เผลอหลับไป และก็เกิดเรื่อง เรามาเปิดดูกล้องวงจรปิดในบ้านย้อนหลัง เราเห็นตอนที่ผู้หญิงเข้ามาในบ้านเรา เขาก็กลัวคนอื่นจะรู้ คือนั่งเบาะหลังคนขับมา แล้วตอนเข้าบ้านก็เอารองเท้าเข้ามาซ่อนในบ้าน ปิดเงียบทุกอย่าง ไม่ให้ใครรู้ แล้วอีกคลิปก็เหมือนเขานอนดูหนังอยู่ด้วยกันบนโซฟา แฟนเรานอนดูหนังจริงๆ ไม่ได้กอด หรือหอมผู้หญิงคนนั้นเลย แต่ผู้หญิงพยายามกอด พยายามหอมแฟนเรา กลิ้งนอนทับตัวไปมา เราไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนแล้ว แต่เราเจ็บมาก ซึ่งผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนร่วมงานกับแฟนเรา เขาบอกว่าเขาก็หวังว่าแฟนเราจะเลือกเขา เขารู้มาตลอดว่าแฟนมีเรา แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าแฟนมีเขา ตอนแรกที่เราทะเลาะกัน เราก็เคยบอกว่าถ้าจะมีใครใหม่ให้บอกกันนะ แต่แฟนเราเขาเป็นคนบอกเองว่าไม่เอา ไม่เลิก เราห่างเพื่อปรับกัน เรายังคบกันอยู่นะ เราก็เลยคิดว่ามันเป็นแบบนั้นมาตลอด และหลังจากวันที่แฟนเราเสียชีวิต โทรศัพท์ของแฟนก็อยู่ที่เรา แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ทักแชทไลน์มาหาแฟนเราว่าคิดถึงจังเลย เราก็ตอบกลับไปบอกว่าโทรศัพท์อยู่กับพี่นะ เขาบอกว่าเขาขอคลิปตอนที่ช่วยชีวิตแฟนเราหน่อยได้มั้ย เขาคิดถึง คือเพื่อนบ้านเขาถ่ายคลิปเป็นหลักฐานไว้ว่าเขามาช่วยนะ เราก็เลยบอกว่าเอาเบอร์พี่ไปนะ แอดไลน์พี่มา เดี๋ยวส่งให้ทางเครื่องของพี่ เพราะเครื่องนี้มันส่งยาก แล้วเราก็ส่งให้ปกติ และเราก็บอกกับเขาไปว่าตอนนี้พี่ยังคุยกับหนูไม่ได้ทุกเรื่องนะ เพราะพี่ยังทำใจไม่ได้ พี่ยังสับสนอยู่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังตัดสินใจว่าเราจะไปงานศพเขาดีมั้ย ถ้าเราไป แล้วเราไปในฐานะอะไร เราควรไปหรือไม่ไปดี พอวันที่ 2 ผู้หญิงคนนั้นเขาไลน์มาบอกอีกว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร จนเราไม่ไหวแล้วก็เลยพิมพ์กลับไปบอกว่าถ้ามาพิมพ์อะไรแบบนี้ เขารับรู้ไม่ได้หรอก หนูไปจุดธูปบอกเขาเองนะ ยิ่งเขาทำแบบนี้ เรายิ่งทำใจไม่ได้ เรายิ่งไม่อยากไปงานศพเขาเลย แต่ทางญาติแฟนก็ตามให้เราไปงานศพสักที อยากให้ลูกเขาหมดห่วง ให้เราไปร่วมงานไปอโหสิกรรม เราก็พิมพ์ไปบอกผู้หญิงว่า อย่าทำแบบนี้นะ พี่ไม่ไหวจริงๆ มันเป็นการตอกย้ำว่าเขาหักหลัง ทำร้ายเราจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ และเราก็ไปร่วมงานศพของเขา แต่ไปวันสุดท้าย ก็มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ คนที่เขาไม่รู้เรื่องเขาก็มองว่าแบบเป็นแฟนภาษาอะไร ทำไมเพิ่งมาร่วมงาน เราก็ตอบทุกคนว่าเขาเสียด้วยโรคประจำตัว เราก็ไม่รู้จะตอบแบบไหนที่จะไม่สะเทือนใจญาติพี่น้องของเขา ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็ไปร่วมงานศพด้วย แต่การกระทำในงานศพเขาล้ำเส้นเรามาก ล้ำเส้นจนกระทั่งวันเผา ทางญาติของเขามาตามให้เราไปทำพิธีตัดกรรมตามประเพณีของบ้านเขา ซึ่งเราจะต้องขึ้นไปบนเมรุคนเดียว ระหว่างที่เราขึ้นไป เราได้ยินเสียงลุงสัปเหร่อที่อยู่ข้างบน เขาพูดว่า อ้าว เมียเขาคนนี้หรอ? ตอนเปิดโลงเขาก็ยืนร้องไห้ เอาหน้าถูโลง อยู่ตั้งแต่คนแรกจนลงคนสุดท้าย แต่หนูขึ้นไปแปปเดียวเพราะหนูทำใจไม่ได้ ญาติเขารู้วันที่แฟนเสียว่ามันมีเรื่องแบบนี้ แล้วก็รู้ว่าเป็นผู้หญิงคนนี้ แต่ก็เข้าใจว่าเขาไปร่วมงานก็ไม่ได้อะไร แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราก็เลยทำในสิ่งที่ไม่ดีอย่างนึง คือ ผู้หญิงคนนั้นเขามีสามีแล้ว เขาเคยผูกข้อไม้ข้อมือด้วยกัน ตอนแรกเราจะไม่ยุ่งเลย อยากให้มันจบๆไป แต่สิ่งที่เขาทำเหมือนไม่ให้เกียรติเราเลย เราเลยทักไปหาแฟนเขา ไปเล่าให้แฟนเขาฟังเรื่องที่เกืดขึ้น แฟนเขาก็บอกว่าเขาสองคนยังไม่ได้เลิกกันนะ เขายังคบกันดีอยู่ ซึ่งเขาคบกันมา 8 ปีแล้ว วันนั้นที่ผู้หญิงแอบมาหาแฟนเรา คือแฟนของผู้หญิงเขาไปทำงาน เข้ากะดึก คือเขาไม่รู้เรื่องเลย และเราก็บอกว่าถือว่าฝั่งพี่หมดกรรมแล้ว พี่จะไม่ขอยุ่งอะไรแล้ว แต่พอเสร็จจากงานศพ ผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาเรา เขาน่าจะรู้เรื่องว่าเราโทรไปบอกแฟนเขา เขาบอกว่าสิ่งที่เขากลัว คือกลัวโดนเราประจาน เขาอาย เราก็เลยบอกว่าอย่ามายุ่งกับเราเลย เราอโหสิกรรมให้ แต่ถ้ายิ่งมายุ่งวุ่นวายกับเรา เรายิ่งทำใจไม่ได้ ตอนนี้มันไปต่อไม่ได้เลย มันคิดวนอยู่ในหัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น แฟนเราเขาหักหลังเราอย่างนั้นจริงๆใช่มั้ย ผู้หญิงคนนั้นก็ไปบอกแฟนเขาว่าแฟนเราเป็นคนไปจีบเขาก่อน เราก็เหมือนมูฟออนไม่ได้ บางทีอยากจะอโหสิกรรมให้เขา แต่บางทีมันก็ปรี๊ดขึ้นมาว่าตกนรกแน่ๆ แต่บางทีเราก็ยังคิดถึง โหยหาเขา แบบทั้งรักทั้งแค้น มันงงไปหมด เพราะสิ่งที่เรารับรู้คือได้แค่ฝั่งผู้หญิงคนนั้นว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้... แฟนเราเพิ่งเสียไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาที่ผ่านมา อยากได้แนวคิดดีๆที่มันไปต่อได้ ตอนนี้คือเราสะดุ้งตื่นตอนตี 3 ทุกวัน กินยาไปแล้วก็ยังสะดุ้งตื่น มันวนเวียนอยู่ในหัว บางทีทำงานไม่ได้ มันคิดวกไปวนมา ทั้งๆที่เขาก็ตายไปแล้ว 3 ดีเจให้คำปรึกษาว่า ‘ให้คิดว่าเขาตายไปแล้ว ไม่ว่าเค้าจะนอกใจ หรืออะไรก็ตาม ณ ตอนนี้ เค้าเสียชีวิตไปแล้ว ปกติที่จะเป็นความลังเลว่าควรจะเสียใจดีไหมที่เขาจากเราไป แต่ในคณะเดียวกันการจากไปครั้งนี้ เขาก็นอกใจไปมีอะไรกับคนอื่น ณ วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบบังคับตัวเองว่าจะต้องอโหสิกรรม หรือให้อภัย เพราะเรื่องมันเพิ่งเกิด คงต้องใช้เวลามากกว่านี้ มองปัจจุบันว่าคนที่อยู่คือเรา ตัวเขาไม่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกเรื่องนั้นไปตลอด เพราะยังไงเขาก็มาให้คำตอบเราไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือโฟกัสที่ตัวเอง อย่าให้เขามาส่งผลต่อความรู้สึกของเราตอนนี้เลย ท่องไว้เลยว่า มันไม่มีเขาแล้ว จากนี้ไปเราจะเป็นคนกำหนดเองว่าชีวิตเราต่อจากนี้จะเป็นยังไง... คนที่ให้คำตอบเราได้วันนี้คือตัวเขา ซึ่งไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะไปหาคำตอบ หาเหตุผล หรือ สิ่งที่มันเกิดขึ้นจากใครทั้งนั้น เพราะมันมีแต่จะทำให้เราเสียใจเปล่าๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันยุ่งเหยิง วุ่นวายไปหมด จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรอเวลา ใช้เวลาเยียวยาที่นานกว่าคนปกติ รอให้เวลาผ่านไปก่อน ณ วันนี้เป็นเรื่องปกติมากที่เราจะยอมรับความจริงอะไรไม่ได้ เพราะเป็นกลไกความคิดที่คนเราต้องเจอ ทำความเข้าใจกับมันว่า ช่วงนี้คือช่วงที่หนักสำหรับเรา แต่สักพักมันต้องดีขึ้น จะช้าจะเร็วก็แล้วแต่คน แต่อยากให้เชื่อว่า ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว มันต้องดีขึ้น... ‘ความคิด’ ของเราเอง คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง ถ้าเรามีสติและมองให้ลึกมากพอ เราจะรู้ว่าความคิดของเราเป็นสิ่งสำคัญมากๆที่จะกำหนดว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร อย่าเพิ่งมองถึงอนาคตว่าจะทำอะไรยังไง มองปัจจุบันก่อน ตื่นมาทำอะไร อยากกินอะไรก็กิน ร้องไห้จนไม่ไหวก็ร้องไป อยากนอนก็นอนไป อย่างน้อยการร้องไห้มันก็เป็นการเผาความเศร้าออกไปได้ รอวันที่เรายอมรับความจริงได้ เราก็รู้ว่าเขาไม่ได้ซื่อสัตย์กับเรา ณ ตอนนี้ การที่เขาเอาผู้หญิงเข้าบ้านขนาดนั้น มันคือการนอกใจแล้ว โทษสูงสุดของการนอกใจคือการเลิก แต่ขั้นกว่าคือ ตายไปเลย!! วันนี้คิดซะว่าถ้าจะลงโทษเค้าเรื่องการนอกใจ คิดซะว่า ณ ตอนนี้เขาได้รับโทษไปแล้ว เป็นโทษที่สูงสุดด้วย ควรถามตัวเองดีกว่าว่า เราเสียใจมากกว่า หรือ โกรธมากกว่า ถ้าวันนี้ตามที่คุณอุ้ยบอกมาว่า เสียใจมากกว่า ให้ตัดเรื่องการนอกใจออกไปเลย หันกลับมาทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ยังไงสักวันหนึ่งคนเราก็ต้องจากกันไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตายอยู่แล้ว วิธีที่อยากจะแนะนำคือ หยุดเอาคำถามเรื่องที่เกิดขึ้นมาใส่ในหัว แล้วบอกตัวเองว่าเราจะอยู่ให้ได้ ช่วงนี้ก็หลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว อยากพูด อยากทำอะไรทำ ปลดปล่อยตัวเอง แล้วให้เวลาเยียวยาเรา ตัดเรื่องผู้หญิงคนนั้นออกไปเลย ความแค้นมันทำให้เราเป็นทุกข์ เรื่องที่คุณอุ้ยเจออยู่มันไม่ง่ายเลย แต่บอกตัวเองว่าฉันจะผ่านไปให้ได้ และเรื่องที่เกิดความสูญเสีย เจอกับเหตุการณ์ช็อคๆแบบนี้ อยากจะแนะนำให้ไปปรึกษา พูดคุยกับจิตแพทย์ดู อย่าปล่อยให้ตัวเองดิ่งนานๆ มันอาจจะเป็นสัญญาณสู่ ‘โรคซึมเศร้า’ ได้ และถ้าการไปหาจิตแพทย์แล้วไม่เวิร์ค อย่าเพิ่งถอดใจไป ให้ลองเปลี่ยนจิตแพทย์คนอื่นดูก่อน ขอร่วมส่งกำลังใจให้คุณอุ้ย ผ่านเรื่องนี้ไปได้เร็วๆ...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-