
29 พ.ค. 2026
พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกิน โชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้ แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย
พ่อแฟนพาเข้าม่านรูดหวังล่วงเกินโชคดีที่ตอนนั้นหนีออกมาได้แล้วหลังจากนั้นพ่อแฟนก็ไม่ได้พูดอะไรกับเราตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แผลในใจยังไม่เคยหาย ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ)เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 พฤษภาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่ พ่อของแฟนเกือบจะล่วงเกิน โชคดีที่หนีออกมาได้ เรื่องผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ยังเจ็บปวดในใจ ‘คุณน้ำหอม’ (นามสมมติ) อายุ อายุ 46 ปี ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอมานานกว่า 20 ปี เรื่องราวที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดระแวงก็ไม่เคยเลือนหายไปจากชีวิตของเธอเลย เธอเล่าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่เพิ่งคบหากับแฟนและย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฝ่ายชายได้ประมาณหนึ่งปี วันหนึ่งคุณพ่อของแฟนมาเคาะประตูห้อง ก่อนจะบอกกับเธอว่าแฟนให้มารับไปหาที่ทำงาน ด้วยความที่ไว้ใจ เธอจึงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไปกับเขา แต่ระหว่างทาง พ่อของแฟนกลับพาเธอเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเล่าว่าแม้อีกฝ่ายจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่พยายามฉุดกระชากและบังคับเธอให้อยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเธอร้องเสียงดังมาก สุดท้ายเธอสามารถวิ่งหนีออกมาได้ และกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมากที่สุดคือหลังจากกลับมาถึงบ้าน พ่อของแฟนกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณน้ำหอมยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเธอยังอายุน้อยมาก และด้วยบริบทเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ทำให้เธอไม่กล้าพูดความจริงเรื่องนี้กับแฟนตรง ๆ เธอจึงเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียว เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนก็จริงจังมากขึ้น ก่อนหน้านี้พ่อและแม่ของแฟนแยกทางกัน เดิมทีทุกคนอาศัยอยู่รวมกันในบ้านใหญ่กับญาติหลายคน เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มจริงจัง เธอกับแฟนจึงเริ่มวางแผนสร้างครอบครัวของตัวเอง และซื้อบ้านออกมาอยู่กันสองคน จนกลายมาเป็นบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิด คือแฟนของเธอต้องการให้พ่อมาอยู่ด้วยในบ้านหลังปัจจุบัน แม้ในใจจะไม่อยากเผชิญหน้า แต่สุดท้ายเธอก็จำใจยอม เพราะไม่อยากให้แฟนลำบากใจ อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันนั้นไม่เคยหายไปจากความทรงจำเลยแม้แต่วันเดียว คุณน้ำหอมกล่าวว่า “เขาทำกับเราแบบนั้น แต่เหมือนในความรู้สึกของเขา เขาลืมมันไปหมดแล้ว” เธอเล่าว่าตลอดเวลาที่อยู่บ้านเดียวกัน เธอมักระแวงอยู่เสมอ เวลานอนก็ต้องล็อกประตูสองชั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ปัจจุบัน พ่อของแฟนอายุมากขึ้นและเริ่มเจ็บป่วย ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่แฟนของเธอเองก็ประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นผู้พิการ แม้จะยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน แต่ก็ทำให้หลายอย่างในชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ แฟนของเธอจึงมักฝากให้เธอช่วยพาพ่อไปหาหมอ หรือช่วยดูแลแทนอยู่เสมอ เธอยอมรับตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้ที่ยังดูแลพ่อของแฟนอยู่ ก็เพราะความรักที่มีต่อแฟนล้วน ๆ เพราะเธอรู้ดีว่า ตอนนี้ครอบครัวของเขาเหลือกันอยู่เพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น สิ่งที่เธออยากรู้ คือเธอควรทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง ควรทำใจอย่างไรเพื่อดูแลพ่อของแฟนต่อไป และสุดท้ายแล้วเธอควรบอกความจริงเรื่องนี้กับแฟนดีหรือไม่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ไม่บอกค่ะ เพราะว่าเรารักแฟนเรา แล้วรู้ว่าถ้าหากเราบอกเรื่องนี้ไป แฟนของเราจะเสียใจแล้วก็มองหน้าพ่อไม่ติด ไหน ๆ เราเก็บมา 26 ปีแล้ว ก็ทำเพื่อแฟน ถ้าไหวนะคะ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็บอกให้แฟนรู้ว่า เธอ เรามีความจริงเรื่องหนึ่ง แต่มันนานมาแล้ว แต่ ณ วันนี้ฉันไม่ได้อะไรนะ แค่อยากบอกให้เธอรู้ไว้ ส่วนเรื่องที่จะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่อของแฟนต่อ เห็นแล้วโกรธ เห็นแล้วเกลียด ก็ลองจ้างคนอื่นมาดูแลแทน” ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ ให้ความเห็นว่า “อยากให้บอกความจริง แต่เรื่องนี้ก็อยู่ที่คุณน้ำหอมจะตัดสินใจ แต่คุณน้ำหอมต้องประเมินแฟนให้ออกว่า ถ้าพูดความจริงออกไปแล้ว ไม่ใช่ว่าหัวใจวาย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ที่เขาควรต้องรู้ ส่วนคำถามว่าจะทำใจยังไงที่ต้องดูแลพ่ออยู่ อยากจะเชียร์ให้คนอื่นมาดูแล อย่าไปฝืนตัวเอง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่มีจริง ๆ ส่วนตัวคงอยากจะพูดกับพ่อตรง ๆ ว่า ไม่ได้ลืมนะในสิ่งที่เขาทำ นี่กำลังดูแลเพื่อแฟนของหนูนะ ทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาเคยทำมันผิด และควรรู้สึกผิด” ขณะที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “จะทำยังไงให้ดูแลเขาได้ ไม่ต้องไปพยายามมาก ดูแลคนป่วยมันต้องอาศัยความพร้อมทางจิตใจของคนดูแลเหมือนกันนะ ถ้าจิตใจเราไม่พร้อม ก็ทำเท่าที่คนหนึ่งจะเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอีกคนหนึ่งได้ เพราะเราก็อดทนมาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ส่วนตัวเชียร์ว่าไม่ต้องฝืน รู้สึกยังไงก็ปฏิบัติตามนั้น ส่วนเรื่องจะบอกหรือไม่บอก ก็เหมือนกัน เก็บมาได้ตั้ง 20 กว่าปีแล้ว ถ้ายังไม่มีจังหวะที่เหมาะกว่านี้ ก็อาจเก็บไว้ก่อน ไม่แน่วันหนึ่ง ถ้าพ่อเขาไม่อยู่แล้ว อาจมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าวันนี้สถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ส่วนตัวรู้สึกว่าที่ประคองกันมาได้ก็เก่งมากแล้ว แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ก็หาคนมาช่วยแบก นั่นก็คือสามี มันจะทำให้เราเบาลง” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท็อป’ ที่ได้ให้คำแนะนำในด้านของสุขภาพจิตไว้อย่างลึกซึ้งว่า “คำถามที่สำคัญที่สุด คือเราจะดูแลจิตใจตัวเองอย่างไรก่อน เพราะคนที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นบาดแผล ถึงแม้จะผ่านมา 26 ปีแล้ว หรือแม้จะผ่านไป 40 – 50 ปี มันก็ยังสามารถทำให้รู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานได้ ยิ่งเป็นคนในครอบครัว บาดแผลมันยิ่งลึก เพราะเราต้องเจอกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นความรู้สึกแย่มันเป็นเรื่องปกติมาก และสิ่งสำคัญคืออย่าโทษตัวเอง บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองผิด แต่จริง ๆ แล้วเราคือเหยื่อ เราไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว และต้องขอบคุณตัวเองที่ประคองชีวิตมาถึงตรงนี้ได้ ความรู้สึกแย่ก็คือแย่ ไม่จำเป็นต้องฝืนว่าโอเค เพราะยิ่งกดไว้ มันจะยิ่งทรมาน ถ้าชาตินี้ยังให้อภัยไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะบางครั้งการถูกบังคับให้ให้อภัย มันอาจทำให้เราเจ็บกว่าเดิม ส่วนคำถามว่าจะบอกแฟนดีไหม ก็บอกเมื่อรู้สึกว่าจำเป็นต้องบอก บอกตอนที่เราอยากบอกจริง ๆ ไม่ใช่ตอนที่ถูกคนอื่นกดดันให้บอก” รายการ พุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำหอม และไม่ว่าคุณน้ำหอมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดนี้ได้หรือไม่ แต่หวังว่าคุณน้ำหอมจะเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็นมาและเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต พวกเราจะส่งกำลังใจให้คุณน้ำหอมเสมอนะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin








