แม่แฟนไม่ยอมให้แฟนเราย้ายออกมาอยู่กับเราหลังแต่งงาน เพราะความต้องการของแม่คือการมีลูกชายอยู่ด้วยตลอดเวลา หนูจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ หรอคะ ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แม่แฟนไม่ยอมให้แฟนเราย้ายออกมาอยู่กับเราหลังแต่งงาน เพราะความต้องการของแม่คือการมีลูกชายอยู่ด้วยตลอดเวลา หนูจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ หรอคะ ?

27 ก.พ. 2026

แม่แฟนไม่ยอมให้แฟนเราย้ายออกมาอยู่กับเราหลังแต่งงาน  

เพราะความต้องการของแม่คือการมีลูกชายอยู่ด้วยตลอดเวลา

หนูจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ หรอคะ ?

        ‘คุณฟ้า (นามสมมติ)’ อายุ 28 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘คุณหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่แม่แฟนไม่ยอมให้แฟนย้ายออกมาอยู่กับเราหลังแต่งงาน

        โดย ‘คุณฟ้า (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูมีปัญหากับแม่ของแฟน เพราะว่าเขาไม่ยอมให้ลูกชายแยกบ้านออกมาอยู่กับเรา แม้ในอนาคตเราจะแต่งงานกันแล้วก็ตาม แฟนของเราก็ได้แต่บอกว่ายังไงก็ได้ ไม่เลือกคนใดคนหนึ่ง แม่ของแฟนเราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แยกกับพ่อของแฟนมาตั้งแต่แฟนเราเด็ก ๆ และไม่ได้มีสามีใหม่ ทำให้แม่เขามีแค่ลูกชายเพียงคนเดียว

        หนูเองก็เคยเจอกับแม่ของแฟนอยู่บ่อยครั้งนะคะ แม่เขาเป็นคนใจดี และดีกับหนูมาตลอด แต่หนูเองก็ไม่ได้สบายใจ และไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความที่เขาเป็นผู้ใหญ่ หนูเองก็เกรงใจเขา หนูอยากให้บ้านเป็นพื้นที่เซฟโซนของหนู ในอนาคตถ้าหนูได้แต่งงาน หนูก็คงต้องย้ายบ้านไปอยู่กับเขา และแม่ของเขา

        หนูกับแฟนคบกันมาได้ 2 ปีแล้วค่ะ เราเคยวางแผนที่จะแต่งงานกันใน 2 - 3 ปีนี้ ตัวหนูเองยืนยันว่ายังไงหนูก็จะไม่ย้ายเข้าไปบ้านของแฟน แต่แม่เขาก็ยืนยันเหมือนกัน ว่าจะไม่ให้ลูกชายย้ายออกจากบ้านเด็ดขาด หนูเคยหาทางเจรจา ว่าจะซื้อบ้านในระแวกนั้น เพื่อให้เราทั้งสามคนจะได้อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่แม่เขาก็ยังไม่โอเค หนูเองก็เสนอทางออกไปอีกครั้งว่าให้แฟนอยู่บ้านกับหนู 4 วัน อยู่กับแม่ 3 วัน แต่แม่เขาก็ไม่โอเคอยู่ดี เพราะความต้องการของแม่ คือการที่มีลูกชายอยู่ด้วยตลอดเวลา

        แฟนของหนูก็พูดแต่อะไรก็ได้ แต่สุดท้ายหนูก็คิดว่าถ้าต้องเลือกจริง ๆ เขาคงเลือกแม่ของเขา หนูเองก็ไม่เคยคุยกับแม่เขาตรง ๆ ได้แต่คุยผ่านแฟนตลอด แต่เวลาเจอกันแม่เขาก็ดีกับหนูเสมอ บางครั้งเราก็ไปค้างคืนที่บ้านเขา แต่เราก็รู้สึกเกร็ง ๆ ตลอดเวลา แม้ว่าแม่เขาจะดูแลเราอย่างดีก็ตาม

        แม่ของแฟนบอกว่า หลัก ๆ ที่อยากให้เขายังคงอยู่บ้านกับแม่ เพราะความปลอดภัย ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาใครจะช่วยดูแล หรือเรื่องการช่วยดูแลบ้าน ถ้ามีแม่อยู่ด้วยก็คงจะดี รวมถึงแม่ก็เป็นคนขี้เหงาด้วย ถ้าต้องอยู่บ้านคนเดียว เขาก็คงไม่ยอม ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป หนูจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ หรอคะ"

        ทางด้านของ ‘ดีเจเกลือ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อย่าเพิ่งแต่งงานกัน ถ้ายังไม่มีการตกลงเรื่องนี้ให้ชัดเจน สำหรับผมคิดว่าการที่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ดูแลเขามาคนเดียวเพียงลำพัง อย่างไรก็ตามผู้ชายก็ต้องเลือกแม่ของเขา การที่เขาตอบเราว่ายังไงก็ได้ นั่นแปลว่าเขาตอบเรามาแล้ว

        แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี เขาคือคนที่รักครอบครัว ผู้ชายคิดยังไงกับแม่ แปลว่าเขาก็คิดกับคุณแบบนั้น ส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารักผู้ชายคนนี้ ก็เพราะการเลี้ยงดู ที่เขาได้รับมาจากผู้หญิงผู้เป็นแม่ ยังไงเขาก็คงเลือกแม่ของเขา อยู่ที่คุณยอมรับได้ไหม ลองไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก่อน ถ้าไม่เวิร์ค ก็ค่อยกลับมาคุยกันใหม่ว่าจะหาทางออกยังไง”

        ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เห็นด้วยกับการที่เราอย่าเพิ่งตัดสินใจในเรื่องการแต่งงาน กลับมาถามตัวเอง ว่าเรารักเขามากพอที่จะยอมรับเรื่องนี้ได้ไหม แต่ถ้าวันนี้รู้สึกว่าไม่โอเค ก็ลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ช่วงเวลา 2 ปีนี้ ต่างคนต่างจะได้เป็นตัวของตัวเอง ถ้ามันไปต่อได้ก็ไป เรื่องแต่งงานไม่ต้องรีบ ถ้าคบกันไปแล้วไม่โอเค เราก็ไม่จำเป็นต้องทน ให้เขาไปหาคนที่พร้อมจะยอมรับเขา และเราก็ไปหาคนที่เข้ากับเราได้”

        ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ให้เรื่องของเรากับแฟนมั่นคงและมั่นใจก่อนจะกังวลเรื่องอื่น ๆ ให้ลองไปอยู่ด้วยกันก่อนจริง ๆ เราอาจจะโอเคกับชีวิตของเขาที่ต้องมีคุณแม่อยู่ด้วยในสักวัน ถ้าวันหนึ่งเราไม่โอเคกับเรื่องนี้ ก็ต้องเลือก เพราะเราไม่สามารถแยกเขาออกจากกันได้ เราก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของแม่เขาด้วย”

        ปิดท้ายด้วย ‘คุณหมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะเลิกกับแฟนดีไหม การคิดหาคู่ครองในสังคมไทย เรื่องครอบครัวจะมาคู่กันเสมอ อย่างแรกลองทำความรู้จักคุณแม่ของเขาให้ดีก่อน การลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ถ้ามันดี เราอาจจะโชคดีเหมือนเราได้มีแม่เพิ่มอีกคน ปกติของชีวิตคนเราที่ต้องมีเรื่องไม่ถูกใจกันบ้าง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตัวของแฟนเราจะทำตัวอย่างไร เราก็ต้องสนใจเรื่องนี้ด้วย ถ้าเขาไม่ได้เลือกที่จะอยู่ข้างใคร และช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ นั่นแปลว่าเขาเป็นผู้ใหญ่พอ พร้อมที่จะดูแลทั้งแม่และเรา แต่ถ้าเขาดูแลใครไม่ได้เลย เราก็ต้องพิจารณาใหม่”

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูคุยกับผู้ชายคนนึง 6 เดือน เจอกันผ่านแอป ย้ายไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเวลาเขาเมา เขาจะกลับบ้าน ปลุกหนูขึ้นมาตบ ทิ้งรอยแดงไว้ที่หน้าหนูตลอด หนูทนได้ถึงจุดนึง ตัดสินใจเลิกกับเขา พอเลิกแล้วหนูแพ้ท้อง ถามความรับผิดชอบจากครอบครัวเขา พูดแค่...

25 ต.ค. 2024

หนูคุยกับผู้ชายคนนึง 6 เดือน เจอกันผ่านแอป ย้ายไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเวลาเขาเมา เขาจะกลับบ้าน ปลุกหนูขึ้นมาตบ ทิ้งรอยแดงไว้ที่หน้าหนูตลอด หนูทนได้ถึงจุดนึง ตัดสินใจเลิกกับเขา พอเลิกแล้วหนูแพ้ท้อง ถามความรับผิดชอบจากครอบครัวเขา พูดแค่...

หนูคุยกับผู้ชายคนนึง 6 เดือน เจอกันผ่านแอป ย้ายไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเวลาเขาเมาเขาจะกลับบ้าน ปลุกหนูขึ้นมาตบ ทิ้งรอยแดงไว้ที่หน้าหนูตลอด หนูทนได้ถึงจุดนึง ตัดสินใจเลิกกับเขาพอเลิกแล้วหนูแพ้ท้อง ถามความรับผิดชอบจากครอบครัวเขา พูดแค่ “ลูกใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ลูกเขาแน่นอน” “คุณนาฬิกา (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 ต.ค.67] ไดโทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนทำร้ายร่างกายเลยเลิก แต่หลังจากนั้นมารู้ว่าตัวเองท้อง โดย “คุณนาฬิกา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเจอผู้ชายคนนึงในแอปหาคู่ คุยกันมาประมาณครึ่งปีและก็ได้ตัดสินใจคบกัน ตอนแรกก็ไปๆมาๆหากัน จนตัดสินใจย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เป็นหนูที่เลือกจะย้ายเข้าไปอยู่กับเขา ย้ายเข้าไปได้เดือนแรกเขาเมา แล้วเรียกหนูขึ้นมาจากที่หนูนอนอยู่ คือเรียกมาทำร้ายร่างกาย เขาตบหนู หนูก็เลยถามว่าเป็นอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาก็คุยไม่รู้เรื่อง พอเขาทำร้ายร่างกายหนูเสร็จ เขาก็ไปนอน แต่เราแยกกันนอน ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเมาแล้วด่าหนู แต่ไม่เคยทำร้ายร่างกายเลย พอเช้ามา เขาตื่น หนูก็ถามเขาว่าจำได้มั้ยว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง เขาบอกจำได้ทุกอย่าง เขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกหนูก็คิดแค่ว่าเรายังรัก ไหนๆก็ย้ายมาอยู่กับเขาแล้วก็เก็บความรู้สึกไว้ก่อน เลือกที่จะทน พอผ่านไปได้อาทิตย์นึง มันก็มีอีก เลยรู้สึกว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เราเพิ่งย้ายมาอยู่ด้วยกัน ในช่วง 1 – 3 เดือนแรกมันต้องเป็นช่วงโปรโมชั่นไม่ใช่หรอ? ซึ่งทุกครั้งที่เขาทำร้ายร่างกายเขาจะทำบริเวณใบหน้าของหนู เพื่อทิ้งร่องรอยไว้ หนูก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว แต่ก็ยังเก็บความรู้สึกไว้ เลยเลือกที่จะแก้ไขที่ตัวเอง เลือกที่จะไม่พูด ไม่ออกความคิดเห็น ไม่พูดอะไรที่มันผิดหูเขา จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน และมีปัญหากันเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ ดีกันได้อาทิตย์นึง อีกอาทิตย์ก็กลับมาทะเลาะกันอีกแล้ว กลายเป็นตอนนี้ต่อให้เขาไม่เมา เขาก็ทำร้ายร่างกายหนู จนเราสองคนตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในครอบครัวเขาที่เป็นครอบครัวใหญ่ และมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เพื่อเป็นการตัดปัญหา แต่ก็เขาก็ไม่หยุด เขาก็ทำต่อหน้าพ่อแม่เขาด้วย ซึ่งพ่อแม่เขาก็จะพูดแค่ อย่าๆ พอแล้ว แต่ไม่ได้ลุกมาห้าม เขาก็เดินเข้ามาหาเรื่องหนู แต่หนูก็จะเงียบ ไม่พูดอะไร เพราะไม่อยากเถียงข้ามหัวผู้ใหญ่ หนูก็เลยกลับมานอนทบทวนกับตัวเองว่าถ้ามันโดนขนาดนี้ มันก็ถึงจุดที่มันไม่ใช่แล้วหรือเปล่า? จนมาถึงจุดๆนึงที่มันเป็นครั้งสุดท้าย คือหนูปวดท้องอยู่ แล้วหนูก็ลางาน แต่เขาหาของไม่เจอ เขาก็มาโวยวายใส่หนูแล้วก็มาทำร้ายร่างกายหนูเหมือนเดิม หนูก็เลยไม่พูดอะไรแล้ว เขาก็ไม่พูด หลังจากนั้นคือเราก็ไม่คุยกันเลย หนูก็เลยบอกว่าหนูจะย้ายออก ไม่อยู่ตรงนี้แล้ว แต่ก่อนวันที่หนูจะย้ายออก เราสองคนเพิ่งมีอะไรกัน หลังจากวันที่หนูออกมาจากตรงนั้นหนูรู้สึกตัวเองผิดปกติ หนูก็เลยลองไปตรวจและผลออกมาคือ หนูท้อง หนูเลยกลับไปคุยกับเขาว่าหนูท้องนะ เขาก็เลือกที่จะบล็อกหนูทุกช่องทาง ไม่คุย ไม่เคลียร์ ไม่อะไรเลย หนูพยายามถ่ายรูปที่ตรวจครรภ์ส่งไปให้เขา แต่เขาพูดกับหนูว่า หนูออกมาหนูไปนอนกับผู้ชายที่ไหนไม่รู้ ไปอยู่กับใครบ้างก็ไม่รู้ จะเป็นลูกเขาได้ยังไง หนูก็เลยบอกว่าสามารถตรวจ DNA ยืนยันได้นะ จะทำยังไงก็ได้ แต่ช่วยแสดงความรับผิดชอบอะไรหน่อยได้มั้ย เขาก็บอกว่า ไม่ เขาปวดหัว เขาไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น แต่เขาไปพูดกับคนอื่นว่าถ้าเป็นลูกเขาจริงๆ เขาจะรับผิดชอบ หนูก็บอกว่าถ้ารับผิดชอบก็มาคุยกันสิ หนูแค่อยากได้ความรับผิดชอบอะไรสักอย่างจากเขา บางทีหนูก็คิดว่าหนูสามารถเลี้ยงลูกคนเดียวได้มั้ย? สามารถก้าวไปต่อกับการที่ให้ลูกมาเห็นอะไรแบบนี้มั้ย? หนูจะทำยังไงดี ตอนนี้หนูไม่สามารถบอกความรู้สึกอะไรได้เลย ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ หนูยังไม่กล้าบอกใคร เพราะแม่ไม่ค่อยสบาย ก็เลยไม่อยากให้ไปกระทบกระเทือนจิตใจเขา แต่ก็แอบคิดว่าหรือเราตั้งใจทำงานเก็บเงิน เอาเงินไปคลอดลูก แล้วเอาลูกกลับไปอยู่บ้านจะได้ดูแลแม่และเลี้ยงลูกด้วย หนูลังเล 60:40 ระหว่างยุติการตั้งครรภ์ หรือการเก็บเด็กไว้แล้วไปต่อ ก็เลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรจะทำยังไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอแต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะเราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไปทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้านเรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจจนสุดท้ายลูกชายก็ยอมอยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วงและไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า” ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา” สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ชอบเจอคนบังคับให้ดื่ม แล้วพูดว่า "ดื่มหน่อยน้อง บรรยากาศจะได้สนุก" แต่เราโดนบังคับแบบนี้ไม่สนุกเลย บางทีไม่เมาก็จอยได้ ทำไงดีไม่ชอบคนแบบนี้เลย

10 พ.ย. 2023

ชอบเจอคนบังคับให้ดื่ม แล้วพูดว่า "ดื่มหน่อยน้อง บรรยากาศจะได้สนุก" แต่เราโดนบังคับแบบนี้ไม่สนุกเลย บางทีไม่เมาก็จอยได้ ทำไงดีไม่ชอบคนแบบนี้เลย

“คุณมิน (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนที่ชอบชวนให้ออกไปดื่ม แต่ด้วยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื่มเลย กลายเป็นว่าอึดอัดเวลามีคนชวนไปสังสรรค์ โดย “คุณมิน (นามสมมติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘ส่วนตัวเราเป็นคนที่ไม่ชอบสังสรรค์ และไม่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ด้วยหน้าที่การงานที่เราทำ ก็มักจะมีรุ่นพี่ในบริษัทชวนออกไปสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง หรือมีบางโอกาสที่ต้องไปร่วมเพราะบริษัทมีจัดเลี้ยงสังสรรค์ ด้วยความที่เราเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดในงาน จึงมักจะเป็นจุดสนใจของทุกคน เพราะทุกครั้งที่เราปฎิเสธก็จะเป็นการไม่รักษาน้ำใจ เพราะเขาก็ชงมาให้เราแล้ว ถ้าไม่ดื่มแล้วใครจะดื่ม หลังจากที่เราทำงานอยู่ที่เก่าได้ประมาณปีกว่า ๆ ก็ย้ายบริษัทออกมาทำงานอีกที่หนึ่งแทน แต่ปัจจุบันก็ยังเจอเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่รู้จัก เวลาชวนออกไปสังสรรค์ก็รู้ว่าไม่ชอบดื่ม แต่ทุกครั้งที่ไปก็มักจะบังคับให้ดื่มทุกครั้ง มันทำให้เรารู้สึกอึดอัดมาก และไม่อยากทำให้บรรยากาศเสีย เราจึงต้องยอมดื่ม ปัญหานี้มันเกิดขึ้นกับเรามาเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานที่ชอบชวนดื่มอย่างเดียว สังคมรอบข้างที่สนิทก็มักจะบังคับให้ดื่มอยู่บ่อยเหมือนกัน วันนี้เลยอยากปรึกษาว่า ดีเจทั้งสามคน มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคนประเภทนี้ ที่ชอบมักจะชวนดื่มอยู่ตลอด พวกเขาต้องการอะไร? เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่กับแค่คนในริษัทอย่างเดียว แต่สังคมรอบข้างที่รู้จักก็มักจะบังคับให้ดื่มเหมือนกัน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ส่วนตัวพี่เอง ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่สามารถปฎิเสธได้ เพราะก็มักจะปฎิเสธตลอด ตัวเองมีอาการแพ้เหล้า ดื่มไม่ได้ ร่างกายมันต่อต้าน และก็จะบอกไปเลยว่าไม่ชอบดื่ม และตั้งแต่ทำงานเป็นดีเจหรืองานในบริษัท ก็ไม่เห็นมีใครมาบังคับให้ดื่ม แต่ถ้ามีโอกาสไปร่วมงานสังสรรค์ เราก็สามารถเมาดิบได้ สามารถสนุกได้โดยที่ไม่ต้องดื่ม เพราะส่วนตัวพี่ไม่ได้เป็นคนที่ชอบสังสรรค์ เวลาที่ไปก็จะกลับเร็ว จึงแนะนำว่าถ้าจะให้อ้างเหตุผล ก็ควรจะอ้างเรื่องของสุภาพว่า แพ้แอลกอฮอล์ โรคตับ หมอบอกห้ามดื่ม วันก่อนที่ไปค่าตับขึ้น เดี๋ยวเต้นให้แล้วกัน อะไรก็ได้อ้างไป หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือไม่ต้องไปเลย ถ้าจะตกงานเพียงเพราะไม่ได้ดื่มก็หางานใหม่ เพราะในว่ารูปแบบงานบางงาน มันก็มีวัฒนธรรม หรือต้องไปดื่มจริง ๆ คนหมู่มากที่เขาทำงานก็ชอบสังสรรค์เป็นเรื่องปกติ ถามว่าคนหมู่น้อยอยู่ได้มั๊ย มันก็อยู่ได้แหละ แค่เรากล้าปฎิเสธหรือเปล่า หลักแน่นมากพอหรือเปล่า แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ก็หางานใหม่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็อย่าไปยุ่งชีวิตเขา เขาจะเอาอะไรเข้าร่างของเขามันเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะส่วนตัวพี่เองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบดื่มเหมือนกัน ถึงแม้ในวงการบันเทิงมักจะมีการสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะปฎิเสธตลอด จึงแนะนำว่าให้กล้าปฎิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ดื่ม สัญญากับแม่ว่าจะไม่ดื่ม พี่ชายเคยเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตาย เราไปอยู่ในงานนั้นก็พอแล้ว เราสนุกกับงานได้โดยไม่ต้องกินเหล้า หรือว่าเลี่ยงการไปงานสังสรรค์ไปเลย ปิดจบกันที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เสนอไปเลย 3 ทางเลือกคือ 1. บอกไปว่าเป็นโรคตับ วันนั้นไปตรวจมา ปรากฏว่าตับอักเสบ ดื่มไม่ได้จริง ๆ ให้ยืนยันเสียงแข็งว่าดื่มไม่ได้ สักวันหนึ่งเขาคงรู้แหละว่าเราไม่ดื่ม 2. ถ้าไม่อยากอยากให้มันเสียบรรยากาศเราก็จิบ ๆ ได้ นั่งสักพักพอทุกคนเริ่มได้ที่แล้ว เราก็แอบหนีกลับบ้านไปเลย 3. ถ้าเราอยากอยู่ทั้งคืน ก็เนียน ๆ ไป เราก็ผสมโคล่าเพิ่มเข้าไป แก้วแรกอาจจะเป็นเหล้าปกติ แก้วต่อไปก็เป็นโคล่าไปอย่างเดียว จะได้ไม่เสียบรรยากาศ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

23 ม.ค. 2026

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกันแฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่มผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่าอยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ? ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก-ดีเจ-ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาไม่ตรงกับแฟน ทำให้แฟนน้อยใจ แต่ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนงาน ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ อายุ 35 ปี ปัจจุบันมีแฟนอายุ 31 ปี คบกันมา 6-7 ปี ยังไม่แต่งงาน แต่อาศัยอยู่ด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน มาถึงช่วงเดือนตุลาคมปี 68 ที่ผ่านมา คุณวิทย์ได้เปลี่ยนงานใหม่ ก่อนหน้านี้ทำงานเวลาออฟฟิศทั่วไป ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนไม่เพียงพอ ในส่วนของงานใหม่นี้ ก็ได้ปรึกษากับแฟนแล้วว่าที่นี่เงินดีกว่า แต่ต้องเข้างานเป็นกะ คุณวิทย์คุยกับแฟนไว้ว่า อยากทำที่นี่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะก่อนหน้าได้มีการเปลี่ยนงานบ่อยมาก จึงกลัวจะกระทบต่อประวัติการทำงาน แต่เมื่อต้องย้ายเวลาเข้า - ออกงาน จึงทำให้เกิดปัญหาไม่เข้าใจกันกับแฟน ช่วงหลังปีใหม่ แฟนเริ่มน้อยใจหนักขึ้น มีการโทรมาเหวี่ยงใส่คุณวิทย์ว่า เธอไม่โอเค กับการที่ตื่นมาไม่ได้เจอหน้ากับบ่อย ๆ เหมือนเคย ซึ่งเธอบอกว่าเข้าใจในเรื่องการทำงานของคุณวิทย์ แต่ใจเธอยอมรับไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเองคุณวิทย์ ก็ยังคงทำงานอยู่ จึงทำได้แค่ฟัง แต่เมื่อกลับถึงบ้าน แฟนกลับเงียบใส่ ทำให้ไม่ได้พูดคุยเคลียร์ใจกัน ปกติแล้ว คุณวิทย์เป็นคนใช้เงินค่อนข้างเก่งมาก จึงโอนเงินให้แฟนเป็นคนจัดสรรเงินให้ แต่วันถัดมา แฟนกลับโอนเงินคืนคุณวิทย์ และพูดว่าจะไม่ทำให้อีกแล้ว จากนั้นคุณวิทย์ก็โทรตาม แต่ก็ไม่รับสาย จึงเปลี่ยนไปส่งข้อความ แต่ก็ได้คำตอบมาตามเดิมว่า เธอไม่ชอบที่เวลาทำงานของคุณวิทย์เปลี่ยนไป จนไม่มีเวลาร่วมกัน สิ่งที่เธอต้องการคืออยากให้วันเสาร์-อาทิตย์เราได้เจอกันเหมือนเดิม กลับมาก็เจอหน้ากันไม่นาน แล้วหลังจากนั้นอีกคนก็ออกไปทำงาน และเป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ อาจมีบางวันหยุดของคุณวิทย์บ้าง ที่ตอนเที่ยงคุณวิทย์จะขับรถไปที่ทำงานแฟนเพื่อทานมื้อเที่ยงด้วยกัน หรือตอนเย็นไปรับจากที่ทำงาน และทานอาหารเย็นด้วยกัน ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันเพิ่มเติมแล้ว แต่กลัวว่าแฟนจะกลับไปน้อยใจอีก เพราะเมื่อก่อนคุณวิทย์เคยสัญญาว่าจะทำงานเก็บเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ทำไม่ได้สักที และทุกเสาร์-อาทิตย์เราไปเที่ยวด้วยกันตลอดแต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว จึงอยากปรึกษาขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้แฟนเข้าใจ เรื่องที่ไม่อยากเปลี่ยนงาน อยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพและมีอนาคตที่ดีร่วมกัน เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ แนะนำให้บอกแฟนไปว่า “เดี๋ยวจะหางานใหม่ ที่เวลาตรงกันให้ และมีเงินดีด้วย วันนี้เราต้องพึ่งงานตรงนี้ก่อน ไม่มีใครอยากเลิกงานตี 2 ทุกวันหรอก แต่เอาเป็นว่า ถ้ามันมีงานที่ดี และเงินดีกว่า เราก็จะเปลี่ยนให้ ขอให้อดทนไปด้วยกัน ให้เธอสบายใจได้ว่าเราก็พยายามที่จะหาทางออก หรือถามตรง ๆ เลยว่า อยากให้คุณวิทย์ทำอะไร แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ได้จะทำที่นี่ไปตลอดอยู่แล้ว แค่ต้องอดทนหน่อย” ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ พูดว่า “แล้วในวัย 31 นี้ เขาก็น่าจะพอเข้าใจโลก แต่เมื่อคุณทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน อยู่ด้วยกันมานาน แต่ยังไม่ขยับขยายและไม่มั่นคงเท่าไหร่ กรณีแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คู่เกิดคำถามต่อกันว่า ใช่ ไม่ใช่ ไปต่อหรือไม่ไปต่อ อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ มันพาลให้เป็นปัญหาได้มาก แนะนำให้คุณวิทย์สร้างความมั่นใจให้เขาว่าในวันนี้อาจจะมีบ้างที่ยังแบ่งเวลาให้มากไม่ได้ แต่อยากให้มั่นใจว่าในอนาคตที่เขาต้องรอคอย มันจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากให้ลองคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่รอให้พร้อม แต่ไม่รู้ว่าพร้อมคือเมื่อไหร่ ลองยื่นอนาคตที่ชัดเจนให้เขาดู ถ้าเขากลับเริ่มไม่มั่นใจ ก็ลองโทรมาปรึกษากันใหม่” สุดท้ายตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ เสริมว่า “พี่เข้าใจแฟนคุณวิทย์ คนเราคงมีอารมณ์น้อยใจโกรธกัน เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เข้าใจในมุมคุณวิทย์ที่อยากจะมีอนาคตมีเงินที่มากขึ้น และยังพยายามที่จะชดเชยเวลาด้วยการไปกินข้าวกลางวัน ไปรับแฟนจากที่ทำงานด้วย พี่อยากให้คุณวิทย์คุยกับแฟนในมุมเหตุผลว่าทั้งหมดนี้เราทำไปทำไม บางครั้งเมื่อเงื่อนไขของชีวิตคู่ มันถูกเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายของสองคน มันอาจจะต้องอดทนและยอม เพื่อให้มันไปถึงเป้าหมายได้” มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-