ชาว LGBTQ รู้สึกอย่างไร เราอายุ 35 แล้ว แต่ยังซิงอยู่เลย ถ้าคุยด้วยแล้ว ทุกคนจะมองว่าเรามีคุณค่า หรือจะมองว่าเสียเวลาที่จะคุยต่อ ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชาว LGBTQ รู้สึกอย่างไร เราอายุ 35 แล้ว แต่ยังซิงอยู่เลย ถ้าคุยด้วยแล้ว ทุกคนจะมองว่าเรามีคุณค่า หรือจะมองว่าเสียเวลาที่จะคุยต่อ ?

19 ก.พ. 2026

ชาว LGBTQ รู้สึกอย่างไร เราอายุ 35 แล้ว แต่ยังซิงอยู่เลย

ถ้าคุยด้วยแล้ว ทุกคนจะมองว่าเรามีคุณค่า หรือจะมองว่าเสียเวลาที่จะคุยต่อ ?

        ‘คุณพี (นามสมมติ)’ อายุ 35 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ เกี่ยวกับเรื่อง อายุ 35 แล้ว แต่ยังซิงอยู่เลย คนอื่นคิดเรื่องนี้อย่างไร?

        โดย ‘คุณพี (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ส่วนตัวเรารู้สึกว่า มุมมองภายนอกของคนที่มีอายุ 35 ปี เขาน่าจะเป็นคนที่ผ่านสมรภูมิ ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย ถ้าให้เปรียบเทียบกับศึกในสนามรบ คงรู้สึกว่าคนในวัยอย่างเรา มันน่าจะช่ำชองศึกแล้วนะ แต่กลับกัน ตัวผมเองรู้สึกว่าเรายังเป็นเด็กน้อย อย่าว่าแต่ถือปืนเลย แค่ของเล่นยังถือไม่ได้เลยครับ

        ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้เป็นคนที่ดูดี ไม่กล้าที่จะเข้าหาใคร เพราะไม่มีความมั่นใจ แต่ช่วงนี้เราก็เริ่มออกกำลังกาย เริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น จนมีน้องคนหนึ่งเข้ามาคุยกับเรา แล้วเราก็รู้สึกดีกับเขามาก ๆ ผ่านมา 2 เดือน เราทั้งสองก็ได้นัดเจอกัน เพราะว่าเขาผ่านมาแถวคอนโดเราพอดี เราก็อยากให้เขาได้เห็นว่าเราใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้เขารู้สึกดีกับเรา เลยชวนเขามาที่ห้อง เพื่อที่จะนอนดูหนังด้วยกัน

        ในคืนนั้นเราทั้งสองนอนดูหนังด้วยกันอย่างสนุกสนานตามปกติ  จนจู่ ๆ เราเองก็เริ่มมีความรู้สึกอยาก…เหมือนกันนะ แต่อีกใจหนึ่งก็มีความรู้สึกกลัว ว่าถ้าทำได้ไม่ดี แล้วมันจะกลายเป็นปมในใจที่ติดตัวเราไปตลอดหรือเปล่า สุดท้ายแล้วในคืนนั้นความกลัวก็ทำให้เราไม่กล้า  และได้แต่นอนดูหนังตามปกติต่อไป สุดท้ายความสัมพันธ์ก็ได้จบลง โดยที่ผมก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน ผมรู้แค่ว่าจู่ ๆ เขาก็หายไปจากชีวิตผมเอง

         เรื่องในคืนนั้น ทำให้เราเริ่มกลับมาคิดทบทวนกับตัวเอง ว่าถ้าเรามีความสัมพันธ์กับใครสักคน เราคงกลัวที่จะต้องบอกความจริงกับเขา ว่าจริง ๆ แล้วเราไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน ที่ผ่านมาตัวเราเองรู้สึกว่าเราไม่ได้ดูดี รวมถึงมีช่วงชีวิตของเราที่ยังคงต้องเรียน ไม่มีความมั่นคงในชีวิต ไม่พร้อมที่จะเจอคนอื่น ๆ เราไม่รู้ว่าเขาจะรับเราได้ไหม

        ถึงแม้เราจะเคยมีคนคุย แต่ก็ไม่ถึงขั้นขยับความสัมพันธ์ไปเป็นแฟนเลยสักคน เราไม่ได้เจอใครที่เราอยากจะใช้ชีวิตร่วมกัน มันเลยทำให้เรายังไม่เคยมีเซ็กส์เลยสักครั้ง จนถึงอายุ 35 ปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราเองก็ไม่ชอบความสัมพันธ์ชั่วคราว อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากความกลัว ว่าเราจะทำหน้าที่ตรงนั้นได้ไม่ดี แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตของเราและเขา

        ผมรู้สึกว่าเซ็กส์ครั้งแรกของผม ผมอยากให้มันดี ถ้าเกิดว่าทำไปแล้วมันไม่ดีจริง ๆ เราคงกลัว และคงคิดว่า เราจะไม่กล้ามีความรักอีก อยากถามกับคนที่เป็น LGBTQ ครับ ว่ารู้สึกอย่างไร ถ้าคบกับคนที่มีอายุ 35 แล้วเขาคนนั้นเขายังซิงอยู่ ทุกคนจะมองเขาว่ามีคุณค่า หรือจะมองว่าเสียเวลาที่จะคุยต่อครับ"

        เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเกลือ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ผมพูดในตัวแทนมนุษย์คนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นคู่รักที่ยังซิงอยู่ ผมมองว่ามันวิเศษนะ มันดูน่ารักมากเลยกับการที่คุณให้ความสำคัญ ในการจะมีครั้งแรกกับคนที่รัก ไม่อยากให้รู้สึกว่าถ้าครั้งแรกมันไม่ดี แล้วจะไม่มีครั้งต่อไป ต่อให้ครั้งแรกมันไม่ดี มันก็แค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านไป

        แน่นอนว่า เซ็กส์คือส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด มันคือการเรียนรู้ไปด้วยกัน การมีเพศสัมพันธ์หรือการร่วมรัก มันคือการร่วมมือร่วมใจกัน มันไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง มันค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ ได้ สุดท้ายแล้วไม่ว่าเซ็กส์มันจะราบรื่นหรือไม่ ผมคิดว่าความรู้สึกที่เรามีต่อกันกับคนที่เรารัก มันสำคัญกว่า สิ่งที่มันตอบโจทย์ได้ดีที่สุด คือความรู้สึกที่คนสองคนมีต่อกัน”

        ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ไม่ต้องกังวล การที่เราเคยมีอะไรกับใครมา มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป แต่เราจะมองข้ามเรื่องตรงนั้นไปได้ เพราะเรามีความสบายใจในการคุยกับคนคนนี้ เซ็กส์มันแค่ส่วนประกอบ ลองศึกษา และเปิดใจคุยเรื่องนี้กับคนที่เข้ามาคุยกับเรา ถ้าเขาชอบเรามากพอ เรื่องแบบนี้มันจะไม่ใช่อุปสรรค เซ็กส์ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่าไปกลัว”

        ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว ความตั้งใจเราตอนอายุ 30 คือการที่เรามีเซ็กส์กับคนที่เขารักเราและเรารักเขา ตอนนั้นครั้งแรกก็อยู่ในวัย 30 เหมือนกัน ซึ่งเราเองก็ทำได้ไม่ดีเลย แต่เรามีความสุขเพราะเขารักเราและเรารักเขา อย่ามองว่าถ้ามันไม่ดี ก็จะไม่มีอีกตลอดชีวิต

        เรื่องเซ็กส์มันฝึกกันได้ มันคือการเรียนรู้ ถ้ากังวลก็จะไม่ได้ลองเรียนรู้ความผิดพลาด เราก็จะไม่รู้ว่าตัวเองต้องแก้ตรงไหน ที่สำคัญไม่อยากให้เอาเรื่องเซ็กส์มาเป็นหลักในความสัมพันธ์ การตั้งคำถามครั้งนี้จะไม่มีผลอะไรเลย เพราะสุดท้ายแล้วอยู่ที่คนของเราในอนาคต ว่าเขาจะมีความคิดอย่างไรกับเรื่องนี้”

 เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

บ้านหนูของหายทุกเสาร์ อาทิตย์ พ่อกับน้องชายเลยแอบติดกล้องวงจรปิดจับคนร้าย สุดท้ายเป็น แฟนของพี่ชาย เข้าออกห้องหนูทุกครั้งที่มาบ้าน เคยขโมยกระปุกครีมไป พอถาม ยอมรับว่าเอาไปจริง แต่เอาไปทิ้งเพราะไม่ชอบหนู

23 ก.พ. 2024

บ้านหนูของหายทุกเสาร์ อาทิตย์ พ่อกับน้องชายเลยแอบติดกล้องวงจรปิดจับคนร้าย สุดท้ายเป็น แฟนของพี่ชาย เข้าออกห้องหนูทุกครั้งที่มาบ้าน เคยขโมยกระปุกครีมไป พอถาม ยอมรับว่าเอาไปจริง แต่เอาไปทิ้งเพราะไม่ชอบหนู

​บ้านหนูของหายทุกเสาร์ อาทิตย์ พ่อกับน้องชายเลยแอบติดกล้องวงจรปิดจับคนร้ายสุดท้ายเป็น แฟนของพี่ชาย เข้าออกห้องหนูทุกครั้งที่มาบ้าน เคยขโมยกระปุกครีมไปพอถาม ยอมรับว่าเอาไปจริง แต่เอาไปทิ้งเพราะไม่ชอบหนูพี่ชายหนูจ่ายค่าครีมให้แล้ว พ่อบอกไม่อยากให้ทะเลาะกัน ทำไงดีคะ? “คุณอาย(นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ก.พ. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเติ้ล - ดีเจเผือก - ดีเจอ้อย นภาพร’ กับปัญหาของหาย แต่คนที่ขโมยคือแฟนของพี่ชาย... โดย ​“คุณอาย(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ที่บ้านหนูมีกันอยู่ 4 คน มีพ่อ พี่ชาย หนู แล้วก็น้องชาย และพี่ชายก็ชอบพาแฟนมาอยู่ที่บ้านทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ก่อนหน้านั้นก็ปกติไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเอง จนวันหนึ่งพ่อกับน้องรู้สึกว่ามันเริ่มมีของหาย และหายไปทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ของมีค่าต่าง ๆ ทีนี้พ่อกับน้องก็เลยแอบติดกล้องวงจรปิดในบ้าน โดยที่หนูเองก็ยังไม่รู้ หลังจากติดกล้องก็เจอขโมย คือ แฟนของพี่ชายแอบมารื้อของในบ้าน แล้วก็แอบเข้าห้องของอาย วันนั้นอายกลับจากทำงาน ซึ่งกำลังจะล็อกห้อง พ่อก็บอกว่า ห้ามเก็บเงินสดหรือของมีค่าไว้ในห้องนอนตัวเอง และพ่อก็ไม่บอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พ่อเกริ่นมาขนาดนี้หนูก็เลยรู้สึกว่า อ้าว ทำไมเราเก็บของไว้ในห้องนอนตัวเองไม่ได้ หนูก็สงสัยเลยถามพ่อว่า เกิดอะไรขึ้น? พ่อก็บอกว่า เขากับน้องแอบติดกล้องวงจรปิดในบ้าน ก็เจอว่าแฟนของพี่ชายแอบรื้อของในห้องอาย ขโมยของไป และรื้อห้องน้องชายกับพ่อด้วย แอบย่องตอนที่ไม่มีคนอยู่บ้าน เขาก็จะเข้าห้องอายทุกอาทิตย์ อาทิตย์แรกที่แอบติดกล้องก็เจอแต่ไม่แน่ใจว่าเอาอะไรไปแต่เห็นควักใส่กระเป๋าตัวเอง ส่วนอาทิตย์ที่สองเจอว่าเอาครีมกระปุกใหญ่ของหนูไป ตั้งแต่นั้นมาหนูไม่พกเงินสด ปกติหนูก็เป็นคนไม่ได้ใส่ของมีค่าในตัวอยู่แล้ว จะมีพวกครีม พวกเซรั่มมากกว่า ตอนแรกพี่ชายยังไม่รู้ เราก็เลยคุยกัน 3 คน พ่อ น้องชาย แล้วก็อาย คุยกันว่าจะแก้ไขปัญหานี้ยังดี พ่อก็บอกว่า เรื่องนี้รู้เมื่อวันจันทร์ถ้าเราจะรอเขามา เราต้องรอวันเสาร์เพื่อที่จะคุยกับเขาโดยตรง จริง ๆ หนูอยากคุยกับเขาโดยตรง แต่พ่อน่าจะรู้ว่าหนูเป็นคนค่อนข้างรุนแรง พ่อก็เลยบอกว่า ให้พี่ชายเป็นคนคุยดีกว่า เพราะว่าพ่อกลัวพี่ชายจะเสียความรู้สึก แค่นี้พี่ชายก็เสียความรู้สึกมากพอแล้วที่แฟนตัวเองเป็นขโมย ก็เลยบอกพี่ชายว่าไปจัดการมา ทุกคนในบ้านไม่โอเคที่จะให้พามาที่บ้านอีก แล้วเราก็เอาหลักฐานกล้องวงจรปิดให้พี่ชายไป เขาก็ไปคุยกัน... หลังจากนั้นหนูก็ถามว่า เรื่องเป็นไงบ้าง? พี่ชายบอกว่า ตอนแรกเขาไม่ยอมรับ เขาบอกว่าที่เข้าห้องหนูเพราะมาเอาไม้แขวนเสื้อ แต่สถานการณ์ตอนนั้นเขาเพิ่งตากเสื้อผ้าเสร็จ หนูก็งงว่าตากเสร็จแล้วจะมาเอาอีกทำไม แล้วก็เข้าห้องเราบอกว่ามาเอาไม้แขนเสื้อ แต่จริง ๆ ไม่ได้มาเอาไม้แขวนเสื้อ ทีนี้พี่ชายก็เอาคลิปหลักฐานให้ดู สรุปเขาก็เลยยอมรับว่าเขาขโมยของอายไปจริง ๆ เขาบอกสาเหตุที่ขโมยว่า เขาไม่ได้เอาไปใช้ แต่เขาขโมยไปทิ้ง เขาบอกว่าเขาไม่ชอบหนู ทีนี้เขาก็ให้เหตุผลว่าของหนูมันหายบ่อย แต่จับขโมยไม่ได้ ด้วยความที่ของหายก็ต้องโวยวาย หนูก็เลยโวยวายว่า ของหายอีกแล้ว แต่ว่าเราจับไม่ได้สักที หนูว่าทุกคนก็ต้องเป็นต้องโวยวายเพราะของเราหาย เขาก็บอกว่า หนูชอบโวยวายเวลาของหายก็เลยเอาครีมของหนูไปทิ้งข้างบ้าน ของพ่อกับน้องที่หายมันไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าเอาไป พอเขาบอกว่าขโมยไปทิ้งตรงทุ่งหญ้าข้างบ้าน หนูกับน้องชายเลยไปรื้อตรงนั้น ก็ไม่มี... พี่ชายเลยชดใช้โดยการโอนเงินค่าครีมคืนมา หลังจากนั้นทุกคนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเพราะว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ของหายแล้ว เรื่องมันก็เริ่มเงียบ พี่ชายก็ไม่พาแฟนมาที่บ้าน แต่สุดท้ายเขาก็พาเข้ามาที่บ้านอีก คือของไม่หายเพราะว่าทุกคนล็อกห้องทำทุกอย่างใหม่ แล้วกลายเป็นว่าบ้านไม่ใช่เซฟโซน เราต้องระวังตัวเองแล้ว ตอนนั้นหนูไม่ค่อยได้เจอหน้าใครเพราะหนูทำงานกลับมาคนละเวลากับที่บ้าน หนูก็เลยทักไปหาพี่ชาย หนูบอกว่า ทำไมยังพามาอีกอะ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนในบ้านไม่โอเคที่พาเขามา พี่ชายหนูก็บอกว่า เดี๋ยวถ้าเรียนจบอะ จะเป็นคนย้ายออกไปอยู่กับแฟนเอง จะได้ไม่ต้องพามาที่บ้านให้ทุกคนในบ้านรู้สึกไม่สบายใจ แต่ปัจจุบันพี่ชายหนูเรียนจบแล้ว แต่ก็ยังพามาอยู่ แล้วคือการที่หนูจะไล่พี่ชายออกจากบ้านมันก็ไม่ใช่ เราก็ทำไม่ได้ เพราะว่าบ้านมันคือของทุกคน หนูแค่รู้สึกว่าทำไมจะต้องเจอคนนี้ในบ้านทุกอาทิตย์เลย เมื่ออาทิตย์ก่อนน้องชายเดินมาถามหนูว่า พี่อายรู้สึกว่ามีคนเข้าห้องหรือเปล่า? เพราะก่อนออกไปน้องก็ปิดไฟแล้ว แต่ทำไมไฟยังเปิด รู้สึกว่าของในห้องมันย้ายที่ หนูก็ไม่อยากให้น้องคิดมากเลยบอกว่า อาจจะลืมปิดไฟเองหรือเปล่า มันเป็นเรื่องปกติที่เราลืม ต่อไปก็ห้ามลืมล็อกห้อง หนูก็เลยพูดแทนน้องชายไปวันนั้นว่า ไหนบอกว่าถ้าเรียนจบถ้าไม่พามาก็จะย้ายออกไปไง แบบให้คนในบ้านสบายใจ แต่พี่ชายหนูบอกว่า แล้วทำไมจะพามาไม่ได้เราเป็นแฟนกัน อันนี้ก็บ้านเราเหมือนกัน หนูเข้าใจว่ามันเป็นห้องใครห้องมัน แต่สุดท้ายของส่วนรวม ห้องโถงมันก็คือห้องของทุกคน เราก็ไม่สบายใจ ทีนี้พ่อได้ยินหนู 2 คนเริ่มทะเลาะกัน พ่อก็เลยออกมาคุยด้วย กลายเป็นว่าพ่อว่าหนู ทำไมหนูถึงยังรื้อฟื้นเรื่องเดิม ๆ ออกมา ทั้ง ๆ ที่เรื่องมันจบไปแล้ว คือพ่อไม่อยากมีเรื่อง หนูบอกว่า แต่หนูเป็นคนโดนกระทำ โดนขโมยของ โดนขโมยนู่นขโมยนี่ไป แล้วทำไมเรายังจะต้องเห็นหน้าคนนี้อยู่ในบ้าน แค่ไม่เอาเขามาให้ทุกคนสบายใจ นั่นคือปัญหามันจบหรือเปล่า แต่ทำไมพ่อต้องโมโหมาก ตะโกนด่าอายว่า เป็นตัวสร้างปัญหาที่เอาเรื่องเก่ามาพูดทั้งที่เรื่องมันจบไปแล้ว หนูก็เลยแบบ อ้าว แล้วคือเราต้องรอให้ของหายอีกรอบหรือโดนยกเค้าใช่ไหม เราถึงจะจัดการปัญหาได้ หนูเลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ว่า หนูจะจัดการหรือไปทางไหนดี หนูจะทำยังไงที่จะสามารถคุยกับพ่อให้เปลี่ยนความคิดได้ว่าเราไม่ควรให้เขาเข้ามาที่บ้าน’ โดย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ประเด็นคือพี่ชายเราเขารัก เขาหลงมาก แล้วเขาก็ไม่ถือสาหาความ ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ ๆ เขาก็เป็นคนโอนเงินมาให้ แล้วก็เหมือนทำให้ทุกอย่างปกติ นั่นแปลว่าเขายอมรับในความนิสัยขโมยของแฟนเขาได้ ตอนแรกพี่ก็ตั้งคำถามของตัวเองว่า ถ้าแฟนเราขโมยของคนในบ้านจะเลิกไหม? นี่คือคนที่เราจะเลือกเป็นคู่ชีวิตของเราในระยะยาวหรอ? แล้วมันไม่ใช่ขโมยของกินในตู้เย็นที่เคลียร์กันง่าย ๆ อันนี้คือขโมยไปทั่วด้วยซ้ำ ที่มันเป็นหลักฐานอาจจะของอายคนเดียว แต่ว่ามันมีของที่หายไปโดยที่หาคำตอบไม่ได้ และหายไปเฉพาะเสาร์-อาทิตย์อีก มันค่อนข้างที่จะชัดเจน ถ้าพี่เป็นพี่ชายอาย พี่คงตั้งคำถามตั้งแต่ตอนนั้น แต่ว่าพี่ชายเขาก็ก้าวข้ามผ่านมาได้ด้วยความรัก พี่มองว่าต่อให้อายสามารถกันเขาออกไปจากบ้านได้ แต่การที่ไม่เจอกันทั้งชีวิตก็ยาก พี่เข้าใจว่าคนโดนแล้วมันก็ฝังใจ ตอนนี้เราจะไปเปลี่ยนความคิดของพี่ชายก็คงลำบาก เขาเลือกที่จะอยู่กับคนนี้ อายเองก็ยังจำเป็นที่จะต้องอยู่บ้านนี้ ณ วันนี้ถ้าไปยื่นคำขาด บอกว่าพ่อต้องไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไปให้ได้ ตอนนี้กระแสมันจะเทมาทางอายเป็นตัวร้ายแล้ว ทุกคนพยายามทำให้ครอบครัวยังอยู่ด้วยกันได้ อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาจะเลิกได้หรือไม่ได้ อาจจะต้องกล้ำกลืนฝืนทน ถ้าเป็นพี่ พี่ก็คงต้องดูแลตัวเอง ทำให้รู้เลยว่าเราไม่มีวันไว้ใจ แล้วระมัดระวังตัวเองให้ดี และถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้แหละเราจะมีน้ำหนักยื่นข้อเสนอครั้งสำคัญแล้วว่ามีอายไม่มีเขา มีเขาไม่มีอายหรือใดใดก็ตาม แต่ ณ ตอนนี้เหตุการณ์มันยังไม่เกิดขึ้นใหม่ คำถามที่ว่า ต้องรอให้เกิดขึ้นอีกครั้งหรอ? วันนี้พี่อาจจะต้องตอบว่า อาจจะเป็นอย่างนั้น โดยที่เราก็ยังต้องตั้งกล้องระแวดระวัง อาจจะลำบากทั้งที่เป็นบ้านของเราแท้ ๆ แต่มันเป็นบ้านของทุกคนจริง ๆ แหละ แล้วพี่เขาก็เลือกของเขาแล้ว เราเองก็อาจจะต้องวัดใจกันดู และก็ภาวนาไม่ให้เกิดขึ้นอีก ความไม่ชอบกันก็ยังฝังอยู่และถ้าเขามาเป็นพี่สะใภ้เรา มันก็คงยังต้องมีความรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่รวมญาตินั่นแหละ แต่ว่าถ้าเกิดขึ้นอีกครั้ง อายมีสิทธ์เต็มที่ ที่จะยื่นคำขาด ตอนนี้ก็ระมัดระวังตัวเองละกันนะอาย อาจจะต้องอดทนกับความลำบากใจนิดนึง ต่อมา “ดีเจอ้อย” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่มีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ตอนนี้หนูกำลังไปให้คุณค่าเขาเยอะมาก นี่คือบ้านหนู เขามาแค่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ หนูไปให้คุณค่าเขาขนาดที่ว่า เธอทำให้ฉันไม่มีความสุขในบ้านนี้ได้ยังไง และความสุขของฉันจะกลับมาทันที ถ้าพี่ชายเอาผู้หญิงคนนี้ออกไปจากบ้าน พี่รู้สึกว่าในที่สุดวันนี้คนที่พี่จะโกรธ พี่ไม่ได้โกรธว่าที่พี่สะใภ้ พี่โกรธพี่ชายหนู เพราะคนอะไรมีสเปคเป็นมิจฉาชีพขนาดนั้น คือพี่ว่าดูประหลาดไป แต่คราวนี้พี่เห็นด้วยกับสิ่งหนึ่งคือ ต้องปกป้องตัวเองก่อน เป็นพี่ พี่จะอยู่ในบ้านอย่างมีความสุขก่อน ยิ่งเขาเข้ามาจะยิ่งทำให้เห็นว่า ฉันล็อคประตูนี้ อันนี้เปลี่ยนกุญแจ ถ้าเขาถามว่าทำไมต้องล็อคกุญแจขนาดนี้ อ้าว ก็กลัวของหายแล้วก็เพลิน ๆ กับการอยู่ในบ้านของเรา ทำไมเราต้องไปทำให้เขารู้สึกว่า เขาดูมีอิทธิพลต่อบ้านฉันเหลือเกิน พี่ว่าคุณพ่ออาจจะอยากได้ความสงบสุขในบ้าน ไม่มีใครหรอกอยากเอาขโมยเข้าบ้านแล้วแฮปปี้มีความสุข ถ้าน้องทะเลาะกับพี่ชายด้วยเรื่องนี้ มันจะกลายเป็นว่าทะเลาะกันเรื่องผู้หญิงคนอื่นด้วยซ้ำ แล้วถ้าเกิดว่าผู้ชายมีรสนิยมชอบแนว ๆ นี้ ชอบแนวต้องลุ้นกับตำรวจไปด้วย พี่เคารพการตัดสินใจของพี่ชาย แต่เราจะปกป้องสิทธิ์และความสุขในบ้าน เพราะนี่คือบ้านฉัน พี่ว่าเขาต้องมีความผิดปกติทางจิตใจบางอย่าง เพราะฉะนั้นพี่ว่าหนูต้องล็อคให้เห็นเลยว่า ตั้งแต่เธอเข้าบ้านฉัน ฉันรู้สึกว่าจะต้องปกป้องทรัพย์สมบัติของฉันให้ดีที่สุด ต้องดูกันไปสักตั้ง บางทีมันต้องมีอารยะขัดขืนกันบ้าง ตอนนี้พี่กำลังรู้สึกว่าเรากำลังโดนป่วน แล้วเราก็ดันป่วนไปตามแผนด้วย เพราะจริง ๆ นี่คือบ้านของหนู ปกป้องสิทธิ์ของเรา ไม่อยากได้อยากให้เราลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า เธอจะต้องเลิกกับผู้หญิงคนนี้ เลิกเอาผู้หญิงคนนี้เข้ามาเดี๋ยวนี้นะ อะไรมันไม่ได้ดั่งใจเราทุกอย่างหรอก พี่ชายเรา เราก็ต้องเคารพในการเลือก แล้วอย่าไปถือโทษคุณพ่อ หนูบอกกับพ่อเลยว่า ในเมื่อพี่เขาเลือกแบบนี้ หนูไม่อยากจะไปแตะอะไร แค่หนูจะทำตามที่พ่อบอกละกันว่า หนูจะปกป้องสิทธิ์ของหนู และบ้านของหนู รวมไปถึงความสุขในบ้านหนูด้วย สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ในเมื่อบ้านหลังนี้ทุกคนมีสิทธิ์การเป็นเจ้าของร่วมกัน พี่ก็ไม่สามารถบอกให้อายไล่ทุกคนที่ไม่ชอบออกไปได้ เพราะว่าเขาก็มีสิทธิ์ของเขา พี่กลับมองว่าเหมือนพี่รู้สึกเห็นใจทุกคน ในแง่ที่ว่าทุกคนตกที่นั่งลำบากหมดเรื่องนี้ ทั้งหมดมันก็เกิดจากความรักนั่นแหละ แต่รักแบบไหนว่ากันอีกเรื่อง ทุกคนหวังดีต่อกันเลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ทีนี้มันจำเป็นที่อายจะต้องอยู่กับเรื่องนี้เพราะว่าหนูก็ไม่สามารถย้ายออกได้ มองอย่างงี้ละกัน นางโจรนี้ นางก็จะมาขโมยแค่เสาร์-อาทิตย์ จันทร์-ศุกร์นางไม่มา ก็ให้เป็นเสาร์-อาทิตย์ที่เตือนใจเราว่า เป็นวันที่เราต้องรัดกุม ก็ล็อกห้อง แล้วถ้าวันนั้นนางถึงขนาดงัดประตู งัดหน้าต่างแล้วเข้าบ้าน พี่ก็เรียกตำรวจ คือถ้าขนาดนั้นพ่อกับพี่ชายก็พูดอะไรไม่ได้อีกต่อไป เราก็ทำให้เห็นว่าล็อกแล้ว มันจะเอาไปไม่ได้ ถ้าเพื่อแลกให้คุณพ่อยังโอเค พี่ชายยังอยู่กันได้ อาจจะต้องยอมทำเพราะว่ามันไม่มีทางออกสำหรับเรื่องนี้ ของมีค่าในห้องเราเก็บให้เรียบร้อยวันเสาร์-อาทิตย์ และถ้านางทำอีกพี่ก็ขอให้แจ้งตำรวจ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

กำลังจะแต่งงานต้นปีหน้ากับแฟนที่คบกันมา 3 ปี เรากับเขารักกันดี แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่... ครอบครัวของแฟนขอให้ลาออกจากงานที่มั่นคง มาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ให้ย้ายไปอยู่ร่วมกับ ครอบครัวใหญ่ของฝ่ายชาย เราไม่ชอบทำอาหาร ทำงานบ้านเท่าไหร่

30 พ.ค. 2025

กำลังจะแต่งงานต้นปีหน้ากับแฟนที่คบกันมา 3 ปี เรากับเขารักกันดี แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่... ครอบครัวของแฟนขอให้ลาออกจากงานที่มั่นคง มาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ให้ย้ายไปอยู่ร่วมกับ ครอบครัวใหญ่ของฝ่ายชาย เราไม่ชอบทำอาหาร ทำงานบ้านเท่าไหร่

กำลังจะแต่งงานต้นปีหน้ากับแฟนที่คบกันมา 3 ปี เรากับเขารักกันดี แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่...ครอบครัวของแฟนขอให้ลาออกจากงานที่มั่นคง มาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ให้ย้ายไปอยู่ร่วมกับครอบครัวใหญ่ของฝ่ายชาย เราไม่ชอบทำอาหาร ทำงานบ้านเท่าไหร่ครอบครัวแฟนก็ค่อนข้างหัวโบราณและเข้มงวด ซึ่งเราไม่อยากทิ้งอาชีพที่รักด้วย จะปรับที่ตัวเราหรือถอยออกมาดี? “คุณจิ๊บ (นามสมมติ)” เป็นสายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [28 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับเรื่องปัญหาชีวิตคู่กับแฟนที่กำลังจะแต่งงานกัน แต่ครอบครัวของผู้ชายบอกให้ลาออกจากอาชีพที่มั่นคงมาเป็นแม่บ้านแทน โดย “คุณจิ๊บ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘จิ๊บคบกับแฟนมา 3 ปี เราก็มีการงานที่มั่นคงกันทั้งคู่ มีแพลนที่จะแต่งงานกันแล้วในปีนี้ แต่ดันเป็นปีชงของแฟน ต้องเลื่อนการแต่งงานออกไปเป็นต้นปีหน้าแทน เลยปรึกษาแฟนว่าอยากให้ทางผู้ใหญ่คุยกัน เพราะจะได้วางแผนจัดการเรื่องงานแต่ง ปรากฏว่าพอจิ๊บไปคุยกับที่บ้านของแฟน เขาบอกว่า “เราเนี่ยใช่แล้วหรอ ดีรึยัง” ด้วยความที่จิ๊บไม่ได้คลุกคลีกับที่บ้านของแฟน เหมือนเขาก็ไม่ค่อยรู้จักเราดี แล้วที่บ้านเขาก็บอกมาว่า ถ้าแต่งไปก็อยากให้จิ๊บช่วยดูแลลูกชายเขาด้วยความเป็นห่วง แต่จิ๊บไม่อยากทำอาหาร แม่เขาบอกว่ามันเป็นหน้าที่ ขนาดเขายังต้องตื่นขึ้นมาทำกับข้าวอยู่เลย เราใช้ชีวิตเหมือนเป็นเจ้าหญิงที่บ้านของเรา เราคิดว่าทำงานแล้วค่อยเอาเงินมาจ้างเชฟไว้ทำอาหารดีกว่า ถ้าแต่งงานไปก็ควรจะทำได้ และจิ๊บต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวเขา แต่เรารู้สึกว่าอยากสร้างครอบครัวเองมากกว่า เพราะครอบครัวของแฟนเป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก ขนาดพวกเขากันเองยังมีปัญหาภายในกันเยอะ เลยเป็นความกลัวว่าจะถูกเพ่งเล็ง เวลาทะเลาะกับแฟนก็กลัวจะโดนว่า และสุดท้ายเขาอยากให้เราลาออกจากงานของเรา ซึ่งเรารู้สึกงานของเรามั่นคงดี รายได้ก็โอเค เลยไม่เข้าใจว่าทำไม่เราต้องทำแบบนั้น แฟนก็อยากให้เราเข้าไปอยู่กับครอบครัวเขา ซึ่งเขาทำงานเยอะมาก เขาเลยอยากได้เพื่อนคู่คิด หรือ คนที่จะสามารถไว้ใจเรื่องเงินได้ จิ๊บแค่รู้สึกว่าถ้าไปทำงานกับแฟน เขาก็น่าจะให้เราเป็นเงินเดือนเหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่ามันจะดีกว่ามั้ย เพราะเราก็เก่งในอาชีพของเราด้วย แฟนรู้สึกว่าอาชีพของเราก็ดี แต่เขารู้สึกว่าถ้าเราช่วยกันเราจะไปไกลกัน มากกว่านี้ ให้ค่อย ๆ ปรับ ถ้าเบื่องานของเราเมื่อไหร่ก็ค่อยมาช่วยงานเขาแทน จิ๊บก็สร้างบ้านของตัวเองเหมือนกัน แต่ก็เลือกที่จะไปอยู่กัยเขาเนื่องจากเขาขอไว้ แต่เราก็รู้สึกว่าช่วงแรกที่คบกันเรื่องแต่งงานมันดูง่าย คนรอบตัวที่แต่งงานก็บอกจิ๊บว่าปัญหาพวกนี้มันละเอียดอ่อน วันที่เราแต่งงานกันแล้วมันจะเป็นอีกเรื่อง เราคิดว่าหรือเราจะลองสักตั้ง แต่ทุกคนรอบตัวก็บอกว่าให้คิดดี ๆ พ่อแม่เขาก็มีเหตุผลแต่มันก็เป็นเหมือนผลของคนจีนที่โบราณหน่อย ส่วนเราเป็นเด็กยุคใหม่ที่เราเข้าใจเหตุผลขอลทุกคน จนบางทีเราก็คิดว่าหรือเราเองที่เป็นคนผิด ที่บ้านเขาบอกว่าถ้าแต่งกันแล้วก็ไม่มีวันเลิกกัน แต่จิ๊บมองความเป็นจริงมากกว่า แต่สุดท้ายจิ๊บกับแฟนก็รักกันมาก ระหว่างที่เราคบกันก็ไม่เคยทะเลาะกันเรื่องใหญ่ อยากถามว่าพี่ ๆ ดีเจว่า มีความคิดเห็นยังไง ถ้าสมมติว่าจิ๊บเป็นน้องสาวของพี่ ๆ’ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้ลองข้าไปอยู่ในบ้านเขาก่อน ถ้ามันไม่เวิร์คก็แค่เลิก ลองไปเทสว่าจะอยู่กับพ่อแม่เขาได้มั้ย หรือ ลองแต่งงานไปเลยแล้วถ้าไม่ใช่ก็แค่หย่า ไม่ต้องลาออกจากงานที่ทำอยู่เพราะอย่างน้อยถ้าวันนึงเลิกกัน อาชีพนี้จะทำให้จิ๊บมีรายได้ และเรื่องการอาหารมันไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้ามีเงินก็จ้างแม่บ้านเอา’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่จะบอกว่าให้ลองแต่งงานเข้าบ้านเขาไปอยู่ให้แน่ใจ แล้วให้ลองทำงานบ้านให้เขาเห็นว่าเราพยายาม แต่อย่าเพิ่งลาออกจากงาน อย่าไปฟังคำที่เขาพูดว่า มันจะไม่มีการหย่า’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องมีใครสักคนที่ต้องยอม เช่น พ่อแม่แฟนอาจจะต้องยอมปล่อยลูกชายออกไป หรือ คุณจิ๊บต้องยอมไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแทน แฟนคุณจิ๊บเลยสำคัญมากในการตัดสินใจครั้งนี้ แล้วคุณจิ๊บพร้อมที่จะชีวิตของตัวเองเพื่อไปเป็นสะใภ้ของครอบครัวนี้ได้มั้ย ถ้ายังไม่พร้อมก็ยากที่จะไปกันรอด’ และสุดท้ายดีเจทั้ง 3 คนได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ‘ให้คุณจิ๊บลองเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของแฟนดูก่อน แต่อย่าเพิ่งมีลูกและห้ามออกจากงานเด็ดขาด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับรุ่นพี่ที่ทำงาน รู้ทีหลังเขามีลูกเมียอยู่แล้ว เราเลิกยุ่งทันที แต่ผู้ชายไม่ยอม ใช้มีดจี้คอเราที่ทำงาน จ้างนักสืบตามดูชีวิตเรา เราไปเดทกับผู้ชายคนใหม่ เขาตามมาที่ร้านลากเราออกไปตบหน้าร้าน ตอนนี้กลัวมาก ลาออกจากที่ทำงานมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวเขาอยู่ดี

29 พ.ย. 2024

คบกับรุ่นพี่ที่ทำงาน รู้ทีหลังเขามีลูกเมียอยู่แล้ว เราเลิกยุ่งทันที แต่ผู้ชายไม่ยอม ใช้มีดจี้คอเราที่ทำงาน จ้างนักสืบตามดูชีวิตเรา เราไปเดทกับผู้ชายคนใหม่ เขาตามมาที่ร้านลากเราออกไปตบหน้าร้าน ตอนนี้กลัวมาก ลาออกจากที่ทำงานมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวเขาอยู่ดี

คบกับรุ่นพี่ที่ทำงาน รู้ทีหลังเขามีลูกเมียอยู่แล้ว เราเลิกยุ่งทันที แต่ผู้ชายไม่ยอมใช้มีดจี้คอเราที่ทำงาน จ้างนักสืบตามดูชีวิตเรา เราไปเดทกับผู้ชายคนใหม่ เขาตามมาที่ร้านลากเราออกไปตบหน้าร้าน ตอนนี้กลัวมาก ลาออกจากที่ทำงานมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวเขาอยู่ดี จะทำยังไงดีคะ? “คุณพิมพ์ (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [27 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาการโดนคุกคาม โดย “คุณพิมพ์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูได้เข้าไปทำงานที่บริษัทแห่งนึงแล้วไปชอบรุ่นพี่ที่ทำงานคนนึง ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าเรา พอเข้าไปทำงานก็ได้เริ่มมีการคุยกันเพราะเขาเป็นหัวหน้าแผนก แล้วเราก็ได้แลกไลน์กัน เราสองคนก็คุยกันมาเรื่อย ๆ จนผ่านไปประมาณ 1 ปีเราก็ตัดสินใจที่จะคบกัน ตลอดเวลาที่คบกันมันดีมาตลอด จนมาเข้าปีที่ 3 คือหนูมีช่องทางการติดต่อของเขาทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Instagram , Line หรือเบอร์โทรอะไรต่าง ๆ มีครบหมด เขาคงลงเปิดตัวเราหมดทุกช่องทาง แต่ประเด็น คือหนูดันไปเจอ Facebook ของเขาที่เป็นอีก Facebook นึง ซึ่ง Facebook นั้นเราไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขา และเขาก็ไม่ได้เปิดโพสต์เป็นสาธารณะทั้งหมด หนูก็สงสัยเลยถามเขาไปวันนั้นว่า อันนี้คือ Facebook ที่เล่นอยู่ด้วยหรือเปล่าเพราะเราไม่ได้เป็นเพื่อน เขาก็บอกว่า อ๋อ อันนี้ไม่ได้เล่นแล้วเป็นบัญชีเก่า หนูก็สงสัยเพราะว่าเลื่อนดูโพสต์ เห็นมีผู้หญิงคนนึงที่กดหัวใจ ไม่ว่าเขาจะลงรูปอะไรก็กดหัวใจตลอด เราก็เลยเอา Facebook ตัวเองแอดไปแต่เขาไม่รับ มันก็ยิ่งคาใจเหมือนมันเป็นเซนส์ หนูก็เลยใช้เฟซบุ๊กของเพื่อนที่เป็นผู้ชายแอด Facebook นั้นไป ซึ่งเขารับหลังจากนั้นประมาณอาทิตย์นึง พอเขารับเสร็จเพื่อนก็เข้าไปส่องดูมันโป๊ะแตกเลย... คือเห็นทุกอย่าง เขาลงรูปคู่กับผู้หญิงอีกคนนึง ใช้ชีวิตด้วยกันทุกอย่าง ไปไหนเช็คอินตลอด แล้วที่จุกอกไปกว่านั้นคือเราไม่รู้ว่าเขามีลูก มีครอบครัวที่แต่งงานกันมาเป็น 10 ปีแล้ว เพราะว่าเพื่อนหนูแคปมาให้ดูว่า เฮ้ย เขาแท็กกันครบรอบแต่งงาน 10 ปีด้วยนะ ไทม์ไลน์คือมันถึงปัจจุบันเลย ที่หนูเห็นลงล่าสุดก็คือเดือนที่แล้ว ส่วน Facebook ที่เขาเปิดตัวหนู เขาก็ใช้หน้าเขา ชื่อเขาปกติเลย แล้วคือที่หนูไม่ได้เอ๊ะมาก่อน เพราะเขาใช้เวลาอยู่กับหนูทั้ง 24 ชั่วโมงเลยคืออยู่ด้วยกันตลอดเวลาไม่ได้แยกกัน แต่พอหนูรู้ว่าเขามีเบอร์ 1 ที่เป็นฝั่งหลวง ภรรยาของเขาอยู่ต่างจังหวัดแล้วเขาเข้ามาทำงานที่สมุทรปราการมันก็เลยทำให้แยกกัน ซึ่งเวลาที่เขามีดูงานต่างจังหวัด เขาก็จะกลับไปหาภรรยาเขา คือมันติดมาในใจหนูตลอดว่า เราก็ไม่ได้มาเพื่อที่จะแย่งเขามาตั้งแต่ทีแรกนะเพราะว่าเขาไม่ได้บอกเรา หนูถามเขาแล้ว ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่มีใครใช่ไหม? เพราะว่าเขาก็ไม่ใช่คนหน้าตาขี้เหร่ แล้วเขาเป็นหัวหน้า เขาก็ดูฮอตในออฟฟิศ แล้วเขาก็มีเรื่องผู้หญิงอยู่ตลอด ส่วนเรื่องของเราคนในออฟฟิศก็มีรู้คือฝั่งที่รู้จักกับภรรยาเขารู้แต่เขาไม่ได้มาพูดกับหนูว่า พี่คนนี้มีภรรยาแล้วนะ เพราะว่าเขากลัวว่าจะมีปัญหา ตอนอยู่ที่ออฟฟิศเราก็มีกุ๊กกิ๊กกันบ้างแต่ก็ไม่ได้เกินหน้าเกินตา คนทั่วไปก็รับรู้ว่าหนูเป็นแฟนกัน เพื่อนสนิทฝ่ายแผนกหนูก็จะรู้ว่าหนูคบกับพี่คนนี้นะ แต่เพื่อนก็ไม่รู้ว่าพี่เขามีเมียอยู่แล้ว พอหลังจากที่หนูรู้แล้ว หนูก็คุยกับเขาเลย แคปภาพที่เพื่อนส่งมา ส่งไปให้เขาดู แล้วถามเขาว่านี่คืออะไร? ทำไมไม่บอกเราว่ามีเบอร์ 1 อยู่แล้ว ทำไมถึงให้เราโง่มาตลอดเลยในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เขาก็บอกว่าเขาขอโทษ เขาไม่ได้ตั้งใจแต่เขาก็เสียหนูไปไม่ได้ หนูก็เลยบอกว่าหนูไม่โอเคเพราะหนูไม่ได้ต้องการมาเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของใคร หรือว่าเป็นตัวเลือกของใครว่าให้เรามาขึ้นชื่อว่าเมียน้อย หนูเลิกกับเขาแบบหนูตัดวันนั้นเลย บล็อกทุกช่องทาง ถามว่าใจหนูมันยังรักไหม? หนูรักเพราะว่ามัน 3 ปี มันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จนมันมีเหตุการณ์นึง คือเขามาง้อหนูแหละ หนูเข้าไปอุ่นของเวฟในครัวที่ออฟฟิศ เขาก็เดินตามเข้ามาตอนนั้นเป็นช่วงพักเที่ยง เขาก็มาพูดกับหนูว่า ไม่ไปได้ไหม ไม่มีคนใหม่ได้ไหม ไม่เลิกกับพี่ได้ไหม พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีหนูแต่พี่ก็ทิ้งเขาไม่ได้ เขาก็พูดคำนี้มา หนูก็เลยบอกว่า ทำไม่ได้หรอก หนูไม่อยากมาเป็นที่ 2 หรือว่าให้คนอื่นเขามามองในทางไม่ดี อีกอย่างหนึ่ง คือ คนของพี่เขามาก่อนหนูตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เหมือนเขาไม่พอใจตรงที่หนูบอกว่าขนาดตัวพี่ พี่ยังเลือกไม่ได้เลย แล้วจะให้หนูมานั่งเลือกพี่ หนูก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน มันมีมีดปอกผลไม้อยู่ในครัวแล้วเขาก็เอามาจี้ตรงคางหนู จี้แบบจิ้มเข้าไปเลยแล้วเขาก็พูดว่า ถ้าเขาเลิกกับหนูไป หนูก็ไม่มีทางมีความสุขได้ พอผ่านไปเป็นช่วงปลายปีพอดี หนูย้ายงานใหม่ หนูก็ย้ายตัวเองออกมา เฟดตัวออกมาทุกอย่าง ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน แต่เขาไม่จบ เขาให้คนตามคอยสืบเรื่องหนูอยู่ตลอดว่าหนูอยู่ที่ไหน หนูทำอะไร หนูเช่าคอนโดพักอยู่ไหน หนูอยู่กับใครเขาจะจ้างคนมาสืบตลอด บางทีให้คนมาตามตัวหนูตลอด ที่หนูรู้เพราะบางทีหนูกำลังเดินเข้าซอยคอนโด หนูก็เห็นผู้ชายคนนึงถ่ายรูป หนูก็รู้แล้วว่าเป็นเขาเพราะว่ามันไม่มีใครยุ่งกับหนูเลยตลอดระยะเวลาที่ตั้งแต่หนูบอกเลิกเขา เขาพยายามทำมาตลอดแต่ตอนแรกเขาทำเอง เขาตามเอง หนูย้ายเข้าไปอยู่คอนโดเพื่อน เขาก็ตามมาวุ่นวายกับเพื่อนหนูว่า เอาหนูมาอยู่เนี่ยไม่ได้รับอนุญาตนะ เขายังไม่ได้เลิกกับหนู หนูอยู่ในการปกครองของเขา แต่ตอนนี้มันไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาก็พยายามส่งคนมาดูห่าง ๆ ว่าหนูทำอะไร อยู่ที่ไหน ล่าสุดที่เราเปิดใจคุยกับคนใหม่แล้วลองไปเดท ไปทานข้าว พอหลังจากทานข้าวเสร็จ เหมือนเขามาเจอเราที่ร้านนี้ แล้วเรานั่งเดทอยู่กับผู้ชายคนนึง เขาก็ไม่พอใจ เขาเดินเข้ามาในร้าน แล้วเขาก็ดึงกระชากหนูจากในร้าน คนเยอะมาก ออกไปหน้าร้านเพื่อที่จะออกไปถามว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร หนูก็เลยบอกว่า เป็นคนใหม่ ซึ่งเราเลิกกันไปแล้วไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเป็นจะต้องมาทำแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ มันอยู่กลางที่สาธารณะเลย จะมาทำอะไรแบบนี้ไม่ได้มันไม่ถูก ผู้ชายคนนั้นที่มาเดทกับหนู เขาก็เดินตามออกมา เขาก็ถามว่า มีเรื่องอะไรกัน เหมือนเขาไม่พอใจกับคำตอบ แล้วยิ่งผู้ชายคนนั้นเดินออกมาตามหนู เขาก็ตบหน้าหนูตรงนั้นเลย หนูก็เลยโอเค มันเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว ผู้ชายคนนั้นเขาก็บอกว่ามันเริ่มไม่ปลอดภัย วันนั้นหลังจากที่เขากลับไป หนูก็เลยไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ หนูไม่รู้ว่าควรบอกเมียเขาดีไหม? เพราะมันมีช่วงนึงที่เมียเขาก็สงสัยเหมือนกันในตอนแรกตั้งแต่เขาคบหนู เขาก็พยายามให้น้องในออฟฟิศที่เป็นอีกฝ่ายนึงมาคอยตามสืบว่าเป็นใคร แต่หนูก็นั่งคิดว่าถ้าสมมุติเราไปบอกมันจะเหมือนกับว่าเราอยากแสดงตัวตนไหม? แล้วก็มีก่อนหน้านี้ประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว เขาโทรมาใช้เบอร์ใครไม่รู้โทรมาแล้วบอกกับหนูว่า คิดจะทำอะไรคิดให้ดีนะ อย่าคิดว่าจะมีความสุข อย่าคิดว่าชีวิตจะแฮปปี้ ถ้าพี่ไม่มีความสุข หนูก็ไม่มีทางมีความสุขได้ หนูออกมานานแล้วหนูไม่ได้ติดต่อกับเขานานแล้ว แต่หนูอยากจะถามวิธีจากพี่ๆดีเจว่า เราจะพยายามพูดยังไงกับเขาดี? ถ้าเขาโทรมาหรือเขาพยายามหาวิธีมาเจอกับเรา พยายามพูดบอกกับเขาให้หยุดการกระทำนี้สักที หนูใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงตลอด เพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนดักทำร้ายไหมในวันใดวันนึง?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่าการพูดกับเขามันไม่มีประโยชน์ เพราะเราปล่อยมานานมากจนทำขนาดนี้แล้วพี่ว่าต้องเหมือนหาวิธีอื่นในการคุมไม่ให้เขาทำได้อย่างแจ้งตำรวจ ลงบันทึกประจำวันแจ้งว่าคนนี้คือคนที่เขามาคุกคาม เขามีประวัติการทำร้ายหนูมาแล้วก็พอจากนี้ไปสมมุติโทรมาก็ต้องอัดเสียงหรืออะไรก็ตาม ให้มันเป็นหลักฐานเก็บหลักฐานว่าเขามีพฤติกรรมแบบนี้ เพื่อที่มันจะได้แจ้งข้อหา ให้มีหลัดฐานมากที่สุดแล้วตำรวจจะได้ชาร์จตัวได้ คือรู้สึกว่าน้องพิมพ์ต้องคิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง พิมพ์ต้องบอกคนรอบข้างว่าตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือสมมุติว่าถ้าเขาสืบจากเพื่อนของเพื่อนต้องบอกเพื่อนของเพื่อนว่าตอนนี้ปัญหามันเป็นแบบนี้จะมาเปิดเผยไม่ได้ว่าพิมพ์ไปอยู่ไหนเพราะเขาสะกดรอยตามหรือพิมพ์ก็ต้องบอกคนที่คอนโดนิติว่าตอนนี้มันมีคน ๆ นี้ตามเราอยู่ อันนี้คือความปลอดภัยของหนูล้วน ๆ เพราะเขาป่วยแล้วเลยตอนนี้’ ต่อมา “ดีเจอั๋น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเราก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติแล้ว ก็คือในห้องเราก็ต้องมีกล้องวงจรปิด ในมุมที่ตรงจุดไหนมันสามารถเก็บภาพได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาโทรมาเราต้องบันทึกเสียง การแชทในทุกช่องทางเก็บทั้งหมดเราก็ลองตัดสินใจดูเนื่องจากว่าเหตุมันพึ่งเกิดภายใน 2 เดือนว่าที่เขาตบเรามันถือว่าเป็นชิ้นเป็นอันมาเลยที่เราสามารถดำเนินการได้ ซึ่งกล้องวงจรปิดหน้าร้านคือไปเอามาไว้ก่อนใช้ไม่ใช้ไม่รู้แต่ฉันถือไว้แล้ว แต่ว่าพวกนี้พี่ไม่แน่ใจว่ามันมีอายุความอะไรของมันมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าสมมุติว่าเราดำเนินคดีไว้ไม่ต้องตั้งใจว่าจะไปถึงตรงไหนก็ได้นะแต่สิ่งนั้นมันสามารถเป็นสิ่งที่เราไปยื่นให้ HR ของบริษัทเขาได้ ซึ่งเขาก็ต้องรู้ว่าชีวิตเขาก็มีต้นทุนนะ 1 เขามีครอบครัวมีเมียที่เขาก็ไม่อยากสูญเสียเพราะเขาบอกเองว่าเขาไม่อยากเสีย อันที่ 2 คือเขาคงไม่อยากจะเสียงานเพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเขามีคดีแล้วมันมีหลักฐานแล้วบอกได้ว่าทั้งหมดพร้อมส่งให้ HR ฉันฝากทั้งหมดนี้ไว้กับพ่อแม่ฉันแล้วอีกเซทนึงเพื่อนสนิทฉันทุกคนมีหมด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นทุกคนส่งทันทีส่งถึง HR คุณส่งถึงบ้าน ติดต่อครอบครัวคุณ แล้วส่งถึงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด’สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘ให้เขารู้ว่าหนูไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนรับรู้เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่ว่าเขาทำแบบนี้ หนูต้องสู้เพื่อตัวเองแล้วเรื่องนี้ เพราะเขาเห็นเรายอมมันก็เลยข่มขู่ไปเรื่อย ๆ ตีแล้วที่รู้ตอนนี้รู้ยิ่งเร็วยิ่งดีตอนนี้ต้องเอาตัวเองปลอดภัยต้องดูแลตัวเองมาก ๆ ต้องระวังมีเพื่อนอะไรก็บอกเพื่อนไว้ด้วย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

31 พ.ค. 2024

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกันตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต เจอคนใหม่ เริ่มต้นใหม่ เขาบอกอนาคตถ้าออกไปข้างนอกเราจะเป็นพี่น้องกัน “คุณแคลร์ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความรักกับคนในเรือนจำ โดย ​“คุณแคลร์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน เราประกอบอาชีพเป็นสตรีมเมอร์ และได้สิ้นสุดการประกอบอาชีพ เมื่อปลาย ปี 65 ที่ผ่านมา เพราะเราถูกฟ้องด้วยความเข้าใจผิด ในข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา และเราก็สู้คดีมาจนถึงกลางปี 66 ซึ่งเป็นการสู้ที่เสียเปรียบมาโดยตลอด เพราะเราไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงได้ขอให้เป็นทนายขอแรงมาช่วย เขาก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้เท่านั้น จนเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ศาลมีคำสั่งฝากขัง ในทางปฏิบัติเราสามารถที่จะประกันตัวได้ แต่ว่าเราไม่มีเงินประกันตัว แม้กระทั่งครอบครัวที่มีคุณแม่เพียงคนเดียวก็ไม่สามารถช่วยตรงนี้ได้ จึงจำใจต้องเข้าฝากขังที่เรือนจำแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างที่อยู่ข้างใน เราได้มีโอกาส เจอกับพี่ผู้ต้องขังคนหนึ่ง เขามักจะฝากความเป็นห่วงผ่านเพื่อนผู้ต้องขังอีกคนมาถึงเรา เราก็สงสัยว่า เขาเป็นใคร ? ต่อมาเราจึงได้ไปเจอกับเขาและได้พูดคุยกัน จนทราบว่าเขาบังเอิญเป็นคนที่อยู่ใกล้บ้านเรา แต่เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ซึ่งพี่เขาอายุ 40 ปีแล้ว หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ ก็มีพูดคุยกัน มีการดูแลกันมากขึ้น เริ่มจากการแบ่งอาหารเช้าให้ ชวนมานั่งคุยปรับทุกข์กัน จนกระทั่งตกลงคบกัน ซึ่งเขาก็จะบอกตลอดว่า แคลร์ไม่จำเป็นต้องรักเขา ขอให้เขาได้รักแคลร์ก็พอ ส่วนตัวเราเองไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปเจอ หรือไปหาความสัมพันธ์แบบนี้ เพราะเราเองก็รู้สึกผิดกับตัวเองว่า ทำไมต้องมาเสียเวลาในที่แบบนี้ด้วย ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมของเขาในการวางตัวในฐานะคนรัก เราก็เริ่มรู้สึกดีและเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น จากที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะตลอดเวลา 23 ปี แคลร์ไม่เคยมีแฟน จนกระทั่งมาเจอคนนี้ ซึ่งระหว่างที่อยู่ด้วยกัน เขาจะหาทางช่วยเหลือเราตลอด เช่น เรื่องของการอัพเดทคดีจากข้างนอก เรื่องการยื่นเรื่องส่งสภาทนายความ ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบรูปคดี หรือการส่งคำร้องให้ศาลเร่งพิจารณาคดี เพราะว่าตอนนั้นที่เข้าไปเป็นเดือนสิงหาปีที่แล้ว และจะมีการนัดพิจารณาคดีอีกทีคือ เมษายนปี 67 ถ้าให้นับมันจะเป็นการอยู่แบบเสียเปล่าไปเลย 1 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 66 เขาก็มาบอกกับเราว่า แคลร์พี่คุยกับทนายให้แล้วนะ ซึ่งเราก็ตกใจว่า พี่คุยกับทนายที่ไหนมา ทนายของแคร์เหรอ ? เขาก็บอกว่า เป็นทนายส่วนตัวของเขา เขาบอกทนายว่า ให้ยื่นประกันตัวให้แคลร์ เป็นการจ่ายเงินให้เราเพื่อการประกันตัว เราก็ตกใจมากว่า เขาทำเพื่อแคลร์ขนาดนี้เลยเหรอ เพราะเขาก็จะบอกกับเราตลอดว่า ออกไปก็ออกไปใช้ชีวิตนะ และไม่ต้องเป็นห่วงพี่ ลืมเรื่องราวทุกอย่าง ข้างในให้หมด ซึ่งตอนนี้แคลร์ได้ออกมาใช้ชีวิตเรียบร้อยแล้ว แคลร์เคยบอกกับเขาว่า อยากจะคบกับเขาเป็นแฟนจริงจัง แต่เขาบอกว่า เขาให้สัญญาไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้ความหวัง และเขาก็ไม่อยากใช้คำพูดสวยหรู หากเขาได้ออกไปแล้ว เขาทำไม่ได้ แคลร์จะรับได้เหรอ ? เราก็คิดว่า สิ่งที่เขาพูดมันก็เรื่องจริง และเขาก็พูดอีกว่า แคลร์จะเป็นกะเทยคนเดียว ที่เขารักที่สุดในชีวิต และก็จะเป็นน้องที่เขารักตลอดไป ซึ่งเราก็ยังให้ความหวังตัวเองอยู่ในทุก ๆ วันว่า อย่างน้อยถ้าวันหนึ่ง เขาออกมา แล้วเขาเห็นว่าแคลร์ยังรอเขาอยู่ เขาก็อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะหนูก็ไม่เคยมีความคิด ที่จะไปมองหาใครคนใหม่ตั้งแต่ออกมา เป็นระยะเวลา 7 เดือนแล้ว ซึ่งในทุกเดือนเราจะกลับไปเยี่ยมเขาเสมอ และปฏิกิริยาของเขาที่แสดงต่อเราก็ปกติทุกอย่าง แต่ทางเรือนจำจะมีการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รายวันถึงผู้ต้องขังด้านใน หนูก็จะเขียนถึงเขาทุกวัน แต่เขาก็จะเขียนตอบกลับมาว่า เขาขี้เกียจที่จะเดินมาหา ตอนที่เรามาเยี่ยม เขาไม่อยากที่จะเขียนจดหมายตอบกลับเรา ซึ่งเขาเป็นแบบนี้กับครอบครัวด้วย เหมือนเขาไม่อยากรับรู้เรื่องภายนอก เขาเลยพยายามกีดกันไม่ให้หนูไปเยี่ยมหรือเขียนอะไรหาเขา แคลร์อยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า พอจะมีวิธีการยังไงที่จะรอเขา แบบให้ใช้ชีวิตที่มีความสุข ไม่เครียด ไม่ห่วงอะไร เพราะเราไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ เราไม่รู้ว่าการที่เขาทำแบบนี้เขาต้องการให้เรามีสถานะไหนกันแน่ และทุกวันนี้เขายังจ้างทนายเพื่อที่จะสู้คดีให้กับเราต่อ ซึ่งเราก็พึ่งทราบเรื่องนี้จากทนายว่า เขายังจัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายให้เราทั้งหมดเลย และแม้ว่า เขาจะบอกให้หนูเดินหน้าต่อ แต่ด้วยความที่เขาเป็นแฟนคนแรกของเราด้วย เราเลยรู้สึกผูกพันและรู้สึกขอบคุณในการกระทำของเขา ที่ทำให้เราได้เหมือนมีชีวิตใหม่ เรารู้สึกว่า เราไม่สามารถเดินออกมาจากเขาตอนนี้ได้ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การที่เขาพูดว่า แคลร์เป็นน้องที่เขารัก มันเหมือนกับการที่เขาดับฝัน เพราะหากเขาออกมาข้างนอกเขาจะไม่คบกับแคลร์ แต่หากอยู่ข้างในก็เป็นแฟนกัน เหมือนกับการที่คนเหงามาเจอคนเหงา ซึ่งแคลร์ก็บังเอิญอยู่ใกล้เขา อยู่ในแดนเดียวกันได้ใกล้ชิดกัน แคลร์มีความหวังอยู่นิดหน่อยแต่ก็น้อยมาก ถ้าแคลร์จะรอเขา แคลร์ก็ต้องทรมานอยู่แล้ว แต่ถ้าแคลร์ไม่รอก็จะทรมานแค่ช่วงแรก ไม่ต้องทรมารไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเปรียบเป็นเกมไพ่ โอกาสที่แคลร์จะแพ้สูงมาก แต่ที่พี่ทำหอมรับแขกมา ได้สัมภาษณ์คนในเรือนจำและชีวิตรักในเรือนจำ ทำให้พี่ได้รู้ว่า มันเป็นชีวิตรักที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำเท่านั้น พอเราออกมา เขาก็จะมีคนใหม่เข้าไป ในขณะเดียวกัน คนที่ออกไปก็จะมีแฟนใหม่ มันเป็นวัฏจักรของเขาที่เขาจะรู้กันดีอยู่แล้ว แล้วการที่เขาส่งสัญญาณบอกเราว่า เขาไม่อยากเดินมาหา หรือการที่ เขาไม่อยากรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แปลว่าตอนนี้ เขาปฏิเสธเราแล้ว แล้วการที่เราเข้าไปหาเขา ก็เหมือนกับว่า เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการพยายามสื่อ การแสดงออกของเขาสุภาพ แต่ก็ชัดเจนว่า เขาต้องการยุติความสัมพันธ์แล้ว ซึ่งแคลร์ก็ยังไม่เข้าใจ และมันก็สร้างความอึดอัดให้กับเขา ฉะนั้นพี่คิดว่า แคลร์ไม่ควรรอ เพราะมันเป็นการรอฝั่งเดียว แคลร์ ควรหยุด เจ็บตอนนี้ให้จบและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป ทางนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ด้วยสถานการณ์ที่แคลร์อยู่ตอนนั้น มันเป็นได้หลายเรื่องเลย ที่เค้าเข้ามาหาแคลร์ และมันอาจจะเป็นไปได้ว่า การที่เขาเข้ามาหาแคลร์ เขาไม่ได้รักแคลร์แบบความสัมพันธ์หนึ่ง แคลร์และเขาต่างเจอกันในช่วงเวลาที่ต้องการคนซัพพอร์ต ซึ่งชีวิตในนั้นมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่พี่ก็รู้สึกว่า เขาก็เป็นคนดีนะ เขาไม่ได้แค่ใช้แคลร์แก้เหงา เพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังรับผิดชอบชีวิตของแคลร์ต่อ ซึ่งเขาก็ชัดเจนที่บอกกับแคลร์ว่า ถ้าออกจากคุก ก็ให้แคลร์ไปมีชีวิตใหม่เถอะ อย่ายึดติดอยู่กับเขา แต่พี่ก็เข้าใจแคลร์ เพราะเขาคือคนแรกของแคลร์ แคลร์เลยรู้สึกว่า รักครั้งนี้มันยิ่งใหญ่มาก เหมือนว่ามันเป็นพรหมลิขิต และมันคงจะดีมากถ้าเราได้อยู่ด้วยกันต่อไปจากนี้ แต่พี่คาดว่า แคลร์ไม่ใช่คนแรกของเขา แน่นอน และหลังจากแคลร์เขาก็ยังจะมีคนใหม่อีก ซึ่งเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้อยากมีอนาคตกับแคลร์ต่อ และเขาก็ไม่ได้ต้องการแคลร์หลังออกจากคุก ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอบที่ใหญ่พอที่จะทำให้แคลร์เดินหน้าต่อ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถ้าเต็มที่สุด ๆ แคลร์อาจจะบอกกับเขาว่า แคลร์เข้าใจพี่นะ แต่ถ้าหากวันใดวันนึง ที่พี่ออกมาจากคุกแล้ว แล้วถ้าเราอยากคุยกันโดยที่ยังโสดทั้ง 2 ฝ่าย แคลร์ยังยินดีนะ แคลร์ แต่หากรอตั้งแต่ตอนนี้ มันจะเป็นการทุกข์ใจมากถึงมากที่สุด และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้แคลร์ ไปดูรายการที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มหนุ่มสาว LGBTQ+ ในเรือนจำ ซึ่งบทสัมภาษณ์ในรายการก็จะให้คำตอบทุกอย่าง เรื่องราวมักจะคล้ายกับสถานการณ์ที่แคลร์เจอมา เรื่องราวในนั้น เกิดขึ้นในนั้น และจบลงในนั้น ถ้าออกมาต่างคนก็ต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งหากแคลร์ได้ดู แคลร์ก็อาจจะเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากยิ่งขึ้น และหลังจากที่พี่อ่านแชทมาพี่ได้เข้าใจเลยว่า ความสุขของเขามันเกิดขึ้นแค่ในโลกเรือนจำ พอแคลร์ออกมาเรื่องมันก็จบ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รักในตัวแคลร์ แต่เป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน เรื่องมันเลยต้องจบลง ซึ่งการที่เขาออกมา มันไม่ได้การันตีเลยว่า เขาต้องสานต่อกับเรื่องราวที่เขาคิดว่ามันจบลงแล้ว ถ้าแคลร์ลองตั้งสติคิดดู แคลร์ก็รู้ว่า เขาอยากให้เรื่องราวนี้มันจบ จากการที่เขาตอบคำถามก็ตามมันก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเขาชัดเจนขนาดนี้ ก็อยู่ที่แคลร์จะยอมความจริงได้เร็วแค่ไหน ช่วงแรกมันก็อาจจะรู้สึกเศร้าบ้าง แต่มันก็ไม่ถึงขั้นทรมานเท่าการรอใครสักคนหนึ่ง ตอนนี้มันก็ต้องทำใจนิดนึง แล้วก็มีชีวิตใหม่ ให้มันกลายเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่จบลงในเรือนจำ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-